[Review] กองทุนหุ้นที่ควรมีในพอร์ต (RMF)

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผมหมอนัท คลินิกกองทุน กันอีกครั้งแล้วนะครับ วันนี้ผมจะมาอธิบายถึงวิธีการจัดพอร์ตการลงทุน โดยใช้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างกองทุนหุ้นมาปรับพอร์ตให้ดูสมดุลมากขึ้น แต่การลงทุนในกองทุนหุ้นที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ จะเป็นการลงทุนก็เพื่อลดความผันผวนในพอร์ตลง แต่ว่ายังคงได้ผลตอบแทนที่ดีอยู่ หรือ อาจจะมากกว่าเดิมก็เป็นไปได้ครับ เป็นอย่างไรกันบ้าง ฟังแล้วน่าสนใจใช่ไหมละครับ แต่จะเป็นกองทุนหุ้นกลุ่มไหนนั้น ต้องมาติดตามกันครับ

โดยหลักการในการจัดพอร์ตการลงทุนระยะยาว นักลงทุนส่วนใหญ่ก็จะเน้นการลงทุนที่หลากหลายเพื่อกระจายความเสี่ยง เพื่อให้ความผันผวนของพอร์ตการลงทุนที่เกิดขึ้นในระยะยาว ๆ แล้วลดลง และได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้น

ในหลายครั้ง เป้าหมายของนักลงทุนนั้น อาจจะไม่ใช่เพื่อกระจายความเสี่ยง แต่จะทำเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้สูงมากขึ้น แน่นอนว่าบางครั้งก็มีความจำเป็นที่จะต้องนำสินทรัพย์เสี่ยงสูงมากเข้ามาเพิ่มเติมลงในพอร์ตการลงทุนของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงทำให้มีโอกาสที่จะทำให้ความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนนั้นสูงขึ้นได้ โดยเฉพาะถ้าเรามีการลงทุนในกลุ่มหุ้นที่มีความผันผวนสูงอยู่แล้วในพอร์ตการลงทุนครับ

ดังนั้น ถ้าใครคิดว่าการเพิ่มกองทุนหุ้นลงไปในพอร์ตเยอะ ๆ จะช่วยให้เรากระจายความเสี่ยงแล้วละก็ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราเข้าใจผิดกันครับ ซึ่งการเพิ่มการลงทุนในกองทุนหุ้นหลาย ๆ กอง ก็อาจจะไม่ช่วยให้เราได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าความเสี่ยงที่ลงทุนไปนั่นเองครับ เพราะว่าบางครั้งการกระจายความเสี่ยงเพื่อลดความผันผวน กับ การลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนนั้น เราจะไม่ได้มันมาพร้อม ๆ กันเสมอไปครับ

แต่มีสินทรัพย์นึงที่น่าสนใจมาก ๆ นั่นก็คือ “กองทุนหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน” ครับ ที่มีความแหวกแนวกว่าการลงทุนในกองทุนหุ้นอื่น ๆ อยู่ค่อนข้างมาก งั้นเรามาดูรายละเอียดกันนะครับ

ก่อนอื่น เรามารู้จักกันสักเล็กน้อยกว่า กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานนั้น มีอะไรบ้างครับ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นธุรกิจที่ผูกขาด เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันของพวกเราครับ เช่น ทางด่วน รถไฟฟ้า สนามบิน ท่าเรือ ถนน ท่อนำก๊าซ การขนส่งสาธารณะ รวมถึง ท่อนำน้ำมัน ฯลฯ

ซึ่งกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานดี ส่วนใหญ่จะมีผลตอบแทนในระยะยาวที่ดี รายได้จากการลงทุนหลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานไปแล้วนั้น คาดการณ์ได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าบำรุงรักษา  อัตราการทำกำไรของธุรกิจ ด้วยสิ่งเหล่านี้จึงทำให้หุ้นในกลุ่มนี้ ไม่ได้มีความผันผวนไปตามหุ้นในอุตสาหกรรมอื่น ๆ หรือ ไม่ได้วิ่งไปตามตลาดหุ้นเท่าไหร่นัก แต่ราคาหุ้นของกลุ่มนี้มักจะวิ่งตามรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นของกิจการอย่างแท้จริง

ยิ่งในช่วงไหนที่มีการขยายการลงทุนไปยังต่างจังหวัด หรือเมืองต่าง ๆ ซึ่งในอนาคต การพัฒนาเมืองต่าง ๆ ในชนบทก็มีความสำคัญมากขึ้น รวมถึงธุรกิจพลังงานที่ต้องส่งกระแสไฟฟ้าไปตามบ้าน หรือ ตามจุดต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนาคตที่จะมีรถที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ทุกที่

จะเห็นได้ว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนของหุ้นในกลุ่มนี้ระยะยาวได้ผลตอบแทนที่มากกว่าผลตอบแทนจากหุ้นทั่วโลกอยู่เหมือนกัน และความผันผวนเองก็น้อยกว่าอีกด้วย

ซึ่งถ้าเราเอาหุ้นในกลุ่มนี้เข้ามาอยู่ในพอร์ตการลงทุน จะทำให้ความเสี่ยงโดยรวมลดลงครับ แต่ในทางกลับกัน ผลตอบแทนไม่ได้ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ

เห็นไหมละครับว่า การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นนั้น เราสามารถทำให้ความเสี่ยงลดลงได้ แถมผลตอบแทนยังมีโอกาสที่จะได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วยครับ เพียงแค่กระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นในกลุ่มที่มีความแน่นอนสูงในเรื่องของรายได้ครับ

ส่วนกองทุนที่ผมจะนำมาพูดถึงให้ฟังก็คือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอลอินฟราสตรัคเจอร์ เพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ SCB Global Infrastructure RMF เราจะเรียกย่อ ๆ ว่า SCBRMGIF ครับ

ซึ่งกองทุนนี้จะลงทุนใน Master Fund ที่ชื่อว่า Deutsche Invest I Global Infrastructure นักลงทุนเองสามารถหาข้อมูลได้อย่างง่าย ๆ โดยพิมพ์รหัสกองทุน LU1217772315ลงไปใน Google เราก็จะเห็นข้อมูลของกองทุนขึ้นมาทันทีครับ หรือว่าจะพิมพ์ DWGIDHP LX Equityแล้วตามด้วย Bloomberg ก็จะได้ติดตามผลตอบแทนจาก master fund ได้ง่ายมากขึ้นครับ และกองทุนนี้ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี คืออยู่ที่ประมาณ 10-11% ต่อปี (จากผลตอบแทนย้อนหลัง 3-5 ปี)

โดยกองทุนจะทำการเลือกสินทรัพย์ในแบบผสมผสานครับ โดยเลือกจากสภาพตลาดการเงิน และสภาพเศรษฐกิจในแต่ละประเทศเป็นหลัก เพื่อกำหนดว่าจะลงทุนในอุตสาหกรรมแบบไหนดี เช่น อาจจะเป็นกลุ่มท่อส่งกระแสไฟ หรือ เสาสัญญาณมือถือ หรือจะผสมกันในกลุ่มอุตสาหกรรม เนื่องจากแต่ละประเทศเองก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน

จากนั้น ก็จะใช้วิธีการเลือกหุ้นรายตัว โดยจะดูหุ้นที่พื้นฐานบริษัทมีความแข็งแรง งบการเงินดี บริษัทมีความน่าเชื่อถือ มีระบบการจัดการที่ทำให้ต้นทุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สมเหตุสมผล และรายละเอียดปลีกย่อยมากมายของบริษัท ก่อนที่จะทำการประเมินมูลค่าของกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคต จากรายได้ที่จะเก็บได้ในแต่ละปี รวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดูแลระบบโครงสร้างพื้นฐานนั้น ๆ

และ จุดเด่นของกองทุนหลักที่ต่างจากกองทุนอื่น ๆ และผมคิดว่าน่าสนใจมาก ๆ ก็คือ กลยุทธ์การลงทุนที่เรียกว่า pure-play คือเลือกลงทุนเฉพาะหุ้นของบริษัทที่มีรายได้หลักมากกว่า 70% จากธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น ทำให้พอร์ตนี้แม้จะลงทุนในหุ้น ก็สามารถสะท้อนลักษ

“5 ข้อดีของการเก็บเงินให้ลูกผ่านประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่สินค้าการเงินอื่นไม่มี”

วันนี้คนที่มีลูกส่วนใหญ่ที่มีความรอบคอบก็มักจะเปิดบัญชีเก็บเงินให้ลูกตั้งแต่ยังเล็ก บางคนเก็บเงินให้เค้าตั้งแต่คลอดเลยก็มี ซึ่งพ่อแม่ที่ตั้งใจเก็บเงินให้ลูกนั้น ก็คงคิดคล้ายๆกันว่า วันนึงเค้าโตขึ้น ถ้าเค้าอยากเรียนต่ออะไร ก็ได้มีเงินก้อนส่งเสียเค้าต่อ หรือ บางคนอาจจะให้เป็นรางวัลเมื่อเรียนจบ เช่น ซื้อรถให้ หรือ ให้เงินไว้เปิดกิจการ ก็เป็นไปได้

ซึ่งพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็มักจะเก็บเงินให้กับลูกน้อย ผ่านทางบัญชีธนาคาร แล้วก็ฝากให้เค้าทุกๆ เดือน หรือ ทุกๆปี หรือหากบางคนมีความรู้การเงินการลงทุนเยอะหน่อยก็อาจจะเปิดพอร์ตเป็นหุ้น หรือ กองทุนรวมไว้ ก็เริ่มมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะ คนที่ชอบการลงทุนก็มักจะคิดว่า ถ้าลงทุนยาวๆ ก็จะพอรับความเสี่ยงได้มากขึ้น

แต่ไม่ว่าสินค้าการเงินอะไร ที่เราจะลงทุนหรือจะเก็บเงินให้ลูกนั้น ก็จะมีจุดเด่นในตัวสินค้าการเงินนั้นๆ อยู่แล้ว เช่น ถ้าเก็บในธนาคาร ข้อดีคือ ความเสี่ยงต่ำ แถมสภาพคล่องสูง ถ้ามีเหตุฉุกเฉิน ยังสามารถเอาออกมาใช้ก่อนได้ แต่ข้อเสียก็คือ ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ อาจจะน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อเสียด้วย แถมอาจจะไม่มีวินัยการออมที่ต่อเนื่องได้

หรือ ถ้าเก็บในกองทุนหรือหุ้น ข้อดี คือ มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงในระยะยาว แถมก็มีสภาพคล่องสูงพอประมาณ เพราะสามารถไถ่ถอนหรือขายคืน เอาเงินออกมาใช้ก่อนก็ได้เช่นกัน แต่ข้อเสียคือ มีความเสี่ยงที่สูง ซึ่งหากเราไม่มีความรู้สินค้าประเภทนี้มากพอ หรือไม่ติดตามบ่อยๆ ก็อาจจะขาดทุนได้

ดังนั้นในเมื่อไม่มีสินค้าการเงินตัวไหนเลยที่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการ คุณพ่อคุณแม่ที่อยากจะเก็บเงินให้กับลูกน้อยๆ จึงควรต้องผสมผสานด้วยสินค้าการเงินที่หลากหลาย ซึ่งวันนี้จึงขอแนะนำทางเลือกเพิ่มเติมของการจะเก็บเงินให้กับลูก อีกวิธีนึง ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าการเงินที่มีประโยชน์หลายจุดมากๆ ที่ไม่เหมือนสินค้าการเงินอื่นๆ และ ควรอย่างยิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกๆคน จะแบ่งเงินมาใช้ทางเลือกนี้เพิ่มขึ้น  

ซึ่งวิธีการออมวิธีก็คือ “การเก็บเงินให้ลูก โดยผ่านทางกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์”  โดยวิธีการนี้ มีจุดเด่นอยู่หลายข้อด้วยกันที่ ดูจำเป็นและดูมีความสำคัญมากๆกับทุกครอบครัว  ซึ่งมีทั้งหมด 5 ข้อ ด้วยกันดังนี้

1. ความมีวินัย

ข้อนี้ถือเป็นข้อที่สำคัญที่สุดของการเก็บออม เพราะเป็นข้อของคนที่จะล้มเหลวทางการเงินส่วนใหญ่จะเป็น ดังนั้นการจะทำอย่างไร ให้เราสามารถเก็บออมได้อย่างต่อเนื่อง ทุกๆเดือน ทุกๆปี นั้นต้องถือเป็นเรื่องที่ยากมากๆ เพราะถ้าเรายังไม่มีระบบการเก็บเงินให้กับตัวเองอย่างดีพอ ก็ยากที่คนจะสามารถเก็บเงินให้ตัวเองได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอไปจนถึงอายุ 60 ปี ซึ่งแต่แบบประกันสะสมทรัพย์ส่วนใหญ่จะเป็นระบบที่บังคับให้ผู้เอาประกันเก็บเงินอย่างต่อเนื่อง โดยมักจะมีสัญญาบังคับ 15-20 ปี หรือบางทีอาจจะได้คืนถึงอายุ 99 ปี ก็ได้  ซึ่งอย่างน้อยแบบประกันสะสมทรัพย์ก็จะมีใบเตือนมาถึงลูกค้ามาทุกๆงวด ทำให้เราสามารถจะมีการเก็บเงินได้อย่างสม่ำเสมอๆ

2. มีความแน่นอนของจำนวนเงินที่ได้รับ

เพราะ แบบประกันสะสมทรัพย์นั้นจะมีการกำหนดทั้งเบี้ยที่ต้องชำระ และระบุทุนประกันคุ้มครอง ตั้งแต่วันที่ซื้อกรมธรรม์เรียบร้อยแล้ว โดยยังมีการกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าด้วยว่าต้องชำระเบี้ยประกันกี่ปี แล้วระหว่างสัญญา มีเงินคืนเท่าไหร่ต่องวด แล้วทั้งโครงการมีทั้งหมดกี่งวด และสุดท้ายคือ การคืนเงินจากโครงการรวมทั้งหมดเท่าไหร่ ส่วนต่างผลตอบแทนเท่าไหร่ ก็สามารถทราบได้ทันที ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าการเงินชนิดเดียวที่รู้ผลประโยชน์รวมว่าได้ทั้งหมดเท่าไหร่ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มโครงการ

3. มีความคุ้มครองชีวิตของลูกน้อยด้วย

ซึ่งข้อนี้หลายๆคนที่ตั้งใจเก็บออมให้ลูกผ่านทางแบบประกันชีวิตนั้น มักจะไม่สนใจความคุ้มครองในตัวของลูก เพราะคิดว่าลูกเราอายุยังน้อย คงไม่น่าจะมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับลูกตอนนี้หรอก แต่บางทีความสูญเสียที่ไม่คาดคิดนั้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้กับทุกครอบครัวเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากข่าวบ่อยๆ เช่น เสียชีวิตจากการไปรับน้องต่างจังหวัด หรือ กรณีล่าสุดที่อุบัติเหตุรถตู้คว่ำและไฟไหม้ ซึ่งหนึ่งในผู้เสียชีวิตกำลังศึกษาแพทย์อยู่เลยก็มี ซึ่งถ้าลองคำนวณว่าลูกคนนึงกว่าจะเรียนจบปริญญาตรี ต้องใช้เงินเท่าไหร่ แต่ถ้าต้องจากไปก่อน ก็เท่ากับว่า ต้นทุนที่พ่อแม่ช่วยกันส่งเสียลูกจนโต ก็กลายเป็นศูนย์ไปเปล่าๆ ดังนั้นหากลูกยังมีทุนประกันบ้าง ก็น่าจะเป็นการเยียวยาความสูญเสียให้ลดลงไปได้บ้าง

4. มีความคุ้มครองในส่วนของผู้ปกครองให้ด้วย

ซึ่งข้อนี้ถือว่าเป็นข้อที่สำคัญที่สุดและเป็นจุดเด่นที่ดีที่สุดที่สินค้าการเงินอื่นๆไม่มี เพราะ ผลประโยชน์ข้อนี้คือการที่ผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือแม่ ถ้าซื้อสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองผู้ชำระเบี้ย (เบี้ยประกันคิดตามอายุของผู้ปกครอง อายุลูก และระยะเวลาการชำระเบี้ย) แล้ว หากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับผู้ที่ชำระเบี้ย (พ่อหรือแม่) ไม่ว่าจะเป็นเสียชีวิตหรือพิการทุพพลภาพเมื่อไหร่ บริษัทรับประกันจะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันของกรมธรรม์แบบสะสมทรัพย์ฉบับนี้ต่อไปแทน (ลูกค้าไม่ต้องจ่าย) เท่ากับว่าผลประโยชน์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเงินคืนต่างๆ จะยังถูกจ่ายคืนให้กับลูกน้อยเหมือนเดิม ซึ่งไม่มีสินค้าการเงินตัวอื่นทำแบบนี้ได้ คือ ถ้าไม่มีการออมเงินต่อ เงินก็คืนให้เท่ากับที่เคยออมมาแค่นั้น

5. ผลตอบแทนไม่เสียภาษี

ข้อนี้คือข้อได้เปรียบเล็กน้อยถ้าเทียบกับการเก็บเงินให้กับลูกผ่านทางธนาคาร เพราะ การเก็บออมผ่านทางสินค้าประกันชีวิตนั้นจะได้รับการยกเว้นภาษี ไม่ว่าจะเป็นเงินคืนตามเงื่อนไข หรือ เงินคืนเมื่อตอนครบสัญญา แต่ถ้าเป็นการฝากธนาคาร ดอกเบี้ยที่ได้รับ ยังต้องเสียภาษีอีก 15% อีกด้วย

[รีวิว] ITAX Market บริการฟรีๆ ที่ช่วยให้คุณเลือก ประกันชีวิต LTF RMF ได้ดั่งใจ

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผมพรี่หนอม TAXBugnoms คนนี้คนเดียว ที่จะมาชวนทุกคนเฟี้ยวฟ้าวกับความรู้ด้านภาษีครับผม สำหรับบทความในวันนี้ไม่ใช่ความรู้ทางภาษี แต่เป็นการแนะนำเครื่องมือดีๆ ที่จะช่วยเลือกตัวช่วยให้เราวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้องครับ

ที่ผ่านมา.. ผมเคยเขียนบทความเรื่องหลักการวางแผนภาษีด้วย LTF RMF และประกันชีวิต เพื่อวางแผนภาษีไว้ที่หัวข้อ แนวทางลดหย่อนภาษี ในหนังสือ คนไทยฉลาดการเงิน (Money Literacy) ซึ่งมีแนวทางคร่าวๆ คือ เราไม่ควรวางแผนเพื่อประหยัดภาษีให้มากที่สุด แต่เราควรวางแผนภาษีเพื่อให้ประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด เพราะค่าใช้จ่ายท้งหมดในชีวิตของเรานั้น ไม่ใช่มีแค่ภาษี ถูกไหมครับ ?

ดังนั้นเราคงต้องกลับไปตั้งคำถามก่อนว่า เราต้องการอะไรในชีวิตกันแน่ หลังจากนั้นค่อยไล่เรียงไปตามความสำคัญของสิ่งที่เราต้องการ แล้วค่อยมองหาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะช่วยเราได้อีกทอดหนึ่งครับ ยกตัวอย่างเช่น

เรามีการลงทุนเพื่อวัยเกษียณหรือยัง และเราจะใช้เครื่องมืออะไรช่วยได้บ้าง ? (ประกันชีวิตแบบบำนาญ หรือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กบข. หรือ RMF)

เรามีการป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสมหรือไม่ ประเมินความเสี่ยงชีวิตของตัวเองได้ไหม ว่าสูงหรือต่ำ และต้องการให้มีสิ่งที่เหลือไว้ให้คนรุ่นหลังเท่าไรในยามที่เราจากไป แล้วจึงค่อยมาใช้ประกันชีวิตเป็นตัวช่วย

เรามีการลงทุนระยะยาวในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงบ้างไหม การยอมรับความเสี่ยง อายุ ความจำเป็นด้านการเงินต่างๆ ประเมินให้พร้อม แล้วจึงค่อยเลือกใช้ LTF เป็นตัวช่วยในการลงทุน

ผมเชื่อว่า การลงทุนที่ดีนั้น ต้องสนใจที่วัตถุประสงค์ในการลงทุนก่อน แล้วจึงมองผลตอบแทนที่ได้รับจากการประหยัดภาษีเป็นเรื่องรองลงมา ไม่ใช่เรามองหาแต่ การลดภาษีเป็นที่ตั้ง จนลืมไปว่าวัตถุประสงค์ของการลงทุนที่แท้จริงของเราคืออะไร

โอเค.. ทีนี้ถ้าหากใครที่เลือกได้แล้ว หรือคิดว่าใช่ (ต้องใช่แน่ๆ) ชั้นจะซื้อ ประกัน ชั้นจะซื้อกองทุน LTF กองทุน RMF เพื่อตอบวัตถุประสงค์ของชีวิตให้มันเป็นไปตามที่เราต้องการ คำถามที่ตามมาก็คือ แล้ว “จะซื้อตัวไหนดี” งั้นขอแนะนำตัวนี้เลยครับ ITAX Market (ใครขี้เกียจอ่านสามารถคลิกดูคลิปวีดีโอแนะนำสั้นๆ ที่ผมทำขึ้นมาได้เลยครับ)

จากคำถามที่ว่า จึงเป็นที่มาของ ITAX Market อีกหนึ่งช่วยของเราครับ โดยจะทำหน้าที่ในการ“คัดกรอง” ข้อมูลเบื้องต้น ก่อนที่เราจะตัดสินใจ “เลือกซื้อ” ว่ามันตรงกับความต้องการของเราหรือไม่ เอาล่ะครับ เรามาทดลองใช้งานกันดีกว่าครับ

เริ่มต้นจาก เข้าไปทีหน้าเวปไซด์ (www.itax.in.th/market) และเลือกตัวลดหย่อนภาษีที่เราต้องการครับ โดยปัจจุบันจะมีให้เลือกอยู่ 3 รายการ นั่นคือ ประกันชีวิต, LTF/RMF และ ค่าบริจาคเพื่อการศึกษา โดยผมขอลงลึกไปที่ ประกันชีวิต และ LTF/RMFครับ

สำหรับส่วนแรก คือ ประกันชีวิต เมื่อเราคลิกเข้าไปก็จะพบว่ามีให้กรอกข้อมูล เพศ และ อายุ หลังจากนั้นให้เลือกค้นหาเป็นรายประกัน หรือ Top5 ดูครับ ก็จะมีให้เราเลือกกรอกข้อมูล “ประเภทประกันชีวิต” กับ “งบสำหรับจ่ายเบี้ยประกันในแต่ละปี” ขึ้นมา

เมื่อค้นหาแบบประกันเสร็จ เราก็จะพบว่ามีข้อมูลประกันต่างๆขึ้นมาเรียงตามคะแนน ITAX Score ซึ่งเป็นคะแนนที่ช่วยในการจัดอันดับความคุ้มค่าของประกันโดยพิจารณาจากปัจจัยหลายๆอย่าง ทั้งเรื่อง ทุนประกัน และผลตอบแทน ซึ่งเราจะเห็นว่าสามารถปรับโยกซ้ายขวาเลือกความคุ้มครองที่สูงสุด หรือ ผลตอบแทนสูงสุด ได้ตามใจครับ

ซึ่งตรงนี้สามารถปรับเลือกเพิ่มเติมได้ครับ จะเป็นการจ่ายเงินปันผล ได้ของสมมนาคุณ หรือจะเลือกดูตามแต่ละบริษัทประกันชีวิตก็ยังสามารถทำได้ครับ เลือกได้ตามใจ และถ้าอยากซื้อแบบไหนก็คลิกที่ติดต่อผู้ขาย หลังจากนั้นจะมีเมนู Pop up ขึ้นมาให้เรากรอกรายละเอียดลงไปครับ

ต่อมาเรามาดูในส่วนของ LTF และ RMF กันบ้างครับ

สำหรับการค้นหากองทุนที่ใช่นั้น เราจะต้องเริ่มจากการกรอกรายได้ต่อเดือนของเราลงไปกันก่อนครับว่า เรามีรายได้เท่าไร หลังจากนั้นระบบจะบอกว่าเราต้องทำยังไงต่อแบบนี้เลยครับ

โดยจำนวนรายได้ที่บอกนั้น จะบอกว่าจำนวนเงินที่เราซื้อได้สูงสุดนั้นเป็นเท่าไรครับ และถ้าลองกรอกรายได้ที่ไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีลงไป ระบบก็ยังจะบอกอีกว่าไม่ต้องซื้อก็ได้นะเธอ (แน่ะ) ส่วนกองทุนที่แนะนำนั้นก็จะมีหลักเกณฑ์ในการเลือกไว้อยู่ 3 ข้อ คือ ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ประเภทสินทรัพย์ และ ค่าธรรมเนียม ครับ ซึ่งก็จะได้แตกต่างกันไปตามนี้ครับ

และทั้งหมดนี้ คือ การรีวิวการใช้งาน ITAX แบบคร่าวๆ สั้นๆง่ายๆ ในสไตล์ TAXBugnoms ครับ ซึ่งผมคงต้องขอย้ำให้ฟังทีครับว่า ไม่มีเครื่องมือที่ช่วยเลือกให้เราลงทุนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมที่สุด เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการพิจารณาหาข้อมูลเพิ่มเติม และตัดสินใจให้เหมาะสมกับความต้องการของตัวเองครับ

🙂

2 วิธีเริ่มต้นออมเงินง๊ายง่าย

เริ่มต้นสิ่งดีๆให้ตัวเองด้วยการออมเงิน ^^

 

สวัสดีจ้าอนาคตเศรษฐีทุกท่าน เพจอภินิหารเงินออมทำกิจกรรมออมเงินเป็นเพื่อนแฟนเพจมาตั้งแต่เดือนมิ.ย. 58 ถึง ธ.ค. 59 รวมแล้วเป็นเวลา 1 ปี 7 เดือนแล้วนะจ๊ะ เวลาผ่านไปเร็วจัง เป้าหมายของกิจกรรมนี้ต้องการ “สร้างบรรยากาศของการออมเงิน” เพราะว่า…

 

หลายคนที่คิดว่าชาตินี้ยังไง๊ยังไงตัวเองออมเงินไม่ได้ #เฮ้ยอย่าพึ่งท้อซิ ในขณะที่บางคนเอาชนะใจตัวเองออมเงินได้แล้ว แต่ว่าจิตใจหวั่นไหวไปกับสิ่งล่อตาล่อใจรอบข้างที่ยั่วยวนให้เราใช้เงินไปกับเรื่องไม่จำเป็น สุดท้ายเป้าหมายการออมเงินก็พังทลาย #โครม

 

กิจกรรมออมเงินเป็นเพื่อนแฟนเพจนี้ต้องการเติมพลัง เติมไฟการออมเงิน ฟู่!! เพิ่มความฮึกเหิมเข้าไป ฮึบ!! เป็นการกระตุ้นให้แต่ละคนอยากออมเงินได้เหมือนคนอื่นบ้าง เอาล่ะ เรามาดูกันว่าจะมีวิธีเริ่มออมเงินแบบไหนบ้าง

 

2 วิธีเริ่มต้นออมเงินง๊ายง่าย

 

2 วิธีเริ่มต้นออมเงินง๊ายง่าย

 

แบบที่ 1 ฝากเงินอัตโนมัติทุกเดือน

 

สิ่งแรกที่ควรทำ คือ แยกบัญชีออมเงินออกมาจากบัญชีเงินเดือน จะได้ไม่ใช้เงินปะปนกันนะจ๊ะ อาจจะเป็นบัญชีฝากประจำ บัญชีกองทุนรวม บัญชีออมหุ้น บัญชีออมทอง หรือบัญชีอื่นๆที่จะทำให้เราฝากสม่ำเสมอได้ทุกๆเดือน นอกจากมีเงินออมแล้วยังสร้างวินัยการออมเงินด้วยนะจ๊ะ

 

2 วิธีเริ่มต้นออมเงินง๊ายง่าย

 

จากภาพข้างบนสมมติว่าเราต้องการสร้างวินัยการออมเงินที่ฝากประจำ เราเปิดบัญชีใหม่ ควรเลือกฝากประจำที่ระบุว่า “ปลอดภาษี” เพราะจะทำให้ดอกเบี้ยอันน้อยนิดที่เราได้รับ ไม่ถูกรีดจากภาษีหัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 15% ให้ดอกเบี้ยของเราน้อยลงไปอีกนะจ๊ะ

 

จากนั้นเราก็บอกเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าให้ตัดเงินจากบัญชีเงินเดือนไปเก็บไว้ที่บัญชีฝากประจำทุกวันที่เท่าไหร่ (เช่น หลังวันเงินเดือนออก 1-2 วัน) เมื่อเงินเดือนออกปุ๊บ ระบบก็จะฝากประจำให้เราแบบอัตโนมัติทันที ทำให้เราจะเห็นและใช้จ่ายเฉพาะยอดเงินที่เหลืออยู่เท่านั้น แค่นี้เราก็มีเงินออมได้แบบง่ายๆแล้วจ้า

 

ตัวอย่าง ออมเงินทุกเดือน

2 วิธีเริ่มต้นออมเงินง๊ายง่าย

ที่มา : อัลบั้มภาพเพจอภินิหารเงินออม ออมเงินง๊ายง่าย  คลิกที่นี่ 

 

แบบที่ 2 หยอดกระปุกออมสิน

 

มันเป็นวิธีโบร่ำโบราณที่มีพลังมากๆ เราใช้เป็นจุดเริ่มต้นออมเงินง๊ายง่ายได้นะจ๊ะ ที่เพจอภินิหารเงินออมมีกิจกรรมออมเงินเป็นเพื่อนแฟนเพจ แค่มีกระปุกออมสินแล้วหยอดเงินตามธีมออมเงินในแต่ละเดือน พอถึงสิ้นเดือนก็จะเปิดออกมานับกันว่าได้เท่าไหร่

 

มันรู้สึกลุ้นระทึกทุกครั้งที่ได้เปิดนับเงินในกระปุกออมสิน ลุ้นว่าจะได้เงินเท่าไหร่ แม้ว่ามันจะเป็นเงินไม่มาก แต่ก็ทำให้รู้สึกภูมิใจตัวเองว่าเราออมเงินได้เหมือนกันนะ สิ่งสำคัญ คือ ไม่ควรทิ้งเงินไว้ในกระปุกออมสินมากเกินไป เพราะอาจจะยั่วกิเลสให้เราหยิบออกไปใช้จ่าย หรือถูกมือดีช่วยเราใช้เงินก็ได้ ทางที่ปลอดภัยควรรีบนำไปฝากธนาคารหรือไปลงทุนอื่นๆตามเป้าหมายของเรานะจ๊ะ

 

ตัวอย่าง หยอดกระปุกออมสิน

2 วิธีเริ่มต้นออมเงินง๊ายง่าย

2 วิธีเริ่มต้นออมเงินง๊ายง่าย

ที่มา : อัลบั้มภาพเพจอภินิหารเงินออม ออมเงินง๊ายง่าย คลิกที่นี่

 

ช่วงที่ยากที่สุดของการออมเงิน คือ ช่วงเริ่มต้น เพราะช่วงแรกๆเรายังไม่เห็นผล เห็นเงินออมอันน้อยนิดก็ยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอทำไปเรื่อยๆผ่านไปสักครึ่งปี จากเงินก้อนเล็กๆรวมกันเติบโตเป็นเงินก้อนใหญ่ขึ้น คราวนี้แหละเราจะเริ่มสนุกกับการออมเงิน เพราะอยากเห็นเงินมากขึ้นเรื่อยๆนะจ๊ะ

 

 

 

พร้อมแล้วจะรออะไรจ๊ะ

เริ่มออมเงินเลยจ้า

 

 

 

——————————————————

มีแรงบันดาลใจออมเงินอีกเพียบเลยที่ลิงค์ข้างล่างนี้นะจ๊ะ

? อัลบั้มภาพเพจอภินิหารเงินออม ออมเงินง๊ายง่าย คลิกที่นี่

? อัลบั้มภาพ รู้ยัง!! คนไทยออมเงิน คลิกที่นี่

? 10 ที่สุดของไอเดียออมเงินสุดจี๊ดจากเพจอภินิหารเงินออม คลิกที่นี่

? 4 วิธีออมเงินง่ายๆจากเพจอภินิหารเงินออมคลิกที่นี่

 

 

 

 

9 กับดักการเงินที่ทำให้คนเจน Y ไม่รวยซักที!!!

ในยุคที่มี Facebook ทำให้มอง Lifestyle ของใครๆ ก็รู้สึกไปว่าช่างร่ำรวยกันเสียเหลือเกิน  พอหันกลับมามองดูตัวเอง เชื่อว่าหลายคนคงส่ายหน้า ไม่ค่อยอยากพูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ซักเท่าไหร่!!! ถึงจะพยายามซักเท่าไหร่ แต่ก็ดูเหมือนเราเองก็ไม่เคยประสบความสำเร็จแบบเพื่อนๆบ้าง

จริงๆ แล้วเราต้องมาลองให้คิดกันให้ดี ว่าที่เราไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตซักที อาจจะเป็นเพราะพวกเรากำลังติดอยู่ใน ‘กับดักการเงิน’ เหล่านี้อยู่หรือเปล่า?


1.หนี้มีนะ แต่ไม่ไม่จ่าย ใครจะทำไม?!!!

ง่ายๆ นะเธอ จริงๆ แล้วหนี้เนี่ยเราสามารถสร้างได้ถ้าหนี้นั้นเป็น ‘หนี้ดี’ แล้วหนี้ดีคืออะไร? หนี้ดี คือ หนี้ที่เรามีแล้วสามารถสร้างรายได้ให้กับเราได้มากกว่าและไม่ทำให้การใช้จ่ายของเราเสียสมดุล

แล้วหนี้อะไรล่ะที่มีแต่ไม่จ่าย? เฉลยก็คือ “หนี้กยศ.” ไงคะทุกคน~~~

จากข่าวที่เห็นๆกันตามสื่อบอกได้ว่ามีนักเรียนหรือนักศึกษาที่กู้เงินแล้วไม่ได้จ่ายเงินคืนกว่า 1.9 ล้านคนหรือเท่ากับ 60% ของจำนวนคนที่ยืมทั้งหมด!!! แล้วกระทั่งหนี้กยศ.ที่คิดดอกเบี้ยการชำระแสนถูกแถมยังมีระบบการผ่อนชำระตามใจลูกหนี้อีก ถ้าเธอยังไม่สามารถบริหารจัดการหนี้นี้ได้ รับรองเลยว่าหนี้ก่อนอื่นที่จะตามมาทั้ง บัตรเครดิต, ค่าผ่อน 0%, รถ หรือบ้านเอง ก็ไม่น่าจะบริหารจัดการได้เหมือนกัน

อย่าลืมว่าหนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าเราเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการไม่ให้กระทบกับชีวิตประจำวันได้ นั่นก็เป็นสัญญาณที่ดีข้อนึงแล้วล่ะค่า!!!

 

2.งบการเงินคืออะไร? ช่างมันเห๊อะ!!

อย่าสับสนระหว่างการวางแผนหรือการทำงบการเงินกับการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายนะจ๊ะ เพราะงบการเงิน คือ การวางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้าและพยายามใช้จ่ายให้ได้ตามแผนที่วางไว้ แต่บัญชีรายรับ-รายจ่ายเป็นการจดบันทึกการใช้จ่ายทั้งหมด ‘ที่ผ่านมา’ เพราะฉะนั้นไม่เหมือนกันนะจ๊ะเธอๆ เพราะฉะนั้นงบการเงินจึงเป็นสิ่งที่เราควรทำไว้ เพราะจะทำให้เราวางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้นะจ๊ะ

 

3.มีเงินเท่าไหร่ ใช้ให้หมด เดี๋ยวก็หาใหม่ได้

ไม่แปลกที่มนุษย์เงินเดือนหลายๆ คนจะมีความคิดแบบนี้ในช่วงทำงานใหม่ๆ อาจจะเป็นเพราะเคยชินกับการที่ได้รับเงินเดือนทุกสิ้นเดือน  และไม่ได้ประเมินถึงอนาคตข้างหน้าว่าถ้าระหว่างนั้นไม่มีงาน หรือเกิดทำงานไม่ได้ขึ้นมากะทันหันจะทำอย่างไร อีกทั้งเด็กจบใหม่ทั้งหลาย เมื่อหาเงินได้ด้วยตัวเอง ก็เริ่มรู้สึกว่าอยากใช้เงินอย่างอิสระ เพราะไม่ต้องขอพ่อแม่อีกต่อไปแล้ว แต่การใช้เงินแบบไม่มีลิมิตจะทำให้เราไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ยิ่งรายได้เพิ่มขึ้น รายจ่ายก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

วิธีแก้ คือ การจดบันทึกรายจ่าย ฟังดูเป็นเรื่องง่ายๆ แต่เรื่องง่ายๆ นี่แหละที่จะทำให้เรารู้ว่าเงินเดือนทั้งหมดของเราหายไปทางไหนบ้าง? มีเงินเก็บบ้างรึเปล่า? เพราะฉะนั้นการทำบันทึกรายจ่ายคือ หนึ่งในกุญแจการเงินที่สำคัญ

 

4.เน้นซื้อของถูกไว้ก่อน คุณภาพช่างมัน (เหรอออ?)

จริงๆ แล้วการซื้อของอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการเปรียบเทียบระหว่าง “คุณภาพกับราคา” ของบางอย่างราคาถูกแต่ใช้ได้แค่ไม่กี่ครั้ง ก็พังแล้ว แต่ของบางอย่างราคาแพงกว่ากันนิดหน่อย แต่เปรียบเทียบแล้วสามารถใช้ได้นานกว่าหรือคุ้มค่ากว่า นั่นต่างหากล่ะถึงจะเรียกว่าซื้อได้ทั้งของถูกและดี!!!

 

5.ยังไม่แก่ซักหน่อย รีบเก็บเงินไปไหน?

เอิ่ม… ก่อนอื่นอยากแก้ความเข้าใจกันก่อนเลย การเก็บเงินเพื่อการเกษียณเนี่ยไม่ใช่ว่าต้องเริ่มทำตอนวัยใกล้เกษียณนะ (โดยเฉลี่ยคนไทยเริ่มออมเงิน เพื่อการเกษียณตอนอายุ 42 ปี!!!)

อย่าลืมว่าสิ่งสำคัญของการออมคือ ‘ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี’

นั่นเพราะหากเราต้องการออมเงินซักก้อนเพื่อการเกษียณ หากเริ่มต้นออมตั้งแต่อายุ 30 ย่อมใช้เงินในการออมแต่ละครั้งน้อยกว่าการออมตอนอายุ 40 เพราะเงื่อนไขสำคัญก็คือระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังจะได้ดอกเบี้ยมากกว่าด้วย เพราะฉะนั้นเริ่มเลยสิคะ รออะไร!!!

 

6.คิดว่ารวยได้แค่ออมเงินอย่างเดียว

ถ้าคุณทั้งหลายมีความหวังว่าต่อไปนี้ฉันจะรวย สิ่งที่คุณต้องคิดก็คือ การออมเพียงอย่างเดียวช่วยให้เรารวยไม่ได้นะจ๊ะ เพราะดอกเบี้ยที่กระจิดริดแต่เงินเฟ้อที่พุ่งยิ่งกว่า 4G แบบนี้บอกได้เลยว่าการออมไม่ช่วยจ้า

แล้วทำยังไงถึงจะรวย? คำตอบก็ คือ การนำเงินไปลงทุนนั่นเอง~ สิ่งสำคัญก่อนนำเงินไปลงทุนหรือทำธุรกิจในอะไรก็ตาม ตัวคุณต้องแน่ใจว่า คุณมีความรู้มากพอที่จะลงทุนหรือทำธุรกิจนะจ๊ะ เพราะไม่งั้นนี่คือความเสี่ยงระดับสูงสุดเลย

 

7.บัตรเครดิตใครๆ ก็มีกันทั้งนั้นแหละ

"บัตรเครดิต" เป็นการนำเงินในอนาคตของเรามาใช้ นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่คุณรูดบัตรนั่นคือเดือนหน้าคุณมีเงินเดือนน้อยลง แต่ถึงบอกไปใครหลายคนก็ไม่เชื่อเพราะการใช้บัตรเครดิตช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นมากกกก แต่หากคุณยังอยู่ในวัยที่เริ่มต้นทำงานการที่คุณเปิดบัตรเครดิตและจ่ายตรงตามหนดทุกครั้ง สิ่งที่ตามมาคือการเสนอขยายวงเงินในบัตรเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ช่วงอายุ 20 ปีก็ยังไม่ต้องรีบเปิดบัตรหรอกนะ ให้เราทำงานมาได้สักพักและบริหารการเงินได้ก่อนแล้วค่อยคิดเรื่องนี้ดู

ถ้าใครมีบัตรแล้วแต่อยากจำกัดวงเงินการใช้ของตัวเอง ก็ลองเปิดบัญชีแยกต่างหากไว้ ทุกครั้งที่รูดบัตรก็ให้โอนเงินจำนวนเข้าบัญชีนี้ เราจะได้รู้ว่าเหลือเงินที่ใช้ได้อีกเท่าไหร่แถมยังมีเงินที่จะชำระค่าบัตรแน่นอนค่า!!!

 

8.ลงทุนแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง

“อะฮ่า!!! ในที่สุดก็ออมเงินได้ก้อนนึงแล้ว ต่อไปก็จะลงทุนสักที”

เดี๋ยวก่อน!!! ถึงจะมีเงินก้อนแล้วก็มีความตั้งใจจะนำเ&#xE0

“ลดภาระ เพิ่มรายรับจากสินเชื่อด้วยการรีไฟแนนซ์”

“ภาระหนัก ชีวิตติดขัด อยากเดินตามความฝัน…

บ้านช่วยเธอได้”

หลายคนมีปัญหาเรื่องหนี้บัตรเครดิต หนี้บัตรกดเงินสด หนี้นอกระบบ

หลายคนมีภาระหนักจากการดูแลคนในครอบครัว

และยังมีคนอีกมากที่ต้องการเงินไปเริ่มเดินตามความฝันไปลงทุนทำธุรกิจ

เธอรู้มั้ยว่า

“บ้าน” ถึงจะไม่มีชีวิต แต่ “บ้าน” ช่วยเธอได้นะ

มาดามขอแนะนำให้เธอรู้จักสิ่งที่เรียกว่าการ “รีไฟแนนซ์” (Refinance)

รีไฟแนนซ์ คืออะไรน่ะเหรอ??

มันก็คือการที่เธอผ่อนบ้านอยู่ ยังไม่ต้องผ่อนหมดด้วยนะ

แล้วเธอทำการย้าย คือ ไปขอทำเรื่องกู้จากธนาคารแห่งใหม่

ข้อดีของการทำแบบนี้คืออะไร?

มาดามจะบรรยายให้ฟัง

มาดามเองก็กำลังจะทำรีไฟแนนซ์บ้านที่ตัวเองผ่อนอยู่ด้วยแหละ

1. รีไฟแนนซ์แล้วจะได้เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง

เธอลองไปอ่านสัญญากู้บ้านปัจจุบันของเธอนะ ส่วนใหญ่แล้วอัตราดอกเบี้ยช่วงปีแรกๆ (ประมาณ 3 ปีแรก) จะต่ำเป็นพิเศษ จากนั้นดอกเบี้ยมันจะสูงขึ้นและส่วนมากจะกลายเป็นอัตราลอยตัว

“ลอยตัว” หมายถึงว่าดอกเบี้ยมันจะขึ้นๆ ลงๆ ได้ไม่เท่ากันในแต่ละช่วงเวลา แล้วแต่ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในตลาดเวลานั้นจะเป็นยังไง…

การที่เธอตัดสินใจรีไฟแนนซ์ มันเหมือนการกดปุ่ม RESTART คือตั้งต้นใหม่ กลับไปสู่จุดเริ่มแรกที่ดอกเบี้ยต่ำ

ดังนั้น ปกติคนมีหนี้บ้านทุกคน มาดามว่าควรพิจารณาทุกๆ 3 ปี

ว่าอยู่เฉยๆต่อไปหรือรีไฟแนนซ์จะช่วยเราประหยัดเงินค่าดอกเบี้ยได้

2. รีไฟแนนซ์เอาเงินสดมาช่วยให้ชีวิตคล่องตัวขึ้นได้

สมมติถ้าเธอผ่อนมาแล้วสัก 3-4 ปีเหมือนมาดาม

เงินต้นของเงินกู้เดิมมันก็ต้องลดลงไปอยู่แล้วเพราะเราผ่อนจ่ายมา

พอเธอรีไฟแนนซ์แล้วขอกู้แบบเต็มวงเงินหรือมากที่สุดของราคาบ้าน เธอก็จะได้เงินสดส่วนต่างระหว่างเงินกู้ยืมก้อนใหม่กับเงินกู้ของธนาคารเดิมที่เธอติดค้างไว้

ยกตัวอย่าง บ้านมาดามราคา 2 ล้านบาท

มาดามผ่อนๆ จนเงินต้นเหลือ 1.7 ล้านบาท พอมาดามไปขอรีไฟแนนซ์แล้วธนาคารที่ใหม่เค้าให้วงเงิน 2 ล้านเหมือนเดิม

มาดามก็จะมีเงินสดส่วนต่าง 3 แสนบาท เพราะได้เงินมาจากธนาคารที่ใหม่ 2 ล้านใช่มั้ย ก็ต้องเอา 1.7 ล้านไปจ่ายคืนธนาคารที่เก่าไง

เจ้าส่วนต่าง 3 แสนบาทนี้แหละที่มาดามสามารถเอาไปโปะ ปิด ภาระหนี้อื่นที่ดอกเบี้ยสูงกว่า โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตและหนี้บัตรกดเงินสด

ถือเป็นการรวมหนี้เป็นก้อนใหญ่ก้อนเดียว ผ่อนง่ายไม่ปวดหัว สบายเนื้อตัวขึ้นเยอะ

3. รีไฟแนนซ์ทำให้เธอได้เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด

คือมันเป็นการกู้ยืมเงินแบบมี “หลักประกัน” คือตัวบ้านไง คนให้กู้เค้าเลยสบายใจกว่า ก็เลยคิดดอกเบี้ยถูกกว่า

ดอกเบี้ยในการทำรีไฟแนนซ์ส่วนใหญ่มันเริ่มที่ 2 กว่าๆ ถึง 4 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ดอกเบี้ยบัตรเครดิตคือ 20 เปอร์เซ็นต์ และบัตรกดเงินสดคือสูงถึง 28 เปอร์เซ็นต์!!

ถ้าเธอไม่คิดว่าจะหาเงินจากที่อื่นได้ดอกเบี้ยถูกขนาดนี้หรือเธอมีโครงการอยากทำตามความฝันอยากเริ่มทำธุรกิจ รีไฟแนนซ์คือทางเลือกในการได้เงินสดมาใช้ที่มาดามว่าน่ารักที่สุด

ข้อดีของการรีไฟแนนซ์มีเยอะ แต่…..

มาดามก็อยากสะกิดให้เธอคิดตามนี้นะ

1. การรีไฟแนนซ์มีค่าธรรมเนียม

มันมีค่าประเมินหลักประกัน (คือตัวบ้าน) และค่าจดจำนองเพราะต้องไปทำเรื่องเปลี่ยนชื่อธนาคารผู้ให้กู้ที่กรมที่ดิน ศึกษาให้ดีมันเงินไม่ใช่น้อย ต้องลองเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยที่จะประหยัดได้ บางธนาคารมีข้อเสนอยกเว้นค่าธรรมเนียมพวกนี้ให้ฟรี

2. การรีไฟแนนซ์ไม่ได้ทำให้หนี้หายไป

มันไม่ใช่การได้เงินมาใช้ฟรีๆ นะเธอ มันเป็นแค่การช่วยให้เราประหยัดดอกเบี้ย ทำให้ยอดผ่อนหนี้ต่างๆ ต่อเดือนคล่องตัวขึ้น ได้เงินสดมาใช้แบ่งเบาภาระ หรือช่วยให้เราได้ลงมือทำธุรกิจตามที่ฝัน แต่เรายังคงมีหนี้นะจ๊ะ ยังต้องใช้คืนเค้านะ

3. การรีไฟแนนซ์เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่มีค่า

บ้านคือที่อยู่อาศัย ศูนย์รวมจิตใจครอบครัว กรุณาทำตัวให้ดี ผ่อนจ่ายให้ตรงเวลา จ่ายช้าจ่ายขาดจะทำเสียเครดิต เสียประวัติ ถ้าเธอเหลวไหลมากเธออาจเสียบ้านไปได้เลยนะเออ

4. การรีไฟแนนซ์ปกติทำได้ทุก 3 ปี

ถ้าทำบ่อยกว่านี้จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เช่น 3% ของวงเงินกู้

มาดามเพิ่งเห็นว่า LH Bank เค้าออกโปรแกรมรีไฟแนนซ์มาใหม่ ดูแล้วเออ..ก็น่าสนใจนะ ลองเก็บไว้เป็นทางเลือกพิจารณา ดียังไง…

1. ฟรีค่าธรรมเนียมประเมินหลักประกันและค่าจดจำนอง 

ส่วนนี้ช่วยเธอประหยัดไปได้เยอะเลยนะ เฉพาะแค่ค่าประเมินบางธนาคารก็คิด 4-5 พันบาทแล้ว

2. ดอกเบี้ยถือว่าอัตราดี แค่ 3 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ สำหรับสามปีแรก

ใกล้เคียงกับขอกู้ซื้อบ้านใหม่ๆ เลยนะ

3. เลือกได้ 2 แบบตามที่ชอบ

คือคิดดอกเบี้ยเท่าเดิมคงที่ในสามปีแรก (แบบนี้ฟรีค่าธรรมเนียมตามข้อหนึ่ง) หรือแบบดอกเบี้ยเริ่มน้อยๆ แล้วค่อยๆ สูงขึ้น (แบบนี้ฟรีค่าธรรมเนียมประเมินราคาหลักประกัน แต่อาจจะจ่ายดอกเบี้ยรวมๆ ถูกกว่า ต้องลองไปคำนวณว่าเธอมีแผนจะจ่ายหนี้ยังไง)

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LH Bank ทุกสาขา หรือโทร 02-359-0000

เอาล่ะ..มาดามขอสรุปว่ารีไฟแนนซ์มีข้อดี

ทุกคนที่มีหนี้บ้าน ถึงไม่คิดอยากได้เงินสดออกมาใช้ก็ควรหยุดคิดทุกๆ 3 ปี เพราะมันคือตัวช่วยให้จ่ายดอกเบี้ยลดลง ส่วนคนที่มีภาระ มีหนี้ มีโครงการที่ต้องใช้เงิน การรีไฟแนนซ์ช่วยเธอได้จริงๆ

เก็บมันไว้เป็นตัวช่วย แล้วลงมือจัดการชีวิตเรื่องเงินของตัวเองเถอะ

แบบที่เธอเป็น “เจ้านายเงิน” เหมือนที่มาดามเคยสอนไง

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

“6 เรื่องต้องรู้!! ก่อนช็อปกระจายตามมาตรการช็อปช่วยชาติ 2559!!!”

"6 เรื่องต้องรู้!! ก่อนช็อปกระจายตามมาตรการช็อปช่วยชาติ 2559!!!"

 

กลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากห่างหายกันไปนานมากกกกกกกกกก!!!

คราวนี้เรื่องราวที่ Money Ideas จะขอมานำเสนอ คือ เรื่องราวที่กำลังเป็นกระแสยิ่งกว่าข่าวฮ๊อตของดาราคู่ไหนๆ ซะอีก นั่นคือเรื่องราวของ ‘มาตรการช็อปช่วยชาติปี 2559’  นั่นเอง กำลังเป็น กระแสกัน เพราะตอนนี้ทุกคนกำลังตื่นตัวกันขั้นสุด เรียกว่าพอถึงวันหลายๆ คนคงเตรียมกำเงินพุ่งตัวไปห้างเพื่อช็อปกันให้กระจาย!!!

 

แต่อย่างว่าแหละค่ะ ขึ้นชื่อว่า ‘ลดหย่อนภาษี’ ย่อมต้องมีรายละเอียดยิบย่อยที่ทุกคนต้องรู้ก่อนเตรียมก่อนให้ดี ไม่งั้นช็อปให้กระจายก็ไม่ได้ใช้ลดหย่อนภาษีนะจ๊ะ!!!

 

แล้วเราต้องรู้อะไรบ้างล่ะ? เอาล่ะค่ะเรื่องที่ควรรู้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของสิทธิที่ใช้ลดหย่อนต่างๆได้แก่

♦ 1.ฐานภาษีของเราเอง

ต้องเข้าใจก่อนนะจ๊ะทุกคน ว่านโยบายภาษีการลดหย่อนนั้นไม่ได้เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนไปซะหมด อย่าลืมว่าฐานเงินเดือนของแต่ละคนไม่เท่ากัน (แอบเศร้าละสิฉันรู้นะ!!!) ทำให้มนุษย์เงินเดือนบางคนเมื่อรวมรายได้ทั้งปีและหักลบค่าลดหย่อนแล้ว รายได้สุทธิยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีนะจ๊ะ เพราะฉะนั้นคนกลุ่มเหล่านี้ต่อให้ช็อปยังไงก็ไม่เกิดผลใดๆ กับชีวิตนะตัวเธอ (แต่จะเกิดผลร้ายแทนถ้าไม่มีเงินแต่ก็ยังช็อปแบบไม่ลืมหูลืมตา)

อีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจคือ เงิน 15,000 บาท ที่เขาบอกว่าลดหย่อนได้เนี่ย ถึงเราจะซื้อของราคา 15,000 บาท (แบบชิ้นเดียวหรือแยกซื้อแล้วนำมารวมกันก็ตาม) เขาไม่ได้คืนเงินภาษีที่เราต้องจ่ายโดยตรงนะ แต่จะนำยอดการซื้อสินค้าไปหักลบรายได้ก่อนที่จะนำมาคำนวณภาษี ตัวอย่างเช่น

ผู้มีรายได้สุทธิ 0-150,000 บาท กลุ่มนี้ได้รับการยกเว้นภาษีเพราะฉะนั้นตกไปนะจ๊ะ
ผู้มีรายได้สุทธิ 150,001-300,000 บาท เสียภาษีอัตรา 5% เมื่อหักวงเงิน 15,000 บาทที่ซื้อสินค้าเพื่อที่นำมาหักภาษีแล้ว เท่ากับว่าได้ลดหย่อนภาษีไป 750 บาท
ผู้มีรายได้สุทธิ 300,001-500,000 บาท เสียภาษีอัตรา 10% เมื่อหักวงเงิน 15,000 บาทที่ซื้อสินค้าเพื่อที่นำมาหักภาษีแล้ว เท่ากับว่าได้ลดหย่อนภาษีไป 1,500 บาท
ผู้มีรายได้สุทธิ 500,001-750,000 บาท เสียภาษีอัตรา 15% เมื่อหักวงเงิน 15,000 บาทที่ซื้อสินค้าเพื่อที่นำมาหักภาษีแล้ว เท่ากับว่าได้ลดหย่อนภาษีไป 2,250 บาท
ผู้มีรายได้สุทธิ 750,001-1,000,000 บาท เสียภาษีอัตรา 20% เมื่อหักวงเงิน 15,000 บาทที่ซื้อสินค้าเพื่อที่นำมาหักภาษีแล้ว เท่ากับว่าได้ลดหย่อนภาษีไป 3,000 บาท
ผู้มีรายได้สุทธิ 1,000,001-2,000,000 บาท เสียภาษีอัตรา 25% เมื่อหักวงเงิน 15,000 บาทที่ซื้อสินค้าเพื่อที่นำมาหักภาษีแล้ว เท่ากับว่าได้ลดหย่อนภาษีไป 3,750 บาท
ผู้มีรายได้สุทธิ 2,000,001-4,000,000 บาท เสียภาษีอัตรา 30% เมื่อหักวงเงิน 15,000 บาทที่ซื้อสินค้าเพื่อที่นำมาหักภาษีแล้ว เท่ากับว่าได้ลดหย่อนภาษีไป 4,500 บาท
ผู้มีรายได้สุทธิมากกว่า 4 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษีอัตรา 35% เมื่อหักวงเงิน 15,000 บาทที่ซื้อสินค้าเพื่อที่นำมาหักภาษีแล้ว เท่ากับว่าได้ลดหย่อนภาษีไป 5,250 บาท

♦ 2.พระเอกของการช็อบ : ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป

หากเราผ่านด่านแรก (หมายถึงเงินเดือนผ่านอะนะ) ก็มาถึงด่านต่อไป นั่นคือก่อนซื้อของทุกครั้งเราต้องขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป โดยออกเป็นชื่อของเรา(หรือชื่อคนที่จะใช้ลดหย่อนนะจ๊ะ) ไม่สามารถใช้ใบเสร็จแทนนะจ๊ะ ขอย้ำ!!!ใช้ได้เฉพาะใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเท่านั้น

(ตัวอย่างใบกำกับภาษีจากเว็บไซต์ https://goo.gl/LA9b1n )

 

♦ 3.จัดเรียงลำดับความสำคัญของชีวิต

แน่นอนว่ารายการที่สามารถลดหย่อนมีมากมายและรายการที่ลดหย่อนไม่ได้ก็มีจำนวนมากเช่นกัน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจซื้อให้เช็คก่อนว่าสิ่งนั้นใช้ลดหย่อนได้นะจ๊ะ

อ่านเรื่องราววิธีการช็อปได้ที่ https://goo.gl/4VTVzX

4.อย่าซื้อของที่ไม่มีความจำเป็น

สำหรับหลายๆคนที่อยากใช้สิทธิ์ลดหย่อนในมาตรการช็อปช่วยชาติปีนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรดี Money Ideas ขอแนะนำว่า
– เลือกซื้อเฉพาะของใช้จำเป็นสำหรับปีหน้า เช่น พวกสินค้าที่เราใช้แล้วหมดไปและมีความจำเป็นต้องซื้ออยู่แล้วเช่น สบู่, ยาสีฟัน, ยาสระผม, ครีมบำรุงผิว, โฟมล้างหน้า หรือผ้าอนามัย (ขอจำเป็นของสาวๆ) หรือแม้แต่อาหารหรือน้ำดื่มที่สามารถตุนได้ รับรองว่าซื้อแค่นี้ก็เกิน 15,000 บาทแล้วจ้าาาาา
– พยายามเลี่ยงของที่ไม่จำเป็นหรือของบางอย่างที่อยากได้เป็นการส่วนตัว เช่น นาฬิกา, กระเป๋า, น้ำหอม และอื่นๆ

♦ 5.อย่ารวมเรื่องการเที่ยวกับการช็อป

หากเราไปเที่ยวแล้วต้องการลดหย่อนภาษีจากการไปเที่ยว ไม่สามารถนำเข้ามาลดหย่อนกับมาตรการนี้ได้ (เช่นค่าที่พักโรงแรมในประเทศ, แพ็คเกจทัวร์ทั้งในและต่างประเทศ, ค่าตั๋วเครื่องบินทั้งในและต่างประเทศ) แต่สามารถใช้ลดหย่อนมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท้องเที่ยวได้แทน

รายละเอียดมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว https://goo.gl/mh0Pr3

 

♦ 6.หากต้องการลดหย่อนภาษีแบบจริงจัง

หากคุณอยากลดหย่อนภาษีแบบจริงจังให้ลองศึกษาเรื่องการซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ก่อนจะใช้มาตราการนี้ หรืออาจจะใช้วิธีการเลือกซื้อกองทุนรวม LTF/RMF ก็ได้ เพราะนอกจากจะได้ลดหย่อนภาษีแล้ว ยังสามารถเก็บสะสมเงินสำหรับลงทุนในอนาคตหรือใช้สะสมเพื่อเป็นกองุนสำหรับการเกษียณก็ได้

 

แน่นอนว่าการลดหย่อนภาษีอย่างถูกต้องนั้นเรียกได้ว่ายุ่งยากพอสมควร แต่หากเราค่อยๆศึกษาและเรียนรู้ทำความเข้าใจกับภาษี ลองคิดว่าภาษีก็เหมือนเกมที่เราพยายามเล่นเพื่อฝ่าด่านภาษีให้ได้ก็สนุกไปอีกแบบนะจ๊ะ

แต่สิ่งสำคัญอีกเรื่องคือหากเราไม่มีเงินสดในมือ เราไม่จำเป็นต้องพยายามหาเงินโดยการยืมมาเพื่อต้องใช้ให้ได้ในช่วงนี้ก็ได้นะจ๊ะพวกเธอ เดี๋ยวจะได้ไม่คุ้มเสียแทน~~~

วิธีจ่ายค่าไฟค่าธรรมเนียม 0 บาท!!

จ่ายบิลเสียค่าธรรมเนียม 0 บาท!!

 

บางคนอาจจะรู้สึกว่าแค่จ่ายบิลเสียค่าธรรมเนียม 5 – 15 บาทเป็นเรื่องสิวๆมาก เงินเล็กน้อยก็จ่ายไปเถอะ รู้มั๊ยว่าเป็นเงินเท่าไหร่!! ถ้าเรามานั่งรวมกันสัก 5 บิลก็เสียเงินเดือนละ 50 บาทเข้าไปล่ะ ครบรอบ 1 ปีก็เป็นเงิน 600 บาท อร๊ายยยย!! ซื้อข้าวกินได้ 10 กว่ามื้อเลยนะเนี่ย

 

เคยนั่งคุยกับรุ่นพี่คนหนึ่งเขาบอกว่าเมื่อก่อนไม่ได้คิดมากเรื่องค่าธรรมเนียม 10-15 บาท แค่นี้เขาจ่ายได้สบายๆ แต่พอผลิตลูกออกมา 1 คนก็มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น มันก็ต้องคิดเรื่องเงินมากขึ้นด้วย ตอนนี้แค่เสียค่าธรรมเนียม 5 บาทเขาก็ยังเสียดาย นี่ไงไม่อยากเสียค่าธรรมเนียมเหมือนกันเลย

 

เรื่องนี้อาจจะไม่เป็นปัญหาของคนที่จ่ายผ่านบัตรเครดิตหรือว่าตัดผ่านบัญชีธนาคาร เพราะแบบนั้นตัดจ่ายอัตโนมัติทุกเดือนแล้วไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่สำหรับคนที่ไม่มีบัตรเครดิต ไม่มีบัญชีธนาคารหรือว่าคนที่ไม่มีเวลาไปทำเรื่องตัดจ่ายบิลอัตโนมัติที่ธนาคาร เขาควรมีทางเลือกอื่นๆที่ไม่เสียค่าธรรมเนียมบ้างซิ

 

วันนี้เราขอแชร์ประสบการณ์จ่ายบิลค่าไฟฟ้าผ่านแอพบนมือถือที่จ่ายได้ทุกเวลาและทุกที่ที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต เรื่องที่สุดยอดมากไปกว่านั้น คือ ไม่เสียค่าธรรมเนียม!! ทำยังไงบ้างมาดูกันได้เลยนะจ๊ะ

 

3 ขั้นตอนจ่ายค่าไฟไร้ค่าธรรมเนียม

 

ขั้นตอนที่ 1 โหลดแอพและสมัครใช้บริการ

 

ตอนนี้มีผู้ให้บริการจ่ายบิลหลายรายชอบแบบไหนก็ไปสมัครใช้บริการได้เลย ส่วนตัวขออนุญาต ใช้แอพนี้เพราะเคยโหลดและสมัครไว้นานแล้ว แต่ยังไม่เคยใช้งานสักที พอเห็นโฆษณาว่าจ่ายค่าไฟไม่เสียค่าธรรมเนียมเท่านั้นแหละ ต่อมประหยัดเต้นแรงตุ๊บๆ เอาวะ!! ลองใช้ดูสักครั้ง

 

วิธีจ่ายค่าไฟค่าธรรมเนียม 0 บาท!!

 

ขั้นตอนที่ 2 เติมเงินเข้าแอพ

 

สมัครเสร็จแล้วก็เติมเงินเข้าแอพ ทำได้ 3 แบบ คือ ผ่านธนาคาร ร้านค้าและตู้เติมเงิน ใครสะดวกทางไหนก็ใช้ทางนั้น ส่วนเราปกติจะลิงค์ทุกอย่างเข้ากับบัญชีธนาคารออนไลน์ แต่อันนี้มันเป็นครั้งแรกก็ยังไม่ค่อยกล้าสักเท่าไหร่ เราก็เลยเลือกวิธีเติมเงินผ่านทาง 7-11 ทดลองเติมครั้งแรกขั้นต่ำสุด 150 บาทก่อน แล้วลองใช้แอพนี้จ่ายเงินซื้อของใน 7-11 ราคา 59 บาท

 

เฮ้ยยยย ตอนจ่ายเงินเปิดหน้าบาร์โค้ดจ่ายเงินซื้อขนมผ่านแอพ มันจ่ายได้จริงๆแฮะ เอาล่ะ คราวนี้ก็ถึงตอนที่จะต้องจ่ายค่าไฟผ่านแอพจริงๆซะที เราก็เลยเติมเงินเข้าแอพไปอีก 500 บาท

 

ขั้นตอนที่ 3 จ่ายบิลค่าไฟฟ้า

 

เรากดปุ่มข้างล่างที่เขียนว่า “Pay bill” แล้วสแกนบาร์โค้ดที่บิลค่าไฟฟ้าของเรา ระบบมันจะบอกมาเลยว่าบิลนี้มีค่าไฟฟ้าเท่าไหร่ (ค่าไฟเดือนนี้ 321.66 บาท) เราดูเรียบร้อยแล้วว่ามันตรงกับบิลต้นฉบับ จากนั้นก็กดปุ่มสีส้มข้างล่าง  “ชำระด้วย Wallet” สังเกตว่าจะเขียนไว้ชัดเจนว่าค่าธรรมเนียม 0 บาท

 

วิธีจ่ายค่าไฟค่าธรรมเนียม 0 บาท!!

 

แค่กระพริบตารหัส OTP จะส่งมาทาง SMS ของเรา ติ๊ดๆ จากนั้นก็ใส่หมายเลขแล้วเลื่อนลูกศร รอระบบจัดการตัวเองนิดนึง

วิธีจ่ายค่าไฟค่าธรรมเนียม 0 บาท!!

 

พอเสร็จพิธีกรรมจ่ายค่าไฟแล้วหลักฐานการจ่ายเงินจะส่งมายืนยันกับเราผ่าน 3 ช่องทาง คือ ในแอพนี้ ทางอีเมล์และ SMS ในมือถือของเรา ถ้าเกิดความผิดพลาดว่าทางการไฟฟ้าไม่ได้รับค่าไฟของเราก็จะได้นำหลักฐานทั้งหมดนี้มายืนยันได้ว่าเราจ่ายละน๊า

วิธีจ่ายค่าไฟค่าธรรมเนียม 0 บาท!!

 

รายการรับจ่ายเงินผ่านแอพนี้ก็จะถูกบันทึกสรุปรวมกันไว้ที่หน้านี้ทั้งหมด ถ้าเรารู้สักว่าพึ่งเติมเงินแล้วทำไมเงินหมดเร็วจังจะได้ตามมาแกะรอยได้ว่าใช้จ่ายอะไรไปบ้าง อ่อ!! กินขนมมากเกินไปนี่เอง เงินถึงหมดเร๊ว เร็ว

วิธีจ่ายค่าไฟค่าธรรมเนียม 0 บาท!!

 

 

สรุปภาพรวมของการจ่ายบิลผ่านแอพบนมือถือ

  • ใช้งานง่าย

: มีช่องทางการเติมเงินที่สะดวกและขั้นตอนการจ่ายบิลผ่านแอพไม่ยุ่งยาก

 

  • ประหยัดรายจ่าย

: ถ้ามีหลายๆบิลและจ่ายรวมกันเป็นปีๆ ช่องทางนี้จะช่วยให้เราลดรายจ่ายลงได้

 

  • ใช้ควบคุมรายจ่าย

ท่องให้จำขึ้นใจว่า “ห้ามใช้เกินงบที่ตั้งไว้”

: เราอาจจะตั้งงบรายจ่ายไว้ว่าเดือนนี้จะใช้เงินเท่าไหร่ เช่น ค่าบิล ค่าของกินใน 7-11 ค่าเติมเกมส์ ค่าซื้อแอพหรือสติกเกอร์ไลน์ ช้อปออนไลน์ ฯลฯ แล้วเติมเงินเข้าแอพตามงบที่ตั้งไว้

: ถ้าเงินที่เติมมันหมดเร็วกว่าที่คิดไว้ก็ตรวจสอบรายการย้อนหลังได้ว่าใช้จ่ายอะไรไปบ้าง รู้ว่าเงินมันรั่วไปอยู่ที่ไหน จะได้ระวังรายจ่ายมากขึ้น

 

 

ข้อควรระวัง!!

 

สำหรับผู้ที่ไม่มีวินัยทางการเงิน ใช้จ่ายเงินแบบไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีๆ การใช้จ่ายออนไลน์ไร้เงินสดแบบนี้จะทำให้เงินหมดเร็วขึ้น เพราะแค่จิ้ม จิ้ม จิ้มหน้าจอก็เสียเงินได้ รวมถึงอาจจะทำให้ผู้ปกครองปวดหัวกับลูกหลานเพราะเป็นช่องทางที่ทำให้ใช้จ่ายเงินเกินตัวได้ เช่น เติมเงินซื้อเกมส์จนไม่มีเงินกลับมาหยอดกระปุกออมสิน

 

ทางแก้ของปัญหานี้ คือ การตั้งงบประมาณรายจ่ายให้ชัดเจน ว่าจะใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์นี้เท่าไหร่ แล้วควรหมั่นตรวจสอบรายจ่ายย้อนหลังของตัวเองและลูกหลานด้วยว่า ถ้าเริ่มใช้จ่ายเงินมากเกินความจำเป็นก็จะต้องนั่งคุยว่ามันเกิดจากอะไร ผลของการใช้เงินเกินจะถูกลงโทษอย่างไร เช่น ตัดเงินค่าขนม เพื่อจะได้มีวินัยทางการเงินที่ดีต่อไป

 

 

เหรียญมี 2 ด้าน

เหมือนการใช้เงินออนไลน์ที่ทำให้

ชีวิตง่ายขึ้นและหมดเงินง่ายๆได้เช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“8 เคล็ดลับ สอนเด็ก Gen Z ให้ใช้เงินเป็น”

เดี๋ยวนี้จะเห็นได้ว่าภาพเด็กนักเรียนหยิบมือถือมาเล่น Facebook เล่น IG แชท Line มีกันอยู่เต็มไปหมดจนเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะเด็กนักเรียนในกรุงเทพ หรือเมืองใหญ่ๆ เพราะเนื่องจากเด็กยุคนี้เติบโตมาก็รู้จัก อินเตอร์เนตกันแล้ว แถมราคาโทรศัพท์มือถือที่เป็น Smartphone ก็ไม่แพงเหมือนแต่ก่อน ประกอบกับการที่พ่อแม่ต้องออกไปทำงาน

ดังนั้นพ่อแม่ที่พอมีกำลังก็มักจะซื้อโทรศัพท์มือถือให้กับลูก เพื่อเอาไว้ในการติดต่อสื่อสารกับลูกได้สะดวก

ปัจจุบันเราเลยจัดกลุ่มของเด็กกลุ่มนี้ ว่าเป็นเด็ก Generation Z หรือ เรียกกันย่อๆ ว่า “Gen Z” โดยเด็กกลุ่มนี้ก็จะเป็นเด็กที่เกิดหลังปี 2540 เป็นต้นมา ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในวัยเรียนหนังสือกันอยู่เลย

โดยจะสรุปลักษณะของเด็ก Gen Z แบบคร่าวๆได้ว่า

เด็กกลุ่มนี้จะเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี มาพร้อมกับอินเตอร์เนต เลยทำให้เด็กกลุ่มนี้ชอบความสะดวกสบาย บางทีอาจจะมีนิสัยชอบให้ตามใจก็ได้ เด็กยุคนี้มักจะถูกเลี้ยงโดย คุณปู่ย่าตายาย เพราะ พ่อแม่ต้องออกไปทำงาน จึงไม่มีเวลาเลี้ยงดู พอให้ปู่ย่าเลี้ยงก็เลยอาจจะถูกตามใจมากเกินไป

ดังนั้นการที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องสอนลูกในยุคนี้ให้มีความรับผิดชอบทางด้านการเงินนั้น จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายมากๆ

เพราะยุคปัจจุบันนี้คนสามารถบริโภคสิ่งต่างๆได้สะดวกขึ้น ซื้อสินค้าหรือบริการได้ง่าย มากๆ ผ่านระบบออนไลน์หรือ การถูกเร้าจากสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะจากพวก Social Media ต่างๆ ได้ตั้งแต่ Facebook IG Line หรือ Youtube เป็นต้น

ซึ่งจากการได้ที่ผมได้ทำ Live! กับทางคุณต้าร์ กวิน ผ่านทางเพจ aomMoney ที่ผ่านมาไม่นานนี้ ในหัวข้อ “มนุษย์พ่อมนุษย์แม่จะสอนลูก Gen Z ยังไง ให้ใช้เงินเป็น?” จึงสรุปเป็นเคล็ดลับง่ายๆ ให้กับคุณพ่อหรือคุณแม่ ในการสอนลูก Gen Z ให้ใช้เงินได้อย่างถูกต้อง และคุ้มค่า ดังนี้

1. ให้ลูกรู้จักคุณค่าของเงิน 

โดยใช้หลักการของคนญี่ปุ่น ได้แก่การเปรียบเทียบมูลค่าของเงินในแต่ละรายการว่าอันไหนมาก อันไหนน้อยกว่า โดยการให้เด็กเห็น กองเงินของเงินเดือนว่า ทั้งเดือนคุณพ่อคุณแม่ทำงานมาได้เงินเดือนกองเท่านี้ โดยอาจจะเทียบกับ กองเงินของค่าเทอมของตัวเองว่า กองเงินค่าเทอมใหญ่ขนาดไหน เมื่อเทียบกับ กองเงินเดือนของพ่อแม่

รวมถึงอาจจะให้เค้าเห็นถึงรายจ่ายรายการอื่นๆด้วยว่า ที่จ่ายรายการนี้ไป กองเงินใหญ่แค่ไหน โดยการสอนข้อนี้จะช่วยให้เด็กเข้าใจว่า กองเงินรายการไหนเยอะ อันไหนน้อย เด็กจะเรียนรู้ไปด้วยว่า พ่อกับแม่ออกไปทำงานเพื่อมีเงินเดือนมาเลี้ยงครอบครัว หรือ ส่งลูกเรียนดีๆ

2. ให้ลูกรู้จักเก็บเงินให้ได้ตามเป้าหมายที่ตัวเองต้องการ

ข้อนี้ก็คือการไม่ซื้ออะไรง่ายๆ ให้กับลูก โดยหากเป็นของที่ลูกอยากได้เอง โดยถ้าไม่จำเป็นกับการเรียน ก็ต้องฝึกให้เก็บเงินซื้อเอง แต่ก็อาจจะให้รางวัลสนับสนุนบางส่วนบ้างก็ได้ เช่น ถ้าอยากได้ของเล่นใหม่ ก็อาจจะตั้งเป้าให้เก็บเงินเอง ซึ่งหากเป็นของที่มีประโยชน์ก็จะให้เงินช่วยบางส่วนก็ได้ แต่ห้ามซื้อให้แบบตามใจเด็ดขาด

3. พาลูกไปฝากที่ธนาคาร

หากลูกมีการเก็บเงินได้อย่างสม่ำเสมอทุกอาทิตย์จนสามารถมีเงินใส่กระปุกออมสินจนเต็มแล้ว ก็ให้พาไปเปิดบัญชีที่ธนาคารเลย ซึ่งจะได้อธิบายถึงความสำคัญของธนาคาร ว่าถ้าเราฝากเงินกับธนาคาร เราจะได้อะไรแล้วให้เค้าเห็นเงินเติบโตในบัญชีบ่อยๆ โดยอาจจะ update สมุดบัญชีของลูกบ่อยๆ เพื่อให้ลูกได้เห็นเงินในบัญชีที่งอกเงยขึ้น แถมรู้เรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารให้เพิ่มอีกด้วย

4. สอนลูกให้บันทึกรายรับรายจ่ายผ่าน Application ใน Smartphone

ต้องยอมรับว่าเด็กยุคนี้เค้าใช้ Application ในมือถือเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นการจะให้จดลงในสมุดทุกๆวัน อาจจะเกิดความน่าเบื่อในการทำบัญชีรายรับรายจ่าย

ดังนั้นการบันทึกรายรับรายจ่ายลงผ่าน Application ใน Smartphone น่าจะทำให้เด็กเกิดความสนุกได้ แถมอาจจะมีให้รางวัลเพิ่มเติมถ้าทำบัญชีรายรับรายจ่ายผ่าน Application แล้วเอามาส่งให้ตรวจ  ซึ่ง Application ฟรีๆ ที่สามารถเก็บบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายได้ เช่น Spending ,Pocket Expense ,Expensify เป็นต้น

5. พาลูกไปวัดหรือสถานสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาส

คือ การทำให้เด็กมีความคิดต่อเรื่องการเงินดีขึ้น เช่น การพาเด็กไปวัด เพื่อให้เด็กรู้จักการทำบุญ การให้ เช่น ตามวัดจะมีตู้หยอดให้ทำบุญ พ่อแม่ก็จะได้สอนว่าถ้าเราเก็บเงินได้เยอะๆ มากพอ เราก็จะสามารถแบ่งปันช่วยเหลือคนอื่นๆได้ หรือ การพาไปสถานสงเคราะห์ต่างๆ เช่น พาไปทำบุญบ้านพักคนชรา ก็จะได้สอนทั้งเรื่องการให้ แต่สอนในเรื่องของการไม่มีเงินเก็บมากพอ จึงทำให้ต้องมาพึ่งสถานสงเคราะห์ ลูกหลานก็ไม่สนใจ เป็นต้น

6. ฝึกให้ลูกทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แทน

เช่น การให้ลูกมีกิจกรรมช่วยเหลือครอบครัว เช่น การให้ล้างจาน การให้กวาดบ้าน ถูพื้น ก่อนเล่นเกมส์ เป็นต้นว่า ให้ช่วยกวาดพื้นถูพื้น 1 ชม จะให้เล่นเกมส์ 30 นาที เป็นต้น หรืออาจให้รางวัลเป็นเงินฝากเพิ่มในบัญชีธนาคาร ถ้าทำกิจกรรมให้กับครอบครัวได้ตามตกลงไว้

7. กำหนดงบประมาณในการซื้อของแต่ละครั้ง

วิธีนี้ก็คือการกำหนดให้ลูกรู้ก่อนล่วงหน้าเลยว่า มาห้างนี้ มาร้านนี้ มีกำหนดซื้อได้แค่ 30 บาท เช่น ให้ซื้ออะไรก็ได้ แต่ห้ามเกิน 30 บาทเป็นต้น ซึ่งธรรมชาติของเด็กก็จะหยิบของที่อยากได้ก่อน แต่สุดท้ายพอมารวมราคาอาจจะเกิน 30 บาทไปเยอะ ก็ต้องถึงเวลาที่จะเลือกละครับว่า สรุปแล้วซื้ออะไรดีที่จะได้ประโยชน์ต่อตัวเด็กเองมากที่สุด ซึ่งสามารถใช้กับทั้งการเดินในห้าง ในร้านสะดวกซื้อ หรือร้านหนังสือ ก็ได้ ซึ่งไอเดียนี้ก็เห็นว่ามีหลายๆครอบครัวที่ทำและได้ประโยชน์มากๆเลย ซึ่งก็จะทำให้เด็กรู้คุณค่าของเงินเป็นอย่างดี

8. พาลูกไปดูงานแสดงต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องการเงินการลงทุน

ข้อนี้อาจจะใช้กับเด็กที่เริ่มโตสักหน่อย ก็น่าจะประมาณ ระดับประถมศึกษาตอนปลายขึ้นไป ซึ่งพ่อแม่ที่พาไป

เทคนิคการซื้อประกันรถยนต์ให้คุ้มค่าสุดๆ

สวัสดีครับ ใครที่ติดตามบทความของผมมา ก็จะพบว่า ผมจะเขียนให้ความรู้ในเรื่องของประกันชีวิตซะส่วนใหญ่ ดังนั้นในวันนี้ ผมจึงขอมาให้ความรู้ในเรื่องของการทำประกันอย่างอื่นบ้าง นอกเหนือจากประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันอุบัติเหตุที่เคยเขียนไปแล้ว วันนี้จึงขอเลือกเป็นเรื่องของการทำ “ประกันรถยนต์” กันบ้างนะครับ

ประกันรถยนต์ ถือเป็นประกันที่มีจำนวนกรมธรรม์มากที่สุดเป็นอันดับ 3 (สถิติจากคปภ. ปี 2558) รองจากประกันชีวิต และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ด้วยจำนวน 8,436,789 กรมธรรม์ (2558) ซึ่งถือว่า ไม่ใช่ตัวเลขที่น้อยๆเลย ด้วยจำนวนกรมธรรม์ที่มากขนาดนี้ แต่จะมีสักกี่กรมธรรม์ ที่สามารถทำประกันรถยนต์ได้อย่างคุ้มค่า ตรงตามความเสี่ยงเฉพาะตัวของเรา เพื่อไม่ให้เราต้องจ่ายเบี้ยแพงเกินกว่าความจำเป็น?

ที่ตั้งคำถามขึ้นมาเช่นนี้ ก็เพราะผมสังเกตว่า คนส่วนใหญ่ มักจะคิดว่า ประกันรถยนต์ชั้น 1 นั้นดีที่สุดเพราะมีรายการคุ้มครองครอบคลุมมากที่สุด แม้เบี้ยประกันจะแพงที่สุดก็ตาม แต่ถ้าผมถามว่า ใครก็ตามที่ซื้อประกันรถยนต์ชั้น 1 ไปทุกปี แต่ไม่เคยต้องเคลมเลยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา แบบนี้ยังจะคิดว่า ประกันชั้น 1 ดีที่สุดอยู่หรือไม่?

แต่ก่อนจะตอบคำถามนี้ได้นั้น ก่อนอื่น เรามาศึกษาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่า ประกันรถยนต์มีกี่ประเภท และแต่ละประเภท ครอบคลุมความคุ้มครองอะไรบ้าง

ปกติแล้ว ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ (ซื้อเอง นอกเหนือจากที่บังคับทำพรบ.รถยนต์) มีอยู่ 4 ประเภท หรือ 4 “ชั้น” ได้แก่ ชั้นที่ 1, 2, 3 และ 4 แต่ส่วนใหญ่จะได้รับความนิยมกันแค่ถึงชั้นที่ 3 เพราะชั้นที่ 4 เป็นเพียงแบบที่คุ้มครองรถของคู่กรณี ไม่มีการคุ้มครองการบาดเจ็บของผู้ขับขี่ใดๆ ทั้งตัวผู้ขับและตัวคู่กรณี จึงไม่เป็นที่นิยม นอกจากนั้น ก็ยังมีชั้นย่อยที่ขยายความคุ้มครอง หรือมีการร่วมจ่ายด้วย ได้แก่ ชั้น 1 แบบมีส่วนร่วมจ่าย ชั้น 2+ และชั้น 3+ ซึ่งแต่ละชั้นก็จะมีความคุ้มครองทั้งส่วนของฝั่งผู้ขับเอง และฝั่งของบุคคลภายนอก หรือคู่กรณี ดังนี้

ชั้นที่ 1

สำหรับบุคคลภายนอก (หรือคู่กรณี)
ส่วนของตัวบุคคล จะคุ้มครองทั้งกรณีเสียชีวิตและการบาดเจ็บ
ส่วนของรถ จะคุ้มครองค่าซ่อมแซมของรถคู่กรณี
สำหรับผู้ขับ
ส่วนของตัวบุคคล จะคุ้มครองทั้งกรณีเสียชีวิตและบาดเจ็บ
ส่วนของรถ จะคุ้มครองค่าซ่อมแซมรถที่เสียหาย ทั้งกรณีชนแบบมีคู่กรณี (เราขับไปชนเอง) และไม่มีคู่กรณี คุ้มครองกรณีรถสูญหายหรือถูกโจรกรรม และคุ้มครองกรณีรถถูกไฟไหม้หรือน้ำท่วมด้วย

ชั้นที่ 1 แบบมีส่วนร่วมจ่าย

จะมีความคุ้มครองทุกอย่างเหมือนกับแบบชั้นที่ 1 เพียงแต่จะมีเงื่อนไขให้ผู้ทำประกัน ต้องจ่ายค่าเสียหายเมื่อเกินความเสียหายก่อนส่วนหนึ่ง ส่วนเกินที่เหลือจึงจะเบิกเคลมได้ ซึ่งแบบนี้จะมีค่าเบี้ยถูกกว่าแบบที่ 1 ประมาณ 3,000-5,000 บาท (เยอะกว่าค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่ต้องรับผิดชอบ)

ชั้น 2

สำหรับบุคคลภายนอก
ส่วนของตัวบุคคล จะคุ้มครองทั้งกรณีเสียชีวิตและการบาดเจ็บ
ส่วนของรถ จะคุ้มครองค่าซ่อมแซมของรถคู่กรณี
สำหรับผู้ขับ
ส่วนของตัวบุคคล จะคุ้มครองทั้งกรณีเสียชีวิตและบาดเจ็บ
ส่วนของรถ จะคุ้มครองกรณีรถสูญหายหรือถูกโจรกรรม และคุ้มครองกรณีรถถูกไฟไหม้หรือน้ำท่วม เท่านั้น แต่จะไม่คุ้มครองกรณีที่เกิดความเสียหายจากการขับไปชนเอง ไม่ว่าจะมีคู่กรณีหรือไม่ ก็ตาม

ชั้นที่ 2+

มีความคุ้มครองทุกอย่างเหมือนกับแบบชั้นที่ 2 เพียงแต่เพิ่มกรณีคุ้มครองรถของตัวผู้ขับเอง กรณีขับไปชนแบบมีคู่กรณี เท่านั้น

ชั้นที่ 3

สำหรับบุคคลภายนอก
ส่วนของตัวบุคคล จะคุ้มครองทั้งกรณีเสียชีวิตและการบาดเจ็บ
ส่วนของรถ จะคุ้มครองค่าซ่อมแซมของรถคู่กรณี
สำหรับผู้ขับ
ส่วนของตัวบุคคล จะคุ้มครองทั้งกรณีเสียชีวิตและบาดเจ็บเท่านั้น แต่จะไม่มีการคุ้มครองตัวรถของผู้ขับไม่ว่าจะกรณีใดๆ

ชั้นที่ 3+

มีความคุ้มครองทุกอย่างเหมือนกับแบบชั้นที่ 3 เพียงแต่เพิ่มกรณีคุ้มครองรถของตัวผู้ขับเอง กรณีชนแบบมีคู่กรณี เท่านั้น


จะเห็นได้ว่า ถ้าดูในแง่ของความคุ้มครองอย่างเดียวนั้น ประกันรถยนต์ชั้น 1 ย่อมจะเป็นประเภทที่ดีที่สุด เพราะมีความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากที่สุด แต่บางที ประกันที่ความคุ้มครองมากที่สุด ก็อาจจะไม่ใช่ประกันที่เหมาะสม หรือคุ้มค่าที่สุดก็ได้ เพราะถ้าหากเป็นคนที่มีทักษะการขับรถที่ดี สมาธิดี วินัยดี และมีการใช้งานที่ไม่เสี่ยงอันตราย (เช่น ไม่ขับเร็ว / ไม่ขับตอนดื่ม / ไม่ขับทางไกล) นั่นก็แสดงว่าเป็นคนที่มีความเสี่ยงต่ำ ดังนั้น ความคุ้มครองที่ครอบคลุมทุกอย่าง อาจจะมีมากเกินความเหมาะสมที่สอดคล้องกับความเสี่ยงของเขา ทำให้ถ้าไปทำในแบบที่ความคุ้มครองมาก ก็อาจจะเป็นการสูญเปล่า ในส่วนของค่าเบี้ยประกันที่จ่ายแพงกว่าความคุ้มครองที่ควรจะมี เพราะมีโอกาสน้อยมากที่จะได้ใช้ความคุ้มครองเพิ่มเติมเหล่านั้น

ดังนั้น วิธีที่เหมาะสมที่สุดในการบริหารความเสี่ยงในเรื่องของค่าซ่อมรถยนต์ จึงอาจจะไม่ใช่วิธี “ซื้อประกันรถยนต์แบบที่ความคุ้มครองมากที่สุด” หรือ “ไม่ต้องซื้อเลย” แต่ควรจะเป็น “ซื้อแบบที่มีความคุ้มครองที่สอดคล้องกับพฤติกรรมและความเสี่ยงของเรามากที่สุด” มากกว่า เพื่อให้เราไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันที่สูงเกินความจำเป็น โดยที่ยังมีความคุ้มครองที่เหมาะสมกับเราอยู่ นั่นเองครับ

เอาล่ะ เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว ทีนี้มาดูกันดีกว่า เราจะประเมินความเสี่ยงในการขับขี่ของตัวเราเองยังไง เพื่อให้เราทราบว่า เรามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน เหมาะกับการทำประกันรถยนต์ชั้นอะไร ซึ่งมีการพิจารณาอยู่ด้วยกัน 3 ด้าน โดยให้เราลองสอบถามหรือสำรวจตัวเองในแต่ละด้าน ดังนี้ครับ

1. ด้านประสบการณ์

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save