“การเป็นหนี้” ทำให้ฉันรู้จักการวางแผนการเงิน ต้องขอบคุณ Final Sale จริงๆ

“การเป็นหนี้” ทำให้ฉันรู้สึกเข็ดหลาบกันเลยทีเดียว เมื่อวานก่อน ฉันเคลียร์งานลูกค้าเสร็จเร็วเลยนัดกับเพื่อนๆ ไปเจอกันที่ห้างสรรพสินค้าใจกลาง กทม. แหล่งช้อปแหล่งชิมที่ฉันเดินเล่นมาตั้งแต่สมัยเสื้อนักเรียนปกบัวแขนสั้น (อย่าริถามอายุฉันตอนนี้ล่ะ หยิก!) ด้วยความที่ฉันเดินทางด้วยบีทีเอสจึงมาถึงที่หมายก่อนใครอื่นเลยถือโอกาสเดินเล่นแถวๆ ชั้น 2 เป็นการฆ่าเวลารอเพื่อนๆ ซักหน่อย

อุ๊! แค่ร้านแรก ก็เจอของถูกใจเข้าซะแล้ว! สูทผ้าลูกผูกสีอิฐที่ฉันอยากได้ หมายตามาตั้งแต่ต้นเดือนที่แล้วว่าต้องมี #ตัวนี้น่ะสวยจริ๊ง ตอนนี้ทางร้านขึ้นป้าย Discount ด้วย! ว่าแล้วก็ไปดูซักหน่อย ลด 20% จะเหลือกี่บาทน้าาา..

ลดแล้วเหลือ 3,992 บาท

อุ๊!! (อีกรอบ) วางก่อนจ้ะ ขอบาย นี่ลดแล้วเหรอ งงนะ ปลายเดือนอย่างนี้ ไม่ง่ายเลยนะที่จะหยิบของราคาหลักนี้ไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์น่ะ สูดหายใจเข้าลึกๆ อยากได้ก็จริง แต่ต้องมีเงินกินข้าวจนถึงสิ้นเดือนนะ

ฉันเดินเข้าไปดูราวเสื้อผ้าด้านในอีกนิดหน่อย ก่อนจะค่อยๆ เฟดตัวออกมาจากร้านอย่างเงียบๆ พยายามก้มหน้าก้มตาเดินผ่านป้ายลดราคาของร้านกระเป๋าอีกสองสามร้าน แล้วไปพักใจที่แผนกผักสดในกูร์เมต์ มาร์เก็ต

หูยยย! ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ เจอของดี ลดราคาขึ้นป้าย Final Sale แค่ 5% ฉันก็จัดการรูดบัตรเครดิตแล้ว Shoppaholic เว่อร์! แต่ด้วยประสบการณ์การเป็นหนี้ (ขนหัวลุก!) เมื่อสมัยเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ มันย้ำเตือนฉันว่าไม่ควรกลับไปยืนอยู่ในจุดที่ต้องทำงานหาเงินผ่อนของอีก

เพราะมันเหนื่อยมากเลยค่ะคุณขา!

ตอนนั้นถ้านับเปอร์เซ็นต์จากเงินเดือนที่หาได้ ฉันยอมเทกระจาด 50% (+ รูดบัตรเครดิต) เพื่อซื้อเครื่องสำอาง เสื้อผ้าและรองเท้า คนเพิ่งหาเงินใช้เองได้อ่ะเนอะ ก็ต้องเอาหน่อย! เมื่อหักค่าช้อปปิ้งออกไปแล้ว ฉันก็จะเหลือเงินสำหรับใช้จ่ายต่อเดือนอยู่แค่หยิบมือ เลยต้องไปประหยัดในส่วนของมื้ออาหารแทน วันหยุดไหนที่เพื่อนไม่ได้นัดออกไปเจอ ก็จะอยู่ห้อง ต้มมาม่ากินสามมื้อ #คิดจะสวยต้องอดทนค่ะ ส่วนเดือนไหนเงินไม่พอใช้จริงๆ ก็จะโทรไปขอที่บ้าน โดนแม่เฉ่งเป็นชั่วโมงเพราะเรื่องการใช้เงินแบบมือเปิบของฉัน แต่ตอนนั้นฉันยังไม่รู้สึกว่ามันเป็นปัญหา เพราะยังสนุกกับการช้อปปิ้งอยู่

กว่าฉันจะรู้ตัว มันก็ตอนที่มีใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตส่งตรงมาที่คอนโดฯพร้อมกัน 4 ใบ รวมๆ แล้วเป็นเลขห้าหลักที่ฉันต้องผ่อนจ่ายต่อเดือน เข่าแทบทรุดตรงล็อกเกอร์จดหมายค่ะคุณ!

แต่ตอนนี้ฉันเคลียร์หนี้หมดแล้วจ้ะ เลยเดินเฉิดฉายเชิดคอได้! (Standing Ovation)

อาจดูเหมือนฉันพลิกเรื่องเร็วเกิ๊น แต่ในความเป็นจริงกว่าจะมีวันนี้ได้ ฉันก็ต้องบากบั่น กัดฟัน ฝืนทน นานเกือบสองปีกว่าจะใช้หนี้หมด!

หลังจากได้รับใบแจ้งหนี้ ฉันก็สติแตกอยู่สัปดาห์หนึ่ง ไม่กล้าปรึกษาใคร เพราะกลัวโดนด่าแล้วจิตตกกว่าเดิม ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าฉันจะปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในภาวะอย่างนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว!

วันอาทิตย์ในเดือนกันยาฯนั้นหลังจากมื้อกลางวันมาม่าต้มยำกุ้งน้ำข้น ฉันกางสลิปเงินเดือนเทียบกับยอดหนี้บัตรเครดิตแล้วเริ่มต้นคำนวณสัดส่วนหนี้ที่ต้องจ่ายชำระ ได้ความว่าทุกๆ เดือนนับจากวันนั้นฉันต้องหักเงินออกมาเพื่อจ่ายหนี้เป็นจำนวน 55% ของเงินเดือน นั่นเท่ากับว่าฉันต้องหยุดพฤติกรรม ‘นักช้อปปิ้ง’ ของตัวเองลง

1. หยุดสร้างหนี้เพิ่ม

#หยุดสร้างหนี้เพิ่ม คือสิ่งแรกที่ฉันเริ่มต้นทำเมื่อคิดจะปลด “การเป็นหนี้” อย่างจริงจัง ต้องยอมรับว่าช่วงแรกมันเป็นอะไรที่ฝืนใจมากกก เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เดินผ่านร้านค้าที่มีป้าย Summer Sale / Midnight Sale / End of The Year Sale / Final Sale นะคุณเอ้ย! ฉันมักจะเกิดอาการอยากช้อปฯ ปฏิกิริยาคล้ายๆ ตอนคุณเห็นเนื้อมะนาวที่ถูกบีบ มันเปรี้ยวจี๊ด อยากเข้าไปเลือกซื้อซะเหลือเกิน! ทีแรกฉันไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองเข้าไปในร้านพวกนั้นเลยเพราะกลัวเผลอเรอหยิบติดไม้ติดมือไปจ่ายตังค์ที่เคาน์เตอร์ แต่พักหลังชักทนไม่ไหว เลยปล่อยให้ตัวเองเข้าไปเลือกดูได้บ้าง แต่ฉันมีวิธีการชะงักความอยากของตัวเองนะ เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันเจอเสื้อผ้าที่ถูกใจ สิ่งที่ฉันจะทำนั่นก็คือ หยิบไปลองค่ะ.. หยิบไปลองให้มันรู้ว่ามันสวยขนาดนั้นไหน แล้วคิด

ต่อว่าในตู้เสื้อผ้าที่คอนโดฯมีชุดที่คล้ายกันนี้มั้ย ถ้ามี.. ถอดแล้วเอาไปคืนพนักงานขายค่ะ!

2. จดรายการหนี้

#จดรายการหนี้ ฉันแจงรายละเอียดส่วนนี้เพื่อที่จะได้รู้ว่าตัวเองเป็นหนี้บัตรเครดิตแต่ละเจ้าอะไร-เท่าไหร่ แล้วแต่ละงวดฉันจะกั้นใจจ่ายเต็มจำนวน ไม่จ่ายขั้นต่ำ เพื่อกันไม่ให้เกิดหนี้งอก

3. วางแผนการเงิน

ต่อไปเป็นเรื่องของ #การวางแผนการเงิน ต้องยอมรับว่าก่อนหน้าที่ฉันจะเป็นหนี้ ฉันมีสนใจเรื่องการเงินน้อยมาก เพราะคิดไว้แค่ว่า ‘หาได้ ก็ต้องใช้ไป’ สมัยเรียนก็ไม่เห็นมีใครเคยสอน เลยไม่ค่อยเห็นความสำคัญของมันซักเท่าไหร่ แต่เมื่อเป็นหนี้ สิ่งที่ฉันบังคับให้ตัวเองทำจนเป็นนิสัยนั่นก็คือการจดบันทึกรายรับ-รายได้ เพื่อที่จะได้เห็นรายการการเดินบัญชีของตัวเองทั้งหมด ตัดรายจ่ายจุกจิกที่ไม่จำเป็นออก

* ตามหลักการแล้ว ยอดหนี้ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ และเอาเข้าจริง 40% เนี่ยก็นับเป็น Maximum สุดๆ ถ้ายอดหนี้ของใครแตะตัวเลขนี้ได้ ก็จะลำบากเหมือนที่ฉันเป็นในตอนนั้น (ร้องไห้) ทางที่ดีถ้าคิดจะมีหนี้ก็ควรมีให้น้อยกว่านี้ หรือไม่.. ก็ไม่ควรมีเลยจ้ะ

4. หารายได้เสริม

ถ้าอยากปลดหนี้เร็วๆ ก็ต้องหาเงินมาโปะเพิ่มด้วยการ #หารายได้เสริม โชคดีนะที่ฉันพอจะมีทักษะในการเขียนอยู่บ้าง ฉันเลยรับจ๊อบเขียนบทความลงนิตยสารและเว็บไซต์ไปด้วย (อย่าไปบอกบอสฉันนะ) บางเดือนก็มีงาน 2-3 ชิ้น พอประทังชีวิต ให้ได้กินบุฟเฟต์ดีๆ ซักมื้อเป็นของขวัญให้ตัวเอง ส่วนเดือนไหนงานชุกหน่อย ฉันก็ยอมทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อเอาเงินจากงานนอกนั้นมาโปะหนี้ให้หมดเร็วๆ

5. ลงทุนเพื่ออนาคต

เมื่อฉันสามารถประครองสเตตัสทางการเงินของตัวเองได้บ้างแล้วหลังจากปิดหนี้บัตรเครดิตไปได้หนึ่งใบ ฉันก็เริ่มมองหาการลงทุน ตอนที่ยังไม่ได้ศึกษาแบบลงลึกมากนัก ฉันเลือกฝากเงินในบัญชีเงินฝากแบบประจำ 2 ปี เดือนละ 2,000 บาท มันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนที่ฉันวางไว้.. ฉันอยากมีเงินซักก้อนไว้สำหรับลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นในวันที่ฉันปลดหนี้เรียบร้อยแล้ว (ฉันอยากมีเงินเย็นค่ะคุณขา) ซึ่งปัจจุบันฉันถือกองทุนรวมอยู่สามสี่ตัวพอสวย ในอนาคตก็เล็งๆ เพิ่มสินทรัพย์เข้าไปในพอร์ตลงทุนอีกนิดหน่อยจากเงินโบนัสที่ใกล้จะออก

ทุกวันนี้ฉันแฮปปี้กับการปลอดหนี้ (บัตรเครดิต) ของตัวเองมาก รู้สึกไม่มีห่วงโซ่คล้องคอ เดินไปไหนก็เชิดหน้าได้ #คนนี้น่ะสวยจริ๊ง เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ถ้าอยากได้ก็จะคำนึงถึงความจำเป็นก่อน ถ้าของมันต้องมี ก็จำเป็นต้องซื้อ แต่ก็ไม่หว่านซื้อเหมือนเมื่อก่อนแม้จะมีป้าย Discount แปะอยู่

นี่ถ้าพูดกันตามความจริง ฉันก็ต้องขอบคุณ Final Sale และการเป็นหนี้นะที่ทำให้ฉันรู้จักการจัดการการเงิน (ควรขอบคุณมั้ยอ่ะ ยัง-งง)

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

 Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

Beauty review เทรนด์การตลาดมาแรงสำหรับธุรกิจความสวยความงาม

ทำไมต้อง “Beauty reviewBeauty review เทรนด์การตลาดมาแรงสำหรับธุรกิจความสวยความงาม

Beauty review หรือการรับรีวิวสินค้าประเภทความสวยความงาม เช่น สกินแคร์ เครื่องสำอาง น้ำหอม สิ่งเหล่านี้เป็นสินค้าที่ประสิทธิภาพเมื่อใช้งานแตกต่างกันออกไปตามสภาพผิวหรือร่างกายของแต่ละบุคคล ดังนั้นถึงจะเป็นสินค้าชนิดเดียวกัน แต่เมื่อคนที่ใช้เป็นคนละคน ผลที่ได้ก็ย่อมออกมาแตกต่าง เพราะเหตุนี้เองทำให้ผู้บริโภคในยุคไทยแลนด์ 4.0 สนใจการค้นคว้าหาข้อมูลการรีวิวสินค้าจากช่องทางออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรีวิวสินค้าจากผู้ใช้ทั่วไป หรือจากนักรีวิว Beauty review มืออาชีพ

ยิ่งเจอรีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากเท่าไร สินค้าก็ยิ่งดูน่าเชื่อถือ

ยิ่งเจอรีวิวที่ให้ข้อมูลละเอียด ตรงไปตรงมา มีการทดลองให้เห็นความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังใช้งาน แถมด้วยภาพสวยๆ จาก งาน Beauty review มืออาชีพ สินค้ายิ่งน่าซื้อมาทดลองใช้

นั่นก็เพราะการได้อ่านเรื่องราวการใช้งานจริงของผู้ใช้ การได้เห็นภาพการรีวิวสินค้าที่ถ่ายออกมาสวยงามจากนักรีวิวมืออาชีพ ส่งผลให้เกิดความรู้สึก “กระตุ้น” สัญชาตญาณความ “อยากซื้อ” ของลูกค้านั่นเอง

ธุรกิจความงามยุคใหม่ กับแนวทางการตลาดด้วย Beauty reviewBeauty review เทรนด์การตลาดมาแรงสำหรับธุรกิจความสวยความงาม

ด้วยความที่สื่อออนไลน์และการทำรีวิวสินค้าส่งผลต่อยอดขายและพฤติกรรมของผู้ซื้อโดยตรง นักธุรกิจเจ้าของแบรนด์สินค้าความงามทั้งหลายจึงควรปรับตัวและเริ่มก้าวให้ทันการตลาดด้วยการใช้ Beauty review ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ก็อย่าลืมว่าการทำรีวิวสินค้า ต้องเน้นข้อมูลตามจริงที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ไม่โฆษณามากเกินไป แต่มุ่งเป้าหมายให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าด้วยตัวเองหลังจากได้รับข้อมูลที่ต้องการจากการอ่าน Beauty review ของสินค้าชิ้นนั้นๆ เมื่อเรารู้จักการใช้เครื่องมือสื่อการรีวิวสินค้าอย่างเหมาะสม สิ่งเหล่านี้ก็จะเกิดประโยชน์และส่งผลให้ธุรกิจของเราเติบโตและเป็นที่เชื่อถือของผู้บริโภคในระยะยาวได้ค่ะ

หากคุณคือเจ้าของธุรกิจที่กำลังมองหานักรีวิวสินค้ามืออาชีพ ประเภท Beauty review อยู่ล่ะก็ ลองเลือกใช้บริการจากนักรีวิวฟรีแลนซ์ ที่ https://fastwork.co/pretty-reviews สิคะ ด้วยระบบการจ้างงานที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ สามารถเลือกชมผลงานการรีวิวของฟรีแลนซ์ได้อย่างเต็มที่จนคุณเลือกจ้างฟรีแลนซ์สำหรับงาน Beauty review ได้ตรงใจที่สุด

นอกจากนี้บิวตี้บล็อกเกอร์รวมถึงสาวๆ หรือหนุ่มๆ คนไหนที่รู้ตัวว่าสามารถรีวิวสินค้าความสวยความงามได้ละเอียด มีความเข้าใจในผลิตภัณฑ์และพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าแนว Beauty รวมถึงถ่ายรูปสวยๆ ในการรีวิวได้ล่ะก็ ลองสมัครเป็นส่วนหนึ่งของ Fastwork.co พร้อมลงประวัติของคุณไว้เพื่อเป็นช่องทางการรับงานรีวิวสินค้าได้นะคะ นอกจากจะได้ทดลองใช้สินค้าและเขียนรีวิวอย่างเต็มที่แล้ว ที่สำคัญยังสร้างรายได้เสริมให้กับเราได้อีกด้วย

[Review] กองทุน TMBGQG กองทุนตัวท็อปที่ TMB Advisory แนะนำ

สวัสดีครับวันนี้มาพบกับพี่ต้าร์และการ Review กองทุนรวม กันอีกครั้ง สำหรับวันนี้มีความน่าสนใจมากเพราะหลายๆคนก็ชอบเข้ามาถามกันนะว่ามีกองทุนรวมที่ไปลงทุนในต่างประเทศที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง อยากจะกระจายการลงทุนออกไปยังต่างประเทศเหมือนกัน ทาง TMB Advisory ก็มีแนะนำกองทุนหนึ่งนะครับ คือกองทุนรวม ‘TMBGQG’ มาดูรายละเอียดของกองทุนนี้กันเลยนะครับ

สำหรับตัวผมเอง ส่วนตัวผมมองว่าหากเรามีโอกาสลงทุนในต่างประเทศได้นั้นจะเป็นเรื่องดีกว่าการลงทุนเฉพาะในตลาดเมืองไทยเพียงอย่างเดียว เหตุผลของผมมีดังนี้ครับ

  1. ในยุคนี้อะไรมันก็ไม่ค่อยจะแน่นอนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ การกระจายความเสี่ยงไปในการลงทุนหลายๆที่น่าจะช่วยทำให้การลงทุนปลอดภัยมากยิ่งขึ้นครับ
  2. ช่วงหลังมุมมองผมต่อการลงทุนในประเทศนั้น คิดว่าส่วนใหญ่ประเทศไทยจะมีอุตสาหกรรมรูปแบบเก่าเยอะ ไม่รู้จะเติบโตได้อีกแค่ไหน แต่ถ้าเรามองกว้างไปยังต่างประเทศนั้นจะเห็นการเติบโตในอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยี แพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งเมืองไทยยังไม่มี และเป็นเทรนการเติบโตของโลกในอนาคตด้วย เราก็ไม่ควรพลาดกับการลงทุนในลักษณะนี้ครับ
  3. กองทุน TMBGQG จะมีการลงทุนใน Master Fund ที่มองหาการลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพและมีแนวโน้มการเติบที่ดีทั่วโลก ซึ่งการลงทุนในลักษณะ Selective buy นั้นผมว่าเป็นกลยุทธ์ในการลงทุนที่น่าสนใจและสามารถสร้างโอกาสในการเติบโตได้มากในอนาคตครับ  

นโยบายกองทุนรวม

กองทุนรวมนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อมีวัตถุประสงค์ในการไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศที่ชื่อว่า Wellington Global Quality Growth Fund USD Class S Accumulating Unhedged ไม่น้อยกว่า 80%  ของมูลค่าทรัพย์สินที่ลงทุนนะครับ ส่วนที่เหลือก็จะเป็นการลงทุนในทรัพย์สินส่วนสภาพคล่องครับ และแน่นอนว่ากองทุนนี้ไม่มีการจ่ายเงินปันผลครับ

โดยกองทุนตัวหลัก (Master Fund) เองมีนโยบายลงทุนในลักษณะ Active Fund ที่ผู้จัดการกองทุนนั้นพยายามทำทุกอย่างให้ได้ผลตอบแทนชนะค่ามาตรฐานและสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้ดี มีผลกำไรเยอะๆ กองทุนหลักนั้นจะลงทุน ในพวกตราสารต่างๆทั่วโลกเพื่อมุ่งเน้นผลตอบแทนระยะยาว

ในขณะที่ “TMBGQG” นั้นจะเข้าไปดำเนินการลงทุนแบบ Feeder Fund คือเข้าไปลงทุนในกอง master fund อีกทีนึง

ความเสี่ยงในการลงทุน

กองทุนรวมต่างประเทศนั้นถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้วนะครับ ระดับความเสี่ยงของกองทุนรวม TMBGQG ก็อยู่ที่ระดับ 6 ประเภทเดียวกับกองทุนตราสารทุน ซึ่งมีความผันผวนในระดับสูง มีโอกาสได้รับผลกระทบจากปัจจัยความเสี่ยงต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ รวมถึงในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนต่างๆ แต่โดยปกติแล้วทางผู้บริหารกองทุนรวมจะใช้ดุลพินิจในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่แล้วครับ

สัดส่วนในการลงทุนของกองทุนรวม

จากข้อมูลใน Fund Insight ของทาง บลจ. ทหารไทย จะเห็นได้ว่ามีการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศถึง 95.6% และมีทรัพย์สินอื่นๆอยู่ที่ 4.4% ครับ

ทีนี้ถ้าเรามาดูพอร์ตการลงทุนของกันดีกว่าว่า กองทุน Master Fund เขาลงทุนอะไร?

ข้อมูลนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2560 จะเห็นได้ว่ามีการลงทุนแบบการกระจายความเสี่ยงไปยัง Sector ต่างๆ ข้อที่น่าสังเกตก็คือ 37.70% นั้นลงทุนในธีมที่กำลังมาแรงในเรื่องของเทคโนโลยีและ Platform ต่างๆ ตามมาด้วยการเงิน สินค้าฟุ่มเฟือย สุขภาพ สินค้าจำเป็น อสังหาริมทรัพย์ และการสื่อสาร

“ผมได้เข้าไปดูเพิ่มเติมใน Bloomberg และ Morningstar พบว่า หุ้นที่มีการลงทุนนั้นก็เป็นหุ้นที่หลายๆคนรู้จักกันเป็นอย่างดีเลยครับ เช่น Google, Microsoft, Tencent Facebook, Alibaba, JPMorgan, VISA”

โดยเฉพาะบริษัทที่เป็นแนวเทคโนโลยีนั้นก็ถือว่าเป็นธีมการลงทุนที่น่าสนใจในยุค Digital ในปัจจุบันเลยนะครับ ซึ่งหุ้นที่เป็นเทคโนโลยีระดับโลกแบบนี้ไม่ได้มีให้ลงทุนในตลาดหุ้นบ้านเราเท่าไหร่

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง

เนื่องจากกองทุนรวมนี้เป็นกองทุนรวมต่างประเทศ เขาก็เลยจะใช้ MSCI  All Country World Daily Total Return Net เป็นตัววัดนะครับ ซึ่งจากข้อมูลของทาง บลจ. ทหารไทยนั้นจะแบ่งตัววัดเกณฑ์มาตรฐานเป็นในรูปแบบสกุลเงินดอลลาร์และสกุลเงินบาท ข้อมูลผมเอามาจาก Fund Insight และหนังสือชี้ชวน ข้อมูล ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2560

จากตารางจะเห็นได้ว่า อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 3 เดือน 6 เดือนและ 1 ปี อยู่ที่ 5.24% 9.34% และ 22.77% ซึ่งใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงในรูปแบบสกุลเงินดอลลาร์และชนะเกณฑ์อ้างอิงเดียวกันในรูปแบบสกุลเงินบาท

กรณีที่เราเปรียบเทียบผลการดำเนินงานในรูปแบบ Percentile ของกองทุนรวมกับดัชนีชี้วัด (ตารางข้างล่างจะใช้เกณฑ์มาตรฐาน 2 ในรูปแบบสกุลเงินบาท) จะเห็นได้ว่าผลการดำเนินงานของกองทุนรวมนั้นจัดอยู่ในกลุ่มที่มีผลงานดีใน Percentile ที่ 25 ในขณะที่ดัชนีชี้วัดจะอยู่ที่ Percentile ที่ 50 ทั้งในการวัดผล 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี แต่อย่างไรก็ตามความผันผวนของกองทุนนี้ผันผวนสูงกว่าดัชนีชี้วัดนะครับในช่วง 6 เดือนกับ 1 ปี

นอกจากข้อมูลที่ผมได้ดูจาก Fact Sheet นะครับ ผมลองนำ Wellington Global Quality Growth Fund ไปลองวัดผลตอบแทนเปรียบเทียบกับ SET index ของบ้านเรา NASDEQ และ S&P index ของฝั่งอเมริกาย้อนหลัง 5 ปีเล่นๆดูในเวปไซต์ของทาง Bloomberg นะครับ

สิ่งที่กราฟแสดงผลขึ้นมาก็คือ “ผลงานของ  Wellington Global Quality Growth Fund นั้นเติบโตถึง 127.19% ซึ่งค่อนข้างยืนยันทิศทางการลงทุนของโลกว่ามันมาทางเทคโนโลยีมากขึ้น”

ไม่ต่างกับการเพิ่มขึ้นของ NASDEQ ที่ 142.55% เพราะเป็นดัชนีที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของกลุ่มเทคโนโลยีล้วน ในขณะที่ S&P 500 Index ที่รวมทั้งหุ้นใหญ่ทั่วไปเติบโตที่  85.91% และตามด้วย SET index ที่ 22.04%  

นี่ล่ะที่ค่อนข้างตอกย้ำที่ผมได้กล่าวมาข้างต้นว่า เราควรจะนำเงินออกไปกระจายความเสี่ยงในการลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ลงทุนที่เป็น Selective Growth Stock และต้องลงทุนในธีมที่เป็นกระแสด้านเทคโนโลยีที่กำลังเป็นกระแสอยู่ ซึ่ง TMBGQG ก็มีนโยบายการลงทุนมาที่ตอบโจทย์นักลงทุนไทยด้วยเหตุผลที่ครบถ้วนทุกประการ

ข้อมูล ณ วันที่ 2 เดือน กุมภาพันธ์ 2018

สนใจซื้อกองทุนรวมมีเงื่อนไข และค่าธรรมเนียมอย่างไรบ้าง?

สำหรับผู้ที่สนใจซื้อกองทุนนะครับ สามารถซื้อได้ในเวลาทำการ ซื้อมูลค่าขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท และไม่กำหนดการซื้อขั้นต่ำในครั้งต่อๆไปนะครับ ในส่วนการขายคืนหน่วยลงทุนนั้นจะใช้เวลา 4 วันทำการ (T+4)

ค่าธรรมเนียม % ที่เก็บจากผู้ถือหน่วยลงทุน (รวม VAT)

ผมลองไปค้นข้อมูลกองทุนต่างๆประเทศอื่นๆมาเปรียบเทียบ พบว่ากองทุนนี้ไม่ได้มีค่าธรรมเนียมแพงกว่ากองอื่นๆนะครับ หากใครซื้อกองทุนกับทาง TMB Advisory ค่าธรรมเนียมก็ตามนโยบายของทาง บลจ. ในหนังสือชี้ชวนเลยครับ ไม่ได้มีการเก็บอะไรเพิ่มนะครับ รายละเอียดมีดังนี้ครับ

  • ค่าธรรมเนียมขาย / สับเปลี่ยนเข้าไม่เกิน 2.00% (ปัจจุบัน 1.50% ต่อครั้ง)
  • ค่าธรรมเนียมรับซื้อคืน / สับเปลี่ยนออก -ไม่มี-
  • ค่าใช้จ่ายในการซื้อหลักทรัพย์ ไม่เกิน 0.25% (ปัจจุบันไม่เรียกเก็บ)
  • ค่าใช้จ่ายในการขายหลักทรัพย์ ไม่เกิน 0.25% (ปัจจุบันไม่เรียกเก็บ)

ค่าธรรมเนียม % ที่เก็บจากกองทุนรวมของ NAV (รวม VAT)

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ ไม่เกิน 2.1400% ต่อปี (ปัจจุบัน 1.6050% ต่อปี)
  • ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ ไม่เกิน 0.1070% ต่อปี (ปัจจุบัน 0.0321% ต่อปี)
  • ค่าธรรมเนียมนายทะเบียน ไม่เกิน 0.2140% ต่อปี (ปัจจุบัน 0.1070% ต่อปี)
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ประมาณการได้ไม่เกิน 0.3210% ต่อปี (ปัจจุบัน 0.0002% ต่อปี)
  • รวมค่าธรรมเนียม ไม่เกิน 2.7820% ต่อปี (ปัจจุบัน 1.7443% ต่อปี)

กองทุนนี้เหมาะกับใคร?

โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่า “กองทุนนี้เป็นกองทุนที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนในระยะยาว สามารถความเสี่ยงในการลงทุนและเงื่อนไขต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในต่างประเทศได้ หรืออาจจะเป็นนักลงทุนอยากจะกระจายความเสี่ยงการลงทุนในธีมการลงทุนในระดับโลกครับ”

ซึ่งแน่นอนว่ากองทุน TMBGQG นี้เป็นกองทุนระดับ Top ที่ทาง TMB Advisory แนะนำครับ

ใครสนใจอยากดูข้อมูล กองทุน TMBGQG กันแบบเต็มๆดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ได้เลยครับ https://www.tmbbank.com/tmbadvisory/partner/top#TMBGQG

ส่วนหากใครสนใจกองทุนตัวท็อปที่ทาง TMB คัดมาให้ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้หลายช่องทางตามด้านล่างนี้เลย

  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ TMB Advisory Room ที่สาขา TMB คลิก https://www.tmbbank.com/tmbadvisory-room
  • LINE @TMBadvisory อัพเดทข้อมูลขสถาณการณ์ตลาดรายวันฟรี คลิก https://line.me/R/ti/p/@tmbadvisory
  • TMB Advisory ลงทะเบียนรับข่าวสารฟรี คลิก www.tmbbank.com/TK/FI/TMBADVISORY/RG
  • ซื้อ-ขายกองทุน และติดตามความเคลื่อนไหวกองทุนได้ง่ายผ่าน TMB TOUCH Mobile App
  • ซื้อ-ขายกองทุน โทร.1558 กด #9

บทความนี้เป็น Advertorial

เส้นทางสู่รถในฝัน เป็นไปได้แค่เริ่มวันนี้ !!

ชีวิตนี้เกิดมาครั้งนึง ต้องได้ขี่รถสปอร์ตซิ่งไปออกทริปสักครั้ง คงเป็นความฟินที่จะได้ตายตาหลับเลยแหละ แต่ถ้าพูดถึงรถในฝัน ราคามันคงไม่ใช่ถูกๆ ในเมื่อเลือกที่จะฝันให้ไกลแล้ว ก็ต้องไปให้ถึง ถ้าอยากได้รถในฝันสักคัน ฉันต้องทำมันให้ได้ !!

แม้แต่เจ้าถุงเงิน ก็มีรถในฝันเช่นกัน แถมเลือกซะหรูเลย ไปดูกันครับว่า เจ้าถุงเงิน จะมีวิธีการและขั้นตอนอย่างไร เพื่อให้ได้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้

1. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน

ก่อนเราจะเริ่มต้นอะไร เป้าหมายต้องชัดเจนก่อนเสมอ หาข้อมูลให้แน่น ซื้อช่วงไหนราคาถูก โปรโมชันมีอะไรบ้าง เมื่อรู้ราคาโดยประมาณแล้ว ถ้ายังไม่ท้อ ก็ลุยเรื่องการเงินกันเลยครับ

2. วางแผนการเงิน

วางแผนการเงินกันก่อน สิ่งที่ต้องรู้ก็คือ ข้อมูลของตัวเราเองนี่แหละ รายได้เท่าไหร่ รายจ่ายเท่าไหร่ เป้าหมายกี่ปี จะเก็บเงินอย่างไรให้ไม่ลำบากมากไปนัก ถ้าจะซื้อเงินผ่อน เราพอจะมีความสามารถในการผ่อนไหม ซึ่งทั้งหมดนี้ก็แตกต่างกันไป ตามแต่สุขภาพการเงินของแต่ละคน

เมื่อลองคำนวนดูแล้ว เป้าหมายดูจะเป็นไปได้ ก็เริ่มต้นทำตามแผนได้เลย แต่ถ้าเป้าหมายเราดูจะไกลเกินเอื้อม เราก็ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ

– ลองหารายได้เสริมเพิ่ม
การหารายได้เสริม จะทำให้รายรับต่อเดือนเราเพิ่มขึ้น ลองมองหาสิ่งที่ตัวเองถนัดแล้ว ศึกษาตลาดให้ดีๆ การหารายได้เสริมก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยครับ

– เพิ่มระยะเวลาให้นานขึ้น
การเพิ่มระยะเวลาให้นานขึ้น ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ แต่อย่าเพิ่มระยะเวลานานจนเราแก่ไปก่อนซะหละ

– ลดเป้าหมายให้ลดลง
เมื่อทำทุกอย่างแล้วยังดูไกลเกินเอิ้อมจริงๆ ก็คงต้องลดเป้าหมายลงมา

3. เริ่มต้นออมเงิน

เมื่อวางแผนเสร็จแล้ว ก็เริ่มต้นกันเลย ยิ่งเริ่มเร็วเป้าหมายยิ่งเสร็จเร็วนะครับ

4. รู้จักลงทุน

นอกเหนือจากการออมเงินอย่างเดียวแล้ว เราก็ต้องหาเครื่องทุ่นแรงกันสักหน่อยด้วย “ผลตอบแทน”
ซึ่งผลตอบแทนที่เราคุ้นเคยกันดีอย่างดอกเบี้ย ในยุคปัจจุบันมันช่างน้อยนิดซะเหลือเกิน ดังนั้นการศึกษาความเพิ่มเติมเพื่อลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มอีกสักหน่อยก็ดูเป็นอะไรที่น่าสนใจ

เพราะการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ก็เปรียบเสมือนมีคนช่วยเราหาเงิน ยิ่งเวลาผ่านไป ผลตอบแทนที่ได้มาจะทบกับทุนที่เราออม ผลตอบแทนที่ได้ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น เป้าหมายเราก็จะสำเร็จเร็วขึ้น

5. เป้าหมายสำเร็จ

เมื่อเราไปถึงเป้าหมาย สิ่งที่เราจะได้สัมผัสก็คือความฟินนน ความเหนื่อย ความอดทนที่สะสมมาทั้งหมดแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง

เมื่อได้รถในฝันมาครอบครองแล้ว ก็ต้อง อย่าลืมเรื่องความสามารถในการดูแลรักษารถด้วยนะครับ ทั้งค่าน้ำมัน ค่าทำประกัน ค่าซ่อมบำรุงต่างๆ ก็หนักหนาพอสมควรเลย

สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือการลงมือทำวันนี้ ดังสุภาษิตจีนโบราณที่ว่า หนทางไกลนับหมื่นลี้ เริ่มต้นด้วยก้าวแรกเสมอ หรือ สุภาษิตฝรั่งที่ว่า DO IT NOW!!

[Review] เลือกผลตอบแทนที่มั่นคงแต่มากกว่าด้วย SCBINC

“ตราสารหนี้” ถือเป็นอีกสินทรัพย์ที่อยู่ในความสนใจของตลาดอยู่เสมอ

ตราสารหนี้ หรือ Bond ถือเป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่งในจักรวาลของการลงทุน โดยลักษณะกลไกของตราสารหนี้เหมือนกับการที่นักลงทุนรายย่อยนำเงินไปให้ผู้ออกตราสารกู้ และผู้ออกตราสารจะให้ผลตอบแทนนักลงทุนคืนมาในรูปของดอกเบี้ยตลอดระยะเวลา และคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนด หากนักลงทุนให้รัฐบาลกู้ (รัฐบาลเป็นผู้ออกตราสารหนี้) ตราสารหนี้ก็จะเรียกว่าตั๋วเงินคลัง หรือพันธบัตรรัฐบาลอย่างที่เราคุ้นเคยกัน แต่ถ้านักลงทุนให้เอกชนกู้ (เอกชนเป็นผู้ออกตราสารหนี้) ตราสารหนี้ก็จะเรียกว่าตั๋วแลกเงิน หรือหุ้นกู้ ตามแต่ลักษณะและเงื่อนไขปลีกย่อย

ทำไมตราสารหนี้จึงน่าลงทุน?

ตราสารหนี้ ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ มีความมั่นคงค่อนข้างสูง และมีความเสี่ยงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในตราสารทุน ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้หลักคือดอกเบี้ย (coupon) ซึ่งจะเป็นไปตามอัตราและระยะเวลาที่ระบุไว้ และโอกาสในการรับกำไรจากผลต่างราคา ตราสารหนี้จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงในผลตอบแทนสูง นอกจากนี้ตราสารหนี้ยังก็เหมาะอย่างยิ่งกับการใช้กระจายความเสี่ยง ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลที่มีความมั่นคงถูกเรียกได้ว่าเป็นสินทรัพย์ไร้ความเสี่ยง (risk free assets) เลยทีเดียว เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบในเงินที่กู้มาอยู่ดี

แบบนี้อยากลงทุนตราสารหนี้ แต่อยากได้ผลตอบแทนสูงขึ้นได้ไหม?

คำตอบคือ “ได้แน่นอน” แต่นักลงทุนจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น อย่างแรก ตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าจะให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยสูงกว่า ยกตัวอย่างเช่น หุ้นกู้ (ตราสารหนี้ที่ออกโดยเอกชน) โดยทั่วไปจะให้ดอกเบี้ยสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล (ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐ) เพราะเอกชนถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่า ดังนั้น ถ้านักลงทุนมองภาพความเสี่ยงของผู้ออกตราสารได้ชัดเจนก็จะสามารถสร้างผลตอบแทนสูงขึ้นได้ เช่น เลือกลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทที่มีความมั่นคงสูงมาก เป็นต้น

อีกวิธีหนึ่งที่ทำได้คือการจับจังหวะตลาดตราสารหนี้ในการลงทุน ถึงแม้ว่าตราสารหนี้จะไม่ได้มีความผันผวนสูงอย่างหุ้น แต่ตราสารหนี้ก็มีการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดรองเช่นเดียวกับหุ้นในตลาดหุ้น ดังนั้น การสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นอีกวิธีหนึ่งคือการเลือกลงทุนในตราสารหนี้พื้นฐานดีที่มีแนวโน้มจะราคาสูงขึ้นในอนาคต อย่างเช่น ในประเทศที่ดอกเบี้ยนโยบายเป็นขาลง ราคาตราสารหนี้มักจะเป็นขาขึ้น เนื่องจากนักลงทุนหันมาซื้อตราสารหนี้มากขึ้นเมื่อเทียบกับการฝากเงินธนาคาร เป็นต้น

หากฟังดูยากเกินไป…ก็สามารถเลือก “SCBINC” เป็นตัวช่วยได้

“SCBINC” หรือ SCB Income Fund เป็นกองทุนรวมผสมที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ประเภทต่างๆ รวมไปถึงสินทรัพย์อื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นลงทุนต่อในกองทุน PIMCO GIS Income Fund เป็นกองทุนรวมที่กระจายการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก อาทิเช่น พันธบัตร หุ้นกู้เอกชน และ Securitized asset บริหารโดยทีมจัดการลงทุนชั้นนำ ที่มีประสบการณ์การลงทุนยาวนาน ครอบคลุมการลงทุนหลากรูปแบบทั่วโลก

อย่างที่เล่าว่า “การสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นด้วยตราสารหนี้ต้องใช้ความเข้าใจในผู้ออกตราสารกับดอกเบี้ยที่เหมาะสม การกระจายความเสี่ยง และความเข้าใจในตลาดตราสารหนี้แต่ละประเทศ”

ซึ่ง SCBINC จะมาช่วยตรงนี้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลจัดสรรพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม สร้างผลตอบแทนที่มากกว่าการลงทุนในตราสารอย่างใดเพียงอย่างเดียว

ผลตอบแทนของ PIMCO GIS Income Fund เทียบกับ Benchmark
(ที่มา PIMCO ณ 30 พฤศจิกายน 2560)

จากผลตอบแทนย้อนหลังของ PIMCO GIS Income Fund ที่ SCBINC เลือกไปลงทุนก็พบว่า สามารถเอาชนะ Benchmark ได้ดี แถมยังได้รับการจัดอันดับ 5 ดาวจาก Morningstar อีกด้วย

ประวัติการจ่ายเงินปันผลตั้งแต่จัดตั้งกองทุน

อีกหนึ่งบทพิสูจน์ความสำเร็จในการบริหารงานของกองทุน เมื่อพิจารณาจากประวัติการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอของกองทุน

“SCBINC” กำลังจะเปิด IPO ให้ซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรกในวันที่ 20-26 กุมภาพันธ์ 2561 นี้ ซึ่งหากนักลงทุนมีความสนใจในการลงทุนในตราสารหนี้ที่กระจายความเสี่ยงไปทั่วโลกก็สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมของกองทุนรวมเพื่อประกอบการตัดสินใจได้ที่ https://www.scbam.com/medias/campaign/2018/scbinc/scbinc.html

ตราสารหนี้ทั่วโลก ถือเป็นสินทรัพย์การลงทุนที่มีความซับซ้อนสูง เพราะเกี่ยวข้องกับปัจจัยมหภาคและนโยบายทางการเงินของแต่ละประเทศค่อนข้างมาก การเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมจึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ  ทั้งในแง่ของการมีผู้เชี่ยวชาญที่คอยดูแลติดตามให้ รวมไปถึงขนาดของเงินที่เริ่มต้นลงทุนตั้งแต่วงเงินไม่มาก อย่างกองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วไปอาจเริ่มต้นลงทุนที่เงินหลักพัน

แต่ถ้านักลงทุนอยากลงทุนเองในตราสารหนี้ทั่วโลกอาจต้องใช้เงินขั้นต่ำไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทถึงจะลงทุนได้ แถมยังอาจจะมีประเด็นกฎหมายยิบย่อยมากมายเต็มไปหมดที่การลงทุนในกองทุนรวมจะแก้ปัญหาตรงนี้ให้หมดเลย

ฝาก “SCBINC” เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการตัดสินใจลงทุนด้วย (ฝากกันดื้อๆ อย่างนี้แหละ คนกันเอง อิอิ)

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 19-23 กุมภาพันธ์ 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับอัศวินกองทุนประจำสัปดาห์ แน่นอนว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังชวนสับสนอยู่ครับ ทั้งการปรับตัวลงของตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED แต่ผมมองว่าตอนนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการทยอยเข้าสะสมอยู่ครับ

ภาพรวมของตลาด

แน่นอนว่าการบอกกล่าวแบบนี้ไม่ใช่มาพูดกันเล่น ๆ แต่มันอยู่กันที่การวางกลยุทธ์ในการลงทุนและการจัดการของแต่ละคนครับ ดังนั้นอ่านแล้วต้องลองนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมด้วยนะครับ เอาล่ะ เรามาเริ่มกันที่กลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์กันเลยดีกว่าครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดปรับตัวลงมา เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจยังออกมาสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง เพิ่มความกังวลเรื่องการใช้นโยบายการเงินที่รัดกุม นอกจากนี้ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง จะเป็นอีกปัจจัยซึ่งช่วยให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนดีขึ้น จึงคาดว่าการปรับฐานของตลาดหุ้นจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และถือเป็นโอกาสให้ทยอยเข้าสะสมหุ้นในกลุ่มนี้ครับ

ตลาดหุ้นไทย จากเศรษฐกิจที่มีสัญญาณดีขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ส่งสัญญาณฟื้นตัว ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่คาดว่าเม็ดเงินในปี 61 จะสูงขึ้น รวมทั้งโครงการ EEC จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจและการลงทุนระยะถัดไป ดังนั้นการสะสมหุ้นไทยในช่วงนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ดีเช่นเดียวกันครับ

ตลาดหุ้นจีน H-share เนื่องจากตลาดปรับตัวลงมากว่า 10% ในช่วงที่ผ่านมา สวนทางกับผลประกอบการบริษัทมีแนวโน้มเติบโตดีจากเศรษฐกิจจีนที่มีเสถียรภาพ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าพื้นฐานของหุ้นจีน H-share ถูกกว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค คำแนะนำคือทยอยสะสมหุ้นในกลุ่มนี้ต่อไปครับ ผมว่าน่าจะได้เห็นอะไรดีๆ อย่างแน่นอนครับผม

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากตลาดปรับตัวลงจากค่าเงินเยนแข็งค่าจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งตลาดญี่ปุ่นจะกลับมามีความน่าสนใจ หากนักลงทุนเริ่มคลายกังวลต่อ FED ขึ้นดอกเบี้ย และลดการถือครองเงินเยน ตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะสะสมหุ้นญี่ปุ่นเพิ่มเติมเช่นเดียวกันครับ

จะเห็นว่าโดยรวมแล้วตลาดหุ้นยังมีความน่าสนใจอยู่ครับ เพียงแต่เราต้องเลือกตลาดที่เหมาะสมและวางกลยุทธ์ในการลงทุนให้ดี ด้วยเหตุผลและข่าวสารที่ผ่านการคัดกรองมาแล้วในระดับนึงครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ตราสารหนี้ต่างประเทศ คำแนะนำของผมคือ เน้นลงทุนตราสารหนี้บริษัทเอกชนประเภท High Yield สหรัฐฯ จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง สนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเน้นให้ลงทุนในตราสารระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นจากนโยบายการเงินตึงตัวในหลายประเทศครับ

ตราสารหนี้ไทย ทางด้านตราสารนี้ไทยนั้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยมีอัตราผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ เงินเฟ้อไทยยังคงต่ำกว่ากรอบของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย เราจึงควรหันมาเน้นลงทุนในหุ้นกู้เอกชน เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้มากขึ้นแทนครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

ทองคำ การสะสมทองคำนั้นถือเป็นการกระจายความเสี่ยง เนื่องจากทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่มักปรับตัวขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนแบบนี้ ดังนั้นอย่าลืมทยอยสะสมทองคำเพิ่มเติมด้วยนะครับ

น้ำมัน หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวลงมามากกว่า 10% จากตัวเลขปริมาณสำรองน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดแล้ว และตัวเลขการผลิตน้ำมันจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตามความต้องการน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้น และการลดกำลังการผลิตของกลุ่ม  OPEC จะเป็นปัจจัยหนุนต่อราคาน้ำมันได้ในอนาคตครับ ผมมองว่าจังหวะนี้คือช่วงที่สามารถทยอยสะสมน้ำมันได้แล้วครับ

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

กลยุทธ์ในสัปดาห์นี้ ผมยังมองในมุมเดิิมอยู่ครับ นั่นคือถือว่าช่วงนี้คือ “โอกาส” ในการ “สะสม” โดยแนะนำให้ทยอยสะสมตลาดหุ้นไทย สหรัฐฯ H-Share และ ญี่ปุ่นเพิ่มเติมครับ ซึ่งเหตุผลก็คือเรามองดูที่ผลประกอบการและโอกาสตามสถานการณ์โดยรวม ซึ่งผมมองว่าตลาดในกลุ่มนี้นั้นยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาวครับ

ส่วนตราสารหนี้หรือสินทรัพย์ทางเลือกนั้นยังคงอยู่ในทิศทางเดิมอย่าลืมเพิ่มเติมในส่วนของหุ้นกู้เอกชนให้มากขึ้นนะครับ ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกนั้นสามารถเริ่มสะสมตามกันได้ทั้งคู่แล้วครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะแนะนำไว้ นั้นคือ อย่าลืมวางแผนการลงทุนในระยะสั้นให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่มีในระยะยาวด้วยนะครับ เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาในการจัดการเงินทุน เพราะทั้งหมดนี้เราลงทุนเพื่ออนาคตที่ดี ไม่ใช่แค่วันนี้เท่านั้นครับ

แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ!

จะรับซื้อฝากทั้งที จะเลือกสินทรัพย์ที่ดีต้องดูอะไรบ้าง?

การสร้างความมั่งคั่งของคนสมัยใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การออมเงินไว้ในบัญชีเงินฝากเท่านั้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในปัจจุบันไม่ได้สูงเหมือนในอดีต หลายคนจึงมองหาช่องทางในการเปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนทางเลือกอื่นๆที่เกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา 

แต่ต้องอย่าลืมว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงอยู่เสมอ แม้อาจสร้างผลตอบแทนให้เกิดกำไรได้ แต่ลงทุนไปแล้วก็สามารถขาดทุนได้เช่นกัน

สิ่งที่สำคัญในการลงทุนนั้นคือการศึกษาให้เข้าใจว่าเรากำลังลงทุนกับอะไร ความเสี่ยงในการลงทุนนั้นเป็นอย่างไร การรู้ข้อมูลและการกระจายความเสี่ยงจึงเป็นการปิดประตูความเสี่ยงให้กับตัวเราและช่วยสร้างความสำเร็จในการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“รับซื้อฝาก” ก็เป็นวิธีการลงทุนอีกอย่างหนึ่งที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกระแสเงินสดให้กับนักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยมีการกำหนดค่าตอบแทนที่รับรองจากกฎหมายการขายฝากไม่เกิน 15% ต่อปี โดยมีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน หากผู้ขายฝากนั้นมีการผิดนัดสัญญา ผู้รับซื้อฝากก็จะได้ทรัพย์สินมาครอบครองโดยสมบูรณ์ (ทำความเข้าใจ : ขายฝากคืออะไรต่างกับจำนองอย่างไร?)

เพราะฉะนั้นแล้วใน การรับซื้อฝาก หรือ ลงทุนในการขายฝาก นั้น การเลือกอสังหาริมทรัพย์ที่ดีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สิ่งที่จะต้องพิจารณาในการลงทุนเพื่อเลือกทรัพย์สินที่ดีมีดังนี้

1. ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในทำเลที่ดี 

การเติบโตของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์จะเกิดขึ้นได้เมื่ออยู่ในทำเลที่ดี เช่น ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยจะต้องอยู่ในย่านที่มีความต้องการซื้อขายสูง มีระบบสาธารณูปโภคเข้าถึง และอยู่ใกล้แหล่งคมนาคมและห้างสรรพสินค้าที่เดินทางได้อย่างสะดวก และในกรณีที่เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการทำธุรกิจนั้นจะต้องเป็นแหล่งที่มีผู้คนเดินผ่านไปมาเป็นจำนวนมากเหมาะกับการประกอบกิจการให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของคนในพื้นที่นั้นๆได้ อสังหาริมทรัพย์ที่มีทำเลดีจะทำให้เรามีชัยไปครึ่งหนึ่งในการสร้างการเติบโตในมูลค่าได้

2. ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ในราคาที่ถูกและเหมาะสม :

ก่อนการทำสัญญาขายฝากนั้น นักลงทุนจะต้องประเมินมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหลักประกันก่อนการรับซื้อฝากเสมอ ไม่ควรลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาแพงเกินไปเพราะจะกลายเป็นต้นทุนในการลงทุนที่สูงของนักลงทุนเอง ทั้งนี้การประเมินราคาทรัพย์สินที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์และวิสัยทัศน์ของนักลงทุนแต่ละคน การเลือกอสังหาริมทรัพย์นั้นจึงควรเลือกในราคาที่ถูกและเหมาะสมต่อการลงทุน และราคาลดลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับราคาซื้อขายในตลาดหรือราคาประเมินจากกรมที่ดิน 

3. ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในสภาพดี :

แม้ว่าอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ในทำเลที่ดีและมีราคาที่น่าสนใจก็ตาม นักลงทุนเองก็ควรจะหาข้อมูลและตรวจสอบสภาพของอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการลงทุนด้วยเช่นกัน หากอสังหาริมทรัพย์นั้นอยู่ในสภาพที่ดี ก็จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการอยู่อาศัยเอง ปล่อยเช่า หรือนำไปประกอบธุรกิจต่างๆ แต่ถ้าหากทรัพย์สินอยู่ในสภาพที่ไม่ดีจะต้องใช้เงินทุนและใช้เวลาในการซ่อมแซมและปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ

ในอดีตนั้นผู้รับซื้อฝากที่ต้องการลงทุนจะต้องตรวจสอบคุณภาพทรัพย์สินด้วยตัวเอง ตกลงเงื่อนไขกับคู่สัญญาและดำเนินการต่างๆด้วยตัวเอง แต่ในปัจจุบัน ZAZZET (ซีแอซเซ็ท) ได้เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกทั้งกระบวนการตั้งแต่การแนะนำบริษัทประเมินสินทรัพย์ที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) หรือ หน่วยงานราชการ มีการใช้ระบบการจับคู่ผู้ขายฝากกับผู้รับซื้อฝากซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์และความเป็นธรรมต่อ 2 สองฝ่ายมากยิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างผู้ขายฝาก ผู้รับซื้อฝากและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจนมีการทำสัญญาจนสำเร็จ

จะรับซื้อฝากทั้งที จะเลือกสินทรัพย์ที่ดีต้องดูอะไรบ้าง?

การรับซื้อฝาก นั้น เป็นอีกช่องทางในการลงทุนที่น่าสนใจเพราะเป็นการลงทุนที่ได้ผลประโยชน์ตอบแทนอย่างสม่ำเสมอโดยมีอสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สินในการค้ำประกัน แต่ต้องอย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง การเลือกทรัพย์สินที่ดีเพื่อลงทุนนั้นเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญมาก จึงควรหาทรัพย์สินที่อยู่ในทำเลที่ดี มีราคาเหมาะสมต่อการลงทุน และเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในสภาพดี เมื่อเราลงทุนในทรัพย์สินที่มีองค์ประกอบที่ครบถ้วนในคุณภาพได้ การลงทุนย่อมประสบความสำเร็จได้โดยไม่ยาก

4 สุดยอดเครื่องมือ ตรวจสุขภาพทางการเงินง่ายๆด้วยตัวเอง

การ “ตรวจสุขภาพประจำปี” เป็นสิ่งที่ทุกคนล้วนให้ความสำคัญ เพราะเป็นการรับมือกับโรคภัยไข้เจ็บที่อาจจะเกิดขึ้น  และเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพต่อไปในอนาคต

แต่ในขณะเดียวกันการตรวจสอบ “สุขภาพทางการเงิน” ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

ซึ่งวัตถุประสงค์ของการตรวจสุขภาพทางการเงินก็คือ เป็นแนวทางในการจัดการเรื่องเงินๆทองๆ และเตรียมความพร้อมสำหรับเป้าหมายทางการเงินที่เราวางเอาไว้นั่นเอง

การตรวจสอบสุขภาพทางการเงินนั้นก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ด้วย 4 สุดยอดเครื่องมือที่ใช้ง่ายแสนง่าย ที่จะใช้ตอบคำถามเรื่องสุขภาพทางการเงินได้อย่างครบถ้วน แล้วเราจะได้รู้ว่า สุขภาพการเงิน ณ ปัจจุบันของเราในแต่ละด้านมีเรื่องไหนที่แข็งแรงดี หรือขาดตกบกพร่องไปบ้าง

1. เครื่องมือวัดความปลอดภัย : เมื่อเราตกงานไม่มีรายได้ เราจะใช้ชีวิตอยู่ได้อีกกี่เดือน ?

ถ้าวันข้างหน้าเราประสบปัญหาไม่มีรายได้เข้ามา อาจเพราะตกงาน ลาออกหางานใหม่ หรือธุรกิจซบเซา สภาพคล่องที่มีอยู่ในมือนั้นเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายพื้นฐานในชีวิตประจำวันไปได้อีกนานแค่ไหน? “อัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐาน” สามารถบอกเราได้ด้วยสมการง่ายๆ ดังนี้

อัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐาน  =  เงินออมฉุกเฉิน / ค่าใช้จ่ายต่อเดือน

ค่าใช้จ่ายต่อเดือน นั้นเราสามารถประมาณการอย่างง่ายได้ด้วยการเช็คค่าใช้จ่ายรายเดือนต่างๆในอดีต ซึ่งอัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐาน ควรมีค่าอยู่ระหว่าง 3 ถึง 6 จึงถือได้ว่าเรามีสภาพคล่องที่เหมาะสม ซึ่งตัวเลขที่ออกมาก็คือ เราจะสามารถใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ ตัวเลข 3-6 เดือน

ดังนั้นในช่วงเวลาที่เราขาดรายได้เราจึงควรลดค่าใช้จ่ายต่อเดือนให้น้อยที่สุด และเริ่มสะสมเงินออมฉุกเฉินไว้ให้เพียงพอตั้งแน่เนิ่นๆ จะทำให้เราจะสามารถใช้จ่ายในชีวิตประจำวันในช่วงที่ขาดรายได้ได้นานขึ้น

2. เครื่องมือวัดสภาพคล่องทางการเงิน : เป็นตัวช่วยในการวัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น

การที่เรามีเงินสดใช้จ่ายเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับเรื่องการเงินส่วนบุคคล เราทุกคนต่างก็ต้องใช้เงินในชีวิตประจำวัน ยิ่งถ้าใครเป็นคนที่มีหนี้สินในระยะสั้นสูง ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก

เพื่อคำนวนความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น เราจะใช้เครื่องมือที่มีชื่อว่า “อัตราส่วนสภาพคล่อง”

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าเรามี “สินทรัพย์สภาพคล่อง” หรือสินทรัพย์ทั้งหมดที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้มากเท่าไหร่ เช่น เงินสด เงินในบัญชีฝากออมทรัพย์และฝากประจำ  และกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในตลาดเงินเท่านั้น

อัตราส่วนสภาพคล่อง  =  สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง / หนี้สินหมุนเวียน

เมื่อคำนวนสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นมูลค่าเสร็จแล้วจึงนำมาหารด้วย หนี้สินหมุนเวียนหรือหนี้สินที่มีกำหนดครบชำระคืนต่อเจ้าหนี้ภายใน 1 ปี  เช่น ยอดค้างจ่ายจากบัตรเครดิต หนี้ผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เป็นต้น

หากค่านี้มากกว่า 1 มากเท่าไหร่ยิ่งดี แต่ถ้าต่ำกว่า 1 แปลว่า เรากำลังประสบปัญหามีเงินไม่พอสำหรับชำระหนี้ในระยะเวลาอันใกล้นี้

3. เครื่องมือวัดความปลอดหนี้ : หนี้ระยะยาว เรามีความสามารถในการชำระมากแค่ไหน ?

“ความสามารถในการชำระหนี้คืนทั้งหมด” เป็นเครื่องมือที่บอกถึงความสามารถในการชำระคืนหนี้สินทั้งหมดในระยะยาวของเราได้

ความสามารถในการชำระหนี้คืนทั้งหมด  =  ความมั่งคั่งสุทธิ / สินทรัพย์รวม

หลักการของเครื่องมือนี้คือการใช้ความมั่งคั่งสุทธิ คือ สินทรัพย์ทั้งหมดที่อยู่ในการครอบครอง หักลบด้วยหนี้สินของเรา แล้วหารด้วยสินทรัพย์รวมทั้งหมดที่เรามีเพื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์

โดยที่ถ้าหากไม่มีหนี้สินเลยแม้ซักบาท ค่านี้จะอยู่ที่ 100% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีที่สุด

แต่ถ้ามีค่าอยู่ที่ 50% ขึ้นไป ซึ่งหมายความว่าเรามีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน และมีความมั่นคงในฐานะการเงินสูง เพราะมีสินทรัพย์มากเพียงพอที่จะชำระหมดได้อย่างไร้ปัญหา

ถ้าค่านี้ต่ำกว่า 50% หมายความว่าเรามีหนี้สินในปริมาณมากกว่าครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์รวม

แต่ถ้ามีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์รวม เลขที่ออกมาจะเป็นลบ แสดงว่าเรามีการกู้ยืมมากเกินไป หากเทียบกับความมั่งคั่งสุทธิที่เป็นอยู่ มีความเสี่ยงในขีดความสามารถในการชำระหนี้คืนในอนาคต

4. เครื่องมือวัดความมั่นคง : เรื่องการเงินในอนาคตแข็งแรงแค่ไหน ?

การที่เราจะมีสุขภาพทางการเงินที่ดี สิ่งหนึ่งที่ต้องความสำคัญก็คือ “สินทรัพย์ลงทุน” หรือที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เช่น หุ้นสามัญ ตราสารหนี้ กองทุนรวม รวมถึงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อไว้เพื่อลงทุน เป็นต้น สินทรัพย์เหล่านี้จะให้ผลตอบแทนกับนักลงทุนที่ต่างกันไปตามรูปแบบ และผลตอบแทนที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับความเสี่ยง จากนั้นหารด้วย ความมั่งคั่งสุทธิ คือ สินทรัพย์ทั้งหมดที่อยู่ในการครอบครอง หักลบด้วยหนี้สินทั้งหมดที่เรามี

อัตราส่วนการลงทุน   =   สินทรัพย์ลงทุนทั้งหมด / ความมั่งคั่งสุทธิ

หากอัตราส่วนนี้สูงกว่า 50% นั่นแปลว่าสถานกาพทางการเงินของเราแข็งแรงมั่นคงดี เพราะมีการลงทุนเพื่อต่อยอดสำหรับอนาคต หากต่ำกว่านี้ ควรเปลี่ยนสินทรัพย์ชนิดอื่นแล้วเริ่มมองหาสินทรัพย์ลงทุน เพื่อสุขภาพการเงินที่ดีในอนาคตระยะยาว

ลองตรวจสุขภาพการเงินของตัวเองดูซักครั้ง เพื่อดูว่ามีข้อบกพร่อง หรือปัญหาทางการเงินด้านไหนบ้าง

ทั้งด้านสภาพคล่อง หนี้สิน การออมและการลงทุน อย่าปล่อยให้ไวรัสทางการเงินกัดกินตัวเรามากไปกว่านี้ ทางที่ดีควรตรวจเช็คสุขภาพการเงินทุกปี เพราะการรู้สถานะตัวเองในปัจจุบันจะช่วยให้เราวางแผนรับมือกับเรื่องการเงินในอนาคตได้ แล้วเราจะไม่ความสุขไม่ต่างกับการมีสุขภาพที่ดีเลยล่ะ

คนแบบคุณนี่แหละ คือคนที่โลกนี้ต้องการ!

ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ผมเคยสงสัยว่าทำไมผู้ใหญ่ต้องดิ้นรนทำงานหาเงินมากๆ ทำไมไม่รู้จักใช้เวลาแบ่งมาให้คนที่เรารัก ใช้ชีวิตแบบไม่ยึดติดกับเงินมากเกินไป เอะอะอะไรก็ต้องรวยๆๆ ทั้งๆ ที่เราก็รู้กันอยู่แก่ใจว่า เงินจะมีมากแค่ไหนก็ตาม มันซื้อความสุขไม่ได้

“มึงรู้ไหม กูว่าเงินไม่ใช่ความสุขของชีวิตหรอกวะ มึงลองสังเกตดูสิ คนรวยส่วนใหญ่แม่งยิ่งรวยยิ่งไม่มีความสุข”

ผมบ่นกับเพื่อนสนิทถึงประเด็นนี้ ก่อนที่เราจะเรียนจบปริญญาตรีแล้วก้าวเข้าสู่วัยทำงาน มันยกนิ้วโป้งให้ผมแล้วบอกว่า

“คนแบบมึงนี่แหละ คือคนที่โลกนี้ต้องการ”

เมื่อผ่านวัยทำงานผ่านไปสักระยะหนึ่ง ผมเริ่มมองเห็นเพื่อนรอบตัวมีเงินมากขึ้น จากเงินเดือนหลักหมื่นเหมือนกัน เพื่อนบางคนมีเงินเก็บถึงหลักแสนภายในไม่กี่ปี ในขณะที่ผมยังมีเงินติดบัญชีประมาณสองร้อยบาททุกสิ้นเดือน

“พวกมึงเก็บเงินแบบนี้ มึงมีความสุขเหรอวะ”

ผมคิดในใจแต่ไม่กล้าถามออกไปเพราะกลัวโดนด่า ทำได้แต่บ่นว่าสังคมหน้าเงินกับเพื่อนคนเดิมต่อไป น่าแปลกที่คราวนี้มันไม่ยกนิ้วโป้งให้ผม มันแค่ถามกลับมาว่า

“แล้วชีวิตแบบมึงมันมีความสุขแน่เหรอวะ ทำไมมึงต้องคอยสงสัยชีวิตคนอื่นอยู่ได้”

“เฮ้ย กูเปล่า กูก็มีความสุขดีอยู่แล้ว แค่สงสารพวกที่คิดไม่เป็นเท่านั้น”

ผมตอบมันกลับไปพร้อมกับความรู้สึกกลวงเปล่าข้างในจิตใจ เออ… นั่นสินะ ทำไมเราต้องสนใจคนอื่นด้วยวะ?

หลังจากทำงานมาอีกหลายระยะ ผมเริ่มเห็นความก้าวหน้าของคนอีกมากมาย เพื่อนที่เคยเกือบรีไทร์ก็กลายเป็นเจ้าของกิจการ ส่วนเพื่อนที่เรียนเก่งบางคนก็ก้าวหน้าในหน้าที่การงานชนิดที่เรียกว่าก้าวกระโดด ทุกครั้งที่พบเจอคนเหล่านี้ ผมเริ่มสังเกตว่าเขาก็มีความสุขดีกับชีวิต ไลฟ์สไตล์ หรืออะไรต่างๆ โดยที่ไม่ต้องคอยสนใจว่าคนอื่นจะมีความสุขไหม

“หรือว่าจริงๆ กูกำลังคิดผิดวะ”

ผมเปรยๆ กับเพื่อนคนเดิมที่มี มันยักไหล่แล้วตอบผมแบบไม่ยี่หระว่า

“คนแบบมึงก็ดีแต่สงสัย แทนที่จะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนกับคนอื่นเขา คอยตั้งคำถามกับโลกนี้ราวกลับเป็นศูนย์กลางจักรวาล โลกไม่ต้องการคนแบบมึงหรอกว่ะ”

ผมฉุนขึ้นมาทันที คำพูดนี้ของมันที่เปลี่ยนแปลงราวกับหนังคนละม้วน ทำให้ผมตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตอีกแนวทางหนึ่ง

“ได้ กูจะทำให้มึงดู จำคำพูดของมึงไว้ละกัน”

หลังจากวันนั้น ผมกลับมาศึกษาหาความรู้ด้านการเงินอย่างสุดชีวิต หาหนทางสู่ความร่ำรวย อบรม สัมมนา อ่านหนังสือ และสร้างฐานะขึ้นมาทุกวิถีทาง ประหยัด อดออม ลงทุน ฯลฯ จนชีวิตของผมนั้นเริ่มมีทรัพย์สินมากขึ้น เงินติดบัญชีเดือนละ 200 บาทเริ่มเพิ่มขึ้นเป็นหลายพัน หลายหมื่น เงินฝากธนาคารเริ่มขยับขยาย จากฝากประจำ กองทุนรวม หุ้น ไปจนถึงการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ที่ผมสนใจ

วันเวลาผ่านไปรวดเร็วกว่าเก่า ผ่านมาอีกเกือบๆ สิบปี ผมถึงมีโอกาสได้เจอกับเพื่อนคนเดิมคนนั้นอีกทีหนึ่ง มันมองผมตั้งแต่หัวจดเท้า ยิ้มให้แล้วถามว่า

รวยแล้วหรอวะมึง ไหนมึงเคยบอกว่ารวยแล้วไม่มีความสุขไง”

ผมยิ้มให้กับมันอีกที ตอบกลับด้วยคำพูดที่เผ็ดร้อนไปว่า

“ถ้ามึงรวย อย่างน้อยมึงก็ไม่ต้องมีความทุกข์เรื่องเงินหนึ่งเรืองล่ะวะ ส่วนไอ้ความสุขนั้นมันอยู่ที่มึงคิดว่ามึงต้องการแบบไหน อย่าไปยุ่งกับชีวิตคนอื่นเขานักเลย”

มันส่งยิ้มกลับมาด้วยรอยยิ้มที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

“ในที่สุดวันนี้มึงก็เข้าใจสิ่งที่กูพยายามจะบอกมึงซักที”

ผมจ้องไปในแววตาที่สะท้อนแสงไฟของมัน มันสบตากลับผมแล้วพูดต่อ

“หลังจากนี้กูคงไม่ต้องมาเจอมึงอีกแล้วสินะ”

ผมไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่พยักหน้ารับ…. มันเอ่ยปากพูดประโยคสุดท้ายกับผม

“ความอยากรวยไม่ใช่เรื่องผิดหรอก แต่สิ่งที่ผิดจริงๆ คือ การพยายามไปบอกว่าชีวิตคนอื่นต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งๆที่วัตถุประสงค์ในชีวิตของคนเราแตกต่างกัน เราไม่มีหน้าที่ไปกะเกณฑ์ใคร เราเกิดมาเพื่อทำชีวิตของเราให้ดี ดำเนินไปตามนิยามชีวิตที่เราต้องการ กูดีใจด้วยที่มึงคิดได้ในวันที่ยังไม่สายเกินไป”

หลังจากมันพูดจบลง ผมมองเห็นแค่สายตาของตัวเองในกระจกตรงหน้า เพื่อนคนที่ว่านี้ได้หายไปแล้ว และมันคงเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้เจอกับเขา ไม่สิ ผมเจอกับเขาน้อยลงตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมอยากรวย การเริ่มตั้งใจทำงาน ศึกษาหาความรู้ เพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับตัวเอง จนไม่มีเวลามาตั้งคำถามกับเรื่องอื่นๆ ทำให้ผมมีโอกาสพบเจอกับเขาน้อยลงไปเรื่อยๆ จนมาถึงวันนี้ วันที่ผมพบคำตอบกับตัวเอง

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากรวย จงรู้ว่าสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ คืออะไร นิยามความรวยของคุณเป็นแบบไหน และคุณจะก้าวเดินไปอย่างไรให้ถึงมัน และอย่าเอาเวลาไปสนใจว่าคนอื่นจะใช้ชีวิตอย่างไรแบบไหน

และนี่คือสิ่งสำคัญที่ผมอยากจะบอกกับคุณเป็นครั้งสุดท้าย

หมายเหตุ: ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น

รู้จัก “ปูนไลม์” เคมีพื้นฐานสารพัดประโยชน์ และโอกาสลงทุนในอนาคตของ “เคมีแมน” (CMAN)

สวัสดีครับ เพื่อน ๆ นักอ่านชาวแฟนเพจพี่ต้าร์ทุกท่าน วันนี้พี่ต้าร์มีเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับการลงทุนมาพูดคุยกันอีกเช่นเคยนะครับ คราวนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัท เคมีแมน จำกัด (มหาชน) (CMAN) ซึ่งในอนาคตจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างยื่น Filing อยู่ครับ

บริษัทนี้เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายปูนไลม์รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมปูนไลม์และผลิตภัณฑ์เคมีต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชีย ด้วยกำลังการผลิตติดตั้งรวมประมาณ 800,000 ตันต่อปี ก็เลยจะมาเล่าให้ทุกคนฟังกันว่า พวกสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า ‘ปูนไลม์’ เป็นอย่างไร นำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง เผื่อจะได้นำไปศึกษาต่อ เพื่อนำไปพิจารณาอนาคตในการลงทุนครับ

รู้จักกับปูนไลม์

ปูนไลม์เป็นเคมีพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังองค์ประกอบต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเรา ที่ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบสำคัญในกระบวนการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ จากการศึกษา เราค้นพบว่า แต่ละขั้นตอนในกระบวนการผลิตปูนไลม์จะเกิดผลิตภัณฑ์ทางเคมีที่แตกต่างกัน ซึ่งเคมีที่ต่างกันเหล่านี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมได้หลากหลายด้วยนะครับ

โดยหลัก ๆ แล้วจากกระบวนการผลิตในแต่ละขั้นตอน เราจะได้ผลิตภัณฑ์ทางเคมีเรียงตามลำดับดังนี้

1. แร่หินปูนเคมี CaCO3หรือแคลเซียมคาร์บอเนต

แร่หินปูนเคมีเป็นผลผลิตในขั้นตอนแรกที่ได้จากกระบวนการทำเหมือง ประโยชน์ของแร่หินปูนเคมีนั้นเราสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมแก้ว ขวด กระจก  การผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษ เหล็กและเหล็กกล้า การบำบัดน้ำเสีย รวมถึงเป็นส่วนประกอบในอาหารสัตว์ได้อีกด้วย

2. ปูนควิกไลม์ CaO หรือแคลเซียมออกไซต์

แร่หินปูนเคมีนั้นนอกจากที่จะนำไปใช้ในกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมที่หลากหลายแล้ว เรายังสามารถนำไปผ่านความร้อนด้วยกระบวนการเผาให้แตกตัวกลายเป็นปูนควิกไลม์ได้ด้วยนะครับ ปูนควิกไลม์มีประโยชน์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น เหมืองแร่โลหะและอโลหะ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ ทองแดง สังกะสี อลูมิเนียม นิกเกิล ลิเทียม กราไฟท์ ไฟเบอร์กลาส เหล็กและเหล็กกล้า การบำบัดก๊าซและบำบัดน้ำเสีย น้ำตาล อิฐมวลเบา และอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี เป็นต้น

3. ปูนไฮเดรตไลม์ Ca(OH)2 หรือแคลเซียมไฮดรอกไซด์

ขั้นตอนต่อมา คือการนำปูนควิกไลม์มาเข้าเครื่องไฮเดรเตอร์และผสมกับน้ำในอัตราส่วนการทำปฏิกิริยาที่เหมาะสมกลายเป็นปูนไฮเดรตไลม์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ (Bio-plastics) เหมืองแร่โลหะและอโลหะ การผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล การบำบัดน้ำเสีย เคมีและปิโตรเคมี หรือแม้แต่การบำบัดก๊าซในโรงไฟฟ้าจากขยะอีกด้วยครับ

นี่ก็คือกระบวนการผลิตปูนไลม์แบบคร่าวๆ จะเห็นได้ว่าปูนไลม์ในแต่ละรูปแบบนั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรมเลยครับ ผมก็เลยสรุปมาให้ดูง่ายๆ ว่า ปูนไลม์ที่ถูกผลิตในแต่ละขั้นตอนสามารถนำไปใช้งานอะไรได้บ้าง ตามตารางข้างล่างเลยครับ

เราจะสังเกตได้ว่า ปูนไลม์มีประโยชน์และอยู่ในผลิตภัณฑ์รอบ ๆ ตัวเราทั้งการอุปโภคและบริโภคเลยนะครับ ซึ่งนับว่าเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของธุรกิจเลยก็ว่าได้ ที่มีผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นและเป็นวัตถุดิบต้นน้ำในอุตสาหกรรมมากมายอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ด้วยเหตุนี้ ทำให้บริษัทฯ มีแนวโน้มเติบโตจากความต้องการของปูนไลม์ที่มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการสั่งผลิตปูนไลม์ก็ย่อมจะสูงขึ้นเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น นโยบายส่งเสริมของภาครัฐเพื่อปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ทางรถไฟ การก่อสร้างถนน และท่าอากาศยาน การก่อสร้างต่างๆ การเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การส่งเสริมการส่งออกน้ำตาลของประเทศไทย รวมถึงอุตสาหกรรมที่ช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ใช้ปูนไลม์เป็นส่วนประกอบครับต่างๆ

เป้าหมายการระดมทุนของ CMAN

จากข้อมูลที่ผมได้อ่านใน Filing บริษัทฯ จะระดมทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อรองรับความต้องการปูนไลม์ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และมีแผนนำเงินไปขยายธุรกิจด้วยการร่วมทุนสร้างโรงงานผลิตและจำหน่ายแร่หินปูนเคมีและปูนไลม์ในประเทศอินเดีย รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการด้วยครับ

ก็หวังว่าเพื่อนๆ จะเห็นภาพในเบื้องต้นแล้วว่า เคมีแมน หรือ CMAN ประกอบธุรกิจอะไร และผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอะไรบ้าง แต่อย่างว่านะครับ การที่เราจะเข้าใจในผลิตภัณฑ์และในแง่ของการลงทุนเฉพาะทาง อาจจะต้องอาศัยการศึกษาในเชิงลึกด้วย โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://cman.listedcompany.com/ipo/

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save