อยากลองเล่นหุ้น เริ่มต้นที่ไหนดี

“ก่อนเล่นหุ้นจริง น่าจะมีเงินปลอมให้ลองเล่นก่อนเน๊อะ”

ครับ!! หลายคนหาโปรแกรมทดลองซื้อขายหุ้น เพื่อลองกดส่งคำสั่งซื้อขายด้วยเงินปลอม แต่รู้ไหม มีเมนูหนึ่งในแอพพลิเคชั่นสต็อกเรดาร์ที่มีเงินปลอมให้ลองซื้อหุ้น และยังมีความเห็นจากนักวิเคราะห์ที่มีต่อหุ้นที่เราซื้อด้วย

ทั้งหมดนี้อยู่ที่เมนู “Portfolio” ครับ เปิดขึ้นมา เราจะพบกับเครื่องหมาย + ที่มุมบนขวา คลิ๊กที่เครื่องหมายบวก เพื่อซื้อหุ้นเข้าพอร์ต และจะมีช่องให้กรอกต่อว่า จะซื้อหุ้นอะไร? จำนวนกี่หุ้น? และวันที่เท่าไหร่? กรอกครบ ก็จะมีหุ้นตัวนั้นเข้ามาอยู่ใน Portfolio เรา 

และที่สำคัญมีฟังก์ชั่น “Portfolio Clinic” แสดงความเห็นของนักวิเคราะห์ที่มีต่อหุ้นตัวนั้น ว่า “ควรซื้อ ถือ หรือขาย” เมื่อกดเข้าไปที่ไอคอนความเห็นนั้น ก็มีอีกหน้าหนึ่งปรากฏขึ้นมา ให้เห็นลึกเข้าไปอีกว่ามีนักวิเคราะห์กี่คนที่คิดแบบนี้ และเขาคิดว่าเป้าหมายราคา หรือ Target Price อยู่ที่กี่บาท

ถ้าอยากลองใช้เมนูนี้ ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “StockRadars” ได้ที่ App Store/Play Store หรือคลิ๊ก>> www.stockradars.co/open เพื่อเปิดบัญชีเทรดผ่านสต็อคเรดาร์ คุณก็จะได้รับสิทธิพิเศษใช้งานทุกฟีเจอร์ฟรีด้วย

5 ขั้นตอนสร้างหนี้ให้ปลอดภัย

มันรู้สึกเป็นอิสระและภาคภูมิใจอยู่ลึกๆที่เราทำงานมีรายได้จนกระทั่งยืนบนขาของตัวเองได้ จากแต่ก่อนต้องแบมือขอเงินพ่อแม่ใช้ก็กลายเป็นเราให้เงินพ่อแม่ใช้บ้าง #ชีวิตดี๊ดี จากนั้นก็เริ่มวางแผนสร้างครอบครัว ซื้อบ้านเพื่อให้ทุกคนได้อยู่กันพร้อมหน้า ซื้อรถยนต์เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง ซื้อจักรยานยนต์ขี่ไปทำงาน ฯลฯ

 

มันก็มีแต่เรื่องที่ต้องใช้ “เงิน เงิน เงิน และสร้างหนี้ หนี้ หนี้”

 

แหม!! ถ้าส่งรหัสใต้ฝาชิงโชคได้รางวัลมาก็ดีซิ แต่วาสนาไม่ถึง กดส่งเลขจนมือหงิกก็ยังไม่เคยได้รางวัลสักครั้ง หวังพึ่งดวงได้ของฟรีนี่ก็ลำบาก เส้นทางที่ชัวร์และได้เงินแน่ๆก็ต้องพึ่งพาท่อนขาล่ำๆของตัวเองหนะดีที่สุดล่ะ

 

เมื่อการสร้างหนี้นั้นทำให้เราและครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ก็รู้สึกเป็นกังวลว่าหนี้ก้อนนี้เราจะผ่อนไหวไหม เพราะเห็นตัวอย่างจากคนรอบข้างบางคนที่มีหนี้คล้ายกัน มั่นใจเกินร้อยว่าหนี้ก้อนนี้ชำระได้ครบแน่ๆ แต่ก็มีชีวิตลุ่มๆดอนๆแทบเอาตัวไม่รอด

 

อ้าว…แล้วเราจะเป็นเหมือนคนอื่นไหม เริ่มหวั่นใจแล้วซิ แต่อย่าพึ่งกลุ้มใจไปล่วงหน้า เราสร้างหนี้ให้ปลอดภัยเสริมความมั่นใจง่ายๆด้วยการทดลองสร้างหนี้ (ปลอม) กันนะจ๊ะ

 

5 ขั้นตอนสร้างหนี้ให้ปลอดภัยจากการซ้อมสร้างหนี้ (ปลอม)

 

1. ทำไมควรสร้างหนี้ (ปลอม)

 

ก่อนจะลงสนามจริง เราก็ต้องเป็นสิงห์สนามซ้อมกันก่อนซิจ๊ะ การทดลองด้วยการสร้างหนี้ปลอมนั้น เพื่อปรับตัว ปรับการใช้ชีวิตประจำวันและปรับสภาพจิตใจให้พร้อมรับก่อนที่จะเจอหนี้จริงที่กำลังจะเกิดขึ้น ในอนาคต หากในขั้นตอนทดลองเกิดปัญหาเงินไม่พอใช้หรือผิดพลาดจากแผนที่วางไว้ก็ยังมีเวลาแก้ไข เช่น

 

  • ตรวจเงินในกระเป๋าว่าพร้อมสร้างหนี้ไปกับเราไหม (อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ “3 ข้อควรรู้ก่อนผ่อน 0%” https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=18190)
  • ซื้อของราคาถูกลงให้อยู่ในขอบเขตที่เราสามารถจ่ายได้ (เช่น ซื้อรถยนต์มือสองคุณภาพดี แทนการออกรถใหม่ป้ายแดง)
  • ปรับยอดหนี้ที่ต้องจ่ายรายเดือนให้ลดลง
  • จัดลำดับความสำคัญโดยเลื่อนเวลาการสร้างหนี้ออกไป

 

เราควรสร้างหนี้ปลอมก่อนสร้างหนี้จริง ดีกว่าการเล่นจริง เจ็บจริง แล้วมานั่งเสียใจทีหลังว่า “รู้งี้ไม่น่ารีบสร้างหนี้” มันเจ็บ!! แต่หนี้ไม่จบเพราะดอกเบี้ยยังคงบานสะพรั่งต่อไป #จบข่าว

 

2. ควรสร้างหนี้ (ปลอม) อย่างไร

 

เราจำลองสถานการณ์เป็นหนี้จริงที่จะต้องชำระแบบรายเดือนก็ต้องใช้วิธีการออมเงินรายเดือนโดยแยกบัญชีไว้ต่างหากเพื่อป้องกันการสับสนแล้วเผลอหยิบออกมาใช้จ่าย เมื่อเงินเดือนออกแล้ว ก็ตัดไปออมในบัญชีนั้นทันที เราจะใช้เฉพาะเงินส่วนที่เหลือในบัญชีเงินเดือนเท่านั้น เพื่อจะได้ปรับสภาพการใช้ชีวิตให้เข้ากับจำนวนเงินที่ลดลง

 

3. ควรสร้างหนี้ (ปลอม) เท่าไหร่

 

ซ้อมหนีไฟก็ยังต้องใช้สถานการณ์จริง เพื่อให้รู้ว่าเวลาเกิดเหตุเพลิงไหม้เราจะต้องปฎิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้รอดพ้นจากกองไฟออกมาได้ การซ้อมสร้างหนี้(ปลอม) ก็เช่นกัน เราต้องทำให้สมจริงด้วยการออมเงิรายเดือนเท่ากับยอดหนี้ที่กำลังจะสร้างขึ้น

 

สมการอภินิหารเงินออม

รายได้ – เงินออม – หนี้ (ปลอม) = รายจ่ายส่วนตัว

 

สมมติว่า…

เรารู้คร่าวๆแล้วว่าบ้านที่เราเล็งไว้จะต้องผ่อนเดือนละ 10,000 บาท เราควรทำให้สมจริงด้วยการออมเงินรายเดือนๆละ 10,000 บาท สะสมเงินไปเรื่อยๆตั้งแต่วันที่เริ่มคิดจะซื้อบ้าน จนกระทั่งมั่นใจว่าปรับตัว ปรับพฤติกรรมการใช้เงินส่วนตัวให้เข้ากับเงินที่ลดลงได้แล้วจึงลงมือซื้อบ้าน ซึ่งการซ้อมสร้างหนี้ครั้งนี้เพื่อให้เราอยู่กับหนี้สินอย่างสงบสุขในอนาคต ที่สำคัญยังมีเงินดาวน์บ้านอีกด้วย

 

4. ควรสร้างหนี้ (ปลอม) ที่ไหน

 

หากเป็นคนออมเงินรายเดือนอยู่แล้วก็จะปรับตัวเข้ากับการจ่ายหนี้รายเดือนได้ง่ายมาก แต่ถ้าไม่เคยออมเงินเลยก็จะต้องใช้เวลาสักระยะเพื่อให้เกิดความมั่นใจ เช่น อาจจะใช้เวลา 1 ปีในการฝึกออมเงินและปรับปรุงแผนการออมให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ซึ่งการเวลา 1 ปีนั้นเป็นการออมระยะสั้น ดังนั้น เราควรเลือกแหล่งเก็บเงินระยะสั้นด้วยเช่นกัน

 

สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องมีความเสี่ยงต่ำ เพราะเป้าหมายการซ้อมสร้างหนี้ (ปลอม) นั้น เพื่อสร้างความพร้อมก่อนสร้างหนี้จริงด้วยการฝึกออมเงิน ไม่ใช่ซ้อมเพื่อรับผลตอบแทนสูงสุด ตัวอย่างสินทรัพย์ทางการเงิน  

 

  • ฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง
  • ฝากประจำปลอดภาษี
  • กองทุนรวมตลาดเงิน  

 

แม้ว่าจะได้ผลตอบแทนต่ำ แต่เงินต้นปลอดภัยมีใช้แน่นอนในวันที่ต้องถอนไปผ่อนหนี้จริง ในทางตรงกันข้าม หากเราหวังที่จะซ้อมสร้างหนี้(ปลอม) และรับผลตอบแทนสูงพร้อมกัน เช่น ลงทุนในที่ที่มีความเสี่ยงสูง (การซื้อหุ้น การซื้อกองทุนรวมตลาดทุน) มันก็มีโอกาสเกิดขึ้น 3 ทาง คือ

 

  • ได้รับผลตอบแทนสูง ได้เงินมากกว่าที่ลงไปแบบนี้เราได้ประโยชน์ ยิ้มลั้นลากันไป
  • ได้เสมอตัวเท่าทุนที่ลงไป
  • ได้ผลตอบแทนติดลบ หุ้นตกระเนระนาดเงินของเราก็จะหดหายไปด้วยเช่นกัน #รู้งี้ #ไม่คุ้มเลยจริงๆ

 

5. ควรสร้างหนี้ (ปลอม) เมื่อไหร่

 

เริ่มทันที!! ตอนนี้!! เดี๋ยวนี้!!

 

ข้อนี้สำคัญมากให้ใส่เครื่องหมายดอกจันไว้ล้านตัว ถ้าอยากรู้ว่าเราสร้างหนี้แล้วมีวี่แววว่าไปรอดไหม ขอให้เริ่มสร้างหนี้ (ปลอม) ทันทีนะจ๊ะ

 

ก่อนที่เราจะตวัดปลายปากกาเซ็นรับสภาพหนี้ ว่าชีวิตนี้ต้องมีหนี้เพื่อให้ครอบครัวเรามั่นคงขึ้น เราควรมีการเตรียมพร้อมกันสักนิดนึงด้วยการ “ฝึกออมเงินรายเดือนเท่ากับยอดหนี้” เพื่อจะได้ปรับพฤติกรรมการใช้เงินของตนเองก่อนสร้างหนี้จริงจะได้เจ็บตัวน้อยที่สุดนะจ๊ะ

 

 

 

15 Check List ค้นหาความเป็นเศรษฐีในตัวคุณ!!!

สิ่งที่เศรษฐีแตกต่างไปจากคนธรรมดามีอะไรบ้าง??? เงิน? เวลา? การใช้ชีวิต? แน่นอนเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ในทุกวันตามสื่อต่างๆ การที่คนรวยสามารถหารายได้และบริหารจัดการเงินที่ตนเองมีอยู่ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความสามารถอย่างมาก นั่นสาเหตุว่าทำไมเราจึงเห็นคนที่ถูกหวยรางวัลที่ 1 หลายคนใช้เงินหมดอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี่

 

นั่นเพราะพวกเขาไม่มีความคิดแบบเศรษฐี นั่นเอง

 

แล้วต้องคิดยังไงถึงจะคิดแบบเศรษฐีล่ะ? ลองเช็คดูว่าข้อไหนบ้างที่ความคิดของคุณเหมือนกับความคิดของเศรษฐีจากทั่วโลก

 

15 Check List ค้นหาความเป็นเศรษฐีในตัวคุณ!!!ข้อ 1 คิดถึงตัวเองก่อน

ช้าก่อน! อย่าเพิ่งคิดว่าเราจะบอกให้คุณเห็นแก่ตัวนะคะ ที่ว่าคิดถึงตัวเองก่อนนั่นก็คือ ทุกครั้งก่อนที่บรรดาเศรษฐีทั้งหลายจะบริจาคเงินใดๆก็ตาม พวกเขาต้องมั่นใจก่อนว่าการเงินมั่นคงพอที่จะช่วยคนอื่นได้ พวกเขาไม่ได้รวยและเก็บเงินทองทั้งหลายไว้บริจาคเงินให้ใครก็ได้นะคะ!!! บอกเลยว่าไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวแต่เป็นการรักษาสถานภาพทางการเงินต่างหาก

15 Check List ค้นหาความเป็นเศรษฐีในตัวคุณ!!!ข้อ 2 คิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ถ้าคุณเชื่อว่าอนาคตคือของขวัญที่กำลังรอคุณอยู่ และคิดถึงทุกสิ่งในระยะยาวเพราะต้องการรักษาความร่ำรวยเอาไว้ คุณเชื่อว่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ล้วนเป็นโอกาสที่จะต่อยอดความร่ำรวยได้ทั้งนั้น การปล่อยคว้าโอกาสให้หลุดมือไปหรือไม่สนใจเรื่องราวข่าวสารในโลกเป็นสูตรสำเร็จที่จะทำให้คุณกลายเป็นคนธรรมดา

15 Check List ค้นหาความเป็นเศรษฐีในตัวคุณ!!!ข้อ 3 เน้นเป้าหมายของการกระทำ

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การเอาแต่รอให้มีรายได้เข้ามานั้นไม่เคยมีอยู่ในหัวของคุณ คุณคิดว่าอนาคตจะทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จแต่นั่นหมายถึงสิ่งที่คุณต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ นักลงทุนที่ฉลาดย่อมตัดสินใจอย่างรวดเร็วเพื่อไขว่คว้าทุกโอกาสที่ลอยอยู่ตรงหน้า

15 Check List ค้นหาความเป็นเศรษฐีในตัวคุณ!!!ข้อ 4 กระตือรือร้นที่จะทำทุกสิ่ง

คุณกระตือรือร้นที่จะทำหลายสิ่งหลายอย่าง แล้วถ้าคุณเจองานที่ไม่ชอบล่ะ? ง่ายๆคุณก็แค่หาใครสักคนมาทำเรื่องนี้แทนยังไงล่ะ เพราะมันทำให้คุณสามารถทุ่มเทเวลาที่จะไปไขว่คว้าสิ่งที่อยากทำได้เต็มที่

15 Check List ค้นหาความเป็นเศรษฐีในตัวคุณ!!!ข้อ 5 สนใจในความรู้เฉพาะทาง

การทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายต้องใช้ความรู้ แน่นอนว่าการศึกษาย่อมมีความสำคัญแต่การศึกษาให้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆสำคัญกว่า เศรษฐีหลายคนประสบความสำเร็จจากความเชี่ยวชาญที่พวกเขามีหรือจากการทำในสิ่งที่ไม่มีใครกล้าทำ ใครๆก็พูดได้ว่าจะเลิกเรียนกลางคันมาแล้วเริ่มต้นบริษัทของตัวเองเพราะเชื่อว่าตัวเองจะกลายเป็นมหาเศรษฐี แต่ความจริงแล้วการเรียนรู้ทักษะเฉพาะทางต่างหากที่จะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ

15 Check List ค้นหาความเป็นเศรษฐีในตัวคุณ!!!ข้อ 6 ทะเยอทะยานไม่มีสิ้นสุด

ถ้าคุณต้องการ 'ร่ำรวยกว่าคนทั่วไป' ก็ต้องทะเยอทะยานมาก มหาเศรษฐีทั้งหลายไม่เคยพอใจในความร่ำรวยของตนเอง พวกเขามีจุดหมายในในว่า 'ต้องรวยกว่านี้' นั่นทำให้วิธีการคิดทำงานของพวกเขาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

15 Check List ค้นหาความเป็นเศรษฐีในตัวคุณ!!!ข้อ 7 ไม่กลัวที่จะลงทุน

หลายๆคนเชื่อว่าคนรวยมักขี้โกง แต่คุณไม่เชื่อ แถมยังรู้วิธีหาผลประโยชน์จากทุกสิ่งรอบตัวไม่ว่าจะเป็นการลงแรง, เวลา หรือเงินลงทุน แต่คุณเองก็ยังลงทุนเพื่อสร้างรายได้ให้งอกเงยขึ้นมากแม้จะได้กำไรบ้าง ขาดทุนบ้างก็ตาม

15 Check List ค้นหาความเป็นเศรษฐีในตัวคุณ!!!ข้อ 8 ใช้เงินของคนอื่นให้เป็นประโยชน์

คุณรู้ว่าต้องทำยังไงกับเงินของคนอื่นเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินจากธนาคาร, การลงทุนร่วมกัน แนวคิดที่แตกต่างของคุณทำให้คุณสามารถใช้เงินของคนอื่นเพื่อทำให้การลงทุนคุ้มค่าเสมอ

15 Check List ค้นหาความเป็นเศรษฐีในตัวคุณ!!!ข้อ 9 มีแต่เพื่อนๆที่สนใจในเรื่องของการเงิน

คุณเคยสังเกตตัวเองบ้างรึเปล่า? ว่าคุณมีแต่เพื่อนที่สนใจด้านการเงิน การลงทุนเหมือนกับคุณ แถมบางครั้งเพื่อนคุณก็เอาความรู้ใหม่ๆมาคุยกับคุณเสมอ ถ้าคุณมีแต่เพื่อนแบบนี้รอบๆตัว บอกได้เลยว่าคุณเข้าใกล้ความเป็นเศรษฐีไปอีกขั้นแล้ว!

15 Check List ค้นหาความเป็นเศรษฐีในตัวคุณ!!!ข้อ 10 หาคนทำงานทั้งทีต้องเลือกคนที่เจ๋งที่สุด

แน่นอนการทำงานกลุ่มเมื่อทำงานแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกันไป แต่หากคุณเป็นหัวหน้าทีมที่สามารถสังเกตศักยภาพที่ซ่อนเร้นในตัวลูกน้อง นั่นหมายความว่าคุณสามารถหาคนที่จะช่วยเสริมให้บริษัทสามารถหารายได้เพิ่มมากขึ้นโดยประหยัดเวลาของคุณทำให้คุณโฟกัสสิ่งอื่นที่สำคัญกว่าได้

15 Check List ค้นหาความเป็นเศรษฐีในตัวคุณ!!!ข้อ 11 แค่มองก็รู้ว่าใครน่ะเจ๋ง!!!

คุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบมีเพื่อนๆมาขอร้องให้ทำนู่นทำนี่ให้ แต่จากนั้นไม่นานคุณพบว่าแค่มองแว่บเดียวคุณก็รู้แล้วว่าใครต้องการอะไร ขอบอกเลยว่าคุณบรรลุหนึ่งในเทคนิคของเหล่าเศรษฐีเรื่องการสังเกตผู้คนแล้ว

15 Check List ค้นหาความเป็นเศรษฐีในตัวคุณ!!! ข้อ 12 สืบเก่งไม่แพ้เชอร์ล็อค โฮมส์

ข้อนี้เราไม่ได้บอ&#x

เปรียบเทียบการออมหุ้น DCA หุ้นวัฏจักรและหุ้นเติบโต

มาเล่าเรื่องการออมหุ้นนะครับ

จาก 5 ขั้นตอนง่ายๆของการออมหุ้น

วิธีนี้ดูเหมือนจะเป็นที่สนใจกันมากขึ้นๆในตลาด ทางตลาดหลักทรัพย์ก็เข้ามาสนับสนุนแนวทางนี้ แนวทางนี้เป็นแนวทางลงทุนทางเลือกอย่างหนึ่งเท่านั้น ท่านไหนมีวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเองก็ลองพิจารณาตามสิ่งที่ตัวเองถนัดนะครับ อย่างที่ผมบอกว่าการลงทุนในลักษณะนี้เราต้องเลือกหุ้นเติบโตและเป้าหมายก็คือการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว หลายๆคนชอบหุ้นที่มีการจ่ายปันผลนะครับก็อาจจะใช้แนวทางนี้ในการสะสมหุ้นที่มีกำไรและแจกปันผลดีได้

สำหรับผมแล้ว วิธีการนี้ ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับราคาหุ้น จะขึ้นจะลงบิดจะเบี้ยวยังไงผมปล่อยเลยครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการเลือกหุ้นให้ถูกต้อง การลงทุนแบบนี้ผมจะไม่ดูเรื่องค่า P/E P/BV อะไรทั้งสิ้นเพราะมันเปลี่ยนได้ทุกวัน สิ่งที่สำคัญเรื่องหนึ่งคือการเติบโตและกำไรที่เข้ามาในบริษัท เรื่องต่อมาคือความธรรมชาติของธุรกิจและกิจการ ท้ายสุดก็คือการประเมินความเสี่ยงในอนาคต ธุรกิจดีๆอยู่ๆก็ตายได้เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนก็มีนะ ทุกอย่างผมจะพยายาม Scope ออกมาว่าหุ้นตัวไหนที่มันมีความสามารถทำกำไรได้และมีความสามารถเหนือคู่แข่งได้

การจับจังหวะซื้อมันก็เป็นวิธีทางหนึ่งแต่ก็อยู่ที่ความสามารถของแต่ละคน ทุกอย่างมีความเสี่ยงครับ DCA ก็มีความเสี่ยง ถ้าหากคุณเลือกหุ้นไม่ดี ก็จบข่าว ที่นี้ผมจะลองให้ดูหุ้นวัฏจักรกับหุ้นเติบโตนะครับว่า หากทำลงทุนแบบนี้ออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร 

โดยส่วนตัวแล้วผมมีปัญหากับการจับจังหวะมากครับ แบบว่า “ลงแล้วเดี๋ยวลงอีกได้รอก่อน – ขึ้นแล้วอ่ะ รอมันลงก่อน” ไปๆมาๆไม่ได้ซื้อซักที ซื้อทีก็ซื้อแพง (ต่อให้มีคนเอากราฟมาให้ผมดูแล้วก็ตาม แฮร่….)

กรณีของหุ้นพลังงานเจ้าใหญ่

กรณีลงทุนรายเดือน 5 ปี ด้วยการซื้อเฉลี่ยต้นทุน จะเห็นได้ว่า หุ้นพลังงาน นั้นมันจะขึ้นลงๆของมันไป ถึงแม้คุณจะใช้วิธีนี้ก็ตาม ความเป็นวัฏจักรของมันทำให้คุณเห็นการขึ้นลงๆรอบราคาเฉลี่ยที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าการลงทุนกับหุ้นวัฏจักรมันมีความผันผวนสูงและการที่เราลงทุนนานๆก็ใช่ว่าจะได้ผลตอบแทนเยอะ บางคนก็เลยมองว่าหุ้นแบบนี้เล่นรอบดีกว่า!! ถ้าคุณออมหุ้นในระยะ 5 ปี คุณจะพบว่าคุณได้กำไรบ้างขาดทุนบ้างสลับกันไป

กรณีออมหุ้นพลังงานนี้ 10 ปี ในบางช่วงอย่างวิกฤตแฮมเบอเกอร์ที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ว่า ทุกอย่างถูกทิ้งตัวลงไป ซึ่งเชื่อได้เลยว่าหลายคนอาจจะถอดใจเพราะพวกสินค้าโภคภัณฑ์มันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมราคาได้ การลงทุนระยะยาวมันก็ดูเหมือนได้กำไรที่มากกว่า แต่ผมก็ตอบไม่ได้นะครับว่าถ้าเราลงทุนต่อเราจะพบกับการขาดทุนในบางระยะอีกหรือเปล่า ก็มันคือนิสัยของหุ้นวัฏจักรแหระ

จริงๆผมเองไม่ลงทุนกับหุ้นวัฏจักรหรอก ลำบ๊ากลำบากในการทำใจ

กรณีของโรงพยาบาล

หุ้นแนวๆนี้เป็นหุ้นที่ผมชอบและผมก็ลงทุนอยู่ มันเป็นพวกแบบ ขยายสาขา เพิ่มกำไร ลงทุนเพิ่ม โตต่อเนื่อง มันอาจจะเจอวิกฤตบ้างอะไรบ้าง แต่ด้วยตัวพื้นฐานที่ขยับไปและเรื่องราวของหุ้นที่เราสามารถเข้าใจได้ว่า Model ธุรกิจเป็นอย่างไร มันจะทำให้ผมมั่นใจได้มากกว่าการซื้อหุ้นวัฏจักรในช่วงที่เกิดเศรษฐกิจตกต่ำ หุ้นเติบโตไม่ว่าคุณจะไปดูโรงพยาบาล ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า อะไรพวกนี้ รูปร่างมันจะเป็นแบบ โตขึ้นๆๆๆๆ แต่ใครจะโตกว่ากันนั้นก็ต้องไปดูว่าการทำธุรกิจเป็นอย่างไร

Model ธุรกิจพวกนี้เข้าใจง่าย ไม่ได้อิงราคาตลาดโลกในเรื่องตัวธุรกิจอย่างราคาน้ำมัน วันนี้คุณลงทุนร้านค้า 1 ร้าน แล้วมันมีกำไร อีก 5 ปี มันขยายไปเป็น 20 สาขา แน่นอนว่ามันต้องเกิดการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้นอยู่แล้ว ถ้าหุ้นราคาไม่เพิ่มนั่นก็แปลว่าหุ้นถูก ก็อาจจะมีคนสงสัยนะครับว่าแล้วถ้าคู่แข่งมันเกิดยกระดับการแข่งขันจนชนะหุ้นที่เราถืออยู่จะทำไง

ง่ายๆเลย “เปลี่ยนหุ้น” และคงจะขายไปเลยเมื่อหุ้นมันไม่สามารถทำกำไรและเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในตลาดได้

แต่การจะออมหุ้นระยะยาวสิ่งที่ผมจะมองนอกจากการที่เป็นหุ้นเติบโตแล้วก็คงเป็นในเรื่องของ ความยิ่งใหญ่ของตัวกิจการ ถ้ากิจการใหญ่ๆโต มีการลงทุนเรื่อยๆ มุมมองต่างๆที่เป็นแผนการบริหารดี ผมว่ามันก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดแล้ว นอกนั้นมันก็คือความเสี่ยงว่าธุรกิจนั้นมันจะเติบโตได้หรือเปล่าก็เท่านั้นเอง

อันนี้จะเป็นกรณีของราคาหุ้น 10 ปี ต้นทุนจะต่ำกว่าราคา 5 ปี คุณอาจจะเจอช่วงวิกฤตบ้างเช่นกัน ราคาลงเป็นเรื่องของราคาแต่คุณเชื่อในสิ่งที่กิจการมันเป็นก็ซื้อได้ครับ ช่วงที่ดีที่สุดในการซื้อหุ้นของผมก็คือ ช่วงที่หุ้นลงหนักๆ แต่เรารู้ว่ากิจการนั้นมีความเสี่ยงอย่างไร และมองแนวโน้มการเติบโตว่ายังมี

DCA เป็นวิธีการหนึ่งเท่านั้น ยังขอย้ำนะครับ วิธีการนี้ผมเองชอบมากและผมคิดว่าใครที่ได้ทดลองอาจจะรู้ว่า อิสรภาพทางการมองคอมพิวเตอร์ของคุณจะเกิดก่อนที่คุณจะพบกับเงินปันผลที่สะสมขึ้นมาใหม่ในอนาคต ส่วนใครถนัดวิธีไหนก็แล้วแต่ความถนัดเลย ทุกอย่างมีความเสี่ยง แต่ถ้าคุณรู้ความเสี่ยง คุณก็จัดการมันได้

ถ้าเป็นการออมหุ้นเติบโต๊ เติบโตเนี่ย ผมชอบมากๆๆ

สรุปสวัสดิการประกันและค่ารักษาพยาบาลจากรัฐบาล : ตอนที่ 2 กองทุนประกันสังคม

จากคราวที่แล้วที่ผมได้พูดถึงสวัสดิการของรัฐอย่าง “หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ไปแล้ว (อ่านได้ที่ สรุปสวัสดิการประกันและค่ารักษาพยาบาลจากรัฐบาล : ตอนที่ 1 หลักประกันสุขภาพ (บัตรทอง)) ตอนนี้จะมาต่อกันที่อีกหนึ่งสวัสดิการของรัฐที่สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งก็คือ “กองทุนประกันสังคม” นั่นเองซึ่งต้องบอกว่า มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมากกกกก ผมจึงขอสรุปเนื้อหาสาระต่างๆ ของกองทุนประกันสังคมมาให้ทุกท่านได้ศึกษา และใช้อ้างอิงเวลาจะใช้สิทธิ์ ดังนี้ครับ

1. กองทุนประกันสังคมคืออะไร? จ่ายเงินประกันเรื่องอะไรให้เราบ้าง?

คือ สวัสดิการการรับประกันจากทางรัฐบาล ที่จะจ่ายเงินชดเชยให้เรา ในฐานะ “ผู้ประกันตน” ยามที่เราประสบเหตุทุกข์ยากในชีวิต ในกรณีต่อไปนี้

1) เจ็บป่วย หรือประสบอุบัติเหตุ 
2) ทุพพลภาพ 
3) เสียชีวิต
4) คลอดบุตร
5) สงเคราะห์บุตร
6) ว่างงาน
7) ชราภาพ 

2. ใครมีส่วนเกี่ยวข้องในกองทุนนี้บ้าง? และแต่ละคนต้องจ่ายเงินสมทบเท่าไหร่?

ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนนี้ มีอยู่ 3 ฝ่ายด้วยกัน ที่จะช่วยกันจ่ายเงินสมทบเข้าไปในกองทุน ได้แก่

1) ตัวเราเอง

ซึ่งจะถูกเรียกว่า “ผู้ประกันตน” โดยจะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

– กลุ่มที่ 1 “ผู้ประกันตนตามมาตรา 33” = คือกลุ่มคนที่อยู่ในสถานะทำงานประจำ เป็นลูกจ้างนั่นแหละครับ (ถูกบังคับให้จ่ายเงินสมทบตามกฎหมาย)
– กลุ่มที่ 2 “ผู้ประกันตนตามมาตรา 39” = คือกลุ่มคนที่เคยเป็นลูกจ้าง (เคยอยู่ในกลุ่มที่ 1) แต่สิ้นสุดความเป็นลูกจ้างเพราะลาออกจากงานประจำ (และไม่ได้สมัครงานประจำต่ออีก) โดยเคยจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ตอนยังทำงานประจำอยู่ เมื่อลาออกมาแล้วก็ยังอยากจะจ่ายเงินสมทบอยู่ (จ่ายเงินสมทบโดยสมัครใจ)
– กลุ่มที่ 3 “ผู้ประกันตนตามมาตรา 40” = คือกลุ่มคนที่ไม่ได้ทำงานประจำ (เป็นฟรีแลนซ์) อายุ 15-60 ปี และไม่เป็นคนทุพพลภาพ ที่เลือกใช้สิทธิ์จ่ายเงินสมทบเพื่อให้ได้สิทธิ์ประกันสังคมด้วยตัวเอง (จ่ายเงินสมทบโดยสมัครใจ)
(**หลังจากนี้ ผมจะใช้เรียก “คนมาตรา xx” แทนคนแต่ละกลุ่มนะครับ ดังนั้นช่วยจำกัดให้ขึ้นใจ)

2) นายจ้าง (สำหรับคนมาตรา 33)

3) รัฐบาล

ดังนั้น สำหรับคนที่ทำงานประจำ ก็จะมีบริษัทมาช่วยจ่ายเงินสมทบอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนคนที่ไม่ได้ทำงานประจำก็จะมีแค่ตัวเอง กับรัฐบาลที่จะจ่ายเงินสมทบครับ โดยที่ – คนมาตรา 33 จะได้รับเงินชดเชยทั้ง 7 กรณี

– คนมาตรา 39 จะไม่ได้รับเงินชดเชยกรณีว่างงาน (เนื่องจากไม่ได้ทำงานประจำอยู่แล้ว)
– คนมาตรา 40 จะไม่ได้รับเงินชดเชยกรณีที่เกี่ยวกับบุตร (คลอดบุตร, สงเคราะห์บุตร) และกรณีว่างงาน (เพราะไม่ได้ทำงานประจำเช่นเดียวกัน)

ซึ่งคนแต่ละกลุ่ม จะต้องจ่ายเงินสมทบ (โดยคิดเป็น % ของรายได้ในแต่ละเดือน)ในเงินชดเชยแต่ละกรณี ดังต่อไปนี้

1) สำหรับคนมาตรา 33

-> ฐานเงินเดือนที่ใช้คิดคือ ตามเงินเดือนที่ได้รับจริง **แต่ไม่เกิน 15,000 บาท (ถ้าเราเงินเดือนเกิน 15,000 บาท ก็จะใช้เงิน 15,000 บาทมาคิดเป็นฐานครับ) – กรณีเจ็บป่วย  ทุพพลภาพ  เสียชีวิต (เฉพาะที่ไม่ได้เกิดจากการทำงานประจำ) / คลอดบุตร = เรา 1.5% / นายจ้าง 1.5% / รัฐบาล 1.5%
– กรณีสงเคราะห์บุตร / ชราภาพ = เรา 3% / นายจ้าง 3% / รัฐบาล 1% (เฉพาะสงเคราะห์บุตร)
– กรณีว่างงาน = เรา 0.5% / นายจ้าง 0.5% / รัฐบาล 0.25% (** เพราะฉะนั้น รวมแล้ว เดือนหนึ่ง เราจะถูกหักเงินเดือนไปออมในกองทุนประกันสังคมรวม = 1.5% + 3% + 0.5% = 5% ของเงินเดือน ซึ่งถ้าใครเงินเดือนเกิน 15,000 ก็แปลว่าเราจะถูกหัก 5% x 15,000 = 750 บาทต่อเดือน หรือปีละ 9,000 บาท ตามที่เราคุ้นเคยนั่นเองครับ)

2) สำหรับคนมาตรา 39

-> ฐานเงินเดือนที่ใช้คิดคือ 4,800 บาทต่อเดือน – กรณีเจ็บป่วย  ทุพพลภาพ  เสียชีวิต (เฉพาะที่ไม่ได้เกิดจากการทำงานประจำ) / คลอดบุตร = เรา 3% / รัฐบาล / 1.5%
– กรณีส่งเคราะห์บุตร / ชราภาพ = เรา 6% / รัฐบาล 1% (เฉพาะสงเคราะห์บุตร) รวมเราจ่ายเงินสมทบ 9% x 4,800 = 432 บาท ต่อเดือน

3) สำหรับคนมาตรา 40

-> ไม่ใช้ฐานเงินเดือนในการคิด แต่มีทางเลือกให้จ่ายเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนเลยดังนี้ – กรณีเจ็บป่วย / ทุพพลภาพ / เสียชีวิต = เราจ่าย 100 บาทต่อเดือน หรือ
– กรณีเจ็บป่วย / ทุพพลภาพ / เสียชีวิต / บำเน็จชราภาพ = เราจ่าย 150 บาทต่อเดือน และจ่ายเพิ่มในกรณีสำหรับบำเน็จชราภาพได้สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน

เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับในการคุ้มครองแต่ละประเภทมีอะไรบ้าง? สำหรับคนมาตรา 33 และ 39

1) กรณีเจ็บป่วย (ต้องไม่ได้เกิดจากการทำงาน)

เงื่อนไข = ต้องจ่ายเงินสมทบมาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนวันที่เข้ารับการรักษา
สิทธิประโยชน์

– ได้เงินชดเชย 100% เฉพาะโรงพยาบาลรัฐที่เราได้ลงทะเบียนเลือกใช้บริการเท่านั้น  *ยกเว้น กรณีอุบัติเหตุฉุกเฉินที่สามารถใช้โรงพยาบาลอื่นได้ ยกเว้นค่าห้องและค่าอาหาร ที่ให้แค่ 700 บาทต่อวัน
– ได้รับเงินชดเชยรายได้ 50% ของเงินเดือนที่บริษัทจะจ่ายช่วงที่ลาป่วย (ค่าจ้างตามมาตรา 57 พรบ.คุ้มครองแรงงาน) โดยคิดเป็นต่อวัน ให้ไม่เกินครั้งละ 90 วัน และไม่เกิน 180 วันใน 1 ปี ในกรณีที่ต้องนอนโรงพยาบาล ยกเว้นกรณีเจ็บป่วยเป็นโรคเรื้อรัง จะให้เกิน 180 วันได้ แต่ต้องไม่เกิน 365 วัน

2) กรณีทุพพลภาพ (ต้องไม่ได้เกิดจากการทำงาน)

เงื่อนไข = ต้องจ่ายเงินสมทบมาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนวันที่เป็นคนทุพพลภาพ
สิทธิประโยชน์
– ค่ารักษาโรงพยาบาลรัฐเต็มจำนวน
– ค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชน เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท สำหรับผู้ป่วยนอก และ 4,000 บาท สำหรับผู้ป่วยใน
– ได้รับเงินชดเชยรายได้ 50% ของเงินเดือนที่บริษัทจะจ่ายช่วงที่ลาป่วย จ่ายเป็นรายเดือนตลอดชีวิต

3) กรณีเสียชีวิต (ต้องไม่ได้เกิดจากการทำงาน)

เงื่อนไข = ต้องจ่ายเงินสมทบมาไม่ต่ำกว่า 1 เดือนเดือน ภายใน 6 เดือนก่อนถึงวันที่เสียชีวิต
สิทธิประโยชน์
– ค่าทำศพ 40,000 บาท
– เงินชดเชยให้ทายาท โดยที่ถ้าจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 3-10 ปี จะได้รับเงินชดเชย 3 เท่าของ 50% ของเงินเดือนที่บริษัทจะจ่ายช่วงที่ลาป่วย ถ้าจ่ายเงินสมทบมากกว่า 10 ปี จะได้รับเงินชดเชย 10 เท่า

4) กรณีคลอดบุตร

เงื่อนไข
– ต้องจ่ายเงินสมทบมาไม่ต่ำกว่า 7 เดือน ภายใน 15 เดือน ก่อนถึงวันที่คล

“หน้าที่” และ “ความเข้าใจผิด” ของเจ้าของธุรกิจกับ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม”

สวัสดีคร้าบบบบ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms บล็อกเกอร์ภาษีที่มีหน้าตาเป็นอาวุธ (ร้าย) กับคอลัมน์ธุรกิจสุดสนุกอย่าง “ภาษีธุรกิจ101” กันอีกครั้งหนึ่ง สำหรับบทความในวันนี้จะเป็นบทความต่อเนื่องจากเรื่องของ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” กันอีกแล้วครับ ถ้าใครเพิ่งเคยอ่านบทความนี้เป็นครั้งแรก ผมอยากแนะนำให้ลองอ่านบทความที่มีชื่อว่า “ก่อนจะถามว่าจด VAT ดีไหม ? มาเข้าใจภาษีมูลค่าเพิ่มกันก่อนดีกว่า”  ครับ

 

ทีนี้ถ้าหากเรารู้ว่าธุรกิจของเราต้องจด VAT แล้ว ควรจะทำยังไงต่อไปดี ? นี่แหละครับ บทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจเรื่องพวกนี้ให้คร้าบ .. เอาล่ะ เรามาดูกันเลยดีกว่า

 

หลังจากที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้ว
สิ่งที่เราต้องทำมีอยู่ 3 อย่าง

 

1. จัดทำรายงานภาษี ซื้อ – ขาย และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ

2. ออกใบกำกับภาษีขาย (เมื่อมีการขายสินค้า – หรือเมื่อได้รับเงินจากการบริการ) และขอใบกำกับภาษีซื้อ(เมื่อมีการซื้อสินค้า – หรือจ่ายค่าบริการ)

3. นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับกรมสรรพากร (นำยอดภาษีขายมาหักออกจากภาษีซื้อ) โดยยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

 

สมมติว่า กิจการบริษัทออมมันนี่ ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ซื้อสินค้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไปจำนวน 1 รายการในราคา 100,000 บาท (ยอดรวมภาษี 107,000 บาท) และขายสินค้าตัวนี้ออกไปให้กับบริษัท TAXBugnoms ในราคา 200,000 บาท (ยอดรวมภาษี 214,000 บาท)

 

ดังนั้นสิ่งที่บริษัทออมมันนี่ต้องทำ คือ จัดทำรายงานตามแบบอย่างที่บอกไป และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มใช่ไหมครับ ซึ่งจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องส่งก็คือ 14,000 – 7,000 หรือ 7,000 บาทนั่นเอง

 

ทั้งหมดนี้คือหลักการของภาษีมูลค่าเพิ่มที่เจ้าของกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องรู้ครับ เป็นขั้นตอนสั้นๆง่ายๆ แต่สิ่งที่ต้องรู้มากกว่านั้น คือ เรื่องของ “ภาษีซื้อ” ครับ โดยผมขออ้างอิงจากสมการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ว่า

 

ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ (ขอคืน) = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ

 

มีหลายๆคนมักจะแนะนำว่า ถ้าไม่อยากเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเยอะๆ เราก็ใช้วิธีง่ายๆโดยการทำให้ภาษีซื้อมันยอดเยอะๆ สิครับพี่หนอม!! ยิ่งตัวลบมากเท่าไรก็แปลว่าเราไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แถมถ้ามากกว่าภาษีขายก็แปลว่า เราอาจจะได้ภาษีคืนอีกต่างหาก

 

จากตัวอย่างเมื่อกี้ หากบริษัทออมมันนี่ไปหาซื้อสินค้า หรือ ค่าใช้จ่ายที่มีภาษีซื้ออะไรมาเพิ่มเติมให้กับกิจการ โดยเปลี่ยนจากยอดเดิม 100,000 บาท เพิ่มเป็น 300,000 บาท (ยอดรวมภาษี 321,000 บาท) ก็แปลว่าเกมส์จะเปลี่ยนเป็นบริษัทออมมันนี่จะได้คืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระเกินทันที เป็นจำนวน 14,000 – 21,000 หรือ 7,000 บาท

 

โอ้ววว.. เกมส์เปลี่ยนชีวิตเปลี่ยน เพียงแค่นี้เราก็ไม่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วสินะ ชะละล่า ยู้วี้บบบบบบ #บางคนถึงมีกิจการซื้อบิลใบกำกับภาษีเป็นว่าเล่น

 

เมื่อไม่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม เราจะมีสิทธิเลือกได้ต่อครับว่า ยอดที่จ่ายภาษีซื้อเกินไปนั้น เราจะขอคืน “ทันที” ในเดือนภาษีนั้นๆ หรือจะ “พันยอด” ยกยอดเครดิตไปใช้ในเดือนต่อๆไปเพื่อให้ลดยอดภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องจ่ายลง เช่น เดือนนี้ขอยกยอดภาษีซื้อส่วนเกินจำนวน 7,000 บาทไปใช้ในเดือนหน้า และถ้าหากเดือนหน้าต้องยื่นนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 10,000 บาทก็จะเอามายอด 7,000 มาหักเพื่อให้เหลือยอดที่ต้องส่งสรรพากรแค่ 3,000 บาทครับ

 

แต่เดี๋ยวก่อน!!! ผมกำลังจะบอกว่าทั้งหมดนี้คือความคิดที่ไม่ถูกต้องสักเท่าไรครับ เนื่องจากการซื้อสินค้าและค่าใช้จ่ายเข้ามามากๆนั้นอาจจะทำให้ “ต้นทุน”  และ “ค่าใช้จ่าย” ของกิจการเราไม่สอดคล้องกับการประกอบธุรกิจ รวมถึงอาจกลายเป็นภาษีซื้อ “ต้องห้าม” ที่ไม่สามารถขอคืนภาษีได้ ทำให้ต้องมาจ่ายเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากการนำส่งข้อมูลผิดพลาดอีกหลายต่อเสียด้วยซ้ำ (สำหรับเรื่องนี้จะเขียนในบทความต่อไปครับ ฝากติดตามกดไลค์ที่เพจ TAXBugnoms ไว้ด้วยนะครับ ^^)

 

ทีนี้นอกจากเรื่องภาษีซื้อแล้ว ผมยังอยากให้ข้อสังเกตต่อไปนี้ เพื่อเตือนให้เจ้าของกิจการทั้งหลายระมัดระวังไว้ เพราะมันอาจจะทำให้ความเข้าใจด้านภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้องครับ และเกิดปัญหาในท้ายที่สุด

 

1. ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นระบบที่ทำให้สรรพากรรู้ข้อมูลยอดซื้อและยอดขายของเรา เรื่องนี้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องครับ เมื่อเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เราต้องนำส่งข้อมูลยอดซื้อและยอดขายในทุกๆ เดือนพร้อมกับแบบแสดงรายการ ภ.พ. 30 ที่ว่าไว้ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

แต่ผมเพียงอยากจะบอกว่าต่อให้คุณไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สรรพากรก็จะรู้ยอดซื้อและยอดขายของเราอยู่ดีจากการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่มีรายได้ครับ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือศึกษาทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ถูกต้อง และนำส่งภาษีให้ครบถ้วน ไม่ว่าคุณจะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ก็ตามครับ

 

2. ไม่ควรขอคืนภาษี เพราะสรรพากรจะมาตรวจ จริงอยู่ที่ว่า หากธุรกิจมีการขอคืนมูลค่าเพิ่มที่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ที่ต้องถูกตรวจสอบของสรรพากร มันอาจจะเพิ่มโอกาสให้กิจการของเราถูกตรวจสอบภาษีและด้านอื่นๆได้ ซึ่งหลายๆคนมักจะเลือก “พันยอด” เพื่อใช้เป็นเครดิตต่อไปให้ชีวิตดี๊ย์ดี

แต่บอกตรงๆ ณ จุดนี้ ผมอยากให้คิดกลับกันครับว่า ถ้าหากสรรพากรตรวจสอบแล้วถูกต้อง นั่นเปรียบเสมือนว่าเราได้ใบผ่านทางในการประกอบธุรกิจ (ว่าเข้าไปนั่น) ซึ่งถ้าผ่านไปได้หนึ่งครั้ง หลังจากนั้นชีวิตจะง่ายขึ้นครับ

ส่วนอีกข้อเสียหนึ่งของการพันยอดสะสมไปเรื่อยๆนั้น หากวันหนึ่งเราต้องการขอคืนภาษีจริงๆ ขึ้นมา พี่สรรพากรก็จะตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่พันยอดครั้งแรก เช่น ถ้าเรายกยอดมาตั้งแต่ 5 ปีก่อน ก็แปลว่าเราจะต้องถูกตรวจสอบย้อนหลังทีเดียว 5 ปีรวด แบบนี้อาจจะปวดหัวกว่าเก่าก็ได้นะครับ

 

3. ซื้อใบกำกับภาษี มาเพื่อลดยอดภาษีมูลค่าเพิ่ม บางค&

Blockchain คืออะไร? ทำไมถึงเขย่าวงการธนาคาร

หากใครติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเทคโนโลยีคงจะเคยได้ยินแว่วๆว่าในโลกนี้ได้มี ระบบที่จะมีใช้ทางการเงินแบบใหม่เรียกว่า ‘Blockchain’ แต่ก็ยัง งงๆ กันว่าแล้วมันคืออะไร มันจะมาทำอะไรให้กับโลกใบนี้ได้ เดี๋ยววันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังนะครับ แต่ก่อนอื่นผมจะขอเล่าเท้าความระบบการเงินแบบเก่ากันซักนิดหนึ่ง

ระบบการเงินในปัจจุบัน

ตั้งแต่จำความได้ก็คือเมื่อเราเกิดมา ธนาคารจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก เมื่อเราฝากเงินไว้ ธนาคารจะให้บัญชีมา จะโอนเงินรับเงินก็ผ่านธนาคาร และยิ่งในปัจจุบันนั้นการใช้เงินสดในแต่ละวันก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ และเราก็จะพึ่งระบบจากธนาคารในการทำธุรกรรมอย่างต่อเนื่อง นั่นก็ทำให้ธนาคารนั้นเป็นศูนย์กลางในการทำธุรกรรม ที่เรียกว่า ‘Centerlized Network’ นั่นเอง

ระบบที่ธนาคารเป็นตัวกลางเป็นศูนย์กลางของระบบเครือข่ายนั้น มันจะใช้ได้ดีเมื่อธนาคารมีระบบความปลอดภัยที่สูง แต่ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่ามันก็จะมีผู้ไม่หวังดี เจาะข้อมูล เครือข่ายอะไรเต็มไปหมด นั่นก็พิสูจน์ได้ในระดับหนึ่งว่าระบบดังกล่าวนั้นยังมีความเสี่ยงอยู่ในยุคปัจจุบัน

เมื่อธนาคารถูกโจรกรรมทางบัญชีได้ นั่นก็หมายความว่าเราเองผู้ที่ทำธุรกรรมย่อมไม่มีทางรู้เลยว่าเงินของเรามันวิ่งไปไหน วิ่งไปถึงปลายทางหรือเปล่า หรือหายไปจากระบบซะแล้ว ทั้งหมดนี้มันก็ทำให้เกิดผลกระทบจนทำให้คนสูญเสียเงินทองกันอยู่ไม่น้อยเลยนะครับ

ระบบการเงินรูปแบบใหม่ผ่าน Blockchain

Blockchain เป็นนวัตกรรมแบบใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาและมีประโยชน์ในวงการการเงินธนาคารเป็นอย่างสูงมาก เนื่องจากผู้พัฒนามองว่าในทุกๆวัน เราทุกคนมีการโอนเงินหากัน ซื้อของบ้าง จ่ายค่าสินค้าและบริการบ้าง แต่บัญชีของเรานั้นถูกเก็บเป็นความลับกันเสมอ มีเพียงธนาคารเท่านั้นที่ทราบ หากเราเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างออกมาย่อมทำให้เกิดการแชร์ข้อมูลทางการเงินอย่างโปรงใส ใครโอนหากันอย่างไรบ้าง จะถูกรวบรวมเอาไว้ ระบบดังกล่าวเรียกว่า Decentralized Network ครับ

ระบบในรูปแบบนี้บางคนอาจจะตั้งคำถามว่า หากเราเปิดเผยข้อมูลก็จะมีคนเห็นใช่ไหม? คำตอบก็คือใช่ แต่เขาจะเห็นเป็นรหัส ซึ่งจะต้องเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเราเท่านั้นจึงจะมีกุญแจเข้าไปอ่าน Code ว่ารายการนั้นคืออะไร แต่ด้วยความที่ว่าทุกคนจะเห็นการส่งผ่านข้อมูลกันหมด จะทำให้การเจาะข้อมูลนั้นทำได้ยากขึ้น หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวทุกคนจะทราบว่ามีคนพยายามจะเจาะข้อมูล ซึ่งระบบก็จะทำการปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงนั้นไป ถ้าจะเจาะข้อมูลก็ต้องเจาะกันในระบบทั้งหมดที่กำลังแชร์กันอยู่

นอกเหนือจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว จะเห็นได้ว่าข้อมูลที่ส่งหากันนั้นจะเป็นลักษณะ User ต่อ User โดยไม่มีธนาคารเป็นตัวกลาง เหมือนกับเราเอาเงินสดที่เป็นกระดาษยื่นให้เพื่อนจะไม่เสียค่าธรรมเนียมนะครับ แต่ถ้าเราโอนเงินให้เพื่อนผ่านธนาคาร พอข้ามแบงค์ ข้ามเขตก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายทันที แต่ด้วยระบบนี้ก็คือ เอาเงินขึ้นระบบ Online แบบ Peer to Peer (บุคคลต่อบุคคล) ได้เลย การโอนเงินก็ย่อมถูกกว่าเดิมหรือไม่เสียเลยก็ได้เพราะได้ผ่านธนาคารอยู่แล้ว

โดยสรุปก็คือนวัตกรรมของ ‘Blockchain’ นั้นเป็นการเปลี่ยนระบบจากศูนย์กลางมาเป็นการสร้างเครือข่ายข้อมูลเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น รวมถึงการลดต้นทุนในการทำธุรกรรมทางการเงินด้วยนะครับ ไม่ได้ใช้ในเรื่องของการเงินได้อย่างเดียวเท่านั้น นำไปใช้ในเรื่องการซื้อขายหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆได้อีกเยอะมากครับ ระบบในลักษณะนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไรต่อก็รอติดตามกันในอนาคตครับ

7 IDEAS ใช้เงินให้มี “เงินออม”

ออมเงินเหรอ? ทุกวันนี้แค่ใช้ต่อเดือนยังจะไม่พอเลย!!!

ไหนจะค่าบ้าน ค่ารถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ แถมบางคนยังมีค่าเทอมลูกอีก แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาออม~ หลายคนคิดว่าการออมเงินคือการเปิดบัญชีและเอาเงินเข้าไปฝากกับธนาคารเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วการออมเงินเกิดได้ตลอดเวลา เพราะหัวใจชองการออมเงินคือ การใช้เงินอย่าง 'ชาญฉลาด' หรือพูดง่ายๆก็คือ ถ้าใช้เงินให้ดีก็ออมเงินได้แล้ว แล้วเราต้องใช้เงินยังไงล่ะ? มาดูไอเดียใช้เงินเจ๋งๆที่จะช่วยให้เงินในกระปุกของเราเต็มเร็วขึ้น

ไอเดียที่ 1 รู้ว่าตัวเองจ่ายอะไรไปบ้าง

สิ่งแรกที่เราต้องรู้เมื่อต้องการออมเงินคือ เราต้องรู้ว่าเงินของเราหายไปไหน เรื่องนี้ทำได้ง่ายที่สุดโดยการตั้งงบค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะใช้แอพลิเคชั่น, จดรายรับ-รายจ่าย, หรือจะจดลงเศษกระดาษที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ แค่ขอให้เรารู้ว่าเราใช้เงินไปกับอะไรบ้างถือเป็นใช้ได้

บางคนคิดว่ารายจ่ายเล็กๆไม่ต้องจดก็ได้ไม่เป็นไร ขอบอกเลยว่าถ้าเป็นเรื่องเงินๆทองๆแล้วไม่เป็นไรไม่ได้!!! ยิ่งเราใส่ใจสถานะทางการเงินของตัวเองมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งใช้เงินน้อยลงเท่านั้น


ไอเดียที่ 2 อย่ารู้สึกว่าเราต้องโอเคกับเรื่องเงิน

'ปลอดภัยไว้ก่อน' คำนี้ใช้ได้กับทุกเรื่อง แต่บางเรื่องของการเงินกลับเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ก็อย่าคิดมากไป ถ้าเราไปแฮงเอาท์กับเพื่อนบ่อยๆ เราคิดว่านิดหน่อยเอง แต่พอเอารายจ่ายทั้งหมดมารวมกันกลับเป็นรายจ่ายก้อนโตไปซะได้ ดังนั้นบางครั้งเราก็ต้องเซย์โนบ้าง หรือเราอาจจะพาเพื่อมาเที่ยวบ้านเราแทนไปเที่ยวที่อื่นก็เป็นอีกไอเดียที่จะช่วยเราประหยัดเงินแถมยังเพิ่มความสนิทในกลุ่มเพื่อนอีกด้วย


ไอเดียที่ 3 ดูให้ดีว่าอะไรคือกับดักทางการเงิน

บางครั้งแค่ 'ปลอดภัยไว้ก่อน' อาจไม่เพียงพอ แต่เราต้องรู้ด้วยว่าอะไรคือกับดักทางการเงินของเรา เราเป็นนักช็อปเพื่อระบายอารมณ์รึเปล่า? รึต้องซื้ออุปกรณ์ใหม่ๆตลอดเวลา? ไม่ว่าจุดอ่อนของเราคืออะไรก็ตาม ให้วางแผนเตรียมรับมือกับจุดอ่อนนั้นให้ดี บางที่เราอาจลองวางแผนหาสิ่งทดแทนเพื่อลดรายจ่าย เช่น ถ้าคุณทำงานไม่ได้ถ้าไม่ดื่มลาเต้อุ่นๆสักแก้วในตอนเช้า ก็ลองหาทางทำลาเต้ด้วยตัวเองที่บ้านแทนที่จะซื้อมาดื่ม แบบนี้ก็ช่วยลดรยจ่ายแถมเพิ่มทักษะการชงกาแฟให้ตัวเองเก๋ๆอีกด้วย

ไอเดียที่ 4 สร้างบัญชีต้องห้าม

คนรวยเริ่มต้นการเก็บออมเงินแล้วก็ใช้จ่ายเล็กน้อยไปกับสิ่งจำเป็น ทำให้พวกเขามุ่งมั่นเก็บออมต่อไปได้ แต่การออมแบบนี้อาจจะยากไปหน่อยสำหรับมือใหม่หัดออม ลองเริ่มต้นด้วยการโอนเงินส่วนที่ต้องการออมจากบัญชีเงินเดือนของเราไปยังบัญชีที่เราถอนออกได้ยากแทน แต่เราก็มีอีกวิธีที่น่าสนใจไม่แพ้กันนั่นก็คือการลงทุน เพราะการลงทุนจะทำให้เงินของเรางอกเงยขึ้นมาในเวลาเดียวกันกับที่เราออมเงิน ยิ่งเราออมมาก เงินที่เราใช้ลงทุนก็จะมากขึ้นตามไปด้วย แบบนี้สิมีแต่ได้กับได้

ไอเดียที่ 5 จัดระเบียบซะ

ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าเคเบิลทีวีหรืออินเทอร์เน็ต, โทรศัพท์, รถยนต์ หรือทุกๆบิลที่เราต้องจ่าย เราเข้าใจว่าการจดจำรายการและวันที่ต้องจ่ายนั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่ถ้าเราลืมจ่ายสักบิล ค่าปรับที่ต้องจ่ายก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หากปัญหาของคุณคือ ทำยังไงก็จำไม่ได้ว่าต้องจ่ายบิลวันไหน ลองใช้วิธีหักบัญชีจ่ายอัตโนมัติดู แค่นี้เราก็จ่ายค่าบิลได้ตรงเวลาแถมก็ไม่ต้องเสียค่าปรับอีกต่างหาก

ไอเดียที่ 6 อย่าลืมสร้างเป้าหมายทางการเงิน

การสร้างเป้าหมายคือวิธีที่ได้ผลที่สุดในการเก็บออมเงิน เพราะนั่นจะช่วยให้คุณหักใจไม่ซื้อกางเกงยีนส์ที่เราเล็งเอาไว้ หรือไม่ไปแฮงเอาท์กับเพื่อนๆสามวันรวด ควรเริ่มต้นด้วยการสร้างเป้าหมายเล็กๆและใช้เวลาสั้นๆในการบรรลุผลสำหรับตัวเรา (เช่นภายใน 6 เดือนต้องเก็บเงินให้ได้ 3 -6 เท่าของเงินเดือนเป็นเงินฉุกเฉิน)

ไอเดียที่ 7 ไม่มีคำว่าอายุน้อยเกินไปสำหรับการเกษียณ

หลายคนคิดว่าการเกษียณเป็นเรื่องไกลตัว แต่ก็ไม่เร็วเกินไปที่จะลงทุนในกองทุนเพื่อการเกษียณ ลองคิดดูให้ดี หากเราเริ่มลงทุนตอนอายุ 35 ไม่ลงทุนตอนอายุ 25 ถือว่าเราเสียเวลา 10 ปีที่จะรวบรวมเงินเพื่อการลงทุน นั่นมันมากกว่าพัน(และหลายพัน)บาทซะอีก ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนรวม RMF ที่นอกจากจะใช้เงินจำนวนไม่มากในการลงทุนแล้วยังสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

การออมเงินไม่ได้หมายความว่าเราต้องใช้คูปองลดราคาเพื่อซื้อของทุกอย่าง หรือใช้ชีวิตโดยปราศจากสิ่งที่เราชอบ แค่ใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลและดูแลรายได้ให้ดี เพียงแค่นี้คุณจะสามารถมีเงินเก็บได้แบบชิลๆแล้ว

3 เทคนิคบริหารการเงินสำหรับคู่รัก ให้รวยทั้งรัก รวยทั้งเงิน

“ที่ใดมีรักทีนั่นมีทุกข์” เป็นสุภาษิตไทยที่เราได้ยินกันบ่อยๆ แต่ในปัจจุบัน เรื่องที่ทำให้เกิดความทุกข์ในความรักมากที่สุด มักจะเป็นเรื่องของ “การเงิน”

คำพูดนี้ดูเหมือนจะรุนแรง แต่ความเป็นจริงนั้นรุนแรงเสียยิ่งกว่า ถ้าหากคู่รักของเรานั้นมีพฤติกรรมด้านการเงินที่แตกต่าง ย่อมจะสร้างปัญหาและความวุ่นวายในชีวิตคู่เพิ่มเติมอย่างไม่มีหยุดหย่อนตามมาอย่างแน่นอน

ดังนั้น ลองมาดู “3 เทคนิคบริหารการเงินสำหรับคู่รัก” ที่รับประกันว่าทำตามแล้ว จะทำให้ความรักของคู่เราไม่มีความทุกข์เรื่องเงินกันอีกต่อไป

1. เปิดใจคุยกัน

เพราะความรักไม่ใช่แค่เรื่องบนเตียง แต่ต้องเคียงคู่กันไปตลอดชีวิต ดังนั้นการเปิดใจคุยกัน ถือเป็นเทคนิคแรกที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าหากต่างฝ่ายไม่เปิดใจ รับรองได้ว่าปัญหาชีวิตคู่นั้นต้องมีอะไรหลายอย่างตามมาอย่างแน่นอน

ลองคิดตามง่ายๆ ถ้าหากคู่รักของเราเป็นคนชอบใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ไม่สนใจอนาคต ในขณะที่เราเป็นคนที่ประหยัดมัธยัสถ์ แบบนี้การอยู่ด้วยกันก็มีแต่ความลำบาก ยิ่งหากเราเป็นฝ่ายหาเงินคนเดียว แบบนี้คงมีเสียวไม่เลิกก็รักร้าวตามมา

โดยการเปิดใจคุยกันที่ว่านี้ ไม่ได้จบที่แค่ต้องทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามแนวทางของใคร แต่เป็นการหาหนทางเดินทางไปด้วยกัน จากตัวอย่างข้างต้น เราอาจจะลดความตระหนี่ลงสักหน่อย ในขณะที่คู่รักก็ยอมถอยให้เราโดยการลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยบ้าง ซึ่งจะช่วยกันสร้างความไว้ใจกันและกันมากขึ้นนั่นเอง

2. กำหนดเป้าหมายการเงินร่วมกัน

หลังจากที่เปิดใจกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งทีต้องทำต่อมาเพื่อให้อนาคตความรักมั่นคง เราต้องมาปรับปรุงและเปลียนแปลงเป้าหมายการเงินให้ตรงกัน เพราะทำให้คนทั้งคู่ได้เห็นหนทาง และวางแผนวิธีการจัดการเป้าหมาย เพื่อความสุขของครอบครัวในอนาคต

ยกตัวอย่างเช่น การเก็บเงินเพื่ออนาคตของลูก การวางแผนเกษียณร่วมกัน ไปจนถึงการวางแผนใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆ อย่างการวางแผนใช้จ่ายเพื่อท่องเที่ยว ก็เป็นอะไรที่สร้างเป้าหมายและแรงบันดาลใจ แถมยังทำให้คนทั้งคู่เข้าใจความต้องการของกันและกันมากขึ้นอีกด้วย

3. ตรวจสอบและติดตามเพื่อแก้ไข

โลกนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ดังนั้นการเปิดใจ หรือการกำหนดเป้าหมายไว้นั้น อาจจะต้องมีการทบทวน เปลี่ยนแปลง หรือตรวจสอบว่าทำได้จริงไหม เพราะถึงแม้เรื่องเงินจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ความสุขในชีวิตที่มีกันและกันนั้นก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ดังนั้น ต้องมีการตรวจสอบ และจัดการเป้าหมายร่วมกันอยู่เสมอ เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายได้จริง พร้อมกับความสบายใจในการใช้ชีวิตร่วมกันด้วย

อย่าให้เป็นเหมือนบางคู่พยายามทำทุกอย่างเพื่อกันและกัน เพื่อไม่ให้มีปัญหาด้านการเงิน แต่กลายเป็นว่าก่อให้เกิดความเครียดด้านอื่นขึ้นมา จนเสียความสุขในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันไป แบบนั้นเห็นที่จะไม่ดีแน่ๆ

พฤติกรรมด้านการเงินที่แตกต่าง ย่อมจะสร้างปัญหาและความวุ่นวายในชีวิตคู่เพิ่มเติมอย่างไม่มีหยุดหย่อน

เคล็ดลับเหล่านี้เป็นเคล็ดลับง่ายๆสั้นๆ  แต่จะทำได้หรือไม่ได้นั้น มันอยู่ที่เรื่องของคนสองคน อย่าลืมถึงความสำคัญในการเปิดใจกับคู่ชีวิตที่เราเลือกเขามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต กำหนดทิศทาง และจัดการไปร่วมกัน

สุดท้ายแล้ว ชีวิตคู่ของเราจะเปลี่ยนสุภาษิตคำว่า “ที่ใดมีรักทีนั่นมีทุกข์” กลายเป็น “ที่ใดมีรัก ทีนั่นมีสุขด้านการเงิน” เสียที

“โปเกมอนโก (Pokemon Go) ” ไม่ใช่แค่เกมส์ แต่มันกำลังจะมีผลกับชีวิตคนเรา

จากที่มีข่าวล่าสุดว่าผู้จัดการทีมฟุตบอล แมนฯยู “โช่เซ่ มูรินโญ่” ได้สั่งห้ามนักเตะเล่นเกมส์นี้เนื่องจากกลัวนักเตะจะไม่มีสมาธิในการเล่นฟุตบอล

จากเหตุนี้จึงทำให้ผมเลยต้องไปหาข้อมูลมาเพิ่มว่า ไอ้เจ้าเกมส์”โปเกมอนโก” นั่นมันคือเกมส์อะไร ทำไมถึงมีอิทธิพลกับการเล่นฟุตบอลขนาดนี้

โปเกมอนโกคืออะไร?

(ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก website www.manager.co.th)

มันคือเกมสำหรับสมาร์ตโฟนหรือแท็บเลตที่ดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งระบบ iOS และแอนดรอยด์ พัฒนาโดยบริษัทไนแอนติก (Niantic) ร่วมกับโปเกมอนคอมพานีผู้ดูแลลิขสิทธิ์ เปิดตัวครั้งแรกมาตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2015 และเพิ่งจะเริ่มให้บริการกันจริงจังแบบจำกัดประเทศในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2016 ที่ผ่านมา

ลักษณะของโปเกมอนโกจะจับเอาข้อมูลแผนที่มาผสมเข้ากับระบบนำทาง GPS และเนื้อหาของเกม ให้ผู้เล่นเดินทางในโลกจริงเพื่อตามหาตำแหน่งของโปเกมอน เมื่อเจอแล้วก็จะให้ยกสมาร์ตโฟนขึ้นมาส่องจับด้วยการโยนลูกบอลเข้าใส่ ซ้อนภาพกราฟิกคอมพิวเตอร์ของโปเกมอนเข้ากับภาพจากกล้องด้วยเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) สร้างความรู้สึกเหมือนว่ามอนสเตอร์นั้นมีตัวตนอยู่ในโลกของเราจริง

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของโปเกมอนโกคือการดึงเอา “จุดปักหมุด” สถานที่สำคัญหรือร้านค้าต่างๆ บนแผนที่โลกจริงมาเป็นส่วนหนึ่งของเกม ให้ผู้เล่นเดินตามหาจุดพักเรียกว่า “โปเกสต็อป” เพื่อรับของรางวัลในเกมได้ฟรี และบางแห่งก็จะเปิดเป็น “ยิม” ให้ส่งโปเกมอนที่จับไว้เข้าไปต่อสู้กันได้ด้วย

แล้วจะส่งผลอย่างไรกับคนเล่นบ้าง?

ตามความเห็นของผม แรกๆก็คงไม่ต่างกับคนติดเกมส์ออนไลน์ทั่วไป อาจจะต้องมีการเสียเงินซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมอะไร บ้าง หรือ เกิดการต่อรองเจรจาซื้อต่อตัว โปเกมอนกันต่อบ้าง

แต่ที่จะมากกว่าเดิมก็คือ การจะเกิดสังคมที่กว้างขวางแพร่ขยายขึ้น เพราะ มันจะเป็นเกมส์ที่จะมาอยู่บนโลกของความจริงแล้ว เช่น การไปช้อปปิ้งในสถานที่ต่างๆที่มีการเก็บโปเกมอน การไปใช้บริการตามร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ต่างๆ เพื่อล่าตัวโปเกมอน

แต่ที่ต้องระวังคือ อาจจะเกิดอุบัติเหตุกับคนเล่นเกมส์นี้มากขึ้นเพราะ เอาแต่มองจอมือถือ Smartphone จนลืมดูรถราที่วิ่งผ่านไป ผ่านมา

หรืออาจจะเกิดกรณีการอาชญากรรมตามมาเช่น การเดินตามล่าโปเกมอนไปในสถานที่ ที่ไม่คุ้นเคย หรือ ที่เปลี่ยว ทำให้อาจเกิดเหตุการณ์ที่มิจฉาชีพจะใช้ประโยชน์จากตรงนี้ ก็เป็นไปได้ครับ

ใครได้ประโยชน์?

แน่นอนก็คือเจ้าของเกมส์นี่แหละได้ก่อนเลย ได้ข่าวว่าหุ้นของบริษัทผู้ผลิตโตวัน โตคืนเลยทีเดียว เพราะ ยิ่งคนยิ่งเล่นเยอะเท่าไหร่ก็มีโอกาสจะขายสินค้าที่เกี่ยวข้องในเกมส์มากขึ้นเท่านั้น

ต่อมาก็คือเจ้าของสินค้าหรือบริการต่างๆ ที่ต้องการทำการตลาดกับกลุ่มวัยรุ่น วัยเรียน อายุประมาณ 18-25 ปี เพราะ จะทำให้เข้าถึงมากขึ้น เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร ฟาสต์ฟู้ด ต่างๆ ต่อล่อผู้คนที่เล่นเกมส์นี้ เข้ามาล่าเก็บตัวโปเกมอนกัน

ใครที่อาจเสียประโยชน์?

ก็รวมๆก็มีหลายเหตุผล เช่น คนที่เล่นเกมส์นี้ ถ้ายังไม่มีวุฒิภาวะพอ ไม่มีรายได้พอ บางทีก็อาจจะถึงกับเป็นหนี้เป็นสิน ได้ รวมถึง อาจจะทำให้พ่อแม่ที่มีลูกเล่นเกมส์นี้ เสียเงินเสียทอง เพิ่มขึ้นด้วย ( เรื่องนี้ คนเป็นพ่อแม่ ต้องระวังเลย!!!)

ต่อมาก็คือ อาจจะเสียหายต่อนายจ้าง หรือเจ้าขององค์กร ถ้าพนักงานในองค์กรนี้ติดเกมส์นี้ ก็อาจจะทำให้สมาธิในการทำงานลดลง เพราะ อาจจะไปหารายได้เพิ่มทางอื่น เช่นการคิดที่จะเก็บตัวโปเกมอน เพื่อไปขายต่อ ก็เป็นได้ ซึ่งบางประเทศถึงขั้นมีพนักงานลาออกไปเล่นเกมส์นี้เพื่อหารายได้ก็ได้

ที่ต้องกังวลอีกเรื่องคือ ความปลอดภัยที่น้อยลง เพราะ ยิ่งสังคมเรามี Smartphone กันมากขึ้นๆ จนปัจจุบันเป็นสังคมก้มหน้า บางที chat กันจนลืมมองทาง ถูกรถชน ก็มีมาแล้ว ดังนั้น โอกาสที่คนเล่นเกมส์นี้จะเกิดเหตุ ก็มีเช่นกัน

ดังนั้นสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากถึงทุกๆคน ที่ได้อ่านบทความนี้ ก็คือ การเตรียมรับมือกับ ” โปเกมอนโก” ให้ดี รู้จักมันให้ดี เพราะ กระแสโลกออนไลน์มันห้ามกันค่อนข้างยากมากๆ เช่น เกมส์คุ้กกี้รัน สมัยก่อน ก็เห็นคนติดกันเต็มบ้านเต็มเมือง บางคนเสียเงินไปก็มากมายก็มี

ซึ่งถ้าหากเกมส์นี้ได้เข้ามาเมืองไทยจริงๆ (ได้ข่าวว่าปลายปี 2559 นี้เอง) ก็ต้องรู้ว่ามันช่วยให้เราดีหรือแย่ลง เช่นคนที่เล่นก็จะทำให้เรามีโอกาสใช้จ่ายเงินกันมากขึ้น ใช้จ่ายเงินกันง่ายขึ้น ก็เป็นได้ หรือ แต่ถ้าเอามาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างสังคมให้เข้าถึงคนกันมากขึ้น หรือ เพื่อทำธุรกิจอย่างสร้างสรรค์ ก็ถือว่ามาสร้างประโยชน์ก็ได้อีกมุมมองครับ

“มุ่งให้คนไทยทุกๆคนมีสุขภาพการเงินดี”

by
สุรกิจ พิทักษ์ภากร
นักวางแผนการเงิน CFP
CEO บริษัท เวลท์แพลนเนอร์ จำกัด

ติดตามบทความการเงินอื่นๆ ได้ที่ www.surakit.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save