8 สัญญาณอันตรายที่บอกว่าคุณ ‘ใช้เงินเดือนไม่ชนเดือน’

8 สัญญาณอันตรายที่บอกว่าคุณ 'ใช้เงินเดือนไม่ชนเดือน'

 

     หลายคนเคยสงสัยว่าเงินเดือนที่ได้หายไปไหนหมด??? หรือหาคำตอบไม่ได้เลยว่าเงินในบัญชีไม่เหลือเลยตอนสิ้นเดือนเพราะอะไร??? ยิ่งกว่านั้นคือคุณเริ่มคิดบ่อยขึ้นทุกทีว่า 'เงินหายไปไหน?' ถ้าคุณเป็นแบบที่เรากล่าวถึงในข้างต้นล่ะก็บอกได้เลยว่าสถานะทางการเงินของคุณมาถึงจุดอันตรายซะแล้ว แต่ถ้าคุณยังไม่แน่ใจ เพราะใครๆก็คงคิดแบบนี้ก็ลองมาดูกันว่าคุณมีสัญญาณอันตรายด้านการเงินรึเปล่า

 

สัญญาณที่ 1 ยิ่งรายได้เพิ่มขึ้น รายจ่ายก็เพิ่มขึ้นตาม

     หลายๆคนคงอยากยินว่าตัวเองมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นทุกคนก็อยากใช้เงินเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้นด้วย แต่หากคุณสนใจแต่เฉพาะรายจ่ายเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตล่ะก็ รายได้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอกับรายจ่ายและยังไม่สามารถเก็บออมเงินได้แน่นอน สิ่งที่คุณควรระวังคือพยายามรักษาระดับรายจ่ายของคุณให้คงที่อยู่เสมอในขณะที่อีกทางคือการเพิ่มรายได้จากทางอื่นๆถึงจะเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จ!

 

สัญญาณที่ 2 ปล่อยไว้เดี๋ยวก็ดีเอง

     หลายคนที่มีแก้ไขปัญหาทางการเงินไม่ได้มักเชื่อว่า 'ปล่อยไว้เดี๋ยวก็ดีเอง' ซึ่งบอกได้เลยว่านั่นเป็นหนึ่งในเส้นทางสู่ความล้มเหลวทางด้านการเงิน เพราะโดยทั่วไปพวกเขามักคิดถึงเฉพาะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในวันนี้เช่น วันนี้อะไรคือเรื่องจำเป็น แต่ไม่ได้มีการวางแผนสำหรับอนาคตเพื่อเตรียมรับมือแต่อย่างใดเพราะเชื่อว่าในอนาคตก็จะหาทางออกได้เอง หากคุณคิดแบบนี้ขอให้ลองเปลี่ยนความคิดที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมด เช่นหากเราตัดสินใจใช้เงินตอนนี้แล้วในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อให้เราตัดสินใจอย่างดีที่สุดในปัจจุบันเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง

 

สัญญาณที่ 3 ไม่เริ่มเก็บออมเงินตั้งแต่ยังตอนนี้

     ในวัยทำงานหลายคนใช้เงินหมดไปกับการซื้อสิ่งของที่ตนเองต้องการ และคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่ต้องเริ่มออมเงิน แต่เดี๋ยวก่อน! ไม่มีคำว่าเร็วเกินไปสำหรับการออมเงิน ไม่ว่าคุณจะมีรายได้มากหรือน้อยขนาดไหนก็ตาม! เราขอแนะนำให้คุณเริ่มออมเงินตั้งแต่วันนี้ คนรวยหลายๆคนแนะนำว่าคุณควร 'เก็บออม' ก่อนนำเงินที่เหลือมาใช้ ใช้วิธีการนี้รับรองว่าคุณจะมีเงินเก็บจำนวนมากจนคุณคาดไม่ถึงเลย

     TIP ลองใช้ Internet Banking เพื่อโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนไปยังบัญชีเงินเก็บที่เราแยกไว้อีกบัญชี แล้วคุณจะได้ไม่ต้องยุ่งยากกับการเก็บเงินอีกต่อไป

 

สัญญาณที่ 4 ไม่รู้ว่าใช้เงินซื้อจ่ายอะไรบ้าง

     หลายคนคิดว่าตัวเองรู้ดีว่ารายได้มาจากที่ไหนแล้วใช้ซื้ออะไรไปบ้าง ทว่าในความเป็นจริงแล้วมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เป็นแบบนั้น เพราะเกือบทุกคนจำได้เฉพาะรายจ่ายก้อนใหญ่ๆเท่านั้น แต่รายจ่ายเล็กๆต่างหากที่ทำให้รายได้ของเราหายไปแบบไม่รู้ตัวเลย

     TIP ไอเดียง่ายๆที่จะช่วยให้คุณรู้ว่ารายจ่ายของคุณไปไหนก็คือ การเขียนบันทึกว่าคุณมีรายได้เท่าไหร่และใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ไม่ว่าจะซื้อของชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ก็ตาม รับรองว่าแค่นี้คุณก็สามารถควบคุมรายจ่ายได้แล้ว

 

สัญญาณที่ 5 ไม่เคยตั้งงบรายจ่าย

     คุณทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แต่! อย่าลืมจุดสำคัญอีกจุดเริ่มต้นของการเก็บออม นั่นก็คือการตั้งงบรายจ่าย การตั้งงบรายจ่ายให้ตรงกับความเป็นจริงและมีหลักฐานเพื่อตรวจเช็คได้นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของหนทางที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จทางการเงิน ตั้งงบรายจ่ายและทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้ บอกได้เลยว่าแค่นี้ก็เห็นความแตกต่างของเงินในบัญชีของคุณ แต่หากคุณตั้งงบประมาณไม่ดี ก็จะทำให้การใช้จ่ายของคุณเกิดรอยรั่วได้ง่าย

 

สัญญาณที่ 6 แยกไม่ออกระหว่าง 'จำเป็น' กับ 'อยากได้'

     การเก็บออมเงินเพื่อสร้างความมั่งคั่งนั้น สิ่งสำคัญที่สุดนั้นคือ การจัดลำดับความสำคัญ คุณต้องแบ่งได้อะไรคือสิ่งที่คุณ 'ต้องมี', 'มีก็ดี' หรือ 'ไม่มีก็ได้' ในการจ่ายของคุณแต่ละครั้ง หากคุณตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องร่ำรวยขึ้น คุณต้องยอมแลกกับความต้องการบางอย่างในตอนนี้ ถึงคุณจะไม่ชอบก็ตาม

     TIP เขียนเป้าหมายทางการเงินของคุณให้ชัดเจน แล้วติดเป้าหมายไว้ในที่ๆคุณมองเห็นได้ชัด เพื่อที่จะอ่านเตือนใจให้ยึดมั่นกับแผนนี้อย่างสม่ำเสมอ

 

สัญญาณที่ 7 หนี้วันนี้ใช้วันหน้า

     หลายคนในปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นหนี้กันทั่วหน้า ทำให้ดอกเบี้ยที่เป็นของแถมจากการเป็นหนี้นั้นพอกพูนจนกระทั่งไม่รู้จะชำระหนี้ยังไงดี และหลายคนที่ไม่รู้ว่าจะชดใช้หนี้เหล่านี้ยังไงก็เลือกที่จะปิดตาหนึ่งข้างโดยหวังว่าจะนำรายได้ที่มีมาใช้หนี้ทั้งหมดโดยไม่มีการออม ก่อนอื่นต้องแก้ไขโดยการใส่รายการชำระหนี้ที่ด้านบนสุดของเป้าหมายทางการเงินของคุณ และเมื่อมีรายได้เข้ามาต้องแบ่งเงินสำหรับการชำระหนี้ทุกครั้ง แค่นี้คุณก็สามารถปลดหนี้ได้เร็วขึ้นแล้ว

 

สัญญาณที่ 8 ไม่พลาดทุกเทรนด์

     การซื้อสินค้าหากทำอย่างพอดี หรือซื้อเพราะความจำเป็นต่องานของคุณนั้นเป็นสิ่งที่คุณสมควรทำ แต่การซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่และเปลี่ยนรุ่นตลอดเวลาเพราะคิดว่าตัวเองต้อง 'ตามเทรนด์' ตลอดเวลานั้นสร้างความเสียหายทางทางการเงินได้ ดังนั้นก่อนซื้อทุกครั้งอย่าลืมคิดว่า 'จำเป็น' หรือแค่ 'อยากได้'

 

     การออมเงินไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงินออมก่อน แต่เราต้องสร้างเงินออมขึ้นมาเอง เริ่มจากการเปลี่ยนสัญญาณอันตรายทั้ง 8 ข้อให้เป็นแนวคิดที่จะช่วยให้คุณมีเงินออมโดยที่คุณไม่ต้องอดหรือกดดันตัวเองจนเกินไป แล้วการออมเงินจะกลายเป็นหนทางสู่ความร่ำรวยในอนาคตโดยคุณเองไม่รู้ตัว!!!

 

ใครว่าตลาดหุ้นทั่วโลกเสี่ยง แล้วลงทุนในกองทุนหุ้นไม่ได้?

สวัสดีครับ  วันนี้กลับมาพบกับผม หมอนัท @ คลินิกกองทุน กันอีกครั้งนะครับ ช่วงนี้ผมมักจะได้ยินเสียงบ่น หรือ คำถามจากนักลงทุนหลาย ๆ คนว่า หุ้นทำไมผันผวนจัง แล้วในช่วงที่เกิดภาวะผันผวนแบบนี้ เราจะทำอย่างไรดี ? บางคนอยากลงทุนในกองทุนหุ้น แต่ไม่รู้ว่าจะลงทุนกับกองทุนหุ้นแบบไหนดี  ซึ่งวันนี้ ผมมีคำตอบให้ครับ

ตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ได้มีกระแสเงินจากต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนอยู่บ้าง เนื่องจากตลาดหุ้นต่างประเทศไม่ดี ทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมายืนได้อีกครั้ง แต่เราก็ไม่รู้ว่าเงินที่ไหลมานั้นจะลงทุนระยะยาวเพียงใดและจะไหลกลับไปเมื่อใด ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวน และกระทบต่อกองทุนหุ้นที่เราลงทุนอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในการเลือกกองทุนที่จะลงทุนที่ดีนั้น ต้องเริ่มจากเข้าใจในกองทุนฯดังกล่าวก่อนเริ่มลงทุน และต้องลงทุนด้วยสัดส่วนที่ไม่มากเกินไปจนกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของเรา จนทำให้เราไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนก็ไม่ควรหมดหวังกับการลงทุนในกองทุนหุ้น เนื่องจาก “หุ้น” ยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนและให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในทุกสินทรัพย์การลงทุน นอกจากนี้จะพบว่า หลาย ๆ ครั้งที่หุ้นผันผวน หรือมีแนวโน้มเป็น “ขาลง”อย่างเห็นได้ชัดเจน แต่ก็ยังมีหุ้นที่ปรับตัวลดลงน้อย หรือบางครั้งก็วิ่งสวนทางตลาดหุ้นเสียด้วย ทั้งนี้ เพราะว่า หุ้นบางตัวหรือบางกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น มีความผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้น

โดยหุ้นในกลุ่มนี้ เราเรียกว่า หุ้นกลุ่ม Low Volatility

แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะลดลงแค่ไหน แต่หุ้นกลุ่มนี้มักจะให้ผลตอบแทนที่ดี และมีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นตัวอื่นๆในตลาด

ยิ่งในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาลง หุ้นกลุ่มนี้ได้ช่วยลดความเสี่ยงได้ดีมาก ทำให้ต้นทุนที่ลงทุนไม่ลดลงต่ำมากไป จนทำให้รู้สึกว่า การที่เราจะได้กำไรกลับคืนมานั้นต้องใช้เวลานานและเป็นเรื่องยาก และที่สำคัญคือ หุ้นกลุ่มนี้จะช่วยสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ดีในระยะยาวอีกด้วย ดังนั้น ถ้าเป็นนักลงทุนระยะยาวแล้ว ควรที่จะลงทุนกับกองทุนหุ้นที่ผันผวนต่ำครับ

สาเหตุที่หุ้นกลุ่ม Low Volatility ให้ผลตอบแทนได้ดีในระยะยาว คือ

  1. มักจะเป็นหุ้นที่มี Business Model ที่ค่อนข้างดี และผูกขาดการค้าพอสมควร ทำให้ระยะยาวยังแข่งขันกับธุรกิจอื่นๆได้ ทำให้ได้กำไรอย่างสม่ำเสมอ
  2. หุ้นในกลุ่มเหล่านี้มีพื้นฐานทางการเงินที่ดี ทำให้ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจได้หลายครั้ง และแต่ละครั้งที่ผ่านมาได้ จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด
  3. เมื่อนำหุ้นเหล่านี้เข้ามาอยู่ในพอร์ตการลงทุนแล้ว จะทำให้พอร์ตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลตอบแทนสูงขึ้น ความเสี่ยงต่ำลง และมี Sharpe ratio สูงขึ้น เมื่อเทียบกับพอร์ตการลงทุนที่ไม่มีหุ้นกลุ่ม Low Volatility อยู่ด้วย
  4. เป็นหุ้นที่มักจะมีกระแสเงินสดอยู่มาก และมีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ หุ้นกลุ่มนี้น่าสนใจใช่ไหมครับ คราวนี้เรามาทำความรู้จักกับกองทุนเด่นของวันนี้กันเลยดีกว่าครับ สำหรับกองทุนที่น่าสนใจของวันนี้คือ

กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้น Low Volatility  หรือ SCB Low Volatility Equity Fund (SCBLEQ)

เปิดเสนอขายครั้งแรก : 21 – 27 เมษายน 2559

มูลค่าขั้นต่ำในการซื้อ :  ครั้งแรก 5,000 บาท / ครั้งถัดไป 1,000 บาท

นโยบายจ่ายเงินปันผล : กองทุนมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่เกิน ปีละ 2 ครั้ง

ประเภทกองทุน : กองทุนที่เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว (Feeder Fund) โดยลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศได้แก่ AB Low Volatility Equity Portfolio (กองทุนหลัก)

และลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อ ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือทรัพย์สินในสกุลเงินต่างประเทศที่กองทุนถืออยู่เทียบกับสกุลเงินบาท ตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

กองทุน AB Low Volatility Equity Portfolio (กองทุนหลัก) เป็นกองทุนประเภท Active จดทะเบียนในประเทศลักเซมเบิร์ก และอยู่ภายใต้ UCITS บริหารงานโดย AllianceBernstein L.P ซึ่งเน้นลงทุนในตราสารทุนที่โดยพื้นฐานมีความผันผวนคาดการณ์และความเสี่ยงขาลงคาดการณ์ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดโดยรวม

สไตล์การลงทุนของกองทุนนี้ – มีแนวทางการคัดเลือกเข้ามาอยู่ในพอร์ตการลงทุนอย่างน่าสนใจ คือจะมีการเฟ้นหาและมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการเลือกลงทุนกับหุ้นต่างๆ ทั่วโลก

ทั้งนี้ผู้จัดการกองทุนจะดูทั้งคุณภาพของหุ้น และวิเคราะห์เชิงตัวเลข ดังนี้

  1. คุณภาพของธุรกิจ (บริษัททำกำไรได้ดี)
  2. มีความผันผวนของราคาหุ้นน้อยเมื่อเทียบกับตลาดหุ้น
  3. ราคาของหุ้นเองไม่แพง

ซึ่งเมื่อกองทุนสร้างพอร์ตได้ ก็เริ่มลงทุนจนได้หน้าตาของพอร์ตที่น่าสนใจมาก โดยได้ครบทั้ง 3 ประการข้างต้น ซึ่งถ้ากองทุนเลือกหุ้นที่มีศักยภาพแบบนี้รวมกันได้จริงๆ ระยะยาวมูลค่าที่แท้จริงของกิจการจะสะท้อนมายังมูลค่าหุ้นที่กองทุนถืออยู่อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงน่าสนใจมาก และถ้าดูผลตอบแทนย้อนหลังก็จะเห็นชัดว่า ความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับตลาดทั่วโลก (downside risk) ต่ำ และในภาวะที่ตลาดปรับตัวขึ้น ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีด้วยครับ

ตัวอย่างหลักทรัพย์ในกองทุนที่น่าสนใจ ได้แก่

ทำไมกองทุน SCBLEQ จึงน่าสนใจ

  1. ความผันผวนต่ำ มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวมากๆ เพราะว่าหุ้นในกลุ่มนี้จะไม่ขึ้นลงแบบหวือหวามากในช่วงสั้นๆ
  2. หากนำกองทุนนี้มาใส่ในพอร์ตการลงทุน จะช่วยให้พอร์ตการลงทุนโดยรวมไม่ผันผวนมากเกินไป
  3. กองทุนมีเงินปันผลจ่ายให้ไม่เกินปีละ 2 ครั้ง ซึ่งทำให้ใครที่ลงทุนระยะยาว และอยากได้เงินออกมาใช้บ้าง หรือจะลงทุนร่วมกับกองทุนอื่นๆ เพื่อไม่ให้พอร์ตการลงทุนหลังเกษียณผันผวนมาก (ต้องมีการจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยง)

มีด้วยหรือ ฝากเงินในธนาคารแล้วดอกเบี้ยติดลบ

ปกติแล้วเวลาเราฝากเงินในธนาคารจะต้องได้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย แต่ถ้าเราไปฝากเงินในบางประเทศเราอาจจะไม่ได้ดอกเบี้ยก็ได้นะ เพราะธนาคารกลางของประเทศนั้นๆใช้นโยบาย “ดอกเบี้ยติดลบ”

สาเหตุที่ต้องใช้นโยบายดังกล่าว เพราะธนาคารกลางของประเทศนั้นมองว่าเศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อไม่มีและอัตราเงินเฟ้อต่ำจึงต้องลดดอกเบี้ยให้เกิดความต้องการ “กู้” เงินออกไปใช้จ่ายบ้าง เพราะจะทำให้มีต้นทุนที่ต่ำ

ประเทศที่ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบในขณะนี้ ประกอบไปด้วย

ธนาคารกลางยุโรป…-0.3%

ธนาคารกลางสวิสเซอร์แลนด์…-0.75%

ธนาคารกลางสวีเดน…-0.5%

ธนาคารกลางเดนมาร์ก.. -0.65%

ล่าสุด..ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีการปรับดอกเบี้ยให้ -0.1%

อย่าตกใจ…คนฝากเงินอาจจะไม่กระทบมากเท่าไร ที่น่าเป็นห่วงคือภาคธนาคารพาณิชย์ เพราะหากไม่นำเงินไปปล่อยกู้ เงินที่ฝากไว้กับธนาคารกลางก็จะมีมูลค่าลดลงเรื่อยๆ แต่ถ้านำไปปล่อยกู้ในสภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดีก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้เสียอีก

นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกเทขายอย่างหนัก เพราะการทำให้ดอกเบี้ยติดลบจะทำให้ค่าเงินของประเทศนั้นอ่อนค่าลงไปด้วย ต่างชาติต้องขายหุ้นและพันธบัตรที่ถือไว้เพราะอาจจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ และนักลงทุนนำเงินไปลงทุนในทองคำแทน เพราะมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยและแน่นอนที่สุด (ตอนนี้ค่าเงินทั่วโลกไว้ใจไม่ได้แล้ว)

ขณะที่พี่ใหญ่สหรัฐฯที่ส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยก็ดูจะขึ้นไม่ได้แล้วเพราะระบบการเงินโลกตอนนี้กำลังปั่นป่วนหนักเผลอๆอาจจะต้องลงดอกเบี้ยให้ติดลบเหมือนกันด้วย

ผลกระทบต่อไทย ตอนนี้คงเงินบาทเราก็แข็งค่าขึ้นมาได้ แต่ยังต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงทุกฝีก้าวครับ

2 เป้าหมายทางการเงินที่ต้องคิด เพื่อสุขภาพการเงินที่ดีของ “คนในบ้าน”

ปกติแล้วเรื่องการเงินก็จะมีเป้าหมายหลายอย่าง เช่น เก็บเงินซื้อบ้าน ซื้อรถ แต่งงาน ท่องเที่ยว เกษียณสุข หรือ เก็บเงินให้ลูกเรียนหนังสือ

หรือถ้าจะแยกออกมาก็ คือ “เป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว”

ซึ่งหากเป็นเป้าหมายระยะสั้นนั้น การออมก็คงเลือกสินค้าการเงินที่เสี่ยงมากไม่ได้ ดังนั้นส่วนใหญ่ก็จะเลือกใช้ การฝากเงินกับธนาคาร หรือ กองทุนตราสารหนี้บ้าง เพราะ เสี่ยงมากไม่ได้

แต่เป้าหมายระยะสั้นนั้นถ้าเทียบความสำคัญแล้วก็คงไม่สำคัญมากเท่าเป้าหมายในระยะยาว เพราะ การออมระยะสั้นหากไม่บรรลุเป้าหมาย ก็อาจแค่เลื่อนเวลานั้นออกไป ก็สามารถที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นได้เหมือนกัน

แต่การออมเพื่อเป้าหมายระยะยาวนั้น เป็นเรื่องที่ทุกๆคนควรต้องตระหนักมากๆ เพราะ เป็นเป้าหมายที่พลาดไม่ได้

ซึ่งในเรื่องนี้ก็จะมี 2 เรื่องหลักๆที่ต้องการวางแผนคือ
1.เป้าหมายเพื่อการเกษียณอายุ (Retirement Planning)
2.เป้าหมายเพื่อการศึกษาบุตร (Education Planning)

แล้วทำไมถึงเป็นเป้าหมายที่พลาดไม่ได้ล่ะ?

เพราะ ทั้งสองเรื่องคือ เป้าหมายที่ระยะยาวมากๆ คือเกิน 10 ปี เช่น มีลูก ก็ต้องวางแผนถึงระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 20-25 ปี หรือ เรื่องเกษียณอายุ ก็ต้องเตรียมให้มีเงินใช้ตั้งแต่อายุ 55 หรือ อายุ 60 ปี ซึ่งก็ใช้เวลาการออม ไม่ต่ำกว่า 20 ปี แน่ๆ

ซึ่งหากเราวางแผนไม่ดีพอ เราก็คงไม่สามารถกลับไปเริ่มใหม่ได้ หรือ จะเลื่อนเวลากลับไปก็คงไม่ได้
เช่น จะบอกให้ลูกรอหน่อยอีกสัก 5 ปีค่อยเรียนได้มั้ย เพราะ พ่อยังเก็บเงินไม่ได้
หรือ พอเกษียณอายุ 60 ปี ค่อยมาบอกกับตัวเองว่า เรายังเกษียณไม่ได้ ต้องหาไรทำก่อน แบบนี้ได้มั้ย?

ดังนั้น จึงอยากให้ทุกๆคน ควรต้องให้ความสำคัญของการวางแผนเก็บออมระยะยาวมากๆ และ ต้องเริ่มอย่างเร็วที่สุด เพราะ ส่วนใหญ่มักคิดว่า อีกตั้งนานค่อยเก็บเงิน ตอนนี้ใช้ไปก่อน ตอนนี้ยังอยากได้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนใหม่ อยากได้รถใหม่ ก็เลยยังไม่เริ่มออม

และที่สำคัญคือ การเก็บออม ไม่สำคัญว่าเราต้องมีรายได้เยอะๆก่อนค่อยเก็บ นะครับ แต่สำคัญที่เราสามารถเริ่มต้นเก็บได้ทุกๆเดือน ทุกๆปีเท่าไหร่ต่างหาก มีน้อยก็เก็บน้อย มีมากค่อยเก็บมาก

ดังนั้นจึงควรต้องเริ่มมีวินัยการออมตั้งแต่วันนี้นะครับ 

By
สุรกิจ พิทักษ์ภากร
นักวางแผนการเงิน CFP ‪
#‎wealthplanner‬

*** มุ่งให้คนไทยมีสุขภาพการเงินที่ดี ***

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.surakit.com

4 วิธีที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในการทำงาน

วันนี้ผมอยากจะขอพักจากเรื่องการวางแผนการเงิน หรือเรื่องประกันชีวิต เพื่อที่จะมาพูดถึงเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันอย่างเรื่อง “การงาน” กันสักหน่อยนะครับ ถามว่า เรื่องงานสำคัญยังไงกับการเงิน? (ถามทำไม ใครๆก็รู้ 555) ผมอยากจะตอบว่า ก็ถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จในเรื่องของการเงิน เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะไม่สนใจเรื่องของการงาน เพราะถ้าคุณทำงานไปวันๆโดยไม่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ไม่คิดจะพัฒนาตัวเอง ทำงานไม่ได้มีประสิทธิภาพขึ้นเลย ก็คงไม่มีใครอยากจะจ้าง อยากจะขึ้นเงินเดือนให้หรอกจริงไหมครับ? พองานไม่ดี เงินไม่ดี(เงินน้อย) แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาลงทุนเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งกัน? (บางคนบอก เงินเดือนที่ได้ ลำพังแค่กินใช้ จ่ายค่าผ่อนบ้าน เลี้ยงครอบครัวที ก็แทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว) แต่ในทางกลับกัน คนที่ทำงานเก่ง มีประสบการณ์ มีความสามารถสูง ใครๆก็อยากจ้าง ค่าตัวแพง หาเงินได้มาก เผลอๆเงินที่หาได้ในปีหนึ่งของคนคนหนึ่ง อาจจะมากกว่าผลกำไรที่ดีที่สุดของการลงทุนของอีกคนก็ได้ (เช่นบางคนอาจหยิบจับทำธุรกิจส่วนตัวถูกช่องทาง เผลอแป๊บเดียว เปลี่ยนชีวิตเป็นเศรษฐีได้เลย) เพราะฉะนั้น มันจึงทำให้ผมเชื่ออยู่เสมอครับว่า

“การลงทุนในสินทรัพย์ใดก็ไม่อาจให้ผลตอบแทนได้สูงเท่าการลงทุนในตัวของเราเอง”

“ตัวเราเองนี่แหละ คือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในโลก เพราะมันสามารถทำเงินได้อย่างไม่มีข้อจำกัดเลย”

ดังนั้น การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุนรวม หรืออสังหาริมทรัพย์ ผมถือว่ามันเป็นการให้เงินไป “ช่วยเราทำงาน” เป็น “เครื่องทุ่นแรง” เพื่อแบ่งเบาภาระของเราเท่านั้น มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปหวังพึ่งพามันเป็นหลักเพื่อให้มันช่วยเปลี่ยนชีวิตเราได้ (ไอ้ที่เราเห็นว่า บางคนเปลี่ยนชีวิตได้จากการลงทุนน่ะ ลองสังเกตดีๆก็จะพบว่า เขาต้องมุ่งมั่น ทุ่มเท ฝึกฝนกับการลงทุนของเขา จนการลงทุนก็คืองานของเขาอย่างหนึ่ง สรุปแล้ว ความสำเร็จที่เกิดขึ้นก็มาจากการทำงานนั่นแหละ)

พูดง่ายๆก็คือ อยากเงินดี ก็ต้องมีงานดี อยากประสบความสำเร็จด้านการเงิน ก็ควรจะต้องประสบความสำเร็จในการทำงานด้วย เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องเกื้อหนุนกัน

คำถามก็คือ แล้วจะทำยังไงให้ประสบความสำเร็จในการทำงาน (เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องการเงิน) กันล่ะ? ซึ่งคำตอบ หรือแนวคิดที่ผมอยากจะบอกทุกคน คงไม่ใช่มาจากการที่ผมอยากโอ้อวดตัวเองว่าตัวเองประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้วอย่างแน่นอน (ผมยังมีเป้าหมายที่อยากจะทำอีกเยอะแยะที่ยังทำไม่เสร็จครับ) แต่มาจากการที่ผมได้พูดคุย ได้รู้จัก ได้ศึกษาคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และเป็นแบบอย่างที่ดีให้ผมมาแล้วหลายๆคน ซึ่งหลายข้อ ก็เป็นสิ่งที่ผมเองก็ใช้ยึดถือเป็นหลักการทำงานอยู่ทุกวันนี้ และมันก็ได้ผลที่ดี ที่ผมเชื่อว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน ถ้าเราเข้าใจ และนำไปฝึกฝนและปรับใช้เพื่อพัฒนาการทำงานของเรากันครับ ^^

และนี่คือเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ ที่คนที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน อยากจะบอกกับทุกคนที่อยากให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นครับ

1. อย่าหยุดที่จะพัฒนาตัวเอง

การเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ได้จบลงแค่ที่ใบปริญญา เรียบจบคือจบ ไม่ต้องเรียนอะไรต่อแล้ว เพราะถ้าเราหยุดเดิน ขณะที่โลกกำลังพัฒนาไปข้างหน้า ก็เท่ากับว่าเราเดินถอยหลัง เมื่อความรู้และทักษะเราไม่ได้ก้าวหน้า ขณะที่คนใหม่ๆมีความรู้ความสามารถที่สดใหม่กว่า มีค่าจ้างถูกกว่าเรา เราก็จะกลายเป็น “ต้นทุน” ของบริษัทมากกว่าจะเป็นฟันเฟืองเพื่อสร้างรายได้ เราก็มีโอกาสที่จะเป็นคน “ไร้ค่า” ในที่ทำงานไปได้ง่ายๆ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็อย่าโวยวาย หรือหวังว่าจะมีรายได้ที่ดีขึ้นเลย ตราบเท่าที่เรายังไม่คิดที่จะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นกว่านี้อยู่เสมอ

2. ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่แค่มีความรู้ แต่ต้องลงมือทำ ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นด้วย

บางคนอาจจะคิดแค่ว่า การพัฒนาตัวเอง คือการหาความรู้เพิ่มเติมเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว แต่ความรู้ที่มีจะมีประโยชน์อะไร ถ้าเราไม่เอามาลงมือปฏิบัติ และถึงแม้จะลงมือทำแล้ว ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรอีกเช่นกัน ถ้าเราเริ่มทำแล้วท้อถอย ล้มเลิกไปกลางคันซะก่อนที่จะเกิดผลสำเร็จ ดังนั้น การจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ ต้องมีทั้ง Head (ความรู้), Hand (การลงมือทำ) และ Heart (จิตใจ, ความมุ่งมั่น, ไม่ย่อท้อ) ด้วย ถ้าใครมีครบทั้ง 3 H นี้ได้ รับรองว่าทำอะไรก็สำเร็จอย่างแน่นอน (ถ้าใครเคยอ่านหนังสือเรื่อง “สมองเศรษฐี” ของคุณขุนเขา คงจะคุ้นเคยดี)

3. จงพัฒนาทักษะการ “ขาย” ของตัวเราเอง

หลายคนที่หน้าที่การงานไม่ก้าวหน้า เพราะปฏิเสธที่จะพัฒนาทักษะด้านการขายของตัวเอง เพราะมองว่าตัวเองไม่เก่งด้านนี้ ไม่ชอบขาย การขายเป็นเรื่องที่น่าอาย อึดอัด คือการที่ต้องไปบังคับไปง้อคนอื่น ซึ่งจริงๆแล้วถ้าเข้าใจเรื่องการขาย จะพบว่าไม่ใช่เลย เพราะการขายคือ “ศิลปะ” ที่มีชั้นเชิงมากกว่านั้นมาก และมันยังครอบคลุมไปถึงเรื่องจิตวิทยา การเข้าใจความคิดและความรู้สึกของผู้คน การรู้จักวิธีที่จะพูดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตัวเองต้องการ หรือการทำให้ได้รับการยอมรับนับถือจากคนอื่น ซึ่งเป็นตัวส่งเสริมให้เราก้าวหน้าและประสบความสำเร็จมากกว่าเดิม การขายจึงเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับคนที่อยากประสบความสำเร็จในการทำงานทุกคน ไม่เว้นแม้แต่งานที่ไม่ต้องพบเจอลูกค้า เพราะอย่างน้อยๆเราก็จำเป็นต้อง “ขายตัวเอง” เพื่อให้ได้รับการยอมรับนับถือจากผู้ร่วมงานด้วยเช่นกัน

4. ทำงานในที่ที่ให้โอกาสเราเรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง อย่ามองแค่เรื่องผลตอบแทน

บางคนที่กำลังมองหางาน อาจจะดูที่เรื่องของเงินเดือนเป็นหลัก แต่หากเป็นที่ที่ให้เงินเดือนดี แต่วัฒนธรรมการทำงานภายในองค์กรแย่ มีการแบ่งพักแบ่งพวก ไม่มีการฝึกอบรมที่ดี ไม่ให้โอกาสคนในการพัฒนาตัวเอง หรือเสนอความคิดเห็นใดๆ ก็ไม่มีทางคุ้มค่ากั

รายได้มากแค่ไหน ก็ไม่สำคัญเท่าคุณมี “เงินเก็บ” แล้วหรือยัง?

ที่ผมเอาเรื่องนี้มาฝากทุกๆ ท่านเพราะไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสพบกับน้องคนนึงที่ผมไปวางแผนการเงินให้ โดยจากการสัมภาษณ์เพื่อทำแผนการเงิน ซึ่งผมต้องขอข้อมูลเกี่ยวกับรายรับ-รายจ่าย เพื่อทำงบกระแสเงินสด

ปรากฎว่า รายได้ของน้องคนนี้ อายุประมาณ 25 ปี รายได้เดือนนึงประมาณ 15,000 บาท ครับ ทำงานประจำที่บริษัทเอกชนแห่งนึง ด้านบัญชี ปรากฎว่าน้องคนนี้มีรายเหลือ ต่อเดือนคือ 3,000-4,000 บาท ทุกเดือน โดยมีค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ดังนี้

  • ค่ากินอยู่ 7,500 บาท/เดือน
  • ค่าเดินทาง 2,500 บาท/เดือน 
  • ค่าซื้อของที่ชอบ 1,000 บาท/เดือน 
  • ให้แม่ 1,000 บาท/เดือน

ซึ่งพอดีน้องคนนี้ยังไม่มีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เพราะ ยังอยู่กับพ่อแม่ รวมถึงการเดินทางก็ใช้รถประจำทาง สองแถว หรือไม่ก็ BTS แล้วแต่โอกาส

โดยน้องท่านนี้ก็เก็บเงินมาได้ประมาณ 2 ปีละ ก็มีเงินเหลือในบัญชีธนาคารประมาณ 100,000 บาท ซึ่งพอดีทางบริษัทก็มีโบนัสปลายปี ประมาณ 2 เดือน ก็เลยทำให้พอมีเหลือ แม้ว่าที่ผ่านมาอาจจะมีการถอนไปจ่ายค่ามือถือใหม่บ้างแล้ว

ซึ่งน้องท่านนี้มีต้องการเน้นการอยากวางแผนเกษียณ ซึ่งก็คงต้องใช้เงินจากที่เหลือต่อเดือน มาเก็บออม ซึ่งสุดท้ายน้องท่านนี้ก็ขอเริ่มต้นออมที่เดือนละ 2,000 บาท (ปีละ 24,000 บาท ก่อน)

ซึ่งจากเคสนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่ว่า 

“การเก็บเงินนั้น” ไม่สำคัญว่าเราจะมีรายได้มากแค่ไหน 

แต่สำคัญอยู่ที่ว่าเราจะเริ่มเก็บให้ตัวเองเท่าไหร่ต่างหาก 

เพราะ หลายๆ คนแม้ว่าจะมีรายได้มาก บางคนอาจมีรายได้ 4-5 หมื่นต่อเดือน แต่พอจะให้เริ่มเก็บ มักจะบอกว่าตอนนี้ภาระเยอะ ยังต้องผ่อนบ้านอยู่เลย ยังผ่อนรถอยู่เลย เดี๋ยวหมดภาระก่อนค่อยเก็บนะ

ซึ่งเวลาเก็บเงินของเรานั้น ถ้ายิ่งเราเริ่มช้ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเก็บยากขึ้นเท่านั้นครับ บางคนผมเจอคนที่มีรายได้ 6 หลักต่อเดือน แต่พอสัมภาษณ์กลับมาภาระหนี้สิน แถมต้องมาดูรายรับรายจ่าย แทบจะไม่เหลือเลย (บางคนเหลือแบบไม่ถึง 1,000 บาท ก็มี )

ดังนั้นอยากให้ทุกๆท่านจำไว้นะครับ ว่า “หาเงินเก่ง ก็ไม่ดีเท่าเก็บเงินเก่ง” ครับ “แต่ถ้าหาเงินเก่ง แถมเก็บเงินเก่งด้วย” นี่เค้าเรียกว่า “ว่าที่มหาเศรษฐี” เลยนะครับ

ขอให้ทุกๆคน มีเงินเก็บเยอะๆนะครับ

By
สุรกิจ พิทักษ์ภากร 
นักวางแผนการเงิน CFP ?
#?wealthplanner??

*** มุ่งให้คนไทยมีสุขภาพการเงินที่ดี ***

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ www.surakit.com

“ความเสี่ยง” เรื่องการเงินสำคัญที่คนไทยมองข้าม

วันนี้ผมจะขอมาพูดเรื่องการเงินแบบรวมๆนะครับ (ทั้งเรื่องลงทุน และเรื่องประกัน) ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องการลงทุนแล้ว แทบทุกคนก็คงจะนึกถึงเรื่อง “ผลตอบแทน” เป็นหลัก เวลาลงทุนในหุ้น หรือจะซื้อกองทุนไหนซักกอง ก็มักจะดูและเปรียบเทียบกับจากผลตอบแทนระยะสั้น ระยะยาว ถ้ากองทุนไหนผลตอบแทนโดยรวมสูงกว่า เราก็มักจะเลือกกองนั้น (ถ้าเป็นหุ้น ก็อาจจะศึกษางบการเงิน ศึกษาธุรกิจ ดูข้อมูลเชิงเทคนิคประกอบ ทั้งหมดนั้น ก็คือมุ่งไปที่ผลลัพธ์คือการได้ผลตอบแทนที่ดี)

(อันนี้พูดถึงคนที่ยังรู้จักเลือกเองนะครับ ไม่นับบางคนที่ถึงขนาดลงทุนจากการฟังๆ ตามๆที่เขาแนะนำมา เพื่อนเลือกกองไหนก็ลงทุนตามตัวนั้นแหละ ไม่เคยดูข้อมูลอะไรเองด้วยซ้ำ ซึ่งคิดว่าคงมีอีกเยอะ)

เช่นเดียวกับด้านของประกัน ทุกวันนี้ถามว่าคนส่วนใหญ่ซื้อประกันชีวิตเพราะอะไร? ถ้าให้ลองไปถามคนทั่วไปดู ผมว่า 80% ขึ้นไปจะตอบว่าซื้อเพราะ “เอาไว้ลดหย่อนภาษี” และถ้าถามต่อว่า ซื้อแบบไหน? ก็น่าจะเป็นประเภท “สะสมทรัพย์” (และก็ชอบซื้อที่แบบออมสั้นๆ) เพราะจะได้มีเงินคืน ได้เงินก้อนใหญ่เมื่อครบสัญญา ซึ่งมันก็หนีไม่พ้นเรื่องของการหวังผลตอบแทนอยู่ดีนั่นแหละ (ภาษีที่ได้ลดหย่อนคืน, เงินคืน, เงินครบสัญญา)

ที่เป็นแบบนี้ ก็มีอยู่ 2 อย่างนั่นแหละครับ คือถ้า 1) ไม่เข้าใจเรื่อง “ความเสี่ยง” จริงๆแล้ว ก็ 2) มองโลกในแง่ดีเกินไป  (สำหรับการลงทุน ผมว่าหลักๆมาจากข้อที่ 1) ส่วนเรื่องทำประกัน ผมคิดว่ามาจากข้อ 2) เป็นหลัก)

รู้ไหมครับ ว่าทำไมคนกว่า 90% ถึงไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องของการลงทุน? เพราะเขาเลือกกองทุนผิด ไปเลือกกองทุนที่ไม่ดี หรือเลือกหุ้นผิดตัวอย่างนั้นเหรอ? หรือเป็นเพราะว่าลงทุนผิดจังหวะ ดันไปลงทุนตอนราคาแพง ทำให้ติดดอย? ถ้าจะมีส่วน ก็คงมีส่วนไม่มาก (เพราะคงไม่มีใครเลือกผิด หรือลงทุนผิดจังหวะไปซะทุกตัว ทุกเวลา) แต่สาเหตุหลักๆเลยคือ เพราะเขา “ทนอยู่” กับสภาวะการขาดทุนที่เกิดขึ้น ไม่ได้ต่างหาก

ความสำเร็จในการลงทุน ก็เหมือนกับการวิ่งมาราธอนนั่นแหละครับ มันต้องอาศัยเวลา (ใครคิดจะมาหวังรวยทางลัดด้วยการเล่นหุ้น คงไม่ต่างอะไรกับการเข้าบ่อนการพนัน) และเมื่อต้องใช้เวลา ในการลงทุนจึงจำเป็นต้องมี “วินัย” ลงทุนให้ได้สม่ำเสมอ หรือไม่ก็ต้องทำตามกลยุทธ์ ทำตามหลักการ ตามแผนการลงทุนที่เราวางไว้ ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หรือล้มเลิกกลางคัน แต่ก็มีอยู่น้อยคนนักที่จะทำได้ ก็เพราะคนส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจถึงเรื่อง “ความเสี่ยง” จากการลงทุนนี่แหละครับ

พอลงทุน ก็คิดว่าถ้าเลือกลงทุนในตัวที่ดี ในจังหวะที่ถูกต้องแล้ว จะทำให้ได้กำไรงามๆ แค่นี้เอง จนอาจจะลืมไปว่า ไม่มีนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จคนไหน ไม่เคยผ่านช่วงที่ต้องรับกับสภาวะการขาดทุนหนักๆ หรือไม่ก็คิดไปเองว่าขาดทุนแค่นั้น “น่าจะรับไหว” (เข้าข่ายมองโลกในแง่ดีเกินไปเช่นกัน) แต่พอถึงเวลาที่ต้องขาดทุนหนักๆจริงๆแล้ว ก็เริ่มสูญเสียเหตุผล ละทิ้งหลักการ เกิดความกลัว ความวิตกกังวลเข้ามา จนต้องซื้อๆขายๆอยู่บ่อยครั้ง หรือไม่ก็เข็ดขยาดกับการลงทุนไปเลย ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุนอย่างที่ตั้งใจ

ในการลงทุน เราจึงต้องเข้าใจเรื่องจิตวิทยาการลงทุน ต้องรู้จักตัวเองว่า ความรู้ความสามารถเรามีอยู่แค่ไหน? เรารับไหวแค่ไหน? อย่าอวดดี อวดเก่ง หรือมองโลกในแง่ดีเกินไป เพราะสุดท้ายถ้าเราทำอะไรที่เราไม่รู้จริง เราก็มักจะเจ็บตัวกลับไป การลงทุนให้สำเร็จจึงต้องเข้าใจเรื่องของความเสี่ยงให้มากๆ ทั้งการอ่านค่าความเสี่ยงให้เป็น (Standard Deviation, Sharpe Ratio, CV (ที่ไว้วัดความคุ้มค่าของความเสี่ยง) ฯลฯ), การบริหารจัดการความเสี่ยง (Asset Allocation, การจัดพอร์ตการลงทุน, การใช้ Derivative ในการทำ Portfolio Insurance) และรู้ข้อจำกัดของตัวเอง ว่าเรารับความเสี่ยงและความผันผวนได้แค่ไหนด้วย การรู้แค่ว่าหุ้นตัวนี้ดี กองทุนตัวนี้ผลตอบแทนสูง หรือซื้อ-ขายตอนนี้เหมาะสมแล้ว ไม่ได้ช่วยให้เราประสบความสำเร็จในการลงทุนจริงๆอย่างยั่งยืนได้หรอกครับ

เช่นเดียวกับในเรื่องของการทำประกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพ ที่เรามักจะทำเพราะแต่เรื่องของผลตอบแทนเป็นหลัก น้อยคนมากที่จะทำด้วยความเข้าใจหัวใจของการทำประกัน ว่าเพื่อคุ้มครองความเสี่ยง หรือการยอมเสียเงินจำนวนน้อย เพื่อปกป้องเงินจำนวนมาก เพราะคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า “ตัวเองไม่มีความเสี่ยง” หรือ “โอกาสที่จะเกิดน้อย” ดันเข้าใจไปเองว่า ประกันมีไว้ทำสำหรับคนที่ “มีความเสี่ยงสูง” (เช่น ไม่ค่อยออกกำลังกาย ไม่ค่อยแข็งแรง มีโรคประจำตัว หรือญาติ พ่อแม่พี่น้องมีโรคประจำตัว) ส่วนคนที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างเช่นตัวเอง (คิดเอาเอง) ไม่จำเป็นต้องทำประกันหรอก เพราะทำไปก็คงไม่ค่อยได้ใช้ “ไม่คุ้ม” กับค่าเบี้ยประกันที่จ่ายไป (ถ้าคุ้มคือต้องนอนโรงพยาบาลบ่อยๆ หรือต้องเสียชีวิต ถามจริงๆเถอะครับว่าอยากให้คุ้มแบบนี้หรือ?)

แต่ในความเป็นจริง ความน่ากลัวของการเกิดเหตุไม่คาดฝันหรือเรื่องร้ายแรง (เช่นประสบอุบัติเหตุหนักๆ หรือเป็นโรคร้ายแรงโดยไม่คาดคิดมาก่อน) ไม่ใช่ว่ามันมีโอกาสเกิดบ่อยอยู่แล้วล่ะครับ แต่เป็นการที่มันเกิดขึ้นได้ยาก แต่ถ้าเกิดขึ้นทีแล้วจะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงให้เราหรือคนรอบข้างต่างหาก (เช่น โอกาส 1 ใน 1,000 แต่ถ้าเกิดขึ้นทีก็ทำให้หมดตัวได้เลย เป็นต้น)

ดังนั้น การทำประกัน จึงมีไว้สำหรับคนที่ “มีความเสี่ยงต่ำ” โอกาสเกิดเหตุร้ายน้อย แต่ถ้าเกิดแล้วจะมีความเสียหายมาก จึงต้องใช้วิธี จ่ายเงินจำนวนน้อย เพื่อถ่ายโอนความเสี่ยง เสมือนว่าว่าจ้างให้คนอื่น(บริษัทประกัน) มารับความเสี่ยงแทนเรา นั่นเอง 

นี่แหละครับ คือหัวใจ หรือหลักการของการทำประกันเพื่อคุ้มครองและจัดการกับความเสี่ยง 

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน หรือการทำประกัน หรือแม้แต่การเก็บเงิน ออมเงิน (การมีเงินเก็บสำรองเผื่อฉุกเฉิน เช่น ตกงาน หรือไว้ใช้จ่ายยามจำเป็น) ก็หนีไม่พ้นการทำความเข้าใจเรื่อง “ความเสี่ยง” ทั้งนั้น เรื่อ

[ซีรีย์] สิ่งที่ฉันคิด vs ความเป็นจริง ในเรื่องประกันชีวิต (ตอนที่ 4)

สวัสดีคร้าบบบ เดินทางมาถึงตอนที่ 4 ของซีรีส์รู้ลึกกับประกันชีวิตกันแล้ว สำหรับในตอนนี้ ผมอยากจะนำเสนอในเรื่องที่ว่า หลายๆคนคงจะเคยเห็นแก๊กตลกตามโซเชียลเน็ตเวิร์คที่เป็นภาพของ สิ่งที่คิด(สิ่งที่ผมคิด, สิ่งที่พ่อแม่คิด, สิ่งที่เพื่อนคิด) vs ในความเป็นจริง กันใช่ไหมล่ะครับ ก็ถือเป็นมุขที่ฮา ที่โดนกันไม่ใช่น้อยเลย ว่าไหมครับ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องของประกันชีวิตล่ะ เราจะฮาออกเหมือนเรื่องอื่นๆกันไหมหนอ

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากเล่าให้ทุกคนฟังครับ ว่าสิ่งที่หลายๆคนคิด หรือเข้าใจกัน ในเรื่องของประกันชีวิต กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เนี่ย มันตรงกันหรือแตกต่างกันยังไง เป้าหมายคงไม่ใช่เพื่อสร้างความขบขัน(หรือใครอ่านแล้วจะฮาก็ได้นะครับไม่ว่ากัน 555) แต่คงเป็นเพื่อสร้างความเข้าใจในแง่มุมที่ถูกต้องกันมากขึ้นเกี่ยวกับการทำประกันชีวิตกันมากกว่า โดยครั้งนี้ ผมจะขอยกมา 2 ประเด็นหลักๆ ครับ

1. “เมื่อพูดถึงการซื้อประกันชีวิต”

สิ่งที่ผมคิด => “ซื้อตัวที่มีเงินคืนสิ ดีกว่าตัวที่ไม่มีเงินคืน ตัวไหนมีเงินคืนเยอะที่สุดตัวนั้นแหละดีที่สุด”

สิ่งที่พ่อผมคิด => “ซื้อเพื่อคุ้มครองชีวิตไปทำไม ถ้าไม่ตายก็ไม่ได้เงิน เหมือนจ่ายเงินทิ้งไปเปล่าๆ ไม่คุ้มเลย”

สิ่งที่เพื่อนผมคิด => “ถ้าจะซื้อก็ซื้อเพื่อเอาไว้ลดหย่อนภาษีไง”

ในความเป็นจริง => ก่อนอื่นเลย คงต้องทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของการทำประกันชีวิตกันก่อนครับ ว่าจริงๆแล้วการทำประกันชีวิตคือการ “สร้างการการันตี” ของเงินที่จะได้ ไม่ว่าคนที่จะได้เงินนั้นคือเรา หรือคนที่อยู่ข้างหลังก็ตาม หากเป็นการปกป้องความเสี่ยงของคนที่อยู่ข้างหลัง(เช่น ลูก ภรรยา) ในกรณีที่เราจากไปอย่างกะทันหัน แล้วอาจทำให้คนที่อยู่ข้างหลังเดือดร้อน เพราะขาดเงินเลี้ยงดูจากเรา หรือต้องมารับภาระหนี้สินที่มีอยู่ต่อ ก็ควรต้องทำประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครอง เพื่อสร้างเงินการันตีให้คนที่อยู่ข้างหลัง

ส่วนถ้าเป็นประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ หรือแบบบำนาญ ก็คือการสร้างเงินการันตีในอนาคตให้แก่ตัวเรานั่นเอง ดังนั้น ก่อนที่จะดูว่าซื้อประกันตัวไหนดี ก็ควรจะต้องถามตัวเองก่อนดีกว่าว่า “เรามีความจำเป็นต้องการันตีเงินตรงส่วนไหนไหม?” เพื่อที่จะได้เลือกประเภทของประกันได้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ แล้วจึงค่อยมาเลือกซื้อแบบประกันที่คิดว่าคุ้มค่าที่สุด

เพราะฉะนั้น ความคิดที่ว่า ประกันแบบที่มีเงินคืน ดีกว่าแบบไม่มีเงินคืน และควรเลือกประกันที่มีเงินคืนเยอะที่สุด จึงอาจจะไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องนัก เพราะประกันแต่ละแบบมีจุดเด่นจุดด้อยที่ต่างกัน ไม่มีแบบไหนที่ดีกว่าอีกแบบ 100% ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและวัตถุประสงค์ในการทำประกันมากกว่า (เช่น หากเราต้องทำประกันเพื่อเน้นคุ้มครองชีวิต แบบที่ไม่มีเงินคืน หรือแบบตลอดชีพ จะเหมาะกว่าแบบมีเงินคืนหรือแบบสะสมทรัพย์ เพราะหากจ่ายเบี้ยเท่ากันจะได้เงินคุ้มครองชีวิตหรือทุนประกันชีวิตที่สูงกว่าหลายเท่า)

ส่วนหากจะเปรียบเทียบผลตอบแทนของแบบประกันที่เน้นการออมด้วยกันเอง ก็ไม่สามารถเทียบเอาจากมูลค่าเงินคืนได้ เพราะมีเรื่อง “มูลค่าเงินตามเวลา” เข้ามาเกี่ยวข้อง (เงินที่ได้รับเร็วกว่า จะมีมูลค่ามากกว่าเงินที่ได้รับช้ากว่า)

ส่วนที่ว่า ประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครอง ทำไปแล้วถ้าไม่ตายก็ไม่คุ้ม เพราะเหมือนกับเสียเงินไปเฉยๆ ก็แสดงให้เห็นว่าเรายังไม่เข้าใจ หรือไม่ตระหนักเรื่องของ “ความเสี่ยง” ของชีวิตดีพอ เรามักจะคิดว่าเราแข็งแรง ดูแลตัวเองดี มีความระมัดระวัง โอกาสเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรมีน้อย ถ้าต้องจ่ายเบี้ยไปแล้วเราไม่ได้ใช้เงินนั้นก็เหมือนเสียเงินทิ้งไปฟรีๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ในชีวิตเรา ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน แม้โอกาสเกิดจะน้อย แต่ก็ใช่ว่าไม่มี และหากเกิดขึ้นมาแล้ว อาจจะส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อคนอื่น หากเรามีความรัก ความเป็นห่วงคนที่เราดูแล เราก็ทำประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครอง การจ่ายเบี้ยในแต่ละปี ก็เสมือนการจ่ายเงินจ้างให้บริษัทประกันมารับความเสี่ยงตรงนี้แทนเรา และอันที่จริง เบี้ยที่จ่ายไปก็ไม่ใช่เบี้ยจ่ายทิ้ง 100% เพราะสำหรับประกันชีวิตที่เน้นความคุ้มครองแบบตลอดชีพ จะมีมูลค่าเงินสดอยู่ในกรมธรรม์ด้วย ทำให้ถึงแม้จะไม่ต้องการความคุ้มครองต่อโดยทำการปิดกรมธรรม์ ก็ยังได้รับมูลค่าเงินสดที่มีอยู่คืนกลับไป ไม่ได้เสียเบี้ยทิ้งไปทั้งหมด (ใช้การเวนคืนมูลค่าเงินสด)

และเช่นเดียวกัน ความคิดที่ว่า ทำประกันเพื่อลดหย่อนภาษี ก็ไม่ใช่จุดประสงค์หลักที่แท้จริงของการทำประกัน จึงควรสำรวจความต้องการและความจำเป็นจริงๆของตัวเองก่อน เพื่อให้การทำประกันครั้งนี้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนการลดหย่อนภาษี เป็นเพียงสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเท่านั้นครับ

2. “เมื่อพูดถึงสิทธิ์ต่างๆหลังทำประกัน”

สิ่งที่ผมคิด => “ทำประกันสุขภาพไปแล้ว มีสิทธิ์เบิกได้ 100% ทุกโรค”

สิ่งที่พ่อผมคิด => “ถ้าทำประกันชีวิต ตายเมื่อไหร่ บริษัทต้องจ่ายเงินชดเชยทุกกรณี”

สิ่งที่คนอื่นๆคิด => “ถ้าทำประกันไปแล้วไม่อยากจ่ายต่อ ก็หยุดจ่ายไปเฉยๆได้เลย”

ในความเป็นจริง => การเบิกจ่ายเงินชดเชย ไม่ว่าจะประกันสุขภาพ หรือประกันชีวิต ต้องเป็นไปตาม “เงื่อนไข” ที่บริษัทประกันกำหนดนะครับ ซึ่งอาจจะไม่ได้เบิกได้ 100% ทุกกรณีเสมอไป ต้องศึกษาและทำความเข้าใจในเงื่อนไขการเบิกจ่ายให้ดี โดยสอบถามจากตัวแทนมืออาชีพก่อนที่จะตกลงทำประกัน แต่โดยทั่วไป หากร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ปกติดี และแถลงสุขภาพตามความเป็นจริง ก็มักจะสามารถเบิกจ่ายได้ทุกโรคทุกอาการอยู่แล้ว (แต่สำหรับบางโรค โดยเฉพาะโรคร้ายแรง ก็จะมีระยะ

เศรษฐกิจแบบนี้ มาประหยัดค่าทำบัญชีให้ธุรกิจกันดีกว่า!

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับ ภาษีธุรกิจ101 คอลัมน์เก่า คอลัมน์เดิมเพิ่มเติมด้วยพรี่หนอม TAXBugnoms แห่ง Aommoney สำหรับบทความในวันนี้จะเป็นเรื่องของรายจ่าย “คงที่” ที่ธุรกิจมักจะมีปัญหาอย่าง “ค่าใช้จ่ายบัญชี” ที่มีตั้งแต่ ค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี ค่าจัดการเอกสาร ค่าไปพบพี่ๆสรรพากร ค่าที่ปรึกษา และค่าใช้จ่ายจิปาถะทั้งหลายครับ

 

หากมองทางด้านผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจ ผมมักจะได้ยินว่าส่วนใหญ่ไม่อยากจะจ่ายแพงสักเท่าไร เพราะมองว่ามันเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นกับกิจการสักเท่าไร #เราสามารถจ้างใครมาทำบัญชีก็ได้ ซึ่งผมเองก็เคยเขียนบทความปรับทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ที่บทความเรื่อง 5 ข้อผิดพลาด!! ถ้าหากคุณไม่ใส่ใจบัญชีของธุรกิจ ไว้ให้อ่านกันแล้วครับ

 

แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธนะครับว่า ค่าใช้จ่ายด้านบัญชี นั้น ถือว่าเป็นต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจของเรา ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่ของธุรกิจที่จดทะเบียนในรูปแบบนิติบุคคลต้องรับผิดชอบ ทั้งการทำบัญชี สอบบัญชี นำส่งภาษี ไปจนถึงจัดการด้านเอกสารต่างๆ และถ้าเอาสะดวกไม่ต้องจัดการก็คือ “จ้าง” คนอื่นมาทำหน้าที่แทน

 

ทีนี้ถ้าเราหันมามองทางฝ่าย “คนทำบัญชี” กันบ้าง เราก็จะเห็นว่า “ความรับผิดชอบ” และหน้าที่นั้นมันช่างแสนจะยิ่งใหญ่ ตั้งแต่จัดการเอกสารไปจนถึงจัดการด้านบัญชีและภาษี แถมยังมีการตบตีกับพี่ๆสรรพากร เป็นระยะๆ เพื่อแลกกับค่าจ้างที่ได้รับมา เฮ้อออ พูดแล้วเหนื่อยกันมากๆเลยล่ะครับ

 

ซึ่งลักษณะงานบัญชีนั้น ถือเป็น งานบริการ ครับ ซึ่งการให้บริการของแต่ละคนนั้นก็มีต้นทุนและความพึงพอใจไม่เท่ากัน หากเป็นฝั่งคนจ้างก็ไม่อยากจะจ่ายแพง ส่วนฝ่ายคนทำงานก็อยากจะได้ค่าจ้างที่คุ้มค่าแรงที่ลงมือไปใช่ไหมล่ะครับ

 

แล้วจุดตรงกลางมันอยู่ตรงไหน!!! #ทำไมต้องตัวใหญ่ขนาดนี้ #ตื่นๆมีเรื่องแล้ว

 

คำตอบที่มีให้นั้น ผมบอกสั้นๆเลยครับว่า “ไม่มี” เพราะมันอยู่ที่ความพอใจในการว่าจ้างของแต่ละงาน แต่สิ่งที่เจ้าของธุรกิจทุกคนควรทำนั้น ไม่ใช่การจ่ายเงินเพื่อจ้าง “คนทำบัญชี” ที่ถูกที่สุด แต่ให้จ้างคนทำบัญชีที่ราคา “เหมาะสม” ที่สุดต่างหากครับ

 

โดยราคาที่เหมาะสมนั้น อยู่ที่ไหน ? ผมคงต้องขอให้ย้อนมามองที่ ปัจจัยหลัก ที่มีผลกับค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีมากที่สุด ซึ่งก็คือ “ความเข้าใจด้านบัญชีและภาษีของเจ้าของธุรกิจ” ยิ่งเจ้าของธุรกิจมีความเข้าใจเรื่องนี้มากเท่าไร “ค่าใช้จ่ายยิ่งต่ำลงเท่านั้น” เอาล่ะครับ ทีนี้เรามาดูกันว่าจะทำให้ค่าใช้จ่ายต่ำลงได้ยังไงบ้าง ผมขอแนะนำไว้ 3 วิธีละกันครับ

 

1. จัดการงานด้านเอกสารและเข้าใจหลักฐานด้านภาษี ข้อแรก คือ ต้นทุนในการจัดการเอกสารต่างๆ ทั้งการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ การจัดการให้ครบตามที่บัญชีต้องการในแต่ละเดือน เพื่อประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อต้องให้ทางฝ่ายบัญชีมารับภาระมากมายครับ

อีกเรื่องหนึ่งคือการเข้าใจเอกสารด้านภาษี รู้ว่ารายการต่างๆต้องมีเอกสารหลักฐานประกอบอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายแบบไหนที่สามารถเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ซึ่งตรงนี้จะประหยัดเวลาของบัญชีไปได้เยอะเช่นเดียวกันครับ

 

2. จัดทำรายงานและนำส่งภาษีต่างๆด้วยตัวเอง หากเรามีความรู้ความเข้าใจเรื่องภาษีที่ดีแล้ว เราจะพบว่ารายการหลักๆที่เราต้องรู้มีอยู่ 2 เรื่อง คือ การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (สำหรับธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม) และ การหักภาษี ณ ที่จ่าย (สำหรับการจ่ายเงินที่กฎหมายกำหนดให้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้) ซึ่งหากมีโอกาสผมจะเขียนเรื่องนี้ให้ติดตามในภายหลังนะครับ ยังไงก็กด Like เพจ TAXBugnoms ไว้ จะได้ไม่พลาดการติดต่อกันครับ

 

ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจของเรานั้นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เราก็ต้องมีหน้าที่จัดเก็บใบกำกับภาษีซื้อ-ขาย และจัดทำรายงานภาษีซื้อ-ขาย ไปจนถึงรายงานสินค้าและวัตถุดิบ (หากเป็นการขายสินค้าหรือผลิต) พร้อมทั้งรวบรวมยอดภาษีซื้อและภาษีขายมาคำนวณเพื่อยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หมายเหตุ : ถ้าตรงนี้อ่านแล้วยังไม่เข้าใจโปรดเข้าใจเลยครับว่านี่แหละหน้าที่ของคนทำบัญชีซึ่งมีต้นทุนเรื่องพวกนี้ที่ต้องจัดการให้เราครับ)

 

3. อำนวยความสะดวกอื่นๆตามที่บัญชีต้องการ สำหรับผู้ทำบัญชีที่ดี ย่อมต้องการเอกสารประกอบต่างๆเพิ่มเติมตามแต่ละประเภทของธุรกิจ เพื่อใช้ในการบันทึกบัญชี เช่น ธุรกิจบริการอาจจะต้องการเอกสารคำนวณต้นทุนและค่าใช้จ่ายออกเป็นแต่ละโครงการ (Project) หรือธุรกิจผลิตอาจจะต้องการข้อมูลการผลิต (BOM) หรือรายละเอียดของเสียที่เกิดขึ้นจากการผลิต ซึ่งตรงนี้ทางเจ้าของธุรกิจอาจจะต้องพูดคุยกับทางบัญชีเพื่อตกลงความเข้าใจให้ตรงกันครับว่าจะช่วยอะไรกันและกันได้บ้าง

 

ผมเชื่อนะครับว่า ถ้าหากธุรกิจไหนสามารถทำได้ทั้ง 3 ข้อนี้ รับรองว่าค่าทำบัญชี หรือ ค่าจ้างสำนักงานบัญชี หรือผู้ทำบัญชีอิสระลดลงเป็นจำนวนมาก เพราะเรื่องต่างๆที่ยุ่งยากเหล่านี้คือต้นทุนในการทำงานของบัญชี ถ้าหากธุรกิจทำมาเรียบร้อย บัญชีก็ลงรายการได้อย่างสบายใจไร้ปัญหา หมดทั้งปัญหากับบัญชี และยิ่งดีไปกว่านั้นคือหมดปัญหากับทางสรรพากรด้วยครับ

 

อย่างที่บอกแหละครับว่า หลายๆคนมักไม่สนใจเรื่องการจัดการด้านบัญชี ไม่สนเรื่องการเรียนรู้ภาษีสำหรับธุรกิจของตัวเอง แต่สิ่งที่ประหยัดค่าใช้จ่ายและลดความเสี่ยงด้านภาษีของธุรกิจได้ดีที่สุดนั้น มันคือความรู้ของเจ้าของธุรกิจ นั่นแหละครับ รู้ให้กว้าง รู้ให้มาก เพื่อที่จะได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับธุรกิจของเราครับ

 

สุดท้ายแล้ว บทความนี้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อที่ต้องการจะบอกว่า รายจ่ายทางบัญชีของทุกๆธุรกิจนั้น มีต้นทุนในการทำงานอยู่ครับ ดังนั้นหากต้อ&#xE07

แผนเก็บเงินเริ่ม 10 บาท ปลายปีมีเงินเป็นหมื่น

มีหลายคนมาคุยกับผมแล้วบอกว่า “ทำไมการเก็บเงินมันยากเหลือเกิน เก็บเท่าไหร่ก็เก็บไม่ได้” ผมว่าจริงๆแล้วเรื่องวินัยทางการเงินเป็นสิ่งที่สร้างได้เสมอเพียงแค่เรารู้ว่าจะต้องกันเงินเก็บเงินอย่างไรให้เป็นระบบ เชื่อได้ว่าแม้เงินเดือนจะน้อยนิดแต่มันจะมีบางจุดที่เก็บได้ และผมก็ไม่เชื่อว่าถ้าเรามีเงินเดือน 10,000 บาท จะเริ่มเก็บจากอาทิตย์ละ 10 บาทเลยไม่ได้เชียวหรือ? แน่นอนมันได้อยู่แล้วถ้าเราตั้งใจ

ในตอนนี้ผมเลยขอนำเสนอแผนการเก็บเงินออมแนวใหม่ที่ทำให้เด็กและผู้ใหญ่ไม่ว่าเงินเดือนจะน้อยหรือจะมากให้สามารถเริ่มต้นได้ ที่สำคัญมันคือระบบ “Do it by yourself (DIY)” เราสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามเป้าหมายของเราได้เลยครับ

วิธีการคือเราจะเริ่มจาก 10 บาท และทยอยเก็บเพิ่มเป็นขั้นบันได แต่ละอาทิตย์เพิ่มไปอีก 10 บาท ดูว่าใน 1 ปี (52 สัปดาห์) มาดูกันนะครับว่าแผนนี้จะทำให้เรามีเงินออมกี่บาท ตามตารางเลยครับ

เริ่มจากสัปดาห์ละ 10 บาทแล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สามารถแปลงร่างกลายเป็นเงินเก็บได้ถึง 13,780 บาทเลยทีเดียว หากใครรู้สึกว่ามันไม่ท้าทายเราเปลี่ยนตัวเลขได้นะครับ

แต่ลองมาคำนวณเล่นๆ 13,780/365 วัน จะเหมือนกับการเก็บออมวันละ 37.75 บาทเท่านั้น โอ๊ะ

Tip ในการออมเพิ่มเติม

  • ลองเพิ่มอัตราให้มากขึ้น เก็บเพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 20 บาท ก็จะได้เงินเก็บทั้งสิ้น 27,560 บาท
  • หากใครอยากออมแบบมีกำลังใจมากยิ่งขึ้นลองเริ่มเก็บจากมากไปน้อยก็ได้นะ สัปดาห์แรกคือ 520 บาท และทยอยลดลง 510 – 500 – 490 ไปเรื่อยๆ ก็ได้นะครับ
  • กรณีที่ใช้วิธีทยอยลดลง บางคนอาจจะใช้วิธีการเริ่มต้นใหม่ที่ 520 บาท ทุก 6 เดือน ดังภาพนี้นะครับ ก็จะมีเงินเก็บถึง 20,530 บาทได้

เห็นไหมครับว่า การเริ่มออมเริ่มต้นที่ 10 บาท และทยอยออมต่อเนื่องมันจะทำให้เกิดพลังที่จะสร้างเงินออมได้มากขึ้นเรื่อยๆจนเราอาจจะงงเลยก็ได้ว่าออมแค่เนี้ย! มีเป็นหมื่น สองหมื่นต่อปีได้เลย วิธีนี้ใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย ทุกอายุ ทุกอาชีพนะครับ ปรับขึ้นปรับลงตามสะดวกเราได้เลย หรือจะไว้ใช้สำหรับเก็บเงินไปชำระภาษีประจำปีก็ได้นะครับ และขอให้ทุกท่านมีเงินเก็บเยอะๆตามแผนครับ 🙂

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save