คลินิกหุ้นส่วนตัว ตรวจสุขภาพหุ้นทุกวัน

ไม่ต้องเป็นหมอก็มีคลินิกได้

ห๊ะ!! คลินิกอะไร?

อ๋อ! คลินิกหุ้น!!

เพราะตอนเข้าคลินิก ไปหาหมอ เราก็มักจะไปด้วยอาการป่วย ไปรับยามาแก้ แต่จะดีกว่ามั๊ยครับ ถ้ามีคลินิกส่วนตัว คอยตรวจสุขภาพ ปรับแผนออกกำลังกายและทานอาหารให้ไม่ป่วย ซึ่งก็เช่นเดียวกับการลงทุน ที่จะดีกว่ามั๊ย ถ้าเรามี Portfolio Clinic คอยวิเคราะห์ผลงานการลงทุนของเราโดยเฉพาะ!

อย่างเช่น ตอนนี้เราเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มไหน ค่าเฉลี่ย P/E และ ปันผลของทั้งพอร์ตเราเป็นเท่าไหร่ และที่สำคัญ มีความเห็นจากนักวิเคราะห์ ที่มีต่อหุ้นมาโชว์ด้วย ว่าหลังจากที่เค้าวิเคราะห์หุ้นตัวนั้นแล้ว มีความเห็นว่าอย่างไร ควรซื้อ ถือ หรือขาย ดังนี้ครับ

  • Strong Buy
  • Buy
  • Buy or Hold
  • Hold
  • Hold or Sell
  • Sell
  • Strong Sell

และยังแสดงให้ดูด้วยว่า ช่วงเวลาก่อนหน้า เมื่อ 3M 2M 1M 1W ล่าสุด มีนักวิเคราะห์กี่ท่าน ที่มีความเห็นกับหุ้นตัวนั้น และมีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง ครับ!! นอกจากจะเอาข้อมูลอดีต และปัจจุบันมาเปิดให้เราแล้ว ยังมีอีกจุด ที่พลาดแล้วจะเสียใจนะ ฮ่าๆๆๆ นั่นก็คือ Target Price ฮะ!! เป้าหมายราคาในความเห็นของนักวิเคราะห์ โดยเฉลี่ยแล้วเค้าให้กันเท่าไหร่ (ความหมายตัวย่อ : 3M คือ 3 months, 2M คือ 2 months, 1M คือ 1 month, 1W คือ 1 week)

ลองเข้าไปดูที่เมนู Portfolio Clinic ครับ ลองมาบันทึกทุกครั้งที่ซื้อและขายหุ้น เพื่อเก็บผลงาน หรือถ้าสนใจหุ้นตัวไหนอยู่ ลองบันทึกและฟังความเห็นของนักวิเคราะห์ดูครับ

ปล. ความเห็นของนักวิเคราะห์เป็นเพียงการเผยแพร่ความรู้และข้อมูลการวิเคราะห์การลงทุน เพื่อประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนเท่านั้นนะครับ

เริ่มลงทุนหุ้นง่ายๆ แถมใช้เงินน้อย

“อยากลงทุนในหุ้น เริ่มลงทุนยังไงดี?” หลายคนเห็นคนที่เข้ามาในตลาดหุ้นก่อนประสบความสำเร็จก็เลยอยากจะลงทุนบ้าง ลองถามๆดูหน่อยเผื่อจะได้หุ้นเปลี่ยนชีวิตและคาดหวังในการซื้อหุ้นมาแล้วขายทำกำไรไปในราคาที่แพงกว่าได้ แต่เชื่อผมไหมครับว่า หลายๆคนพอได้ชื่อหุ้นไปแล้วกลับไม่ได้ประสบความสำเร็จแบบนั้น

ในช่วงนี้มีนักลงทุนมือใหม่เข้ามาคุยกับผมเยอะมากๆ และมีคำถามเสมอว่าการลงทุนแบบไหนที่เขาสามารถเริ่มต้นได้อย่างง่ายๆและทำให้เขาสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้บ้าง ผมเองก็มักจะแนะนำการลงทุนแบบ DCA หรือการออมหุ้น

นอกจากนี้ก็มักจะมีคำถามเกี่ยวกับวิธีการลงทุนในลักษณะนี้ว่าในปัจจุบันนั้นยังสามารถใช้ลงทุนในช่วงหุ้นผันผวนได้หรือไม่ หากจะเริ่มต้นลงทุนนั้นควรจะรอโอกาสและจังหวะอย่างไร หากจะเริ่มจะต้องเปิดพอร์ตที่ไหนและจะต้องทำอย่างไรบ้าง ก็แอบดีใจอยู่ไม่น้อยเลยนะครับว่ามีคนให้ความสนใจวิธีการออมหุ้นกันเยอะมาก ผมก็เลยอยากจะมอบ Tips การลงทุนที่สามารถตอบคำถามที่ทุกคนสงสัยให้ทุกคนได้ทราบดังนี้ครับ

1. เริ่มลงทุนเร็ว สร้างวินัยทำทันที ด้วย DCA ตัวช่วยการลงทุน

เชื่อผมไหมครับว่าหากคุณเริ่มออมก่อนคนอื่นคุณก็จะมีความมั่งคั่งเร็วกว่าคนอื่น เพียงแค่เราเปลี่ยนวิธีการจากการออมเงินมาเป็นการออมหุ้นและทยอยซื้อไปเรื่อยๆ อย่างมีวินัยในแต่ละเดือน แน่นอนว่าสำหรับผู้ที่ลงทุนมาก่อน และสร้างวินัยอย่างสม่ำเสมอย่อมได้รับผลตอบแทนและส่วนแบ่งกำไรจากผลประกอบการของหุ้นที่เราลงทุนก่อนเพื่อนเราที่มาลงทุนที่หลังครับ เพราะฉะนั้นหากเราเริ่มสร้างสร้างวินัยในการออมในหุ้นก่อนย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จจากการลงทุนก่อนคนอื่นที่เริ่มช้า

2. DCA วิธีสร้างสร้างวินัยตัวช่วยให้ชีวิตการลงทุนง่ายขึ้น

สำหรับผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการเคาะซื้อหุ้นด้วยตัวเองผมจะเล่าให้ฟังว่านะครับว่าแต่ละวินาทีนั้น ราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ที่จะควบคุมอารมณ์ในการซื้อขายได้ แต่ถ้าเป็นระบบการลงทุนแบบ DCA นี้ง่ายจริงๆสำหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ นักลงทุนมือใหม่ มนุษย์เงินเดือนและผู้ที่ไม่มีเวลาในการเฝ้าหน้าจอ เพราะทางบริษัทหลักทรัพย์มีตัวช่วยมากมายไม่ว่าจะเป็นการคัดหุ้นที่ดีจากผู้เชี่ยวชาญมาให้เราลงทุน มีการใช้ระบบตัดบัญชีซื้อหุ้นอัตโนมัติ ทำให้การลงทุนของเรามีประสิทธิภาพ และมีวินัยสม่ำเสมอ ซึ่งง่ายกว่าการที่เราต้องซื้อขายเองตลอดเวลา

3. DCAเงินน้อยทยอยลงทุนเป็นเจ้าของกิจการดีดีในตลาดหลักทรัพย์

เมื่อก่อนนั้นผมคิดว่าการลงทุนเป็นเรื่องของคนรวยเสมอ จะซื้อหุ้นได้ในแต่ละทีต้องมีเงินหลักแสนหลักล้าน หรือจะต้องรอเก็บเงินก้อนใหญ่มาลงทุน แต่ในปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์ผู้ให้บริการบัญชีออมหุ้นอยู่หลายแห่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนรายย่อยอย่างเราได้สะสมหุ้นที่เราชื่นชอบได้ด้วยเงินลงทุนต่อเดือนเริ่มจากหลักพันบาทเท่านั้น ซึ่งเงินจำนวนนี้ไม่ว่าใครก็เริ่มลงทุนและเริ่มต้นในการเป็นเจ้าของกิจการได้ ไม่ว่าจะทำอาชีพแม่บ้าน พ่อค้า พนักงานออฟฟิต ตลอดจนผู้มีรายได้เยอะๆก็ใช้วิธีการลงทุนนี้ได้หมด

4. DCA ใช้ลงทุนได้ทุกสภาพตลาด

เนื่องจากการลงทุนในลักษณะนี้จะไม่สนใจราคาที่ผันผวนในแต่ละช่วงเวลา แต่ดูพื้นฐานและความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจเป็นหลัก ด้วยเงินจำนวนเท่าๆกันทุกเดือน ในช่วงเวลาที่่ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงก็จะมีโอกาสซื้อหุ้นในราคาถูกลงและจำนวนที่มากขึ้นและในช่วงเวลาที่หุ้นปรับขึ้นก็จะทำให้เราได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น รวมถึงลดความเสี่ยงในการซื้อหุ้นในราคาแพงมากจนเกินไป

จากเหตุผลทั้ง 4 ข้อนั้นก็คงทำให้หลายๆคนสนใจลงทุนแบบ DCA นะครับ เพราะเหมาะกับทุกคนจริงๆ สำหรับขั้นตอนในการเปิดบัญชีออมหุ้นนั้นก็ไม่ยากเลย เพียงแค่เรากรอกเอกสารพร้อมหลักฐานในการสมัครไปยังบริษัทหลักทรัพย์ที่ให้บริการ เลือกหุ้นที่จะลงทุน พร้อมกับกำหนดเงินและวันที่ในการสั่งซื้อเท่านั้น ทางบริษัทหลักทรัพย์ก็จะดำเนินการซื้อหุ้นให้เราตามกำหนด เช่น

โดยกลยุทธ์ในการเลือกหุ้นนั้นก็ทำได้ไม่ยาก ปกติผมจะเลือกหุ้นบริษัทที่เข้าใจง่ายและใช้การจินตนาการว่าในอนาคตอีก 10-20 ปีข้างหน้าสินค้าและบริการอะไรที่เราน่าจะใช้อยู่บ้าง หลังจากนั้นก็นำข้อมูลต่างๆมาวิเคราะห์ถึงแนวโน้นในอนาคต ตั้งแต่งบการเงินของบริษัทดูว่ามีผลกำไรและการเติบโต รวมถึงข้อมูลทางการตลาดและการแข่งขันว่าธุรกิจมีความได้เปรียบในการแข่งขันไหมเมื่อเทียบกับคู่แข่งต่างๆ

จริงๆรายละเอียดมีเยอะกว่านี้นะครับ ถ้าอยากฟังเพิ่มอีกผมจะขอเรียนเชิญทุกท่านมางาน #investnow @Future Park Rangsit ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 7 – 10 กรกฏาคม 2559 งานนี้ทางตลาดหลักทรัพย์เป็นผู้จัดนะครับ ผมขึ้นเวทีพูดด้วยในวันที่ 8 กรกฎาคม 2559 เวลา 17.00 – 18.00 น. ณ ลาน Cascata ชั้น G จะมาเจาะประเด็นการลงทุนแบบ DCA กันแบบถึงพริกถึงขิงกันเลย!

ในงานนี้ สำหรับผู้ที่สนใจเปิดพอร์ตการลงทุน ก็มีบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ให้บริการการออมหุ้นมานร่วมงานหลายแห่ง รายละเอียดต่างกันบ้างเล็กน้อย สามารถดูและตรวจสอบเงื่อนไขระหว่างผู้ให้บริการแต่ละที่ได้ เช่น

  • จำนวนเงินขั้นต่ำ
  • รอบการตัดบัญชี
  • หุ้นที่ให้เลือกลงทุน
  • ค่าธรรมเนียมในการให้บริการ

สนใจบริการของที่ไหนก็เปิดพอร์บัญชีออมหุ้นจากผู้ให้บริการ งานนี้ครบวงจรมากๆ เรียกได้ว่าฟังสัมมนาเสร็จแล้วก็เริ่มลงทุนกันได้เลยทีเดียว หรือคลิ๊กเปิดบัญชีได้เลยวันนี้ที่ www.set.or.th/investnow

เพราะฉะนั้นแล้วอย่าพลาดโอกาสนี้เลยนะครับ เพราะ… “ลงทุนวันนี้ โอกาสดี สร้างได้”

แล้วพบกันในวันงานครับ

SET App : ยกทั้งตลาดหลักทรัพย์มาใน App เดียว

ในโลกยุคดิจิตอลนี้ ผมว่าชีวิตของเรานี่นับวันยิ่งทำอะไรง่ายขึ้นเรื่อยๆนะครับ ตั้งแต่มี Smart Phone เข้ามาเติมเต็มชีวิต นักลงทุนในยุคนี้ก็สามารถซื้อขายหุ้นกันง่ายๆผ่าน Application ไม่ว่าจะเป็นระบบการซื้อขายหุ้น Streaming หรือ จะซื้อกองทุนรวมก็ทำได้

แต่ที่ผมเห็นๆก็คือ กลุ่มที่ใช้ประโยชน์นั้นหลักๆก็จะมีแค่นักลงทุนในตลาดอยู่แล้ว มือใหม่แบบใหม๊ใหม่ที่สนใจจะลงทุนบางครั้งก็เกิดคำถาม ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ต้องศึกษาอย่างไรบ้าง ทางตลาดหลักทรัพย์ฯก็เลยเพิ่ม Application ของตลาดเข้ามาตอบโจทย์และให้ความรู้กับนักลงทุนทั้งมือเก่ามือใหม่ให้เข้ามาใช้อย่างสะดวกง่ายขึ้นโดยไม่ต้องพิมพ์ URL

ใน SET App ที่ผมลองเข้าไปเล่นดูนี่ก็ชอบมากเลยนะครับ เพราะตลาดหลักทรัพย์เขายกข้อมูลทั้งตลาดและใช้ลูกเล่นทุกอย่างที่มีในปัจจุบันมาเข้าใส่ไว้ในนี้ ตั้งแต่บทความ วีดีโอ ที่อัพเดททุกเรื่องเกี่ยวกับหุ้น และสถานการณ์ที่ทันสมัยเลยทีเดียว

แต่ก่อนอื่นอย่าลืมสมัครเป็นสมาชิกเป็น SET Member กันก่อนนะครับ เขาจะมีหน้าจอให้เรากรอกขึ้นมูลของเราลงไป ขั้นตอนง่ายๆเหมือนการสมัครสมาชิกทั่วไปนะครับ เมื่อเราสมัครเรียบร้อยแล้วสามารถดาวโหลด QR Code ทางเมนูด้านซ้าย เพื่อง่ายต่อการเข้าใช้งานในครั้งต่อๆไปได้เลยนะครับ นอกจากนี้การเป็น SET Member ท่านจะได้รับความสะดวกในการรับบริการรวมถึง สิทธิประโยชน์ดีๆ จากตลาดหลักทรัพย์ด้วยนะครับ

หลังจากที่สมัครแล้วมาดูกันเลยว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

OPPDAY และข้อมูลบริษัทจดทะเบียนดูเมื่อไหร่ก็ได้

จุดเด่นแรกที่ไม่มี App ไหนเหมือนแน่ๆ นี้คือการให้ข้อมูลอัพเดทของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืองาน OPPDAY ที่ตลาดหลักทรัพย์จัดกิจกรรมให้บริษัทพบกับนักลงทุน เพื่อเล่าถึงการดำเนินงานพร้อมตอบข้อซักถาม เราสามารถจิ้มดูวีดีโอผ่านมือถือได้ทุกที่ที่มีอินเตอร์เน็ตได้เลยครับ ก็จะมีวีดีโอให้เราชมตามภาพเลย

ข้อมูลอื่นๆเกี่ยวกับบริษัทนั้นก็มีให้อีกนะครับ ไม่ว่าจะเป็น FACT SHEET ที่ให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับบริษัท และ STOCK CALENDAR ที่จะบอกว่า วันนี้ หุ้นตัวไหนขึ้นเครื่องหมายอะไรบ้าง อย่างหลายๆคนก็ชอบรอ XD เพื่อที่จะได้รับปันผลนะครับ รวมถึงข้อมูลหลักทรัพย์ที่ถูกใช้มาตรการกำกับซื้อขาย

FACT SHEET สามารถเข้าไปดูได้โดยเลือกหุ้นที่ต้องการ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสรุปของบริษัทนั้นๆ ตั้งแต่ที่อยู่ ลักษณะธุรกิจ อัตราผลตอบแทนย้อนหลัง รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ รวมถึงข้อมูลอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญด้วย

STOCK CALENDAR หรือปฏิทินหุ้น มีหน้าตาดีไซน์น่ารักๆแบบ emotion แบบนี้เลยครับ

หลักทรัพย์ที่เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขาย (Securities Met Market Surveillance Criteria) บางทีการซื้อขายของหุ้นบางตัวอาจจะร้อนแรงมากๆจนผิดปกติ จนทางตลาดต้องเข้ามาจัดการในเรื่องของการซื้อขาย ก็มาดูได้ที่เมนูนี้นะครับว่าหุ้นที่เราต้องการจะซื้อนั้นซื้อได้ไหม ต้องซื้อเงินสดเท่านั้นหรือไม่ และมาตรการดังกล่าวนั้นมีเวลากี่วัน

NOTIFICATIONS แจ้งเตือนทันทุกเหตุการณ์ ลองดูตรงมุมขวาบนนะครับ เราจะเห็นรูปซองจดหมาย ซึ่งจะเป็นระบบแจ้งเตือน เราสามารถกำหนดได้จากหน้า Notification Settings ว่าเราอยากจะให้เขาส่งข้อมูลอะไรมาบ้าง เป็นข้องมูลของตลาด เรื่องทั่วไป หรือเราจะให้เขาส่งข่าวที่เกี่ยวกับหุ้นที่เรากำลังสนใจอยู่ เช่น ข่าวประกาศงบการเงิน ข่าวขึ้นเครื่องหมาย XD , XM เป็นต้น  สามารถเลือกได้ถึง 10 ตัวเลยนะครับ และเมื่อทางตลาดหลักทรัพย์แจ้งข้อมูลมาก็จะปรากฎในกล่องรับข้อความให้เราได้ทราบครับ

การลงทุนเรียนที่ไหนก็ได้ผ่านสื่อการสอนยุคดิจิตอล

“อยากลงทุนคะ จะเริ่มตรงไหนคะ? ต้องทำอย่างไรบ้างคะ? ”

นักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่เข้าใจในเรื่องการลงทุนมากหรือใครก็ตามที่อยากศึกษาความรู้เพิ่มเติม ผมว่าเริ่มต้นได้จาก App นี้ได้เช่นกันนะครับ เพราะทางตลาดหลักทรัพย์เขายกข้อมูลความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการลงทุนมาไว้ตรงนี้ ให้เราเรียนรู้ง่ายๆผ่านสื่อการสอนที่ทันสมัย ทั้งวีดีโอ บทความและงานสัมมนาให้เราเลือกเรียนรู้ตามหัวข้อที่เราสนใจได้เลยครับ

ข้างล่างเป็นสื่อการเรียนรู้ที่เราสามารถรับชมได้นะครับ เป็นคลิปความรู้การลงทุน สไลด์งานสัมมนาของโครงการห้องเรียนนักลงทุน บทความของ GURU ด้านการเงินของทางตลาดหลักทรัพย์นะครับ

วางแผนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องกับระบบที่ทันสมัย

โดยปกติแล้วทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้นจะมีการจัดงานสัมมนาการเงินและการลงทุนเป็นประจำอยู่แล้ว หลายๆงานไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรด้วยนะครับ  ซึ่งเราสามารถเข้าไปร่วมสัมมนาได้ ตลาดหลักทรัพย์ก็จะเชิญวิทยากรที่มีความรู้มาเล่าประสบการณ์ในการลงทุน แชร์มุมมองต่างๆ อัพเดทข้อมูลตลาดเงินตลาดทุนและข้อมูลบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ให้เรานำไปศึกษาต่อยอดวิธีคิดทางการลงทุนได้

ลองมาเช็คข้อมูลใน App ในส่วนของ Event ได้นะครับว่า ทางตลาดหลักทรัพย์มีการจัดงานที่ไหน เมื่อไหร่ ถ้าเราว่างและพร้อมเรียนรู้ ก็ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้จากทาง App ได้เลยครับ เมื่อเราจองไว้แล้วทางตลาดก็จะบันทึกข้อมูลลงในปฏิทินของเรา จะได้ไม่ลืมวันเวลาที่เราจะไปร่วมงานครับ

เชื่อมโยงข้อมูลต่างๆในการลงทุนอย่างครบเครื่อง

นอกจากข้อมูลความรู้การลงทุนแล้ว เรายังสามารถตรวจสอบข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของเราได้เช่นกันผ่านทาง Investor Portal ของทางศูนย์ฝากหลักทรัพย์นะครับ ไม่ว่าจะเป็นการเช็คข้อมูล เงินปันผล ใบรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ก็เข้าจากทาง Application ได้นะครับ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมว่าตรงนี้เหมาะสมในก

1,000,000 บาทพอไหม… กับชีวิตวัยเกษียณ

เบื่อใช่ไหมกับการตื่นไปทำงานตอนเช้า… ผมก็เบื่อ คุณก็เบื่อ พวกเราก็เบื่อกันทุกคนนั่นแหละ ถึงแม้ว่าเราจะรักงานของเรามากแค่ไหน แต่ก็ต้องมีวันที่สภาพร่างกายไม่พร้อม สภาพจิตใจไม่พร้อม ใครหลายๆ คนจึงใฝ่ฝันถึงวันที่จะได้ทำงานเพราะใจรัก โดยเป็นอิสระจากเงื่อนไขของเงินและเวลา หรือที่ทุกคนคุ้นเคยกันในชื่อของการ “เกษียณ” นั่นเอง

การเกษียณไม่ได้แปลว่าการเป็นคนแก่นั่งๆ นอนๆ อยู่ที่บ้านเฉยๆ แต่การเกษียณหมายถึงการได้ใช้ชีวิตโดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงรายได้เป็นหลัก ทำงานอดิเรกที่ชอบ ถ้าจะทำงานก็เลือกทำงานที่รัก โดยคนส่วนใหญ่มักจะเกษียณกันที่อายุ 60 ปี อาจจะมีบวกลบบ้างตามความพร้อมด้านการเงิน แต่คำถามคือคำว่าพร้อมนี่เราต้องพร้อมมากขนาดไหน

1,000,000 บาทพอไหมกับชีวิตวัยเกษียณ ?

การตอบคำถามสามารถตอบได้อย่างกำปั้นทุบดินง่ายๆ ว่า “แล้วแต่คน” เพราะแต่ละคนย่อมมีความต้องการในการดำรงชีวิต ค่าครองชีพ รสนิยมในการใช้เงินในการแตกต่างกันออกไป แต่ที่ลงทุนศาสตร์พอจะตอบได้คือ คุณจะมีเงินใช้เดือนละกี่บาทไปเป็นจำนวนกี่ปี

สังเกตได้ว่าปัจจัยหลักที่มีผลต่อจำนวนเงินที่ใช้ตอนเกษียณ คือ จำนวนเงินต้น และจำนวนปี ที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่ในช่วงหลังเกษียณ โดยจะเห็นได้ว่าถ้าเรามีเงินต้น 1,000,000 บาท เราจะมีเงินใช้เดือนละ 4,167 บาทไปเป็นเวลา 20 ปี

พอไหม ?

เพราะ ปรกติเราต้องการมีเงินใช้ในตอนเกษียณเดือนละประมาณ 70% ของเงินเดือนตอนที่เราทำงานอยู่  ยกตัวอย่างง่ายๆ หากตอนที่เรากำลังจะเกษียณ เราเคยได้รับเงินเดือนอยู่ที่เดือนละ 30,000 บาท เงินที่เราต้องการใช้ในช่วงวัยเกษียณจะประมาณ 21,000 บาทต่อเดือน ดังนั้น หากเราคาดหวังที่จะมีชีวิตวัยเกษียณอยู่ 20 ปี เงินต้นที่เราควรจะมีก่อนเกษียณก็คือประมาณ 5,000,000 บาทนั่นเอง

เพียงเท่านี้ เราก็สามารถประมาณเงินต้นที่เราควรมีได้ง่ายๆ จากปัจจัย 2 ค่า ค่าแรกคือเงินเดือนที่เราต้องการใช้ในวัยเกษียณ ซึ่งโดยทั่วไปจะประมาณ 70%  ของเงินเดือนของตอนที่เราทำงาน และอีกค่าหนึ่งคือ จำนวนปีของชีวิตวัยเกษียณ โดยปัจจุบันคนไทยมีอายุขัยอยู่ที่ประมาณ 75 ปี เราจึงอาจคำนวณได้ง่ายๆ โดยใช้ 75 – ปีที่เกษียณ เช่น ถ้าเราจะเกษียณตอนอายุ 60 จำนวนปีจะเท่ากับ 75 – 60 ปี หรือ 15 ปี โดยเราอาจจะบวกเลขเผื่อไว้สัก 5 ปี รวมเป็น 20 ปีเป็นต้น แล้วจึงนำค่าที่ได้ทั้งสองค่าไปเรียบเทียบเทียบกับตารางข้างต้น เราก็พอจะทราบคร่าวๆ ถึงเงินต้นที่จำเป็นต้องมีเพื่อการเกษียณแล้ว

โดยบทความนี้พูดถึงการเกษียณแบบใช้เงินต้นทั้งหมด ครั้งหน้าลงทุนศาสตร์จะมาพูดถึงการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ว่าผลตอบแทนที่ได้จะทำให้เงินเดือนที่คาดว่าจะได้รับในตอนเกษียณนั้นเพิ่มขึ้นอย่างไรได้บ้าง

โปรดติดตามชม…

แต่สำหรับบทความนี้ก็คงจะตอบคำถามในใจเพื่อนๆ ทุกคนได้แล้วว่า

1,000,000 บาทพอไหมกับชีวิตวัยเกษียณ !

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ออก “ใบกำกับภาษี” อย่างไร ไม่ให้มีปัญหากับสรรพากร ?

สวัสดีคร้าบบบ กลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ ภาษีธุรกิจ 101 เดือนละ 2 ครั้ง กับพรี่หนอม TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิมกันคร้าบผม สำหรับประเด็นในวันนี้เราจะมาพูดคุยกันในเรื่อง ใบกำกับภาษี ที่ใครหลายคนค้างคาใจ ว่าทำอย่างไรถึงจะออกใบกำกับภาษีได้อย่างถูกต้องและไม่มีปัญหากับพี่ๆสรรพากรครับ

 

เพื่อให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ เข้าใจในแบบง่ายๆสั้นๆ ผมเลยจัดทำ Checklist สามข้อมาฝากให้เจ้าของธุรกิจทั้งหลายตรวจสอบใบกำกับภาษีของตัวเองกันคร้าบ เอาล่ะ… เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

 

ข้อแรก : ใบกำกับภาษี ต้องออกโดยผู้มีสิทธิออกเท่านั้น!!

สำหรับข้อแรก ผมขอปูพื้นเบาๆกับเรื่องการออกใบกำกับภาษีครับ สำหรับคนที่ทำธุรกิจทั้งหลายนั้น เวลามีคนมาซื้อสินค้าหรือบริการจากเรา อาจจะถามหา “ใบกำกับภาษี” ซึ่งตรงนี้ต้องเน้นย้ำก่อนนะครับว่า “ธุรกิจที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว” เท่านั้นที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ ถ้าหากไม่ใช่ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วล่ะก็ ห้ามออกใบกำกับภาษีเด็ดขาดเลยนะครับ เพราะจะถือว่ามีความผิดตามกฎหมายกรณี "ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก" คร้าบผม 

 

 

ตรงนี้ขออนุญาตเพิ่มเติมความรู้สักเล็กน้อยนะครับ มีบางคนที่เข้าใจผิดเรื่องของการออกใบกำกับภาษี กับ การหักภาษี ณ ที่จ่าย ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ความเป็นจริง ใบกำกับภาษีนั้นเป็นเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคิดในอัตรา 7% ของยอดขายหรือบริการ ส่วนการหักภาษี ณ ที่จ่ายนั้น เป็นเรื่องของภาษีเงินได้ และเป็นหน้าที่ของผู้ที่จ่ายเงินที่ต้องหักภาษีไว้ทุกครั้ง ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดครับ

 

ทำผิดอย่าเผลอ : ถ้าหากเราดันไปออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก จะถือว่ามีความผิด ตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งจำนวนพร้อมเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษี ตามมาตรา 89(6) แห่งประมวลรัษฎากร และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษี ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร และต้องรับผิดทางอาญาโทษจำคุกสามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันถึงสองแสนบาท ตามมาตรา 90/4(3) แห่งประมวลรัษฎากร หรือพูดสั้นๆง่าย คือ จ่ายภาษีสูงสุด 4 เท่า (ภาษี + เบี้ยปรับ 2 เท่า + เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนสูงสุดไม่เกินจำนวนภาษี) พร้อมโทษอาญาจ้า

 

ข้อสอง : ใบกำกับภาษี ต้องครบถ้วนและถูกต้อง

ถ้าหากธุรกิจของเราได้ “จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม” เรียบร้อยแล้ว สิ่งต่อมาที่ต้องรู้คือ เราจะมีสภาพที่เรียกว่า “ผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม” ซึ่งมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีอย่างถูกต้อง และมีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด  ซึ่งใบกำกับภาษีที่เราสามารถออกได้นั้น มีอยู่ 2 ประเภท คือ ใบกำกับภาษีเต็มรูป และ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ครับ  ซึ่งโดยปกติแล้ว กิจการทั่วไปจะต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปให้กับผู้ซื้อหรือผู้รับบริการครับ

 

TaxInvoice_Full-2

 

แต่สำหรับกิจการที่เป็นกิจการค้าปลีก ที่เป็นการขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง หรือ บริการในลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น ร้านสะดวกซื้อ โรงแรม ภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้าต่างๆ เป็นต้น นั้น จะสามารถออก ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ได้ครับ

 

TAXInv02

 

โดยสิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ไม่สามารถนำภาษีซื้อไปขอคืนหรือหักออกจากภาษีขายได้ครับ ต้องเป็นใบกำกับภาษีซื้อแบบเต็มรูปเท่านั้นถึงจะสามารถทำได้คร้าบ

 

แต่ล่าสุดทางกรมสรรพากรเอง ก็ได้แจ้งข่าวดีครับว่า โดยปกติการออกใบกำกับภาษีนั้น กฎหมายกำหนดให้ต้องใส่เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการไว้ในใบกำกับภาษีด้วย แต่ถ้าหากเป็นการออกให้บุคคลธรรมดา หรือผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ไม่จำเป็นต้องใส่ครับ ดังนั้น สิ่งที่ธุรกิจเราต้องสำรวจให้ดีก็คือ เราออกใบกำกับภาษีให้กับใคร และเขาต้องการภาษีซื้อไปใช้ในการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเปล่า ?

 

ทำผิดอย่าเผลอ : ถ้าหากใบกำกับภาษีของเราไม่ถูกต้องแล้วล่ะก็ ปัญหาจะตกไปยังผู้รับครับ นั่นคือ หากผิดในสาระสำคัญภาษีซื้อจากใบกำกับภาษีฉบับนั้นจะไม่สามารถใช้หักออกจากภาษีขายได้ (ภาษีซื้อต้องห้าม) ครับ

 

ข้อสาม : ใบกำกับภาษี ต้องออกอย่างถูกเวลา

โดยกฎหมายแล้ว การออกใบกำกับภาษีนั้นกำหนดให้ออกเมื่อเกิด “ความรับผิด” หรือแปลเป็นภาษาคนก็คือ ออกเมื่อมีหน้าที่ต้องออกนั่นเองครับ โดยกฎหมายได้กำหนดความแตกต่างของความรับผิดในกรณีซื้อสินค้าและให้บริการไว้ดังนี้ครับ

 

Capture

 

ต้องบอกย้ำไว้อีกทีนะครับว่า จริงๆแล้ว กฎหมายไม่ได้กำหนดเพียงแค่ความรับผิดในการซื้อและบริการเพียงเท่านั้นนะครับ กฎหมายยังกำหนดเรื่องของความรับผิดในกรณีต่างๆ อีกมากมายไว้ให้ครับ เพียงแต่ผมยกตัวอย่างง่ายๆสั้นๆ มาให้ลองดูกันครับ (ไว้ถ้ามีโอกาสจะเขียนอธิบายเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งครับ)

 

ทำผิดอย่าเผลอ : สำหรับข้อนี้ ถ้าหากธุรกิจเราไม่ออกใบกำกับภาษี และส่งมอบเมื่อความรับผิดเกิดขึ้นแล้วล่ะก็ จะถือว่าเรามีความผิด ภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งจำนวนพร้อมเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามมาตรา 89(5) แห่งประมวลรัษฏากร พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษี ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร และต้องโทษจำคุก ไม่เกิน 1 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 90/2(3)

 

เป็นไงบ้างครับ กับเรื่องของการออกใบกำกับภาษีเห็นไหมครับว่า ถ้าออกโดยไม่เข้าใจกฎหมายแล้วล่ะก็อาจจะทำให้เรามีปัญหาต้องจ่ายภาษีจาก 1 เป็น 4 เท่า พร้อมทั้งโดนโทษอาญาได้อีกง่ายๆเลยล่ะครับ สุดท้ายนี้ผมอยากให้จำสั้นๆไว้ว่า ธุรกิจทุกๆธุรกิจต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อ มีสิทธิ-มีข้อความถูกต้อง-&

EP 2 : LTF สำหรับคนไม่ชอบความเสี่ยง

สวัสดีครับพบกันอีกครั้งกับบทความดีๆ เกี่ยวกับการเลือกซื้อ LTF จาก DaddyTrader บทความนี้ได้แนวทางจากคำถามที่เพื่อนๆ หลายคนถามเข้ามาว่า “อยากจะซื้อ LTF แต่ไม่อยากเสี่ยง จะมีวิธีเลือกอย่างไร?” ซึ่งวัตถุประสงค์ในการซื้อ LTF ของเพื่อนๆ กลุ่มนี้ คือ ต้องการประหยัดภาษีเป็นหลัก และจะรับความเสี่ยงจากการถือ LTF ให้น้อยที่สุด เราลองมาดูกันครับว่าจะใช้ไหนดี

ข้อมูลระดับความเสี่ยงในหนังสือชี้ชวนใช้ตัดสินใจซื้อ LTF ไม่ได้

ถ้าเราไปดูระดับความเสี่ยงของกองทุนตาม Risk Spectrum ในหนังสือชี้ชวนที่เสนอขายกองทุน ซึ่งเป็นการแบ่งระดับความเสี่ยงตามประเภทของทรัพย์สินที่กองทุนนั้นลงทุนไป จะเห็นว่า LTF ทุกกองจะอยู่ในระดับ 6 จากทั้งหมด 8 ระดับ เพราะกองทุน LTF ทุกกองจะต้องมีนโยบายในการลงทุนในหุ้นไทยเท่านั้น และมีข้อกำหนดอีกว่าโดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีจะต้องมีสัดส่วนของหุ้นไม่น้อยกว่า 65 %

ถึงแม้ว่ากองทุน LTF แทบทุกกองแสดงระดับความเสี่ยงไว้ที่เท่ากันที่ระดับ 6   แต่ในความเป็นจริงแล้ว LTF แต่ละกองมีความเสี่ยงไม่เท่ากันนะครับ ทำให้ข้อมูลระดับความเสี่ยงจาก Risk Spectrum ไม่สามารถบอกเราได้ว่า LTF กองไหนมีความเสี่ยงมากหรือน้อยกว่ากัน ดังนั้นเราต้องใช้ข้อมูลตัวอื่นประกอบการวัดความเสี่ยงของ LTF ครับ

แล้วทีนี้เราจะใช้อะไรในการเปรียบเทียบความเสี่ยงล่ะ?

เวลาที่นักการเงินจะวัดความเสี่ยงของกองทุน จะวัดจากความผันผวนของราคากองทุน ซึ่งมักจะใช้คำทับศัพท์ว่า Volatility ฟังแล้วอย่าเพิ่งเดินหนีนะครับ เราสามารถใช้ความผันผวนของราคา (Volatility) เพื่อเปรียบเทียบความเสี่ยงได้ไม่ยากเลยครับ

ความผันผวนที่แสดงให้เห็นจะมีหน่วยเป็น % ต่อปี เราสามารถนำตัวเลขนี้มาเปรียบเทียบกันระหว่างทรัพย์สินได้ว่าทรัพย์สินไหนมีความเสี่ยงมากกว่ากัน ซึ่งโดยปกติทรัพย์สินที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงก็มักจะมีความเสี่ยงสูงควบคู่กันไปด้วย

การมองความเสี่ยงด้วยมุมของความผันผวนอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจเลือกกองทุน ตัวอย่างที่พอจะเห็นได้คือ ถ้ามีกองทุน LTF ที่ลงทุนในหุ้นเต็มที่เหมือนกัน 2 กองทุน กองทุนแรกมีความผันผวนต่ำแต่ก็ไม่สร้างผลตอบแทนเลย เพราะผลตอบแทนติดลบอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่อีกกองทุนที่มีความผันผวนสูงกว่าแต่มีผลตอบแทนที่เป็นบวก ดังนั้นผู้ลงทุนจึงต้องดูทั้งความผันผวนและระดับผลตอบแทนควบคู่กันไปด้วย

ทำไมค่าความผันผวนของราคาจึงเป็นตัววัดความเสี่ยง?

ตั้งใจอ่านกันให้ดีครับ ความผันผวนของราคาทรัพย์สินสามารถใช้เป็นตัววัดความเสี่ยงได้ เพราะความผันผวนของราคา (Volatility) เป็นค่าที่บอกว่า จะมีโอกาสเกิดความคลาดเคลื่อนระหว่างผลตอบแทนจริงที่จะได้รับจากการลงทุนกับผลตอบแทนที่คาดหวังเอาไว้มากหรือน้อย

ยกตัวอย่างสินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อยมาก ๆ เช่น เงินฝากธนาคาร เวลาที่เราเอาเงินไปฝากธนาคาร ซึ่งธนาคารกำหนดให้ผลตอบแทนไว้ที่ 0.5 % ต่อปี จะเห็นได้ว่าช่วงเวลาที่เงินฝากของเราอยู่ในธนาคาร มูลค่าของเงินฝากจะคงที่ตลอดไม่มีความผันผวนเลย คนที่ฝากเงินไว้กับธนาคารก็สามารถกินอิ่มนอนหลับได้อย่างสบายใจ พอครบกำหนด 1 ปี ก็ได้เงินต้นคืนเต็มจำนวนพร้อมผลตอบแทน 0.5 % ตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก จึงถือว่าเงินฝากเป็นทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงต่ำ

เปรียบเทียบกับการลงทุนในกองทุนหุ้นซึ่ง ราคาหุ้นในแต่ละวันจะมีการปรับตัวขึ้นลงผันผวนกว่า ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนในกองทุนหุ้นจึงโอกาสคลาดเคลื่อนได้สูงกว่า การลงทุนในกองทุนหุ้นจึงเป็นทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเงินฝากธนาคาร แต่ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า

มีข้อสังเกต คือ สินทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนเท่ากันอาจเป็นไปได้ที่จะมีค่าความผันผวนของราคาไม่เท่ากัน เช่น กองทุน A มีผลตอบแทนเป็นบวกทีละน้อย ๆ แต่เมื่อถึงตอนติดลบ ก็ลบน้อยกว่าหุ้นตัวอื่นๆ เมื่อครบ 1 ปี หุ้นตัวนี้ ให้ผลตอบแทน 10% แต่ในขณะที่กองทุน B ให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วงที่ดีที่สุดถึง 20% แต่ก็มีบางช่วงที่ติดลบถึง 10% และเมื่อครบ 1 ปี ให้ผลตอบแทนที่ 10% เท่ากัน กองทุน B จึงมีค่าความผันผวนสูงกว่าหุ้นตัวแรก

ดังนั้นกองทุนที่มีระดับผลตอบแทนใกล้เคียงกัน ถ้ากองทุนไหนที่มีตัวเลขความผันผวนของราคาต่ำกว่า ก็มีความเสี่ยงต่ำกว่า และน่าสนใจมากกว่า

แหล่งข้อมูลในการหาค่าความผันผวนของ LTF

แหล่งข้อมูลที่ผมใช้หาข้อมูลค่าความผันผวนของ LTF คือ หนังสือชี้ชวนฉบับย่อ (Fund Fact Sheet) ซึ่งเป็นเอกสารที่รวบรวมข้อมูลที่สำคัญของกองทุนรวม และสามารถหาดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของ บลจ. นั้น ๆ  

คนที่ไม่ชอบความเสี่ยงให้เลือกซื้อ LTF ที่มีค่าความผันผวนต่ำ

ผมได้ลองเอาผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปี ของ LTF ที่ดูแลโดย บลจ. กสิกรไทย ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2558 เพื่อเปรียบเทียบกันว่า LTF กองไหนจะมีความเสี่ยงน้อยที่สุด และเหมาะกับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง เพราะราคาจะมีความผันผวนขึ้นลงน้อย

ผลที่ได้จากการพิจารณาด้านความเสี่ยงจากค่าความผันผวน สรุปว่า K70LTF มีความเสี่ยงต่ำที่สุด เมื่อผมลองกลับไปดูโยบายในการลงทุนของ K70LTF พบว่ากองทุนนี้จะลงทุนในหุ้นไม่เกิน 70 % และส่วนที่เหลือลงทุนในทรัพย์สินอื่นที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ตราสารหนี้ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีความผันผวนของราคาน้อย จึงทำให้ราคาของ K70LTF จะมีการแกว่งตัวขึ้นลงน้อยกว่าดัชนี SET และ LTF กองอื่น ๆ ด้วย ซึ่งเห็นได้ว่าในขณะที่ดัชนี SET ผลตอบแทนติดลบ 12.33 % แต่ผลตอบแทนของ K70LTF ติดลบเพียง 8.66 %  เท่านั้น ในขณะที่กองทุน KGLTF ผลตอบแทนติดลบใกล้เคียงกับ K70LTF แต่มีค่าความผันผวนสูงกว่า K70LTF

แต่ครับแต่ !!! …มีข้อสังเกตเพิ่มเติม คือ ถ้าเรามองในแง่ของผลตอบแทนร่วมด้วย K20SLTF จะเป็นกองทุนที่น่าสนใจ เพราะมีผลตอบแทนของกองทุนเป็นบวก

Phatra Edge ตัวช่วยทุกเรื่องลงทุน

ผมจะได้รับคำถามเป็นประจำจากนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนมือใหม่ที่มีเงินพร้อมลงทุนแล้วแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นการลงทุนอย่างไร ถามกันตั้งแต่การเปิดพอร์ต การหาที่ปรึกษาทางการเงิน การจัดพอร์ตการลงทุน เรียกได้ว่าครบทุกขั้นตอนเลยครับ ก็อย่างว่านะ ตอนนี้ในเรื่องของการลงทุนนั้นมันพัฒนาไปมากกว่าการเปิดพอร์ตแล้วก็ซื้อขายๆแล้ว นักลงทุนจำนวนไม่น้อยต้องการบริการมากกว่านั้น จึงมองหาผู้ให้บริการที่มีตัวช่วยในการลงทุนให้ด้วย

วันนี้ก็เลยอยากจะแนะนำ Phatra Edge ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านการลงทุนอย่างครบวงจรครับ เพราะไม่ใช่แค่บริษัทที่ให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์เท่านั้น แต่ยังให้บริการอื่นๆในการวางแผนการลงทุนให้กับเราที่ก้าวไปไกล ที่นี่มีผลิตภัณฑ์และการบริการที่โดดเด่นอย่างไรบ้าง มาดูกันเลยนะครับ

1. ผลิตภัณฑ์หลากหลายในการลงทุน

เดิมทีสมัยก่อน เวลาผมจะเปิดพอร์ตหุ้นผมก็ต้องวิ่งไปเปิดที่นั่นที พอจะเปิดบัญชีกองทุนรวมก็ต้องวิ่งไปเปิดที่นี่ที ก็ยังตั้งคำถามอยู่ประจำเลยว่าจะมีที่ไหนที่เราเดินไป ณ จุดๆเดียวแล้วทำได้ทุกอย่างเลยได้ไหม ซึ่งทาง Phatra Eage ก็เข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้นะครับเพราะมีที่เดียวสามารถเปิดบัญชีได้หลายๆอย่างเลย  ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น กองทุนรวม ตราสารหนี้ ตราสารอนุพันธ์

จุดเด่นของเขาผมว่าอยู่ที่บริการกองทุนรวมนะครับ เขามีกองทุนให้เลือกหลากหลาย จะซื้อกองทุนรวมทั่วไปหรือจะซื้อกองทุนรวม LTF RMF ก็ได้ เราเปิดบัญชีกับที่นี่และเลือกซื้อกองทุนได้เป็น 1,000 กองจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำได้ครับ ไม่ต้องเดินทางไปหลายๆธนาคารเพื่อเปิดบัญชีกองทุนหลายๆที่ ผมว่าตรงนี้จะอำนวยความสะดวกให้เราได้มาก พออยากซื้อกองทุนใหม่ๆก็ซื้อผ่านที่นี่ได้เลย

จุดเด่นอีกอย่างของกองทุนรวมคือเขาจะคอยอัพเดทและแนะนำผ่าน “Phatra Selected Fund” ให้เราด้วยนะครับว่า กองทุนไหนที่เหมาะสมในความเสี่ยงและผลตอบแทนอย่างไร ให้เราเลือกลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

2. บริการที่ทำให้ลงทุนได้อย่างมั่นใจ

มีผู้ช่วยในการวางแผนการลงทุน

หลายคนที่เปิดพอร์ตการลงทุนแล้ว แต่ยังไม่มีประสบการณ์ลงทุนมาก แน่นอนเราก็อาจจะต้องการคำแนะนำใช่ไหมครับ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของเขาที่จะมีนักวางแผนการเงินการลงทุนให้เราด้วย เหมือนมีตัวช่วยอยู่เคียงข้างตลอด24ชม. เจ๋งไหมล่ะ ซึ่งเราสามารถนัดคุยปรึกษากันได้เลยว่าควรจะลงทุนในรูปแบบไหนตามเป้าหมายของเราบ้าง เช่น

  • วางแผนภาษี : ซื้อ LTF RMF อย่างไรให้คุ้มค่า
  • วางแผนเกษียณ : ต้องเก็บเงินเท่าไหร่เพื่อสร้างความมั่งคั่งระยะยาว
  • วางแผนการศึกษาบุตร : มีลูกแล้ว ควรจัดสรรเงินอย่างไรให้เพียงพอเพื่อการศึกษาของลูก
  • วางแผนการลงทุน : เราควรจัดพอร์ตการลงทุนตามโอกาสอย่างไร

พอมีที่ปรึกษาทางการเงินการลงทุนแล้ว เราไม่ต้องลองผิดลองถูก ประหยัดเวลามากขึ้นในการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจด้วยครับ เมื่อวางแผนการลงทุนแล้ว จัดพอร์ตการลงทุน และเลือกผลิตภัณฑ์ในการลงทุนให้เหมาะสม เชื่อได้เลยว่าบริการนี้จะทำให้ทุกท่านไปสู่เป้าหมายการลงทุนได้ง่ายขึ้นครับ

บริการแจ้งเตือนทุกการลงทุน

โดยปกติแล้วเวลาเราลงทุนโดยการเปิดบัญชีหุ้น กองทุนรวม แบบกระจัดกระจาย ในแต่ละเดือนเราจะต้องมานั่งรวบรวมข้อมูลที่เขาส่งมาให้ใช้ไหมครับ แต่ของทาง Phatra Edge เขาจะส่งรายงานผลการลงทุนประจำเดือนมาให้เลย เป็นแบบสรุปว่า “เราลงทุนอะไรบ้างตอนนี้เป็นอย่างไร รวมไว้ที่เดียว” ทำให้เราบริหารชีวิตง่ายขึ้นนะครับ ไม่ปวดหัวด้วย  และที่พิเศษมากก็คือเขายังแจ้งในเรื่องของ Market Update ให้ด้วยนะครับ จะได้ตัดสินใจง่ายขึ้นในเรื่องของการลงทุนได้อย่างทันท่วงที สมัยนี้ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่เพราะเราสามารถซื้อขายผ่านทาง Online ไม่ว่าจะด้วยโทรศัพท์ แท็ปเลท หรือคอมพิวเตอร์ครับ จะซื้อที่ไหนก็ได้

บทวิเคราะห์การลงทุน

หลายคนชอบลงทุนและอ่านบทวิเคราะห์ด้วยตัวเอง บทวิเคราะห์มีหลากหลายนะครับ ซึ่งถือเป็นตัวช่วยด้านการลงทุนอย่างนึง แต่เราก็ต้องเลือกอยู่เหมือนกันจากประสบการณ์และชื่อเสียงของนักวิเคราะห์  สำหรับที่นี่บทวิเคราะห์เขามีชื่อเสียงอยู่เลยทีเดียวเพราะเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยทีมนักวิเคราะห์ที่ได้รับรางวัลต่อเนื่องทุกปี สามารถนำไปอ่านเพื่อประกอบการตัดสินใจได้เลย เขาจะคอย update ให้เรื่อยๆ

ภาพตัวอย่างการทำงานของ Phatra Edge ที่ผมทำขึ้นให้เข้าใจง่ายๆครับ

ทั้งนี้หากใครสนใจลงทุนกับ Phatra Edge นั้นเขาจะให้บริการลงทุน สำหรับนักลงทุนที่มีเงินตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ 0-2305-9559 หรือ www.phatraedge.com ครับ

สรุป แล้วพอเห็นแบบนี้ หลายๆคนก็คงชอบนะครับ เปิดบัญชีทีเดียวลงทุนได้หลากหลาย มีบริการวางแผนการลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายทางการเงิน แถมมีการแจ้งเตือน ส่งบทวิเคราะห์และสรุปผลต่างๆให้เราทุกเดือนด้วย ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงเสมอ อย่าลืมวางแผนและลงทุนตามความเสี่ยงที่เหมาะสมกับเรานะครับ

[บทความพิเศษ] หุ้น 3 ประเภทและวิธีคิดในการเลือกหุ้นของผม

สำหรับบทความชิ้นนี้จะเป็นแนวคิดของผมเองในการลงทุนในหุ้น ก็อาจจะแตกต่างกับการมองของนักลงทุนหลายๆท่านนะครับ ก็ลองพิจารณาเอาในส่วนที่คิดว่าน่าสนใจไปปรับใช้กับตัวเองดูล่ะกันเนอะ

ก็มีหลายๆคนถามผมเสมอว่าการออมหุ้นแบบ DCA จะต้องใช้วิธีคิดอะไรบ้าง ผมเองก็จะบอกเสมอว่ามันต้องเริ่มจากการวางแผนการเงิน นำเงินออมออกมารับความเสี่ยง โดยเลือกหุ้นที่จะออมก่อนแล้วค่อยออมหุ้นอย่างมีวินัย วิธีคิดในการเลือกหุ้นที่จะออมเนี่ย ผมก็มีเทคนิคส่วนตัวของผมอยู่นะครับ แต่เดี๋ยวผมจะให้ดู 3 ประเภทในมุมมองของผมก่อน

หุ้น 3 ประเภทในมุมมองของผม

เห็นทางปรมาจารย์ปีเตอร์ ลินช์ เขาแบ่งเป็น 6 ประเภท แต่พอมานั่งๆอ่านแล้วถ่ายทอดให้คนที่ไม่ได้มีพื้นฐานในเรื่องหุ้นมาก ผมเลยพยายามหาวิธีคิดที่จะแบ่งง่ายๆสไตล์ของผมเองเช่นกัน

หากเพื่อนๆคนไหนที่ได้เคยอ่านหนังสือ ออมหุ้น ออมความสุข www.aomstock.com ที่ผมแต่งขึ้นมาเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการออมหุ้นแบบ DCA คงจะเคยเปิดเจอหน้านี้ ผมจะแบ่งหุ้นไว้ 3 ประเภทนะครับ โดยผมจะใช้คำถามว่า “หุ้นแบบไหนที่คุณชอบ”

  • แบบที่หุ้นขึ้นเรื่อยๆจากการเติบโต
  • แบบที่ผันผวนเอาแน่เอานอนไม่ได้
  • แบบที่ราคาหุ้นดำดิ่ง ซื้อไปก็ดอย

ผมตั้งคำถามง่ายๆแค่นี้แหระ

คำตอบของทุกคนก็คือ งั้นเลือกหุ้นแบบที่เติบโตเรื่อยๆ ราคาหุ้นดีขึ้นเรื่อยๆสิ!

มันก็เลยมักจะมีคำถามต่อว่าแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรฟ่ะ! ว่าหุ้นตัวนี้มันจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆจริงๆจังๆ ถามแบบนี้ฆ่ากันเลยดีกว่าเพราะมันไม่มีอะไรแน่นอนหรอก รู้ก็รวยไปแล้ว 555 การลงทุนมันมีความเสี่ยงเสมอและสิ่งที่เราทำได้ก็คือการหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้ลงทุนได้อย่างปลอดภัยที่สุด สูตรและความเข้าใจที่ผมใช้ก็จะค่อนข้างผสมผสานหน่อยนะครับ โดยหลักๆที่ผมมองก็คือ

“Pattern ของราคาหุ้น และ ความสัมพันธ์ของราคากับผลประกอบการ”

เห้ยยย อยู่ๆผมก็พูดเรื่อง Pattern หว่ะ? อย่างกับ Technical หรือ Quant เลย อันที่จริงๆ DCA ก็เป็นลูกผสมระดับนึงนะครับ โดยความเชื่อและข้อสังเกตของผมก็คือ ราคามันจะมีความสัมพันธ์กับการซื้อขาย และ ราคาก็จะมีความสัมพันธ์ต่อกิจการด้วย อ้าวววว พูดงี้ก็มองเหมือน VI ซะงั้น ก็แนวๆ DCA มันก็ลูกผสมระดับหนึ่งนั่นแหระ

1. มองกราฟหุ้นย้อนอดีดกันหน่อย

วิธีการมองหุ้นที่ง่ายที่สุดอันหนึ่งก็คือมองกราฟหุ้นนี่แหระว่าการเติบโตในเชิงของราคามันเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ผมจะมองย้อนหลัง 1 ปี 3 ปี 5 ปี 10 ปี หรือมองเล่นๆไปเรื่อยๆ มองไปเหอะ แหม… ดูฟรีไม่เสียตังก็ดูไปเถอะ ว่าหุ้นแต่ละตัวมันเป็นอย่างไร เราจะเห็นหุ้นแต่ละตัวเลยว่ามันมีความแตกต่างอย่างไรแล้วก็ Check List มันไว้

อันนี้เป็นตัวอย่างของราคาหุ้นระยะยาว 3 แบบนะครับ เอามาจาก Market Anywareอย่างแรกที่ผมมักจะมองเลยก็คือราคาในระยะยาวว่ามันเป็น Pattern ขาขึ้นหรือเปล่า ถ้าขาลงเนี่ยผมว่ามันต้องผิดปกติอยู่แล้ว ส่วนอะไรที่มันผันผวนเนี่ยมันอาจจะดีหรือแย่ก็ได้อันนี้ผมก็จะไม่ชอบเท่าไหร่ แล้วผมก็จะเอาตัวที่มันเป็นขาขึ้นมาดูในเรื่องของพื้นฐานหุ้นอีกทีหนึ่งว่า มันเป็นอย่างไร

อันที่จริงหุ้นดีมันอาจจะไม่ได้ราคาขึ้นก็ได้นะครับ มันอาจจะลงก็ได้ แต่ในอีกแง่ ถ้าเราเชื่อในเรื่องของ Fund Flow สภาพคล่อง และถ้าคิดว่านักลงทุนทุกคนฉลาดพอที่จะลงทุนหุ้นที่ได้ผลตอบแทนที่ดี หุ้นดีมีคนซื้อก็ต้องขึ้น ถูกไหม?

2. กราฟดูงดงาม พื้นฐานไม่ดีก็อย่าคบ

สำหรับผมแล้วการที่หุ้นมันขึ้นได้ มันจะต้องมีปัจจัยที่ทำให้มันขึ้น ซึ่งผมก็แบ่งเป็น 2 แบบก็คือ
“ขึ้นเพราะความคาดหวังลมๆแล้งๆ” และ “ขึ้นเพราะพื้นฐานของมันดีพอจะให้คนสนซื้อ” สิ่งที่ผมจะทำต่อก็คือ เอางบการเงินมากางเลยว่ากิจการเป็นอย่างไร 

ก็อย่างที่บอกแหละว่า หุ้นขึ้นมันอาจจะไม่ใช่หุ้นที่ดีก็ได้ เขาเรียกว่าหุ้นที่มีการทำราคา (ภาษาบ้านๆเรียกว่า”หุ้นปั่น”) แบบมาเร็วสุดๆไปเร็วสุดๆอันนี้มองง่ายมากเลย ราคาขึ้น แต่ธุรกิจเป็นขาลง P/E เป็น N/A เลยจ้า หุ้นพวกนี้เป็นหุ้นเสียววาบ ส่วนใหญ่กราฟระยะยาวจะไม่เห็น แต่จะพบในกราฟระยะสั้น (ความเสี่ยงสูงสุด)

อีกพวกก็คือพยายามสร้างข่าวพื้นฐานไว้เรื่อยๆพวกนี้จะยืดยาวได้หน่อย P/E สูงมากๆๆ ก็ต้องมาลุ้นกันว่าจะเป็นจริงไหม ถ้าเป็นจริง พื้นฐานจะตามราคาไป หุ้นพวกนี้ตื่นเต้นเร้าใจประมาณหนึ่ง ในทางกลับกันมันไม่ได้เป็นไปตามที่คิดบางทีก็ทิ้งก็เลยจ้า หุ้นแบบนี้เจอกันแน่ๆในระยะกลางๆก่อนแล้วระยะยาวมันจะมาเฉลย (ความเสี่ยงรองลงมา อย่าให้พูดชื่อหุ้นเลย 555)

หุ้นอีกประเภทที่มันโอเคกว่าคือ ผู้บริหารก็ไม่ได้โม้ให้ข่าวอะไรที่สร้างความหวังมาก แต่มีเรื่องการขยายกิจการจริง มีผลประกอบการให้เห็นอย่างตื่อเนื่อง กำไรเพิ่มทุกปี ถ้าไม่เพิ่มก็มีเหตุผลที่ดีรองรับได้ว่ามันเป็นภาวะที่ไม่ดีชั่วคราว พวกนี้บางที P/E สูงนะ แต่มันก็มีพื้นฐานจริงที่เรายอมรับได้ ถ้าเกิดหุ้นราคามันตกลงมาก็ตกบน Trend ที่เติบโตอยู่ดี นอกจากงบการเงินแล้ว หุ้นพวกนี้ลองเช็คความได้เปรียบในการแข่งขัน Five Force Factor และ Swot เพิ่มเติมก็ดีนะ เพราะการเติบโตเฉยๆ มันไม่สู้การเติบโตที่ได้เปรียบในการแข่งขัน หรอก พวกนี้ DCA ได้ (ความเสี่ยงจะน้อยที่สุด)

3. หุ้นดีไม่มีคนซื้อขาย ราคาก็ไม่ไปไหน

อันนี้เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผมดูนะ หลายคนถามว่าตัวเองซื้อหุ้นดีแต่ทำไมราคาไม่ขึ้นเลย ถือจนรากงอกแล้วก็ไม่มีคนซื้อซักที คุณต้องแยกราคาออกจากพื้นฐานหุ้นด้วยนะ หุ้นดีมีการเติบโต มันก็คือหุ้นดีวันยังค่ำ ถ้าอยากได้หุ้นที่ราคามันไปด้วยก็ต้องมีคนซื้อขาย มีคนทำราคาและเมื่อ Fund Flow เข้าก็จะต้องเข้าหุ้นเป้าหมายของเราเช่นกัน

หุ้นดีแต่ราคาไม่ไปไหนมีด้วยหรอ? ลองคิดดูว่าถ้าธุรกิจหนึ่งกำไรเพิ่มขึ้น 20% มีการขยายกิจการแต่ราคาไม่ไปไหน ยังซื้อขายอยู่ที่ 10 บาทเท่าเดิม นั่นอาจจะแปลว่า ของดีราคาถูกนะนั่น แต่คนอื่นยังไม่เห็น อาจจะไม่มีสภา&

“ค่าเทอมเด็ก” ขึ้นเฉลี่ย 5-8% ทุกปี จองโรงเรียนให้ลูกก่อน save ทั้งคุณ save ทั้งลูก

หัวข้อนี้มาจากประสบการณ์ของผมเอง เพราะ ตัวเองก็เพิ่งมีลูกน้อยๆ แค่ 3 เดือนกว่าๆ ปรากฎว่า มีเพื่อนมาบอกว่า “ได้ไปดูโรงเรียนอนุบาลให้ลูกยัง เดี๋ยวนี้เค้าไปจอง โรงเรียนอนุบาลตั้งแต่คลอดเสร็จกันแล้วนะ” ก็เลยทำเอาอึ้งเล็กน้อย เพราะ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า เดี๋ยวนี้ถ้าจะส่งลูกเรียนอนุบาลโรงเรียนดังๆ ต้องรีบไปจองเร็วขนาดนี้เลยหรือ

ซึ่งคำถามที่ถามกลับไปว่า แล้วทำไมต้องรีบไปจองล่ะ เพราะ อีกตั้ง 2-3ปี ถึงจะได้ไปเรียน

ปรากฎว่า คำตอบที่ทำเอาถึงบางอ้อ คือ ถ้าเราไปจองเร็วตั้งแต่ตอนนี้ เราจะได้อัตราค่าเล่าเรียนในอัตราปัจจุบันเลย แม้ว่าจะไปเรียนจริงๆ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

ซึ่งถ้าจะมาจองตอนนั้น ความเสี่ยงที่ต้องเจอคือ อาจจะเต็มก่อนจนเข้าเรียนไม่ได้ และ ที่สำคัญคือ ค่าเทอมจะขึ้นเฉลี่ย 5-8 % ทุกปี พอรู้แบบนี้

ผมจึงลองไปติดต่อเยี่ยมชม โรงเรียนดูเลย ซึ่งสิ่งที่ได้คือ ทางโรงเรียนก็มีการพาชมให้เราได้เห็นการเรียนการสอนทั้งหมด ว่ามีลักษณะอย่างไร ซึ่งตอนนี้ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีกับผู้ปกครองที่จะวางแผนการเรียนให้ลูกในอนาคตนะครับ

และแล้วสิ่งที่สำคัญคือ ทางโรงเรียนจะคิดค่าเทอมในอัตราปัจจุบันเลย โดยใช้ ตั้งแต่ อนุบาล1 ถึง อนุบาล 3 เลย โดยต้องจ่ายค่าจองภายในวันที่กำหนดให้ก่อนด้วยนะครับ (ถ้าเลยไป อาจจะได้รับอัตราค่าเทอมที่ปรับเพิ่ม ก็ได้ )

ซึ่งสมมุติว่า ค่าเทอมวันนี้ถ้าจอง เป็น ปีละ 120,000 บาท (รวม 2 เทอม )

เรียน 3 ปี ก็ รวมเป็น 360,000 บาท

แต่ถ้าเรามาจองตอนจะเข้าเรียนในอีก 3 ปีข้างหน้า ถ้าสมมุติว่าค่าเทอมขึ้นปีละ 5% ดังนั้นจากเดิม ปีละ 120,000 บาท ก็จะกลายเป็นปีละประมาณ 140,000 บาท เรียน 3 ปี ก็รวมเป็น 420,000 บาท เลยทีเดียว (เพิ่มขึ้นรวม 60,000 บาท เลย)

แม้ว่าประสบการณ์ที่ผมได้นั้น ก็อาจจะเป็นแค่ตัวอย่างนึงเท่านั้น อาจจะไม่ใช่กับโรงเรียนอนุบาลที่อื่นๆก็ได้นะครับ ซึ่งถ้าหลายๆโรงเรียนเริ่มใช้กลยุทธ์นี้กันมากขึ้น ก็จะทำให้ภาระหนักตกเป็นของคุณพ่อคุณแม่แน่นอน

เป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกๆคน ที่อยากจะวางแผนส่งลูกน้อย ได้มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดีในอนาคตนะครับ 

*** มุ่งให้คนไทยมีสุขภาพการเงินที่ดี ***

By สุรกิจ พิทักษ์ภากร
นักวางแผนการเงิน CFP ‪
#‎wealthplanner‬‬

www.surakit.com

เงินด่วน!! ดอกเบี้ย 0% (ควรอ่านให้จบก่อนขอกู้)

เงินด่วน!! ดอกเบี้ย 0% มีจริงนะจ๊ะ ^^

มีแฟนเพจหลายท่าน Inbox มาขอกู้เงินกับเพจอภินิหารเงินออมเยอะมาก แอดมินตอบกลับจนมือหงิก อยากตอบให้ครบทุกคนนะจ๊ะ แต่เวลามีน้อยก็เลยหาเครื่องทุ่นแรงโดยใช้บทความนี้ เผื่อรอบหน้ามีคนมาถามจะได้ส่งลิงค์บทความนี้ไปให้ ^^

อยากรู้แล้วใช่ไหมว่าต้องทำยังไงบ้าง เริ่มเลยจ้า

5 ขั้นตอนมีแหล่งเงินด่วนดอกเบี้ย 0%

  1. เตรียมบัตรประชาชน
  2. เดินทางไปธนาคารแล้วบอกเจ้าหน้าที่ว่า “ขอเปิดบัญชี” และไม่ทำบัตร ATM
  3. เซ็นเอกสารครบแล้วยื่นเงินเปิดบัญชีให้เจ้าหน้าที่ 500 บาท
  4. เดินทางกลับบ้านพร้อมกับสมุดบัญชี
  5. หลังเงินเดือนออกนำเงิน 10% ของรายได้มาไว้ที่บัญชีนี้ ทุกเดือน!!

จบล่ะ…แหล่งเงินด่วนดอกเบี้ย 0%

หากมีช่วงวิกฤตชีวิตต้องใช้เงินด่วนก็ถอนเงินออกจากบัญชีนี้นะจ๊ะ

แหล่งเงินด่วนดอกเบี้ย 0% ก็คือ เงินของเรานั่นเอง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save