จีนประสบความสำเร็จ ใช้พลังงานสะอาด 100% แทนเชื้อเพลิงกว่า 5 ล้านครัวเรือน

มันเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานว่าปริมาณพลังงานทดแทนที่สร้างขึ้นมานั้นจะเพียงพอต่อความต้องการของคนในประเทศหรือไม่ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาจีนได้แสดงให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ สำหรับการใช้ทั้งเมือง

ในช่วงเวลาเจ็ดวัน ประชาชนกว่า 5 ล้านคนในมณฑลชิงไห่ทางตอนเหนือของประเทศ ดำรงชีพอยู่ด้วยการใช้เพียงพลังงานทดแทนเพียงอย่างเดียว

การทดลองนี้เกิดขึ้นโดย State Grid Corporation of China ที่แสดงให้เห็นว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นไม่จำเป็นต่อพลังงานในอนาคตอีกต่อไป ในระหว่างวันที่ 17 ถึง 23 มิถุนายน กว่า 5.2 ล้านครัวเรือนในชิงไห่ใช้พลังงานที่เกิดจากแสงอาทิตย์ พลังงานลม และน้ำ ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนทั้งหมด

ปัจจุบันมณฑลชิงไห่มีการผลิตพลังงานทั้งหมดราว 23.4 ล้านกิโลวัตต์ และ 83.8% ของพลังงานทั้งหมดมาจากน้ำ ลม และแสงอาทิตย์ ซึ่งพวกเขาเดินหน้าจะพัฒนามันต่อไป

“พลังงานสะอาดเป็นทางออกที่ดีที่สุด พวกเราต้องลดการใช้งานพลังงานที่ได้จากฟอสซิลและพัฒนาโครงสร้างทางพลังงานให้ดีขึ้น รวมถึงลดระดับคาร์บอนลงด้วย”

– Han Ti รองผู้จัดการทั่วไปของ Qinhai Electric Power Corporation –

มีรายงานต่อมาว่า ชิงไห่ จะขยายกำลังการผลิตในส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเป็น 35 ล้านกิโลวัตต์ในปี 2020 เพื่อขยายไปยังภาคกลางและตะวันออกของจีนเป็นจำนวน 110 หมื่นล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง

แน่นอนว่ามันไม่ใช่แค่ในชิงไห่ ทางการจีนได้วางแผนการกว่า 2.5 ล้านล้านหยวน ในการค้นคว้าของปี 2020 ด้วย การตัดสินใจนี้คาดว่าจะก่อให้เกิดงานในจีนกว่า 13 ล้านตำแหน่ง และทำให้ประเทศจีนเป็นผู้นำทางการใช้พลังงานทดแทนทันที

เราได้แต่หวังว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆด้วย โดยเฉพาะการลดการใช้เชื้อเพลิงอย่างจริงจัง เพราะมณฑลชิงไห่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดสำหรับคนที่บอกว่า มันเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้

source :

https://futurism.com/an-entire-region-of-china-ran-on-100-renewable-energy-for-7-days/

5 คำถามสำหรับมือใหม่ คุณเหมาะกับอะไร? LTF หรือ RMF

เผลอไปแค่อึดใจเดียว เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงครึ่งปีแล้ว และคงอีกแค่อึดใจเดียวก็คงจะสิ้นปีไปตามระเบียบ แน่นอนว่าพูดถึงปลายปี เรื่องที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ไม่เคยพลาดนั่นคือการวางแผนประหยัดภาษี ไลน์กลุ่มในห้องสารพัดเพื่อนก็จะเริ่มดังว่าซื้อกองทุนรวม LTF หรือ RMF ไหนดี สำหรับมือโปรก็คงจะเริ่มเลือกกองทุนได้เลย แต่สำหรับมือใหม่หลายคนอาจจะงงตั้งแต่คำถามว่าตัวเองนั้นเหมาะกับ LTF หรือ RMF มากกว่ากัน วันนี้ลงทุนศาสตร์จึงมีหลักคิดง่ายๆ เพื่อตัดสินใจว่าตัวเราเองเหมาะกับ LTF หรือ RMF

ว่าแต่ LTF กับ RMF คืออะไร?

LTF (Long Term Equity Fund) หรือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว คือกองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทย โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากกรมสรรพากร เมื่อลงทุนระยะยาวจนครบระยะเวลากำหนดซึ่งปัจจุบันอยู่ในกรอบระยะเวลา 7 ปีปฏิทิน

ในขณะที่ RMF (Retirement Mutual Fund) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ คือกองทุนรวมเพื่อการลงทุนระยะยาวไว้ใช้จ่ายยามเกษียณอายุ โดยผู้ที่ลงทุนตามเงื่อนไขที่กำหนดก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีคล้ายคลึงกับ LTF แต่ RMF จะมีกรอบระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานกว่า คือจะถอนเงินลงทุนได้เมื่ออายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีและถือหน่วยการลงทุนมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี นอกจากนี้ยังต้องทยอยลงทุนทุกปีโดยหยุดลงทุนได้ไม่เกินปีเว้นปี

สรุปภาพรวม คือ LTF และ RMF คือกองทุนรวมที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีแถมมากับการลงทุนด้วย ดังนั้น กองทุนรวมเหล่านี้จึงเป็นที่นิยมสำหรับมนุษย์เงินเดือนมาก เพราะนอกจะได้ลงทุนเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งแล้ว ยังได้ผลประโยชน์ทางภาษีและลาภต่อที่สองอีกด้วย

แล้วคนอย่างเราเหมาะกับ LTF หรือ RMF กันแน่? 

ลองพิจารณาคำถามทั้ง 5 ข้อนี้ เมื่ออ่านจบ
สิ้นปีนี้เราอาจจะไม่ต้องลังเลยามจะเลือกซื้อ LTF และ RMF อีกต่อไป


  • คุณได้รับประโยชน์จากสิทธิลดหย่อนภาษีหรือไม่

จากข้อมูลกรมสรรพากรสำหรับการเสียภาษีเงินได้ปี 2560 (ยื่นแบบภาษีปี 2561) ผู้ที่มีเงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาทจะเสียภาษีที่อัตรา 0% (เท่ากับไม่เสียภาษี) ในกรณีที่เป็นผู้ได้รับเงินเดือนจะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (เงินได้ประเภทอื่นขึ้นกับกฎหมายประกาศ) และได้รับค่าลดหย่อนอีกคนละ 60,000 บาท สรุปได้ว่ามนุษย์เงินเดือนจะเริ่มเสียภาษีเมื่อมีเงินได้ตั้งแต่ 310,000 บาทต่อปีขึ้นไป หรือเทียบเท่าประมาณ 25,833 บาทต่อเดือน

หากรายได้ไม่ถึง 310,000 บาทต่อปี เราก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ต้องซื้อ LTF และ RMF เนื่องจากเราจะไม่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่หากเราลงทุนผิดไปจากเงื่อนไข เช่น ขายหน่วยลงทุนก่อนระยะเวลาเงื่อนไข เราจะต้องเสียค่าปรับให้กรมสรรพากรอีกด้วย ดังนั้น หากต้องการลงทุน เราก็ควรจะซื้อกองทุนรวมที่ไม่มีเงื่อนไขทางภาษีแทน เพื่อความยืดหยุ่นในการลงทุน และไม่ต้องมากังวลปัญหาเรื่องภาษีในภายหลัง

  • คุณสนใจลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหน

หากเราสนใจลงทุนในหุ้นไทยเป็นหลัก เราจะสามารถเลือกลงทุนได้ทั้ง LTF และ RMF แต่ถ้าเราสนใจลงทุนในสินทรัพย์อื่น เช่น อสังหาริมทรัพย์ ตราสารหนี้ หุ้นต่างประเทศ เราจำเป็นต้องลงทุนใน RMF แทน เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ LTF ลงทุนในหุ้นไทยไม่ต่ำกว่า 65% ของทรัพย์สินกองทุนรวม ทำให้นโยบายการลงทุนของ LTF มุ่งไปที่หุ้นไทยเพียงอย่างเดียว ดังนั้นหากเราสนใจลงทุนในสินทรัพย์อื่นเป็นหลักนอกจากหุ้นไทย RMF จึงเป็นทางเลือกในการลงทุนของเรา

  • คุณรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน

อย่างที่เล่าว่า LTF จะลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นหลัก ทำให้ในภาพรวม LTF มีความผันผวนสูงกว่า RMF ตามธรรมชาติของสินทรัพย์ เนื่องจากหากเราเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย เราอาจเลือกลงทุนในตราสารหนี้ ตลาดเงิน หรืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะต้องลงทุนผ่าน RMF เป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตาม LTF ก็ถูกบังคับให้ต้องถือยาวไม่ต่ำกว่า 7 ปีปฏิทิน ดังนั้น ปัญหาเรื่องความผันผวนของสินทรัพย์อาจจะต่ำลง เพราะโดยธรรมชาติ การลงทุนระยะยาวมักจะมีความผันผวนต่ำกว่าระยะสั้นเสมอ

  • คุณลงทุนได้ระยะยาวแค่ไหน

หากเราสามารถลงทุนได้ในระยะยาวมาก คือถือหน่วยลงทุนได้จนถึงอายุ 55 ปีและไม่ต่ำกว่า 5 ปี RMF จะเหมาะสมกับเรามากกว่า เพราะมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย รวมไปถึงการบังคับลงทุนระยะยาวจะสร้างวินัยทางการเงินได้ดีกว่าอีกด้วย แต่ถ้าหากเราไม่สามารถถือลงทุนได้ยาวนานขนาดนั้น เช่น ใน 10 ปีข้างหน้ามีแผนจะใช้เงินก้อนซื้อบ้าน ระยะเวลา 7 ปีของ LTF ดูจะเหมาะสมกว่า เนื่องจากไม่ได้บังคับให้ถือยาวจนอายุ 55 ปี

  • คุณมีเงินลงทุนสม่ำเสมอแค่ไหน

เนื่องจาก RMF มีกติกาให้ลงทุนอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่าปีเว้นปี ดังนั้น หากเรามีเงินลงทุนไม่สม่ำเสมอ เช่น อนาคตมีโอกาสจะลาออกจากงาน หรือมีแผนจะไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลาหลายปี การซื้อหน่วยลงทุนต่อเนื่องอาจเป็นเรื่องลำบาก การซื้อ LTF ครั้งเดียวแล้วถือ 7 ปีจึงอาจจะเป็นคำตอบที่ดีมากกว่า นอกจากนี้ LTF ยังมีข้อดีว่าหากเราไม่มีเงินก้อนใหม่เข้ามามากพอ เราก็สามารถขาย LTF เก่าเมื่อครบกำหนดระยะเวลาแล้วเพื่อซื้อ LTF ก้อนใหม่ ซึ่งก็จะให้ประโยชน์ทางภาษีเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดลงทุนของ RMF ก็ไม่ได้ถือว่าสูงจนน่ากังวล เนื่องจากกำหนดไว้ว่าต้องลงทุนขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ ในแต่ละปีหรือ 5,000 บาท แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะต่ำกว่า ถ้าเทียบจากฐานเงินเดือนแล้ว เราก็น่าจะหามาลงทุนให้ไม่ผิดข้อกำหนดได้ในสถานการณ์ที่ฉุกเฉิน

กองทุนรวมก็เหมือนเสื้อผ้ารู้ไหม? ถึงรูปทรงสีสันจะถูกใจแค่ไหน แต่ถ้าขนาดไม่ใช่ ใส่ไปมันก็ไม่สบายตัว

5 คำถามสำหรับมือใหม่ คุณเหมาะกับอะไร? LTF หรือ RMF

หลักคิดทั้ง 5 ข้อนี้คือหลักการเบื้องต้นในการเลือก LTF และ RMF ที่ลงทุนศาสตร์แนะนำให้คนรอบตัวใช้เป็นประจำ เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มักมองข้ามขั้น โดยหันไปเลือกเลยว่าตนเหมาะกับกองทุนรวมกองไหน จนบางครั้งก็ลืมถามตัวเองไปว่าเราเหมาะกับ LTF หรือ RMF มากกว่ากัน

 ลงทุนศาสตร์ – Investerest

CEO สาวชาวมาเลเซียแฉ อดีต CEO ของ 500 Startups คุกคามทางเพศ

นับเป็นข่าวอื้อฉาวที่มีมาซักพักแล้วสำหรับ Dave McClure อดีต CEO ของบริษัท 500 Startups ถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับผู้หญิงหลายคน ล่าสุด Cheryl Yeoh CEO สาวชาวมาเลเซียของ MaGIC ซึ่งเป็นกองทุนสนับสนุน Startups ได้ออกมาเขียนว่าตัวเธอเองก็โดน Dave คุกคามทางเพศเหมือนกัน

เรื่องของ Cheryl เกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน เธอมีนัดประชุมกับผู้ลงทุน และได้ประชุมต่อที่อพาร์ทเมนต์ส่วนตัว เมื่อเวลาผ่านไปจนการประชุมเสร็จสิ้น ผู้ร่วมประชุมคนอื่นกลับไปหมดเหลือเพียงนาย Dave และเขาพยายามขอหลับนอนกับเธอ แม้เธอจะปฏิเสธพร้อมบอกว่าเธอมีแฟนอยู่แล้วก็ตาม

เขาผลักฉันติดมุม พยายามจูบ และพูดประมาณ “แค่คืนเดียว ขอเพียงแค่คืนเดียว” หลังจากเหตุการณ์นั้นเธอตกใจน้ำตาไหลและโทรหาแฟนของตนเอง “การที่เขาเข้ามาและจูบฉันโดยปราศจากความยินยอมถือว่าล้ำเส้นความเหมาะสมเกินไป มันคือการคุกคามทางเพศ”  

Cheryl เสริมอีกว่านั่นไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านั้นนาย Dave เคยขอให้เธอไปที่ห้องของเขา เพราะที่ห้องของเขามีไวน์ เธอได้ปฏิเสธไป และตกลงในท้ายที่สุดเพราะคิดว่าไม่มีอะไรมาก

เราคุยกันทั้งคืนข้ามขวดไวน์ Dave นั่งอยู่อีกฝั่งของฉันตลอด เขาพูดเกี่ยวกับตนเองว่า “โดดเดี่ยวมากขนาดไหน ไม่มีผู้ลงทุนคนไหนเข้าใจด้านนี้ของเขา ความล้มเหลว การดิ้นรนและความไม่มั่นคง”

ทาง 500 Startups เองก็ออกมาตอบรับกับสิ่งที่ Cheryl เล่าด้วยเช่นกัน พวกเขากล่าวยกย่องเธอในความกล้าที่ออกมาพูดและเข้าใจถึงความไม่พอใจกับความเจ็บปวดของเธอ และยังหวังว่าการเปลี่ยนแปลงของ 500 Startups ในครั้งนี้จะสามารถสร้างพื้นที่ๆปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับผู้ประกอบการหญิงทั่วโลก

สำหรับ Yeoh เธอบอกว่าเธอยังเชื่อใน 500 Startups ในการพยายามทำสิ่งที่ดีและทีมที่เหลือนั้นเป็นคนดี เธอยังคงร่วมงานกับพวกเขาต่อไป

Dave McClure ได้ถูกลดขั้นหลังจากมีข่าวฉาวหลุดออกมาเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ และได้ลาออกจากการเป็น CEO ในเวลาต่อมา  

ในบล็อกของ Dave McClure ได้กล่าวขอโทษ Sarah Kunst และผู้หญิงคนอื่น ๆ แต่ก็ไม่ได้มีการพูดถึง Cheryl Yeoh แต่อย่างใด 

นอกจากนี้ TechCrunch ยังรายงานว่าพาร์ทเนอร์หญิงยังลาออกจาก 500 Startups เนื่องจากความไม่โปร่งใสของ Dave McClure และตอนนี้ผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Christine Tsai ก็ได้ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงแทนแล้ว

sources :

https://www.techinasia.com/malaysias-cheryl-yeoh-accuses-500-startups-dave-mcclure-sexual-assault

https://about.me/cherylyeoh

 

ญี่ปุ่นวางแผนใช้ Blockchains เพื่อรักษาความปลอดภัยระบบ E-government

กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของประเทศญี่ปุ่นจะทำการทดสอบระบบ Blockchain เพื่อช่วยในการจัดการงบประมาณและการจัดซื้อของรัฐบาลไปจนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า

เทคโนโลยี Blockchains ได้รับความสนใจจากทั่วโลก เพราะความสามารถขั้นสูงในการสร้างความโปร่งใส และความปลอดภัยในการถ่ายโอนเงินของผู้ใช้งาน Bitcoin การที่จะปลอมแปลงข้อมูลในระบบจัดเก็บของ Blockchains นั้นเป็นเรื่องยากมาก เพราะข้อมูลจะถูกบันทึกและแชร์ให้กับทุกคนในระบบเพื่อตรวจสอบ แทนที่จะเป็นคอมพิวเตอร์ของผู้ดูแลระบบเพียงเครื่องเดียว

“เซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางที่อยู่เบื้องหลังระบบไอทีทุกวันนี้ มักต้องการระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงเพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ และความเสี่ยงของการถูกโจรกรรมก็จะยิ่งสูงขึ้นเมื่อเป็นข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้อง หรือเป็นข้อมูลภายในของหน่วยงานรัฐบาล” เจ้าหน้าที่ของกระทรวงกล่าว

ทางกระทรวงเชื่อว่าระบบจัดเก็บข้อมูลแบบนี้ จะช่วยให้การจัดการทางการเงินของภาครัฐมีความสะดวกมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะต้องรวบรวมใบรับรองการชำระภาษี และขอเอกสารที่จำเป็นจากหน่วยงานราชการเพื่อตรวจสอบ ทางกระทรวงจะสามารถเรียกดูข้อมูลเอกสารการจัดซื้อต่าง ๆ ผ่านระบบออนไลน์ได้ในทันที

การมุ่งเน้นไปที่ระบบการจัดซื้อ ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่จะยกระดับ E-government systems ของญี่ปุ่น ให้มีความทันสมัยมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังวางแผนจะกระจายฐานข้อมูลและระบบการจัดเก็บไปสู่หน่วยงานอื่น ๆ รวมถึงพันธมิตรภาคเอกชนในอนาคตอีกด้วย

sources :

http://asia.nikkei.com/Politics-Economy/Policy-Politics/Japan-looks-to-blockchains-for-more-secure-e-government-systems 

http://www.coindesk.com/japan-test-blockchain-government-contract-system/

http://www.newsbtc.com/2017/07/03/japan-government-use-blockchain-secure-information/

จีนล้ำหน้าญี่ปุ่น ใช้ VR สร้างประสบการณ์ช็อปปิ้งออนไลน์

นอกเหนือจากการเล่นเกมแล้ว เทคโนโลยี VR (Virtual reality) และ AR (Augmented reality) ก็เริ่มเข้ามีบทบาทกับการช็อปปิ้งมากขึ้น แต่ใครจะไปคิดว่าโซนเอเชียเปซิฟิคซึ่งนำทัพโดยประเทศจีนจะเป็นพื้นที่ที่ตื่นตัวและใช้ประโยชน์จากเจ้า Headset ได้ดีที่สุด

จากการสำรวจผู้บริโภค 16,000 คนใน 8 ประเทศซึ่งมีประเทศในกลุ่ม APAC ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และออสเตรเลียของ Worldpay พบว่าประเทศจีนเป็นตลาดที่มีผู้บริโภคใช้เครื่อง VR / AR มากที่สุดและใช้ได้เต็มขีดจำกัดมากที่สุด ในขณะที่ประเทศเจ้าเทคโนโลยีอย่างประเทศญี่ปุ่นกลับมีคนใช้เครื่องเหล่านี้เพียงแค่ 19% เท่านั้น

โดย ​Phil Pomford ผู้จัดการทั่วไปโซนเอเชียแปซิฟิคของ Worldpay กล่าวว่า “แม้ตลาดเทคโนโลยีในประเทศจีนนั้นจะไม่ได้เฟื่องฟูเท่ากับญี่ปุ่นและออสเตรเลีย แต่พวกเขากลับเปิดรับและนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้อย่างชาญฉลาดและมีสิทธิที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำในเวลาอันสั้น” โดยคำพูดนี้ยิ่งน่าเชื่อถือว่าจะเป็นไปได้จริงอีกเมื่อนำไปเทียบกับตัวเลขความเชื่อมั่นของผู้บริโภคว่าเทคโนโลยี VR / AR จะสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีการช็อปปิ้งได้หรือไม่ ปรากฎว่าชาวจีนจำนวน 92% เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น

2 ปัจจัยหลักที่ทำให้พวกเขาเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะสร้างผลดีและประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ดีให้กับพวกเขาก็คือ ประหยัดเวลาในการไปที่ร้าน และสามารถดูสินค้าได้เหมือนจริงซึ่งต่างจากการช็อปปิ้งออนไลน์ทั่วไป

ซึ่งในอย่างหลังน่าจะส่งผลดีทั้งผู้บริโภคและผู้ขาย

สิ่งที่อาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับไอเดียนี้แบ่งออกได้เป็นสองอย่างคือ ราคาของ Headset VR / AR ที่ยังมีราคาสูง และ ความปลอดภัยในการจ่ายเงินผ่านเทคโนโลยี VR / AR

ซึ่งปัญหาอย่างหลังก็กำลังได้รับการแก้ไข โดยนักวิจัยจาก Worldpay ก็ต่อยอดจากผลสำรวจนี้ด้วยการค้นหาวิธีที่จะทำให้ผู้บริโภครู้สึกอุ่นใจและสะดวกกับขั้นตอนการจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตและเดบิต ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงทำระบบต้นแบบชื่อว่า Host Card Emulation (HCE) สำหรับการช็อปปิ้งแบบเล็กๆ ราคาไม่เกิน 30 ปอนด์ ซึ่งผู้ใช้สามารถเอาบัตร (ใน Virtual) ไปแปะหรือรูดที่เครื่องได้เหมือนจริง และอีกระบบหนึ่งชื่อว่า AirPIN ที่เราสามารถกดรหัสสำหรับการใช้จ่ายด้วยมูลค่าสูง

เชื่อว่าความสนุกในการช็อปปิ้งผ่านเทคโนโลยีสุดล้ำนี้น่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า ที่เราต้องเตรียมพร้อมก็มีแต่เงินช็อปปิ้งเท่านั้น

source :

https://www.enterpriseinnovation.net/article/chinese-shoppers-lead-vr-adoption-apac-663617581

‘Grab’ รุกตลาดพม่า ดึง Wave Money เป็นพาร์ทเนอร์ด้านธุรกรรมการเงิน

Grab เป็นที่รู้จักกันดีว่าคือ Ride-hailing หรือรถโดยสารที่มีชื่อเสียงและครอบคลุมหลาย ๆ ประเทศ ล่าสุด Grab ประกาศร่วมมือกับ Wave Money เพื่อเจาะตลาดใหม่ในพม่า

“ผู้ขับสามารถลงทะเบียนผ่านบัญชี emoney เพื่อให้รายได้ของพวกเขาสามารถผนวกเข้ากับธุรกรรมการเงินออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของพม่า (Wave Money) ได้” ซึ่ง Grab ได้วางแผนจะรวมตัวกับ Wave Money เพื่อให้ผู้โดยสารในพม่าสามารถใช้บริการ Wave Money ในการจ่ายค่าโดยสาร Grab ได้

“นี่เป็นไปตามแผนการตลาดของ Grab ในการขยายฐานลูกค้าในประเทศต่าง ๆ”

-Grab-

Wave Money เป็น บริษัทร่วมทุนระหว่างเทเลนอร์ (Telco) ธนาคาร Yoma และ First Myanmar Investment โดยเปิดตัวในปี 2014 “Wave เป็นผู้ให้บริการทางการเงินมือถือรายแรกในพม่า” Grab กล่าว

ผลจากการที่ Grab เข้ามาลงทุนในพม่าเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เป็นผลให้ Uber ก็ตัดสินใจมาเข้าร่วมด้วย (ตามมาจนได้) นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับพม่าที่กำลังเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆด้านเทคโนโลยีและเป็นไปได้ว่าในอนาคตพม่าอาจมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีหลายบริษัทสนใจมาลงทุนในประเทศเพิ่มมากขึ้น

source :

https://www.techinasia.com/grab-wave-money-myanmar-partnership

[Review] “Gain 1st StartUp” สะสมทรัพย์ของคนรุ่นใหม่ คุ้มค่าแค่ไหนมาดูกัน!

“การออมเงิน” คือพื้นฐานที่สำคัญที่จะช่วยต่อยอดไปสู่การสร้างความมั่งคั่งให้เราได้ เพราะฉะนั้น ถ้าใครอยากมีความมั่งคั่งก็ต้องรู้จักหมั่นเก็บออมอย่างสม่ำเสมอ แต่การจะสร้างความมั่งคั่งได้นั้นต้องอาศัยเวลา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะสามารถออมเงินอย่างสม่ำเสมอได้ในระยะยาวถ้าเราไม่มี “วินัยการออม” ที่มากพอ ซึ่งเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยสร้างวินัยการออมในระยะยาวให้เราได้ก็คือ “ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์” นั่นเอง


ประโยชน์ของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์คืออะไร?

นอกเหนือจากจะช่วยให้เรามีวินัยในการออม ด้วยการจ่ายเบี้ยอย่างสม่ำเสมอแล้ว ประกันสะสมทรัพย์ยังช่วยให้เราอุ่นใจว่าเราจะได้เงินก้อนใหญ่กลับคืนมาแน่ๆ ในอนาคต แบบที่ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะผันผวนหรือขาดทุนไหมเหมือนการลงทุน แถมยังมีความคุ้มครองชีวิต เป็นเงินก้อนใหญ่ให้คนข้างหลังถ้าเราจากไปกะทันหันอีกด้วย

แต่ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ในปัจจุบัน ก็มีให้เลือกหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบที่ออมสั้น หรือออมยาว หรือแบบที่เน้นผลตอบแทน หรือเน้นความคุ้มครอง ซึ่งวันนี้ ผมก็มีแบบประกันชีวิตตัวหนึ่งที่จะขอยกมา “รีวิว” เป็นตัวอย่างให้ได้ดูกัน นั่นก็คือ ประกันชีวิต “เกนเฟิสต์ สตาร์ทอัพ” ที่ธนาคารกรุงเทพ ประกันสะสมทรัพย์ที่จ่ายเบี้ยเริ่มต้นไม่แพง เริ่มต้นแค่เดือนละ 1,000 บาท เลือกจ่ายรายเดือนได้ไม่ต่างจากรายปี สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่โดยเฉพาะนั่นเองครับ

แกะกล่องรีวิว "Gain 1st StartUp"

ก่อนอื่น เราจะมาดูกันว่า แบบประกันตัวนี้ มีเงื่อนไขการทำประกันอย่างไร และรายละเอียดแบบประกัน รวมถึงผลประโยชน์ที่ได้มีอะไรบ้าง กันดีกว่าครับ

เงื่อนไขการทำประกัน

  • สมัครทำได้สำหรับคนที่มีอายุ ตั้งแต่ แรกเกิด จนถึง 65 ปี
  • จำนวนเงินเอาประกันภัย หรือทุนประกัน ขั้นต่ำ 50,000 บาท
  • ไม่ต้องตรวจสุขภาพ
  • สามารถเลือกจ่ายเบี้ยได้ทั้งแบบรายปี และรายเดือน (ไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่มจากแบบรายปี)

จากเงื่อนไขก็จะเห็นว่า ข้อดีคือ เริ่มต้นทำง่าย เพราะเงินเอาประกันภัยเริ่มต้นต่ำ จึงไม่ต้องตรวจสุขภาพ และยังเลือกจ่ายรายเดือนได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่ม จึงเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน รายได้ไม่สูงนัก ที่ต้องการออมสม่ำเสมอทุกเดือน เป็นพิเศษ (แต่คนวัยอื่นๆก็ทำได้นะ)

รายละเอียดแบบประกัน

  • ประเภทประกันชีวิต : สะสมทรัพย์ (ได้รับเงินทั้งตอนมีชีวิตอยู่ และตอนเสียชีวิต)
  • ระยะเวลาคุ้มครองชีวิต หรือระยะเวลาของสัญญา : 20 ปี
  • ระยะเวลาจ่ายเบี้ย : 10 ปี

ด้วยความที่เป็นประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ จึงเหมาะกับคนที่ต้องการทำเพื่อเน้นการออมเงิน มากกว่าเน้นความคุ้มครองชีวิต (เพราะความคุ้มครองจะไม่สูงเท่าแบบที่เน้นความคุ้มครองชีวิต เช่น แบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลา แต่จะมีผลตอบแทนที่สูงกว่า) ส่วนระยะเวลาจ่ายเบี้ย 10 ปี และระยะเวลาคุ้มครอง 20 ปี แม้อาจจะมองว่านาน แต่นั้นก็คือข้อดีที่ทำให้เราสามารถออมเงินได้อย่างต่อเนื่อง (เพราะยังไงเรามีรายได้ ก็ต้องออมอยู่แล้ว) ทำให้เราแน่ใจว่าจะมีเงินเก็บหลักแสนหรือหลักล้านได้ในอนาคต แถมยังได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 100,000 บาท ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่จ่ายเบี้ยอีกด้วย

ผลประโยชน์ของแบบประกัน

ผลประโยชน์กรณียังมีชีวิต (เงินที่เราจะได้รับระหว่างสัญญา) :

(*เงินคืน คือ เงินที่บริษัทสัญญาว่าจะจ่ายเป็นผลตอบแทนให้เป็นจำนวนที่แน่นอน / จำนวนเงินเอาประกันภัย คือ วงเงินที่เราเลือกทำประกันชีวิต)

  • ได้รับเงินคืน 4.8% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1-10
  • ได้รับเงินคืน 6.4% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 11-20
  • ได้รับเงินคืน ซึ่งเป็นเงินครบสัญญา 200% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เมื่อสิ้นปีกรมธรรม์ที่ 20 (ครบสัญญา)

(รวมผลตอบแทนตลอดสัญญา เท่ากับ 312% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย)

ผลประโยชน์กรณีเสียชีวิต (เงินที่คนข้างหลังจะได้เมื่อเราเสียชีวิต)

  • ได้รับเงินชดเชย 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ในปีกรมธรรม์ที่ 1-4
  • ได้รับเงินชดเชย 150% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ในปีกรมธรรม์ที่ 5-7
  • ได้รับเงินชดเชย 200% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ในปีกรมธรรม์ที่ 8-20

อัตราค่าเบี้ยประกัน

รายปี 240 บาท ต่อจำนวนเงินประกันภัย 1,000 บาท ทั้งเพศชายและหญิง ทุกช่วงอายุ (ส่วนรายเดือนก็แค่เอาไปหาร 12) เมื่อคูณกับจำนวนเงินเอาประกันภัยขั้นต่ำ 50,000 บาท ก็เท่ากับว่า เบี้ยเริ่มต้นคือปีละ 12,000 บาท หรือเดือนละ 1,000 บาทเท่านั้น

ด้วยค่าเบี้ยที่คงที่ ไม่ว่าจะเพศไหน อายุเท่าไหร่ ก็จ่ายในอัตราที่เท่ากัน (ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกทำที่จำนวนเงินเอาประกันภัย หรือทุนประกัน ที่เท่าไหร่) ทำให้ไม่ต้องกังวลว่า ถ้าตอนนี้เราอายุค่อนข้างมากแล้ว จะจ่ายเบี้ยแพงขึ้นหรือไม่ เพราะยังไงก็จ่ายเท่ากับคนอายุน้อยแน่นอน อีกทั้งเริ่มต้นแค่เดือนละ 1,000 บาท ก็ถือว่าไม่สูงสำหรับคนที่อยากจะเริ่มออมเงิน

===========================================

ตัวอย่างของผลประโยชน์ที่จะได้ ถ้าเลือกทำประกันที่เงื่อนไขต่ำสุด
ด้วยการจ่ายเบี้ยเดือนละ 1,000 บาท

[Review] "Gain 1st StartUp" สะสมทรัพย์ของคนรุ่นใหม่ คุ้มค่าแค่ไหนมาดูกัน!

สรุปผล

จากข้อมูลทั้งหมด ก็พอจะสรุปได้ว่า ประกันชีวิต “เกนเฟิสต์ สตาร์ทอัพ” นั้น มีจุดเด่นอย่างแรกเลยอยู่ที่เงื่อนไขการชำระเบี้ย ที่สามารถแบ่งชำระเป็นรายเดือนได้ โดยที่ไม่มีการคิดดอกเบี้ยเพิ่ม ทำให้ค่าเบี้ยรวมต่อปี ไม่ต่างจากจ่ายเป็นรายปี จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการสร้างวินัยการออม โดยการให้หักจากเงินเดือนไปออมทุกเดือนอัตโนมัติ (ถ้าใครมีบัตรเครดิต หรือบัญชีเงินฝากของธ.กรุงเทพ ก็สามารถสมัครใช้บริการ Bualuang Direct Debit ในการหักบัญชีเพื่อออมอัตโนมัติได้เลย)

อีกทั้งยังมีเบี้ยเริ่มต้นเพียงแค่เดือนละ 1,000 บาท ซึ่งถือว่าไม่สูงมาก ทำให้แม้แต่คนอายุน้อยที่เพิ่งเริ่มมีรายได้ก็สามารถออมได้อย่างไม่ลำบาก และเมื่อตั้งแต่สิ้นปีแรกเป็นต้นไป ก็จะได้เงินคืนมาส่วนหนึ่งทุกปี ก็ยิ่งเท่ากับว่าเราจ่ายเบี้ยน้อยลงไปอีก ข้อดีอีกข้อก็คือ มีอัตราค่าเบี้ยประกันคงที่ ไม่ว่&#xE

งดซื้อไลค์ ซื้อคอมเม้นท์ ‘Instagram’ เริ่มลบผู้ใช้ที่ไม่มีตัวตนจริง!

Instagram ได้พูดถึงตลาดสื่อสังคมออนไลน์ ในยุคที่ Wannabe Influencer หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเฟื่องฟู โดยจ่ายเงินจำนวนมาก เพื่อซื้อซื้อไลค์ และสแปม comment เรียกได้ว่าเป็นฝันร้ายของนักการตลาด และความน่ารำคาญของผู้ใช้งานตัวจริงใน Instagram

ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา Instagram ได้ปิดไซต์และแอปอื่นต่าง ๆ เช่น Instagress, InstaPlus และ PeerBoost ซึ่งทั้งหมดนี้ละเมิดหลักเกณฑ์และข้อตกลงในการใช้งานของ Instagram

เหล่า Wannabe Influencer ได้เลือกใช้บริการไซต์ที่ว่า เพื่อเพิ่มความคิดเห็น และยอดไลค์เป็นพัน ๆ สิ่งที่พวกเขาต้องทำก็แค่การจ่ายเงินตามจำนวนความคิดเห็นและยอดไลค์ที่ต้องการ แล้ว bot ก็จะรับหน้าที่ในการเพิ่มสิ่งเหล่านั้นให้เองอัติโนมัติ

Instagram Bots มีหน้าที่รับผิดชอบในการโชว์ความคิดเห็นปลอม ๆ ขึ้นมา เช่น “รัก” “นี่มันสุดยอดมาก!” หรือแม้แต่อีโมติค่อนรูปหัวใจ ซึ่งความคิดเห็นเหล่านี้มักจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่มีอยู่สักเท่าไหร่ และแน่นอนว่าตอนนี้ Instagram ต้องการลบคนเหล่านี้ออกไป

ภาพด้านล่างนี้เป็นการแบ่งความคิดเห็นเป็น 2 ประเภท คือ จาก Influencer ตัวจริง และอีกประเภทคือเหล่า Influencer ตัวปลอม จะเห็นว่าภาพด้านซ้ายจะมีความคิดเห็นจาก Influencer ตัวจริง อยู่ โดยภาษาของผู้ใช้ และความคิดเห็นนั้นเกี่ยวข้องกับรูปภาพหรือมีการแท็กบุคคลอื่น ส่วนภาพด้านขวาเต็มไปด้วยแฮชแท็ก และคอมเม้นท์ emoji ที่ก็ไม่รู้ว่าเป็นการคอมเม้นท์ถึงอะไร?

Instagram ยังเป็นบัญชี “shadowbanning” ซึ่งหมายถึงภาพที่มีสแปมแฮชแท็กจะไม่ปรากฏในการค้นหาหรือบนแท็บสำรวจ ซึ่งความพยายามของ Instagram ครั้งนี้จะช่วยให้มีสแปมน้อยลง แต่มีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากธุรกิจนิรนามนี้กำลังจะปิดตัวลง เหล่า wannabe influencers เองก็จะค่อย ๆ หายไปเช่นกัน และนี่ก็จะกลายเป็นโอกาสของนักการตลาดอย่างแท้จริงสักที!

source :

https://thenextweb.com/insider/2017/07/04/instagram-is-cracking-down-on-fake-influencers/#.tnw_iafstHki

“เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” จากหลักคิดง่ายๆในอดีต สู่ระบบธุรกิจประกันที่ควรรู้

ที่ผ่านมา เราเรียนรู้กันมาเยอะแล้วเกี่ยวกับประกันประเภทต่างๆ รวมถึงหลักการวางแผน และการเลือกซื้อประกันให้เหมาะกับตัวเองด้วย ดังนั้น วันนี้ ผมจึงจะพาทุกคนมาเรียนรู้เรื่องของประกันในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งเป็นด้านตรงข้ามกับเราสิ่งที่เราได้เรียนกันมา นั่นคือด้านของฝั่ง “คนขาย” เพื่อให้เห็นภาพรวมของธุรกิจประกัน จะได้มีความเข้าใจในหลักการของการทำประกัน ในมุมมองที่กว้างขึ้นกันครับ

การทำประกันภัย มีต้นกำเนิดมาช้านาน ตั้งแต่ยุคก่อนคริสตศักราชซะอีก (ยุคราชวงศ์จีน, โรมัน, ล่าอาณานิคมโน่น) ที่การค้าขายส่วนใหญ่ ใช้การขนส่งสินค้าทางทะเล ผ่านเรือเดินสมุทรเป็นหลัก ด้วยความที่มีความเสี่ยงสูงที่สินค้าที่ขนส่งมาจะเกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะทั้งจากคลื่นลม พายุ โจรสลัด หรืออุบัติเหตุต่างๆนานา ประกันประเภทแรกที่เกิดขึ้น จึงเป็นการประกันภัยขนส่งทางทะเลนี้เอง

ซึ่งหลักการของการทำประกันภัยนั้น ถือกำเนิดขึ้นมาจากความคิดง่ายๆ นั่นคือการร่วมกัน “ลงขัน” อย่างสม่ำเสมอทุกงวด (อาจจะทุกเดือน หรือเป็นรายปี) โดยให้เงินที่ทุกคนลงขันร่วมกันเป็นเงินกองกลาง ยามที่ใครเดือดร้อน หรือเจ็บป่วย ก็มาดึงเงินกองกลางนี้ไปใช้ ถ้างวดไหนที่ไม่มีใครดึงเงินไปใช้ เงินกองกลางก็จะถูกทบไปในงวดใหม่ ทำให้เงินกองกลางเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตราบเท่าที่เงินที่ถูกดึงไปใช้ ยังน้อยกว่าเงินกองกลางที่เก็บเพิ่มได้ในแต่ละงวดรวมกัน

การทำแบบนี้ ก็เปรียบเสมือนกัน “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” ซึ่งกันละกันในสังคมนั้น มันเลยช่วยให้คนกลุ่มแรกๆที่นำหลักการทำประกันนี้ไปใช้ (น่าจะเป็นหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่ง ที่เก่าแก่มากๆ) มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จากการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดูแลซึ่งกันและกันในยามเดือดร้อน (จนกระทั่งหมู่บ้านนั้นใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ และมีใครบางคนที่มักจะมีความจำเป็นต้องดึงเงินกองกลางนี้ไปใช้บ่อยๆ เพราะสุขภาพไม่ดี คนในหมู่บ้าน ก็เริ่มที่จะไม่พอใจ และเรียกร้องให้คนที่เบิกเงินเยอะกว่าคนอื่นคนนั้น ต้องจ่ายเงินกองกลางเยอะกว่าคนอื่นๆ ในทุกๆงวด – จนเป็นที่มาของการ “ประเมินความเสี่ยง” ของการทำประกันนั่นเอง)

ระบบเงินกองกลางนี้ก็ถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ ตามขนาดของสังคมที่ใหญ่ และซับซ้อนมากขึ้น คนกลางที่ทำหน้าที่ดำเนินการในการจัดการ ก็ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็น บริษัทประกัน ตามมาด้วยฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง จนก่อเกิดเป็นธุรกิจประกันภัย ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมการเงินที่มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลหมุนเวียนอยู่มากที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่ง ในปัจจุบัน

ในปัจจุบันนั้น ธุรกิจประกันเติบโตขึ้นจากในอดีตมาก และเต็มไปด้วยผู้เล่นหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆมากมาย ที่ทำหน้าที่ต่างๆร่วมกันในธุรกิจนี้ ซึ่งจะมีผู้เล่นอยู่ 3 กลุ่มหลักๆ โดยที่แต่ละกลุ่มก็อาจจะมีผู้เล่นย่อยลงไปอีก ดังนี้

1. กลุ่มผู้รับประกัน

คือ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการ “ขาย” ประกันทั้งหมด ประกอบด้วยผู้เล่นหลักๆคือ

  • บริษัทประกัน (Insurer) คือ คนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการรับประกันภัย หน้าที่หลักๆก็คือ ร่วมสร้างสินค้าประกันกับนักคณิตศาสตร์ประกันภัย แล้วเอาไปให้ตัวแทน หรือนายหน้าเสนอขาย ถ้าขายแล้วมีคนสนใจจะทำประกัน (เป็นผู้เอาประกัน) ก็พิจารณาว่าจะรับประกันให้ผู้เอาประกันคนนี้ หรือสิ่งที่จะทำประกันนี้ (เช่น รถ, บ้าน, สินค้า ฯลฯ) ดีไหม โดยดูจากข้อมูลต่างๆของผู้เอาประกันหรือสิ่งที่จะเอาประกัน ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับวงเงินที่จะเอาประกัน (เงินที่บริษัทประกันต้องจ่ายชดเชยให้) ถ้าคุ้มเสี่ยงก็รับทำประกัน เก็บเบี้ยจากผู้เอาประกันมาบริหารจัดการ ไปทำประกันส่วนหนึ่ง ไปจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจอีกส่วนหนึ่ง และอีกส่วนที่เหลือก็เอาไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนกลับมา เป็นผลกำไรของบริษัท และจ่ายคืนเป็นผลตอบแทนส่วนหนึ่งให้ผู้เอาประกันภัย (ถ้ามี)
  • ตัวแทนประกัน (Agent) ก็เปรียบเสมือนพนักงานคนหนึ่งของบริษัทประกันนั้นๆ ที่ทำหน้าที่เสนอขายประกันให้กับผู้เอาประกัน ได้รับผลตอบแทนเป็นค่าคอมมิชชั่น และรางวัลต่างๆ
  • นายหน้าประกัน (Broker) เป็นคนกลาง ที่ทำหน้าที่แนะนำประกันประเภทต่างๆ ของหลายๆบริษัท หรือบริษัทเดียว ให้แก่ผู้เอาประกัน เหมือนตัวแทน รวมถึงให้บริการในฐานะคนกลาง ระหว่างผู้เอาประกัน กับบริษัทประกัน ในการอำนวยความสะดวกต่างๆ
  • ผู้สำรวจภัย (Surveyor) เป็นคนที่รับหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่าง บริษัทประกัน กับธุรกิจที่รับซ่อมแซมความเสียหาย ทำหน้าที่สำรวจตรวจสอบ และประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น และดำเนินการต่างๆให้บริษัทประกัน และออกใบเคลมให้กับผู้เอาประกัน โดยมากจะพบในธุรกิจประกันรถยนต์ (หรือที่เรารู้จักกันในนาม “พนักงานเคลม” นั่นแหละ) ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นพนักงานคนหนึ่งของบริษัทนายหน้าประกันภัยอยู่แล้ว หรืออาจจะเป็นบริษัทรับสำรวจภัย แยกออกมาต่างหากเลยก็ได้
  • นักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuary) เป็นคนที่เปรียบเสมือนเป็น “กุนซือ” ของธุรกิจประกันภัย ทำหน้าที่วิเคราะห์ความเสี่ยงของตลาด จากค่าสถิติต่างๆ ร่วมออกแบบสินค้าประกัน ทั้งเรื่องราคาเบี้ย และผลประโยชน์ต่างๆ และวางกลยุทธ์ในการบริหารเงินลงทุนของบริษัทประกันร่วมกับฝ่ายบริหารการลงทุน ว่าควรจะต้องเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน พูดง่ายๆคือ เป็นคนที่ต้องประเมินว่าจะออกแบบการดำเนินธุรกิจของบริษัทประกันนั้นๆอย่างไร ให้มีกำไร ไม่ให้เจ๊งหรือขาดทุน นั่นเอง นอกจากนั้น อาจรับงานไปถึงธุรกิจอื่นๆที่ต้องประเมินความเสี่ยงเช่นกัน เช่น บริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ธุรกิจธนาคาร หรือโครงการต่างๆของภาครัฐได้อีกด้วย
  • บริษัทรับประกันภัยต่อ (Re-Insurer) คือ บริษัทที่ทำหน้าที่ “ซื้อ” ความเสี่ยงภัยต่อจากบริษัทประกัน ถ้าบริษัทประกันเห็นว่า มูลค่าความเสียหายทั้งหมดที่ต้องชดใช้ให้กับผู้เอาประกันนั้นสูงเกินไป ทำให้บริษัทประกันรับความเสี่ยงเกินไป ก็จะขายมูลค่าความเสี่ยงภัยส่วนหนึ่งไปให้บริษัทรับประกันภัยต่อเอาไปช่วยบริหารจัดการต่อ ซึ่งอาจจะมีการรับประ&#

‘Human Robot Support’ หุ่นยนต์ดูแลผู้พิการจาก Toyota พร้อมใช้แล้ว

เราอาจจะรู้จัก Toyota ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก แต่อาจไม่รู้ว่าบริษัทนี้พัฒนาอุตสาหกรรมด้านหุ่นยนต์ตั้งแต่ปี 1970 และเปิดตัวอย่างจริงจังในปี 2004 กับโปรเจ็ค Partner Robot

Human Support Robot (HSR) เป็นโปรเจ็คล่าสุดของ Toyota ในเครือ Partner Robot หลังจากที่มีRobot ไกด์นำเที่ยวโรงงาน Robot เล่นไวโอลิน และRobotผู้ช่วยในสถานพยาบาล มันคือRobotที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยผู้พิการในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งถูกพัฒนาตั้งแต่ปี 2012

HSR ถูกดีไซน์ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้พิการมีอิสระมากขึ้น มันถูกควบคุมผ่านแท็บเล็ตเพื่อความสะดวกสบาย โดยสามารถใช้เปิดประตู หยิบของ รวมไปถึงการหยิบขวดน้ำ

ภายหลังการทดสอบในญี่ปุ่น นี่เป็นครั้งแรกที่ทาง Toyota ทดสอบRobotของพวกเขาในอเมริกาเหนือ โดยจะให้มันเป็นหุ่นผู้ช่วยในบ้านของ Romulo Camargo ทหารผ่านศึกจากอัฟกานิสถาน ผู้ซึ่งเป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงมา

เจ้า Robot ช่วยเปิดประตู หยิบขนมและน้ำให้เขาดื่ม ผ่านคำสั่งที่ได้รับอย่างครบถ้วน “ตอนพวกเขาเปิดกล่องและผมเห็นหุ่นยนต์ ผมคิดว่าพวกเรากำลังพลิกไปสู่บทใหม่ของหุ่นยนต์ช่วยเหลือสำหรับผู้พิการ”

“งานของพวกเขากำลังเปลี่ยนโลก”

– Camargo –

Toyota ได้ขยายการทำงานอย่างกว้างขวางในในด้านการทำงานเกี่ยวกับ AI และRobot นอกเหนือจาก Partner Robot และ รถยนต์ของ Toyota ทางบริษัทได้ลงทุนกว่า 1 พันล้านเหรียญเพื่อจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาRobotและปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะ HRS โปรเจ็ค

การลงทุนเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้พิการและการใช้Robotแก้ปัญหา ส่งผลให้ภาพลักษณ์ Toyota เป็นบริษัทที่สนใจเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ทุกรูปแบบ ไม่ใช่เฉพาะด้านรถยนต์อีกแล้ว

source :

http://newatlas.com/hsr-partner-robot-home-trial-toyota/50318/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save