เล่นหุ้นเป็นใน 7 steps กับ FWD Stokplay

ในสัปดาห์ที่แล้วผมได้เขียนบทความเชิญชวนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เข้ามาร่วมกิจกรรมเกมซื้อขายหุ้นเสมือนจริงออนไลน์ผ่าน FWD Stokplay จาก FWD ประกันชีวิต ผมเองก็รู้สึกตื่นเต้นเองเหมือนกันนะครับ มีคนมาเล่าให้ฟังว่าไปสมัครเล่นมาแล้ว จนผมเองก็อยากจะเล่นเองซะแล้วเนี่ย เห็นว่าตอนนี้มีคนสมัครร่วมกิจกรรมกันแล้วกว่า 3,500 คนแล้ว โอ้ว โห เข้ามาร่วมกิจกรรมกันเยอะๆนะครับ

ไหนๆก็ไหนๆแล้วผมเองก็ขอมาลองสมัครร่วมกิจกรรมด้วยเลยแล้วกัน สำหรับเพื่อนๆที่สนใจนะครับ เริ่มต้นได้ที่เข้าไปทางเว็บไซต์ http://stokplay.fwd.co.th เริ่มสมัครกันง่ายๆเลยโดยกรอกข้อมูลส่วนตัว ชื่อ-นามสกุลภาษาอังกฤษ email เบอร์โทรติดต่อกลับ username และ password นะครับ ตามภาพข้างล่างนี้เลย

เมื่อเราสมัครเรียบร้อยแล้วทาง FWD Stokplay เขาจะส่ง email ให้เรายืนยันตัวตนของเรา โดยคลิกที่แถบ Link ของเรา (ภาพข้างล่างผมขออนุญาตซ่อน Link บางส่วนที่ส่วนตั๊วส่วนตัวนะครับ) เริ่มต้นทาง App จะให้เงินเรามาเล่นจำนวน 3 ล้านบาท

เมื่อยืนยันตัวตนแล้วก็ Login ด้วย username และ password ได้เลยครับ เข้ามาจะมีเมนูใหญ่พอๆกับการเล่นเกมส์วางแผนขนาดใหญ่เลยนะครับ อันนี้จะเป็นภาพรวมของหน้าเมนูนะครับ

เมนูหลักๆก็จะมีเรื่องข้อมูลส่วนตัว ประกาศและประชาสัมพันธ์ ข้อมูลเพื่อช่วยในการลงทุน รวมถึงสามารถติดตามผู้ร่วมกิจกรรมท่านอื่นๆได้ ชอบใครรักใครประทับใจในความสามารถท่านใดก็ติดตามได้เลยนะครับ เขามีรางวัลให้กับผู้ที่ถูกติดตามมากที่สุดให้ด้วยนะ (รางวัลเซเล็บ)

หน้าข้อมูลของฉันจะเป็นหน้าที่เราจะเข้ามากรอกเปลี่ยนแปลงประวัติเราให้คนรู้จักได้ และมีข้อมูลที่เกี่ยวกับพอร์ตการลงทุนว่า ตอนนี้มีเงินเท่าไหร่แล้ว มีการซื้อหุ้นขายหุ้นอย่างไรบ้าง ตอนนี้มีเพื่อนในเครือข่ายกี่คนบ้าง ตอนแรกยังมีเงิน 3,000,000 บาทครับ ก็สามารถชวนเพื่อนมาร่วมได้รวมถึงเริ่มการซื้อขายได้ที่ตรงเมนูนี้นะครับ มาเล่นด้วยกันเยอะๆ สนุกดี

เราสามารถเลือกที่ “เริ่มการซื้อขาย” เพื่อเข้ามาสู่หน้าจอสรุปของตลาด ไม่ได้มีแค่ตลาดในประเทศไทยเท่านั้นนะครับ สามารถไปเล่นในตลาดต่างประเทศได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น อเมริกา จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ใครอยากซื้อหุ้นที่ชอบตัวไหนก็เลือกได้เลยครับ โดยขึ้นมูลที่แสดงจะมีหลายแบบมาก เช่น

  • อุตสาหกรรมมีการซื้อขายเป็นอย่างไร โดยแสดงแถบสีแดงกับสีเขียว ถ้าเขียวเยอะๆแปลว่าคนซื้อหุ้นในอุตสาหกรรมนี้เยอะ ถ้าแดงแจ๋ก็แปลว่ามีคนขายมากกว่า
  • มีกราฟและข้อมูลย้อนหลังให้ดูดด้วยว่าความเคลื่อนไหวของหุ้นตัวนั้นๆเป็นอย่างไร สามารถเลือกช่วงเวลาได้ด้วยนะครับ
  • หุ้นตัวไหนขึ้นหรือลงมากที่สุด รวมถึงแนวโน้มการซื้อขาย
  • ข่าวสารต่างๆที่เกี่ยวข้อง

เมื่อดูภาพรวมของตลาดแล้วก็สามารถดูข้อมูลของหุ้นรายตัวได้ จากการเข้าไปคลิกดูในแต่ละอุตสาหกรรมหรือค้นหารายชื้อหุ้นก็ได้ พอเราได้หุ้นออกมาแล้วก็จะมีข้อมูลให้ดูในส่วนของคะแนนเป็นหน้าปัดว่าแนวโน้มไปทางซื้อ ถือ หรือขาย เราสามารถซื้อหุ้นจากที่นี่ได้ครับ นอกจากนี้ก็ยังสามารถดูกราฟ ติดตามข่าว ดูคำแนะนำเพื่อนๆได้อีกด้วยครับ

ผมลองเลือกหุ้นมาหนึ่งตัว วิธีการซื้อขายก็ง่ายมากๆเลยนะครับ เพียงแค่เลือกคำสั่งแล้วกรอกปริมาณหุ้นที่เราต้องการซื้อ เราจะซื้อในราคาปัจจุบัน หรือ ซื้อแบบตั้งรอราคาก็ได้นะครับ พอส่งคำสั่งไปแล้วระบบก็จะบันทึกว่าเราซื้อหุ้นอะไรไว้ในพอร์ตการลงทุนบ้าง

ว่าแต่..!! ในบางครั้งตอนตั้งซื้อตั้งขายคำสั่งอาจจะไม่ไปนะครับ ถ้าเจอแบบนั้นก็ลองกรอกใหม่อีกทีนะ

เมื่อซื้อแล้วจะมีการสรุปหุ้นให้เราเห็นทางหน้าข้อมูลเรานะครับ แหม ผมซื้อไปซื้อมาก็ 6 ตัวแหนะ แล้วก็ดอยหุ้นทันที (เรื่องปกติ) พอถึงตรงนี้เราก็ลองดูกันต่อนะครับว่าเราจะซื้อหุ้นเพิ่ม รอราคาหุ้นตัวที่ถืออยู่ขึ้นแล้วขายทำกำไรออกไป ก็ถือเป็นการฝึกฝนในการซื้อขายหุ้นนะครับ

ทีนี้มาดูรายละเอียดกันว่าเราซื้อหุ้นอะไรไปแล้วบ้าง สามารถตรวจสอบได้โดยกดที่เมนูด้านซ้ายบนแล้วเลือกพอร์ตการลงทุนของฉัน ก็จะมีการแสดงสรุปพอร์ตการลงทุนทั้งหมดให้เราได้ทราบครับ

ในหน้าของพอร์ตการลงทุนจะแสดงให้เราดูเลยว่าซื้ออะไรไปบ้าง กี่หุ้น ตอนนี้พอร์ตกำไรหรือเม่าติดดอยอยู่ หน้านี้จะสามารถ Link ไปยังหน้าอื่นๆได้เพื่อให้เราสามารถซื้อขายหุ้นได้อย่างง่ายขึ้นด้วยนะ เลือกที่ตัวหุ้นที่ต้องการเพื่อไปซื้อขายได้เลย

นอกจากกิจกรรมการซื้อขายหุ้นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบก็คือเราสามารถดูว่าใครเป็นเซียนในการซื้อขายหุ้นด้วยจากตารางคะแนนได้ด้วยนะครับ (อยู่ในหน้าแรกเลย) ซึ่งถ้าเราสนใจจะติดตามเขาก็สามารถกดติดตามเป็นเพื่อนกันได้

เมื่อเป็นเพื่อนกันแล้วเราก็จะเห็นเขามีรายชื่อในเครือข่ายของเรา ตรงนี้ทำให้เราสามารถเรียนรู้จากเพื่อนเราได้ว่า เขากำลังซื้อขายหุ้นอะไร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิธีการในการเรียนรู้การลงทุนจากเพื่อนๆที่มีประสบการณ์นะครับ การเรียนรู้และการตัดสินใจจากการติดตามนักลงทุนดังๆแบบนี้ในต่างประเทศนิยมกันมากเลยนะครับ ใครชอบใครก็ตามศึกษาได้เลย

เป็นอย่างไรบ้างครับ เกมการแข่งขันซื้อขายหุ้น FWD Stokplay จาก FWD ประกันชึวิต สนุกไหมครับ ตอนนี้ยังเข้ามาแข่งขันกันได้นะครับจนถึงวันที่ 13 ตุลาเลย สมัครง่ายๆตามขั้นตอนที่เล่าให้ฟังเลย นอกจากจะได้ฝึกฝนการซื้อขายหุ้นแล้ว ยังสามารถลุ้นรับรางวัลประจำสัปดาห์และลุ้นรางวัลใหญ่ตอนจบกิจกรรมด้วยนะ อย่าลืมชวนเพื่อนๆมาเข้าร่วมกิจกรรมกันเยอะๆนะครับ ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ร่วมแข่งขัน ขอให้เป็นผู้ชนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

BCPG หุ้นใหม่ผู้สร้างสรรค์พลังงานหมุนเวียนระดับโลก

ประกาศอีกครั้ง สำหรับหุ้นที่จะเข้ามาในตลาดฯ น้องใหม่อีกตัวหนึ่ง มีเรื่องราวมาเล่าให้ฟังนะครับ นั่นคือบริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เรียกชื่อสั้นๆ ว่า “BCPG” ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บมจ. บางจากปิโตรเลียม หรือ BCP ที่หลายๆ คนอาจจะคุ้นหูและเป็นลูกค้าของปั๊มน้ำมันรายนี้ครับ โดย BCPG ทำธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกใหม่ที่กำลังอยู่ในกระแสทั้งในไทยและทั่วโลก มาดูกันนะครับว่ารายละเอียดของหุ้นน้องใหม่ตัวนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ข้อมูลธุรกิจ

บริษัท บีซีพีจี ก่อตั้งเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2558 ด้วยทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท ถือหุ้นโดยบริษัทแม่ที่ชื่อว่า บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 99.9 ตามแผนการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

ในส่วนของธุรกิจก็มีหลากหลายครับ โดยปัจจุบันรายได้หลักของทางบริษัทฯ มาจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 130 เมกะวัตต์ โดยเป็นโครงการที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 118 เมกะวัตต์ และโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาอีก 12 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนในต่างประเทศ โดยมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือว่ามีโอกาสเติบโตมากนะครับ โดยมีกำลังการผลิตตามสัญญารวมถึง 194 เมกะวัตต์ โดยเป็นโครงการที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 20 เมกะวัตต์ และยังมีโครงการในอนาคตที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 174 เมกะวัตต์เลยครับ ซึ่งจะทยอย COD อย่างต่อเนื่อง

ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ ที่บริษัทฯ กำลังศึกษาและมีแผนสนใจจะเข้าลงทุน คือ โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ และโรงไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญของโลกในอนาคต โดยเป้าหมายของ บีซีพีจี นั้นมุ่งลงทุนขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกเป็น 1,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2563 ครับ

พอเราเห็นโครงการในอนาคตของ BCPG แล้ว แน่นอนว่าธุรกิจเองก็ต้องการเงินลงทุน โดยการนำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้จะระดมทุนเพื่อเป้าหมาย ดังนี้ครับ

  • ใช้เป็นเงินลงทุนขยายกิจการทั้งในไทยและต่างประเทศ
  • ใช้เป็นทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ

จุดเด่นของบริษัท

พลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็เป็นเทรนด์ใหม่ของโลกที่เน้นย้ำความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษในด้านต่างๆ อย่างพลังงานแสงอาทิตย์นั้นก็อยู่คู่โลกมานาน และเป็นพลังงานที่ใช้แล้วไม่มีวันหมด ต่างจากแหล่งพลังงานที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือแม้แต่พลังงานนิวเคลียร์ ทั้งหมดนี้ต่างก็เป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป แถมบางประเภทนั้นก็ไม่ค่อยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยก็มีการสนับสนุนโครงการพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยตอนนี้แหล่งพลังงานในบ้านเราเองมีไม่เพียงพอ จึงต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนที่ญี่ปุ่นยิ่งแล้วใหญ่เลยครับ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์สึนามิในปี 2554 จนทำให้เกิดอุบัติเหตุในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะ คนญี่ปุ่นก็ออกมารณรงค์ให้ใช้พลังงานหมุนเวียนแทนพลังงานนิวเคลียร์กันมากขึ้น จึงเป็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจพลังงานหมุนเวียนครับ

มาดูในเรื่องของโครงสร้างรายได้ของบริษัทฯ กันนะครับ อันนี้เป็นหัวใจหลักของนักลงทุนเลยทีเดียว จากข้อมูลที่มาจาก Filing ของทางบริษัทฯ รายได้เป็นดังนี้ครับ

รูปแบบของรายได้นั้น มาจากการจำหน่ายไฟฟ้าเกือบทั้งหมดครับ ที่เหลือจะมาจากการลงทุนและรายได้อื่นๆ แต่ในส่วนของรายได้จะแบ่งเป็นรายได้ตามอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าพื้นฐานประมาณ 30% และจะมีรายได้จากส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ Adder และรายได้ตามอัตรารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FiT อยู่ที่ประมาณ 70%

ซึ่งรายได้ในส่วนนี้จะเป็นการสนับสนุนจากทางรัฐบาล ที่ทำให้บริษัทฯ สามารถคืนทุนในการดำเนินกิจการได้เร็วขึ้นนะครับ แต่ก็อย่าลืมว่าเงื่อนไขในการสนับสนุนนั้นมีระยะเวลาจำกัดอยู่ อย่างระบบ Adder รัฐบาลจะสนับสนุนเป็นระยะเวลา 10 ปี หลังจากนั้นรายได้ในส่วนนี้จะหายไป

แต่หากเราเชื่อมั่นว่า ในระหว่างที่บริษัทฯ ยังได้สิทธิประโยชน์และสามารถนำผลกำไรจากรายได้ที่มากขึ้นนี้ไปลงทุนเพิ่ม เพื่อขยายกิจการตามพันธกิจที่ได้วางไว้ ก็ย่อมทำให้นักลงทุนได้ประโยชน์ในระยะยาว เพราะต้องอย่าลืมว่าธุรกิจพลังงานนั้นจะมีการทำสัญญาในการซื้อขายไว้ ทำให้รายได้ค่อนข้างแน่นอนและสม่ำเสมอ จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ไม่ต้องการความผันผวนมากๆ ในการลงทุนครับ

ทั้งนี้ หากเรามองในภาพของรายได้รวมเทียบกับค่าใช้จ่ายต่างๆ และออกมาเป็นกำไร จะเห็นได้ว่า บริษัทฯ มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีนะครับ นั่นคือ ธุรกิจมีกำไร แต่ด้วยความที่ว่าบริษัทนี้ยังเป็นบริษัทน้องใหม่อยู่ กำไรที่ได้ก็จะมาจากการสนับสนุนรายได้ผ่าน Adder เป็นหลัก และมีโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ตามโครงการใน pipeline ที่จะทยอย COD ตั้งแต่ปี 2559 รวมถึงโอกาสในการลงทุนผ่านการพัฒนาโครงการใหม่ด้วยตนเอง และการเข้าซื้อกิจการ เราก็คงต้องติดตามนโยบายของผู้บริหารนะครับว่าจะมีการขยับขยายกิจการอย่างไรให้รายได้ของบริษัทฯ เติบโตได้อย่างดีเยี่ยม

หากได้ไปดูเพิ่มเติมในงบแสดงฐานะทางการเงินจะพบว่า ในแต่ละปีทรัพย์สินของบริษัทฯ ก็มีมากขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะทรัพย์สินประเภทที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ นั่นก็หมายความว่าในแต่ละปีธุรกิจก็มีการเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงงบกระแสเงินสดที่บ่งบอกว่าธุรกิจนี้มีการลงทุนใá

โปเกม่อนกับนวัตกรรมสร้างรายได้ในอนาคต

ตั้งแต่กระแสโปเกม่อนที่เข้ามาในเมืองไทยอย่างล้นหลาม เวลาไปไหนต่อไหนก็จะเห็นคนยืนกันเป็นกลุ่มๆหน้าศาลพระภูมิหรือสถานที่สำคัญๆที่ทางเกมส์ได้ Set ให้เป็นจุดพักสีฟ้าๆ เป้าหมายของทุกคนที่เล่นเกมส์นี้ก็เพื่อจับตัวละครมาอัพเลเวลแล้วนำไปต่อสู้กันบนเวทีประลองยุทธ นับว่าเป็นเกมส์หนึ่งที่ค่อนข้างแปลกใหม่เพราะทำให้เราได้ออกจากบ้านแล้วไปเดินตามแผนที่ต่างๆเสมือนว่าโลกทั้งใบนี่อยู่ในเกมส์เช่นกัน

หลังจากเกมส์ออกมาซักแปปนึงก็มีบทความจากต่างประเทศพูดถึงการทำการตลาดในเกมส์โปเกม่อนแล้วก็ทำให้พ่อค้าแม่ค้าที่เปิดร้านขายของนำ Item ที่ทำให้โปเกม่อนเข้ามารวมตัวกันในจุดที่ใกล้ร้านค้าของเขาเพื่อทำให้เกิดการเดินผ่านไปผ่านมาของผู้เล่นแล้วก็ทำให้เกิดโอกาสในการซื้อสินค้าได้ ในความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว พวกสินค้าเล็กๆน้อยๆอย่างขนมนมเนย น้ำปั่น ตลอดไปจนถึงบรรดาร้านกาแฟที่สั่งอาหารทานเบาๆแล้วนั่งเล่นเกมส์ได้ก็มีโอกาสสร้างรายได้จากเกมส์ได้มากขึ้น และที่น่าสนใจก็คือรัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ได้มีการพูดถึงการนำโปเกม่อนตัวหายากๆมาใช้ในการท่องเที่ยวในจังหวัดที่เกิดภัยพิบัติ ทำให้นักล่าโปเกม่อนนำเงินเข้าไปท่องเที่ยวและช่วยฟื้นฟูในแต่ละท้องถิ่นได้

คำถามที่น่าสนใจก็คือ “หลังจากนี้คิดว่าหน้าตาของเกมส์จะไปในรูปแบบไหน?”

ถ้าเราลองมองย้อนกลับไปดูวิวัฒนาการของเกมส์นั้น ผมเองก็สังเกตเห็นนะครับว่ามันจะเป็นยุคๆของมัน

  1. ยุคเกมส์ Offline นั่งอยู่กับที่ อันนี้เป็นเกมส์ยุคแรกที่บริษัทเกมส์สร้างรายได้โดยตรงกับลูกค้าจากการขายเครื่องเล่นและตัวเกมส์ ทุกคนก็จะนั่งเล่นอยู่กับบ้าน ตัวใครตัวมัน แล้วเราก็เอามาเล่ากันว่าเล่นเกมส์ไปถึงด่านไหนแล้ว เกมส์ยุคนี้จะมีการพัฒนาเวอร์ชันต่างๆให้มันสนุกสวยงามทันยุคทันสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น มาริโอ้บอรส คอนทรา
  1. ยุคเกมส์ Online นั่งอยู่กับที่ เป็นเกมส์ที่เราต่อ Internet เล่นกันหลายๆคนได้ ต่างคนต่างเล่นอยู่ที่บ้าน แล้วเราก็โหลดโปรแกรมมาเชื่อมต่อจาก Server กลางที่เล่นเกมส์ได้ โดยบริษัทที่ผลิตเกมส์จะเก็บเงินค่าชั่วโมงเล่นหรือจ่ายค่าสมาชิกและการซื้อไอเทม แต่ข้อดีคือเราสามารถพาเราและกลุ่มเพื่อนเข้าไปร่วมเล่นเกมส์กันหลายๆคนแบบมีเรื่องราวของตัวเองได้ การพัฒนาเกมส์ในยุคนี้ก็จะสร้างความเข้มข้นในการสร้างด่านต่างๆให้ User เข้ามาบุกตะลุยร่วมกัน เกมส์ยุคนี้เช่น แรคนาร็อค
  1. ยุคเกมส์ Online เคลื่อนที่ได้ ผมว่าตั้งแต่เรามีมือถือ Smart Phone ขึ้นมาเกมส์ก็ถูกพัฒนาให้เล่นในแบบ Social Network ได้ ก่อนหน้านี้เกมส์ในมือถือนั้นก็จะเป็นเกมส์ออนไลน์ที่เราก็ใช้มือถือเล่นนั่นล่ะ เพียงแค่มันไม่ได้โยงกับบรรดาที่อยู่และ Location เหมือนบรรดา Application นัดพบต่างๆ พอมีเกมส์โปเกม่อนเกิดขึ้นมา ผมก็มองว่าเป็นเกมส์แรกที่ฉีกกฎเกณฑ์แบบเดิมๆโดยทำให้เราเดินออกไปนอกบ้านเพื่อเล่นเกมส์ในสถานที่จริงได้ ต่อไปก็คงจะมีแนวๆเล่นร่วมกันนอกบ้านอีกเยอะนะครับ
  1. ยุคเกมส์ Online ที่มี Social Interaction จากข้อสังเกตต่างๆและความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมว่าในอนาคตเกมส์ต่างๆจะเป็นในรูปที่เราสามารถออกไปพบเจอใครหลายๆคนบนท้องถนนได้ ไม่ต่างกับการเล่นแร็คนาร็อคด้วยการเดินออกไปปฏิบัติภารกิจบนท้องถนนแล้วได้เจอคนนั้นคนนี้ที่เล่นเกมส์เดียวกับเรานะครับ และที่สำคัญคือคนที่อยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมในเกมส์ไม่ว่าจะ offline หรือ online ก็สามารถสร้างรายได้ร่วมกันได้

ถามว่านวัตกรรมนี้จะสร้าง Ecosystem ทางเศรษฐกิจได้ไหม? ผมว่าได้นะ ยกตัวอย่างเช่น

  • แผนที่อาจจะมีการแจ้งร้านค้าต่างๆในบริเวณใกล้เคียงของผู้เล่น ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดสินค้าและโปรโมชั่นต่างๆ รวมถึงกรณีที่ผู้เล่นเกมส์เข้าไปใช้บริการอาจจะได้สิทธิพิเศษต่างๆมากขึ้น ตรงนี้จะทำให้ Local Community ที่ร่วมกับเกมส์ได้ประโยชน์มากขึ้นหากสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายสำหรับคนที่เล่นเกมส์ได้ ไม่แน่นะต่อไปเดินๆอยู่นี่จะรู้หมดเลยว่ารอบข้างเรามีร้านอาหารอะไรบ้าง โรงแรมที่พักอะไรบ้าง แถมมีรีวิวให้อ่านในขณะเดินเล่นเกมส์ด้วยอีก
  • อาจจะมี Application กึ่งเกมส์แบบใหม่ๆที่ใช้ในการท่องเที่ยว โดยให้มี Navigator บอกเส้นทางว่า จุดไหนน่าจะไปเที่ยว เดินทางซ้ายหรือเดินทางขวา และมี Item อะไรที่จะต้องซื้อต้องเก็บในย่านนั้นๆบ้าง คล้ายๆ GPS บอกเส้นทางขับรถนะครับแต่พัฒนามาใช้ในเชิงการท่องเที่ยวได้นะครับ
  • ถ้าคุณเคยเล่นเกมส์ Online ที่เลือกอาชีพเป็นพ่อค้าได้ ก็ไม่แน่นะตัวคุณในเกมส์ก็อาจจะเป็นพ่อค้าจริงๆ และได้พบเจอกับคนอื่นจริงๆที่ซื้อของก็ได้ ในปัจจุบันนี้คนเราก็มักจะโปรโมทสินค้าผ่าน Facebook Instragram หรือ Google Map ต่อไปตัวเราเองอาจจะสร้าง Community ในการค้าขายในระหว่างการเล่นเกมส์ได้ด้วยเช่นกัน
  • นอกจากเกมส์แล้วก็สามารถใช้เป็นประโยชน์ทางการศึกษาได้เช่นกัน เมื่อก่อนเราจะนั่งเรียนหนังสือในโรงเรียน แต่ถ้าต่อไปข้อมูลต่างๆถูกผูกไว้ในระบบทั้งหมดสามารถอ่านได้ทางมือถือโดยให้เด็กเรียนรู้ผ่านเกมส์เสมือนจริง การเดินทางไปเรียนรู้นอกห้องเรียนให้เห็นของจริงผ่านเกมส์เล่าความรู้ต่างๆ ก็ทำให้เด็กเรียนรู้ได้เร็วขึ้นกว่านั่งอ่านหนังสือเฉยๆได้ครับ

ซึ่งเมื่อมีการพัฒนาเกิดขึ้นแล้ว เชื่อว่าหลายๆคนก็จะมองเห็นโอกาสทางธุรกิจของตัวเองเมื่อเราเข้าไปอยู่ใน Ecosystem ของเกมส์เหล่านั้น อนาคตมันจะมีการทำธุรกิจแบบหลากหลาย ผสมผสานแบบ Offline บ้าง Online บ้าง เราอาจจะเดินเข้าไปในร้านขายของแล้วเห็น Promotion ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าไปในมิติไหน มันจะพัฒนาไปไกลมากจากเดิมมีแค่เรื่อง คูปองส่วนลด บัตรสมาชิก บัตรเครดิต ในโลก Offline เท่านั้น ต่อไปเราอาจะว่าใครเfป็นสมาชิกในโลก Online ทั้งหลายก็สามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้ด้วยเช่นกัน

การที่มีเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาให้เราได้เรียนรู้ว่าโลกไปถึงไหนแล้ว มีสิ่งใหม่ๆอะไรบ้าง ถ้าเราสามารถมองออกว่าเราจะใช้ประโยชน์และนำไปต่อยอดให้เกิดเศรษฐกิจในเชิงสร้างสรรค์ได้ มันก็จะสร้างรายได้ให้กับเราได้

9 แนวคิดที่ทำให้การเงินพังยับเยิน

ถ้าเรากำลังขับรถไปเที่ยวสัมผัสอากาศเย็นบนภูเขา ขวามือเป็นภูเขา ซ้ายมือเป็นทางลาดชัน แล้วเจอป้ายเตือนข้างทางบอกว่าให้ระวังเพราะข้างหน้าถนนลื่นเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เชื่อว่าหลายคนก็จะเริ่มแตะเบรค ชะลอความเร็ว แล้วขับรถอย่างระมัดระวังมากขึ้น เพราะอยากไปให้ถึงที่พักอย่างปลอดภัย เรื่องการใช้เงินก็เช่นกัน

 

หากเราไม่อยากมีประสบการณ์ความผิดพลาดเป็นของตัวเอง

เราก็ต้องเรียนรู้ประสบการณ์ความผิดพลาดของคนอื่น

 

มันเหมือนป้ายเตือนข้างทางว่ามีวิธีใช้เงินอย่างไรจนทำให้ฐานะทางการเงินอ่อนแอ รู้ว่าทำแบบนี้แล้วผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร โดยที่ไม่ต้องเจอเอง มันจะทำให้เราก็จะระมัดระวังในการใช้เงินมากขึ้น รู้ว่าควรทำและไม่ควรทำอะไร

 

ผู้เขียนกราบขอบพระคุณและขออนุญาตยกตัวอย่างบุคคล 3 ท่าน และเหยื่อของแชร์ลูกโซ่ ในแง่มุมของวิธีการใช้เงินเพื่อเป็นข้อเตือนใจให้ผู้อ่านระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น

 

คนแรก…เราจำภาพคุณมนัส บุญจำนงค์ได้หรือไม่

 

9 แนวคิดที่ทำให้การเงินพังยับเยิน

ภาพจากรายการคนดังนั่งเคลียร์ ช่อง 2 (ดูคลิปสัมภาษณ์ทั้งหมดได้ที่ท้ายบทความ)

 

อดีตนักชกโอลิมปิกเหรียญทองปี 2004 และเหรียญเงินปี 2008 ตอนนั้นได้ทั้งเงินอัดฉีด 10 กว่าล้าน พร้อมกับเงินเดือนให้ใช้ไปจนกระทั่งอายุ 60 ปี ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตของนักชกสู้ชีวิตคนนี้ เพราะกว่าจะมีวันนี้ได้จะต้องผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างหนัก

 

เริ่มต้นชกมวยตอนอายุ 15 ปี ได้ไปโอลิมปิกตอนอายุ 24 ปี เท่ากับว่าใช้เวลา 9 ปีกว่าจะประสบความสำเร็จ เงินทองที่เข้ามาพร้อมกับชื่อเสียง ทำให้เกิดความหลงระเริง ใช้ชีวิตอย่างประมาทหมดเงินไปกับการกิน เที่ยว ติดหญิง เลี้ยงเพื่อนฝูงไปไม่ต่ำกว่าวันละ 3-4 หมื่นบาท รวมถึงเล่นการพนันที่แต่ละครั้งหมดเงินไป 3-4 หมื่นบาท ใครมายืมเงินก็ให้ แล้วซื้อทุกอย่างที่ตัวเองอยากได้

 

ถ้าเป็นหนังคงเดาตอนจบได้ไม่ยากเลยใช่ไหมจ๊ะ เงิน 10 ล้านก็ค่อยๆหมดลง เพื่อนฝูงที่เคยรักเลี้ยงเฮฮากันก็เริ่มหายหน้าหายตาไป เงินที่เคยให้เพื่อนยืมก็ไม่ค่อยได้คืน ชีวิตครอบครัวก็จบลงเพราะฝ่ายหญิงทนความเจ้าชู้ไม่ได้ก็ขอแยกทางกันไป แต่ก็ยังดีที่รู้สึกตัวได้จนกลับมาทำงานตั้งตัวอีกครั้งกับการขายขนม

 

คนที่สอง…คุณสมรักษ์ คำสิงห์

 

9 แนวคิดที่ทำให้การเงินพังยับเยิน

นักชกเหรียญทองโอลิมปิกคนแรกของไทย

 

เมื่อมีชื่อเสียง เงินทองก็เข้ามามากขึ้น เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาต้องการนำเงินไปต่อยอดให้มันเติบโต ซึ่งคุณสมรักษ์เลือกที่จะนำเงินไปลงทุนทำธุรกิจหลากหลายรูปแบบ เช่น

  • ปั๊มน้ำมัน
  • หมู่บ้านจัดสรร
  • รถทัวร์
  • โรงงานน้ำดื่ม
  • ร้านหมูกระทะ

 

หมดเงินไปนับ 10 ล้าน!! กับธุรกิจที่ไม่เชี่ยวชาญ การไม่รู้จริงในธุรกิจที่ลงทุน ไม่ได้เอาใจใส่เท่าที่ควร แล้วไว้ใจฝากให้คนอื่นดูแลจึงมีโอกาสถูกโกงสูงมาก รวมถึงเป็นคนใจกว้างมากเกินไป มีอะไรก็ให้ เช่น ให้คนยืมเงินโดยไม่สอบถามว่านำเงินนั้นไปทำอะไร

 

คนที่สาม…คุณสุชิน ควรสงวน

9 แนวคิดที่ทำให้การเงินพังยับเยิน

อ่านบทสัมภาษณ์ได้ที่ลิงค์ท้ายบทความ

 

9 แนวคิดที่ทำให้การเงินพังยับเยิน

ตัวอย่างนักร้องในสังกัด

 

ในช่วงที่คุณสุชิน เป็นนักจัดรายการวิทยุและเจ้าของค่ายเพลงลูกทุ่งนั้นมีเงินหมุนเวียนหลายร้อยล้านบาท เขามีรายได้เข้ามามากมาย เรียกได้ว่าถ้า “วันนี้ใช้เงินหมด พรุ่งนี้ก็หาใหม่ได้” เพราะคิดว่าตนเองเป็นคนมีชื่อเสียงหาเงินได้ทุกวัน  จึงทำให้ใช้ชีวิตอย่างประมาท ไม่มีเงินออมเก็บไว้ เงินที่ได้รับมาก็หมดไปกับการกิน เที่ยว ทำบุญ ถ้าใครเดือดร้อนเรื่องเงินก็ให้

 

แต่โลกธุรกิจก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะวงการเพลง นอกจากต้องต่อสู้กับเทปผีแล้ว ยังต้องปรับให้เข้ากับพฤติกรรมการฟังเพลงของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปฟังแบบออนไลน์มากขึ้นอีกด้วย บวกกับสาเหตุอื่นๆจึงทำให้ค่ายโฟร์เอสได้ปิดตัวลงในปี 2552

 

ปัจจุบันชีวิตย่ำแย่เพราะเป็นเส้นเลือดในสมองตีบและกำลังขึ้นศาลเกี่ยวกับคดีฟ้องร้องเรื่องหนี้สิน เขาได้มาออกรายการปากโป้งเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้คนอื่นๆระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งคุณสุชินบอกกลางรายการปากโป้งว่า มีเงินต้องเก็บ พอถึงเวลาเศรษฐกิจมันล่ม เศรษฐกิจมันลงเหวขึ้นมา จะตัวเองก็ช่วยตัวเองไม่ได้”

 

คนที่สี่…เหยื่อแชร์ลูกโซ่

 

9 แนวคิดที่ทำให้การเงินพังยับเยิน

ที่มา : รายการเจาะข่าวเด่น จับแชร์ลูกโซ่

ลงทุนธุรกรรมออนไลน์ ตอน 1 (12 ม.ค.59)

 

เมื่อความโลภเข้าตาอะไรๆก็มาฉุดรั้งไว้ไม่ได้ หลายครั้งที่เราเห็นช่องทางทำเงินอย่างง่าย ลงทุนแล้วรวยเร็วโดยที่ไม่ต้องลงแรง เช่น ใส่เงินลงทุน 10,000 บาท 3 วันได้เงินกลับมา 3,500 บาท ถ้าเป็นคนขี้สงสัยเขาจะตั้งคำถามว่านำเงินไปลงทุนอะไร ทำไมได้เงินกลับมาเร็วจัง เกิดความระมัดระวังแล้วไม่ตัดสินใจลงทุนเพราะกลัวว่าจะถูกหลอก

 

ในทางกลับกัน หลายคนอาจจะเห็นโอกาสทำเงินง่ายๆ คิดว่าถ้าลงเงินมากขึ้นจะได้เงินกลับมามากกว่านี้ ความฝันที่จะมีบ้าน รถยนต์และชีวิตที่ดีขึ้นกำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ หลังจากนั้นก็จะมองหาแหล่งเงินทางอื่นเพื่อนำมาลงทุนมากขึ้น เช่น ชักชวนคนอื่นมาร่วมลงทุนด้วย ยืมเงิน เอาบ้านและที่ดินไปจำนอง เปลี่ยนรถยนต์เป็นเงินสด การกู้ยืมนอกระบบและอีกสารพัดวิธีที่จะได้เงินมาลงทุน

 

9 แนวคิดที่ทำให้การเงินพังยับเยิน

 

ระบบที่ล่องลอย เงินทองก็ล่องหน

 

ภาพความร่ำรวยได้ลอยออกมาผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มีแต่ตัวเลข บอกว่าตอนนี้เรามีเงินลงทุนและได้ผลตอบแทนอยู่ที่เท่าไหร่ ธุรกรรมทุกอย่างฝากไว้บนหน้าจอหรือฝากให้หัวหน้าทีมไปทำธุรกรรมแทน โดยไม่เคยมีหลักฐานเอกสารชัดเจนส่งมายืนยันที่บ้านเลยสักครั้ง (การลงทุนท

4 วิธีง่ายๆในการเปรียบเทียบว่าหุ้นแพงอ๊ะเปล่า

คำถามว่าหุ้นตัวไหนน่าซื้อบ้าง ราคาถูกยัง แพงไปยัง เป็นคำถามโลกแตกที่นักลงทุนถามกันทุกว๊านทุกวัน และเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับราคาหุ้นของมือใหม่นั้นเท่าที่ผมสังเกตมาก็คือ เขาจะมองความถูกความแพงที่จำนวนเงินที่เขาจะต้องจ่ายไป ตัวอย่างเช่น

หุ้น A ราคา 10 บาท มีเงิน 10,000 บาท ซื้อได้ตั้ง 1,000 หุ้น

หุ้น B ราคา 100 บาท มีเงิน 10,000 บาท ซื้อได้แค่ 100 หุ้น

วิธีการมองแบบนี้เป็นการมองแค่ว่าเงินในกระเป๋าที่เรามีอยู่ซื้อหุ้นได้ขนาดไหน แต่ความเป็นจริงๆแล้วมันไม่ได้บอกว่าพอซื้อแล้วเราจะได้ผลตอบแทนที่ดีกลับมาหรือไม่ คิดดูสิว่าหากเราเกิดซื้อ หุ้น A ไป ผ่านไป 3 ปี ราคา 10 บาทกลายเป็น 11 บาท ในขณะที่หุ้น B จากราคา 100 บาท กลายเป็นราคา 170 บาท แล้วเราก็อาจจะแบบว่า…. “รู้งี้…. ซื้อหุ้น B ดีกว่าเนอะ”

ดูหุ้นว่าราคาถูกหรือราคาแพงดูยังไงดี? มาดูวิธีการง่ายๆกันนะครับ

1. เทียบกับมูลค่าที่มันเป็น

สมมติถ้าเราออกไปซื้อข้าวไข่เจียว เราย่อมมองเห็นอยู่แล้วว่า ค่าข้าวกับค่าไข่มันควรจะกี่บาท ถ้าอยู่ๆเราเดินไปซื้อหน้าปากซอยแล้วคนขายคิดตังแพงมาก ข้าวไข่เจียวจานละ 200 เราก็จะมองบนแล้วก็ อะไรวะ แพงจัง แต่ถ้าช่วงไหนเจ้าของร้านใจดี ลดราคาโปรโมชั่น ขายถูกลงปริมาณเท่าเดิม เราก็ชอบอยู่แล้ว ในการลงทุนในหุ้นเขาก็ใช้ค่า P/BV เพื่อเทียบกันระหว่างราคาหุ้นกับมูลค่าทางบัญชีว่ามันเป็นอย่างไร แพงกว่ากันกี่เท่า ถ้าเทียบแล้วช่วงไหนที่ราคาแพงกว่าเวอร์ๆก็ไม่น่าสนใจ แต่ถ้าช่วงไหนหุ้นราคาตกเวอร์ๆแต่พื้นฐานดี มูลค่าทางบัญชียังเป็นเทรนเพิ่มขึ้นแบบเก๋ๆก็อาจจะพิจารณาลงทุนได้

2. เทียบกับกำไรที่มันให้

รูปแบบที่ 2 นี้จะเป็นการเปรียบเทียบว่าเราจ่ายเงินไปในราคาเท่าไหร่แล้วผลกำไรที่หุ้นให้กลับมาเป็นอย่างไร ก็คิดง่ายๆว่าหากเรามีเงินอยู่ก้อนหนึ่งแล้วเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้านมันขายดี จะไปขอซื้อต่อกิจการเขา เราก็จะไปถามเขาว่า ขายร้านให้ราคาเท่าไหร่ แล้วแต่ละปีขายกำไรเท่าไหร่? ถ้าคนขายเขาบอกว่า กำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆปีล่าสุดแตะที่ 1 ล้านบาท เขาขายกิจการให้ 10 ล้านโอเคไหม? แน่นอนว่าหากเราต่อราคาเขามาเหลือ 5 ล้านบาทได้ ก็ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว ในการลงทุนหุ้นเราก็จะใช้ค่า P/E ในการพิจารณา ถ้าหุ้นดี P/E อาจจะสูงก็ได้ก็ต้องดูว่าช่วงไหนที่เป็นโอกาส ราคารูดลงแต่ผลตอบแทนยังดี ก็พิจารณาซื้อได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องดูหลายๆอย่างเพิ่มนะ บางทีเจอกำไรครั้งเดียว บางทีเจอของราคาต่ำลงแต่กำไรต่ำลงด้วย

3. เทียบกับปันผลที่มันจ่าย

วิธีนี้เขาเปรียบเทียบกับปันผล หุ้นบางตัวอาจจะมีโอกาสสร้างผลกำไรแล้วมีเงินปันผลมากขึ้น เช่น หุ้น A ปันผลทุกปีอย่างต่อเนื่องแล้วมีอัตราปันผลอยู่ที่ 5% นั่นแปลว่าในยามปกติเขาอาจจะซื้อขายกันที่ 100 บาท ปันผลอยู่ที่ 5 บาท แต่ถ้าเราเห็นยามไม่ปกติในราคาเกิดขึ้นเช่น อยู่ๆคนก็แห่ขายอย่างไร้เหตุผลแล้วราคาเหลือ 80 บาท แต่ยังปันผลที่ 5 บาทเหมือนเดิมนะ นั่นแปลว่าถ้าเราซื้อที่ราคานี้ปันผลเราจะได้ถึง 6.25% เลยนะ และในทางตรงข้ามหากเราซื้อที่ราคาแพงกว่า 100 บาทก็จะได้อัตราปันผลที่ต่ำลง 

4. เทียบกับการลงทุนในความเสี่ยงอื่นๆ

สุดท้ายแล้วก็ลองเปรียบเทียบกับตราสารอื่นๆก็ได้ เช่น เงินฝาก ตราสารหนี้ ก็อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า หุ้นมันมีความเสี่ยงสูง มีโอกาสขาดทุนหรือกำไรก็ได้ แต่ถ้าผลตอบแทนของหุ้นมันกลับได้พอๆกับตราสารหนี้ล่ะ เราจะทำไง? แน่นอนว่าเราก็จะมองว่าหุ้นมันแพงไปและมาเปลี่ยนเป็นตราสารหนี้ดีกว่า ตัวอย่างเช่น

กรณีที่ 1 หากเราลงทุนในหุ้นจะได้ผลตอบแทน 5% ตราสารหนี้ 3% ต่อปี อย่างนี้เราเห็นว่าความเสี่ยงที่ต่างกันแต่ผลตอบแทนเพิ่มมานิดเดียว หลายๆคนก็อาจจะบอกว่า โห งี้ไม่น่าลงทุนในหุ้นเลยมันไม่น่าซื้ออย่างแรง แต่จะพิจารณาซื้อหุ้นหรือตราสารหนี้ก็อีกเรื่องนะครับ ฮาๆ

กรณีที่ 2 หากเราลงทุนในหุ้นจะได้ผลตอบแทน 20% ตราสารหนี้ 5% ต่อปี อันนี้ล่ะดูน่าสนใจกว่ากรณีที่หนึ่ง เพราะมองยังไงหากเรารับความเสี่ยงได้ การลงทุนในหุ้นมันเห็นผลตอบแทนกว่าตราสารหนี้แบบเน้นๆ เราก็อาจจะมองว่าโอกาสของการได้ประโยชน์ที่สูงกว่าก็ต้องเป็นการลงทุนในหุ้นแน่ๆ

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างง่ายๆของการดูว่าหุ้นถูกหรือหุ้นแพงในเบื้องต้นนะครับ แน่นอนว่าสิ่งที่ผมเขียนนั้นมันเป็นแค่พื้นฐานง่ายๆให้ไปต่อยอด และไม่ได้หมายความว่าพวกอัตราส่วนทางการเงินต่างๆมันจะใช้บอกความถูกความแพงของหุ้นได้ 100% ก่อนใช้เราจะต้องรู้ทั้งในแง่ของเครื่องมือและธรรมชาติของธุรกิจที่เรานำมาพิจารณาประกอบนะครับ ตรงนี้อยู่ที่ประสบการณ์ของทุกท่านในการมองแล้ว

ขอให้โชคดีในการลงทุนครับ

“จีน” พญามังกร รอวันตื่น

“จีน” พญามังกร รอวันตื่น

 

          กลับมาเจอกันอีกครั้งนะครับ หลังจากที่เราได้ไปเยือนมาในหลายประเทศจากบทความก่อนๆ หน้านี้แล้ว แต่ดูเหมือนว่าผมยังกล่าวขาดไปอีกหนึ่งประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของโลกอย่างมาก และยังเป็นประเทศที่ใครๆ ก็ต่างคาดการณ์กันว่าในอนาคตนั้นจะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก… แน่นอนครับ ผมกำลังหมายถึงประเทศมหาอำนาจของโลก  “จีน” นั่นเองครับ

1

Source: www.tradingeconomics.com

 

          จากข้อมูล ณ สิ้นปี 2558 หากไม่นับรวมกลุ่มประเทศภาคพื้นยุโรป (Euro Area) จีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา  และยังเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกอีกด้วย และอย่างที่เราทราบกันดีว่าเศรษฐกิจของประเทศจีนในช่วงนี้กำลังอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ทางรัฐบาลจีนได้เปิดเผยว่านั่นเป็นความตั้งใจที่ต้องการให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตช้าลงไม่หวือหวาเหมือนอย่างในอดีต

 

          เอ๊ะ!!.. อาจจะฟังดูแปลกๆ ถ้าอย่างนั้นเรามาดูรายละเอียดกันต่อเลยดีกว่าครับว่าเหตุใดผมจึงเชื่อว่าจีนเป็นประเทศที่ดีสำหรับการลงทุนในระยะยาว

 

          เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา ประเทศจีนต้องเจอกับปัญหาหลายด้านจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงปัญหาจากภายในประเทศอย่างภาวะฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาเงินกู้นอกระบบ (Shadow Banking) รวมถึงปัญหาหนี้สินที่เกิดขึ้นในภาครัฐฯ ทำให้รัฐบาลจีนต้องปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อทำการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลจีนได้ทำการประกาศใช้นโยบาย "New normal" เพื่อปรับสมดุลทางเศรษฐกิจของประเทศ มุ่งเป้าที่จะเติบโตช้าๆ อย่างมีเสถียรภาพและมั่นคง โดยมีการปรับเปลี่ยนนโยบายที่เคยเน้นการผลิตเพื่อส่งออกมาเป็นเน้น “การบริโภคภายในประเทศ” ให้มากขึ้นซึ่งส่งผลให้จีนมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงอย่างมีนัยสำคัญตามเป้าหมายที่รัฐบาลจีนคาดการณ์ไว้

2 3

          มาถึงตรงนี้แล้วหลายๆ ท่านอาจจะยังไม่หายกังวลจากการลดเป้าหมายทางเศรษฐกิจของจีนใช่มั้ยครับ แต่รู้มั้ยครับว่าในทางกลับกันแล้วนักวิเคราะห์เองกลับมองว่าภาวะการชะลอตัวนี้ ไม่ได้เกิดจากวงจรทางเศรษฐกิจทั่วไป แต่เป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของประเทศจีนนั่นเอง เพราะจริงๆ แล้วประเทศจีนยังมีโครงการต่างๆ อีกมากมายที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานของรัฐบาลจีนเพื่อตอบสนองกับนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจดังกล่าว อย่างเช่น มาตรการขยายความเป็นเมือง หรือ Urbanization สู่มณฑลต่างๆ ของประเทศ
          โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างท่าเรือ การขยายลู่ทางโลจิสติกส์ หรือการขยายโครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน การพัฒนาระบบเครือข่ายออนไลน์และระบบซื้อขายสินค้าและบริการผ่านอินเตอร์เน็ต การสนับสนุนการดูแลสุขภาพ การท่องเที่ยวและกีฬา และยังมีนโยบายยกระดับสินค้าอย่าง “Made in China 2025” เพื่อเปลี่ยนการผลิตสินค้า Low Cost สู่การสร้างผลิตภัณฑ์ระดับ Premium ป้อนตลาดโลกภายในปี พ.ศ. 2568 นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังมีการปฏิรูปภาคการคลังท้องถิ่น รวมถึงการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อลดการผูกขาดและเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนอีกด้วย
 

 

          ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่ผมว่ามานี้ ผมมั่นใจว่าจีนกำลังเตรียมความพร้อมก่อนที่จะพุ่งทะยานต่อไปเพื่อเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในอนาคตนั่นเอง

4

          สิ่งที่ผมคาดการณ์ก็คือเราน่าจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากขึ้นจากการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจนี้ในช่วงปี 2560 ครับ สำหรับในด้านของการลงทุนนั้นผมเชื่อมั่นว่าจีนจะยังไปได้อีกไกล ดังนั้น แม้ว่าเราจะเห็นความผันผวนจากการลงทุนในระยะสั้นก็ตามแต่ในระยะยาวแล้วจีนยังมีโอกาสที่ดีมาก ๆ ครับ  

 

เมื่อเราเห็นภาพรวมของเศรษฐกิจจีนกันไปบ้างแล้ว.. คราวนี้เรามารู้จัก “ตลาดหุ้นจีน” กันบ้างนะครับ

5

          เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงพอจะรู้จักหุ้นจีนในฐานะหุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจในประเทศจีนกันอยู่แล้ว แต่ก็อาจจะยังสงสัยว่า.. เอ๊ะ!!.. หุ้นจีนทำไมแยกยิบย่อยอะไรขนาดนั้น มีทั้ง A-share, B-share, H-share, Red Chips อะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด แค่ชื่อยังจำไม่ได้เลย วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่าหุ้นจีนนั้นมีกี่ประเภท? อะไรบ้าง ? แล้วแตกต่างกันยังไง ? มาลองดูกันเลยดีกว่าครับ

 

ประเภทแรก หุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศจีน

          เนื่องจากประเทศจีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่มาก ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกที่ตลาดหลักทรัพย์จะไม่ได้มีเพียงตลาดเดียวครับ สำหรับตลาดที่อยู่ในประเทศจีนจริงๆ นั้น มี 2 ตลาด คือ “ตลาดเซี่ยงไฮ้” กับ “ตลาดเซินเจิ้น” ซึ่งในแต่ละตลาดก็จะมีหุ้นที่เหมือนกันบ้างหรือแตกต่างกันบ้าง ราคาซื้อขายของทั้ง 2 ตลาดก็จะไม่ได้เท่ากันพอดีเป๊ะ โดยทั้ง 2 ตลาดนี้ต่างก็มีหุ้นกลุ่มที่เรียกว่า A-Share และหุ้นกลุ่มที่เรียกว่า B-Share ด้วยกันทั้งคู่ มาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยแล้วล่ะครับว่าแล้วเจ้า A-share กับ B-share มันต่างกันยังไง ?

  1. หุ้นกลุ่ม A-Share หุ้นกลุ่มนี้จะเป็นหุ้นที่จดทะเบียนซื้อ-ขายในตลาดเซี่ยงไฮ้ หรือเซินเจิ้นก็ได้ โดยทำการซื้อ-ขายด้วยสกุลเงินหยวน ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้จะเป็นพี่เม่า น้องเม่า ลุง ป้า อาม่า และแก๊งส์ 4 โมงเย็น เรียกง่ายๆ ว่านักลงทุนรายย่อย และนักลงทุนที่ชอบซื้อขายแบบเก็งกำไรค่อนข้างเยอะครับ แต่จริงๆ แล้วในกลุ่มนี้ก็ยังมีนักลงทุนต่างประเทศเป็นบางส่วน แต่เฉพาะที่ได้โควต้าเท่านั้นจึงจะสามารถลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ได้ครับ
  2. หุ้นกลุ่ม B-Share หุ้นกลุ่มนี้จะเป็นหุ้นที่จดทะเบียนซื้อ-ขายในตลาดเซี่ยงไฮ้ หรือ เซินเจิ้นก็ได้เหมือนกันครับ แต่หุ้นกลุ่มนี้จะถูกซื&#xE

ฉันเลือกนาย!!! 7 งานสุด Cool ที่เกิดขึ้นจากเกม Pokemon Go

ฉันเลือกนาย!!! 7 งานสุด Cool ที่เกิดขึ้นจากเกม Pokemon Go

 

     ตอนนี้ไม่ว่าใครต่างก็รู้จักเกมสุดฮิตที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา, ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ในไทยเองก็ตามอย่าง Pokemon Go เกมนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก เรียกได้ว่าเปิดตัวได้อย่างยิ่งใหญ่สมกับที่ทุกคนรอคอย หากแต่สำหรับคนที่ไม่มีเวลาหรือไม่เคยเล่นมาก่อน ทาง Money Ideas จะขอแนะนำที่มาซักเล็กน้อยเกี่ยวกับเกมนี้

 

     Pokemon Go เป็นเกมส์แบบเสมือนจริง โดยการใช้เทคโนโลยี AR หรือ Augmented Reality เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ต่างๆในโลกให้ความเป็นจริงให้กลายเป็นโลกเสมือน ทำให้ผู้เล่นเกมทุกคนไม่ใช่แค่เล่นเกมอยู่ที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น แต่จะต้องเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆที่มีอยู่จริงเพื่อจับ Pokemon ที่อยู่ในเกมเหล่านั้นให้ได้ นอกจากนี้ยังมีสถานที่ๆเรียกว่า POKÉSTOP ตามจุดต่างๆ สำหรับแจกไอเท็มใหักับเหล่าเทรนเนอร์ Pokemon และอีกที่ๆขาดไม่ได้หากต้องการฝึกฝนให้เป็นเทรนเนอร์ขั้นเทพ GYM คือสถานที่สำหรับการฝึกฝนและแสดงพื้นที่ทีมของผู้เล่น บอกได้ว่าเกม Pokemon ได้เปิดประตูสู่ยุคของการเล่นเกมแบบใหม่อย่างแท้จริง

 

     วิธีการเล่นเกมก็คือการจับ Pokemon ต่างๆที่จะออกมาแบบ ‘บังเอิญ’ (แม้จะมีระบบที่บอกว่า Pokemon ตัวไหนอยู่ใกล้เราบ้าง) ทำให้เทรนเนอร์ทุกคนต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลาเพื่อจะจับ Pokemon การเล่นเกมนี้ถ้าเล่นแบบชิวๆ ก็เรียกได้ว่าเป็นเกมที่เล่นได้แบบฟรีๆ ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไร แต่หากต้องการเล่นแบบจริงจังก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาเพื่อใช้ซื้อไอเท็มบางอย่างที่จำเป็น

 

     แต่ใครบอกว่าการเล่นเกม Pokemon Go จะมีแต่ค่าใช้จ่าย!!! บางคนก็เกิดไอเดียเจ๋งๆที่ช่วยสร้างรายได้จากเกม Pokemon Go ได้แล้วเหมือนกัน ทาง Money Ideas จึงขอรวบรวมอาชีพเจ๋งๆที่เกิดจากเกม Pokemon Go สำหรับเทรนเนอร์ทุกคนที่อยากเล่นเกมด้วยแถมยังมีรายได้เกิดจากเกมด้วย

 

อาชีพที่ 1 Pokemon Driving

     เทรนเนอร์ทุกคนต่างก็มีความมุ่งมั่นที่จะจับ Pokemon ให้ได้ แต่การเดินเพื่อจับ Pokemon เป็นระยะทางไกลๆก็ทำให้ร่างกายอ่อนล้าแถมอาจจะได้รับอันตรายเช่น การถูกดักปล้นหรือประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องมีผู้ช่วยที่ชำนาญด้านเส้นทางต่างๆอย่างเช่น Grab และ Uber มาทำให้การออกเดินทางตามหาเหล่า Pokemon สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น สำหรับราคานั้นจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละโปรโมชัน

grab2

ภาพประกอบจาก Facebook @Grab

uber

ภาพประกอบจาก Facebook @Uber

 

อาชีพที่ 2 PokeWalk

     หากเทรนเนอร์คนไหนที่อาจจะไม่มีเวลาที่จะนั่ง Grab หรือ Uber ออกตามหา Pokemon เอง ก็มีบริการออกเดินเพื่อตามจับหรือฟักไข่ให้กับคุณ เรียกได้ว่านั่งอยู่เฉยๆก็จับ Pokemon ได้ แถมหากตลอดระยะทางการเดินไม่สามารถจับโปเกม่อนได้ทาง PokeWalk ยินดีคืนเงิน!!! แต่น่าเสียดายสำหรับเทรนเนอร์ชาวไทยที่บริการนี้ยังอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น สำหรับราคาค่าเดินคิดตามระยะทางคือ 2Km., 5Km และ 10Km. ราคาคือ 10$, 15$ และ 20$

PokeWalk

ภาพประกอบจาก www.pokewalk.com

 

อาชีพที่ 3 Pokémon (Go) Catching in Bangkok with Take me Tour

     อาชีพนี้คือไกด์นำทัวร์สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญไปพร้อมๆกับการออกตามหา Pokemon พิเศษที่จะออกมาเฉพาะสถานที่สำคัญเท่านั้น ลักษณะการท่องเที่ยวเป็นแบบ One-Day Trip ที่ทำให้เหล่าเทรนเนอร์สามารถจับ Pokemon ได้ในสถานที่สำคัญเช่น สยามที่เป็นแหล่งที่อยู่ของ Pokemonภูติ หรือ Pokemonมังกร, บริเวณสนามหลวงหรือพระบรมมหาราชวัง แหล่งที่อยู่ Pokemonหายาก และริมน้ำเจ้าพระยาสำหรับ Pokemonน้ำ สนนราคาทริปอยู่ที่ 3,060 บาท ได้เที่ยวแถมยังได้ Pokemon หายาก ใครบ้างจะปฏิเสธ!!!

TakeMeTour

ภาพประกอบจาก Take Me Tour เว็บไซต์ https://goo.gl/dGVftX

 

อาชีพที่ 4 หาคนรู้ใจแค่ใช้บริการ Poke Dates

     ต่อไปนี้การใช้บริการหาคู่จะน่าตื่นเต้นเพิ่มมากขึ้น เพราะผู้เข้ารับบริการทั้งคู่จะมีกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกันในแบบที่คุณทั้งคู่จะต้องชอบ(?) ตอนนี้บริษัท FixUp ได้เริ่มให้บริการจัดหาคู่โดยการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ https://www.projectfixup.com/pokedates/ เพียงแค่กรอกประวัติซักเล็กน้อย แล้วบริษัทจะจับคู่คุณกับเทรนเนอร์อีกคนเพื่อให้ได้ลองใช้เวลาในการคบหากัน ที่สำคัญคือจะได้ใช้เวลาในการจับ Pokemon ร่วมกันอีกด้วย เรียกได้ว่าได้ทั้ง Pokemon ได้ทั้งคนรู้ใจในคราวเดียว!!!

PokeDate

ภาพประกอบจาก Poke Dates

 

อาชีพที่ 5 Pokemon Go Master

     หากคุณมั่นใจว่าคุณคือแฟนพันธุ์แท้ Pokemon!!! เชี่ยวชาญทั้งในเรื่องวิธีการเล่นและเทคนิคการเล่นเกม Pokemon Go ทุกอย่าง คุณเกิดมาเพื่ออาชีพนี้!!! หากคุณผ่านการคัดเลือก คุณจะได้รับเงินเดือน 1,000$ ตลอดระยะเวลาสัญญางาน 3 เดือน และสามารถทำงานได้ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้!!!  เพราะอาชีพนี้กำหนดคุณสมบัติของผู้เข้าสมัครเพียงข้อเดียวเท่านั้นคือ รู้ลึกรู้จริงทุกเทคนิคเกี่ยวกับการจับและเทรน Pokemon ซึ่งผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับประสบการณ์แบบ exclusive เกี่ยวกับ Poke-Challenges ที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน แต่ต้องรีบกันหน่อยเพราะหมดเขตการรับสมัคร 20 สิงหาคม 2559 เท่านั้น

ข้อมูลเพิ่มเติม http://sg.funzing.com/funz/6190

Funzing Singapor

ภาพประกอบจาก Facebook @Funzing Singapore

 

อาชีพที่ 6 Pokemon Trader

     อาชีพนี้เป็นอาชีพที่ยังไม่เกิดขึ้นกับเกม Pokemon Go เวอร์ชันปัจจุบัน แต่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อเกม Pokemon Go ได้ปล่อยแพลตฟอร์มใหม่ๆออก ทำให้เกมมีฟังค์ชันใหม่ๆเพิ่มขึ้นเช่น การแลกเปลี่ยนตัว Pokemon ระหว่างผู้เล่น นี่จึงเป็นโอกาสดีสำหรับเทรนเนอร์มือโปรที่จะปั้น Pokemon ของตนให้เก่งและสามารถนำมาแลกเปลี่ยนหรือขายให้กับผู้ที่สนใจจะซื้อโปเกม่อนของตนเองได้

 

อาชีพที่ 7 D.I.Y. for Pokemon Go

     นี่คืออีก 1 อาชีพที่เกิดขึ้นบ้างแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อมีหนุ่มน้อยคนหนึ่งทำเสื้อที่เรืองแสง และมีสัญลักษณ์ทีมของผู้เล่น Pokemon Go แต่ละทีม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการออกไปตามหา Pokemon ในช่วงเวลากลางคืน นอกจากจะช่วยลดอุบัติเหตุแล้วยังโดนใจผู้เล่นที่อยากมีของสะสมเกี่&#xE2

Smart Trade 555 ทางเลือกใหม่ กับสไตล์ Trigger Fund

สวัสดีครับ นักลงทุนกองทุนรวมทุกท่าน ผมเชื่อว่า ถ้าเอ่ยถึงกองทุน Trigger Fund แล้วละก็ หลาย ๆ ท่าน คงพอจะรู้จักกันอยู่บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ มักจะรู้จักในเชิงที่ว่า กองทุนแบบนี้ จะกำหนดอัตราผลตอบแทนคาดหวัง และระยะเวลามาให้ เช่น ผลตอบแทนคาดหวัง 5% ในระยะเวลา 6 เดือน

ซึ่งถ้าถึงเป้าหมายตามที่กองทุนกำหนดก็จะทำการปิดกองทุน และคำนวณผลตอบแทนส่งกลับไปทางนักลงทุนทันที  นักลงทุนบางส่วนจึงชอบกองทุนประเภทนี้มาก เพราะว่าเปรียบเสมือนมีคนมาช่วยหาจังหวะขายและทำกำไรให้ระหว่างที่ถือกองทุนอยู่นั่นเอง แต่ว่าการที่กองทุนทำผลตอบแทนได้ถึงตามที่คาดหวังไว้ ก็จะทำการปิดกองทุนนั้น

ถ้าเราลองมองกลับด้าน ก็จะพบว่าเมื่อกองทุนขาดทุน จะไม่ได้มีการปิดกองทุนแต่อย่างใด บางครั้งก็เปิดเป็นกองทุนเปิดที่สามารถซื้อขายได้อย่างปกติ เปรียบเสมือนว่าการลงทุนกับกองทุนแบบนี้ เป็นการ “Limit Gain แต่ไม่ได้ Limit Loss” ครับ

ทำให้การลงทุนในกองทุนประเภทนี้ดูแล้วก็จะค่อนข้างที่จะทำให้นักลงทุนเสียเปรียบอยู่พอสมควรเลยครับ ผมเชื่อว่าหลาย ๆ บลจ. เข้าใจตรงจุดนี้ดี จึงเป็นที่มาของกองทุน Trigger ประเภทใหม่ ที่มีการกำหนดจุด ‘Cut loss’ หรือ ‘จุดตัดการขาดทุน’ ไว้ด้วย ทำให้การขาดทุนที่ไม่จำกัดของกองทุนประเภทนี้ลดลงนั่นเองครับ

ยกตัวอย่างเช่น กองทุน Smart Trade 555 (แลดูเป็นกองทุนที่อารมณ์ดีมาก ๆ มีความขำอยู่ 555+) เป็นกองทุนที่มีการกำหนดจุดขาดทุนที่ 5% ด้วยนั่นเองครับ โดยผลตอบแทนของกองทุนทริกเกอร์ฟันด์โดยทั่วไปจะสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับผลตอบแทนของตลาด โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาในช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้นดีๆ ก็มักจะมีกองทริกเกอร์เกิดใหม่จำนวนมาก และพอเริ่มมีกองทริกเกอร์ที่ปิดกองได้ก็จะมีกองอื่นๆ ปิดกองได้ในเวลาไล่เลี่ยตามกันมา

แต่เมื่อตลาดกลับตัวเป็นขาลง ก็พบว่าแทบจะไม่มีกองทริกเกอร์กองไหนปิดกองได้ เพราะหุ้นในตลาดเกือบทั้งหมดให้ผลตอบแทนเป็นลบ ดังนั้นภาวะตลาดมีส่วนสัมพันธ์กับผลการดำเนินงานของกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ส่วนใหญ่

ถึงแม้ว่าในภาวะตลาดปัจจุบันที่หุ้นได้ปรับตัวขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้วแต่ยังอาจมีความผันผวนในอนาคตเพื่อไม่ให้ทิศทางตลาดมีผลกระทบต่อผลตอบแทนของกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ กองทุน SCBST555B จึงมีแนวทางในการลงทุนโดยอาศัยความสามารถในการคัดเลือกหลักทรัพย์ของผู้จัดการกองทุนเป็นหลัก โดยมีการใช้ตราสารอนุพันธ์เพื่อกำจัดความเสี่ยงจากตลาดออกไปทำให้ผลตอบแทนของกองทุนจึงขึ้นกับความสามารถในการคัดเลือกหลักทรัพย์เป็นหลัก

ยกตัวอย่างเช่น ในวันที่ 24 มิ.ย. 59 หลังจากการลงประชามติออกจาก EU ของ อังกฤษ (Brexit) ผลตอบแทนของ SET Index ในวันดังกล่าว -1.62% แต่ในขณะที่ผลตอบแทนของกองทุน SCBST555A อยู่ที่ +0.41%

นโยบายการลงทุน

จุดเด่นคือ เป็น Trigger Fund ที่มีการ Cut Lost และ มีโอกาสรับผลตอบแทน 2 ครั้งๆ ละ ประมาณ 5%  และมีการป้องกันความเสี่ยงตลาดขาลง โดยจะ Stop loss ที่ –5% (จากมูลค่าพาร์) ภายในระยะเวลา 1 ปี ตามเงื่อนไขที่กำหนด

สำหรับแนวคิดในการเลือกหุ้น คือ แบ่งหุ้น ออกเป็นสองกลุ่ม ดังนี้

  • Core portfolio stock โดยนักวิเคราะห์จะคัดเลือกโดยพิจารณาจาก business model เป็นหลักและมีความสามารถในการทำกำไรสูง
  • Trading Stock โดยจะคัดเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มของผลกำไรที่ดี หรือ หุ้นที่มีราคาตลาดแตกต่างจาก มูลค่าที่แท้จริง ณ ปัจจุบัน ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ
  • เลือกที่จะลงทุนในหุ้นกลุ่มขนาดกลาง และ ขนาดเล็ก
  • และมีความถี่ในการปรับพอร์ตค่อนข้างจะรวดเร็วตามสถานการณ์การลงทุนได้อย่างดีเลยทีเดียวครับ

แล้วการลงทุนกับกองทุน Trigger Fund จะดีทุกกองทุนหรือไม่ ?

โดยในปี 2014 จะมีกองที่ได้ผลตอบแทนตามที่กำหนดไว้และปิดกองทุนทำกำไรไปอยู่ที่ 88.24% สำหรับกองหุ้นในประเทศทั้งหมด และ 80.00% สำหรับกองที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ แต่ในปี 2015 จะมีเพียง 37.50% ของกองทุนที่ลงทุนหุ้นในประเทศ และ 38.03% ของกองทุนที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศที่ปิดกองทุนเมื่อถึงเป้าหมายที่วางไว้เท่านั้น (ที่มา  : Morning Star  ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2559)

โดยจะเห็นว่ามีแนวโน้มลดลงเช่นกัน สาเหตุส่วนนึงที่ทำให้สัดส่วนของกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ที่ออกในปี 2015 ที่สร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายมีจำนวน น้อยกว่ากองทุนทริกเกอร์ฟันด์ที่ออกในปี 2014 เนื่องจากตลาดในประเทศในช่วงปี 2015 เป็นแนวโน้มขาลง ทำให้กองจำนวนมากไม่ สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีเท่าที่ควร

พิจารณากองทุนทริกเกอร์ฟันด์ที่ลงทุนในประเทศตามตารางด้านบน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงจำนวนกองที่ผลตอบแทนถึงมูลค่าที่กำหนด และกองที่ผลตอบแทนยังไม่ถึงมูลค่าที่กำหนด ในแต่ละปี จะเห็นว่ากองทุน
ทริกเกอร์ฟันด์ที่มีทักษะในการเลือก Market timing โดยเลือกออกขายหน่วยลงทุนในจังหวะที่ดัชนีตลาดไม่สูงเกินไป หรือ เรียกว่าเข้าซื้อตอนตลาด bottom out จะสามารถสร้างผลตอบแทนถึงมูลค่าที่กำหนด ในทางตรงกันข้าม การออกขายหน่วยลงทุนในช่วงที่ดัชนีตลาดสูงจะทำให้ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึงตามที่กำหนดไว้ (พูดง่าย ๆ ว่า การจับจังหวะในการออกกองทุนประเภทนี้เป็นสิ่งสำคัญมากครับ)

ดังนั้นจึงทำให้เกิดการพัฒนาของกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ในปัจจุบันได้มีการนำกลยุทธ์การลงทุน  Absolute Return ซึ่งเป็นการลงทุนที่ไม่ขึ้นกับปัจจัยตลาดและเหมาะสมกับสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงเช่นนี้ เพราะการลงทุนแบบ Absolute Return นี้มีจุดประสงค์ในการสร้างผลตอบแทนในการลงทุนในทุกสภาวะตลาด ไม่ว่าตลาดจะเป็นขาขึ้น ขาลง หรือ side-way ไม่จำเป็นต้องอาศัยการจับจังหวะการลงทุน Market Timing เป็นส่วนหลัก ๆ แบบที่ผ่านมา

อีกทั้งความเสี่ยงในการลงทุนที่ต่ำลงเนื่องจากมีการใช้ตราสารอนุพันธ์ในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เนื่องมาจากปัจจัยของตลาด ดังนั้นผลตอบแทนจึงไม่ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด โดยเน้นสร้าง positive absolute return ให้แก่นักลงทุน

ระวัง!!! อยากได้คืนภาษี จนบางทีต้องจ่ายเพิ่มซะงั้นนนน

สวัสดีคร้าบบ หลังจากที่ห่างหายกันไปนานถึงเดือนกว่าๆ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms กันอีกครั้ง ประจำการที่ Aommoney กับบทความภาษีประจำสัปดาห์ ในหัวข้อที่ชวนให้ปวดหัวนิดๆ ว่า “อยากได้คืนภาษี จนบางทีลืมไปว่าต้องจ่ายเพิ่ม” กันครับ

ถ้าใครติดตามผมทางเพจ หรือบทความในบล็อกภาษีข้างถนนมาสักระยะหนึ่ง คงได้ยินผมพูดย้ำอยู่บ่อยๆว่า “สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การประหยัดภาษี แต่คือการประหยัดค่าใช้จ่ายโดยรวม” บ้างใช่ไหมครับ และบทความนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการมองไปที่เรื่องของ “การได้คืนภาษี” จนลืมไปว่าจริงๆแล้วเราต้องมองว่าสิ่งที่เราควรจะมองจริงๆ นั้นมันคืออะไร?

เมื่อสัปดาห์ก่อน มีคุณพี่แฟนเพจท่านหนึ่งมาปรึกษาผมเรื่องภาษี สมมุติว่าชื่อพี่เก่าละกันครับ พี่เก่าแกได้ถามคำถามเรื่องการขอคืนภาษีชวนให้ผมคิดครับว่า…

“คุณหนอมคะ ตอนนี้พี่มีรายได้สองทาง คือ รายได้เงินปันผลจากหุ้น และ รายได้เงินปันผลกองทุน แต่ยื่นภาษีไปเฉพาะเงินปันผลจากหุ้น ยังไม่ได้ยื่นรายได้เงินปันผลกองทุนไป แบบนี้ได้ไหมคะ?”

คำตอบแรกมาแบบนี้ ก็ตอบกันตรงๆ ไปว่า “ได้ครับ” เพราะทั้งสองตัวนี้เป็นเงินได้ต่างประเภทกัน เงินปันผลจากหุ้นเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 (มาตรา 40(4)(ข)) ส่วนเงินปันผลจากกองทุนรวมนั้นเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) ซึ่งเงินได้ทั้งสองประเภทนี้สามารถเลือกใช้สิทธิ Final TAX ได้เหมือนกัน คือ ยอมให้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10% ทันทีที่มีรายได้และสามารถเลือกใช้สิทธิไม่นำมารวมคำนวณภาษีตอนปลายปีได้ครับ 

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเราคิดว่านำมารายได้ส่วนนี้มารวมคำนวณแล้วได้ภาษีคืนเพิ่มขึ้นหรือเสียภาษีน้อยลง สามารถเอารวมคำนวณได้เหมือนกันครับ ถ้าใครอ่านตรงนี้แล้วงงๆ ผมเคยเขียนบทความเรื่องนี้ไว้ที่ ภาษีกับการลงทุน : 2 ขั้นตอนสั้นๆเพื่อจัดการเงินปันผลจากหุ้นและกองทุนรวม และมีคลิปวิดีโอใน Youtube ไว้เหมือนกันครับ หากใครสนใจรับชมได้ทีนี่ครับ

ทีนี้คำถามต่อมาของพี่เก่าคนเดิมยังเพิ่มเติมมาอีกครับว่า เอ๊ะ! คุณหนอมคะถ้าเอารายได้เงินปันผลจากกองทุนรวมมารวมจะดีกว่าไหมคะ เพราะตอนแรกยื่นภาษีแล้วไม่เอาเงินปันผลกองทุนรวมมารวมคำนวณ พี่จะได้คืนภาษี 150,000 บาท แต่ถ้าเอามารวมคำนวณแล้วจะได้คืนภาษี 100,000 บาท

ฟังถึงตรงนี้ใครก็ต้องคิดว่า เอ๊ะ! ถ้าแบบนี้มันก็ไม่ควรรวมใช่ไหมครับ เพราะถ้ารวมแล้วจะได้คืนภาษีน้อยลงจากเดิมตั้ง 50,000 บาท แต่พี่เก่าแกยังบอกผมต่อครับว่า “ไม่นะคะ!! คุณหนอมลองคิดดูสิคะว่า ถ้าเลือกแบบแรกเราจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย (Final TAX) ของเงินปันผลกองทุนรวมไป 80,000 บาทแล้วนะคะ ถ้าไม่เอามารวมก็เท่ากับว่าพี่จะได้คืนภาษีแค่ 150,000 – 80,000 = 70,000 บาทเท่านั้นเองนี่คะ

ทีนี้ความสับสนก็เริ่มพลิกผันมาทางด้านผมแล้วสินะครับ เอ๊ะ! ถ้าแบบนี้การเอามารวมและนำภาษีที่ถูกหักไว้มาใช้ จะทำให้เราได้คืนมากขึ้นเป็น 100,000 บาท แถมภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินปันผลกองทุนรวมจำนวน 80,000 บาทก็ถูกรวมไปแล้วด้วยนี่นา 

โอ้ยยย สับสน เอายังไงดีล่ะ!!

ผมเชื่อว่า… ใครหลายคนอาจจะมีคำตอบไว้ในใจกันแล้วนะครับว่าจะเลือกทางไหน แต่ผมอยากบอกว่าต่อให้เลือกทางไหนก็ตาม ข้อมูลที่ให้มาทั้งหมดนี้คือความเข้าใจที่ผิดครับ! เพราะสิ่งสำคัญที่เราต้องดูคือ ยอดภาษีที่ต้องจ่ายทั้งหมด กับภาษีที่ถูกหักไว้ทั้งหมด ไม่ใช่ยอดหลังจากหักภาษีแล้วได้คืน!!! แบบนี้ต่างหากครับ

ผมเลยถามกลับพี่เก่าไปว่า ผมขอดูข้อมูลการคำนวณภาษีหน่อยนะครับ จากข้อมูลที่พี่เก่าให้มา ผมทำภาพสรุปออกมาเป็นรูปตามตารางด้านล่างนี้ครับ

เห็นไหมครับว่า ถ้าเราเปรียบเทียบกันทั้งสองกรณีแล้ว การเอาภาษีรวมหรือไม่รวมนั้น มันไม่ใช่คำตอบเลย เพราะสิ่งที่เราต้องดูนั้น มันคือยอดภาษีที่ต้องเสียจริงต่างหากครับ 

ถ้าเราเลือกแบบแรก เราจะเสียภาษีจริงๆคือ 84,000 บาท แต่ถ้าเราเลือกแบบหลังเราจะเสียภาษีจริงๆ 130,000. บาท ซึ่งตรงนี้บางทีแล้วยอดที่ได้คืนนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญเลยครับ เพราะเราต้องมองว่าจริงๆสิ่งที่เราเสียไปนั้นมันคือเท่าไรต่างหากครับ

ย้อนกลับไปที่คำพูดเดิมของผมตั้งแต่แรกในต้นบทความครับ ผมบอกว่า “สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การประหยัดภาษี แต่คือการประหยัดค่าใช้จ่ายโดยรวม” ใช่ไหมครับ แต่สำหรับบทความนี้ผมคงต้องเพิ่มอีกประโยคหนึ่งครับว่า “ถ้าหากจะประหยัดภาษีแล้ว อย่าดูที่ตัวเลขภาษีที่ได้คืน แต่จงดูที่ตัวเลขที่เสียไปครับ”

ผู้ใช้บริการ “ธนาคารออนไลน์” มี 2 บัญชีดีกว่ามั๊ย

จากข่าวที่คนร้ายไปขอซิมใหม่จากค่ายมือถือแห่งหนึ่งแล้วสวมรอยใช้บริการธนาคารออนไลน์ เพื่อขโมยเงินของผู้เสียหาย (รายละเอียดข่าวทั้งหมดอ่านได้ที่ลิงค์ท้ายบทความ) เรื่องนี้น่าจะสั่นคลอนความเชื่อมั่นทั้งฝ่ายธนาคาร ค่ายมือถือ รวมทั้งส่งผลต่ออนาคตของระบบ e-payment ที่ภาครัฐกำลังสนับสนุนอยู่ไม่น้อย #ผู้ใช้บริการหวั่นไหวง่าย #เราก็เช่นกัน

 

ส่วนตัวก็แอบกังวลเพราะตัวเองก็ทำธุรกรรมออนไลน์เกือบทั้งหมด ตั้งแต่โอนเงิน ถอนเงิน ซื้อกองทุนรวมและซื้อหุ้น พอเกิดเรื่องนี้ปุ๊บก็เปิดทุกบัญชีของเราดูว่าทุกอย่างยังอยู่ครบไหม โชดดีที่ยังไม่เป็นอะไร #โล่งอก เพราะโลกออนไลน์อะไรๆก็เกิดขึ้นได้

 

เราจะทำอย่างไรต่อไป

 

ในมุมของผู้ใช้บริการอาจจะต้องปรับตัว เพื่อจะได้อยู่กับระบบที่ยังมีช่องโหว่แบบนี้ให้ได้  ถ้านั่งรอให้ทุกขั้นตอนของผู้ให้บริการสมบูรณ์แบบ 100% อาจจะต้องใช้เวลานานแสนนานนนนนน แต่ถ้าเปลี่ยนมาปรับวิธีจัดการเงินของตัวเองน่าจะทำได้เร็วกว่า แนวคิดการใช้บริการธนาคารออนไลน์ในบทความนี้มาจากประสบการณ์ส่วนตัว ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็ลองนำไปปรับใช้ได้นะจ๊ะ

 

ผู้ใช้บริการ “ธนาคารออนไลน์” ควรแยก 2 บัญชี

 

ผู้ใช้บริการ "ธนาคารออนไลน์" มี 2 บัญชีดีกว่ามั๊ย

 

บัญชีที่ 1 ออมทรัพย์

 

บัญชีออมทรัพย์นี้เปิดใช้บริการธนาคารออนไลน์และทำเป็นบัตรเดบิต เราจะใช้เป็นจุดศูนย์กลางในการทำธุรกรรมการเงินทุกอย่าง มีการยืนยันคำสั่งแบบ One Time Password (OTP) ผ่านทาง SMS  ตัวอย่างการใช้บริการธนาคารออนไลน์

  •         ใช้กดเงินสดเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  
  •         จ่ายค่าสินค้าหรือบริการ ผ่านหน้าร้านค้าและระบบออนไลน์
  •         ซื้อกองทุนรวมหรือซื้อหุ้นแบบออนไลน์  
  •         ใช้ในยามฉุกเฉิน สมมติว่าลืมหยิบกระเป๋าสตางค์มาจากบ้าน เราก็โอนเงินแบบออนไลน์เข้า ATM ของเพื่อน แล้วกดเงินสดออกมาใช้จ่ายได้

 

แม้ว่าธนาคารออนไลน์จะทำให้เราสะดวกสบายทุกการจับจ่ายใช้สอย อยากซื้ออะไรก็ตวัดที่หน้าจอมือถือ สไลด์จิ้มเลือกของที่ถูกใจ จ่ายเงิน แล้วอีกไม่กี่วันก็ได้ของมาส่งที่ประตูหน้าบ้าน ทำให้เราไม่ต้องก้าวขาออกจากบ้านฝ่าดงรถติดเสียเวลาไปซื้อเอง แต่ความง๊าย ง่ายนี่เอง มันก็ทำให้ชีวิตเรายุ่งวุ่นวายได้เช่นกัน

 

ลองคิดเล่นๆว่าถ้าเราเก็บเงินจำนวนหลายแสนบาทไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่เปิดใช้บริการธนาคารออนไลน์  หากวันหนึ่งเกิดความผิดปกติ มีคนร้ายขโมยถอนเงินเหมือนในข่าว มันก็ทำให้เงินที่เราเก็บไว้หายวับไปในพริบตา มีเงินแสนก็หมดทั้งแสน มันสุดแสนจะเจ็บใจ ดังนั้น เราควรเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารออนไลน์เฉพาะเท่าที่ใช้ในแต่ละเดือนเท่านั้น จะได้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด เช่น

 

มนุษย์เงินเดือน สมมติตั้งงบค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนไว้ที่ 15,000 บาท (เงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  10,000 บาท เผื่อใช้ฉุกเฉิน 5,000 บาท) แบ่งเก็บ 2 ที่ คือ บัญชีออมทรัพย์ 10,000 บาท ส่วนอีก 5,000 บาทเก็บไว้ที่บัญชีที่ 2 กองทุนรวมตลาดเงิน

เจ้าของกิจการ รู้ว่าแต่ละเดือนจะต้องใช้เงินหมุนเวียนในร้านเท่าไหร่ ก็เก็บเงินจำนวนนั้นไว้ในบัญชีออมทรัพย์ แล้วเก็บเงินเผื่อช่วงฉุกเฉินไว้ในกองทุนรวมตลาดเงิน

 

บัญชีที่ 2 กองทุนรวมตลาดเงิน

 

“แก้มลิง” เป็นที่กักเก็บน้ำฝนไว้ชั่วคราวเพื่อรอการระบายออก ป้องกันน้ำท่วมและเก็บน้ำไว้ในช่วงหน้าแล้งได้ ซึ่งกองทุนรวมตลาดเงินนั้นเหมือน “แก้มลิงทางการเงิน” ที่เป็นจุดพักเงินชั่วคราวเพื่อรอไปใช้ในเรื่องอื่นๆ แล้วเก็บไว้ใช้ในช่วงฉุกเฉินได้อีกด้วย ถ้ามีโจรมาขโมยเงินในบัญชีออมทรัพย์ของเรา ก็ยังเหลือเงินในกองทุนรวมตลาดเงินไว้ใช้ในช่วงตามจับโจรมาลงโทษ

 

ผู้ใช้บริการ "ธนาคารออนไลน์" มี 2 บัญชีดีกว่ามั๊ย

 

กองทุนรวมตลาดเงินนั้นมีความเสี่ยงต่ำสุด มีความคล่องตัวใกล้เคียงเงินสด เพราะขายหน่วยลงทุนวันนี้ เราได้รับเงินในวันต่อไป ซึ่งการสั่งซื้อหรือขายกองทุนรวมในระบบออนไลน์จะมีการแจ้งไปที่อีเมล์ของเราทุกครั้ง เหมาะมากๆที่จะใช้แหล่งเก็บเงินออมระยะสั้น

 

วิธีจัดการ 2 บัญชีออนไลน์

 

เริ่มจากเราตั้งงบไว้ว่าแต่ละเดือนจะใช้จ่ายเดือนละเท่าไหร่ สมมติใช้ทั้งหมด 15,000 บาท แบ่งเป็นใช้ในชีวิตประจำวัน 10,000 บาทเอาไว้ในบัญชีออมทรัพย์ และเงินฉุกเฉิน 5,000 บาทไว้ที่กองทุนรวมตลาดเงิน โดยส่งคำสั่งซื้อขายแบบออนไลน์ ระบบจะส่งยืนยันคำสั่งซื้อไปทางอีเมล์ เราสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ทันที

 

ผู้ใช้บริการ "ธนาคารออนไลน์" มี 2 บัญชีดีกว่ามั๊ย

 

ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องใช้เงิน 5,000 บาท จึงขายกองทุนรวมออกมา จะมีการยืนยันคำสั่งขายไปทางอีเมล์ให้เราตรวจสอบ เมื่อเงินสดเข้าบัญชีออมทรัพย์ในวันรุ่งขึ้น เราก็กดออกมาใช้ได้ทันที

 

ผู้ใช้บริการ "ธนาคารออนไลน์" มี 2 บัญชีดีกว่ามั๊ย

 

เราไม่รู้ว่าต่อไปโจรมันจะหาช่องโหว่เพื่อขโมยเงินแบบไหนอีกบ้าง แน่นอนว่าหน่วยงานที่ให้บริการ ทั้งธนาคารและค่ายมือถือก็จะต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบความปลอดภัยของตนเองต่อไป ส่วนตัวเราเป็นผู้บริโภคไม่ควรนั่งรอเฉยๆ เพื่อรอวันที่จะตกเป็นเหยื่ออย่างเดียวก็ไม่ได้นะจ๊ะ เราควรหาวิธีการปกป้องตัวเองควบคู่กับไปด้วย

 

——————————————————————————————

ข้อมูลเพิ่มเติม

  1. รายละเอียดของข่าวการขโมยเงินออนไลน์ คลิกที่นี่
  2. การรับผิดชอบของธนาคาร คลิกที่นี่

 

 

 

 

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save