‘สวยและรวยมากกก’ เรื่องง่ายๆที่ผู้หญิงไม่เคยรู้

'สวยและรวยมากกก' เรื่องง่ายๆที่ผู้หญิงไม่เคยรู้

 

     'เป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวย เพราะความสวยคือการลงทุน' แน่นอนว่าสาวๆหลายคนคงไม่ปฏิเสธว่าอยากจะ 'สวย' แถมยังอยาก 'รวย' อีกด้วย แต่อีกหลายคนก็คิดว่าเราต้องเลือกได้เพียงอย่างเดียวว่าอยากสวยหรืออยากรวย นั่นก็เพราะสำหรับผู้หญิง 'ความสวยคือการลงทุน' แน่นอนใครอยากสวยก็มักจะต้องลงทุนไปกับเครื่องสำอางค์หรือสกินแคร์แบรนด์ดังหลากยี่ห้อ ทำให้สาวๆจำนวนมากรู้สึกว่าการเก็บออมเงินเป็นเรื่องยากลำบากเหลือเกิน จริงๆแล้วมีเคล็ดลับง่ายๆที่นอกจากจะช่วยให้สาวๆทั้งหลายสวยขึ้นได้แล้วยังทำให้สามารถเก็บออมเงินได้แบบคาดไม่ถึงเลย

 

วิธีที่ 1 ลด ละ เลิก กาแฟ

     การดื่มกาแฟนั้นหากดื่มในปริมาณที่เหมาะสมคือ 2-3 แก้วนั้นไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม แต่สำหรับสาวๆที่ดื่มกาแฟเป็นประจำจะทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น และทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ ดังนั้นควรลดหรือเลิกการดื่มกาแฟได้เลยจะยิ่งดี และหันมาดื่มน้ำเปล่าแทน การดื่มน้ำเปล่าช่วยทำให้ผิวพรรณคุณเปล่งปลั่ง แถมยังช่วยคุณประหยัดเงินไปกับค่ากาแฟได้ด้วย แต่ถ้าสาวๆคนไหนเป็นคอกาแฟชนิดขาดไม่ได้ ให้ลองเปลี่ยนมาทำกาแฟด้วยตนเองดู แค่นี้ก็ทำให้สาวๆประหยัดเงินแถมยังเพิ่มทักษะให้ตนเองอีกด้วย

 

วิธีที่ 2 สวย ใจดี รักสิ่งแวดล้อม

     การเดินทางไปทำงานตอนเช้านั้นเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับสาวๆที่รักสิ่งแวดล้อม นั่นเพราะเพียงแค่คุณเปลี่ยนจากการขับรถส่วนตัวมาทำงานเป็นการปั่นจักรยานหรือจักรยานไฟฟ้าแทน (หากระยะทางไม่ไกลมาก) แค่นี้ก็ได้ออกกำลังกายตอนเช้า แถมยังได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ระหว่างเดินทางมาทำงานอีกด้วย

 

วิธีที่ 3 เน้นคุณภาพ มากกว่าเน้นราคา

     การซื้อของแบรนด์เป็นอีกหนึ่งความสุขของสาวๆ แต่การเลือกซื้อของถูกและดีต่างหากที่จะทำให้คุณทั้ง 'สวย' และ 'รวย' ได้ในเวลาเดียวกัน แทนที่เราจะเลือกสินค้าแบรนด์ ลองหันมาเลือกสินค้าแฮนด์เมดดู สาวๆหลายคนลองเลือกซื้อ Accessory ที่สามารถ Mix and Match กับเสื้อผ้าได้หลายๆแบบจะช่วยประหยัดกว่า เคล็ดลับคือเราควรเลือก Accessory โดยดูจากแบบเสื้อผ้าของเราเอง บางแบบอาจเน้นที่ขนาดเพราะจะใส่แค่ชิ้นเดียวให้ดูเก๋ๆแทนเช่น กำไล, ต่างหู หรือสร้อยคอเส้นยาว

 

วิธีที่ 4 เสน่ห์ปลายจวัก

     ตอนนี้ใครหลายๆคนเลือกฝากท้องไว้กับร้านอาหารตามสั่งหรือร้านอาหาร เพราะการทำอาหารเองจะช่วยให้เราวางแผนการกินของตัวเองได้ และเราสามารเลือกซื้อวัตถุดิบมาเองและสามารถทำอาหารดีๆเพื่อสุขภาพในแบบของคุณเองได้อีกด้วย คุณสามารถปรับเปลี่ยนเมนูได้หลากหลายและสามารถซื้อผักที่ลดราคาเป็นการประหยัด 2 ต่ออีกด้วย

 

วิธีที่ 5 เปลี่ยนถังน้ำเป็นถังเงิน

     หลายคนคงเคยเห็นขวดน้ำพลาสติกเก่าที่วางทิ้งไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ลองรีไซเคิลถังพวกนี้โดยการนำมาใส่เศษเหรียญหรือใส่เงินทอนทที่ได้รับจากร้านค้าดูสิ พอคุณมาดูสิ้นเดือนรับรองว่าคุณจะประหลาดใจเลยทีเดียวว่าคุณเก็บเงินได้ขนาดไหน

 

วิธีที่ 6 ของมือ 2 สร้างรายได้

     เชื่อว่าสาวๆหลายคนมีเสื้อผ้าหรือของที่ซื้อมาเพราะช่วง Sale แล้วไม่ได้ใส่อยู่เช่นรองเท้าในฝันของคุณ แต่เบอร์ไม่ใช่ คุณก็ซื้อมาเพราะหวงว่าจะใส่ได้ เราขอแนะนำให้คุณตัดใจขายของเหล่านั้นดีกว่า เพราะนอกจากเป็นการสร้างรายได้แล้ว คุณยังถือโอกาสจัดบ้านใหม่ไปในตัว แค่นี้ก็เหมือนคุณได้อยู่ในบ้านหลังใหม่แล้ว

 

วิธีที่ 7 แปลงร่างเป็นซุปเปอร์แม่บ้าน

     ทุกวันนี้มีผลิตภัณฑ์มากมายที่ทำขึ้นมาเพื่อทำความสะอาดเสื้อผ้า แต่แทนที่คุณจะเสียเงินจำนวนมากไปกับผลิตภัณฑ์พวกนั้น เราของแนะนำบางเคล็ดลับที่จะทำให้ผ้าของคุณสะอาดขึ้นเช่น  ลองใช้น้ำส้มสายชูหรือเบคกิ้งโซดาเพื่อขจัดคราบ, ใช้น้ำมะนาวกำจัดคราบสนิมและจาระบีที่ติดเสื้อ และยังใช้น้ำส้มสายชูเช็ดถูพื้นห้องที่ทำจากไม้ได้ด้วย

 

วิธีที่ 8 ความงามจากธรรมชาติ

     สูญเสียกันไปเท่าไหร่แล้วกับบรรดาสกินแคร์ที่เขาบอกว่าดี ไม่ว่าจะเป็นครีมเพื่อผิวขาวกระจ่างใส, ลดริ้วรอย หรือเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว จริงๆแล้วการดูแลผิวที่ดีที่สุดคือ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำมากๆ แล้วลองเปลี่ยนครีมจากครีมราคาแพงเป็นครีมที่มีส่วนผสมของอัลมอนด์หรือน้ำมันมะพร้าว ทั้งสองอย่างราคาถูกมากทำให้คุณสามารถประหยัดเงินค่าใช้จ่ายได้อีกเยอะ แถมยังช่วยให้ผิวคุณดูดีอย่างเหลือเชื่อ

 

     ความสวยกับผู้หญิงเป็นของคู่กัน คงเป็นเรื่องยากที่จะบอกให้สาวๆทั้งหลายใช้ชีวิตแบบละทิ้งความสวย แต่ความสวยนั้นมาพร้อมกับความรวยได้เพียงแค่รู้จัก 'เลือก' และ 'ใช้จ่าย' อย่างมีเหตุผล และลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้เพื่อทำให้คุณทั้ง 'สวยและรวยมากกก' ในแบบของคุณ

4 เทคนิคเลือกสินค้าทางการเงิน ให้เหมาะกับเป้าหมาย

เมื่อพูดถึงการวางแผน หรือการบริหารจัดการทางการเงินแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราควรจะต้องรู้ก็คือ การเลือกใช้ “เครื่องมือ” ให้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการ หรือวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการเงินแต่ละด้าน เนื่องจากเครื่องมือแต่ละอย่างก็มีคุณลักษณะ มีจุดเด่น จุดด้อย ที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เครื่องมือแต่ละอย่าง เหมาะสมกับวัตถุประสงค์แต่ละอย่างเท่านั้น ซึ่งเครื่องมือในทางการเงินที่ผมว่ามา ก็คือ “สินทรัพย์” (Asset) หรือ “สินค้าทางการเงิน” (Financial Product) ในแต่ละด้านนั่นเอง ดังนั้น โปรดจำใส่ใจไว้เลยครับว่า “ไม่มีสินค้าทางการเงินตัวไหนที่ดีที่สุด สำหรับทุกๆวัตถุประสงค์” อย่างแน่นอน

ทีนี้ เรามาหาคำตอบกันดีกว่าครับว่า เป้าหมายทางการเงินแต่ละอย่าง ควรจะใช้สินทรัพย์ หรือสินค้าทางการเงินตัวใด ที่จะตอบโจทย์ได้อย่างเหมาะสมกันบ้าง?

แต่ก่อนจะตอบคำถามนั้น ผมอยากให้เรามาเรียนรู้ลำดับขั้นของความสำคัญในการวางแผนหรือบริหารเงินอย่างเหมาะสมกันก่อนครับ ว่าเราควรมีขั้นตอนในการบริหารเงินอย่างไร เรื่องไหนควรมาก่อนมาหลัง ตามความเหมาะสม เพื่อที่เราจะได้รู้ว่า เราควรจะต้องใช้สินค้าทางการเงินแบบไหน ตามลำดับก่อนหลัง ในแต่ละลำดับขั้นของแต่ละวัตถุประสงค์ครับ

หลักการของลำดับขั้นนี้เรียกว่า “ปิระมิดการวางแผนทางการเงิน” (Financial Planning Pyramid) ซึ่งเป็นหลักการที่ให้ขั้นตอนในการบริหารเงินที่จะช่วยให้เรามีความมั่งคั่งอย่างมั่นคงได้ มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม จากฐานล่าง ขึ้นสู่ยอดฐานด้านบน ฐานล่างคือรากฐานสำคัญที่ควรจะต้องสร้างให้แน่นหนามั่นคงก่อน จากนั้นค่อยต่อยอดสู่ลำดับต่อไปเรื่อยๆ ตามลำดับที่ควรจะเป็น ซึ่งไล่เรียงดังนี้

1. การสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation)

จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนบริหารรายรับ – รายจ่าย และหนี้สิน เนื่องจากการที่เราจะเริ่มมีความมั่งคั่งได้ เราก็ต้องทำงาน เมื่อเราทำงาน เราก็มีรายรับ ขณะที่เรามีรายรับ เราก็มีรายจ่ายที่ต้องใช้ในการดำเนินชีวิต และในการดำเนินชีวิตบางครั้งเราก็อาจจะต้องใช้ “เครดิต” มาช่วยในการบริหารกระแสเงินสด เพื่อให้เรามีสินทรัพย์ที่เราต้องการในวันนี้ (เช่น บ้าน รถ หรือสิ่งของอื่นๆ) เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการ รายรับ / รายจ่าย / หนี้สิน อย่างมีประสิทธิภาพ ให้มี “เงินเหลือ” (Surplus) เพื่อเป็นการออมไว้ใช้ในอนาคตยามที่เราไม่มีรายได้แล้ว (เช่น ตอนเกษียณ) หรือเอาไว้เป็นเงินสำรองเผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในทางการเงิน คนเราจะมีความมั่งได้ ต้องเริ่มจากนิสัยทางการเงิน ในการบริหารรายรับ รายจ่ายที่ดีก่อนครับ

สินค้าทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับการบริหารเงินในขั้นตอนนี้ :

1) บัญชีเงินฝากออมทรัพย์

= มีสภาพคล่องสูง สามารถฝากเข้าถอนออกได้ตลอดเวลา แต่ผลตอบแทนต่ำ จึงมีไว้เป็นที่เก็บเงินสำหรับเงินที่ต้องใช้จ่ายประจำ มีเงินเข้าเงินออกสม่ำเสมอ เช่น ไว้จับจ่ายใช้สอย เป็นค่ากินอยู่ในแต่ละเดือนเท่านั้นพอ (ไม่ควรไว้นานกว่านั้น เพราะผลตอบแทนต่ำ) หรืออาจไว้สำหรับเป็นเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินทันด่วน (ควรมีไว้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือนพอ)

2) บัญชีเงินฝากประจำ / เงินฝากสหกรณ์ / เงินฝากอื่นๆ / ตั๋วเงินคลัง / พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น / ตราสารหนี้ระยะสั้น

= มีสภาพคล่องต่ำกว่าออมทรัพย์ (ถูกบังคับให้ต้องฝากต่อเนื่อง เช่น ตั้งแต่ 1-3 ปี) แต่ผลตอบแทนสูงกว่า จึงเหมาะกับการเป็นที่พักเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายประจำ เพื่อเป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน หรือเก็บออมไว้สำหรับเป้าหมายระยะสั้น-กลาง ภายใน 1-3 ปี (เช่น เก็บเงินแต่งงาน, ดาวน์บ้าน/รถ, ท่องเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น)

3) กองทุนรวมตลาดเงิน

= เป็นกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในเงินฝากหรือพันธบัตรระยะสั้นหลายๆที่ จุดเด่นคือ มีสภาพคล่องสูงกว่าเงินฝากประจำ สามารถเอาเงินเข้าออกบัญชีกองทุนได้ตลอด (ใช้เวลารอ 1 วันหลังส่งคำสั่งซื้อหรือขายกองทุน) แต่มีอัตราผลตอบแทนพอๆกัน (ประมาณ 1.5-2% ต่อปี) จึงเหมาะสำหรับไว้เป็นที่พักเงินระยะสั้นที่เหลือจากการใช้จ่าย แทนที่บัญชีออมทรัพย์เพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่า หรือใช้เป็น “ศูนย์กลางในการบริหารเงินระหว่างบัญชีธนาคารต่างๆ” ก็ได้ เพราะบางกอง สามารถผูกได้หลายบัญชีธนาคาร (ไม่เฉพาะธนาคารที่เป็นเจ้าของกองทุน) สามารถส่งคำสั่งซื้อกองทุน จากบัญชีธนาคารไหนๆ แล้วส่งคำสั่งขายกองทุน เพื่อเอาเงินเข้าบัญชีธนาคารไหนๆ ก็ได้ (สะดวกกว่าการไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็มธนาคารหนึ่ง แล้วเดินไปฝากอีกธนาคารหนึ่ง เพราะสามารถทำผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้เลย)

4) ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ระยะสั้น-กลาง (ระยะเวลาสัญญา3-7 ปี)

= เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อบังคับให้เราออมเงิน จะได้เก็บเงินให้อยู่เป็นเงินก้อนใหญ่ โดยมีการคุ้มครองชีวิตพ่วงด้วย นั่นเอง

5) บัตรเครดิต

= เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารกระแสเงินสดเพื่อความสะดวก ในการซื้อสินค้าและบริการ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องพกเงินเยอะๆไปจ่ายเป็นก้อนเดียว แต่สามารถจ่ายทีหลัง หรือทยอยจ่ายได้ (เช่นพวก ผ่อน 0%) ทำให้เราไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว เราจึงสามารถนำเงินไปบริหารจัดการเรื่องอื่นๆได้ แล้วสามารถทยอยจ่ายได้ในอนาคต ***แต่สำคัญว่า เราต้องมีเงินเพียงพอที่จะซื้อสินค้านั้นแล้วเท่านั้น เพื่อให้แน่ใจว่าเรามีเงินจ่ายคืนชัวร์ๆ ไม่โดนชาร์จดอกเบี้ยสูงๆ (เฉลี่ย 20% ต่อปี) นอกจากนั้น ก็มีไว้เพื่อใช้สิทธิพิเศษ หรือโปรโมชั่นลดราคา หรือสะสมคะแนนในการใช้จ่ายต่างๆอีกด้วย

6) การใช้สินเชื่อเงินกู้ (O/D / P/N)

= เป็นการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาใช้บริหารสภาพคล่องในธุรกิจ หรือลงทุนระยะยาว หรือหากเป็นบุคคลธรรมดาก็ใช้เพื่อกู้ซื้อสินทรัพย์ที่มีราคาสูง เช่น บ้าน รถ ตามความจำเป็น ข้อสำคัญคือ ต้องä

ไม่ชอบหุ้นเหรอ? มาเป็นเจ้าหนี้ปล่อยเงินกู้ (แบบถูกกฏหมาย) กันมั้ยล่ะ?

บางคนอาจจะเริ่มสงสัยว่า เฮ้ย! ทำได้ด้วยเหรอ ปล่อยกู้แบบถูกกฏหมายเนี่ยนะ?

ได้สิครับ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ตราสารหนี้” หรือ ที่เราเรียกกันติดปากว่า “หุ้นกู้” นั่นแหละครับ เพราะนิยามของตราสารหนี้แบบกว้าง ๆ เขียนไว้ว่า

“ตราสารหนี้” คือ ตราสารทางการเงินที่แสดงถึงพันธะสัญญาการเป็นหนี้ระหว่างผู้ออกตราสาร (ผู้ขอกู้เงิน) และผู้ถือตราสาร (ผู้ให้กู้เงิน)

หรือก็คือ บริษัทต่าง ๆ ที่ออกหุ้นกู้มาขาย คือ ผู้มาขอกู้เงิน จากเราซึ่งเป็นนักลงทุน ก็คือ ผู้ให้กู้เงิน นั่นเอง

อ่านแล้วงงใช่มั้ยครับ? งั้นลองมานึกภาพตามกัน

นายบอล เปิดร้านทำขนมเป็นของตัวเองมาระยะหนึ่งและมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง ต่อมาอยากจะปรับปรุงและขยายร้าน ซึ่งต้องใช้เงินทุนจำนวนหนึ่ง แต่นายบอลมีภาระเงินกู้ SME จากธนาคารอยู่แล้ว แถมมีดอกเบี้ยค่อนข้างสูงอีกต่างหาก ถ้าไปกู้เพิ่มก็จะยิ่งโดนดอกเบี้ยสูงอีกหรืออาจกู้ไม่ผ่านด้วยซ้ำ

นายบอลเกิดคิดถึงนายแมคเพื่อนซี้ซึ่งจัดว่ามีฐานะ จึงติดต่อกับนายแมคเพื่อขอทำสัญญายืมเงิน โดยจะระบุชัดเจนในสัญญานี้ว่า จะขอยืมเงินเป็นเวลากี่ปี จ่ายดอกเบี้ยปีละกี่เปอร์เซ็นต์ และจะจ่ายดอกเบี้ยปีละกี่ครั้ง รวมถึงข้อกำหนดและเงื่อนไขอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งนายแมคก็เห็นว่าร้านของนายบอลนั้นดูก็คนเยอะตลอด มีออร์เดอร์ต่อเนื่อง และนายบอลก็รู้จักกับนายแมคมานานน่าจะเชื่อถือได้ คงไม่โดนเบี้ยว จึงยินยอมทำสัญญา

จากการตกลงดังกล่าว จึงเกิดสัญญาอันหนึ่งขึ้นระหว่าง นายบอล กับ นายแมค โดย นายบอล คือ ผู้ออกตราสาร (ผู้ขอกู้เงิน) เพราะเป็นผู้ร่างสัญญา ส่วน นายแมค คือ ผู้ถือตราสาร (ผู้ให้กู้เงิน) เพราะเป็นคนถือสัญญา และสัญญานี้นี่เองที่เรียกว่า “ตราสารหนี้” นั่นเอง มันคือสิ่งที่แสดงถึงข้อตกลงระหว่างลูกหนี้ (นายบอลผู้ขอกู้เงิน) กับเจ้าหนี้ (นายแมคผู้ให้กู้เงิน) นั่นแปลว่า นายบอลก็มีหน้าที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ทุกปีตามที่ตกลงในสัญญาจนครบกำหนดปีสุดท้ายก็จะคืนเงินที่ยืมทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยงวดสุดท้ายให้กับนายแมค

ประโยชน์ที่นายบอลหรือผู้ออกตราสารหนี้ได้ คือ การได้เงินทุนไปใช้สำหรับปรับปรุงหรือขยายกิจการ ด้วยต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการไปกู้จากธนาคาร

ประโยชน์ที่นายแมคหรือผู้ถือตราสารหนี้ได้ คือ การได้รับผลตอบแทนที่แน่นอนในรูปดอกเบี้ยอีกทั้งยังสูงกว่าการนำเงินไปฝากธนาคารอีกด้วย ซึ่งตรงนี้แหละครับ คือ สิ่งที่เราในฐานะนักลงทุนจะได้จริง ๆ เวลาที่เราลงทุนในการซื้อตราสารหนี้หรือหุ้นกู้

ในชีวิตจริง ผู้ออกตราสารหนี้ (ผู้ขอกู้เงิน) จะเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ 1) รัฐบาล / รัฐวิสาหกิจ 2) บริษัทเอกชน ขณะที่ผู้ถือตราสารหนี้ (ผู้ให้กู้เงิน) จะเรียกโดยรวมว่า นักลงทุน ซึ่งมีตั้งแต่บุคคลธรรมดาทั่วไปอย่างเรา ๆ นี่แหละครับ รวมไปถึงนักลงทุนสถาบันต่าง ๆ เช่น กองทุน ธนาคาร บริษัทประกัน เป็นต้น

1) ตราสารหนี้ที่ผู้ออกเป็น ‘รัฐบาล / รัฐวิสาหกิจ’

– ถ้าอายุของตราสารหนี้ที่ออกอายุมากกว่า 1 ปี จะเรียกว่า ‘พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)’ / ‘พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State-Own-Enterprise Bond หรือ SOE Bond)’

– ถ้าอายุของตราสารหนี้ที่ออกอายุไม่เกิน 1 ปี จะเรียกว่า ‘ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill หรือ T-Bill)’

2) ตราสารหนี้ที่ผู้ออกเป็น ‘บริษัทเอกชน’ จะเรียกว่า ‘หุ้นกู้ (Corporate Bond)’ ซึ่งมีทั้งอายุไม่เกิน 1 ปี (Short-term corporate bond) และ มากกว่า 1 ปี (Long-term corporate bond)

น่าสนใจใช่มั้ยครับ ดูได้ผลตอบแทนค่อนข้างเสถียรดี ว่าแต่ แล้วคนทั่ว ๆ ไป อย่างเรา ๆ เนี่ย สามารถไปซื้อพวกพันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้ได้เองเลยรึเปล่า? แล้วไปซื้อได้ที่ไหนบ้าง? เพราะปกติก็จะคุ้นเคยกับการซื้อขายกองทุนตราสารหนี้กันมากกว่า

ถ้าอยากรู้ก็ต้องขอให้อดใจรอและติดตามกันต่อในตอนต่อไปนะครับ

#เรื่องราวการลงทุนอ่านง่ายแบบพอดีคำ

Disclaimer: บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น มิได้มีวัตุประสงค์ในการชี้นำหรือแนะนำในการตัดสินใจในการลงทุนใด ๆ

Investment Transformation : อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อ Fintech เข้ามาเขย่าวงการการลงทุน

วันนี้ 24 พฤษภาคม 2559 ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสมางานสัมมนาครั้งประวัติศาสตร์ที่ร่วมมือกันระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย Jitta และ Money Channel ในครั้งนี้ถือว่าเป็นอะไรที่พิเศษมากเนื่องจากแขกที่มาพูดในงานนี้เป็นคนมีชื่อเสียงระดับโลก เช่น

  • Mary Buffett เจ้าของผลงานหนังสือ Buffettology ที่โด่งดังไปทั่วโลก
  • Sam Maule จากวงการ Fintech และเป็น Influencer ระดับโลก 
  • Sean Seah ผู้คร่ำหวอดในวงการ VI ในระดับเอเชีย
  • ดร.นิเวศน์ อาจารย์ VI ต้นตำหรับของไทย
  • พี่เผ่า ตราวุทธิ์ ผู้ก่อตั้ง Jitta Fintech การลงทุนที่ไปไกลทั่วโลก
  • และท่านอื่นๆอีกนะครับ

งานนี้ยิ่งใหญ่มากเลยนะครับ มีนักลงทุนที่โด่งดังและผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศมาร่วมงานเต็มไปหมด ซึ่งในงานนี้แบ่งเป็น 2 ช่วง เช้าบ่าย ซึ่งเนื้อหาแตกต่างกันไปบ้างโดยช่วงเช้าจะเน้นเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและในช่วงบ่ายก็มาคุยเรื่องการลงทุนแบบ Value Investor ความผสมผสานกันนี้มันทำให้เราเข้าไปสู่ในโจทย์การลงทุนในอนาคตที่ว่า “จะพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องมืออย่างไรมาใช้ในการลงทุนให้เกิดความมั่งคั่งอย่างมีประสิทธิภาพ”

สำหรับนักพัฒนาทางเทคโนโลยีนั้นก็บอกอยู่แล้วว่า “We are all technology Companies” เราทุกคนเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีกันอยู่แล้ว บางคนอาจจะยังไม่เห็นภาพ แต่ถ้าเราย้อนอดีตไปก็คงจะทราบดีกว่า มนุษย์เราจะมีการพัฒนาประสิทธิ์ภาพในการผลิตอยู่เสมอ ไม่ว่าจะใช้สัตว์เข้ามาช่วยในการทำเกษตร จนกระทั่งมาถึงยุคปฏิวัติอุตสากรรม จนมาถึงยุคคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต และปัจจุบันเราก็กำลังมาถึงยุคที่ใช้ AI – Robo Adviser แล้ว และเราก็จะถูกผูกกับระบบ Online ในการช่วยเราตัดสินใจต่างๆได้และมันจะก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆในการมีส่วนช่วยให้พวกเราไปสู่ยุค Wealth Technology ในการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

การพัฒนาของ Fintech มีอะไรบ้าง?

การสร้างเทคโนโลยีในเรื่องการลงทุนนั้นถ้าเราไปดูในอดีตกาลมันก็มีมานานละนะ ตั้งแต่สมัยก่อนโน้น เราจะเรียกว่า Fintech ในสมัยโบราณก็ได้ เมื่อทางรอยเตอร์ใช้นกพิราบสื่อสารมาเพิ่มความรวดเร็วของข้อมูลข่าวในปี 1848 และพัฒนาต่อมาเป็น Telegraph และในช่วงศตวรรตที่ 20 ก็รวบรวมข่าวสารทางการเงินการลงทุนก็พัฒนาเพิ่มขึ้นด้วยการใช้ระบบ Computer โดย Bloomberg และกลายเป็น Internet จนกระทั่งในปัจจุบันนั้นเราสามารถดูข่าวสารได้อย่างรวดเร็วจากโทรศัพท์มือถือได้ นับได้ว่า Real Time กันเลยทีเดียว เทียบกับสมัยก่อนกว่าจะได้ข่าวเพื่อตัวสินใจลงทุน ใช้เวลากันคนละเรื่องเลยดูสิ

อันนี้ก็เลยทำให้ Jitta เขามองเห็นว่าถ้าเกิดเขาใช้เทคโนโลยีมาสนับสนุนการลงทุนก็คงจะเป็นเรื่องดี ซึ่งเขาก็มององค์ประกอบในเรื่องที่สำคัญอยู่ 3 เรื่องคือ

  • ความรู้ในการลงทุน : วิถีการลงทุนแบบ VI เป็นอย่างไร?
  • การเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญสำหรับการลงทุน : หุ้นควรซื้อไหม และเวลาไหนที่ควรซื้อ?
  • การลงทุนอย่างไรพรมแดน : จะลงทุนได้ที่ไหนบ้าง ไทย อเมริกา สิงคโปร์ เวียดนาม?

ผมเห็นด้วยกับองค์ประกอบทั้ง 3 นะครับว่าหากเราสามารถมีครบได้ เราก็จะสามารถสร้าง Wealth ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด และด้วยปัจจุบันนี้คนเราเองก็มีความรู้ทางด้านการลงทุนมากขึ้นจากการพัฒนาองค์ความรู้ที่ผ่านมาจากปรมาจารณ์ทั้งหลาย ทำให้คนทราบกันดีว่า หากเราเลือกทรัพย์สินในการลงทุนอย่างถูกต้อง การถือยาวๆ มันก็ทำให้เราเกิดความมั่งคั่งได้ สิ่งที่ทำให้เราลงทุนง่ายที่สุดก็จะหนีไม่พ้น Index Fund หรือ Passive Fund (ถ้าเราเชื่อว่า Index คือผลตอบแทนที่ดีที่สุดในระยะยาว) และมันจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าเราสร้างระบบ Data Analysis มาเพิ่มเติม รวมถึงการใช้ Sharing Economy เพื่อแบ่งปันความเห็นและข้อมูลจากบุคคลหลายๆกลุ่ม ทุกอย่างหากทำเป็น Automation ด้วยการมีเครื่องมี Support อะไรมันก็จะง่ายขึ้นถูกไหมครับ

อันนี้ก็พอจะเห็นภาพในฝั่งนักพัฒนา Technology ทางการลงทุนกันแล้วนะครับ

แล้วนักลงทุนในฐานะผู้ที่เอาเทคโนโลยีไปใช้ล่ะ?

อย่างไรก็ตามถ้าหากเราจะลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพก็คงจะต้องมีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้วยนะครับ ในงานสัมมนานี้ก็มีอาจารย์มาเล่าให้ฟังหลากหลายวิธี รวมถึงเสนอแนวทางจากนักลงทุนในระดับโลกด้วยว่าเขาพัฒนาความคิดการลงทุนมาอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นทาง ดร.นิเวศน์ หรือทาง Mary Buffett เท่าที่ผมฟังๆดูจะเล่าเรื่องวิถีการลงทุนแบบง่ายๆ ไม่ยากไม่ซับซ้อนให้ฟัง

คำพูดหลายๆอย่างของ Warren Buffett ก็ถูกนำมาเล่าในงานนี้เหมือนเดิมนะครับ จริงๆวิธีการของเขามันเป็นอมตะมาก เราเลือกหุ้นด้วยการหาบริษัทที่ผลประกอบการเยี่ยมยอด Durable Competitive Advantage ในขณะที่รอเวลาในการซื้อหุ้นในราคาที่สวยงาม อดทนรอกับมันจนกระทั่งเกิดความมั่งคั่งได้ นอกจากนั้นแล้วในงานก็ยังพูดถึงหลักคิดของนักลงทุนระดับโลกอีกหลายๆคน ซึ่งผมเชื่อว่าประโยคเด็ดๆเราคงได้อ่านกันเยอะแล้วในหนังสือเล่มต่างๆ และความลับทางการลงทุนนั้นก็ถูกพัฒนาต่อยอดกันมาให้มันสู่ในระดับ Practice ทั้งในเชิงของคุณภาพและปริมาณ

แหม… ถ้าจะให้กล่าวลงลึกไปเลยกับสูตรที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ก็ยกตัวอย่างได้เช่น การมองหาหุ้นคุณค่าในราคาที่ยังไม่แพง และการใช้ Magic Formula กับหุ้นที่เราคัดเลือกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดู Ratio ต่างๆ อย่าง PE PBV ROE ซึ่งพอ Back Test ออกมาในรอบ 10 ปีแล้ว ผมเองก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลยว่าเงินจำนวน 1 ล้านบาท มันกลายไปถึง 100 – 2,000 ล้านบาทได้เลยด้วยนะ ทรัพย์สินอื่นก็ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากขนาดนี้ แต่ในปัจจุบันผลตอบแทนดังกล่าวจะทำได้ในเมืองไทยอีกหรือไม่ตรงนี้ทางนักลงทุนระดับเซียนก็ได้ให้ความเห็นกันไว้นะครับว่าอาจจะต้องเลือกหุ้นดีๆ ก็มีอยู่หลายตัวในเมืองไทยที่ยังให้ผลตอบแทนสูงอยู่ รวมถึงมองหาตลาดในแหล่งใหม่ๆ เช่น ในเวียดนาม

Jitta มีข้อมูลที่นักลงทุนต้องการหมดเลยล่ะครับ มีทั้งให้ความรู้ และกำลังขยายข้อมูลไปยังตลาดประเทศอื่นๆ เช่นข้อมูลหุ้นในตลาดเวียดนามก็มีแล้วนะเพราะนักลงทุนไทยชอบเยอะ

10 ขั้นตอนการเลือกกองทุนอย่างมืออาชีพ

กองทุนรวม” เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทหนึ่งซึ่งอธิบายได้อย่างง่าย คือ การนำเงินไปฝากผู้เชี่ยวชาญลงทุนนั่นเอง โดยกองทุนรวมมีลักษณะหลากหลาย ซึ่งแต่ละประเภทก็เหมาะกับนักลงทุนแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกันออกไป การเลือกกองทุนรวมขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมายต่างออกไปในแต่ละบุคคล

 

ลงทุนศาสตร์ขอสรุป 10 ขั้นตอน การเลือกกองทุนรวมสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษาการลงทุน ดังนี้

 

1 ดูนโยบายหลัก

นโยบายหลัก หมายถึง กองทุนรวมนั้นนำเงินของนักลงทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ไหน โดยสินทรัพย์หลักที่กองทุนรวมไปลงทุนมี 6 ประเภท ดังนี้

1.1 ตราสารเงิน : ลงทุนในเงินฝากธนาคาร ตราสารหนี้ระยะสั้น ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนประมาณ 1.5%

1.2 ตราสารหนี้ : ลงทุนในตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้บริษัทเอกชน ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง ผลตอบแทนประมาณ 3%

1.3 อสังหาริมทรัพย์ : ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า โดยนำเงินค่าเช่ามาจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับผู้ลงทุน ความเสี่ยงปานกลาง ผลตอบแทนประมาณ 8%

1.4 ตราสารทุน : ลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียน ความเสี่ยงปานกลางถึงสูง ผลตอบแทนประมาณ 12%

1.5 สินค้าโภคภัณฑ์ : ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำมัน ทองคำ ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนผันผวนตามราคาโภคภัณฑ์

1.6 ผสม : ลงทุนในสินทรัพย์ตั้งแต่ 1.1 – 1.5 ผสมกัน ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ

 

นักลงทุนควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่ตนเข้าใจ ภายในช่วงความเสี่ยงที่ยอมรับได้

 

 2 ดูนโยบายรอง

นโยบายรอง หมายถึง กองทุนรวมนั้นมีลักษณะการลงทุนที่พิเศษนอกเหนือไปจากนโยบายหลักอย่างไรบ้าง ซึ่งนโยบายรองเหล่านี้มักนำมาซึ่งผลตอบแทนที่แตกต่างกันในกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์เดียวกัน เช่น

  • กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน
  • กองทุนรวมที่ลงทุนเลียนแบบดัชนี MSCI
  • กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นขนาดเล็กถึงกลาง
  • กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นที่มีธรรมาภิบาลดี
  • กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศเฉพาะกลุ่ม HEALTH CARE

หลักการเลือกเหมือนกับนโยบายหลัก คือ ลงทุนในสิ่งที่เข้าใจ ภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้

 

3 ดูเงื่อนไขทางภาษี

การลงทุนในกองทุนรวม LTF (Long Term equity Fund) และ RMF (Retirement Mutual Fund) เป็นการลงทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยสามารถนำเงินลงทุนไปหักเป็นยอดค่าใช้จ่ายได้ ดังนั้น นักลงทุนจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อเงื่อนไขของการลงทุนควบคู่ไปกับการวางแผนการเงินและภาษีของตนเอง เพื่อไม่ให้เสียผลประโยชน์ของการลดหย่อนภาษีไป

 

นักลงทุนควรลงทุนในกองทุนรวมที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยศึกษาเงื่อนไขการลงทุนในกองทุนแต่ละประเภทให้เข้าใจ

 

4 ดูพอร์ตการลงทุน

การดูพอร์ตการลงทุนของกองทุนรวมเป็นการตรวจสอบสุขภาพของกองทุนรวมโดยละเอียด นักลงทุนมือใหม่อาจข้ามข้อนี้ไปเนื่องจากใช้ความรู้การลงทุนขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง แต่สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนอยู่ในสินทรัพย์ประเภทอื่นหรือมีความรู้อยู่แล้ว นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการดูพอร์ตการลงทุนของกองทุนรวมด้วย โดยยกตัวอย่างภาพการติดตามพอร์ตของกองทุนรวม เช่น

  • กองทุนรวมตราสารเงินและตราสารหนี้ >>> โอกาสในการผิดนัดชำระของตราสารหนี้
  • กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ >>> อัตราการเช่า ลักษณะสิทธิ์การเช่า โอกาสในการขึ้นค่าเช่า
  • กองทุนรวมตราสารทุน >>> คุณภาพหุ้น มูลค่าหุ้น แนวโน้มการเติบโตของประเทศในอนาคต

 

นักลงทุนควรทำความรู้จักว่ากองทุนรวมที่สนใจลงทุนในสินทรัพย์อะไรอยู่บ้าง และสินทรัพย์นั้นมีแนวโน้มในอนาคตเป็นอย่างไร

 

5 ดูค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมกองทุนนั้นถือเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญมากในการลงทุน เพราะมีส่วนกำหนดผลตอบแทนในอนาคต กองทุนรวมที่มีค่าธรรมเนียมมากจะทำให้ผลตอบแทนที่นักลงทุนควรจะได้รับต่ำลง เพราะต้องแบ่งเงินบางส่วนออกไปจ่ายเป็นค่าธรรมเนียม

นักลงทุนต้องเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมของกองทุนรวมก่อนการลงทุนทุกครั้ง ค่าธรรมเนียมนั้นไม่มีหลักตายตัวว่าควรอยู่ที่เท่าไหร่ ดังนั้น นักลงทุนต้องเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมจากกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวกันและมีนโยบายใกล้เคียงกันเป็นหลัก

 

นักลงทุนควรเลือกกองทุนรวมที่มีค่าธรรมเนียมต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนเหมือนกัน

 

6 ดูผลตอบแทนย้อนหลัง

ผลตอบแทนย้อนหลังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นิยมใช้ในการวิเคราะห์กองทุนรวม โดยส่วนใหญ่นิยมเปรียบเทียบผลตอบแทนกับดัชนีที่เหมาะสมเป็นหลักซึ่งต่างไปในแต่ละสินทรัพย์ เช่น

  • กองทุนรวมตราสารเงิน : ค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุด 3 ธนาคารของประเทศ
  • กองทุนรวมตราสารหนี้ : ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล
  • กองทุนรวมตราสารทุน : ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ที่กองทุนรวมลงทุนอยู่ เช่น SET INDEX สำหรับหุ้นไทย S&P 500 สำหรับหุ้นสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนย้อนหลังไม่สามารถการันตีอนาคตได้ แต่ก็พอจะบอกได้ถึงความน่าจะเป็นของผลตอบแทนของกองทุนรวมนั้นเทียบกับดัชนีที่เหมาะสมกับสินทรัพย์ได้

 

นักลงทุนควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ได้รับผลตอบแทนเทียบกับดัชนีแล้วสูงกว่ากองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนใกล้เคียงกัน

 

7 ดูความเสี่ยง

ความเสี่ยงของกองทุนรวมเป็นสิ่งจับต้องได้ยาก หากนักลงทุนเข้าใจสินทรัพย์การลงทุนได้ดี นักลงทุนก็จะเข้าใจถึงปัจจัยความเสี่ยงจนเกือบจะเพียงพอแล้ว แต่ในกรณีที่ต้องการศึกษาเรื่องความเสี่ยงของกองทุนรวมที่สนใจให้มากขึ้น นักลงทุนสามารถศึกษาได้จากค่าที่เรียกว่า Sharp Ratio

Sharpe Ratio เป็นค่าทางสถิติที่คำนวณมาจากผลตอบแทนย้อนหลังเปรียบเทียบกับความผันผวนย้อนหลัง โดยหลักการคิดเบื้องต้นคือ จุดช่วงเวลาที่ Sharp Ratio เป็นบวก คือช่วงเวลาที่นักลงทุนน่าจะลงทุนในกองทุนนี้แล้วได้รับผลตอบแทนคุ้มค่ากับความผันผวน

กองทุน A ลงทุนในตราสารหนี้ Sharpe Ratio ของ 1 ปี 3 ปี 5 ปี เท่ากับ 1.01 1.05 1.1 ตามลำดับ

กองทุน B ลงทุนในตราสารทุน Sharpe Ratio ของ 1 ปี  3 ปี 5 ปี เท่ากับ -0.5 -0.15 0.5 ตามลำดับ

ข้อมูลดังกล่าววิเคราะห์ได้ว่า หากต้องการลงทุนในกองทุน B ควรถืออย่างต่ำ 5 ปี เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยง ในขณะที่กองทุน A สามารถถือลงทุนได้ทั้ง 1 ปีเป็นต้นไปก็คุ้มค่าความเสี่ยงทั้งสิ้น

 

Sharpe Ratio สามารถบอกความเสี่ยงของการลงทุนได้เพียงคร่าวๆ เท่านั้น การเข้าใจในสินทรัพย์ที่กองทุนรวมไปลงทุนจริงสำคัญกว่ามาก

 

8 ดูนโยบายจ่ายปันผล

ในกรณีที่เงื่อนไขการลงทุนตั้งแต่ข้อ 1 – 7 ต่างกันไม่มากนัก นักลงทุนสามารถเลือกนโยบายการจ่ายเงินปันผลตามความต้องการของตน

หากนักลงทุนต้องการกระแสเงินสดเพื่อใช้จ่าย นักลงทุนอาจเลือกกองทุนรวมที่มีนโยบายจ่ายปันผล แต่ถ้านักลงทุนไม่จำเป็นต้องได้รับกระแสเงินสด หรือได้รับเงินปันผลมาก็นำไปลงทุนซ้ำอยู่ดี นักลงทุนควรเลือกกองทุนรวมที่มีนโยบายไม่จ่ายเงินปันผล เนื่องจากจะช่วยประหยัดภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องจ่ายตอนจ่ายเงินปันผลได้

 

กองทุนที่มีนโยบายไม่จ่ายเงินปันผลจะประหยัดภาษีกว่ากองทุนที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล ยกเว้น กรณีที่นักลงทุนสามารถขอคืนภาษีได้ทั้งหมด

 

9 ดูเงื่อนไขการซื้อ

กองทุนรวมแต่ละกองจะมีนโยบายสำหรับให้นักลงทุนซื้อหน่วยลงทุนไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับบลจ.ที่จัดการกองทุนนั้นเป็นผู้กำหนด โดยเรื่องหลักที่ต้องดูมีดังนี้

9.1 จำนวนขั้นต่ำในการซื้อครั้งแรก

9.2 จำนวนขั้นต่ำในการซื้อครั้งถัดไป

9.3 สถานที่ซื้อ เช่น บลจ.โดยตรง ธนาคารที่เป็นนายหน้า ออนไลน์

9.4 วิธีการซื้อ เช่น จ่ายเงินสด ตัดบัตรเครดิต ตัดบัญชีแบบอัตโนมัติ

9.5 ราคาอ้างอิงของหน่วยลงทุนที่จะได้ โดยทั่วไปจะเขียนอยู่ในรูป T (วันที่ทำธุรกรรม) เช่น T + 2 หมายถึงราคาหน่วยลงทุนที่ได้จะเป็นราคาของหน่วยลงทุนของ 2 วันทำการที่ถัดไปจากวันที่ชำระเงิน เช่น ชำระเงินวันพฤหัสบดี ราคาหน่วยลงทุนที่ซื้อได้จะเป็นวันจันทร์ถัดไป

 

นักลงทุนต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเงื่อนไขการซื้อก่อนลงทุนในกองทุนรวม

 

10 ดูเงื่อนไขการขายคืน

กองทุนรวมแต่ละกองจะ มีนโยบายสำหรับให้นักลงทุนขายคืนหน่วยลงทุนไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับบลจ.ที่จัดการกองทุนนั้นเป็นผู้กำหนด โดยเรื่องหลักที่ต้องดูมีดังนี้

10.1 เงื่อนไขในการขายคืน เนื่องจากกองทุนรวมมีทั้งแบบเปิด (ขายคืนได้ตลอดเวลา) และแบบปิด (ขายคืนได้เมื่อครบอายุโครงการ) นักลงทุนต้องศึกษาเงื่อนไขของกองทุนรวมว่าสามารถขายคืนได้อย่างไร และในกรณีที่ต้องการขายกองทุนรวมปิดก่อนหมดอายุจะทำอย่างไร เช่น ซื้อขายผ่านตลาดรอง เช่น ตลาดหลักทรัพย์ ซื้อขายผ่านทาง OTC โดยมีบลจ.ช่วยหาผู้ซื้อให้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่นักลงทุนต้องศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุน

10.2 จำนวนขั้นต่ำในการขายคืน

10.3 สถานที่ขายคืน เช่น บลจ.โดยตรง ธนาคารที่เป็นนายหน้า ออนไลน์

10.4 วิธีการได้รับเงิน เช่น รับเป็นเงินสด รับเป็นเงินเข้าบัญชีธนาคาร รับเป็นเช็ค

10.5 ราคาอ้างอิงของหน่วยลงทุนที่จะได้ โดยทั่วไปจะเขียนอยู่ในรูป T (วันที่ทำธุรกรรม) เช่น T + 2 หมายถึงราคาหน่วยลงทุนที่ได้จะเป็นราคาของหน่วยลงทุนของ 2 วันทำการที่ถัดไปจากวันที่สั่งขายคืน เช่น สั่งขายคืนวันศุกร์ และวันจันทร์ถัดไปเป็นวันหยุดราชการ ราคาหน่วยลงทุนที่ขายคืนได้จะเป็นวันพุธถัดไป

10.6 จำนวนวันที่จะได้รับเงินคืน โดยทั่วไปเขียนอยู่ในรูปแบบของวันที่ T เช่นกัน

 

นักลงทุนต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเงื่อนไขการขายคืนก่อนลงทุนในกองทุนรวม

 

เรื่องสำคัญอีกเรื่องที่นักลงทุนควรทราบเกี่ยวกับกองทุนรวม คือ หน่วยลงทุนของกองทุนรวมจะซื้อขายกันที่มูลค่าหรือราคาที่เรียกว่า NAV หรือ Net Asset Value ที่เกิดจากการคำนวณทรัพย์สินรวมของกองทุนเพื่อตีเป็นราคาในการซื้อขาย หรือจะพูดอีกนัยหนึ่ง NAV ก็คือ ราคาของหน่วยลงทุนกองทุนรวมนั่นเอง

กองทุนรวมถือเป็นสินทรัพย์การลงทุนที่เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่ไม่ได้มีเวลาหรือความสนใจในการจะศึกษาเรื่องการลงทุนอย่างเต็มที่เพื่อจะลงทุนได้ด้วยตนเอง กองทุนรวมก็จะช่วยทุ่นแรงในการหาผู้จัดการกองทุนมาช่วยลงทุนและดูแลเงินของนักลงทุนให้

แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมนอกจากจะขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุนแล้วยังขึ้นอยู่กับตัวนักลงทุนอีกด้วย เพราะถ้าเลือกกองทุนรวมถูกกองแล้ว ผู้จัดการกองทุนรวมที่ถูกคนก็จะพานักลงทุนไปยังเป้าหมายที่ต้องการ

 

ผลตอบแทนกองทุนรวมจะดีหรือไม่ ครึ่งหนึ่งในนั้นก็มาจากการตัดสินใจเลือกกองของนักลงทุนเอง

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

หาประกันชีวิตที่ใช่ ง่ายกว่านี้มีอีกไหม?

การวางแผนแบ่งเงินไว้ใช้จ่ายนั้นมีหลายแนวคิด ไม่ใช่การทำตามแบบเป๊ะๆ แล้วจะได้ผลลัพธ์ออกมาเหมือนคนต้นแบบ เพราะปัจจัยแวดล้อมของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน จึงทำให้แผนที่วางไว้ก็จะไม่เหมือนกันด้วย เราทำได้เพียงอ่านแล้วนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์และเหมาะสมกับสไตล์การใช้เงินของตนเองมากที่สุด

 

สมการอภินิหารเงินออม

รายได้ – เงินออม – หนี้สิน = รายจ่ายส่วนตัว

 

สมการนี้มีแนวคิดแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน คือ

  1. เงินออม คือ เงินเก็บเพื่อความฝันต่างๆ เพื่ออนาคตของเรา
  2. หนี้สิน คือ การนำเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบันแล้วเราจะต้องผ่อนจ่ายคืนทุกเดือน เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่จะสร้างความมั่งคั่งให้เราได้ในอนาคต เช่น หนี้บัตรเครดิต การผ่อนบ้าน การผ่อนรถ หนี้เพื่อการศึกษา เป็นต้น
  3. รายจ่ายส่วนตัว คือ รายจ่ายในชีวิตประจำวันทีจะทำให้เรามีลมหายใจได้ในปัจจุบัน

จากสมการอภิหารเงินออม อธิบายอย่างละเอียดได้ว่าเมื่อรายได้เข้ามาแล้ว เราจะนำไปออมทันทีจะกี่ % ก็ว่ากันไป จากนั้นก็นำเงินไปชำระเจ้าหนี้ สุดท้ายเหลือเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น เราก็จะรู้ว่าขอบเขตการใช้เงินของเรา ถ้าจะอ่านเกี่ยวกับวางแผนบัญชีเงินเดือนอย่างละเอียดนั้น อ่านได้ที่ “4 ขั้นตอนสร้างบัญชีเงินเดือนขั้นเทพ” คลิกอ่านได้ที่ https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=15325 นะจ๊ะ

 

หลังจากเราเขียนบทความนี้ผ่านไปสักพัก ก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า “ วางแผนบัญชีเงินเดือนแล้วต้องยังไงต่อ” ในช่วงเดียวกันก็มีแฟนเพจ Inbox มาถามว่า “แอดมินมีแบบประกันชีวิตตัวไหนที่น่าสนใจคะ” ในใจก็คิดว่าแบบประกันมีเป็นร้อยไม่รู้จะแนะนำอะไรตัวไหนดี แต่เราก็เก็บสองคำถามนี้ไว้รอหาคำตอบ

 

จนกระทั่งมาเดินงาน Money Expo ที่เมืองทองแล้วมาเจอบูทของ iTAX ก็มีน้องหน้าใสกำลังส่งเสียงแจ๋วๆแนะนำโปรแกรมเปรียบเทียบแบบประกันชีวิตเพื่อมามาลดหย่อนภาษี

 

เฮ้ยยยย นี่มันใช่อ่ะ!! #ได้คำตอบให้ลูกเพจล่ะ

 

วิธีการควานหาแบบประกันชีวิตที่เหมาะกับเรา ในที่สุดก็มีคนทำให้ใช้งานแล้วที่สำคัญใช้ ฟรี!! อืม… ของฟรีแบบนี้ก็ต้องลองใช้หน่อยล่ะ เราก็เลยลองต่อยอดจากบทความเดิมที่เคยเขียนไว้ แล้วตัดมาเฉพาะส่วนของการวางแผนระยะยาวด้วยประกันชีวิต

 

ตัวอย่างบางส่วนจากบทความบัญชีเงินเดือนขั้นเทพ

หาประกันชีวิตที่ใช่ ง่ายกว่านี้มีอีกไหม?

ที่มา : 4 ขั้นตอนสร้างบัญชีเงินเดือนขั้นเทพ https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=15325

 

จากภาพนี้จะเห็นว่าเราวางแผนแบ่งเงินไว้ซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญเดือนละ 1,800 บาทตกปีละ 21,600 บาท แต่แบบประกันมีตั้งหลายแบบ หลายบริษัท ผลประโยชน์ก็แตกต่างกัน ถ้าคุยให้ครบทุกบริษัทเพื่อหาผลประโยชน์ที่ดีที่สุดก็คงเสียพลังงานชีวิตไปเยอะมาก แค่คิดก็เหนื่อยละ #เพลีย

 

แต่ว่า….เทคโนโลยีทำให้ชีวิตเราง๊ายง่าย ขอบคุณที่ทาง iTAX ช่วยคิดโปรแกรมตัวนี้ขึ้นมา (ใครสนใจเรื่องภาษีก็ไปส่อง Fb กันได้ที่ https://www.facebook.com/itaxthailand) เพราะมันจะช่วยเป็นตัวกรองขั้นต้นเพื่อหาแบบประกันที่เหมาะกับสภาพคล่องในกระเป๋าของเรา อาจจะไม่ครอบคลุมประกันทุกบริษัทที่มีในตลาด แต่อย่างน้อยเราก็สามารถตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ออกไปได้  จะรออะไร รีบไปใช้งานฟรีกันได้เลยยยยยย

 

“หาแบบประกันชีวิตที่ใช่” ง่ายกว่านี้มีอีกไหม

 

เริ่มค้นหาแบบประกันชีวิต

 

เข้าไปหน้าแรกจะให้เราเลือกว่าจะ “ค้นหาเป็นรายตัวหรือดู Top 5” ถ้าเราไม่รู้จะเลือกอะไรก็ให้กดช่อง “ดู Top 5” เพื่อจะได้เปรียบเทียบแบบประกันชีวิต

 

หาประกันชีวิตที่ใช่ ง่ายกว่านี้มีอีกไหม?

ค้นหาประกันเพื่อประหยัดภาษี https://www.itax.in.th/market/find_insurance

 

ใส่ข้อมูลเพื่อเลือกแบบประกัน

 

หาประกันชีวิตที่ใช่ ง่ายกว่านี้มีอีกไหม?

 

เลือกแบบประกันที่เราสนใจ (มี 4 ประเภท คือ คุ้มครองตลอดชีพ คุ้มครองตามช่วงระยะเวลา ออมทรัพย์และแบบบำนาญ) ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีเป้าหมายแตกต่างกันออกไป เมื่อเลือกเสร็จแล้วก็ใส่เบี้ยประกันตามงบที่ตั้งไว้ ในกรณีนี้เราใช้ตัวอย่างของประกันแบบบำนาญ จากภาพแรกเรากันเงินไว้จ่ายเบี้ยประกันเดือนละ 1,800 บาท รวมแล้วเป็นเบี้ยประกันปีละ 21,600 บาท จะมีแบบประกันชีวิตอะไรติด Top 5 บ้าง มาดูกันได้เลยจ้า

 

เปรียบเทียบแบบประกันชีวิต

 

วิธีการที่ iTAX นำมาใช้เปรียบเทียบกรมธรรม์นั้นจะมองความคุ้มค่าของแบบประกันแล้วให้คะแนน iTAX Score มีคะแนนเต็ม 5 ที่คิดมาจากปัจจัยหลักๆ คือ

 

  • อายุ ⇒ ยิ่งอายุมากขึ้น เบี้ยประกันยิ่งแพงขึ้น
  • เพศ ⇒ ผู้หญิงและชายจ่ายเบี้ยแตกต่างกัน
  • เบี้ยประกันชีวิต ⇒ จำนวนเงินที่เราจ่ายรายเดือนหรือรายปี (สร้างวินัยการออมได้นะจ๊ะ)
  • ทุนประกันชีวิต ⇒ เป้าหมายจำนวนเงินที่เราต้องการเก็บให้ครบ
  • ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี (IRR) ⇒ เรียกง่ายๆว่าอัตราดอกเบี้ย นั่นเอง
  • เป้าหมายการทำประกันชีวิต ⇒ เรามองที่เรื่องความคุ้มครองหรือผลตอบแทนเป็นหลัก ซึ่งตัวโปรแกรมนี้จะเปลี่ยนน้ำหนักการให้คะแนนตามเป้าหมายการทำประกันของเรา (เดี๋ยวจะมีตัวอย่างให้ดูนะจ๊ะ)

 

ตัวอย่าง Top 5

 

ข้อมูล เพศหญิง อายุ 25 ปี เบี้ยประกันประมาณ 21,600 บาท ต้องการทำประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่ความคุ้มครองและผลตอบแทนอยู่ระดับปานกลาง โปรแกรมจะคำนวณแล้วได้ผลลัพธ์ 5 อันดับ ดังนี้

หาประกันชีวิตที่ใช่ ง่ายกว่านี้มีอีกไหม?

 

จากภาพนี้เราจะเห็นว่า….

  • แบบประกันที่ตรงกับเงื่อนไขของเรา
  • iTAX Score ที่ยิ่งสูงยิ่งดี
  • จำนวนเบี้ยประกันที่ไม่เกินงบที่ปีละ 21,600 บาท
  • จำนวนเงินที่ลดหย่อนภาษี
  • ทุนประกัน
  • ผลตอบแทนต่อปี
  • หากสนใจสามารถติดต่อพูดคุยกับตัวแทนขายได้

 

ถ้าเราลองกดเปลี่ยนเงื่อนไขไปเรื่อยๆก็จะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน เช่น

เพศ : เงื่อนไขเหมือนเดิม แต่ลองเปรียบเทียบเบี้ยประกันระหว่างเพศหญิงและชาย ตัวโปรแกรมก็จะแนะนำแบบประกัน 5 อันดับแรกที่ให้ผลประโยชน์สูงสุด

หาประกันชีวิตที่ใช่ ง่ายกว่านี้มีอีกไหม?

 

วัตถุประสงค์ : เงื่อนไขเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนเป้าหมายว่าเน้นผลตอบแทนหรือความคุมครอง ผลล&#x

ธุรกิจผูกขาด!!!

ช่วงนี้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับนักลงทุนทั้งมือใหม่มือเก๋าทั้งหลายถึงธุรกิจที่น่าลงทุนครับ ในส่วนตัวของผมเองชอบธุรกิจที่ไม่ค่อยมีคู่แข่งเท่าไหร่ หรือเรียกกันว่าธุรกิจผูกขาดแล้วกัน คำว่าผูกขาดหลายๆคนคงทราบดีจากการเรียนเศรษฐศาสตร์ว่าเป็นอะไรที่ไม่มีทางเลือก ทุกคนต้องใช้ ส่วนใหญ่จะนึกถึงระบบสาธารณูประโภคที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ เช่น การไฟฟ้า การประปา แล้วก็นึกไม่ออกว่าการมองธุรกิจผูกขาดนั้นจะมองอย่างไร

แต่ในความคิดของผมนะ บางครั้งมันก็อาจจะไม่ได้แบ่งได้หรอกว่าอะไรผูกขาดแท้ๆ บางอย่างมันก็มองได้หลายแบบจริงๆ จะมองว่าผูกขาดก็ผูกนะ จะว่าเป็นกึ่งผูกขาดก็ได้เพราะเห็นมีทางเลือกอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้แข่งกันโดยตรง เหตุผลทางทฤษฎีบางครั้งมันแยกเป๊ะๆไม่ได้อยู่แล้ว ตรงนี้ก็อยู่ที่มุมมองของแต่ละท่านว่าจะเป็นอย่างไรนะครับ แต่สำหรับผมก็จะขอแชร์ความคิดเกี่ยวกับธุรกิจผูกขาดซักหน่อย

ธุรกิจผูกขาด-กึ่งผูกขาดมองได้หลายประเภท

ผูกขาดเพราะกฎหมาย

การผูกขาดแบบแรกก็อย่างที่เล่าให้ฟังครับ รัฐบาลจะสงวนไม่ให้คนอื่นทำ ผูกขาดเองเลย ห้ามใครมาแข่งด้วย ถ้าเป็นธุรกิจที่เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจสัมปทาน โดยใช้หลักการ Build Operate Transfer (รัฐบาลอนุญาตให้สร้าง – จัดการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ตามเวลาที่ตกลง – โอนกลับให้รัฐบาลเป็นเจ้าของ) หลายๆคนก็คงนึกออกบ้างแล้วใช้ไหมครับว่าธุรกิจเหล่านี้มีอะไรบ้าง แน่นอนว่าเมื่อมันไม่มีคนทำกิจการรายอื่นเพราะกฎหมายห้ามไม่ให้มี ถ้ามีผลกำไรเกิดขึ้นในการทำธุรกิจมันก็จะเป็นอะไรที่เติบโตโดยไร้คู่แข่ง ยกตัวอย่างเช่น จะนั่งรถไฟฟ้าต้องไปนั่งยี่ห้ออะไร อยากไปเที่ยวปารีสต้องขึ้นเครื่องบินที่ไหน

ผูกขาดเพราะคุณภาพ

บางครั้งพอเรามองหาว่าธุรกิจอะไรที่มันผูกขาดทางกฎหมายก็ดูเหมือนจะยาก และหากมีการแปรรูปออกมาให้เอกชนเป็นเจ้าของก็อาจจะเข้าไปอยู่ในวังวนของการประท้วงกิจการผูกขาดดังกล่าว ก็เลยคิดว่างั้นลองมาดูธุรกิจที่ไม่ต้องยุ่งกับความขัดแย้งจากนโยบายรัฐดีกว่า มาดูในแนวทางว่าธุรกิจไหนที่ผูกขาดในเชิงคุณภาพ ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามจะเจอคู่แข่งในตลาดบ้าง แต่ความมีคุณภาพก็จะทำให้ลูกค้าเลือกเข้ามาใช้บริการกับบริษัทเหล่านี้อยู่ดี การผูกขาดทางคุณภาพบางครั้งเราสามารถมองเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาดได้เลยนะครับว่า สินค้าและบริการใดๆ ให้มีคู่แข่งอย่างไรก็ชนะเพราะของเขาดี  สิ่งที่ผมพอจะนึกออกในเรื่องนี้ก็คือ ถ้าคุณจะเลือกซื้อโทรศัพท์ที่มีคุณภาพดีซักเครื่องหนึ่ง คุณจะนึกถึงแบรนด์บางแบรนด์เท่านั้นและมองว่าเจ้าอื่นไม่ใช่คู่แข่งในเชิงคุณภาพเลย ธุรกิจเหล่านี้มีคู่แข่งก็จริงอยู่ แต่ย่อมกินส่วนแบ่งการตลาดของกลุ่มเป้าหมายของเขาได้มากมายมหาศาล นอกจากโทรศัพท์แล้วผมยังเห็นหลายๆบริษัทที่สามารถให้บริการที่ดีกับลูกค้า มีการขยายตัวของกิจการจนเข้าไปควบคุมพฤติกรรมผู้บริโภคจนให้ตั้งของระหว่างธุรกิจนั้นๆและคู่แข่งไว้ติดกัน คนส่วนใหญ่ก็ยังมีแนวโน้มจะเลือกแบรนด์ธุรกิจที่มีคุณภาพดีก่อน ไปเล่นฟิตเนสที่ไหนดี?

ผูกขาดเพราะความเชี่ยวชาญ

ความเชี่ยวชาญก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำให้ผูกขาดได้ บางครั้งพอเราต้องการจะเลือกใช้บริการอะไรยังต้องถามเพื่อนว่า “ที่ไหนดี?” และแน่นอนว่ามันจะมีธุรกิจบางอย่างที่คู่แข่งเยอะมากแต่คนจะนึกถึงเพราะความเชี่ยวชาญของเขา เช่น ปวดตา ไปหาหมอจักษุแพทย์ที่ไหนดี อยากทำหน้าสวยไปหาหมอ ไปทำหน้าที่ไหนดีที่สุด อยากทานวิตามินเพื่อสุขภาพทานยี่ห้อไหนดี คือจริงๆพวกนี้มันมีคู่แข่งอยู่เหมือนกัน แต่ต่อให้นึกถึงคู่แข่งเจอก็อาจจะไม่เลือกคู่แข่งเพราะความเชี่ยวชาญทำให้ต้องไปใช้บริการ จริงๆแล้วการผูกขาดเพราะความเชี่ยวชาญอาจจะมาพร้อมๆกับการผูกขาดเพราะคุณภาพดีก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นอาจจะทำให้ภาพลักษณ์และความเชี่ยวชาญของบริการเติมเต็มกันเข้าไปอีก

ผูกขาดเพราะการจัดการ

เชื่อผมไหมว่าบางธุรกิจสามารถจัดการจนตัวอย่างสามารถเป็นผู้ผูกขาดในธุรกิจเลยก็มี การจัดการที่ผมมายถึงจะเป็นในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ทำเลที่ตั้ง เช่น เห้ยยยย ไปที่ไหนก็เจอมันและก็ดันต้องเลือกใช้บริการมันด้วย มันเป็นเจ้าแรกที่ทำอะไรพิเศษกว่าคนอื่นและคนอื่นไม่มี ยังไงก็ต้องเจ้านี้ หรืออาจจะเป็นการจัดการในมิติอื่นๆเช่นมิติทางสังคม ประมาณว่าใครๆก็ใช้มันเกิดเป็นกลุ่มของ Social Contribution ขึ้นมา ลองดูในกลุ่มสังคมไทยก็ได้ที่เราเองก็รู้ว่า Social Network มันมีเป็นสิบๆ ยี่ห้อ แต่คนส่วนใหญ่ก็เลือกใช้หลักๆแค่อย่าง 2 อย่าง เท่านั้น นี่ก็คือการผูกขาดธุรกิจอีกแบบหนึ่งเช่นกัน

หลักการนี้เป็นหลักการเบื้องต้นที่สามารถลองนำไปประยุกต์ใช้ได้ในการมองธุรกิจหนึ่งๆว่ามันสามารถอยู่ในวิถีทางที่จะชนะคู่แข่งในระยะยาวได้หรือไม่ สิ่งที่ผมเขียนอาจจะมีคนมองว่ามันยังมีวิธีคิดอย่างอื่นได้อีก และน่าจะต่อยอดไปได้อีกด้วย ถ้าใครมีความเห็นดีๆก็มากระซิบกันในแฟนเพจหน่อยนะครับ จะได้แชร์ให้กับเพื่อนๆที่ชอบลงทุนด้วยกัน และที่สำคัญก็คือ แม้มันจะเป็นธุรกิจที่ผูกขาดก็ตามแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการไม่มีคู่แข่งนั้นจะสร้างผลกำไรให้กับนักลงทุน บางทีผูกขาดแต่ขาดทุนย่อยยับก็มี แต่สำหรับผมชอบมองอะไรที่มันมีมิติผูกขาดหลายๆด้านแบบนี้ละครับ แล้วเราก็ลองเอาไปจับกับ Business Model อื่นๆอย่าง Five Forces อีกที ดูงบการเงินประกอบว่ามันมีกำไรเติบโตอย่างไร รวมถึงมองความ Sensitive ในการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมทางการแข่งขันและเทคโนโลยี ก็จะทำให้เรามีความสุขในการลงทุนระยะยาวมากขึ้นก็ได้นะ  

4 ความผิดพลาด เวลาซื้อ “กองทุน”

สวัสดีคร้าบ วันนี้กลับมาพบกับผม หมอนัท คนดี คนเดิม ที่เพิ่มเติมคือ “บทความใหม่” คราวนี้มาพบกับทบความแบบสบาย ๆ ง่าย ๆ แต่ผมมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมองข้าม และคนส่วนใหญ่มีปัญหากับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะมือใหม่ 

ส่วนมือเก๋า บางปัญหาที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ ก็ยังมีบางคนที่ยังคงเป็นอยู่ หรือบางครั้งอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้ครับ ก็เลยถือโอกาสออกบทความ ทบทวนกันสักนิดเพื่อให้ใครหลายๆ คนได้ทราบถึงแนวทาง แนวคิดการลงทุนที่ถูกต้องมากขึ้นครับ

แต่ความผิดพลาดเหล่านี้ ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจผิด จากความไม่เข้าใจในประเภท หรือ องค์ประกอบของกองทุน เช่น NAV หรือ การปันผลของกองทุน ซึ่งคราวนี้ เป็นปัญหาที่เราพบได้บ่อย ๆ กับการลงทุนในกองทุนรวมของนักลงทุนเองที่ซื้อกองทุนรวมแบบไม่มีวินัย และคนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามไปก็คือ

1. ซื้อกองทุนที่ไม่เหมาะกับตนเอง

ปัญหานี้ ผมมักจะพบได้ในช่วง 2-3 ปีมานี่เอง เนื่องจากเป็นช่วงที่กองทุนต่างประเทศ กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ก็จะลงทุนตามคำบอก หรือ คำแนะนำของ บลจ. ที่ออกกองทุน และมักจะลืมไปว่า ความเสี่ยงของกองทุนที่เราจะลงทุนนั้น สูง ขนาดไหน หรือ มีสไตล์การลงทุนที่เหมาะกับ แนวคิด หรือ นิสัยการลงทุนของเราหรือไม่ครับ

ทั้งนี้ก็เพราะว่า ความโลภ เข้าบังตา บังใจอยู่นั่นเองครับ(55+)  เนื่องจากกองทุนเหล่านี้ มีผลตอบแทนย้อนหลังที่ดูดี และก็ยังมีความน่าสนใจจากแนวโน้มของการเติบโตในบางอุตสาหกรรม หรือ บางประเทศด้วย(ซึ่งจริง หรือไม่จริง ก็ไม่รู้) หรือ บางคนก็ลงทุนเพราะว่า ความเท่ห์ เพราะว่าใคร ๆ ก็ออกไปลงทุนในต่างประเทศทั้งนั้น (ไม่ไป ไม่ลงทุนก็เหมือนจะตกเทรนด์) 

ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าจะลงทุนไม่ได้ เพียงแต่เราต้องเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับตัวเราด้วย

แนวคิด และวิธีการแก้ไข

หากองทุนที่เหมาะสมกับเรา ซึ่งคำว่า “เหมาะสม” นั้นหมายถึง

1.1 เข้าใจสไตล์การลงทุนของกองทุนนั้นว่า มีการลงทุนแบบไหน เช่น ซื้อแล้วถือยาว หรือ มีกระบวนการเลือกหุ้น หรือ สินทรัพย์อื่น ๆ เข้ามาอยู่ในกองทุนอย่างไร ถูกใจ หรือ โดนใจเราหรือว่าไม่

1.2 ความเสี่ยงไม่สูงมากเกินไปกว่าที่เราจะรับได้ ยกตัวอย่างเช่น กองทุน Healthcare ที่มีความเสี่ยงสูง แต่นักลงทุนมักจะเข้าใจว่าเป็นการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive ซึ่งไม่ใช่เลย เนื่องจาก Healthcare ในต่างประเทศ ไม่ได้หมายถึงกองทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่ม โรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการลงทุนในบริษัทยา หรือ บริษัทที่ผลิต วัคซีน รวมถึงกลุ่ม Biotechnology ที่มีความเสี่ยงสูงครับ

2. ซื้อกองทุนมากเกินไป

ณ FB คลินิกกองทุน

นาย B: พี่หมอครับ ผมมีปัญหากองทุนมาถามครับ

หมอนัท : ครับ

นาย B : ผมมีกองทุนอยู่ 20 กองทุนครับ ผมสนใจจะซื้อเพิ่ม ไม่รู้ว่ามีกองทุนไหนที่น่าสนใจบางไหมครับช่วงนี้ รบกวนหน่อยนะครับ ส่วนกองทุน AAA ผมขาดทุนอยู่ทำไงดี และกองทุน BBB กำลังขึ้นมาขายได้ไหมครับ กองทุน CCC ก็ดีนะครับ แต่ทำไมช่วงนี้ผันผวนจัง……….etc….. จนถึงกองทุนที่ 20

หมอนัท : อ่อ…น้องครับ นี่จะเล่มเกมส์ 20 คำถามกับพี่เหรอ …(พยายามสงบใจ) น้องขายเหอะครับเชื่อพี่ เอาให้เหลือ 3-4 กองทุนก็พอแล้วนะครับ…..หรือไม่ก็ไปซื้อกองทุนดัชนี หรือ passive fund น่าจะดีกว่าครับ

นาย B : อ่อ… ขอบคุณครับ 

(จากนั้นผมก็ไม่เห็นน้องคนนี้มาถามอีกเลย)

นี่ไม่ใช่เรื่องพูดเล่นนะครับ อันนี้เป็นเรื่อง ผมเชื่อว่าหลายคนรักพี่เสียดายน้อง กองทุนประเภทเดียวกัน เช่นกองทุนหุ้น ก็มีหลายกองทุน กองทุนตราสารหนี้ก็มีหลายกองทุน เพราะว่าใคร ๆ ก็บอกว่ากองทุนนั้นดี กองทุนนี้ดี และเราก็ลงทุนโดยกลัวที่จะเสียโอกาส ซึ่ง ไม่ใช่หลักการลงทุนที่ดีเลย

ลองนึกดูง่าย ๆ นะครับ อย่างกองทุนหุ้นเอง บางกองทุนก็ไปลงทุนในหุ้นตัวเดียวกัน ยิ่งเราซื้อกองทุนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสซ้ำกันเท่านั้นครับ เช่นกองทุนAA อาจจะมีหุ้น 30 ตัว ซึ่งซ้ำกับกองทุน BB ประมาณ 10 ตัว เรามีกองทุนแบบนี้มากขึ้น 5 กองทุน หุ้นที่อยู่ในกองทุนก็ซ้ำกันเกิน 30 กองทุนแล้วครับ ซึ่งถ้าพิจารณาดี ๆ เราไปลงทุนในกองทุน SET50 หรือ กองทุนแบบ Passive Fund อาจจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแพง ๆ นั่นเองครับ

แนวคิด และวิธีการแก้ไข

เลือกกองทุนที่ดี ที่เราชอบมาเพียง 2 กองทุนต่อประเภทกองทุน ก็เพียงพอแล้ว เช่นกองทุนหุ้น 2 กองทุน กองทุนตราสารหนี้ 2 กองทุน ซึ่งถ้าจะให้กระจายความเสี่ยงมากขึ้น ก็ให้เราเลือกกองทุนที่มีสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกัน เช่นกองทุนนึงเน้น Buy and Hold อีกกองทุนเน้นการซื้อ-ขาย เป็นต้น

3. เพิ่มเงินลงทุนมากขึ้นเฉพาะตอนที่กองทุนมีกำไร

แน่นอนครับ ใคร ๆ ก็อยากที่จะรวยเร็ว รวยแรง รวยสุด ๆ แต่การทุ่มเงินลงทุนมากเกินความจำเป็นก็อาจจะทำให้ เราผิดพลาดได้เช่นกัน โดยคนส่วนใหญ่มักจะเพิ่มเงินลงทุนให้มากขึ้น เมื่อเห็นว่ากองทุนที่ตนเองลงทุนอยู่นั้น เริ่มทำผลตอบแทนได้ดี ได้สูงมากขึ้น 

ผลก็คือได้ของแพงจำนวนมากมาอยู่ในมือ ประกอบกับในขณะนั้น อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ราคาหุ้นที่อยู่ในกองทุนขึ้นมามากจนถึงจะอิ่มตัว หรือ มากกว่ามูลค่าพื้นฐานมาก ๆ แน่นอนว่ามีโอกาสที่กองทุนจะปรับตัวลดลงมาได้มากเช่นกันครับ สุดท้ายเราก็เกิดอาการ หรือ สภาวะติดดอย และเป็นดอยที่สูงเสียด้วยครับ T-T

แนวคิด และวิธีการแก้ไข

เนื่องจากการลงทุนกับกองทุน ไม่เหมาะกับการเก็งกำไรเสียเท่าไหร่ เนื่องจากมีค่าใช้จ่าย หรือ ค่าธรรมเนียมค่อนข้างแพง ถ้ามีการซื้อ-ขายบ่อย ๆ ก็อาจจะไม่คุ้มค่าในการลงทุน ดังนั้นก็ควรที่จะคิดเสมอว่า การลงทุนในกองทุนอาจจะไม่ทำให้เรารวยเร็ว รวยแรงได้ แต่การลงทุนในกองทุนนั้นเหมาะกับการลงทุนระยะยาวครับ เมื่อนักลงทุนเลือกกองทุนที่ถูกใจได้แล้ว จะแบ่งเป็น 2 กรณี

3.1 ถ้าลงทุนเป็นเงินก้อน ให้มีการจัดพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสม เพื่อที่จะทำให้ผลตอบแทนโดยรวมไม่ผันผวนมากนัก และควรมีการทำ rebalancing พอร์ตการลงทุน อยู่ทุก ๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี

3.2 ถ้าลงทุนแบบทยอยลงทุน ให้ทำการ DCA กองทุนรวมหุ้นที่เราสนใจจะทำให้เราได้ราคาเฉลี่ยที่ดี และช่วยให้ง่ายต่อการวางแผนการเงิน ให้บรรลุตามเป้าหมายได้ดีอีกด้วย แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยวินัยในการลงทุนอย่างมาก และใช้เวลานาน

4. ชอบซื้อกองทุนออกใหม่

เดี๋ยวนี้มีกองทุนออกมาใหม่กันมากมาย หลายคนก็มักจะชอบกองทุนที่ออกมาใหม่ โดยเฉพาะกองทุนแบบ FIF

เนื่องจากมีการโปรโมทจาก บลจ. และส่วนใหญ่ก็มักจะมีมุมมองทางเศรษฐกิจมาส่งเสริมให้ดูน่าลงทุนกับกองทุนใหม่ ๆ ก็ทำให้นักลงทุนหลายท่าน แห่กันไปซื้อกองทุนที่เปิดใหม่เหล่านี้ โดยไม่ได้พิจารณาถึงความเสี่ยง หรือ ลงทุนทั้ง ๆ ที่ยังไม่เข้าใจว่ากองทุนนั้นไปลงทุนกับหุ้น หรือสินทรัพย์อะไรบ้าง ทำให้หลาย ๆ ครั้ง ลงทุนไปแล้ว เกิดอาการติดดอย (อีกแล้ว) 

แนวคิด และวิธีการแก้ไข

นึกไว้เสมอว่า “ของใหม่” อาจจะไม่ใช่ “ของดี”

ในกรณีที่ของใหม่มาก ๆ ประมาณว่าเพิ่งตั้งขึ้นเป็นครั้งแระ หรือ เป็นกองทุนที่ไม่มี master fund(ถ้าเป็น FIF) อาจจะต้องพิจารณาให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยดูจากคนที่มาเป็นผู้จัดการกองทุน สอบถามถึงประวัติการบริหารกองทุนเดิม หรือ ถ้าเป็นไปได้ ให้ “รอดูผลงานการลงทุน” ก่อนที่จะลงทุน ตราบใดที่เงินยังอยู่ในมือเรา มันไม่ได้หายไปไหนครับ ดังนั้น ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงามกว่าแน่นอนในกรณีนี้

ส่วนถ้าเป็นกองทุนที่เป็น FIF และมีกองทุน Master Fund แล้วละก็ ก็ให้ไปย้อนดูว่า กองทุน Master Fund นั้น มีประวัติอย่างไร บริหารได้ดีไหม

อย่าลืมว่า กองทุนต่างประเทศแบบนี้ มีค่าธรรมเนียม 2 ต่อ (ทั้งในและต่างประเทศ) มีเรื่องค่าเงินเข้ามาเกี่ยวด้วย และ กองทุนในไทยที่ไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศอีกทีนั้น บางทีก็มีการดำเนินนโยบายไม่เหมือนกับกองทุน Master Fund ในต่างประเทศก็เป็นไปได้ครับ ดังนั้น ผลตอบแทนของกองทุนในไทยนั้น อาจจะได้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าที่เห็นในกองทุน Master Fund ในต่างประเทศก็เป็นไปได้ครับ ดูดี ๆ นะครับ

ผมคิดว่าสิ่งสำคัญของการลงทุน ไม่ใช่เพียงแค่ปล่อยให้เป็นภาระแก่ผุ้จัดการกองทุนในการบริหารเงินลงทุนของเรา เพราะว่า ผู้จัดการกองทุนเอง ก็ยังผิดพลาดได้ครับ

การลงทุนเองก็มีความเสี่ยงที่ไม่ว่าใครก็ต้องเจอต่อให้เป็นคนเก่งมีประสบการณ์ก็ตามที่ ดังนั้นนักลงทุนเองก็ต้องระมัดระวังการลงทุน อย่าใจร้อน และต้องคอยติดตามการลงทุนด้วยนะครับ

2 กองทุน หุ้นเล็กแต่แซ่บ จากฝั่งยุโรป และ สหรัฐฯ

สวัสดีคร้าบบบบ นักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน การลงทุนในช่วงนี้ก็ยังคงเต็มไปด้วยความเสี่ยงต่าง ๆ ที่คาดเดาได้ยาก ซึ่งผมบอกได้เลยครับว่า ต้องทำใจ เพราะว่าการลงทุนจะเป็นเช่นนี้ตลอดคือ จะมีปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้โผล่ออกมาเป็นประจำ (ไม่รู้ว่ามาจากไหนกันเยอะแยะ)

ซึ่งแน่นอนว่า เราไม่สามารถที่จะรู้ล่วงหน้าได้ หรือ คาดเดาได้ยากมาก แต่จากประสบการณ์การลงทุน มีสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากก็คือ

“การลงทุนระยะยาว ๆ กับ บริษัท ฯ ที่ดี นั้นก็ยังให้ผลตอบแทนที่ดีอยู่เสมอ ๆ ไม่เปลี่ยนแปลง”

นั่นก็หมายความว่า เวลาที่เราลงทุนระยะยาวปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีนั้น ไม่ได้ขึ้นกับ สภาวะแวดล้อมของเศรษฐกิจโดยรวมเท่าไหร่นัก เนื่องจากว่าต่อให้เศรษฐกิจดี หรือ ไม่ดี หรือ มีปัจจัยเสี่ยงมหภาค เพิ่มขึ้นมาก็แล้วแต่สถานการณ์ในขณะนั้น

ถ้าบริษัท ฯ ที่เราเลือกลงทุนไปมีความเข้มแข็งจริง เติบโตได้จริง ถึงแม้ว่าจะมีบางช่วงที่ยอดขาย หรือ ผลกำไรลดลงก็ตาม แต่ในระยะยาวแล้ว บริษัทเหล่านี้ก็จะยังคงเติบโตได้ และ รอดพ้นจากภาวะทางการเงินที่แย่ ๆ จากเศรษฐกิจที่ไม่ดี ซึ่งจะทำให้มีการเติบโตมากขึ้นในภาวะที่ตลาดเอื้ออำนวย

ดังนั้นการลงทุนระยะยาวที่ดี ก็ควรที่จะยอมรับความเสี่ยง ความผันผวนในระยะสั้นให้ได้ และต้องคำนึงถึงตรงจุดนี้เสมอ ๆ ครับ ไม่งั้นก็จะมีอาการ “ขายก่อน” เพราะว่า “กลัว” การขาดทุน แต่ไม่ได้มองถึงระยะยาว และเมื่อการลงทุนเข้าสู่ภาวะปกติ สิ่งที่ขายไป ก็มักจะเริ่มกลับมาดี และก่อให้เกิดอาการ “รู้งี้ ถือไว้ก็ดี” เกิดขึ้น วนไปวนมาอยู่เรื่อย ๆ นั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงก่อนหน้านี้ การลงทุนในหุ้นสหรัฐ ฯ อาจจะดูแล้วไม่ค่อยน่าลงทุน เนื่องจากราคาหุ้น ที่ใครหลาย ๆ คนบอกว่า “ราคาสูงเกินไป” และยังมีความเสี่ยงเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอยู่ค่อนข้างมาก

แต่ถ้ามองพื้นฐานของสหรัฐ ฯ แล้วละก็ จะเห็นได้ว่า บริษัทชั้นนำ ที่มียอดขายเพิ่มขึ้น หรือ ยอดขายดี ๆ และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่เสมอ ๆ ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในสหรัฐ ฯ ค่อนข้างมาก เช่น Google , Facebook และบริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงกลุ่ม Healthcare และ กลุ่มอุตสาหกรรม Start-up ที่กำลังเติบโต

เห็นไหมครับว่า กลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ก็ยังคงมีโอกาสที่จะเติบโตได้อย่างดีมาก โดยเฉพาะบริษัทเล็ก ๆ และมีการปรับตัวโดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อการพัฒนาบริษัท ฯ แต่ในทางกลับกัน ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกันนะครับ ไม่ว่าจะมีแต่ด้านที่ดี ซึ่งนักลงทุนเองก็ตัองให้ความสำคัญก่อนลงทุนนะครับ

ส่วนยุโรปเอง ถึงแม้ว่าความเสี่ยงจะยังคงสูงอยู่ เนื่องจากเศรษฐกิจก็ยังเติบโตไม่มากเท่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจะเป็นแบบ ค่อยเป็น ค่อยไป แต่ถ้าไปดูเป็นรายประเทศ จะพบว่าบางประเทศนั้น บริษัท ฯ เริ่มฟื้นตัวทำให้ แนวโน้มกำไรบริษัท ฯ ต่าง ๆ ในยุโรปนั้น ดีขึ้นผิดกว่าที่คาดการณ์ไว้เสียด้วย

ส่วนความกังวลจาก Brexit ที่นักวิเคราะห์หลายค่ายมีความกังวลมาก ๆ ผมกลับมองว่า มีโอกาสเป็นไปได้ต่ำพอสมควร และถึงแม้ว่าจะเป็นจริง ผลกระทบทางธุรกิจเองถึงจะมีผลเยอะ แต่ผมก็เชื่อว่าจะมีบริษัท ฯ ที่ปรับตัวได้อย่างแน่นอนครับ ดังนั้น หุ้นในกลุ่มของยุโรปเองก็ยังมีความน่าสนในการลงทุนระยะยาวอยู่ แต่นักลงทุนเองก็คงต้องทำใจยอมรับความเสี่ยงจากปัจจัยต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นให้ได้ในระยะสั้น-กลาง ครับ

ดังนั้นใครที่จะลงทุนในกองทุนต่างประเทศ เช่น สหรัฐ ฯ และ กลุ่มประเทศยุโรปแล้วละก็คงต้องเป็นนักลงทุน ทั้งคนที่มีความรู้เรื่องลงทุน พร้อมที่จะรับความเสี่ยงได้ และมีความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจ และบริษัท ฯ ต่าง ๆ พอสมควรเลยครับ

ส่วนถ้าเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ แต่รับความเสี่ยงระยะสั้น – กลางได้สูง เพื่อเป้าหมายการลงทุนระยะยาว มีใจกล้าหาญ (ประหนึ่งว่าไปออกรบ) แล้วละก็ สามารถลงทุนได้ครับ

คราวนี้เรามาดูรายละเอียดของกองทุน 2 กองทุนที่ไปลงทุนใน US และ EU กันครับ

ซึ่งความน่าสนใจของกองทุน 2 กองทุนนี้ คือ มีผู้จัดการกองทุน มือฉมัง จะเป็นคนไปมองหาแหล่งลงทุนในธุรกิจ / บริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งก่อตั้ง ที่มีราคาของหุ้นไม่สูงมาก (ธุรกิจระดับ S) โดยเมื่อเข้าไปลงทุน และรอให้ธุรกิจนั้นโตเป็น Size M และทำกำไรจากการขายมูลค่าหุ้นสูงขึ้นของธุรกิจนั้น ผลตอบแทนจากการ สังเกตการณ์ที่ผ่านมาค่อนข้างสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน

กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ยูเอสสมอลแคป SCB US Small Cap Equity Fund (SCBUSSM)

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ได้แก่ U.S. Small Companies Fund ในสกุลเงินดอลล่าห์สหรัฐ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

Master fund – US Small Companies Fund

-จัดตั้งภายใต้กฎหมายของประเทศไอร์แลนด์ (Ireland) และอยู่ภายใต้ UCITS

-บริหารงานภายใต้ความดูแลของ Dimensional Fund PLC

-มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดเล็กในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยพิจารณาว่า บริษัทใดเป็นบริษัทขนาดเล็กจากมูลค่าตามตลาดเป็นสำคัญ และจะกระจายซื้อหุ้นของบริษัทขนาดเล็กผ่านตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือนอกตลาดหลักทรัพย์

แนวทางการเลือกหุ้น

Maximum Opportunity – Universe การลงทุนที่กว้าง

นโยบายจ่ายเงินปันผล

ไม่จ่าย

ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

ตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

เน้นการลงทุน ให้เกิด Maximum Performance

จากข้อมูลในอดีต หุ้นSmall Cap ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นขนาดกลางและหุ้นขนาดใหญ่ สำหรับระยะเวลาการลงทุนระยะยาว

ส่วนประเด็นหลักที่น่าสนใจมาก ๆๆๆๆ ก็คือ ผู้จัดการกองทุนระดับโลกครับ ที่เคยได้รับรางวัล โนเบล มาแล้วนั่นเองครับ ประหนึ่งว่าเป็น The avenger เลยครับ

Exclusive Interview : “Startup มือใหม่ จัดการภาษีอย่างไรให้ธุรกิจไปข้างหน้า”

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับ TAXBugnoms คนเดิม เพิ่มเติมกับบทความประจำ Aommoney.com เหมือนเช่นเคยครับ สำหรับบทความในวันนี้ ผมได้รับเกียรติจากน้อง Bushy นักเขียนดาวรุ่งไฟแรงจากเวปไซด์ Storylog มาพูดคุยกันในหัวข้อ Exclusive Interview : TaxBugnoms กูรูภาษีจากเว็บไซต์ AomMoney  “Startup มือใหม่ จัดการภาษีอย่างไรให้ธุรกิจไปข้างหน้า” ครับ เลยถือโอกาสนำบทสัมภาษณ์ฉบับนี้มาส่งต่อให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคนอ่านกันครับ 


บทสัมภาษณ์นี้จะเราพาผู้อ่านมาคุยกับ TaxBugnoms หรือ ‘พรี่หนอม’ (ถนอม เกตุเอม) เจ้าของ “บล็อกภาษีข้างถนน” และกูรูด้านภาษีจากเว็บไซต์ AomMoney โดยวันนี้เราจะมาปลดล็อกความสงสัยของคนทำ Startup ที่ตั้งคำถามว่า “Startup ไทยต้องเสียภาษีรึเปล่า”

ทำธุรกิจ Startup จำเป็นต้องรู้เรื่องภาษีด้วยเหรอ

ก่อนจะตอบคำถามนี้ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ทุกคนที่มีรายได้ในประเทศไทยต้องเสียภาษี กฎหมายระบุไว้ว่า “สิ่งที่คุณได้รับจากการทำงานถือเป็นเงินได้ตามกฎหมาย ต้องนำมาคำนวณภาษีทั้งหมด” ซึ่งจะมีรายได้บางประเภทที่ไม่ต้องนำมาคิดภาษีเพราะกฎหมายยกเว้นให้ เช่น เงินที่พ่อแม่ให้เรา ทีแรกถือว่าเป็นรายได้เพราะเราได้เงินมา แต่กฎหมายยกเว้นไว้ว่าเงินประเภทนี้ไม่ต้องนำมาคิดภาษี นี่คือพื้นฐานที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อน

ต่อมาเราต้องรู้ด้วยว่าภาษีหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจมี 2 ประเภทคือ หนึ่ง ภาษีเงินได้ และ สอง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งครั้งนี้จะโฟกัสเรื่องภาษีเงินได้อย่างเดียว เพราะเป็นสิ่งที่คนทำ Startup ต้องรู้

ภาษีเงินได้คืออะไร ง่ายๆ เลย มันคือภาษีที่เกิดจากรายได้ แบ่งออก 2 แบบ คือ บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล

ภาษีบุคคลธรรมดา เช่น สมชายรับจ้างทำสวนได้เงินมา 5,000 บาท สมชายต้องนำเงินจำนวนนี้ไปเสียภาษีบุคคลธรรมดา แต่ถ้าสมชายเปิดบริษัทที่จดทะเบียน แล้วบริษัททำกำไรได้เงินปีละ 5 ล้าน ส่วนที่เป็นกำไรของบริษัท สมชายต้องนำไปเสียภาษีนิติบุคคล ซึ่งทั้งสองแบบมีวิธีการคำนวณภาษีต่างกัน

สมมติสมชายสร้างแอปฯ ขายอุปกรณ์ทำสวนกับเพื่อน ทำมา 1 ปี และนิยามตัวเองว่าเป็น Startup แบบนี้สมชายต้องเสียภาษีมั้ย

ต้องถามกลับว่าแล้วแอปฯ ของสมชายสร้างรายได้รึเปล่า ถ้ายังไม่มีรายได้ก็ไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้ามีรายได้ก็ต้องไปดูอีกทีว่ารายได้เข้าใคร เข้าคน (บุคคลธรรมดา) หรือเข้าบริษัท (นิติบุคคล) ถ้าแอปฯ ของสมชายทำรายได้ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท เมื่อได้เงินมา เงินเข้าตัวเอง แบบนี้ถือเป็นรายได้ส่วนบุคคล ก็ต้องนำไปเสียภาษีบุคคลธรรมดา

อีกกรณีหนึ่งสมชายจดทะเบียนไว้ในนามของบริษัท เงินที่ได้ถ้าเป็นกำไร ก็ต้องนำส่วนของกำไรไปเสียภาษีนิติบุคคล แต่ถ้าบวกลบต้นทุนแล้วขาดทุน แบบนี้ถือว่าบริษัทไม่มีกำไร ก็ไม่ต้องเสียภาษี

ได้ยินมาว่าภาษีของธุรกิจ Startup ได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษจากทางรัฐ รายละเอียดเรื่องนี้เป็นอย่างไร

ข้อนี้แหละที่สำคัญ ช่วง 2-3 ปีมานี้สิทธิประโยชน์กฎหมายไทยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลดอัตราภาษีต่างๆ ลง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของภาครัฐในตอนนี้ เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและกลางเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงกลุ่มธุรกิจที่นิยามตัวเองว่า Startup ด้วย

โดยธุรกิจ Startup จะได้รับ สิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวน 5 ปี หลังจากที่ปฏิบัติตามเงื่อนไข 3 ข้อ และนี่คือคำถามที่ Startup ต้องเช็คตัวเอง นั่นคือ

1. กิจการเราเป็นแบบไหน

กิจการที่จดทะเบียนนิติบุคคลระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2558 – 31 ธันวาคม 2559 รวมถึงมี ทุนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท โดยกิจการดังกล่าวต้องไม่มีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือได้รับสิทธิ BOI แต่อย่างใด

2. ประกอบธุรกิจอะไร

ประเภทธุรกิจของบริษัท Startup จะต้องเป็นธุรกิจ 1 ใน 10 ประเภทนี้ ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีมาเกี่ยวข้องในการผลิต และได้ขออนุมัติพร้อมกับรับการรับรองจากทางสวทช.เป็นที่เรียบร้อย

1) อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร
2) อุตสาหกรรมเพื่อประหยัดพลังงาน ผลิตพลังงานทดแทน และพลังงานสะอาด
3) อุตสาหกรรมฐานเทคโนโลยีชีวภาพ
4) อุตสาหกรรมการแพทย์และสาธารณสุข
5) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมบริการ และอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
6) อุตสาหกรรมวัสดุก้าวหน้า
7) อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องประดับ
8) อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
9) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และบริการสารสนเทศ
10) อุตสาหกรรมฐานการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม หรืออุตสาหกรรมใหม่

โดยประเด็นสำคัญ คือ กิจการดังกล่าวต้องมีรายได้จากธุรกิจที่จดทะเบียนกับทาง สวทช. (เรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า กิจการที่รัฐต้องการสนับสนุน) ในอัตราที่ไม่ต่ำกว่า 80% ของรายได้ทั้งหมด

3. ลงทะเบียนยังไง

สำหรับกิจการที่เข้าเงื่อนไขทั้ง 1 และ 2 นั้น ต้องยื่นคำร้องในเว็บไซต์กรมสรรพากรภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เพื่อให้อธิบดีฯ อนุมัติ (รอแจ้งผลอนุมัติภายใน 15 วัน) และจะมีผลได้รับสิทธิในวันถัดจากวันที่อธิบดีอนุมัติเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรก

ถ้าทำตามเงื่อนไข 3 ข้อนี้ได้ถูกต้องครบถ้วน ธุรกิจของเราจะได้รับอนุมัติเป็น New Startup และจะได้สิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีเป็นจำนวน 5 ปี (ที่มา : Startup และ SMEs ได้สิทธิลดอัตราภาษีแบบยังไง? มาทำความเข้าใจกันหน่อย!)

ภาษีถือเป็นเรื่องใหม่และเรื่องใหญ่สำหรับคนทำ Startup เหมือนกัน อย่างนี้พรี่หนอมมีข้อแนะนำสำหรับ Startup มือใหม่มั้ย

ข้อแนะนำง่ายๆ สำหรับ Startup มือใหม่ที่กำลังมึนเรื่องภาษี

1. ควรจะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องภาษีในขั้นพื้นฐานก่อน เพื่อที่จะได้รู้ว่าตัวเองอยู่ในประเภทไหน และสามารถยื่นเอกสารหรือทำอะไรในบริษัทตัวเองบ้าง

2. ไปจดทะเบียนบริษัทให้ถูกก่อน ถ้ารู้ตัวว่าจะมีรายได้แน่ๆ เพื่อที่จะยื่นภาษีได้ถูกต้อง

3. ง่ายกว่านั้น ไปหาคนทำบัญชีด้วย เพราะการที่คุณจดทะเบียนบริษัทแปลว่าคุณต้องทำบัญชี ต้องทำงบการเงินส่งทั้งกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นหน้าที่ของบริษัทที่ต้องรายงานข้อมูล จะจ้างจากข้างนอกก็ได้หรือเป็นคนในองค์กรก็ได้ สำคัญคือต้องจบจบบัญชีมาเพราะต้องมีไลเซนส์ผู้ประกอบวิชาชีพ แนะน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save