สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 5 – 9 มีนาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันอีกแล้วกับอัศวินกองทุน ที่นี่ ที่เดิม ที่จะทำให้คุณทราบถึงกลยุทธ์ในการลงทุนประจำสัปดาห์ เพื่อความมั่งคั่งในระยะยาวกันครับผม สำหรับสัปดาห์นี้จะเป็นยังไง ควรปรับพอร์ตแบบไหน และทิศทางการลงทุนจะเป็นอย่างไร ถ้าพร้อมแล้ว เรามาเริ่มกันเลยครับ

ภาพรวมของตลาด

ตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนจากความกังวลการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และทรัป์ที่เริ่มส่งสัญญาณนโยบายกดดันการค้า ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แต่ทั้งนี้ตลาดหุ้นโดยรวมยังคงมีความน่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ยังไม่แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจนำไปสู่การเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อที่เป็นปัจจัยลบต่อตราสารหนี้ระยะยาว

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ตลาดหุ้นไทย แม้ว่าจะปรับตัวเป็นระยะ มีความผันผวนเรื่อยๆ ให้หลายคนใจสั่น แต่มุมมองนั้นยังดีอยู่ครับ คำแนะนำ คือ หาจังหวะซื้อจากเศรษฐกิจที่มีสัญญาณดีขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ส่งสัญญาณฟื้นตัว ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่คาดว่าเม็ดเงินในปี 61 จะสูงขึ้น รวมทั้งโครงการ EEC จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจและการลงทุนต่อไปครับ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ คำแนะนำในสัปดาห์นี้ยังคงเป็น หาจังหวะซื้อหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจยังออกมาสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง จะเป็นอีกปัจจัยซึ่งช่วยให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนดีขึ้นมาเรื่อยๆ มุมมองของผมยังถือว่าเป็นโอกาสอยู่ครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น หาจังหวะซื้อหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากตลาดปรับตัวลงจากค่าเงินเยนแข็งค่าจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ valuation ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลงมาในระดับที่น่าสนใจ ขณะที่นโยบายการเงินของ BOJ ยังมีทิศทางผ่อนคลายต่อไป หลังจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นสนับสนุนให้นาย Haruhiko Kuroda ดำรงตำแหน่งเป็นประธาน BOJ อีกสมัยหนึ่ง ถ้าใครสนใจหุ้นญี่ปุ่น ตอนนี้ก็เป็นอีกโอกาสหนึ่งจะจับจังหวะในการลงทุนครับ

ตลาดหุ้นเอเชีย เนื่องจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น ช่วยสนับสนุนผลประกอบการบริษัท ขณะที่ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่ยังคงอ่อนค่าจะช่วยสนับสนุน fund flow ให้เข้าลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ โดยเฉพาะที่เอเชีย ดังนั้นหาจังหวะซื้อในตอนนี้ถือว่าดีครับ เพราะยังไปต่อได้ครับผม

ตลาดหุ้นจีน หาจังหวะซื้อหุ้นจีนทั้ง A-Share และ H-Share จากเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวดีต่อเนื่อง แม้ว่าในระยะสั้นตลาดหุ้นจีนจะโดนกดดันจากนโยบายกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ เช่น เหล็ก โดยมูลค่าการส่งออกเหล็กไปยังประเทศสหรัฐฯ ก็ตาม แต่ยังถือว่าเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณการส่งออกทั้งหมดของประเทศอยู่ ดังนั้นมุมมองถือว่ายังไปต่อได้ครับ

หุ้นโกลบอลเทคโนโลยี ยังคงเหมือนเดิมเหมือนก่อน เนื่องจากหุ้นในกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการปฏิรูปนโยบายภาษีสหรัฐฯ นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวสูง จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงรสนิยมของผู้บริโภคที่ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านๆ มา            ตรงนี้แนะนำให้สะสมไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างโอกาสในระยะยาวครับ

จะเห็นว่าโดยรวมแล้วตลาดหุ้นทั้งหมดที่ว่า ค่อนข้างน่าสนใจในการลงทุนช่วงนี้ครับ ดังนั้นสิ่งที่ต้องมีและแนะนำคือ หาจังหวะซื้อสะสมไปเรื่อยๆ ครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ตราสารหนี้ต่างประเทศ คำแนะนำยังไม่เปลี่ยนแปลงไปครับ ผมยังอยากให้เน้นลงทุนตราสารหนี้บริษัทเอกชนประเภท High Yield สหรัฐฯ จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง สนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเน้นให้ลงทุนในตราสารระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นจากนโยบายการเงินตึงตัวในหลายประเทศตอนนี้ครับ

ตราสารหนี้ไทย เช่นเดียวกันครับ คำแนะนำเดิมที่ยังได้ผลคือเน้นลงทุนในหุ้นกู้เอกชน เพื่อเพิ่มผลตอบแทน เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยมีอัตราผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ เงินเฟ้อไทยยังคงต่ำกว่ากรอบของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้ ดังนั้นหุ้นกู้เอกชนทั้งหลายถือว่าน่าสนใจครับ

ส่วนของตราสารหนี้นั้นเป็นแบบนี้มาสักพักแล้วครับ และผมคาดการณ์ว่าจะเป็นไปอีกสักพักใหญ่ๆ ดังนั้น ถ้าใครสะดวกใจอาจจะเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีการลงทุนในตราสารหนี้เหล่านี้ก็ได้ครับ เพื่อความสะดวกและประหยัดเวลาในการติดตามข่าวสารครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

ทองคำ คำแนะนำในตอนนี้คือ ทยอยสะสมทองคำเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนครับ เนื่องจากทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่มักปรับตัวขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนอย่างตอนนี้ ดังนั้นอย่าลืมแบ่งพอร์ตมาสะสมในทองคำบ้างนะครับ

น้ำมัน หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวลงมามากกว่า 10% จากตัวเลขปริมาณสำรองน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดแล้ว และตัวเลขการผลิตน้ำมันจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตามความต้องการน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้น และการลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC จะเป็นปัจจัยหนุนต่อราคาน้ำมันได้ ตอนนี้จึงเป็นโอกาสที่จะเข้าทยอยสะสมน้ำมันครับ

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

สำหรับกลยุทธ์ในสัปดาห์นี้ จะมีเพิ่มเติมส่วนของหุ้นเทคโนโลยี กับตลาดเกิดใหม่เอเชียครับ มากันให้ครบทุกตลาดและภูมิภาคกันเลยทีเดียว ยังไงก็อย่าลืมกระจายความเสี่ยงให้ดีและสะสมตามความเข้าใจในการลงทุนของแต่ละคนด้วยนะครับ

ผมมักจะเน้นเรื่องการจัดพอร์ตลงทุนทุกครั้งที่เขียนบทความทุกสัปดาห์แบบนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเพิ่มให้เป็นข้อคิดก็คือ…

ถ้ามีการลงทุน สิ่งที่คุณต้องมีคือกำไร ดังนั้นขอให้ทุกคนจัดการพอร์ตให้มีกำไรกันทุกคนนะครับผม

แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ!

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 2 มีนาคม 2561

  เก็งหวยงวดต้นเดือนมีนาคม กับสถิติย้อนหลัง10งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลข

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 2 มีนาคม 2561

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด

        จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ 10 งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติเลขที่ออกซ้ำกันในแต่ละรางวัลให้คุณได้ตัดสินใจ

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 2 มีนาคม 2561เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 2 มีนาคม 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ

        ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดได้คำนวณ บอกใบ้ตัวเลขให้คุณได้เลือกสรร ใช่เลขที่คุณคิดไว้หรือฝันถึงหรือเปล่า รักชอบสถาบันใดก็เลือกเอาได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 2 มีนาคม 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 2 มีนาคม 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข

      นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ ในงวดนี้ขอหยินยกเรื่องราวที่ดูจะใกล้เคียง และสอดคล้องกับตัวเลขอย่างเหตุการณ์ต่อไปนี้

       คดีหวย 30 ล้าน เป็นเรื่องที่เข้าใกล้บทสรุปอย่างเต็มทีระหว่างร้อยตำรวจโทจรูญ และครูปรีชาว่าใครคือเจ้าของลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ตัวจริง มาย้อนดูตัวเลขที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดกัน

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 2 มีนาคม 2561

       หากลองเอาส่วนสำคัญมาตีเป็นตัวเลขใหม่อย่างเช่นการนำตัวเลขรางวัลทั้งหมดมารวมกัน จะได้เลข 5+3+3+7+2+6 เป็น 26 หรือเลข 15 จากรางวัลที่ 1 จำนวน 5 ใบ หรือเอาตัวเลขวันที่มารวมกันอย่างเช่น งวดวันที่ 1 เดือน 11 เป็น 111 หรือจะเอาตัวเลขเงินรางวัลมาเรียงกันเป็นลอตเตอรี่ 5 ใบ ได้เงินรางวัล 30 ล้าน จะได้ 530 หรือ 305

      การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณ หรือจิตสัมผัสของตนเองควบคู่กันไป หากเชื่อคนอื่นมากไประวังเจ็บตัว ที่สำคัญโปรดระวัง และรอบคอบหากมีลางว่าจะได้โชค ควรเก็บหลักฐานการซื้อเลขไว้ให้ดีจะได้ไม่เกิดเรื่องราวที่วุ่นวายอย่างที่เป็นข่าว

CREDIT : https://news.mthai.com/special-report/615290.html

   http://www.korhuay.com

5 อาวุธ ต่อสู้กับปีศาจเงินเฟ้อ

หลายคนคงรู้จักกับเจ้า “ปีศาจเงินเฟ้อ” ตัวนี้ดี ทุกปีมันมักจะมาขโมยมูลค่าเงินของเราตลอด เก็บเงินอยู่เฉยๆ แท้ๆ กลับโดนเงินเฟ้อทำให้มูลค่าลดลงซะได้

ในเมื่อมันมาขโมยมูลค่าเงินของเรา เราก็ต้องสู้กับมัน ว่าแต่จะมีอาวุธอะไรบ้างนะ ที่จะพอสู้กับเจ้าเงินเฟ้อได้บ้าง ถ้าเป็นไปได้เอาชนะมันได้ขาดลอยเลยน่าจะดี ไปดูอาวุธชิ้นแรกของถุงเงินกันเลยดีกว่าาา

“ฝากออมทรัพย์”

ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 0.3775%

ผลตอบแทนอันน้อยนิด ถ้าเทียบเป็นอาวุธก็คงจะเทียบได้กับมีดพกสั้น ดูท่าแล้วจะสู้กับเจ้าเงินเฟ้อไม่ค่อยไหวแหะ ก็แน่ล่ะ เพราะในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยออกทรัพย์เฉลี่ยอยู่เพียง 0.4% เท่านั้น ถึงแม้จะมีข้อดีที่ความเสี่ยงของการลงทุนต่ำมากๆ จนแทบเป็นศูนย์ แต่ผลตอบแทนที่เป็นเพียงแค่ดอกเบี้ยอย่างเดียว คงไม่แข็งแกร่งพอจะที่เอาชนะเงินเฟ้อได้แน่ๆ

แล้วอาวุธชิ้นไหนถึงจะพอสู้กับเจ้าเงินเฟ้อได้สูสีบ้างน้า

“ทองคำ”

ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี ประมาณ 6.3%

อัพเกรดขึ้นมาหน่อยกับดาบทองคำ ถือเป็นสินทรัพย์มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ เนื่องจากว่าเป็นทรัพย์สินที่ทั่วโลกต่างยอมรับในมูลค่าของทองคำ

ทองคำนี่ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าในตัวเอง ส่วนใหญ่แล้วราคาทองคำจะมีมูลค่าผกผันกับภาวะทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเมื่อภาวะที่เศรษฐกิจไม่ค่อยสู้ดีนัก ไม่รู้ว่าราคาสินค้าจะแพงหรือลดลงเมื่อไหร่ ค่าเงินต่างๆ ก็ไม่ค่อยคงที่นัก การที่เราเก็บทองคำไว้ จึงเป็นอะไรที่ปลอดภัยที่สุด

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี 2550 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ราคาทองคำอยู่ที่ 11,400 บาท เทียบกับในปัจจุบัน ปี 2560 ราคาทองคำอยู่ที่ 21,000 บาท คำนวนด้วยสูตรการลงทุนแล้ว ก็จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 6.3 %

อาวุธอันนี้ดูดี ท่าทางจะสู้กับเจ้าเงินเฟ้อได้สบายๆ

“ที่ดิน”

ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 6.93%

การต่อสู้กับเจ้าเงินเฟ้อ ด้วยการลงทุนในที่ดินนั้นคล้ายๆ กับดาบทองคำ มีผลตอบแทนและความเสี่ยงปานกลาง ไม่มากไม่น้อยเกินไป ถือว่าพอจะสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ในระดับนึง แต่ข้อจำกัดหลักของการลงทุนในที่ดินก็คือราคาที่สูงมาก เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะลงทุนในที่ดิน ก็จำเป็นต้องมีทุนมากพอสมควรเลยล่ะ

จากราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินของกรมธนารักษ์พบว่าในปี2558 ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นจากราคาที่ดินในปี 2554 เฉลี่ยทั้งประเทศได้ประมาณ 27.72 % ในช่วงเวลา 4 ปี เมื่อหารเฉลี่ยแบบง่ายๆแล้ว การลงทุนในที่ดินจะถือว่ามีผลตอบแทน 6.93 % ต่อปี

สูสีกับเจ้าดาบทองคำเลย

“เล่นหุ้น”

ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี ประมาณ 15.6%

ถ้าพูดถึงการเล่นหุ้น เป็นที่ทราบกันดีในเรื่องของความเสี่ยงที่สูงปรี๊ดดด แต่ถ้าเรามีความรู้ในตลาดหุ้นดีแล้วล่ะก็ ผลตอบแทนที่สูงเช่นกันนั้นก็น่าจูงใจเข้าไปลงทุนมากๆ เลยล่ะ

ถ้าลองมองย้อนหลังไปตั้งแต่เริ่มมีการซื้อขายหลักทรัพย์ในปี 2518 SET Index (เป็นตัวแทนของหุ้นทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์) อยู่ที่ 100 จุด มาในปัจจุบัน ปี 2560 ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1600 จุด คิดเป็นผลตอบแทนได้ประมาณ 11.3 % แต่นั่นเป็นเพียงแค่มูลค่าของทรัพย์สินที่เราถือครองเท่านั้น เพราะหุ้นยังมีเงินปันผลของผลกำไรอีก โดยเฉลี่ยประมาณ 4.5 % รวมเป็น 15.6 % ซึ่งถือว่าเยอะมากๆ

ดาบเลเซอร์เล่มนี้จึงชนะเงินเฟ้อได้แบบสบายๆ เลยแหละเจ้ามะนูดดดด

“ลงทุนทำธุรกิจ”

ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 100%

มาถึงอาวุธสุดท้ายในการสู้กับเจ้าปีศาจเงินเฟ้อ การลงทุนทำธุรกิจสักอย่างคงจะเป็นอาวุธที่ดูมีพลังและทรงประสิทธิภาพมากๆ แต่ก็นั้นแหละ ความที่มันมีพลังมาก ความเสี่ยงก็สูงมากขึ้นด้วยเช่นกัน แถมยังต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ ความรู้ความสามารถอีกมากมาย ถึงจะใช้มันได้อย่างคล่องแคล่ว

คงจะเป็นไปได้ยากนะครับที่จะคำนวนผลตอบแทนของธุรกิจ เพราะว่าธุรกิจในโลกนี้นั้นก็มีมากมายหลากหลายรูปแบบเหลือเกิน ถุงเงินเลยลองคิดแบบง่ายๆ ด้วยการสอบถามร้านอาหารทั่วไป ซึ่งก็เป็นการลงทุนในธุรกิจรูปแบบหนึ่ง พบว่าราคาขายกับต้นทุน ต่างกันถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ถ้าเราลงทุนวัตถุดิบ 20 บาท เราก็จะขายได้ในราคา 40 บาท คิดเป็นอัตราส่วนก็ประมาณ 100% เลยเชียว

ดูเหมือนคทาเวทชนะเงินเฟ้อขาดลอย แต่ถ้าเราไม่ใช้มันอย่างรอบคอบ มันก็อาจจะกลับมาทำลายเราจนหมดตัวกันได้เลยนะครับ

เจ้าปีศาจเงินเฟ้อนี่ น่ากลัวกว่าที่เราคิดนะ ปีๆ หนึ่งก็ประมาณ 3-4% เลยทีเดียว ถ้าเงินที่เราเก็บไว้ ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่านั้น เรียกง่ายๆ ว่าเงินเราถูกเจ้าเงินเฟ้อขโมยไปซะแล้ววว

ดังนั้นเจ้ามะนุดควรรู้จักการลงทุนนะ อาจจะเริ่มต้นจากอะไรง่ายๆ ก่อน เช่นการลงทุนในกองทุนรวม หรือ การลงทุนในตลาดหุ้นแบบ DCA ก็ดี ยังไงก็แล้วแต่ศึกษาให้มาก เพราะความรู้จะช่วยลดความเสี่ยงได้

สู้ๆ นะเจ้ามะนุดทุกคน ถุงเงินเป็นจะกำลังใจให้ในการต่อสู้กับเงินเฟ้อนะ

อยากอ่านเรื่องราวทางการเงินดีๆ อีกมากมาย กดตุ่มติดตามเฟสบุคของถุงเงินไว้สิ่

https://www.facebook.com/moneyideasth/


_________________________________
สูตรการลงทุน FV = PV (1+i)^t
FV หรือ Future Value หมายถึงมูลค่าในอนาคตของสินทรัพย์
PV หรือ Present Value หมายถึงมูลค่าปัจจุบันของสินทรัพย์
i หรือ Interest Rate หมายถึงอัตราดอกเบี้ยแบบทบต้น
t หรือ Time หมายถึงจำนวนงวด

เขียนโปรแกรม Desktop Application เครื่องมือสำคัญของธุรกิจยุคใหม่

การทำธุรกิจในยุคเทคโนโลยีก้าวไกลแบบทุกวันนี้จะว่ายากก็ยาก เพราะมีการแข่งขันกันสูงมากทุกช่องทาง แต่หากเรารู้จักใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ธุรกิจของเราก็จะสามารถแข่งขันและเติบโตในตลาดยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์ที่เจ้าของธุรกิจทั้งหลายสามารถนำมาใช้ได้อีกวิธีหนึ่งก็คือ การเขียนโปรแกรม Desktop Application สำหรับธุรกิจของเราโดยเฉพาะ

Desktop Application คืออะไรเขียนโปรแกรม Desktop Application เครื่องมือสำคัญของธุรกิจยุคใหม่

แอพพลิเคชั่น (Application) คือ ซอฟแวร์ประเภทหนึ่งที่ทำให้เราสามารถทำงานที่ต้องการบนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งเราคงคุ้นเคยกับแอพลิเคชั่นมือถือกันดีอยู่แล้ว แต่ในส่วนของซอฟแวร์ที่ใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโน้ตบุค ก็จะถูกเรียกว่า Desktop Application นั่นเองค่ะ แต่หากใครยังนึกภาพของโปรแกรม Desktop Application ไม่ออก ลองเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วมองหาโปรแกรมเหล่านี้ดูนะคะ 

  • Microsoft Word
  • Outlook
  • Chrome
  • Window Media Player
  • Sticky Note

โปรแกรมที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของ Desktop Application เช่นกัน

ทำไมเจ้าของธุรกิจ ต้องหันมาพัฒนา Desktop Application สำหรับองค์กรโดยเฉพาะ

การทำงานในบริษัทเพื่อดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพนั้นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ซึ่งงานแทบทุกส่วนเป็นการทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการคีย์ข้อมูลสินค้า ข้อมูลลูกค้า การทำบัญชี การทำสต๊อกสินค้า การสื่อสารกันภายในบริษัท ไปจนถึงการบริหารระบบต่างๆ ซึ่งบางครั้งในงานที่มีความเฉพาะทางการใช้โปรแกรมพื้นฐานก็อาจจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของธุรกิจได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นโปรแกรมเมอร์สาย Desktop Application จึงเป็นคำตอบที่องค์กรธุรกิจในทุกๆ ระดับต้องการ เพราะการเขียนโปรแกรม Desktop Application เฉพาะทาง เราสามารถพูดคุยกับโปรแกรมเมอร์ถึงความต้องการในการใช้งานด้านต่างๆ เมนูที่ต้องการให้มี ประสิทธิภาพและขนาดของโปแกรม ไปจนถึงระบบระเบียบในการเข้าถึงข้อมูลที่พนักงานสามารถเข้าถึงได้ เรียกได้ว่าคุณสามารถออกแบบ Desktop Application ให้เป็นโปรแกรมเฉพาะทางเพื่อธุรกิจของเรา ทำให้การทำงานในบริษัทมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และแม่นยำมากขึ้น 

รู้แบบนี้แล้ว เจ้าของธุรกิจท่านใดที่ยังใช้งานคอมพิวเตอร์โดยที่ไม่มีโปรแกรม Desktop Application เฉพาะสำหรับบริษัทล่ะก็ ลองเลือกใช้บริการโปรแกรมเมอร์ฟรีแลนซ์มากฝีมือจาก Fastwork.co ได้ที่ลิ้งค์นี้ https://fastwork.co/desktop-application เพื่อการเขียนโปรแกรมเฉพาะสำหรับบริษัทของคุณสิคะ เชื่อได้เลยว่าเมื่อองค์กรของคุณมีการทำงานผ่านระบบโปรแกรมเฉพาะทางแล้ว การทำงานในบริษัทจะง่ายขึ้น เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แถมยังรวดเร็วและมีความผิดพลาดน้อยลงอีกด้วย

ส่วนโปรแกรมเมอร์ฝีมือดีคนไหนที่รู้ตัวว่ามีทักษะด้านการเขียนโปรแกรม Desktop Application และอยากหารายได้เสริมจากการรับงานฟรีแลนซ์ คุณเองก็สามารถสมัครเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Fastwork.co เพื่อฝากประวัติ ผลงาน และรับงานจากลูกค้าได้อย่างอิสระเช่นกันค่ะ

“ออมก่อน” หรือ “ออมเยอะ” อย่างไหนรวยกว่า ??

แน่นอนว่าการออมเป็นหนทางสู่ความมั่งคั่งในอนาคต แต่การออมในรูปแบบไหนล่ะที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วที่สุด ?

เรามาลองยกตัวอย่างกัน ถ้าออมเงินเดือนละ 4,000 บาท ตั้งแต่อายุ 35 ปี เมื่อเราอายุ 60 ปี เราจะมีเงินเก็บ 3,248,470.58 บาท

แต่ถ้าเราออมเงินเร็วขึ้นแค่ 10 ปี ด้วยจำนวนเงินต่อเดือน 2,000 บาท ที่น้อยกว่าถึง สองเท่า !! เมื่อเราอายุ 60 เรากลับมีเงินถึง 3,549,923.04 บาท สูสีกับการออมเงินเดือนละ 4,000 บาท (แอบมากกว่าด้วยนะเนี่ย)

นั่นเป็นเพราะผลของดอกเบี้ยทบต้นที่ได้จากการลงทุน เมื่อเวลาผ่านไป ทุนเราจะทำให้กำไรงอกเงย และกำไรตรงส่วนนั้น ก็จะมาเป็นทุนที่ทำให้เรามีกำไรเพิ่มขึ้นมาอีก

ถ้าลองแยกเงินเก็บของเราอย่างเดียวแล้ว การลงทุน 2,000 บาท เป็นเวลา 35 ปี เราก็จะมีเงิน 840,000 บาท เท่านั้น แต่อีก 1,700,000 บาทนั้น มาจากกำไรของกำไร ซึ่งมากกว่าเงินต้นอยู่มาก

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือผลตอบแทนนั้นเอง ถ้าเราไม่ลงทุนอะไรเลย เมื่ออายุ 60 เราก็จะมีเงินเพียงแค่ 840,000 บาท แต่ถ้าเราลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสัก 7% ก็จะทำให้เรามีเงินเพิ่มขึ้นกว่า สองเท่าตัวเลยทีเดียว

"ออมก่อน" หรือ "ออมเยอะ" อย่างไหนรวยกว่า ??

เงินจำนวนขนาดนี้เกษียณได้สบายๆ เลยนะ ถ้าใครพร้อมแล้วล่ะก็มาเริ่มต้นออมกันเลยดีกว่า เสียสละความสุขสบายในปัจจุบันเพียงเล็กน้อย เพื่อชีวิตในวัยเกษียณจะได้มีความสุข ไม่ต้องพึ่งพาใครก็สบายใจดีนะ

https://www.facebook.com/moneyideasth

5 แนวทาง วางแผนรับมือค่ารักษาพยาบาลให้อยู่หมัด

สืบเนื่องจากผมเมื่อวันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาผม Insuranger และพรี่หนอม TAXBugnoms ได้รับเชิญจากทาง Cigna ที่จัดสัมมนาให้ความรู้กับลูกค้าของ ซิกน่า ประกันภัย และ แฟนๆออมมันนี่ ในหัวข้อ “เคล็ดลับ! วางแผนประกันสุขภาพให้โดนใจ ง่ายและคุ้ม” แบบเจาะลึกทุกประเด็นเกี่ยวกับความสำคัญของการวางแผนประกันสุขภาพ เคล็ดลับการเลือกประกันสุขภาพที่เหมาะสมกับตนเอง รวมไปถึงผลพลอยได้ด้านภาษีและเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีเมื่อซื้อประกันสุขภาพ  ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรม  ดิโอคุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ กันไปแล้ว

(สำหรับใครที่พลาดไปสามารถดูคลิป Live ย้อนหลังได้ที่นี่เลยครับ คลิก part 1 , part 2)

วันนี้ผมจึงถือโอกาสมาแบ่งปันเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับ การวางแผนรับมือค่ารักษาพยาบาล” กันเพิ่มอีกสักนิดครับ 

โดยจากผลสำรวจคะแนนสุขภาพและความเป็นอยู่แบบ 360 องศา (Cigna 360’ Well-being Survey) ของ บมจ. ซิกน่า ประกันภัย เพื่อสอบถามถึงทัศนคติและการรับรู้ของคนไทยเกี่ยวกับสุขภาพและความเป็นอยู่ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพร่างกาย ด้านสังคม ด้านครอบครัว ด้านการงาน และด้านการเงิน พบว่า…

ความกังวลที่สุดในการใช้ชีวิตของคนไทย ซึ่งเป็นปัญหาความกังวลเดิมๆมาตลอด นั่นก็คือ “ปัญหาทางการเงิน”

จากความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความมั่นคงทางการเงิน และอาจมีเงินไม่พอใช้ยามที่ต้องหยุดทำงานหรือเกษียณ ซึ่งค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เรารู้สึกว่าอาจจะมีเงินไม่พอ จนกลัวว่าจะไม่มีความมั่นคงทางการเงิน นั่นก็คือ “ค่ารักษาพยาบาล” นั่นเอง

สาเหตุก็เพราะ ค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบันนั้น มีราคาแพงมาก ค่าห้องเดี่ยวมาตรฐาน + ค่าอาหารในโรงพยาบาลเอกชนทั่วไปใน กทม. ตอนนี้ก็เฉลี่ยเริ่มต้นที่ 4,000-5,000 บาทแล้ว / ค่ารักษาโรคทั่วไปอยู่ที่หลักหมื่นกลางๆ ถึงหลักแสนต้นๆ / ค่ารักษาโรคร้ายแรง อยู่ที่หลักแสนปลายๆ จนถึงหลักล้าน แล้วแต่โรงพยาบาล (ที่มา เว็บไซต์โรงพยาบาลกรุงธนบุรี 2 goo.gl/Asb8jW และโรงพยาบาลกรุงเทพ goo.gl/tbDeZi)

และมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุคนไข้และภาวะเศรษฐกิจ (อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8% ต่อปี) ซึ่งในกรณีที่เราเจ็บป่วยฉุกเฉิน ก็อาจจะจำเป็นต้องใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนเหล่านี้ก่อนโรงพยาบาลของรัฐ ที่มีข้อจำกัดในการให้บริการและระยะเวลารอคอยที่นานกว่า จนเป็นความกังวลใจทางการเงินของคนไทยส่วนใหญ่ ว่าอาจจะมีเงินไม่เพียงพอกับค่ารักษาที่เกิดขึ้น หรือถึงแม้จะมีเพียงพอ ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อเงินเก็บเพื่อเป้าหมายอื่นๆในชีวิตได้

ดังนั้น ในวันนี้ผมจึงขอมาแนะนำ “5 แนวทางการวางแผนเพื่อรับมือกับค่ารักษาพยาบาลให้อยู่หมัด” เพื่อให้เราสามารถหาทางลดความเสี่ยงที่ค่ารักษาจะมากระทบกับเงินในกระเป๋าของเรา ดังต่อไปนี้

5 แนวทาง วางแผนรับมือค่ารักษาพยาบาลให้อยู่หมัด

1. เลือกโรงพยาบาลให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง

โรงพยาบาลเอกชนก็มีหลายระดับหลายราคา แม้ว่าเราจะอยากได้รับการรักษาที่ดีที่สุด แต่หากมันราคาแพงเกินไป สุขภาพกายของเราอาจจะดีขึ้นจริงแต่สุขภาพการเงินของเราอาจจะแย่ลงไปแทน ดังนั้นเราก็ควรจะเลือกโรงพยาบาลที่มีค่ารักษาที่เหมาะสมกับฐานะความเป็นอยู่ของเราไว้ก่อน โดยค่าใช้จ่ายที่สามารถหาข้อมูลได้ส่วนใหญ่คือ ค่าห้อง หรือค่ารักษาโรคทั่วไปบางโรค คำแนะนำเบื้องต้นก็คือ ควรเลือกโรงพยาบาลที่มีอัตราค่าห้องและค่ารักษาพยาบาลที่ควรจะสอดคล้องกับรายได้ของเรา โดยค่าห้อง(รวมค่าบริการพยาบาลและค่าอาหาร) ต่อคืน ไม่ควรเกิน 10% ของเงินเดือนของเรา เช่น เงินเดือน 50,000 บาท ก็ควรเลือกโรงพยาบาลที่มีค่าห้องไม่เกิน 5,000 บาท ต่อคืน เป็นต้น

2. ใช้ประโยชน์จากสวัสดิการรักษาพยาบาลที่มีอยู่จากที่ทำงาน

ลองสำรวจดูว่า บริษัทหรือที่ที่เราทำงานอยู่ มีสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมค่ารักษาอย่างไร และเท่าไหร่บ้าง เพื่อที่ว่าหากเราต้องเข้ารับการรักษาแล้ว เราจะสามารถเบิกค่ารักษาเรื่องไหนได้บ้างและได้เท่าไหร่ ขาดเหลืออีกเท่าไหร่ที่อาจจะต้องควักเงินจ่ายเพิ่มเพื่อจะได้เตรียมตัวได้ถูก ซึ่งโดยทั่วไป ถ้าเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ก็อาจจะมี “ประกันกลุ่ม” ที่คุ้มครองค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนได้ (แต่วงเงินความคุ้มครองอาจจะไม่เพียงพอ) รวมถึงสิทธิ์ประกันสังคม ที่ชดเชยค่ารักษาในโรงพยาบาลรัฐ ส่วนคนที่ทำงานราชการ ก็จะมีสวัสดิการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐที่สามารถเบิกได้เกือบทั้งหมดเช่นกัน ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่สามารถเบิกค่ารักษาหากเข้าโรงพยาบาลเอกชนได้ แต่อย่างน้อย เมื่อถึงคราวจำเป็นและไม่มีตัวเลือกอื่น ก็ยังสามารถใช้สิทธิ์เบิกจ่ายในโรงพยาบาลของรัฐไปก่อนได้ อย่างไรก็ตามเราก็ควรวางแผนเตรียมเงินกรณีฉุกเฉินส่วนที่เกินจากสวัสดิการที่มี เผื่อกรณีฉุกเฉินที่เราจำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาลเอกชนจริงๆเอาไว้ด้วย

3. วางแผนทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม

หากเรามีเงินเหลือพอสมควร เราควรแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาทำประกันสุขภาพ กับบริษัทประกันชีวิต หรือวินาศภัย เพื่อสร้างความคุ้มครองส่วนตัว ข้อดีก็คือ ประกันสุขภาพสมัยนี้มีให้เลือกมากมายหลากหลายประเภท และแพ็กเกจ ตามความเหมาะสมของค่ารักษา และเงินในกระเป๋า ที่ช่วยให้มีโอกาสครอบคลุมค่ารักษาที่เกิดขึ้นของโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น ทั้งแบบเหมาจ่ายค่ารักษา หรือแบบแยกรายการความคุ้มครอง แต่โดยพื้นฐาน ก็ควรเลือกประกันสุขภาพที่เป็นความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลทั่วไป เช่น ค่าห้อง ค่าผ่าตัด เอาไว้ก่อน โดยเลือกแพ็กเกจที่วงเงินสอดคล้องกับค่ารักษาของโรงพยาบาลที่เราเลือกไว้ (ถ้าใครมีสวัสดิการค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชนอยู่แล้ว ก็อาจจะทำเพิ่มเฉพาะส่วนที่ขาด) หากมีงบประมาณเหลือ ก็อาจเพิ่มความคุ้มครองกรณี โรคร้ายแรง หรืออุบัติเหตุเพิ่มเข้าไป เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงกรณีเราเป็นโรคร้ายแรง (เช่น มะเร็งหรือหลอดเลือดหัวใจ) หรือทุพพลภาพเอาไว้ด้วยก็ได้ แต่ต้องระวังไม่ให้ค่าเบี้ยทั้งหมดสูงเกินไปจนเราจ่ายไม่ไหวหรือรู้สึกเป็นภาระ โดยที่ โดยทั่วไป ค่าเบี้ยประกันไม่ควรเกินประมาณ 10% ของรายได้ทั้งปีของเรา

ข้อควรระวังคือ นอกจากเราจะดูค่าเบี้ยที่เหมาะสมกับปัจจุบันแล้ว เราก็ควรจะประเมินศักยภาพในการจ่ายเบี้ยในอนาคตของเราเอาไว้ด้วย เนื่องจากค่าเบี้ยประกันสุขภาพ มักจะปรับเพิ่มขึ้นตามอายุ ทำให้ค่าเบี้ยในช่วงที่เราเริ่มอายุมาก โดยเฉพาะในช่วงเกษียณอายุ จะมีค่าเบี้ยค่อนข้างสูง ดังนั้น เราจึงอาจจะต้องวางแผนลงทุน หรือเตรียมเงิน เพื่อไว้จ่ายเป็นค่าเบี้ยประกันช่วงหลังเกษียณเอาไว้ด้วย

นอกเหนือจากนี้ อย่าลืมว่า “ค่ารักษาพยาบาลนั้นปรับเพิ่มขึ้นอยู่เสมอ” ทำให้ประกันสุขภาพที่เราวางแผนทำไว้ อาจจะไม่ครอบคลุมค่ารักษาในอนาคตได้ เราจึงควรทบทวนกรมธรรม์ที่ทำไว้อยู่เสมอ ว่าความคุ้มครองที่ทำไว้ ยังเหมาะสมกับค่ารักษาอยู่หรือไม่ ถ้าไม่ครอบคลุมแล้ว ก็อาจจะพิจารณาทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม หรือเลือกที่จะเตรียมเงินด้วยตัวเองอีกส่วนหนึ่ง เพื่อรองรับค่ารักษาส่วนที่ขาดไป เอาไว้ด้วยอีกทางหนึ่ง ส่วนจะเลือกวิธีไหน ก็ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมกับฐานะ และกำลังความสามารถในการเตรียมเงินหรือจ่ายเบี้ยประกันของเราเอาไว้ด้วย

4. อย่าลืมเรื่องสวัสดิการรักษาพยาบาล เมื่อคิดจะย้ายบริษัท

สำหรับใครที่มีสวัสดิการรักษาพยาบาลจากบริษัทที่ทำงานอยู่ที่ดีมากๆ เช่น อาจจะให้เบิกค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด หรือเกือบหมด รวมถึงสวัสดิการด้านอื่นๆ แม้จะเป็นข้อได้เปรียบ แต่ก็อาจเป็นข้อจำกัดด้วยเช่นเดียวกัน เพราะถ้าหากวันหนึ่งเราเกิดพิจารณาอยากย้ายงานไปทำงานที่อื่น อย่าลืมว่า สวัสดิการที่เรามีอยู่ก็จะต้องเปลี่ยนไป หรือหายไปด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าจะเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ ต้องดูดีๆว่าสวัสดิการเป็นอย่างไร หากสวัสดิการรักษาพยาบาลดีๆที่มีอยู่ต้องหายไป จะอาจจะจำเป็นต้องวางแผนเรื่องนี้ใหม่ ให้ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น จึงต้องพิจารณาดีๆ รวมถึงคนที่มีสวัสดิการค่ารักษาดีๆจากที่ทำงาน ที่กำลังใกล้จะเกษียณ อย่าลืมว่า ถ้าเกษียณแล้ว สวัสดิการที่มีอยู่ ก็จะหายไปด้วย ดังนั้น ก็ควรจะต้องเตรียมตัววางแผนเอาไว้ล่วงหน้า ว่าจะต้องเตรียมเงินสำหรับค่ารักษา หรือค่าเบี้ยประกันหลังเกษียณไว้เท่าไหร่จึงจะเหมาะสมเพียงพอเอาไว้ด้วย

5. ดูแลรักษาสุขภาพร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดโอกาสเจ็บป่วย

การเตรียมเงินค่ารักษา ใช้สวัสดิการ หรือทำประกันสุขภาพ เป็นการเตรียมตัว ณ ปลายเหตุ คือตอนที่เกิดการเจ็บป่วย และเกิดค่ารักษาขึ้นเรียบร้อยแล้ว แต่ทางที่ดีที่สุดคือ เราไม่ต้องเจ็บป่วย หรือลดโอกาสเจ็บป่วยลงให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้ดี ทั้งการทานอาหาร การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่โหมใช้ร่างกายหนักจนเกินไป เพราะร่างกายของเราไม่ใช่เครื่องจักร คงไม่คุ้มกันแน่ ถ้าเราทำงานหนัก หาเงินได้เยอะ แต่กลับทำให้สุขภาพร่างกายทรุดโทรมแล้วต้องนำเงินที่หามาได้มาใช้ในการรักษาพยาบาลตัวเองอีกรอบ ดังนั้น การเตรียมตัวรับมือค่ารักษา จึงควรจะทำควบคู่พร้อมกันไปกับการดูแลรักษาสุขภาพตัวเอง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วยอีกแรงหนึ่ง

หวังว่าทั้ง 5 แนวทางที่ได้แนะนำไป จะเป็นแนวทางที่มีประโยชน์ที่สามารถช่วยให้ทุกคนสามารถกลับไปวางแผนรองรับความเสี่ยงเรื่องการเจ็บป่วยและค่ารักษาพยาบาลที่อาจจะเกิดขึ้นได้นะครับ

เหนือสิ่งอื่นใด คือต้องไม่ลืมว่าอะไรก็เกิดขึ้นกับชีวิตของเราได้เสมอ ดังนั้น เราควรจะใช้ชีวิตด้วยความรอบคอบไม่ประมาท ด้วยการวางแผนเตรียมการไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะเรื่อง “การเงิน”

เพราะถ้าเรายิ่งเริ่มต้นได้เร็วเท่าไหร่ ภาระที่เราต้องเตรียมก็จะยิ่งลดน้อยลงมากขึ้นเท่าไหร่ เพื่อที่สุดแล้ว ความมั่นคงการเงิน จะได้ไม่เป็นเรื่องที่เราต้องกังวลอีกต่อไป

เพราะทั้งเรื่อง “สุขภาพ” และเรื่อง “การเงิน”
เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันมากกว่าที่เราคิดครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

มีเงินเก็บ 100,000 บาท แต่ไม่ชอบความเสี่ยง เอาไปเก็บไว้ที่ไหนดี?

มีเงินเก็บ 100,000 บาท เอาไปเก็บไว้ที่ไหนดีน๊า….

คำถามค้างคาอยู่ในใจใครหลายคน เพราะต้นปีแบบนี้ถ้าไม่รีบเอาเงินไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย คาดว่าอีกไม่นานมันจะแปรรูปเป็นของกิน ของใช้หรือเอาไปเที่ยวเล่นหมดแน่ๆเลย ตั้งแต่เกิดมารู้จักฝากออมทรัพย์กับฝากประจำ อยากรู้ว่าควรนำเงินไปเก็บไว้ที่ไหนได้อีกบ้าง แต่ไม่กล้าปรึกษาเพื่อนเพราะกลัวถูกยืมเงินก็เลยลองค้นดูใน google ส่วนใหญ่ก็แนะนำว่าควรเอาเงินไปต่อยอดให้เติบโตในกองทุนรวมหรือหุ้น เพราะจะทำให้เงินเพิ่มขึ้นมากกว่าการเก็บเงินสดไว้เฉยๆ อืมมม ก็น่าสนใจๆ

แต่ว่า!! ก่อนที่เราจะทำตามคำแนะนำอะไร สิ่งแรกที่ควรทำ คือ ทำความเข้าใจวิธีการเก็บเงินแต่ละรูปแบบแล้วค่อยตัดสินใจว่าทางเลือกไหน เหมาะกับตัวของเรามากที่สุด สมมติว่าเราสนใจ 3 วิธี คือ ฝากประจำ กองทุนรวมและหุ้น จากตารางนี้ทำให้เราสำรวจตัวเองเบื้องต้นได้ว่าเงินของเราควรไปอาศัยอยู่ที่ไหน

มีเงินเก็บ 100,000 บาท แต่ไม่ชอบความเสี่ยง เอาไปเก็บไว้ที่ไหนดี?

ถ้าอ่านแล้วพบว่าเราคุ้นเคยเงินฝากประจำมากที่สุด และยังไม่อยากรับความเสี่ยงเพราะไม่รู้จักและยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องกองทุนรวม หรือหุ้น กังวลที่เห็นเงินต้นขึ้นๆลงๆไม่ไหว และต้องการได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน ตัวเลือกที่อาจตอบโจทย์เราได้ก็อาจหนีไม่พ้นบัญชีฝากประจำ แต่ว่าบัญชีฝากประจำนั้นก็ไม่คล่องตัวเหมือนบัญชีออมทรัพย์ที่เราคุ้นเคยซะด้วย…

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดว่าจะมีไหมนะ ที่เราได้ดอกเบี้ยเหมือนบัญชีฝากประจำ แต่มีความคล่องตัวเหมือนบัญชีออมทรัพย์?

ซึ่งวันนี้อภินิหารเงินออมมีบัญชีเงินฝากที่น่าจะตอบโจทย์ใครหลายๆคนที่รับความเสี่ยงไม่ได้มาเล่าให้ฟังกัน นั่นคือ  “บัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ Ultra Savings ของธนาคารธนชาต” เป็นบัญชีแบบไหน มีอะไรพิเศษบ้างอ่านต่อกันได้เลยจ้า

บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ Ultra Savings คืออะไร?

เป็นบัญชีที่มีส่วนผสมระหว่าง “เงินฝากออมทรัพย์” มีจุดเด่นเรื่องความคล่องตัวที่เบิกถอนเมื่อไหร่ได้กับ “เงินฝากประจำ” ที่มีดอกเบี้ยสูงรวมไว้ด้วยกัน โดยมีคำจำกัดความง่ายๆว่า

“ฝากแบบออมทรัพย์ รับแบบประจำ ดอกเบี้ยสูงสุด 1.5%”

  • ดอกเบี้ยสูง 

    • บัญชีออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยเหมือนเงินฝากประจำ 

    • อัตราดอกเบี้ยตามยอดเงินฝากตั้งแต่ 0.8% – สูงสุด 1.5% ต่อปี

  • สะดวก 

    • ถอนเงินเมื่อไหร่ก็ได้ โดยไม่จำกัดจำนวนเงิน 

    • ถอนฟรีได้ 2 ครั้ง /เดือน การถอนครั้งต่อไปในเดือนนั้นเสียค่าธรรมเนียมครั้งละ 50 บาท

  • คิดดอกเบี้ยทุกวัน 

    • รับดอกเบี้ยทุกเดือน

ยอดเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก

เงินฝากออมทรัพย์ Ultra Savings

  • ยอดเงินฝากไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0.8%

  • ยอดเงินฝากตั้งแต่ 100,000 แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 1.5%

  • ยอดเงินฝากตั้งแต่ 10 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 50 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 1.3%

  • ยอดเงินฝากตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป อัตราดอกเบี้ย 0.8%

บัญชีเงินฝากนี้เหมาะกับใคร?

  • คนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ต่ำ ต้องการให้เงินต้นคงที่และรับผลตอบแทน(ดอกเบี้ย) ที่แน่นอน

  • คนที่ต้องการสะสมเงิน แต่ยังไม่คุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ซับซ้อน อย่างเช่น กองทุนรวม หุ้น ฯลฯ 

  • คนที่ต้องการแบ่งเงินให้เป็นสัดส่วน คือ การแยกบัญชี เพื่อเก็บเงินไว้ใช้ในเป้าหมายระยะสั้นหรือใช้สร้างสภาพคล่อง เช่น เงินท่องเที่ยว เงินฉุกเฉินเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน  เงินฉุกเฉินเพื่อใช้หมุนเวียนในธุรกิจ

  • คนที่คุ้นเคยกับการไปทำธุรกรรมการเงินที่สาขา และยังไม่ชำนาญการใช้งานธนาคารแบบออนไลน์ 

วิธีการสมัครและการให้บริการ?

  • เปิดบัญชีฝากเงินขั้นต่ำ 500 บาท

  • เรานำบัตรประชาชนมาเปิดบัญชีด้วยตนเองที่ธนาคารธนชาตทุกสาขา (หรือใช้บัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจ บัตรข้าราชการ บัตรพนักงานองค์กร หน่วยงานของรัฐ หนังสือเดินทาง บัตรประจำตัวอื่นที่มีรูปถ่ายติดในบัตรที่ทางราชการออกให้)

  • มียอดเงินฝากคงเหลือในบัญชีไม่ต่ำกว่า 500 บาทและถ้าต้องการปิดบัญชีต้องมาที่สาขาเจ้าของบัญชีเท่านั้น

  • เราเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ Ultra Savings ได้ 1 บัญชีเท่านั้น (ทุกสาขารวมกัน)

ความคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

บัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ Ultra Savings ได้รับความคุ้มครอง (เงินต้น ดอกเบี้ย) จากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ดังนี้

มีเงินเก็บ 100,000 บาท แต่ไม่ชอบความเสี่ยง เอาไปเก็บไว้ที่ไหนดี?

นอกจากประเทศไทยแล้วยังมีหลายร้อยประเทศมีสถาบันคุ้มครองเงินฝาก แต่มีวงเงินที่แตกต่างกันไป จากข้อมูลเดือน พ.ย. 58 สิงคโปร์ คุ้มครองประมาณ 1.3 ล้านบาท , ญี่ปุ่น คุ้มครองประมาณ 2.9 ล้านบาท , อเมริกา คุ้มครองประมาณ 8.9 ล้านบาท , เวียดนาม คุ้มครองประมาณ 1 แสนบาท เป็นต้น 

มีเงินเก็บ 100,000 บาท แต่ไม่ชอบความเสี่ยง เอาไปเก็บไว้ที่ไหนดี?

ส่วนตัวมองว่า แม้ระบบธนาคารในอนาคตที่หลายคนทำธุรกรรมการเงินได้เองแบบออนไลน์ หรือการซื้อขายค่าเงินดิจิตอล แต่ก็ยังมีระบบพื้นฐานและการสะสมเงินที่เรียบง่ายให้บริการอยู่เหมือนเดิม อย่างน้อยเพื่อรองรับความต้องการของคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงหรือเคยได้รับประสบการณ์ไม่ดีจากความผิดพลาดของเทคโนโลยี ทำให้ได้ใช้บริการทางการเงินอย่างเท่าเทียมกัน

หากเงินฝากออมทรัพย์ Ultra Savings ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของเรา สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/NjTfqD  หรือสอบถามเจ้าหน้าที่สาขาธนาคารธนชาตทุกสาขาทั่วไทย หรือโทรสอบถาม 1770. นะคะ

แหล่งข้อมูล

บทความนี้เป็น Advertorial

จาก บูพา (ประเทศไทย) ถึง เอ็ทน่า : เปลี่ยนเพียงแค่ชื่อ แต่ความคุ้มครองไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อพูดถึงประกันสุขภาพของบริษัทประกันวินาศภัยในบ้านเรา ผมเชื่อว่าชื่อของ “บูพา” น่าจะเป็นชื่อที่คุ้นหูอันดับแรก ๆ ของใครหลาย ๆ คน จากประสบการณ์และชื่อเสียงที่สั่งสมมากว่า 30 ปีในประเทศไทย

และเมื่อเดือน ก.ค. 2560 ที่ผ่านมา ทาง “เอ็ทน่า อินเตอร์เนชั่นแนล” ได้ขยายฐานลูกค้าเข้ามาในตลาดเอเชีย โดยสานต่อกิจการกับบูพา (ประเทศไทย) พร้อมเปลี่ยนชื่อ เป็น “เอ็ทน่า” แทน

นั่นแปลว่า ต่อจากนี้ ประกันสุขภาพ “บูพา (ประเทศไทย)” จะเปลี่ยนชื่อเป็น“เอ็ทน่า”อย่างเป็นทางการแล้วนะครับ

ซึ่งข่าวนี้อาจจะทำให้คนทั่วไปบางส่วน หรือลูกค้าของบูพามีคำถามว่า

  • ความคุ้มครองต่างๆของแบบประกันจะยังคงมีความคุ้มครองอยู่เหมือนเดิมไหม?
  • และถ้าเปลี่ยนเป็นเอ็ทน่าแล้วจะยังมีความมั่นคงทางธุรกิจอยู่เหมือนเดิมหรือไม่?

วันนี้ผมจึงมาช่วยคลายข้อสงสัยให้ฟังกันครับ

จากการค้นคว้าและสอบถามข้อมูล อยากให้ทุกท่านมั่นใจครับว่า “ใครที่เคยทำประกันสุขภาพอยู่กับทางบูพา (ประเทศไทย) รวมถึงแบบประกันต่าง ๆ ที่บูพา (ประเทศไทย) เคยขายอยู่ จะยังเป็นแบบประกันเดิม และยังคงคุ้มครองต่อไปเหมือนเดิม” เรียกได้ว่า เปลี่ยนแค่ชื่อ แต่คำมั่นสัญญาต่าง ๆ ยังคงเดิมต่อไปไม่เปลี่ยนแปลงแน่นอน ดังนั้น ใครที่กำลังเป็นลูกค้าบูพา (ประเทศไทย) อยู่ หรือกำลังพิจารณาทำประกันสุขภาพ ขอให้มั่นใจได้ว่าทุกอย่างยังคงเดิม เพียงแค่เปลี่ยนชื่อบริษัทเท่านั้นเอง

หากจะถามถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงว่าเพราะอะไร? ทาง มร.ริชาร์ด ดิ เบเนเดทโต ประธานบริหารเอ็ทน่า อินเตอร์เนชั่นแนล ได้กล่าวว่า “สาเหตุสำคัญ คือ ต้องการขยายฐานลูกค้าในตลาดเอเชีย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะตลาดในประเทศไทย ซึ่งทางบูพา (ประเทศไทย) ก็มีทั้งฐานตลาด ความรู้ความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า และประสบการณ์ในธุรกิจประกันสุขภาพที่แข็งแกร่งในประเทศไทย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ตัดสินใจร่วมธุรกิจกัน เพื่อพัฒนาและสานต่อความเป็นผู้นำด้านประกันสุขภาพของบูพา ในประเทศไทย”

รู้จักกับ ‘Aetna’ บริษัทประกันสุขภาพระดับโลก

สำหรับทาง “เอ็ทน่า” นั้น ใครที่ยังไม่รู้จัก หรือไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาก่อน ต้องบอกว่า นี่คือ 1 ในเครือบริษัทประกันสุขภาพระดับโลกที่ติด Top 5 ของอเมริกา ที่มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 5.92% ของตลาดประกันสุขภาพทั้งหมดในอเมริกา

(ข้อมูลจาก https://aishealth.com/sites/all/files/bp82016.pdf)

ในปี 2016 มีรายได้จากค่าเบี้ยประกันรวม ประมาณ 54,000 ล้านเหรียญ กำไรสุทธิ ประมาณ 2,300 ล้านเหรียญ มีมูลค่าทรัพย์สินในเครือธุรกิจทั้งหมดประมาณ 69,000 ล้านเหรียญ โดยคิดเป็นส่วนทุนประมาณ 18,000 ล้านเหรียญ (ข้อมูลจาก http://investor.aetna.com/phoenix.zhtml?c=110617&p=irol-reportsAnnual)

ดังนั้นเรื่องความมั่นคงของธุรกิจนั้นหมดห่วงได้เลย

นอกจากนั้นยังมีทั้งความเชี่ยวชาญในธุรกิจประกันสุขภาพ เพราะมีประสบการณ์ในธุรกิจมามากกว่า 160 ปี มีสมาชิกและลูกค้ากว่า 46 ล้านคน ใน 190 ประเทศทั่วโลก และล่าสุดได้รับรางวัลผู้ให้บริการยอดเยี่ยมในงาน 2017 Health Insurance Awards อีกด้วย โดย “เอ็ทน่า” มีพันธกิจสำคัญคือการสร้างประชาคมโลกที่แข็งแรง และมีสุขภาพที่ดีขึ้นทั่วทั้งโลก ผ่านสินค้าและบริการด้านประกันสุขภาพ

ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันการทำประกันสุขภาพนั้น เข้ามามีบทบาทและความจำเป็นกว่าในอดีตอย่างมาก เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบันนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุของผู้ป่วยและภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะค่ารักษาโรคร้ายแรงต่าง ๆ อย่างโรคมะเร็ง หรือโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยอันดับต้น ๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ในขณะที่สวัสดิการรักษาพยาบาลจากรัฐ หรือสวัสดิการจากบริษัทที่ทำงาน ก็มักจะมีวงเงินที่ไม่เพียงพอไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายดังกล่าว การทำประกันสุขภาพจึงมีความจำเป็นมากขึ้นสำหรับทุกคน เพื่อให้เรามีความคุ้มครองรายได้และทรัพย์สินที่เราหามาได้ หรือลดภาระค่าใช้จ่ายจากค่ารักษาพยาบาลที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ให้มากระทบกับความมั่นคง หรือเป้าหมายทางการเงินอื่น ๆ ของเรา

เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือการเจ็บป่วยกะทันหันขึ้นมา เราจะไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้เลยว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะเป็นเท่าไหร่ มากหรือน้อยแค่ไหน

แต่การทำประกันสุขภาพอย่างครอบคลุม จะเป็นการช่วย “ล็อค” ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ให้เหลือแค่เพียง “ค่าเบี้ยประกัน” ที่เราสามารถคำนวณได้ว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ ทำให้สามารถวางแผนการเงิน และค่าใช้จ่ายไว้ล่วงหน้าได้ ก็จะช่วยให้เราเกิดความอุ่นใจ สบายใจมากขึ้น

นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมา การทำประกันสุขภาพ ยังสามารถนำเบี้ยประกันไปเป็นสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้ ไม่เกิน 15,000 บาท (และเมื่อรวมกับประกันชีวิตแบบทั่วไป ต้องไม่เกิน 100,000 บาท) อีกด้วย

และสุดท้าย ยามเมื่อเราเจ็บป่วย หรือจำเป็นต้องเบิกเคลมค่ารักษาพยาบาล สิ่งที่เราต้องการก็คือการบริการอย่าง “มืออาชีพ” ที่สามารถให้คำปรึกษาด้านประกันและสุขภาพ และช่วยอำนวยความสะดวกได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว ซึ่งนี่คือสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันสุขภาพอย่างเอ็ทน่าให้ความสำคัญมาตลอด 160 ปีที่อยู่ในธุรกิจนี้

หากใครสนใจจะพิจารณาทำประกันสุขภาพ ทางเอ็ทน่าก็มีทั้ง Product และ Service ที่ครอบคลุม โดยมีผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพที่หลากหลาย ให้เลือกเปรียบเทียบและเลือกใช้เหมาะสมกับความเสี่ยง และกำลังความสามารถในการจ่ายเบี้ยของตัวเราเอง ทั้งประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ และประกันการเดินทาง

เช่น แผนประกันสุขภาพ แบบแยกค่าใช้จ่าย หรือแบบเหมาจ่าย วงเงินความคุ้มครองตั้งแต่ 300,000 จนถึง 5,000,000 บาทต่อปี เบี้ยประกันตั้งแต่หลักพันต่อปี จนถึงหลักหมื่น ตามแผนและอายุของผู้ทำประกัน ส่วนด้านการบริการก็มีศูนย์ดูแลลูกค้าที่พร้อมให้คำแนะนำตลอด 24 ชั่วโมง  รวมถึงเครือข่ายสถานพยาบาลกว่า 400 แห่งให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพอีกด้วย

สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ :

  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 0-2677-0000
  • ดูรายละเอียดแบบประกันและค่าเบี้ยประกัน พร้อมข้อมูลอื่น ๆ ได้ที่ aetna.co.th

อย่าลืมนะครับว่า ‘บูพา’ แค่เปลี่ยนชื่อเป็น ‘เอ็ทน่า’ เท่านั้น แต่ความคุ้มครองต่างๆและบริการต่างๆ ยังคงเหมือนเดิม

ดังนั้น สิ่งสำคัญในการทำประกันสุขภาพคือการเลือกแผนประกันให้เหมาะสมกับตัวเอง เลือกบริษัทที่มั่นคงและมีความเป็นมืออาชีพ เพื่อให้เราหมดห่วงและอุ่นใจได้ เอาไว้ด้วยนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับอัศวินกองทุนประจำสัปดาห์ เพื่อแจ้งข่าวสารการลงทุนพร้อมกลยุทธ์ดีๆให้ทราบกันเหมือนอย่างเช่นเคยครับ

ภาพรวมของตลาด

สำหรับสัปดาห์นี้ คงมีใครหลายคนกำลังสงสัยว่าควรจะเอายังไงต่อดี ควรจะขายทำกำไรที่มี หรือลงทุนเพิ่มต่อไป เพราะว่ามีอะไรให้คิดเยอะเหลือเกินครับ

เอาล่ะครับ เรามาเริ่มต้นกันที่กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นกันก่อนเลยดีกว่าครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ตลาดหุ้นจีน A-SHARE หลังจากตลาดปิดในช่วงเทศกาลตรุษจีน ทำให้ตลาดหุ้น Laggard มีการปรับตัวขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงหยุดยาว ซึ่งตรงนี้ถือว่ายังเป็นโอกาสที่เราจะเข้าซื้อเพื่อสะสมหุ้นในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นครับ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจยังออกมาสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องครับ นอกจากนี้ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมามากมายในช่วงที่ผ่านมา จะเป็นอีกปัจจัยซึ่งช่วยให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนดีขึ้น ขณะที่นาย Jerome Powell มีความเห็นที่เป็นค่อนข้างกลางกับนโยบายการเงิน จึงคาดว่า FED จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป ดังนั้นตรงนี้ยังสามารถไปต่อได้ครับ ซึ่งเป็นโอกาสที่เราจะหาจังหวะซื้อหุ้นสหรัฐฯเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ครับ

ตลาดหุ้นไทย จากเศรษฐกิจที่มีสัญญาณดีขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวมาอย่างต่อเนื่องแบบนี้ ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่คาดว่าเม็ดเงินในปี 2561 จะสูงขึ้น รวมทั้งโครงการ EEC จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจและการลงทุนระยะถัดไป ของประเทศไทย ซึ่งข่าวดีทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะหาจังหวะซื้อหุ้นไทยเช่นเดียวกันครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากตลาดปรับตัวลง จากการที่ค่าเงินเยนแข็งค่า บวกกับความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าของตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลงมาในระดับที่น่าสนใจ ในขณะที่นโยบายการเงินของ BOJ ยังมีทิศทางผ่อนคลายต่อไป หลังจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นสนับสนุนให้นาย Haruhiko Kuroda ดำรงตำแหน่งเป็นประธาน BOJ อีกสมัยหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นอีกช่วงที่เราจะสามารถหาจังหวะซื้อหุ้นญี่ปุ่นเพิ่มได้ในตอนนี้เหมือนกันครับ

จะเห็นว่าโดยรวมแล้วตลาดหุ้นใน 4 กลุ่มนี้ ถือว่าเป็นกลุ่มที่น่าสนใจในช่วงนี้ครับ ซึ่งจะเห็นว่าแนวโน้มของตลาดหุ้นในกลุ่มนี้จะมีการปรับตัวลงมาสักระยะหนึ่ง หรือไม่ก็มีโอกาสที่จะไปต่อได้อีก ดังนั้นควรจะพิจารณาและหาจังหวะเข้าซื้ออย่างเหมาะสมประกอบกันนะครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ตราสารหนี้ต่างประเทศ ยังคงแนะนำให้เน้นลงทุนตราสารหนี้บริษัทเอกชนประเภท High Yield สหรัฐฯ จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีต่อเนื่องครับ เพราะเป็นการสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเน้นให้ลงทุนในตราสารระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นจากนโยบายการเงินตึงตัวในหลายประเทศ

ตราสารหนี้ไทย เน้นลงทุนในหุ้นกู้เอกชน เพื่อเพิ่มผลตอบแทน เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยมีอัตราผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อไทยยังคงต่ำกว่ากรอบของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้ครับ

ส่วนของตราสารหนี้นั้นยังคงเป็นแบบนี้มาสักพักแล้วครับ ดังนั้นถ้าใครสะดวกใจอาจจะเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีการลงทุนในตราสารหนี้เหล่านี้ก็ได้ครับ เพื่อความสะดวกและประหยัดเวลาในการติดตามข่าวสารครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

ทองคำ ทองคำยังคงเป็นการลงทุนเพื่อการกระจายความเสี่ยงอยู่ครับ เนื่องจากทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่มักปรับตัวขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนแบบนี้ แนะนำให้ทยอยสะสมทองคำเข้าพอร์ตไว้บ้างนะครับ

น้ำมัน หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวลงมามากกว่า 10% จากตัวเลขปริมาณสำรองน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดแล้ว และตัวเลขการผลิตน้ำมันจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตามความต้องการน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้น และการลดกำลังการผลิตของกลุ่ม  OPEC จะเป็นปัจจัยหนุนต่อราคานำมันได้ในอนาคตครับ ดังนั้นผมแนะนำทยอยสะสมน้ำมันครับผม

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

สำหรับกลยุทธ์ในสัปดาห์นี้ ยังคงวนเวียนอยู่กับการทยอยสะสมตลาดหุ้นไทย สหรัฐฯ H-Share และ ญี่ปุ่นเพิ่มเติมเหมือนกับสัปดาห์ก่อนครับ เช่นเดียวกับตราสารหนี้ไทยที่แนะนำให้เพิ่มเติมในส่วนของหุ้นกู้เอกชนให้มากขึ้นนะครับ ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกนั้นยังคงทยอยสะสมได้อยู่ครับผม

อย่าลืมตรวจสอบและบริหารพอร์ตของท่านให้ตรงกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายการลงทุนด้วยนะครับ เลือกลงทุนในตลาดที่เรามีความรู้และความเข้าใจ ร่วมกับการจัดการพอร์ตอย่างเหมาะสม รับรองว่าผลตอบแทนในการลงทุนนั้นจะเป็นที่น่าพอใจอย่างแน่นอนครับ

แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สวัสดีครับ!

อ่านบทความย้อนหลังได้ที่นี่ : สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 19-23 กุมภาพันธ์ 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

5 เรื่องที่กรมสรรพากรสนใจ สำหรับคนทำธุรกิจ ปี 2561

หากธุรกิจของคุณเคยจดแจ้งบัญชีชุดเดียวไว้ สิ่งที่คุณทำได้คือการยื่นภาษีให้ถูกต้องและทันเวลาตามที่กำหนดไว้

กรมสรรพากรเคยให้ข้อมูลไว้ว่า รายที่ยังไม่ยื่นแบบภ.ง.ด. 50 ในรอบบัญชีตามที่กำหนดเวลาไว้ รับรองว่าชีวิตพังแน่นอน จะถูกตามตรวจสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่ปี 2561 และตอนนี้ได้เริ่มแล้วครับ

เน้นการสนับสนุนให้บุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคลอยู่ ตามแนวทางกฤษฏีกา 630 ซึ่งต้องทำอย่างถูกต้อง โดยรายที่ต้องระวัง คือ รายที่ใช้การวางแผนภาษีโอนย้ายแบบผิดๆหรือข้อมูลไม่ถูกต้องครับ

ซึ่งนโยบายนี้คือการติดตามการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา ตามนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กรมสรรพากรกำหนดครับ

ปีนี้จะมีการจัดกลุ่มผู้ประกอบการหรือธุรกิจต่างๆอย่างเป็นมาตรฐาน ทั้งในเรื่องของการวิเคราะห์ต่างๆ ที่มีระบบมากขึ้น โดยรายที่อยู่ในกลุ่มดี ย่อมได้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น คืนภาษีเร็วขึ้นทั้งภาษีเงินได้และมูลค่าเพิ่ม ส่วนรายที่ไม่เข้าเกณฑ์ก็เตรียมเจอตรวจสอบทุกปีได้เลยครับ

กลุ่มร้านอาหาร หรือร้านค้าที่มีการออกใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีอย่างย่อผ่านระบบ POS ต่างๆ จะถูกตรวจสอบมากขึ้นเพราะมีการเก็บภาษี VAT แลัวไม่ส่งกรมสรรพากร หรือ มีการสร้างระบบแปลกๆมาเพื่อเลี่ยงภาษี งานนี้ต้องระวังให้ดีครับ เพราะเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่จะถูกติดตามอย่างจริงจังครับผม

คนขายของออนไลน์ e-Commerce ทั้งหลายที่เสียภาษีไม่ถูกต้อง ปีนี้น่าจะโดนตรวจสอบมากแน่นอนครับ และที่สำคัญถ้าใครสังเกต จะเห็นว่าในช่วงนี้มีนโยบายภาษีใหม่ๆ ออกมาเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น ทั้งร่างภาษี e-Business รวมถึงระบบการชำระเงินใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงกระตุ้นให้ใช้อย่างจริงจังอย่าง National E-Payment ดังนั้นตรงนี้ต้องระวังไว้ครับผม

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ภาษีธุรกิจ #สรรพากร #ประเด็นภาษี
#ภาษีเงินได้นิติบุคคล #ภาษีมูลค่าเพิ่ม
#พรี่หนอมสอนภาษ๊ธุรกิจ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save