3 เรื่องต้องรู้ ถ้าอยากมีชีวิตการเงินที่ดีขึ้น!!!

ชีวิตดี๊ดี คงเป็นคำพูดที่ทุกคนอยากพูดกับตัวเองใช่มั้ยล่ะ!? 

อยากมีชีวิตที่ดีต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง… ด้านความรัก มีความสุขกับงานที่ทำ ครอบครัวที่อบอุ่น มีไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวเองที่สุด และอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญก็คือ…

การมีชีวิตด้านการเงินที่ดี

เพราะการมีชีวิตด้านการเงินที่ดี จัดได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยซัพพอร์ตชีวิตด้านอื่นๆ ให้ดี๊ดีตามกันมา และต้องยอมรับว่าเกือบทุกเรื่องในชีวิตจะต้องมีเงินเข้ามาเป็นส่วนสำคัญ ปัญหาในชีวิตส่วนใหญ่ก็คงจะวนอยู่แค่เรื่องเงินๆ ทองๆ

คำถามที่ว่า จะมีชีวิตการเงินที่ดีได้ต้องทำยังไง? คงเป็นคำถามที่ทุกคนเคยถามตัวเองในใจกันมาบ้างแล้ว ทั้งคนที่มีปัญหาด้านการเงินติดลบ คนที่อยู่แบบพอมีพอใช้ หรือคนที่พอใจมีเงินเหลือเก็บ ทุกคนต้องมีความปรารถนาให้ชีวิตการเงินของตัวเองดีขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะยืนอยู่ในจุดใด

แต่สำหรับ “นายปั้นเงิน” แล้ว มีอยู่ 3 สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย ถ้าอยากมีชีวิตด้านการเงินที่ดี 

แรงบันดาลใจของการมีชีวิตการเงินที่ดี

สิ่งแรกที่ต้องมี เราต้องรู้ว่าที่อยากมีชีวิตการเงินดีขึ้น เพราะอะไร? แรงบันดาลใจนั้นคืออะไร? 

          – ต้องการมีเงินมากขึ้นเพื่อที่จะดูแลคนที่รัก
          – ต้องการหลุดพ้นจากสภาวะการเงินที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
          – อยากมีชีวิตความเป็นอยู่ในอนาคตที่ดี เป็นต้น

สิ่งเหล่านั้นจะส่งผลต่อพฤติกรรมด้านการเงินเป็นอย่างมาก และมันจะต้องชัดเจนพอที่จะควบคุมให้ตัวเรามีวินัยในตัวเองมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงจะต้องมีจุดพลิกผัน ต้องมีความคิดแรงกล้าจนเราต้องลงมือทำเพื่อให้มีชีวิตด้านการเงินที่ดีขึ้น!!

ถ้าแรงบันดาลใจของเราไม่เพียงพอ ก็ยากที่จะเรียกว่าจุดพลิกผันได้ ลองเอากลับไปคิดและเขียนออกมาเป็นข้อๆ ดูครับว่า…

“วันนี้ที่กดเข้ามาอ่านบทความนี้…คุณอยากมีชีวิตการเงินที่ดีขึ้น…เพราะอะไร!?”

ทัศนคติเรื่องนี้สำคัญสุด บอกเลย!!

คงได้ยินกันบ่อยๆ ถึงเรื่องของ Attitude ไม่ว่าจะทำเรื่องใดก็ตาม ควรเริ่มต้นด้วยการมีทัศนคติที่ถูกต้องซะก่อน ก็เหมือนกระดุมเสื้อเม็ดแรก ถ้าติดผิด เม็ดต่อๆ มาก็จะผิดเช่นกัน ถ้าอยากมีชีวิตการเงินที่ดี มุมมองในเรื่องเงินจะต้องเป็นบวกก่อนเสมอ

ลองละทิ้งความคิดแย่ๆ เกี่ยวกับการเงินแล้วหันมามองในด้านบวกแทน เช่น 

          – แทนที่จะคิดว่าตอนนี้ไม่มีเงิน จะใช้ยังไงให้อยู่ได้เท่าที่มี ลองมาคิดในมุมที่ว่าจะหาเพิ่มอย่างไรดีกว่า
          – อย่าคิดว่าเงินทองเป็นสิ่งหายาก ให้คิดแต่เรื่องดีๆ และหาวิธีทำเงินให้กับเราได้อย่างง่ายดาย เป็นต้น

เมื่อมุมมองเรื่องการเงินค่อยๆ เปลี่ยนไป และคุณเริ่มมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องการเงินมากขึ้น นั่นนับเป็นก้าวแรกที่ดีและสำคัญอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงชีวิตด้านการเงินแล้วครับ

ตั้งเป้าหมายทางการเงินไว้เป็นเสาหลัก

เป้าหมายทางการเงินเป็นเรื่องทั่วไปที่ได้ยินกันบ่อยๆ ถ้าอยากวางแผนการเงินส่วนตัว เพราะมันคือเส้นชัยทางด้านการเงิน ที่เอาไว้ยึดเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เป็นเสาหลักของแผนการเงินที่จะตามมาหลังมีการวางเป้าหมายไว้เรียบร้อยแล้ว 

ซึ่งต่างคนต่างมีเป้าหมายทางการเงินแตกต่างกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ

          – อยากพักผ่อนและเกษียณตอนอายุ 45 ปี
          – อยากส่งลูก 2 คนให้เรียนจนจบปริญญาเอก
          – อยากซื้อบ้านให้กับครอบครัวตอนอายุ 35 ปี เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ต้องรู้จักกำหนดเป้าหมายแบบ S.M.A.R.T ซึ่งเป็นเกณฑ์ยอดนิยมในการตั้งเป้าหมาย ประกอบด้วย

S = Specific 

มีเป้าหมายชัดเจนในด้านการเงินที่อยากจะให้เป็น  ไม่คลุมเครือแบบ “อยากจะรวย?” “อยากมีอิสรภาพทางการเงิน?” แต่ให้เปลี่ยนมาเป็น “จะต้องมีรายได้แบบ Passive income เข้ามาเดือนละแสนบาทจากการลงทุนตอนอายุ 50 ปี”

M = Measurable

สามารถวัดได้ด้วยมูลค่า เช่น “ถ้าอยากส่งลูกเรียนจนจบปริญญาเอก” ต้องรู้ว่าจะต้องเตรียมเงินทั้งหมดเท่าไหร่ โดยคำนวณตามความเป็นจริง (อย่าลืมเรื่องของเงินเฟ้อค่าการศึกษา และค่าใช้จ่ายต่างๆเพิ่มเติมนะครับ)

A = Attainable

การมีความฝันไม่ใช่เรื่องผิด แต่การตั้งเป้าหมายทางการเงินนั้นต่างจากความฝัน เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เป็นสิ่งที่ดี แต่ควรตั้งอยู่ในกรอบของความเป็นจริง สามารถก้าวไปคว้ามันได้จริงๆ

R = Realistic 

เป้าหมายที่ดีต้องผ่านการกลั่นกรองมาจากความเป็นจริง ในความหมายของผมคือเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจริงๆ ไม่ได้มาจากความต้องการของคนอื่น หรือตั้งขึ้นมาแบบลวกๆ ไม่งั้นจะขาดแรงจูงใจในการทำเป้าหมายได้ ตัวอย่างเช่น เป็นคนชอบเดินทางท่องเที่ยว ก็เลยมีเป้าหมายว่า “จะออกเดินทางไปต่างประเทศทุกปีตั้งแต่อายุ 30”

T = Timely

กรอบเวลาเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการตั้งเป้าหมายทางการเงิน เพื่อให้เรากระตือรือร้นและตั้งใจทำมันจริงๆ เช่น “อยากพักผ่อนและเกษียณตอนอายุ 45 ปี” ก็บอกได้อย่างชัดเจนว่า อายุ 45 ปีคือ Deadline ของเป้าหมาย แล้วเหลือเวลาอีกกี่ปีจนกว่าจะอายุ 45 ปี 

นั่นแหละ! คือทั้งหมดของ 3 ข้อที่ควรรู้ถ้าอยากมีชีวิตการเงินที่ดีขึ้น อันนี้พูดถึงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นนะ ส่วนวิธีคิดจะออกมาเป็นแบบไหน เพื่อนๆ ก็ลองไปดีไซน์กันเองเลยฮะ ต่างคนก็ต่างความคิดอ่ะเนาะ : )

ถ้าอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องการเงินให้มากขึ้นทั้งเว็บออมมันนี่นี้ก็มีเนื้อหาให้ติดตามมากมาย แต่ถ้าอยากคุยเรื่องการเงินแบบหนุกๆ ประสาคนไทยรุ่นใหม่มาคุยกันได้ที่เพจ นายปั้นเงิน นะครับ ผมยินดีและพร้อมคุยกับทุกคนด้วยความเต็มใจคร้าบบบบ : D

นายปั้นเงิน

รู้หรือไม่? จับผิดแบรนด์เนมปลอมด้วยระบบ Blockchain ได้แล้วนะ!

กระเป๋าแบรนด์เนมสุดชิค รองเท้า Vintage สุดคูล หรือกางเกงยีนส์ฟอกสีสุดเท่ห์ โอย อยากได้ แต่ราคาแพงเหลือเกิน พวกเราคนทั่วไปที่อยากประหยัดก็มักจะหาซื้อของแบรนด์เนมจากร้านออนไลน์ที่แม่ค้าหิ้วมา หรือซื้อมือสองจากคนแปลกหน้าในเน็ตกันเอา แต่จะซื้อแต่ละครั้งก็ต้องกุมขมับ เพราะเดี๋ยวนี้ของปลอมมีอยู่เกลื่อนตลาด บริษัทเทคโนโลยี (Startup) จาก Sillicon Valley ในสหรัฐอเมริกาชื่อ Chronicled เห็นศักยภาพของระบบ Blockchain จึงใช้เทคโนโลยีตัวนี้ Digitize หรือทำให้สินค้าแบรนด์เนมขึ้นไปอยู่ในระบบดิจิตอลเสียเลย

Blockchain มีดีอะไรทำไมต้องใช้มันมาตรวจสอบว่าแบรนด์เนมไหนจริง?

ระบบ Blockchain เป็นการเก็บข้อมูลแบบกระจายไว้หลายที่โดยไม่มีศูนย์กลาง (Decentralize) โดยเก็บข้อมูลชุดหนึ่งเป็นกล่อง (Block) แล้วเข้ารหัสขั้นสูงเพื่อเชื่อมกับกล่องต่อไปจนกลายเป็นสายโซ่ (Chain) แค่จะเจาะเข้าไปในกล่องและโซ่ที่แน่นหนานี้ว่ายากแล้ว ยังยากขึ้นไปอีกเพราะสายโซ่กล่องข้อมูล (Blockchain) เหล่านี้ถูกทำสำเนาไว้ในฟาร์มคอมพิวเตอร์ (เหมือนฟาร์มวัวที่มีวัวเยอะๆ นี้แทนวัวด้วยความพิวเตอร์แทน) เกือบหมื่นฟาร์ม แต่ละฟาร์มเรียกว่าจุดยืนยันข้อมูล (Node) เพราะฉะนั้นจะไม่มีใครคนใดคนควบคุมข้อมูลเหล่านี้ได้ แต่จะการกระจายอำนาจในการจัดเก็บและอัพเดทเพื่อยืนยันข้อมูลตลอดเวลา ทำให้ข้อมูลมีความโปร่งใส่สูง

นอกจากนี้ คนที่จะอนุมัติว่าสิ่งที่นำมาขึ้นระบบเนี่ยมีอยู่จริงหรือไม่? จะเป็นองค์กรที่ 3 (Third-party) ที่น่าเชื่อถือและไม่มีส่วนได้เสียใดๆ ทั้งสิ้น อย่างเช่นกรณีการอนุมัติข้อมูลสินค้าแบรนด์เนมก็จะมีการตรวจสอบก่อนจะอนุญาติให้ขึ้นระบบ หรืออย่างบริษัทเทคโนโลยีการเงิน Everex เองก็จะให้ธนาคารตรวจสอบและยืนยันว่ามีการนำเงินไปวางค้ำประกันไว้ในธนาคารจริง ก่อนจะเอาหลักฐานไปขออนุญาติตรา (Issue) เงินดิจิตอลเข้ารหัส (Crypto-currency) ในจำนวนเท่ากับเงินที่มีอยู่จริง ด้วยความโปร่งใส่แบบนี้ เลยทำให้ Chronicled เลือกใช้เทคโนโลยี Blockchain มาแก้ไขปัญหาเรื่องการยืนยันสินค้าแบรนด์เนม

Chronicled ทำงานอย่างไร?

Chronicled สร้าง Smart Tag (Cryptographic Microchips) หรือฉลากสินค้าดิจิตอลแล้วเอาไปขายให้กับผู้ผลิตสินค้าแบรนด์เนม ร้านขายสินค้าแบรนด์เนม หรือคนที่มีสินค้าแบรนด์เนมอยู่ในครอบครอง ฉลากสินค้านี้จะเก็บข้อมูลสินค้าอยู่บนเครือข่าย Blockchain สำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสินค้าอยู่แล้ว จะต้องส่งสินค้าแบรนด์เนมของตนไปให้ตรวจสอบก่อนว่าสินค้าที่กำลังนำข้อมูลขึ้นระบบ Blockchain เนี่ยเป็นของจริงหรือของปลอม ถ้าเป็นของจริงก็นำขึ้นได้เลย

ทีนี้เมื่อมีคนมาขอซื้อสินค้าแบรนด์เนมกับเจ้าของ คนซื้อสามารถหยิบมือถือและเปิด Application ของ Chronicled เพื่อสแกนและดูข้อมูลของสินค้าแบรนด์เนมได้ โดยข้อมูลจะบอกรายละเอียดว่าใครเป็นเจ้าของ ผลิตเมื่อไหร่ ผลิตที่ไหน มูลค่าเท่าไหร่ ผู้ซื้อไม่ต้องเสียเวลาดม ถู หรือกลับตะเข็บตรวจสอบอีกต่อไป

นอกจากนี้แบรนด์เนมทุกชิ้นที่ติด Smart Tag จะถูกการันตีโดย Chronicled ถ้าตรวจพบภายหลังว่าเป็นสินค้าปลอม บริษัทจะคืนเงินให้เท่าจำนวนที่จ่ายจริง เรียกว่าผู้ซื้ออุ่นใจได้เลยว่ายังไงก็ไม่ถูกต้มตุ๋นแน่ๆ

ค้าขายสินค้าแบรนด์เนมกันสบายใจ

เมื่อมีคนใช้ Smart Tag ติดบนสินค้าแบรนด์เนม ก็จะมีสินค้าแบรนด์รุ่น Limited Editon รุ่นหายาก รุ่นดัง มากมายอยู่บนระบบ แถมทุกชิ้นเป็นของแท้แน่นอน 100% ช่างเป็นสวรรค์ของนักสะสม หรือนักเก็งกำไรสินค้าแบรนด์เนมเป็นที่สุด เพราะสามารถซื้อขายสินค้าแบรนด์เนมได้ใน Application เลย

ข้อดีของ Application Chronicled?

  1. คนซื้อสบายใจคลายกังวลไม่ต้องกลัวของก๊อป นักสะสมก็อุ่นใจว่าสินค้าแบรนด์เนมในสต๊อคไม่ได้ถูกยอมแมวขาย
  2. อำนวยความสะดวกให้ค้าขายและเก็งกำไรสินค้าแบรนด์เนมง่ายขึ้น
  3. เจ้าของแบรนด์เนมสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ ทำให้ลูกค้ามั่นใจมากขึ้น และขจัดของก๊อปออกจากตลาด
  4. ใช้งานง่านสะดวกสบายเพราะแค่ใช้มือถือสแกนก็รู้ข้อมูลของสินค้า แบรนด์เนมแล้ว

วันนี้ฉีกแนวขอพูดถึงผลิตภัณฑ์อีกตัวที่สร้างจากระบบ Blockchain ซึ่งคราวนี้ผิดคาดเพราะไม่ใช่กระบวนการทำให้กลายเป็นดิจิตอล (Digitized) ของผลิตภัณฑ์ทางการเงินและทองคำที่เราเชี่ยวชาญ แต่เป็นสินค้าแบรนด์เนมแทน ซึ่งเปิดโลกให้พวกเรารู้ว่า จริงๆ แล้ว Blockchain เป็นระบบสารพัดประโยชน์ และรอให้คนรุ่นใหม่ไฟแรงช่วยกันคิดค้นพัฒนาหาวิธีใช้ประโยชน์มันอยู่เรื่อยๆ ซึ่งนักวิเคราะห์ทั่วโลกเชื่อว่านวัตกรรมนี้จะเปลี่ยนโลกให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกมากไม่แพ้เมื่อครั้งที่ Internet ได้เปลี่ยนโลกอย่างก้าวกระโดดก่อนหน้านี้เลย

ใครสนใจลองแวะเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่: http://www.chronicled.com/

และใครสนใจเทคโนโลยี Blockchain ทางการเงิน เข้าไปติดตามได้ที่: www.facebook.com/EverexTH และ www.Everex.co.th

#Blockchain #Brandname #Fintech 

10 เคล็ด(ไม่)ลับการออมฉบับมนุษย์เงินเดือน

เหล่ามนุษย์เงินเดือนหลายคนคงอ่านเรื่องวิธีการประหยัดเงินมามากมาย 

หลายคนพยายามทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย แต่ถึงมีเงินออมแต่ก็รู้สึกว่าไม่พอสักที 

ลองอ่าน 10 เคล็ดลับต่อไปนี้ที่จะช่วยให้คุณสามารถเก็บออมได้ในแบบฉบับมนุษย์เงินเดือน

 

เคล็ดลับที่ 1 ตั้งโหมดการออมอัตโนมัติ

     เราสามารถตั้งโหมดอัตโนมัติสำหรับการออมได้ และคุณก็ควรทำ มันช่วยแบ่งเบาภาระและช่วยประหยัดเวลาให้คุณได้อย่างมาก การออมผ่านทาง Internet Banking เป็นเรื่องง่ายๆเพียงแค่คุณตั้งให้มีการโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนของคุณไปยังบัญชีเพื่อการออม เพียงเท่านี้คุณก็มีเงินออมทุกเดือนแบบสบายๆ

 

เคล็ดลับที่ 2 วางแผนการกิน

     หลายคนคิดไม่ถึงว่า 1 ในเคล็ดลับการออมเงินแบบง่ายๆคือ 'แผนการกิน' การวางแผนการกินช่วยประหยัดเงินให้กับคุณอย่างมาก แผนการกินช่วยลดการกินอาหารแบบฟุ่มเฟือยออกไป และยังทำให้คุณตื่นเต้นมากๆเมื่อต้องวางแผนว่าจะทำอาหารอะไรดีในมื้อถัดไป แทนการเดินตามห้างซุปเปอร์มาเก็ตแล้วซื้ออะไรมากิน แผนนี้นอกจากช่วยประหยัดแล้วยังช่วยสาวๆที่กำลังคิดแผนไดเอทอีกด้วย เรียกว่าทั้งประหยัดเงินแถมเรายังได้สุขภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย

 

เคล็ดลับที่ 3 อาหารสุขภาพราคาถูก

     หากคุณบอกว่าไม่มีเวลาวางแผนการกิน เราขอบอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องเสียเวลาหลายชั่วโมงไปกับการวางแผนซื้อวัตถุดิบทุกอย่างแต่เลือกซื้อสิ่งที่ดีที่สุดเฉพาะบางอย่างก็พอเช่น เมื่อคุณต้องการทำข้าวผัดกุ้ง สิ่งที่คุณต้องการคือกุ้ง, ผักนิดหน่อย(แล้วแต่สูตร) และข้าว คุณก็เลือกซื้อกุ้งอย่างดีก็พอ แต่ผักหรือข้าวให้เลือกซื้อของที่คุณภาพเหมาะสมกับราคาหรืออาจซื้อของที่กำลังลดราคาก็ได้ แค่นี้คุณก็ได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในราคาที่ถูกลงมา

 

เคล็ดลับที่ 4 ดื่มน้ำให้มากขึ้น

     หลายคนคงสงสัยว่าการดื่มนำเกี่ยวกับการออมเงินยังไง? คุณสามารถประหยัดได้เพิ่มขึ้นหากคุณเน้นการดื่มน้ำเปล่าแทนการดื่มน้ำอัดลมหรือชานมไข่มุก น้ำเปล่าราคาถูกมากเมื่อเทียบกับทั้ง 2 อย่าง หรือลองซื้อเครื่องกรองน้ำมาก็ช่วยประหยัดเงินได้มากขึ้นอีก ลองสั่งน้ำเปล่าเมื่อออกไปทานอาหารข้างนอกกับเพื่อนๆสิ แล้วคุณจะพบว่าแค่ดื่มน้ำเปล่าก็ช่วยให้คุณประหยัดได้มากขึ้น

 

เคล็ดลับที่ 5 ตั้งงบการเงินแบบไม่ต้องตั้งงบ

     หากคุณไม่ชอบการต้องจดบันทึกรายรับ – รายจ่าย นี่คือทางออกของคุณ ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นมากมายที่สามารถเชื่อมต่อกับบัญชีและบันทึกการใช้จ่ายของคุณโดยตรง คุณสามารถตรวจสอบบัญชีของคุณได้ตลอดเวลา เพียงแค่คุณแบ่งประเภทรายจ่ายเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แม้ว่าบางครั้งอาจจะต้องมีการเปลี่ยนประเภทของรายจ่ายบ้างแต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับการทำธุรกรรมของคุณเองได้

 

เคล็ดลับข้อที่ 6 วางแผนปลดหนี้

     ถ้าคุณอยากปลดหนี้ก็ต้องมีแผนที่ชัดเจน วิธีการชำระหนี้นั้นมีหลากหลายวิธี แต่วิธีที่พบเห็นทั่วไปคือ เทคนิคก้อนหิมะและเทคนิคหิมะถล่ม แล้ว 2 วิธีนี้ต่างกันยังไง? เทคนิคก้อนหิมะนั้นเหมาะกับผู้มีรายได้น้อยและมีจำนวนเจ้าหนี้มาก วิธีการคือการเขียนรายชื่อเจ้าหนี้และจำนวนเงินที่เป็นหนี้ทั้งหมด จากนั้นก็เริ่มชำระจากหนี้ที่ก้อนเล็กที่สุดก่อนและไล่ชำระไปจนถึงหนี้ก้อนที่ใหญ่ที่สุด ส่วนเทคนิคหิมะถล่มนั้นเป็นวิธีที่เน้นการหยุดดอกเบี้ยไม่ให้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม โดยเริ่มจากการเขียนรายชื่อเจ้าหนี้และจำนวนเงินที่เป็นหนี้ทั้งหมดเช่นกัน แต่จะเริ่มชำระเงินจากหนี้ก้อนที่ใหญ่ที่สุดแล้วไล่ลงมาเรื่อยๆจนถึงหนี้ก้อนที่เล็กที่สุดแทน ทุกคนสามารถเลือกเทคนิคให้เข้ากับตนเองเพื่อที่จะสามารถปลดหนี้ได้โดยไม่ลำบากจนเกินไป และเราเองก็ต้องวางแผนออมเงินขณะปลดหนี้เพื่อสร้างความมั่งคั่งในอนาคตด้วย

 

เคล็ดลับข้อที่ 7 หาอาชีพเสริม

     ถ้าคุณรู้สึกว่าการเก็บออมเงินอย่างเดียวไม่พอสำหรับเป้าหมายทางการเงินของคุณ อาชีพเสริมก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่ต้องใช้เวลานานแต่ทำชั่วคราวเพื่อหารายได้เสริมให้คุณสามารถบรรลุเป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้น แล้วยิ่งหากคุณมีหนี้การหาอาชีพเสริมเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการปลดหนี้ หรือหากคุณอยากลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ อาชีพเสริมก็เป็นทางเลือกที่ทำให้คุณสร้างเงินลงทุนได้เร็วขึ้น งานบริการเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากเพราะงานบริการจะมีค่าทิปส์ที่สามารถทำเงินได้มากกว่างานปกติของคุณ

 

เคล็ดลับข้อที่ 8 ใช้คูปองอย่างชาญฉลาด

     มีคนคน 2 กลุ่มใหญ่ๆที่เราสามารถมองเห็นได้เมื่อพูดถึงคูปอง กลุ่มแรกบอกว่าคูปองนั้นไม่คุ้มกับเวลาที่เราต้องเสียไป แต่อีกกลุ่มบอกว่าคูปองนั้นคุ้มสุดๆเพราะช่วยคุณประหยัดเงิน แต่ความจริงแล้วยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคูปอง เพราะคูปองในตอนนี้พัฒนาออกมาในรูปแบบดีลออนไลน์ต่างๆมากมาย ทำให้เราสามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการได้ในราคาที่คุ้มค่า แต่การซื้อและใช้คูปองทุกครั้งต้องดูรายละเอียดและเงื่อนไขการใช้คูปองให้ดี ไม่เช่นนั้นการซื้อคูปองอาจน่าเสียดายแทน

 

เคล็ดลับที่ 9 ลองกฎ 30 วันอันตราย

     หากคุณต้องการซื้อของอะไรก็ตามที่ราคาแพง ลองใช้กฎ 30 วัน โดยไม่ซื้อของภายใน 30 วันนั้น หากผ่านไป 30 วันแล้วคุณคิดว่าคุณยังอยากซื้อของอยู่คุณค่อยซื้อของ บ่อยครั้งที่เมื่อเราปล่อยเวลาให้ผ่านไปเรื่อยๆ ความต้องการซื้อของเราก็จะค่อยๆลดลงหากความอยากซื้อนั้นเกิดขึ้นเพราะอารมณ์หรือแค่อยากได้เท่านั้น

 

เคล็ดลับที่ 10 ลด ละ เลิก นิสัยไม่น่ารัก

     เมื่อคุณต้องการออมเงิน แน่นอนว่าคุณต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเดิมๆของตัวเองเช

“ออมเงิน” ตามวัย ทำได้ไม่มีจน

แต่ละคนมีอาชีพและหน้าที่ๆแตกต่างกัน ทำให้เป้าหมายทางการเงินของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป 'การออมเงิน' เป็น 1 ส่วนที่สำคัญที่สุดของการเดินทางเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น เมื่อมีเงินออมเราสามารถนำไปต่อยอดด้านการลงทุนได้ เพื่อต่อยอดให้เราบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น, เอาไว้ใช้ในยามเกษียณ ซึ่งเป้าหมายทั้งหมดล้วนเริ่มต้นจากการออม

แต่หลายๆคนก็มักเกิดคำถามว่า แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าตอนนี้เราควรออมเงินแบบไหน? แนวทางง่ายๆของการออมสำหรับคนทุกวัยที่อยากเริ่มต้นออมเงินแต่ไม่รู้จะเริ่มวางแผนการออมเงินยังไงดี

 

วัยสร้างฝัน: ช่วงอายุ 20-30 ปี

วัยนี้เป็นวัยที่เรียกว่าเป็น วัยเริ่มต้นทำงาน ในวัยนี้หลายๆคนยังไม่มีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากนัก และยังเป็นวัยที่สามารถทำงานได้อีกนานเพื่อสร้างอนาคต จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับการเก็บออมเงิน

ทางลัดที่จะเรียนรู้เรื่องการลงทุนสำหรับวัยนี้คือ การหาไอดอลด้านการลงทุน เพื่อเรียนรู้เรื่องราวด้านการเงิน ทั้งเรื่องการออม, การลงทุน ในวัยนี้ควรฝึกการลงทุนเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญมากที่สุด เพราะคนวัยนี้แม้จะต้องเสียเงินลงทุนไปแต่ก็สามารถฟื้นตัวได้เร็ว

การออมเงินสำหรับคนวัยนี้ควรเริ่มต้นจากการแบ่งเงินออมออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งนำไปลงทุนในหุ้นด้วยจำนวน 90% และอีก 10% ควรนำไปลงทุนในธนาคารในรูปแบบเงินฝากหรือตราสารหนี้ที่มีความปลอดภัยสูง ได้อัตราดอกเบี้ยแน่นอนเพื่อเป็นหลักประกันให้ตนเอง บางคนที่ยอมรับความเสี่ยงในการลงทุนได้มากหน่อยอาจลงทุนในหุ้นทั้ง 100% เลยก็ได้เช่นกัน

TIP การลงทุนในหุ้นสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นอย่างดี เพราะในระยะยาวหุ้นจะมีทิศทางเพิ่มมากขึ้น โดยเลือกซื้อหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีแล้วซื้อเก็บไว้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของหุ้นได้มาก

 

วัยสร้างครอบครัว: ช่วงอายุ 31-40 ปี

ในวัยนี้หน้าที่การงานของหลายๆคนเริ่มมั่นคง ด้วยรายได้สูงขึ้นจึงต้องเก็บเงินออมสำหรับเป้าหมายต่างๆเช่น การสร้างครอบครัว, การผ่อนบ้าน, การผ่อนรถ ทำให้ค่าใช้จ่ายของคนในวัยนี้เพิ่มมากขึ้น

การออมเงินควรปรับลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเหลือเพียง 50% และเพิ่มส่วนที่ลงทุนในธนาคารเป็น 50% เพราะคนวัยนี้รับความเสี่ยงได้น้อยลง เพราะภาระค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งต้องสำรองสำหรับสร้างครอบครัว

TIP อาจเริ่มต้นลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว เพื่อเป็นการสร้างหนทางรายได้ให้มากขึ้นและยังได้ทำตามความชอบอีกด้วย

 

วัยสร้างตัว: ช่วงอายุ 41-55 ปี

ในบรรดาคนทุกวัย วัยนี้ถือว่าเป็นวัยที่สามารถสร้างรายได้สูงที่สุดและมีความมั่นคงในอาชีพมากที่สุด แต่ก็เป็นวัยที่มีรายจ่ายมากที่สุดเช่นกัน เพราะภาระรับผิดชอบต่างๆเช่น ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของตนเองและของคนในครอบครัวด้วย

ดังนั้นจึงควรปรับเปลี่ยนการลงทุนเพื่อการออมให้เป็น การลงทุนในหุ้น 30% และลงทุนในธนาคาร 70% เพื่อความปลอดภัย อาจเกิดปัญหายามฉุกเฉินแล้วไม่มีเงินเก็บสำรองไว้

TIP ควรลงทุนในหุ้นระยะยาวเพื่อเพิ่มพูนเงินออมให้มาก จะได้มีรายได้รวมกับดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินฝากของธนาคารด้วย

 

วัยสร้างสุข: ช่วงอายุ 55 ปีขึ้นไป

หลายคนที่เข้าสู่วัยนี้ลองปรับลดการออมที่เน้นลงทุนในหุ้นให้เหลือเพียง 10% และเน้นการออมไปกับเงินฝากในธนาคารหรือตราสารหนี้ 90% แทน เพราะวัยนี้เป็นวัยที่ต้องการความปลอดภัยสูงและรับความเสี่ยงได้น้อยที่สุด หากเกิดความผิดพลากจากการลงทุนก็ยังมีเงินสำรองเก็บไว้ใช้โดยไม่กระทบสถานภาพทางการณ์เงินมากนัก

TIP บางคนอาจนำเงินไปลงทุนในธุรกิจขนาดเล็กแต่ไม่ควรเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยง

 

"ออมเงิน" ตามวัย ทำได้ไม่มีจน

   

แค่นี้ทุกคนก็สามารถมองเห็นภาพการออมโดยการลงทุนแล้ว การออมเงินไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงเริ่มต้นเดี๋ยวนี้ โดยเริ่มจากการวางแผน และอย่าลืมสิ่งสำคัญคือต้องมีวินัยในการออม 

เมื่อเรายึดแผนการออมไว้ เราก็สามารถสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงได้อย่างมีความสุข

 

 

0004 : เจาะลึกโดนใจ!! ทำไมสรรพากรถึงอยากให้เราจดบริษัท (ตอนที่ 1)

สวัสดีครับ!! ห่างหายกันไปนานกับคอลัมน์ Money you show know ทุกเรื่องการเงินที่คุณต้องรู้ ได้เวลาที่ผม TAXBugnoms คนเขียนเจ้าเก่าเจ้าเดิม รับหน้าที่กลับมาประจำการอีกครั้งตามปกติแล้วคร้าบบ

สำหรับประเด็นในวันนี้ ผมขอชวนทุกคนมาพูดคุยและวิเคราะห์เจาะลึกในเรื่องของ “ภาษี” สำหรับ “ธุรกิจ” กันครับ ถ้าหากใครที่เคยติดตามคอลัมน์ ภาษีธุรกิจ101 มาโดยตลอด คงจะเห็นว่าการทำธุรกิจนั้นมีเรื่องภาษีมากมายที่เราต้องรู้ใช่ไหมล่ะครับ และเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึงที่เราต้องรู้ นั่นคือ เรื่องของนโยบายรัฐกับการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจ นั่นเองครับ

จากข่าวล่ามาเร็วตั้งแต่อาทิตย์ก่อน ผมได้เขียนอธิบายไว้ใน Status ของเพจตัวเองคร่าวๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปบ้างแล้วครับหากใครสนใจก็ติดตามได้ที่นี่ครับ

แต่เนื้อหาสาระในข่าวจริงๆนั้น มันเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ  “มาตรการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปนิติบุคคล” ซึ่งประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ดังนี้ครับ

1. ลดอัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาเหลือไม่เกิน 60% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560

2. ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์แก่บุคคลธรรมดาในการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินให้แก่นิติบุคคลที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค. 2559-31 ธ.ค. 2560

3. บริษัทที่จัดตั้งใหม่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท สามารถนำรายจ่ายจากการจัดตั้งบริษัท รวมทั้งรายจ่ายค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชีมาหักรายจ่ายได้ 2 เท่า เป็นเวลา 5 รอบบัญชี

4. ลดค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% เหลือ 0.01% สำหรับการโอนอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดที่ถือเป็นการโอนส่วนตัวเข้าบริษัทนิติบุคคล

5. การอนุญาตให้บุคคลธรรมดาสามารถโอนใบอนุญาตในการประกอบกิจการ ให้นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นใหม่ได้

สำหรับคำอธิบายในแต่ละประเด็นนั้น ผมได้วิเคราะห์ให้ฟังใน “บล็อกภาษีข้างถนน” แล้วครับ ใครสนใจติดตามกันได้เลยครับที่บทความ วิเคราะห์เจาะลึก!! มาตรการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปนิติบุคคล ดีจริงไหม?

แต่สำหรับชาวออมมันนี่นิวส์ มีอยู่สองเรื่องที่ผมอยากจะเพิ่มเติมให้ช่วยกันคิดและวิเคราะห์ มากกว่าความเข้าใจในนโยบายที่ว่ามานี้ นั่นคือเรื่องของการพิจารณาที่มาของกฎหมาย และการวางแผนประหยัดภาษีของธุรกิจครับ

ก่อนอื่น ผมขอเริ่มจากประเด็นเรื่องอัตราภาษีก่อนนะครับ อย่างที่ทราบกันดีครับว่าในปัจจุบันนิติบุคคลอย่าง บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนฯทั้งหลาย จะเสียภาษีเงินได้ในอัตรา 20% ซึ่งต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราภาษีบุคคลธรรมดา และต่ำไปกว่านั้นเมื่ออยู่ในรูปแบบของ SMEs ที่กฎหมายกำหนด ทีนี้เรามาลองดูตัวอย่างเปรียบเทียบกันที่ตารางด้านล่างนี้ครับ

เมื่อถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าคงมีหลายคนสงสัยแล้วล่ะครับว่า ทำไมรัฐถึงสนับสนุนให้คนส่วนใหญ่ทำธุรกิจในรูปแบบ “นิติบุคคล” ที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน มากกว่า “บุคคลธรรมดา” ใช่ไหมครับ

คงต้องบอกว่า… ข้อดีของมันก็มีมากมายแหละครับ ทั้งเรื่องการจำกัดความรับผิดชอบ เรื่องของการขอกู้ยืม ความน่าเชื่อถือและความสะดวกในการทำธุรกิจทั้งหลาย อะไรต่างๆนานาว่ากันไปที่เป็นแง่บวกต่อธุรกิจของเรา

แต่อีกแง่มุมหนึ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นก็คือ สิ่งที่รัฐจะได้จากมาตรการเหล่านี้ ถ้าให้พูดสั้นๆ ผมว่ามันคือ “จำนวนรายธุรกิจที่เพิ่มขึ้น” นั่นเองครับ  เพราะการจดทะเบียนนิติบุคคลนั้น มันคือการประกาศตัวว่าเรากำลังเข้าสู่รูปแบบการทำธุรกิจที่ชัดเจนตามกฎหมาย หรืออย่างที่เข้าใจกันดีครับว่า เมื่อเข้ามาแล้ว ธุรกิจมีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้ถูกต้องนั่นเองครับ ซึ่งการจดทะเบียนอะไรต่างๆเหล่านี้ จะทำให้รัฐตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และสะดวกขึ้นเช่นเดียวกัน (อ้าวว)

จากข้อมูลในบทความ สรรพากร “ลดภาษี-ค่าโอน” ล่อใจธุรกิจส่วนตัวตั้ง “นิติบุคคล” อธิบดีกรมสรรพากรได้กล่าวไว้ครับว่า “ตามมาตรการนี้มีผู้ประกอบธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดาที่เข้าข่ายอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 250,000 ราย ซึ่งหากทั้งหมดนี้ดำเนินการจัดตั้งธุรกิจในรูปนิติบุคคล จะทำให้รัฐเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 4,200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่เกิดจากการทำบัญชีอย่างถูกต้อง”

ซึ่งสอดคล้องกับ คำพูดของท่านที่ปรึกษารมว.กระทรวงพาณิชย์ที่กล่าวไว้เช่นเดียวกันว่า “การทำธุรกิจในรูปนิติบุคคลจะทำให้เกิดการแสดงผลประกอบการที่แท้จริงทำให้สามารถตรวจสอบได้ง่ายและเป็นการสร้างฐานภาษีที่ยั่งยืนในระยะยาว”

มาถึงตรงนี้หลายๆคนคงสงสัย (อีกแล้ว) ว่า เอ้า!!! ตกลงแล้วใครได้กันแน่ล่ะเนี่ย หรือนี่จะเป็นการล่อเสืออย่างเราให้ออกจากถ้ำกันแน่!! เอาแบบนี้ดีกว่าครับ ผมขอสรุปสั้นๆว่า ถ้าหากทุกคนพร้อมใจกันเข้าระบบและทำถูกต้องอย่างที่ว่า ตัวเจ้าของธุรกิจทั้งหลายจะได้ประโยชน์จากการลดอัตราภาษีเงินได้ และรัฐก็จะได้ประโยชน์จากภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บได้มากขึ้นไปแทน ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าชนะด้วยกันทุกฝ่าย แต่ก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับว่า มันจะเป็นแบบนั้นจริงๆหรือเปล่า

สุดท้ายก่อนจากกัน ผมอยากชวนให้มองย้อนหลังไปอีกสักนิดครับว่า เมื่อช่วงปี 2558 ที่ผ่านมา ทาง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็ได้เริ่มต้นศึกษากฎหมายจดบริษัทเจ้าของคนเดียวเพื่ออำนวยความสะดวกให้กิจการใหม่ๆกันมาสักพักแล้ว ซึ่งถ้าหากกฎหมายที่ว่านี้เกิดขึ้นจริง ยิ่งจะกลายเป็นว่านโยบายทั้งหมดของภาครัฐจะมาช่วยสนับสนุนมาตรการทางภาษีให้ไปในทิศทางเดียวกันนั่นเองครับ

คำถามสุดท้ายสำหรับตอนนี้ก็คือ… แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดีใช่ไหมครับ?

กองทุนรวม… ทางเลือกการลงทุนของคนไม่มีเวลา

การลงทุน ถือเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการสร้างรายได้ในปัจจุบัน เพราะด้วยแนวคิดพื้นฐานที่ว่าให้นำเงินไปต่อเงิน ซึ่งก็คือการนำเงินไปซื้อสินทรัพย์ต่างๆ แล้วรอให้วันหนึ่งสินทรัพย์นั้นงอกเงย และให้ผลตอบแทนออกมา ไม่ว่าจะเป็นในรูปดอกเบี้ย เงินปันผล ส่วนต่างราคา ค่าเช่า รวมไปถึงกระแสเงินสดในแบบอื่นๆ

แต่การลงทุนก็ถือว่าเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่มีความยากในตัวเอง เนื่องจากมันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการเอาใจใส่มากพอสมควร เพราะถึงแม้ว่าการลงทุนจะมีรูปแบบแนวคิดที่ง่าย แต่การนำเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่งสำหรับคนที่จำเป็นต้องใส่ใจในงานประจำมาก และมีเวลาให้การลงทุนน้อย การลงทุนจะยิ่งยากเข้าไปใหญ่เพราะมีเวลาศึกษาน้อยลงไปอีก

กองทุนรวมจึงถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับคนไม่มีเวลาเป็นอย่างยิ่ง เพราะกองทุนรวมเปรียบเสมือนการนำเงินไปฝากให้ผู้จัดการกองทุน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการลงทุนลงทุนแทนให้ แลกเปลี่ยนกับการเสียค่าธรรมเนียมให้กับผู้จัดการกองทุนเป็นค่าจ้าง

กองทุนรวมมีข้อดีข้อเสีย ดังต่อไปนี้

ข้อดี

1. นักลงทุนมีความรู้ด้านการลงทุนเพียงพื้นฐานก็ลงทุนได้

เนื่องจากกองทุนรวมพัฒนามาเพื่อนักลงทุนที่ไม่มีเวลาศึกษาการลงทุนอย่างลึกซึ้ง ผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่ตัดสินใจในการลงทุนให้กับนักลงทุนรายย่อยเอง ดังนั้น นักลงทุนเพียงแค่ตัดสินใจเลือกกอง หรืออีกนัยหนึ่งคือการเลือกนโยบายการลงทุนและผู้จัดการกองทุนมาลงทุนให้เท่านั้น ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญไป

2. นักลงทุนไม่ต้องติดตามตลอดเวลา

หากถ้าลงทุนเอง นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้น อนุพันธ์ หรือสินทรัพย์ที่มีความซับซ้อน ในขณะที่กองทุนรวมไม่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหน้าที่การติดตามการลงทุนเป็นของผู้จัดการกองทุนเป็นหลัก นักลงทุนมีหน้าที่เพียงเลือกกองทุนรวม และตัดสินใจซื้อเพิ่มหรือขายเท่านั้น

3. นโยบายการลงทุนมีหลากหลาย

การลงทุนผ่านกองทุนรวมมีเงื่อนไขการลงทุนที่หลากหลาย เนื่องจากกองทุนรวมเกิดจากการนำเงินของรายย่อยจำนวนมากมารวมกัน ทำให้มีเม็ดเงินขนาดใหญ่และมีอำนาจในการต่อรองการเข้าถึงสินทรัพย์บางประเภท เช่น การซื้อหุ้นต่างประเทศ หากนักลงทุนอยากลงทุนเอง อาจจะต้องเริ่มต้นซื้อหุ้นที่คำสั่งอย่างน้อยครั้งละ 500,000 บาท ในขณะที่กองทุนรวมอาจมีขั้นต่ำที่น้อยกว่านั้น เช่นครั้งละ 5,000 บาทเป็นต้น

ข้อเสีย

1. มีค่าธรรมเนียม

ในเมื่อข้อดีของกองทุนรวมคือการมีผู้จัดการกองทุนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการลงทุนมาดูแลเงินแทนนักลงทุนรายย่อยนั้น สิ่งหนึ่งที่ต้องแลกก็คือค่าตอบแทนผู้ดูแลหรือที่เรียกว่าค่าธรรมเนียมของกองทุนรวมนั่นเอง ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นกับความยากง่ายในการบริหารกองทุนรวมประเภทนั้น

2. นักลงทุนไม่มีสิทธิ์กำหนดนโยบายกองทุนรวม

ข้อดีของการลงทุนผ่านกองทุนรวมคือมีคนตัดสินใจแทนให้ แต่ข้อเสียก็คือนักลงทุนไม่สามารถแทรกแซงการตัดสินใจเหล่านั้นได้ เพราะถือเป็นสิทธิ์ของผู้จัดการกองทุนในการบริหารเงิน นักลงทุนรายย่อยมีสิทธิ์แค่เลือกนโยบายการลงทุนตอนซื้อกองทุนเท่านั้น ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของผู้จัดการกองทุนจะดูแล

3. กองทุนรวม (ส่วนใหญ่) ไม่รับประกันเงินต้นและผลตอบแทน

กองทุนรวมเป็นเหมือนสินทรัพย์อื่นทั่วไป คือ ไม่สามารถรับประกันเงินต้นและผลตอบแทนที่จะได้รับได้ นักลงทุนต้องเข้าใจถึงความเสี่ยงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับเอง ดังนั้น สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับการไม่เสื่อมสลายของเงินต้นมาก กองทุนรวมอาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสม 100% ถึงแม้จะมีกองทุนรวมบางอย่างที่ใกล้เคียง สุดท้ายแล้ว นักลงทุนอาจต้องหารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับจริตของตัวเองมากที่สุด

ในมุมมองของลงทุนศาสตร์ กองทุนรวมไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดของทุกคน แต่กองทุนรวมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนไม่มีเวลาและยังไม่พร้อมที่จะศึกษาเรื่องการลงทุนอย่างลึกซึ้ง 

อย่างที่นักลงทุนอันดับหนึ่งระดับอย่าง Warren Buffett ได้กล่าวไว้หลายต่อหลายครั้งว่า การลงทุนที่เหมาะสมกับผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านการลงทุนอย่างลึกซึ้งก็คือ กองทุนรวมดีๆ สักกอง

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

2 บัญชีคู่หู ดูแลเงิน ทุกเรื่องการเงิน

“การเดินทางออกไปท่องเที่ยว เก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ทำให้เราเห็นโลกใบเดิม ในมุมที่เปลี่ยนแปลงไป”

เมื่อเริ่มคิดที่จะไปในที่ที่เราไม่รู้จักเป็นครั้งแรก การเดินออกจากที่ที่เราคุ้นเคย รู้สึกปลอดภัย สบายใจ ไปสู่อีกที่หนึ่งที่ไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้เกิดความกลัวเป็นธรรมดา แต่สุดท้ายแล้วก็จะได้ประสบการณ์อันล้ำค่าที่ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน ดังนั้น จงเดินออกไปค้นหาสิ่งใหม่ๆเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม

การเดินทางของเงินในกระเป๋าเราก็เช่นกัน…

หลายครั้งที่ความเคยชินกับการที่เห็นเงินทั้งหมดเดินทางวนเวียนอยู่ใน “บัญชีเดียว” มันทำให้เรารู้สึกปลอดภัย อุ่นใจและจัดการง่าย เพราะบัญชีเดียวใช้ทำทุกอย่างตั้งแต่เป็นที่รายได้เข้ามา เป็นบัญชีสะสมเงินออม ไปจนถึงเป็นที่จัดการเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายหนี้สินและรายจ่ายเรื่องส่วนตัว แต่ความง่ายก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำร้ายระบบการเงินของเราได้แบบที่คาดไม่ถึง

เมื่อศูนย์รวมของเงินอยู่ในที่เดียวกัน แม้ว่ามันง่ายที่จะจัดการ แต่มันก็ยากที่จะควบคุมเพราะบางครั้งเราเกิดความสับสนของตัวเลขเงินในบัญชี สมมติว่าบางเดือนเรามีรายจ่ายหลายรายการเกิดขึ้นพร้อมกันแบบไม่ทันตั้งตัวจนเกินกว่าที่จะควบคุมได้ เราก็จะเผลอไปหยิบเงินส่วนของการออมออกมาใช้ หากเป็นหลายๆเดือนติดต่อกันก็อาจจะทำให้เงินออมที่เราตั้งใจจะเก็บไว้นั้นหมดลงได้

ถ้าเรารวมเงินทั้งหมดไว้ในบัญชีเดียวนั้นไม่ได้ผลก็น่าจะลองวิธีการใหม่ที่จะทำให้เราจัดการเงินได้ง่ายขึ้นด้วย “การแยกบัญชี” โดยแบ่งส่วนการออมเงินและค่าใช้จ่ายให้อยู่คนละที่อย่างชัดเจน เพื่อควบคุมการใช้จ่ายของตนเองได้ดียิ่งขึ้น

2 บัญชีคู่หูดูแลการเงิน

  1. จัดการเงินออมด้วยบัญชี “เงินฝากออมทรัพย์มีแต่ได้” เป็นบัญชีที่ใช้ออมเงินโดยเฉพาะแล้วยังได้ดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีเงินฝากทั่วไปเพราะคิดดอกเบี้ยทุกวัน รับดอกเบี้ยสูงทุกเดือน เราเริ่มต้นออมเงินง่ายๆได้ตั้งแต่วันที่เงินเดือนเข้าบัญชี เราก็ตัดเงินแบบอัตโนมัติไปเก็บไว้ที่บัญชีออมเงินทันที 10%ของรายได้ เราเก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆเงินออมก้อนโตอยู่ไม่ไกลแน่นอน
  2. จัดการรายจ่ายด้วยบัญชี “เงินฝากออมทรัพย์จัดให้” โดยนำรายจ่ายทั้งหมดให้อยู่ในบัญชีเดียวกัน นอกจากจะทำให้เราจัดการรายจ่ายได้ง่ายขึ้นแล้วยังประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วยเพราะจ่ายบิล กดเงินฟรีค่าธรรมเนียม

หากความเคยชินกับที่เดิมๆทำให้ชีวิตเราจืดชืดเกินไป ลองออกเดินทางท่องเที่ยวไปเปิดรับรสชาติกับประสบการณ์แปลกใหม่ที่จะทำให้ชีวิตของเรามีสีสันมากกว่าเดิม เช่นเดียวกับเรื่องการเงิน หากวิธีจัดการเรื่องเงินแบบเดิมที่รวมเงินทั้งหมดไว้ที่บัญชีเดียวนั้น ทำให้ชีวิตเราก้าวเดินไปอย่างช้าๆ ลองปรับมาใช้วิธีใหม่ที่แยกบัญชีเงินออมและรายจ่ายออกจากกัน เพื่อให้เราจัดการเรื่องเงินได้ง่ายขึ้นและชีวิตที่ดีขึ้น

อ่านเพิ่มเติมการเดินทางของ 2 บัญชีคู่หูดูแลการเงินได้ที่ : bit.ly/1NwlAIx

[Review] LH Bank M Choice ครบเครื่องเรื่องจ่ายเงิน โอนเงิน

ถ้าจะให้ผมพูดถึง Application ทางการเงินที่มีความฟรุ้งฟริ้ง สดใสและน่าสนใจที่สุดในตอนนี้ก็เห็นจะอดนึกถึง LH Bank M Choice ของ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ไม่ได้เลยนะนี่ นอกจากความสวยงามแล้วยังใช้งานง่ายมากๆ

แต่ก่อนอื่นนะครับเราจะต้องเปิดบัญชีกับธนาคารที่สาขาใกล้บ้านท่าน และดาวน์โหลด Application จาก App Store หรือ Google Play มาใช้นะครับ จากนั้นก็เลือกรูปแบบการลงทะเบียน พอเปิดใช้งานจริง ก็จะเห็นหน้าเริ่มต้นแบบนี้เลย

หน้าตาสวยงามมาก ให้เรากด Login แล้วก็ป้อนรหัสที่มีการตั้งค่าไว้ เพื่อให้เข้ามายังเมนูหลักนะครับ หน้าตาของเมนูหลักสีสันสวยงามมากๆเลยนะ

ถ้าสังเกตแล้วจะเห็นได้ว่ามันมีอยู่ 2 ส่วน

  • Profile ของเราด้านบน ซึ่งจะสรุปว่าตอนนี้เงินในบัญชีเรามีเท่าไร
  • Menu การใช้งานด้านล่าง ซึ่งจะมีปุ่มให้กดอีก 6 รายการ

ในส่วนข้างบนเป็น Profile ของเรา สามารถเปลี่ยนรูปได้ด้วยนะ ใครชอบรูปอะไรก็ใส่ลงไปได้เลย โดยกดปุ่มดินสอตรงมุมขวาบนนะครับ เปลี่ยนรูปได้ด้วยนะครับ ผมจะลองเปลี่ยนให้ดูนะครับ สามารถถ่ายรูปหรือเลือกรูปจาก Photo Library ได้เลยครับ

นอกจากนี้ในหน้า Profile เรายังสามารถดูข้อมูล Detail ส่วนตัวของเราได้โดยการคลิ๊กไปยังรูปภาพตรงกลางนะครับ ซึ่งจะบอกรายละเอียดว่าข้อมูลของบัญชีมีอะไรบ้าง เป็นบัญชีประเภทไหน มีเงินเท่าไหร่ และในอีกส่วนคือ Statement ที่จะเล่ากิจกรรมทางการเงินว่า วันนี้บัญชีมีเงินเข้าออกอย่างไร สำหรับตัวอย่างของผม หน้า Detail ก็จะบอกว่าผมมีเงินอยู่ใน Balance 3,000 บาท และหน้า Statement ก็บอกว่าผมนำเงินเข้ามาฝาก 3,000 บาทเมื่อไหร่ ประโยชน์ตรงนี้จะทำให้เราสามารถเช็คเรื่องการเงินของเราได้ในเรื่องเงินเข้าเงินออกในแต่ละรายการครับ

สำหรับเมนูการใช้งานของ Application นี้มี 6 อย่าง เน้นการทำธุรกรรมด้านการโอนเงินและการชำระเงินนะครับ มาดูกันว่าในแต่ละฟังก์ชั่นการใช้งานมีอะไรบ้าง (สีสวยเนอะ)

การโอนเงิน (Transfer)

เราสามารถโอนระหว่างบัญชีของตัวเองก็ได้ หรือจะโอนไปยังบัญชีของคนอื่นผ่านช่องทางนี้ มาดูหน้าจอตัวอย่างของการโอนกันนะครับ เราสามารถเลือกส่งคำสั่งได้ ส่งคำสั่งแบบง่ายๆ โดยเลือกธนาคาร กรอกหมายเลขบัญชีและจำนวนเงินแล้วกดโอนครับ

นอกจากนี้เรายังโอนด้วย QR Code ได้ด้วย หากมีคนส่ง code มาให้กดมุมขวาบนเพื่อให้ application อ่าน code เพื่อโอนเงินได้ทันที

การชำระเงิน (Payment)

Application นี้ได้มีการออกแบบให้เราสามารถเลือกประเภทของการชำระเงินได้เยอะมากๆแบ่งเป็นหมวดๆที่เราเลือกได้ตรงด้านบน ตามสัญลักษณ์ของหมวดต่างๆดังนี้

  • จ่ายบัญชีสินเชื่อ
  • ค่าสินค้าและบริการอื่นๆ
  • หลักทรัพย์และกองทุน
  • บริจาคเพื่อการกุศล
  • ค่าส่วนกลางและค่าเช่านิติบุคคล
  • สินเชื่อที่อยู่อาศัยและผ่อนดาวน์โครงการ
  • ประกันชีวิตและประกันภัย
  • สินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิต
  • สินเชื่อรถยนต์และมอเตอร์ไซค์
  • ค่าสาธารณูปโภค
  • สถาบันการศึกษา
  • จ่ายภาษี

พอเราเลือกหมวดแล้ว ก็เลือกรายละเอียดของบัญชีปลายทางที่เราจะชำระ เลือกจำนวนเงิน บันทึกอ้างอิง โดยระบบของ Application จะมีข้อมูลธุรกิจตั้งต้นให้เลย ใช้ง่ายมากๆเลยครับ และด้านขวาบนเราชำระเงินแบบ QR Code ก็ได้เช่นกัน

History ประวัติการทำรายการ

เมนู History เป็นข้อมูลที่เข้าไปดูได้นะครับว่าเรามีประวัติการโอนและการชำระเงินอย่างไรบ้าง สามารถเลือกรายการทั้งหมด เฉพาะการโอนหรือการชำระเงินก็ได้ แบ่งเลือกดูได้ว่าจะดูของวันนี้ เมื่อวาน 7 วัน 15 วัน หรือ 30 วันที่ผ่านมา จากรูปของผมบัญชีเปิดใหม่ ยังไม่มีนะครับ

Favorite บัญชีที่ใช้งานบ่อย

ในกรณีที่เรามีบัญชีที่ใช้โอนเงินหรือชำระเงินบ่อยๆ ก็มาที่เมนูนี้เพื่อบันทึกไว้เผื่อใช้ในโอกาสต่อๆไปได้นะครับ โดยเรากดเลือกบันทึกว่าเป็นบัญชีที่ใช้โอนบ่อยๆหรือชำระเงินเป็นประจำ แล้วก็บันทึกหมายเลขบัญชีครับ ชื่อที่บันทึกไว้ก็จะไปแสดงให้เราเห็นตามหน้าต่างๆด้วยนะ

Create QR code

Feature นี้ผมชอบมากที่สุดเลยครับ เป็นการสร้าง QR Code แล้วใช้โอนเงินหรือชำระเงิน ส่งหรือแชร์ให้คนอื่นด้วยก็ได้ โดยเรากรอกในส่วนของหมายเลขบัญชี เบอร์โทร อีเมล์ แล้ว Create QR Code ขึ้นมา ก็เอาไปใช้ได้เลยครับ

ATM/Branch

การหาตู้ ATM และสาขาธนาคารจะไม่ยากอีกต่อไป เพราะ Application นี้จะบอกเราได้ว่า ณ จุดที่เราอยู่นั้นมี ATM และสาขาธนาคารตรงไหนบ้าง เราก็สามารถเลือกใช้บริการได้อย่างสะดวกครับ

กรณีต้องการความช่วยเหลือและอ่านข้อมูลเงื่อนไขเกี่ยวกับการให้บริการก็มาเลือกที่ปุ่มซ้ายบนได้นะครับ ก็จะมีรายละเอียดให้เราเลือกได้ว่าเราจะติดต่อธนาคารได้ตามช่องทางต่างๆอย่างไรบ้าง รวมไปถึงเงื่อนไขการใช้บริการ ข้อมูลที่เราต้องการ วิธีการใช้งาน การปรับค่าแสดงผลต่างๆ ทำได้จากเมนูตรงนี้เลยครับ

ผมว่า LH BANK M Choice เป็นอีก Application หนึ่งที่ดูน่าใช้ ทั้งเรื่องของสีสัน ความง่าย และเทคโนโลยีที่ทันสมัยนะครับ หากใครสนใจใช้บริการ อย่าลืมเปิดบัญชีกับทางธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ นะครับ ผมเชื่อว่าหลายๆท่านคงชอบแน่ๆ

10 วิธีคิดยังไงให้เหมือน “คนรวย”

สิ่งสำคัญที่สุดคือ 'ถ้าอยากรวย จงคิดแบบคนรวย' ทุกวันนี้คงจะไม่มีคนที่ไม่ชอบเงิน ถ้าคุณคิดว่าต้องทำอย่างไรถึงจะมีเงินเก็บ ก็ลองอ่านแนวคิด 10 ข้อที่จะบอกคุณว่าแค่ลองเปลี่ยวิธีคิดให้เป็นแบบคนรวย ก็สามารถเก็บออมเงินได้ไม่อยากอย่างที่คิด เพียงแค่ลองทำตามทีละข้อก็สามารถเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินในบัญชีของคุณได้แล้ว

 

ข้อคิดที่ 1 ระวังสิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารายจ่าย

    แน่นอนว่าหลายคนย่อมรู้สึกว่าต้องระวังเป็นพิเศษถ้าต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ แต่สิ่งที่ทุกคนลืมคิดถึงกลับเป็นรายจ่ายเล็กๆน้อยๆที่เราใช้จ่ายในชีวิตประจำวันว่าเมื่อรวมกันแล้วเงินเหล่านี้อาจทำให้คุณตกใจได้เลยทีเดียว เราคงคิดหนักถ้าต้องซื้อหนังสือ 1 เล่มราคา 200 บาท แต่ถ้าเราซื้อกาแฟชื่อดังราคา 80 บาท, ขนมจุบจิบ 40 บาท, ทานไอศครีมกับเพื่อนๆราคา 80 บาท รวมกันก็ได้ 200 บาทเช่นกัน เพียงแค่ตัดรายจ่ายจุกจิกนี้ออกไป ก็จะมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นแบบไม่คาดฝันเลย

 

ข้อคิดที่ 2 ก่อนซื้อของลองคิดถึงอนาคต

    แน่นอนว่ามันง่ายมากที่จะซื้อของที่ตนเองชอบ แต่สุดท้ายเมื่อเราซื้อของแบบไม่มีลิมิท ตัวเราเองก็จะเป็นคนที่ต้องมานั่งเสียใจเองว่าจะหารายได้มาทดแทนเงินที่เสียไป ก่อนซื้อทุกครั้งต้องคิดถึงอนาคตของเราเองว่าหากซื้อแล้วอนาคตเราจะเป็นอย่างไร? ได้รับผลกระทบอะไรรึเปล่า?

 

ข้อคิดที่ 3 อย่าซื้อของไม่จำเป็นเพื่อสร้างความประทับใจ

    เราทุกคนล้วนอยากได้รับคำชื่นชมจากเพื่อนๆหรือคนรอบข้างเมื่อเราเป็นเจ้าของอะไรสักอย่าง แต่เราต้องรู้ขีดจำกัดของตัวเอง เราควรซื้อของเพราะสิ่งของนั้นมีความจำเป็นต่อเรามากกว่าการซื้อเพื่อทำให้คนอื่นประทับใจ

 

TIP ก่อนซื้อของให้ลองคิดว่า 'อย่าซื้อของไม่จำเป็น เพื่อให้คนที่แม้แต่คุณก็ไม่รู้จักประทับใจ'

 

ข้อคิดที่ 4 สร้างที่มาที่ไปของรายจ่าย

    โลกทุกวันนี้มีสิ่งของมากมายที่พร้อมทำให้คุณยอมจ่ายเงินโดยไม่ได้เก็บออมถ้าคุณไม่ได้วางแผนการเงินและตั้งงบค่าใช้จ่ายเอาไว้ คนรวยทุกคนรู้ดีกว่าเงินของพวกเขามาจากที่ไหนและกำลังจะไปที่ไหนเสมอ เรื่องนี้บัญชีรายรับ-รายจ่ายช่วยคุณได้ สิ่งนี้จะช่วยให้คุณหายงงเพราะมันบอกคุณได้เสมอว่าเงินคุณไปอยู่ที่ไหน  

 

ข้อคิดที่ 5 ทำงานให้หนักเข้าไว้

    หลายคนคิดว่าวิถีชีวิตของคนรวยมีแต่เรื่องสนุกสนานร่าเริงตลอดเวลา ความจริงนั้นกลับกันเลย คนรวยทำงานหนักกว่าคนธรรมดาทั่วไป อย่างน้อยก็ในช่วงวัยทำงาน แต่พวกเขาพยายามเพิ่มรายได้ เพราะเมื่อรายได้เพิ่มมากขึ้น พวกเขาก็สามารถเก็บออมเงินจำนวนมากขึ้นได้นั่นเอง คนรวยคิดว่าการทำธุรกิจคือการเก็บออมมากกว่าการใช้จ่าย, การลงทุน, การวางแผนเพื่ออนาคต และต้องใช้ความเชี่ยวชาญเพื่อไขว่คว้าโอกาสและทำงานให้หนักกว่าคนทั่วไปอีกด้วย

 

ข้อคิดที่ 6 แบ่งสรรปันส่วนเงิน

    ขอย้ำอีกครั้ง คนรวยไม่ได้ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อหรือไม่ต้องจ่ายอะไรเลย แต่เพราะการแบ่งสรรเงินอย่างดีจึงทำให้พวกเขาคงความร่ำรวยของตัวเองไว้ได้ พวกเขาจัดสรรเงินทุกครั้งที่มีรายได้ ดังนั้นลองแบ่งสรรรายได้ของคุณบ้าง เพราะนี่คือหลักประกันว่าเมื่อมีเหตุฉุกเฉินคุณจะยังคงมีเงินสำรองอยู่

 

TIP วิธีง่ายๆคือลองแบ่งรายได้ออกเป็นสามส่วนโดย 1 ส่วนเพื่อการใช้ชีวิต, อีก 1 ส่วนเพื่อเก็บออม และอีก 1 ส่วนเพื่อการให้

 

ข้อคิดที่ 7 ซื้อของลดราคาหรือต่อราคาก่อนซื้อ

    คนรวยหลายคนก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป พวกเขาต้องการใช้เงินให้เกิดมูลค่าสูงสุด สิ่งที่ดีที่สุดคือซื้อของลดราคาหรือต่อราคาก่อนซื้อ พวกเขาคิดว่าทำไมต้องจ่ายแพงในเมื่อมีทางเลือกที่ดีกว่าอยู่ตรงหน้า

 

ข้อคิดที่ 8 นำเงินออมไปลงทุนอย่างชาญฉลาด

    หลายคนไม่นำเงินเก็บไปลงทุนเพราะคิดว่ามีจำนวนน้อย แต่อย่าลืมว่าเงินน้อยแต่เมื่อสะสมให้มากเข้าก็กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ พูดง่ายก็คือหากคุณนำเงินออมไปลงทุนดีๆก็จะทำให้เงินออมของคุณเบ่งบานจนคุณประหลาดใจเลยทีเดียว อย่างที่โบราณว่ามีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท และเมื่อคุณลงทุนให้ถูกที่ คุณก็สมปรารถนา แต่เรื่องเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยประสบการณ์และการลองผิดลองถูก แล้วคุณจะพบว่าการเก็บเงินให้พอกพูนตื่นเต้นกว่าการใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยซะอีก

 

ข้อคิดที่ 9 เรียนรู้หลักสูตรสร้างเงินล้าน

    คนทั่วไปคิดออมเงินหลังจากหักรายจ่ายเรียบร้อยแล้ว แต่คนรวยคิดตรงข้าม วิธีคิดแบบนี้เรียกว่าหลักสูตรสร้างเงินล้าน วิธีการเริ่มเมื่อคุณรายได้ใดๆก็ตามให้หักเงินจำนวนที่แน่นอนเพื่อบริจาคกลับคืนสู่สังคมและหักเงินออกอีกส่วนเพื่อนำไปลงทุนสำหรับเป้าหมายในอนาคตของคุณ ที่เหลือจากนั้นต่างหากที่เป็นรายจ่ายของคุณ

 

TIP หากอยากรวยจำไว้ว่า 'จงใช้เงินที่เหลือจากการออม ไม่ใช่ออมหลังจากใช้เงิน'

 

ข้อคิดที่ 10 ปิดรูรั่ว

    คนรวยไม่ใช้จ่ายไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น พวกเขาหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างมาก เพราะค่าธรรมเนียมเล็กๆก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้หากไม่ระวังให้ดี จำเอาไว้เสมอว่า รูรั่วเล็กๆก็สามารถทำให้เรือล่มได้!!!

 

     เพียงคุณนำแนวคิด 10 ข้อมาปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตของเราเอง แค่นี้เราก็จะเข้าใจว่าการสร้างความร่ำรวยเริ่มต้นได้ง่ายๆด้วยการเปลี่ยนความคิด และเมื่อคุณคิดแบบคนรวยแล้ว ขั้นต่อไปคือลองทำตามให้ได้ทุกข้อ แล้วคนรวยคนต่อไปก็คือคุณ!!!

เชิญรับโชค 3 ชั้นจากขุมสมบัติ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”!

งานนี้ลูกจ้างมีเฮ… ทำไมมาดามเรียกมันว่า “ขุมสมบัติโชค 3 ชั้น” ??

หลายคนพอรู้จักว่ามันคืออะไร และอีกหลายคนยังไม่.. มาค่ะ มาเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คืออะไร?

มันคือ… “ตัวช่วยลูกจ้างให้มีเงินเก็บ”

เพราะเค้ารู้นิสัยพวกเธอไงยะ.. ว่า คนทั่วไป ถ้าไม่บังคับ ก็ไม่มีเงินเก็บ!

ดังนั้น เค้าเลยให้เธอสมัคร แล้วออมโดยหักจากเงินเดือนเธอไปเลยจ้า!

เอาเงินตรงนี้จากทุกคนมากองรวมกัน แล้วมีคนช่วยจัดการเอาไปลงทุนต่อ

(ถ้าของข้าราชการก็คือ กองทุนกบข. ถ้าของครูเอกชนก็คือ กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน)

ถ้าเปรียบเทียบกับรถยนต์ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”
คือ “ยางสำรอง”, “ยางอะไหล่”

เมื่อออกจากงาน ยางที่ใช้อยู่มันแตก ก็เอาไอ้เจ้านี่แหละ..

มาใช้ ถูไถ ขับชีวิตไปได้ต่อ

ฝากถึงเธอทุกคนที่อ่านอยู่ตอนนี้

ไม่ว่านายจ้างเธอมีกองทุนนี้ให้หรือไม่มี มันจะเป็นบุญเป็นความดีงาม

ถ้าเธอได้บอกกล่าวแชร์เรื่องนี้ให้คนรอบตัวได้ “ฉุกคิด”

ถ้านายจ้างเค้ามี > ให้เค้าไปใช้สิทธิรับโชค มีเงินสำรอง หรือยางอะไหล่ติดตัวยามออกจากงาน

ถ้านายจ้างเค้าไม่มี > เค้าจะได้รู้ตัวว่า…

มีคนอีกหลายคนที่มี “ยางอะไหล่สำรอง” ในชีวิตตรงนี้อยู่ ถ้าตอนนี้รู้ชัดแล้วว่าเราไม่มี ก็ควรคิดซื้อยางอะไหล่เป็นของตัวเอง

อ่ะ….ขุมทรัพย์หรือโชคหลายชั้น  คือยังไง? มาล้อมวงดูกัน

โชคชั้นที่ 1 “ออมดี..มีป๋าเบิ้ลให้”

ต้องเข้าใจกันก่อนว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้มันไม่ใช่ภาคบังคับ มันเกิดจากความสมัครใจของนายจ้างเฉยๆ

ถ้าตั้งเจ้ากองนี้ขึ้นมา นายจ้างเค้าต้องควักเงินออกจากกระเป๋าเพิ่มเพราะ…

เธอออมเท่าไร นายจ้างควักกระเป๋าเบิ้ลให้ด้วย!

เฮ้ย…ป๋ามั้ยล่ะ? ใจมั้ยล่ะ?

เนี่ยอ่ะแหละ… โชคชั้นที่ 1 ออมดี…มีป๋าเบิ้ล

มาดามชวนคิด

  • ถ้านายจ้างเธอ “ไม่มี” ตรงนี้ให้ เราไปบังคับเค้าไม่ได้ค่ะ ทำได้แค่จำใส่ใจไว้ว่า “ไม่มี” แล้วออมเองค่ะ สร้างทุนสำรองเลี้ยงชีพเอง เช่น ไปซื้อ RMF ก็แค่ไม่มีคนเบิ้ลให้แค่นั้นเอง… อะฮือ T_T
  • ถ้านายจ้างเธอ “มี” ตรงนี้ให้ จงรักเค้าแล้วอย่าปล่อยให้โชคลอยนวลค่ะ นายจ้างเค้ารักเธอระดับนึงเลยล่ะ เป็นห่วงอยากให้เธอมีเงินเก็บ และยังเป็นป๋าเบิ้ลให้ด้วย ไม่รักเค้าก็นะ..ใจร้ายเกิ๊น

ปกติการออมและสมทบ เริ่มต้นที่ 2%-15% ของรายได้ เราจะออมได้มากสุดเท่าไร ป๋านายจ้างจะเบิ้ลให้เท่าไหร่ ไปอ่านดูคู่มือสมาชิกกองทุนนะ เธอจงวิ่งไปขอที่ฝ่ายบุคคล แต่ละที่ไม่เหมือนกัน

ตัวอย่างมาค่ะ!

ได้เงินก้อนนี้ตอนไหน แล้วจะได้เท่าไหร่???

เงินออมก้อนนี้เธอจะได้ตอนเธอออกจากงาน

ส่วนที่หักจากเงินเดือนเธอเองเธอได้เต็มๆแน่ๆ
แต่เธอจะได้จากป๋าเท่าไหร่อ่ะ ไม่แน่!

อ้าว…แล้วจะรู้ได้ไง??

ให้ไปอ่านจากคู่มือสมาชิกกองทุน (อีกแล้ว) ส่วนใหญ่มีเงื่อนไขไว้อยู่ ว่าต้องทำงานนานกี่ปี ป๋าจะปล่อยเงินเบิ้ลให้กี่เปอร์เซ็นต์ ปกติยิ่งอยู่นาน..ยิ่งได้เยอะ เพราะจุดประสงค์ของการตั้งกองนี้ เค้าก็อยากให้พนักงานอยู่กับเค้านานๆ 

อย่าลืม!!

ตอนออกจากงาน เช็คเรื่องอายุงานและการยื่นภาษีด้วย

เงินที่ได้จากตรงนี้ถือเป็นเงินได้ ต้องยื่นภาษี

อะไรยังไง แนะนำให้คลิกอ่านอันนี้ >>>>>

ออกจากงานระหว่างปี…อย่าลืมยื่นภาษีด้วยนะจ๊ะ

ลงมือปฏิบัติ

จงเดินไปถามฝ่ายบุคคลว่าบริษัทเรามีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมั้ย

  • ถ้าไม่มีก็เดินคอตก ร้องเพลงคนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเองต่อไป คิดและเปิดบัญชีซื้อ RMF เองซะ
  • ถ้ามีจงดีใจ..สมัครด่วนแล้วขอคู่มือกฎระเบียบมาศึกษา

ประสบการณ์ตรง

ตอนมาดามเริ่มทำงาน เค้าให้เลือกว่าจะเอากี่ %

ด้วยความไม่รู้และไม่ขยันศึกษา ก็เลือกขั้นต่ำไป 3%

พอตอนออกจากงานนะเธอ!!!!! เพื่อนที่เค้าเลือก 5% ได้เงินก้อนเยอะกว่าเราเยอะเลยอ่ะ ฮือ… (T^T) ถ้าตัดใจใช้เงินให้น้อยลงได้ จงเห็นแก่ประโยชน์ระยะยาว เลือกอัตราสูงสุดที่เค้าให้ไปซะนะ

โชคชั้นที่ 2 เงินออมกองนี้ไม่ออมเปล่า..เอาไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย!

เฮ้ย..ดีเกินไปแล้ว! ไม่จริงใช่มั้ย?

จะให้ช่วยตบหน้าพิสูจน์มั้ยล่ะ..ว่ามันคือเรื่องจริงย่ะ!!!

เงินที่หักจากเงินเดือนเราเข้ากองทุนนี้ เอาไปลดหย่อนภาษีได้ตามจริง ไม่เกิน 15% ของรายได้และไม่เกิน 500,000 บาท

เนี่ยแหละ… โชคชั้นที่ 2 ออมดี..ประหยัดภาษี

คนที่ออมเก่ง ออมสองเด้ง คือออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย ซื้อRMF เพิ่มด้วย เธอต้องเอา 2 ก้อนนี้มารวมกันแล้วใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้ไม่เกินตามที่ว่ามาข้างบนนี้แหละ

ลงมือปฏิบัติ

อย่าลืมเอายอดที่เราออมเข้ากองทุนสำรองฯ ในระหว่างปีมาใส่ลดหย่อนตอนยื่นภาษีด้วย เราควรต้องได้รายงานสรุปมูลค่าลงทุนทุกๆ 6 เดือน ถ้าไม่ได้รับก็วิ่งไปหาฝ่ายบุคคลอีกเช่นกันค่ะ

โชคชั้นที่ 3 เงินออมกองนี้ไม่แช่แข็ง มีโอกาสมีผลตอบแทนมีความเติบโต

อันนี้ก็แล้วแต่นายจ้างอีกแหละ ว่าเค้ามีกี่กอง แล้วเธอสมัครกองไหน?

ส่วนใหญ่แบ่งตามนโยบายในการลงทุน ชอบเสี่ยงเยอะหน่อยก็เลือกกองที่ลงทุนในหุ้นมากหน่อย กองที่เสี่ยงน้อยหน่อยเค้าก็เอาเงินเราไปลงทุนในพวกตราสารหนี้หรือพันธบัตร

คนไม่ชอบเสี่ยงหรืออายุเยอะแล้ว
มาดามแนะนำเลือกกองที่ลงทุนแบบเสี่ยงต่ำๆ หน่อย

เพราะเธอต้องการความนิ่งความแน่นอนของมูลค่ามัน คนอายุเยอะ “เวลารับความเสี่ยงของเธอเหลือน้อย” และเธอเองจะได้ไม่ปวดใจหัวใจวายเวลาตลาดหุ้นผันผวน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save