รายได้หมื่นกว่าๆจะออมเงินแล้วรวยได้ยังไง?

มีคำถามจากน้องๆใน Fan Page พี่ต้าร์มาถามอยู่หลายคนว่า “หากเรามีเงินเดือนหมื่นกว่าๆเช่น 15,000 บาท เราจะรวยได้อย่างไรนะ?” ซึ่งโดยปกติแล้ววิธีของการเก็บออมที่คนส่วนใหญ่แนะนำนั้นก็จะเป็นตัวเลขง่ายๆอย่าง 10% ในกรณีที่เราเงินเดือน 15,000 นั้นก็จะออมไว้ 1,500 บาท ซึ่งก็จะมีการตั้งคำถามว่า “แล้วเราจะรวยได้ไงด้วยเงินแค่เดือนละ 1,500 บาท ละเนี่ย”

ก็อยากจะบอกว่าเดี๋ยวก่อน 10% ที่ว่ามันเป็นตัวเลขที่เขาตั้งขึ้นไว้เป็นแนวทางเท่านั้น เราไม่จำเป็นจะต้องใช้ตัวเลขนี้ก็ได้นี่น่า ลองดูตัวเลขอื่นๆดูก่อนไหมเผื่อเราจะออมได้มากขึ้นและเมื่อเราออมได้แล้วจะต้องทำอย่างไรต่อ

1. เพิ่มสัดส่วนออมให้มากขึ้น

ไม่จำเป็นต้อง 10% ก็ได้นะครับ ใครเก็บออมได้มากกว่านั้นเช่น 20% 30% ของรายได้ได้ก็เก็บไปเลยเพราะอย่างไรก็ตามถ้าเราไม่ออมเราก็จะเอาเงินไปใช้จ่ายอยู่ดี แค่เราบริหารให้รู้ว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละวันและภาระหนี้ที่จะต้องชำระนั้นมันสมเหตุสมผลกับเป้าหมายของเราหรือเปล่า กรณีที่เราไม่ได้เป็นคนฟุ่มเฟือยเราก็เก็บเงินได้อยู่แล้วล่ะ แต่ถ้ามีโอกาสดีๆก็ลองหาทางเพิ่มรายได้ดูนะครับ

2. จัดสรรเงินออมให้ต่อยอดความมั่งคั่ง

เงินออมคือเงินที่เราสำรองไว้ใช้จ่ายในชีวิตหรือเป็นเงินที่เรามีเป้าหมายในการใช้ในอนาคต หลายๆคนเก็บออมไว้เฉยๆ แต่สำหรับอีกหลายๆคนมองว่าเขาสามารถเพิ่มโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งโดยแบ่งบางส่วนออกมาซื้อหุ้น กองทุนรวมหรือนำมาลงทุนภายใต้ความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้ เมื่อลงทุนในระยะยาวก็จะพบว่าเงินทองมันงอกเงินได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น เงินเดือน 15,000 บาท ออม 30% คือ 4,500 บาท (ใช้ในแต่ละเดือน 10,500 บาท) ก็แบ่งมาซื้อกองทุนรวมเดือนละ 2,000 บาทและเก็บเงินออมไว้อีก 2,500 บาทครับ

3. สร้างวินัยในการเก็บออมในระยะยาว

หากเรามีเป้าหมายในการเก็บออมแล้ว มันต้องใช้วินัยอย่างสูงเลยนะ ไม่ใช่ว่าเก็บออม 3 เดือนแล้วเลิก มันก็จะไปสู่เป้าหมายไม่ได้ แต่ถ้าเราทำตามแผนแล้วลองดูในระยะ 1 ปี 3 ปี 5 ปี เราจะเห็นตัวเลขที่ไม่น่าเชื่อเลยนะครับ และผมเชื่อว่าไม่มีใครทำงานแล้วเงินเดือนไม่ขึ้นหรอก เมื่อเงินเดือนขึ้นแล้วเราเก็บออมได้มากขึ้น แน่นอนว่าเราจะไปสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้นและมีชีวิตที่ดีขึ้นได้นะครับ

อย่าลืมการเพิ่มสัดส่วนเงินออมให้มากขึ้นให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิต จัดสรรเงินออมต่อยอดความมั่งคั่งและสร้างวินัยในการเก็บออมระยะยาว ทุกท่านทำได้ครับ รวยๆๆๆๆ

อายุ 40 ก็เริ่มเสี่ยงต้องเกษียณแบบไม่ได้ตั้งใจ แล้วเราจะรับมือยังไงดี?

กฎบริษัทเขียนอายุเกษียณไว้ 55 หรือ 60 ก็ต้องตามนั้น.. ไม่ใช่เหรอ?

ตื่นค่ะ! นั่นตัวอักษรค่ะ ความจริงยังไงมันอีกเรื่อง!!

มาดามฟินนี่ขอเริ่มจากหลักความจริงที่ว่า..

นายจ้างเค้าจะจ้างเรา.. ตราบเท่าที่..ธุรกิจยังไปได้ และเราทำงานคุ้มค่าจ้

ธุรกิจยังไปได้หรือไม่ อันนี้ก็ดูกันไปปีต่อปี

เทคโนโลยี เศรษฐกิจมีผล สินค้าหรือบริการบางอย่างหายไปได้ตามกาลเวลา…เธอก็เห็น

(ล่าสุด นิตยสารอิมเมจและ Cosmopolitan ฉบับภาษาไทยเพิ่งปิดตัว เลิกจ้างพนักงานกันไป)

ส่วนเรื่องทำงานคุ้มค่าจ้างรึเปล่า..  มาดามฟินนี่อยากให้เธอลองดูตัวเลขนี้เล่นๆ แล้วมาคิดไปด้วยกัน

จากรูปข้างบน มีประเด็นชวนคิด ดังนี้

1. ถ้าเราไม่ได้ให้คุณค่าในงานเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ทำงานเช้าชามเย็นชาม ราสมควรจะได้เงินเดือนขึ้นต่อเนื่องทุกปีมั้ย อาจจะไม่นะ เธอลองคิดด้วยหัวใจของนายจ้างดู ใครเค้าจะจ่ายแพงกว่าทำไม ใช่ป่ะ?

2. จุดน่าห่วงในความคิดเห็นของมาดามฟินนี่ คือ ตอนอายุ 40

ทำไมต้อง 40? เธอเห็นจากรูปข้างบนมั้ย ไฮไลท์สีเหลืองตรงปีที่ 16

ว่าถ้าเงินเดือนขึ้นต่อเนื่อง พอตอนนั้น มันจะไปได้ถึง

3 เท่า ของเด็กจบใหม่ ในบางสาขาอาชีพไปได้เกิน 10 เท่า

คำถามคือ…

เธอตอนอายุ 40 จะทำงานที่ให้คุณค่า 3-10 เท่า ของเด็กจบใหม่รึเปล่า?

ถ้าใช่ ต่างกันเห็นๆ… โอเค เธออาจปลอดภัย

แต่ถ้าไม่แตกต่างมาก..งั้นเค้าคงเริ่มคิดแล้วล่ะว่า

จ้างเด็กใหม่ 3 คน ดีกว่ามั้ย?

หรือจ้างคนที่ประสบการณ์น้อยกว่าเราสัก 5 ปี แต่ทำงานได้เท่าเราเลย?

สถานะเธอเริ่มไม่โอเคแน่ๆ ละทีนี้!!!  (>__<“)

หลายคนยิ่งแก่ยิ่งดียิ่งเก่ง แต่ก็อีกหลายคนที่แก่คือแค่มีอายุเพิ่ม

นี่แหละย่ะ.. ความเสี่ยงที่มาดามฟินนี่อยากชี้ให้เธอเห็น!

………………………………………….

ทีนี้ยังไงต่อ..เมื่อเธอไม่โอเค

ถ้านายจ้างคิดแล้วไม่คุ้ม อาจมีการพิจารณาค่ะ.. เลิกจ้างดีมั้ย ยอมจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายให้เธอเลย

หลายคนอาจคิดว่านี่ถูกหวย เพราะถ้าทำงานมา 10 ปี ได้ค่าชดเชย 10 เดือน!!!

แต่..อย่าเพิ่งรีบดีใจไป ดูตัวเลขที่มาดามฟินนี่ทำมาก่อน แล้วคิดต่อกันอีกนิด

เธอเห็นมั้ย..

ยิ่งอยู่นาน ค่าชดเชยที่ต้องจ่ายยิ่งเยอะ เพราะฐานเงินเดือนมันเยอะ

ดังนั้น จะให้ดี จงไปซะตั้งแต่อายุ 40 เหอะ… ประหยัด!!!

ถึงตรงนี้หลายคนร้องออกมาดังๆ ว่า Oh My God = คุณพระช่วย

มันเป็นไปได้นะคะ ไม่ได้พูดเล่นๆ

……………………………

ปัญหาของการต้องเกษียณโดยไม่ได้ตั้งใจ

  • ไม่มีใครรู้ว่าเราต้องออกตอนอายุเท่าไหร่?
  • พอออกแล้ว จะใช้เวลานานมั้ยที่จะหางานใหม่? อาจเกิน 10 เดือนนะ
  • หางานได้ใหม่ เงินเดือนอาจน้อยกว่าเดิม แต่ภาระเท่าเดิม
  • ช่วงหางานนั้น ภาระค่าใช้จ่ายทุกเดือนจะทำยังไง?
  • 10 เดือน คิดดีดีๆ คือน้อยกว่า 1 ปี แล้วชีวิตที่เหลือหลังจากนั้น จะอยู่ยังไง???

คนคิดกฎหมายเค้าห่วงตรงนี้เค้าถึงคิดเผื่อ ใส่ค่าชดเชยไว้ให้เรา คำถามคือ..แล้วเราล่ะ ห่วงตัวเองมั่งรึเปล่า??? ว่าเหตุการณ์แบบนี้มันเกิดกับเราได้

นับวันโอกาสจะมากขึ้น เพราะเครื่องจักร, ซอฟท์แวร์ ทำงานแทนคนได้มากขึ้น การเปิดเสรี AEC ซึ่งจะมีคนไหลเข้าออก รวมถึงโอกาสโดนแย่งงาน

การอยู่กับปัจจุบันเป็นเรื่องดีแต่คิดถึงอนาคตด้วย..มันดีกว่า

…………………………..

โอเค..ไม่ได้มาขู่ให้เธอกลัวอย่างเดียว แต่มีอะไรดีดีมาฝากด้วย

มาดามฟินนี่ขอเรียกวิธีนี้ว่า..

สร้างหลักประกัน “ชีวิตแข็งแรง..ไม่กลัวเกษียณ”

ถ้าเธอค่อยๆ สร้าง 4 ข้อนี้ แล้วเธอจะไม่ต้องกังวล นอนขนหัวลุก เพราะ

ถ้าเธอเป็นคนมี 4 อย่างนี้ เธอลดโอกาสเป็นตัวเลือกแรกถ้านายจ้างต้องเอาคนออก

และถึงต้องออก เธอก็ไม่กลัวว่าชีวิตจะไปต่อยังไง..พร้อมยัง?

ขออธิบายเพิ่มเติมทีละข้อ…

1. สร้างฐานะ

ออมเงินต่อเนื่อง อย่างน้อย 10% ของรายได้ทุกเดือน เพื่อให้มีทั้งสำรองฉุกเฉินเท่า 6-8 เท่าของรายได้ต่อเดือน และทั้งออม+ลงทุนเกษียณ และไม่ก่อหนี้เกินตัว ส่วนถ้าได้รับค่าชดเชยมา อันนั้นถือเป็นโบนัสแท้จริง อนุญาตให้ดีใจได้

2. สร้างคุณค่าให้ตัวเอง

พัฒนาตัวเองให้เป็นคนมีค่าเพิ่มตลอดเวลา ใครรู้จักใครก็ชอบ อยากได้ตัวไปทำงาน ทำให้คุณค่าตัวเธอไล่ตามและแซงเงินเดือนเห็นๆ! สร้างคอนเนคชั่นรู้จักคนไว้เยอะๆ ออกไปทำกิจกรรมหรือไปเรียนอะไรใหม่ๆ เธอรู้มั้ยว่า..

ทั้งงานและโอกาสดีๆ มันมาจาก “คน”
คอนเนคชั่น = ทรัพย์สินอย่างนึง

3. สร้างแหล่งรายได้เพิ่ม

หาอาชีพเสริมที่เธอชอบ ทำได้ดี หรือทั้งสองอย่างยิ่งเลิศ แบ่งเงินออมบางส่วนมาลงทุนสร้างทรัพย์สินที่สร้างเงินสด (cashflow) ให้เธอได้ด้วย อย่าง หุ้นดีที่มีเงินปันผล อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ เขียนหนังสือหรืออะไรที่ได้ค่าลิขสิทธิ์ วันใดที่เธอมีรายได้มากกว่าทางเดียว วันนั้นเธอจะรู้สึกมั่นคง อย่างน้อยก็ทางใจไปเรียบร้อยละ

4. สร้างสุขภาพ

เน้นทั้งกายและใจ กายแข็งแรงเจออะไรตอนไหนก็ไม่หวั่น บุคลิกดีช่วยให้ทำมาหากินคล่อง ไม่เสียค่ายาค่าหมอเยอะ ดูแลและให้เวลาครอบครัวคนรอบตัวเพื่อนฝูง วันใดเรามีปัญหา กำลังใจคือยาที่วิเศษที่สุด

สุดท้ายนะเธอ..มาดามฟินนี่อยากบอกว่า

อย่าฝากชีวิตเราไว้ที่ใคร ควรฝากไว้ในมือตัวเอง

ใช้ชีวิตแบบมีสติที่มองไปข้างหน้า แล้วเธอจะมีวันดีดีได้ทุกวัน โดยไม่หวั่นอนาคต

“มีเงิน ชีวิตดี แฮปปี้” นี่คือคอนเซปท์ของมาดามฟินนี่

ทำไมซื้อ RMF แล้วไม่ได้ลดหย่อนภาษี

ทำไมซื้อ RMF แล้วไม่ได้ลดหย่อนภาษี

 

ไม่ได้ลดหย่อนภาษีเพราะ "ผิดเงื่อนไข RMF" นะจ๊ะ

การผิดเงื่อนไขการลงทุนมี 2 รูปแบบคือ ซื้อและขาย

การซื้อ

==> ซื้อเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดถือว่าผิดเงื่อนไข มีผลตอนขายเพราะจะต้องนำกำไรที่ได้จากการขายหน่วยลงทุนที่ซื้อเกินไปนั้นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8)

ทำไมซื้อ RMF แล้วไม่ได้ลดหย่อนภาษี

==> ซื้อน้อยกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดก็ถือว่าผิดเงื่อนไข ต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีย้อนหลังไป 5 ปีปฏิทิน ซึ่งต้องชำระคืนในเดือนมีนาคมของปีถัดไป

ตัวอย่าง สมมติซื้อขั้นต่ำได้ 5,000 บาท

 

ทำไมซื้อ RMF แล้วไม่ได้ลดหย่อนภาษี

 

อธิบายตารางการซื้อ

กรณีที่ 1

การระงับการซื้อ 2 ปีต่อเนื่องกัน จะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับ 5 ปีปฏิทินย้อนหลัง คือ ตั้งแต่ปีที่ 2-6 ชำระคืนภายในเดือนมีนาคมของปีที่ 8

กรณีที่ 2

การซื้อต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำก็จะเหมือนว่าเราระงับการซื้อ ซึ่งจะต้องเสียประโยชน์ดังนี้

  • ผู้ลงทุนไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในปีที่ซื้อ
  • ต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับ5 ปีปฏิทินย้อนหลัง ตั้งแต่ปีที่ 2-6 ชำระคืนภายในเดือนมีนาคมของปีที่ 8 อีกด้วย

กรณีที่ 3

การซื้อไม่ถึงเกณฑ์จึงไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อยภาษีในปีที่ 7 ได้ก็เหมือนกับการระงับการซื้อ แต่พอปีที่ 8 ซื้อตามเงื่อนไข ทำให้ผู้ลงทุนไม่ผิดเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาการซื้อต่อเนื่อง

หมายเหตุ กรณีที่ 1-2

  • ถ้าผู้ลงทุนทำการคืนภาษีล่าช้าก็จะถูกชำระเงินเพิ่มด้วยอัตรา1.5%ต่อเดือนของยอดเงินภาษีที่ต้องชำระคืนและอาจจะถูกเบี้ยปรับเพิ่มด้วยถ้าไม่ดำเนินการคืนภาษีให้เรียบร้อย
  • ถ้าผู้ลงทุนคืนภาษีเรียบร้อยแล้วและได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขโดยการซื้อ RMF ในปีที่ 8 ให้นับอายุการถือ RMF ตั้งแต่การซื้อ RMF ครั้งแรก

 

การขาย

ทำไมซื้อ RMF แล้วไม่ได้ลดหย่อนภาษี

 

เงื่อนไขสำคัญเพื่อที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

  1. ต้องถือ RMF มาไม่น้อยกว่า 5 ปีตั้งแต่วันที่ซื้อครั้งแรกโดยจะนับเฉพาะปีที่มีการซื้อ RMF เท่านั้น
  2. ขายคืนในขณะที่ผู้ลงทุนอายุเกิน 55 ปีบริบูรณ์

ถ้าไม่ตรงกับ 2 เงื่อนไขนี้ถือว่า “ผิดเงื่อนไข” โดยเงื่อนไขการขายมีดังนี้

 

ทำไมซื้อ RMF แล้วไม่ได้ลดหย่อนภาษี

 

หมายเหตุ

  1. ในกรณีที่ทำถูกต้องตามเงื่อนไข ผู้ลงทุนสามารถถือ RMF ต่อไปได้ โดยอาจจะซื้อหรือไม่ซื้อเพิ่มก็ได้ หากเลือกขาย RMF  Capital gain ได้รับยกเว้นภาษี
  2. ในกรณีที่ผู้ลงทุนเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ(ต้องได้รับใบยืนยันจากแพทย์)นั้นไม่ผิดเงื่อนไขการลงทุน

 

 

[ซีรีย์] ประกันบำนาญเป็นยังไง ดีไหมถ้าจะเอาไว้ใช้ตอนเกษียณ? (ตอนที่ 5)

หนึ่งในเป้าหมายทางการเงินที่หลายคน(อันที่จริงทุกคนเลยก็ว่าได้) ให้ความสำคัญกันอันดับแรกๆ ผมเชื่อว่าคงเป็นเรื่อง “เป้าหมายการเกษียณอายุ” อย่างแน่นอน เพราะตอนนี้หลายคนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมเงินเพื่อการเกษียณกันมากขึ้น เลยหันมาสนใจเรื่องการเงินการลงทุนกันมากขึ้น เพื่อหวังว่าในอนาคตเราจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่ก็อาจจะยังมีคนอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมเงินเพื่อการเกษียณตั้งแต่เนิ่นๆ คิดว่า “ไว้ก่อน” “เดี๋ยวค่อยเตรียม” ยังมองเรื่องการเกษียณเป็นเรื่องไกลตัวกันอยู่ ดังนั้น ผมจึงอยากทบทวนให้ฟังกันอีกครั้ง ว่าเราควรเตรียมเงินเพื่อการเกษียณหรือวางแผนเกษียณกันตั้งแต่เนิ่นๆเพราะอะไร

5 เหตุผลที่เราต้องวางแผนเกษียณ (ตั้งแต่เนิ่นๆ)

1. เพราะการวางแผนทำให้เรารู้ได้อย่างชัดเจนว่าเราควรต้องเตรียมเงินเท่าไหร่(ถึงน่าจะพอ)

ผมเชื่อว่า แทบจะทุกคนที่ผ่านการเกษียณอายุ หรือกำลังจะเกษียณ ไม่เคยรู้หรอกว่า จริงๆแล้วควรจะต้องเตรียมเงินเกษียณไว้เท่าไหร่ หรืออาจจะคิดเอาเองว่า “เตรียมไว้เท่านั้นเท่านี้ก็คงพอ” คำถามก็คือ แล้วรู้ได้ยังไงว่ามันจะพอจริงๆ? ถ้าไม่พอแล้วจะทำยังไง? วิธีการเดียวที่พอจะรู้ได้ (ถึงแม้ว่าจะเป็นคาดตั้งสมมติฐานก็ตาม) ก็คือการวางแผนเกษียณ โดยการตั้งเป้าหมาย (อยากจะเกษียณเมื่อไหร่?, จะใช้เงินเดือน/ปีละเท่าไหร่?, คาดว่าจะอยู่ถึงเมื่อไหร่?) และคำนวณเงินที่จะต้องเตรียมทั้งหมด รวมถึงเงินที่จะต้องเก็บเพิ่มในแต่ละปี และเครื่องมือทางการเงินที่จะใช้ ซึ่งต้องใช้ความรู้ทั้งเรื่องมูลค่าเงินตามเวลา (TVM : Time Value of Money), การวางแผนการลงทุน, การจัดพอร์ตการลงทุน รวมถึงสินทรัพย์ประเภทต่างๆ (ใครเรียนรู้ไม่ไหว ก็ไปปรึกษานักวางแผนการเงินเถอะครับ 555)

2. เพราะใช้เงินเก็บน้อยกว่า

3 ปัจจัยที่มีผลต่อการเตรียมเงินเป้าหมายที่ต้องการ ก็คือ 1) จำนวนเงินออม/เงินลงทุนในแต่ละปี 2) อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยแต่ละปี และ 3) ระยะเวลาในการเตรียมเงินหรือระยะเวลาลงทุน โดยที่ถ้าตัวใดตัวหนึ่งมีค่าน้อยแล้ว อีก 2 ค่าที่เหลือจำเป็นต้องมีค่ามาก (ตัวใดตัวหนึ่ง หรือทั้ง 2 ตัว) เช่น ถ้าเรามีเงินลงทุนน้อย หรือจะใช้เงินลงทุนน้อยๆ เราต้องใช้อัตราผลตอบแทนสูงๆ หรือมีระยะเวลาลงทุนนานๆ, ถ้าเราหาอัตราผลตอบแทนได้ต่ำ เราต้องใช้เงินลงทุนเยอะ และต้องใช้เวลาลงทุนนาน หรือ ถ้าเรามีเวลาลงทุนน้อย เราก็ต้องใช้เงินลงทุนเยอะ และต้องหาผลตอบแทนให้ได้สูงๆ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ยิ่งเราเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ มีระยะเวลาเก็บเงินลงทุนนานเท่าไหร่ เราก็ยิ่งใช้เงินลงทุนน้อยเท่านั้น แถมไม่ต้องลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงๆเพื่อให้ผลตอบแทนสูงมากเกินไปด้วย ทางที่ดีก็ควรจะมีเวลาเตรียมเงินไม่ต่ำกว่า 15 ปี ยิ่งเยอะยิ่งดี

3. เพราะมีเวลาแก้ไขปรับเปลี่ยนได้ทัน

การเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่นๆทำให้เรามีเวลาแก้ไขปรับเปลี่ยนอะไรได้ทันเวลาเสมอ เช่น เราอาจจะอยากมีเงินใช้หลังเกษียณเพิ่มขึ้น ทำให้เราต้องเตรียมเงินเพิ่มขึ้น หรือระหว่างทางที่เราเก็บเงินเกษียณมา มีเหตุให้เราต้องใช้จ่ายเงินจำเป็นบางอย่างเป็นจำนวนมากๆ เช่น ซ่อมบ้าน หรือจ่ายค่ารักษาพยาบาล(ถ้าไม่ได้ทำประกันสุขภาพ) ถ้าหากเราไม่ได้เตรียมเงินเกษียณไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เราอาจจะมีเงินเกษียณไม่พอ เพราะเราต้องจ่ายเงินกับเหตุการณ์ฉุกเฉินพวกนี้ แถมเวลาที่จะหาเงินมาใช้คืน ก็เหลือน้อยเกินไป เพราะฉะนั้น เราจึงควรต้องรอบคอบกับเรื่องพวกนี้ และเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่นๆจะดีที่สุด

4. เพราะถ้าจะไปหวังพึ่งพาสวัสดิการจากรัฐของไม่พอ

สังคมไทยรวมถึงสังคมทั่วโลก กำลังเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงวัย (Aging Society) นั่นคือ เริ่มมีสัดส่วนของประชากรที่เป็นคนแก่มากกว่าวัยอื่นๆ จากทั้งความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ และจากสภาพสังคมในปัจจุบันที่แต่งงานกันช้าลง มีลูกกันน้อยลง ทำให้ในอนาคต สวัสดิการจากรัฐที่จะเอามาจ่ายให้ผู้สูงอายุ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จะลดลงจากเดิม (จากแต่เดิมที่ก็น้อยอยู่แล้ว) เนื่องจากประชาชนในวัยแรงงานที่จะเป็นผู้จ่ายเบี้ย มีจำนวนลดน้อยลง แต่มีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้น ใครที่คิดจะหวังพึ่งพาสวัสดิการของรัฐบาลคงต้องคิดดูใหม่

5. เพราะชีวิตมีความไม่แน่นอน จะไปหวังพึ่งลูกหลานอย่างเดียวไม่ได้

บางคนอาจจะคิดว่า ถึงเกษียณแล้วมีเงินไม่พอใช้ก็คงไม่เป็นไร เพราะลูกเราเป็นคนดี ต้องทดแทนบุญคุณพ่อแม่ มันคงไม่ปล่อยให้เราอดตาย ก็หวังจะให้ลูกช่วยจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูให้ เป็นค่าทดแทนบุญคุณ “ค่าน้ำนม” ซึ่งหากลูกเรามีศักยภาพในการจ่าย จ่ายให้เราแล้วเขาไม่เดือดร้อนอะไร ก็คงเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าอนาคตลูกเราจะมีเงินเลี้ยงเราได้สบาย? ถ้าหากตอนนั้นเขามีปัญหาชีวิต มีปัญหาเรื่องงาน เรื่องเงิน แถมมีภาระทางการเงิน ไหนจะต้องเลี้ยงลูก ไหนจะต้องเก็บเงินของตัวเองอีก ลำพังแค่นั้นก็อาจจะทำให้เขาใช้ชีวิตลำบากมากพออยู่แล้ว แล้วถ้าเราไปเรียกร้องให้เขาต้องเลี้ยงดูเราอีกคนล่ะ เป็นเรื่องยุติธรรมสำหรับเขารึเปล่า? ความกตัญญูคือเครื่องหมายของคนดีก็จริง แต่หากต้องมาใช้คำว่าความกตัญญูเพื่อสร้างภาระที่หนักเกินไปให้ลูกหลาน ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เพราะความรักของพ่อแม่คือรักที่ไม่หวังผลตอบแทน เงินที่ได้รับจากลูกหลาน จึงถือว่าเป็นเงินโบนัส สุดท้ายแล้ว ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

เมื่อเราเข้าใจความสำคัญของการวางแผนเกษียณ หรือการเตรียมเงินเพื่อการเกษียณตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว คำถามต่อมาก็คือ เราจะต้องเตรียมยังไง? ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมืออะไรบ้าง? สำหรับคนกลุ่มข้าราชการอาจจะหมดกังวลเรื่องนี้ลงบ้าง เพราะอย่างน้อยก็มีเงินบำเหน็จบำนาญ เป็นเงินการันต

สัมผัสการลงทุนอสังหาทั่วโลกได้แล้ว ผ่านกองทุน KF-GPROPD

ตลาดคอนโดในประเทศไทยต้นปี 2559 ที่ผ่านมา แม้ว่าจำนวนโครงการใหม่เปิดพรีเซลล์ไม่ร้อนแรงเหมือนที่ผ่านมา และเน้นเจาะตลาดระดับบน อาทิเช่น 98 Wireless, Ashton Silom, Noble BE19, Whizdom Station รัชดา-ท่าพระ และ Ideo Thapra Interchange แต่ก็ยังคงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ซื้ออยู่อาศัยและนักลงทุน เพราะคอนโดทำเลดีหายากขึ้นเรื่อยๆ และรูปแบบโครงการถูกใจคนรุ่นใหม่ที่นิยมความสะดวกสบาย สำหรับนักลงทุนต้องคำนวณผลตอบแทนให้ดีเนื่องจากราคาคอนโดแพงขึ้นทุกปีเฉลี่ยปีละ 15% ซึ่งบางโครงการราคาพุ่งขึ้นแรงกว่านี้มาก ทำให้อัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากค่าเช่าลดน้อยลงจนอาจไม่คุ้ม นักลงทุนเลยหวังผลตอบแทนจากมูลค่าคอนโดที่เพิ่มขึ้นแทน ซึ่งในระยะยาวราคาไม่สามารถเติบโตในระดับนี้ได้ตลอดไป ผมจึงอยากแนะนำให้รู้จักกับการลงทุนทางเลือกที่ยังคงเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ครับนั่นก็คือ “การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศผ่านกองทุนรวม” ซึ่งมีข้อดีในเรื่องการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนไปในหลายภูมิภาคทั่วโลก และโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงจากอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดีจากหลายภูมิภาคทั่วโลก

วันนี้ผม Mr. Maibat เอาข่าวเปิดกองทุนใหม่ของบลจ.กรุงศรีมาฝากครับ กองทุนนี้มีชื่อว่า “กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลพร็อพเพอร์ตี้ปันผล” ตัวย่อกองทุน KF-GPROPD จะเสนอขาย IPO วันที่ 21 – 29 มีนาคม 2559 โดยความน่าสนใจอยู่ที่กองทุนนี้นำเงินไปลงทุนในกองทุนหลักมีชื่อว่า Standard Life Investments Global SICAV – Global REIT Focus Fund ที่มุ่งเน้นลงทุนในกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และหุ้นของบริษัทที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กระจายไปทั่วโลก ซึ่งกองทุนหลักเค้ามีประวัติการก่อตั้งและประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมายาวนานกว่า 50 ปี มีมูลค่าตลาดสูงถึง 1,183 พันล้านยูโร

ผลงานที่ผ่านมากองทุนหลัก Standard Life Investments ได้รางวัลในต่างประเทศ ได้แก่ The Best Equity Sector Real Estate Holdings Global over three years จาก Lipper ในปีพ.ศ. 2555 และ The Benchmark Fund of The Year Awards ในกลุ่ม Alternative Strategies Global Real Estate capabilities ในเดือนม.ค. 58 เพราะเค้ามีปรัชญาการลงทุนที่มุ่งเน้นการมองหาโอกาสการลงทุนจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดแนวทางเดียวกับบลจ.กรุงศรี และใช้ทีมผู้จัดการกองทุนรวมถึงนักวิเคราะห์มืออาชีพกว่า 150 คนทั่วโลก สะท้อนออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกองทุนหลักภายในระยะเวลา 1 ปีให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9.22% ต่อปี ระยะเวลา 3 ปีให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12.13% ต่อปี และ ระยะเวลา 5 ปีให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10.97% ต่อปี แต่ต้องอย่าลืมว่าผลการดำเนินงานอนาคตอาจดีหรือแย่กว่านี้ได้นะครับ

มาดูกันต่ออีกสักหน่อยว่ากองทุนหลักเค้ามีอะไรอยู่ในพอร์ตการลงทุนบ้าง หากแบ่งสินทรัพย์ที่ไปลงทุนตามภูมิภาคทั่วโลกแล้วละก็ ทวีปอเมริกามากที่สุดถึงร้อยละ 52% ตามมาด้วยทวีปเอเชีย 27% และทวีปยุโรป 18% เพราะมองเห็นโอกาสแตกต่างกันและเป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนด้วย และหากแบ่งตามประเภทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็มีความหลากหลาย เช่น ที่อยู่อาศัย ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน อุตสาหกรรม และโกดังเก็บสินค้า ฯลฯ ลองดูได้จาก 10 อันดับหลักทรัพย์ที่กองทุนหลักถือครองมากที่สุด

ภาพหน้าตาอสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนหลักเข้าไปลงทุนทั้งในรูปแบบ REIT และหุ้นของบริษัทที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยข้อมูลที่ผมได้รับในงานสัมมนาเปิดกองจาก Mr.Luke Powell ตำแหน่ง Investment Director , Real Estate, Standard Life Investments กล่าวว่าสัดส่วนการลงทุนแบบ REIT อยู่ที่ประมาณ 75% และหุ้นอยู่ที่ประมาณ 25% ซึ่งอนาคตอาจเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสถานการณ์การลงทุน

ตัวอย่างอสังหาริมทรัพย์ของแต่ล่ะหลักทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนที่น่าสนใจ

เหตุผล 3 ข้อสำหรับสนับสนุนลงทุนในกองทุน KF-GPROPD ในฐานะเป็นทางเลือกการลงทุน อาจแบ่งเงินบางส่วนกระจายการลงทุนมารูปแบบนี้บ้าง

  • ข้อแรก ขยายโอกาสการลงทุนใน REIT และหุ้นอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยไปสู่ทั่วโลก ซึ่งกระจายไปในหลายประเภทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย  
  • ข้อสอง ระดับราคาของ REIT ในประเทศไทยปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้น แต่ค่าเฉลี่ยระดับของ REIT ในหลายภูมิภาคทั่วโลกยังคงต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง  
  • ข้อสาม สร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอจากรูปแบบกระแสเงินสดจากค่าเช่าที่กองทุนหลักถือครอง อีกทั้งยังมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากระดับราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย

สุดท้ายนี้เป็นตารางสรุปสาระสำคัญของกองทุน KF-GPROPD โดยมีจุดที่ควรพิจารณาตรงนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน กองนี้ใช้ดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนนะครับเพราะทางบลจ.กรุงศรีเห็นว่ากองทุนหลักมีการกระจายออกไปในหลายภูมิภาคทั่วโลกแล้วซึ่งช่วยลดความผันผวนของค่าเงินได้ในระดับนึง และอีกจุดที่ควรพิจารณาตรงค่าธรรมเนียมแรกเข้าเก็บจริงที่ 1.5% และค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนทั้งหมดเก็บจริงที่ 0.93% ต่อปี จึงเหมาะกับนักลงทุนระยะยาวเกิน 1 ปี ซื้อๆขายๆไม่คุ้มครับ สำหรับท่านที่สนใจโทรไปสอบถามได้ที่ 02-657-5757 หรือเข้าไปดูในเว็บ www.krungsriasset.com

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

5 เคล็ดลับปฎิเสธเมื่อเพื่อนยืมเงิน

คำว่า “มิตรภาพซื้อไม่ได้ด้วยเงิน” อาจจะเป็นคติประจำใจใครหลายคน แต่บางคนอาจจะเติมต่อท้ายไปอีกหน่อยว่า “ถึงแม้ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน แต่ขอยืมเงินได้ไหม” และเรื่องเหล่านี้ก็เป็นปัญหาของใครหลายๆคน เมื่อถูกเพื่อนยืมเงิน ว่าจะทำอย่างไรดี จะปฎิเสธอย่างไรไม่ให้เสียน้ำใจ (เอ๊ะ!! ตกลงใครยืมใครกันแน่หว่า) เอาล่ะครับ วันนี้ @TAXBugnoms มีเคล็ดลับดีๆ ขำๆ มันส์ มาฝากกันครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์

เคล็ดลับข้อที่หนึ่ง : บอกว่าโทษทีมีเรื่องใช้เงินเหมือนกัน

อันนี้ใช้ได้กับเพื่อนที่ไม่สนิทมาก เพราะว่าถ้าหากสนิทกันเพื่อนจะรู้ทันเราว่า “แกไม่ได้มีเรื่องใช้เงินอะไรนี่หว่า” ดังนั้นอาจจะตอบเลี่ยงๆไปว่าเป็นเรื่องธุระส่วนตัว อันนี้อาจจะช่วยแก้ปัญหาได้ระยะหนึ่งครับ

เคล็ดลับข้อที่สอง : บอกมันว่าเรามีปัญหาชีวิต

ข้อนี้ใช้วิธีตีเนียนบอกไปเลยว่า โทษที่เรามีปัญหาชีวิต ตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะให้ใครยืมเงินแบบว่าเครียดอยู่ ถ้าเพื่อนดันถามต่อว่าปัญหาชีวิตอะไร ให้ตอบไปว่า เราไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะเล่าให้ฟังว่ะ .. โทษทีนะวันหลังค่อยเล่าละกัน รับรองว่าเพื่อนมันจะงงๆ ว่าตกลงใครมีปัญหาชีวิตกันแน่หว่า (ตรูจะมาขอยืมเงินเอ็ง ดันเจือกดราม่าซะงั้น)

เคล็ดลับข้อที่สาม : ขอคิดดอกเบี้ยมันซะเลย

บอกไปเลยว่า ยินดีเพื่อน แต่เราขอทำสัญญากู้เงินดอกเบี้ยร้อยละ XX ต่อปีนะ แล้วนายไปหาคนมาค้ำประกัน ถ้าผิดนัดเราบวกดอกเบี้ยอีก XX ขอแบบแฟร์ๆกันไปเลย เพราะเราก็ต้องเสี่ยงเหมือนกัน

วิธีนี้ใช้ได้ผลสำหรับเพื่อนที่เป็นคนมีเหตุผลระดับนึงนะครับ เพราะถ้าเพื่อนไร้เหตุผล เราจะโดนด่าทันทีว่า “ไม่มีน้ำใจ” (สรุปนี่ตรูผิด ทั้งๆที่เอ็งมายืมเงินนี่นะ!!)

เคล็ดลับข้อที่สี่ : อยู่เฉยๆเงียบๆ หลบหน้าไปสักพัก

วิธีนี้ เราต้องทำตัวเหมือนคนนอนน้อย มึนๆงงๆ หน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลม พอได้จังหวะก็หลบหน้า ปิดโทรศัพท์ ไม่รับสาย ติดประชุม มีงานด่วน เรียกได้ว่าหลบหน้าไปก่อน เพราะไม่อยากปฏิเสธให้เจ็บช้้ำน้ำใจกัน เอาไว้เรื่องดีขึ้นค่อยมาว่ากันใหม่

เคล็ดลับข้อที่ห้า : ลำบากนัก ตัดเพื่อนแมร่ง!!

สุดท้ายถ้ามันลำบากนัก เซ้าซี้ไม่ยอมเลิก ราวีไม่ยอมลดละ ให้จัดด้วยท่าไม้ตายนี้แบบสุขุมนุ่มลึกว่า “โทษทีนะ เป็นเพื่อนกันถ้าจะพูดเรื่องเงิน เราว่าอย่าคบกันดีกว่า” หรือไม่ก็คำประมาณว่า “มิตรภาพที่ผ่านมาของเรามีค่าเท่านี้เหรอ” รับรองได้ว่าเพื่อนจะเงียบไป และไม่กล้าพูดต่อ แต่ถ้าใครโวยวายพูดต่อมา อันนี้ก็คิดเอาเองครับว่า จะเลือกคบคนแบบนี้เป็นเพื่อนหรือเปล่า

บทความตอนนี้เป็นบทความขำๆ แต่แนะนำให้ทำจริง เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องไม่ลืมคือ “เราเป็นเจ้าของเงิน” ดังนั้น “เรามีสิทธิ์จะให้ใครยืมหรือไม่ยืมก็ได้” เพราะเรื่องเงินนี้มันไม่เข้าใครออกใครจริงๆ

แต่ถ้าเราไม่เหลือบ่ากว่าแรง และมีเงินพอที่จะให้ยืมจริงๆ ให้คิดเสียว่าเงินก้อนนั้นคือการ “ให้” ไม่ใช่ “ให้ยืม” เพราะถ้าเงินไม่ได้กลับมาหาเรา เราจะได้ไม่ต้องเสียใจและเสียทั้งมิตรภาพน่ะคร้าบบบบ

…. เพราะเรื่องเงินนั้น มันไม่เข้าใครออกใครจริงๆครับ!!!

สรุปทิศทางเศรษฐกิจปี 2016 โดย Phatra Edge

หลายๆคนก็ติดตามกันอยู่นะครับว่าสถานการณ์ประเทศไทยรวมถึงสถานการณ์โลกนั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้วในตอนนี้ ควรจะต้องจับตาประเด็นเรื่องอะไรบ้างและมุมมองของการลงทุนนั้นควรจะต้องทำอย่างไร ถ้าเรามาอ่านบทวิเคราะห์ในมุมมองของ Phatra Edge นั้น สามารถสรุปได้ดังนี้เลยนะครับ

ปัจจัยโลก

  • เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัวอยู่ คาดการว่าการจะขยายตัวในปี 2016 ที่ 3.4% เพิ่มจากปี 2015 ที่ 3.1%
  • ความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ประเทศจีนและค่าเงินหยวน พอเศรษฐกิจชะลอตัว การอุปโภคบริโภคน้อยลง บรรดาหนี้เสียจากการกู้ยืมของบริษัทต่างๆก็จะสูงขึ้น ซึ่งถ้าภาวะตรึงตัวเกิดขึ้นก็มีโอกาสเกิดการล้มละลายของบริษัทต่างๆแล้ว สินค้าอุปโภคบริโภคก็จะตกต่ำต่อเนื่อง
  • อเมริกามีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ย ในขณะที่ญี่ปุ่นและยุโรปอยู่ในสภาวะผ่อนตลายมากขึ้น
  • ราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะปรับตัวลดลงในระยะสั้น ผู้ผลิตน้ำมันจะเกิดปัญหา แต่โอกาสเศรษฐกิจโลกถดถอยมีน้อยกว่า 15% ในปี 2016 และ 2017

เศรษฐกิจไทย

  • มีการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในปี 2016 ที่ 3.2% จากการลงทุนของรัฐบาลและเอกชน
  • ค่าเงินมีแนวโน้มอ่อนค่าลง และน่าจะมีการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
  • สิ่งที่ต้องจับตามองคืองการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ภาวะทางการเมือง ภัยธรรมชาติ ราคาสินค้าตกต่ำ และการส่งออกที่ยังไม่ฟื้น และหนี้สินครัวเรือนของภาคประชาชน
  • จะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจพิเศษ

จากข้อสรุปของทาง Phatra Edge สรุปมานั้นผมว่าเป็นมุมมองที่น่าติดตามนะครับ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจจีนเป็นหนึ่งในตัวหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกด้วยเช่นกัน หากมีภาระหนี้สินที่ชำระไม่ได้ เกิดการล้มละลายของบริษัทต่างๆ ก็ย่อมส่งผลต่อการค้า การลงทุน รวมถึงความเชื่อมันทางเศรษฐกิจของทั้งโลกเลยเช่นกันครับ ในส่วนของเมืองไทยเองก็ต้องดูว่ารัฐบาลจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นครับ

กลยุทธ์การลงทุนของ Phatra Edge

ในปี 2016 มากขึ้นเพราะสถานการณ์ต่างๆยังไม่มีความแน่นอนแม้การลงทุนจะมากขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงต่างๆเช่น ภัยแล้ง ราคาสินค้าตกต่ำ หนี้สินครัวเรือน ปัญหาทางการเมือง รวมถึงผลกระทบจากปัจจัยภายนอก อย่างการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา (FED)

ในส่วนของการลงทุนนั้นก็ควรระมัดระวังในการเลือกลงทุน และมีการจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม (Asset Allocation) เพื่อกระจายความเสี่ยงไม่ให้หนักไปทางใดทางหนึ่ง ที่สำคัญคืออย่าลืมวินัยการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายในระยะยาวของเรานะครับ

  • การลงุนระยะสั้นจะผันผวน แต่ระยะยาวยังดี
  • ควรกระจายความเสี่ยงไปในตลาดที่พัฒนาแล้วหรือและระวังตลาดหุ้นในประเทศเกิดใหม่
  • การลงทุนที่มีผลตอบแทนเป็นดอลลาห์สหรัฐเป็นสิ่งที่น่าสนใจ
  • ระวังความเสี่ยงในการลงทุนพันธบัตรระยะยาว สินค้าโภคภัณฑ์ ความเสี่ยงด้านเครดิต
  • เน้นลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน

สรุป การเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำ พึ่งพาการส่งออกและหนี้อยู่ในระดับสูง

  • การลงทุนยังคงมีความผันผวนควรใช้กลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมต่อความเสี่ยง
  • กองทุนอสังหาริมทรัพย์มีความน่าสนใจเพราะไม่ขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจ ยังมีการให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอจากเงินปันผล แต่มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและความผันผวนในตลาดหุ้นหากมีเทขายหุ้นและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยระยะยาว
  • ทองคำยังไม่ดีนักแต่สามารถสะสมไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางการเมืองและเงินเฟ้อได้  

มุมมองของผมนั้นคิดว่า ระยะสั้นมีความผันผวนมากแต่ยังลงทุนได้ครับ ระยะยาวยังน่าสนใจจากการเติบโตของเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน เพราะฉะนั้นแล้วเราควรจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมตามความเสี่ยงที่เรารับได้ และควรทยอยลงทุนอย่างมีวินัยเผื่อให้ผ่านช่วงผันผวนในระยะสั้นตรงนี้ไปได้ครับ แน่นอนว่าเมื่อมีกลยุทธ์ที่ดีแล้วก็จะทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

บินเที่ยวน่าน 3 วัน 2 คืน ด้วยเงิน 1,950 บาท

[เขียนเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558]

ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดน่านนะครับ จังหวัดน่านเป็นจังหวัดที่น่าเที่ยวมากๆ มีของน่ารักๆอยู่เต็มไปหมด ตอนนี้เขากำลังฮิตไปเที่ยวเลยนะ ใครที่ยังไม่เคยไปอยากจะให้ลองไปซักครั้งถ้ามีโอกาสนะครับ ผมไปทริปน่าแล้วชอบมากแต่เสียดายที่ตัวเองจองตั๋วเร็วไปหน่อยแล้วมารู้ที่หลังว่ามันมีตั๋วราคาถูกจาก Air Asia โปรโมชั่นเข้ามา เล่นเอาผมเสียดายเงินแย่เลย แต่ไม่เป็นไรครับไหนๆก็ไหนๆแล้ว ผมเริ่มมีประสบการณ์แล้วก็เลยอยากจะเล่าว่า ถ้าเพื่อนๆคนไหนอยากไปเที่ยวจังหวัดน่านซัก 3 วัน 2 คืนนะ ผมมีข้อเสนอ Budget ที่ประหยัดๆให้ดู เผื่อคนที่งบน้อยจะได้เที่ยวได้นะครับ (แต่ผมไปราคาแพงกว่านี้แหระ เสียจุยยยย)

1. จองตั๋ว

ตอนนี้ Air Asia เขามีโปรโมชั่น 490 บาทต่อเที่ยวด้วยนะครับ ไปเที่ยวบินเช้าๆถึงเที่ยงๆ แล้วขากลับก็ไปเที่ยวบินเย็นๆกลับถึงกรุงเทพมาเที่ยวกลางคืนต่อได้อีกนะ ฮาๆ

การไปเที่ยวน่ะ ไปแค่ 3 วัน 2 คืน ไม่ต้องเอาสัมภาระอะไรไปมาก ถือขึ้นเครื่องไปเลย ตรงนี้ก็จะประหยัดไปได้อีกนะครับ ไม่งั้นจะถูกชาร์จราคาเพิ่มด้วยล่ะ หรือถ้าใครมีของเยอะก็เลือกดูนะครับ บางคนชอบทานอาหารบนเครื่อง อร๊อยยย อร่อยยยยยย ก็เพิ่มราคากันไป สำหรับผมแล้วก็ไม่ได้ทานอะไรเลย

ค่าเดินทาง 980 แต่พอมาถึงสนามบินจะเข้าเมือง ก็นั่งสองแถวได้นะครับ สนามบินห่างจากเมือง 2 กม. เอง ผมถามๆเพื่อนคนน่านเขาบอกว่าประมาณ 50 บาท ไปกลับก็ 100 บาท แต่เพื่อนผมมารับนะครับเลยไม่ได้มีค่าใช้จ่ายตรงนี้ สนามบินน่านสร้างใหม่สวยเลยล่ะ ผมไม่แน่ใจว่าสนามบินน่านเป็นของบริษัทอะไรนะครับ แต่ถ้าเครื่องบิน บินมาจากดอนเมืองมากขึ้นเนี่ย… เห็นแล้วอยากออมหุ้น AOT แบบ DCA รัวๆๆๆๆเลย ฮาๆ

2. จองที่พัก

 ไปเที่ยวต่างจังหวัดทั้งที ต้องนอนแบบฟินๆนะครับ ผมนี่ชอบมากเลยกับการนอน Guest House ที่เป็นเรือนแบ่งห้องให้เช่าหลายๆคน มีเด็กๆวัยรุ่นมาพักเยอะ หุ้นนึงก็พักได้ 2-3 คน ตอนที่ผมไปเที่ยวผมเจอน้องใน Fan Page ผมด้วยนะครับ ขอบคุณน้องเบล ที่มาทักทายกัน หวังว่าจะได้พบกันอีกนะครับ นอนแบบเรือนนี่สบายๆเลยนะ นอน 2 คืนอากาศเย็นๆไม่ต้องเปิดแอร์นะครับ แต่ห้องพักนี่ต้องจองล่วงหน้านะครับคนชอบกันเยอะ มีโอกาสเต็มสูง ลองดูในรีวิวต่างๆที่เขาไปพัก เฮือน ได้เลย

ผมนอนแบบนี้ล่ะ ฟินมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มีที่จอดรถด้วย ตอนเช้าๆมีไก่มาขัน ส่วนเจ้าของเรือนก็น่าร๊ากน่ารัก พูดคุยดีมากๆเลยครับ

ห้องนอน แชร์กับเพื่อน ส่วนห้องน้ำแชร์กับคนในที่พักนะครับ ต่อคิวเอา มีน้ำร้อนด้วยนะ

บริเวณห้องต่างๆครับ โผล่มาก็เจอกันเลย

บริเวณที่นั่งเล่นนะครับ ก็จะมีน้องๆมานั่งทำงานกันบ้างนะ

คุณว่าผมจ่ายค่าที่พักคืนละเท่าไหร่ ขอบอกเลยว่า 450 ต่อคืน แต่ผมลองมาดูใน Agoda อีกรอบ บางช่วงถูกกว่าที่ผมจองอีกนะ

นี่เลย 382.33 บาทต่อคืน ไปกับเพื่อน 2 คน ก็หารกันคนละประมาณ 400 ++ บาท ต่อคนเองอ่ะ

 ลืมบอกไปว่าถ้าคุณเป็นสมาชิก Agoda คุณจะได้ราคาคนกันเองอีกนะ จาก 382 เหลือ 366 บาท

เวลาจองใน Agoda เขายังไม่รวมพวก Service Charge กับ VAT นะครับ เดี๋ยวตอนจบผมสรุปให้อีกยอดนึง แต่ถ้ายอดเพี้ยนๆก็เพี้ยนไม่มากหรอก

3. เดินทางท่องเที่ยว

ขอบอก “จักรยาน” ฟินสุดแล้ว บาง Guest House เขาจะมีให้ใช้ฟรีด้วยนะครับ แต่ของผมไปเช่าเอาตามร้าน วันละ 90-100 บาท ถ้าเช่าประมาณ 3 วันก็ราคา 300 บาทเนอะ แต่อันนี้ก็แล้วแต่นะครับ ค่าใช้จ่ายตรงนี้อาจจะไม่มีก็ได้ หรือ ถ้ามีอาจจะแพงกว่านี้ก็ได้ บางคนชอบขับมอเตอร์ไซต์ ขับรถยนต์ก็แล้วแต่เลย แต่ผมว่าจักรยานก็ขี่รอบเมืองไปวัดต่างๆได้เลยนะครับ

แต่งตัวขี่จักรยานเที่ยวแบบนี้ล่ะ ชิวไหม?

ที่น่านนี่ดีมากๆเลยนะครับ รถก็ไม่เยอะ แถมจักรยานจอดที่ไหนก็ได้ ไม่หายด้วยล่ะ สถานที่เราควรจะไปก็มีหลายที่อย่างเช่นวัดพระธาตุแช่งแห้ง วัดภูมินทร์ ผมเอารูปบางส่วนมาให้ดูนะครับ

วัดพระธาตุแช่แห้ง 

วัดนี้อยู่นอกเมืองนะครับ ค่อนข้างไกล ขี่จักรยานไปประมาณ 20 นาที เมื่อก่อนจุดนี้เป็นเมืองน่านก่อนจะย้ายไปที่ตัวเมืองปัจจุบัน เป็นพระธาตุประจำเปิดเถาะ ใครเกิดปีกระต่ายมาไหว้กันนะครับ

วัดภูมินทร์

อยู่ในเมืองเลย วัดนี้ผมชอบมากที่สุดเพราะมีสัญลักษณะแห่งศิลปะของน่านอยู่เยอะ

ที่วัดจะมีผนังวาดเรื่องราวต่างๆ 

ปู่ม่าน ย่าม่าน

รูปภาพนี้เป็นรูปที่โด่งดังที่สุดอยู่ในวัดภูมินทร์ครับ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองน่าน ถ้าจะให้ผมกล่าวก็คือถ้าคุณไปปารีส คุณจะรู้จักรูปโมนาลิซ่า แต่ถ้าคุณมาเมืองน่านรูป ปู่ม่าน ย่าม่าน กระซิบรักเมืองน่านที่นี่เป็นรูปที่คุณจะต้องมาดูให้เห็นกับตา

ปู่ม่าน ย่าม่าน กระซิบรัก สามารถซื้อรูปภาพกลับบ้านได้นะครับ 

25 ข้อคิด เพื่อความสำเร็จในอาชีพ สำหรับ “มนุษย์เงินเดือน”

ผมเชื่อว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีความสำคัญที่จะทำให้มนุษย์เงินเดือนที่ทำงานประจำประสบความสำเร็จในอาชีพ 

มาดูว่ามีอะไรบ้าง?

1. ผลงานส่งให้คุณก้าวหน้ามิใช่อายุงาน

2. ทัศนคติและฝีมือสำคัญกว่าใบปริญญา

3. ลดภาษีเท่ากับเพิ่มเงินออม

4. เงินเดือนออกหัดออมก่อนใช้ทีหลัง

5. ผู้นำต้องเก่งทั้งคนเก่งทั้งงาน

6. แสวงหาความรู้ เร่งพัฒนา ให้ติดเป็นนิสัย

7. อย่าคิดว่าบริษัทขาดคุณไม่ได้

8. อย่าคิดว่าบริษัทจ้างคุณยันเกษียณ

9. ทุ่มเททำงานเสมือนเป็นเจ้าของบริษัท

10. ทำงานเกินเงินเดือนด้วยสมอง

11. อย่ามัวแต่ทำงานหนักจนลืมครอบครัว

12. งานหนักไม่ได้ยืนยันความสำเร็จ

13. ซื้อบ้านดูทำเล หางานดูบริษัทและเจ้านาย

14. ทำงานที่สำคัญกับบริษัทและหาคนแทนยาก

15. รายจ่ายยังมีหลายทางรายรับไม่ควรยึดติดกับเงินเดือนทางเดียว

16. ค้นหาวิธีการใหม่ที่ทำให้งานเสร็จไวขึ้นและได้ผลลัพธ์ที่ดี

17. อยู่ที่เดิมหรือย้ายงานไม่ใช่เรื่องเสียหายถ้ามีเป้าหมายที่ชัดเจน

18. สอนลูกน้องให้เก่งเพื่อก้าวไปเป็นทีม

19. เป้าหมายในชีวิตยิ่งใหญ่กว่าเป้าหมายทำงาน

20. เงินเดือนสูงไม่จำเป็นต้องเรียนเก่ง

21. โบนัสคือทางลัดในการเพิ่มเงินออม

22. วิกฤติเศรษฐกิจคนตกงานเยอะมีเงินสำรองไว้อุ่นใจกว่า

23. สลิปเงินเดือนมีค่ามากกว่านำไปกู้เงินมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

24. อายุ 30 ควรหางานที่ใช่เจอได้แล้ว ยิ่งเจอเร็วยิ่งมีโอกาสสำเร็จก่อน

25. ทำงานย่อมเจอเรื่องผิดพลาด อยากสำเร็จรู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น

“เป็นยังไงกันบ้างครับ น่าจะมีบางข้อคิดที่โดนใจ ก็ลองเอาข้อคิดนั้นไปใช้ในการทำงานดูนะครับ 

ใครที่มีข้อคิดดีๆก็ คอมเม้นต์เข้ามาได้เลยครับ”

3 ขั้นตอนวางแผน “เกษียณ” และ “ประหยัดภาษี” เพื่อให้ชีวิตนี้มีเงินล้าน

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms กันอีกครั้ง กับบทความภาษีประจำเว็บไซด์ Aommoney อย่างเช่นที่ผ่านมาครับผม แต่บทความสำหรับวันนี้ ต้องขอบอกครับว่า พรี่หนอมไม่ได้มาเรื่องภาษี แต่พกเป้าหมายดีๆ เรื่องการเกษียณมาพ่วงให้ฟังด้วยครับ #ไม่ได้ขายของ #อ่านต่อได้ #อย่าคิดมาก

โดยที่มาของบทความนี้ เกิดจากหลายๆครั้งที่ผมได้มีโอกาสไปบรรยาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือการเงินส่วนบุคคลก็ตาม เมื่อพูดถึงกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ขึ้นมาทีไร คำตอบที่ได้รับส่วนใหญ่คือ “ไม่อยากซื้อ” เพราะมันต้องถือเป็นเวลานาน แถมยังมีเงื่อนไขที่ยุ่งยากและบังคับจนหนักใจแบบว่าไม่รู้จะทำยังไงต่อไปกับชีวิตดี

และถ้าหากพูดถึงเรื่องการออมเงินขึ้นมาทีไร ผมเชื่อว่าเงินที่นักวางแผนการเงินและกูรูทั้งหลายชอบย้ำนักย้ำหนาว่ามันสำคัญที่สุดในชีวิตอย่าง “เงินเกษียณ” ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ได้รับความสนใจสักเท่าไรเหมือนๆกัน ซึ่งเหตุผลก็ง่ายๆสั้นๆ คือ ชั้นยังไม่แก่เลยนะ และมันก็คงมาไม่ถึงในเร็วๆนี้หรอกน่า

จากสองปัญหาข้างต้น ผมมักจะตั้งคำถามกลับไปว่า “แล้วคิดว่าตัวเราเองมีเงินพอใช้ในวันที่ไม่มีรายได้หรือยัง?” ซึ่งมิติของคำว่า “พอ” ในที่นี้ หมายความถึง 2 ประเด็น ได้แก่ 

คำว่า “เพียงพอ” ที่เป็นจำนวนเงิน โดยเราต้องรู้ก่อนว่าเราต้องมีเงินเกษียณเท่าไร (อ่านวิธีคำนวณได้ที่ [DIY] วิธีวางแผนเกษียณด้วยตัวเองแบบง่ายฝุดๆ) และ คำว่า “พอใจ” ว่าสิ่งทีมีหรือที่เราอยากมีนั้น มันตรงกับความต้องการจริงๆของเราแล้วหรือเปล่า?

เมื่อถามคำถามลงลึกไปถึงตรงนี้ ใครหลายคนเริ่มจะถอดใจหรือไม่อยากไปต่อ พร้อมด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่า  “เฮ้ยเงินเกษียณมันไม่ใช่คำตอบหรอก?” หรือไม่ก็ “จะมาเก็บเงินอะไร หนี้กับค่าใช้จ่ายทุกวันนี้ยังเอาไม่รอดเลย”#จบข่าว

เมื่อชีวิตมันยากนัก ผมเลยตั้งใจนำตัวอย่างแผนเกษียณอัตโนมัติของตัวเองที่สร้างขึ้นมาเป็นขั้นตอนแบบง่ายๆ มาเล่าให้ฟังครับ ซึ่งต้องบอกอีกทีก่อนที่จะลงรายละเอียดไปว่า การวางแผนเกษียณของผมนั้นอาจจะไม่ได้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์ แต่วิธีการที่ผมเลือกใช้นั้น ผมเชื่อว่าจะทำให้มั่นใจได้แน่ๆว่าจะมีเงินเกษียณเพียงพอครับผม เอาล่ะครับ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

1. หาจำนวนเงินเกษียณและเวลาที่ต้องการเกษียณจริง

ณ วันนี้ผมอายุ 33 ปี หากวางแผนเกษียณตามปกติก็คืออายุประมาณ 60 ปี (เหลือเวลาอีกประมาณ 324 เดือน) ถ้าอยากมีเงินเกษียณแบบพออยู่ได้สักประมาณ 7 ล้านบาท  ผมจะต้องเก็บเงินประมาณเดือนละ 6,200 บาท และไปลงทุนที่ผลตอบแทนประมาณ 8% ต่อปี (ใครสนใจวิธีคำนวณดูได้จากคลิปของน้องเอ แห่ง A-Academy ด้านล่างนี้ครับ)

2. สะสมเพิ่มเติมด้วยการบังคับตัวเอง

คำว่าบังคับในที่นี้ หมายถึงสร้างระบบที่บังคับตัวเองให้ออมเงินทุกเดือนตามข้อ 1 เช่น การตัดบัญชีทุกๆสิ้นเดือนเข้า บัญชีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน (ถ้ามี) หรือเพิ่มเติมด้วย กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งตรงนี้ให้ดูครับว่า

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทเรา และ RMF นั้น ไปลงทุนในอะไร สินทรัพย์ประเภทไหน? และได้รับผลตอบแทนประมาณเท่าไรต่อปี และเพียงพอกับเป้าหมายที่เราต้องการหรือเปล่าครับ 

เราเสียภาษีอยู่ในฐานภาษีที่เท่าไร (5-35%) ถ้าหากคิดว่าตัวเองได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีที่ค่อนข้างต่ำ (เช่น ไม่เสียภาษี หรือเสียในฐานต่ำๆ) หรือไม่สบายใจเพราะไม่อยากลง RMF เพราะขาดสภาพคล่อง หรือ เพราะเหตุผลอื่นๆจะลองมองหากองทุนรวมทั่วไปในการใช้สะสมเงินลงทุนก็ได้ครับ (แต่ต้องมั่นใจนะว่าตัวเราเองจะมีวินัยในการจัดการจริงๆ)

มาถึงตรงนี้ ผมอยากเน้นอีกทีนะครับว่า สิ่งที่เราต้องพิจารณามีอยู่ 2 เรื่อง คือ ผลตอบแทน (ประมาณการ) ที่ได้รับต้องไม่ต่ำกว่าผลตอบแทนที่เราคาดหวังไว้ และสำหรับประโยชน์ของการลดภาษีนั้น คือ ส่วนเพิ่มในการที่จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น (เพราะการประหยัดภาษี คือ การประหยัดค่าใช้จ่ายและทำให้ความมั่งคั่งสุทธิเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ ไม่ใช่ประหยัดแล้วก็ไม่เอามาลงทุนต่อ แบบนี้ไม่ได้ประโยชน์อะไรคร้าบ)

3. ทบทวนแผนทุกๆปี เพื่อปรับปรุงและแก้ไขให้ดีขึ้น

หลังจากที่ทำตามข้อ 1 และ 2 เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการทบทวนแผนการลงทุนของเราทุกๆปีว่าเข้าใกล้ถึงเป้าหมายแล้วหรือยัง ผลตอบแทนเฉลี่ยของเราเป็นไปตามคาดหรือเปล่า สุดท้ายหากต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับที่ตั้งไว้มากที่สุดครับ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่อาจจะคาดเดาได้หรอกครับว่า หากลงทุนแบบนั้น แบบนี้ หรือแบบไหน แล้วจะได้ผลตอบแทนเท่าไร เป็นไปตามคาดจริงหรือเปล่า แต่ผมเชื่อว่าหากเราเริ่มต้นลงทุนด้วยความตั้งใจและใส่ใจหาความรู้จริงๆ แล้วล่ะก็ ประสบการณ์ในการลงทุนของเราจะเป็นตัวบอกเราต่อไปครับว่า เราควรจะลงทุนอย่างไร ควรจะปรับปรุงแผนการลงทุนแบบไหน เพื่อให้เราไปถึงเป้าหมายได้อย่างที่ต้องการครับ

สุดท้ายนี้ผมก็หวังเพียงว่า บทความแชร์ประสบการณ์ของผมนั้น จะทำให้ทุกคนได้ประโยชน์จากการลงทุนเพื่อการเกษียณ และเข้าใจถึงหลักการประหยัดภาษีได้มากขึ้นนะคร้าบบบบบ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save