จากคราวที่แล้วที่ผมได้พูดถึงสวัสดิการของรัฐอย่าง “หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ไปแล้ว (อ่านได้ที่ สรุปสวัสดิการประกันและค่ารักษาพยาบาลจากรัฐบาล : ตอนที่ 1 หลักประกันสุขภาพ (บัตรทอง)) ตอนนี้จะมาต่อกันที่อีกหนึ่งสวัสดิการของรัฐที่สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งก็คือ “กองทุนประกันสังคม” นั่นเองซึ่งต้องบอกว่า มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมากกกกก ผมจึงขอสรุปเนื้อหาสาระต่างๆ ของกองทุนประกันสังคมมาให้ทุกท่านได้ศึกษา และใช้อ้างอิงเวลาจะใช้สิทธิ์ ดังนี้ครับ
1. กองทุนประกันสังคมคืออะไร? จ่ายเงินประกันเรื่องอะไรให้เราบ้าง?
คือ สวัสดิการการรับประกันจากทางรัฐบาล ที่จะจ่ายเงินชดเชยให้เรา ในฐานะ “ผู้ประกันตน” ยามที่เราประสบเหตุทุกข์ยากในชีวิต ในกรณีต่อไปนี้
1) เจ็บป่วย หรือประสบอุบัติเหตุ
2) ทุพพลภาพ
3) เสียชีวิต
4) คลอดบุตร
5) สงเคราะห์บุตร
6) ว่างงาน
7) ชราภาพ
2. ใครมีส่วนเกี่ยวข้องในกองทุนนี้บ้าง? และแต่ละคนต้องจ่ายเงินสมทบเท่าไหร่?
ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนนี้ มีอยู่ 3 ฝ่ายด้วยกัน ที่จะช่วยกันจ่ายเงินสมทบเข้าไปในกองทุน ได้แก่
1) ตัวเราเอง
ซึ่งจะถูกเรียกว่า “ผู้ประกันตน” โดยจะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
– กลุ่มที่ 1 “ผู้ประกันตนตามมาตรา 33” = คือกลุ่มคนที่อยู่ในสถานะทำงานประจำ เป็นลูกจ้างนั่นแหละครับ (ถูกบังคับให้จ่ายเงินสมทบตามกฎหมาย)
– กลุ่มที่ 2 “ผู้ประกันตนตามมาตรา 39” = คือกลุ่มคนที่เคยเป็นลูกจ้าง (เคยอยู่ในกลุ่มที่ 1) แต่สิ้นสุดความเป็นลูกจ้างเพราะลาออกจากงานประจำ (และไม่ได้สมัครงานประจำต่ออีก) โดยเคยจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ตอนยังทำงานประจำอยู่ เมื่อลาออกมาแล้วก็ยังอยากจะจ่ายเงินสมทบอยู่ (จ่ายเงินสมทบโดยสมัครใจ)
– กลุ่มที่ 3 “ผู้ประกันตนตามมาตรา 40” = คือกลุ่มคนที่ไม่ได้ทำงานประจำ (เป็นฟรีแลนซ์) อายุ 15-60 ปี และไม่เป็นคนทุพพลภาพ ที่เลือกใช้สิทธิ์จ่ายเงินสมทบเพื่อให้ได้สิทธิ์ประกันสังคมด้วยตัวเอง (จ่ายเงินสมทบโดยสมัครใจ)
(**หลังจากนี้ ผมจะใช้เรียก “คนมาตรา xx” แทนคนแต่ละกลุ่มนะครับ ดังนั้นช่วยจำกัดให้ขึ้นใจ)
2) นายจ้าง (สำหรับคนมาตรา 33)
3) รัฐบาล
ดังนั้น สำหรับคนที่ทำงานประจำ ก็จะมีบริษัทมาช่วยจ่ายเงินสมทบอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนคนที่ไม่ได้ทำงานประจำก็จะมีแค่ตัวเอง กับรัฐบาลที่จะจ่ายเงินสมทบครับ โดยที่ – คนมาตรา 33 จะได้รับเงินชดเชยทั้ง 7 กรณี
– คนมาตรา 39 จะไม่ได้รับเงินชดเชยกรณีว่างงาน (เนื่องจากไม่ได้ทำงานประจำอยู่แล้ว)
– คนมาตรา 40 จะไม่ได้รับเงินชดเชยกรณีที่เกี่ยวกับบุตร (คลอดบุตร, สงเคราะห์บุตร) และกรณีว่างงาน (เพราะไม่ได้ทำงานประจำเช่นเดียวกัน)
ซึ่งคนแต่ละกลุ่ม จะต้องจ่ายเงินสมทบ (โดยคิดเป็น % ของรายได้ในแต่ละเดือน)ในเงินชดเชยแต่ละกรณี ดังต่อไปนี้
1) สำหรับคนมาตรา 33
-> ฐานเงินเดือนที่ใช้คิดคือ ตามเงินเดือนที่ได้รับจริง **แต่ไม่เกิน 15,000 บาท (ถ้าเราเงินเดือนเกิน 15,000 บาท ก็จะใช้เงิน 15,000 บาทมาคิดเป็นฐานครับ) – กรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต (เฉพาะที่ไม่ได้เกิดจากการทำงานประจำ) / คลอดบุตร = เรา 1.5% / นายจ้าง 1.5% / รัฐบาล 1.5%
– กรณีสงเคราะห์บุตร / ชราภาพ = เรา 3% / นายจ้าง 3% / รัฐบาล 1% (เฉพาะสงเคราะห์บุตร)
– กรณีว่างงาน = เรา 0.5% / นายจ้าง 0.5% / รัฐบาล 0.25% (** เพราะฉะนั้น รวมแล้ว เดือนหนึ่ง เราจะถูกหักเงินเดือนไปออมในกองทุนประกันสังคมรวม = 1.5% + 3% + 0.5% = 5% ของเงินเดือน ซึ่งถ้าใครเงินเดือนเกิน 15,000 ก็แปลว่าเราจะถูกหัก 5% x 15,000 = 750 บาทต่อเดือน หรือปีละ 9,000 บาท ตามที่เราคุ้นเคยนั่นเองครับ)
2) สำหรับคนมาตรา 39
-> ฐานเงินเดือนที่ใช้คิดคือ 4,800 บาทต่อเดือน – กรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต (เฉพาะที่ไม่ได้เกิดจากการทำงานประจำ) / คลอดบุตร = เรา 3% / รัฐบาล / 1.5%
– กรณีส่งเคราะห์บุตร / ชราภาพ = เรา 6% / รัฐบาล 1% (เฉพาะสงเคราะห์บุตร) รวมเราจ่ายเงินสมทบ 9% x 4,800 = 432 บาท ต่อเดือน
3) สำหรับคนมาตรา 40
-> ไม่ใช้ฐานเงินเดือนในการคิด แต่มีทางเลือกให้จ่ายเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนเลยดังนี้ – กรณีเจ็บป่วย / ทุพพลภาพ / เสียชีวิต = เราจ่าย 100 บาทต่อเดือน หรือ
– กรณีเจ็บป่วย / ทุพพลภาพ / เสียชีวิต / บำเน็จชราภาพ = เราจ่าย 150 บาทต่อเดือน และจ่ายเพิ่มในกรณีสำหรับบำเน็จชราภาพได้สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน
เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับในการคุ้มครองแต่ละประเภทมีอะไรบ้าง? สำหรับคนมาตรา 33 และ 39
1) กรณีเจ็บป่วย (ต้องไม่ได้เกิดจากการทำงาน)
เงื่อนไข = ต้องจ่ายเงินสมทบมาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนวันที่เข้ารับการรักษา
สิทธิประโยชน์
– ได้เงินชดเชย 100% เฉพาะโรงพยาบาลรัฐที่เราได้ลงทะเบียนเลือกใช้บริการเท่านั้น *ยกเว้น กรณีอุบัติเหตุฉุกเฉินที่สามารถใช้โรงพยาบาลอื่นได้ ยกเว้นค่าห้องและค่าอาหาร ที่ให้แค่ 700 บาทต่อวัน
– ได้รับเงินชดเชยรายได้ 50% ของเงินเดือนที่บริษัทจะจ่ายช่วงที่ลาป่วย (ค่าจ้างตามมาตรา 57 พรบ.คุ้มครองแรงงาน) โดยคิดเป็นต่อวัน ให้ไม่เกินครั้งละ 90 วัน และไม่เกิน 180 วันใน 1 ปี ในกรณีที่ต้องนอนโรงพยาบาล ยกเว้นกรณีเจ็บป่วยเป็นโรคเรื้อรัง จะให้เกิน 180 วันได้ แต่ต้องไม่เกิน 365 วัน
2) กรณีทุพพลภาพ (ต้องไม่ได้เกิดจากการทำงาน)
เงื่อนไข = ต้องจ่ายเงินสมทบมาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนวันที่เป็นคนทุพพลภาพ
สิทธิประโยชน์
– ค่ารักษาโรงพยาบาลรัฐเต็มจำนวน
– ค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชน เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท สำหรับผู้ป่วยนอก และ 4,000 บาท สำหรับผู้ป่วยใน
– ได้รับเงินชดเชยรายได้ 50% ของเงินเดือนที่บริษัทจะจ่ายช่วงที่ลาป่วย จ่ายเป็นรายเดือนตลอดชีวิต
3) กรณีเสียชีวิต (ต้องไม่ได้เกิดจากการทำงาน)
เงื่อนไข = ต้องจ่ายเงินสมทบมาไม่ต่ำกว่า 1 เดือนเดือน ภายใน 6 เดือนก่อนถึงวันที่เสียชีวิต
สิทธิประโยชน์
– ค่าทำศพ 40,000 บาท
– เงินชดเชยให้ทายาท โดยที่ถ้าจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 3-10 ปี จะได้รับเงินชดเชย 3 เท่าของ 50% ของเงินเดือนที่บริษัทจะจ่ายช่วงที่ลาป่วย ถ้าจ่ายเงินสมทบมากกว่า 10 ปี จะได้รับเงินชดเชย 10 เท่า
4) กรณีคลอดบุตร
เงื่อนไข
– ต้องจ่ายเงินสมทบมาไม่ต่ำกว่า 7 เดือน ภายใน 15 เดือน ก่อนถึงวันที่คล