สร้างนิสัยการออม เริ่มต้นที่ฝากประจำ

เรื่องการออมเงินนั้นอาจจะเป็นยาขมสำหรับบางคน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ทำยาก ในขณะที่หลายๆคน พยายามมุ่งมั่นตั้งใจที่จะออมเงิน แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ต้องถอนเงินออมออกมาใช้ทุกครั้ง ชีวิตก็จะวนเวียนอยู่กับการฝากและถอนอยู่หลายรอบ ทำให้การออมของเราถูกปล่อยทิ้งไว้กลางทาง เดินไปไม่ถึงเป้าหมายเสียที ยิ่งนานวันเข้าก็เริ่มท้อใจจนกระทั่งล้มเลิกความตั้งใจที่จะออมเงินไปอย่างถาวร

สร้างนิสัยการออม เริ่มต้นที่ฝากประจำ

ถ้าความล้มเหลวของการออมเงินนั้นมาจากจิตใจที่อ่อนไหวง่ายของเราเอง ก็อาจจะต้องใช้วิธีการออมภาคบังคับมาเป็นตัวช่วยให้เราออมเงินสำเร็จ จากเดิมที่เก็บเงินออมไว้ที่บัญชีฝากออมทรัพย์ที่ถอนออกมาใช้จ่ายได้ตลอดเวลา มาเป็นการเพิ่มระดับความยากลำบากและอุปสรรคในการถอนเงินด้วยการใช้ “บัญชีฝากประจำ”

บัญชีฝากประจำ คืออะไร?

บัญชีฝากประจำ คือ บัญชีที่จะช่วยให้ผู้ออมมีวินัยในการออมเงินอย่างสม่ำเสมอด้วยจำนวนเงินฝากที่เท่ากัน ทุกเดือน โดยมีระยะเวลาการออมเงินที่แน่นอน เช่น 6 เดือน , 12 เดือน , 24 เดือน , 36 เดือน เป็นต้น ซึ่งจะได้รับดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ปกติทั่วไป เปรียบเสมือนเป็นรางวัลที่ผู้ออมได้รับเช่นกัน

บัญชีฝากประจำเหมาะกับใคร?

ผู้ที่ต้องการมีจุดเริ่มต้นที่ดีในการออมเงิน จากการทยอยออมเงินรายเดือน เพื่อเก็บเป็นเงินก้อนไว้ใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต โดยมีจุดเด่นดังนี้

จุดเด่น

  • ดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์
  • สร้างวินัยในการออมเงิน ด้วยการออมสม่ำเสมอทุกเดือนเพื่อสะสมเป็นเงินก้อนโต
  • ใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อกับธนาคารได้ (ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละธนาคาร)
  • บัญชีฝากประจำที่ระบุว่า “ปลอดภาษี” จะทำให้เราไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ยหัก ณ ที่จ่าย 15%
  • สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้เพราะทราบระยะเวลาการออมเงินที่แน่นอน เช่น วางแผนจะซื้อบ้านด้วยเงินดาวน์ 240,000 บาท ใช้ระยะเวลาในการออม2ปี จึงเริ่มออมโดยเลือกฝากประจำแบบปลอดภาษี24เดือน โดยเก็บออมเดือนละ 10,000บาท พอครบกำหนด 2 ปีก็ถอนเงินมาจ่ายค่าดาวน์บ้าน พร้อมกับได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนเพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านได้อีกด้วย
  • สามารถถอนเงินออกมาใช้ได้ก่อนวันครบกำหนด แต่จะไม่ได้รับดอกเบี้ยสูงตามที่ธนาคารระบุไว้

สมัครเปิดบัญชีฝากประจำที่ไหน อย่างไร?

เราสามารถเริ่มต้นสร้างนิสัยการออมเงินง่ายๆได้ที่การฝากประจำ แล้วจะยิ่งดีมากขึ้นควรเป็น “บัญชีฝากประจำปลอดภาษี” เพราะเราจะได้รับผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วย ง่ายๆเพียงนำเงินที่ต้องการจะทยอยออมทุกเดือนไปเปิดบัญชีกับธนาคาร เพียงเท่านี้ก็สามารถเริ่มต้นการออมได้แล้ว

สิ่งสำคัญ คือ ควรทำให้เป็นอัตโนมัติ โดยการตั้งเวลาฝากเงินในบัญชีฝากประจำทุกเดือน เมื่อมีเงินเดือนเข้าบัญชีออมทรัพย์ปุ๊บ ระบบก็จะตัดเงินไปฝากไว้ในบัญชีฝากประจำแบบอัตโนมัติทันที โดยที่เราไม่ต้องคอยฝากเงินเองทุกเดือนและไม่ต้องกังวลว่าเดือนนี้ฝากแล้วหรือยัง

“บัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน และ 36 เดือน” ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่เริ่มต้นออมเงิน ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้

หมายเหตุ: ประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเริ่มใช้วันที่ 29 มิถุนายน 2559  
อัตราดอกเบี้ยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศที่ธนาคารกำหนด

มาเริ่มสร้างวินัยการออมเงินง่ายๆที่บัญชีฝากประจำ โดยสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.krungsri.com/bank/th/planyourmoney/financial-knowledge/article/saving-journey.html

3 ขั้นตอนต่อยอดเงินออม

เย้ๆๆๆๆๆๆ เราออมเงินได้แล้ววววววว

 

มันเป็นอารมณ์ของแฟนเพจหลายๆคนที่บอกแอดมินผ่าน FB ว่าเขาเอาชนะใจตัวเองได้แล้ว บางคนก็บอกว่าติดตามเพจอภินิหารเงินออมแล้วฮึกเหิมอยากออมเงินมากขึ้น #ออมเงินหรือว่าไปรบจ๊ะ

 

ตัวอย่างความรู้สึกของแฟนเพจที่ออมเงินครั้งแรก

 

3 ขั้นตอนต่อยอดเงินออม

ดูอัลบั้มภาพทั้งหมดของคนที่ออมเงินครั้งแรก (คลิกที่นี่)

 

หลังจากที่แอดมินทำโครงการชวนเพื่อนออมเงินมาหลายเดือน มันก็มีคำถามตามมาว่า “แอดมินนนนน ออมเงินได้แล้วจะเอาไปไว้ที่ไหนดีล่ะ” ทั้งจากหน้า FB และใน Inbox เราก็คิดว่าแทนที่จะตอบทีละคน ก็รวมกันมาตอบในบทความนี้เลยดีกว่า ถ้าครั้งหน้ามาถามอีกเราจะได้โพสต์ตอบด้วยบทความนี้ไปเลย อิอิ  ^^

 

ขั้นตอนที่ 1 : สร้างเงินฉุกเฉินที่รัก

 

เรามักจะถามแฟนเพจกลับไปว่า “มีเงินฉุกเฉินแล้วรึยัง” เพราะ…

 

3 ขั้นตอนต่อยอดเงินออม

 

มันเป็นเงินก้อนแรกที่เราควรเก็บให้ครบเพื่อใช้ในช่วงวิกฤต จะได้ไม่ต้องไปกู้ยืมให้เสียดอกเบี้ย เราควรเก็บเงินฉุกเฉินให้ได้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่าย ถ้ากังวลว่ากลัวไม่พออาจจะเก็บถึง 12 เท่าของค่าใช้จ่ายเลยก็ได้ โดยเก็บไว้ที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป  บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง  กองทุนรวมตลาดเงินและกองทุนรวมตราสารหนี้

 

แนวคิดเกี่ยวกับการเก็บเงินฉุกเฉินและวิธีเก็บเงิน เคยเขียนรวมเป็นซีรีย์ของเงินฉุกเฉินแล้ว อ่านต่อได้เลยที่ 3 บทความนี้นะจ๊ะ

 

ตัวอย่าง เหตุการณ์ในชีวิตจริงที่บอกว่าเงินฉุกเฉินโคตรสำคัญ!!

 

3 ขั้นตอนต่อยอดเงินออม

ที่มา : http://pantip.com/topic/35664135

"วันจันทร์ที่ 3 ต.ค. ฝนตกถล่มกรุงหนักม๊าก วันนี้น้ำแห้งแล้ว

และเงินในกระเป๋าของหลายๆคนก็แห้งตามไปด้วย #ปาดเหงื่อ

จากกระทู้นี้ย้ำเตือนให้เรารู้ว่าเงินฉุกเฉินสำคัญมากๆ

เพราะบางครั้งต้องใช้เงินด่วนแบบไม่ตั้งใจ

มันก็ทำให้สภาพคล่องระยะสั้นของเรารวนไปได้เหมือนกัน

คนนี้ยังโชคดีที่ยังมีเงินเหลือในบัญชีนะจ๊ะ

ยังดีกว่าอีกหลายๆคนที่อาจจะต้องไปกู้ยืมเงินมาซ่อมรถ

นอกจากเซ็งที่รถเสียแล้ว ยังต้องมาตามชดใช้หนี้อีกด้วย #ปาดน้ำตา"

 

ขั้นตอนที่ 2 : ตามหาเป้าหมายที่รัก

 

ถ้าแฟนเพจบอกว่ามีเงินฉุกเฉินครบแล้ว เราก็จะถามต่อไปว่า “เป้าหมายการเงินของเขาคืออะไร” แฟนเพจส่วนใหญ่จะตอบกลับมาว่าอยากมีเงินมากขึ้น อยากรวย #เป้าหมายกว้างเกินไป ในขณะที่อีกหลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องมีเป้าหมายการเงิน

 

ตัวอย่างสถานการณ์นี้ จะทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น

A : เฮ้ยแก ทำงานเหนื่อยอ่ะ วันหยุดยาวนี้ไปเที่ยวกันป่ะ

B : จริงดิ ไปด้วยนะ แล้วแกจะไปเที่ยวที่ไหน ไปเมื่อไหร่ ไปกี่วันอ่ะ

A : นั่นดิ รู้ว่าอยากไปเที่ยวนะ แต่ไม่รู้ว่าจะไปไหนดี ช่วยคิดหน่อยซิ

B : อืมมมมม ….. (มองบน)…..

 

สองคนนี้คงต้องคุยกันอีกนานกว่าจะรู้ว่าไปเที่ยวที่ไหน มันไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่ได้วางเป้าหมายเงิน เพราะมันจะรู้สึกล่องลอย ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี คราวนี้เอาใหม่!! ถ้าเรามีเป้าหมายที่เป็นธงรบในใจแล้วว่า เราจะไปที่ไหน อะไรๆมันก็จะง่ายขึ้น เช่น

 

3 ขั้นตอนต่อยอดเงินออม

 

3 คำที่ทำให้เป้าหมายเป็นจริง คือ “อะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่” พอเขียนเสร็จแล้วก็จะรู้ว่าเราจะต้องทำอะไรต่อไป จากตัวอย่างข้างบนที่วางแผนไว้ว่าอีก 2 เดือน ต้องใช้เงิน 6,000 บาทไปเที่ยวนครวัด เราก็จะรู้ว่า…

 

1. อะไร : เราไปเที่ยวนครวัดก็จะต้องวางแผนค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เช่น เดินทางไปทางบก (ใช้เวลานานแต่ประหยัด) หรือทางอากาศ(ใช้เวลาน้อยแต่ค่าใช้จ่ายแพง) รวมถึงเรื่องค่าที่พัก ที่กิน และสถานที่ท่องเที่ยวว่าจะไปที่ไหนบ้าง

2. เท่าไหร่ : 6,000 บาทเป็นจำนวนเงินที่เราเตรียมไปเที่ยว มีเวลาเก็บ 2 เดือน (สมมติ 60 วัน)ก็จะตกวันละ 100 บาท หรือเราอาจจะเก็บวันเงินเดือนออกก็ได้เก็บเดือนละ 3,000 บาท

3. เมื่อไหร่ : อีก 2 เดือนจะใช้เงิน ซึ่งเป็นการเก็บเงินระยะสั้นๆ ควรเก็บไว้ในที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อจะได้ช่วยรักษาเงินต้นของเราไว้ เช่น ฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้

 

เป้าหมายของเราคืออะไรจ๊ะ  #จงเขียนมันออกมา

 

ขั้นตอนที่ 3  : ลงมือทำ

 

เราเขียนเป้าหมายออกมาแล้วว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร แล้วก็ต้องจับคู่กับแหล่งเก็บเงินตรงกับความเสี่ยงที่เรารับได้ด้วยนะจ๊ะ เช่น ยอมรับความเสี่ยงได้น้อยมาก เห็นเงินลดลง 5-10% ก็หวั่นไหว กินไม่ได้นอนไม่หลับ ควรเก็บเงินไว้ที่ที่มีความเสี่ยงต่ำๆ เช่น ฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ฝากประจำ กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้ เป็นต้น

 

ภาพนี้เป็นตัวอย่างเป้าหมายการออมและวิธีการเก็บเงิน ซึ่งเราควรจัดการกับเป้าหมายระยะสั้นให้สำเร็จก่อน แล้วค่อยเก็บเงินเพื่อเป้าหมายในระยะกลางและยาวต่อไป

 

3 ขั้นตอนต่อยอดเงินออม

ที่มา : บัญชีเงินเดือนขั้นเทพ!! ตอนที่ ¼ บัญชีเงินออม

 

ตอนนี้เราจะพอเห็นภาพแล้วว่าควรต่อยอดเงินออมได้ยังไงบ้าง เริ่มจากเก็บเงินฉุกเฉินให้ครบ ค้นหาเป้าหมายเพื่อวางแผนอนาคต แล้วสุดท้ายมันจะสำเร็จได้ก็ต้องลงมือทำตามแผนที่วางไว้นะจ๊ะ

 

ยัง ยังไม่จบบบบบบบบ

 

ปีที่แล้วแอดมินออมเงินเป็นเพื่อนแฟนเพจ หลายๆคนอาจจะอยากรู้ว่าแอดมินนำเงินที่หยอดกระปุกออมสินทั้ง 7 เดือนเอาไปทำอะไร

 

สรุปว่าสิ้นปีได้เงินมาทั้งหมด 7,545 บาท เราหยอดใส่เพิ่มเงินไปให้ครบ 8,000 บาทแล้วไปซื้อ LTF เพื่อลดหย่อนภาษี ตอนนี้ 9 เดือนผ่านไปจากเงิน 8,000 บาท กลายเป็นเงิน 9,449.25 บาท คิดเป็นผลตอบแ&#

Pokemon GO! ถึงเวลาออกไล่จับเทคโนโลยีใหม่เพื่อชีวิตที่ง่ายกว่าเดิม

ตอนนี้หลายคนกำลังสนุกแบบหยุดไม่อยู่กับการจับโปรเกม่อนแถมการจับครั้งนี้โปรเกม่อนไม่ได้อยู่บนหน้าจออีกต่อไป แต่เหล่าโปรเกม่อนซ่อนตัวอยู่ตามท้องถนน หลบอยู่ตามศาลพระภูมิ ห้างสรรพสินค้า กระจายตัวอยู่ตามที่ต่างๆ เกมส์โปรเกม่อนเว่อร์ชั่นใหม่ ใช้เทคโนโลยีที่ชื่อว่า AR (Augmented Reality) Technology เราเรียกชื่อเล่นแบบไทยๆ ว่า ‘เทคโนโลยีความจริงส่วนขยาย’ เทคโนโลยีตัวนี้เชื่อมโลกสมมุติกับโลกความจริงเข้าหากัน ลองนึกถึงการเล่นโปเกม่อนของบริษัทเจ้าพ่อเกมส์ญี่ปุ่นอย่าง Nitendo เราจะไล่ล่าจับโปรเกม่อนผ่านหน้าจอเกมส์บอย เราเรียกโลกนี้ว่าโลกสมมุติ แต่เมื่อโลกเปลี่ยน คนเริ่มหันมาเล่นเกมส์มือถือมากขึ้น Nitendo เองที่ไม่เคยคิดทำเกมส์มือถือก็เริ่มต้องปรับเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอด เลยจับมือกับ Niantic บริษัทผลิตเกมส์เสมือนจริงที่เป็นเจ้าพ่อเทคโนโลยี AR และนี่คือจุดกำเนิดของ Pokemon Go ที่พวกเราเล่นกัน

Pokemon Go ใช้ GPS ในการเชื่อมต่อกับสถานที่จริง ทำให้เราในฐานะ Pokemon Trainer ไล่ล่าจับโปรเกม่อนตามสถานที่จริงที่เราเดินไปได้เลย แผนที่บนหน้าจอคือสถานที่ที่เราอยู่จริงๆ การจับโปรเกม่อนครั้งนี้เลยน่าตื่นเต้นกว่าเดิม นอกจากนี้เมื่อเราเปิดกล้องมือถือเราจะเห็นภาพโปรเกม่อนอยู่บนสถานที่จริงๆ ละนี่แหละคือสิ่งเร้าใจของผู้เล่น เรารู้สึกเหมือนมีโปรเกม่อนเดินอยู่ตามท้องถนน เรารู้สึกว่าโลกที่เราอยู่มีโปรเกม่อนอยู่จริงๆ โลกเสมือนจริงที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากๆ เกิดขึ้นจาก เทคโนโลยี AR

แต่ก่อนที่ Pokemon Go จะโด่งดัง เหล่าบรรดาเอเจนซี่ไทยก็เคยเอาเทคโนโลยีตัวนี้มาใช้กับโฆษณา แต่แป๊กสนิท เพราะตอนนั้นอินเตอร์เนตยังไม่ค่อยเร็ว กว่าจะโหลดแต่ละทีเชื่องช้าคนไม่อยากรอ หรืออาจเป็นคอนเท้นที่นำมาเล่นที่ยังไม่โดนใจ แถมสมัยนั้นเทคโนโลยีตัวนี้ราคายังสูงอยู่ เทคโนโลยี AR เลยกลายเป็นลูกเมียน้อย คนไม่สนใจ เอเจนซี่ก็ใช้แล้วไม่เวิร์ค นักลงทุนไม่ค่อยสนับสนุนเทคโนโลยีตัวนี้ จนกระทั่ง Pokemon Go ถือกำเนิดขึ้น เกมนี้ได้ปลุกเทคโนโลยีดีๆที่โลกลืมให้ตื่นขึ้นมา คนทั่วโลกได้สัมผัสกับเทคโนโลยีสุดเจ๋งที่ชื่อ AR หุ้นของบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีตัวนี้ขึ้นเอาขึ้นเอา มองเผินๆ Pokemon Go ก็แค่เกมๆหนึ่งที่คนไทยอาจเห่อได้เกิน 2 เดือนก็อาจจะเลิกเล่น และสนใจสิ่งอื่นๆที่อยู่ในกระแสใหม่ แต่ Pokemon Go จุดประกายไอเดียการหยิบเทคโนโลยีอย่าง AR มาใช้ เชื่อว่าหลังจะมีอีกหลายบริษัทตามกระแส Pokemon และหยิบเทคโนโลยี AR มาทำสิ่งว้าวๆ อีกหลายอย่าง Pokemon Go เหมือนกับงานเปิดตัว เทคโนโลยี AR แบบสวยงาม

พอพูดถึง เทคโนโลยี AR แล้ว ขอพ่วงต่อด้วย Internet of Thing เพราะคำศัพท์สองคำนี้คุ้นหูและถูกพูดถึงเยอะไม่แพ้กันเลย แถมยังทำงานแบบเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยได้ด้วย ตัว Internet of Thing เนี่ย เป็นการแปลงร่างเครื่องใช้ สิ่งของต่างๆ ให้เชื่อมเข้าหากันด้วยอินเตอร์เนต พอสิ่งของเชื่อมโยงกับอินเตอร์เนตแล้วพวกเราก็จะทำงานกันง่ายขึ้นเพราะควบคุมอุปกรณ์ต่างๆผ่านโทรศัทพ์มือถือได้เลย นอกจากนั้นยังตั้งโปรแกรมให้เครื่องใช้ต่างๆคิดวิเคราะห์หรือดำเนินการเองได้ด้วย ตัวอย่างเช่น รองเท้าธรรมดาทั่วไปเนี่ยจะถูกเปลี่ยนเป็นด้วย internet of thing กลายเป็นรองเท้าที่ฝังชิปและเก็บข้อมูลสุขภาพของผู้ใส่ได้ เช่น ความเร็วในการวิ่ง อัตราการเต้นของหัวใจ ความดัน อุณหภูมิร่างกาย ทีนี้ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งจัดเก็บในมือถือ พอเราไปหาหมอ ก็เอาข้อมูลด้านสุขภาพที่เราเก็บในแต่ละวันให้หมอวิเคราะห์ควบคุมได้เลย

หรือ ห้างสรรพสินค้าของยุโรป ที่มีไอเดียเจ๋งจับ internet of thing กับ AR มาชนกัน กลายเป็นห้องลองเสื้อผ้าดิจิตอล คือ คนลองเสื้อไม่ต้องยุ่งยากหยิบเสื้อมาลอง ถอดเข้าถอดออกอีกต่อไปแล้ว เพราะเราสามารถลองเสื้อผ้าคอมพิวเตอร์ได้เลย เพียงแค่เปิดกล้องและเลือก เราจะเห็นตัวเองในหน้าจอพร้อมกับชุดต่างๆว่าสีเข้ากันมั้ย เข้ากับตัวเองหรือเปล่านอกจากนั้นรูปต่างๆที่เราลองชุดยังถูกเชื่อมต่อและจัดเก็บลงโทรศัพท์มือถือเพื่อช่วยให้เพื่อนช่วยเลือกได้อีก สำหรับ Trend ของ Internet of thing จะมาจับกับ Pokemon คือ พวก wearable device ก่อนหน้านี้เราจะเห็น apple watch หรือ Nike wristbrand ซึ่งไม่ได้ดังหรือปังสักเท่าไหร่ แต่คราวนี้ถ้า Niantic ทำตัว werable ที่เป็นสายรัดข้อมือPokeball เครื่องนี้อาจจับจังหวะการเต้นของหัวใจ ใช้ในการจับ Pokemon ระหว่างเดินออกกำลังกาย หรือใช้เตือนเวลาเจอ Pokemon อุปกรณ์ที่ประสานเทคโนโลยี AR กับ Internet of Thing ตัวนี้มีแต่คนอยากได้แน่นอน

ความท้าทายของเรื่อง Internet of thing มีอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เพราะข้อมูลทุกอย่างจะเชื่อมโยงกัน นั่นหมายความว่าจะมีฐานข้อมูลที่ใหญ่มาก และหากข้อมูลดังกล่าวถูกแฮคก็จบข่าว โดยเฉพาะข้อมูลส่วนตัวต่างๆ เช่น ข้อมูลด้านสุขภาพ ด้านการเงิน ข้อมูลทางธุรกิจ ในส่วนนี้ Blockchain เป็นตัวเสริมที่ทำให้ Internet of thing น่าเชื่อถือขึ้น ด้วยความปลอดภัยและยากแก่การแฮคของระบบ Blockchain ทำให้การเก็บข้อมูลทุกอย่างหรือการส่งผ่านข้อมูลเกิดขึ้นได้แบบไร้ความกังวล

เราว่าเทคโนโลยี AR ก็คงเหมือนกับ Blockchain นั่นแหละ เป็นเทคโนโลยีเจ๋งๆ ที่เข้าใจยากสักนิด คนรู้จักแบบลึกซึ้งมีไม่เยอะ คนไม่ค่อยรู้ว่าความเจ๋งของมันคืออะไร เลยมองข้าม คิดว่าล้ำเกินไป คิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ถ้ามีบริษัท Fintech หยิบเทคโนโลยี Blockchain ไปปั้นให้เกิดสินค้าหรือบริการเจ๋งๆ แบบที่ Pokemon Go หยิบเทคโนโลยี AR มาใช้ได้ เราว่า Blockchain เองก็มีดีและดังเป็นพลุแตกได้เช่นเดียวกัน

ว่าแล้วก็หยิบมือถือไปจับโปรเกม่อนต่อดีกว่า 🙂

11 กองทุนต่างประเทศ ที่น่าลงทุนสำหรับมนุษย์เงินเดือน

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันอีกครั้งกับผม หมอนัท คลินิกกองทุน เจ้าเก่า

ในช่วงนี้ผมเชื่อว่าใครหลายคนที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นไทย อาจจะนอนไม่หลับ กระส่ายกระสับ ตับพิการ อาหารไม่ย่อย กินอะไรก็ไม่อร่อย….พอเถอะ !! ที่หลาย ๆ คนออกอาการแบบนี้ ก็เพราะว่าผลตอบแทนจากกองทุนหุ้นไทยที่ถืออยู่นั้น ให้ผลตอบแทนที่ไม่ค่อยจะสู้ดีเสียเท่าไหร่ คือเหมือนกับเดินขึ้นดอยทุกวัน…..

จริง ๆ แล้ว ผมยังคงมองว่าตลาดหุ้นไทย น่าจะพอกลับมาดีได้ในช่วงปลายปีนี้ – ต้นปีหน้า (เป็นเพียงการวิเคราะห์ส่วนตัวของผมเองครับ) ถึงแม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะย่ำแย่ก็ตาม (ทั้งปรับลดอัตราการเติบโตของ GDP ลง และยอดการส่งออกจะติดลบ) นั่นก็เพราะว่า ภาครัฐเริ่มมีการเปิดประมูลโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ แล้ว

ถึงแม้จะเบิกจ่ายงบประมาณการลงทุนในปีนี้ได้แค่บางส่วน แต่ก็มีโครงการอย่างมอเตอร์เวย์สายใหม่ที่อนุมัติแล้ว เรียกได้ว่า ยังมีแสงสว่างปลายอุโมงค์อยู่บ้าง

ดังนั้นช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่เราสามารถเลือกลงทุน กับหุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงมา (แต่ก็เลือกดี ๆ หน่อยนะครับ ระวังเจอของถูกที่เป็นของไม่ดี) หรือ เป็นช่วงที่เราจะเริ่มทยอยซื้อกองทุน LTF/RMF ได้แล้ว เพราะว่า LTF/RMF นั้นมีระยะการลงทุนนั้นค่อนข้างที่จะนานพอสมควร จึงทำให้มีโอกาสที่จะได้เห็นผลตอบแทนที่ดีขึ้น หลังจากเศรษฐกิจไทยกลับมาดีในอีก 2-3 ปีข้างหน้า (หวังว่านะครับ)

แต่ถ้าใครที่ไม่อยากรอ เรายังมีการลงทุนที่ทำได้ระหว่างที่ตลาดหุ้นไทยยังไม่เขยิบไปไหน นั่นก็คือ กองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศนั่นเองครับ !!!

ถ้าใครที่เป็นนักลงทุน และติดตามข่าวสารก็จะพบว่า ในต่างประเทศนั้นยังมีโอกาสที่เราสามารถจะเลือกลงทุนและหวังผลตอบแทนที่ดีได้อยู่ ยิ่งถ้าใครลงทุนในกองทุนต่างประเทศมาก่อนหน้านี้ จะรู้เลยว่า ผลตอบแทนนั้นดีมากแค่ไหน

แต่ไม่เป็นไร หากใครยังไม่เคยจะ Go inter วันนี้ผมจะพาทุกคนไปรู้จักกับกองทุนที่น่าลงทุนกันในแต่ละภูมิภาคกันครับ ตามมาเลย !

ที่แรก…ที่เราจะไปนั้น ก็คือ……จีนครับ (…..โอ้วโน้ว……เสียงร้องดัง ๆ จากคนอ่าน)

…..ใครแซวผมครับ อย่า อย่า อย่าเพิ่งตัดสินการลงทุนจากชื่อ

แน่นอนว่า ตลาดหุ้นจีนนั้น ขึ้นลงหยั่งกับรถไฟเหาะตีลังกา…ระวังกาจะมาจิกหัว….(โห้ มุกอย่างนี้ยังกล้าเล่น) ผมเชื่อว่าหลายคนคงไม่กล้าแม้จะเข้าไปดู แต่ก่อนจะตัดสิน เรามาดูกันก่อนว่า พี่จีนของเรามีอะไรดี

ตลาดการค้าของประเทศจีนนั้นใหญ่มาก ใหญ่ขนาดที่ว่าในอีกประมาณ 5 ปีนับจากนี้ ตลาดการค้าจีนจะใหญ่เท่ากับสหรัฐ ฯ หรือ ขึ้นแท่นเป็นอันดับ 1 ของโลก และในอีกประมาณ 10 ปี เราก็อาจจะได้เห็นตลาดการค้าที่ใหญ่กว่าสหรัฐ ฯ ประมาณ 1.5 เท่า ก็เป็นไปได้

ยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบันสถานะทางการเงินของจีนเองก็ยังแข็งแรงอยู่ มีกระสุนไว้ยิงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง แถม GDP เองก็โตปีละประมาณ 6-7% สัดส่วนหนี้สินต่อ GDP ก็น้อยนิดประมาณ 20% เท่านั้นครับ

และถึงแม้ว่าตลาดหุ้นจีนจะปรับตัวผันผวน บางวันขึ้น 5% บางวันลง 8% แต่ผมก็ยังมองว่า มูลค่าหุ้นทั้งในตลาดฮ่องกง(ที่ถูกมาก) กับ ตลาดเซียงไฮ้นั้น ก็ยังไม่แพงมากนัก เมื่อเทียบกับการเติบโตของบริษัทต่าง ๆ ในจีน แต่…ตัวเลขต่าง ๆ ที่ออกมานั้น เป็นของปลอมหรือไม่ อันนี้ผมเองก็ไม่ทราบได้ แต่อย่างน้อย ๆ ผมก็มองว่าทางการจีนเองก็ไม่ได้ละเลยเรื่องนี้ แต่กลับให้ความสำคัญกับตลาดหุ้นมากขึ้น และในช่วงที่ผ่านมาก็มีมาตรการต่าง ๆ ที่มาช่วยพยุงตลาด อย่างที่ไม่เคยมีประเทศบนโลกใบนี้ทำได้มาก่อน

โดยสรุป ผมมองว่าระยะสั้นตลาดหุ้นจีนเองก็น่าจะยังผันผวนต่อไป แต่ในระยะยาว ๆ แล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การลงทุนในกองทุนหุ้นจีนนั้น มีแนวโน้มที่ดีมาก

แน่นอนว่ากองทุนที่น่าจับตามอง และทำผลตอบแทนได้ดีมาตลอดคือ

1. K-CHINA

ผู้จัดการกองทุนคนใหม่ที่มาบริหาร กองทุน China Focus Fund ในกลุ่มของ Fidelity Funds (จริง ๆ ก็ไม่ได้ใหม่มาก) ทำผลตอบแทนได้ดี จากแนวทางการคัดเลือกหุ้น แบบมองพื้นฐานที่ดีของบริษัท รวมถึงขอบข่ายการลงทุน ที่กองทุนไปลงทุนได้ทั้ง A-SHARE และ H-SHARE รวมถึงหุ้นจีนที่ไปจดทะเบียนนอกประเทศอีกด้วย ทำให้กองทุนนี้น่าลงทุนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ

ถัดมาก็เป็นกองทุนของ

2. ASP-CHINA

ลงทุนในหุ้นจีนที่จดทะเบียนในต่างประเทศ รวมถึงหุ้นไต้หวัน และ ETF บางส่วน โดยกองทุนหลักนี้มีชื่อน่ารัก ๆ ว่า  E.I. Sturdza Funds PLC :Strategic China Panda Fund  ซึ่งจากที่อ่าน Fund Fast Sheet ของ Master Fund  ช่วงนี้กองทุนเน้นลงทุนในหุ้นที่เป็น H-SHARE ที่ดูดี มีมาตราฐานมากกว่า หุ้น A-SHARE และในตอนนี้มีราคาที่ถูกมาก* จนน่าสนใจครับ ซึ่งผลตอบแทนเองก็ไม่ได้น้อยหน้า K-CHINA ทีเดียว

*รู้ไหมครับว่า หุ้นธนาคารใหญ่ ๆ ในจีนบางตัวนั้น P/E ratio เหลือเพียง 5 เท่า เท่านั้น แถม ROE อยู่ที่ประมาณ 17 % …… ถูกและดี มีที่จีน แต่งบการเงินจะเป็นของจริง หรือ ปลอมก็ต้องลุ้นเอานะครับ ตามสไตล์พี่จีน 555

ประเทศถัดมาก็เป็นบ้านใกล้เรือนเคียงของประเทศจีน และยังอยู่ในเอเชีย แต่ตลาดหุ้นนั้นร้อนแรงต่อเนื่อง แถมไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนั่นก็คือ ญี่ปุ่นนั้นเอง

ซึ่งนายก อาเบะ ได้ยิงลูกศร 3 ดอก แทบจะเข้าเป้าทุกดอก เลยทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวดีวันดีคืน เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ถึงแม้ว่าจะไม่ผันผวนเท่ากับประเทศจีน แต่ผมบอกตรง ๆ ว่า ผมเองก็เริ่มที่จะไม่กล้าลงทุนกับกองทุนหุ้นญี่ปุ่นในช่วงนี้เท่าไหร่นัก ก็เพราะว่าหุ้นญี่ปุ่นเองก็เริ่มที่จะมีราคาแพงแล้วนั่นเอง แต่แน่นอนว่า ถ้าเราหาหุ้นที่ยังวิ่งช้ากว่าตลาดได้ หุ้นเหล่านี้ก็จะทยอยปรับตัวขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นได้ ดังนั้นกองทุนที่น่าสนใจ ก็มี 2 แนวทางตามด้านล่างนี้เลยครับ

กองทุนที่น่าสนใจได้แก่ กองทุนที่วิ่งตามดัชนีอย่าง

3. SCBNKY225

ค่าธรรมเนียมถูกคุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเป็นกองทุนที่ชนะกองทุนแบบ Active ที่ไปลงทุนในญี่ปุ่น เกือบทั้งหมด ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า หุ้นใหญ่ ๆ ในญี่ปุ่นนั้นได้ประโยชน์จากการที่ค่าเงินอ่อนลง คือส่งออกได้เงินที่มากขึ้นและหุ้นที่อยู่ใน Nikkei 225 นั้นส่วนใหญ่ก็&

ซื้อกองทุนอย่างไรให้คุ้มค่า

ซื้อกองทุนอย่างไรให้คุ้มค่า

 

 

          เป็นอย่างไรกันบ้างครับนักลงทุนทุกท่าน หลังจากที่ Manulife Airline ของเราได้พาไปทัวร์รอบโลกมาด้วยกัน ผมกัปตันแมนูไลฟ์ ก็ได้ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลงทุนในแต่ละภูมิภาคกันไปเรียบร้อยแล้ว

 

          หลาย ๆ ท่านคงเข้าใจแนวคิดในการกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังต่างประเทศมากขึ้น และเริ่มสนใจที่จะลงทุนในต่างประเทศบ้างแล้ว ซึ่งอย่างที่ผมได้เคยกล่าวไปแล้วในบทความก่อนๆ(อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ) ว่าถ้าหากเรามีพอร์ตการลงทุนในต่างประเทศบ้าง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทน รวมถึงได้กระจายความเสี่ยง และลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวมจากการลงทุนเพียงแต่ในประเทศอย่างเดียวอีกด้วยครับ

 

          มาถึงตรงนี้แล้ว..จุดสำคัญจากการได้ศึกษาและเข้าใจเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ

เพราะสิ่งที่สำคัญต่อจากนั้นก็คือ “การเริ่มต้นลงทุน”

 

          ดังนั้นประเด็นที่สำคัญในลำดับต่อไปที่ผมจะเล่าให้ฟังครั้งนี้นั่นคือ เราจะเริ่มต้นลงทุนกับกองทุนเหล่านี้อย่างไรดี หรือจะเริ่มต้นอย่างไรจึงจะได้รับผลตอบแทนตามที่เราคาดหวังไว้ได้ แต่ก่อนอื่น เรามาทบทวนถึงแนวคิดของการลงทุนในกองทุนต่างประเทศกันสักเล็กน้อย เผื่อว่าใครที่เพิ่งจะเข้ามาอ่านซีรีย์การลงทุนของ Manulife Airline นี้จะได้พอเข้าใจกันครับ

 

เริ่มจากการตรวจเช็คความพร้อมของนักลงทุนก่อนจะบินไปลงทุนทั่วโลกกันครับ คือ

 

  1. ตรวจสอบเงินในกระเป๋าก่อนขึ้นเครื่องว่า มีเงินสำรองฉุกเฉิน หรือพูดง่าย ๆ ว่าเงินส่วนที่เอามาลงทุนนั้น ควรที่จะเป็นเงินที่ไม่มีภาระใด ๆ (ที่เรามักจะเรียกกันว่า “เงินเย็น” นั่นเองครับ)

  2. เลือกจุดหมายปลายทาง (ภูมิภาค หรือ กลุ่มอุตสาหกรรม) ที่ตนเองชอบ เลือกที่ใช่สำหรับตนเอง และต้องสามารถติดตามข่าวสารได้ จุดสำคัญคือ ต้องเข้าใจประเทศที่เราจะไปลงทุนด้วยนะครับ ถ้ายังไม่ทราบ สามารถอ่านได้จากบทความในซีรีย์ครับ

    อ่านบทความ : จะลงทุนกับกองทุนต่างประเทศทั้งที ไปที่ภูมิภาคไหนดี
    อ่านบทความ : เปิดโหมดการลงทุนกองทุนต่างประเทศในเอเชีย

    อ่านบทความ : อินเดีย อนาคตของเอเชีย
    อ่านบทความ : ทำไมจึงไม่ควรพลาดการลงทุนในยุโรป (EU) และสหรัฐฯ (US)
    อ่านบทความ : กองทุน “Healthcare” Trend การลงทุนที่ “ต้องลงทุน”

  3. ต้องมีการจัดสรรเงินลงทุนให้ถูกต้อง กระจายการลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุน และ ลดความเสี่ยงไปในตัว

    อ่านบทความ : ลงทุนให้แฮปปี้ต้องมีพอร์ตต่างประเทศ

 

เมื่อตรวจสอบความพร้อมทุกอย่างแล้ว เรามาดูกันต่อเลยครับ ว่าจะลงทุนอย่างไรให้มีความสุขกันไปตลอดช่วงระยะเวลาการลงทุนของท่านครับ

 

วิธีแรกคือ “ซื้อด้วยเงินก้อน”

          วิธีนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไร เพราะว่าแค่มีเงินก้อนก็สามารถลงทุนได้เลย แต่ต้องเข้าใจหลักการลงทุนเสียก่อนว่า การลงทุนแบบนี้มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ถ้าหากเราเข้าซื้อไม่ถูกจังหวะ ก็อาจจะทำให้เราต้องลงทุนเป็นระยะเวลานานกว่าจะเห็นผลตอบแทน

          โดยส่วนใหญ่วิธีนี้ เราจะใช้ร่วมกับวิธีการจัดพอร์ต กระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์อื่นๆ ร่วมด้วย เพราะว่าการมีแต่สินทรัพย์เสี่ยง เช่น กองทุนหุ้น เพียงอย่างเดียว ก็อาจจะทำให้เรามีโอกาสขาดทุนได้ง่ายครับ

          เมื่อลงทุนไปแล้ว นักลงทุนเองก็ควรที่จะมีเวลาติดตามการลงทุน รวมถึงทำการปรับพอร์ต หรือ การทำ rebalancing ไปด้วย เนื่องจากเมื่อลงทุนไปแล้วซักพัก เราจะเห็นว่า สินทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนดีจะเริ่มมีสัดส่วนที่สูงขึ้น เช่น จากพอร์ตเดิมของเราที่มีสัดส่วน กองทุนหุ้น 60% กองทุนตราสารหนี้ 40% พอลงทุนไปประมาณ 1 ปี อาจจะพบเห็นสัดส่วนที่เพี้ยนไปเช่น กองทุนหุ้นเพิ่มเป็น 65% กองทุนตราสารหนี้ 35% เพราะว่ากองทุนตราสารหนี้โตช้ากว่าเลยมีสัดส่วนลดลงไปโดยปริยายครับ

          ดังนั้นเราเองก็ต้องมีการปรับพอร์ตให้มีสัดส่วนเท่าเดิมครับ เพราะว่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นไปด้วยถ้าเราไม่ได้มีการปรับสัดส่วนให้อยู่ในรูปแบบเดิมนั่นเอง

 

วิธีที่สอง “ซื้อแบบ DCA”

          การลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Average) หรือ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย วิธีการนี้ง่ายมากครับ เพียงแค่ซื้อกองทุนด้วยจำนวนเงินที่เท่าๆ กันทุกเดือนครับ ทำไปเรื่อยๆ เราก็จะได้ราคาหน่วยลงทุนที่เป็นแบบถัวเฉลี่ย ซึ่งมีโอกาสทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ดี อาจจะไม่ได้กำไรสูงสุด หรือ ขาดทุนยับเยิน ที่สำคัญยังช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนกับสินทรัพย์ที่มีความผันผวนมาก ๆ อย่างกองทุนหุ้น หรือ กองทุนหุ้นต่างประเทศ ได้เป็นอย่างดีเลยครับ

 

ถ้ายัง งงๆ สงสัยล่ะก็ ลองดูตัวอย่างจากตารางด้านล่างก็ได้ครับ

ca

          จะเห็นได้ว่า ถ้าหากเราลงทุนเป็นเงินก้อนในตอนต้นปีล่ะก็ ณ สิ้นปี เราจะขาดทุนจากการลงทุนอยู่ประมาณ -10% ครับ แต่ถ้าเราลงทุนแบบ DCA ละก็จะพบว่า ณ สิ้นปีแล้ว เราจะยังได้รับผลตอบแทนประมาณ 8.5% (ส่วนต่างผลตอบแทนสูงถึง 18.5% เลยทีเดียว)

          ทั้งนี้ก็เพราะว่า เมื่อเวลาที่ราคาหน่วยลงทุนของกองทุนปรับตัวลดลงนั้น ด้วยเงินที่เท่า ๆ กัน เราจะได้จำนวนหน่วยลงทุนที่มากขึ้น เวลาที่ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ราคาหน่วยลงทุนเมื่อคูณกับจำนวนหน่วยลงทุนที่เราสะสมมาก็จะทำให้เราได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นครับ

 

          ดังนั้นการลงทุนแบบ DCA จะเหมาะกับสินทรัพย์ หรือ กองทุนที่มีความผันผวนมาก ๆ เพราะนอกจากเราจะได้ทยอยสะสมหน่วยลงทุนแล้ว การลงทุนแบบนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยงจากการผันผวนของตลาดหรือสินทรัพย์ที่ลงทุนได้เป็นอย่างดี  แต่สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อยอ&

Mozart นักดนตรีที่ล้มเหลวทางการเงิน

ผมเชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักนักดนตรีชื่อดังระดับโลกอย่าง โวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมซาร์ท เพราะบทเพลงที่เขาประพันธ์เอาไว้กลายเป็นมรดกทางดนตรีให้กับโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาเพลงกล่อมเด็ก ที่เราจะใส่ทำนองว่า เอ บี่ ซี ดี อี๊ เอฟ จี หรือเพลงที่แสนคลาสสิคอย่าง A little night music ลองหาใน Youtube ฟังกันดูนะครับ

โมซาร์ทเกิดในครอบครัวนักดนตรีที่เมือง Salzburg ซึ่งคุณพ่อของเขาก็เห็นว่าลูกชายมีแววในการเล่นดนตรีก็เลยพาไปทัวร์ตามสถานที่ต่างๆ มีเรื่องเล่าในสมัยนั้นว่า ในช่วงวัยเด็กที่เขาได้ไปเล่นดนตรีให้ราชวงศ์ออสเตรียฟัง และบอกพระนางมาเรีย เทเรซาว่าในอนาคตเขาจะมาขอลูกสาวคนเล็กที่ชื่อว่า มารี อ็องตัวแน็ตแต่งงานด้วย (แต่พอโตขึ้นมารีไปแต่งงานกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส) เขาก็กลายเป็นที่โปรดปรานของราชสำนักต่างๆมาก

แต่ถ้าเราไปดูชีวิตนักดนตรีในสมัยนั้นแม้ว่าชีวิตจะต้องไปเล่นดนตรีให้กับบรรดาราชวงศ์หรือกลุ่มแลนด์ลอร์ดผู้ดีมีอันจะกินก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีรายได้เยอะนะ แต่ค่าใช้จ่ายเนี่ยเยอะแน่ๆเพราะต้องมีวิถีชีวิตแบบเซเลบอยู่กับคนมีอันจะกิน มันก็เข้า Concept Hiso Low Budget ดีๆนี่เอง และโมซาร์ท เองก็เป็นหนึ่งในคนที่ก้าวไปสู่สถานะเหล่านั้น ตามที่ผมได้ศึกษามาการเงินของเขามีลักษณะแบบนี้ครับ

1. แหล่งที่มาของรายได้

การเป็นนักดนตรีนั้นจะต้องเดินทางไปเล่นที่โน่นที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงคอนเสิร์ตหรืองานแสดงต่างๆ เขาจะได้รับเงินแบบฟรีแลนซ์ มีความไม่แน่นอนสูงมาก ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เงินเยอะเมื่อไหร่จะได้เงินน้อย ตรงนี้เป็นจุดแรกที่ทำให้โมซาร์ทไม่สามารถวางแผนทางการเงินได้

2. พฤติกรรมการใช้เงิน

ถ้าศึกษาพฤติกรรมทางการเงินของโมซาร์ทแล้วจะทราบได้เลยว่า เมื่อได้เงินมาก็จะใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่าย ไม่ได้มีการวางแผนจัดการเงินที่ดี ค่าใช้จ่ายต่างๆนั้นเกินความจำเป็นอยู่เสมอ เนื่องจากมีชีวิตที่ฟู่ฟ่าและใช้ชีวิตที่ในสถานที่ที่หรูหราราคาแพงกว่ารายได้ที่ตัวเองมีอยู่ตลอดเวลา

3. ภาระทางครอบครัว

ตามประวัติแล้วโมซาร์ทมีลูกจำนวน 6 คน แต่ส่วนใหญ่เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก ซึ่งการมีลูกนั้นก็ทราบกันอยู่แล้วว่าคือการมีภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินของชีวิต การมีลูกนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะใช้เงินกันน้อยๆนะครับ ยิ่งคนที่อยู่ในสถานะทางสังคมที่ดีด้วยยิ่งต้องใช้เงินกันแพงเลยทีเดียว

4. ชีวิตส่วนตัวที่เจ็บป่วย

และในช่วงชีวิตก่อนที่โมซาร์ทจะตายเขาก็ดันป่วยอยู่บ่อยๆซะด้วย แน่นอนว่าการเจ็บป่วยนั้นจะทำให้เกิดเหตุการณ์อยู่ 2 อย่างที่หนักเอาการคือ ไม่สามารถทำงานได้ และ มีค่าใช้จ่ายในการรักษา ก็เรียกได้ว่าไม่มีเงินแต่มีภาระมากขึ้นไปอีก ทำให้เขาจะต้องไปขอให้ญาติพี่น้องช่วยในเรื่องของการเงินอีกต่างหาก

จะเห็นได้ว่าเรื่องปัญหาการเงินมีกันมาตั้งแต่อดีตแล้ว พูดง่ายๆก็คือเมื่อ 200 ปีที่แล้วโมซาร์ทก็มีปัญหาและปัญหาทางการเงินก็คงยังไม่หมดไปจากชีวิตมนุษย์อย่างเราๆเช่นเดียวกัน หากเรารู้จักการวางแผนการเงินกันให้ดี ชีวิตเราก็จะมีความสุขและสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นครับ

Reference :

https://en.wikipedia.org/wiki/Wolfgang_Amadeus_Mozart

http://www.mozart.com/en/timeline/life/mozart-and-money/

“5 เรื่องต้องรู้!!! กับการจัดพอร์ต Asset Allocation ด้วยกองทุนรวม”

การลงทุนใน “กองทุนรวม” จัดว่าเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดีกว่า การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาในการติดตามสินทรัพย์ทางการเงินแบบรายตัว มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญภายใน บลจ. คอยดูแลเงินลงทุนให้เรา แถมสภาพคล่องของกองทุนรวมก็เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายในไม่กี่วันอีกด้วย ดีจังเลย!

เลือกจัดพอร์ตด้วยกองทุนรวมแบบไหนดีล่ะ?

หลายๆ คนจะให้ความสำคัญกับผลประกอบการของกองทุนรวม เพราะยิ่งเห็นผลตอบแทนดี ยิ่งแปลว่าเงินลงทุนของนักลงทุนก็จะเติบโตตาม นักลงทุนส่วนใหญ่จึงเฟ้นหากองทุนรวมที่ตนเองต้องการตามอินเทอร์เน็ต นิตยสารการเงิน หรือตามคำชี้แนะของผู้อื่น โดยเลือกมองผลประกอบการในระยะสั้น และความนิยมของกองทุนรวมนั้นเป็นหลัก

แต่ผลประกอบการในอดีตของกองทุนรวมไม่ได้สำคัญมากเท่าที่หลายๆ คนคิด เพราะมันไม่ได้การันตีความสำเร็จของกองทุนในอนาคต ก็จริงอยู่ที่ผลตอบแทนเป็นปัจจัยหลักของการลงทุน แต่เราต้องมองการลงทุนไปในระยะยาว อย่าเอาเรื่องเดียวมาตัดสินอนาคตเลยฮะ

และมักจะมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องสำหรับการเลือกลงทุนในกองทุนรวมมาเกี่ยวข้องด้วย!!

ในครั้งนี้ “นายปั้นเงิน” อาสาพาทุกท่านที่สนใจการจัดพอร์ต Asset Allocation ด้วยกองทุนรวม ไปรู้จัก 5 สิ่งที่ควรรู้ นอกเหนือจากผลประกอบการของกองทุนในอดีต ก่อนจะตัดสินใจจัดพอร์ตการลงทุนกันครับ

รู้เป้าหมายการลงทุนของตนเอง

สิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนจะจัดพอร์ตการลงทุน คือเราต้องรู้วัตถุประสงค์ของการลงทุน ว่าลงทุนเพื่ออะไร ระยะเวลาของเป้าหมาย เช่น เพื่อการออมเงิน เพื่อเป็นการเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาว เพื่อใช้ในการเกษียณ เพื่อใช้เป็นทุนการศึกษาบุตร เป็นต้น

ถ้ารู้เป้าหมายแล้วการเลือกกองทุนก็จะใช้ปัจจัยเรื่องของระยะเวลาการลงทุน ความเสี่ยง และผลตอบแทนมาพิจารณาตามลำดับ

ยิ่งเป้าหมายมีความสำคัญและรับความเสี่ยงได้น้อย อย่างเช่นเงินทุนการศึกษาบุตรที่จะใช้ในระยะสั้น นักลงทุนก็ไม่ควรจะนำเงินที่มีอยู่ไปลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงในสัดส่วนที่มาก แนะนำเป็นกองทุนรวมตลาดเงิน หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ จะดีกว่าฮะ

ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น

กองทุนรวมจะมีการคิดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆในการบริหารจัดการกองทุนกับนักลงทุนอยู่เสมอ ยิ่งกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนสูง ก็จะยิ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ากองทุนที่ให้ผลตอบแทนในตลาดที่ต่ำกว่า

เพราะทีมบริหารจะคิดค่า Performance ของการบริหารเงินลงทุน หากกองทุนไหนมีกลยุทธ์ซับซ้อน แต่ให้ผลตอบแทนดี ก็จะมีค่าธรรมเนียมการบริหารแพงกว่ากองทุนอื่นๆ

บางครั้งค่าใช้จ่ายที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยของแต่ละกองทุน ก็อาจส่งผลให้เกิดความแตกต่างของผลตอบแทนได้ในระยะยาวได้เหมือนกัน

ยกตัวอย่างง่ายๆ นะฮะ สมมติว่าคุณลงทุน 10,000 บาท ในกองทุน AA ที่ให้ผลตอบแทนก่อนหักค่าใช้จ่าย 10% ต่อปี โดยมีค่าธรรมเนียมในการบริหารรายปี 1.5% เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี เงินก้อนนั้นก็จะเติบโตเป็น 49,725 บาทโดยประมาณ หากกองทุน AA คิดค่าธรรมเนียมเพียงแค่ 0.5% เงินก้อนนั้นจะเติบโตเป็น 60,858 บาท โดยประมาณ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ค่าธรรมเนียมของกองทุนที่ต่างกันเพียงนิดเดียวนี่แหละ สามารถส่งผลให้เห็นความต่างของผลตอบแทนในระยะยาวเลยล่ะครับ เลือกกองทุนที่มีผลประกอบการและค่าธรรมเนียมการบริหารที่สมน้ำสมเนื้อกันหน่อย จะได้รู้สึก win-win กันทั้งสองฝ่าย อิอิ

ระยะเวลาและขนาดของกองทุนรวม

ก่อนจะตัดสินใจลงทุนในกองทุนรวม นักลงทุนควรศึกษา Fund Fact Sheet หรือหนังสือชี้ชวน เพื่อจะได้รู้ว่า กองทุนที่กำลังสนใจอยู่นั้น เปิดทำการมาเป็นระยะเวลานานแค่ไหน และขนาดของกองทุนนั้นใหญ่โตมากน้อยเท่าไหร่แล้ว

บางครั้งกองทุนรวมที่ออกมาใหม่ หรือ กองทุนขนาดเล็กบางกอง ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้น เพราะกองทุนเหล่านี้ลงทุนได้ในปริมาณที่จำกัด เนื่องจากขนาดของกองทุนโดยรวมยังเล็กอยู่ เมื่อหุ้นหรือตราสารบางตัวที่ได้ลงทุนไป เกิดผลกำไรที่โดดเด่น ก็จะส่งผลให้เกิดภาพรวมที่ดีของกองทุนรวมนั้นได้

แต่เมื่อกองทุนเหล่านี้เติบโตและมีขนาดใหญ่ขึ้น จำนวนของสินทรัพย์ที่ได้ลงทุนไปจะมีมากขึ้น ดังนั้นสัดส่วนของหุ้นที่ได้ผลกำไรก็จะมีขนาดเล็กลง ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของกองทุนรวมน้อยลง มันจึงเป็นการยากที่จะรักษาผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอตั้งแต่ระยะแรกจนถึงระยะยาวได้

กองทุนรวมที่ดีสามารถวัดได้จากจากระยะเวลาที่เปิดทำการ และขนาดของกองทุน เพราะทีมบริหารกองทุนรวมเก่งๆจะรักษาผลประกอบการของกองทุนให้ดีได้สม่ำเสมอ หรืออย่างน้อยก็ทำผลตอบแทนชนะ Benchmark ทุกปีได้

ความเสี่ยงและความผันผวนของผลประกอบการ

นักลงทุนควรเข้าใจในความเสี่ยงกองทุนรวม โดยดูจากหนังสือชี้ชวนการลงทุนที่จะบอกถึงระดับความเสี่ยงของกองทุน และกลยุทธ์ในการลงทุน เพื่อเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจของนักลงทุน

กองทุนรวมที่อยู่ในระดับความเสี่ยงสูง มีโอกาสที่จะมอบผลตอบแทนที่สูงขึ้นให้กับนักลงทุนได้ แต่การเลือกกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงไม่เหมาะกับตัวนักลงทุนเอง ก็สร้างความไม่สบายใจให้กับผู้ลงทุนเอง 

ยกตัวอย่างเช่น ความผันผวนของผลประกอบการก็ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่กองทุนไปลงทุนเช่นกัน กองทุนรวมหุ้นที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 8-12 สิงหาคม 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 8-12 สิงหาคม 2559

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกแล้วในสัปดาห์ที่ 9 กับผม “อัศวินกองทุน” เพื่อนคู่คิดที่จะมาช่วยทุกคนให้ทราบถึงแนวโน้มการลงทุนทั่วโลกแบบสั้นๆ เข้าใจง่ายเป็นประจำทุกรายสัปดาห์ เพื่อให้ทุกคนมีชีวิตชีวากับลงทุนและกระจายความเสี่ยงได้อย่างสบายใจเหมือนเช่นเคย

ในช่วงวันที่ 8-12 สิงหาคม 2559 นี้ มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง โดยสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยหลักส่งผลกระทบของทั่วโลก นั่นคือ ปัจจัยบวกจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นเอเชียเป็นส่วนใหญ่ เรามาดูกันเลยดีกว่าครับว่าสัปดาห์นี้ผมจะมีคำแนะนำอย่างไรบ้าง…

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์  :
ตลาดหุ้นเอเชียได้รับปัจจัยบวกจากนโยบายการเงินผ่อนคลายทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐ

เริ่มต้นที่ตลาดหุ้นสหรัฐกันก่อนเลยครับ เราจะสังเกตได้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสที่สองขยายตัวเพียงร้อยละ 1.2 ซึ่งต่ำกว่าการคาดกาณ์ ทำให้ความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวเพิ่มสูงขึ้นจากการที่ภาคธุรกิจชะลอการลงทุน ดังนั้นในช่วงนี้ผมมองว่านักลงทุนทุกคนควรรอดูท่าทีกันไปก่อน จึงอยากแนะนำให้คงการลงทุนไว้ครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ผลการทดสอบ Stress test ของภาคธนาคารในยุโรปออกมาค่อนข้างดี  ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษ ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% และเพิ่มวงเงินซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติม ซึ่งโดยรวมช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนมากขึ้น ดังนั้นในสัปดาห์นี้ ผมขอแนะนำให้เป็นคงการลงทุนไว้

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE / H-SHARE )

มาดูทางด้านตลาดหุ้นจีนกันบ้างครับ ในฝั่งของตลาด H-SHARE ตอนนี้ผมมองว่าระดับราคาต่อมูลค่าพื้นฐานน่าสนใจ แต่ในขณะที่ตลาดหุ้น A-SHARE มีปัจจัยเข้ามากดดันหลังจากรัฐบาลเข้าควบคุมเรื่อง Wealth management products (WMPs) ทำให้สภาพคล่องลดลง ถ้าเป็นแบบนี้แล้วล่ะก็ ผมแนะนำว่านักลงทุนควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในในตลาด H-SHARE และคงการลงทุนในตลาดฝั่ง A-SHARE ไปก่อนครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สำหรับตลาดหุ้นญี่ปุ่น ในสัปดาห์นี้น่าจะมีนโยบายการคลังจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ประกอบกับ BOJ ได้ประกาศเพิ่มวงเงินในการเข้าซื้อ ETF ซึ่งเหมือนกับการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าตลาดหุ้นกันเลยทีเดียว ประกอบกับราคาต่อมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลงมา ดังนั้นผมมองว่าตอนนี้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเริ่มน่าสนใจในการลงทุน จึงอยากแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

การไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการทำนโยบายผ่อนคลายเพิ่มเติมจากธนาคารกลางญี่ปุ่นและอังกฤษ เป็นปัจจัยสนับสนุน fund flow ให้เข้าตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกาหลีที่ราคาต่อมูลค่าพื้นฐานยังไม่สูงมาก แบบนี้เห็นทีจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่เราจะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเช่นเดียวกันครับ

ตลาดหุ้นไทย

ทางฝั่งตลาดหุ้นไทย ผมมองว่าเศรษฐกิจยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชน และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงสภาวะดอกเบี้ยต่ำทั่วโลกยังเป็นปัจจัยที่สนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แบบนี้จะรออะไรกันอยู่ล่ะครับ เพิ่มน้ำหนักการลงทุนกันเลยครับผม

ตลาดหุ้นอินเดีย

สำหรับตลาดหุ้นอินเดีย สภาสูงของอินเดียมีมติผ่านร่างกฎหมายภาษีสินค้าและบริการ (GST Bills) ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ของอินเดียในรอบ 16 ปี ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการจัดเก็บภาษีระหว่างรัฐของอินเดียและจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจอินเดียอีกด้วย แหม่.. แนวโน้มดีแบบนี้ ตลาดอินเดียก็เป็นที่หนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำให้เพิ่มการลงทุนครับ

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

เมื่อความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสด และเริ่มลงทุนในตลาดหุ้นครับ ดังนั้นลดสัดส่วนเงินสดในมือกันได้เลยครับ

น้ำมัน

ตัวเลขปริมาณสำรองสหรัฐฯ ลดลง คาดว่าราคาขาขึ้นของน้ำมันดิบจะยังมีจำกัด เนื่องจากปริมาณสำรองน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง แบบนี้ผมว่าดูท่าทีโดยการคงการลงทุนกันไปก่อนจะดีกว่าครับ

ทองคำ

ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯเดือน ก.ค. ที่ออกมาดีกว่าการคาดการณ์ค่อนข้างมากอาจเป็นปัจจัยทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่า กดดันราคาทองคำในระยะสั้น แบบนี้ดูท่าทีโดยการคงการลงทุนไว้ก่อนจะดีกว่าครับ

ตราสารหนี้ไทย

ราคาพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปีปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย สอดคล้องกับทิศทางอัตราผลตอบแทนที่จากการเข้าซื้อต่อเนื่องจากนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตามการถือครองพันธบัตรยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีในการกระจายความเสี่ยงอยู่ครับ ผมก็ยังคงแนะนำเหมือนเช่นเคยว่าให้คงการลงทุนในตราสารหนี้ต่อไปครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์นี้ ผมขอสรุปสั้นๆอีกสักทีนะครับว่า จากผลของการผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วโลก ทำให้ตลาดหุ้นทางฝั่งเอเชียเริ่มน่าสนใจมากขึ้น ตั้งแต่ ญี่ปุ่น เกาหลี ตลาด H-SHARE ของจีน อินเดีย หรือแม้แต่ตลาดหุ้นไทยของเราก็เช่นเดียวกันครับ ทั้งหมดนี้อาจจะเริ่มเป็นโอกาสที่ดีในการเพิ่มการลงทุนของเรา อย่างไรก็พิจารณาเลือกตลาดหุ้นที่ใช่และที่ชอบให้เหมาะสมด้วยนะครับ

แม้จะเป็นสัปดาห์ที่ 9 แล้วก็ตาม แต่ผมก็ยังอยากบอกเพื่อนๆนักลงทุนทุกคนที่อ่านบทความนี้ครับว่า อย่าลืมพิจารณาข้อมูลให้ดี กระจายความเสี่ยงä

ซื้อสินทรัพย์วันนี้!! แถมฟรีหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ 2 เท่า

สวัสดีครับผม… กลับมาอีกแล้วครับกับคอลัมน์ ภาษีธุรกิจ101 ประจำออมมันนี่ที่เก่าที่เดิม ส่วน TAXBugnoms เองก็มีหน้าที่เพิ่มเติมความรู้เรื่องนี้ให้กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ฟรีเหมือนเช่นเคยครับ

 

สำหรับบทความในวันนี้เป็นกฎหมายใหม่ที่ออกมาได้สักพักหนึ่งแล้วครับ แต่ผมไม่ได้หยิบมาเขียนสักที เนื่องจากยังมีประเด็นหลายๆอย่างที่ยังข้องใจอยู่ครับ โดยล่าสุดผมได้พูดถึงไว้ในบทความ จะจดบริษัททั้งที จะทำยังไงให้ประหยัดภาษีได้มากที่สุด? (ตอนที่ 2) ไปแล้วครั้งหนึ่ง ว่า…

 

ข้อ 4 รายจ่ายเพื่อการลงทุนในทรัพย์สิน เป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุน ต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก ทำให้ดีขึ้นของทรัพย์สินที่เกี่ยวกับกิจการ แต่ไม่ใช่การซ่อมแซมคงสภาพเดิม สำหรับสินทรัพย์ซึ่งได้แก่ เครื่องจักร ส่วนประกอบ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ยานพาหนะ และอาคารถาวรต่างๆ โดยต้องไม่เคยผ่านการใช้งาน ต้องหักค่าเสื่อมราคาได้ และไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้านอื่นๆ ซึ่งต้องเกิดจากสัญญา ใบสั่งซื้อ ใบสั่งจ้าง ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 – 31 ธันวาคม 2559 ครับ 

 

ในวันนี้… ผมจะมาอธิบายรายละเอียด และเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดไว้ใน พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 604) ว่าสำหรับเรื่องนี้ เรามีเงื่อนไขที่อะไรต้องดูกันบ้างครับ

 

หลักการใช้สิทธิ์ลงทุนเพื่อซื้อทรัพย์สิน

สำหรับเงื่อนไขการใช้สิทธิ์หักสินทรัพย์เป็นรายจ่ายได้ 2 เท่านั้น ต้องเป็นการลงทุน โดยการซื้อ เช่าซื้อ สร้าง ก่อสร้าง เป็นต้น หรือการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากรครับ ซึ่งนิยามตรงนี้ผมอยากจะเน้นตรงคำว่า “ดีขึ้น” ซึ่งตีความได้ว่า “ดีกว่าเดิม” นั่นเองครับ

 

ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่น เรามีการลงทุนโดยซื้อเครื่องจักรใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ให้ดีขึ้นแบบนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทรัพย์สินที่มีสิทธิ์นำมาหักเป็นรายจ่าย 2 เท่าได้แล้วล่ะครับ

 

ประเภทของสินทรัพย์ที่ใช้สิทธิ์

สำหรับประเภทของสินทรัพย์ที่ใช้สิทธินั้น จะประกอบไปด้วยรายการต่อไปนี้ครับ ดูๆแล้ว เป็นสินทรัพย์ที่เราคุ้นเคยกันดี ได้แก่

  • เครื่องจักร ส่วนประกอบ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องตกแต่ง และเฟอร์นิเจอร์
  • โปรแกรมคอมพิวเตอร์
  • ยานพาหนะที่จดทะเบียนในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยยานพาหนะนั้นๆ แต่ไม่รวมถึงรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตที่มิใช่ได้มาเพื่อนำออกให้เช่า
  • อาคารถาวร แต่ไม่รวมถึงที่ดินและอาคารถาวรที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัย

 

ตรงนี้ผมอยากให้สังเกตสักนิดครับว่า การใช้สิทธิ์นี้ต้องเป็นการซื้อสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของเรา แต่มีเงื่อนไข คือ ต้อง “จ่ายไป” (แปลว่า “จ่ายเงิน” นัน่แหละครับ) มาตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดครับ ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมีดังนี้ครับ

 

โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 4 ฉบับนี้จะกำหนดเงื่อนไขต่างๆไว้ดังนี้ครับ

1. เงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้งานของสินทรัพย์ สำหรับเรื่องแรกคือเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้งานของสินทรัพย์ครับ โดยกฎหมายได้กำหนดไว้ดังนี้ครับ

  • สินทรัพย์นี้ต้องไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน
  • เป็นสินทรัพย์ที่สามารถคิดค่าเสื่อมราคาได้ตามปกติ (ใครไม่เข้าใจเรื่องค่าเสื่อมราคาอ่านได้ที่บทความ คิดสักนิดดดดดด ก่อนจะซื้อทรัพย์สินมาใช้ในธุรกิจ (ตอนแรก)) โดยทรัพย์สินนั้นต้องได้มาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559
  • ยกเว้นแต่เครื่องจักรและอาคารถาวร ที่สามารถพร้อมใช้หลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 สามารถใช้สิทธิได้ แต้ต้องปฎิบัติตามเงื่อนไขดังนี้
    • ต้องขออนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารโดยยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 หรือ
    • ต้องแจ้งก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารตามมาตรา 39 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุม
      อาคาร พ.ศ. 2522 โดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 หรือ
    • กรณีที่ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2528) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จะต้องเกิดจากสัญญาจ้าง ใบสั่งจ้างหรือข้อตกลงในลักษณะทำนองเดียวกันทั้งสิ้นที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559

โดยการลงทุนนั้นต้องไม่รวมถึงการลงทุนในทรัพย์สินโดยการซื้อหรือเช่าซื้อทรัพย์สินนั้นมา

  • สินทรัพย์ต้องอยู่ในราชอาณาจักร  (ยกเว้นยานพาหนะ)
  • ไม่เป็นทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือ กิจการที่ได้รับยกเว้นภาษี การส่งเสริมการลงทุนต่างๆ

 

2. เงื่อนไขการคำนวณและการใช้เป็นรายจ่าย เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการคำนวณ และอธิบายการใช้รา&#xE2

ดอกเบี้ยบัตรนั้นสำคัญแต่ดอกจัน* ก็ต้องอย่าลืมอ่าน

ผมเชื่อว่าหลายๆคนเวลาไปทำ “บัตรเครดิต” หรือ “บัตรกดเงินสด” นั้นมักจะมีเหตุผลที่แตกต่างกันนะครับ บางคนอยากจะใช้วงเงินเพื่อขยายอำนาจในการซื้อ บางคนเห็นข้อมูลสิทธิประโยชน์แล้ว อุ้ย! ใช่เลยนี่มันเป็นบัตรที่เกิดมาเพื่อฉัน แน่นอนว่าในวันที่เราจะไปสมัครบัตรต่างๆนั้น ทางสถาบันการเงินก็จะให้เราอ่านเงื่อนไขต่างๆก่อน แล้วก็เซ็นยินยอมในเงื่อนไขในการรับบริการ แต่เอาจริงๆนะเชื่อว่าหลายๆคนไม่ได้อ่านกันหรอก เขาบอกให้เซ็นๆๆๆ ก็เซ็นๆไปเพราะคิดว่าสถาบันการเงินนั้นทำงานระดับโปรเฟสชั่นนอลยังไงก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว รู้แค่ว่าใช้บัตรอะไรจ่ายดอกเบี้ยเท่าไหร่ก็เพียงพอ (อ่ะ นั่นไม่ถูกนะ)

สิ่งที่เราควรจะต้องรู้มากกว่าดอกเบี้ยเนี่ยก็คือดอกจัน ที่เป็นสัญลักษณ์ ( * ) ในหลายๆที่จะทำเป็นตัวเล็กใต้แผ่นพับ โบชัวร์ โปรดอ่านซักนิดเผื่อที่จะทราบเงื่อนไขต่างๆที่มากขึ้น มาดูตัวอย่างข้อมูลของดอกจันกันนะครับ

1. *ค่าใช้จ่ายที่ไม่จบแค่ดอกเบี้ย

ปัจจุบันบรรดาดอกเบี้ยบัตรต่างๆนั้นก็มีอัตราค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ก็ประมาณ 20% ขึ้นไปต่อปี เราอาจจะทราบเงื่อนไขเกี่ยวกับดอกเบี้ยว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่วิธีคิดเป็นอย่างไร แต่ค่าใช้จ่ายมันยังไม่จบแค่ตรงนี้ หลายๆครั้งเราอาจจะอ่านเจอในดอกจันว่า ยังมีเรื่อง

  • ค่าใช้จ่ายรายปี : ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่เราจะต้องจ่ายเพื่อใช้บริการ
  • ค่าปรับ : หากเราใช้บัตรไปแล้วไม่ได้ทำตามเงื่อนไขก็อาจจะพบค่าปรับได้
  • ค่าติดตามหนี้ : อันนี้หลายๆคนก็เจอนะครับ ไม่ได้ไปชำระเงินเขาก็ตาม
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม : ก็คือ Vat นั่นล่ะ ใช้จ่ายเกี่ยวกับเงินๆทองๆก็มีภาษีด้วนนะ
  • ค่าธรรมเนียมบริการอื่นๆ  และนานาจิปาทะที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ต้องไปคำนวณกันต่อ

ตรงนี้เราควรทราบไว้ด้วยเพราะจะได้คำนวณไว้ว่าในการใช้บริการแต่ละครั้งเราจะต้องจ่ายเงินเบ็ดเสร็จจริงๆเท่าไหร่ แล้วเราก็จะได้ไม่ต้องงงว่าทำไมตัวเลขที่เราคิดได้มันถึงไม่ตรงกับสิ่งที่ทางสถาบันการเงินคิดมาให้

2. *เงื่อนไขและข้อยกเว้น

หลายๆครั้งเราอาจจะเห็นว่าบัตรที่เราอยากได้นั้นมันลดราคาในสิ่งที่ต้องการได้เยอะมาก หากเราถือบัตรนั้นไว้คงจะมีประโยชน์ไม่น้อย สมัครกันเลยทีเดียว แต่ถ้าเราอ่านเงื่อนไขบริการเราจะพบว่าหลายๆครั้งเขาจะกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำในการใช้จ่ายด้วยนะ เช่น

  • จะให้ส่วนลด 15% ถ้าจ่ายถึง 5,000 บาท กลายเป็นต้องใช้เงินเพิ่มเพื่อให้ได้ส่วนลดซะงั้น ทั้งๆที่เราอาจจะไม่ได้จำเป็นต้องใช้จ่ายขนาดนั้นเลยก็ได้
  • จำนวนครั้งที่นำไปใช้บริการ ให้ใช้ได้ไม่เกิน 1 ครั้ง 2 ครั้งต่อเดือน
  • สถานที่เฉพาะที่ร่วมรายการ แบบว่าใช้ได้แค่สาขานั้นสาขานี้ ไม่ใกล้บ้านเอาซะเลย
  • ข้อยกเว้นอื่นๆว่าไม่รวมนั่นไม่รวมนี่ สุดท้ายเราอยากได้สิ่งที่เขายกเว้นซะงั้น

แหม… จะใช้กลับใช้ไม่ได้เพราะลืมอ่านข้อมูลตรงนี้ ทำเอาเซ็งได้ง่ายๆกันเลยทีเดียว

3. *เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ให้บริการได้

โดยส่วนใหญ่เขาก็จะเขียนว่า บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการให้บริการ พูดง่ายๆคือจะเปลี่ยนแปลงอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมต่างๆ เขาเปลี่ยนแปลงได้นะจ๊ะ บางอย่างอาจจะบอกว่าเปลี่ยนแปลงโดยไม่แจ้งล่วงหน้าด้วย เราก็ต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงจากประกาศต่างๆของเขาอยู่เรื่อยๆด้วย ถ้าเราทราบข้อมูลเรื่อยๆก็จะสามารถทำให้เราวางแผนการใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

พอเห็นอย่างงี้แล้วเวลาที่เราจะกู้เงิน ใช้จ่าย ทำบัตรเคริตต่างๆ นอกจากเรื่องดอกเบี้ยที่เราควรจะรู้ว่าจ่ายๆเท่าไหร่ วิธีคิดดอกเบี้ยเป็นอย่างไร เราควรจะต้องทราบเงื่อนไขและข้อยกเว้นด้วยนะครับ บางทีทำบัตรมาเยอะๆคิดว่าจะใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าแต่กลับกลายเป็นทำแล้วมาวางไว้เฉยๆ ทำให้อาจจะต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมรายปีไปอย่างเปล่าประโยชน์อีก ก่อนสมัครจึงควรตรวจสอบข้อมูลต่างๆให้เรียบร้อยและตรงกับความต้องการของเราก่อนนะครับ บัตรเครดิตนั้นมีข้อดีอยู่หลายอย่างแต่ถ้าเราศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดี มันจะยิ่งกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราใช้ได้เกิดประโยชน์ได้มากกว่าเดิมอีก

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save