[Review] ลงทุนในกองทุนทวีปเอเชีย… ขุมทรัพย์ใหม่ในการลงทุน

ตลาดหุ้นแถบเอเชียถือว่าเป็นตลาดหุ้นที่เย้ายวนใจนักลงทุนมาก

ถึงแม้ว่าลักษณะตลาดโดยทั่วไปของทวีปนี้อาจจะไม่ได้ใหญ่และแข็งแรงเท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่อย่างทางตะวันตก เช่น ตลาด NYSE และตลาด NASDAQ ของสหรัฐอเมริกา แต่ตลาดหุ้นเอเชียก็มีเสน่ห์อยู่ที่การเติบโตอย่างน่าสนใจในอนาคต เนื่องจากถ้าเทียบกับประชากรโลกแล้ว ประชากรในทวีปเอเชียยังดูมีแนวโน้มการเติบโตได้อีกมาก ทั้งในแง่จำนวนประชากร ค่าอายุเฉลี่ยประชากร รวมไปถึงรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรในประเทศ

[Review] ลงทุนในกองทุนทวีปเอเชีย... ขุมทรัพย์ใหม่ในการลงทุน

จากข้อมูลของ worldpopulationreview จะพบว่าค่าเฉลี่ยของการเติบโตของประชากรโลกมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.0838 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ยุโรปมีค่าต่ำสุดที่ 0.0389 เปอร์เซ็นต์ อเมริกาเหนืออยู่ที่ 0.7389 เปอร์เซ็นต์ และเอเชียอยู่ที่ 0.9144 เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตของประชากรของเอเชียจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่ถ้าเทียบตัวเลขกับภูมิภาคยุโรปและอเมริกาเหนือแล้วก็ถือว่าน่าสนใจกว่าอย่างเห็นได้ชัด และถึงแม้ว่าจะเทียบกับภูมิภาคอื่นที่มีการเติบโตของประชากรสูงกว่า แต่ถ้าเทียบในแง่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองแล้ว เอเชียก็ถือว่ามีความน่าสนใจมากกว่าในแง่ของการลงทุน

นักลงทุนจะสามารถลงทุนในประเทศอื่นในเอเชียอย่างไรได้บ้าง?

การลงทุนในต่างประเทศนั้นเรียกได้ว่าเป็น “ท่ายาก” พอสมควร เพราะนอกจากวิธีการทำธุรกรรมที่ยุ่งยากและซับซ้อนกว่ามากแล้ว การเลือกหุ้นพิจารณาลงทุนก็ยากด้วยเช่นกัน เพราะนักลงทุนต้องเริ่มต้นศึกษาหุ้นที่ไม่รู้จักและไม่คุ้นเคย ในสภาวะแวดล้อมทางประเพณี วัฒนธรรม และเศรษฐกิจที่แตกต่างกันออกไป หลายครั้งการลงทุนในต่างประเทศก็ยากจนน่าท้อใจ และกองทุนรวมก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี

วันนี้ลงทุนศาสตร์หยิบเอากองทุนรวมที่มีพอร์ตการลงทุนในภูมิภาคเอเชียมาแกะไส้ในให้ดู 2 ตัว ได้แก่ ‘SCBAEM’ และ ‘SCBAPLUS’


SCBAEM : กองทุนเน้นการกระจายการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย เน้นหุ้นที่มีการเติบโตสูงและผลตอบแทนต่อเงินลงทุนดี

SCBAEM หรือ SCB ASIAN EMERGING MARKETS OPEN END FUND เป็นกองทุนเปิดของบลจ. ไทยพาณิชย์ โดยกองทุนดังกล่าวจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศที่มีชื่อว่า BGF Asian Growth Leaders Fund อีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นกองทุนที่เน้นนโยบายการลงทุนเชิงรุกในบริษัทที่อยู่ในทวีปเอเชียหรือทำธุรกิจอยู่ที่ทวีปเอเชีย โดยไม่รวมประเทศญี่ปุ่น ผู้จัดการกองทุนเน้นไปที่บริษัทที่มีการเติบโตของรายได้ และผลตอบแทนต่อเงินที่สูง

[Review] ลงทุนในกองทุนทวีปเอเชีย... ขุมทรัพย์ใหม่ในการลงทุน

ที่มา : morningstar.co.uk (ข้อมูลวันที่ 31/05/2017)

จากผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีของกองทุนหลักที่ SCBAEM ไปลงทุนต่อ พบว่าพบตอบแทนสูงกว่ากองทุนรวมที่อยู่ในหมวดเดียวกันและดัชนีชี้วัดอย่างเห็นได้ชัด โดยจากช่วงระยะเวลา 5 ปี กองทุนเอาชนะดัชนีได้ถึง 4 ปี คือในปี 2013 ปี 2014 ปี 2016 และปี 2017 ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า MSCI AC Asia Ex Japan ดัชนีที่ใช้สำหรับเปรียบเทียบกับกองทุนหลักนี้ โดยเฉลี่ย เท่ากับ 1.1 เปอร์เซ็นต์ 11.4 เปอร์เซ็นต์ 25.8 เปอร์เซ็นต์ และ 15.7 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ โดยมีเพียงปี 2015 ที่น้อยกว่า แต่ผลตอบแทนก็ยังอยู่ในแดนบวก

เมื่อเจาะลึกลงไปถึงหุ้นไส้ในที่กองทุนรวมนี้ถือพบว่า หุ้น 3 อันดับแรกที่กองทุนรวมนี้ถืออยู่ตามที่ได้ประกาศออกมาล่าสุดคือ

  • Samsung Electronics Co Ltd บริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์โทรศัพท์มือถือซัมซุงซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดโทรศัพท์สมาร์ทโฟนอันดับหนึ่งของโลกอยู่ในปัจจุบัน
  • Tencent Holdings Ltd บริษัทไอทีเจ้าตลาดของประเทศจีน เจ้าของแอพพลิเคชัน WeChat ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารและโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดที่ประเทศจีน
  • AIA Group Ltd บริษัทประกันชื่อดังระดับโลกของฮ่องกง โดยภาพรวมเห็นได้ชัดว่ากองทุนเน้นการลงทุนในหุ้นที่อยู่ใน Megatrend ดูมีแนวโน้มการเติบโตในอนาคตที่สูง และให้ผลตอบแทนต่อเงินทุนค่อนข้างมาก

SCBAEM เหมาะกับใคร?

SCBAEM เหมาะกับนักลงทุนที่สนใจในศักยภาพการเติบโตของภูมิภาคเอเชีย และยินดีที่จะถือกองทุนรวมได้ในระยะกลางหรือยาว ระหว่างลงทุนกองทุนจะไม่มีการจ่ายปันผล แต่เลือกที่จะสะสมมูลค่าเงินลงทุนเพื่อการเติบโตทบต้นไปแทน ผลตอบแทนของการลงทุนอาจผันผวนได้จากภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นแต่ละประเทศ แต่การลงทุนในกองทุนรวมที่กระจายการลงทุนในหุ้นหลายประเทศก็ช่วยลดความผันผวนไปได้ประมาณหนึ่ง

สามารถดูหนังสือชี้ชวน(FUND FACT SHEET) เพิ่มเติมได้ที่
https://www.scbam.com/medias/fund-doc/summary-prospectus/SCBAEM_SUM.pdf


SCBAPLUS : กองทุนเน้นการกระจายการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เน้นการกระจายความเสี่ยงและการสร้างกระแสเงินสด *กองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อยและผู้มีเงินลงทุนสูง

SCBAPLUS หรือ SCB Asia Pacific Income Plus Fund เป็นกองทุนเปิดของบลจ. ไทยพาณิชย์ โดยกองทุนดังกล่าวจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศที่มีชื่อว่า JPMorgan Funds Asia Pacific Income Fund อีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นกองทุนที่เน้นนโยบายการลงทุนเชิงรุกในบริษัทที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิกหรือทำธุรกิจอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิก โดยไม่รวมประเทศญี่ปุ่น ผู้จัดการกองทุนเน้นไปที่สินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น หุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์

[Review] ลงทุนในกองทุนทวีปเอเชีย... ขุมทรัพย์ใหม่ในการลงทุน

ที่มา : morningstar.co.uk (ข้อมูลวันที่ 31/05/2017)

จากผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีของกองทุนหลักที่ SCBAPLUS ไปลงทุนต่อ พบว่าผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนรวมที่อยู่ในหมวดเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด โดยจากช่วงระยะเวลา 5 ปี กองทุนเอาชนะกองทุนรวมในหมวดเดียวกันได้ทุกปี แม้กระทั่งในปี 2017 ที่ผลตอบแทนจนถึงปัจจุบันของค่าเฉลี่ยกองทุนรวมในหมวดเดียวกันเป็นลบ แต่กองทุนก็ยังคงให้ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ได้

เมื่อเจาะลึกลงไปถึงหุ้นไส้ในที่กองทุนรวมนี้ถือพบว่า หุ้น 3 อันดับแรกที่กองทุนรวมนี้ถืออยู่ตามที่ได้ประกาศออกมาล่าสุดคือ

  • Korea Electric Power Corp ซึ่งเป็นบริษัทผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานความร้อนยักษ์ใหญ่ของเกาหลี หันไปดูค่าอัตราส่วนทางการเงินก็น่าสนใจมาก เพราะบริษัทดังกล่าวให้ผลตอบแทนในรูปเงินปันผลมากกว่า 4 เปอร์เซ็นต์ และมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (PE ratio) ต่ำกว่า 5
  • ในขณะที่อันดับสองคือบริษัท HSBC Holdings PLC บริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ของโลกที่มีฐานธุรกิจจำนวนมากอยู่ในเอเชีย
  • บริษัท CK Hutchison Holdings Ltd บริษัทโฮลดิ้งในฮ่องกงที่กระจายการลงทุนอย่างหลากหลาย ตั้งแต่ ธุรกิจบริหารท่าเรือ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจสาธารณูปโภค ธุรกิจพลังงาน ไปจนถึงธุรกิจโทรคมนาคม

SCBAPLUS เหมาะกับใคร?

SCBAPLUS เหมาะกับนักลงทุนที่สนใจในศักยภาพการเติบโตของภูมิภาคเอเชีย แต่ต้องการรายได้ที่สม่ำเสมอและผันผวนน้อยกว่า โดยกองทุนรวมจะมีบริการซื้อคืนอัตโนมัติที่ช่วยจ่ายกระแสเงินสดให้กับนักลงทุนตลอดระยะเวลาการลงทุน ซึ่งมีลักษณะคล้ายการจ่ายปันผลที่ผู้จัดการกองทุนจะบริหารช่วงเวลาที่จะซื้อคืนหน่วยลงทุนเพื่อคืนเงินแก่นักลงทุนตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ นักลงทุนดังกล่าว จะต้องเป็นผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อย ก็คือเป็นผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ ตามนิยามคณะกรรมการ ก.ล.ต. และเป็นผู้มีเงินลงทุนสูง โดยลงทุนครั้งแรกในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ตั้งแต่ 550,000 บาทขึ้นไป

สามารถดูหนังสือชี้ชวน(FUND FACT SHEET) เพิ่มเติมได้ที่
https://www.scbam.com/medias/fund-doc/summary-prospectus/SCBAPLUS_SUM.pdf


SCBAEM และ SCBAPLUS ต่างกันอย่างไร?

ทั้งสองกองทุนเน้นการกระจายการลงทุนในภูมิภาคเอเชียเหมือนกัน แต่ SCBAEM จะมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในหุ้นเป็นหลัก โดยเฉพาะหุ้นที่มีการเติบโตสูงและผลตอบแทนต่อเงินลงทุนดี เน้นการสะสมความมั่งคั่งในระยาว ในขณะที่ SCBAPLUS มุ่งเน้นการลงทุนไปในสินทรัพย์การลงทุนที่หลากหลาย ตั้งแต่หุ้น ตราสารหนี้ ไปจนถึงกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เน้นการกระจายความเสี่ยงและการสร้างกระแสเงินสด

ทั้งสองกองทุนจะเหมาะกับนักลงทุนที่สนใจในการเติบโตของทวีปเอเชียและสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในต่างประเทศได้ แต่ SCBAEM จะเหมาะกับนักลงทุนที่เน้นการสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว ไม่เน้นปันผล ชอบลงทุนในหุ้น และรับความเสี่ยงได้มากกว่า ในขณะที่ SCBAPLUS จะเหมาะกับนักลงทุนที่เน้นการกระจายความเสี่ยง สร้างผลตอบแทนในรูปของกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอผ่านการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติที่จะให้เงินสดคล้ายการจ่ายปันผลตลอดการลงทุน และสามารถรับความเสี่ยงเฉพาะจากการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทที่ลงทุนได้

[Review] ลงทุนในกองทุนทวีปเอเชีย... ขุมทรัพย์ใหม่ในการลงทุน

ทวีปเอเชียยังคงดูมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก หากสนใจในการเติบโตนี้ ลองศึกษาการลงทุนในทวีปเอเชียไปด้วยกัน ไม่ว่ายังไงก็ตามนักลงทุนอย่าลืมศึกษาข้อมูล เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และอ่านหนังสือชี้ชวนทุกครั้งก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

แวะเวียนดูกองทุนหุ้น ว่าหลัง IPO แล้วเป็นอย่างไร ?

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ผมหมอนัท คลินิกกองทุนคนเดิม หลายวันก่อนผมได้โอกาสไปบรรยายให้กับทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ในเรื่องการลงทุนกับกองทุน ซึ่งมีประเด็นคำถามหนึ่งที่น่าสนใจมาก ๆ ก็คือ มีนักลงทุนรายย่อยเข้ามาถามผมว่า เขาเพิ่งซื้อกองทุนที่เปิดใหม่ หรือว่า IPO มาประมาณ 4-5 เดือนแล้ว แต่ผลตอบแทนที่ได้นั้น ดูเหมือนว่าจะยังไม่ค่อย “ถูกใจ” เสียเท่าไหร่ เนื่องจากว่ายังคงขาดทุน ทำให้รู้สึกว่ากองทุนที่ถืออยู่นั้นไม่ค่อยดี ไม่มีประสิทธิภาพเท่าไหร่ครับ เลยจะมาปรึกษาว่าจะต้องทำอย่างไรดี จะขายเลยดีหรือไม่ อยากจะได้คำตอบในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

ผมเลยคิดว่าหลาย ๆ คนที่ลงทุนอยู่เองก็น่าจะมีปัญหาที่คล้าย ๆ กัน ดังนั้นบทความนี้ก็เลยจะพุ่งเป้าไปที่การติดตามผลตอบแทนของกองทุนเพื่อดูว่า กองทุนที่เราซื้อมานั้นยังคงทำงาน ทำเงินได้ดีอยู่หรือไม่ และเราควรจะทำอย่างไรต่อไป

หลายครั้งนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนส่วนใหญ่นั้น มีความคาดหวังว่ากองทุนที่ตนเองซื้อมานั้นจะสามารถทำกำไรได้ในระยะสั้น ๆ และน่าจะทำให้เราร่ำรวยได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากอัตราผลตอบแทนย้อนหลังที่ดูดี (น้อยคนที่จะทราบว่าระหว่างทางนั้นมันขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างกับรถไฟเหาะ) แต่จริง ๆ แล้วการลงทุนในระยะสั้น ๆ กับกองทุนย่อมมีความผันผวนเกิดขึ้นครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนหุ้นที่ผันผวนตามตลาดหุ้นนั่นเอง

ดังนั้นนักลงทุนเองก็ควรที่จะต้องทนรับความผันผวนในระยะสั้นให้ได้ และต้องมีการติดตามการลงทุนอย่างถูกต้องเพื่อไม่ให้เราตัดสินใจผิดพลาดขายกองทุนที่เราถือเพื่อลงทุนระยะยาวออกก่อนเวลาอันควร ซึ่งจะเป็นตัวทำร้ายการลงทุน หรือการเก็บสะสมความมั่งคั่งในระยะยาวครับ

การวัดผลแบบง่าย ๆ ว่ากองทุนที่เราถืออยู่นั้น ยังคงทำผลตอบแทนได้ดีอยู่และไม่ควรที่จะไปขายก่อนเวลาอันควร เราจะดูกันอยู่ประมาณ 2 อย่างนั่นก็คือ

1. กองทุนยังคงชนะดัชนีมาตรฐาน หรือว่า Benchmark ได้หรือไม่

2. กองทุนยังคงอยู่ในกลุ่มผู้นำของกองทุนประเภทเดียวกัน ได้หรือไม่

โดยส่วนใหญ่ หากกองทุนยังคงทำผลตอบแทนได้ดีจนเขาข่ายชนะข้อ 1 หรือว่า ข้อ 2 ได้ ผมถือว่ายังคงเป็นกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีอยู่ อาจจะไม่ต้องปรับเปลี่ยนไปลงทุนในกองทุนอื่น ๆ แต่อย่างใด

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น ผมจะขอยกตัวอย่างกองทุนที่ผมได้เคย รีวิวไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นกองทุนที่เพิ่ง IPO ไปไม่นาน กองทุนที่ผมจะนำมาเป็นตัวอย่างก็ได้แก่กองทุนจาก บลจ. กรุงศรี​ 2 กองทุนนี้ครับ

1. กองทุน KFTHAISM

2. กองทุน KFTSTAR-D

ถ้าใครอยากทราบว่ากองทุน 2 กองทุนนี้ไปลงทุนในหุ้นแบบไหน กลุ่มไหน และมีสไตล์การลงทุนเป็นอย่างไร สามารถอ่านย้อนหลังได้จาก Link ที่อยู่ด้านหลังชื่อของกองทุนครับ

คราวนี้เรามาดูกันต่อครับว่ากองทุน 2 กองทุนนี้จะให้ผลตอบแทนเป็นอย่างไรกัน คนที่ลงทุนอยู่แล้วควรจะลงทุนต่อหรือลงทุนเพิ่มได้อย่างสบายใจหรือไม่ และสำหรับผู้ที่กำลังมองหากองทุนหุ้นอยู่ 2 กองทุนนี้น่าสนใจมากน้อยแค่ไหนกันครับ

ก่อนอื่นเลยครับเรามาดูกันว่า 2 กองทุนนี้ สามารถเอาชนะดัชนีมาตรฐาน หรือว่า Benchmark ได้หรือไม่ จาก Fund Fact Sheet และ จาก เว็บไซต์ของ บลจ. กรุงศรี

ข้อมูลกองทุนของ KFTHAISM

ข้อมูลกองทุนของ KFTSTAR-D

เราจะเห็นได้ว่ากองทุน 2 กองทุนนี้ยังคงทำผลตอบแทนได้สูงกว่า Benchmark ที่ระบุไว้ใน Fund Fact Sheet ครับ

จากข้อมูลเปรียบเทียบนี้ก็แสดงว่ากองทุน 2 กองทุนนี้ ยังคงทำผลตอบแทนได้ไม่แพ้ตลาดหุ้นครับ ซึ่งแน่นอนว่าการติดตามนั้นเราคงจะไม่ดูเพียงแค่ตอนได้ผลตอบแทนที่เป็นบวกอย่างเดียว หากตลาดหุ้นเป็นขาลง กองทุนเองก็ควรที่จะชนะตลาด ฯ ด้วยเช่นเดียวกันครับ เช่น หากตลาดหุ้นตกลง 10% กองทุนเองก็ควรที่จะบริหารความเสี่ยงให้การตกลงของมูลค่าหน่วยลงทุนนั้นลดลงน้อยกว่าที่ตลาดหุ้นตกลงไป เช่น อาจจะลดลงไม่ถึง 10% และถ้าหากบริหารได้ถึงขนาดพลิกกลับมาเป็นบวกได้นี่ก็ต้องถือว่ากองทุนนั้นทำผลตอบแทนได้อย่างดีเยี่ยมนั่นเองครับ

คราวนี้เรามาดูกันต่อครับว่า 2 กองทุนนี้จะอยู่ในกลุ่มผู้นำหรือไม่อย่างไร การที่เราจะตัดสินว่ากองทุนไหนยังคงทำผลตอบแทนได้ดีสม่ำเสมอ และเป็นผู้นำนั้นเราจะดูจาก percentile ครับ 

หากใครยังสงสัยเรื่องการอ่านผลตอบแทนแบบ percentile ให้อ่านที่บทความนี้ก่อนนะครับ หากอธิบายคร่าว ๆ ก็คือ หากกองทุนทำผลตอบแทนได้ดี ก็ควรที่จะได้อันดับต้น ๆ เปรียบเทียบเหมือนกับว่า หากมีนักเรียนสอบกัน 100 คน คนนี้จะสอบได้อันดับที่เท่าไหร่ครับ โดยแบ่งเป็นอันดับดังนี้

1. สอบได้ลำดับที่สูงกว่า อันดับที่ 5 ขึ้นไป

2. สอบได้ที่ 5-25

3. สอบได้ที่ 25-50

4. สอบได้ที่ 50-75

5. สอบได้ลำดับที่ต่ำกว่า อันดับที่ 95 ลงไป

ซึ่งถ้าดูจากผลตอบแทนที่เกิดขึ้นกองทุน KFTHAISM นั้นก็สามารถผลตอบแทนได้ในลำดับ percentile ดังนี้ครับ

ในช่วงระยะเวลา 3 เดือน อยู่ใน Percentile ที่ 5-25

ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน อยู่ใน Percentile ที่ 5-25

ในช่วงระยะเวลา 1 ปี อยู่ใน Percentile ที่ 5 ขึ้นไป

ซึ่งก็ถือว่าทำผลตอบแทนได้ดีทีเดียวครับ โดยเฉพาะผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีที่อยู่ในกลุ่มผู้นำ

ส่วนกองทุน KFTSTAR-D นั้นคงยังไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบแบบ percentile ได้ เนื่องจากยัง IPO

แจ้งเตือนมลพิษแบบ Realtime ความสามารถของแอพ Map ในอนาคต

มลภาวะทางอากาศเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบไปทั่วทุกที่โดยเฉพาะผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมือง แต่จากการค้นคว้าพบว่าปัญหามลพิษทางอากาศแตกต่างกันอย่างมาก แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใกล้กันก็ตาม จึงมีความเป็นไปได้ว่าในพื้นที่ปลอดภัยอาจมีพื้นที่ที่มีมลภาวะทางอากาศมากผิดปกติอยู่ จึงควรช่วยให้ผู้คนเลี่ยงที่จะเข้าใกล้พื้นที่นั้น ถ้าไม่จำเป็น เพื่อสุขภาพของพวกเขาเอง

นักวิจัยจาก Environmental Defense Fund (EDF) มหาวิทยาลัย Texas และ Aclima ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ได้ทำการติดตามรถของ Google Street View ซึ่งติดตั้งระบบตรวจจับคุณภาพอากาศ ในช่วงเวลาที่พวกเขากำลังขับผ่านใน Oakland 

รถคันนี้สามารถวัดค่าคาร์บอนดำ ไนตริกออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ในอากาศได้ พวกเขาเก็บตัวอย่างมากกว่าสามล้านตัวอย่างระหว่างการทดลองที่นานนับปี

ผลการทดลองสรุปได้ว่าตัวแปรต่างๆ เช่น วัน เวลา การจราจร และปัจจัยอื่นๆ มีผลต่อการสร้างมลพิษอย่างมากในช่วงทางด่วน สะพาน และร้านอาหาร พวกมันกลายเป็นภัยเงียบที่เชื่อมโยงไปยังโรคต่างๆ เช่น หอบหืด โรคหัวใจ และอื่นๆ

ข้อมูลนี้ถูกสร้างเป็นแผนที่ที่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับมลภาวะในเขตต่างๆ มันจะมีการเปลี่ยนแปลงตามวันและเวลาเพื่อแสดงให้เห็นว่าช่วงไหนที่มีมลพิษมากเพื่อให้ผู้คนหลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น Dr.Steven Hamburg ผู้เป็นหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ใน EDF กล่าวว่ามลภาวะที่เราเผชิญอาจจะต่างกันถึงห้าเท่าแม้ว่าจะยืนอยู่ห่างกันในระดับไม่กี่ช่วงตึกก็ตาม

“พวกเราพยายามทำความเข้าใจรูปแบบของมันให้มากขึ้น และพวกเราเชื่อว่าข้อมูลจาก Oakland และการศึกษาจากเมืองอื่นๆจะทำให้เรารู้ว่าเราต้องเน้นในส่วนไหนและจัดการกับมันอย่างไรได้บ้าง” Dr.Hamburg กล่าว

Alclima ที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งตั้งอยู่ในซานฟรานซิสโก กำลังมองหาช่องทางความเป็นไปได้ที่จะวางระบบสุ่มตรวจตัวอย่างอากาศในรถประจำทางหรือรถบรรทุกที่ทำงานอยู่ในเมือง รวมไปถึงสถานที่จอดรถใหญ่ ๆ เพื่อวัดค่าสภาพอากาศให้ตรงกับปัจจุบันมากที่สุด

ข้อมูลนี้อาจจะถูกนำลงกูเกิลแมพและแอพลิเคชั่นแผนที่อื่นๆ ที่ผู้คนสามารถใช้งานได้ง่าย เพียงแค่เปิดสมาร์ทโฟนเพื่อตรวจสอบว่าตรงจุดไหนที่ควรเลี่ยง ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถเลือกไปในเส้นทางที่เต็มไปด้วยอากาศสะอาดๆ หรือใช้ข้อมูลสำหรับการเลือกอพาร์ทเมนต์ที่มลภาวะรอบข้างน้อย

“การทำงานด้านวิทยาศาสตร์เป็นเพียงวิธีการเท่านั้น ไม่ใช่เป้าหมาย เป้าหมายของพวกเราคือสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ได้มานั้นมันมีประโยชน์และถูกใช้งานในทางบวกกับผู้คน” – Dr.Hamburg –

source :

https://futurism.com/an-app-can-identify-highly-polluted-areas-in-cities/

โอกาสใหม่ ‘ม่านตาเทียมอัตโนมัติ’ เพื่อผู้มีปัญหาสายตาพัฒนาไปอีกขั้น

ดวงตาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ มันทำให้เรามองเห็นและรับรู้ความสวยงามบนโลกได้มากมาย แต่อาจมีบางคนที่สูญเสียโอกาสในการมองเห็นจากหลายๆ สาเหตุ 

รูม่านตาเป็นเส้นทางที่เปิดนำแสงเข้าสู่เรติน่าภายในเพื่อทำให้เรามองเห็นได้ และตัวม่านตาที่เป็นเนื้อเยื่อนั้นจะเปิดและปิดเพื่อที่จะควบคุมแสงที่ผ่านเข้าไปยังรูม่านตา การจำลองการทำงานของม่านตานั้นเป็นหนึ่งในสิ่งที่กล้องแทบทุกตัวทำได้ แต่สิ่งที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากโปแลนด์และฟินแลนด์กำลังทำอยู่มันเหนือกว่านั้น พวกเขากำลังทำม่านตาเทียมอัตโนมัติ ที่ทำงานเหมือนกับม่านตามนุษย์จริงๆ และภายในอนาคตมันสามารถนำไปแทนที่ม่านตาที่ถูกทำลาย หรือติดเชื้อได้ 

อุปกรณ์คล้ายคอนแทคเลนส์นี้ ถูกสร้างขึ้นโดยการร่วมมือจากทีมวิจัยของ Finland’s Tampere University of Technology Poland’s University of Warsaw และ Wroc?aw Medical University.

โดยทำมาจากโพลิเมอร์ที่จะขยายตัวเมื่อพบกับแสงและหดตัวกลับเมื่อแสงเริ่มหายไป ทำให้การทำงานของมันนั้นขึ้นอยู่กับระดับแสงที่ได้รับภายนอก เหมือนกับม่านตาจริงๆ และไม่เหมือนกับม่านรับแสงอัตโนมัติของกล้อง เพราะไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานภายนอกหรือว่าระบบตรวจจับแสงจากข้างนอกมากระตุ้น

เพื่อให้สามารถใช้ในดวงตาได้จริงๆ นักวิทยาศาสตร์จึงทำการพัฒนาเพื่อที่ให้ม่านตาเทียมทำงานได้ในสิ่งแวดล้อมที่มีน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพความไวในการรับแสง เพื่อที่การทำงานใกล้เคียงกับม่านตาปกติมากที่สุด

การวิจัยนี้เป็นของศาสตราจารย์ Arri Priim?gi จาก Tampere ได้ถูกตีพิมพ์และเผยแพร่ให้อ่านแล้ว ผู้ที่สนใจสามารถอ่านต่อได้ที่

http://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1002/adma.201701814/abstract

sources :

http://newatlas.com/artificial-iris/50191/

http://www.tut.fi/en/about-tut/news-and-events/artificial-iris-responds-to-light-like-the-human-eye-x214065c2

Amazon เผยข้อมูลสิทธิบัตร ‘หอคอยโดรน’ สำหรับขนส่งสินค้าในชุมชนเมือง

ในหนังไซไฟหรือนิยายวิทยาศาสตร์ที่ดูเหนือธรรมชาติมักมีอะไรแปลกตาให้เห็นอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องย้ายมวลสาร ระบบขนส่งโดยหุ่นยนต์รูปแบบต่างๆ แน่นอนว่ามันต้องมีโดรน และความคิดล้ำๆแบบนั้นก็ไม่ได้เกินไปกว่าวิสัยทัศน์ของทางบริษัท Amazon ที่มองเห็นความเป็นไปได้ในการทำให้มันเกิดขึ้นจริง เพื่อเป็นผู้นำในด้านการขนส่งที่รวดเร็วและแม่นยำ

จากสิทธิบัตรมีการระบุถึงฐานเก็บโดรนในรูปแบบแนวตั้งที่จะดีไซน์มาเพื่อวางไว้ในชุมชนเมืองขนาดใหญ่ รูปแบบทรงกระบอก มีความสูงหลายชั้นซึ่งจะเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ โดยชั้นล่างเป็นหน่วยรับสินค้าผ่านรถบรรทุก
จากนั้นหุ่นโดรนที่อยู่ภายในก็จะรับสินค้านั้น ๆ ออกไปส่งผู้บริโภค แล้วกลับเข้ามาผ่านหน้าต่างที่มีอยู่ทั่วจนเหมือนรังผึ้ง

ตามปกติแล้วคลังเก็บสินค้ามักตั้งอยู่ในเขตชานเมือง และมันควรจะเข้าใกล้มากกว่านี้เพื่อเข้าถึงผู้คนส่วนใหญ่ สิทธิบัตรของ Amazon ที่เพิ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ก็เหมือนเป็นทางออกของปัญหา และการขนส่งด้วยโดรนอาจจะเป็นภาพธรรมดาๆ สำหรับในอนาคตอันใกล้นี้จริงๆ

นอกจากสามารถนำเข้าสินค้าจากด้านล่างด้วยรถและขนส่งด้วยโดรนแล้ว หน้าต่างแต่ละบานก็จะถูกรักษาความปลอดภัย เพราะมันจะเปิดก็ต่อเมื่อมีโดรนที่ได้รับการรับรองบินเข้ามาเท่านั้น ซึ่งด้านในจะมีฐานที่สามารถดีดโดรนออกไปด้านนอกได้แทนที่จะปล่อยให้พวกมันบินออกไปได้ด้วยตัวเอง

ระบบควบคุมที่ยังไม่สามารถระบุได้ จะคอยจัดการฝูงโดรนที่บินเข้าบินออกอาคารหลังนี้ นอกจากนี้ในสิทธิบัตรได้บอกเกี่ยวกับการให้ความสำคัญเรื่องปล่อยโดรนออกไปทางด้านบน เพื่อลดผลกระทบอันเกิดจากเสียงโดรนที่อาจรบกวนเพื่อนผู้คนใกล้เคียงได้

เมื่อโดรนออกไปและกลับเข้ามา จะมีหุ่นยนต์คอยเข้าตรวจสอบและชาร์จพลังงานให้มัน รวมไปถึงการเปลี่ยนแบตเตอร์รี่และการขนย้ายโดรนไปชั้นอื่นๆด้วย ในตัวตึกเองก็จะมีลิฟท์อากาศคอยขนส่งของเพื่อสนับสนุนเช่นเดียวกัน

ต่อไปในอนาคตเราอาจจะได้ยินเสียงหึ่งๆของโดรนลอยว่อนเต็มไปตามยอดอาคาร เมื่อโดรนเป็นพันๆบินเข้าและออกเพื่อขนส่งสินค้า

sources :

http://newatlas.com/amazon-drone-delivery-tower-hive/50180/

ZAZZET บริการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ยุค Fintech เปิดโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงสุดถึง 15% ต่อปี

สวัสดีครับวันนี้พี่ต้าร์มีเรื่องการทำนิติกรรมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์อีกรูปแบบหนึ่งมาเล่าให้ฟัง ก็คือ “การซื้อ-ขายฝาก” หลายๆ คนก็อาจจะเคยได้ยินคำนี้มาบ้าง แต่ก็คงมีไม่น้อยที่ไม่เคยรู้จักกับคำนี้นะครับ และแน่นอนว่าก็คงมีคำถามกันเยอะแยะมากมายเลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ กฎหมาย การใช้บริการ ข้อควรระวังและความเสี่ยง มาอ่านกันเลยนะครับ

การซื้อ-ขายฝากคืออะไร?

การซื้อ-ขายฝาก คือ การทำนิติกรรมการซื้อขายรูปแบบหนึ่งซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะตกเป็นของผู้รับซื้อฝากทันที แต่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ขายนั้น สามารถนำเงินมาไถ่ถอนทรัพย์สินของตนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยในส่วนของผู้ที่เป็นฝ่ายรับซื้อฝากนั้น ก็จะมีสิทธิที่จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายฝากสูงสุดถึง 15% ต่อปี หรือ 1.25 % ต่อเดือนและได้รับเงินจากการขายฝากคืนทันทีหากมีการไถ่ถอนเกิดขึ้นโดยจะมีส่วนประกอบดังนี้นะครับ

  • ผู้ขายฝาก: เป็นผู้ที่มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ และต้องการที่จะขายฝากอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ให้กับ ผู้รับซื้อฝาก โดยหากผู้ขายฝากมีความประสงค์ที่จะเอากรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้นคืนในอนาคต ก็ต้องจ่ายเงินไถ่ถอนตามข้อตกลงในสัญญา แต่ทั้งนี้ การไถ่ถอนดังกล่าวก็จะต้องทำภายในกำหนดระยะเวลาที่ตกลงกันด้วย แต่ทั้งนี้ ในกรณีของอสังหาริมทรัพย์กฎหมายก็ได้บัญญัติว่าจะต้องไม่เกินไปกว่า 10 ปี
  • ผู้รับซื้อฝาก: ผู้ที่สนใจรับซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยยอมรับเงื่อนไขว่า ผู้ขายฝากอาจจะนำเงินตามจำนวนที่ตกลงกันไว้มาไถ่ถอนอสังหาริมทรัพย์นั้นได้ โดยผู้รับซื้อฝากมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญาอีกด้วย แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน ร้อยละ 15 ต่อปี

บริการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ออนไลน์

มาถึงยุคนี้แน่นอนว่ามันเป็นยุคของการทำ Fintech แล้ว ทุกอย่างสามารถอยู่บนโลกออนไลน์ทำให้ผู้ที่ต้องการขายฝากและผู้ที่ต้องการรับซื้อฝากมาเจอกันได้ทั้งประเทศ โดยหนึ่งในผู้ที่ให้บริการในด้านนี้ ก็คือ

‘บริษัท ZAZZET’  (www.zazzet.com) ซึ่งเป็นบริษัท Startup ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาโดยเป็นเว็บไซต์จับคู่ซื้อ-ขายฝากออนไลน์ และเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ความรู้และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจขายฝากอสังหาฯให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

เดิมทีการขายฝากนั้นจะเป็นการตกลงกันระหว่าง ‘ผู้ขายฝาก’ กับ ‘ผู้รับซื้อฝาก’ ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องเดินทางไปทำสัญญาที่กรมที่ดินกันเอง โดยในบางทีการประเมินราคาก็จะเกิดความไม่แน่ใจว่าต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ที่คุ้มค่ากันมากแค่ไหน สูงเกินไปหรือต่ำเกินไปไหม

นี่ก็คือจุดที่ทาง ZAZZET จะเข้ามาเป็นพื้นที่สื่อกลางช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหลายๆอย่าง ตามที่ผมได้ศึกษาดู ZAZZET ก็มาช่วยในเรื่องดังนี้ครับ

  • มีการประเมินทรัพย์สินโดยผู้เชี่ยวชาญ: ไม่ใช่ว่าทุกทรัพย์สินจะนำมาขายฝากได้นะครับ เขามีข้อกำหนดของเขาอยู่เหมือนกัน ทรัพย์จะต้องผ่านการประเมินราคาอย่างเป็นธรรมโดยบริษัทที่ผ่านการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) หรือ ราคาประเมินจากหน่วยงานราชการ

  • ใช้ระบบการจับคู่ (Online Matching): ผู้รับซื้อฝากจะต้องเข้ามายื่นข้อเสนอครับ โดยจะต้องยื่นข้อเสนอทั้งอัตราผลประโยชน์ตอบแทนและราคาขายฝาก โดยผู้ขายฝากก็จะเป็นผู้พิจารณาและเลือกข้อเสนอจากอัตราการจ่ายผลประโชน์ตอบแทนและวงเงินที่ต้องการได้ด้วยตนเองครับ ส่วนผู้รับซื้อฝากก็มีโอกาสที่จะเป็นเจ้าของที่ดินได้ หรืออย่างน้อยหากผู้ขายฝากนำเงินมาไถ่ถอนก็ยังได้รับผลในผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดถึง 15% ต่อปีได้ ข้างล่างจะเป็นตารางข้อกำหนดเงื่อนไขนะครับ

วิธียื่นข้อเสนอของระบบการจับคู่

เสนอราคาเพิ่มหรือลดได้ครั้งละ 50,000 จนสูงสุดที่ 100% ของราคาประเมิน
และเสนออัตราผลประโยชน์ตอบแทนได้ไม่เกิน 15% ต่อปีและต่ำลงได้ครั้งละ 0.25%

  • อำนวยความสะดวกในเรื่องกระบวนการ: สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่เคยรู้จักกับการทำนิติกรรมการขายฝากนะครับ ทาง ZAZZET เขาจะเป็นตัวกลางในการประสานงานตั้งแต่การหาผู้ขายฝากและผู้รับซื้อฝากให้มาเจอกัน ประเมินทรัพย์สินที่ได้รับความเห็นชอบจาก กลต. หรือ หน่วยงานราชการ และคอยติดตามกระบวนการขายฝากให้มีการทำสัญญาจนสำเร็จ ณ กรมที่ดินเลยครับ

ข้อแนะนำของผม

การขายฝากนั้นมองเผินๆ แล้วดูเหมือนผู้รับซื้อฝากจะไม่มีความเสี่ยงใช่ไหมครับ หากเราตั้งใจที่จะซื้อที่ดินแล้วเขานำผลประโยชน์ตอบแทนมาจ่ายพร้อมกับเงินไถ่ถอน เราก็จะได้รับผลตอบแทนอยู่ดี แต่ในอีกกรณีหนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ คือถ้าเราไม่ได้ตั้งใจจะซื้อ แต่คิดว่าเราอยากจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนเฉยๆ และไม่มีแผนที่จะนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ในอนาคต มันก็มีความเสี่ยงในเรื่องของสภาพคล่องของตัวเราที่อาจจะเกิดขึ้นได้นะครับ

ยิ่งไปกว่านั้นบางคนอาจจะมองว่าการได้รับผลประโยชน์ตอบแทน เป็นรายได้ที่เป็น Passive Income ก็เลยเอาเงินเก็บทุ่มหมดตัวเพื่อหวังว่าจะเป็นรายได้ที่มั่นคงให้กับเรา บางทีอาจจะไม่เป็นไปอย่างที่คิดก็ได้เพราะผู้ขายฝากอาจจะไม่ไถ่ถอนและไม่จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนก็ได้ นั่นก็จะทำให้เงินเราทั้งหมดไปอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เราขาดสภาพคล่องได้ กว่าจะนำอสังหาริมทรัพย์ไปขายเปลี่ยนเป็นเงินได้ก็ต้องใช้เวลาอยู่เหมือนกัน ข้อแนะนำของผมก็คือผู้รับซื้อฝากที่จะเข้ามาซื้อฝาก จึงควรคิดก่อนนะครับว่าการขายฝากคือการที่เรานำเงินมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเขาจะมาไถ่คืนหรือไม่ไถ่คืนก็ได้ ควรมีเงินนิ่งๆเอาไว้ลงทุน มีความรู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์และรับความเสี่ยงได้ครับ

ส่วนคนที่จะเอาทรัพย์สินมาขายฝากก็ต้องคิดให้ดีถึงวินัยทางการเงินในการชำระหนี้ของเรานะครับ บางคน คิดว่าจะหาเงินมาไถ่ถอนได้ ซึ่งพอชำระหนี้ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะตกเป็นของผู้รับซื้อฝากโดยสมบูรณ์

ประโยชน์ 3 เด้ง จากกองทุน LTF ชั้นนำ

เดี๋ยวนี้ ใคร ๆ ก็รู้ดีว่า การลงทุนเป็นสิ่ง “จำเป็น” ไม่ว่าจะคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน หรือว่า เจ้าของกิจการ ถึงแม้จะรู้ว่า การลงทุนนั้นจำเป็น แต่ปัญหาถัดมาที่พบเป็นประจำคือ ไม่มีเวลาหรือไม่มีความรู้ในด้านการลงทุน หากไม่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ หรือ ลงทุนแบบ ผิด ๆ ถูก ๆ ก็จะมีโอกาสที่จะทำให้เสียเงินที่เก็บสะสมมา มากกว่าที่จะได้ผลตอบแทนที่ดี

ดังนั้นก็น่าจะดีกว่าหากเราลงทุนผ่านกองทุนรวม ที่มีผู้เชี่ยวชาญในการลงทุน คอยดูแลการลงทุนให้กับเราก็น่าจะดีกว่า และมีกองทุนประเภทหนึ่ง นอกจากจะเป็นกองทุนที่เน้นสร้างผลตอบแทนในระยะยาวแล้ว ก็ยังสามารถที่จะลดหย่อนภาษีได้อีก นั่นก็คือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund) หรือ กองทุน LTF นั่นเอง

LTF มีข้อดีอย่างไรกับนักลงทุน และ ทำไมเราถึงต้องลงทุนใน LTF ด้วย ?

ข้อดีของกองทุน LTF อย่างแรก และเป็นจุดเด่นของกองทุน LTF เลยก็คือ “การลดหย่อนภาษีนั่นเอง” โดยเราสามารถที่จะซื้อกองทุน LTF ได้สูงสุด 15% ของเงินได้ทั้งปี สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท/ปี ถ้ามีการวางแผนภาษีที่ดีแล้วละก็ อาจจะเสียภาษีน้อยลงหรือ อาจจะได้เงินคืนจากสรรพกรเลยก็เป็นไปได้

ข้อดีถัดมาของกองทุน LTF ก็คือ “ได้ลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทน” ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อเราลงทุน เราก็สามารถที่จะคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนได้นั่นเอง โดยผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นก็สูงพอที่จะเอาชนะเงินเฟ้อได้ เอาเป็นว่า ลงทุนในหุ้น เงินลงทุนมีโอกาส

แต่นักลงทุนต้องเข้าใจก่อนนะ ว่าการลงทุนเองก็มีความเสี่ยงเช่นกัน แต่ถ้านักลงทุนรับความเสี่ยงได้ และเราเลือกกองทุน LTF ได้ดี ผมว่าก็มีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงคุ้มกับความเสี่ยงที่ต้องลงทุนไป

นอกจากนี้ กองทุน LTF บางกอง ก็สามารถให้เงินปันผลได้อีกด้วย นั่นก็หมายความว่า ถ้านักลงทุนท่านไหนที่คิดว่า อยากจะได้ผลตอบแทนระหว่างการลงทุน ก็สามารถที่จะได้เงินปันผลจากกองทุนได้อีกทางด้วย นับว่าประโยชน์มากมายเลยทีเดียว

นอกจากการลดหย่อนภาษี และ การที่มีแนวโน้มจะได้ผลตอบแทนด้วยนั้น การลงทุนกับกองทุน LTF ก็ยังมีข้อดีแฝงอยู่อีกประการก็คือ ทำให้เรามีเงินก้อนโตในอนาคต เพราะว่าเราจะต้องถือกองทุนLTF เป็นเวลา7ปีปฏิทิน ซึ่งถ้านักลงทุนได้ลงทุนกับกองทุน LTF แล้วก็จะพบว่า ตนเองมีเงินเหลือมากขึ้น แต่อย่าเอาเงินที่ได้จากการลงทุนไปใช้จนหมด ^_^

คิดว่านักลงทุนที่อ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะพอตอบได้แล้วว่า ทำไมเราต้องลงทุนกับ ‘กองทุน LTF’

วิธีเลือกกองทุน LTF เลือกอย่างไร ?

บ่อยครั้งมากๆ ที่เรามักจะเลือกกองทุน LTF จากความสะดวกสบาย ในการซื้อ หรือ เชื่อคำบอกเล่าจากคนรู้จัก เรียกได้ว่า ละเลยการเลือกกองทุนที่ดี จึงทำให้แทนที่จะได้ผลตอบแทนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับได้ผลตอบแทนแบบ ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง จึงเป็นที่มาของบทความในวันนี้ ที่จะแนะนำวิธีการเลือกกองทุนที่ถูกต้อง และผลประโยชน์ 3 เด้งจากการลงทุนกับ กองทุน LTF ที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้ว และเป็นกองทุนชั้นนำ

ซึ่งการเลือกกองทุนที่ดี ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร เพียงแค่ เราเลือกกองทุนที่ทำผลตอบแทนระยะยาว 3-5 ปี ได้ดี ย้ำนะ 3-5 ปี เป็นหลัก เนื่องจากว่ามีหลาย ๆ งานวิจัยที่ออกมาบอกว่า กองทุนที่ทำผลตอบแทนระยะยาวๆได้ดี มีแนวโน้มว่าจะทำผลตอบแทนได้ดีต่อไปอีก เช่นเดียวกับนักเรียนที่เรียนดีอยู่แล้ว โอกาสที่จะกลายเป็นเด็กเกเร และผลการเรียนตกต่ำก็ยากมากขึ้นไปด้วย

นอกจากนี้ การที่ดูผลตอบแทนระยะยาว 3-5 ปี เป็นหลักก็จะสอดคล้องกับ ระยะเวลาการลงทุนของกองทุน LTF ที่กำหนดไว้ที่ 7 ปีปฏิทิน ย่ิงไปกว่านั้น การลงทุนระยะยาว ๆ ก็จะทำให้โอกาสในการขาดทุนของกองทุนก็จะลดลงไปด้วย

อีกประเด็นที่น่าสนใจ นอกจากการเลือกกองทุนจากผลตอบแทนย้อนหลังแล้ว ก็คือ กระบวนการเลือกหุ้น หรือ คัดกรองหุ้นที่จะไปลงทุนนั่นเอง เนื่องจากการลงทุนในหุ้นเป็นตัวกำหนด แนวโน้มของผลตอบแทนในอนาคต เพราะว่าถ้าหากผู้จัดการกองทุนมีแนวทางการเลือกหุ้นที่ดี มีหลักเกณฑ์ที่ดูแล้วสมเหตุผล ก็น่าจะทำให้ผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นนั้นมีแนวโน้มที่ดีกว่าการที่ผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้นแบบไม่มีระบบ หรือแนวทางที่ไม่ชัดเจนเท่าไหร่

สุดท้าย ก็อย่าลืมเรื่องของ ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนด้วย เนื่องจากว่าเป็น “ต้นทุน” ที่สำคัญในการลงทุนกับกองทุนรวม

ถ้าเราเลือกลงทุนกับกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมแพง แล้วละก็ ในระยะยาวๆ อาจจะได้ผลตอบแทนที่น้อยลงกว่าที่ควรจะได้ก็เป็นไปได้ ซึ่งเราควรที่จะหากองทุนที่มีค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม หรือ ไม่แพงเกินไป หรือถ้าจะแพงก็ควรมีผลตอบแทนที่สูงคุ้มค่ากับเงินที่เราจ่ายไปนั่นเอง

สรุปได้ว่าถ้าเราเลือกกองทุน LTF ได้ดีแล้วละก็ ผลที่ตามก็คือ ประโยชน์จากการลงทุนแบบ 3 เด้ง นั่นก็คือ

  • เด้งที่ 1 คือ ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี – อันนี้คงไม่ต้องบอกอะไรมาก พอซื้อกองทุน LTF ปุ๊บ ก็สามารถใช้ในการลดหย่อนภาษีในทันที แต่จะลดหย่อนมากหรือว่าน้อยนั้นขึ้นกับฐานภาษีและภาระทางภาษีของแต่ละคน ซึ่งเราควรคำนวณกันก่อนที่จะซื้อ LTF เพราะว่าถ้าหากซื้อ LTF เกินแล้ว ก็อาจจะมีปัญหาตามมาภายหลัง ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนในกองทุน LTF เองก็เหมือนกับการลงทุนในกองทุนหุ้นอื่น ๆ คือ ถ้าเราเลือกกองทุนได้ดี ก็มีแนวโน้มที่จะได้ผลตอบแทนที่ดี กองทุน LTF เราก็คงจะคาดหวังผลตอบแทนได้ประมาณ 10% ต่อปี ซึ่งก็ถือว่าสูงอยู่พอสมควร
  • เด้งที่ 2 ก็คือ มีเงินเก็บเป็นก้อนไว้ต่อยอดชีวิต – เนื่องจากการลงทุนใน LTF นั้น จะต้องลงทุนอย่างน้อย ๆ 7 ปี ปฏิทิน ซึ่งนานพอที่จะทำให้เรามีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุน และความเสี่ยงจากการลงทุนเองก็น้อยลงมาก ๆ และยิ่งเราลงทุนต่อเนื่องทุกปี ก็จะทำให้เรามีเงินเก็บพอที่จะเอาไปต่อยอดทำอย่างอื่นได้ ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าเรามีวินัยในการลงทุนแล้วละก็ เงินที่ได้จากการลงทุนใน LTF ไม่ใช่เงินก้อนเล็ก ๆ อย่างแน่นอน
  • เด้งที่ 3 คือ มีความสบายใจ และมีความรู้ในการลงทุนมากขึ้น – ถ้ากองทุนที่เราถืออยู่นั้น เป็นกองทุนที่ดี มีกระบวนการการลงทุนที่ถูกใจแล้วละก็ คงไม่ทำให้เรากังวล และเป็นห่วงมากนัก ในทางกลับกัน หากเราลงทุนกับกองทุน LTF ที่ไม่ดี หรือ ไม่เข้าใจกระบวนการ การลงทุนของกองทุนแล้วละก็ เวลาที่กองทุนผันผวนไปบ้าง ก็อาจจะทำให้เราอยู่ไม่สุข บางครั้งสับเปลี่ยนกองทุนออกจากกองทุนที่ถืออยู่ สุดท้ายหนีเสือปะจระเข้ คือ ไปเจอกองทุนที่แย่กว่า แถมกองทุนที่เราสับเปลี่ยนออกมา ปรับตัวดีขึ้นซะงั้น ทั้งนี้เพราะว่าเราไม่เข้าใจกระบวนการการลงทุน และเข้าใจกองทุนที่เราถือ

เป็นอย่างไรกันบ้าง คิดว่าน่าจะได้ความรู้กับการลงทุนในกองทุน LTF มากขึ้น ผมหวังว่า นักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน น่าจะได้ประโยชน์ไปไม่น้อย แต่ที่สำคัญกว่าความรู้คือ การลงมือทำ ใครที่ยังไม่มีกองทุน LTF ในมือ และมีภาษีที่ต้องเสียอยู่ ก็เริ่มคิดเงินที่ต้องซื้อกองทุน LTF และลงทุนกันได้เลยนะ เดี๋ยวช้าไปอาจจะทำให้เราลืม รู้สึกตัวอีกทีก็สิ้นปีไปแล้ว เวลาซื้อกองทุน LTF สิ้นปีมีแนวโน้มได้ราคาแพงกว่าการทยอยซื้อนะจะบอกให้….

แล้วพบกันครั้งหน้าวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่าน

55+15 สูตรลับถนอม “เงินเดือน” ให้อยู่ครบเดือนสมชื่อ

“เงินเดือน”  มันลงท้ายว่า “เดือน” ก็ควรจะอยู่กับเราทั้งเดือนสินะ

แต่..ทำไม? มันถึงอยู่กับเราไม่กี่วันเองล่ะ!

หลายคนล่ำซำถึงวันที่ 20 หลายคนได้ 2 อาทิตย์…. ส่วนอีกหลายคน พูดกันเป็นหลักวันจะดีกว่า (T^T) 

ใจเย็นๆ ค่ะ มาดามฟินนี่มีวิธีถนอมเงินเดือน ยืดอายุ ให้มันอยู่กับเรานานขึ้นครบเดือนสมชื่อมาฝาก…

หัวใจอันแรกเลยนะ.. ถ้าขาดสิ่งนี้ไป ประหยัดยิบย่อยให้ตายก็ไม่รอด นั่นคือ…

การมี “รายจ่ายประจำ” ที่เหมาะสมกับฐานะ (55% ของรายได้)

รายจ่ายประจำคืออะไรที่ต้องจ่ายแน่ๆ…มาแน่เทียบเท่าเวลาเคารพธงชาติ ธรรมชาติของใบแจ้งหนี้คือมานอนนิ่งรอก่อนเงินเดือนออก มาแน่นอนยิ่งกว่านัดเพื่อนนัดแฟน

มีอะไรบ้าง?…..ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าสมาชิกฟิตเนส สมาชิกทีวี สมาชิกหนังสือ มือถือ อินเตอร์เน็ต น้ำ ไฟ ค่าเดินทางไปทำงาน ค่าอาหารประจำวัน ฯลฯ

ถ้ารายจ่ายประจำมันเอ่อล้นท่วมท้นไปแล้ว เธอจะเอาเงินที่ไหนไปเหลือเก็บเหลือใช้ถึงสิ้นเดือนคะ? พูด!!!

สูตรวิชาตัวเบาเลยนะ สิริรวม..”รายจ่ายประจำไม่ควรเกิน 55% ของรายได้”

คิดตามนะ…เธอยังต้องมีเงินออม เงินไปกินเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อน เงินให้พ่อแม่ทำบุญ เงินไว้พัฒนาตัวเอง 

ถ้าไม่อั้นพวกรายจ่ายประจำไว้ที่ 55% การแบ่งเงินไปออมจะกลายเป็น Mission impossible และการจ่ายบัตรเครดิตไม่เต็มยอดจะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย..เข้าใจรึยัง?

มันยากมากสำหรับคนสมัยนี้นะ เอาจริงๆ…ถ้าเธอไม่ตั้งมั่น ใช้สติ เธอมีโอกาสเป็นคนเงินไม่พอใช้ตลอดกาลสูงมากๆ แต่..ถ้าเธออดทนทำตามสูตรที่มาดามฟินนี่แนะนำไหว..เธอมีโอกาสรอด

ยกตัวอย่าง สมมติเงินเดือน 30,000 นะ (หลังหักภาษีทุกสิ่งอย่าง)

รายจ่ายประจำ 55% ไม่ควรเกิน 16,500 55% นี้แยกเป็นผ่อนบ้านผ่อนรถหรือค่าเช่า บางคนก็ให้ที่บ้านถ้าไม่ได้ออกมาอยู่เองสัก 9,000 มือถือน้ำไฟเน็ทสารพัดสมาชิกสัก 2,500 

เธอจะมีเหลืออีก 5,000 ไว้กินข้าวทุกวันกับเดินทางไปทำงาน (วันละไม่ถึง 200 บาท ไม่ไหวก็ต้องไหว)

เธอจะมีเก็บ 10% 3,000 เอาไว้ออมลงทุนแบบยาวๆ เพื่ออนาคต (เริ่มจากเป็นเงินสดสำรอง แล้วต่อยอดเพื่อเกษียณ)

มีอีก 10% คือ 3,000 ไว้เก็บไว้ซื้อของชิ้นใหญ่หรือเที่ยวในเที่ยวนอกประเทศ (จะผ่อนมือถือ ไอแพด กล้อง ใช้งบก้อนนี้ได้)

มีอีก 10% คือ 3,000 ไว้พัฒนาตัวเอง ซื้อหนังสือ เรียนต่อ สัมมนาอบรม (พัฒนาตัวเอง เพื่อเพิ่มรายได้)

มีอีก 10% คือ 3,000 ไว้สังสรรค์กับเพื่อนฝูง ช้อปปิ้ง (ให้รางวัลตัวเองบ้าง ให้รู้สึกดี)

มีอีก 5% คือ 1,500 ไว้ให้พ่อแม่หรือทำบุญ (ให้เพื่อให้เรารู้สึกว่าเราเป็นคนมีเหลือพอ ไม่ขาดแคลน)

เห็นรึยัง? มันไม่ได้เยอะนะเงินที่ใช้ได้ตามงบประมาณ ถ้าไร้สติ จนแน่ค่ะ..คอนเฟิร์ม!

เคล็ดลับอีกอัน สำคัญมาก…

“อยากเป็นเศรษฐีถึงสิ้นเดือน ให้เป็นคนเจียมตัวถึงวันที่ 15”

สวนกระแสสิคะ…หันมาช้อปปิ้งกินดื่มหลังวันที่ 15

ข้อดีคือ ลดความเครียด เราจะใช้แค่เงินที่เรามี แถมบางคนมีโบนัสทางจิตวิทยา..คือรู้สึกว่ามีเงินเหลือในมือแล้วเกิดรู้สึกดี อาจจะอยากใช้น้อยลง ที่สำคัญ..ปลายเดือนเพื่อนมันก็ไม่ค่อยชวนไปไหนแล้วล่ะ โอกาสใช้เงินลดลงไปเยอะนะเธอเอ๊ย..

……………………

ทั้งหลายทั้งปวง..มาดามฟินนี่อยากบอกว่า เราเป็นเจ้านายของเงินนะ

“เราทำมาหากิน เราได้เงินมา เราต้องสั่งมันได้”

การปล่อยให้ความเข้าใจผิดเรื่องไลฟ์สไตล์มาป่วนเราตั้งแต่รายจ่ายประจำ ยันลำดับเวลาการใช้เงิน มันไม่ส่งผลดีกับเราเท่าไหร่ ลองคิดดูใหม่นะเธอ..

ลองเอาสูตร “รายจ่ายประจำ 55 + ช้อปปิ้งกินเที่ยวหลังวันที่ 15” นี้ไปใช้…แล้วคอยดูจะแปลกใจ ที่เงินเดือนยืดอายุอยู่กับเธอจนถึงสิ้นเดือน (หรือไม่ก็ใกล้เคียง)

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

Bitcoin สวรรค์ของนักเก็งกำไร หรือเหวของนักลงทุน!?

ช่วงนี้กระแสเรื่อง Bitcoin มาแรงมาก!! คนไทยหลายคนเริ่มตื่นตัวกับกระแสการเงินนี้ มีข่าวและบทความที่พูดถึงเรื่องการลงทุนในสกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ตัวนี้ออกมามากมาย มีการกลับมาขุดเหมืองหาบิทคอยน์มากขึ้น การ์ดจอแรงๆ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทำให้ผมนึกถึง Documentary Film หรือภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “The Rise and Rise of Bitcoin” ที่ผมมีโอกาสได้ดูเมื่อปลายปีที่แล้ว

ในสารคดีเล่าเรื่องของ Bitcoin ผ่านความเชื่อของวิศวกรคอมพิวเตอร์กลุ่มหนึ่ง ที่มีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าบิทคอยน์จะสามารถเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาได้ โดยสารคดีจะพาไปทำความรู้จักกับบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวงการนี้ แล้วให้กลุ่มคนเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวในสิ่งที่พวกเขาทำ พร้อมทั้งให้ข้อมูลเบื้องต้น ระบบการแลกเปลี่ยน และแนวความคิดของบิทคอยน์ เพื่อให้คนดูเข้าใจในโลกของบิทคอยน์มากยิ่งขึ้น

เอาเป็นว่า ใครอยากทำความเข้าใจในเรื่องของบิทคอยน์ก็ลองไปหาดูได้นะครับ ส่วนใครที่เข้ามาอ่านบทความซีรีส์นี้ แปลว่า คุณกำลังสนใจ หรืออยากเริ่มต้นลงทุนในบิทคอยน์ ผมจะนำข้อมูลที่หาได้ มาสรุปให้เข้าใจกันแบบง่ายๆ…ง่ายแบบฝุดๆ จะได้รู้ว่า 

“การลงทุนในบิทคอยน์จะเป็นสวรรค์ของนักเก็งกำไร
– หรือเหวของนักลงทุนกันแน่!?” 

BITCOIN คืออะไร? ที่ขึ้นลงกันไวๆ นี่ไม่ใช่ไฮโลแน่นะ !?

บิทคอยน์ (Bitcoin) เป็นเงินตราอิเล็กทรอนิกส์ (Cryptocurrency) ที่มีสกุลเงิน BTC เป็นหน่วยเงินตรา เหมือนๆ กับ USD GBP JPY หรือ THB นั่นแหละ ซึ่ง บิทคอยน์ เป็น “หน่วยเงิน” ที่อยู่ในแพลตฟอร์มการเงินบนอินเทอร์เน็ต ที่มีชื่อเรียกว่าบล็อคเชน (Block chain)

เมื่อคุณโอนบิทคอยน์ให้ใครบางคน เครือข่ายคอมพิวเตอร์จะมองเห็นการโอนเงินทั้งหมด และรายการโอนเงินทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้บนระบบบล็อคเชนหลังได้รับการยืนยัน ซึ่งบล็อคเชนจะเป็นเหมือนบัญชีสาธารณะ โดยจะบันทึกการโอนบิทคอยน์ทุกครั้งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระบบเปิด และมันอยู่บนเครือข่ายที่ทำให้ทุกคนสามารถติดตามได้ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง

พูดง่ายๆ ก็คือทุกคนมีบันทึกรายการของบิทคอยน์ และคุณสามารถโอนย้ายบิทคอยน์ให้กับใครก็ได้บนโลกนี้ ง่ายเหมือนการส่งอีเมลล์เลย !!

เงินตราของประเทศต่างๆ จะออกมาโดยอำนาจศูนย์กลางที่ควบคุมคลังเงิน เงินตราไม่ได้ออกมาสู่มือประชาชนง่ายๆ แต่บิทคอยน์เป็นระบบ “เพียร์ทูเพียร์ *” เลยไม่มีอำนาจศูนย์กลาง ระบบจะออกเงิน บิทคอยน์ ให้กับผู้ใช้ที่ช่วยกันย้ายเงินภายในแพลตฟอร์ม นี่เรียกว่า “การขุดบิทคอยน์” 

ซึ่งนักขุดบิทคอยน์จะมี คอมพิวเตอร์เฉพาะทาง (Super Computer) ที่จะทำงานตามคำสั่ง เพื่อเข้าไปยืนยัน ตรวจสอบ และช่วยบันทึกการโอนย้ายเงินในบล็อคเชน เมื่อทำสำเร็จ จะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นเงินบิตคอยน์อันใหม่เข้ากระเป๋านักขุดบิทคอยน์

แต่ๆๆๆ ระบบถูกกำหนดให้มีบิทคอยน์ในระบบ 21 ล้าน BTC เมื่อเวลาผ่านไป รางวัลจากการขุดบิทคอยน์จะได้น้อยลงเรื่อยๆ จากเดิมที่เคยได้วันละ 2-3 เหรียญ อาจจะเหลือวันละ 0.5 เหรียญ และ 0.005 เหรียญ ตามกาลเวลา เพราะทรัพยากรมีปริมาณจำกัด บิทคอยน์จึงเปรียบได้กับทองคำดิจิตอล ที่หายากมากในปัจจุบัน การลงทุนกับการ์ดจอ ASICs ราคาแพง เพื่อขุดหาบิทคอยน์ในปัจจุบันนี้จึงไม่คุ้มค่าเท่ากับในสมัยก่อนแล้ว

และในปลายปี 2016 ทรัพยากรบิทคอยน์ เหลืออยู่ในเหมืองเพียงแค่ 4.93 ล้านเหรียญโดยประมาณ คิดเป็น 23.47% จากทรัพยากรที่มีทั้งหมด แต่จำนวนคนที่เข้ามาทำเหมืองกลับเพิ่มขึ้น ดังนั้นโอกาสรวยจากการขุดหาบิทคอยน์จึงมีน้อยลงกว่าอดีตที่ผ่านมา

ความน่าสนใจของหน่วยเงิน BTC มันมีดีอะไร !?

อย่างที่บอกไปว่า บิทคอยน์ คือเงินตราอิเล็กทรอนิกส์สกุลหนึ่ง เราสามารถนำเงินตรานี้มาใช้จ่ายได้ในชีวิตประจำวันจริงๆ แถมอัตราแลกเปลี่ยนของ BTC ยังมีการเติบโตและผันผวนแบบสุดๆ ซึ่งในเดือนตุลาคม ปี 2009 อัตราแลกเปลี่ยนแรกของบิทคอยน์ ถูกกำหนดไว้ที่ 1,308 BTC = 1 USD (1 BTC = 0.000764 USD) จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2010 บิทคอยน์ก็ขยับอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 1 BTC = 0.50 USD

โดยครั้งแรกที่มีการใช้เงินสกุล BTC แลกเปลี่ยนสินค้าในชีวิตจริง เกิดขึ้นในปี 2010 โดยนายลาสซโล หนุ่มฟลอริดา อยากลองใช้เงินบิทคอยน์ซื้ออะไรบางอย่าง เขาจึงเสนอเงิน 10,000 บิทคอยน์ ให้ใครก็ตามที่สามารถซื้อพิซซ่าให้กับเขาได้ จนมีชายคนนึงในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตอบรับข้อเสนอนั้น และสั่งพิซซ่า 2 ถาดให้กับนายลาสซโล เพื่อแลกกับเงิน 10,000 BTC

ถ้าคิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน นี่อาจเป็นพิซซ่าที่มีราคาแพงที่สุดในโลกก็ได้นะ!

เพราะหลังจากปี 2010 เป็นต้นมา อัตราแลกเปลี่ยนของบิทคอยน์ก็ขยับขึ้นเรื่อยๆ แปรผันตรงข้ามกับทรัพยากรบิทคอยน์ที่ค่อยๆ ลดน้อยลง จนปลายปี 2011 อัตราแลกเปลี่ยนก็ขยับมาที่ 4.38 USD ต่อเหรียญ

ในเดือนกรกฎาคม ปี 2012 ราคาบิทคอยน์ขยับมาที่แถวๆ 7 USD ต่อเหรียญ และปลายปี 2012 เว็บไซต์สำหรับสร้างบล็อกชื่อดังอย่าง WordPress ก็เริ่มประกาศรับค่าบริการเป็นสกุลเงินบิทคอยน์ ทำให้บิทคอยน์เริ่มมีตัวตน เป็นเงินตราที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวัน และได้รับการยอมรับมากขึ้น…สิ้นปี 2012 อัตราแลกเปลี่ยนบิทคอยน์อยู่ที่ 13 USD ต่อ เหรียญ

ในปี 2013 เป็นปีแห่งการเติบโตของ BTC อย่างแท้จริง เมื่อราคาบิทคอยน์ขยับไปแตะสามหลักที่ 100 USD ในเดือนเมษายน และเกือบแตะหลักพันในเดือนธันวาคมที่ 979 USD ก่อนจะร่วงหล่นเหลือ 302 USD ในเดือน ธันวาคม 2014 ซึ่งจากจุดนี้จะเห็นได้เลยว่าการลงทุนในบิทคอยน์จะมีความผันผวนที่สูงมาก

ปี 2015 ราคาบิทคอยน์ก็ค่อยๆ ขึ้นมาปิดที่ 429 USD ในสิ้นปี และสิ้นปี 2016 ก็ขยับมาอยู่ที่ 958 USD ต่อเหรียญ ถ้านับผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี ในปี 2013-2016 บิทคอยน์ให้ผลตอบแทน -2.14% แต่ถ้านับผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี (2011-2016) บิทคอยน์จะให้ผลตอบแทนสูงประมาณ 21,772.14% เลยทีเดียว!!!

ก่อนที่จะแตะ 1,000 USD ได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2017 และขยับแรงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 2,000 USD ได้ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ปัจจุบันนี้ บิทคอยน์ ได้รับการยอมรับในวงกว้าง องค์กรใหญ่ๆ บนโลกเริ่มขยับตัว รับค่าสินค้าและบริการเป็นหน่วยเงินอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เช่น DELL บริษัทคอมพิวเตอร์ชื่อดัง, Steam ร้านขายเกมคอมพิวเตอร์, Rakutan อีคอมเมิร์ซสัญชาติญี่ปุ่น และ Microsoft ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่ใครๆ ก็รู้จัก เป็นต้น

ทว่าบิทคอยน์น่าจะเป็นหน่วยเงินตราที่มีความผันผวนที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ใครที่ชอบเก็งกำไรในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง อาจจะชอบลงทุนในบิทคอยน์ เพราะมันอาจจะทำให้เลือดในร่างกายคุณสูบฉีดได้ดี ยิ่งกว่าการเล่นรถไฟเหาะที่สวนสนุกเสียอีก

เริ่มสนใจในบิทคอยน์แล้ว ว่าแต่จะเริ่มลงทุนยังไง?

การจะหาเงินบิทคอยน์ได้นั้นมีอยู่ 2 ทางในตอนนี้ ทางแรกก็คือ “การทำเหมืองบิทคอยน์” ด้วยการลงทุนซื้อการ์ดจอสำหรับขุดบิทคอยน์โดยเฉพาะที่เรียกว่า “ASIC Bitcoin Miner” ในการขุดบิทคอยน์ตามกระบวนการที่บอกไปในตอนแรก แต่ปัจจุบันนี้การขุดบิทคอยน์ได้ผลตอบแทนน้อยลงกว่าสมัยก่อนมากๆ เพราะทรัพยากรที่มีน้อยลง การจะนำเงินไปลงทุนกับ ASICs และเสียค่าไฟเปิดคอมฯทิ้งไว้ ดูจะเป็นทางเลือกที่ไม่คุ้มค่าซักเท่าไหร่ (อยากรู้ราคาของ ASICs คลิกดูที่นี่)

ในเมื่อเราไม่สะดวกที่จะหาบิทคอยน์จากการทำเหมือง อีกวิธีหนึ่งที่จะได้ลงทุนในบิทคอยน์ ก็คือ…ใช้เงินจริงซื้อบิทคอยน์มาครอบครองเองซะเลย ถ้าดูในสารคดี The Rise and Rise of Bitcoin จะมีการเข้าไปสัมภาษณ์บริษัท Bitinstant ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนบิทคอยน์กับเงินจริงรายแรกๆ ซึ่งช่วยให้การครอบครองบิทคอยน์มีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งธุรกิจนี้เติบโตเร็วมาก เพราะคนให้ความสนใจกับเงินตราอิเล็ทรอนิกส์ตัวนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจุบันนี้มีธุรกิจรับแลกเปลี่ยนเงิน BTC เปิดให้บริการอยู่ทั่วโลก และในประเทศไทยก็มีให้บริการอยู่หลายเจ้า แต่ที่ผมเคยได้เห็นผ่านตาบ่อยๆ ดูน่าเชื่อถือได้จะมีเพียงไม่กี่เจ้า และ coins.co.th ก็เป็นหนึ่งในธุรกิจนั้น ถ้าอยากจะเปิดบัญชี มีกระเป๋าเงินเป็นของตัวเอง หรือเริ่มซื้อขายบิทคอยน์ก็ลองเข้าไปดูข้อมูลต่างๆ ได้จากเว็บไซต์ของเขาได้โดยตรงเลยครับ

ความเสี่ยงและเหวลึกของบิทคอยน์ สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่

ถ้ารู้ที่มาที่ไปของเงินและธนบัตรที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จะรู้ว่าที่จริงแล้วเงินที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ถูกตรามูลค่าไว้ด้วยการนำไปผูกกับทองคำ ซึ่งหน่วยเงินตราของแต่ละประเทศบนโลกสามารถแลกทองคำในปริมาณที่ต่างกัน อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินจึงเกิดขึ้นตามมา

สำหรับบิทคอยน์แล้ว มีคำถามเกิดขึ้นกับมันอยู่เสมอว่า แท้จริงแล้วบิทคอยน์ หรือ Cryptocurrency สกุลต่างๆ ถูกตรามูลค่าไว้กับสินทรัพย์อะไร? ใครเป็นหน่วยงานรองรับเงินสกุลนี้? มนุษย์เราจะสามารถเชื่อถือในสกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้มั้ย? เงินตราแห่งอนาคตชนิดนี้ผิดกฏหมายหรือไม่?

ในปี 2013 หรือช่วงแรกที่บิทคอยน์เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผู้ควบคุมที่กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ และเครือข่ายควบคุมอาชญากรทางการเงิน หรือ ‘FinCEN’ ได้ออกกฏหมายแรกสำหรับเงินตราเสมือนจริง โดยพูดเป็นนัยว่า

“บิทคอยน์ไม่ผิดกฏหมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเชื่อถือหน่วยเงินนี้ได้ 100%” แต่ FinCEN ก็ไม่ใช่หน่วยงานกลางที่รองรับเงินตราเสมือนจริงอยู่ดี

ที่ผ่านมากระแสของบิทคอยน์จะถูกพูดถึงเป็นพักๆ โดยเฉพาะช่วงที่อัตราแลกเปลี่ยนของมันทะยานขึ้นอย่างรุนแรง ผู้คนจะให้ความสนใจ ปริมาณการซื้อขายจะเพิ่มสูงมาก และจะลดความสนใจหรือเลิกมองมัน เมื่อกราฟหักหัวลงอย่างรวดเร็ว ถ้าดูจากราคาซื้อขายในอดีต จะเห็นได้ชัดว่าความผันผวนมีสูงมาก

นักขุดบิทคอยน์มักบอกว่า ธรรมชาติของมันตอนค้นหาราคาที่ควรเป็นนั้นจะมีการเหวี่ยงที่รุนแรง และเหวี่ยงอีกนานจนกว่าราคาจะนิ่ง ซึ่งมีคนที่หายออกไปจากตลาดในช่วงนี้เยอะมาก

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังมีคนที่ยังเชื่อมั่นในบิทคอยน์ เชื่อในระบบบล็อกเชน มุ่งมั่นขุดมันต่อไป และคนที่หมดศรัทธากับมันเพราะขาดทุนอย่างย่อยยับ รวมถึงคนที่ได้แค่มองมันผ่านๆเพราะราคามันพุ่งขึ้นสูงมาก

ความคิดเห็นของผมในเรื่องนี้

บิทคอยน์ และบล็อกเชน เป็นเทคโนโลยีทางการเงินสมัยใหม่ที่ผมสนใจ แต่ยังไม่เคยได้ลองเข้าไปสัมผัสสักที เท่าที่ผมได้ข้อมูลมา บิทคอยน์เป็นเรื่องที่ซับซ้อน ต้องใช้เวลาศึกษาและทำความเข้าใจมัน มันจะมีทั้งคนที่เชื่อมั่น และคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้เลย

ถ้าในวงการหุ้นมีนักลงทุนแบบวีไอ ในวงการบิทคอยน์ก็มีเหมือนกัน…เพราะคนที่ศึกษามันอย่างจริงจัง และเข้าใจในแพลตฟอร์มการเงินดิจิตอล จะเชื่อมั่นและศรัทธาในแพลตฟอร์มของบิทคอยน์อย่างมาก มากกว่าระบบการเงินภายในประเทศของพวกเขาเสียอีก ราคาของบิทคอยน์จะพุ่งทะยานมากแค่ไหน พวกเขาก็ไม่ได้สนใจมัน แต่จะมุ่งมั่นขุดบิทคอยน์ต่อไป และพูดอยู่เสมอว่า…

“นักเก็งกำไรจะเล่นเก้าอี้ดนตรีกันทั้งวันก็ได้ แต่ผมไม่แคร์เพราะผมเล่นยาว”

แม้ว่า FinCEN จะออกกฏหมายเกี่ยวกับเงินตราเสมือนจริง พวกเขาก็ยังคิดว่าเงินตราเหล่านี้ยังมีความไม่แน่นอนอยู่เยอะ แต่มันก็ยังเป็นประโยชน์ต่อสังคม ในขณะเดียวกันมันก็เคยถูกใช้ไปในทางที่ผิด เช่น ใช้ซื้อขายยาเสพติดบนโลกออนไลน์ ทำให้ทางหน่วยงานนี้จับตาดูเรื่องภัยที่อาจเกิดขึ้นกับระบบการเงิน ทั้งการฟอกเงินและการให้ทุนกับผู้ก่อการร้าย

ในตอนนี้ราคาบิทคอยน์ทะยานขึ้นไปมากกว่า 2,000 USD ต่อเหรียญ และคนหันมาให้ความสนใจกับมันมากขึ้น ผมมองว่าสาเหตุหลักๆ มาจากการที่บิทคอยน์เป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ จากเงินตราเสมือนจริงในอดีต กลับกลายเป็นเงินตราที่หลายคนอยากครอบครอง เพราะมันสามารถแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของและบริการที่จับต้องได้มากขึ้น

เห็นได้จากช่วงที่ผ่านมา ในประเทศญี่ปุ่น ที่กิจการหลายๆแห่งรับชำระค่าสินค้าและบริการเป็นเงินบิทคอยน์ รวมไปถึงการเรียกค่าไถ่เป็นสกุลเงินบิทคอยน์ ของไวรัส Wanna Cry ที่แสดงให้เห็นว่ามีคนต้องการใช้เงินบิทคอยน์มากยิ่งขึ้น

เมื่อ Demand เยอะขึ้น ขณะที่ Supply ของมันกลับน้อยลง ราคาดุลยภาพของบิทคอยน์จึงเพิ่มสูงขึ้นตามหลักเศรษฐศาตร์

แพลตฟอร์มของมันน่าสนใจและเป็นที่ยอมรับ แต่อย่าลืมว่ามันสามารถถูกใช้ไปในทางที่ผิดได้เช่นกัน เราสามารถครอบครองบิทคอยน์เพื่อการบริโภครูปแบบใหม่ที่สะดวกรวดเร็ว หรือเพื่อการลงทุนแบบเก็งกำไรในอัตราแลกเปลี่ยนก็ได้

ถ้าจะเข้าสู่เศรษฐกิจแบบเสมือนจริง ผมแนะนำว่าเราควรศึกษามันแบบจริงจัง แยกแยะวัตถุประสงค์ให้ออก ระวังเป็นเหยื่อของแชร์ลูกโซ่ หรือการใช้เงินที่ผิดกฏหมายด้วย ถ้าอยากเข้าใจมันมากกว่านี้ลองไปหาสารคดีเรื่อง The Rise and Rise of Bitcoin ดู ผมว่ามันจะช่วยคลายข้อสงสัยในหลายๆเรื่องของ Bitcoin ได้มากเลยแหละ

* เพียร์ทูเพียร์ เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่จะเก็บข้อมูลการเชื่อมต่อไว้ที่คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้แต่ละคน ต่างคนต่างเก็บ แต่ผู้ใช้สามารถดึงข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ หากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นนั้นเปิดแชร์ไฟล์เอาไว้ 

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 26-30 มิถุนายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 26-30 มิถุนายน 2560

สวัสดีครับ เจอกันอีกแล้วทุกสัปดาห์กับมุมมองการลงทุนทั่วโลก พร้อมอัพเดทกลยุทธ์การลงทุน กับผม ‘อัศวินกองทุน’ ขาประจำที่จะมาทำหน้าที่ช่วยทุกท่านจัดพอร์ทการลงทุน ถ้าใครอยากรู้ว่าในแต่ละสัปดาห์ควรจะลงทุนแบบไหน จัดพอร์ทอย่างไร ติดตามกันต่อไปยาวๆเลยครับผม

สำหรับสิ้นเดือนที่ยังไม่สิ้นใจแบบนี้ เรามาเริ่มต้นที่ภาพรวมของตลาดกันก่อนเลยครับ

ภาพรวมของตลาด

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความมั่นใจของนักลงทุนต่อนโยบายสหรัฐฯ หลังจากสมาชิกวุฒิสภาของพรรครีพับลิกันที่มีการเปิดเผยถึงความคืบหน้าของนโยบายการปฏิรูปประกันสุขภาพที่จะมาใช้แทนกฎหมายประกันสุขภาพฉบับเดิม แหม่..ดูท่าสหรัฐฯ ยังจะมาอยู่เหมือนเดิมครับผม

ทางฝั่งเอเชียอย่างตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็ไม่ยอมน้อยหน้าครับ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินเยนที่เริ่มมีแนวโน้มกลับมาอ่อนค่า และตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีอย่างต่อเนื่อง อันนีก็ถือว่าเป็นข่าวดีเช่นกันครับ

ส่วนทางตลาดหุ้นจีนก็ขอไปด้วยเช่นกันครับ สัปดาห์ที่ผ่านมามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจาก MSCI ประกาศนำหุ้นจีน A-Share มารวมในดัชนีในปีหน้า ทำให้นักลงทุนคาดว่าจะมีปริมาณการซื้อหุ้นในตลาด A-Share เพิ่มขึ้น ทำให้จีนก็เป็นอีกตลาดหนึ่งที่กลับมาน่าสนใจครับ

สุดท้ายกับปู่ SET ของเรา ตลาดหุ้นไทยถึงแม้จะช้า แต่ว่าก็ยังมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น จากตัวเลขการส่งออกที่ดีกว่าตลาดคาดการณ์ โดยตัวเลขการส่งออกในเดือนพฤษภาคมเติบโต 13.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และรัฐบาลมีความความคืบหน้าของแผนในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ผมเดาเลยครับว่าสถานการณ์แบบนี้ดูท่าน่าจะดีเป็นแน่ครับผม

ทางฝั่งสินทรัพย์ทางเลือกอย่างราคาน้ำมันปรับตัวลดลง จากอุปทานที่ล้นตลาด โดยมีการเพิ่มกำลังการผลิตของสหรัฐฯ ลิเบีย และไนจีเรีย ซึ่งกดดันต่อนโยบายของกลุ่ม OPEC ที่พยายามลดกำลังการผลิตเพื่อพยุงราคาน้ำมันครับ ใครสะสมมาเรื่อยๆก็อย่าเพิ่งท้อใจนะครับ เดี่ยวเรามาจัดการกันใหม่ครับผม

อย่ารอช้า เรามาต่อกันที่กลยุทธ์การลงทุนกันเลยดีกว่าครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ตลาดหุ้นเกาหลี และอินเดีย

สำหรับสองกลุ่มนี้ ผมแนะนำให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีและอินเดียทั้งคู่เลยล่ะครับ เนื่องจากตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมามากตั้งแต่ต้นปี และจากการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์ ทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดหุ้นเกาหลี และอินเดีย มีความเสี่ยงถูกเทขายหลังจาก FED ส่งสัญญาณการลดขนาดงบดุลที่เร็วกว่าการคาดการณ์ของนักลงทุนครับ แบบนี้ต้องระวังกันให้ดีแล้วล่ะครับผม

ตลาดหุ้นจีน

อย่างที่บอกไปครับว่าจีนกำลังกลับมาน่าสนใจ ในตอนนี้ผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นจีนทั้ง H-share และ A-share กันต่อครับ เพราะจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในทุกภาคส่วน โดยได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ รัฐบาลจีนมีท่าทีผ่อนคลายกับนโยบายการเงินมากขึ้น หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยธนาคารกลางจีนทำการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบธนาคารพาณิชย์สูงที่สุดในรอบ 9 เดือน ดูท่ายังจะพอไปต่อได้นะครับ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ภาพรวมสดใสแบบนี้ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ ต่อไปครับ เนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่ง ดังที่เห็นได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดที่ออกมาดีกว่าการคาดการณ์ และผลประกอบการบริษัทโดยรวมยังมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โอกาสยังไม่หมดไปครับผม

ตลาดหุ้นยุโรป

ผมยังแนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสมหุ้นยุโรปจากการคลายความกังวลในทางการเมือง โดยล่าสุดธนาคารกลางยุโรปได้มีการปรับประมาณการตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจหรือ GDP เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจยุโรปที่ชี้ถึงการขยายตัวในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ส่งผลให้การบริโภคครัวเรือนและความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง อันนี้ก็แนะนำครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

เช่นเดียวกันกับตลาดประเทศพัฒนาอื่นๆ ผมยังแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นต่อไปครับ หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ รวมถึงแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนตัวลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยทางบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

สำหรับประเทศพัฒนาแล้วเน้นสะสมตลาดสหรัฐ ยุโรป และ ญี่ปุ่นครับ ส่วนตลาดเกิดใหม่เน้นฝั่งเอเชียเน้น ไทยและจีนครับ แค่นีก็เห็นถึงความสดใสแล้วล่ะครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ตราสารหนี้สหรัฐฯ

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง หลังจากที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ความคาดหวังเงินเฟ้อปรับลดลง ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ผ่านมาออกมาต่ำกว่าคาด ทั้งนี้ การปรับตัวลงของพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวสหรัฐฯ ได้สะท้อนปัจจัยลบไปแล้วค่อนข้างมาก ในระยะถัดไป ความคืบหน้าของการออกกฎหมาย Healthcare จะส่งผลให้ตลาดกลับมาเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจ และจะสนับสนุนการดำเนินนโยบายตึงตัวของ FED ผมจึงอยากเตือนให้ระมัดระวังการขยายอายุการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศด้วยครับ

ตราสารหนี้ไทย

พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปรับตัวลงตามอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุต่ำกว่า 3 ปี ทรงตัว ทั้งนี้ จากตัวเลขส่งออกไทยเดือน พ.ค. ที่ขยายตัวสูงกว่า 13.2% สนับสนุนเงินบาทแข็งค่า และตารางประมูลพันธบัตรรัฐบาลล่าสุด รัฐบาลเน้นออกตราสารอายุยาวกว่า 5 ปี ส่งผลให้การลงทุนในช่วงอายุ น้อยกว่า 3 ปียังมีความผันผวนต่ำ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

เหมือนเดิมครับ กับสถานการณ์แบบนี้ผมแนะนำให้นักลงทุนเน้นกระจายการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save