สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 19-23 ธันวาคม 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 19-23 ธันวาคม 2559

สวัสดีครับ พบกับคอลัมน์ Weekly Outlook ครั้งที่ 27 และ “อัศวินกองทุน” คนเดิมก็ยังอยู่กับทุกคนเหมือนเช่นเคยครับ สำหรับคราวนี้เราจะมาดูภาพรวมการลงทุนในช่วงวันที่ 19-23 ธันวาคม 2559 กันต่อเลยครับ

ก่อนที่จะดูภาพรวมประจำสัปดาห์ ผม Update ให้ฟังก่อนนะครับว่า หลังจากการที่ Fed มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในไตรมาสสุดท้ายของปีนั้น ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จะเป็นปัจจัยกดดันต่อการส่งออกและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในระยะถัดไป ดังนั้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโอกาสขยายตัวได้ไม่สูงมากนัก ประกอบกับระยะเวลาที่ใช้ในการอนุมัตินโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของ โดนัลด์ ทรัมป์ อีกด้วยครับ เอาล่ะ จับตาดูกันต่อไปดีกว่าครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์
“ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มถูกกดดันจากเงินดอลลาร์แข็งค่า”

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (=)

หลังจากที่ Fed มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาที่ระดับ 0.50-0.75% การแข็งค่าอย่างรวดเร็วของเงินดอลลาร์ในช่วงไตรมาส 4 ปลายปีนี้ จะเป็นปัจจัยกดดันต่อการส่งออกและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในระยะต่อไปอย่างที่ผมได้เล่ามาข้างต้นนี้่ ซึ่งแนวโน้มแบบนี้ผมอยากแนะนำให้คงการลงทุนไว้ก่อนครับ

ตลาดหุ้นยุโรป (+)

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศในช่วงที่ผ่านมาดีกว่าคาดการณ์ และเงินยูโรมีโอกาสอ่อนค่าเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลยังส่งผลบวกต่อกำไรของกลุ่มธนาคาร ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นยุโรปครับ ดังนั้นผมว่า สำหรับสัปดาห์นี้เรามาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนกันในตลาดยุโรปนี้กว่าครับ

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE + / H-SHARE +)

ธนาคารกลางจีนยังมีเครื่องมือทางนโยบายเพียงพอที่จะเพิ่มสภาพคล่องหากจำเป็น ขณะที่การปรับตัวขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเป็นผลดีต่อรายได้หุ้นกลุ่มธนาคาร นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ยังชี้ถึงการเร่งตัวของการบริโภคในประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อไป ดังนั้นจัดไปอย่าให้เสียครับ แนวโน้มดูแล้วดีมีลุ้นครับผม

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (=)

ผมมองว่าค่าเงินเยนเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯได้สะท้อนปัจจัยดังกล่าวไปค่อนข้างมากแล้ว จึงอาจมีแรงขายเพื่อทำกำไรในตลาดหุ้นในช่วงนี้ เนื่องจากปรับขึ้นมากกว่า 17% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา อืมมมม ถ้าเป็นแบบนี้ผมว่าดูท่าทีและคงการลงทุนในญี่ปุ่นไปก่อนดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี (+)

ทางฝั่งเกาหลีกันบ้าง ธนาคารกลางเกาหลีใต้ประกาศคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% ทำให้มีเม็ดเงินไหลออกจากตลาดทุนเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ แนวโน้มการส่งออกของเกาหลีใต้ที่น่าจะสูงขึ้น จากดัชนีภาคการผลิตของประเทศจีนที่สูงกว่าคาด ทำให้ตลาดหุ้นเกาหลียังคงมีความน่าสนใจอยู่ครับ แบบนี้ผมอยากแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในเกาหลีต่อไปเหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ

ตลาดหุ้นไทย (+)

ราคาน้ำมันโลกภายหลังกลุ่มผู้ผลิตนอก OPEC ประกาศปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มเติม เป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในกลุ่มพลังงาน นอกจากนี้มาตรการลดหย่อนภาษีช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายของปีซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มค้าปลีก และเงินลงทุนใน LTF ช่วงโค้งสุดท้ายจะช่วยสนับสนุนการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทย แหม่… ดีขนาดนี้คงไม่ต้องบอกแล้วใช่ไหมครับว่าต้องทำยังไง จัดสิครับ รออะไรอยู่

ตลาดหุ้นอินเดีย (+)

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมมองว่าเศรษฐกิจของอินเดียยังคงมีแนวโน้มขยายตัว ซึ่งดัชนีที่ปรับตัวลงมามากในระดับหนึ่ง ส่งผลให้ตลาดหุ้นอินเดียมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นในแง่ของราคาต่อมูลค่าพื้นฐาน ถ้ามองกันแล้วผมว่ายังไงเรายังเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อไปได้อยู่ครับ

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (-)

“ลดการถือครองเงินสด และหาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น” สั้นๆเหมือนเดิม เพิ่มเติมคงต้องหาเงินสดเพิ่มมาลงทุนมากกว่าคร้าบ

น้ำมัน (+)

คาดว่าความร่วมมือกลุ่ม OPEC และ Non OPEC ที่เกิดขึ้นจะช่วยหนุนให้ราคาน้ำมันค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น รวมทั้งแนวโน้มการเร่งตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะส่งผลให้ความต้องการน้ำมันดิบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น ผมยังคงแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในน้ำมันอยู่นะครับ

ทองคำ (+)

จากการที่ Fed มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้ราคาทองคำได้สะท้อนข่าวร้ายไว้ค่อนข้างสูงแล้ว คาดว่าระยะถัดไปเงินดอลลาร์จะไม่แข็งค่ามาก แบบนี้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนต่อไปได้อีกสักระยะหนึ่งครับ

ตราสารหนี้ไทย (=)

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปีปรับตัวลงตามทิศทางตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แต่เรายังคงเลือกใช้ตราสารหนี้ในการกระจายความเสี่ยงเหมือนเช่นเคยครับ ดังนั้นคงสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ไว้บ้างนะครับ

สรุปสำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์นี้ โดยรวมๆแล้วการปรับอัตราดอกเบี้ยของ FED นั้นมีผลกระทบต่อหลายฝั่งหลายฝ่าย แต่ผมว่ายังมีหลายๆตลาดในเอเชียที่สามารถไปต่อกันได้อยู่ครับ (อ้อ รวมตลาดยุโรปที่ฟืนตัวด้วยนะครับ)

คำแนะนำคงไม่ต่างจากเดิมเท่าไรครับว่า อยากให้ลองมองดูดีๆครับว่าตลาดไหนที่เหมาะกับเรา เรามีความสามารถในการติดตามและเข้าใจแนวโน้มการลงทุน รวมถึงอย่าลืมเรื่องการวางแผนการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้อย่างไรเพื่อให้ผลตอบแทนสูงที่สุดครับ

[Preview] คอนโดศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39 ที่สุดของความคุ้มค่าบนทำเลทองย่านสุขุมวิท

โครงการไฮไลท์บนที่ดินแปลงใหญ่ย่านสุขุมวิทตอนกลางมูลค่าสูงสุดกว่า 10,000 ล้านบาทของศุภาลัยกำลังจะเปิดตัวแล้วนะครับ ใช้แบรนด์ระดับท้อปสุดเลยมีชื่อว่า ‘ศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39’ ด้วยราคาเริ่มต้นกระชากใจเพียง 115,000 บาทนิดๆต่อตรม. และราคาเฉลี่ยทั้งโครงการราว 130,000 บาทต่อตรม. โดยมีกำหนดเปิดพรีเซลล์ที่ศูนย์การค้า The Emporium ระหว่างวันที่ 18-23 ม.ค. 60

‘สุขุมวิท 39’ เป็นย่านที่ดินราคาแพงมากและหาที่ดินมาพัฒนาโครงการได้ยาก เพราะต้นซอยฝั่งถนนสุขุมวิทเป็นแหล่งช้อปปิ้งหรูชั้นนำระดับประเทศมีชื่อว่า EM District ประกอบด้วยศูนย์การค้า Emporium และ Emquartier ด้านหน้าศูนย์การค้ามีรถไฟฟ้า BTS สถานีพร้อมพงษ์คอยให้บริการอีกด้วย ส่วนกลางถึงปลายซอยฝั่งถนนเพชรบุรีมีซุปเปอร์มาร์เก็ต UFM Fuji, คอมมูนิตี้มอลล์ Taka Town และตลาดปลาสไตล์ญี่ปุ่น Shinsen Fish Market คอยให้บริการชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาพักอาศัยแถวนี้โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีนิสัยชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นชุมชนจนถูกเรียกว่า Japanese Town นอกจากนี้ซอยสุขุมวิท 39 ยังเชื่อมต่อไปออกซอยสุขุมวิท 31 อโศก และทองหล่อได้อีกด้วย

ภาพแผนที่โครงการ

โครงการศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39 ห่างจากปากซอยฝั่งสุขุมวิท 1.8 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากปากซอยฝั่งเพชรบุรี 300 เมตร หากเข้ามาจากทางถนนเพชรบุรีผ่านตึกอิตัลไทยขับขึ้นสะพานข้ามคลองแสนแสบพอลงมาปุ๊บก็เจอทางเข้าโครงการเลยครับเดินทางได้สะดวก โดยการเดินทางด้วยรถยนต์มีทางด่วนอยู่ไม่ไกล เดินทางด้วยรถไฟฟ้าก็ลงสถานีพร้อมพงษ์ เดินทางด้วยเรือด่วนก็ลงท่าเรือหลังตึกอิตัลไทย เดินทางด้วยมอเตอร์ไซด์รับจ้างก็มีวินขนาดใหญ่อยู่แถวท่าเรือ และเดินทางด้วยแท็กซี่ก็เรียกได้เลยที่หน้าโครงการ

โครงการศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39 เกิดจากแนวคิดความทันสมัยของคนเมืองมาผสมผสานกับศิลปะความเรียบง่ายและวิถีธรรมชาติของคนญี่ปุ่น (Modern Oriental Style) โดยวัสดุเน้นไม้เป็นหลักเพื่อสะท้อนถึงความอบอุ่นและกลิ่นอายเอเชียสร้างความรู้สึกเป็นมิตรต่อผู้อยู่อาศัย โครงการมีเนื้อที่ขนาดใหญ่ 10 ไร่เศษ หน้ากว้างติดถนนซอยสุขุมวิท 39 สังเกตเห็นได้ง่าย ตัวโครงการเป็น High Rise อาคารชุดพักอาศัย 4 ตึก แบ่งเป็นอาคารด้านหน้าสูง 25 ชั้นจำนวน 2 ตึก อาคารด้านหลังสูง 35 ชั้นจำนวน 2 ตึก และอาคารจอดรถและสระว่ายน้ำ 1 ตึก มีที่พักอาศัยรวมทั้งสิ้น 1,046 ยูนิต และร้านค้า 8 ยูนิต มีพื้นที่สีเขียวรวมมากกว่า 3 ไร่ ซึ่งหายากมากในทำเลแบบนี้ และมีสวนรองรับเกือบทุกส่วนของโครงการ รวมทั้งมีสวนส่วนตัวสำหรับบางยูนิตอีกด้วย สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางทางโครงการก็จัดมาเต็มที่ ทั้งพื่นที่เอาไว้ผ่อนคล้ายอย่าง Sky lounge และ สระว่ายน้ำ infinity-edge swimming pool & Jacuzzi หรือห้องโปรดสำหรับใครหลายคนอย่าง ห้องฟิตเนส, ห้องซาวน่า, ห้องแอโรบิคและโยคะ หรือแม้แต่พื้นที่สนุกสนานสำหรับเจ้าตัวเล็กของครอบครัวหลายๆคนอย่าง Kids’ room เรียกได้ว่าจัดเต็มจริงๆ

มาดูกันในส่วนของในส่วนของตัวห้องกันบ้าง ตัวห้องนั้นมีพื้นที่ภายในห้องตั้งแต่ 1-4 ห้องนอน (Penthouse) ขนาด 39-355 ตรม. ภายในห้องออกแบบใช้กระจกบานใหญ่รับวิวเต็มที่ทั้งห้องนอนและห้องรับแขก ริมหน้าต่างมีเจาะฝ้าไว้สำหรับรางผ้าม่านเพื่อความสวยงามและแอร์ใช้แบบฝังฝ้าเหมือนโรงแรมในบางยูนิต ราคาอยู่ที่ 4.5 – 53 ล้านบาท ดังนั้นราคาต่อตารางเมตรน่าจะอยู่ในช่วง 115,000 – 150,000 บาทครับ เรียกได้ว่าออกราคามาโดนใจหยิบจับเป็นเจ้าของได้

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ปัจจุบันราคาคอนโดในซอยสุขุมวิท 39 เกิน 200,000 บาทต่อตารางเมตรไปแล้ว แต่ศุภาลัยกล้าเปิดราคาเพียงแสนต้นๆต่อตารางเมตรเองครับ ราคาคุ้มค่ามาก เพราะเค้าชำนาญในการหาที่ดินราคาเหมาะสมและเก่งในการควบคุมต้นทุนการก่อสร้าง ที่สำคัญโครงการยังให้ที่จอดรถ 100% อ่านไม่ผิดครับร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มจัดให้ครบทุกยูนิต! ซึ่งหายากมากที่จะได้ที่จอดรถเยอะขนาดนี้ สำหรับคนที่สนใจลงทุนปล่อยเช่าก็น่าจะได้รับผลตอบแทนดี เพราะย่านนี้โครงการที่เป็น Service Apartment มีคนเช่าเกือบหมดโดยเฉพาะขนาด 1 ห้องนอน ส่วนค่าเช่าก็ประมาณเดือนละ 30,000 บาทขึ้นไปครับ และสำหรับใครที่สนใจ โครงการศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39 เข้าไปลงทะเบียนล่วงหน้าสำหรับ VIP Booking รับสิทธิ์การจองห้องพักยูนิตพิเศษก่อนใคร ได้ที่ www.supalai.com/booking39

[Review] แบบประกันอาคเนย์ – AIS Serenade Promotion

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม Insuranger อีกครั้ง โดยวันนี้ผมอยากจะขอมารีวิวแบบประกันชีวิตจากทาง บริษัท อาคเนย์ ประกันชีวิต  ซึ่งเป็นแบบประกัน “พิเศษ” ที่ได้ร่วมมือกับทาง AIS ในการคืนกำไรให้ลูกค้า Serenade ของทางบริษัท โดยออกแคมเปญมา 3 ตัวด้วยกัน ซึ่งจะซื้อได้ เฉพาะลูกค้าของ AIS ที่เป็น Serenade Member เท่านั้น  โดยผมจะนำแบบประกันทั้ง 3 แบบ มาลองรีวิวให้ดูครับว่า มีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน และมีจุดเด่น-จุดด้อยยังไง เหมาะกับใคร หรือความต้องการแบบไหน เผื่อเป็นแนวทางให้ผู้ที่กำลังสนใจมองหาแบบประกันที่น่าสนใจ และเป็นลูกค้าของ AIS อยู่ครับ

ซึ่งแบบประกันทั้ง 3 แบบนั้นจะประกอบไปด้วย

  • อุ่นใจ ซูเปอร์ เซฟ 10/5 (ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์)
  • อุ่นใจ ซูเปอร เซฟ 10/3 (ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์) และ
  • อุ่นใจ คุ้มครอง 85/5 (ประกันชีวิตแบบบำนาญ)

เอาล่ะ เรามาเริ่มดูกันทีละตัวเลยดีกว่า

อุ่นใจ ซูเปอร์ เซฟ 10/5

เงื่อนไขทำประกัน

  • ทำได้ตั้งแต่อายุ : 1 เดือน – 65 ปี
  • ทุนประกันที่สามารถทำได้ : 20,000 – 5,000,000 บาท

รายละเอียดแบบประกัน

  • ระยะเวลาจ่ายเบี้ย : 5 ปี
  • ระยะเวลาสัญญา : 10 ปี
  • อัตราส่วนทุนประกัน ต่อ เบี้ยประกัน : 1.00 เท่า (ทุนประกัน = เบี้ยประกัน) คงที่เท่ากันทุกเพศและทุกอายุที่ทำประกัน
  • อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย (IRR) : 2.75% ต่อปี
  • เงินคืน (กรณีมีชีวิต)
    – เริ่มต้น 2.75% ของทุนประกัน เมื่อสิ้นปีที่ 1 และเพิ่มขึ้น 2.75% ทุกๆสิ้นปีถัดไป สูงสุด 13.75% เมื่อสิ้นปีที่ 5 จนถึงสิ้นปีที่ 10
    – ครบสัญญา ณ สิ้นปีที่ 10 รับ 500% ของทุนประกัน รวมเงินคืนทั้งหมด 610% ของทุนประกัน
  • ความคุ้มครอง
    – ปีที่ 1 110% ของทุนประกัน
    – ปีที่ 2 220% ของทุนประกัน
    – ปีที่ 3 330% ของทุนประกัน
    – ปีที่ 4 440% ของทุนประกัน
    – ปีที่ 5-10 550% ของทุนประกัน (สรุป คุ้มครองมากกว่าเบี้ยที่จ่ายไป 10% ในแต่ละปี)

ตัวอย่างตารางผลประโยชน์ของ เพศ ชาย อายุ 30 ปี เลือกทุนประกัน 50,000 บาท

อุ่นใจ ซูเปอร์ เซฟ 10/3

เงื่อนไขทำประกัน

  • ทำได้ตั้งแต่อายุ : 1 เดือน – 65 ปี
  • ทุนประกันที่สามารถทำได้ : 20,000 – 5,000,000 บาท

รายละเอียดแบบประกัน

  • ระยะเวลาจ่ายเบี้ย : 3 ปี
  • ระยะเวลาสัญญา : 10 ปี
  • อัตราส่วนทุนประกัน ต่อ เบี้ยประกัน : 1.00 เท่า (ทุนประกัน = เบี้ยประกัน) คงที่เท่ากันทุกเพศและทุกอายุที่ทำประกัน
  • อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย (IRR) : 2.50% ต่อปี
  • เงินคืน (กรณีมีชีวิต)
    – เริ่มต้น 2.50% ของทุนประกัน เมื่อสิ้นปีที่ 1 และเพิ่มขึ้น 2.50% ทุกๆสิ้นปีถัดไป สูงสุด 7.50% เมื่อสิ้นปีที่ 3 จนถึงสิ้นปีที่ 10
    – ครบสัญญา ณ สิ้นปีที่ 10 รับ 300% ของทุนประกัน รวมเงินคืนทั้งหมด 367.50% ของทุนประกัน
  • ความคุ้มครอง
    – ปีที่ 1 110% ของทุนประกัน
    – ปีที่ 2 220% ของทุนประกัน
    – ปีที่ 3-10 330% ของทุนประกัน (สรุป คุ้มครองมากกว่าเบี้ยที่จ่ายไป 10% ในแต่ละปี)

ตัวอย่างตารางผลประโยชน์ของ เพศ ชาย อายุ 30 ปี เลือกทุนประกัน 50,000 บาท

อุ่นใจ คุ้มครอง 85/5

เงื่อนไขทำประกัน

  • ทำได้ตั้งแต่อายุ : 30-50 ปี
  • ทุนประกันที่สามารถทำได้ : 50,000 – 5,000,000 บาท

รายละเอียดแบบประกัน

  • ระยะเวลาจ่ายเบี้ย : 5 ปี
  • ระยะเวลาสัญญา : จนถึงอายุ 85 ปี
  • อัตราส่วนทุนประกัน ต่อ เบี้ยประกัน : 1.60 – 2.52 เท่า ขึ้นอยู่กับอายุที่เริ่มทำ (ยิ่งอายุมาก ยิ่งจำนวนเท่าน้อย)
  • อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย (IRR) : 2.32 – 2.36% ต่อปี ขึ้นอยู่กับอายุที่เริ่มทำ
  • เงินคืน (กรณีมีชีวิต)
    – รับเงินบำนาญ 15% ของทุนประกัน ตั้งแต่อายุครบ 55 – 85 ปี รวม 31 งวด
  • ความคุ้มครอง
    ก่อนรับเงินบำนาญ
    – 230% ของทุนประกัน สำหรับช่วงอายุ 30 – 35 ปี
    – 280% ของทุนประกัน สำหรับช่วงอายุ 36 – 45 ปี
    – 330% ของทุนประกัน สำหรับช่วงอายุ 46 – 55 ปี
    หลังรับเงินบำนาญ
    ให้เลือกระหว่าง
    1) ให้ผู้รับผลประโยชน์ รับเงินเอาประกันเป็นรายงวด แต่ละงวดเท่ากับ 15% ของทุนประกัน (เหมือนที่ผู้เอาประกันรับบำนาญปกติ) จนกว่าจะครบ 15 งวด หรือ
    2) ให้ผู้รับผลประโยชน์ รับเงินเอาประกันเป็นก้อนเดียว โดยจะมีมูลค่าเท่ากับ มูลค่าปัจจุบันของเงินบำนาญที่ยังไม่ได้รับจนครบ 15 ปี (อัตราดอกเบี้ยสำหรับการคิดมูลค่าปัจจุบัน ให้ดูที่บริษัทประกันแจ้งไว้)

ตัวอย่างตารางผลประโยชน์ของ เพศ ชาย อายุ 30 ปี เลือกทุนประกัน 120,000 บาท กรณีเลือกรับผลประโยชน์กรณีเสียชีวิตแบบเป็นเงินงวด

สรุป

แบบประกัน อุ่นใจ ซูเปอร์ เซฟ 10/5 และ อุ่นใจ ซูเปอร์ เซฟ 10/3

  • ถือเป็นแบบประกันแบบสะสมทรัพย์ ระยะสั้น-กลาง ที่มีสัญญา 10 ปี เหมือนกัน จึงสามารถลดหย่อนภาษีในโควต้าประกันชีวิตทั่วไปไม่เกิน 100,000 บาทแรกได้ทั้งคู่
  • ทั้ง 2 แบบ มีความคุ้มครองสูงกว่าเบี้ยรวมที่จ่าย 10% ในแต่ละปี ซึ่งถือว่าไม่สูงมาก จึงเหมาะกับจุดประสงค์ทำเพื่อออมเงิน มากกว่าจะทำเพื่อเน้นคุ้มครองชีวิต
  • จุดเด่นคือ อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย (IRR) ของ อุ่นใจ ซูเปอร์ เซฟ 10/5 คือ 2.75% และอุ่นใจ ซูเปอร์ เซฟ 10/3 คือ 2.50% ซึ่งสูงกว่าแบบประกันสะสมทรัพย์ระยะสัญญา 10 ปี อื่นๆทั่วไปในตลาด
  • จุดต่างของทั้ง 2 แบบคือ แค่เรื่องของ IRR และระยะเวลาจ่ายเบี้ย ใครต้องการ IRR ตัวที่สูงกว่า ก็เลือก 10/5 (แต่จ่ายเบี้ยนานกว่า 2 ปี) ส่วนใครต้องการจ่ายเบี้ยสั้นกว่า ก็เลือก 10/3 (แต่ได้ IRR ต่ำกว่าเล็กน้อย)

แบบประกัน อุ่นใจ คุ้มครอง 85/5

  • จุดเด่นคือ จ่ายเบี้ยสั้นกว่าแบบประกันบำนาญทั่วไปในตลาด เนื่องจากจ่ายแค่ 5 ปี (แบบบำนาญทั่วไปมักจะให้จ่ายเบี้ยจนถึงอายุครบ 1 ปีก่อนเกษียณ) แต่ถ้าเทียบว่าต้องการได้เงินบำนาญต่อปีเท่ากับแบบประกันบำนาญทั่วไปที่จ่ายเบี้ยจนถึงอายุครบ 1 ปีก่อนเกษียณ ก็จะต้องจ่ายเบี้ยต่อปีสูงกว่า (เพราะระยะเวลาจ่ายเบี้ยสั้นกว่ามาก หากเริ่มทำตอนอายุน้อยๆ)
  • อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย (IRR) อยู่ที่ 2.32-2.36% ต่อปี ซึ่งพอๆกับแบบประกันบำนาญอื่นๆทั่วไปในตลาด
  • เป็นแบบประกันแบบบำนาญ ดังนั้น จึงเหมาะกับวัตถุประสงค์ทำเพื่อ วางแผนเตรียมเงินเกษียณส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนที่ต้องการความแน่นอน ปลอดความเสี่ยง สำหรับคนที่ตั้งใจว่าจะเกษียณตอนอายุ 55 ปี รวมทั้งได้ผลประโยชน์ลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมในส่วนของประกันชีวิตแบบบำนาญ ไม่เกิน 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษีทั้งปี สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท อีกด้วย 

นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นบัตรกำนัล สำหรับเบี้ยประกันในแต่ละช่วงด้วย รายละเอียด ตามนี้

[Review] ก้าวถัดไปของกองทุน SCBLTT

สวัสดีครับ นักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน วันนี้ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักกับกองทุน LTF กองทุนนึงที่ ผมคิดว่าน่าสนใจในแง่ของแนวคิด และกระบวนการการลงทุนครับ แต่ก่อนจะไปรู้จักกองทุนนี้ เรามาดูกันก่อนดีกว่าครับ ว่าทำไมแนวคิด และกระบวนการการลงทุนของกองทุนจึงสำคัญ

แน่นอนว่าการลงทุนกับกองทุนรวมนั้น ถ้าจะให้ดีเราคงต้องเลือกกองทุนที่ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และความผันผวนไม่สูงมากนัก หรือ ไม่สูงจนเรารับไม่ได้ ที่เราต้องดูเรื่องของผลตอบแทนเป็นหลัก ก็เพราะว่ามีหลายงานวิจัยที่บ่งบอกว่า กองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีในระยะยาว ๆ เช่น 3ปี และ 5 ปี นั้นส่วนใหญ่ก็มักจะให้ผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่องไปอีกหลายปี เรามักจะได้ยินหลาย ๆ คนชอบนำไปเปรียบเทียบเสมอ ๆ ว่ากองทุนคล้าย ๆ กับ ถ้าเป็นเด็กที่เรียนดี แล้ว ส่วนใหญ่ก็จะเรียนดีอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง

แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ และระยะหลังที่ผมพบเจอมากขึ้นก็คือ ถ้ากองทุนไหนมีแนวทางการลงทุนที่ชัดเจน และ เป็นแนวทางที่เฉพาะตัวของ บลจ. นั้น ๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะทำให้การบริหารกองทุนดูน่าเชื่อถือ และส่งผลไปยัง ผลตอบแทนที่ดีมากขึ้นครับ

หลาย ๆ ท่านคงถามว่า แนวคิด และ แนวทางการลงทุนนั้น คืออะไร และเป็นอย่างไรกันแน่ ตามมาครับ ผมจะเล่าให้ฟัง

แนวคิดการลงทุน และ กระบวนการการลงทุนั้น ได้แก่ วิธีการคัดเลือกหุ้น แนวทางการเลือกกลุ่มหุ้นที่จะลงทุน การที่กองทุนกำหนดนโยบายต่าง ๆ ของกองทุนว่าจะเลือกหุ้นขนาดไหน หรือว่า เน้นการเลือกหุ้นประเภทไหน อุตสาหกรรมไหน สไตล์การปรับสัดส่วนหุ้นในพอร์ต วิธีการจำกัดความเสี่ยงของกองทุนว่าเมื่อไหร่จะขายหุ้นที่ไม่ดีออก รวมถึงการบริหารพอร์ตในภาพรวมว่า หุ้นที่เลือกมานั้น จะลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์ และจะเพิ่มสัดส่วนเมื่อไหร่ รวมถึง การเลือกหุ้นแบบ Bottom up ที่เน้นหุ้นจากพื้นฐานของกิจการจริง ๆ หรือว่า เลือกหุ้นแบบ Top-Down ที่เน้นเลือกหุ้นตามเศรษฐกิจโดยรวมก่อนแล้วค่อยมาดูหุ้นที่เหมาะสมในการลงทุนครับ

เช่น กองทุนที่เลือกหุ้นขนาดเล็กขนาดกลาง ส่วนใหญ่ก็จะมีแนวโน้มของผลตอบแทนที่สูงกว่า กองทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ แต่ความผันผวนของหุ้นเล็ก ก็จะสูงกว่าไปด้วย หรือการที่กองทุนมีการปรับหุ้นบ่อยครั้ง อาจจะทำให้มีผลกระทบต่อค่าธรรมเนียมของกองทุนที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น หรือ บางครั้งกองทุนที่ถือเงินสดเยอะ ดูเหมือนกับว่าจะให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่ากองทุนที่มีหุ้นในสัดส่วนที่สูงกว่า แต่ถ้าหุ้นปรับตัวลดลงมาเยอะกองทุนที่ถือเงินสดอยู่มากกว่าก็จะได้เปรียบทันที

ทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมานั้น ถือว่าเป็น ศาสตร์ และ ศิลป์ ของการบริหารกองทุนทั้งสิ้นครับ และผมเชื่อว่า ถ้า บลจ. ไหน มีกระบวนการที่แน่ชัดแล้วละก็ จะทำให้นักลงทุนติดตามผลงานได้ง่าย เข้าใจการลงทุนในกองทุนได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญ มีผลต่อผลตอบแทนอย่างมาก

หลาย ๆ ครั้ง ผมเองก็เคยเห็นกองทุนที่ทำผลงานได้กลาง ๆ หรือบางอยู่ท้าย ๆ ตารางของการจัดอันดับกองทุน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะบริหารงานแบบปรับสัดส่วนให้ใกล้เคียงกับสัดส่วนหุ้นที่อยู่ในตลาดหุ้น และมีการเพิ่มหุ้นบางตัว หรือ บางกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจะ Outperform มากว่าตลาดเข้าไปหน่อย เพื่อเอาชนะผลตอบแทนจากการลงทุนของตลาดหุ้นได้ จึงทำให้กองทุนเหล่านี้ มีภาพการลงทุนที่ไม่ค่อยชัดเจน และผลตอบแทนก็จะอยู่กลาง ๆ นั่นเอง

เมื่อไม่นานมานี้เอง ผมก็เริ่มเห็นหลาย ๆ บลจ. หลาย ๆ กองทุนได้มีการปรับตัวมากขึ้น กำหนดนโยบายที่ชัดเจน มีความแตกต่างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกหุ้นเล็กที่มีการเติบโตสูง หรือว่า เลือกหุ้นผันผวนต่ำเข้ามาในพอร์ตมากขึ้น หรือว่าเน้น ธีม การลงทุนที่มองว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต กองทุนแบบ Smart Beta ที่เป็นแบบ ผสมระหว่าง Active + Passive ที่ดูแล้วน่าสนใจมากขึ้น

ที่สำคัญคือ เมื่อกองทุนเหล่านี้มีการปรับพอร์ต หรือแนวการลงทุนที่ชัดเจนนั้น ผลตอบแทนกับดูดีขึ้น บางกองทุนเองก็ปรับตัวจากท้าย หรือ กลางตาราง มีอันดับที่ดีขึ้น หรือว่าบางกองทุนก็ขึ้นไปเป็นอันดับ Top เลยก็มีเช่นกันครับ

เห็นไหมครับว่า กระบวนการลงทุน และแนวคิดการลงทุนที่แตกต่างกันนั้น มีผลต่อการลงทุนอย่างมาก

คราวนี้เรามาดูถึงกองทุนที่น่าสนใจกันวันนี้ครับ เพราะว่าผมเองก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้จัดการกองทุนของกองทุนนี้เหมือนกัน และกองทุนนี้เองก็มีการปรับกลยุทธ์การลงทุนที่ชัดเจนมากขึ้น และมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย จึงนำมาพูดคุยกันในวันนี้ครับ นั่นก็คือ กองทุน SCBLTT นั่นเองครับ

กองทุน SCBLTT มีรายละเอียดดังนี้ครับ

เป็นกองทุนรวมประเภท LTF ที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ และเป็นกองทุนที่มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลครับ ส่วนกลยุทธ์การลงทุนที่เขียนไว้ในหนังสือชี้ชวนคือ เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม

ซึ่งจะเน้นการลงทุนในหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานดี มั่นคง และ/หรือ มีแนวโน้มในการเจริญเติบโตสูง ส่วนที่เหลือจะลงทุนในหลักทรัพย์และทรัพย์สินอื่น หรืออาจจะมีการลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น ตราสารแห่งหนี้ และ/หรือเงินฝาก และ/หรือตราสารการเงินอื่น ๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสมของแต่ละช่วงเวลาครับ

ดู ๆ แล้วก็น่าจะเหมือนกับกองทุนหุ้นทั่ว ๆ ไปใช่ไหมละครับ แต่ผมขอแอบกระซิบว่า กองทุนนี้กำลังมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง เช่น จำนวนนักวิเคราะห์ที่เพิ่มมากขึ้น สไตล์การลงทุนที่ชัดเจน และกระบวนการเลือกหุ้นที่น่าสนใจ เอาละผมอธิบายแค่นี้คงไม่เห็นภาพกัน เรามาดูในรายละเอียดกันนะครับ

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 10-21 เมษายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 10-21 เมษายน 2560

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันเหมือนเคยกับผม “อัศวินกองทุน” และ Weekly Outlook ในตอนที่ 10 ตอนนี้จะลากยาวไปถึง 11 วันต้อนรับเทศกาลสงกรานต์แบบหยุดยาวกันเลยทีเดียว สำหรับตอนนี้ เรามาดูกันดีกว่าครับว่ามีการลงทุนอะไรน่าสนใจในช่วงนี้กันบ้าง

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ภาพรวมของตลาด

ช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเล็กน้อย เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยหนุนใหม่เข้ามาในตลาด และนักลงทุนยังคงรอผลของการประชุมระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้นำจีนอยู่ครับ แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นจีนกลุ่ม A-Share ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น น่าจะมีสาเหตุมาจากข่าวดีเรื่องการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ The Xiongan New Area ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนต่อการลงทุนในประเทศจีนครับ

ส่วนทางฝั่งตลาดญี่ปุ่นปรับตัวลดลง ผมมองว่ามาจากค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นจากความกังวลของเหตุการณ์ระเบิดในประเทศรัสเซียและความตึงเครียดของสงครามในซีเรียที่เกิดขึ้นครับ ยังไงต้องจับตาดูกันต่อไป

มาดูทางฝั่งตลาดหุ้นไทยกันบ้าง ยังคงปรับตัวดีขึ้นสอดคล้องกับทิศทางราคาน้ำมัน ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้รัฐบาลไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติครับ

ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกก็ไม่ยอมน้อยหน้า เพราะราคาน้ำมันและราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากที่มีความตึงเครียดของสงครามในซีเรีย โดยสหรัฐฯ มีการยิงจรวดตอบโต้ซีเรีย หลังจากที่มีข่าวว่ากองทัพของรัฐบาลซีเรียเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการใช้อาวุธทางเคมีอยู่ ใครที่ลงทุนในกลุ่มนี้ ผมว่าเรื่องนี้คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปครับ

เอาล่ะครับ หลังดูจากภาพรวมมาชุดใหญ่ เรามาดูกลยุทธ์ในการลงทุนสำหรับช่วงเวลานี้กันต่อเลยดีกว่าครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นไทย ผมยังคงแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมในตลาดหุ้นไทยไปเรื่อย ๆ ครับ เนื่องจากมองว่าตลาดหุ้นยังคงมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว และการเข้าซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปียังอยู่ในระดับต่ำอยู่ ประกอบกับราคาน้ำมันเริ่มมีเสถียรภาพ ทำให้ความเสี่ยงทางด้านลบของตลาดหุ้นมีจำกัด จัดกันต่อไปอีกสักระยะนะครับผม
  • ตลาดหุ้นยุโรป ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรปก็สะสมต่อเนื่องจากอาทิตย์ก่อนไปเรื่อย ๆ ได้เช่นกันครับ เพราะหลังจากสหราชอาณาจักรประกาศใช้ Article 50 ทำให้ความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นลดลงตามความแน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ คาดการณ์ว่านักวิเคราะห์จะปรับเพิ่มผลประกอบการบริษัทฯ จากอัตราดอกเบี้ยยุโรปที่ค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นอีกด้วยครับ รอลุ้นกันครับ ฮึบ ๆ ๆ
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สัปดาห์นี้อยากให้กลับมาทยอยสะสมในหุ้นสหรัฐฯ ได้แล้วครับ หลังจากเศรษฐกิจและรายได้บริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มขยายตัวดี สนับสนุนโดยการจ้างงานที่อยู่ในระดับสูงและค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ดูแล้วน่าจะมีโอกาสไปต่อครับ
  • ตลาดหุ้นจีน แนะนำให้สะสมหุ้นจีนทั้ง A-Share และ H-Share เนื่องมาจากการที่รัฐบาลจีนประกาศจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเซียงอาน โดยคาดว่าจะทำให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ สนับสนุนการเร่งตัวของดัชนีราคาผู้ผลิตและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ผมแนะนำให้ทยอยสะสมตลาดหุ้นไทย จีนเป็นหลักครับ ส่วนใครที่ชอบตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว ขอให้เน้นหนักไปที่หุ้นยุโรปและสหรัฐฯ ครับผม ส่วนตลาดอื่น ๆ ให้ชะลอตัวดูท่าทีกันก่อนครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงจากความกังวลต่อนักลงทุนต่อความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และซีเรีย การก่อการร้ายในรัสเซีย และท่าทีแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ต่อการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ
  • พันธบัตรรัฐบาลไทย อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงตามความผ่อนคลายของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ผมยังแนะนำให้คงอายุการลงทุนของพอร์ตการลงทุนและเลี่ยงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของไทยอยู่นะครับ เนื่องจากถูกซื้อสะสมสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติเป็นจำนวนมากตั้งแต่ต้นปี

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

แนะนำให้คงอายุการลงทุนของพอร์ตการลงทุนไว้ก่อนครับ และเลี่ยงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของไทย เพราะอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ กลับมาอีกครั้งแล้วครับ จังหวะนี้อยากแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดหุ้นขาลงจากความตึงเครียดทางการเมืองและการก่อการร้ายทั่วโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นครับ
  • น้ำมัน ยังคงแนะนำให้ทยอยซื้อสะสมน้ำมัน จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเร่งตัวทำให้ความต้องการน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายประเทศสนับสนุนให้ยืดระยะเวลาในการลดกำลังการผลิตลง

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

สะสมทั้งทองคำ และน้ำมัน จะได้อยู่ด้วยกันไม่เหงาครับผม

สำหรับภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้ จะเน้นหนักไปที่ตลาดไม่กี่แห่งครับ นั่นคือ ไทย จีน สหรัฐฯ และยุโรป ส่วนตลาดอื่น ๆ แนะนำให้ชะลอการลงทุนดูท่าทีกันไปก่อนครับ ส่วนพันธบัตรรัฐบาลก็ยังคงอายุเหมือนเช่นเคยครับผม ทางด้านทองกับน้ำมันก็จัดกันเป็นแพ็คคู่ต่อไปครับ

อย่างไรก็ตาม ผมอยากแนะนำให้เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้นนะครับ แต่ผมก็ยังมองในแง่ดีอยู่ครับว่าตอนนี้ปัจจัยด้านลบของตลาดหุ้นในภาพรวมค่อนข้างจำกัด เนื่องจากภาพเศรษฐกิจในประเทศขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และจีน ยังปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัว โอกาสยังคงมีอยู่ครับ ขอเพียงแค่เราเฝ้ารอ ฮ่า ๆ อ้อ อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดด้วยนะครับ ช่วงนี้สถานการณ์ของโลกค่อนข้างไม่ดีสักเท่าไร ยังไงเตรียมพร้อมรับมือกันไว้ด้วยนะครับผม

ก่อนจากกัน ย้ำเหมือนเช่นเคยครับว่า อย่าลืมใส่ใจการจัดพอร์ทลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมกับกลยุทธ์และเป้าหมายการลงทุนของเรา เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุดและสบายใจที่สุดครับ

สัปดาห์นี้หายไปยาวหน่อย ขอให้ทุกคนเที่ยวให้สนุกกับวันหยุดและใช้เวลาพักผ่อนกันอย่างมีความสุขนะครับ แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า วันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีคร้าบบบบ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่  6 เม.ย. 2560  ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใด ๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงินและทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

อ่านบทความย้อนหลัง : สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 3-7 เมษายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

ประกันอุบัติเหตุแบบไหน เหมาะสำหรับคนชอบลุย

สำหรับหลายๆคน ในช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนจากการทำงานหนักๆ ด้วยการ “ไปเที่ยว”ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวกันในประเทศ หรือต่างประเทศ (สังเกตุได้จากหน้าเฟสบุ๊คผม มีแต่คนชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น  555) หรือสำหรับบางคนที่ได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวที่ต่างจังหวัด พูดในภาพรวมก็คือ  ช่วงเทศกาลวันหยุดต่างๆ เป็นช่วงเวลาที่พวกเรามีการเดินทาง และทำกิจกรรมกันเยอะมาก

พูดถึงเรื่องการเดินทางแล้ว คงหนีไม่พ้นการใช้ยานพาหนะ ซึ่งถ้านับที่นิยมใช้กันในปัจจุบันนี้ ผมเห็นว่ามีอยู่ประมาณ 3 อย่างที่เรามักจะใช้ขับขี่กัน นั่นก็คือ :

  • รถยนต์ : ลำพังการขับรถขับราอยู่ในเมืองใหญ่อย่างในกรุงเทพเนี่ย ขนาดส่วนใหญ่ไม่ได้ขับกันเต็มที่เท่าไหร่ (เพราะรถติดหนัก 555) แต่ก็ยังมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอยู่ประปราย ดังนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการขับรถระหว่างจังหวัดในช่วงเทศกาลเลยครับ เพราะใครที่เคยขับจะรู้ว่า เวลาขับกันบนถนนทางหลวงโล่งๆนี่ ขับกันเร็วแค่ไหน แถมยังต้องเจอกับรถใหญ่ๆ อย่างพวกรถบรรทุก (ที่ขับกันได้น่ากลัวมาก) กันเป็นระยะอีกต่างหาก
  • มอเตอร์ไซค์ : หลายคนชอบ เพราะความเร็ว ความคล่องตัว แต่ก็อย่าลืมว่า มอเตอร์ไซค์มันคือ “เนื้อหุ้มเหล็ก” เกิดอะไรขึ้นมา เราก็เจ็บหนักได้ไม่แพ้รถเลยนะครับ ยิ่งสมัยนี้ คงยิ่งชอบขี่ “บิ๊กไบค์” กันอยู่ด้วย ยิ่งอยากซิ่ง ก็ยิ่งเสี่ยงกันเข้าไปใหญ่
  • จักรยาน : เทรนการขับขี่ที่เคยมาแรงช่วงก่อนหน้านี้ หลายคนชอบ เพราะประหยัดน้ำมัน แถมได้ออกกำลังกาย ยิ่งขี่กันไปเป็นก๊วนข้ามจังหวัดกันยิ่งสนุก ถึงจะปลอดภัยกว่ารถและมอเตอร์ไซค์ เพราะเราขับเร็วไม่ได้ และถึงชนใครก็ไม่ถึงกับเสียหายมาก แต่ที่น่ากลัวก็คือคนอื่นที่ขับรถหรือมอเตอร์ไซค์นี่แหละครับ ที่จะมาชนเราได้

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่าเราจะขับขี่อะไร ระมัดระวังกันแค่ไหนแล้วก็ตาม ก็ยังไว้ใจไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถไปควบคุมความไม่ประมาทของคนอื่นได้เลย

พ้นจากเรื่องการเดินทาง ก็ยังมีเรื่องของกิจกรรมต่างๆสารพัด ที่เราอาจจะได้สรรหามาเล่นกันเพื่อความบันเทิงเริงใจ ในช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนแบบนี้ ตั้งแต่เรื่องของการเล่นกีฬาอย่างฟุตบอล หรือบาสเก็ตบอล ไปจนถึงอีกหลายๆกิจกรรมซึ่งก็เอ็กซตรีมกันไม่ใช่น้อยไม่ว่าจะเป็นบีบีกัน, โดดร่ม, บันจี้จัมป์, ดำน้ำ, ปีนเขา ฯลฯ ไอ้มันส์ มันก็มันส์อยู่หรอกครับ แต่ถ้าเกิดเจ็บตัวขึ้นมาที ก็หนักเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แข้งขาแตก กระดูกแขนหักกันได้ง่ายๆ (อย่างผมนี่ ชอบเตะฟุตบอลมากเลย ใครจะคิดว่าอยู่มาวันหนึ่ง เล่นๆอยู่เข่าบิดขึ้นมาง่ายๆระหว่างเล่นซะยังงั้น ไปตรวจพบว่าเอ็นไขว้หน้าฉีก แถมหมอนรองกระดูกขาด ต้องผ่าตัด ทำกายภาพกันยกใหญ่ จนแทบจะกลับมาเล่นเหมือนเดิมไม่ได้อีกเลย)

เห็นแบบนี้แล้วก็น่ากลัวว่า แทบจะทุกกิจกรรมที่เราทำกัน ยิ่งมีกิจกรรมให้ทำมาก เดินทางก็มาก การใช้รถใช้ถนนก็มาก ทำกิจกรรมก็อยากทำ เที่ยวก็อยากไปเที่ยว เดินทางก็เลี่ยงไม่ได้ จะทำยังไงให้เราเล่นกันได้เต็มที่ เดินทางท่องเที่ยวกันได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องของอุบัติเหตุหรือความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้ได้?

ถึงแม้เราจะไม่สามารถการันตีได้ว่า จะไม่มีทางเกิด อุบัติเหตุ กับเรา ทำให้เราไม่ต้องเจ็บตัวได้ อย่างแน่นอน (แม้เราจะมีสติ หรือระมัดระวังเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม) แต่อย่างน้อย สิ่งหนึ่งที่เราอาจจะสามารถหมดห่วงได้ก็คือ “ค่ารักษาพยาบาล” หรือความเสียหายที่เกิดขึ้น จะได้รับการชดเชยให้เราได้ ถ้าเราป้องกันความเสี่ยงเหล่านี้ไว้ด้วยการทำประกัน ไม่ว่าจะประกันสุขภาพ หรืออย่างน้อยที่สุดคือ ประกันอุบัติเหตุ ด้วยการจ่ายเงินเพียงนิดเดียว แลกกับการให้บริษัทประกันมารับความเสี่ยงเรื่องค่ารักษาพยาบาล หรือเงินค่าชดเชยที่อาจจะมากมาย จากการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ แทนเรานั่นเอง

ซึ่งก็ถือว่าเป็นความโชคดีในความโชคร้ายของผม ที่ก่อนเกิดอุบัติเหตุเรื่องเข่าบิด ผมได้ทำประกันอุบัติเหตุเอาไว้ก่อนแล้ว ด้วยวงเงินค่ารักษาประมาณ 100,000 บาท ทำให้ค่าใช้จ่ายเรื่องการผ่าตัด และรักษาพยาบาลในคราวนั้น ผมไม่ต้องจ่ายเงินเลยแม้แต่บาทเดียว (วงเงินค่ารักษา ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด บริษัทประกันเลยจ่ายให้ทั้งหมดเลย)

แล้วประกันอุบัติเหตุที่ดี ควรเป็นยังไง?

จากความรู้และประสบการณ์การซื้อประกันของผม ถ้าเราอยากซื้อประกันอุบัติเหตุ เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ (หลายอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้) ด้วยการชดเชยค่าเสียหายให้นั้น สิ่งที่เราควรจะต้องคำนึงก็คือ :

  • วงเงินคุ้มครอง หรือเงินชดเชย ต้องสูง เมื่อเทียบกับเบี้ยที่จ่าย เพื่อความคุ้มค่าของการป้องกัน
  • ค่าเบี้ยประกันไม่ควรสูงมาก เพื่อไม่ให้เป็นภาระในการจ่ายเบี้ยที่หนักเกินไป (ไม่ควรเกินหลักพันต่อปี)
  • ควรจะคุ้มครอง (จ่ายเงินชดเชย) หลายๆกรณี หลักๆก็เช่น เสียชีวิต, เสียอวัยวะ, ทุพพลภาพ, ค่ารักษาพยาบาล
  • ควรครอบคลุมกรณีอุบัติเหตุจากทุกสาเหตุ ไม่ว่าจะทั้งกรณีที่เป็นคนขับ หรือผู้โดยสาร (กรณีเดินทาง) ตั้งแต่การบาดเจ็บเล็กน้อยทั่วไป (เช่น มีดบาด) ไปจนถึงจากสาเหตุที่เสี่ยงมากๆ เช่น จากกิจกรรมผาดโผน หรือกีฬาเอ็กซตรีม ก็ควรจะต้องครอบคลุม (ไม่เลือกครอบคลุมเฉพาะกิจกรรมที่ไม่เสี่ยง) ยกเว้นเกิดจากสาเหตุเพราะตัวเอง เช่น ไปก่อเรื่องทะเลาะวิวาทเอง หรือเพราะมึนเมา จากการดื่ม
  • ควรจะต้องทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน ไม่ต้องรอพิจารณานาน

ซึ่งประกันอุบัติเหตุตัวหนึ่งที่ผมพิจารณาแล้วว่า เข้าเกณฑ์ตามที่ผมว่ามาก็คือ ประกันอุบัติเหตุ “Super PA” ของบริษัท FWD ประกันชีวิต เพราะมีจุดเด่นๆอยู่ที่

  • คุ้มครองอุบัติเหตุที่เกิดจากทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นคนขับ หรือคนซ้อน (มอเตอร์ไซค์) และไม่ว่าจะเกิดจากกิจกรรมที่หนักหรือเบาก็ตาม (เล่นสกี หรือปีนเขาแล้วเกิดบาดเ

ผ่า 5 กองทุน LTF ภาค 1

ช่วงนี้มีคนเข้ามาถามเรื่องกองทุนหุ้นกับผมอยู่บ่อย ๆ รวมถึงกองทุน LTF และ RMF ด้วย

ดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงกองทุน LTF กันก่อนนะครับ

ผมคงไม่ลงลึกถึงเรื่องเงื่อนไขของ LTF มากนักนะครับ เนื่องจากผมคิดว่าจะเขียนบทความแยกถึง LTF และ RMF อยู่แล้วครับ

แต่ก็ขอบอกเงื่อนไขเล็กน้อย กับ ความหมายของ LTF เพื่อที่มือใหม่บางท่านจะได้อ่านแล้วไม่สับสนกันครับ

กองทุน LTF ย่อมาจาก Long Term Equity Fund หรือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว

ซึ่งเป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่ให้สิทธิผู้ลงทุนนำเงินลงทุนในแต่ละปีมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ด้วย (โอ้ว !!)

โดย วัตถุประสงค์ของกองทุนนี้จริง ๆ แล้วก็คือ ต้องการให้ตลาดหุ้นมีเสถียรภาพมากขึ้น

โดยการเพิ่มจำนวนผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศนั่นเอง อย่างในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ

เช่น สหรัฐ หรือ ยุโรปเอง คนส่วนใหญ่ก็จะเก็บออมเงินไว้ในหุ้น

ดังนั้นตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่จะค่อนข้างที่จะมีเสถียรภาพมากกว่าตลาดบ้านเรา

ทางตลาดหลักทรัพย์คงเห็นถึงจุดนี้จึงให้กำเนิด LTF ขึ้นมาครับ

โดยใช้ภาษีเป็น Promotion ให้กับเรานั่นเองครับ (ซื้อบ้าน แถมรถ เน้อ)

คราวนี้เรามาดูว่า เงินลงทุนใน LTF มีเงื่อนไขอะไรบ้าง

1. ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15% ของรายได้ในแต่ละปี แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

2. ซื้อมาปีไหน จะได้ลดหย่อนภาษีปีนั้นทันที

3. ต้องถือครองเป็นเวลา 5 ปี ปฏิทิน (คือ เปิดปฏิทินนับกันง่าย ๆ เลยครับ ไม่ต้องนับวันให้เหนื่อย)

4. เป็นกองทุนหุ้น (ชื่อก็บอกอยูแล้ว) โดยเงื่อนไขของกองทุนคือต้องมีการถือครองตราสารทุน

ไม่ต่ำกว่า 65% ของมูลค่าหน่วยลงทุนทั้หมด (NAV) เอาละซิเริ่มมีตัวประหลาด ๆ เข้ามาเกี่ยว

ถ้าจะให้พูดง่าย ๆ คือ กองทุนนี้ต้องลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่า 65 % นั่นเองครับ

แสดงว่ามีความเสี่ยงในระดับปานกลางค่อนไปทางสูง เพราะบางกองทุนก็มีหุ้น เกือบ 100 % นะครับ

แต่ทว่าการซื้อกองทุนนั้น อย่างที่ทุกท่านทราบ(หากติดตามอ่านบทความเก่า ๆ) ว่า กองทุนนั้นผลตอบแทนจะขึ้นกับสินทรัพย์

หรือหุ้น (ซึ่งในกรณีของ LTF คือหุ้น )ที่เราเข้าไปลงทุนด้วย ดังนั้นการเลือกกองทุนที่ดี ก็เป็นปัจจัยหลัก ที่จะทำให้ผลตอบแทนของเราสูงขึ้น

คราวนี้บทความผมคงไม่ได้เขียนเฉพาะความหมายของ LTF เท่านั้นนะครับบบบบบบบบบบบบบ

ผมมีหลักการง่าย ๆ ในการเลือก LTF ดังนี้ครับ

1. เลือกกองทุนที่มีนโยบาย และกลยุทธ์ที่ดี ที่สำคัญ ต้องถูกใจเราด้วย

ซึ่งเดี๋ยวเรามาดูกันว่าแต่ละกองทุนจะมีข้อแตกต่างกันอย่างไร

2. เลือกกองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ

แน่นอนว่าคงไม่มีใครที่ต้องการกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้นใช้ไหมครับ เพราะต้องอยู่กับ LTF ไปถึง 5 ปีนะครับ

3. มีความเสี่ยงที่เหมาะกับผู้ลงทุน คือเรารับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับกองทุนนั้น ๆ ได้

4. ค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม ที่ต้องบอกว่าเหมาะสมเพราะ บางครั้งกองทุนที่เราเลือกนั้นอาจจะเสียค่าธรรมเนียมแพง

แต่ถ้ากองทุนทำผลตอบแทนให้เราเป็นที่น่าพอใจแล้วละก็ มันก็คุ้มครับที่จะจ่ายให้กับผู้จัดการกองทุนที่ทำผลงานได้ดี

คิดซะว่าเป็นค่าหมอ ค่ายา ค่านวดปวดไมเกรน ให้ผู้จัดการกองทุนละกันครับ

5. อย่าเลือกซื้อเพราะ Promotion ล่อตาล่อใจ ต้องดูผลการดำเนินงานด้วยครับ เพราะปลายปี หลายๆ ที่จะมี Promotion ที่มาบดบังความคิดของเราครับ 55+

6.  ไม่มี………..จะเขียนทำไม….

7. โปรดดูเงื่อนไขภาษีก่อนลงทุนโดยเฉพาะกองทุนที่มีปันผลครับ ….. แล้วทำไมไม่เขียนแค่ 6 ข้อ……

คราวหน้าเรามาดูกองทุน LTF สุดเทพ 5 กองทุนกัน ว่าแต่ละกองทุนเป็นอย่างไรบ้างนะครับ

กองทุนไหนดี ? Ep.5 – ถ้าหากลงทุนกองทุนแล้วขาดทุนจะทำไงดี ?

สวัสดีครับ กลับมาพบกับพรี่หนอม @TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม กับหน้าที่เพิ่มเติม ในการสรุปประเด็นเด็ดจากรายการ “กองทุนไหนดี ? Weekly” รายการที่จะทำให้คุณรู้ว่ากองทุนไหนดี กองทุนไหนเด่น เพื่อให้เลือกกองทุนได้เหมาะสำหรับตัวคุณมากที่สุดครับผม

สำหรับในกองทุนไหนดี ? ตอนที่ 5 นี้ เรามาดูกันรีวิวกองทุนยอดฮิตติดชาร์ทที่คนถามถึงกันมากที่สุด นั่นคือ “KFSDIV” หรือ กองทุนกรุงศรีหุ้นปันผล ของบริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงศรี จำกัด (มหาชน) นั่นเองครับ

แน่นอนครับว่าเป็นกองทุนยอดฮิตอย่างที่ว่าจริง ๆ เพราะจากการค้นหาในเวปไซด์ WealthMagik นั้น กองทุนที่ได้รับความนิยมในอันดับ 1 และ 2 นั้นคงไม่พ้น KFSDIV และ KFSDIVLTF อย่างแน่นอนครับ

ทีนี้ลองมาดูที่ผลตอบแทนกันบ้างครับ โดยในมิติแรกเราจะเปรียบเทียบกับผลตอบแทนของ SETTRI หรือ ดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหลักทรัพย์ ที่คำนวณผลตอบแทนทุกประเภทของการลงทุนในหลักทรัพย์ให้สะท้อนออกมาในค่าดัชนีครับ ได้แก่ ผลตอบแทนจากผลต่างของราคา (Capital Gain) เงินปันผล และสิทธิในการจองซื้อหุ้นครับ จะเห็นว่าเป็นตามรูปด้านล่างครับ

โดยผลตอบแทนจะเห็นว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ SETTRI จะเห็นว่าผลตอบแทนนั้นค่อนข้างสูสีครับ นั่นคือไม่ได้แย่ไปกว่าผลตอบแทนรวมของตลาดสักเท่าไร (ยกเว้น 1 ปีย้อนหลังที่อาจจะดูแย่ไปสักหน่อย)

ทีนี้ลองมาดูการเปรียบเทียบอีกมิติหนึ่งกันบ้างครับ นั่นคือเปรียบเทียบข้อมูลกับทาง AIMC Category Performance Report เพื่อดูการเปรียบเทียบผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์กันบ้างครับ ซึ่งตรงนี้จะเป็นตัวบอกว่า ผลการดำเนินงานและค่าความเสี่ยงในแต่ละกองทุนที่เป็นประเภทเดียวกันนั้น กองทุนที่เราเลือกอยู่ในลำดับไหนนั่นเองครับ

จากรูปทั้งสองรูปข้างบนจะเห็นครับว่า กองทุน KFSDIV นั้นมีผลตอบแทนที่อยู่ในช่วงเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่เป็นลำดับท้าย ๆ ครับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ผลตอบแทนกองทุนจะสูสีกับตลาด แต่ถ้าเทียบกับผลการดำเนินงานของกองทุนประเภทเดียวกัน ก็ถือว่าอยู่ในลำดับท้ายตารางไปสักหน่อยครับ

ส่วนค่าความเสี่ยง (ความผันผวน) หรือ Standard Deviation เองนั้นจะเห็นว่าค่อนข้างแกว่งไปมาครับ โดยอยู่ในช่วงผันผวนสูงใน 3 และ 5 ปีที่ผ่านมา และน้อยลงในช่วง 1 ปีที่ผ่านมานั้นเองครับ

เมื่อเปรียบเทียบแล้วทั้งสองมิติ เรามาดูกันอีกสักนิดครับว่า กองทุนเหล่านี้ลงทุนในหุ้นกลุ่มไหน และมีหุ้นใหญ่ ๆ ตัวไหนบ้างกันดีกว่าครับ

ซึ่งจะเห็นว่าการลงทุนนั้นจะเน้นไปที่หุ้นที่มีรูปแบบธุรกิจที่เข้มแข็ง มีศักยภาพเติบโตได้ต่อเนื่อง ฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มการจ่ายปันผลดีอย่างสม่ำเสมอครับ

นอกจากนั้นค่าธรรมเนียมของกองทุนนี้ก็ถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างสูงสักหน่อยครับ ส่วนจำนวนการซื้อขั้นต่ำนั้นก็อยู่ที่ 2,000 บาทเท่านั้นเองครับ

สรุป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราควรจะมองในแง่ของการลงทุนนั้น อยู่ที่เรื่องของ วัตถุประสงค์ในการลงทุนที่เราต้องการครับ โดยกองทุนนี้เป็นกองทุนที่มีวัตถุประสงค์เน้นสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอจากเงินปันผลของหุ้นที่ลงทุนรวมทั้งผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวแก่ผู้ถือหน่วยลงทุน ซึ่งตรงนี้เราต้องถามตัวเองด้วยครับว่า นี่คือวัตถุประสงค์ในการลงทุนของเราหรือเปล่าที่เราเลือกลงทุนในกองทุนรวมนี้ เช่น เราอยากได้เงินปันผลจากการลงทุนในกองทุนรวมไหม และที่เรากำลังติดดอยในกองทุนนี้อยู่นั้น เราได้รวมคำนวณผลตอบแทนจากเงินปันผลไปหรือยัง ส่วนประเด็นอื่นๆนั้นแนะนำให้ดูเพิ่มเติมที่คลิปวีดีโอด้านล่างนี้ครับ

ดูคลิปวิดีโอได้ที่ : 

https://www.youtube.com/watch?v=SBnjmV9Gt9Y&t=1s

กองทุนไหนดี? [SS2] Ep.5 : รีวิว KFSDIV ยังน่าลงทุนอีกไหม ขาดทุนแล้วไปไหนต่อ?

ถ้าหากลงทุนกองทุนแล้วขาดทุนทำไงดี ?

สำหรับประเด็นนี้ มีหลายคนถามเข้ามาอยู่บ่อย ๆ ครับ ซึ่งสิ่งที่ควรทำนั้นคือ การเปรียบเทียบใน 2 มิติตามที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนี้แหละครับ นั่นคือ ใช้ Benchmark ที่เหมาะสม (ยกตัวอย่างเช่น SETTRI) และอ่านค่าเปรียบเทียบแบบ Percentile ให้เป็น เพื่อให้รู้ว่า ผลตอบแทนของกองทุนที่เราเลือกนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับตลาด และเปรียบเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกันแล้ว ถือว่าดีและเหมาะสมกับการลงทุนของเราแค่ไหน

อย่างไรก็ตามการเปรียบเทียบนี้จะดูได้ในเรื่องของผลตอบแทนที่เป็นตัววัดครับ แต่สิ่งที่เราต้องวัดและชัดเจนนั้นคือ “วัตถุประสงค์” ในการลงทุนของเราที่เลือกลงทุนในกองทุนนั้น เรามีเป้าหมายอะไรและต้องการอะไร ซึ่งตรงนี้จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ตอบโจทย์การลงทุนขอ&#

[Review] ลงทุนแบบ ลดเสี่ยง เลี่ยงผันผวน แต่ยังคงความคลาสสิกด้วย กองทุนเปิดอเบอร์ดีนหุ้นระยะยาว 70/30 (ABLTF70/30)

ยิ่งใกล้ช่วงปลายปีเมื่อไหร่ ตลาดกองทุน LTF/RMF ก็เริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับกองทุน LTF เองก็ได้รับการต่ออายุเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับการปรับระยะเวลาการถือครองให้นานขึ้นไปอีก นั่นก็คือจากที่ต้องถือ 5 ปีปฏิทิน กลายมาเป็น 7 ปีปฏิทิน !!

ทำให้ บลจ. ต่าง ๆ กลับมาคึกคักกันอีกครั้ง ทยอยออกกองทุน LTF ใหม่ ๆ มาอีกเพียบ แต่ละที่ก็งัดเอาจุดเด่นของกองทุนหุ้นปกติที่บริหารอยู่ออกมาแปลงร่างเป็น LTF กัน ซึ่งก็จะมีข้อแตกต่างกันออกไป ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการลงทุนในหุ้นล้วน ออกแนวแบบอัดแน่น จัดเต็ม แน่นอนว่านักลงทุนส่วนใหญ่เองก็จะเลือกลงทุนกับกองทุนหุ้นล้วน LTF กันเป็นเรื่องปกติ

แต่ว่านักลงทุนบางท่านเองอาจจะลืมไปว่า การลงทุนในกองทุนหุ้นเพียงอย่างเดียว ก็จะมีความเสี่ยงที่สูงไปด้วยเช่นเดียวกัน ที่เป็นแบบนี้เพราะว่า เรามักจะคิดถึงแต่เรื่องลดหย่อนภาษี และเห็นผลตอบแทนระยะยาวของกองทุนหุ้นที่ยั่วยวน จนลืมเรื่องของการกระจายความเสี่ยง หรือลืมเรื่องความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ไป

บางคนลงทุนไปแล้ว 3-5 ปี หันมาดูอีกที โอ้โห มีแต่การลงทุนในกองทุนหุ้นล้วนไปทั้งหมด กองทุนไหนใครว่าดีก็เข้าไปซื้อ รู้ตัวอีกทีก็มีกองทุนหุ้นอยู่เต็มปอด (พอร์ต) จึงไม่แปลกใจเลยที่บางครั้งในภาวะหุ้นลง หลาย ๆ คนจะเกิดอาการที่กินไม่ได้ นอนไม่หลับ กระส่ายกระสับ บางครั้งก็เลิกดูเลิกติดตามการลงทุนไปเลยก็มี (กลับไปตั้งใจลุยงานประจำทันที)

จริงอยู่ที่ว่าการลงทุนระยะยาว ๆ ความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นนั้น จะค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ และมีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดี แต่ว่าระหว่างทางที่มีความผันผวนนั้น อาจจะทำให้นักลงทุนทำการขายกองทุนออกไปก่อนเพราะว่าอดทนไม่ไหวนั่นเอง

ทั้งหมดมาจากสาเหตุที่ว่า บางคนไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าตนเองลงทุนกับอะไรอยู่ ไม่รู้ว่าเป็นกองทุนหุ้น ไม่รู้ว่าเสี่ยงสูง พูดง่าย ๆ ว่า นักลงทุนได้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากกว่าที่ตนเองรับได้นั่นเองครับ

จากรูปเราจะเห็นได้ว่าการถือหุ้น (S&P500) ผ่านวิกฤตนั้นต้องใช้เวลาที่ค่อนข้างนาน คือ จากปี 2009 (จุดต่ำสุด) ไปจนถึงปี 2012 หรือใช้เวลาประมาณ 3 – 4 ปี ถ้าเราเราลดระดับของสัดส่วนหุ้นลงเล็กน้อย โดยเพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ หรือ สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อื่น ๆ เพิ่มเติมก็จะช่วยให้ความผันผวนน้อยลง

การถือครองพอร์ตการลงทุนที่มีความเสี่ยงปานกลางผ่านช่วงวิกฤตนั้น ก็จะใช้ระยะเวลาที่น้อยกว่า เช่น ถือหุ้น 60 ตราสารหนี้ 40 จะใช้เวลาฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดเพียง 1 – 2 ปี เท่านั้นเองครับ และจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนโดยรวมระยะยาวหลังผ่านวิกฤตมาแล้ว (8 ปี) ถึงแม้การถือหุ้นล้วนจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนด้วยพอร์ตอื่น ๆ ก็ตาม แต่โดยรวมแล้วก็ไม่ได้แตกต่างกันมากครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเวลาขาดทุนน้อย เวลาที่จะเอาผลตอบแทนคืนมานั้น ทำได้ง่ายกว่า ถ้าหากเราขาดทุนสูง ๆ นั่นเองครับ

ดังนั้นถ้านักลงทุนท่านใดที่รู้ตัวแล้วว่า ไม่อยากลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างเดียว ผมแนะนำให้ลงทุนในกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ด้วยครับ จึงเป็นที่มาเข้าสู่เนื้อหาไฮไลท์ของกองทุนในวันนี้ครับ นั่นก็คือ

กองทุนเปิดอเบอร์ดีนหุ้นระยะยาว 70/30 หรือเรียกสั้น ๆ ABLTF70/30

ถ้าใครคุ้นเคยกับกองทุนของ บลจ. อเบอร์ดีนอยู่แล้ว แค่เห็นก็คงพอจะรู้จักว่าสไตล์การลงทุนของที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง แต่ถ้าท่านไหนที่ยังไม่รู้จัก ตามผมมาครับ ผมจะเล่าให้ฟัง

กองทุนรวมสไตล์ บลจ.อเบอร์ดีนนั้น จะคัดเลือกหุ้นอย่างระมัดระวังโดยอิงจากการวิเคราะห์ของทาง บลจ. เอง เน้นการเลือกหุ้นแบบ bottom – up หรือ สไตล์ VI แท้ ๆ โดยจะทำการเข้าไปศึกษาบริษัทที่น่าลงทุน ดูรายละเอียดงบการเงิน ความสามารถในการแข่งขัน ภาพรวมธุรกิจ และเลือกหุ้นด้วยความมั่นใจว่าจะมีการเติบโตของตัวบริษัท พร้อมกับการทำกำไรที่แข็งแกร่งได้ในระยะยาว พยายามคัดเลือกบริษัทที่หลาย ๆ คนยังไม่เห็นโอกาสการเติบโตในระยะยาว

โดยนโยบายการลงทุนของอเบอร์ดีนนั้นจะยึดหลัก 10 ข้อ หรือ กฎ 10 ประการเพื่อการลงทุนที่ทำให้กองทุนประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ (ลองติดตามได้ที่ http://www.aberdeen-asset.co.th/aam.nsf/tengoldenrulesTH/home)

ส่วนสไตล์การซื้อหุ้น หรือการปรับเปลี่ยนหุ้นเพื่อการลงทุนก็จะเป็นแบบ Buy and Hold คือ เมื่อเลือกหุ้นที่น่าสนใจตามแบบฉบับอเบอร์ดีนเป็นที่เรียบร้อยก็จะถือระยะยาว ไม่ค่อยขายปรับสัดส่วนหุ้นในกองทุนหากไม่จำเป็น หรือ พื้นฐานของหุ้นเปลี่ยนไป (หุ้นบางตัว บลจ. นี้ถือกันเป็น 10 ปีนะครับ) ส่วนผลตอบแทนในระยะยาวของการลงทุนในสไตล์แบบนี้เองก็เรียกได้ว่า “ไม่น้อยหน้าใคร”

ตัวอย่างของผลตอบแทนกองทุน ABLTF ที่ออกมาก่อนหน้านี้

แน่นอนครับ ทาง บลจ. อเบอร์ดีนเองก็มีกองทุนลดหย่อนภาษี หรือ LTF/RMF ที่ค่อนข้างจะหลากหลายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้น ที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่อย่าง ABLTF เพื่อเน้นความผันผวนที่ต่ำ เหมาะกับการลงทุนระยะเวลา 5 – 7 ปี กองทุนหุ้นที่ลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่ เพื่อเพิ่มผลผลตอบแทนให้ดีขึ้นในระยะยาว อย่าง ABSC-RMF หรือ ใครที่จะลงทุนระยะยาว และต้องการกระจายความเสี่ยงไปยังต่างประเทศก็สามารถลงทุนกับ ABAPAC-RMF ได้

ตัวอย่างกองทุน LTF/RMF ของกองทุน Aberdeen

[Review] : ภาษีสังคมควบคุมง่าย แถมใช้ชีวิตได้มากขึ้น ด้วยแอพฯ TrueYou

หลังจากที่จบกันไปในตอนที่แล้ว ผมได้รีวิวคร่าว ๆ เรื่องการใช้งานแอพฯ TrueYou กันไปแล้วครับ คราวนี้มาถึงเวลาใช้จริงกันเสียที รับรองว่าเขียนกันแบบไม่มีกั๊กแน่นอนครับ

ซึ่งจริง ๆ แล้วผมเองเป็นลูกค้าทรูมานาน (ผมใช้บริการของ TrueVisions ครับ) หลังจากช่วงวันหยุด ผมลองเปิดไปดูสิทธิประโยชน์ในแอพฯ TrueYou ก็เพิ่งรู้ว่ามีส่วนลดหลายอย่างที่น่าสนใจ และสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันจริง ๆ ใครยังไม่รู้ว่าแอพฯ TrueYou นี้น่าสนใจยังไง ลองกลับไปดูบทความก่อนหน้านี้ได้เลยครับ [Review] : TrueYou แอพสุด Cool สำหรับกิน-เที่ยว-ช็อป! 

และคราวที่แล้วผม Review ฟังชั่นการใช้งานไปเบื้องต้นเท่านั้น ครั้งนี้ผมจึงหาโอกาสทดสอบการใช้งานแอพฯ  TrueYou ที่พัทยาดูเสียเลยดีกว่า หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องที่พัทยา ขอเล่าเรื่องตัวเองให้ฟังเล็กน้อยครับ ตอนนี้ผมเพิ่งย้ายมาอยู่พัทยา (เป็นการชั่วคราว) เนื่องจากครอบครัวมีสมาชิกใหม่ถือกำเนิดขึ้นมา นั่นคือ “ลูก” ของผมนั่นเองครับ ช่วงนี้จึงอยู่ในระหว่างหยุดงานเพื่อดูแลลูกและให้เวลากับครอบครัวอย่างเต็มที่ครับผม แต่ไม่ต้องห่วงครับวันนี้ผมจะพาไปดูการใช้งานจริงของแอพฯ TrueYou กันครับ ว่าสามารถช่วยผมลดภาษีสังคมได้จริงรึเปล่า และแน่นอนว่าภาษีสังคมที่ว่าในวันนี้คงไม่พ้นเรื่องกินครับ อิอิ

เริ่มกันเลยแล้วกันครับ ผมเปิดแอพฯ ขึ้นมาก็เจอกับโปรโมชั่นมากมายในละแวกใกล้เคียง มีที่ไหนยังไงบ้างที่จะให้เราแอบปลีกเวลาระหว่างลูกหลับไปหาอะไรทานเล็ก ๆ น้อย ๆ คนเดียวสักหน่อย

นั่งสอดส่ายสายตาไล่หาดู พบว่ามีหลายอย่างเลยครับ ตั้งแต่ให้เช่ารถ ไปจนถึงสินค้า ที่พัก และอาหาร ก็มีหลายแบรนด์ร่วมรายการอยู่เหมือนกันนะครับ นับดูก็ได้ประมาณเกือบ ๆ 30 แห่ง แต่ผมเน้นหาของกินเป็นหลัก แต่ประเด็นคือภรรยาให้เวลาแค่ 15 นาทีเท่านั้น แบบนี้ก็พ่อบ้านใจกล้าอย่างเราคงจะไม่พ้น Fast Food นี่แหละครับ และก็ยังไม่พ้นแบรนด์ที่ใครหลายคนรู้จักกันดี นั่นคือ McDonald’s เจ้าเก่าเจ้าเดิม เพิ่มเติมคือโปรโมชั่น Up Size Free จาก TrueYou ลองดูสิว่าจะได้กินเยอะขึ้นในราคาเท่าเดิมอย่างที่เคลมหรือเปล่า

“อันนี้ผมใช้สิทธิ์ Up Size ได้ใช่ไหมครับ”

“อ้อ ได้ค่ะ ไม่ทราบว่าเดือนนี้ลูกค้าใช้สิทธิ์ครบตามจำนวนหรือยังคะ ถ้ายังไม่ครบสามารถกดรับสิทธิ์ได้เลยค่ะ”

“ขอบคุณมากครับ” ผมยิ้มกริ่ม

 วะฮะฮ่า… TrueYou ใช้ได้เป็นที่เรียบร้อยครับ จัดไป 1 ชุดทันที กับชีสเบอร์เกอร์ 99 บาท ฟรีอัพไซส์ แล้วมาอัพรูปถ่ายโชว์กันสักหน่อยว่ามากินจริง ๆ นะเนี่ย

หลังจากจัดการเป็นที่เรียบร้อย… กลับไปเลี้ยงลูกต่อความสบายใจต่อไป เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

ทีนี้ระหว่างนั่งพักรออาหารย่อย ผมลองหาสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากเรื่องกินดูครับว่า ผมสามารถใช้แอพฯ TrueYou ลดรายจ่ายภาษีสังคมส่วนไหนเพิ่มได้อีกบ้าง ก็พบว่ามีที่น่าสนใจตามนี้ครับ

1. ดูหนัง Major และ SF ลด 50% สูงสุด 4 สิทธิ์ต่อเดือน

ลองคิดดูเล่น ๆ นะครับว่า ถ้าหากเราเป็นคนที่ชอบดูหนังมาก ๆ ทุกสัปดาห์ สิทธิ์ตัวนี้ก็จะช่วยให้เราสามารถประหยัดไปได้ตั้งครึ่งหนึ่ง (เหมือนดูหนังฟรี 2 ครั้งต่อเดือน)

2. สิทธิประโยชน์ด้านท่องเที่ยว

ผมลองเช็คดูในส่วนนี้ จะเห็นว่า มีทั้งโรงแรม ที่พัก และทัวร์มากมายให้เลือกในราคาพิเศษครับ เรียกได้ว่าถ้าเป็นโรงแรมในไทย ก็มีตั้งแต่โรงแรมยอดฮิตตามเมืองฮอต ๆ อย่าง ภูเก็ต เขาใหญ่ ชะอำ กระบี่ และยังมีอีกหลายที่มากมายครับ ส่วนทัวร์ก็มีเที่ยวต่างประเทศ ได้ส่วนลดตามแต่เวลาและโอกาส เรียกว่าถ้าหากเป็นคนชอบเที่ยว ส่วนนี้ก็น่าจะคุ้มค่าไม่น้อยเลยล่ะครับ!

3. สิทธิประโยชน์ด้านการช้อป

ในส่วนนี้จะเห็นว่ามีสิทธิส่วนลดที่หลากหลายครับ มีทั้ง ดนตรี กีฬา เครื่องสำอาง เสื้อผ้าแบรนด์ แม้แต่บริการต่าง ๆ ก็มีครับ ซึ่งบางรายการถ้าใครที่เป็นลูกค้าประจำอยู่แล้วก็ช่วยลดรายจ่ายในกระเป๋าเราได้พอประมาณเลยทีเดียว (แต่ตัวเลือกส่วนช้อปนี้ผมว่ายังมีให้เลือกน้อยไปนิดนึง เมื่อเทียบกับส่วนอื่น ๆ ที่มีตัวเลือกเยอะมาก

เห็นไหมครับว่า จริง ๆ แล้วเราสามารถประหยัดเงินได้เพิ่มขึ้นโดยมีไลฟ์สไตล์แบบเดิมครับ เพียงแค่เรารู้จักใช้สิทธิ์ที่มีให้เกิดประโยชน์มากที่สุดครับ

สุดท้าย ผมมองว่าแอพฯ นี้ค่อนข้างมีประโยชน์ในแง่ของการใช้งาน เพื่อลดรายจ่ายจากสิทธิ์ที่ได้ฟรี ๆ ไปจนถึงความสะดวกในการใช้งานทั้งหลาย ยิ่งถ้าหากเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ เป็นคนที่มีภาระรายจ่ายหรือมีภาษีสังคมมากมาย ผมว่าแอพฯ TrueYou น่าจะช่วยตอบโจทย์การใช้จ่ายได้เหมือนกันครับ

ข้อสังเกตจากการรีวิว

  1. แอพฯ ใช้ได้จริง ไม่มีปัญหาอะไร การใช้งานเข้าใจง่าย ไม่ติดขัด แต่จะมีอืดบ้าง เวลาที่คนใช้พร้อมกันเยอะ ๆ
  2. แนะนำให้สอบถามโปรโมชั่นกับทางร้านก่อนใช้สิทธิ์ทุกครั้ง
  3. สิทธิพิเศษมีให้เลือกมากมาย ขนาดผมเองอยู่พัทยาก็พบว่าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ครบถ้วน ตามความต้องการครับ ถ้าหากเป็นกรุงเทพฯ คงจะมีอะไรหลาย ๆ อย่างให้เลือกได้มากกว่าแน่นอนครับ     ทั้งหมดนี้ก็คือการรีวิวแอพฯ TrueYou หวังว่าทุกคนจะนำไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ โอกาสหน้าคงจะมีอะไรดี ๆ มารีวิวฝากกันเรื่อย ๆ ครับ สำหรับคราวนี้คงต้องลาไปก่อน สวัสดีคร้าบบบบ

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save