“7 เคล็ดลับการเป็นนักธุรกิจสร้างโลกของ CEO รถ Supercar Tesla”

"7 เคล็ดลับการเป็นนักธุรกิจสร้างโลกของ CEO รถ Supercar Tesla"

ถ้าพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง Iron Man แน่นอนว่าทุกคนคงรู้จักหนังเรื่องนี้กันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะเป็นชื่อของภาพยนตร์ชื่อดังหลายต่อหลายภาคแล้ว Iron Man ยังเป็นคาแร็กเตอร์ของตัวละครชื่อดังจากค่าย Marvel ที่เป็นนักธุรกิจหนุ่มรูปหล่อผู้ประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อโลกที่ดีขึ้น เห็นเกริ่นมาแบบนี้ Money Ideas ไม่ได้จะมารีวิวหนังหรือพูดถึงตัวการ์ตูนของ มาร์เวลนะคะ แต่เราจะมานำเสนอนักธุรกิจพันล้าน ที่เน้นทำธุรกิจเพื่อสร้างให้โลกนี้ดีขึ้นตัวจริง ที่ไม่ได้มีอยู่แค่ในหนัง

พราะเขาเปรียบเสมือน Iron Man ในชีวิตจริง!!!
และผู้ชายคนนั้น เขาก็คือ “Elson Musk” CEO คนปัจจุบันของบริษัท Tesla Motors

"Elon Musk" เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะ CEO คนปัจจุบันของบริษัท Tesla Motors บริษัทของสหรัฐอเมริกาที่ออกแบบ ผลิตและจำหน่ายรถพลังงานไฟฟ้าและส่วนประกอบระบบส่งกำลังของยานพาหนะไฟฟ้า และสิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นคือ การตัดสินใจที่เฉียบคม, ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์, ความสามารถในการประเมินตนเอง และการทำงานหนักแบบสุดโหด!!!

 

และนี่คือเคล็ดลับทั้ง 7 ข้อที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ!!!

 

⦁ ทำให้ความล้มเหลวเป็น Choice นึง

สำหรับ Elon Musk ชีวิตการทำงานของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแบบที่ใครหลายคนคิด การทำงานของเขาหลายครั้งต้องเผชิญกับความขัดแย้งและความไม่พอใจจากหลายๆ ฝ่าย ในช่วงปี 2008 เขาถูกกดดันจากทุกทางเพื่อให้เขาล้มเลิกงานที่กำลังทำอยู่ แต่เขากลับยืนยันที่จะทำงานนั้น จนกระทั่งประสบความสำเร็จ

ในช่วงชีวิตของเราเองก็เช่นกัน คงไม่มีใครอยากเผชิญกับความเสี่ยง เพราะเรามีความกลัว ทั้งกลัวว่าจะต้องเสียเงิน , เวลา หรือทรัพยากรต่างๆ ไปอย่างสูญเปล่า Elon Musk เองก็เคยอยู่บนจุดนี้ ขณะก่อตั้งบริษัทของเขาเอง แต่ก็ยังพยายามอย่างไม่ล้มเลิกจนกระทั่งบริษัทของเขาประสบความสำเร็จ

 

⦁ รู้ดีถึงข้อจำกัดของตนเอง

แม้ว่า Elon Musk จะเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงมาก แต่เขาก็ยังคงเป็นคนที่มีความถนัดเฉพาะด้านของตนเอง ในช่วงปี 2549 เขามีความสนใจเกี่ยวกับแผงเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Panel) จนอยากจัดตั้งบริษัทขึ้นมา แต่การทำแบบนั้นก็จะทำให้เขาไม่สามารถโฟกัสความสนใจทั้งหมดไปที่การทำงานได้ในแบบที่ผ่านมาได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เขาเองก็รู้ดี

ทางออกของเขา คือ การเข้าซื้อบริษัท SolarCity ซึ่งมี Peter และ Lyndon Rive เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท เพื่อให้ทั้งสองบริษัทสามารถเชื่อมต่อโครงการทางธุรกิจได้ Tesla ซึ่งมี Elon Musk ดูแลจะเน้นการทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าที่ใช้จ่ายภายในบ้าน ได้แก่การผลิตแบตเตอร์รี่ และ SolarCity จะดำเนินธุรกิจด้านการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ตามบ้านเรือน

 

⦁ จงเป็นลูกค้าที่มีความสุขที่สุดของผลิตภัณฑ์ของคุณเอง

มีการประดิษฐ์และธุรกิจจำนวนมากที่เริ่มต้น จากการที่นักประดิษฐ์ต้องการสร้างในสิ่งที่เป็นของตนเอง Elon Musk เองก็รักในรถยนตร์ของบริษัท Tesla เองมากเช่นกัน เขาเคยขับรถท่องเที่ยวจากแอลเอไปจนถึงนิวยอร์คด้วยรถ Model S. การที่ได้เข้ามาบริหารที่บริษัทแห่งนี้ ทำให้เขาได้มีโอกาสผลักดันการสร้าง electric car ของ Tesla จนประสบความสำเร็จ

 

⦁ มองหาทางออก

ในขณะที่หลายคนคิดว่าการผลิตแบตเตอร์รี่นั้นมีราคาแพง ด้วยวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตนั้นเอง ทำให้เขาพยายามค้นหาทางออกที่จะทำให้แบตเตอร์รี่มีราคาที่ถูกลง และทุกคนสามารถซื้อได้ จนกระทั่งได้ค้นพบ Tesla Energy ซึ่งเป็นอีกขั้นของการพัฒนาพลังงานแบบยั่งยืน

 

⦁ ดึงดูดเหล่าคนชั้นยอด

เขาเชื่อว่าการจ้างคนจำนวนมาก เพื่อทำงานที่ซับซ้อน คือ ความผิดพลาด เพราะจำนวนคนนั้น ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้งานประสบความสำเร็จ (เพราะคน 2 คนที่ไม่รู้อะไรเลย คงแก้ปัญหาได้ดีกว่าคนเพียงคนเดียวที่เชี่ยวชาญไม่ได้) นอกจากนี้การที่มีคนจำนวนมาก ทำให้กระบวนการทำงานช้าลง และเพิ่มค่าใช้จ่ายให้มากขึ้นอีกด้วย

 

⦁ มีผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยม

Elon Musk เชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนควรโฟกัส คือ การสร้างผลิตภัณฑ์หรือผลงานที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่วิธีการบริหารจัดการหรือองค์ประกอบในการทำงานอื่นๆ นั่นคือกุญแจของการทำงานของเขา

 

⦁ ทำงานแบบทรหด

สำหรับการอุทิศตนเพื่อการทำงานนั้น Elon Musk ทุ่มเทให้กับงานแบบสุดตัวเลยก็ว่าได้ 100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์จะถูกใช้เพื่อการทำงานเท่านั้น หากคนอื่นๆ ทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และคุณทำงาน 100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในสิ่งที่คุณรู้ดีเท่าๆกัน นั่นหมายความวว่าคุณจะทำงานนั้นสำเร็จภายในเวลา 4 เดือน ในขณะที่อีกฝ่ายจะใช้เวลาถึง 1 ปีเลยทีเดียว

การทำงานในแบบของ Elon Musk อาจจะไม่ได้ต่อสู้กับเหล่าผู้ร้ายที่มาจากต่างดาวแบบเดียวกับ Iron Man แต่ผลงานของเขาก็ช่วยให้โลกนี้ดีขึ้นในแบบของเขาเอง เรียกได้ว่าเขาคือ Iron Man ในโลกแห่งความเป็นจริงเลยก็ว่าได้

 

 

ขายประกัน = ขายตรง “ใช่” หรือ “ไม่”?

สวัสดีคร้าบบบ ไม่ได้พบกันในบทความซะนาน มวากกกกก (ครั้งสุดท้ายก็ปลายเดือนที่แล้ว) นับว่าช่วงที่ผ่านมาผมก็ยุ่งเอาการ หลังจากเคลียร์งานต่างๆจนโล่งระดับหนึ่งแล้วก็เลยมีเวลากลับมาเขียนต่อ (จะเล่าทำไม???)

เอาล่ะ เข้าเรื่อง เรื่องก็มีอยู่ว่า มีอยู่วันหนึ่งผมได้ไปอัดรายการที่ช่อง Money Channel ซึ่งใน Script ก็มี List คำถามที่จะพูดคุยถามตอบกัน หนึ่งในคำถามนั้นมีอยู่ว่า

“ตกลงแล้ว ประกันมันคือขายตรงใช่หรือไม่?”

ผมได้อ่านแล้ว ก็ผงะไปชั่วขณะ พลางคิดในใจว่า “เออ จริงแฮะ มีคนแอบคิดแบบนี้อยู่หลายคนเหมือนกันนี่หว่า”

เพราะฉะนั้น วันนี้เรามาจับเข่าคุยกันดีกว่า ว่าที่บางคนคิดว่า การขายประกันนี่ มันเหมือนกับขาย ตรงใช่ไหม? อะไร ทำให้เราคิดแบบนั้น? (กว่าจะได้เข้าเรื่อง)

ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่า ทำไมเราถึงมองว่า ประกัน มันเหมือนขายตรง

  • มีการเข้าสโมสร ให้นักขายที่ขายเก่งๆมาแชร์ประสบการณ์ มาให้ความรู้ รวมถึงมาโชว์ความสำเร็จ จากรายได้ ยอดขาย การติดคุณวุฒิ ซื้อรถ ซื้อบ้าน พาครอบครัวไปเที่ยว
  • มีการสอดแทรกเรื่องความเชื่อ กฎแรงดึงดูดต่างๆ การคิดถึงความสำเร็จ มี commitment ยึดมั่นในเป้าหมาย มีการ motivate เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ฮึกเหิม สร้างไฟในการทำงาน
  • มีการชักชวนคนเข้ามาสู่อาชีพ และหากคนที่เข้ามาใหม่ สามารถสร้างยอดขายได้ คนที่ชวนเข้ามาก็จะได้ผลตอบแทนพิเศษด้วย

ถ้าอย่างนั้นแล้ว นิยามของคำว่า “ขายตรง” หรือ direct sale จริงๆแล้วมันคืออะไรล่ะ?

อันที่จริงแล้วคำว่า Direct Sale นั้น แปลตรงๆตัวก็คือ การที่ผู้ขายนำสินค้าและบริการ ไปสู่มือของลูกค้าโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็นวิธีการขายที่มีการ approach หาลูกค้าโดยตรง (ไม่ได้รอให้ลูกค้าเดินเข้ามาซื้อสินค้าและบริการเอง) นี่ต่างหาก คือความหมายจริงๆของคำว่าขายตรง ไม่จำเป็นว่าต้องมีการ motivate สร้างความเชื่อ ขายภาพความสำเร็จ หรือการสร้างเครือข่าย หาดาวน์ไลน์อย่างที่ใครๆมักจะเข้าใจ ดังนั้น แค่เรามีสินค้าหรือบริการ แล้วเดินไปขายให้กับลูกค้าเราโดยตรง นั่นก็คือการขายตรงแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีการ motivate หรือสร้างเครือข่ายก็ได้

เพียงแต่ว่า การ motivate สร้างความเชื่อ หรือการสร้างเครือข่าย มันคือ “กระบวนการ” ทำงานในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งธุรกิจขายตรงมักจะรับมาใช้ ทำให้เราเหมารวมกันไปว่า ธุรกิจขายตรง = ธุรกิจเครือข่าย ทั้งๆที่ทั้ง 2 ธุรกิจนั้น ไม่จำเป็นต้องมาคู่กันเสมอไป (ธุรกิจขายตรงอาจจะไม่จำเป็นต้องสร้างเครือข่าย และธุรกิจที่ใช้วิธีสร้างเครือขาย อาจจะไม่ต้องใช้วิธีขายตรงๆ)

เพียงแต่ส่วนใหญ่ มันมักจะมาคู่กัน

ดังนั้น ถ้าใช้นิยามของคำว่า ขายตรง แบบนี้ มาจับกับธุรกิจประกันชีวิต แล้วถามว่า มันคือการขายตรงใช่ไหม? ก็คงต้องตอบว่า “ใช่” ถ้านับเฉพาะกระบวนการที่บริษัทประกัน นำสินค้าประกันของตัวเอง ให้ตัวแทนของบริษัท ไปเสนอขายให้กับลูกค้าโดยตรง โดยไม่ผ่านหน้าร้าน หรือฝากใครขาย เพราะมันก็คือการ approach ขายลูกค้าตรงๆ (แต่ถ้าเป็นกระบวนการที่ขายผ่านบริษัท “นายหน้า (Broker)” หรือการที่ให้ลูกค้าเข้ามาซื้อได้เองในเว็บไซต์ อันนั้นก็อาจจะไม่ใช่กระบวนการขายตรง)

เพราะฉะนั้น การขายตรง / วัฒนธรรมการสร้างความเชื่อ ขายภาพความสำเร็จ มีการ Motivate / การชักชวนคน สร้างเครือข่าย จึงเป็นเพียงแง่มุมหนึ่ง ของธุรกิจประกันชีวิตเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมันก็มีแง่มุมอื่นๆอีก ที่ไม่ได้ใช้กระบวนการแบบนี้ เช่น

  • การเปลี่ยนจากการนำเสนอ
    “สินค้า” คือประกันต่างๆ ไปเป็นการเสนอ “บริการ” ด้าน “การให้คำปรึกษา” หรือการรับจ้างวางแผนการเงินแทน โดยใช้ประกันเป็นเครื่องมือตอบโจทย์คำแนะนำที่ให้ ตามความเหมาะสมเท่านั้น
  • ไม่ได้ตื๊อ ไม่ได้ดราม่า ไม่ต้องโน้มน้าวชักชวนให้มาทำ ไม่ต้องขายฝันให้ลูกค้าอะไรมากมาย เพราะใช้หลักวิชาความรู้ ในการบริหารความเสี่ยงคุยกัน แนะนำตามความเหมาะสมและความจำเป็น
  • พูดง่ายๆคือ พอเปลี่ยนวิธีการทำงานจากการเป็น “นักขาย” มาเป็น “ที่ปรึกษา” แบบมืออาชีพกันมากขึ้น ก็จะเน้นหลักการ วิชาความรู้ทางการเงิน มากกว่าการใช้ศิลปะในการขายและการโน้มน้าว สร้างแรงจูงใจ ทำให้ภาพของความเป็นการขายตรงลดลง (แต่ก็ยังอาจมีอยู่บ้าง ถ้ายังมีการต้องทำยอดขายให้เข้าเป้า)
  • การสร้างเครือข่าย หรือการชักชวนให้คนเข้ามาทำงานเป็นตัวแทน เพื่อที่ตัวเองจะได้ผลประโยชน์เมื่อตัวแทนคนใหม่สามารถสร้างยอดขายได้ ส่วนมากจะเป็นกระบวนการของคนที่ขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วย ของบริษัทประกัน ซึ่งการทำงานจะเริ่มเปลี่ยนจากการเน้นขายประกัน มาเป็นการเน้นสร้างและบริหารทีมขาย เพื่อให้ทีมเป็นฝ่ายสร้างยอดขายแทนมากขึ้น จึงเป็นงานของทางฝั่งผู้ขาย ซึ่งไม่เกี่ยวกับทางฝั่งลูกค้า และมักจะเป็นงานของคนที่ขึ้นเป็นผู้บริหารหน่วยเป็นหลัก คนที่เป็นตัวแทน ที่เน้นการขายกับลูกค้าโดยตรง จึงไม่ค่อยมีความยุ่งเกี่ยวกับการสร้างเครือข่ายเท่าไหร่
  • การขายสินค้า และ การสร้างเครือข่าย จึงเป็นเรื่องที่แยกกัน ในธุรกิจประกันชีวิต (ยกเว้นบางคนที่อาจจะไปขายประกันลูกค้า แล้วชักชวนจนลูกค้าเกิดความสนใจอยากเข้ามาทำงานเป็นตัวแทนเองด้วย) ซึ่งต่างจากธุรกิจขายตรงแบบอื่น ที่การขายสินค้ากับการสร้างเครือข่ายมักจะต้องไปควบคู่กัน (คือคนที่เป็น ดาวน์ไลน์ก็จะต้องมีการซื้อสินค้านั้นๆเป็นประจำด้วย)

สรุปก็คือ ถ้าถามว่า ประกัน = ขายตรง ใช่ไหม? ก็คงต้องตอบว่า “ทั้งใช่และไม่ใช่” ขึ้นอยู่กับว่า

  • คนที่เป็นตัวแทน หรือที่ปรึกษา ทำงานกันแบบไหน มีวัฒนธรรมการทำงานยังไง? เน้นศิลปะการขาย ที่ต้องใช้โน้มน้าว สร้างความเชื่อให้ลูกค้า หรือเน้นทำงานแบบใช้หลักการมากกว่า?
  • คนที่กำลังพิจารณา นั้นอยู่ในบทบาทอะไร? คนซื้อ (ลูกค้า) หรือคนขาย (คนที่กำลังคิดว่าจะเข้ามาเป็นตัวแทนดีไหม?) ถ้าเราเป็นลูกค้า ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกชักชวนไปสร้างเครือข่าย เพราะตัวแทนเขาแค่ต้องการขายประกันให้เรา

“สินทรัพย์แบบไหนที่คนรวยเค้ามีกันนะ?”

"สินทรัพย์แบบไหนที่คนรวยเค้ามีกันนะ?"

 

สวัสดี !! นายปั้นเงินคนดีคนเดิม กลับมาอีกครั้งแล้ว

หลังจากที่บทความเรื่อง “สินทรัพย์ คืออะไร?”  ได้รับกระแสตอบรับดีงาม ล้นหลาม

และในบทความนั้นเราได้พูดถึง Asset Class ไปคร่าวๆแล้ว

(ใครยังไม่ได้อ่านบทความก่อนหน้า ไปตามอ่านด่วนๆเลยนะ >> รู้แล้วรวย !!! )

งั้นในครั้งนี้เรามาทำความรู้จักกับรายละเอียดของ Asset Class แต่ละชนิด ที่คนรวยส่วนใหญ่เค้าจะนำมาจัดสัดส่วนในพอร์ตการเงินกันดีกว่า เราจะได้รู้แล้วรวยไปพร้อมๆกัน!!!!

 

ย้อนความก่อนว่า Asset Class คืออะไร ?

เป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องที่มากกว่าสินทรัพย์ชนิดอื่นๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะขายแล้วเปลี่ยนเป็นเงินได้ยาก เพราะมีตลาดรองรับสินทรัพย์นั้นๆโดยเฉพาะ สามารถโยกย้าย และเปลี่ยนสัดส่วนการถือครอง ไปเป็นสินทรัพย์ชนิดอื่นๆได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว เหมาะกับการหยิบมาทำกลยุทธ์ Asset Allocation มากที่สุด ซึ่งประกอบไปด้วย;

 

1. เงินสด หรือเงินฝากธนาคาร..พี่ใหญ่ด้านสภาพคล่อง แต่เป็นน้องเรื่องผลตอบแทน

เงินสดและเงินฝาก คือ สินทรัพย์สภาพคล่องที่พร้อมจะเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ชนิดอื่นๆได้ตลอดเวลาและมีความเสี่ยงต่ำในการถือครอง แต่ไม่ใช่ว่ามันไม่มีความเสี่ยงเลยนะ


ความเสี่ยงในการถือครองเงินสดคืออะไร?

มันคือการโดนขโมย หรือโดนปล้นนั่นเอง..จะบ้าหรอ เฮ้ย!!เฮ้ย!!เฮ้ย!!

(เล่นเป็นศักรินทร์ดาวร้ายเลยนะ แหม่)

ความเสี่ยงของมัน คือ การเสียโอกาสงามๆในการลงทุน เพราะเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากมีโอกาสที่จะโดน “เงินเฟ้อ” กัดกินมูลค่าได้ในอนาคต ปัจจุบันค่าเฉลี่ยของเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% ต่อปี แล้วดอกเบี้ยออมทรัพย์ล่ะตอนนี้ได้กันอยู่เท่าไหร่ ? ถึง 2% มั้ย? หื้มมมม…

ดังนั้นเงินสดจึงสำคัญสำหรับการลงทุนมาก เพราะมันคือสภาพคล่องที่พร้อมเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ลงทุนได้เมื่อเห็นโอกาส พอได้จังหวะที่เหมาะสมก็อัดเปรี้ยง!!  เงินในพอร์ตหุ้นก็เช่นกัน พยายามกันสัดส่วนของเงินสดไว้เยอะๆเมื่อตลาดหุ้นพบเจอวิกฤต จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจเวลาไม่ได้หุ้นดีราคาถูก

และเงินสดก็สำคัญมากเมื่อถึงเวลาฉุกเฉิน ในเวลาที่จำเป็นต้องใช้เงินสด คงไม่มีอะไรไปแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการที่เราต้องการได้ดีเท่ากับเงินสดอีกแล้ว

แล้วระดับของเงินสดที่ควรถือครองควรจะเป็นเท่าไหร่ดี?

โดยทั่วไปก็ 3-6 เท่าของจำนวนค่าใช้จ่ายรายเดือน แหละครับ แล้วแต่ความเสี่ยงและความสะดวกของแต่ละคนนะ

 

2. ตราสารหนี้..อยากปล่อยกู้แบบดูดี แถมพอร์ตก็ยังมั่นคง

ตราสารหนี้จะให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย และมอบบทบาท “เจ้าหนี้” ให้กับนักลงทุนที่ถือครองตราสาร ส่วนผู้ระดมทุนคือ บริษัทเอกชน ภาครัฐ ก็กลายเป็นลูกหนี้ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย และไถ่ถอนเงินตามสัญญาที่ระบุไว้

โดยทั่วไปตราสารหนี้ที่เรารู้จักกันก็มี พันธบัตรรัฐบาล, ตั๋วเงินคลัง, หุ้นกู้ภาคเอกชน เป็นต้น ซึ่งจะมีระยะเวลาการไถ่ถอน อัตราดอกเบี้ย และลักษณะพิเศษที่แตกต่างกันออกไป (เรื่องมันยาว คร่าวๆเล่าไม่หมด T^T)

อัตราผลตอบแทนจะได้รับมาในรูปของดอกเบี้ย รายได้จากการคิดลด และกำไรจากการขาย แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไปอาจจะสนใจแค่รายได้จากดอกเบี้ยรับก็ได้ เรตยิ่งสูงยิ่งดี ไถ่ถอนไวยิ่งดี


ความเสี่ยงของตราสารหนี้มีมากกว่าเงินสด

แต่ก็ไม่ถือว่าสูง..ซึ่งความเสี่ยงในการถือครองตราสารหนี้จะประกอบไปด้วย ความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงจากสิทธิ์แฝง เป็นต้น

ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกซื้อตราสารหนี้ได้ตามโอกาสที่ต้องการ แต่อย่าลืมดูอันดับความน่าเชื่อถือด้วย (เครดิต) ถ้าเป็นหนี้ที่ออกโดยภาครัฐ ความเสี่ยงด้านเครดิตก็มีน้อยกว่า ภาคเอกชน และในภาคเอกชนก็จะมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือด้วยอีกทีนึง ว่าอยู่ในระดับความเสี่ยงที่น่าลงทุนรึเปล่า

ดังนั้นบริษัทที่ไม่น่าเชื่อถือก็จะพยายามออกอัตราดอกเบี้ยสูงๆเพื่อดึงดูดนักลงทุน ส่วนใครเครดิตดีอยู่แล้วก็เรียกดอกเบี้ยต่ำๆได้

ส่วนเรื่องอายุของตราสารหนี้ ยิ่งตราสารหนี้มีอายุการไถ่ถอนที่ยาวนานก็จะยิ่งเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย เพราะอัตราดอกเบี้ยจะไม่คงที่และมีความผันผวนตามสภาพเศรษฐกิจ

ถ้าเกิดตราสารที่นักลงทุนถือไว้อยู่มันดันได้ดอกเบี้ยน้อยกว่าอัตราตามท้องตลาด ราคาของตราสารนั้นก็จะยิ่งถูก เพราะไม่มีใครอยากได้ (แหงสิ) แถมเงินที่ได้รับจากดอกเบี้ยก็น้อยกว่าการลงทุนชนิดอื่นๆอีก ซวยซ้ำซวยซ้อนแท้ๆ

สรุปง่ายๆ ข้อดีของตราสารหนี้ถ้าจะเอามาจัดพอร์ตคือ ความผันผวนด้านผลตอบแทนมีน้อยกว่าหุ้น ได้ผลตอบแทนคงที่ และได้รับสิทธิ์ในการชำระหนี้ตามกฏหมายก่อนผู้ถือหุ้น(กรณีที่บ.เจ้าของตราสารล้มละลาย)

นักลงทุนจึงนิยมจัดสัดส่วนของตราสารหนี้ไว้ส่วนนึง เพื่อป้องกันความผันผวนของพอร์ตการลงทุน แถมผลตอบแทนก็มากกว่าเงินฝากออมทรัพย์ คนรวยบางคนจึงเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้แทนการฝากเงิน เพราะเรื่องผลตอบแทนนี่แหละ

ดังนั้นแล้วถ้าใครคิดว่าจะลงทุนในตราสารหนี้ ต้องศึกษารายละเอียดให้ดี ดูความเหมาะสมของเงินที่จะนำไปลงทุน แล้วเลือกรูปแบบของตราสารหนี้ให้เหมาะกับการลงทุนของตัวเองนะจ๊ะ

 

3. ตราสารทุน หรือหุ้นนั่นเอง!! 

เมื่อพูดถึงการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงถึงสูงมาก และมีความเสี่ยงสูง ก็ต้องนึกถึงหุ้นกันเป็นธรรมดา เพราะการลงทุนในหุ้นเคยเปลี่ยนคนทั่วโลกจากหน้ามือเป็นหลังมือมาแล้ว

มีทั้งคนที่เคยขับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างสู่นักลงทุนในหุ้น พอร์ตพันล้าน แบบ “เซียนมี่” ทิวา ชินธาดาพงศ์ หรือ.. “คุณศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ” เจ้าของแบรนด์ศิริวัฒน์แซนวิช จากนักลงทุนชื่อดังที่เคยมีพอร์ตหุ้นหลายร้อยล้าน เจ็บเพราะหุ้น แต่ไม่อายทำกิน เปลี่ยนมาขายแซนวิชเลี้ยงดูครอบครัว (ทั้งคู่เป็นเคสที่น่าศึกษาและให้บทเรียนชีวิต&#xE

[Review] รับเงินผ่าน “เพย์สบาย” ปลอดภัย ง่าย ครบทุกช่องทาง

[Review] รับเงินผ่าน "เพย์สบาย" ปลอดภัย ง่าย ครบทุกช่องทาง

 

เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า “เราควรมีรายได้มากกว่า 1 ทาง”

 

ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนก็ควรหารายได้เสริม เผื่อไว้ช่วงวิกฤตตกงานกะทันหัน จะได้มีเงินทางอื่นมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ในขณะที่คนทำอาชีพค้าขาย การมีหน้าร้านเพียงอย่างเดียวก็อาจจะไม่เพียงพอ ถ้าบางครั้งพายุเข้าฝนตกหนักลูกค้าไม่มาซื้อของที่ร้านก็อาจจะทำให้ขาดรายได้ ทางที่ดีควรเตรียมช่องทางการขายอื่นๆสำรองไว้ด้วย

 

ตลาดออนไลน์น่าดึงดูดใจ

ช่องทางการขายแบบออนไลน์นั้นทำให้เรามีโอกาสเจอลูกค้าได้ไม่จำกัด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยใช้เงินลงทุนต่ำมาก ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ซื้อขายของได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากผลการสำรวจของ  ETDA ฉบับนี้ก็ยิ่งทำให้ตลาดออนไลน์นั้นน่าดึงดูดใจมากขึ้น (รายงานผลการสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2559

[Review] รับเงินผ่าน "เพย์สบาย" ปลอดภัย ง่าย ครบทุกช่องทาง

https://www.etda.or.th/publishing-detail/value-of-e-commerce-survey-2016.html

 

ปี 2559 คาดการณ์ว่าตลาดอีคอมเมิร์ซมีการเติบโต 12.42% โดยมีมูลค่าสูงถึง 2.523 ล้านล้านบาท นอกจากพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นตัวเร่งให้ตลาดออนไลน์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง คือ ระบบการจ่ายเงินที่ง่าย สะดวกและปลอดภัย ซึ่งเป็นตัวช่วยสร้างยอดขายและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อได้ โดยช่องทางการชำระเงินจะแบ่งเป็นทางออนไลน์และออฟไลน์ ดังนี้

[Review] รับเงินผ่าน "เพย์สบาย" ปลอดภัย ง่าย ครบทุกช่องทาง

โอกาสสร้างรายได้ในตลาดออนไลน์

ถ้าเราเป็นมนุษย์เงินเดือนก็จะเห็นช่องทางออนไลน์เป็นโอกาสในการสร้างรายได้เสริมหรือเป็นเจ้าของกิจการที่มีหน้าร้านแล้วอยากขยายตลาดด้วยการเปิดร้านค้าออนไลน์ควบคู่ไปด้วย ในช่วงเริ่มต้นเราทำแบบเล็กๆโดยการขายของใน Facebook , Line และ IG แล้วเปิดบัญชีธนาคารไว้ 2-3 แห่งเพื่อให้ลูกค้าโอนเงินเข้ามา

วิธีการซื้อขายก็จะเป็นแบบง่ายๆว่าถ้ามีลูกค้า 1 คนส่งข้อความเข้ามาซื้อของ 10 ชิ้น เราก็จะให้เลขที่บัญชีธนาคารไป รอจนกระทั่งลูกค้าจ่ายเงินพร้อมกับส่งรูปหลักฐานการโอนเงินกลับมาให้ เราจึงจะแพ็กของไปส่งให้ลูกค้าทางไปรณีย์ แต่ชีวิตจริงมันไม่ง่ายขนาดนั้น ถ้าเกิดเหตุการณ์เหล่านี้

  • ถ้ามีลูกค้าสั่งซื้อของ 10 คน แต่โอนเงินจริงๆแค่ 1 คน ส่วนอีก 9 คนที่เหลือลังเลที่จะโอนเงินเพราะไม่เชื่อใจคนขายว่าโอนเงินแล้วจะได้รับของ คำถาม คือ ร้านค้าจะทำอย่างไรให้ดูน่าเชื่อถือและทำให้เกิดการขาย
  • ถ้ามีลูกค้าสั่งของเข้ามา 100 คน ร้านค้าจะใช้วิธีตรวจสอบอย่างไรว่าลูกค้าคนนี้จ่ายเงินแล้ว ก็ต้องรีบส่งของ ถ้าส่งช้าหรือส่งของผิดก็อาจจะมีดราม่าถูกโพสต์ต่อว่าที่หน้าเพจเสียชื่อเสียงได้
  • ถ้าลูกค้ามีบัญชีธนาคารอื่นที่เราไม่ได้เปิดบัญชีไว้ อาจจะทำให้ลูกค้าไม่ค่อยพอใจที่จะต้อง เสียค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามธนาคาร
  • ถ้าเจอลูกค้าที่มีพฤติกรรมการจ่ายเงินแตกต่างกัน เช่น บางคนชอบจ่ายผ่านบัตรเครดิต ลูกค้าจากประเทศจีน ที่ใช้ Alipay แต่เราไม่มีให้บริการก็อาจจะทำให้เสียโอกาสในการขายได้

 

การเลือกระบบชำระเงิน

ถ้าร้านค้าออนไลน์ไปขอเปิดบัญชีหรือยื่นเอกสารขอทำเรื่องการชำระเงินผ่านสถาบันการเงินด้วยตนเองทุกๆ ที่ก็ทำได้ แต่ค่อนข้างเสียเวลาแล้วยังมีต้นทุนสูงเพราะกว่าจะได้รับอนุมัติก็ใช้เวลานาน บางที่อาจจะต้องมีเงินค้ำประกันหลักแสนถึงจะเปิดใช้บริการได้ รวมถึงค่าธรรมเนียมต่างๆจิปาถะอีกมากมาย

ในขณะที่การใช้ตัวกลาง (เช่น PAYSBUY) เป็นตัวเชื่อมต่อระบบชำระเงินที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจจากธนาคารแห่งประเทศไทย จึงทำให้ร้านค้าออนไลน์ประหยัดเงินและไม่เสียเวลาในการเริ่มต้นทำธุรกิจ นอกจากเสียค่าธรรมเนียมการขอใช้บริการที่ถูกกว่า แล้วยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับร้านค้าออนไลน์ได้อีกด้วย

[Review] รับเงินผ่าน "เพย์สบาย" ปลอดภัย ง่าย ครบทุกช่องทาง

 

ถ้ามีระบบการชำระเงินของตัวกลางเข้ามาช่วยรองรับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า มันก็จะทำให้ร้านค้าออนไลน์ มีเวลาจัดการด้านอื่นๆมากขึ้น เช่น ดูสรุปยอดว่าขายได้เท่าไหร่ จัดการสต็อกว่าจะสั่งอะไรมาขายเพิ่มบ้าง ทำการตลาดจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย ออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆให้ลูกค้าตื่นเต้น รวมทั้งอีกสารพัดกระบวนท่าเพื่อทำให้ร้านค้าของเราแตกต่างกับคนอื่นและมีรายได้เพิ่มขึ้น

 

PAYSBUY คืออะไร?

PAYSBUY (เพย์สบาย) คือ ระบบรับชำระเงินออนไลน์ ที่จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2547 โดยได้รับใบอนุญาตการประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ จากธนาคารแห่งประเทศไทย และได้รับเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือ (Trustmark) จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ และในปี 2551 ทางดีแทคได้ให้เข้ามาสนับสนุนเพื่อทำให้ PAYSBUY แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

 

5 ประโยชน์ที่ร้านค้าออนไลน์ได้จาก PAYSBUY

 

  • มีช่องทางการรับชำระเงินที่ครอบคลุมทั้งในระบบออนไลน์และออฟไลน์

 

[Review] รับเงินผ่าน "เพย์สบาย" ปลอดภัย ง่าย ครบทุกช่องทาง

 

 

[Review] รับเงินผ่าน "เพย์สบาย" ปลอดภัย ง่าย ครบทุกช่องทาง

  • ออนไลน์ ผ่านบัตรเครดิต , บัตรเดบิต , อินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้ง, ช่องทางจ่ายเงินสดผ่านเคาเตอร์ที่บริการรับชำระเงิน, ระบบผ่อนชำระ , อาลีเพย์วอลเล็ทของประเทศจีน (Alipay)
  • ออฟไลน์ เครื่องรูดบัตร PAY XPress

 

  1. บริการเรียกชำระเงิน

เป็นระบบที่ร้านค้าออนไลน์แจ้งเตือนให้ลูกค้าชำระเงิน โดยระบุจำนวนเงินที่ลูกค้าต้องจ่ายและส่งอีเมล์ไปให้ลูกค้า ซึ่งในอีเมล์ก็จะมีคำแนะนำการชำระเงิน ในช่องทางต่างๆ แนบไปด้วย ซึ่งลูกค้าสามารถจ่ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งร้านค้าออนไลน์ดูในระบบอินเตอร์เน็ตได้แบบทันทีว่ามี&#xE25

RMF ที่ดี ต้องไม่จบแค่ลดภาษี?

สวัสดีครับ กลับมาอีกแล้วกับ TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม และสิ่งที่จะมาเพิ่มเติมบทความในช่วงปลายปีแบบนี้ ก็คงจะไม่พ้นเรื่องของการลดหย่อนภาษีอีกแล้วครับผม แหม.. ช่วงสุดท้ายท้ายสุดแบบนี้ หลายคนคงคิดจะจัดเต็มกันเลยทีเดียวใช่ไหมครับ

ช่วงหลังๆเรามักได้ยินบ่อยๆใช่ไหมครับว่า การซื้อสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆทีไ่ด้สิทธิลดหย่อนภาษีเช่น ประกันชีวิต RMF LTF เราจะต้องไม่ดูเพียงแค่ลดหย่อนภาษีเพียงอย่างเดียว (ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่พูดแบบนั้นอยู่บ่อยๆครับ) แต่หลังๆเห็นผู้เชี่ยวชาญหรือกูรูการเงินบางท่านเทียบ % ผลตอบแทนและภาษีที่ประหยัดได้กันเลยทีเดียวว่า ถ้ารายได้เสียภาษีไม่ถึงฐานกี่ % ไม่ควรซื้อ

โดยความเห็นของผมแล้ว ส่วนนึงเห็นด้วยกับที่หลายๆท่านกล่าวมานะครับ แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่อยากแสดงความเห็นเพิ่มเติมสักเล็กน้อยครับว่า ไอ้คำว่า ซื้อโดยที่ไม่ดูเรื่องลดหย่อนภาษีเพียงอย่างเดียวนั้น มันหมายความว่ายังไง

ผมขอยกตัวอย่างเรื่องของ RMF มาอธิบายละกันนะครับ เพราะมีหลายประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้ โดยขอแยกให้ชัดเจนเป็น 3 ประเด็นตามนี้ครับ

1. ดูก่อนว่า “จุดประสงค์” คืออะไร

จริงอยู่ที่ว่า การลดภาษีนั้นถือเป็นหนึ่งในจุดประสงค์ของการซื้อสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆอย่างทีว่ามา แต่ประเด็นคือเราต้องการอะไรจากการซื้อนั้น และข้อผูกพันเงื่อนไขตามกฎหมายก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรรู้ไว้

ถ้าสังเกตดีๆ  คนส่วนใหญ่มักจะไม่ซื้อ RMF เพราะเพียงต้องการลดหย่อนภาษี เนื่องจากมองว่าเงื่อนไขมันยาวนาน และมากเกินไปจนทำให้เงินของเราจมอยู่ในนั้น เอาล่ะ งั้นหันไปซื้อ LTF กันดีกว่าเพราะไม่นานมากเท่าไร

แต่เอาเข้าจริง RMF ที่ว่า มันมีไว้เพื่อการวางแผนเกษียณไม่ใช่เหรอ พอวัตถุประสงค์ถูกเทไปที่การลดภาษีและการมีเงินใช้กลับมาเร็วๆ RMF ก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกเลือกไปซะนั่น

2. เสียภาษีน้อยก็ออมได้

ผมมักจะเน้นว่า ถ้าไม่เสียภาษีไม่จำเป็นต้องซื้อ เพราะเราสามารถเลือกกองทุนอื่นเพื่อใช้ในการวางแผนได้เหมือนกันโดยที่ไม่มีเงื่อนไขทางภาษีมาจำกัด แต่สำหรับคนที่เริ่มเสียภาษีแล้ว ผมอยากให้ถามตัวเองก่อนว่า คุ้มไหม?

มีตัวอย่างนึงของความคุ้มค่าที่อยากจะแชร์ให้ฟัง เพราะว่ามีน้องคนหนึ่งถามผมว่า พี่หนอมคะ ถ้าหากหนูเสียภาษีในฐาน 5% แต่หนูอยากออมเงินเพื่อการเกษียณ เพราะหนูเป็นคนไม่มีวินัยในการเงิน เลยอยากจะใช้ RMF เป็นตัวช่วย แบบนี้ได้ไหมคะ

เห็นไหมครับว่า คำถามที่เปลี่ยนก็เปลี่ยนคำตอบไปได้เหมือนกัน จากการซื้อ RMF เพื่อความคุ้มค่าที่เป็นตัวเลขด้านภาษี กลายเป็นการสร้างวินัยไปได้ซะนี่ แบบนี้กรณ๊นี้ก็อาจจะคุ้มเหมือนกันครับ

ดังนั้น ความคุ้มที่ว่า ต้องตอบได้ด้วยตัวเองด้วยครับว่า แบบไหนถึงเรียกว่าคุ้มสำหรับเรา (และไม่ผิดเงื่อนไขทางภาษี) โดยที่ไม่ต้องเอามาตรฐานของคนอื่นมาวัดครับ

3. โอกาสในการสร้างผลตอบแทน

สุดท้ายนั้นเกี่ยวข้องกับหลักการ “ดอกเบี้ยทบต้น” หรือเครื่องมือที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนให้กับเราได้ในระยะยาว

การซื้อ RMF เป็นการสร้างโอกาสสร้างผลตอบแทนให้กับเรา เพราะว่า เราไม่สามารถนำเงินออกมาได้ (ตามเงื่อนไขทางกฎหมาย) และ ไม่มีการจ่ายเงินปันผล (เงินปันผลถูกนำไปลงทุนต่อ) รวมถึงช่วยเราในการจัดพอร์ทการลงทุนและสับเปลี่ยนกองทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนได้อีกด้วยครับ

ทีนี้การสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดในการลงทุน RMF นั่นคือเลือกกองทุนที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง ซึ่งแน่ละครับว่า จะมีความเสี่ยงสูงตามมา อย่างเช่นกองทุนหุ้น แต่สิ่งที่จะช่วยเราลดความเสี่ยงได้คือระยะเวลาในการลงทุนนั่นเองครับ

หากใครติดตามคลิปรายการ กองทุนไหนดีอาจจะจำได้ว่าตอนที่พูดถึงกองทุน  KTSERMF กองทุนเปิดกรุงไทยซีเล็คทีฟเพื่อการเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นกองทุนที่ต่อยอดมาจากกองทุนกรุงไทย ซีเล็คทีฟ อิควิตี้ฟันด์ (KTSE) ครับ

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Faommoneyth%2Fvideos%2F1142831922436613%2F&show_text=0&width=560

รายการกองทุนไหนดี? by aomMONEY ตอนที่ 6

จากข้อมูลในคลิปวีดีโอ (ช่วงนาทีที่ 27) จะเห็นว่ากองทุนนี้ค่อนข้างมีความผันผวนในการลงทุนครับ โดยมีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นเป็นรายตัว  ผ่านหลักการคัดเลือกแบบ  Bottom-up  เป็นหลัก และเน้นลงทุนใน หลักทรัพย์ขนาดกลางและเล็กที่มีพื้นฐานดีและมีโอกาสเติบโตในระยะยาว

เห็นไหมครับว่า จากการแค่อยากจะวางแผนลดภาษี ใครหลายคนอาจจะคิดว่า ซื้อ RMF กองไหนก็ได้ มันเริ่มจะไม่พอแล้ว เพราะต้องมาดูก่อนว่าเราชอบกองทุนที่มีการลงทุนแบบนี้ไหม และสามารถยอมรับความเสี่ยงสูง เพื่อมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นตามไปด้วยหรือเปล่า ไปจนถึงการรู้ถึงนโยบายในการลงทุน การเลือกหุ้น แนวโน้ม และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จะทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นในการลงทุน

เมื่อก่อนผมก็เป็นคนหนึ่งที่คิดว่า “ซื้อๆไปเหอะ เพื่อให้ได้ลดภาษีมากที่สุดก็พอ” แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่ผมได้รับคำตอบกับตัวเองก็คือ “การลดภาษีไม่สำคัญเท่ากับการวางแผนการเงินในอนาคต” เพราะว่ามันจะทำให้ภาพรวมของความมั่งคั่งของเราเพิ่มมากขึ้นไปด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นเรืองของการประหยัดภาษี การสร้างวินัยในการลงทุน ไปจนถึงผลตอบแทนที่เราได้รับคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่

สุดท้ายนี้ หวังว่าบทความ และขอบคุณข้อมูลดีๆจากทางกองทุน KTSERMF ด้วยครับ หากใครสนใจก็สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ktam.co.th/en/mutual-fund/mutual-detail.aspx?FundID=298&FundMenuID=4&level=3

บทความนี้เป็น Advertorial

กองทุนไหนดี Ep.8 – KTEF และลงทุนแบบไหนดี DCA กับ เงินก้อน

สวัสดีครับ กลับมาพบกับพรี่หนอม TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม กับหน้าที่เพิ่มเติมในการสรุปประเด็นเด็ดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากรายการ “กองทุนไหนดี ? Weekly” รายการที่จะทำให้คุณรู้ว่ากองทุนไหนดี กองทุนไหนเด่น เพื่อให้เลือกกองทุนได้เหมาะสำหรับตัวคุณมากที่สุดครับผม

สำหรับกองทุนไหนดี ? ตอนที่ 8 นี้ เป็นการรีวิวกองทุนที่มีถึง 3 ข้อดีด้วยกันครับ ตั้งแต่ผลตอบแทนดี ๆ ติด Top อยู่บ่อย ๆ มีค่าธรรมเนียมถูกมาก ๆ แถมยังมีสไตล์การลงทุนปรับหุ้นไว เก็งกำไรเก่ง นั่นคือ กองทุน KTEF นั่นเองครับ แต่ม แตม แต๊มมมมมมม

กองทุน KTEF หรือ กองทุนเปิดกรุงไทย สมาร์ท อิควิตี้ ฟันด์ นั้น ต้องบอกเลยว่ามีความน่าสนใจ อย่างแรกคือผลตอบแทนย้อนหลังค่อนข้างดีครับ จะเห็นว่าอยู่ในเปอร์เซ็นไทล์ที่ 5 ถือว่ามีผลตอบแทนอยู่ในระดับต้น ๆ ตลอดทั้ง 1 ปี 3 ปี และ 5 ปีครับ

แต่เดี๋ยวก่อนนนน… ในทางกลับกัน ความเสี่ยงของกองทุนนี้ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันครับ ถือว่าอยู่ในช่วงเปอร์เซ็นไทล์ล่าง ๆ เหมือนกัน ซึ่งแปลว่าเหมาะกับคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูงสักหน่อยครับ

โดยสาเหตุที่กองทุนนี้มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงนั้น เกิดจาก อัตราการเปลี่ยนหุ้น (Portfolio Turnover Ratio) อยู่ที่ 923% ครับ ซึ่งถือว่ามีการเปลี่ยนและหมุนเวียนหุ้นค่อนข้างมาก (ซื้อ ๆ – ขาย ๆ กันแบบรัว ๆ กันเลยทีเดียว) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วหุ้นที่เลือกในการซื้อขายนั้นจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งมีสภาพคล่องเยอะ ทำให้สามารถจับจังหวะทำกำไรได้เรื่อย ๆ ครับ ซึ่งประเด็นตรงนี้ถือว่าเป็นการวัดความสามารถของผู้จัดการกองทุนด้วยนะครับ ดังนั้นคนที่ลงทุนในกองทุนนี้ต้องเชื่อฝีมือของผู้จัดการกองทุนเรียกว่าฝากให้เขาด้วยดูแลกันไป เพราะทุกอย่างอยู่ที่การตัดสินใจของผู้จัดการแต่เพียงผู้เดียวครับ

และอีกเรื่องที่น่าสนใจของกองทุนนี้อีกอย่างตามที่กล่าวไปแล้ว นั่นคือค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างต่ำครับ (อยู่ที่ 1.37%) และมีจำนวนเงินขั้นต่ำในการซื้ออยู่ที่ 1,000 บาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันครับ

สรุปอีกครั้งว่ากองทุนนี้เหมาะกับ คนที่ต้องการผลตอบแทนสูง รับความเสี่ยงได้มาก (เชื่อผู้จัดการกองทุน) และต้องการกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำครับผม

ลงทุนเท่าๆกันทุกงวดแบบ DCA VS ลงทุนก้อนใหญ่ก้อนเดียว
แบบไหนดีกว่ากันนะ

สำหรับช่วงความรู้นั้น เราอยู่กับคำถามโลกแตกที่ถามเข้ามากันเป็นประจำครับว่า ควรจะลงทุนเท่าๆกันทุกงวด (DCA) หรือ ลงทุนก้อนใหญ่ก้อนเดียว แบบไหนดีกว่ากัน ซึ่งประเด็นที่ต้องพิจารณานั้น อยากให้ดูตามนี้ครับ

ถ้าพูดตามหลักการของการลงทุนนั้น การลงทุนก้อนเดียวให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดครับ แต่มันขึ้นอยู่กับการลงทุนที่ถูกเวลา (Timing) ด้วยเช่นเดียวกันครับ ดังนั้นในโลกความจริงมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะเลือกลงทุนได้ถูกจังหวะเวลา (ถ้าเลือกได้คงไม่มาเขียนบทความให้่อ่านกันแบบนี้แล้วล่ะครับ ฮ่า ๆ)

ส่วนการลงทุนแบบ DCA เท่า ๆ กันทุกงวด สิ่งที่ต้องดูคือสินทรัพย์ที่เราลงทุนนั้นมีแนวโน้มที่จะเติบโตหรือไม่ ถ้าหากไม่มีโอกาสที่จะเติบโตหรือมีความผันผวน บางทีวิธีการ DCA นั้นอาจจะไม่เหมาะสมเช่นเดียวกันครับ

สิ่งที่ต้องดูคือ เป้าหมายการลงทุนประกอบกับความสามารถในการจัดการเงินของเราครับ เราต้องดูด้วยครับว่า เงินที่เรามีนั้นเป็นแบบไหน

ถ้าหากบางคนมีเงินก้อนใหญ่ การวางแผนลงทุนแบบก้อนใหญ่และใช้การจัดพอร์ทเข้าช่วยอาจจะเป็นคำตอบที่เหมาะสมกว่า หรือบางคนนั้นมีกระแสเงินสดเข้ามาเรื่อย ๆ และวางแผนเป้าหมายระยะยาว อาจจะต้องใช้การวางแผนลงทุนแบบ DCA เข้ามาช่วยแทนครับ

สรุปตรงนี้อีกทีครับว่า คำตอบที่ถูกต้องนั้นไม่มีครับ (อ้าวว) เพราะสิ่งที่เราต้องพิจารณานั้น มีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ทั้งเรื่องของจังหวะเวลา และ สินทรัพย์ที่เราลงทุน ว่ามันเป็นแบบไหน รวมถึงพิจารณาเรื่องของเป้าหมายในการลงทุนของเราไปพร้อม ๆ กันครับ

เห็นไหมครับว่าจริง ๆ แล้วการลงทุนนั้นไม่มีผิดและถูกครับ แต่เราต้องมั่นใจว่าเราลงทุนเพื่ออะไร ตอบคำถามตัวเองให้ได้ก่อนตัดสินใจจะลงทุนคือเรื่องที่ดีที่สุดครับ

สำหรับใครที่พลาดรายการกองทุนไหนดีไป สามารถดูคลิปรายการย้อนหลัง ได้ที่นี่ครับ

https://www.youtube.com/watch?v=KPtBt4oi2cM&t=25s

ทั้งหมดนี้คือที่อยากฝากไว้ในตอนนี้ครับผม เอาล่ะครับ สำหรับตอนต่อไปจะเป็นเรื่องอะไรนั้น รอติดตามชมกันกับ “รายการกองทุนไหนดี ?” ในวันอังคารที่ 2 พฤษภาคม 2560 เวลาหนึ่งทุ่มตรงเหมือนเช่นเคยคร้าบบบบ

สุดท้ายเหมือนเคยครับ ฝากกันไว้สักนิด อย่าลืมกดติดตามพวกเราได้ที่เพจ aomMONEY หรือกดเข้าร่วมกรุ๊ป กองทุนไหนดี ? ห้องแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องกองทุนรวมจาก aomMONEY เพื่อไม่ให้พลาดทุกบทความและความรู้จากพวกเรานะครับ

ผ่าทิศทางการลงทุน กับสุดยอดงานสัมมนาเพื่อการลงทุน โดยกรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2017 ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้จัดงานสัมมนาสุดพิเศษในหัวข้อ “Krungsri Exclusive Economic and Investment Outlook 2017” ซึ่งได้รวบรวมสุดยอดวิทยากรจากหลากหลายแขนงความเชี่ยวชาญมาสรุปภาพรวมทิศทางของเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2017  ตั้งแต่ Mr.Raja Mukherji ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ดร.สมประวิณ มันประเสริญ คุณศิริพร สินาเจริญ และดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร โดยลงทุนศาสตร์ขอขันอาสารับหน้าที่เป็นผู้สรุปสุดยอดสัมมนาชั้นเยี่ยมครั้งนี้ให้ทุกท่านได้รับฟังราวกับนั่งอยู่ติดขอบเวทีกันเลย

มุมมองระดับโลก โดย Mr.Raja Mukherji, Head of Asian Credit Research, PIMCO

PIMCO คาดว่าจะได้เห็นการเติบโตต่อเนื่องทั่วโลกในปี 2017 นี้ ซึ่งจะช่วยถ่วงดุลกับสภาวะการลงทุนที่ยังไม่แน่นอนท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 3 ประการ อันได้แก่ การเปลี่ยนจากนโยบายการเงินสู่นโยบายการคลัง การเปลี่ยนจากกระแสโลกาภิวัฒน์สู่อโลกาภิวัฒน์ (Globalization to De-globalization) และการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของประเทศจีน โดยความไม่แน่นอนดังกล่าวจะทำให้ปี 2017 เป็นปีที่น่าจะได้เห็นปรากฏการณ์สำคัญทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ

มุมมองระดับประเทศ โดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมาถือว่าเติบโตได้ดีกว่าปีก่อนๆ และคาดการณ์การเติบโตในปีนี้อยู่ที่ระดับ 3.5% โดยมาจากการฟื้นตัวของหลายภาคส่วน ทั้งการส่งออก สินค้าเกษตร และความเชื่อมั่นในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการผลักดันประเทศเข้าสู่ Thailand 4.0 และการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ซึ่งพร้อมจะเป็นประตูสู่ ASEAN อีกทั้งยังมีการปัดฝุ่นโครงการ EEC เพื่อให้ไทยเป็น hub กระจายสินค้าและการลงทุนมากยิ่งขึ้น

มุมมองการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย โดยดร.สมประวิณ มันประเสริฐ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 

เศรษฐกิจไทยปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.3% โดยมีแรงขับเคลื่อนจาก 4 ด้านสำคัญ คือ การบริโภคภาคเอกชนที่คาดว่าจะเติบโตในอัตราใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอานิสงส์จากหลายปัจจัย อาทิ รายได้เกษตรกรที่ฟื้นตัวหลังภัยแล้งคลี่คลาย การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ การปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ โครงการรถคันแรกที่จะทยอยสิ้นสุดลงซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อได้อีกส่วนหนึ่ง แรงขับเคลื่อนที่สอง คือ ความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การเสริมสภาพคล่องแก่เกษตรกรและ SME การอัดฉีดงบกลางปีเข้าสู่จังหวัดและกองทุนหมู่บ้าน รวมถึงความคืบหน้าของโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และแผนโครงการการลงทุนในระยะยาว เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ส่วนแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในด้านที่ 3 คือ การพลิกกลับมาขยายตัวได้เล็กน้อยของภาคส่งออก โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางด้านราคา และสุดท้ายคือ ภาคท่องเที่ยว ที่จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย

มุมมองการลงทุน โดยคุณศิริพร สินาเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด

ปี 2017 เป็นปีแห่งสินทรัพย์เสี่ยง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงปานกลาง โดยแนะนำให้ลงทุนในหุ้นรวม 63% และตราสารหนี้ 37% (ลงทุนในทองคำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น) เนื่องด้วยปัจจัยบวกหลัก มาจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและส่งผลต่อเนื่องสู่ตลาดหุ้น 

พอร์ตการลงทุนแนะนำแบ่งออกเป็นการลงทุนในตราสารหนี้โดยเฉพาะตราสารหนี้ไทย 37% และการลงทุนในตลาดหุ้นรวม 63% แบ่งเป็น ตลาดหุ้นไทย 33% และตลาดหุ้นต่างประเทศ 30%

สำหรับตลาดหุ้นไทยแนะนำหุ้นในอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากปัจจัยบวกในประเทศ ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ กลุ่มพลังงาน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง และกลุ่มธนาคาร นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากแผนส่งเสริมของรัฐบาลที่จะเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าและบริการมากยิ่งขึ้น อาทิ อุตสาหกรรมอาหารถูกทำให้เป็นอาหารสำหรับคนยุคใหม่ รวมไปถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่อย่างหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นที่น่าสนใจในสายตาของนักลงทุนต่างชาติมากยิ่งขึ้น    

สำหรับตลาดหุ้นต่างประเทศแนะนำตลาดหุ้น Emerging Markets 10% (Latin America, BRIC) และตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนา 20% (USA, Japan, Europe) เนื่องจากการเติบโตของตลาดสหรัฐอเมริกาที่ดีขึ้นจะเป็นตัวสนับสนุนให้เกิดการกระจายของสินเชื่อ และการที่ตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐอเมริกามีการฟื้นตัวที่ดีขึ้นยังก่อให้เกิดโอกาสทางการลงทุนที่ดีอีกด้วย 

มุมมองการลงทุน โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร สุดยอดนักลงทุนแนวเน้นคุณค่า

ตามสถิติในอดีต วิกฤติเศรษฐกิจจะเกิดทุก 10 ปี (ปี 30 : วิกฤติ Black Monday / ปี 40 : วิกฤติต้มยำกุ้ง / ปี 50 : วิกฤติ Hamburger) ดังนั้น แนะนำให้นักลงทุนเตรียมพร้อมรับมือวิกฤติเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในปีนี้ โดยถือเงินสดไว้บ้างเพื่อให้มีเงินทุนเข้าลงทุนทันทีในช่วงที่ตลาดหุ้นเจอวิกฤติ และแนะนำให้กระจายการลงทุนในต่างประเทศที่มีศักยภาพและการเติบโตสูง เช่น ตลาดในสหรัฐอเมริกา  ส่วนในมุมมองการลงทุนในหุ้นรายตัว นักลงทุนควรเลือกลงทุนในหุ้นกับบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีการเติบโตของรายได้ และมีปันผลดี โดยมองกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีค่า P/E ต่ำ และอาจต้องระวังเรื่องอัตราดอกเบี้ย เพราะผลกระทบจากการที่สหรัฐอเมริกาขึ้นอัตราดอกเบี้ยส่งผลให้ในระยะยาวแล้ว ไทยอาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยตาม

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อช่วยให้เรื่องเงินเป็นเรื่องง่ายสำหรับนักลงทุนและลูกค้ากรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ ที่ทางกรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ ตั้งใจจัดขึ้นมาเป็นพิเศษประจำทุกปีเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการดูแลและบริหารความมั่งคั่งอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยรวบรวมข้อมูลแนวโน้มเศรษฐกิจและการวิเคราะห์เจาะลึกที่ครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและเอเชีย ตลอดจนมุมมองการลงทุนทั่วโลกประจำปี 2017 จากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการลงทุนระดับแนวหน้าจากทั้งในและต่างประเทศ และส่งมอบประสบการณ์เอกสิทธิ์เหนือระดับที่เติมเต็มความพิเศษให้กับทุกด้านของชีวิต เพราะทุกความสำเร็จของชีวิตคือการได้ใช้ชีวิตอย่างที่ใจต้องการ

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ ติดต่อ 0 2296 5566 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 26-30 ธันวาคม 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 26-30 ธันวาคม 2559

สวัสดีครับ พบกับคอลัมน์ Weekly Outlook ครั้งที่ 28 ครั้งสุดท้ายสำหรับปี 2559 กันแล้วครับ ยังอยู่กับผมคนเดิม “อัศวินกองทุน” ครับผม มาดูกันดีกว่าครับว่าภาพรวมการลงทุนสำหรับวันที่ 26-30 ธันวาคม 2559 นี้เป็นยังไงบ้างครับ

สืบเนื่องจากนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีแนวโน้มเน้นการปฏิรูปและไม่สนับสนุนการเปิดเสรีทางการค้า ผมมองว่าจะทำให้ทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความแตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อนค่อนข้างชัดเจนครับ โดยเน้นให้ความสำคัญกับการเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ (โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุน ผ่านมาตรการภาษี) เน้นนโยบายปกป้องการค้าของสหรัฐฯ มีความชัดเจนที่จะปฏิเสธผู้ลี้ภัยต่างชาติและแรงงานต่างชาติ เมื่อเป็นแบบนี้ มันส่งผลกระทบต่อมุมมองทั่วโลกอย่างไรบ้าง มาดูกันครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์
“จับตานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าสหรัฐฯ”

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (=)

ผมมองว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สะท้อนราคาหุ้นในตลาดไปมากแล้ว ทำให้ราคาต่อมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นค่อนข้างแพง โอกาสในการปรับขึ้นจึงมีน้อยครับ ดังนั้น ในช่วงนี้สำหรับคนที่มีหุ้นสหรัฐ ควรคงการทุนกันไปก่อนครับ

ตลาดหุ้นยุโรป (+)

ทางฝั่งยุโรปนั้น ผมจับตาข่าวการเพิ่มทุนของธนาคาร Monte dei Paschi di Siena ของอิตาลีว่าจะสำเร็จหรือไม่ครับ เพราะถ้าไม่สำเร็จแล้วล่ะก็อาจจะมีปัญหาได้เลยล่ะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็มองว่าธนาคารอิตาลียังมีสัดส่วนไม่มากในตลาดหุ้น ขณะที่ภาพรวมผลประกอบการธนาคารในยุโรปมีแนวโน้มดีขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ดังนั้น ณ ขณะนี้ ผมว่ายังสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปได้อยู่ครับ

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE + / H-SHARE +)

ทางฝั่งเศรษฐกิจจีนนั้น มีสัญญาณดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ประเด็นการเข้าควบคุมผลิตภัณฑ์การเงินที่มีความเสี่ยง WMPs อาจส่งผลต่อสภาพคล่องในการลงทุนของตลาดหุ้นในประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลาดหุ้นได้สะท้อนประเด็นนี้ไปมากแล้ว ประกอบกับ ราคาต่อมูลค่าพื้นฐานยังมีความน่าสนใจอยู่ ผมว่าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนได้อยู่นะครับ ทั้งตลาดหุ้น A-SHARE และ H-SHARE ได้อยู่ครับผม

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (=)

ธนาคารกลางญี่ปุ่นประเมินเศรษฐกิจดีขึ้นเมื่อเทียบกับการประชุมครั้งก่อน โดยยังคงเป้าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ไว้ที่ 0% ซึ่งเป็นนัยว่า ธนาคารกลางจะเริ่มชะลอการขยายวงเงินการซื้อสินทรัพย์ ซึ่งไม่สนับสนุนให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าได้ต่อเนื่อง คำแนะนำของผมจึงอยากให้คงสัดส่วนการลงทุนไปก่อนครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี (=)

ทางฝั่งตลาดหุ้นเกาหลีนั้น ผมมองว่ามีเม็ดเงินลงทุนสะสมของนักลงทุนต่างชาติที่ค่อนข้างมาก ในช่วงปลายปีนี้ จึงมีโอกาสในการทยอยขายเพื่อทำกำไร นอกจากนี้ นโยบายทางด้านการค้าของ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจส่งออกอย่างประเทศเกาหลีใต้เช่นกัน แบบนี้ผมยังยืนยันให้คงการลงทุนไปก่อนดีกว่าครับผม

ตลาดหุ้นไทย (+)

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะยังคงได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐ และราคาน้ำมันที่ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการปรับลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตรายใหญ่ และเงินที่เข้ามาลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีปลายปี แบบนี้โอกาสยังคงดีอยู่ครับที่เราจะลงทุนในตลาดหุ้นไทยต่อไป เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโค้งสุดท้ายแบบนี้กันไปเลยครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย (+)

ผมมองว่าเศรษฐกิจอินเดียในภาพรวมยังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีจากการปฎิรูปโครงสร้างภาษี และพื้นฐานเศรษฐกิจที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก นอกจากนี้ดัชนีที่ปรับตัวลดลงมาได้สะท้อนปัจจัยลบที่เกิดขึ้นไปมากแล้ว และผมยังยืนยันนั่งยันนอนยันว่าควรเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียกันต่อไปครับ

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (+)

คราวนี้มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนะครับ ผมมองว่าตอนนี้ราคาต่อมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วค่อนข้างแพง ขณะที่ตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่มีความเสี่ยงจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ จึงแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในเงินสดมากขึ้นครับ

น้ำมัน (+)

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะช่วยหนุนให้ราคาน้ำมันค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับแนวโน้มการเร่งตัวของเศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น จะส่งผลให้ความต้องการน้ำมันดิบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วยครับ ดังนั้นผมมองว่าควรเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในน้ำมันครับ

ทองคำ (+)

เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์เริ่มมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบแคบ ส่งผลให้ปัจจัยลบต่อราคาทองคำลดลง ขณะที่มีปัจจัยเสี่ยงจากการก่อการร้ายในเยอรมัน และประเด็นการเพิ่มทุนของธนาคารอิตาลี ปัจจัยเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้เราควรลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้นครับ

ตราสารหนี้ไทย (=)

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปีปรับตัวลงตามทิศทางตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแล้ว อย่างไรก็ตาม การใช้ตราสารหนี้ในการกระจายความเสี่ยงเหมือนเช่นเคยครับ ผมคิดว่ายังควรคงสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ไว้บ้างนะครับ

สรุปสำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์นี้ โดยรวมๆแล้วผลของการปรับอัตราดอกเบี้ยของ FED นั้นมีอยู่ครับ แต่ในตลาดเอเชียยังไปต่อได้อยู่ครับ ดังนั้นกระจายการลงทุนให้ดี รับรองว่ามีผลตอบแทนส่งท้ายในปลายปีนี้ครับ

เอาล่ะครับ สำหรับคอลัมน์ส่งท้ายปีแบบนี้ ผมขอถือโอกาสอวยพรให้ทุกคนที่อ่านประสบผลสำเร็จในกา

“รวม LTF/RMF น่าสนใจ ปี 2016 by กองทุนไหนดี?”

"รวม LTF/RMF น่าสนใจ ปี 2016 by กองทุนไหนดี?"

 

และแล้วปี 2016 ก็กำลังจะผ่านไป!!! ไม่น่าเชื่อเลยว่าเกิดเหตุการณ์ต่างๆขึ้นมากมาย ไม่เว้นแม้แต่ด้านการเงินการลงทุน ทำให้กองบรรณาธิการ aomMONEY.com ถึงเวลา comeback!!! กลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากที่ห่างหายกันไปนานนนนนนนนนนนนน

 วันนี้ทีมงานของเราได้รวบรวมเรื่องราวสุดฮิตของสิ้นปีนี้ที่ทุกคนไม่น่าพลาดก็คือ รายการกองทุนไหนดี? by aomMONEY Season 1 ที่มาเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะบอกคุณว่ากองทุนไหนรุ่งหรือกองทุนไหนร่วง??? แต่สำหรับหลายคนที่ติดตามรายการ LIVE ไม่ทันทางกองบก.เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ!!!

จัดไปเลยจ้ารวมลิงค์รายการทุกตอนสำหรับแฟนพันธุ์แท้กองทุนทุกคน

 

รายการกองทุนไหนดี? by aomMONEY ตอน 1พบกับกองทุน LTF ออกใหม่ ผสม REITS!

คลิก >> https://goo.gl/7WuPDz

รายการกองทุนไหนดี? by aomMONEY ตอน 2 พบกับกองทุนใหม่ที่ความผันผวนต่ำ แต่ผลตอบแทนน่าสนใจ จนคุณต้องเหลียวมอง….

คลิก >> https://goo.gl/ooGOgP

รายการกองทุนไหนดี?by aomMONEY ตอน 3 : พบกับ LTF ติดอันดับ ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ แถมค่าธรรมเนียมไม่แพง กองทุนที่คุณมองข้ามไม่ได้!! 

คลิก >> https://goo.gl/ZP6XAB

รายการ กองทุนไหนดี? by aomMONEY ตอน 4พบกับกองทุนน่าสนใจที่อยู่มาอย่างยาวนาน มีปันผลสม่ำเสมอทุกปี และกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ 

คลิก >>  https://goo.gl/JEVWLG

รายการกองทุนไหนดี by aomMONEY ตอน 5พบกับ 2 กองทุน เป็น RMF ที่ลงทุนได้ทั่วโลกกับธุรกิจผูกขาด และลงทุนใน Index 

คลิก >> https://goo.gl/1DrEu3

รายการกองทุนไหนดี? by aomMONEY ตอน 6พบกับกองทุนใหม่ แต่บริหารโดยผู้จัดการมือเก๋า เน้นหุ้นเล็กพื้นฐานดี ฟื้นตัวเร็ว มีการลงทุนสไตล์ปรับหุ้นไว หมอนัทเคยสัมภาษณ์ผู้จัดการกองทุน ลงบทความออมมันนี่

คลิก >> https://goo.gl/4QlpCk

รายการกองทุนไหนดี? by aomMONEY ตอน 7 (เทปพิเศษ)พบกับแขกรับเชิญมากความสามารถจาก Thailand Investment Forum ที่จะมาแนะนำเครื่องมือสำหรับคนที่ไม่ถนัดเรื่องลงทุน ในการสร้าง Wealth ผ่านคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 

คลิก >> https://goo.gl/7v5i8i

รายการกองทุนไหนดี by aomMONEY ตอน 8 [on stage] : หมอนัทคลินิกกองทุน และ Taxbugnoms จะมาแนะนำให้คุณเลือกกองทุนด้วยเครื่องมือจาก Wealthmagik ถ่ายทอดสดตรงจากงาน LTF / RMF THE BATTLE DAY 2559 

คลิก >> https://goo.gl/fjbR9i

รายการกองทุนไหนดี? by aomMONEY ตอนที่ 9 (ตอนสุดท้ายของ Season 1) : หมอนัทคลินิกกองทุน และ Taxbugnoms จะมาเผยกลเม็ดเคล็ดลับ การเลือกกองทุนในสไตล์ของตัวเองกันอย่างหมดเปลือก

คลิก >> https://goo.gl/A4h6ub

 

หลังจากดูรายการทั้งหมดแล้วสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ตัดสินใจให้ดีแล้วรีบพุ่งตัวออกไปซื้อให้ทันนะจ๊ะ!!! ยิ่งตอนนี้ใกล้สิ้นปีแล้วเดี๋ยวจะพลาดกองทุนที่รุ่งแล้วจะเสียใจ จะหาว่ากองบก.ไม่เตือน!!!

 

[Review] กอง RMF หุ้นเล็กน่าลงทุน

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม หมอนัท คลินิกกองทุน อีกครั้งครับ หลังจากผมกับคุณหนอม แห่ง  เพจ Taxbugnoms ได้ทำ Facebook live ในรายการ กองทุนไหนดีby ออมมันนี่ได้สักพัก ก็เริ่มมีคำถามเข้ามาพอสมควรครับ ว่าปัจจัยต่าง ๆ เช่น กองทุนจากผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน กับความผันผวน รวมถึงค่าธรรมเนียม และประเภทของสินทรัพย์ที่กองทุนถืออยู่นั้นเพียงพอในการเลือกกองทุนเพื่อลงทุนในระยะยาว ๆ แล้วหรือยัง ?

ถ้าใครที่ติดตามรายการกองทุนไหนดีอยู่ ก็คงจะพอทราบว่าผมจะพูดถึง ปัจจัยหนึ่งที่น่าสนใจ ประกอบด้วยเสมอ ๆ นั่นก็คือ แนวคิดการลงทุนของผู้จัดการกองทุนนั่นเองครับ และผมเชื่อว่า แนวคิด หรือ กระบวนการลงทุนที่ดี นั้นจะส่งผลให้ผลตอบแทนของกองทุนนั้นดีไปด้วยครับ

และ ที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ แนวคิดการลงทุนของผู้จัดการกองทุนนั้นจะส่งผลต่อผลตอบแทนในอนาคตได้ค่อนข้างชัดเจนทีเดียวครับ ซึ่งจะแตกต่างจากข้อมูลอื่น ๆ ที่เราดูกันในปัจจุบันอย่างผลตอบแทนย้อนหลัง เพราะว่าข้อมูลส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลในอดีตนั่นเองครับ

ส่วนท่านไหนที่ยังไม่ได้ติดตาม หรือ ยังไม่ได้ดูย้อนหลัง กองทุนไหนดีแล้วละก็ ผมจะขอถือโอกาสนี้ เล่าให้ฟังผ่านบทความนี้ไปเลยละกันนะครับ

ในการเลือกกองทุนที่ดีเพื่อลงทุนระยะยาวนั้น นอกจากเราจะดูเรื่องของผลตอบแทน ความเสี่ยง และ ค่าธรรมเนียมแล้ว ประเด็นสำคัญที่จะทำให้เราสามารถลงทุนแล้วได้กองทุนที่ถูกใจ อยู่กันไปแล้วไม่ทุกข์ทน นั่นก็คือ สไตล์การลงทุนของกองทุนที่ชัดเจน มีแบบแผน หรือ investment process ของกองทุนนี่แหละครับ ที่จะบางครั้งจะเป็นตัวบ่งบอกด้วยว่า ผลตอบแทนในอนาคตนั้น มีแนวโน้มจะเป็นอย่างไร และ จากประสบการณ์ของผมนั้น กองทุนที่ทำผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอนั้น ส่วนใหญ่จะมีสไตล์การลงทุนที่ชัดเจน และมีกระบวนการเลือกสินทรัพย์ที่ดีครับ

นอกจากนี้ หาก บลจ. ไหนที่มีกระบวนการที่ชัดเจนนั้น จะทำให้ปัญหาที่เกิดจากการย้ายที่ทำงานของผู้จัดการลงทุนที่จะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของกองทุนนั้นลดลงไปครับ เนื่องจากว่า ทาง บลจ. นั้น ๆ จะมีข้อกำหนดในการลงทุนอย่างชัดเจน ไม่ว่าผู้จัดการกองทุนจะมาจากไหน ก็ต้องปรับให้สอดคล้องกับ แนวคิดการลงทุนของกองทุน

รวมถึง ผมมองว่าสไตล์การลงทุนนี้จะเป็นตัวช่วยให้เราลงทุนกับกองทุนแล้วมีความสุขมากขึ้น เพราะว่า ถ้าเราเข้าใจ และเลือกกองทุนที่เหมาะกับเราแล้วละก็ เวลาที่ลงทุนก็จะทำให้เราถือกองทุนได้นานมากขึ้น มั่นใจมากขึ้นไปด้วย

ก่อนหน้านี้ผมมักจะเจอคนที่เลือกกองทุนโดยไม่ทราบว่า กองทุนไปลงทุนกับสินทรัพย์อะไรบ้าง ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สูงขึ้นอย่างมาก ๆ

ยกตัวอย่างเช่น กองทุนหุ้นเล็กที่มักจะให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีกว่ากองทุนหุ้นใหญ่ เนื่องจากว่าแนวโน้มการเติบโตของบริษัท ฯ เล็ก ๆ จะมีโอกาสที่ดีกว่า สูงกว่านั่นเอง แน่นอนว่าความผันผวนของกองทุนหุ้นเล็กก็จะสูงตามไปด้วยครับ เพราะว่าบริษัทเล็ก ๆ ถ้าทำผลกำไรได้ไม่ตามเป้าหมาย หรือเงินปันผลน้อยกว่าที่คิดไว้ก็มีสิทธิ์ที่คนจะเลิกสนใจ ขายหุ้นและลงทุนในบริษัทอื่น ๆ แทน

จึงไม่แปลกที่ความผันผวนของกลุ่มหุ้นเล็กนั้นจะสูงกว่ากองทุนหุ้นที่ไปลงทุนในหุ้นใหญ่ ๆ  ซึ่งหากเราไม่เข้าใจ หวังแต่กำไรแล้วละก็ทนความผันผวนกองทุนไม่ไหว และขายกองทุนไปก่อนเวลาอันควร ซึ่งถ้าระยะยาว ๆ แล้วการลงทุนในกองทุนหุ้นเล็ก แนวโน้มผลตอบแทนจะดีกว่ากองทุนหุ้นใหญ่

โดยปกติทั่วไป การลงทุนในหุ้นเล็กนั้นค่อนข้างมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากหุ้นเล็กหลาย ๆ ตัว พื้นฐานของบริษัท ฯ นั้นดูออกได้ยาก ถ้าหากไม่ได้ทำการบ้านมาอย่างดีจะดูออกยากมาก และมีราคาที่ผันผวนอยู่พอสมควร หากนักลงทุนเองไม่ได้มีความเชี่ยวชาญแล้วละก็ การลงทุนเองอาจจะทำให้มีความผิดพลาดสูง

แต่ถ้านักลงทุนทั่วไปที่ไม่ได้มีเวลาในการติดตามการลงทุนมากนัก ลงทุนในกองทุนหุ้นเล็ก ๆ ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ดี เนื่องจากผู้จัดการกองทุนมีเวลาในการเข้าไปเยี่ยมกิจการ ประเมินมูลค่าหุ้น และ คัดเลือกหุ้นที่ดีด้วยระบบกลั่นกรอง และมีกระบวนการการลงทุนที่ถูกต้อง ก็จะทำให้เราได้หุ้นที่พื้นฐานดี และมีแนวโน้มเติบโตได้ในระยะยาวไปพร้อม ๆ กันครับ

งั้นเรามาดูตัวอย่างกองทุนที่ผมจะนำมาฝากให้กันในวันนี้ นั่นก็คือ กองทุน KTSE-RMF นั่นเองครับ

KTSE-RMF นั้นเป็นกองทุนซีเล็คทีฟ ที่เน้นลงทุนในหุ้นรายตัวโดยหลักการแบบ Bottom-up เป็นหลัก และเน้น หลักทรัพย์ขนาดกลาง และเล็ก ซึ่งในปีนี้ได้รับรางวัลจากนิตยสารการเงินการธนาคาร ประเภทกองทุนยอดเยี่ยมแห่งปี 2559 มาอีกด้วยครับ

แต่ก่อนอื่นต้องบอกก่อนนะครับ ทาง บลจ.กรุงไทย จะมีกองทุนเปิดกรุงไทยซีเลคทีฟ อีกประมาณ 2 กองทุน ซึ่งนั่นก็คือ

กองทุนเปิดกรุงไทย ซีเล็คทีฟ อิควิตี้ฟันด์ ( KTSE ) เป็นกองทุนรวมทั่วไป มีนโยบายจ่ายเงินปันผล  และกองทุนเปิดกรุงไทยซีเล็คทีฟ หุ้นระยะยาว  ( KTSE- LTF)   ซึ่งได้ปิด  IPO   เมื่อวันที่ 21  ธันวาคม 2559   ทราบว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน  โดยมียอดขายกว่า 110  ล้านบาท ในช่วง  IPO   ถือว่าไม่น้อย  หากเทียบกับหลายๆ บลจ.ที่เปิดขายกองทุนประเภท LTF พร้อมๆกันในช่วงเวลานี้

สำหรับ KTSE-RMF นั้นถึงแม้ว่าจะเปิดมาได้ไม่นานเท่าไหร่นัก แต่แนวคิดการลงทุน รวมถึงวิธีการคัดเลือกหุ้นของกองทุนนี้ ได้รับการพิสูจน์มาแล้วครับ ว่าทำผลตอบแทนได้ดี นั่นก็เพราะว่า กองทุนนี้ได้ลงทุนคล้าย ๆ กับกองทุน KTSE ที่เป็นกองทุนที่ออกมาก่อนหน้านี้ครับ

ซึ่งกองทุน KTSE แบบปกติ ที่ไม่ได้เป็นกองทุน LTF/RMF นั้นก็ทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี มีเงินปันผลจ่ายค่อนข้างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าจะผันผวนอยู่บ้าง รวมถึงกองทุน KTSE-RMF ด้วยเช่นกันครับ

ผลการดำเนินงานของกองทุน สิ้นสุด  ณ วันที่ 2  ธันวาคม 2559

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save