คุ้มค่าหรือไม่ที่จะลงทุน

คุ้มค่าหรือไม่ที่จะลงทุน?

 

หากเราตัดสินความคุ้มค่าด้วยความรู้สึกนั้นก็อาจจะยากเพราะไม้บรรทัดวัดมูลค่าความพึงพอใจ ของแต่ละคนนั้นก็จะมีระดับมากน้อยแตกต่างกัน แต่ถ้าเราตัดความรู้สึกเกี่ยวกับความคุ้มค่าทางจิตใจออกไป หลงเหลือไว้แต่สิ่งที่เป็นตัวเลขแบบวัดผลได้ เราก็จะเห็นความคุ้มค่าจากการลงทุนได้ชัดเจนขึ้น

 

ถ้าเราซื้อของมาในราคา 100 บาท เราก็คาดหวังว่าจะขายของนั้นได้กำไร 2-3 เท่าของเงินลงทุน หรือบางคนอาจจะบวกกำไรมากกว่านั้น (นอกจากช่วงวิกฤตที่จะมีการขายเท่าทุนหรือต่ำกว่าทุน) คิดได้ว่าถ้าเราลงทุนด้วยเงินจำนวนที่มากขึ้น เราก็คาดหวังผลตอบแทนกลับมามากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

สมมติให้รายจ่ายทุกวันที่เดินทางไปทำงานของเรานั้นเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง แล้วให้เงินเดือนเป็นผลตอบแทนจากการลงทุน เราลองคิดรายจ่ายสัก 1 รายการใกล้ตัวอย่างค่ากาแฟ ว่าเป็นการลงทุนกี่ % ของรายได้ และให้ผลตอบแทนคุ้มค่าแก่การลงทุนหรือไม่?

 

ตัวอย่าง ทุกวันทำงานดื่มกาแฟแก้วละ 150 บาท ใน 1 เดือนทำงาน 20 วัน รวมเป็นเงิน 3,000 บาทต่อเดือน

 

วิธีคำนวณ

( รายจ่าย / เงินเดือน ) x 100

 

ตารางเงินลงทุน

 

( 3,000 / 15,000 ) X 100 = 20%

 

แปลง่ายๆได้ว่าเราลงทุนกับค่ากาแฟเดือนละ 20% ของรายได้ เพื่อที่จะได้รับเงินเดือน 15,000 บาท ซึ่ง % ของเงินลงทุนจะลดลงเรื่อยๆถ้าเงินเดือนของเรามากขึ้น

 

คุ้มค่าหรือไม่ที่จะลงทุน

 

ผลตอบแทนจากการลงทุนที่จะทำให้มีกำไรมากขึ้น ลดลงหรือขาดทุนนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการเลือกใช้ชีวิต ด้วยการนั่งวางแผน แนวความคิดง่ายๆนะจ๊ะ

 

3 ทางเลือกเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน

 

ทางเลือกที่ 1

==> ลดต้นทุนลง โดยการซื้อกาแฟราคาลดลง เพื่อจะทำให้เหลือเงินเดือนมากขึ้น

 

ทางเลือกที 2

==> สร้างผลตอบแทนให้มากขึ้น  โดยการหารายได้หลายทางเพิ่มขึ้น

 

ทางเลือกที่ 3 

==> ทางเลือก 1+ ทางเลือก 2  คือ ลดต้นทุนลงและสร้างผลตอบแทนให้มากขึ้น

 

แนวความคิดนี้สามารถนำไปดัดแปลงใช้กับรายจ่ายอื่นๆได้ เช่น การซื้อเครื่องสำอาง การช้อปปิ้งเสื้อผ้า กระเป๋า รอเท้า สมาชิกฟิตเนส การแต่งรถ แต่งเครื่องเสียง ฯลฯ สิ่งที่สำคัญ คือ ควรตัดความรู้สึกทางด้านความคุ้มค่าทางจิตใจออกไป เพราะความรู้สึกมันนั้นประเมินมูลค่าไม่ได้ เราต้องใช้ตัวเลขจริงจากการคำนวณเท่านั้น เพื่อหาคำตอบว่าสิ่งที่เราจ่ายอยู่นี้คุ้มค่าหรือไม่

 

ตอนนี้ตอบตนเองได้หรือยังว่า

คุ้มค่าไหมที่จะลงทุน?

 

 

เบื้องหลังการเขียนหนังสือ “รวยหุ้นได้ ไม่ต้องลงทุนเอง”: หนังสือสอนลงทุนที่ผมตั้งใจที่สุด

ถ้าถามผมว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการลงทุนคืออะไร ผมคิดว่านั่นคือ การลงทุนโดยมีการเตรียมความพร้อมครับ เราควรศึกษาและเตรียมตัวให้ดีก่อนที่เราจะลงทุนใดๆก็ตามเพราะทุกการลงทุนมีความเสี่ยงนั่นเอง โชคดีที่ผมได้รับคำชักชวนจากทาง Thai Mutual Fund ที่กำลังจัดโครงการพิเศษคือ ‘ให้เงินทำงาน ผ่านกองทุนรวม(หุ้น)’ ให้ผมนำสิ่งที่ผมได้ศึกษาและมีความเชี่ยวชาญมาเผยแพร่ในรูปแบบของหนังสือ ทำให้โปรเจ็คท์หนังสือ ‘รวยหุ้นได้ ไม่ต้องลงทุนเอง’ เกิดขึ้น และด้วยความร่วมแรงร่วมใจของ Thai Mutual Fund, AomMoney และผม หมอนัท คลินิกกองทุน จึงสามารถสร้างสรรค์หนังสือดีๆที่จะช่วยให้หลายๆคนหันมาให้ความสนใจกับสิ่งที่เราเรียกกว่า ‘กองทุนรวมหุ้น’

แต่ความยากข้อแรกของการเขียนหนังสือเล่มนี้ก็คือ ผมมีเวลาเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้นสำหรับการทำหนังสือเล่มนี้ออกมา!!!

สำหรับหนังสือเกี่ยวกับการเงินที่มีรายละเอียดที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ ถือว่าตลอดระยะเวลาการเขียนหนังสือเล่มนี้ ผมต้องใช้พลังงานทุกหยาดหยดจริงๆ เพราะสิ่งที่ผมอยากจะเขียนลงในหนังสือเล่มนี้ คือความต้องการให้นักลงทุนมองเห็นรายละเอียดของการลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้นว่ามีมากกว่าเรื่องผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็น การบริหารงานของกองทุน, ลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละกองทุน และแนวคิดในการลงทุน ดังนั้นจึงบอกได้ว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวมเป็นได้ทั้ง ‘ศาสตร์’ และ ‘ศิลป์’ เพราะผลตอบแทนที่ได้รับนั้นขึ้นอยู่กับกาารตัดสินใจในการลงทุนของแต่ละคน

สำหรับผมหนังสือเล่มนี้แตกต่างจากหนังสือการลงทุนเล่มอื่นๆเพราะ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มแรกที่ทำบทวิเคราะห์ข้อมูลกองทุนต่างๆแบบเจาะลึก, วิธีการอ่านผลตอบแทนแบบ Percentile  ของ AIMC ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน เราจึงวางโจทย์ในการทำหนังสือคือ การนำเสนอข้อมูลต่างๆให้เข้าใจได้ง่าย แม้ผู้อ่านจะไม่มีความรู้ด้านการลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้นก็ตาม ผมและทีมจึงปรึกษากันและตัดสินใจว่าจะใช้การนำเสนอข้อมูลในแบบรูปภาพ Infographic ที่สวยงามและเข้าใจได้ง่าย เพราะเราต้องการให้ผู้อ่านทุกคนไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือกูรูด้านการลงทุนในกองทุนหุ้นก็สามารถเข้าใจได้และตัดสินใจไม่พลาดทุกการจัดอันดับการลงทุนด้วยตัวเอง

แน่นอนด้านเนื้อหาภายในหนังสือนั้นทีมบรรณาธิการของ AomMoney ได้รวบรวมและคัดสรรค์ข้อมูลจำนวนมากเพื่อให้ข้อมูลถูกต้องน่าเชื่อถือ เช่น การจัดอันดับกองทุนที่ต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลนอกจากนี้ทางผู้แต่งเองก็ต้องวิเคราะห์กองทุนเพื่อใช้วิเคราะห์แบบรายกองทุนอีกด้วย

ต่อมาคือทีมกราฟฟิก การนำเสนอด้วยรูปภาพ Infographic นั้นมีข้อดีคือช่วยให้เราเข้าใจเนื้อหาที่ยากและซับซ้อนได้ง่ายๆด้วยรูปภาพที่สวยงาม แต่เพราะข้อมูลที่ซับซ้อน ทำให้ตลอดระยะเวลาการทำหนังสือเล่มนี้ ทั้งทีมงานด้านเนื้อหาและทีมกราฟฟิกก็ต้องพูดคุยกันตลอดเพื่อให้เนื้อหาถูกต้องและสามารถเข้าใจได้ง่าย

ด้วยโจทย์อีกอย่างของหนังสือคือ การลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น จึงทำให้งานของเราเริ่มต้นตั้งแต่การอธิบายภาพรวมทั้งหมดของสิ่งที่เรียกว่า ‘กองทุนรวม’ และลักษณะของกองทุนรวมประเภทต่างๆที่แบ่งออกตามระดับความเสี่ยง, แบ่งตามลักษณะการปันผล, แบ่งตามลักษณะการลงทุน และแบ่งตามลักษณะการบริหารกองทุน เพื่อให้ผู้อ่านจะสามารถเข้าใจว่าแม้จะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมเองก็ยังมีความเสี่ยง จึงควรพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นคัมภีร์สอนการลงทุนแบบ Step by Step ที่ไม่ได้ทำออกมาเพื่อชี้นำการลงทุน แต่เพื่อเป็นการเปิดมุมมองอื่นๆที่เกี่ยวกับการลงทุนผ่านกองทุนรวม เหมาะกับเหล่านักลงทุนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนกับกองทุนรวม และต้องการคู่มือช่วยเหลือในการเลือกกองทุน

หลังจากการทำงานกันแบบลืมกินลืมนอน พวกเราก็สามารถทำหนังสือออกมาเสร็จสมบูรณ์เพื่อให้ผู้อ่านได้นำเทคนิคดีๆไปใช้เพื่อก่อให้เกิดผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างคุ้มค่า

ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายคนที่มีความสนใจเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวมแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี บางคนต้องการสร้างความมั่นคงทางด้านการเงินในระยะยาวแต่ไม่รู้วิธี หรือแม้แต่นักลงทุนที่มีประสบการณ์ด้านการลงทุนมาบ้างแล้วก็ตามแต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะลงทุนในกองทุนไหนดี หนังสือเล่มนี้จะเป็นอีกทางเลือกที่ไม่น่าพลาด เพราะนอกจากการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับกองทุนรวมหุ้นแล้ว ภายในหนังสือยังมาพร้อมกับบทวิเคราะห์กองทุนที่น่าจับตาสำหรับปี 2559 อีกด้วย

ในตอนนี้ตลาดหุ้นไทยเริ่มที่จะกลับมาดีขึ้น ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ควรจะเริ่มศึกษาการลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมในการลงทุนจากนี้ไป การศึกษาด้านการลงทุนด้วยตัวเองนั้นช่วยให้เราสามารถลงทุนด้วยวิธีต่างๆได้ แต่ในบางครั้งเราอาจไม่เข้าใจในบางรายละเอียด ผมจึงเสนอโอกาสให้เราทุกคนได้มาร่วมลุ้นเรียนรู้การลงทุนผ่านกองทุนรวมไปพร้อมๆกันกับผมเพียง 100 คนใน Mini Workshop ‘7 ขั้นตอนเลือกกองทุนที่ดีที่สุดสำหรับคุณ’ ภายในงานเราจะไขทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับการลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น  เพียงสั่งหนังสือผ่านทางเว็บไซต์ http://goo.gl/8UN9KJ ของ Ookbee Online เท่านั้น หนังสือเล่มนี้ยังพิมพ์จำนวนจำกัดเพียง 5,000 เล่ม และไม่ได้พิมพ์ซ้ำ เพราะฉะนั้นรีบหามาอ่านกันให้ได้นะครับทุกคน

แล้วพบกันที่งาน Mini Workshop ครับ 🙂

“กองทุนปันผล” VS “กองทุนไม่ปันผล”

เชื่อว่าหลายท่านที่กำลังเริ่มศึกษาเรื่องกองทุนอยู่นั้น พอได้เห็นว่ากองทุนเองก็มีปันผลด้วย ก็อาจจะเริ่มคิดแล้วว่า กองทุนปันผล กับ กองทุนไม่ปันผลนั้น แตกต่างกันอย่างไร และอย่างไหนดีกว่ากันครับ ดังนั้นวันนี้ผมจะมาเหล่าให้ฟังกันครับ และคิดว่าน่าจะช่วยให้ท่านผู้อ่านตัดสินใจได้บ้างว่าจะเป็นกองทุนแบบไหนดี 

เรามาเริ่มที่จุดเด่น ของกองทุนแบบปันผลกันก่อนนะครับ

1.  กองทุนปันผลให้กระแสเงินสด จึงเหมาะกับคนที่ต้องการเงินออกมาเป็นช่วง ๆ เพื่อใช้จ่าย

2. จริง ๆ แล้ว เงินที่ปันผลนั้น ไม่ได้มาจากกำไรจากการปันผลของหุ้นในกองทุนอย่างเดียวนะครับ แต่อาจจะมาจากกำไรที่ขายหุ้นในกองทุนออกไปก็ได้ครับ(กองทุนปันผลไม่ได้มีแต่หุ้นปันผลมารวมกันนะครับ)

3.  กำไรที่ได้จากการขายกองทุน ไม่เสียภาษี

4.  เวลาที่ตลาดหุ้นผันผวน หรือมีแนวโน้มเป็นขาลงที่ชัดเจน เงินปันผลที่ได้มาก่อนหน้านี้ หรือ เงินปันผลที่ได้ระหว่างตลาดหุ้นเป็นขาลง จะช่วยให้เราไม่บาดเจ็บจากการลงทุนมากนัก

5.  ต้องเสียภาษีเงินปันผล 10 %  โดยจะ หัก ณ ที่จ่าย หรือ เก็บไว้รวมกับเงินรายได้เพื่อคิดภาษีตอนต้นปีก็ได้

6. เวลาตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น เราอาจจะเห็นว่ากองทุนปันผลจะได้กำไรส่วนต่างเวลาขายกองทุนน้อยกว่ากองทุนไม่ปันผล

ต่อมาเรามาดูที่ กองทุนไม่ปันผลกันบ้างครับ

1. กองทุนไม่ปันผล ไม่ได้ให้กระแสเงินสดเราออกมา ถ้าหุ้นในกองทุนมีปันผล ผู้จัดการกองทุนจะเก็บไว้ในกองทุนเพื่อลงทุนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เราได้กำไรมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นชัดเจน

2. กำไรที่ได้จากการขายกองทุนไม่เสียภาษี ( เงินปันผลจากหุ้นที่อยู่ในกองทุนนั้นจะถูกรวมอยู่ในกองทุนโดยอัตโนมัติ ตอนที่ขายกองทุนออกมา ก็เหมือนไม่เสียภาษีเงินปันผลนั่นเอง)

3. ความเสี่ยงในจังหวะตลาดหุ้นเป็นขาลง อาจจะทำให้เราขาดทุนได้มากเช่นกัน เพราะว่าไม่มีเงินระหว่างทางมาให้เรานำมาเก็บไว้ได้เลย (แต่ถ้าเป็นการลงทุนระยะยาวความเสี่ยงประเภทนี้ก็จะน้อยลงไป เพราะว่าหุ้นในกองทุนอาจจะมีเงินปันผลออกมาทำให้ NAV กองทุนไม่ลดต่ำมากเกินไป  และงอกเงยขึ้นในภายหลัง)

ข้อควรระวัง และสิ่งที่นักลงทุนมักเข้าใจผิด

1. หลายคนคิดว่าซื้อกองทุนช่วงหลังปันผลจะให้เราได้กำไรมากกว่าซื้อก่อนปันผลเพราะว่า NAV ถูก

ซึ่งจริง ๆ ต้องบอกว่าไม่ใช่ครับ เพราะว่าการซื้อกองทุนก่อนปันผลนั้น จะได้เงินปันผลเข้ามาชดเชย ได้เท่ากับมูลค่าส่วนที่เราซื้อหลังปันผลอยู่ดีครับ

2. กองทุนที่ปันผลมาก ๆ ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนที่ปันผลน้อย

อันนี้ก็ไม่จริงครับ บางกองทุนปันผลน้อย แต่ว่าได้กำไรจากการขายหุ้นในกองทุนเยอะทำให้ NAV ไม่ต่ำลงหลังปันผล หากขายกองทุนไป อาจจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนที่ปันผลมาก ๆ ก็เป็นได้ครับ ดังนั้นเราควรเลือกกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีและบริหารการลงทุนได้เจ๋ง มากกว่าเลือกกองทุนที่ปันผลเยอะครับ

ผมเชื่อว่าหลังจากอธิบายไปแล้ว หลายท่านคงได้ข้อสรุปว่ากองทุนแบบไหนที่เหมาะกับตนเองนะครับ แต่ผมก็เชื่อว่าอีกหลายคนก็ยังถามตัวเองอยู่แน่ ๆ ว่ากองทุนแบบไหนดีหว่า 55+ อย่าคิดมากเลยครับ เลือกแบบที่ชอบ ที่ใช่ไปเลย ไม่มีถูกหรือผิด แต่จะขึ้นกับว่าชอบหรือไม่ชอบมากกว่าครับ

ครั้งหน้าเราจะมีดูกองทุนปันผลนั้น จะแตกต่างจากกองทุนที่มีการ Auto Redemption อย่างไรครับ

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 25 – 29 กรกฎาคม 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ กลับมาพบกับ “อัศวินกองทุน” คนนี้ที่รอคอย กับคอลัมน์ WEEKLY OUTLOOK ที่จะมาสรุปสถานการณ์การลงทุนทั่วโลกแบบสั้นๆ เข้าใจง่าย พร้อมแนะนำจังหวะการลงทุนให้ทุกคนได้กระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมคร้าบ

สำหรับช่วงวันที่ 25-29 กรกฏาคม 2559 นี้ ดูเหมือนว่ามีสัญญาณเกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้เราต้องคอยพิจารณาและจับตาดูสถานการณ์ที่กำลังจะตามมาครับ เอาล่ะครับ ผมว่าเรามาเตรียมตัวกันเลยดีกว่าครับว่า สัปดาห์นี้เราควรจะวางแผนการลงทุนไปในทิศทางไหนกันดีครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์ :
จับตาการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น ในการทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ผมมองว่าผลประกอบการบริษัทที่จะมีการประกาศในช่วงต่อไป จะยังออกมาดีกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งต่อเนื่องของเศรษฐกิจสหรัฐครับ คำแนะนำสำหรับสัปดาห์นี้จึงยังคงเหมือนเดิม คือ เพิ่มการลงทุนต่อไปยาวๆ กันเลยครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

สำหรับตลาดหุ้นยุโรปนั้น ผมคาดว่าความผันผวนของตลาดหุ้นอาจเพิ่มขึ้นอีก หลังจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) สร้างความผิดหวังให้ตลาดโดยไม่มีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมในการประชุมครั้งที่ผ่านมา ผมคิดว่าแบบนี้เราควรถอยท่าทีมาโดยการลดการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE / H-SHARE )

ผลประกอบการไตรมาสสองของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จีน ซึ่งคาดว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก  ประกอบกับราคาต่อมูลค่าพื้นฐานตลาดหุ้นจีนยังมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาค  อีกทั้งตัวบ่งชี้ต่างๆ เช่น ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ และยอดค้าปลีก ซึ่งปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ผมมองว่าแบบนี้ถือเป็นเรื่องราวดีๆ ที่จะเพิ่มการลงทุนต่อไปครับผม

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

รัฐบาลญี่ปุ่นส่งสัญญาณถึงการทำนโยบายการคลังซึ่งอาจมีขนาดใหญ่ถึงร้อยละ 4-5 ของ GDP เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวเร็วขึ้น โดยในสัปดาห์นี้จะมีการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งคาดว่าจะมีการทำนโยบายเพิ่มเติมเพื่อทำให้เงินเยนอ่อนค่า ลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น และอย่างที่ผมพูดไว้ตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์ก่อนแล้วล่ะครับว่า ราคาพื้นฐานของตลาดหุ้นญี่ปุ่นนั้นอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ดังนั้นผมอยากแนะนำให้เพิ่มการลงทุนกันไปเลยคร้าบ

ตลาดหุ้นไทย

เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่อง และตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวดี ซึ่งคาดว่าปัจจัยดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนต่อไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยต่ำในหลายประเทศจะส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียเกิดใหม่ ดังนั้นผมจึงแนะนำให้เปลี่ยนมาเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นได้แล้วล่ะครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายในหลายประเทศจะส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นอินเดียต่อเนื่อง นอกจากนี้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนก็คาดว่าจะออกมาดีกว่าการคาดการณ์ อีกทั้งการบริโภคในอินเดียก็มีการขยายตัวดีดูๆ แล้วน่าสนใจเหมือนเช่นเคย ผมยังคงแนะนำให้เพิ่มการลงทุนต่อไปครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

เนื่องจาก Brexit จะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจเกาหลี เนื่องจากสัดส่วนการส่งออกที่มีขนาดใหญ่ และการลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางในเดือนมิถุนายนนั้น จะช่วยลดผลกระทบได้เพียงบางส่วน ดังนั้นการคงการลงทุนยังเป็นสิ่งที่ผมยืนยันเหมือนกับสัปดาห์ก่อนครับ

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

เนื่องจากความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง ดังนั้นนักลงทุนควรลดการถือครองเงินสดและหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าครับ

น้ำมัน

จำนวนแท่นขุดเจาะที่เพิ่มขึ้น แต่ปริมาณสำรองน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลง 9 สัปดาห์ติดต่อกัน จึงคาดว่าราคาน้ำมันจะแกว่งตัวในกรอบแคบๆ แบบนี้ผมมองว่าคงการลงทุนไปก่อนจะดีกว่าครับ

ทองคำ

ธนาคารกลางและรัฐบาลต่างออกมาส่งสัญญาณถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจหาก Brexit มีผลกระทบรุนแรง โดยในระยะถัดไปคาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวต่อเนื่องจะส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ ดังนั้นจังหวะนี้การลดการลงทุนคงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ

ตราสารหนี้ไทย

ราคาพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปี ปรับตัวลดลงสอดคล้องกับทิศทางดัชนีพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงในการชะลอตัว การถือครองพันธบัตรยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีในการกระจายความเสี่ยงอยู่ครับ ดังนั้นผมยังคงแนะนำให้คงการลงทุนต่อไปครับ

จบกันไปอีกแล้วครับ กับสำหรับการวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในสัปดาห์ที่ 7 กับผมนาย “อัศวินกองทุน” คนดีคนเดิม เพิ่มเติมคือหวังให้ทุกท่านลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่ดี

สำหรับภาพรวมของสัปดาห์นี้ผมยังคงให้ความสนใจในการลงทุนทั้งตลาดหุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Market) อย่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น รวมถึงตลาดหุ้นในประเทศที่กำลังพัฒนา (Emerging Market) อย่างประเทศจีน และอินเดีย เหมือนสัปดาห์ก่อนๆ แต่สัปดาห์นี้มีคำแนะนำให้เพิ่มเติมสัดส่วนการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นครับ ดังนั้นอย่าลืมพิจารณาข้อมูลเหล่านี้ และจัดการปรับปรุงพอร์ทการลงทุนให้กระจายความเสี่ยง และเลือกลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมด้วยนะครับ

สุดท้ายนี้ อย่าลืมนะครับว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน” ผมหวังว่าคอลัมน์ WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุนจะเป็นข้อมูลดีๆ อีกหนึ่งทางเลือก

คสช. เปิดโรดแมพเศรษฐกิจ 3 ระยะสู่การเลือกตั้ง

วันที่ 25 พฤษภาคม 2557 คสช.ได้ทำการเปิดเผยแนวทางการบริหารงาน แผนเศรษฐกิจ รวมถึงนโยบายเร่งด่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนชาวไทยและช่างต่างชาติก่อนเข้าสู่การเลือกตั้ง

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วยหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ การเงิน การธนาคารและการคลัง ทั้งภาครัฐและเอกชนมีการนัดหารือกันเพื่อชี้แจงแนวทางการบริหาร หรือ โรดแมพด้านเศรษฐกิจก่อนการเลือกตั้ง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  1. ในด้านการบริหาร จะเน้นการบริหารระบบเศรษฐกิจแบบเสรี ซึ่งใช้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยภาพเอกชนเป็นหลัก
  2. ให้การเคลื่อนย้ายทุกเป็นไปได้อย่างเสรี
  3. จะส่งเสริมนโยบายการค้าเสรี
  4. ลดบทบาทรัฐวิสาหกิจที่ภาคเอกชนสามารถดำเนินการได้
  5. ทำให้การค้าต่างประเทศคล่องตัว โดยทาง คสช. เสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสมาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) รวมทั้งยังพร้อมส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ
  6. สนับสนุนการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
  7. ไม่ก่อหนี้เกินตัว และรักษาวินัยการคลัง
  8. ขจัดความไม่เป็นธรรมระบบพ่อค้าคนกลาง
  9. แก้ไขปัญหาแรงงานอย่างบูรณาการ

ส่วนนโยบายเร่งด่วนอีก 5 ข้อ ที่ทาง คสช. ต้องการเน้นและดำเนินการอย่างเร่งด่วน ประกอบไปด้วย

  1. จัดการปัญหาหนี้ค้างชำระแก่ชาวนาในโครงการจำนำข้าว
  2. แก้ไขปัญหาการขอใบอนุญาตโรงงานอุตสาหกรรมที่ล่าช้า เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน
  3. เบิกจ่ายงบลงทุนปี 2557 ที่ยังคงค้างอยู่ ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 7 พันล้านบาท
  4. เริ่มกระบวนการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น รถไฟรางคู่และรถไฟฟ้าสายต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล
  5. จัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2558 ให้แล้วเสร็จก่อนเดือนกันยายนนี้

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่จะดำเนินการควบคู่ไปกับนโยบายเร่งด่วนอีกด้วย มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

  1. ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม และขจัดปัญหาทุจริต
  2. ปฏิรูปโครงสร้างภาษีอย่างเป็นธรรม
  3. ส่งเสริมการค้าชายแดนผ่านการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ
  4. ทบทวนโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยจะเน้นให้จัดเก็บภาษีคนรายได้สูงมากขึ้น พร้อมทั้งดึงผู้มีรายได้เข้ามาในระบบมากขึ้น
  5. ทบทวนกองทุนนอกงบประมาณต่างๆ เช่น กองทุนสตรี กองทุนหมู่บ้าน โดยจะเน้นทบทวนกองทุนที่ไม่เป็นประโยชน์
  6. เน้นส่งเสริมพัฒนาสินค้าขั้นกลางและขั้นปลายเพื่อการส่งออกให้มากยิ่งขึ้น
  7. ส่งเสริมการดูแลเกษตรกรชาวนาอย่างเป็นระบบมากขึ้น

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เปิดเผยหลังจากเข้าร่วมประชุมว่า ทาง คสช. ได้มีการชี้แจงบทบาทการทำงานของ คสช. ใน 3 ระยะ ซึ่งประกอบด้วย

  1. ในระยะแรก ระบบการบริหารประเทศขณะนี้ มีหัวหน้า คสช. เป็นหัวหน้า
  2. ระยะที่สอง จะมีการออกธรรมนูญการปกครองชั่วคราว และจากนั้นมีการตั้งคณะรัฐมนตรีภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งจะมีการตั้งสภาปฏิรูปในชุดต่างๆ เช่น ปฏิรูปกระบวนการทุจริต ปฏิรูประบบราชการ เป็นต้น นอกจากนี้จะมีการตั้งสภานิติบัญญัติ
  3. ระยะที่สาม คือการกำหนดให้มีการเลือกตั้งต่อไป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การทำงานระยะที่ 2 และ 3 นั้นยังไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะเกิดขึ้นช่วงใด เพราะจำต้องรอดูสถานการณ์บ้านเมืองอีกครั้ง แต่มีความเชื่อว่า คสช.จะสามารถบริหารงานได้ดี เศรษฐกิจของไทยจะดีขึ้นจากเดิม และทำให้ความสุขและความสงบเกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างเร็ววัน

ขณะที่นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ได้กล่าวถึงการจัดทำงบประมาณประจำปี 2558 ว่า ทางสำนักงานงบประมาณจะเร่งเสนอปฏิทินงบประมาณให้กับทาง คสช. พิจารณา ภายในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ โดยเชื่อว่าปฏิทินงบประมาณจะสามารถนำมาประกาศใช้ได้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2557 อย่างแน่นอน โดยคาดว่าวงเงินงบประมาณประจำปี 2558 ไม่น่าจะเกิน 2.6 ล้านล้านบาท โดยเป็นงบประมาณขาดดุล 200,000 ล้านบาท และน่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจปีหน้าให้โตขึ้นได้ 6%

นางสมศักดิ์ยังกล่าวอีกว่า ขั้นตอนการจัดทำงบประมาณจะรวดเร็วขึ้นเมื่อไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และคาดว่าจะมีการนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีหรือองค์กรที่มีอำนาจเทียบเท่าในเร็วๆนี้

โดยเนื้อหาของงบประมาณประจำปี 2558 ที่จัดทำเสร็จไปเกือบครึ่ง ประกอบไปด้วย

  1. งบใช้จ่ายจำเป็นขั้นต่ำสุด
  2. งบที่มีภาระสัญญาผูกพัน
  3. งบภารกิจพื้นฐานของกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ

นายสมศักดิ์ยังกล่าวว่างบประมาณประจำปี 2558 จะมีเรื่องการลงทุนโครงการต่างๆ เช่น โครงการรถไฟรางคู่ ในหมวดการลงทุนโลจิสติกส์ และโครงการป้องกันน้ำท่วม ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงอาจจะยังไม่ใส่ไว้ในโครงการ เพราะการจัดทำงบประมาณจะเน้นด้านการทำงบประมาณสมดุล เพราะในปีงบประมาณปัจจุบันขาดดุลอยู่ที่ 250,000 ล้านบาท โดยมีวงเงินงบประมาณทั้งหมด 2.525 ล้านล้านบาท มีรายได้ 2.275 ล้านล้านบาท ที่เหลือเป็นเงินกู้

นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่าเรื่องเร่งด่วนที่ควรทำที่สุดในตอนนี้ คือ การจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าว และเรื่องการจัดทำงบประมาณปี 2558 เพราะเศรษฐกิจไทยจะได้ฟื้นตัวเร็วที่สุด และจากการประชุมกับทาง คสช. เชื่อว่าแผนงานทั้งหมดจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้มากขึ้น

ทางด้านนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เสนอว่าขอให้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานร่วม ระหว่าง คสช. และภาคเอกชนเพื่อการทำงานและการติดต่อสื่อสารระหว่างกันที่สะดวกมากยิ่งขึ้น และควรเน้นให้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน นักธุรกิจทั้งของไทยและต่างประเทศเป็นอันดับแรก

การประชุมครั้งนี้ พล.อ. ประยุทธ์ ยังสั่งการให้ทุกหน่วยงานด้านเศรษฐกิจรวบรวมมาตรการต่างๆที่เกี่ยวกับการลดค่าครองชีพของประชาชนมาเสนอในการประชุมครั้งต่อไป พร้อมทั้งยังเน้นกำชับให้กระทรวงต่างประเทศและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการทำงานกับต่างประเทศเร่งชี้แจงทำความเข้าใ&#

ทุกวันนี้ “เราลงทุนไปก่อนค่อยรู้เป้า หรือ รู้เป้าก่อนค่อยไปเลือกการลงทุน”

วันนี้ก็อยากมาย้ำในหัวข้อนี้อีกทีว่า

“รู้เป้าหมายการเงินก่อนค่อยเลือกสินค้าการเงิน หรือ เลือกสินค้าการเงินก่อนค่อยมารู้เป้าหมายการเงิน”

คำตอบที่ควรเป็น ก็ควรเป็นอย่างแรก คือ รู้เป้าหมายก่อนว่าต้องการเท่าไหร่ ถึงจะหาสินค้าการเงินที่จะไปออมหรือลงทุน

ก็คล้ายๆกับ การเดินทาง เช่น เราต้องรู้เป้าหมายก่อนว่าจะไปที่ไหน อยากถึงเมื่อไหร่ ค่อยหาวิธีการว่าจะไปอย่างไร

เช่น คุณมีเป้าหมายจะไปเที่ยวที่ภูเก็ต ภายใน 2 ชม แน่นอนว่า วิธีการไป ก็คงต้องไปด้วยเครื่องบิน หรือ ถ้ามีเวลา 1 วันในการเดินทางอาจไม่ใช้เครื่องบิน แต่ไปด้วยรถยนต์ รถไฟ หรือ บขส ก็ได้

ดังนั้น สำคัญคือ เราต้องรู้เป้าหมายก่อนเสมอว่าจะไปที่ไหน แล้วค่อยหาวิธีการกันไปอย่างไร ก็คงไม่ต่างจากเรื่องการวางแผนการเงิน โดยเฉพาะเรื่อง Wealth Accumulation หรือ Wealth Creation (การเพิ่มพูนความมั่งคั้ง)

เราต้องรู้ก่อนว่า เราต้องการเกษียณอายุเท่าไหร่ และ ต้องมีเงินเท่าไหร่แน่ๆ จึงจะหาสินค้าการเงินที่เหมาะสม
แต่ส่วนใหญ่ ที่พบบ่อยคือ การเลือกสินค้าการเงินก่อนว่าจะออมอะไร หรือ ลงทุนอะไรดี ทั้งๆที่ไม่เคยรู้เลยว่า จริงๆแล้วตอนเกษียณเราต้องมีเงินเท่าไหร่ เช่น มีคนมาชวนลงทุน เล่นหุ้นก็ลง ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าต้องลงกี่ปี จะต้องการผลตอบแทนไปถึงที่เท่าไหร่ ส่วนใหญ่มักจะบอกว่า การเล่นหุ้นมันมีผลตอบแทนสูง มีโอกาสรวยเร็ว ดีกว่าฝากธนาคาร

แน่ครับว่า การลงทุนในหุ้นมีโอกาสกำไรสูงกว่าธนาคาร แต่ก็มีโอกาสขาดทุนมากกว่าการออมกับธนาคารเช่นกัน และที่สำคัญมันค่อนข้างจะการันตีผลตอบแทนได้ยากในวันที่ต้องการเกษียณ

ซึ่ง สมมุติว่า ถ้าต้องการเงินเกษียณตอนอายุ 55 ปี สัก 20 ล้าน ก็คงไม่สามารถ commitment ได้ซึ่งหากเราไม่มีความชำนาญในการลงทุนในหุ้น ก็อาจจะล้มเหลวได้ตอนอายุใกล้ๆเกษียณ

หรือบางคนก็ชอบซื้อแบบประกันสะสมทรัพย์แบบสั้นๆ เช่นออม 5-6 ปี และก็ได้เงินคืนตอนปีที่ 10-15 ปี เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่ซื้อเพราะมันสั้นดี และหักภาษีได้ แค่นั้น ซึ่งหากอายุยังไม่เยอะ เช่น อายุเพิ่ง 30 ปี บางครั้งเงินที่ได้คืนจากกรมธรรม์ก็ยังเป็นช่วงอายุ ที่ยังไม่เกษียณเลย เช่นพออายุ 45 ปี ก็ครบสัญญาได้เงินคืนละ

หรือหลายๆคนก็ใช้บริการกองทุนรวมซึ่งก็มีกองทุนหลายประเภททั้งแบบตราสารหนี้ หรือตราสารทุน ซึ่งต้องพิจารณาความเสี่ยงจากการลงทุนด้วย ซึ่ง เราก็ต้องมีความเสี่ยงจากการเอาไปลงทุนต่อไปเพื่อให้เงินออกมาตอนเกษียณอายุ 55 ปี เป็นต้น

ซึ่งหาก ระหว่างอายุ 45 ปี ถึง 55 ปี เกิดเราไปลงทุนผิดพลาด ก็แสดงว่า เป้าหมายเกษียณที่ต้องการอาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการก็ได้

ดังนั้นจากนี้ไป ควรต้องคิดเรื่องเป้าหมายการเงินก่อน แล้วค่อยหาสินค้าการเงินที่เหมาะสม น่าจะทำให้คุณมีโอกาสสำเร็จทางการเงินที่ชัวร์กว่านะครับ

By
สุรกิจ พิทักษ์ภากร
นักวางแผนการเงิน CFP ?
#?wealthplanner?

*** มุ่งให้คนไทยมีสุขภาพการเงินที่ดี ***

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.surakit.com

#อยากเป็นนักวางแผนการเงิน #อยากวางแผนการเงิน

จัดการลงทุนส่วนตัวแบบนักลงทุนสถาบัน

ต้อนรับควันหลงสงกรานต์ยามสิ้นเดือนเมษา ..

วันนี้ผมเลยจะมาแนะนำ วิธีจัดพอร์ทแบบนักลงทุนสถาบันกันครับ

ในปัจจุบัน ตลาดการลงทุนเปิดเสรีมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก ..   เราสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ต่างประเทศด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าเมื่อก่อนเยอะ ไม่ว่าจะผ่านทางกองทุนต่างๆ ที่มีการไปลงทุนต่างประเทศ หรือกองทุนที่ไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศอีกที หรือที่เรียกกันว่า “Feeder Fund” ..   ทำให้หลายๆ ที่เริ่มมีการจัดพอร์ทการลงทุนที่รวมสินทรัพย์ต่างประเทศเข้ามาค่อนข้างเยอะ … วันนี้เราจะมาดูกันแบบง่ายๆ นะครับว่าเราต้องทำอย่างไรบ้าง

ก่อนอื่น .. ขอแยกระดับการลงทุนออกเป็น 2 ชั้น โดย ชั้นแรกจะขอเรียกกว่าการทำ “Asset Allocation” ซึ่งหมายถึงการเลือกว่าจะไปลงทุนสินทรัพย์ประเภทใดก่อน เช่น ปีนี้ เราจะลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ร้อยละ 30   หุ้นยุโรปร้อยละ 15   หุ้นจีนร้อยละ 10 หุ้นไทยร้อยละ 10 กองทุนอสังหาริมทรัพย์ไทยร้อยละ 10 และพันธบัตรรัฐบาลไทยร้อยละ 10 เป็นต้น (ในที่นี่ของรวม Country Allocation คือการเลือกประเทศเข้ามาด้วยครับ)

ถัดไป ชั้นที่สองคือสิ่งที่เรียกว่า “Security Selection” เราถึงจะมาเลือกว่าในสินทรัพย์ต่างๆ ที่เราจะลงนั้น เราจะลงทุนยังไงดี เช่น หุ้นไทยร้อยละ 30   เราจะลงทุนหุ้น ABC ร้อยละ 30 หุ้น DEF ร้อยละ 40 หุ้น XYZ ร้อยละ 30 เป็นต้น ซึ่งทั้ง 2 ระดับนั้นจะอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันไป

อย่างแรก คือ การเลือกประเภทสินทรัพย์ที่จะลงทุนนั้น จำเป็นจะต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจการเงินโลกอย่างใกล้ชิด เพราะในแต่ละสภาพแวดล้อม สินทรัพย์แต่ละประเทศจะให้ผลตอบแทนได้ไม่เหมือนกัน เช่น เรารู้ว่าปีนี้เศรษฐกิจโลกไม่ดี ราคาน้ำมันลดลงทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง ธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่นยังคงอัดฉีดสภาพคล่องต่อเนื่อง ความผันผวนในตลาดสูง ทำให้เราพอจะคาดเดาได้ว่า ตลาดพันธบัตรนั้นน่าจะยังคงให้ผลตอบแทนดี เพราะว่าอัตราดอกเบี้ยไม่มีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นในระยะอันใกล้ แต่หุ้นนั้นอาจให้ผลตอบแทนไม่ดี เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีกว่านี้ ดังนั้นเราคาดว่าพันธบัตรอาจให้ผลตอบแทนดีกว่าในปีนี้ เป็นต้น เราอาจปรับน้ำหนักการลงทุนในพันธบัตรมากหน่อยในปีนี้

ในขณะที่การเลือกหลักทรัพย์รายตัวนั้น จะต้องอาศัยความถนัดในเรื่องที่เป็นระดับย่อยกว่า เช่น การแนวโน้มผลการดำเนินงานรายบริษัท หรือรายอุตสาหกรรม

โดยเราต้องเอาทั้งสองประการมาประกอบรวมกันเพื่อตัดสินใจจัดพอร์ทการลงทุน ซึ่งวิธีการประกอบรวมกันนั้นมีหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ง่ายๆ เช่น การอาศัยประสบการณ์ หรือจะยุ่งยากมากๆ เช่น การทำ Portfolio Optimization แต่เราคงไม่จำเป็นต้องไปถึงระดับนั้น (หากเพื่อนๆ สนใจ เราสามารถมา   Update กันได้เดือนละครั้งนะครับ) อาจจะอาศัยอ่านตามที่มีคนจัดมาให้บ้าง เช่น ขอยกตัวอย่างดังนี้

ทีนี้เราก็มาเลือกดูว่าตัวเรานั้นต้องการความเสี่ยงระดับไหน เช่น น้อยสุด ก็จะเลือกแบบ Capital Preservation ก็จะลงทุนในตราสารหนี้ หรือพันธบัตรร้อยละ 59.00 หุ้นไทยร้อยละ 5.00 หุ้นต่างประเทศร้อยละ 7.00 การลงทุนทางเลือกร้อยละ 5.00   และถือเงินสดหรือกองทุนพันธบัตรระยะสั้นๆ อีกร้อยละ 25.00   แต่ยิ่งเสี่ยงน้อยผลตอบแทนก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะน้อยลง

ทั้งนี้เราต้องเข้าใจกันด้วยว่าในระยะยาวนั้น อะไรที่มีความเสี่ยงน้อยก็ควรจะให้ผลตอบแทนน้อยไปด้วย ซึ่งอาจจะเรียงกันตามนี้ครับ

(1) เงินสดและพันธบัตรระยะสั้น

(2) พันธบัตรระยะกลางและยาว

(3) หุ้นและตราสารทางเลือก

โดยผลตอบแทนส่วนใหญ่ จะมาจาก 2 ส่วนประกอบกัน ได้แก่

(1) Carry เช่น Yield & เงินปันผล และ (2) Price ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ โดยการพิจารณาผลตอบแทนคาดหวังนั้นจำเป็นจะต้องพิจารณาจากทั้งสองส่วนรวมกันด้วยครับ

หลักการในการเลือกคือเราต้องประเมินตัวเองใน   2   ด้าน ครับ ว่าเราเต็มใจจะรับความเสี่ยงมากมั๊ย และเรามีความสามารถในการรับความเสี่ยงหรือการขาดทุนมากน้อยแค่ไหน … อันนี้สำคัญมากครับ อยากให้เพื่อนๆ ประเมินตัวเองจากสองด้านนี้เสมอ ในบางครั้งเราอาจเต็มใจจะรับความเสี่ยงเต็มที่ แต่เราก็มีค่าใช้จ่ายที่เราต้องใช้ในแต่ละเดือน เป็นต้น ทั้งสองด้านนี้จำเป็นต้องสมดุลเสมอครับ (วันหลังจะมาแนะนำวิธีบริหารพอร์ทฟอลิโอแบบลดความเสี่ยงในการชำระหนี้ในอนาคตต่อไป ☺)

ต่อไปเราก็จะไปเลือกดูว่าพันธบัตรที่ บลจ ต่างๆ นำเสนอมาให้นั้น ที่ไหนดี มีการลงทุนที่เราคิดว่าน่าจะให้ผลตอบแทนดี เช่น เน้นการลงทุนในพันธบัตรภาคเอกชน หรือ หุ้นต่างประเทศ ถ้าเราคิดว่าเศรษฐกิจสหรัฐ จะขยายตัวได้ดี เราก็ไปลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ เป็นหลัก เป็นต้น

ถามว่าทำไมเราต้องทำแบบนี้ อย่างแรก คือ การกระจายความเสี่ยง โดยหากเราลงทุนทั้งหมดในหลักทรัพย์ไทย ในบางครั้งเราอาจจะมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง โดยหากเรากระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์อื่นๆ บ้าง เช่น พันธบัตร ความเสี่ยงโดยรวมจะน้อยลง อย่างที่สองก็คือ การเลือกการลงทุนในสินทรัพย์ จริงๆ แล้วเกือบจะเป็นตัวตัดสินว่าผลตอบแทนที่เราจะได้นั้นควรจะอยู่ประมาณเท่าไร (ผลการวิจัยส่วนใหญ่จะชี้ว่าผลตอบแทนร้อยละ 80 ถึง 95 นั้นจะมาจากการทำ Asset Allocation) และการอาศัยภาพเศรษฐศาสตร์มหภาคนั้นเป็นภาพที่ไม่เปลี่ยนบ่อย หากเราเข้าใจ เพราะวัฏจักรเศรษฐกิจบางครั้งอาศัยเวลาเป็นปีกว่าจะเปลี่ยนครั้งหนึ่ง

จริงๆ แล้วในรายละเอียดของนักลงทุนสถาบัน หรือผู้จัดการกองทุนยังมีอยู่อีกมาก หากมีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังในรอบต่อๆ ไป หวังว่าเพื่อนๆ คงได้ความรู้เพิ่ม หรืออย่างน้อยใครก็ตามที่จะไปลงทุนในกองที่เป็น “Asset Allocation” นั้นก็จะได้เข้าใจว่าตัวเองจะไปลงทุนอะไร และในอนาคต เราอาจจะถามว่า ปีนี้ลงหุ้นตัวไหนดี เป็นปีนี้ลงทุนในสินทรัพย์อะไรดีแนบไปด้วย ก็ได้ครับ ☺

3 ข้อควรรู้ก่อน “ผ่อน 0%”

“เราจะสร้างหนี้เท่าไหร่ก็ได้

แต่เราต้องคุมกำเนิดหนี้ให้ได้”

 

บัตรเครดิตเป็นของหวานสำหรับคนที่ใช้งานเป็น เพราะใช้จ่ายแล้วได้เงินคืน ได้แต้มสะสมนำไปแลกของกิน ของใช้ได้สารพัด ในขณะเดียวกันมันก็กลายเป็นยาพิษปลิดชีพกับคนที่ใช้จ่ายเกินตัว เพราะบัตรเครดิต เป็นช่องทางสร้างหนี้ได้ง่ายม๊าก

 

วันนี้เราจะมารู้จักกับแนวคิดเพื่อให้เราอยู่ร่วมกับบัตรเครดิตได้อย่างเป็นไท ไม่ใช่เป็นทาสกันนะจ๊ะ

 

3 ข้อควรรู้ก่อนผ่อน 0%  

 

ข้อที่ 1 เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีสร้างหนี้

 

“หนี้สิน” นั้นเกิดจากวิธีคิด ถ้าเราเริ่มต้นสร้างหนี้จากสิ่งจูงใจจากภายนอก เราก็จะสร้างหนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด หลายครั้งที่เราเห็นโปรโมชั่นผ่อน 0% มักจะมีตาเป็นประกายวิบวับ แปลงร่ายกลายเป็นราชาเงินผ่อนเพราะคิดว่า “ผ่อน 0%” แค่นี้ผ่อนไหวแน่นอน แล้วเราก็ผ่อน 0% กับของชิ้นที่ 1,2,3,4 และ 5 ไปเรื่อยๆ สุดท้ายมีรายการผ่อน 0% เกินกว่ารายได้ต่อเดือน จนหนี้สินกลายเป็นพญาปลิงเกาะติดเต็มตัว อึ๋ยๆๆๆๆ

 

3 ข้อควรรู้ก่อน "ผ่อน 0%"

 

ลองเปลี่ยนมาเริ่มที่เงินในกระเป๋าของเราดูบ้างดีกว่าไหม เริ่มจากสมการอภินิหารเงินออม

 

รายได้ – เงินออม – หนี้สิน = รายจ่ายส่วนตัว

 

เมื่อมีเงินเดือนเข้ามาก็ดึงออกไปเก็บไว้ในกระปุกเงินออมทันที จากนั้นก็หักหนี้สินที่ต้องจ่าย (เช่น ผ่อนบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หนี้ กยศ. หนี้นอกระบบ) สุดท้ายเหลือเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น

 

แนวคิดนี้จะทำให้เรารู้ภาพรวมของเงินว่ามีสภาพคล่องคงเหลือเท่าไหร่ หากมีเหลือมากจะผ่อน 0% เพิ่มเข้ามาอีกก็ได้ แต่ถ้าเริ่มใช้จ่ายตึงๆตัวก็ต้องหลีกให้ห่างจากคำว่า “ผ่อน 0%”

 

ข้อที่ 2 หนี้เท่านี้ผ่อนไหวไหม

 

ก่อนจะเริ่มสร้างหนี้จริง น่าจะลองซ้อมผ่อนหนี้ด้วยการออมเงินรายเดือนก่อนนะจ๊ะ เพราะบางครั้งเราคิดว่าผ่อนไหว ซึ่งในช่วงแรกๆก็ไหวอยู่หรอก แต่พอนานๆไปมีรายจ่ายไม่คาดฝันเข้ามา #จบข่าว ไม่มีเงินเหลือจ่ายหนี้ ในขณะที่ความสามารถในการสร้างหนี้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ตารางนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนเท่านั้น

 

สำหรับบางคนหนี้สิน 45% อาจจะจ่ายไหว แต่คนอื่นอาจจะจ่ายไม่ไหวก็ได้ มันไม่มีสูตรสัดส่วนหนี้แบบตายตัวเป๊ะๆ รบกวนผู้อ่านนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเองนะจ๊ะ จากตารางหนี้ 3 ระดับนี้ จะทำให้เราเห็นภาพรวมของเงินในกระเป๋าว่ามีเงินออม หนี้สินและรายจ่ายส่วนตัวเท่าไหร่ อนาคตมีแนวโน้มจะสร้างหนี้ได้อีกหรือไม่ มีหนี้ที่เป็นอันตรายต่อการใช้ชีวิตประจำวันหรือไม่ รวมถึงวางแผนการชำระหนี้ได้

 

วิธีคิด คือ (หนี้สิน / รายได้) x 100

 

ระดับที่ 1 หนี้สบายๆที่ 20%

 

3 ข้อควรรู้ก่อน "ผ่อน 0%"

 

สมมติว่าเรามีเงินเดือน 15,000 บาท ถ้าแบ่งสัดส่วนตามตาราง ดังนี้

  • เงินออม 10% ของรายได้ เราจะมีเงินออมเดือนละ 1,500 บาท
  • หนี้สิน 20% ของรายได้ เราจะจ่ายหนี้สินเดือนละ 3,000 บาท
  • รายจ่ายส่วนตัว 70% ของรายได้ เราจะมีเงินใช้ประจำวันเดือนละ 10,500 บาทหรือวันละ 350 บาท

หนี้ชิลๆไม่น่าเป็นห่วงอะไรมากมาย ถ้าเรารู้สบายกับการเป็นหนี้ระดับนี้ มากกว่านี้ก็อึดอัดก็ควรพยายามควบคุมไม่ให้เกิน 20% ของรายได้ และถ้าต้องการจะมีเงินออมมากขึ้นก็อาจจะปรับสัดส่วนของรายจ่ายส่วนตัวจาก 70% ให้ลดลงหรือเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น

 

ระดับที่ 2 หนี้เริ่มตึงตัวที่ 45%

 

3 ข้อควรรู้ก่อน "ผ่อน 0%"

 

สมมติว่าเรามีเงินเดือน 15,000 บาท ถ้าแบ่งสัดส่วนตามตาราง ดังนี้

  • เงินออม 10% ของรายได้ เราจะมีเงินออมเดือนละ 1,500 บาท
  • หนี้สิน 45% ของรายได้ เราจะจ่ายหนี้สินเดือนละ 6,750 บาท
  • รายจ่ายส่วนตัว 45% ของรายได้ เราจะมีเงินใช้ประจำวันเดือนละ 6,750 บาทหรือวันละ 225 บาท

หากเป็นหนี้สินระยะสั้น (ชำระใน 1 ปี) 45% ของรายได้ก็ยังอดทนจ่ายได้ แต่ถ้าเป็นหนี้ระยะยาวหลายปีก็ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะเงินตึงตัวมากเกินไป หากไม่เงินเก็บฉุกเฉินสำรองเก็บไว้ก็อาจจะค่อนข้างลำบากเวลาเกิดอุบัติเหตุทางการเงิน

 

ระดับที่ 3 หนี้แทบเอาตัวไม่รอดที่ 80%

 

3 ข้อควรรู้ก่อน "ผ่อน 0%"

 

สมมติว่าเรามีเงินเดือน 15,000 บาท ถ้าแบ่งสัดส่วนตามตาราง ดังนี้

  • เงินออม 10% ของรายได้ เราจะมีเงินออมเดือนละ 1,500 บาท
  • หนี้สิน 80% ของรายได้ เราจะจ่ายหนี้สินเดือนละ 12,000 บาท
  • รายจ่ายส่วนตัว 10% ของรายได้ เราจะมีเงินใช้ประจำวันเดือนละ 1,500 บาทหรือวันละ 50 บาท

สภาพคล่องใช้จ่ายส่วนตัวแทบไม่เหลือ มีความเสี่ยงที่จะสร้างหนี้ใหม่เพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสูงมาก อันตรายสุดๆ ควรรีบจัดการหนี้ก่อนที่จะมีหนี้สินพะรุงพะรังไปมากกว่านี้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการหมุนเงินของแต่ละคนอีกด้วย ผู้ที่เป็นหนี้ระดับ 80% นี้อาจจะหมุนเงินเก่งไม่เดือดร้อนทางการเงินก็ได้ แต่สำหรับคนที่บริหารจัดการเงินไม่ดีพอก็อาจะทำให้มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูงมาก

 

ลองเขียนของตัวเองว่ามี "สมการเงินอภินิหารเงินออม" เป็นอย่างไร?

 

3 ข้อควรรู้ก่อน "ผ่อน 0%"

 

ข้อที่ 3 เสียเครดิตครั้งเดียว ชีวิตแทบพังทลาย

 

หลังจากที่เราผ่อน 0%กับของชิ้นที่ 1,2,3,4,5,…… จนกระทั่งมีรายจ่ายผ่อน 0% มากกว่ารายได้ต่อเดือน ต่อไปมหกรรมความผิดหวังอาจจะเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย เมื่อรายได้ไม่เป็นไปตามที่คิด บริษัทปิดกิจการ หรือเกิดอุบัติเหตุทางการเงินที่ต้องรีบใช้เงินแบบด่วนๆ หนี้สินเดิมยังอยู่ครบบวกกับดอกเบี้ยเบ่งบานออกลูกหลานมากมาย

 

การผ่อนแบบไม่ยั้งคิดก็ทำให้ชีวิตพังได้นะจ๊ะ

 

เมื่อชำระหนี้ไม่ไหว อีกไม่นานเรามีประวัติการผิดนัดชำระหนี้ในเครดิตบูโร ซึ่งมีผลต่อการขอกู้ในอนาคต ทำให้เราขอสินเชื่อจากธนาคารยากขึ้น เพราะเรามีประวัติการชำระหนี้ไม่ค่อยดีมาก่อน #จบข่าว

 

เมื่อมีเงินก็ต้องใช้ แต่จะใช้อย่างไรนั้นควรเริ่มจากวิธีคิด จากสิ่งที่มีในกระเป๋านั่นก็คือ เงินของเรานั่นเอง ก่อนที่เราจะลั้นลาไปกับการผ่อน 0% นั้นควรดูภาพรวมว่า&

LTF ถือ 7 ปี เอายังไงต่อ ตอนที่ 2

จากเมื่อตอนที่ 1 ที่ได้คุยกันนะครับว่า ทางรัฐบาลก็มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนการถือครอง LTF จาก 5 ปี เป็น 7 ปี ซึ่งเดี๋ยวเราก็ต้องดูในเรื่องของกฎหมายว่าจะประกาศออกมาอย่างไรเมื่อไหร่นะครับ แต่ด้วยเนื่องจากมีเพื่อนๆมาคุยเพื่อถกเถียงกันว่า การปล่อยเงินไว้ใน LTF ยาวขึ้น กับการนำเงินไปลงทุนอย่างอื่นไปเลย อย่างไหนมันจะคุ้มค่ากว่ากัน ในตอนนี้ก็เลยจะมาสนทนากันในเรื่องนี้นะครับ

#แชร์มุมมองส่วนตัว อาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้นะครับ

ลงทุน LTF หรือ กองทุนรวมทั่วไป

ผมจะเทียบในกรณีที่ง่ายสุดก็คือ ถ้าหากเรามีเป้าหมายในการนำเงินจำนวน 15% ของรายได้สุทธิที่ต้องเสียภาษี มาลงทุนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว โดยมีเป้าหมายการถือครองระยะยาวเกิน 5-7 ปี มาเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของการลงทุนในกองทุน LTF และกองทุนรวมทั่วไป โดนสมมติว่ามันมีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกันว่ามันจะเป็นอย่างไร เช่น กรณี เงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษีคือ 500,000 บาท เราจะกำหนดการลงทุนด้วยเงิน 75,000 บาทในปีนั้น (สามารถดูในตอนที่ 1 ได้นะครับ)

ตัวอย่างผลประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีจะเป็นอย่างงี้นะครับ

กรณีลงทุนด้วย LTF : เราจะได้ลดหย่อนภาษีทันที 7,500 บาท – และมีเงินลงทุน 75,000 บาท

กรณีลงทุนกองทุนรวมทั่วไป : เราจะไม่ได้รับการลดหย่อนภาษี – และมีเงินลงทุน 75,000 บาท

ซึ่งหากเรามองทั้ง 2 กรณีแล้วจะเห็นได้ว่า ข้อแตกต่างคือการลงทุนด้วย LTF จะช่วยในการลดต้นทุนทางการเงินเปรียบเทียบทันที 10% และถ้าฐานภาษีเราสูงขึ้นจะประหยัดต้นทุนตรงนี้ได้มากกว่าเดิม 20% 35% เป็นต้น 

การตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ LTF ก็ต้องเอาฐานภาษีมาคำนวณว่าเราสามารถสร้างผลตอบแทนที่คาดหวังเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในกองทุนรวมทั่วไปว่าสามารถทำได้ไหม หากทำไม่ได้ก็ลงใน LTF ไปก็ดีกว่านะครับ

ตัวอย่างของการเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุน

กำหนดเงื่อนไข : ลงทุนด้วยเวลาเท่ากันที่ 7 ปีและความเสี่ยงไม่ได้ต่างกันมาก

กรณีที่ 1 : จะเห็นได้ว่าหากผลตอบแทนเท่าๆกันภายใต้กรอบเวลาที่ถือกองทุนรวมไว้ 7 ปีเท่ากัน LTF จะได้เปรียบในเรื่องของผลประโยชน์ทางภาษี

กรณีที่ 2 : จะเห็นได้ว่าหากผลตอบแทน LTF เจ๋งกว่ากองทุนเปรียบเทียบ ก็จะได้ 2 เด้งเลย

กรณีที่ 3 : จะเห็นได้ว่าหากผลตอบแทน LTF ต่ำกว่า มันก็ยังมีผลประโยชน์ทางภาษีอยู่นะครับ บางครั้งกองทุนรวมอาจจะชนะในเชิงผลตอบแทนการลงทุน แต่ LTF อาจจะชนะผลตอบแทนรวมในการวางแผนการเงินของเราก็ได้ แต่ก็อาจจะมีที่ LTF ได้น้อยกว่า เช่น ผลตอบแทนแย่จริงๆหรือ ฐานภาษีเราไม่ได้สูงมากขนาดที่ได้ผลประโยชน์ทางภาษีเยอะ เราอาจจะลงกองทุนรวมทั่วไปดีกว่า

พอจะเห็นภาพมากขึ้นไหมครับว่าการลงทุนใน LTF นั้นมันมีประโยชน์แฝงอยู่มากกว่ากองทุนรวมทั่วไปในเรื่องของการลดหย่อนภาษี ถ้าเรากะจะถือยาวอยู่แล้วก็อาจจะลองมามองในมุมนี้ดูว่าคุ้มค่าหรือเปล่า แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องสำรวจตัวเราด้วยนะครับ ไม่ใช่ลง LTF ไปจนหมด เพราะแผนการเงินของบางท่านอาจจะมีในเรื่องการลงทุนระยะสั้นน้อยกว่า 5-7 ปี มีโอกาสอื่นๆที่อาจจะดีกว่า LTF ก็ได้ บางคนเอาเงินไปเก็งกำไร (ถ้าทำได้) ได้ปีละ 30-40% ก็คุ้มกว่าการลงทุนใน LTF อีก หรือ อาจจะเน้นในการถือครองหลักทรัพย์ที่ความเสี่ยงต่ำกว่ากองทุนรวมหุ้น ตรงนี้อยู่ที่การวางแผนและจัดการเรื่องการเงินของทุกคนนะครับ

ติดตามบทความ LTF ถือ 7 ปี เอาไงต่อ? ตอนที่ 1 (คลิก)

ติดตามบทความ LTF ถือ 7 ปี เอาไงต่อ? ตอนที่ 3 คำถามถึงนักออมหุ้น DCA (คลิก)

3 เคล็ดลับวางแผนภาษีและการเงินสำหรับฟรีแลนซ์สำหรับตลอดปี 2016!

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms เจ้าเก่าคนเดิมเพิ่มเติมที่เวปไซด์ Aommoney กันอีกครั้ง!! สำหรับบทความประจำสัปดาห์นี้เป็นการเพิ่มเติมจากบทความเดิมที่ผมเคยเขียนไว้ใน “บล็อกภาษีข้างถนน” ที่มีชื่อว่า 5 ขั้นตอนวางแผนภาษีสำหรับฟรีแลนซ์ไทย!! ซึ่งได้อธิบายขั้นตอนคร่าวๆในการวางแผนภาษีของฟรีแลนซ์กันไปบ้างแล้วครับ

แต่สำหรับบทความใหม่นี้ จะพูดถึง “เคล็ดลับ” ในการจัดการภาษีและการเงินของฟรีแลนซ์ พร้อมกับเทคนิคด้านการเงินต่างๆที่จะทำให้เรานำมาใช้วางแผนประหยัดภาษีพร้อมกับเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ชีวิตเราดีขึ้นอีก 2 เท่า!! หรือเรียกได้ว่าเป็นบทความอัพเดทล่าสุดพร้อมตัวอย่างที่จะทำให้ชาวฟรีแลนซ์ได้ลืมตาอ้าปากกันเลยทีเดียวครับผม (แหม่… ว่าเข้าไปนั่น!) เอาล่ะครับ!! เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาอารัมภบทเกินกว่า 2 ย่อหน้า ผมคงต้องขอลา เอ้ย! เรามาดูกันเลยดีกว่าครับว่าเคล็ดลับที่ว่านั้นมันมีอะไรบ้าง

1. จัดการประเภทรายได้ให้ถูกต้อง

สิ่งแรกที่ฟรีแลนซ์ต้องเจอในการวางแผนภาษีและการเงินของตัวเอง คือ การจัดการเลือกประเภทรายได้ทางภาษีให้ถูกต้องครับ โดยเราต้องรู้เป็นลำดับแรกครับว่า รายได้ของเรานั้นถือเป็นเงินได้ประเภทไหนตามกฎหมาย เพราะเงินได้แต่ละประเภทนั้นหักค่าใช้จ่ายได้ต่างกันครับ

โดยสำหรับเรื่องของการจัดประเภทรายได้นั้น ผมอยากจะแนะนำให้ฟรีแลนซ์มือใหม่หรือคนที่ไม่เข้าใจเรื่องภาษี เริ่มต้นจากบทความในซีรีย์ “ภาษีง๊ายง่าย” ทั้ง 3 ตอน คือ

[ซีรีย์] ภาษีง๊ายง่าย [1] : เงินได้ของเราต้องเสียภาษีไหม?
[ซีรีย์] ภาษีง๊ายง่าย [2] : เลือกค่าใช้จ่ายให้ถูกต้องงง
[ซีรีย์] ภาษีง๊ายง่าย [3] : ปิดท้ายด้วยค่าลดหย่อน

และถ้าหากใครสนใจเรื่องนี้เพิ่มเติม ลองดูคลิปอธิบายเรื่องรายได้ของวิชาชีพอิสระและฟรีแลนซ์ประเภทต่างๆได้ในรายการ ภาษีสายแข็ง เพิ่มเติมเลยครับ (ฝากติดตามด้วยนะครับ ^^)

หลังจากที่อ่านกันจบแล้ว… TAXBugnoms คนเดิมขอย้ำเสริมอีกทีว่า ความแตกต่างของประเภทเงินได้ตามกฎหมายนั้น จะทำให้เราวางแผนภาษีได้ง่ายขึ้น เพราะเงินได้แต่ละประเภทนั้น สามารถหักค่าใช้จ่ายได้แตกต่างกันและทำให้ภาษีที่เสียนั้นมากน้อยต่างกันครับ เอาล่ะ เรามาดูตัวอย่างกันเลยดีกว่า (ขอขอบคุณตัวอย่างจากหนังสือ ฟรีแลนซ์ 101 ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ)

นายเก่า เป็นฟรีแลนซ์หนุ่มโสดมีรายได้ทั้งปี 1,000,000 บาท มีค่าใช้จ่ายจริงที่หักภาษีได้ 200,000 บาท ไม่แต่งงาน ไม่มีลูก และไม่มีอะไรเลย อยากทราบว่าในปีนี้ นายเก่า จะต้องเสียภาษีเป็นเงินเท่าใด

วิธีคำนวณภาษีสำหรับกรณีนี้ คือ เราต้องตีโจทย์ก่อนว่า นายเก่าเป็นฟรีแลนซ์ประเภทไหน และเงินได้ของนายเก่านั้นเป็นเงินได้แบบไหนอย่างไรบ้าง เพราะเงินได้แต่ละอย่างนั้น มันเสียภาษีแตกต่างกันดังนี้ครับ

2. วางแผนภาษีสอดคล้องกับ “จริต” และ “ความจำเป็น” ของตัวเอง

ขั้นตอนต่อมา คือ การวางแผนภาษีครับ เมื่อลองคำนวณภาษีตามข้อ 1 แล้ว (แนะนำเครื่องมือคำนวณภาษีดีๆ อย่าง iTAX ไว้ ณ ที่นี้ครับ) ดูต่อว่าเราเสียภาษีเท่าไรบ้าง แล้วมาดูกันว่า เรามีค่าลดหย่อนอะไรบ้าง ?

หลังจากนั้นให้ไปดูต่อครับว่าเราต้องการค่าลดหย่อนส่วนที่เป็นการออมเงินและลงทุนเพิ่มเติมอะไรอย่างไรบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะหนีไม่พ้น LTF, RMF และประกันชีวิตทั้งหลายทั้งปวงครับ ซึ่งตรงนี้ผมอยากให้ใช้วิจารณญานให้ดีตามความต้องการในการวางแผนการเงินของตัวเองมากกว่าการประหยัดภาษี ดังนั้นอย่าลืมพิจารณากันให้ดีด้วยนะครับ

อ้อและที่สำคัญอย่าลืมเรื่องการจัดการเอกสารหลักฐานภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ถูกต้องด้วยนะครับ ซึ่งผมเคยพูดเรื่องนี้ไปแล้วในบทความที่มีชื่อว่า ฟรีแลนซ์ ห้ามหยุด ห้ามพัก ห้ามหัก ณ ที่จ่าย? : 3 เรื่องภาษีที่ฟรีแลนซ์ต้องรู้ อยากแนะนำให้ลองอ่านดูอีกทีครับผม

3. บริหารจัดการการเงินให้มีเงินฉุกเฉิน

สำหรับข้อสุดท้ายนั้น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าการวางแผนภาษีเสียอีกครับ นั่นคือการจัดการกระแสเงินสดของตัวเราเองไม่ให้มีปัญหา ซึ่งตรงนี้ต้องมาปรับทัศนคติกันก่อนครับว่า เงินที่เราได้มาจากากรทำงานนั้นมันไม่แน่นอน ดังนั้นต้องมีการสำรองเก็บไว้ให้เหมาะสม ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน แต่ถ้าหากเป็นฟรีแลนซ์จริงๆแล้วล่ะก็ ผมคิดว่ามีเงินสำรองไว้ใช้จ่ายประมาณ 6 เดือนขึ้นไปน่าจะเป็นอะไรที่เหมาะสมที่สุดครับ

และสำหรับเคล็ดลับ 3 ข้อที่ผมเขียนมานั้น มันมาจากประสบการณ์ตรงในการเป็นฟรีแลนซ์ของตัวเองและจากการช่วยเหลือตอบปัญหาภาษีให้กับชาวฟรีแลนซ์ทั้งหลายในเพจ TAXBugnoms ครับ ซึ่งผมหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆพีๆน้องๆไม่มากก็น้อยครับ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณเนื้อหาและรูปประกอบบางส่วนจากหนังสือ Freelance101 ที่ทาง สำนักพิมพ์เคล็ดไทย ได้อนุญาตให้ผมได้นำมาเผยแพร่ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ หากชาวฟรีแลนซ์ท่านใดสนใจหนังสือเล่มนี้ก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไปครับ วันนี้ต้องลาไปก่อน สวัสดีคร้าบบบ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save