5 ขั้นตอนง่ายๆของการออมหุ้น

5 ขั้นตอนง่ายๆของการออมหุ้นมาดูกันนะครับว่าเป็นอย่างไร ขอบอกเลยว่าการออมหุ้นเป็นศาสตร์ของการลงทุนอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนใครเพราะมันมีความแง่ แค่เรื่อมจากวิธีคิดที่ถูกต้องก็ทำให้เราประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวได้

1. ตั้งงบประมาณเงินออมให้สามารถหักจากรายจ่ายได้ทันที 

คิดจะออมเงินแล้วก็ต้องออม โดยปกติคนเรามักจะออมหลังจากที่เราใช้จ่าย จึงต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่จากเดิม

รายรับ – รายจ่าย = เงินออม

เปลี่ยนเป็น

รายรับ – เงินออม = รายจ่าย

ตั้งเป้าหมายไว้เลยครับ เดือนหนึ่งๆจะออมเท่าไหร่ดี? ถ้ารายจ่ายเราเยอะมาก เราก็สามารถหาทางเลือกในการลดรายจ่าย ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และต้องอย่าลืมนะครับว่า เงินที่เป็นเงินออมสามารถนำไปลงทุนได้ คุณจะสร้างความมั่งคั่งจากตรงนี้แหละ คิดง่ายๆเลย 

หากรายจ่ายเยอะเกิดหนี้ เราต้องจ่ายดอกเบี้ย 

หากเรามีเงินออม เราจะได้ดอกเบี้ยเงินฝาก

หากเรามีการลงทุน เราจะสร้างความมั่งคั่งได้

ตัวอย่างของการสร้างความมั่งคั่ง ลองอ่านเรื่องนี้ดูนะครับ ว่าแค่เรื่องเล็กๆสามารถทำเงินก้อนใหญ่ได้ขนาดไหน http://bit.ly/1mWPvHE

2. เลือกหุ้นที่เรามองว่ามีโอกาสดีและมีเงินปันผล

การออมหุ้น ไม่ใช่หุ้นจะออมทุกตัวได้ เราจะต้องมองให้ออกว่าธุรกิจไหนที่จะสร้างการเติบโตและความมั่นคงในระยะยาว โดยที่เราต้องคอยติดตามความเปลี่ยนแปลงต่างๆในการแข่งขันอยู่เสมอ หุ้นที่เราควรจะออมหหุ้นควรเป็นหุ้นที่ไม่ได้อิงกับกระแส ไม่ใช่เปลี่ยนหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วในการทำธุรกิจ เช่น หุ้นที่เกี่ยวข้องเทคโนโลยีต่างๆ แต่หาหุ้นระยะยาวที่มีความแข็งแกร็ง โดยส่วนตัวแล้วอะไรที่เราใช้เป็นประจำ ทุกวัน ทุกอาทิตย์ เป็นสินค้าที่มีความได้เปรียบทางด้านการแข็งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดไหม ส่วนนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการพิจารณา นอกจากนั้นแล้วส่วนต่อมาก็มาดูการเติบโตที่สะท้อนออกมากจากความเป็นจริงว่า ธุรกิจมีกำไรไหม มีการลงทุนใหม่ๆไหม ที่ผ่านมามีการปันผลให้กับผู้ถือหุ้นหรือเปล่า  อย่าตั้งโจทย์ว่าธุรกิจที่เราจะซื้อต้องได้ปันผลเยอะๆ เพราะการปันผลเยอะอาจจะปันแค่ 1 ปีได้ ที่เหลือขาดทุน เพราะฉะนั้นแล้วต้องเข้าไปถึงหัวใจของธุรกิจให้ได้ครับ

3. นำเงินไปลงทุนรายเดือนโดยที่ไม่สนใจราคา

อิสรภาพทางการเงินเริ่มต้นจากอิสรภาพทางสายตา การออมด้วยวิธีการลงทุนรายเดือนเราไม่จำเป็นต้องเปิด Computer เพื่อนั่งดูราคาหุ้นขึ้นลง การลงทุนไปเรื่อยๆจะทำให้เราพบกับราคาเฉลี่ยและเมื่อหุ้นเติบโต มันจะสร้าง Passive income ให้กับเราได้ วิธีนี้ทำง่ายๆได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย เราไม่ต้องมีความรู้อะไรในเชิงเทคนิคของการซื้อหุ้นเลย ไม่ต้องดูค่า P/E P/BV หรืออะไรทั้งสิ้น ราคาเฉลี่ยจะทำให้พวกค่าต่างๆที่สะท้อนออกมาในแต่ละช่วงเวลา ถูกบริหารไปในการเฉลี่ยเช่นกันและเมื่อหุ้นเติบโตขึ้นมันจะเกิด Margin of Safety ครับ เมื่อสะสมหุ้นได้มากขึ้นเราก็จะได้ Passive Income มากขึ้น

จากรูป (2005, 2008, 2011 จนถึง 2013) การลงทุนระยะยาวในหุ้นที่เติบโตจะทำให้คุณเกิดความมั่งคั่งได้ 

เส้นสีฟ้า = ราคาหุ้น / เส้นสีแดง = ราคาเฉลี่ยต้นทุน DCA

 4. ในแต่ละปีถ้ารายได้เรามากขึ้นก็สามารถออมได้มากขึ้น

หากใครเป็นมนุษย์เงินเดือนสามารถใช้วิธีนี้ได้ดีกว่าคนอื่นๆเลยนะครับ เราสามารถวางแผนได้รายเดือน หักเงินไปซื้อหุ้นเดือนละครั้งและถ้าเงินเดือนขึ้นหรือโบนัสมากขึ้น ได้รับเงินปันผลเพิ่มจากการลงทุนเรื่อยๆ เราก็สามารถออมได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นแล้วอย่าไปสนใจอะไรในหุ้นมากในเชิงของราคา เราตั้งใจทำงานเพื่อนำเงินที่เพิ่มมาลงทุนใหม่ได้เลยนะครับ ยิ่งออม ยิ่งพอร์ทใหญ่ ยิ่งได้ปันผลเยอะ และมันจะง่ายในการไปสู่อิสรภาพทางการเงินแน่นอนครับ

5. กลับไปดำเนินการตามข้อ 1 อีกครั้ง

การออมหุ้นเราจะไม่ขายหุ้น ตราบใดที่มันยังทำกำไรและเติบโตดีอยู่ ยังมีความสามารถเหนือคู่แข่ง จะไม่มีทำกำไรมันออกมาเพราะคุณต้องหาหุ้นที่ดีกว่าเดิมในการลงทุน หากหาไม่ได้ก็อย่าไปขายเลยครับ ขายไปเดี๋ยวก็ต้องกลับมาซื้อตัวเดิม เสียเวลา เสียค่าคอม อย่าไปสนใจกำไรเล็กน้อยที่ขึ้นๆลงยกเว้นคุณจะไปลงทุนด้วยกลยุทธ์อื่นๆทางเทคนิค เพราะฉะนั้นแล้ว ออมไปเลยๆ ออมไปเรื่อยๆ เจอโอกาสค่อยว่ากัน ตอนนั้นถ้ากำไร 200-300% จนถึง 1,000% คุณจะไปลงทุนอะไรได้อีกเยอะ และก็กลับไปวางแผนกันในข้อที่ 1 เมื่อคุณมีเงินออมมากขึ้น อยากลงทุนมากขึ้น

บันได 10 ขั้น ที่ช่วยเปลี่ยน ‘คนอยากรวย’ ให้เป็น ‘คนรวย’

เมื่อเราพูดถึง คนรวย หลายคนมักคิดว่าต้องเป็นคนที่เงินมากมาย ใช้ชีวิตอย่างหรูหราแถมยังไปเที่ยวได้ตลอดเวลา ไม่ต้องมานั่งทำงานเหมือนคนทั่ว ๆ ไป ที่จริงแล้วคนรวยหลายคนไม่ได้หาเงินมาได้ง่ายๆ แล้วเพราะอะไรถึงทำให้เขามีเงินมากพอจนนำไปใช้จ่ายตามใจได้ล่ะ?

และนี่คือบันได 10 ขั้นที่จะช่วยเปลี่ยน ‘คนอยากรวย’ ให้เป็น ‘คนรวย’

บันไดขั้นที่ 1 เลิกอยู่อย่างสบาย แล้วออกไปตามหาความลำบากซะบ้าง

แค่ขั้นแรกก็น่าจะยากซะแล้ว เพราะใครหลายคนต่างก็ชอบความสบายทั้งนั้น จะมีใครบ้างพอมีเงินแล้วไม่ใช้? เรื่องง่ายๆที่คนอยากรวยชอบทำงานสบายๆนั่นก็เพราะ ‘ปลอดภัย’ หลายคนคิดว่าการทำงานสบายเป็นเรื่องแสนสุข แต่จริงๆแล้วคนรวยจะคิดว่าความท้าทายในการทำงานทั้งหลายต่างหากคือความสุข!!! การทำสิ่งใหม่ๆ ในสิ่งที่เราไม่เคยทำมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงเล็กๆน้อยๆจะช่วยให้เราสร้างความร่ำรวยและได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าเดิม

ลองก้าวออกจากโซนปลอดภัย แล้วมองหาทุกความเป็นไปได้ อาจจะต้องลำบากเล็กน้อยถ้าคุณอยากร่ำรวย หรือบางครั้งก็อาจล้มเหลวแต่นั่นแหละสุดยอด เพราะถ้าคุณไม่เคยล้มเหลวแสดงว่าคุณยังพยายามไม่มากพอ

บันไดขั้นที่ 2 สร้างรายได้เพิ่ม และคุมกำเนิดรายจ่าย

ลองคิดดูว่าหากคุณมีรายได้ปีละ 1 ล้านบาทคุณจะใช้ทำอะไรบ้าง? ซื้อรถ? ไปเที่ยว? คนรวยหลายคนไม่นิยมใช้เงินไปกับสิ่งของที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม พวกเขามักลงทุนใน ‘สินทรัพย์’ ที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ตนเอง และคุมรายจ่ายให้ต่ำกว่ารายได้ หลายคนเลือกใช้รถเก่า ไม่ซื้อของใหม่แม้พวกเขาจะมีกำลังเงินซื้อได้ก็ตาม จำไว้เลยว่าถ้ามีรายได้เพิ่มแต่รายจ่ายเพิ่มตาม นั่นคือคุณถังแตก!!!


บันไดขั้นที่ 3 อย่าไต่บันได แต่จงเป็นเจ้าของบันได

หลายคนทำงานเพื่อเลื่อนตำแหน่งเพราะเชื่อว่าจะได้มีรายได้มากขึ้น แต่เหล่าคนรวยจะเป็นเจ้าของธุรกิจซึ่งทำให้พวกเขาเป็นเจ้าของ ‘ตำแหน่งงาน’ พวกเขาเป็นเจ้าของบันไดที่เหล่าคนอยากรวยทำงานจนหัวหมุนเพื่อไต่เต้าอยู่ คนรวยเข้าใจว่าพวกเขาต้องการคนมาทำงานเพื่อช่วยเขาสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น


บันไดขั้นที่ 4 เลือกเป็นมิตรให้ถูกคน

เรามักได้ยินว่า คนรวยมักคบกับคนรวย นั่นไม่ใช่เรื่องที่เกินจริง พวกเขาเชื่อว่าเมื่ออยู่ในกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จ เขาสามารถเรียนรู้แลกเปลี่ยนเรื่องต่างๆได้ และสักวันความสำเร็จจะเป็นของเขา แต่…คนอยากรวยชอบอยู่ในกลุ่มคนที่ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนๆกัน ถ้าคุณอยากหารายได้เพิ่ม ลองไปเที่ยวกับคนที่มีรายได้มากกว่าตัวเอง จะทำให้เราเปลี่ยนความคิดให้เป็นแบบเดียวกับคนที่ประสบความสำเร็จ จำไว้ว่า “ถ้าอยากเป็นคนรวย ก็ต้องคิดแบบคนรวย”

บันไดขั้นที่ 5 จงทำงานเพื่อสร้างทักษะ

คนอยากรวยหลายคนเปลี่ยนงานเพราะต้องการได้เงินที่ดีกว่า แต่คนรวยรู้ว่าการทำงานไม่ใช่แค่เรื่องเงินเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วงปีแรกๆของการทำงาน แต่เป็นการพัฒนาทักษะที่จะช่วยให้เรากลายเป็นคนรวย เช่น การเป็นพนักงานขายเพื่อให้เข้าใจโลกของการค้า หรือเป็นพนักงานธนาคารเพื่อที่จะเข้าใจงานบัญชี ถ้าจะเป็นคนรวยก็ต้องทำงานเพื่อเรียนรู้ทักษะที่จะทำให้คุณรวย เราบอกได้เลยว่าคนรวยไม่ได้รวยเพราะมีรายได้เยอะเพียงอย่างเดียว

บันไดขั้นที่ 6 สะสมเงินทองดีกว่าสะสมสิ่งของ

คนอยากรวยหลายคนสะสมบ้านหรือรถ แต่คนรวยนั้นต่างออกไป พวกเขาเชื่อว่าถ้าอยากร่ำรวยให้มากขึ้น สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่สิ่งของเหล่านี้ แต่เป็นเงินต่างหาก ยิ่งคุณซื้อของมากเท่าไหร่ เงินของคุณก็จะหายไปกับสิ่งของมากเท่านั้น ลองหยุดซื้อของและให้ความสำคัญกับการประหยัด, การเก็บออมและการลงทุนในเงินที่เราหามาได้จะดีกว่า แต่ถ้าคุณเป็นเจ้าแม่นักช็อป ก็เริ่มต้นการช็อปในสินทรัพย์ต่างๆ ให้ความสนใจในการลงทุน และเริ่มสะสมหุ้นในธุรกิจแทนการช็อปรองเท้าหรือเสื้อผ้าแทน

บันไดขั้นที่ 7 เน้นการหารายได้มากกว่าการเก็บออม

การเก็บออมเป็นเรื่องสำคัญ และการลงทุนนั้นสำคัญกว่า แต่การหารายได้นั้นทำให้เกิดทั้งคู่ หลายคนคิดว่าแค่การเก็บออมกับการลงทุนก็เพียงพอ แต่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด เราต้องหารายได้ให้มากขึ้น คนรวยเข้าใจจุดนี้และสร้างหนทางเพื่อหารายได้เพิ่ม ถ้าอยากรวยจริงๆ ให้โฟกัสไปที่การหารายได้เพิ่ม ไม่ใช่แค่การเก็บออมหรือลงทุนเท่านั้น

บันไดขั้นที่ 8 อารมณ์ ศัตรูตัวฉกาจของการลงทุน

คนรวยและคนอยากรวยมีข้อแตกต่างที่ชัดเจนคือ คนอยากรวยใช้เงินเพราะอารมณ์แต่คนรวยนั้นใช้เงินเพราะเหตุผล การลงทุนนั้นคือการควบคุมอารมณ์ของตนเอง เพราะอารมณ์เป็นสาเหตุให้เราซื้อของแพงและขายของถูก และอารมณ์ทำให้ธุรกิจล้มเหลว ดังนั้นทิ้งอารมณ์ไปซะแล้วใช้เงินด้วยเหตุผลที่เหมาะสมจะดีกว่า

บันไดขั้นที่ 9 ตั้งเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม และลงมือทำ

บางครั้งคนอยากรวยเองก็มีเป้าหมาย แต่ ขนาดของเป้าหมายทำให้คนรวยและคนอยากรวยแตกต่างกัน คนอยากรวยสร้างเป้าหมายที่ปลอดภัยและทำได้ง่าย แต่คนรวยจะสร้างเป้าหมายจากความตั้งใจแม้เป็นไปไม่ได้ หรือยากหลุดโลกไปเลย แต่พวกเขาเรียนรู้เพื่อหาวิธี และลงมือทำเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายให้ได้

เมื่อคุณตั้งเป้าหมาย ลองถามตัวเองว่าเป้าหมายยังใหญ่กว่านี้ได้อีกรึเปล่า ลองถามตัวเองว่าคุณทำได้แค่นี้หรือทำได้มากกว่านี้อีก แต่เราคิดว่าคุณทำได้มากกว่านี้นะ และที่สำคัญอย่าลืมลงมือทำ เพราะถ้าไม่ลงมือทำมันจะเป็นแค่ ‘เพ้อฝัน’

บันไดขั้นที่ 10 กระจายงานสร้างหนทางรวย

การทำงานหนักเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเราทุกคน และถ้าคุณอยากขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุด (ไม่ว่านั่นคืออะไรก็ตาม) คุณก็ต้องทำงาน ปัญหาก็คือการทำงานหนักเพียงคนเดียวนั้นแทบจะไม่ทำให้คุณรวย คุณไม่สามารถรวยได้เพียงลำพัง คุณต้องอาศัยการกระจายงาน ตั้งแต่การจ้างคนภายนอกมาทำงานไปจนถึงการลงทุน ยิ่งคุณกระจายงานได้มาก คุณก็ยิ่งมีเวลาที่จะโฟกัสในสิ่งสำคัญทั้งในเรื่องธุรกิจหรือเรื่องชีวิตของคุณเอง

บันได 10 ขั้น ที่ช่วยเปลี่ยน 'คนอยากรวย' ให้เป็น 'คนรวย'

บันไดเหล่านี้บางขั้นสูงมากแต่บางขั้นก็เหมือนแค่ทางต่างระดับเล็กๆเท่านั้น

 แต่สิ่งสำคัญคือ “ถ้าคุณอยากเป็นคนรวยจงคิดแบบคนรวย และทำเหมือนที่คนรวยทำ”

 ลองนำไปปรับใช้ให้เข้ากับการดำเนิชีวิตของตัวเองดูนะคะ

5 เหตุผลที่ตอนนี้คนวงการการเงินตื่นตัวเรื่อง Blockchain

ถ้าเกาะติดวงในและติดตามข่าวสารวงการการเงินแบบติดขอบสนาม เราจะเห็น กูรูวงการการเงินทยอยเขียนบทความเกี่ยวกับ Blockchain กันออกมาในสัปดาห์ที่ผ่านมา แถมคนยังกระหน่ำแชร์บทความดังกล่าวทำให้คำว่า Blockchain เริ่มผ่านสายตาทุกคนมากขึ้น หลายคนคงสงสัยว่าทำไมคนวงการการเงินถึงตื่นตัวเรื่อง Blockchain กัน? เทคโนโลยีตัวนี้มีดีอะไร? และ เราจะได้ประโยชน์อะไรจาก Blockchain?

1. Blockchain คือเทคโลยีที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์วงการการเงิน

ครึ่งหนึ่ง Iphone เป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนวิถีชีวิตพวกเราไปตลอดกาล ครั้งนี้เหตุการณ์คล้ายๆกันจะเกิดขึ้นกับวงการการเงิน เพราะเทคโนโลยีอย่าง Blockchain กำลังสั่นคลอนระบบเก่าแก่อย่างเช่นธนาคารที่ทำหน้าที่ตัวกลาง ตั้งแต่เกิดมาชีวิตเราก็เกี่ยวพันกับธนาคารจนแทบนึกภาพไม่ออกว่าโลกที่ไม่มีธนาคารจะมีหน้าตาอย่างไรกัน ในขณะที่เราเคยชินกับการโอน ถอน ฝากเงินของเรากับธนาคาร มีบุคคลลึกลับนามแฝงชื่อ Satoshi Nakamoto มองเห็นจุดอ่อนของธนาคารเพราะธนาคารจะปิดตัวลงเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วทันทีที่ธนาคารล้ม เงินที่เราฝากกับธนาคารมีสิทธิหายไปทันที แถมยุคนี้ระบบธนาคารโดนเจาะข้อมูลและเปลี่ยนแปลงตัวเลขบัญชีถี่ขึ้น เมื่อธนาคารเริ่มปลอดภัยต่ำลง เขาจึงพัฒนาเทคโนโลยี Blockchain ที่เป็นเทคโนโลยีที่สร้างเครือข่ายข้อมูล เก็บฐานข้อมูลต่างบนอินเตอร์เนต ซึ่งทุกคนสามารถอัพเดทข้อมูลลงระบบนี้ได้ ซึ่งเมื่อมีใครอัพเดทข้อมูลใหม่ระบบก็จะส่งข้อมูลต่อๆกัน ทีนี้เมื่อข้อมูลทุกอย่างอยู่บนอินเตอร์เนตทุกคนก็ทำธุรกรรมออนไลน์ได้โดยไม่ต้องมีตัวกลางอย่างธนาคารอีกต่อไป

2. โปร่งใสตรวจสอบได้

ถามว่าทุกวันนี้เรารู้กันหรือเปล่าว่าธนาคารที่เราใช้บริการอยู่มีเงินอยู่เท่าไหร่? และเงินที่มีอยู่จริงตรงกับตัวเลขในบัญชีหรือเปล่า? ในขณะที่ทุกวันทุกคนโอนเงินหากัน ซื้อของบ้าง จ่ายค่าสินค้าและบริการบ้าง แต่เรารู้ได้แค่บัญชีของเราเท่านั้น บัญชีของคนอื่นๆถูกเก็บเป็นความลับกันเสมอ มีเพียงธนาคารเท่านั้นที่ทราบยอดการโอนเงินรวม ซึ่งระบบ Blockcahin เปิดเผยข้อมูลตัวเลขทุกอย่างออกมา ทุกคนก็จะรู้ว่ามีเงินอยู่ในระบบเท่าไหร่และเกิดการแชร์ข้อมูลทางการเงินอย่างโปรงใสว่าใครโอนหากันอย่างไรบ้าง เพราะข้อมูลเหล่านี้ถูกรวบรวมเอาไว้ในกระดานกลาง (Cloud Board) ซึ่งเรียกระบบการกระจายข้อมูลว่า Decentralized Network ครับ

แต่ไม่ต้องกลัวนะครับว่าการเปิดเผยแบบนี้เราจะถูกล้วงความลับ เพราะระบบไม่ได้ระบุชื่อว่าผู้ทำธุรกรรมแบบเจาะจง ในกระดานกลางบอกแค่รหัสและจำนวนเงินโดยคนที่มีกุญแจเท่านั้นถึงจะเข้าไปอ่านรหัสได้ 

3. ปลอดภัย ยากแก่การโจรกรรมข้อมูล

ระบบที่ธนาคารเป็นตัวกลางและเก็บข้อมูลทุกอย่างเริ่มปลอดภัยน้อยลงเรื่อยๆ การโจรกรรมข้อมูลเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งและมีหลายครั้งที่โจรกรรมข้อมูลได้สำเร็จด้วยซึ่งการโจรกรรมข้อมูลอันตรายเท่ากับธนาคารโดนปล้นเลยนะครับ เพราะผู้โจรกรรมจะถ่ายโอนเงินของเราไปให้ใครก็ได้ตามใจชอบเลย แต่ระบบ Blockchain เนี่ยเนื่องจากเป็นแบบ Dencentralized Network คือทุกคนต่างถือข้อมูลและส่งผ่านข้อมูลผ่านกันเอง ไม่มีตัวกลางคอยเก็บข้อมูลซึ่งพอมีคนพยายามโจรกรรมข้อมูล ระบบจะรู้แล้วว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น และต่อต้านการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และการโจรกรรมข้อมูลของ Blockchain ทำได้ยากมาก จะสำเร็จก็ต่อเมื่อ โจรกรรมข้อมูลได้เกิน 50% ของจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบ หรือต้องชนะผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์กว่าหมื่นคน แค่คิดก็ยากแล้ว 

4. ธุรกรรมทางการเงินถูกลงแบบเหลือเชื่อด้วย Blockchain

นอกเหนือจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว Blockchain ช่วยให้ทุกคนทำธุรกรรมการเงินได้แบบสบายกระเป๋า เพราะอย่างที่บอกแล้วในตอนต้นว่าข้อมูลที่ส่งหากันนั้นจะเป็นลักษณะ User ต่อ User ไม่มีธนาคารเป็นตัวกลาง เปรียบเทียบให้เห็นภาพเหมือนกับเราเอาเงินสดที่เป็นกระดาษยื่นให้เพื่อน เราก็ไม่เสียค่าธรรมเนียมนะครับ แต่ถ้าเราโอนเงินให้เพื่อนผ่านธนาคาร พอต่างธนาคาร ข้ามเขตก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายทันที ยิ่งโอนข้ามประเทศค่าธรรมเนียมสูงจนหน้ากลัวซึ่งก็เข้าใจ แต่ถ้าเราเอาเงินขึ้นระบบออนไลน์ ทำให้เราทำธุรกรรมการเงินได้แบบ Peer to Peer (บุคคลต่อบุคคล)  การโอนเงินก็ย่อมถูกกว่าเดิมหรือไม่เสียเลยก็ได้เพราะไม่ได้ผ่านธนาคาร

5. เริ่มมีบริษัทใช้ระบบของ Blockchain 

มีกระแสข่าวรอดออกมาทีละเล็กทีละน้อย เผยรายชื่อบริษัทที่เริ่มปรับตัวและใช้ระบบ Blockchain กันบ้างแล้ว ล่าสุดบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการอีคอมเมิร์ซโลกอย่าง Amazon เองเพิ่งจับมือกับ Digital Currency Group ในนิวยอร์คเพื่อพัฒนาระบบการเงินรูปแบบใหม่ หรือในประเทศไทยบริษัท Everex เองก็มองเห็นประโยชน์ของเทคโนโลยี Blockchain และนำมาใช้การปฎิรูปการโอนเงินแบบดั้งเดิมให้มีค่าจ่ายถูกลงโดยเฉพาะกรณีการโอนเงินกลับบ้านของแรงงานต่างชาติ

ลองนึกถึง Iphone ช่วงแรกๆที่ใช้อยู่เฉพาะกลุ่ม พอสาวกกลุ่มแรกใช้แล้วรู้สึกดีก็อยากแนะนำและบอกต่อให้คนอื่นได้ใช้มือถือดีๆบ้าง กรณี Blockchain คงไม่ต่างกัน เมื่อระบบนี้ใช้ดี คนกลุ่มที่รู้ก็อยากเป็นกระบอกเสียงบอกต่อสิ่งดีๆ เพราะระบบนี้จะเปลี่ยนวิถีชีวิตการทำธุรกรรมการเงินของทุกคนไปตลอดการ

Decentralize ฮีโร่พลิกโลกการเงิน

ทีม Captain America หรือ ทีม Iron man?

กระแสซุปเปอร์ฮีโร่สองตัวฟาดฟันฝีไม้ลายมือในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Civil War ทำให้ตอนนี้ไม่ว่าย่างก้าวไปที่ไหน ต้องได้ยินฝูงชนเล่าฉากปะทะระหว่างสองฮีโร่กันแบบดุเดือด ยอมรับว่าฮีโร่สองตัวจับความสนใจผู้คนในแวดวงภาพยนตร์แบบอยู่หมัด แทบไม่เหลือพื้นที่ให้ฮีโร่ตัวอื่นเลย

ระบบ Centralize คืออะไร?

ฟากวงการการเงินเองก็มีฮีโร่ตัวเก่าอย่าง Centralize หรือ ระบบรวมศูนย์กลาง คอนเซ็ปของมันมีอยู่ว่าการทำธุรกรรมทางการเงินเนี่ยถ้ามีตัวกลางคอยเช็คความถูกต้องและเก็บข้อมูลของทุกคนไว้เป็นความลับก็จะทำให้การทำธุรกรรมปลอดภัย คำถามก็คือแล้วใครเป็นตัวกลางกันล่ะ ตัวกลางก็ไม่ใช่ใครที่ไหนธนาคารที่เราคุ้นเคยกันดี โดยตัวธนาคารทำหน้าที่ตัวกลางรวบรวมข้อมูลทุกอย่างของลูกค้าไว้ เราจะโอนเงินให้ใคร จะถอนเงิน หรือจะฝากเงิน ทุกอย่างเราทำผ่านธนาคารหมด ในฐานะตัวกลางธนาคารทำหน้าที่ตรวจสอบว่าเราคือเจ้าของบัญชี เจ้าของเงินจริงๆหรือเปล่า ฟังเผินๆ ก็ดูปลอดภัยอุ่นใจหายห่วง 

ข้อเสียของระบบ Centralize

ข้อเสียของระบบ Centralize คือ ข้อมูลทุกอย่างจะรวมอยู่ที่เดียวที่ระบบธนาคาร ถ้ามีคนคิดร้ายอยากมีอำนาจควบคุมเงินทั้งหมด ก็แค่แฮคข้อมูลธนาคารให้ได้ เมื่อทำสำเร็จคนแฮคจะได้ข้อมูลทุกอย่างและสามารถโยกย้ายเงินจากบัญชีไหนเข้าบัญชีไหนก็ได้ตามใจชอบ ซึ่งช่วงนี้ข่าวธนาคารถูกแฮคหนาหูมาก คนตั้งกระทู้ร้องเรียนกันบนเว็บบอร์ดชื่อดังกันเยอะ ระบบที่เราคิดว่าปลอดภัยดูเหมือนจะไม่ปลอดภัย 100 เปอร์เซนต์อีกต่อไป

ระบบ Decentralize คืออะไร?

เมื่อระบบเดิมมันไม่ปลอดภัย 100 เปอร์เซนต์ คนกลุ่มใหม่ที่เห็นจุดบกพร่องของระบบเก่าจึงคิดฮีโร่ตัวใหม่ที่ชื่อว่า Decentralize ซึ่งมีคอนเซ็ปคือการกระจายข้อมูลให้แต่ละคนช่วยกันเก็บ ตัดตัวกลางทิ้งสะ และเชื่อมคนทั้งสองฝั่งที่ทำธุรกรรมการเงินเข้าหากันโดยตรง 

วิธีการทำงานของระบบ Decentralize?

วิธีการทำงานของระบบ Decentralize นั้นจะให้แต่ละคนต่างถือกุญแจ (Private Key) ไขเข้าข้อมูลและทำธุรกรรมของตัวเองได้โดยตรง ซึ่งธุรกรรมการเงินจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อชุดข้อมูลของคนทั้งสองฝ่ายตรงกันโดยทุกรายการการทำธุรกรรมจะรวบรวมไว้บนบอร์ดกลาง (Cloud) เพื่อความโปร่งใส

ข้อดีของระบบ Decentralize?

ข้อดีของการทำธุรกรรมการเงินแบบ Decentralize คือ ทุกคนทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบที่ชื่อ Blockchain ซึ่งมีความปลอดภัยสูงมาก เปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือ ระบบแบบเก่าธนาคารเป็นคนถือข้อมูลทั้งหมดไว้ก็คล้ายๆ กับเราเก็บเงินทั้งหมดที่มีไว้ในตู้เซฟเดียวใบเดียวในห้องนอน ถ้าโจรปล้นบ้านและหาตู้เซฟเจอ ไขเซฟแค่ใบเดียวก็เอาเงินทั้งหมดไปได้ แต่ระบบ Decentralize ข้อมูลถูกเก็บโดยคอมพิวเตอร์นับหมื่นเครื่องที่ดูแลโดยโปรแกรมเมอร์หัวกะทิและคอมพิวเตอร์นี้กระจายตัวอยู่ทั่วโลก คล้ายกับเราแอบเก็บเงินไว้สัก 100 ตู้เซฟและซ่อนไว้ทั่วประเทศไทย กว่าโจรจะหาเงินเราเจอก็เหนื่อยเสียก่อน

นอกจากนั้น ระบบ Decentralize ยังทำให้เราทำธุรกรรมการเงินต่างๆผ่านระบบออนไลน์ได้ 100 เปอร์เซนต์ ไม่ต้องเสียเวลาเพื่อไปฝากเงิน โอนเงิน หรือถอนเงินอีกต่อไป เมื่อตัดตัวกลางค่าบริการย่อมถูกลง และที่ดีที่สุดที่บอกไปแล้วในข้างต้นคือความปลอดภัย

ไม่ว่าจะอยู่ทีม Captain America หรือ ทีม Iron man ทุกคนคงเห็นจุดสำคัญที่ภาพยนตร์เรื่องบอกคนดู การบาลานซ์อำนาจเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการที่อำนาจไปกองอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งย่อมมีปัญหาตามมาทีหลังได้ ดูหนังแล้วก็ย้อนดูระบบการเงินในปัจจุบัน ข้อมูลต่างๆกองรวมอยู่ที่ศูนย์กลางกันหมด ตอนนี้โลกการเงินในฝั่งสหรัฐอเมริกาที่เทคโนโลยีก้าวหน้านั้นไหวตัวทันและกำลังปรับตัว เริ่มมีการนำระบบ Decentralize มาใช้ มีธนาคาร Neo Bank เกิดใหม่ การเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมชาติที่หลีกไม่ได้เลี่ยงไม่พ้น การค้านชนฝาไม่ยอมรับฮีโร่ตัวใหม่อย่าง Decentralize เสียแรงเปล่า

ตอนนี้คงถึงเวลาที่เราจะปรบมือตอนรับฮีโร่ตัวใหม่อย่าง Decentralize เสียที

#Blockchain #Decentralize #NeoBank

Sponsor By Everex

รวยขึ้นแบบปลอดภัย แค่รู้จักใช้ Asset Allocation

คงไม่มีนักลงทุนคนไหนที่ไม่รู้จัก “การกระจายความเสี่ยง” นะครับ

เพราะพอร์ตการลงทุนมีสิทธิ์เสียหายหลายแสนล้าน หากสินทรัพย์ที่ลงทุนไปทั้งหมดขาดทุนอย่างหนัก โดยปราศจากการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (Unsystematic Risk) ของสินทรัพย์แต่ละตัว โดยใช้วิธี บริหารสินทรัพย์การลงทุน (Asset Allocation) เพื่อหลบหลีกความเสี่ยงแบบนี้นี่เองงงง!!!

แล้วอะไรคือ Asset Allocation ล่ะเนี่ย ??

Asset Allocation เป็นเทคนิคในการบริหารความเสี่ยง เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่สมดุล มีการกระจายความเสี่ยงในพอร์ต โดยแบ่งการลงทุนไปตามสินทรัพย์ต่างๆ เช่น ตราสารในตลาดเงิน, ตราสารหนี้, หุ้นสามัญ, อสังหาริมทรัพย์, ทองคำ หรือ อนุพันธ์ เป็นต้น

โดยสินทรัพย์แต่ละชนิดจะมีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ความผันผวนในตลาดหุ้นสามารถลดการขาดทุนได้ด้วยการป้องกันความเสี่ยงโดยใช้อนุพันธ์ (แม้ว่าอนุพันธ์ส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะถูกนำมาเล่นเก็งกำไรก็ตาม ฮ่าๆ)

แต่ถ้ารับความเสี่ยงที่จะลงทุนในอนุพันธ์ไม่ไหว ก็สามารถลงทุนในตราสารอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงและความผันผวนน้อยกว่าร่วมกับการลงทุนในตลาดหุ้น เพื่อลดการขาดทุนของพอร์ตโดยรวมก็ได้ เป็นต้น

“อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว!!!”

ในพอร์ตการลงทุนหนึ่ง เมื่อสินทรัพย์ประเภทหนึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง แต่ตัวอื่นๆ ในพอร์ตดั๊นนนนลดลง! หรือไม่ก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย สำหรับนักเก็งกำไรก็คงรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย และคงสงสัยอยู่ในใจว่า ทำไมถึงไม่ให้น้ำหนักการลงทุนไปในสินทรัพย์ตัวที่กำลังขึ้นอยู่แบบเต็มๆ ชนิดที่เรียกว่า “อัดเต็มพอร์ต” เพราะถ้าใส่เงินลงไปตัวนั้นเต็มๆ รับรองพอร์ตโตแบบทะยานฟ้าแน่ๆ

ถ้ามีความมั่นใจในสิ่งที่ลงทุนไปก็คงไม่ต้องกังวลมากนัก แต่หากจะมองในระยะยาว การลงทุนแบบอัดเต็มพอร์ต มันคือความเสี่ยงที่เราต้องเอาเงินทั้งหมด ไปแบกรับความเสี่ยงของสินทรัพย์ตัวนั้นไว้ หากมีเหตุการณ์ไม่คาดคิด ทำให้สินทรัพย์ตัวนั้นพังครืนลงมา… การขาดทุนครั้งใหญ่ก็จะเกิดขึ้นกับพอร์ตการลงทุนของเรา

เหมือนกับที่เราเอาไข่ใส่ลงไปในตะกร้าใบเดียว แล้วถือมันไปไหนมาไหนตลอด ไม่ว่าจะฝนตก แดดออก สภาพอากาศรุนแรงแค่ไหน เราก็ยังยืนยันที่จะใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียวให้ได้

เมื่อวันหนึ่งตะกร้าใบนั้นเกิดทรุดโทรม จนเราไม่สามารถคอนโทรลมันได้อีกต่อไป และหลุดออกจากมือในที่สุด ไข่ในตะกร้าก็มีสิทธิ์แตกทั้งหมด หรืออย่างดีก็ยังพอมีไข่เหลืออยู่บ้าง

ดังนั้นหากเราเข้าใจถึงความเสี่ยงและเอกลักษณ์ของตะกร้าแต่ละใบ แล้วเลือกนำไข่ใส่ลงไปให้มีสัดส่วนที่เหมาะกับการใช้ชีวิต จะไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องกังวลว่าไข่ที่มีทั้งหมดจะแตกหมด เงินที่ลงทุนไว้จะหายหมดเกลี้ยง เพราะเราเลือกที่วางไข่หรือเงินของเราไว้ในที่ที่เหมาะสมที่สุดกับมันแล้ว

นักลงทุนส่วนมากจะเข้าใจดีว่า การจัดพอร์ตลงทุนแบบนี้แหละคือ วิธีการที่ดีที่สุดในการปกป้องพอร์ตการลงทุนจากการขาดทุนครั้งใหญ่ได้

สรุปง่ายๆ ว่า เพราะสินทรัพย์แต่ละตัวมีเอกลักษณ์ที่ต่างกัน จึงจำเป็นที่จะต้องมีการกระจายการลงทุนลงไปในที่ต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงเฉพาะ (Unsystematic Risk) ของแต่ละสินทรัพย์ด้วย Asset Allocation แต่จะให้น้ำหนักการลงทุนไปในด้านไหนเป็นพิเศษ อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับความชอบ และความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคนแล้วล่ะฮะ

ครั้งหน้าลองมาดูกันครับว่ามีเรื่องอะไรเกี่ยวกับ Asset Allocation ที่น่าสนใจและต้องรู้เพิ่มเติมกันดีกว่า ครั้งนี้บอกเลยว่าแค่น้ำจิ้ม จริงๆ แล้วเรื่องนี้น่าสนใจและจะเป็นเรื่องที่สนุกกว่าที่หลายคนคิดแน่นอน!!!

หากท่านผู้อ่านสนใจการลงทุนแบบ Asset Allocation ที่บริหารพอร์ตโดยผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ในการลงทุนกว่า 10 ปี มีใบอนุญาตในการจัดการกองทุนถูกต้องตามเกณฑ์ของ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ติดต่อมาคุยกันได้ที่หน้าเพจ “นายปั้นเงิน ปีศาจแห่งการลงทุน” ได้เลยครับ

ผมยินดีและพร้อมคุยกับทุกคนด้วยความเต็มใจคร้าบบบบ : D

นายปั้นเงิน ปีศาจแห่งการลงทุน

3 ขั้นตอนง่ายๆในการเริ่มต้นสำรวจสถานะทางการเงินของตัวเอง

มีน้องๆแฟนเพจหลายๆคนมาถามพี่ต้าร์เป็นประจำเลยครับว่า อยากจะเริ่มจัดการเงินทองของตัวเองแบบเบสิ๊ก เบสิก บีกินเนอร์เบบี้ ควรจะเริ่มต้นทำอย่างไร? เริ่มไม่ถูกเลยว่าจะทำตรงไหน? วันนี้มีเคล็ดลับง่ายๆที่ใช้ได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ในเรื่องของการเริ่มต้นสำรวจสถานะทางการเงินของตัวเองมาฝากนะครับ มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

1. เอาสมบัติและนี้สินของเราทั้งหมดมาดูสิว่ามีอะไรบ้างและสถานะทางการเงินเป็นอย่างไร

สิ่งที่เราควรเช็คเป็นอันดับแรกก็คือ ตอนนี้เรามีเงินฝาก ทรัพย์สิน หลักทรัพย์ มาเช็คดูว่าตอนนี้เรามีอะไรบ้าง มีเท่าไหร่ โดยเฉพาะทรัพย์สินที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายๆ จากนั้นก็ลองมาดูว่าเรามีภาระหนี้สินอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้การศึกษา หรืออะไรทั้งหลายแหล่ที่เราจะต้องชำระในอนาคตนะครับ จากนั้นก็ลองคำนวณดูว่าตอนนี้ทรัพย์สินเรามันมากกว่าหนี้สินขนาดไหน เพื่อให้เราทราบถึงสถานะทางการเงินของชีวิตเราครับ

2. ดูรายรับและรายจ่ายของเราดูว่าเป็นอย่างไรและคำนวณกระแสเงินสด

ในแต่ละวันแต่ละเดือนเชื่อว่าทุกคนย่อมมีรายได้และรายจ่ายอยู่แล้ว ก็ต้องลองคำนวณดูว่ารายได้เรามีอะไรบ้าง เงินเดือนเท่าไหร่ ทำงานพิเศษ สอนพิเศษ ขายของทำธุรกิจมีอะไรบ้าง พร้อมกับคำนวณรายจ่ายของเราในแต่ละเดือนว่าเป็นอย่างไร ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟมีอะไรบ้าง หลังจากนั้นก็ลองดูว่ากระแสเงินสดของเราดีไหม

3. ลองมาดูว่าสถานะตอนนี้เราเป็นแบบไหนนะครับ

แบบที่ 1 “มีความมั่งคั่งและมีเงินออม”

เป็นคนมั่งคั่งมากๆ ร่ำรวยมากๆ เนื่องจากทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน รายรับก็มากกว่ารายจ่าย เราสามารถนำเงินที่เรามีอยู่จากการเก็บออมนั้นไปวางแผนการลงทุนต่อได้ สามารถสร้างความร่ำรวยได้มากขึ้นไปอีก

แบบที่ 2  “มีความมั่งคั่งแต่ไม่มีเงินออม”

มีความมั่งคั่งแต่รายจ่ายกับเยอะกว่ารายรับ อันนี้ต้องระวังนะเพราะหากเราใช้เงินไปเรื่อยๆแบบนี้ วันหนึ่งเราจะต้องเอาสมบัติที่เราเก็บไว้มาใช้จ่าย ความมั่งคั่งเราก็จะลดลง เราควรจะตั้งงบประมาณของตัวเราเองในแต่ละเดือนเท่าไหร่เพื่อให้เกิดเงินออมขึ้น

แบบที่ 3 “ไม่มีความมั่งคั่งแต่มีเงินออม”

หนี้สินมีเยอะแต่รายรับก็เยอะกว่ารายจ่าย เราอย่าพึ่งเอาเงินตรงนี้ไปเที่ยวเล่นสนุกนะครับ เอาเงินตรงนี้มาใช้ภาระหนี้สินก่อน หรือหากใครมีช่องทางเอาเงินสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าภาระหนี้สินได้ก็ลองคำนวณกันดูนะครับ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องจัดการให้ดีจากเงินที่มีอยู่นะ

แบบที่ 4 “ไม่มีความมั่งคั่งและไม่มีเงินออม”

อันนี้หายนะของชีวิตแล้ว เราจะต้องเริ่มเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดเลยตั้งแต่วิธีคิดในเรื่องการใช้เงิน ตั้งเป้าหมายและวางแผนในการลดรายจ่ายและลดภาระหนี้ต่างๆที่เรามีอย่างมีประสิทธิภาพ ใครอยู่ในสถานะทางการเงินแบบนี้ต้องพยายามหน่อยนะครับ แต่อย่าลืมว่าถ้าเราทำสำเร็จนะ เราจะพ้นทุกข์ในเรื่องหนี้สินเงินทองในอนาคตและมีความมั่งคั่งมั่นคงได้เลย

เมื่อเราสามารถเข้าใจในเบื้องต้นของการสำรวจสถานะทางการเงินของเราได้ ผมเชื่อว่าเราจะมองออกแล้วว่าในขั้นตอนต่อไปเราควรจะเริ่มจัดการอย่างไรกับตัวเอง เพื่อให้เรามีความมั่งคั่งมากขึ้นเรื่อยๆในชีวิตนะครับ เริ่มสำรวจเลยตั้งแต่วันนี้กันเลย

โรดแมป การลงทุนกับกองทุนรวม

 

roadmapAM-01-01

โรดแมป การลงทุนกับกองทุนรวม

จากการที่ คสช. ได้ออก โรดแมป ในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ออกมา อาจจะถูกใจหรือไม่ถูกใจใครก็ตาม

แต่วันนี้ผมจะขอออก โรดแมปออกมาบ้างครับ ขอรับรองว่าถูกใจใครที่กำลังจะลงทุนกับกองทุนแน่นอน !!

อย่างช่วงที่ผ่านมาผมได้รับคำถามมากมายจากผู้ที่จะเริ่มลงทุนกับกองทุนรวม โดยส่วนใหญ่คำถามที่พบคือ ลงทุนกองทุนจะเริ่มต้นอย่างไร วิธีการซื้อกองทุน ว่าซื้อที่ไหน ซื้ออย่างไร และ วิธีการเริ่มต้นแบบง่าย ๆ ของกองทุนทำอย่างไร สัดส่วนกองทุน ฯลฯ เรียกได้ว่าเป็นคำถามยอดฮิตทั้งนั้น งั้นวันนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังกันครับว่า เราจะเริ่มลงทุนกับกองทุนรวมกันอย่างไรดี

โดยขอเสนอในตอนที่ชื่อว่า โรดแมป การลงทุนกับกองทุนรวม

1. แบ่งเงินลงทุน จากเงินออม

ผมเชื่อว่าหลายท่าน มีเงินออมอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นลงทุนอย่างไร ไม่รู้ว่าจะแบ่งสัดส่วนมาลงทุนเท่าไหร่ดี จึงจะเหมาะสม

คงต้องบอกว่า การแบ่งเงินมาลงทุนนั้น โดยทั่วไปเราจะเริ่มเก็บเงินฉุกเฉินไว้ประมาณ 3-6 เท่าของเงินเดือนก่อนครับ

แล้วเงินที่เก็บหลังจากนั้นค่อยเอามาลงทุนครับ เพราะว่าถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงิน เราจะได้ไม่ต้องไปถอนออกมาจากกองทุนของเรา

เนื่องจากบางกองทุนก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะได้เงิน หรือ บางกองทุนก็มีค่าธรรมเนียมในการขายด้วยครับ ถ้าเรายังถือกองทุนได้ไม่นานพอที่จะมีกำไร การขายออกมาอาจจะทำให้เสียเงินโดยใช่เหตุครับ

 

2. ทำแบบประเมินความเสี่ยง

การลงทุนนั้นต้องทราบความเสี่ยงของตนเอง และสัดส่วนของสินทรัพย์ที่จะลงทุนกับกองทุนแบบต่าง ๆ นะครับ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เกือบที่สุดในการลงทุนเลยครับ เนื่องจากมีงานวิจัย หลาย ๆ ที่เเลยครับ ที่บอกว่า การลงทุนระยะยาวนั้นจะประสบความสำเร็จได้

นั้นต้องอาศัย สิ่งที่เรียกกว่า การจัดสรรเงินลงทุนกับสินทรัพย์ต่าง ๆ หรือที่เราเรียกว่า "Asset Allocation" ครับ (ท่านผู้อ่านลอง พูดคำนี้กับเพื่อน ๆ สิครับ จะดูเท่ห์ขึ้นมาทันที 30 % )

โดยงานวิจัยนี้บอกว่า การเลือกสินทรัพย์ เช่นหุ้น ตราสารหนี้ ฯลฯ ว่าอันไหนดี หรือไม่ดี และ การจับจังหวะการลงทุนว่าจะลงทุนช่วงไหนดีนั้น จะมีผลต่อการลงทุนในระยะยาวน้อยมากครับ แทบจะเรียกว่าไม่มีผลเลยมากกว่า

พูดง่าย ๆ ว่า ถ้าเราเลือกสินทรัพย์ได้เน่ามาก และยังจับจังหวะได้ห่วยอีก(โครตจะรันทดเลยครับ)
แต่ถ้าเราจัดสัดส่วนการลงทุน หรือ Asset Allocation ได้ดีละก็ สามารถทดแทนข้อบกพร่องที่ผมกล่าวมาแล้วได้ ทำให้ได้ประโยชน์จากการลงทุนแบบระยะยาวครับ

มีหลายครั้งมากที่มีคนเข้ามาถามผมว่า แนะนำกองทุนหุ้นให้หน่อย หรือ กองทุนตราสารหนี้ให้หน่อย ในครั้งแรกผมยังไม่แนะนำ แต่ผมจะบอกว่า ให้ทำแบบประเมินความเสี่ยงก่อนการลงทุนเสียก่อน เพราะว่าเราจะได้ทราบว่า สัดส่วนที่เหมาะกับการลงทุนของเราเองครับ แนะเวปไซต์ที่ผมใช้บ่อย ๆ ในการดูสัดส่วนการลงทุนคือ http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_wrapper&Itemid=76

33

อันนี้เป็นตัวอย่างเมื่อทำเสร็จแล้วครับ

หลังจากเราทำเสร็จ ก็แบ่งเงินลงทุนเลยครับ อย่างผมเอง สามารถลงทุนกับ กองทุนตลาดเงิน (เงินสด) ได้ 25 % กองทุนตราสารหนี้ 40 % และกองทุนหุ้น 35 % เราก็นำสัดส่วนนี้ไปใช้ลงทุนได้เลยครับ เช่นผมมีเงิน 100 บาท ก็ลงทุนกับ กองทุนตลาดเงิน 25 บาท กองทุนตราสารหนี้ 40 บาท และ กองทุนหุ้น 35 บาทครับ เมื่อเราได้สัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของเราแล้ว เราก็ค่อยไปถึงขั้นตอนเปิดบัญชีกันครับ

 

3. เปิดบัญชีกองทุน

หัวข้อนี้ง่ายเลยครับ เพราะผมเคยเขียนบทความไปแล้ว ถ้าท่านไหนที่ยังไม่เคยอ่าน ผมแนะนำให้ลองอ่านดูนะครับ จะได้เข้าใจว่าเราควรจะเปิดปัญชีแบบไหนดีครับ http://bit.ly/1iWhOD8

ซึ่งต้องเรียนตามตรงว่า ผมเชียร์ให้ท่านผู้อ่าน หรือนักลงทุน ที่อยากลงทุนกับกองทุนรวมนั้น เปิดบัญชีกับ บล. ที่มีระบบ Fund Supermart จะดีกว่าการเปิดบัญชีแบบอื่น ๆ ครับ เพราะว่ามีสะดวกในการตรวจสอบสัดส่วนการลงทุนในกองทุน และอีกอย่างคือ เราสามารถเลือกซื้อกองทุนได้อย่างง่ายดาย หลากหลายมาก ๆ หรือเรียกได้ว่ากองทุนจากทุกธนาคารจะมาอยู่รวมกัน ซื้อ-ขายได้โดยที่ไม่ต้องเปิดบัญชีบ่อย ๆ และที่สำคัญประหยัดเวลาในการโอนเงินอีกด้วยครับ (ไม่ต้องโอนเงินหลายรอบ) ยิ่งท่านไหนมี smart phone ก็สามารถส่งคำสั่งซื้อขายกองทุนได้เพียงแค่ พลิกฝ่ามือเลย

 

4. การเลือกกองทุน

ขั้นตอนการเลือกลงทุนนั้น จริง ๆ ผมก็เคยเขียนเอาไว้คราว ๆ ในบทความเก่า ๆ ครับ ตามนี้เลย http://bit.ly/1kDAYxD

ส่วนท่านไหนที่ต้องการข้อมูลเจาะลึกของกองทุนต่าง ๆ ก็ติดตามบทความของผมได้ครับ หรือ จะเขียนมาว่า อยากทราบกองทุนไหนเป็นพิเศษก็ส่งเข้ามาถามได้ใน facebook ของผมได้เลยครับ

แต่ผมจะสรุปวิธีเลือกกองทุนแบบคราว ๆ ให้นะครับ

1. อ่าน Fund Fact Sheet ของกองทุนให้ละเอียดว่า กองทุนนี้ลงทุนกับสินทรัพย์อะไรบ้าง และมีความเสี่ยงอะไรบ้าง

2. ดูค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ว่ามีอะไรบ้างที่เราต้องจ่าย และค่าธรรมเนียม กับผลตอบแทนที่ได้คุ้มหรือไม่ครับ

3. หากองทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ มากกว่ากองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง เพราะว่าสูงนั้น อาจจะสูงแค่ปีเดียวครับ

4. สภาพคล่องในการซื้อขาย ว่าเราสามารถทำการซื้อ-ขายกองทุนได้เมื่อไหร่ เผื่อว่าเราจำเป็นต้องใช้เงิน จะได้วางแผนได้เสียแต่เนิ่น ๆ ครับ

5. อ่าน และ หาข้อมูลเพื่อช่วยการตัดสินใจเยอะ ๆ ครับ เช่น ตาม website ต่าง ๆ อย่าง MorningStar และ บริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นตัวแทนขายกองทุน หรือจะปรึกษาผมก็ไม่ว่ากันครับ 55+

 

5. ลงทุนกับกองทุนด้วยเทคนิคต่าง  ๆ

เรามาดูเทคนิคในการลงทุนกับกองทุนรวมกันครับ

1. ซื้อด้วยเงินก้อนใหญ่ๆครั้งเดียวเลย (ถ้ามีนะครับ) และทิ้งไว้ยาว ๆ โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น (แต่ก่อนลงต้องเลือกองทุนที่ดี และถูกใจเราก่อนนะครับ) หรือที่เราเรียกว่า Lump Sum (ล่ำซ่ำ ชื่อเป็นมงคลจริง ๆ) ครับ

2.Dollar Cost Averaging (DCA) ซึ่งเป็นการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ที่ทำได้ง่าย ๆ โดยผู้ลงทุนแบ่งเงินลงทุนเป็นจำนวนเท่าๆ กัน และลงทุนตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน โดยจะไม่สนใจว่าตลาดขณะนั้นจะเป็นขาขึ้น หรือ ขาลง &#xE44

รู้จักกับธุรกิจซื้อ-ขายฝาก อีกหนึ่งทางเลือกในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

สวัสดีครับ กลับมาพบกับ TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม ที่จะมาเพิ่มเติมความรู้ให้กับทุกคนกันอีกครั้ง ซึ่งความรู้ใหม่ๆ ในวันนี้ที่เอามาฝากกัน เป็นเรื่องของการขายฝาก ที่อยากจะชวนทุกคนมาทำความรู้จักกันให้มากขึ้นครับ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ขายฝาก” กันมาบ้าง บางครั้งอาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร มาจากไหน และมีเงื่อนไขอะไรยังไงบ้าง พี่หนอมเลยถือโอกาสนำความรู้ในเรื่องเหล่านี้มาเล่าสู่ให้ฟังกันครับ เอาล่ะ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

ซื้อ-ขายฝากคืออะไร ต่างจากการ ขาย และ จำนองตรงไหน?

การซื้อ-ขายฝาก คือ การซื้อ-ขายทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่กรรมสิทธิ์จะตกเป็นของผู้ซื้อทันทีที่มีการทำสัญญา เหมือนกันกับการซื้อขายตามปกติ แต่มีข้อตกลงว่า ผู้ขายฝากสามารถไถ่ทรัพย์สินคืนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดได้

ซึ่งการขายฝากนี้ สามารถขายฝากได้ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ครับ แต่ในวันนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับการขายฝากอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นครับ

โดยหลักการขายฝากอสังหาริมทรัพย์นี่ไม่ได้มาเล่นๆ นะครับ ไม่ใช่ใครคิดจะขายก็ขายได้ เพราะมีกฎหมายคุ้มครองทั้งผู้ขายฝากและผู้รับซื้อฝาก ซึ่งต้องมีการทำสัญญาและจดทะเบียนการขายฝากต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินเท่านั้นครับ จึงจะถือว่านิติกรรมการขายฝากนั้นสมบูรณ์และถูกต้องตามกฎหมายครับ

บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่า 'ขายฝาก' เหมือนกันกับการจำนอง แต่จริงๆ ไม่ใช่ครับ

เพราะว่าการจำนองนั้น คือการนำอสังหาริมทรัพย์ของตนไปเป็นประกันการชำระหนี้ของตน โดยทรัพย์สินที่นำมาจำนองนั้น กรรมสิทธิ์จะยังไม่ตกไปยังผู้รับจำนองเหมือนกับกรณีของผู้รับซื้อฝาก โดยการจะบังคับจำนองทรัพย์สินที่ติดจำนองได้นั้น เจ้าหนี้ก็จะต้องฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งบังคับจำนองเสียก่อน เจ้าหนี้จึงจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองนั้น ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า สิ่งที่เจ้าหนี้จะได้จากทรัพย์ที่นำมาจำนองนั้น คือ ราคาทรัพย์ที่ได้นำไปขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล เจ้าหนี้จะไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ติดจำนองแต่อย่างใด เว้นแต่จะเป็นกรณีตามมาตรา 729 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น ลองมาเปรียบเทียบกันเป็นตารางง่ายๆ ตามนี้ครับ

รู้จักกับธุรกิจซื้อ-ขายฝาก อีกหนึ่งทางเลือกในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

ซื้อ-ขายฝากแล้วได้อะไร?

ในแง่ผู้ขายฝากนั้น เมื่อทำการขายฝากแล้วจะได้รับเงินค่าขายฝากอสังหาริมทรัพย์ในทันที โดยผู้ขายฝากจะมีสิทธิโดยชอบในการได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนกลับคืน เมื่อได้ทำการไถ่ถอนอสังหาริมทรัพย์นั้น ภายในกำหนดระยะเวลาทีระบุในสัญญาขายฝาก หรือภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหากเป็นอสังหาริมทรัพย์จะมีระยะเวลากำหนดสูงสุดไม่เกิน 10 ปีนั่นเองครับ

สำหรับผู้รับซื้อฝากนั้น สิ่งที่ผู้รับซื้อฝากจะได้นอกเหนือจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สูง และ ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทันทีตั้งแต่วันที่ทำสัญญาขายฝากแล้ว สิ่งที่ผู้รับซื้อฝากจะได้ก็คือ ผลประโยชน์ตอบแทน ซึ่งกฎหมายได้กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายฝากไว้ไม่เกิน 15% ต่อปี หรือ 1.25% ต่อเดือนครับ

ภาษีกับการขายฝาก

สำหรับการขายฝากนั้น ถ้ามองแล้วจะเหมือนกับการขายครับ เพราะว่ากรรมสิทธิ์ถูกโอนไปยังผู้รับซื้อฝาก ดังนั้น สิ่งที่ต้องรู้ก่อนทำการขายฝาก คือ ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนขายฝากจะสูงกว่าการจำนอง โดยคิดในอัตรา 2% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ แถมยังต้องชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีธุรกิจเฉพาะ (ในกรณีที่ครอบครองไม่ถึง 5 ปี) และอากรแสตมป์ตามที่กฎหมายกำหนดด้วยครับ ทั้งนี้ เนื่องจากนิติกรรมการขายฝากและนิติกรรมการจำนองนั้นเป็นนิติกรรมคนละประเภทกันครับ

โดยการคำนวณภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์นั้น จะแยกออกเป็น 2 กรณีครับ คือ บุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ซึ่งเสียภาษีแตกต่างกันดังนี้ครับ

รู้จักกับธุรกิจซื้อ-ขายฝาก อีกหนึ่งทางเลือกในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

กรณีของบุคคลธรรมดานั้น จะได้สิทธิเสียเฉพาะภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออากรแสตมป์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการครอบครองสินทรัพย์ครับ หากครอบครองเกิน 5 ปี หรือมีกรรมสิทธิในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี จะไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่เสียค่าอากรแสตมป์เท่านั้นครับ

นอกจากนั้นอาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องในการขายฝาก ทั้งเรื่องของค่าใช้จ่ายคำขอขายฝาก ค่าพยาน ฯลฯ อีกด้วยครับ

อยากทำนิติกรรมการซื้อ-ขายฝากต้องทำยังไง?

แน่นอนครับว่า สิ่งแรกที่ต้องมีคือ ความรู้ เพราะว่าการซื้อฝากนั้นต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ดังนั้นความเสี่ยงและการผิดพลาดจึงไม่ควรเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ครับ ซึ่งตรงนี้ผู้ขายฝากและผู้รับซื้อฝาก ก็ต้องคอยหาความรู้ในเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอครับ

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ ตลาดสำหรับการขายฝากครับ เพราะโดยปกติแล้วการทำนิติกรรมการขายฝากนั้น ราคาของทรัพย์ที่ทำการขายฝากจะมีราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินดังนั้น ผู้ขายฝาก อาจจะต้องขายอสังหาริมทรัพย์ของตนในราคาที่ต่ำกว่าปกติ แต่ก็ถือเป็นการแลกกลับได้เงินก้อนกลับมาพร้อมกับได้รับสิทธิการไถ่ถอนสินทรัพย์ของตนได้ภายในระยะเวลาที่ได้ทำการตกลงกันไว้

ในกรณีของ ผู้รับซื้อฝาก เองก็ต้องระมัดระวังเช่นกัน เนื่องจากแม้สินทรัพย์ที่รับซื้อฝากมานั้นจะมีราคาต่ำกว่าราคาประเมิน แต่ก็มีความเสี่ยงในเรื่องของผลประโยชน์ตอบแทนที่จะได้รับเช่นกัน ในกรณีที่ผู้ขายต้องการไถ่ถอนสินทรัพย์ด้วยการผ่อนชำระ แต่ไม่สามารถชำระเงินตามข้อตกลงตามที่ตกลงกันไว้ได้

และโดยปกติแล้วการรับซื้อฝากใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบตั้งแต่ตัวแทน นายหน้าหรือความไว้ใจต่างๆ ระหว่างผู้ที่ทำธุรกิจขายฝากด้วยกันอีกครับ

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น อาจจะมีทางแก้ที่ง่ายต่อการทำธุรกร

รู้ไหม? ว่าอะไรที่ทำให้คุณใช้จ่ายเยอะเกินไป

เรื่องมีอยู่ว่ามีลูกเพจหลายๆท่านได้เข้ามาปรึกษาเรื่องของการใช้จ่ายเงิน ด้วยคำบ่นว่า “ค่าใช้จ่ายเยอะมากมายไม่รู้จะทำอย่างไรดีให้มีเงินออม” จากการพูดคุยมาในเบื้องต้นก็พอจะเห็นได้ว่ามันก็มีเรื่องราวที่ทำให้ใช้จ่ายเยอะเกินไปอยู่ไม่น้อยเลย มาดูกันว่าอะไรที่ทำให้พวกเราใช้จ่ายเยอะเกินละเนี่ย

ไม่ได้วางแผนในการใช้จ่าย

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เลยทีเดียว! เพราะในแต่ละเดือนเราจะมีรายได้ที่จำกัดแต่ค่าใช้จ่ายอาจจะไม่จำกัดก็ได้ พอเราไม่ได้วางแผนอะไร ใช้จ่ายเงินไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้ดูว่าใช้ไปแล้วเท่าไหร่ บางทีเงินหมดเร็วมากแบบไม่รู้ตัวเลยก็ได้ สิ่งที่เราจะต้องคิดอยู่เสมอก็คือเราต้องสร้างวินัยทางการเงินให้ดี ถ้าวิธีการแบบง่ายๆเลยก็คือกำหนดไว้ว่าในแต่ละเดือนเราจะต้องออมเท่าไหร่และวันเราจะต้องใช้เงินไม่เกินเท่าไหร่ ในกรณีที่เรามีความรู้มากขึ้นอาจจะใช้การตั้งงบประมาณรายจ่ายเป็นเรื่องๆและจัดทำบัญชีให้เราสำรวจการใช้เงินของเราได้อย่างเหมาะสมเนอะ

เห็นอะไรก็อยากได้ไปหมด

ความอยากกกกกกกกกกก ได้เนี่ย! มันทำให้เราเกิดตัวเร่งในการใช้จ่ายเงินมากขึ้นมากกว่าเดิมอีกนะ บางทีเราคิดว่าเราจะไม่จ่ายเงินแล้ว แต่พอเห็นของที่เราอยากได้ โอ้วแม่เจ้า หยิบปุ๊ป จับปั๊ป จ่ายเงินทันที นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่เราใช้จ่ายเยอะเกินไป จริงๆผมว่าทุกคนมีสิ่งที่อยากได้นะ ไม่ผิดหรอกที่เราจะซื้อของที่อยากได้เพียงแค่เราจะต้องวางแผนในการซื้อของไม่ให้ตัวเองต้องจ่ายเงินเยอะเกินไป เช่น อยากได้ของ 5 อย่าง มีเงินซื้อเพียงแค่ 1 อย่างก็เลือกสิ่งที่เราชอบที่สุด ที่เหลือเดียวทยอยเก็บเงินซื้อในเดือนต่อๆไปก็ได้ ไม่ต้องรีบซื้อจนเงินหมดกระเป๋าหรอก

คิดว่าบัตรเครดิตซื้อได้ทุกอย่าง

คนเราถ้ามีความอยากได้ในขณะที่ไม่มีเงินแต่มีบัตรเครดิตเนี่ย บางทีหายนะมาเยือนได้ง่ายๆเลยนะครับ จริงๆส่วนตัวผมว่าการใช้บัตรเครดิตนั้นมีประโยชน์นะ แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราใช้ไม่ดีมันก็มีโทษอยู่เหมือนกัน เพื่อนผมลายคนเลือกที่จะเอาเงินในอนาคตมาใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตนี่ล่ะ หลายคนผ่อนชำระพร้อมดอกเบี้ยทำให้ต้องจ่ายมากขึ้น รวมถึงหลายๆคนที่มีภาระการเงินในชีวิตสูงมากจนไม่สามารถผ่อนชำระได้จนพบค่าปรับต่างๆตามมาให้เราต้องจ่ายมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าเลย

อยากสบายเลยยอมจ่ายแพง

ความสบายเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากได้แต่ความสบายนั้นมันจะเกิดขึ้นได้ถ้าเรามีคนหรืออุปกรณ์มาช่วยทำให้เราสบายขึ้น นั่นก็คือรายจ่ายนั่นล่ะ ลองสำรวจดูสิว่ามีอะไรที่เราต้องจ่ายเพื่อความสบายบ้าง? จ้างคนซักรีด จ้างคนทำความสะอาดบ้าน โบกแทคซี่ในทุกการเดินทาง กินข้าวหรูๆนอกบ้านเพราะขี้เกียจทำเองทุกมื่อ ซึ่งหลายๆอย่างมันไม่จำเป็นต้องจ่ายขนาดนั้นก็ได้ ลองดูว่าอะไรที่ไม่จำเป็นและทำเองได้และตัดค่าใช้จ่ายตรงนั้นดู ก็อาจจะทำให้เราประหยัดขึ้นได้นะ

ความโลภและการพนัน

ความโลภและการหวังรวยทางลัดนี่ทำให้หลายคนเกิดรายจ่ายที่มากขึ้นแต่ไม่ได้รวยอย่างที่คิดก็เยอะนะครับ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชอบลุ้นหวย ลุ้นโชค เปิดฝา เผื่อจะถูกรางวัลเงินล้าน สุดท้ายแล้วก็มีแค่เพียงไม่กี่คนหรอกที่ได้รับเงินล้านจากการลุ้นโชคไป ส่วนตัวผมเองซื้อมาทั้งชีวิตแล้วยังไม่เคยถูกเลยนะครับ ลองคิดดูว่าถ้าเราซื้อหวยเดือนละ 2 ครั้ง ครั้งละ 500 บาทแล้วไม่ถูกเลยซักครั้ง ในหนึ่งปีจะมีเงินที่สูญเสียไปถึง 500 x 2 x 12 = 12,000 บาทเลย เยอะนะนั่น!

นี่ก็เป็นแค่ตัวอย่างในเบื้องต้นเท่านั้นนะครับที่จะทำให้เราเห็นได้ว่า การที่เรามีรายจ่ายเยอะเกินไปนั้นเกิดจากอะไร? มีทั้งไม่วางแผนให้ดี อยากมีอยากได้ ใช้เงินในอนาคต อยากสบายและอยากรวยทางลัดนี่เอง เมื่อรู้อย่างงี้แล้วเรามาลดรายจ่ายเหล่านี้กันดูไหมครับ หากเราทำได้ ยังไงก็รวยขึ้นทุกคนแน่นอน

4 กฏเหล็กของการยืมเงินเพื่อน

บางช่วงของจังหวะชีวิตที่เงินขาดมือกระทันหันหรือเดือดร้อนที่ต้องใช้เงิน หลายคนมองว่าการ "ขอยืมเงิน" เป็นทางออกหนึ่งที่ใช้เครดิตส่วนตัวค้ำประกัน นั่นคือ ความไว้ใจ ด้วยคำสัญญาต่างๆเพื่อจะได้ยืมเงิน สำหรับผู้ที่มีปัญหาและกำลังหาวิธีว่าจะยืมเงินเพื่อนอย่างไรดี ลองนำวิธีนี้ปรับใช้กับตัวเองเพราะอาจจะทำให้การยืมเงินนั้นง่ายขึ้น

เพราะเครดิตที่ดีมีได้แค่ครั้งเดียว

4 กฏเหล็กของการยืมเงินเพื่อน

 

 

4 กฏเหล็กของการยืมเงินเพื่อน

 

  • ลูกหนี้ที่ดีต้องมีสัจจะ

"สัญญาต้องเป็นสัญญา สัญญาว่าคืนต้องคืน" รับปากว่าจะคืนเงินวันไหนก็ต้องเป็นวันนั้น ห้ามผัดวันประกันพรุ่ง บอกว่าจะคืนวันนี้ก็ต้องเป็นวันนี้อย่าเลื่อนว่าเป็นวันอื่นๆ มิฉะนั้นความน่าเชื่อถือของคุณก็จะลดฮวบลงมาทันที ประเด็นสำคัญ คือ เจ้าหนี้ของคุณก็ต้องมีเหตุเดือดร้อนต้องใช้เงินเหมือนกัน ถ้ายืมแล้วไร้สัจจะไม่คืนตรงวันแบบนี้อย่าหวังว่าครั้งต่อไปจะมีใครให้ยืมเงิน ถ้าจะสร้างเครดิตให้ตัวเองต้องยืมแล้วรีบคืนจะดีกว่านะจ๊ะ บางคนคิดว่ายืมเพื่อนแล้วไม่คืนก็ไม่เป็นไร ก็หันไปยืมคนอื่นก็ได้ ยืมทุกคนที่ขวางหน้าเพราะคิดว่าคนอื่นเขาไม่รู้หรอกว่าเรามีประวัติไม่คืนเงิน นั่นแหนะรู้น้อยไปซิ อย่าลืมว่าข่าวสารสมัยนี้มันเร็วจะตายไม่ว่าจะเป็นทาง Facebook กระทู้ต่างๆ เราเคยเห็นเพื่อนบางคนที่แค้นลูกหนี้มากๆเขาใช้วิธีโพสรูปลูกหนี้ตัวแสบพร้อมเบอร์โทรแปะประจานไปยัง Facebook ต่างๆ เรามองว่าเจ้าหนี้ทำไปเพื่อไม่อยากให้ใครตกเป็นเหยื่อรายต่อไป

อีกประเภทนึง คือ บางคนตลกบริโภคชวนเพื่อนไปกินข้าวแล้วไม่จ่าย ให้เพื่อนออกเงินแทนไปก่อนแล้วบอกว่าจะคืนเงินทีหลัง ถ้ามีเงินแล้วรีบคืนก็ไม่เป็นไร แต่กลับตีเนียนแกล้งทำเป็นลืมไม่คืนเงินซะงั้น ถ้าทำแบบนี้บ่อยๆใครที่ไหนจะยอมไปกินข้าวด้วย ถ้าทำนิสัยให้เพื่อนจ่ายเงินค่าข้าวแทนไปเรื่อยๆต่อไปอาจจะต้องกินข้าวคนเดียว เพราะเพื่อนรู้พฤติกรรมคุณแล้วไม่อยากชวนมากินข้าวด้วย

 

  • ลูกหนี้ที่ดีต้องไม่อาย

เมื่อยืมเงินแล้วต้องกล้าสู้หน้ากับเจ้าหนี้ อย่าหลบหน้าแม้ว่าไม่มีเงินคืน การหลบหน้าไม่ช่วยให้หนี้ที่มีอยู่หายไป แต่มันจะทำให้เจ้าหนี้รู้สึกโกรธและคิดว่าคุณเป็นคนขี้ขลาด ไม่กล้าสู้กับความจริง ความน่าเชื่อถือที่คุณมีก็จะยิ่งลดลงเรื่อยๆ ทางที่ดีที่สุด คือ หันไปยืดอกบอกเจ้าหนี้ตรงๆว่าตอนนี้คุณกำลังทำอะไรเพื่อพยายามชดใช้คืนหนี้บ้าง เพื่อจะได้ช่วยกันหาทางออกที่ดีที่สุด เช่น เงินที่ยืมมาทำธุรกิจมันเจ๊งเพราะต้นทุนการผลิตแพงขึ้น ไม่ได้มาจากการยักยอกเงินไปทำอย่างอื่น เปิดอกคุยกันแบบแมนๆจะดีกว่า

 

  • ลูกหนี้ที่ดีต้องไม่ทำร้ายจิตใจเจ้าหนี้

ขึ้นชื่อว่าลูกหนี้ต้องรู้จักเจียมตัวไว้เสมอว่าเงินที่ยืมมานั้นเป็นเงินคนอื่น ถึงเวลาเจ้าหนี้ทวงคืนก็ต้องให้ "อย่าเหนียวหนี้เพราะบางครั้งลูกหนี้บอกว่าไม่มีเงินคืน แต่มีเงินไปช้อปปิ้งที่ต่างประเทศ แล้วอัพรูปลั้นลาลง Facebook กับ IG ด้วยท่าทีที่เบิกบานใจ รู้ไหมว่าเจ้าหนี้จะรู้สึกเจ็บใจแค่ไหน เพราะทำให้คิดว่า "มีสติปัญญาหาเงินไปช้อปปิ้งได้ แต่ทำไม่มีเงินมาคืนเจ้าหนี้" และอย่าให้เจ้าหนี้รู้สึกผิดเวลาไปทวงเงินคืนว่าเหมือนเป็นคนผิดที่ต้องไปทวงเงินลูกหนี้ ซึ่งน่าจะเป็นลูกหนี้ต่างหากที่ต้องละอายใจที่ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะหาเงินมาชำระหนี้ได้ ดังนั้น เมื่อมีเงินรีบชำระหนี้ดีที่สุด

 

  • ลูกหนี้ที่ดีต้องรักษามิตรภาพ 

ยืมเงินเพื่อนแล้วคืนครบตามกำหนดแค่นี้เพื่อนก็ดีใจมากมาย อย่าทำตัวปากหวานรักเพื่อนในวันที่เพื่อนให้ยืมเงินแล้วชิ่งหนี้ไม่ใช้หนี้ แบบนี้มิตรภาพที่มีมาก็หมดลงด้วยเงินก้อนที่คุณยืมไป โดยมูลค่าของเงินที่ยืมแลกกับมิตรภาพความเป็นเพื่อนนับสิบปีมันคุ้มที่จะแลกหรอ แม้ว่าคุณจะมีความสุขระยะสั้นจากเงินที่ยืมแล้วไม่คืน แต่คุณผลร้ายกว่านั้น คือ สูญเสียมิตรภาพในอนาคตที่มีกับเพื่อนคนนั้นไปจนหมดสิ้น และสุดท้ายคุณก็จะไม่เหลือใครที่จริงใจไว้คอยให้กำลังใจอีกต่อไป มีเงินแต่ไม่มีคนจริงใจด้วยก็เท่านั้น

 

หนี้เงินใช้คืนด้วยเงิน

หนี้ชีวิตใช้คืนด้วยสติปัญญา

เพราะถ้าชดใช้หนี้ชีวิตด้วยเงิน โดยไม่ใช้สติแยกแยะ

ก็ไม่ต่างกับคนไร้สติ

 

 

สำหรับบางคนที่รู้สึกว่าชีวิตนี้มีแต่อุปสรรค ทำอะไรก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ หรือเกือบจะประสบความสำเร็จแต่ก็มีอะไรมาขัดลาภทุกที อยากจะลองให้นั่งคิดดูว่าเราเคยติดหนี้อะไรใครไว้บ้างรึเปล่า หรือครอบครัวของเราเคยไปติดหนี้อะไรใครไว้แล้วลืมชำระคืนบ้างไหม เพราะถ้ามีก็รีบชำระคืนโดยด่วน เพื่อช่วงชีวิตต่อจากนี้จะได้มีความสงบสุขและอุปสรรคในชีวิตก็จะลดน้อยลง

 
 
 
 

"มิตรภาพระหว่างเพื่อนใช้เงินซื้อไม่ได้

แต่เงินทำลายมิตรภาพระหว่างเพื่อนได้"

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save