[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 3-7 กรกฎาคม 2560

สวัสดีครับ เจอกันเหมือนกันเช่นเคยกับ Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ กับผม อัศวินกองทุน สำหรับสัปดาห์นี้ก็เป็นสัปดาห์แรกที่เข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลัง เรามาดูกันว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2017 จะเริ่มต้นและจัดการลงทุนได้อย่างไร เปลี่ยนแปลงไปแบบไหน ผมขอเริ่มกันที่ภาพรวมตลาดกันก่อนละกันครับผม

ภาพรวมของตลาด

เริ่มต้นจากทางฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีการปรับตัวลดลงจากการเลื่อนพิจารณานโยบายการปฏิรูปประกันสุขภาพออกไปก่อน แต่อย่างไรก็ตามหุ้นในกลุ่มธนาคารนี้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากธนาคารขนาดใหญ่ 34 แห่งได้ผ่านผลการทดสอบ Stress test ของธนาคารกลางสหรัฐฯเรียบร้อยแล้ว

ส่วนทางฝั่งของตลาดหุ้นยุโรปนั้น มีการปรับตัวลดลงหลังจากผู้ว่าธนาคารกลางยุโรปและอังกฤษเริ่มส่งสัญญาณเพิ่มความเข้มงวดทางการเงิน ทำให้เงินยูโรแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อผลประกอบการกลุ่มบริษัทที่ทำการส่งออกในระดับหนึ่ง ซึ่งคาดว่าเป็นที่มาของการปรับตัวลดลงในครั้งนี้ครับ

ในขณะเดียวกันของโลกอีกฝั่งหนึ่ง ตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวลดลงเช่นเดียวกันครับ หลังจากธนาคารกลางอินเดียให้ธนาคารต่างๆ เพิ่มการตั้งสำรองหนี้สูญ เนื่องจากแนวโน้มปริมาณหนี้สูญในระบบเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้อินเดียเองกำลังมีการเปลี่ยนนโยบายการเก็บภาษีเป็นระบบ GST (Goods and Services Tax) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งตรงนี้ต้องจับตาดูกันต่อไปครับ

ทางด้านปู่ SET บ้านเราเองนั้น จะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่เกิดความผันผวนมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ครับ ตอนนี้ยังไม่มีแนวโน้มอะไรชัดเจนนัก

มาดูสินทรัพย์ทางเลือกกันบ้าง ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากสหรัฐฯประกาศตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบที่ลดลงมากกว่าตลาดคาดการณ์ และรายงานการผลิตน้ำมันที่ลดลง 100,000 บาเรล/วัน

อย่ารอช้า เรามาต่อกันที่กลยุทธ์การลงทุนกันเลยดีกว่าครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ตลาดหุ้นเกาหลีและอินเดีย

สำหรับสองตลาดนี้ ผมแนะนำว่า “ชะลอการลงทุน” ทั้งคู่ครับ เนื่องจากตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมามากตั้งแต่ต้นปี มีความเสี่ยงถูกเทขายหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณการลดขนาดงบดุลที่เร็วกว่าการคาดการณ์ของนักลงทุน แบบนี้แนะนำให้หยุดก่อนจะดีกว่า

ตลาดหุ้นจีน

แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นจีนทั้งสองตลาด เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เห็นได้จากตัวเลข PMI และตัวเลขคำสั่งซื้อในเดือนมิถุนายนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้รัฐบาลจีนมีท่าทีผ่อนคลายกับนโยบายการเงินมากขึ้นหลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยธนาคารกลางจีนทำการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบธนาคารพาณิชย์สูงที่สุดในรอบ 9 เดือน ดูท่าแล้วน่าจะสดใส ใครที่ยังไม่มีจีนหรือมีไม่เต็มพอร์ท ทยอยจัดไปได้เลยครับ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

เจ้านี้แน่นอน ผมมองว่าไปต่อครับ ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ กันต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่ง จากการปรับตัวเลข GDP ของไตรมาส 1 เพิ่มขึ้นเป็น 1.4% และผลประกอบการบริษัทโดยรวมยังมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แบบนี้ต้องจัดกันครับผม

ตลาดหุ้นยุโรป

ช่วงนี้เหมาะในการทยอยซื้อสะสมหุ้นยุโรปจากการคลายความกังวลในทางการเมือง โดยล่าสุดธนาคารกลางยุโรปได้มีการปรับประมาณการตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจหรือ GDP เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจยุโรปที่ชี้ถึงการขยายตัวในภาคอุตสาหกรรมและบริการครับ ลองดูกันต่อไปครับผม

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ยังได้อยู่ครับ ท่องไว้ ฮ่าๆ แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่น หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดที่ออกมาดี รวมถึงแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนตัวลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยทางบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นครับผม

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

สำหรับประเทศพัฒนาเน้นสะสมตลาดสหรัฐ ยุโรป และ ญี่ปุ่นครับ ส่วนตลาดเกิดใหม่เน้นฝั่งเอเชียเน้นแค่จีนที่เดียวพอครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นจากการรายงานการขยายตัว GDP สูงกว่าคาด และจาก Economic Surprise Index ที่ต่ำมากของสหรัฐฯ และเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจในระยะถัดไป ผมแนะนำว่าให้ระมัดระวังในการเพิ่มอายุการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศหน่อยนะครับ ช่วงนี้

พันธบัตรรัฐบาลไทย

อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ไทยอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นตามผลตอบแทนของตราสารหนี้สหรัฐฯและเยอรมันนี ทั้งนี้ ยังคาดว่าความผันผวนของตราสารหนี้โลกยังส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวของไทยอยู่ครับ ยังไงก็ระมัดระวังการลงทุนไว้ด้วยนะครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

เหมือนเดิมครับ กับสถานการณ์แบบนี้ผมแนะนำให้นักลงทุนเน้นกระจายการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน และให้ผลตอบแทนที่ดีแทนครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

ทองคำ

ผมแนะนำให้สะสมทองคำในพอร์ตไว้บ้าง (สำหรับคนที่ยังไม่มี) เพื่อการกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดหุ้น เนื่องจากตลาดหุ้นหลักๆของโลกปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นโลกโดยรวมอยู่ในระดับสูง ทำให้ความเสี่ยงขาลงมีมากหากมีปัจจัยลบเข้ามากระทบครับ ดังนั้นสะสมไว้ส่วนหนึ่งน่าจะดีกว่า

น้ำมัน

ทยอยซื้อสะสมน้ำมันไปเรื่อยๆครับ ตามตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบที่ลดลงมากกว่าตลาดคาดการณ์ และมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตโรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้น้ำมันที่สูงขึ้นในช่วงหน้าร้อน (Driving season) น่าจะทำให้เรามีโอกาสเพิ่มผลตอบแทนในส่วนนี้ครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ขอแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำ และลงทุนในน้ำมันต่อไปครับผม

คาสิโนในมาเก๊า เปิดตัวตู้ ATM จดจำใบหน้า! ลดการฟอกเงินในประเทศ

คาสิโนในมาเก๊า ได้ตั้งเป้าที่จะให้มีระบบซอฟแวร์การจดจำใบหน้ากับบัตรประชาชน ในการถอนเงินผ่านตู้ ATM สำหรับผู้ถือบัตร UnionPay ของประเทศจีนทั้งหมด

นวัตกรรมของตู้ ATM นี้ลูกค้าจะต้องใช้เวลา 6 วินาทีในการมองกล้อง เพื่อให้ซอฟต์แวร์การจดจำใบหน้า โดยสามารถตรวจสอบรูปได้จากบัตรประชาชน

เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นนี้ เพื่อป้องกันการฟอกเงินที่เกิดขึ้นในมาเก๊า ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงินของธนาคาร และช่วยให้ประเทศจีนสามารถผลักเงินดอลลาร์ออกไป เพราะเงินนี้ได้กดค่าเงินภายในประเทศ (ซึ่งเมื่อปีที่แล้วมีมูลค่าถึง 816 พันล้านเหรียญ) ซึ่งคาสิโน เป็นแหล่งชั้นดีที่จะก่อให้เกิดการฟอกเงิน เพราะคนสามารถเบิกเงินจำนวนมหาศาลในการแลกชิปเพื่อเล่นการพนัน

หน่วยการเงินของมาเก๊ากล่าวว่า “ซอฟต์แวร์การจดจำใบหน้าจะได้รับการติดตั้งในตู้ ATM ที่มีอยู่ของ China UnionPay จำนวน 1,200 เครื่องในมาเก๊า ส่วนผู้ให้บริการชำระเงินรายอื่นรวมถึงVisa และMaster Card จะมีการนำเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้ในภายหลัง”

ซอฟต์แวร์จดจำใบหน้า จะถูกนำไปใช้ในหลาย ๆ ประเทศ ที่มีการใช้แอพพลิเคชั่น อย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา มีโครงการ Biometric Exit วางแผนที่จะใช้การจดจำใบหน้าสำหรับยืนยันนักท่องเที่ยวขณะเดินทางออกนอกประเทศ หรืออย่างในประเทศอังกฤษ ก็ได้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้บริเวณสถานีรถไฟ Cardiff และบริเวณโดยรอบ

Bloomberg กล่าวว่า “เป็นครั้งแรกที่ผู้บริโภคใช้โปรแกรมรักษาความปลอดภัยด้านการจดจำใบหน้า (Facial-recognition)ในประเทศจีน” แม้ว่าการบังคับใช้การจดจำใบหน้าผ่านบัตรประชาชน อาจไม่ใช่หนทางที่จะสามารถขัดขวางการฟอกเงินในจีนได้แบบสมบูรณ์

source :

https://www.theverge.com/2017/6/30/15903040/casino-atms-facial-recognition-money-launderers-macau

Alibaba ซื้อหุ้น Lazada เพิ่มเป็น 83% ผนึกกำลังเป็นที่หนึ่งอีคอมเมิร์ชในอาเซียน

Alibaba group กลายเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มอีคอมเมิร์ชในอาเซียน ด้วยการซื้อหุ้นจากเว็บไซต์ขายของชื่อดัง Lazada เพิ่มเป็น 83 % จากเดิมที่ถือครองหุ้นอยู่ 51% โดยมูลค่าการซื้อขายในครั้งนี้ก็ไม่เท่าไหร่ แค่ 1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้นเอง ซึ่งรวมมูลค่าการซื้อขายทั้งสองครั้งก็เท่ากับว่า Alibaba ทุ่มเงินไปแล้ว 2 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ

การเข้าซื้อหุ้นเพิ่มในครั้งนี้ทำให้พวกเขานำหน้า Amazon คู่แข่งไปอีกหนึ่งก้าว แม้ว่าการเลือกลงทุนในแถบภูมิภาคที่ยังมีปัญหาในเรื่องการขนส่งและระบบการจ่ายเงิน แต่ด้วยปริมาณประชากรกว่า 620 ล้านและความกระตือรือร้นในการจับจ่ายบนโลกออนไลน์ ทำให้นี่กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่คุ้มค่าแก่การลงทุนในกลุ่มอีคอมเมิร์ช

อันที่จริงดีลในครั้งนี้ก็ยังเป็นผลดีสำหรับทาง Lazada เองด้วย เพราะแม้ว่าจะเป็นเบอร์หนึ่งสำหรับเว็บไซต์ขายของในแถบภูมิภาคนี้ แต่การรุกคืบของ Amazon ก็อาจจะทำให้พวกเขาเองอยู่ยากขึ้น และแน่นอนว่าด้วยขุนพลและทรัพยาการของ Alibaba ย่อมทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นไปด้วย

การรวมตัวของทั้งสองยักษ์ทำให้จำนวนผู้ใช้เพิ่มมากขึ้นหลายเท่า ซึ่งก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้ผู้ขายสนใจลงขายของมากขึ้นตามไปด้วย และมีแนวโน้มว่าพวกเขาจะเอา Hellopay ระบบจ่ายเงินของ Lazada ผนวกกับ Alipay ซึ่งจะช่วยให้ระบบการจ่ายเงินของพวกเขาคล่องแคล่วขึ้น ซึ่งตามแผนเดิมที่พวกเขาเคยทำคือการมุ่งลงทุนกับสตาร์ทอัพขนาดเล็กที่โฟกัสธุรกิจเดียวกันแล้วใช้ความถนัดของตัวเองเข้าไปเสริมทัพอย่างเคสของ RedMart สตาร์ทอัพขายของชำออนไลน์ที่กำลังมาแรงในสิงค์โปร์ซึ่งการรวมตัวกันก็ต่างทำให้พวกเขาได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งคู่

ถามว่าตอนนี้สถานการณ์ของ Lazada จะสบายขึ้นหรือเปล่า ก็คงไม่เชิง เพราะก็ยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่ากองทัพจากฝั่งอเมริกาอย่าง Amazon นั้นคิดวางแผนทำอะไรกับภูมิภาคนี้บ้าง แต่ Maximilian Bittner ซีอีโอของ Lazada ก็เคยกล่าวไว้ว่าพวกเขาก็กำลังเดินหน้าทำโมเดลธุรกิจจัดส่งของใช้ภายในบ้านหรืออาหารสดเป็นรายประจำผ่านการสมัครสมาชิก อย่างน้อยก็น่าจะต่อกรในเรื่องประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้กับทาง Amazon ได้บ้าง

ก็ได้แต่หวังว่าการได้ทุนมหาศาลและความแข็งแรงของ Alibaba มาเสริมนั้น พวกเขาจะใช้มันอย่างคุ้มค่า ไม่ซ้ำรอยกรณีของ Snapdeal หนึ่งในยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ชของอินเดียที่เพิ่งปลดพนักงานกว่า 600 คนเพราะขยายกิจการเร็วเกินไปจนไม่อาจรับมือกับปัญหาได้ดีพอ

sources :

https://www.techinasia.com/alibaba-spending-1b-to-boost-lazada-stake-to-83-percent

https://www.bloomberg.com/news/articles/2016-12-14/alibaba-s-lazada-braces-for-a-southeast-asian-brawl-with-amazon

บอกลาเข็มฉีดยา ‘Microneedle Patch’ แผ่นแปะให้วัคซีนทำได้ด้วยตัวเอง

ไม่ใช่ทุกคนที่จะชินกับการฉีดยา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อป้องกันหรือรักษาก็ตามที ปัญหานี้เป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจหลายคนมานานว่า มันไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้แล้วหรือ?

จนกระทั่งวันนี้เราได้คำตอบ เมื่อนักวิจัยจาก Georgia Institute of Technology และ the Emory University ได้ดีไซน์อุปกรณ์ใหม่ที่ใช้ได้เหมือนกับเข็มฉีดยา แต่อยู่ในรูปแบบ patch หรือแผ่นแปะสติ๊กเกอร์แทน

“ถ้าคุณใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องเข้าไปคุณจะเห็นเข็มเล็กๆอยู่” หัวหน้าทีมวิจัย Mark Peausnitz กล่าวกับ BBC “มันจะทิ่มเข้าไปในผิวหนังแบบที่เราไม่รู้สึกเจ็บมากนัก” ไม่เหมือนกับการฉีดยาปกติที่เข้ากล้ามเนื้อ เข็ม microneedle ของแผ่นแปะจะส่งตัวยาผ่านผิวหนังและใช้เวลาประมาณ 20 นาทีในการทำงาน

จากการทดลองในคลินิกขนาดเล็ก โดยใช้แผ่นแปะนี้เพื่อให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ในอาสาสมัครจำนวน 100 คน ที่ได้ตีพิมพ์ลงใน The Lancet พบว่าพวกเขาเจ็บปวดน้อยลง เมื่อเทียบกับการให้วัคซีน บางคนมีผลข้างเคียงเล็กน้อยคือผื่นและการระคายเคือง แต่จะหายไปในสองถึงสามวัน

ผลการวิจัยเบื้องต้นกล่าวว่าการส่งผ่านวัคซีนไข้หวัดใหญ่ผ่านแผ่นสติกเกอร์นี้นั้นทำได้จริง ทาง FDA (องค์การอาหารและยา) ต้องทำการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ในคนเป็นจำนวนมาก เพื่อความปลอดภัยในชีวิตผู้คนและมั่นใจได้ว่ามันจะทำงานได้อย่างเป็นประสิทธิภาพ

แผ่นแปะแทนเข็มฉีดยาถือเป็นนวัตกรรมที่พลิกวงการแพทย์เลยทีเดียว แม้ว่าต้องใช้เวลาอีกสองหรือสามปีในการแก้ไขและเผยแพร่

ในทันทีที่มันได้รับการอนุมัติ การฉีดวัคซีนแบบเดิมจะต้องหมดไปอย่างแน่นอน

“เราจะทำให้วัคซีนฉีดกันได้ที่บ้าน ที่ทำงาน หรือกระทั่งทางไปรษณีย์ก็ได้” -Nadine Rouphael จาก Emory กล่าวกับ BBC –

“เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แผ่นแปะ microneedle คุณเพียงแค่หยิบมันออกมาจากร้าน กลับบ้าน และแปะมันไปที่ผิวหนังซักพักหนึ่ง ดึงมันออกแล้วก็ทิ้งได้อย่างปลอดภัย เพราะตัวเข็มมันจะสลายไปเอง” Prausnitz อธิบาย “แผ่นแปะนี้สามารถวางไว้ด้านนอกตู้เย็นได้ ดังนั้นคุณส่งมันเป็นพัสดุไปหาคนอื่นก็ได้” ในตอนนี้พวกเขากำลังทำงานร่วมกับบริษัทที่ต้องการจดสิทธิบัตรตัวแผ่นแปะนี้แล้ว

John Edmund จาก London School of Hygiene & Tropical Medicine กล่าวปิดท้ายว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการศึกษาเรื่องนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการขนส่งวัคซีนในอนาคต”

sources :

https://futurism.com/your-next-flu-shot-could-be-delivered-using-an-injectionless-patch/

http://www.bbc.co.uk/news/amp/40402775

http://ichef.bbci.co.uk/news/976/cpsprodpb/9EE7/production/_96697604_de14.jpg

ไม่พึ่งสารเคมี กรองน้ำแบบใหม่ ด้วย ‘Microbot’ หุ่นยนต์จิ๋วทำลายแบคทีเรีย

น้ำดื่มเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ต่อให้เรากินอาหารต่างกันแต่สิ่งที่เหมือนกันคือสุดท้ายผู้คนย่อมต้องการน้ำ และส่วนมากใช้กรรมวิธีใส่สารเคมีเพื่อปรับปรังคุณภาพน้ำให้สะอาด

ในอนาคตอาจไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี แค่ใช้หุ่นยนต์แทน ซึ่งนักวิจัยจากยุโรปได้พัฒนา microbot หุ่นยนต์ขนาดจิ๋วที่มีหน้าที่หลักคือว่ายน้ำไปทั่ว จับ และฆ่าแบคทีเรียภายในแหล่งน้ำ หรือกรองน้ำนั่นเอง

ปกติแล้วการกรองน้ำ เราจำเป็นต้องใช้คลอรีนหรือสารเคมีอื่นๆ ปัญหาคือมันอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้คน และอาจฆ่าเชื้อโรคไม่ได้ทั้งหมดตามที่ต้องการ แต่สำหรับ microbot นั้นต่างกัน

มันถูกตั้งโปรแกรมให้รู้จักเรียนรู้จากการทำงานแต่ละครั้ง นักวิทยาศาสตร์ชาวสเปนได้ทำการส่งข้อมูลที่จำเป็นเข้าไปให้ microbot เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มแนวทางการฆ่าเชื้อแบบปราศจากสารเคมีโดยสิ้นเชิง

Microbot ตัวนี้ได้ถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาดและชัดเจน โดยถูกแบ่งออกเป็นสองด้าน ด้านหนึ่งนั้นทำมาจากแมกนีเซียม อีกด้านทำจากโลหะผสมระหว่างเหล็ก ทอง และเงิน

ด้านของแมกนีเซียม ทำปฏิกิริยากับน้ำและสร้างฟองอากาศไฮโดรเจนขึ้นเพื่อเคลื่อนที่ ส่วนอีกด้านนั้นมีหน้าที่ดักจับและฆ่าแบคทีเรีย มันจะติดอยู่ในชั้นของทองและถูกอนุภาคเงินในระดับนาโนทำลาย

เพื่อทดสอบ microbot ทีมพัฒนาได้ใส่มันลงในน้ำที่มีระดับเชื้อโรค E.coli สูง เชื้อเพลิงแมกนีเซียมใช้เวลาอยู่ได้ประมาณสิบห้าถึงยี่สิบนาที และในระหว่างนั้นแบคทีเรียกว่า 80% ก็ถูกทำลายลง

มันอาจเป็นน้ำที่เต็มไปด้วยหุ่นยนต์ตัวเล็กๆ แต่ microbot สามารถเก็บได้ง่ายๆด้วยการใช้แม่เหล็ก ทางนักวิจัยยืนยันว่าตัว microbot จะไม่ทิ้งของเสียอันตรายอื่นๆลงในน้ำเพิ่มเติมอย่างแน่นอน

การศึกษาและทดลองถูกตีพิมพ์ใน journal ACS Applied Materials & Interfaces

source :

http://newatlas.com/swimming-microbots-kill-bacteria/50264/

โรงเรียนอนุบาลในนิวยอร์ค รับชำระค่าเทอมด้วย Bitcoin แล้ว!

หลังจากมีเสียงเรียกร้องของเหล่าผู้ปกครองที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ Marco Ciocco ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานของ Montessori Schools ใน Flatiron และ Soho กล่าวว่า พวกเขาจะเริ่มเพิ่มช่องทางการชำระเงินด้วย Bitcoin ในเดือนมิถุนายน

การตัดสินใจเปิดรับสกุลเงินดิจิทัลในครั้งนี้ สอดคล้องกับแนวคิด “Forward-Thinking” ของโรงเรียน ที่ต้องการดึงดูดครอบครัวจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งในแวดวงเทคโนโลยี และไฟแนนซ์ ให้เข้ามาใช้บริการโรงเรียนมากขึ้น

Bitcoin คือ สกุลเงินดิจิทัลที่มีผู้เริ่มใช้ครั้งแรกในปี 2010 และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก CoinDesk ระบุว่า มูลค่าของบิทคอยน์พุ่งสูงขึ้นเกิน 2 เท่า นับตั้งแต่มีผู้เริ่มใช้งาน โดยปัจจุบันบิทคอยน์มีมูลค่าพุ่งสูงถึง 2,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ

“ตอนนี้มีผู้ปกครองนักเรียน 10 คน จากทั้งหมด 300 คน ที่เลือกจ่ายค่าเทอมด้วยบิทคอยน์ และคาดว่าจะยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอีกในอนาคต เพราะการรับชำระเงินด้วยบิทคอยน์ถือว่าง่ายในการจัดการมากกว่าการชำระด้วยช่องทางอื่น” Marco Ciocco กล่าว

ไม่เพียงแต่โรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ แต่ยังรวมถึงสถานศึกษาชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยในกรุงลอนดอน หรือกรีซ ที่เริ่มหันมายอมรับการใช้บิทคอยน์ในการชำระค่าเทอมมากขึ้น ด้วยหวังจะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ปกครองยุคใหม่ให้สามารถใช้จ่ายได้อย่างราบรื่น

sources : 

http://www.bbc.com/news/business-40447963

‘Token Smart Ring’ แหวนอัจฉริยะ พร้อมส่งให้ผู้จองปลายปีนี้

ที่ผ่านมาเราอาจเคยเห็นสมาร์ทริง หรือแหวนอัจฉริยะ ที่เชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนและสามารถใช้ฟังก์ชั่นแบบง่าย ๆ ได้ และฝันว่าแหวนวงเล็ก ๆ ของเราจะสามารถทำได้กระทั่งสตาร์ทรถ หรือจ่ายค่ากาแฟได้ ก็ดูใกล้เข้ามาทุกที เมื่อ Tokenize Inc ได้พัฒนาสมาร์ทริงตัวใหม่ในชื่อ Token ที่มีระบบ NFC (Near Field Communication) และ สามารถเชื่อมต่อกับ Bluetooth ได้ มันถูกดีไซน์มาเพื่อเชื่อมต่อเข้ากับเครดิตการ์ด บ้าน และกุญแจรถ รวมไปถึงห้องทำงานและพาสเวิร์ดคอมพิวเตอร์

แหวนสารพัดประโยชน์นี้คงจะทำงานได้อย่างไม่เป็นประสิทธิภาพนักหากว่าไม่มีการรองกับระบบของบริษัทอื่น แต่ทาง Tokenize ได้ทลายกำแพงนี้ลงได้ พวกเขาได้ทำงานร่วมกับ MasterCard และ Visa ในเรื่องของการจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต และ Microsoft เพื่อเปิดการทำงานของคอมพิวเตอร์หรือระบบอื่นๆได้ รวมไปถึงบริษัททั่วโลกอีกกว่า 50 บริษัท เพื่อที่การเดินทางแบบ Tap-and-go เป็นไปได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น 

ด้วยกุญแจประตูที่ทำงานร่วมกับแหวน มันสามารถใช้เป็นลูกกุญแจสำหรับเปิดบ้านได้ ในปัจจุบันลูกค้ายังต้องซื้อ Tokenlock ที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของทางบริษัทอยู่ แต่ทาง Tokenize กล่าวว่าระบบนี้จะเชื่อมโยงไปยังบริษัทที่ทำ Smart lock อื่นๆในอนาคต

อีกระบบที่น่าสนใจของ Token คือแหวนวงนี้สามารถใช้แทนกุญแจรถได้ ในการเริ่มต้นที่อาจจะยุ่งยากเล็กน้อยเพื่อความปลอดภัย ผู้ใช้จำเป็นต้องส่ง key fob หรือตัวเข้าระบบของรถไปยังบริษัท พวกเขาจึงสามารถติดตั้งระบบแหวนเข้าไปได้ USB จะถูกส่งเข้ามาเพื่อต่อเข้ากับรถของลูกค้า และหลังจากนั้นพวกเขาสามารถปลดล็อกประตูได้ด้วยการเคาะสองครั้ง และสตาร์ทรถได้ด้วยการกดปุ่ม

อุปกรณ์แบบนี้ย่อมต้องการการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแรง Token มีเซ็นเซอร์ตรวจลายนิ้วมือภายในแหวนและคนใช้ต้องทำการสแกนก่อนที่จะสวมใส่ ระบบจะทำการล็อคลายนิ้วมือทันทีและไม่สามารถรีเซ็ตได้นอกจากใช้ลายนิ้วมือเดิม ดังนั้นมั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัยของมันได้นอกจากว่าคนที่ได้แหวนไปจะทำมากกว่าการขโมย

Tokenize ยังเป็นพาร์ทเนอร์กับ HID Global หนึ่งในผู้ผลิตการ์ดชั้นนำ เพื่อทำให้แหวนนั้นมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่ามันอาจจะยุ่งยากเพิ่มขึ้นอีกซักเล็กน้อย แต่ถ้าหากคุณเป็นคนขี้ลืมที่ชอบลืมบัตรผ่านประตูหรือบัตรประจำตัวบ่อยๆ แหวนนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตคุณได้เลย 

แหวนกันน้ำได้ 50 เมตรและการชาร์จหนึ่งครั้งอยู่ได้ถึง 14 วัน Tokenize ได้พัฒนามันเพื่อทำให้ถูกใช้งานได้อย่างกว้างขวางมากที่สุด ซึ่งจะมีรูปแบบของแหวนและไซส์ให้เลือกหลากหลายไม่ว่ารสนิยมคุณจะเป็นแบบไหนก็ตาม ขนาดของ Token อาจจะใหญ่ไปนิดหน่อย แต่เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่อยู่ข้างใน มันเป็นทั้งกระเป๋าเงินและกุญแจ รวมถึงบัตรทำงานอีกด้วย

ในปัจจุบัน Token ได้เปิดให้พรีออร์เดอร์แล้ว และจัดส่งให้ผู้จองในช่วงเดือนธันวาคม 2017 สนนราคาเริ่มต้น 279 เหรียญ ถ้าหากอยากได้ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ครบครัน ราคาจะอยู่ราวๆ 500 เหรียญ

source :

http://newatlas.com/token-smart-ring/50245/

การเลือกกองทุนจากผลการดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์

ตารางผลการดำเนินงานของกองทุนที่การเปรียบเทียบจาก AIMC

สวัสดีครับกลับมาพบกับ Phillip Fund Supermart ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2558 อีกครั้งนะครับ จากคราวที่แล้ว ผมได้แนะนำการเลือกกองทุนแบบง่าย ๆ ที่นักลงทุนทั่วไปสามารถหาข้อมูล และเลือกลงทุนได้ด้วยตนเองไปแล้ว ในคราวนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังถึงวิธีการเลือกกองทุนและการวัดผลอีกแบบ ที่หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบ แต่เป็นวิธีที่ง่าย และมีประโยชน์ต่อนักลงทุนอีกด้วยครับ

ในปัจจุบัน สมาคมบริษัทจัดการลงทุน หรือ AIMC นั้นได้มีการรวบรวมข้อมูล และจัดเรียงข้อมูลเปรียบเทียบผลตอบแทน และความเสี่ยงของกองทุนแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์ ให้กับนักลงทุนสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้การเปรียบเทียบกองทุนได้อย่างง่ายดาย และมีประสิทธิ์ภาพมากขึ้น โดยจะทำให้นักลงทุนได้เห็นมุมมองเพิ่มเติมอีกด้วย โดย

“การเปรียบเทียบผลการดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์” นี้จะมีการจัดกลุ่มประเภทของกองทุนรวม เช่น Equity General (กองทุนหุ้นแบบทั่วไป), Equity Large Cap (กองทุนหุ้นที่มีขนาดใหญ่) โดยข้อมูลของกองทุนที่เราจะเลือกซื้อ หรือ ที่เราถือครองอยู่ สามารถนำมาเปรียบเทียบผลการดำเนินงานในแต่ละกองทุนที่เป็นประเภทเดียวกันในระดับเปอร์เซ็นต์ไทล์ (Percentiles) ต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็น

5th Percentile แสดงผลการดำเนินงานของกองทุนอันดับที่ 5 เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Top 5% performance)

25th Percentile แสดงผลการดำเนินงานของกองทุนอันดับที่ 25 เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Top 25% performance)

50th Percentile แสดงผลการดำเนินงานของกองทุนอันดับที่ 50 เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Median Performance)

75th Percentile แสดงผลการดำเนินงานของกองทุนอันดับที่ 75 เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Bottom 25% performance)
95th Percentile แสดงผลการดำเนินงานของกองทุนอันดับที่ 95 เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Bottom 5% performance)

โดยถ้าจะให้อธิบายแบบง่าย ๆ ก็คือ ผมสมมติว่ามีกองทุนหุ้นอยู่ 100 กองทุน และกองทุนที่เราจะเลือกซื้อ หรือ ถือครองอยู่นั้น ในปีนี้ทำผลตอบแทนได้ที่ 21% นั่นก็แสดงว่า กองทุนที่เราเลือกนั้นอยู่ในอันดับที่ดีกว่า 25 แต่ต่ำกว่าอันดับที่ 5 จากกองทุนทั้งหมด 100 กองทุน เนื่องจากว่ากองทุนที่ดี 5 อันดับแรกนั้น ไม่มีใครได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่า 27.60% เลย ส่วนกองทุนที่ดี 25 อันดับแรก นั้นเองก็ไม่มีกองทุนไหนที่ได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่า19.73% เลยเช่นกัน

ส่วนค่าความเสี่ยง(ความผันผวน) หรือ Standard Deviation เองก็เช่นกัน แต่เราจะเรียงอันดับจากความเสี่ยงน้อยไปหามาก (แน่นอนว่าเราชอบกองทุนที่มีความเสี่ยงน้อย ๆ) เช่น ถ้ากองทุนที่เราเลือกนั้นมีค่า SD อยู่ที่ 9.82% ก็แสดงว่ากองทุนที่เราเลือกนั้นอยู่ในอันดับที่ดีกว่า 25 แต่ต่ำกว่าอันดับที่ 5 ของกองทุนที่มีทั้งหมด 100 กองทุน

แต่เราคงไม่เอาผลตอบแทนแค่ 1 ปีมาวัดว่ากองทุนที่เราจะเลือกซื้อ หรือ ได้ถืออยู่นั้นดีหรือไม่ดี ดังนั้นเมื่อเราเอาผลตอบแทนย้อนหลัง 3-5 ปี ของกองทุนที่เราจะต้องการเปรียบเทียบจาก Fund Fact Sheet และ/หรือ หนังสือชี้ชวนฉบัยย่อมาร่วมพิจารณาด้วยก็จะทำให้เราทราบได้ว่า กองทุนที่เราลงทุนนั้น อยู่ในช่วงเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่เท่าไหร่ และมีความสม่ำเสมอของอันดับหรือไม่ รวมถึงทราบความเสี่ยงด้วยว่ามีความเสี่ยงสูงหรือ ต่ำ นั่นเองครับ

นักลงทุนหลายท่าน อาจจะสงสัยว่าทำไมวิธีนี้จึงมีประโยชน์ต่อนักลงทุนในการเปรียบเทียบกองทุน จากการตรวจสอบกองทุนด้วยวิธีแบบนี้ นั่นก็เพราะว่านักลงทุนโดยทั่วไป จะเลือกกองทุนจากการดูผลตอบแทนเท่านั้น หรือ ไม่ได้มีข้อมูลที่จะเปรียบเทียบกับกองทุนอื่น ๆ ว่า กองทุนที่ลงทุนอยู่ หรือ กำลังจะลงทุนไปนั้นอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่ในกลุ่มของกองทุนที่เป็นประเภทเดียวกัน ที่สำคัญอีกจุดนึงก็คือ เรามักจะเปรียบเทียบกองทุน คนละประเภทแต่หลงคิดว่าเป็นประเภทเดียวกัน ทำให้นักลงทุนเกิดความผิดพลาดในการเปรียบเทียบกองทุนอีกด้วย ซึ่ง AIMC ได้มีตารางเปรียบเทียบ พร้อมกับรายชื่อกองทุนมาให้เพื่อลดความสับสนลงไปอีกด้วยครับ

สรุปว่าการใช้วิธี เปรียบเทียบผลการดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์ นั้นช่วยขยายมุมมองของเราให้กว้างมากขึ้น และน่าจะช่วยให้นักลงทุนนั้นได้กองทุนที่ถูกใจได้ดีมากขึ้น ส่วนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนก็จะได้ปรับตัว เพื่อที่จะทำให้อันดับของกองทุนที่บริหารดีขึ้น พยายามบริหารให้ความเสี่ยงลดลง เรียกได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อทุกคนในการลงทุนกับกองทุนนั่นเองครับ

การเลือก “กองทุน” จากผลการดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่นักลงทุนต้องรู้

สวัสดีครับ มาพบกับ ผม “หมอนัท” แห่งคลินิกกองทุนคร้าบบ วันนี้ไม่พูดพร่ำทำเพลงใด ๆ มาคุยกันเลยดีกว่าคับ

เมื่อก่อนการเลือกกองทุนนั้น คนส่วนใหญ่จะเลือกจากผลตอบแทนของกองทุนในระยะ 1ปี 3 ปี และ 5 ปี ว่าให้ผลตอบแทนที่เราพอใจหรือไม่

แต่เคยสงสัยไหมครับว่ากองทุนของเรานั้น อยู่อันดับที่เท่าไหร่ ? ในแต่ละเดือน หรือ แต่ละปี

ผมว่าน้อยคนนักที่จะติดตามว่า เดือนนี้กองทุนที่เราถืออยู่ในยังทำผลตอบแทนได้ดีหรือไม่ อยู่ในกลุ่มผู้นำ หรือ กลุ่มผู้ตาม บางครั้งอาจจะแยกไม่ออกด้วยซ้ำครับ

ว่ากองทุนที่เราถือนั้นเป็นกองทุนประเภทใด และจัดอยู่ในกลุ่มไหนมีอะไรที่เป็นการแยกประเภทกองทุน

รวมถึงความเสี่ยงที่เราลงทุนกับกองทุนไปนั้นสูงหรือต่ำ

ดังนั้นวันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังถึง การดูเปรียบเทียบผลตอบแทน หรือ ผลการดำเนินงานของกองทุนแบบ Percentile ครับ

ซึ่งการเปรียบเทียบแบบนี้นั้น ค่อนข้างที่จะง่าย และที่นักลงทุนทั่วไปสามารถหาข้อมูล เลือกลงทุนได้ด้วยตนเอง แถมมีประโยชน์หลายด้านมากว่าการดูเฉพาะผลตอบแทนอีกด้วยครับ

ในปัจจุบัน สมาคมบริษัทจัดการลงทุน หรือ AIMC นั้นได้มีการรวบรวมข้อมูล และจัดเรียงข้อมูลเปรียบเทียบผลตอบแทน และความเสี่ยงของกองทุนแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์ ให้กับนักลงทุนสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้การเปรียบเทียบกองทุนได้อย่างง่ายดาย และมีประสิทธิ์ภาพมากขึ้น โดยจะทำให้นักลงทุนได้เห็นมุมมองเพิ่มเติมอีกด้วย 

เข้าไปดูตารางเพิ่มเติมได้ที่นี่นะครับ http://oldweb.aimc.or.th/21_infostats_mf_pfm_report.php

“การเปรียบเทียบผลการดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์” นี้จะมีการจัดกลุ่มประเภทของกองทุนรวม เช่น Equity General (กองทุนหุ้นแบบทั่วไป), Equity Large Cap (กองทุนหุ้นที่มีขนาดใหญ่) 

โดยข้อมูลของกองทุนที่เราจะเลือกซื้อ หรือ ที่เราถือครองอยู่ สามารถนำมาเปรียบเทียบผลการดำเนินงานในแต่ละกองทุนที่เป็นประเภทเดียวกันในระดับเปอร์เซ็นต์ไทล์ (Percentiles) ต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็น

5th Percentile แสดงผลการดำเนินงานของกองทุนอันดับที่ 5 เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Top 5% performance)
25th Percentile แสดงผลการดำเนินงานของกองทุนอันดับที่ 25 เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Top 25% performance)
50th Percentile แสดงผลการดำเนินงานของกองทุนอันดับที่ 50 เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Median Performance)
75th Percentile แสดงผลการดำเนินงานของกองทุนอันดับที่ 75 เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Bottom 25% performance) 
95th Percentile แสดงผลการดำเนินงานของกองทุนอันดับที่ 95 เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Bottom 5% performance)

ตารางผลการดำเนินงานของกองทุนที่การเปรียบเทียบจาก AIMC

จากตารางด้านบนของบทความ ถ้าจะให้อธิบายแบบง่าย ๆ ก็คือผมสมมติว่ามีกองทุนหุ้นทั้งหมดอยู่ 100 กองทุน

กองทุนที่เราจะเลือกซื้อ หรือ ถือครองอยู่นั้น ในปีนี้ทำผลตอบแทนได้ที่ 29%

นั่นก็แสดงว่า กองทุนที่เราเลือกนั้นอยู่อันดับดีกว่าที่ 5 จากกองทุนทั้งหมด 100 กองทุน

เนื่องจากว่ากองทุน 5 อันดับแรกนั้น ไม่มีใครได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่า 27.60% เลย

ส่วนกองทุนที่ดี 25 อันดับแรก นั้นเองก็ไม่มีกองทุนไหนที่ได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่า19.73% เลยเช่นกัน

ส่วนค่าความเสี่ยง(ความผันผวน) หรือ Standard Deviation เองก็เช่นกัน แต่เราจะเรียงอันดับจากความเสี่ยงน้อยไปหามาก (แน่นอนว่าเราชอบกองทุนที่มีความเสี่ยงน้อย ๆ) เช่น ถ้ากองทุนที่เราเลือกนั้นมีค่า SD อยู่ที่ 9.82% ก็แสดงว่ากองทุนที่เราเลือกนั้นอยู่ในอันดับที่ดีกว่า 25 แต่ต่ำกว่าอันดับที่ 5 ของกองทุนที่มีทั้งหมด 100 กองทุน

แต่เราคงไม่เอาผลตอบแทนแค่ 1 ปีมาวัดว่ากองทุนที่เราจะเลือกซื้อ หรือ ได้ถืออยู่นั้นดีหรือไม่ดี ดังนั้นเมื่อเราเอาผลตอบแทนย้อนหลัง 3-5ปี ของกองทุนที่เราจะต้องการเปรียบเทียบจาก Fund Fact Sheet และ/หรือ หนังสือชี้ชวนฉบัยย่อมาร่วมพิจารณาด้วยก็จะทำให้เราทราบได้ว่า กองทุนที่เราลงทุนนั้น อยู่ในช่วงเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่เท่าไหร่ และมีความสม่ำเสมอของอันดับหรือไม่ รวมถึงทราบความเสี่ยงด้วยว่ามีความเสี่ยงสูงหรือ ต่ำ นั่นเองครับ

ซึ่งเดียวนี้ Fund Fact Sheet หรือ หนังสือชี้ชวนฉบับย่อนั้น ก็จะแนบตารางของ AIMC มาให้ด้วยครับ สะดวกมาก ๆ เลย ซึ่งเราก็แค่ดูว่ากองทุนทำผลตอบแทนได้เท่าไหร่ ความเสี่ยงเป็นอย่างไร จากนั้นก็เอาไปเทียบในตารางครับว่า กองทุนของเราอยู่ในช่วง Percentile ที่เท่าไหร่

ถ้าอยู่ในกลุ่ม percnetile แรก ๆ ก็แสดงว่ากองทุนที่เราถือทำผลงานได้ดีครับ เราก็สามารถคัดกรองกองทุนได้ในระดับนึงเลยครับ
(แต่อย่าลืมนะครับ ว่าผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้บอกอนาคต แค่ช่วยให้เราคาดเดาได้บ้างเท่านั้นเองครับ)

นักลงทุนหลายท่าน อาจจะสงสัยว่าทำไมวิธีนี้จึงมีประโยชน์ต่อนักลงทุนในการเปรียบเทียบกองทุน จากการตรวจสอบกองทุนด้วยวิธีแบบนี้

“นั่นก็เพราะว่านักลงทุนโดยทั่วไป จะเลือกกองทุนจากการดูผลตอบแทนเท่านั้น หรือ ไม่ได้มีข้อมูลที่จะเปรียบเทียบกับกองทุนอื่น ๆ ว่า กองทุนที่ลงทุนอยู่” หรือ กำลังจะลงทุนไปนั้นอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่ในกลุ่มของกองทุนที่เป็นประเภทเดียวกัน

ที่สำคัญอีกจุดนึงก็คือ เรามักจะเปรียบเทียบกองทุน คนละประเภทแต่หลงคิดว่าเป็นประเภทเดียวกัน ทำให้นักลงทุนเกิดความผิดพลาดในการเปรียบเทียบกองทุนอีกด้วย ซึ่ง AIMC ได้มีตารางเปรียบเทียบ พร้อมกับรายชื่อกองทุนมาให้เพื่อลดความสับสนลงไปอีกด้วยครับ

ตารางแยกประเภทกองทุนดูได้ที่นี่ครับ http://oldweb.aimc.or.th/21_infostats_mf_classification_report.php

สรุปว่าการใช้วิธี เปรียบเทียบผลการดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์ นั้นช่วยขยายมุมมองของเราให้กว้างมากขึ้น และน่าจะช่วยให้นักลงทุนนั้นได้กองทุนที่ถูกใจได้ดีมากขึ้น ส่วนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนก็จะได้ปรับตัว เพื่อที่จะทำให้อันดับของกองทุนที่บริหารดีขึ้น พยายามบริหารให้ความเสี่ยงลดลง เรียกได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อทุกคนในการลงทุนกับกองทุนนั่นเองครับ

ถ้าท่านไหนมีคำถามเกี่ยวกับการเปรียบเทียบตารางกองทุนแบบใหม่นี้ 

เขียนเข้ามาถามได้เลยคร้าบ ส่วนวันนี้ผมลาไปก่อนสวัสดีครับ ^_^

‘Petya” มัลแวร์เรียกค่าไถ่ตัวใหม่ ร้ายกว่า WannyCry แพร่กระจายอีกครั้ง

หลังจากพึ่งหมดกระแสมัลแวร์เรียกค่าไถ่อย่าง WannaCry ไปหมาดๆ ดูเหมือนว่าความมุ่งมั่นในการโจมตีเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย Ransomware ไม่จบลงง่ายๆเพียงแค่นั้น จากข่าวล่าสุดที่ออกมา มีมัลแวร์อีกตัวที่เกิดขึ้นมาด้วยระบบการทำงานที่คล้ายคลึงกับตัวเก่า แต่โหดกว่ามาก

Petya คือชื่อของมัลแวร์ตัวใหม่นี้ จากการโจมตีของมันทำให้ธุรกรรมทางธนาคารของยูเครนต้องชะงักลงไป รวมไปถึงระบบขนส่งสาธารณะและระบบสื่อสาร สนามบินกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน รวมไปถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล จนทำให้ทางโรงไฟฟ้าต้องเปลี่ยนมาตรวัดรังสีเป็นแบบ Manual กันหมด และมันเริ่มระบาดไปทั้งในรัสเซียและประเทศโซนยุโรปแล้ว อีกทั้งยังมีมัลแวร์ที่ใกล้เคียงกันอย่าง Petrwrap และ NotPetya ที่แพร่กระจายในเวลาใกล้เคียงกันอีกด้วย 

มีรายงานมาอีกว่า Ramsomware ตัวนี้ใช้ช่องโหว่ EternalBlue แบบเดียวกับที่ WannaCry ใช้ ต่างกันที่ว่า Petya ยังไม่มีทางหยุด และการอัพเดทของไมโครซอฟท์คราวที่แล้วไม่เป็นผลกับ Petya เครื่องที่โจมตีจะแสดงข้อความสีแดงเต็มจอ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการจ่ายค่าไถ่เป็นบิตคอยน์มูลค่า 300 ดอลลาร์ หรือราวๆหนึ่งหมื่นบาท

“จากการวิเคราะห์เบื้องต้น มัลแวร์ตัวนี้ใช้หลายเทคนิคในการกระจายตัว รวมไปถึงการใช้ช่องโหว่ตัวเก่าที่เพิ่งอัพเดทไปอย่าง MS17-010 และการแพร่กระจายทางอีเมล์ สิ่งที่ต้องระวังในช่วงนี้คือการเปิดอีเมล์ที่คุณไม่รู้จัก พวกเรากำลังค้นคว้าอย่างเต็มที่และทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกค้า” Microsoft กล่าวว่า 

วิธีที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการรับมือมัลแวร์ตัวใหม่นี้คือการอัพเดทซอฟท์แวร์และแอนตี้ไวรัสให้ใหม่อยู่เสมอ รวมไปถึงการแบ็คอัพข้อมูลสำคัญเอาไว้ และติดตามวิธีแก้ไขและป้องกันกับทางไมโครซอฟท์ 

sources :

https://blog.malwarebytes.com/cybercrime/2017/06/petya-esque-ransomware-is-spreading-across-the-world/

https://www.theverge.com/2017/6/27/15879480/petrwrap-virus-ukraine-ransomware-attack-europe-wannacry

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save