ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล PA มีดีอย่างไร?

จากที่ผมได้เคยให้ความรู้ไปในเรื่องของวิธีการบริหารความเสี่ยง หรือความไม่แน่นอนต่างๆที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับชีวิตของเรา (เข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่ ลิงค์บทความ รู้ไหมชีวิตเรามีความเสี่ยงอะไร จะหาวิธีจัดการล่วงหน้ายังไงถึงจะเหมาะสม?) ทุกคนก็คงจะทราบแล้วว่า ตลอดชีวิตคนเราตั้งแต่เกิดจนตาย ล้วนแต่มีความไม่แน่นอน หรือความเสี่ยงต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่เรื่องของการเจ็บไข้ได้ป่วยเล็กๆน้อยๆ ไปจนถึงการเป็นโรคร้ายแรง, ทำงานก็เสี่ยงต่อการตกงาน ขาดรายได้, ประกอบวิชาชีพบางอย่าง ก็เสี่ยงที่อาจจะก่อความเสียหายให้แก่บุคคลอื่น, จะลงทุน ก็มีความไม่แน่นอนของผลกำไรหรือเงินที่จะได้, ทำธุรกิจก็เสี่ยงที่คู่ค้าจะเบี้ยวสัญญา, จะเกษียณก็มีความเสี่ยงว่าเงินที่เก็บมาจะพอใช้หรือเปล่า หรือจะไปไหนมาไหน ทำกิจกรรมอะไร ก็อาจจะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน ที่ทำให้เราทั้งบาดเจ็บ ทั้งสูญเสียเงินไปกับค่ารักษา หรือถ้าร้ายแรงก็อาจจะถึงขั้นพิกลพิการ เป็นคนทุพพลภาพ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้

ที่น่ากลัวก็คือ เรื่องของอุบัติเหตุ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการควบคุมของตัวเราคนเดียว แต่อยู่ที่สภาพแวดล้อม หรือบุคคลอื่นด้วย ต่อให้เรารอบคอบ ไม่ประมาทอย่างดีแล้ว แต่ถ้าสภาพแวดล้อมเกิดบกพร่อง หรือคนอื่นประมาท เราก็มีโอกาสได้รับความเสียหาย โดยที่เราคาดไม่ถึงด้วยเช่นเดียวกัน

ดังนั้น วิธีการหนึ่งซึ่งเราจะสามารถนำมาใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุได้ก็คือ การทำ “ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล” หรือ Personal Accident (PA) นั่นเองครับ ซึ่งรายละเอียดจะเป็นยังไง มีเรื่องอะไรที่เราควรจะต้องรู้เกี่ยวกับ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (ต่อไปจะขอเรียกสั้นๆว่า PA นะครับ) บ้าง เราไปหาคำตอบกันจาก Q&A ในแต่ละข้อ กันเลยครับ!

1. PA คืออะไร? มีความจำเป็นยังไง?

PA คือการทำประกันประเภทหนึ่งที่อยู่ในส่วนของการประกันภัย ซึ่งบริษัทจะจ่ายเงินชดเชยให้เราหากเราเกิดความสูญเสียทางร่างกาย (บาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะ พิการ เสียชีวิต) ในกรณีที่เกิดจากอุบัติเหตุเท่านั้น (ถ้าเกิดจากการป่วยเป็นโรค ไม่จ่าย) สาเหตุที่เราควรจะต้องทำ PA ก็เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงที่จะสูญเสียความมั่งคั่ง (เงินในกระเป๋า) ไปกับค่ารักษาพยาบาล หากเราประสบอุบัติเหตุ ซึ่งเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า จะมีโอกาสเกิดขึ้นเมื่อไหร่? และถ้าเกิดขึ้นแล้วจะมีค่ารักษาเท่าไหร่? หากเป็นอุบัติเหตุร้ายแรง อาจทำให้เราต้องเสียค่ารักษาผ่าตัดเป็นจำนวนมากจนกระทบต่อความมั่งคั่งของเราได้ ร้ายแรงกว่านั้นหากเราสูญเสียอวัยวะ เป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ นอกจากต้องเสียค่ารักษาแล้ว อาจจะทำให้เราไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ทำให้สูญเสียรายได้ที่จะสามารถหาได้ในอนาคต หรือหากเราเสียชีวิต ก็อาจจะทำให้คนที่เราเลี้ยงดูอยู่มีความเดือดร้อนทางการเงินจากการจากไปของเราได้ ดังนั้น เราจึงโอนความเสี่ยงเหล่านี้ไปให้บริษัทประกันแบกรับแทน ด้วยการทำประกัน แลกกับการจ่ายเบี้ยจำนวนหนึ่งเป็นค่าทำประกัน ซึ่งเป็นการตีกรอบความเสียหาย ให้อยู่ในขอบเขตที่เราสามารถจัดการได้ โดยไม่กระทบกระเทือนต่อเงินในกระเป๋าของเรานั่นเอง

2. PA ครอบคลุมค่าชดเชยในกรณีใดบ้าง?

PA จะจ่ายเงินชดเชยให้กับการเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุทั้ง 7 ประเภท ดังนี้

  • เสียชีวิต สูญเสียอวัยวะและสายตา (ADD)
  • ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิง (PD)
  • ค่ารักษาพยาบาล (ME)
  • เงินชดเชยกรณีกระดูกแตกหัก (BB)
  • ค่าเลี้ยงดูสำหรับบุคคลในครอบครัวเป็นรายเดือน (FCG)
  • ค่าชดเชยรายได้ระหว่างการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล (HU)
  • ค่าเลี้ยงดูรายเดือนสำหรับการดำรงชีพ (MLB)

ซึ่งจะครอบคลุมกรณีการเกิดอุบัติเหตุจากเหตุพิเศษ (นอกจากอุบัติเหตุทั่วไป) ดังนี้

  • กรณีถูกฆาตกรรมหรือลอบทำร้าย (MA)
  • กรณีเสียชีวิตจากการขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ (MC)
  • กรณีอุบัติเหตุขณะเดินทางโดยรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (PP)
  • กรณีอุบัติเหตุในวันหยุดนักขัตฤกษ์ (PH)
  • กรณีอุบัติเหตุอันเกิดจากภัยธรรมชาติ (ND)

ซึ่งก็แล้วแต่ PA แต่ละแพคเกจ หรือแต่ละบริษัท ว่าจะครอบคลุมกรณีไหนบ้าง (อาจจะไม่ครบทุกข้อ) ส่วนจะจ่ายเท่าไหร่ ก็ต้องไปดูวงเงินของแต่ละแพคเกจเอาครับ

3. ถ้ามีประกันสุขภาพอยู่แล้ว จำเป็นต้องทำ PA ด้วยไหม?

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่าประกันสุขภาพที่เป็นอนุสัญญาทั้งหลาย จะมีการจ่ายเงินชดเชยให้ก็ต่อเมื่อเราต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเท่านั้น (ยกเว้นอนุสัญญาที่เป็น OPD ที่จ่ายเงินชดเชยค่ารักษากรณีเป็นผู้ป่วยนอก ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล) ดังนั้น หากเราเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น จากการเกิดอุบัติเหตุ หกล้ม หัวแตก มีดบาด ฯลฯ ที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ก็ไม่สามารถใช้ประกันสุขภาพที่มีอยู่ได้ แต่หากมี PA ที่จ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาลไว้ด้วยก็สามารถใช้ PA เบิกชดเชยค่ารักษาได้ ถามว่าถึงขั้นจำเป็นไหม ก็อาจจะไม่ถึงขั้นนั้น เพราะการรักษาที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล มักจะมีค่ารักษาที่ไม่สูงมาก เราอาจรับภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้เองได้ ยกเว้น การรักษาบางอย่าง หรือไปรักษาในโรงพยาบาลชั้นนำ ที่มีค่ารักษาแพง ถ้ามี PA ไว้ก็อาจจะช่วยได้มากกว่าไม่มีครับ

4. อนุสัญญาของประกันสุขภาพที่เป็นตัวชดเชยกรณีอุบัติเหตุ แตกต่างจาก PA ยังไง?

ประกันสุขภาพนั้น มีอยู่กลุ่มหนึ่งที่จ่ายชดเชยกรณีอุบัติเหตุโดยเฉพาะ (คือกลุ่มที่มีชื่อย่อว่า AI, ADD หรือ ADB หรืออ.1, อ.2, อ.3 แล้วแต่บริษัท) ซึ่งก็จะมีส่วนที่เหมือนกับ PA คือจ่ายเงินชดเชยกรณีที่เสียชีวิต, สูญเสียอวัยวะ, ค่ารักษาพยาบาล และชดเชยกรณีนอนโรงพยาบาล เหมือนกัน (ในกรณีถ้าเทียบกับ AI)  แต่จะแตกต่างจาก PA ตรงที่ว่า

  • อนุสัญญาอุบัติเหตุ จะสามารถเลือกวงเงินทุนประกัน

[Preview] คอนโดชีวาทัย เพชรเกษม 27 ทำเลแจ่มใกล้รถไฟฟ้าบางหว้า อินเตอร์เชนจ์

มารู้จักคอนโดโครงการใหม่ที่มีชื่อว่า ชีวาทัย เพชรเกษม 27 กันดีกว่าครับ  ได้ข่าวว่าจะเปิดขายพรีเซลล์ช่วงเดือนตุลาคมนี้แล้ว ทำเลอยู่ติดถนนเพชรเกษมฝั่งขาออกตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยสยาม สถาบันการศึกษามีชื่อย่านฝั่งธน และโครงการก็อยู่บริเวณใกล้จุดตัดสถานีรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายถึง 2 สาย (Interchange Station) ซึ่งเชื่อมต่อให้คนจากทุกสารทิศเข้ามาในพื้นที่ย่านบางหว้าทำให้เกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยปัจจุบันราคาต่อตารางเมตรยังไม่สูงมากนักจึงมีโอกาสขยับเพิ่มสูงขึ้นได้มาก คนที่อยู่อาศัยแถวเพชรเกษมและนักลงทุนแห่ซื้อคอนโดย่านนี้เก็บไว้เป็นทรัพย์สิน สำหรับคนที่ซื้ออยู่เองหลายคนซื้อไว้เป็นบ้านหลังที่ 2 วันธรรมดาพักที่คอนโด วันหยุดออกไปพักที่บ้านนอกเมือง และสำหรับนักลงทุนอย่างผมที่มีประสบการณ์ลงทุนคอนโดย่านบางหว้าพบว่าเกือบทุกโครงการขายดีมีคนสนใจเยอะและได้รับผลตอนแทนที่ดีทีเดียวครับ

ด้วยความที่คอนโดอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบางหว้าในระยะเดินถึงเพียง 350 เมตร ตอบโจทย์เรื่องความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางเข้า-ออกเมือง โดยมีให้เลือกใช้ได้ 2 เส้นทางเลย สายแรก BTS สายสีเขียวอ่อนเปิดให้ใช้บริการแล้วผ่านจุดสำคัญ อาทิ สาทร สีลม และสยาม และอีกสาย MRT สายสีน้ำเงิน วิ่งวนรอบกรุงเทพซึ่งใกล้เปิดให้บริการแล้วผ่านจุดสำคัญ อาทิ เยาวราช สุขุมวิท และรัชดา จะเห็นได้ว่ารถไฟฟ้าผ่านย่านสำคัญทั้งนั้นเลย จุดเด่นถัดมาโครงการตั้งอยู่ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยสยาม เรียกได้ว่าข้ามถนนไปก็ถึงแล้ว ในแต่ละปีจะมีนักศึกษาต่างชาติมาเรียนแลกเปลี่ยนมากกว่า 500 คน และสาระสำคัญอีกอย่างคือ ใกล้โรงพยาบาลชื่อดังที่ใครๆก็รู้จัก โรงพยาบาลพญาไท 3 นั่นเอง ซึ่งห่างเพียงแค่ประมาณ 1.2 กิโลเมตร และถ้าเราเป็นขาช้อปหรือชอบเดินเล่นในวันหยุดก็สบายใจได้เพราะใกล้กับศูนย์การค้า Seacon Bangkae และห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง the mall บางแค ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีทางเลือกเดินทางด้วยเรือด่วนในคลองภาษีเจริญในระยะเดินได้เพียง 200 เมตร ให้บริการระหว่าง วัดปากน้ำภาษีเจริญ จนถึง ท่าเรือเพชรเกษม 69 เรียกได้ว่ามีทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นทางรถ ทางรถไฟฟ้า และทางเรือด่วน หมดกังวลเรื่องปัญหารถติดกันไปเลย

มาดูรายละเอียดภายในโครงการกันบ้าง คอนโด ชีวาทัย เพชรเกษม 27 เป็นโครงการตึกสูง 26 ชั้นมีจำนวน 652 ยูนิต แบ่งเป็น ที่พักอาศัย จำนวน 638 ยูนิตและร้านค้าจำนวน 14 ยูนิต บนพื้นที่ขนาดที่ดิน 4 ไร่เศษ ซึ่งตึกสูงทำให้เห็นวิวสวยได้กว้างไกล ส่วนรูปแบบห้องมีให้เลือก 3 แบบได้แก่

  • แบบสตูดิโอ ขนาด 23-26 ตรม. จำนวน 205 ยูนิต
  • แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 31-37 ตรม. จำนวน 387 ยูนิต
  • แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 40-55 ตรม. จำนวน 49 ยูนิต

โดยทุกแบบมีเฟอร์นิเจอร์ให้บางส่วน (Fully Fitted) ซึ่งผมคิดว่า 1 ห้องนอนจะขายดีสุดเพราะจำนวนยูนิตน้อยกว่าสตูดิโอหลายเท่า ราคาหยิบจับง่ายกว่าขนาด 2 ห้องนอน และขนาดกำลังพอเหมาะกับการอยู่อาศัย สำหรับที่จอดรถโครงการมีให้ 245 คันคิดเป็น 38%โดยประมาณ อาจจะน้อยไปหน่อยแต่ผมเข้าใจว่าโครงการต้องการลดต้นทุนส่วนนี้เอาไปทำให้ราคาถูกลงซึ่งเป็นผลดีช่วยทำให้มีเงินเหลือเอาไว้แต่งคอนโด

สิ่งอำนวยสะดวกที่โครงการจัดให้ตัวเด่นก็จะมี สระว่ายน้ำและฟิตเนสบนชั้นดาดฟ้า ซึ่งการเอาไปไว้บนชั้นสูงสุดมีต้นทุนที่สูงกว่าการเอาไว้ชั้นล่างหลายเท่า คอนโดส่วนใหญ่จึงนิยมเอาไว้ชั้นล่าง แต่ขอบอกเลยว่าเอาไว้ชั้นบนสุดวิวสวยกว่า ว่ายน้ำไปชมวิวสุดลูกตาไม่มีอะไรมาบัง ไฮไลท์อีกอย่างที่ผมชอบ คือ Community Mall ที่ชั้น 1-2 ของคอนโด โดยมีร้านค้าชั้นนำมากมาย เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ ธนาคาร และร้านอื่นๆกว่า 14 ร้าน  ซึ่งยังไม่ค่อยเห็นในคอนโดเจ้าอื่นๆในเมืองไทย แต่ในต่างประเทศอย่างฮ่องกงได้รับความนิยมเพราะทำให้คนอยู่อาศัยในคอนโดได้รับความสะดวกอย่างแท้จริง

ถึงตรงนี้คงอยากทราบราคากันแล้ว จากการสอบถามโครงการเริ่มต้นที่ 1.8 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรอยู่ที่ประมาณ 68,000 – 82,000 บาท หากผ่อนธนาคาร 30 ปี ยอดผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นเพียงหมื่นต้นๆเท่านั้นครับ รายละเอียดที่โครงการเปิดเผยมามีประมาณนี้ สามารถดูรายละเอียดอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่ www.chewathai27.com หรือโทร 094-460-4482 ครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

พลิกความคิด พลิกชีวิตให้ “ร่ำรวย”

เส้นแบ่งระหว่างความยากจนกับความมั่งคั่งร่ำรวยคืออะไร? เชื่อว่าคนจำนวนมาก็จะตอบว่า ‘เงิน’ แต่ที่จริงแล้วเงินเป็นเพียงปลายทางเท่านั้น แต่สิ่งที่เป็นสาเหตุของเส้นแบ่งคือสิ่งที่เรียกว่า ความคิด สำหรับเรื่องการเงินการคิดบวกคงไม่พอ แต่เราต้องเปลี่ยนแนวคิดให้ถูกหลักเพื่อสร้างเส้นทางความร่ำรวยได้เป็นของตัวเอง นี่เป็นแนวคิดง่ายๆที่จะทำให้คุณรู้ว่า ตอนนี้คุณอยู่ด้านไหนบนเส้นแบ่ง แล้วคุณจะลองปรับเปลี่ยนอะไรบ้างเพื่อเปลี่ยนด้านบนเส้นแบ่งนั้น

 

แนวคิดที่ 1 อุปสงค์และอุปทานคือกุญแจของกำไร

     อุปสงค์และอุปทานคืออะไร? หลายคนรู้จักและและหลายคนก็ไม่คุ้นกับ 2 คำนี้เท่าไหร่ แต่จริงๆแล้ว คำ 2 คำนี้ส่งผลกับชีวิตเราอย่างมาก เพราะอุปสงค์หรือความต้องการซื้อกับอุปทานหรือความต้องการขายนั้น เป็นตัวกำหนดให้เกิดราคาสินค้าทุกอย่างบนโลกใบนี้ หากความต้องการซื้อมากแต่ความต้องการขายน้อย ก็ทำให้สินค้าราคาแพงขึ้น แต่ถ้าความต้องการขายมากแต่ความต้องการซื้อน้อย ราคาสินค้าก็จะถูกลง ตัวเราเองก็เช่นกัน หากเราสามารถทำในสิ่งที่ใครๆก็ทำได้ ก็จะลำบากหน่อยที่จะสามารถสร้างเงินจากสิ่งเหล่านั้น แต่หากเราทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้หรือไม่มีใครทำ เราก็สามารสร้างมูลค่าให้กับสิ่งที่เราทำได้จำนวนมาก

 

แนวคิดที่ 2 หากงานที่เราทำมาถึงทางตัน ลองเปลี่ยนสายงาน

     เมื่อทำงานมาถึงจุดๆหนึ่ง เราจะรู้สึกว่างานที่ทำไม่ได้พัฒนาให้ตัวเองก้าวไปได้ไกลมากกว่านี้แล้ว เหตุการณ์แบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทว่าแต่ละคนมีวิธีรับมือแตกต่างกัน บางเลือกทำงานในสายงานเดิมเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับตนเอง แต่บางคนเลือกที่จะเปลี่ยนเพื่อสิ่งที่แตกต่างออกไปให้กับตนเอง หากคุณเลือกทางหลัง สิ่งที่คุณควรทำสิ่งแรกไม่ใช่การเขียนจดหมายลาออก แต่เป็นการค้นหาอาชีพที่สามารถทำเงินและวางแผนสำหรับอนาคตได้ เมื่อเลือกอาชีพได้แล้วสิ่งที่ต้องทำต่อมาคือ ศึกษาเพื่อพัฒนาตนเองเพื่อให้ได้งานนั้น สิ่งสำคัญอีกอย่างคือตามหานายจ้างที่จะจ่ายค่าจ้างให้คุณตามความสามารถและมอบโอกาสในการพัฒนาตนเองก้าวไปข้างหน้ากับคุณ

 

แนวคิดที่ 3 หากเป้าหมายของคุณคือการเกษียณเร็ว เน้นเลือกงานที่สามารถต่อยอดเพื่อทำเงินมากกว่าทำงานที่ตนเองชอบ

     คนที่มีเป้าหมายว่าอยากเกษียณตอนช่วงอายุ 50 และอยากมีเงินสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณอย่างสบายๆ สิ่งแรกที่ต้องคิดเมื่อเริ่มหางานคือ งานที่จ่ายพิเศษทดแทนการทำงานหนัก, มีความชอบพอประมาณในการทำงาน และต้องเปลี่ยนนิสัยการใช้ชีวิตของเรา เช่น หากคุณสามารถใช้จ่ายอย่างประหยัดติดต่อกันไปได้อีก 10 ปี คุณก็สามารถเกษียณเร็วได้ หรือสามารถทำในสิ่งที่ตนเองรักได้ แต่ขอให้คิดไว้เสมอว่า การเกษียณเร็วนั้นจำเป็นต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนและความพยายามอย่างยิ่งยวด

 

แนวคิดที่ 4 คิดเสมอว่า เวลาเป็นเงินเป็นทอง

     มีคำกล่าวว่า ‘สามสิ่งในชีวิตที่ไม่วันไหลย้อนกลับคือ คำพูด โอกาส และเวลา’ ใน 3 สิ่งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เวลา โอกาสในการประสบความสำเร็จทางด้านการเงินขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการเวลาของคุณเอง ไม่ว่าคุณจะเป็นลูกจ้างหรือเป็นนายจ้างตัวเอง ลองสังเกตดูว่าตัวคุณใช้เวลากับอะไรเป็นส่วนใหญ่ จากนั้นก็ลองถามตัวเองว่า ‘อะไรที่เราใช้เวลาด้วยแล้วทำให้เกิดรายได้มากที่สุด? และอะไรที่ทำให้เราเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์?’ แล้วเพิ่มเวลาทำสิ่งที่เพิ่มรายได้ให้มากขึ้น แต่การจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ คุณต้องทำภาระงานที่ได้รับมาให้เสร็จอย่าง ‘รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ’ การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้นายจ้างและลูกค้าของคุณมีเวลาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งพวกเขาต้องชอบแน่นอน คิดไว้เสมอว่า เวลาคือทรัพยากรอันจำกัดที่คุณต้องลงทุนตลอด และสิ่งที่คุณทำอยู่คุ้มกับการลงทุนรึเปล่า?

 

แนวคิดที่ 5  ตัวคุณมีค่ามากกว่าที่คุณคิดเสมอ

     คนรวยมักมองหาโอกาสในการขายทักษะ, งานบริการหรือสิ่งของ ที่ทำให้หลายคนยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อ แม้จะใช้เวลาจำนวนมากไปกับสิ่งเหล่านี้ แต่ก็สามารถทำเงินได้มากเช่นกัน น่าเสียดายที่ผู้คนจำนวนมากกลับใช้ชีวิตในแบบตรงกันข้าม หลายคนดูถูกตนเองและไม่เชื่อว่าตนเองควรได้รับค่าจ้างอย่างสมน้ำสมเนื้อ หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ชีวิตมีแต่คนเอารัดเอาเปรียบและเข้าหาเพื่อผลประโยชน์ ก็ลองเปลี่ยนวิธีการทำงานดู เช่น ลองเปลี่ยนตัวเองให้ปฏิเสธบ้าง, คุยกับลูกค้าโดยตรงเรื่องค่าจ้างในการทำงาน เพราะราคาของงานทุกชิ้นที่คุณทำไม่ควรได้น้อยกว่า ‘ราคาทั่วไป’ เว้นเสียแต่ว่ารายได้ของคุณขึ้นกับจำนวนของงานที่สามารถขายได้

 

แนวคิดที่ 6  เป็นฝ่ายรุกซะบ้าง

     หากมัวแต่กลัวความผิดพลาด เราก็จะไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลย ให้คิดว่า ‘อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด’ สิ่งที่เราทำได้มีแค่วางแผนเพื่อทำงานต่างๆ, คิดถึงความเป็นไปได้ทุกทางที่จะทำให้แผนประสบความสำเร็จ จากนั้นก็ทำได้เพียงรับมือกับทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้นให้ได้เท่านั้น คิดเสมอว่าเตรียมแผนสำรองดีกว่าปล่อยให้ทุกอย่างขึ้นอยู่ดับดวง การวางแผนทางการเงินก็เช่นเดียวกัน ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง แต่หากคุณเตรียมแผนให้พร้อม ก็สามารถบริหารจัดการทุกความเสี่ยงได้ ถึงจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้น แต่ก็สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที

 

แนวคิดที่ 7  จำกัดคำว่า ‘มั่งคั่ง’ เสียใหม่

     คุณคิดว่าในบรรดาอาชีพเหล่านี้ใคร ‘มั่งคั่ง’ ที่สุด? แพทย์, ทนายความ, เจ้าของบริษัทที่มีบ้านกับรถหรู จริงๆแล้วคนเหล่านี้ไม่ได้รวยเพราะอาชีพการงานที่ทำอยู่ พวกเขารวยเพราะพวกเขาชีวิตให้มีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ และนำส่วนต่างของเงินนั้นไปลงทุนในสิ่งที่ก่อให้เกิดทรัพย์สินมากกว่าก่อให้เกิดหนี้สิ&#xE1

Preview โครงการล่าสุด The Base Garden-พระราม 9 ติดถนนใหญ่ แยกรามคำแหง จากแสนสิริ

สวัสดีครับ วันนี้ Mr.Maibat อาสาพาเยี่ยมชมโครงการใหม่กำลังจะเปิดขายพรีเซลล์วันที่ 10-11 ก.ย.นี้ มีชื่อว่า “The Base Garden-พระราม 9” (เดอะ เบส การ์เดน-พระราม9) เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างแสนสิริกับบีทีเอส กรุ๊ป ซึ่งที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในการเปิดขาย The Line ทั้ง 4 โครงการหมดภายในวันพรีเซลล์ โดยครั้งนี้ถือเป็นการร่วมทุนภายใต้แบรนด์ The Base ครั้งแรกครับ

โครงการ The Base Garden-พระราม 9 ใช้แนวคิด Garden of Creation งานนี้ขอบอกเลยว่าทีมงานแสนสิริตั้งใจดูทุกรายละเอียดในการออกแบบและเลือกเฟ้นวัสดุมาทำโครงการ สร้างบรรยากาศให้ดูร่มรื่นมีชีวิตชีวา พร้อมทั้งคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยและความคงทนของวัสดุที่ใช้อีกด้วย แปลว่า น่าอยู่นั่นเอง

โครงการ The Base Garden พระราม 9 เป็นคอนโด High Rise สูง 36 ชั้นบนที่ดินประมาณ 3 ไร่ มีจำนวนห้องพักอาศัย 639 ยูนิต และร้านค้า 1 ยูนิต (ได้ข่าวว่าเป็นร้านสะดวกซื้อ) ทำเลตั้งอยู่บนถนนใหญ่พระราม 9 อยู่ฝั่งขาเข้าเมืองตรงสี่แยกรามคำแหง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ The Base พระราม 9-รามคำแหง โครงการเก่าที่สร้างเสร็จอยู่กันแล้วครับ หากเปรียบเทียบทำเลโครงการใหม่กับเก่า เรื่องทำเลโครงการใหม่ดีกว่าเพราะอยู่ฝั่งขาเข้าเมืองแต่โครงการเก่าอยู่ฝั่งขาออกเมืองต้องกลับรถไกล เรื่องรถไฟฟ้ามีระยะห่างจาก Airport Link ใกล้เคียงกันที่ 700 เมตร เรื่องการออกแบบและเลือกใช้วัสดุ โครงการใหม่ทำได้ดีกว่าดูเรียบหรูและวัสดุที่ให้ Spec ดีกว่า เรื่องราคาแน่นอนกว่าโครงการใหม่แพงกว่าโครงการเก่าเพราะขายห่างกัน 4 ปี ราคาคอนโดย่านนี้โตเฉลี่ยปีละ 10% ผลตอบแทนจากค่าเช่า 6-8% จัดว่าดีทีเดียว จึงไม่แปลกที่โครงการใหม่ราคาจะเพิ่มขึ้น

สาเหตุที่ผลตอบแทนดี เนื่องจากย่านนี้เดินทางไปทองหล่อ เอกมัย สะดวกอยู่ไม่ไกลกันนัก จึงมีคนทำงานย่านดังกล่าวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาพักอาศัยแถวนี้ เดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิก็ง่าย ขับรถก็ออกจากโครงการกลับรถแล้วขับตรงไปเรื่อยๆ หรือนั่ง Airport Link ไม่กี่สถานี นอกจากนั้นยังมีแม่เหล็กดึงดูดคนเข้าในพื้นที่แถบนี้ ได้แก่ ห้างเดอะมอลล์ รามคำแหง ศูนย์การค้าเดอะไนน์ ฟู้ดแลนด์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และสนามราชมังคลากีฬาสถาน อนาคตจะมีโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม เฟสแรก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม – มีนบุรี วิ่งผ่านตรงสี่แยกรามคำแหงนี้ ซึ่งล่าสุดได้รับการอนุมัติวงเงินก่อสร้างแล้ว

การเดินทางมาโครงการก็สะดวกพอสมควร เพราะอยู่ติดถนนใหญ่ ใกล้สี่แยก มาได้หลากหลายวิธีเลยครับ

  • ทางรถ วิ่งมาตามถนนพระราม 9 หรือถนนรามคำแหง ซึ่งถือเป็นถนนสายหลักทั้งคู่
  • ทางรถไฟฟ้า โครงการห่างจาก Airport Link ประมาณ 700 เมตร ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า BTS ได้ที่สถานีพญาไท
  • ทางด่วน โครงการห่างจุดขึ้น-ลงทางพิเศษศรีรัช ประมาณ 1 กิโลเมตร และทางพิเศษรามอินทรา-อาจนรงค์ ประมาณ 1.4 กิโลเมตร
  • ทางเรือ ห่างจากท่าเรือด่วนประมาณ 1.2 กิโลเมตร อาจต้องใช้บริการรถสาธารณะเพื่อไปต่อเรือด่วนอีกที

สภาพแวดล้อมรอบโครงการยังไม่ค่อยคึกคักมากนัก เนื่องจากคนจะไปกระจุกตัวอยู่แถวหน้าม.รามและใกล้ๆกับสถานี Airport Link ทำเลนี้จึงมีรถผ่านมากกว่าคนเดินผ่าน แต่เชื่อว่าโครงการออกแบบมาดีมากจนทำให้อยากเป็นเจ้าของ และผลงานโครงการเก่าก็เป็นตัวพิสูจน์แล้วว่าทำเลนี้ขายได้ดีทีเดียว

ตัวโครงการมี จุดเด่น 7 อย่างที่ผมประทับใจ มาไล่เลียงกันเลยครับ

1.โครงการเลือกใช้สีโทนน้ำตาลแดงเข้ากับกระจกสีบรอนซ์ทำให้ดูเรียบหรูขึ้นมา

2.สวนขนาดใหญ่หน้าโครงการมีการไล่ระดับและเลือกพรรณไม้ให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงาม ภายในมีสระว่ายน้ำยาวเกือบ 30 เมตรแบ่งสระเด็กกับผู้ใหญ่ มีตัวฉีดละอองน้ำด้วยให้เหมือนว่ายในสายหมอก แล้วก็มีบ้านต้นไม้ Tree House อยู่ข้างสระไปนั่งห้อยขาเล่น

3.กระจกห้องนอนแบบอินซูเลทหนาถึง 3 ชั้นป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก และตัวอาคารมีระยะถอยร่นจากถนนมา 30 กว่าเมตรขึ้นไป

4.บางตำแหน่งห้องของทุกชั้นมีลักษณะยื่นออกไปเล็กน้อยใส่กระจกเป็น Bay Window ให้มุมมองที่กว้างขึ้นและช่วยให้ตัวตึกดูมีมิติมากขึ้นจากภายนอก

5.หน้าต่างมีขนาดใหญ่กว่าปกติมากโดยเน้นจากขอบพื้นถึงฝ้า ทำให้ได้รับวิวสวยๆเต็มที่ขึ้น แต่เสียดายนิดนึงตรงที่ทำเป็นบานกระทุ้ง หากสกปรกทำความสะอาดไม่ได้ ต้องรอนิติให้เจ้าหน้าที่ใช้นั่งร้านขึ้นไปทำความสะอาดซึ่งไม่สามารถทำได้บ่อย

6.ทุกยูนิตใช้ Digital Door Lock ซึ่งดูทันสมัยใช้งานสะดวกกว่า และตรงห้องนั่งเล่นยังมี Universal Plug ให้ 1 จุดข้างโซฟา คนต่างชาติน่าจะชอบ

7.โครงการนี้ผ่าน EIA และเริ่มก่อสร้างแล้วจึงมั่นใจมากขึ้นว่าสร้างชัวร์

แน่นอนว่าทุกโครงการจะมีทั้งส่วนที่ประทับใจและส่วนที่อยากให้ปรับปรุง โครงการนี้มีที่จอดรถกลางแจ้งและในอาคารรวมกัน 40% ซึ่งผมคิดว่าน้อยไปนิด เพราะคนที่อยู่อาศัยน่าจะใช้รถเป็นหลัก และควรเพิ่มร้านค้าโดยเฉพาะร้านอาหารและร้านกาแฟ เพื่อความสะดวกในวันที่ไม่อยากออกไปไหนสามารถหาของกินในคอนโดได้เลย

วิธีใช้บัตรเครดิตที่ไม่เสียเครดิต

ช่วงที่ผ่านมามีแฟนเพจมาถามว่า “เขาจะทำบัตรเครดิตดีไหม” เราก็แนะนำว่าดูที่เป้าหมายการใช้เป็นหลัก ถ้าจำเป็นต้องใช้จริงๆก็มีแค่ 1 ใบไว้ติดกระเป๋า แต่ถ้าคิดว่าสมัครบัตรไว้ก่อนเผื่อมีเหตุฉุกเฉินจะได้หยิบมาใช้ ส่วนใหญ่มักจะได้ใช้จริงจัง แล้วก็จะตามมาด้วยบัตรใบที่ 2 , 3 และ 4 ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่โหมด “มนุษย์หนี้” อย่างถาวรอีกด้วย

 

ตัวอย่าง เส้นทางหุบเหวแห่งหนี้

วิธีใช้บัตรเครดิตที่ไม่เสียเครดิต

ที่มา : http://pantip.com/topic/33102337

 

มหกรรมหนี้ครัวเรือนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบัตรเครดิตเพียงอย่างเดียว แต่มันต้องมาพร้อมกับการใช้จ่ายอย่างบ้าคลั่งของผู้ถือบัตรที่อยากได้อะไรก็ซื้อ ประหนึ่งว่าการใช้บัตรเต็มวงเงินเป็นเป้าหมายของชีวิตซะอย่างงั้น ซึ่งความจริงแล้วบัตรเครดิตจะให้ประโยชน์หรือโทษกับเรานั้น มันขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ถือบัตรมากกว่า

 

“ถ้าเราไม่อยากมีประสบการณ์ความผิดพลาดเป็นของตนเอง

เราก็เรียนรู้ประสบการณ์ความผิดพลาดของผู้อื่น”

 

ดังนั้น ถ้าเราไม่อยากจะเข้าร่วมมหกรรมหนี้สินในครั้งนี้และครั้งต่อๆไป ก็ต้องมารู้จักวิธีใช้บัตรที่ไม่ทำให้เสียเครดิตกันดีกว่านะจ๊ะ  

 

3 วิธีใช้บัตรเครดิตที่ไม่เสียเครดิต

 

วิธีที่ 1 จดทุกครั้งที่จ่าย

 

รูดปรื๊ดแต่ละครั้งเราก็ต้องเก็บหลักฐานไว้ด้วย จะได้รู้ว่าเดือนนี้เราใช้จ่ายอะไรไปบ้าง มีหนี้ที่รอจ่ายในอนาคตเท่าไหร่ ครบกำหนดจ่ายวันไหนจะได้ไม่ลืมจ่าย สามารถคำนวณรายจ่ายต่อเดือนในอนาคตได้ เมื่อมีใบสรุปยอดหนี้บัตรเครดิตมาส่งที่บ้านจะได้ตรวจดูว่า มันตรงกับบิลที่เราเก็บไว้หรือไม่ หากมีรายจ่ายต้องสงสัยหรือมีอะไรผิดปกติก็สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่เพื่ออายัดรายการได้

 

วิธีที่ 2 โปรโมชั่นผ่อน 0% เหมาะสมกับคนที่มีวินัยการเงินเท่านั้น!!

 

ช่วงที่ร้านค้าต้องการกระตุ้นยอดขาย เราก็จะเห็นโฆษณาโปรโมชั่นผ่อน 0% ผุดขึ้นแทบทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่ร้านอาหารที่กินก่อน ผ่อนทีหลังได้นะจ๊ะนายจ๋า หลายคนที่กำลังผ่อนโปร 0% อยู่ก็จะบอกว่ามันคุ้มค่ามากๆ เพราะทำให้เราจ่ายต่อเดือนน้อยลง แถมไม่ต้องเสียดอกเบี้ยอีกด้วย

แหม!! ชีวิตดี๊ดี


“แม้ว่าผ่อน 0% มันคุ้มค่าจริงจริ๊ง แต่ว่ามันเหมาะกับเราไหม” จากความคุ้มค่าที่เราคิดว่าจะได้ มันอาจจะกลายเป็นหายนะไปทันที ถ้าหนี้เก่าที่กองโตเป็นภูเขาเลากายังตามมาหลอกหลอนเราอยู่ ทางที่ดีควรสำรวจตัวเองก่อนว่า ตอนนี้เรามีหนี้ที่ต้องผ่อนรายเดือนอยู่แล้วเท่าไหร่ เป็นกี่ % ของรายได้ จะได้รู้ว่า…

  • ถ้าหนี้เก่าที่เรากำลังผ่อนยังแทบจะเอาตัวไม่รอด ก็ไม่สมควรจะสร้างหนี้เพิ่ม ควรอยู่ห่างกันสักพักกับโปร 0% ก่อนที่จะทำให้ชีวิตเราเหน็ดเหนื่อยไปมากกว่านี้นะจ๊ะ
  • คำนวณแล้วว่าถ้าสร้างหนี้ไม่เกิน 25% ของรายได้ ชีวิตของเราก็ยังใช้จ่ายคล่องตัวลื่นปรื๊ดๆ ก็ควรพยายามควบคุมไม่ให้เกิน เช่น รายได้ 20,000 บาท ก็ไม่ควรมีหนี้เกิน 5,000 บาท ถ้าเราจะซื้อของที่ผ่อน 0% ถ้าคำนวณแล้วว่าหนี้ใหม่ไปผสมกับหนี้เก่าแล้วไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน แบบนี้ก็จัดเต็มกับโปรผ่อน 0% ไปได้เลยนะจ๊ะ

 

วิธีที่ 3 จ่ายเต็มทุกครั้งที่รูดบัตรเครดิต

 

มันจะดีไหมถ้าเราได้สิ่งของมาใช้ก่อน แล้วอีก 40-50 วัน ค่อยนำเงินมาจ่าย แล้วมันจะดี 2 เด้ง ถ้าเรานำเงินที่รอจ่ายนั้นมาลงทุน(ความเสี่ยงต่ำ : กองทุนรวมตลาดเงิน) เพื่อจะได้รับผลตอบแทนไปพร้อมกัน

 

วิธีใช้บัตรเครดิตที่ไม่เสียเครดิต

 

ตัวอย่าง การเก็บเงินจ่ายบัตรเครดิต

 

วิธีใช้บัตรเครดิตที่ไม่เสียเครดิต

 

เราจะเปิดใช้บริการออนไลน์ทั้งบัญชีออมทรัพย์และซื้อขายกองทุนรวม (หรือผูกกับบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงก็ได้ แต่ต้องดูจำกัดการฝากถอนหรือไม่) สิ่งแรกที่ควรดู คือ เราใช้บัตรเครดิตของธนาคารอะไร เช่น เราใช้บัตรเครดิตแล้วตัดบัญชีจ่ายบัตรเครดิตกับธนาคาร A

จากนั้นก็ไปดูว่าที่ธนาคาร A มีกองทุนรวมตลาดเงินอะไรบ้าง เลือกมา 1 กองทุน เลือกกองทุนที่มีขั้นต่ำน้อยๆ ทำที่ธนาคารเดียวกันจะได้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนไปมา

เราสมัครกองทุนรวมแล้วเปิดใช้บริการซื้อขายแบบออนไลน์ แนวคิดการเก็บเงินจ่ายบัตรเครดิต คือ เราใช้บัตรเครดิตเท่าไหร่ก็ซื้อกองทุนรวมเท่านั้น เช่น วันที่เรารูดบัตรเครดิตซื้อของ 5,000 บาท เก็บบิลไว้ตรวจกับใบแจ้งหนี้ จากนั้นก็โอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ไปซื้อกองทุนรวมตลาดเงินเก็บไว้ทันที 5,000 บาท

พอใกล้ถึงกำหนดจ่ายบัตรเครดิต 5,000 บาท เราจะขายกองทุนรวมตลาดเงิน วันรุ่งขึ้นเงินก็จะเข้าบัญชีออมทรัพย์พอดีกับช่วงเวลาการจ่ายหนี้บัตรเครดิต ควรจ่ายแบบครั้งเดียวแล้วปิดหนี้ทั้งหมด หรือผ่อนจ่ายรายงวดจากโปรโมชั่นผ่อน 0% ให้ครบตามจำนวนตามใบแจ้งหนี้ วิธีนี้เราจะได้เห็นยอดเงินในบัญชีออมทรัพย์ลดลง ทำแบบนี้ทุกครั้งที่รูดบัตรเครดิต จะทำให้เรารู้ว่าเหลือเงินที่รูดได้อีกเท่าไหร่

วิธีนี้เราได้กำไรจากการขายกองทุนรวมมานิดหน่อย ได้สะสมแต้มของบัตรเครดิต ไม่เป็นหนี้เพราะมีเงินจ่ายครบ รวมถึงจำกัดการใช้งานบัตรเครดิตให้เท่ากับเงินที่เหลืออยู่ในออมทรัพย์ ส่วนข้อควรระวัง คือ ไม่ควรเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารออนไลน์มากเกินไป ถ้าเกิดข้อผิดพลาดเงินจะหายได้ (ข้อผิดพลาด เช่น คอมฯเราถูกไว้รัสจนถูกล้วงข้อมูล) ใช้เวลาติดตามเงินค่อนข้างนานด้วยนะจ๊ะ

 

 

วิธีใช้บัตรเครดิตที่ไม่เสียเครดิต

 

สรุปว่า…

 

“บัตรเครดิต” ทำให้เรามีอำนาจทุกการใช้จ่าย แต่คนส่วนใหญ่มักควบคุมมันไม่ได้ จนทำให้อำนาจนั้นกลับมาทำร้ายเราทีหลัง ด้วยภาระหนี้ที่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งยุ่งเหยิง จากบทเรียนของเหล่าผู้กล้าที่เป็นหนี้สินรุงรังเพราะบัตรเครดิต ทำให้เรารู้ว่าทางเดินไหนจะนำไปสู่หุบเหวลึก ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราแล้วล่ะว่ายังจะทำแบบเดิมที่ผิดซ้ำๆอยู่ไ&#

จะลงทุนทั้งที เลือกลงทุนให้คุ้มค่าจะดีกว่าไหม?

“คุณ TAXBugnoms คะ ดิฉันกำลังจะเริ่มต้นออมเงิน
ควรเริ่มต้นจาก LTF ใช่ไหมคะ? แล้วซื้อกองไหนดีคะ?”

หลังจากอ่านคำถามนี้จบแล้ว เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คิดว่าเป็นยังไงบ้างครับ? แต่โดยส่วนตัวของผมแล้ว ทุกครั้งที่มีคำถามเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ สิ่งที่เราต้องตอบให้ได้เป็นลำดับแรก คือ “วัตถุประสงค์” ครับ เพราะความต้องการของแต่ละคนนั้นล้วนแตกต่างกันไป เมื่อตอบได้แล้ว จึงมาเลือกใช้ “เครื่องมือ” ในการลงทุนที่ตอบสนองกับวัตถุประสงค์ที่เราต้องการครับ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอยากซื้อ LTF แปลว่าเรามีวัตถุประสงค์ในการลงทุนครั้งนี้เพื่อสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีและผลตอบแทนที่สูงจากการลงทุนมากขึ้น ซึ่งเราเองก็พร้อมใจรับความเสี่ยงในการลงทุนที่มากขึ้นได้ด้วย แบบนี้ถึงเรียกว่า การเลือกลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวอย่าง LTF ที่ต้องถือครองมากกว่า 7 ปีปฎิทิน คือ เครื่องมือที่จะทำให้เราลงทุนได้ตรงวัตถุประสงค์นั่นเองครับ

แต่ถ้าลองสังเกตดีๆ คำถามนี้นั้น มีวัตถุประสงค์ในการเริ่มต้นออมเงิน แต่กลายเป็นว่าหันไปเลือกลงทุนซะนั่น แบบนี้มันไม่ได้ไปด้วยกันครับ ทั้งวัตถุประสงค์และเครื่องมือ และอาจจะทำให้เราเจอกับปัญหาได้

หากจะให้ดีกว่านั้น ผมคิดว่าคนที่เริ่มออมเงินทุกคน ควรเริ่มจากวัตถุประสงค์แรก นั่นคือ การสร้างวินัยการออมและสำรองเงินไว้ล่วงหน้า โดยใช้ “เงินออมฉุกเฉิน” เป็นเครื่องมือครับ

อย่างที่เราทราบกันดีครับว่า โดยปกติแล้วคนเราทุกคนควรมีเงินออมที่ไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉินเป็นจำนวนเท่ากับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นแล้วจะไม่มีปัญหามากระทบกับการใช้ชีวิตของเราครับ

อย่างตัวผมเอง ใช้วิธีออมเงินฉุกเฉินผ่านบัญชี ME และถ้าหากใครเคยอ่านบทความ เรื่อง “รีวิวประสบการณ์ตรงจากการใช้บัญชี ME” คงจะเห็นว่า ตัวผมเองนั้นก็เริ่มต้นจากการเก็บเงินฉุกเฉิน เพื่อสร้างวินัยในการออมเงินให้กับตัวเองครับ (และปัจจุบันนี้ก็ยังทำอยู่ครับ)

โดยสาเหตุที่ผมเลือกใช้บัญชี ME เป็นเครื่องมือในการตอบวัตถุประสงค์นี้ เพราะว่าสะดวกในการใช้งานออนไลน์ และเราสามารถทำธุรกรรมต่างๆ ได้ง่ายด้วยตัวเอง นอกจากนั้นยังได้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปอีกด้วยครับ (เหตุผลคงเป็นเพราะว่าเราทำทุกอย่างเองนี่แหละครับ ฮ่าๆ)

ฮั่นแน่!! มาถึงตรงนี้ใครๆ คงถามว่า เอ๊ะ! จะมาโฆษณาขายของ ME หรือเปล่า บอกตรงๆ แบบไม่มีกั๊กครับว่าบทความนี้เป็นบทความโฆษณาครับ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ เทคนิคที่ได้ต่อจากนี้ครับ

เรายังอยู่กันที่เรื่องของ “เครื่องมือ” กับ “วัตถุประสงค์” เหมือนเดิมครับ ถ้าหากผมจะลองยกตัวอย่างการใช้งานบัญชี ME นั้น มันอาจจะไม่ตอบแค่วัตถุประสงค์เดียวครับ บางคนอาจจะเริ่มใช้สร้างวินัยการออมเงินให้กับตัวเอง บางคนอาจจะเลือกใช้เพื่อพักเงินจากการทำธุรกิจ หรือไว้สำหรับออมเงินไปเที่ยวชิกๆ คูลๆ ก็ยังได้ครับ

แต่เชื่อไหมครับว่า มีคนใช้บัญชี ME สำหรับเตรียมตัวลงทุนใน LTF อีกด้วยครับ!! อ๊ะๆๆ งงล่ะสิ มาครับผมจะเล่าให้ฟังต่อไปว่า เขาใช้ยังไง

ใช้บัญชี ME ลงทุน LTF ก็ได้หรอ?

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา วิธีการลงทุนใน LTF หลักๆ ที่ผมเห็นอยู่ก็จะมีอยู่ 3 วิธี นั่นคือ ซื้อในยอดเท่าๆ กันทุกเดือนโดยวิธี Dollar Cost Average (DCA), จับจังหวะในการลงทุน และ ผสมผสานกันระหว่าง DCA และจับจังหวะลงทุนครับ

มีหลายคนเลือกใช้วิธีฝากเงินที่จะซื้อ LTF ไว้ที่บัญชี ME เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยสูง แล้วทยอยลงทุน LTF อย่างสม่ำเสมอ หรือ จับจังหวะซื้อ LTF หรือ ผสมผสานเนื่องจากความสะดวกในการทำรายการฝาก-ถอนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งทำให้เราไม่พลาดโอกาสที่จะรับดอกเบี้ยสูงจากเงินฝาก และได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนใน LTF ทันเวลาครับ

และวิธีนี้มีข้อดีตรงที่ว่า เราจะได้ดอกเบี้ยจากเงินฝากสูงสุด 1.60% (เป็นโบนัสพิเศษที่ได้นะครับ เพราะฝากมากกว่าถอน ถ้าไม่มีเทคนิคนี้ก็จะได้ 1.40%) ต่อปี ซึ่งสูสีกับกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) เพียงแต่สะดวกกว่าตรงที่สามารถทำรายการฝากถอนได้ภายในวันนั้นๆ เลย

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากผมจะลงทุนใน LTF วันนี้ ผมก็สามารถโอนเงินจาก ME มาซื้อได้ทันทีเลยในวันเดียวกัน ไม่ต้องรอให้ได้รับเงินอีกวัน (T+1) เหมือนกับกองทุนตลาดเงินครับ ยิ่งถ้าคนที่เลือกวิธีจับจังหวะลงทุนใน LTF การเลือกใช้บัญชี ME อาจจะเป็นโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเช่นกันครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ประเด็นทั้งหมดที่พูดมานี้ ผมต้องการจะชี้ให้เห็นครับว่า การลงทุนที่ดีนั้น ต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า “วัตถุประสงค์” ของเราคืออะไร เพราะ “เครื่องมือ” ที่เราใช้นั้น มันสามารถใช้งานได้หลากหลายครับ ดังนั้นถ้าหากวัตถุประสงค์ของเรายังไม่ชัดเจนพอ ก็อย่าท้อเพราะเลือกใช้เครื่องมือผิด นะครับ

แหม่ … เล่ามาถึงตรงนี้แล้ว เอาเป็นว่าถ้าใครสนใจบัญชี ME ก็สามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ https://www.mebytmb.com/product/  หรือ โทร ME call center 02-502-0000

บทความนี้เป็น Advertorial

รู้รึยัง?? เงินที่ได้จากการลงทุนในหุ้น มีทั้งส่วนที่เสียภาษีและได้รับยกเว้นภาษี

ผลตอบแทนที่นักลงทุนทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์จะได้รับมีทั้งส่วนต่างราคา ที่ซื้อถูกขายแพงได้ และส่วนของเงินปันผลตามรอบของบริษัท ที่เขามักจะส่งสรุปเป็นจดหมายมาให้เราด้วย ซึ่งก็ไม่ได้ส่งมาให้เฉยๆนะ รู้รึยัง ว่าเงินที่ลงทุนไปในหุ้นมีทั้งส่วนที่ต้องเสียภาษี และได้รับยกเว้น…

ส่วนของรายได้จากเงินปันผล (Dividend)

1. กรณีได้รับเงินปันผลจากบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย (ซึ่งไม่ใช่บริษัทที่ได้รับ BOI)

ภาษี ณ ที่จ่าย : ถูกหักในอัตรา 10%

ภาษีสิ้นปี : สามารถเลือกดําเนินการได้ 2 วิธี คือ

(1) ยินยอมให้หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% นําเงินปันผลที่ได้รับในปีนั้นมาคํานวณเพื่อเสียภาษีตอนสิ้นปี

(2) นําเงินปันผลที่ได้รับทั้งสิ้นในปีนั้น มาคํานวณภาษีรวมกับเงินได้ ประเภทอื่น ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิในการใช้เครดิตภาษีเงินปันผล

2. กรณีได้รับเงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับการส่งเสริม จากสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

ภาษี ณ ที่จ่าย : ไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

ภาษีสิ้นปี : ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องนําเงินปันผลที่ได้รับในปีนั้นมา คํานวณเพื่อเสียภาษีตอนสิ้นปี และไม่ได้รับสิทธิในการใช้เครดิตภาษีเงินปันผล

ส่วนของรายได้จากเงินกําไรจากการขายหรือโอนหุ้น สามัญ / หุ้นบุริมสิทธิ (Capital Gain)

  • ได้รับยกเว้นภาษี เฉพาะเงินได้จากการขายหรือโอนหลักทรัพย์ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
  • กรณีที่เป็นการขายหรือโอนหลักทรัพย์นอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้ลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดาที่อยู่ในไทยถึง 180 วันในปีภาษี ต้องเสียภาษี โดยจะถูกหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีก้าวหน้า และต้องนําเงินได้ไปรวมคํานวณตอนสิ้นปี


ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ >> https://www.set.or.th/education/th/begin/stock_content09.pdf

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 29 สิงหาคม – 2 กันยายน 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 29 สิงหาคม – 2 กันยายน 2559

สวัสดีคร้าบบบ กลับมาพบกับผม “อัศวินกองทุน” และมุมมองการลงทุนรายสัปดาห์ Weekly Outlook กันอีกแล้วครับ สำหรับสัปดาห์ที่ 12 นี้ เรามาดูกันดีกว่าครับว่าในช่วงวันที่  29 สิงหาคม – 2 กันยายน 2559 นั้นมีอะไรที่น่าลงทุนกันบ้างครับ อะแฮ่มแต่ขอกระซิบไว้หน่อยนะครับว่าตลาดหุ้นเอเชียกำลังน่าสนใจอยู่เลย เอาล่ะ มาไล่ดูกันไปทีละตัวเลยดีกว่าครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์ : 
ตลาดหุ้นชะลอตัวจากความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ผมได้ยินข่าวแว่วๆ มาว่า ตอนนี้เริ่มมีการพูดถึงการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลาง แต่จากข้อมูลที่มีผมมองว่าเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้นผมคาดว่า Fed จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในเวลาอันใกล้ ส่วนอีกมุมมองหนึ่งนั้น ผมมองว่าราคาต่อมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ค่อนข้างแพง ดังนั้นคำแนะนำในสัปดาห์นี้ของผมคือคงการลงทุนไว้ก่อนดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ทางฝั่งของตลาดหุ้นยุโรปก็ไม่แตกต่างกัน แม้จะมีปรับตัวลงเล็กน้อย ซึ่งผมคาดว่าสาเหตุมาจากที่ยังคงรอการประชุมของ Fed คาดว่าตลาดจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ และรอการประชุมของ ECB ต่อไป และถ้าหากสถานการณ์เป็นแบบนี้ ผมมองว่าควรจะคงการลงทุนในสัปดาห์นี้ต่อไปก่อนครับ

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE / H-SHARE)

จากข้อมูลในสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นใช่ไหมครับว่า เงินทุนมีแนวโน้มไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ต่อเนื่อง และทั้งตลาด A-SHARE และ H-SHARE ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกนั้น โดยนักวิเคราะห์เริ่มมีการปรับเพิ่มการคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน หลังผลประกอบการไตรมาสสองทยอยประกาศ และมีแนวโน้มดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งผมยังคงมองว่าราคาต่อมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นจีนมีความน่าสนใจอยู่ จึงอยากแนะนำให้เพิ่มการลงทุนในตลาดทั้งคู่ต่อไปครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ผมมองว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสสามเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวจากภาคบริการมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี ประกอบกับค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้นจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการบริโภค ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นครับ แบบนี้เราจะหยุดพักรออะไรใช่ไหมครับ เพิ่มการลงทุนกันต่อไปยาวๆเลยครับผม

ตลาดหุ้นเกาหลี

โดยภาพรวมแล้วตลาดหุ้นเกาหลียังคงมีความน่าสนใจอยู่ ประกอบกับการบริโภคภาคครัวเรือนแสดงการเร่งตัว ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้บริษัทจดทะเบียนทั้งหลาย นอกจากนั้นราคาต่อมูลค่าพื้นฐานของตลาดยังน่าสนใจเช่นเดียวกัน ดังนั้นตลาดหุ้นเกาหลีก็เป็นอีกตลาดหนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำให้เพิ่มการลงทุนเช่นเดียวกันครับ

ตลาดหุ้นไทย

มุมมองต่อเศรษฐกิจของผม มองว่ายังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี ประกอบกับการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ส่งผลให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีมุมมองที่เป็นบวกต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน เป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของตลาดหุ้นไทย ซึ่งผมยังคงแนะนำให้เพิ่มการลงทุนต่อไปเช่นเดียวกันครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

เศรษฐกิจอินเดียที่ยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับอานิสงส์จากปริมาณน้ำฝนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยจะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของตลาดหุ้นอินเดียต่อไป ซึ่งแบบนี้คงต้องบอกได้คำเดียวครับว่า เราควรเดินหน้าเพิ่มการลงทุนต่อไปครับผม

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

ผมยังมองเหมือนเดิมครับว่า ในขณะที่ความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนอย่างเราควรลดการถือครองเงินสด และหาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นครับ

น้ำมัน

ทางด้านราคาน้ำมัน ผมมองว่าในระยะสั้นจะยังคงถูกกดดันจากปริมาณการส่งออกน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากอิรักและไนจีเรีย ปริมาณการส่งออกสินค้าพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากจีน และการเพิ่มขึ้นของจำนวนแท่นขุดเจาะในสหรัฐฯ ดังนั้นแนะนำให้ดูสถานการณ์โดยการคงการลงทุนไว้ก่อนครับ

ทองคำ

แนวโน้มราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นไม่สูงมาก เนื่องจากตลาดอาจให้น้ำหนักกับการทำนโยบายผ่อนคลายเพิ่มจาก ECB ที่จะมีการประชุมในช่วงต้นเดือน ก.ย.นี้ จะส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร และกดดันราคาทองคำ ดังนั้นช่วงนี้ควรดูสถานการณ์โดยการคงการลงทุนไปก่อนครับ

ตราสารหนี้ไทย

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปีปรับตัวขึ้นจากการเข้าซื้อต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้นผมมองว่าการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังคงน่าสนใจอยู่ครับ จึงอยากให้คงการลงทุนไว้ครับ

แนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์นี้ ยังคงคาดการณ์ว่าผลของการที่ Fed ไม่มีท่าทีรีบขึ้นดอกเบี้ย เหมือนเช่นเคยนั้น ยังคงเป็นโอกาสที่เงินทุนจะไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะทางฝั่งเอเชียที่น่าสนใจเหมือนเช่นเคยครับ ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลี หรือ ไทย ซึ่งผมยังคงแนะนำให้กระจายความเสี่ยงในการลงทุนตามความเหมาะสมเหมือนเช่นเคยครับ

สุดท้ายนี้ บทความดีๆในวันนี้ (แหม่.. ชมตัวเองซะด้วย) กับผม “อัศวินกองทุน” หวังว่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ทำให้ทุกคนลงทุนได้อย่างถูกต้อง กระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม และได้รับผลการตอบแทนจากการลงทุนอย่างถูกใจนะครับ แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า … สวัสดีคร้าบบบบ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 25 ส.

7 Secrets ของคนดังที่ทำให้พวกเขา ‘รวยไม่รู้เรื่อง’

7 Secrets ของคนดังที่ทำให้พวกเขา ‘รวยไม่รู้เรื่อง’

 

หลายคนน่าจะได้ยินมาว่า ‘เงินทำให้คนกลายเป็นปีศาจร้าย’ คำถามคือ นี่คือเรื่องจริงหรือเปล่า? สิ่งที่เรารับรู้เกี่ยวกับคนรวยทั้งหลาย เกิดจากการคดโกงมาจริงหรือ? ถ้าไม่ใช่แล้ว เพราะอะไรล่ะที่ทำให้พวกเขาแตกต่างไปจากพวกเรา?

ในกรณีนี้เราไม่ได้นับเหล่าทายาทเศรษฐีที่ได้รับมรดกมา แต่เรากำลังพูดถึงคนที่สามารถสร้างรายได้อย่างมหาศาลได้ด้วยตนเอง นั่นเพราะพวกเขาแต่เดิมก็เป็น ‘คนธรรมดา’ เหมือนเราๆ  พวกเขาต้องทุ่มเทพลังกายใจ เพื่อที่จะประสบความสำเร็จให้ได้เช่นกัน แต่กลับมีเพียงบางอย่างเท่านั้นที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจากเรา และนั่นแหละความลับที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ!!!

 

ความลับที่ 1 พวกเขามีวินัยด้านการเงิน

พวกเราเชื่อว่าคนรวยมักใช้ชีวิตแบบหรูหราฟู่ฟ่า ซึ่งหากสังเกตให้ดีจะพบว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เพราะมหาเศรษฐีทั่วโลกนั้น ใช้ชีวิตแบบมีระเบียบวินัยมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ, การงาน หรือแม้แต่การเงินเองก็ตาม พวกเขายึดคติว่าทุกสิ่งนั้นต้องออกมาดีที่สุดเสมอ

บอกเล่าเก้าสิบ – Warren Buffett ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านราคาหลังละ 31,500 $ (ประมาณ 1.1 ล้านบาท) ซึ่งเป็นบ้านหลังเดียวกับที่เขาซื้อตั้งแต่ก่อนเริ่มลงทุนในหุ้น บอกได้เลยว่านี่เป็นเรื่องที่เจ๋งสุดๆ! และเมื่อเขาได้รับการยกย่องให้เป็นนักลงทุนที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งของโลก เขาได้บอกเคล็ดลับการเงินของเขาคือ

‘อย่าออมเงินที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่ควรออมเงินก่อนที่จะใช้จ่าย’  

เคล็ดลับการเงินของเขาไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะทำตามเลย แค่เริ่มออมให้ได้อย่างน้อยๆ 10% ทุกเดือนก่อนใช้ หรือลองใช้วิธีการตัดเงินอัตโนมัติเข้าบัญชีที่เปิดไว้สำหรับออมเงินทุกเดือน (ลองถือคติว่าเงินที่เราไม่เห็นเราก็จะไม่เสียดาย) แค่นี้เราก็ออมเงินได้แบบ Warren Buffett แล้ว

 

ความลับที่ 2 พวกเขากล้าที่จะเสี่ยง

บางคนอาจจะพูดว่า ใครๆก็ชอบเสี่ยงทั้งนั้น ดูอย่างพวกนักพนันสิ รึเราลองควรเล่นพนันดู??? Money Ideas บอกได้ว่าการเล่นพนันไม่ใช่หนทางสู่ความร่ำรวยแน่นอน มีแต่หนทางสู่ความยากจนเท่านั้น ความเสี่ยงที่ทำให้มหาเศรษฐีร่ำรวยนั้นไม่ได้เกิดจากการเสี่ยงโชค แต่เกิดขึ้นเพราะพวกเขาเรียนรู้และคำนวณความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ต่างหาก แม้ว่าในบางครั้งหลายคนจะคิดว่า ‘นั่นเสี่ยงเกินไป’ ก็ตาม

บอกเล่าเก้าสิบ – Jeff Bezos เป็น CEO และผู้ก่อตั้ง Amazon.com เขาทดลองสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ บางอย่างก็ได้ผล บางอย่างก็ล้มเหลว คำแนะนำของเขาเกี่ยวกับความเสี่ยงก็คือ

 

‘หากคุณตัดสินใจทำเฉพาะในสิ่งที่คุณเองรู้ว่าจะต้องประสบความสำเร็จเท่านั้น คุณก็จะทิ้งโอกาสอีกจำนวนมากไว้บนโต๊ะเท่านั้น’

 

เริ่มต้นลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำหรือไอเดียบางอย่างที่คิดว่ามันยากที่จะเป็นไปได้ ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มโอกาสที่จะทำให้สำเร็จ สิ่งสำคัญคือต้องมีความพยายามไม่ล้มเลิก จนกว่าจะถึงเป้าหมาย นั่นคือหัวใจของการประสบความสำเร็จ

 

ความลับที่ 3 พวกเขามีเป้าหมาย

ความลับของมหาเศรษฐีที่ทุกคนรู้ดีข้อหนึ่งก็คือ พวกเขารู้ดีว่าตนเองกำลังทำอะไรและจะต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น นั่นคือพวกเขาได้วางแผนการที่ใช้ได้จริงและทำให้พวกเขาได้ในสิ่งที่ต้องการ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเหล่าคนรวยๆมักได้ในสิ่งที่ต้องการเสมอ!

บอกเล่าเก้าสิบ – ตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้ก็คือ Sara Blakely เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Spanx ก่อนที่จะตั้งบริษัทนี้ได้ Sara Blakely ได้ถูกปฏิเสธจากบริษัทอื่นๆมากมาย แต่มีเพียงบริษัทเดียวเท่านั้นที่ตอบรับไอเดียของเธอ ขณะที่กำลังพัฒนาผลงานต้นแบบ Sara Blakely ใช้เวลาทุกคืนและทุกวันหยุดตลอดปีเพื่อสร้างผลงานให้ออกมาดีที่สุด เพราะเธอมีเป้าหมายที่ชัดเจน Sara Blakely บอกว่า

 

‘คุณต้องมีภาพที่ชัดเจนอยู่ในหัวว่าคุณกำลังเดินไปทางไหน

ลองเริ่มต้นด้วยการถ่ายภาพโพลารอยด์ในสถานๆที่เราจะไปในอีกไม่กี่ปีดูสิ’

 

หากคุณยังคิดเป้าหมายของคุณให้ออกมาเป็นภาพชัดเจนในหัวไม่ได้ ก็ยากที่จะทำให้มันเป็นจริงได้ ลองเริ่มต้นจากการเขียนเป้าหมายที่อยากทำก่อน โดยเริ่มต้นจากเป้าหมายเล็กๆ เช่น พยายามอ่านหนังสือที่ช่วยพัฒนาตนเองให้ได้เดือนละ 3 เล่ม, ออมเงินจำนวน 20,000 บาทให้ได้ภายใน 1 ปี เป็นต้น เมื่อเราทำสำเร็จก็ค่อยๆพัฒนาเป้าหมายของเราให้ใหญ่ขึ้น และอย่าลืมทบทวนเป้าหมายของตนเองเสมอ เพื่อสร้างกำลังใจให้กับตนเอง

 

ความลับที่ 4 พวกเขามีทีมที่ดี

มหาเศรษฐีหลายคนก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวหรือเพื่อน แต่สิ่งที่พวกเขาทำไม่ใช่การล้มเลิกแผนการ แต่เป็นการค้นหาทีมต่างหาก พวกเขาจะสร้างเครือข่าย, สร้างกลุ่มเพื่อนที่มีความคิดคล้ายๆกัน หรือแม้แต่ค้นหาคู่ชีวิตที่จะคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

บอกเล่าเก้าสิบ – Oprah Winfrey เองก็เป็นผู้ประกาศข่าวก่อนที่จะได้พบกับ Gayle King ซึ่งเป็นผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ที่ทำงานอยู่ในบริษัทเดียวกัน Gayle King เป็นทั้งเพื่อนที่ดีที่สุดและยังเป็นบรรณาธิการนิตยสาร O, the Oprah Magazine ของ Oprah Winfrey อีกด้วย สิ่งสำคัญเกี่ยวกับทีมที่ Oprah Winfrey พูดถึงเกี่ยวกับเพื่อนก็คือ

 

‘ผู้คนมากมายอยากนั่งรถลิโม่ไปกับคุณ แต่สิ่งที่คุณต้องการจริงๆคือคนที่พร้อมจะขึ้นรถเมล์ไปกับคุณเวลาที่รถลิโม่เสียต่างหาก’

 

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรพาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มคนที่พร้อมจะพาเราไปในทางที่ดี คนที่พร้อมจะเปิดใจรับฟังและช่วยเหลือ ผู้คนที่รักในสิ่งที่คุณเป็น ไม่ใช่รักในสิ่งที่คุณทำเพื่อพวกเขา

 

ความลับที่ 5 พวกเขาไม่สนใจคำวิจารณ์

คำวิจารณ์มีทั้งแบบติเพื่อก่อและติเพื่อทำลาย แบบหลังมักจะไม่ได้ให้ความสนใจว่าคนอื่นๆได้พัฒนาตนเองยังไง แต่เป็นการพยายามทำให้คนอื่นดูด้อยลงเพื่อสร้างความสุขให้กับตนเอง

บอกเล่าเก้าสิบ – Steve Jobs เองก็โดนไล&#xE

“อย่าลืมนะ ว่าวางแผนก่อน จ่ายถูกกว่าเยอะ”

การวางแผนการเงินไม่เพียงแต่จะมองหาแต่การจะลงทุนอะไรเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการใช้จ่ายอย่างเหมาะสมด้วย

ดังนั้นการใช้จ่ายของคนทุกวันนี้ ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นไปแบบไม่มีการวางแผน

เพราะเห็นด้วยหรือไม่ว่า การจ่ายเงินแบบที่ไม่วางแผนมาก่อน มักจะทำให้เราได้ของมาก่อน แต่สุดท้ายยังไม่ได้ใช้

บางคนซื้อมาแล้วก็เก็บไว้ก่อน พอนานไปเข้าก็ลืมไปว่าซื้อมา พอวันนึงหาเจอก็มักจะกลับมานึกว่า เราซื้อไปทำไม ซื้อไปได้อย่างไร

ซึ่งบทความวันนี้ก็จะมาขอยกเคสจากชีวิตจริงๆในปัจจุบันว่า จากการที่เราไม่วางแผนการซื้อก่อน นอกจากจะได้ของที่อาจยังไม่จำเป็นแล้ว บางทีการไม่วางแผนการซื้อมาก่อน ก็จะทำให้เราจ่ายแพงกว่า การวางแผนก่อนก็ได้

ดังเช่นตัวอย่างที่ผมยกเอามาให้อ่านสัก 4-5 สินค้าที่ ถ้าเราวางแผนก่อน เราจะจ่ายได้ถูกกว่าแน่นอน”

ตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่มักจะแพงกว่าเสมอถ้าไม่วางแผนการซื้อมาก่อน

1. ค่าที่พัก

เห็นด้วยหรือไม่ว่า การที่เราจะวางแผนไปเที่ยวแบบกะทันหัน มักจะได้ค่าห้องพักที่แพงกว่าการจองห้องพักล่วงหน้า ดังนั้น การที่เราวางแผนล่วงหน้าว่าเดือนไหนเราจะไปเที่ยวไหนกัน ก็จะทำให้เราจองค่าที่พักล่วงหน้าได้ถูกมากยิ่งขึ้น

2. ค่าตั๋วเครื่องบิน

ก็เช่นเดียวกับค่าที่พัก เพราะ ค่าตั๋วจะยิ่งแพง เมื่อยิ่งใกล้ถึงวันเดินทาง ตัวอย่างที่ผ่านมาจองตั๋วเครื่องบินไปอเมริกา จองก่อน1เดือน ก็ยังแพงกว่าคนที่จองล่วงหน้าก่อน 2 เดือน เป็นหมื่นบาท ดังนั้น ก็ควรต้องวางแผนการเดินทางล่วงหน้าให้ดี จะได้จองตั๋วได้ถูกลง

3. ค่าเล่าเรียนบุตร

เรื่องนี้อาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่เด็กเล็กๆที่เพิ่งเกิดมาเลย เพราะ เดี๋ยวนี้มีบางโรงเรียนมีเปิดให้ซื้อใบจองเข้าเรียนได้ก่อนเลย ตั้งแต่แรกเกิดเลยเพื่อคงราคาค่าเทอมล่วงหน้าไว้ก่อนจะเข้าเรียนจริงๆ ดังนั้นเด็กที่ไม่ได้จองก่อน ก็จะเสียค่าเทอมที่สูงกว่า ขอบอกว่าเป็นหลักหมื่นเลยทีเดียว ดังนั้นท่านที่รีบวางแผนให้ลูกเรียนที่ไหนได้ก่อน ก็จะมีสิทธิได้ค่าเทอมที่ถูกกว่าอีกด้วย  รวมไปถึงอาจจะวางแผนซื้อสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์ เช่นคอนโด หรือ บ้าน ไว้ล่วงหน้า ถ้ารู้ว่าลูกจะเรียนที่ไหน จะได้มีโอกาสซื้อไว้ก่อน ก็จะได้ราคาที่ถูกกว่าอีกด้วย

4. การเดินทาง

หัวข้อนี้จะขออธิบายเป็นตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะเดินทางจากแถวสาทร เพื่อไปหาเพื่อนที่ บางนา หากเราไม่มีการวางแผนการเดินทางไว้ก่อนว่าจะไปเส้นทางไหน ก็จะทำให้เราต้องอาจจะพบกับรถติด เสียเวลา เสียค่าน้ำมัน รวมไปถึงหากไม่มีการนัดหมายกับเพื่อนปลายทาง ก็อาจจะทำให้หลงไปอีก ก็จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไปด้วย ดังนั้นควรต้องวางแผนตั้งแต่การติดต่อกับปลายทางว่าอยู่หรือไม่ รวมถึงดูจาก Google Map เป็นต้นว่า มีเส้นทางไหนไปบ้างที่รถไม่ติด หรือมีทางลัดมั้ย แถมยังรู้ด้วยว่าจะถึงภายในกี่นาที รับรองประหยัดขึ้นแน่นอน

5. ค่ารักษาพยาบาล

หัวข้อนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับค่าสินค้า คือค่ารักษาพยาบาลซึ่งปกติก็จะมีการขึ้นราคาบ่อยๆอยู่แล้ว แต่ประเด็นนี้คือ การไม่วางแผนจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพไว้ล่วงหน้า ก็จะทำให้เวลาเราหรือคนในครอบครัวเจ็บป่วย หรือเป็นโรคร้ายแรง ก็จะได้ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่แพงมากๆ ในวันที่เรายังไม่ทันตั้งตัว

ซึ่งการทำประกันชีวิต สุขภาพ และโรคร้ายแรง คือการวางแผนจ่ายเบี้ยประกันไว้ก่อน เพื่อเอาไว้รองรับเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะสูญเสียมากกว่าค่าเบี้ยประกันหลายร้อยเท่าก็เป็นได้

ดังนั้นจากตัวอย่างที่นำมาฝาก ก็คงเป็นแนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแบบไม่ตั้งตัว ซึ่งการวางแผนการซื้อไว้ก่อนว่าเราต้องการซื้อเพื่ออะไร จำเป็นมั้ย มีขายที่ไหนบ้าง ก็จะช่วยให้เรามีเงินเหลือเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ดังนั้น จากนี้ไปจะซื้ออะไรก็ตาม ควรต้องมีการวางแผนก่อนซื้อเสมอ นะครับ

“มุ่งให้คนไทยทุกๆคนมีสุขภาพการเงินดี”

by
สุรกิจ พิทักษ์ภากร
นักวางแผนการเงิน CFP
CEO บริษัท เวลท์แพลนเนอร์ จำกัด

ติดตามบทความอื่นๆได้ที่ www.surakit.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save