[ซีรีย์] เจาะลึก ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน Unit-Linked (ตอนที่ 3)

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับตอนที่ 3 ของซีรีส์ความรู้ด้านประกันชีวิตกันนะครับ จากเมื่อครั้งตอนที่ 1 ที่ผมเคยได้อธิบายและให้ความรู้ในส่วนของประกันชีวิตแต่ละแบบไปแล้ว (อ่านตอนที่1 ได้ที่ [ซีรีย์] ซื้อประกันอย่างให้ให้ถูกต้องและสบายใจ (ตอนที่1)) มาตอนนี้ ผมจะขอยกเอาประกันชีวิตแบบพิเศษขึ้นมาอธิบายให้ความรู้กันแบบเจาะลึกกันซักหน่อย เพราะเชื่อว่า หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้จัก หรือยังไม่คุ้นเคยกับประกันชีวิตแบบนี้กันซักเท่าไหร่ ซึ่งนั้นก็คือประกันชีวิตแบบ  “ควบการลงทุน” หรือแบบ Unit-Linked นั่นเองครับ

ความแตกต่างระหว่าง โครงสร้างประกันชีวิตแบบทั่วไป และแบบควบการลงทุน

ก่อนจะไปรู้จักกับประกันชีวิตควบการลงทุน (ต่อไปนี้ขอเรียกทับศัพท์ว่า “ยูนิตลิงค์” (Unit-Linked) นะครับ) ผมอยากจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ หรือโครงสร้างเบื้องหลังของการทำประกันชีวิตทั่วไปกันสักหน่อย เพื่อที่จะได้เห็นความแตกต่างของประกันชีวิตแบบทั่วไป กับแบบยูนิตลิงค์กันนะครับ

สำหรับประกันชีวิตทั่วไป (แบบตลอดชีพ, สะสมทรัพย์ และแบบบำนาญ) โดยปกติแล้ว หลังจากที่เราจ่ายเบี้ยประกันไป บริษัทประกันจะแบ่งเบี้ยประกันของเราออกเป็น 2 ส่วน คือ

1) ส่วนที่ไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการประกันภัย (ค่าใช้จ่ายในส่วนที่เป็นการทำประกันชีวิตให้เรานั่นแหละครับ)

2) ส่วนที่เอาไปบริหารจัดการ โดยนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ (ตามนโยบายบริหารของแต่ละบริษัทประกัน) เพื่อให้ได้ผลตอบแทนกลับมา แล้วบริษัทจะดึงเอาผลตอบแทนที่ได้ส่วนหนึ่งมาจ่ายเป็น “เงินคืน” ตามสัญญาประกันชีวิตให้กับผู้เอาประกัน หรือสะสมเป็น “มูลค่าเงินสด” อยู่ในกรมธรรม์ สำหรับประกันชีวิตโดยทั่วไป ส่วนใหญ่บริษัทจะมีนโยบายลงทุนที่ไม่เสี่ยงมากนัก (เช่นลงทุนในเงินฝาก, ตราสารหนี้ หรือพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก อาจจะมีลงทุนในหุ้นบ้าง เป็นส่วนน้อย) เนื่องจากบริษัทต้องจ่ายผลตอบแทนที่เป็น เงินคืน ซึ่งมีการ “การันตีผลตอบแทน” (เป็น % ของทุนประกัน) ให้กับผู้เอาประกัน ดังนั้น บริษัทจะไปลงทุนอะไรที่เสี่ยงต่อการขาดทุนมากไม่ได้

ซึ่งสัดส่วนของเงินทั้ง 2 ส่วน คือส่วนที่ 1) กับส่วนที่ 2) นี้เองครับ ที่ทำให้เกิดประกันชีวิตแบบต่างๆ ที่มีผลตอบแทน และทุนประกันคุ้มครองชีวิตที่ได้ที่แตกต่างกัน ดังนี้

  1. ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ที่เน้นการคุ้มครองชีวิตเป็นหลัก ไม่มีเงินคืน ก็จะมีสัดส่วนของเงินส่วนที่ 1) มากกว่าส่วนที่ 2) (คือเบี้ยที่จ่ายไป เอาไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการประกันภัยเกือบหมด ทำให้ได้ทุนประกันที่สูง และเหลือเงินไปลงทุนน้อย จึงไม่มีเงินคืน และมีมูลค่าเงินสดอยู่ในกรมธรรม์น้อย)
  2. ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์หรือแบบบำนาญ จะมีสัดส่วนของเงินส่วนที่ 1) น้อยกว่าส่วนที่ 2)      (คือเบี้ยที่จ่ายไป เอาไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการประกันภัยน้อยกว่า เอาไปลงทุน ทำให้แบบประกันแบบนี้จะมีทุนประกันต่ำกว่าแบบตลอดชีพ (ณ เบี้ยประกันที่เท่ากัน) แต่ก็มีผลตอบแทนที่สูงกว่า เพราะเอาเงินไปลงทุนมากกว่า) แต่ผลตอบแทนที่ได้ก็ยังถือว่าไม่สูงมากอยู่ดี(โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 1% กว่าๆ – 2% กว่าๆต่อปี)  เนื่องจากบริษัทประกันต้องรับความเสี่ยงในการลงทุนแทนคนทำประกัน และมีการการันตีเงินคืน ทำให้ต้องลงทุนในอะไรที่มีความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนก็เลยต่ำไปด้วย

แต่สำหรับประกันชีวิตแบบยูนิตลิงค์แล้ว แทนที่บริษัทจะนำเงินส่วนที่ 2) ไปลงทุนแทนเรา โดยต้องลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำๆอย่างเดียว บริษัทก็จะให้เราสามารถ “เลือก” ลงทุนด้วยตัวเอง ผ่าน “กองทุนรวม” ที่บริษัทคัดสรรมาแล้ว เพื่อให้เราสามารถบริหารจัดการการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่เราต้องการ ในระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ เช่นเดียวกับการลงทุนในกองทุนรวมทั่วไปเลยครับ

ถึงจุดนี้ บางคนอาจจะสงสัยว่า “แล้วมันต่างจากการไปลงทุนในกองทุนรวมทั่วไปยังไง?” หรือ “แล้วทำไมต้องมาซื้อยูนิตลิงค์ ไปซื้อกองทุนรวมทั่วไป ไม่ดีกว่าเหรอ?” คำตอบก็คือ เราไม่สามารถเอายูนิตลิงค์กับกองทุนรวมมาเปรียบเทียบกันได้โดยตรงครับ เพราะยูนิตลิงค์แม้จะมีการลงทุนด้วย แต่สุดท้ายหัวใจของมันก็คือการทำประกัน ที่มีเรื่องของค่าใช้จ่ายในการดำเนินการประกันภัยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทำให้หากดูเฉพาะแค่ผลตอบแทน มันย่อมน้อยกว่าการไปลงทุนในกองทุนรวมโดยตรงด้วยตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้น จะเปรียบเทียบกันเฉพาะแต่ในแง่ของผลตอบแทนอย่างเดียวไม่ได้ครับ ต้องดูในแง่ของการคุ้มครองชีวิตด้วย เช่น สำหรับคนที่เอาเงินไปลงทุนเอง หากเสียชีวิตกะทันหัน ในช่วงที่ผลตอบแทนขาดทุนอยู่พอดี ลูกหลานก็จะได้รับมรดกเท่ากับมูลค่าการลงทุนที่กำลังขาดทุนอยู่ แต่หากเป็นยูนิตลิงค์ แม้ผู้เอาประกันจะจากไปขณะที่มูลค่าเงินสด หรือมูลค่าการลงทุนในกรมธรรม์ลดต่ำลงจากผลการลงทุนที่ขาดทุน ลูกหลานหรือผู้เอาประกัน ก็จะได้รับเป็นเงินเอาประกันที่มีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าการลงทุนในกรมธรรม์(ที่กำลังขาดทุนอยู่) แน่ๆ จึงถือเป็นการทำประกันชีวิตที่มีการคุ้มครองความเสี่ยงหากเสียชีวิต ตรงนี้ด้วยที่ทำให้ต่างจากการลงทุนทั่วไปอย่างชัดเจน  

นอกจากจะสามารถให้เราเลือกบริหารการลงทุนในเงินส่วนที่ 2) เองได้แล้ว ยูนิตลิงค์ยังสามารถให้เรา “กำหนดสัดส่วน” ระหว่างความคุ้มครองตามกรมธรรม์ กับส่วนของเงินลงทุนเองได้ (กำหนดสัดส่วนระหว่างเงินส่วนที่ 1) กับ 2) ด้วยตัวเองนั่นแหละครับ) ว่าจะให้มีสัดส่วนของความคุ้มครองชีวิตหรือการลงทุนมากกว่ากัน ถ้าเราเลือกให้สัดส่วนของความคุ้มครองสูงขึ้น ก็จะทำให้เราได้ทุนประกันที่สูงขึ้น (หรือมองอีกมุมหนึ่งคือ ถ้าเราเลือก/ปรับให้ทุนประกันสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการประกันภัยของเราก็จะสูงขึ้น) แต่ขณะเดียวกันก็จะทำให้สัดส่วนของเงินที่นำไปลงทุนล

สร้างพอร์ตให้สมดุลด้วยกองทุนอสังหา ฯ ต่างประเทศ

สวัสดีคร้าบบบบบ ผมหมอนัทประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้เองครับ การลงทุนในปีนี้ถือเป็นปีที่การลงทุนผันผวนอีกปี (อยากให้มีปีที่จะไม่ผันผวนบ้าง) และเป็นปีที่เราจะเริ่มเห็นความแตกต่างกันของ การดำเนินนโยบายทางการเงินที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือ ประเทศสหรัฐ ฯ มีการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้น แต่ในส่วนกลุ่มประเทศยุโรป และ ญี่ปุ่น มีการปรับอัตราดอกเบี้ยลดลงจนติดลบ ซึ่งสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง รวมถึงประเทศไทยเองก็มีแนวโน้มที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยลดลงด้วยเช่นกันครับ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเองก็ยังคงไม่แข็งแรงเท่าที่ควร

จุดนี้ทำให้ใครก็ตามที่เพิ่งจะเริ่มลงทุน ก็มีแนวโน้มได้รับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ลดลง หรือ แม้แต่การฝากธนาคารก็ได้อัตราดอกเบี้ยที่ดูแล้วน้อยนิดมาก ยิ่งไปกว่านั้นบางคนที่ลงทุนในหุ้น ก็เจอกับภาวะความผันผวนของตลาดโลกอีก เนื่องจากกระแสเงิน (Fund Flow) ที่หมุนไปหมุนมา เดี๋ยวก็เข้ามาในประเทศไทย หรือ ภูมิภาคตลาดเกิดใหม่ เดี๋ยวก็ออกไป กลับไปที่ตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าเงินนั้นจะแสวงหาที่ที่ได้ผลตอบแทนสูง ๆ ดังนั้นในช่วงนี้ ถ้าใครที่ลงทุนในหุ้น แต่ไม่สามารถติดตามการลงทุนได้แล้วละก็ อาจจะพลาดโอกาสในการลงทุน หรือ ขาดทุนได้ง่าย ๆ เลยครับ

ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมา เราจึงเห็นนักลงทุนในประเทศไทยหลาย ๆ คน โยกย้ายเงิน “หนี” ออกมาจากตลาดหุ้น ที่กำลังผันผวนเข้าไปที่ตราสารหนี้บางส่วน และ พยายามหาสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เช่น ทองคำ และ ปัจจุบันที่นักลงทุนนิยมลงทุนมากขึ้น ก็คือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และ กอง REITs (Real estate investment Trust) ที่ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ มีเงินปันผลประมาณปีละ 6-8% ต่อปี เพราะว่ารายได้จากการลงทุนในกองทุนนั้นมาจาก ค่าเช่า และ ค่าบริการ ที่เกิดขึ้นจากอสังหา ฯ นั้น ๆ เช่น ถ้าอสังหา ฯ ในกองทุนเป็น ห้างสรรพสินค้า รายได้คือ ค่าเช่าพื้นที่ในห้างเพื่อการค้าขาย

แน่นอนว่า ต่อให้เศษฐกิจไม่ดี ก็ยังคงมีคนมาเช่าเพื่อที่จะขายของอยู่ดี หรือ ถ้าอยู่ไม่ได้ ขายไม่ดี ทางห้าง ฯ เองก็มีการให้ผู้เช่ารายใหม่เข้ามาเพื่อดำเนินธุรกิจแทนนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าเราเอากองทุนอสังหา ฯ หรือ กอง REITs มาอยู่ในพอร์ตการลงทุนก็จะทำให้พอร์ตการลงทุนของเราไม่ผันผวนมากนักในภาวะตลาดที่ไม่ค่อยสดใสแบบนี้ จึงทำให้นักลงทุนในช่วงนี้ เข้ามาซื้อ และลงทุนในกองทุนอสังหา ฯ และ กอง REITs มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าที่เคยเป็น (ได้ผลตอบแทนเพิ่มจากราคาที่สูงขึ้น) ซึ่งบางกองทุนก็ให้ผลตอบแทนประมาณ 10-15% ภายในเวลาไม่ถึง 4 เดือน จากที่เคยได้ 6-8% ใน 1 ปี ราคากองทุนบางกองทุนก็พุ่งขึ้นมากกว่าราคาสินทรัพย์ในกองทุนที่ควรจะเป็นถึง 50-100% เลยทีเดียวครับ

ทั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่กองทุนอสังหา ฯ และ กอง REITs ในประเทศไทยนั้น มีอยู่อย่างจำกัด และไม่ได้มีการเพิ่มขึ้นอย่างพอเพียงกับความต้องการของนักลงทุนนั่นเองครับ ถึงแม้จะเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดี น่าลงทุนขนาดไหน แต่ปัจจุบันก็มีราคาแพงมากเกินไป ผมมองว่าจึงไม่ใช่จังหวะในการลงทุนในกองทุนอสังหา ฯ และ กอง REITs ของไทยในช่วงนี้

ใครที่อยากลงทุนระยะยาว ๆ กับกองทุนประเภทนี้ คงต้องรอให้ราคากองทุนปรับตัวลดลงมากกว่านี้ก่อนที่จะกลับเข้าไปลงทุนได้ ซึ่งก็คงต้องรอให้ตลาดหุ้นไทย และต่างประเทศกลับมาดี คนจะได้ไปลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้นครับ

แต่ระหว่างนี้ เราจะลงทุนกับกองทุนอะไรดีละ ? ตามมาเลยครับ วันนี้ผมมีคำตอบให้ครับ

ตัวเลือกในการลงทุนกับกองทุนที่น่าสนใจในช่วงนี้

  1. กองทุน income fund ที่ให้ผลตอบแทน หรือ เงินปันผลค่อนข้างจะสม่ำเสมอ
  2. กองทุนแบบ All Asset Allocation
  3. กองทุนตราสารหนี้
  4. กองทุนอสังหา ฯ แบบ Fund of Fund ในต่างประเทศ

จะเห็นได้ว่าในภาวะที่ผันผวนนั้น ก็ยังคงมีการลงทุนที่เราสามารถเลือกลงทุนได้อยู่ครับ แต่ก็จะมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เช่น กองทุนแบบ income นั้น ก็ยังคงมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้น และตราสารหนี้ ถึงแม้จะมีการปันผล แต่ก็นับว่ายังคงมีความผันผวนอยู่เหมือนกันครับ

ส่วนกองทุน All Asset Allocation นั้นดูแล้วน่าสนใจ เพราะว่ามีการกระจายความเสี่ยงได้ดีมาก ให้ผลตอบแทนที่ดี สม่ำเสมอพอสมควรครับ แต่ก็ติดเรื่องค่าธรรมเนียมค่อนข้างจะแพงทีเดียวครับ

และในส่วนของกองทุนตราสารหนี้ก็ยังคงให้ผลตอบแทนที่ไม่สูงมากนัก ถึงแม้ว่าจะค่อนข้างปลอดภัยก็ตามครับ

ดังนั้น เรามาดูที่กองทุน อสังหา ฯ แบบ Fund of Fund ในต่างประเทศกันดีกว่าครับ ทำไมกองทุนแบบนี้จึงน่าสนใจมากที่สุดในตัวเลือกทั้งหมดตอนนี้ นั่นก็เพราะว่า กองทุนแบบนี้ ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างจะสม่ำเสมอ เหมือนกันกับกองทุนอสังหา ฯ หรือ REITs ในประเทศไทย ครับ แต่ด้วยปริมาณของกองทุนที่มากกว่า รวมถึงขนาดกองทุนที่ใหญ่กว่า ทำให้ราคาไม่ได้ผันผวนขึ้นลงง่าย ๆ เหมือนกับกองทุนในประเทศไทยนั่นเองครับ ก็ถือว่าเป็นการลดข้อจำกัดบางประการออกไปครับ

แต่จุดสำคัญคือ กอง REITs ในต่างประเทศนั้น มักจะให้ผลตอบแทนที่ดี สูงกว่าการลงทุนอื่น ๆ ทั่วไป มีเพียงปีที่เกิดวิกฤตซับไพร์มเท่านั้น ที่ให้ผลตอบแทนที่ไม่ดี แต่พอปีถัดมาก็สามารถทำผลตอบแทนได้ดีเหมือนเดิมครับ ค่าธรรมเนียมก็ไม่ได้แพงมาก เอาเป็นว่าถูกกว่ากองทุนแบบ All Asset Allocation อีกด้วยครับ

ภาพผลตอบแทนของแต่ละสินทรัพย์ในแต่ละปีจาก JP Morgan : Guide to the Market

เป็นไงครับ น่าสนใจใช่ไหมครับ คราวนี้เรามาดูรายละเอียดกองทุนที่เป็นพระเอกของวันนี้กันครับ นั่นก็คือ…….

KF-GPROPD หรือ กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลพร็อพเพอร์ตี้ปันผล ซึ่งกองทุนนี้ไปลงทุนในกองทุนหลัก คือ Standard Life Investments Global SICAV – Global REIT Focus Fund

Passive Income เริ่มสร้างจาก Mindset

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่ามีคนมาถามผม นอกจากลงทุนกินเงินปันผลหุ้นแล้ว มีวิธีการอื่นๆที่ทำให้เรา ‘สร้างเครื่องผลิตเงิน (Passive Income)’ ได้อีกไหม? จริงๆผมเองก็เป็นคนที่สนใจอะไรแนวๆนี้นะ คำว่า ‘Passive Income’ ผมรู้จักครั้งแรกคือตอนที่มีคนมาชวนผมไปทำขายตรง หรือ อีกชื่อนึงคือธุรกิจเครือข่าย ไม่ได้บอกว่าไม่ดีนะครับ จะดีหรือไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับแต่ล่ะคน แต่ผมไม่ค่อยถนัดเรื่องตรงนี้สักเท่าไหร่

จนกระทั่งผมได้มีโอกาสไปฟัง อ.เทพ รุ่งธนาภิรมย์ ผมถือว่าท่านเป็นอาจารย์คนแรกของผมในเรื่องการลงทุนเลยนะ เป็นผู้เขียนหนังสือกลยุทธ์หุ้นห่านทองคำด้วย อาจารย์เล่า Concept ให้ผมฟังว่า “ถ้าเราหาหุ้นดีในเชิงผลประกอบการและมีเงินปันผลโดยมีการสะสมไว้แล้ว และเงินปันผลนั้นมีจำนวนมากกว่ารายจ่ายของชีวิตเราได้ นั่นก็คือเราจะเกิดอิสรภาพทางการเงินขึ้น”  สำหรับผมแล้ว Idea ของอาจารย์นั้น Simple มากๆ แค่เปลี่ยนรายได้จากการทำงานประจำให้เป็นรายได้จากการลงทุน แล้วผมก็นำมาพัฒนาวิธีคิดของตัวเองในการทำงานให้เกิดเป็น Mindset ในเรื่องอื่นๆอีกด้วย วิธีคิดของผมมันไม่ใช่แค่หุ้นละ มีดังนี้

  • คุณต้องศึกษาเรื่องที่ทำให้เราเกิดรายได้ขึ้นได้
  • เมื่อคุณมีรายได้แล้ว ต้องหาโอกาสที่จะสร้างเป็นระบบที่คุณทำงานน้อยลงให้ได้
  • ระบบลงตัวเมื่อไหร่มันจะเกิดรายได้ขึ้น ก็ต่อยอดให้รายได้มากขึ้น
  • หากเรามีรายได้มากขึ้นและมากกว่าค่าใช้จ่ายของตัวเองมันก็จะเกิดอิสรภาพทางการเงินได้

สำหรับตัวผมแล้ว Passive Income มันเริ่มจาก Mindset แหล่ะ แต่ถ้าให้ผม List ออกมาว่ามีอะไรบ้าง ผมว่าทุกอย่างในโลกนี้มันทำได้หมดล่ะครับ แต่บางทีเราคิดไม่ออกเพราะเราไปยึดติดในตำราว่ามันต้องเป็น ปันผลหุ้น ค่าเช่าบ้าน การจ้างงาน ส่วนตัวมองว่าพวกนี้มันคือวิธีการ ไม่ใช่ไอเดียเริ่มต้น ซึ่งทั้งหมดเนี่ยขอบอกเลยว่าโลกมันไปไกลแล้ว มันมีอย่างอื่นอีกมากมาย

การสร้างระบบครั้งแรกของผมเกิดในตอนทำงานประจำนะ ผมจะต้องประสานงานระหว่างคนในองค์ในเรื่องของระบบ เมื่อฝ่ายพัฒนาต้องการแจ้งข้อมูลให้กับฝ่ายขายเขาก็จะต้องออกเอกสารมา แล้วก็เอามาให้ผม ผมก็จะต้องหาทางเอาประกาศพวกนี้ไปแจ้งฝ่ายขายต่อ ซึ่งกระบวนการทำงานมันทำให้ผมเหนื่อยและใช้เวลามาก ผมก็เลยปรึกษากับหัวหน้าแล้วทำเป็นระบบให้ฝ่ายพัฒนามากรอกแล้วข้อมูลก็จะส่ง mail ไปที่ฝ่ายขายอัตโนมัต ตอนนั้นผมรู้สึกว่า ดีจัง ผมสบายขึ้นแล้ว แค่ควบคุมระบบให้มันเดินหน้าก็พอ ตอนนั้นว่างขึ้นแล้วรับงานเพิ่ม เงินเดือนก็เพิ่มด้วย แต่ถ้าเราสามารถเอาวิธีคิดพวกนี้มาหารายได้เสริมจากการทำงานจะมีอะไรทำได้อีกบ้าง คิดไปคิดมานะขอบอกเลย เยอะแยะ….

ผมมักจะตั้งคำถามให้กับตัวเองเสมอว่า ถ้าผมวัตถุโบราณชิ้นหนึ่ง ผมจะหาเงินอย่างไรกับมันได้บ้าง คำตอบมันมีเยอะแยะที่จะทำให้เราสร้าง Passive Income ได้

  1. ถ่ายรูป วาดรูป เอาไปลงระบบขายในอินเตอร์เน็ทเก็บค่าลิขสิทธิ์
  2. เอาเรื่องของมันมาเล่าถ่ายวีดีโอโพส ซึ่งเราจะได้รับค่าโฆษณา
  3. เขียน Content ลงใน Internet ให้คนที่สนใจมาชม ก็จะได้รับค่าโฆษณา
  4. เอาไปให้คนอื่นเช่าแสดงตามงานต่างๆที่เกี่ยวกับวัตถุโบราณ
  5. อื่นๆ อีกมากมายเลยล่ะ

อ่านดูแล้วเหมือนจะง่ายเนอะ แต่โลกนี้ไม่มีอะไรง่าย ถ้าง่ายก็รวยกันหมดแล้ว แต่ทั้งหมดผมเริ่มจากแนวความคิดแบบนี้แหระ มันทำให้เราสามารถสร้างธุรกิจใหม่ๆขึ้นมาได้ ซึ่ง Passive Income มันมีทั้งการใช้แรงงาน ใช้เงินทุน และสมัยนี้เราก็มีระบบเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างอีกเยอะแยะ ขอให้เราคิดกันก่อนว่าเราจะนำเสนออะไรแล้วก็ลงมือสร้างมัน คอยปรับเปลี่ยนให้เราสบายขึ้นครับ

วิธีตรวจสอบโบรกเกอร์ก่อนเลือก “ลงทุน”

วิธีตรวจสอบโบรกเกอร์ก่อนเลือก "ลงทุน"

 

วิธีตรวจสอบโบรกเกอร์ก่อนเลือก "ลงทุน"

 

ขณะนี้กระแสการลงทุนมาแร๊งมากๆอภินิหารเงินออมเปิด Facebook มีแต่โฆษณาชวนลงทุนอยู่เต็มไปหมด รวมถึงเว็บไซต์การลงทุนที่ออกแบบมาให้โปรจนดูน่าเชื่อถือม๊ากมาก ข้างในมีข้อมูลให้เลือกลุ้นทุนตั้งแต่กองทุนรวม หุ้น อนุพันธ์ เทรดค่าเงิน เทรดออปชั่น มีสารพัดรูปแบบให้เลือกเก็งกำไร เอ๊ย!!ไม่ใช่ซิ มีให้เลือกลงทุนเพื่ออิสรภาพทางการเงินแบบทางลัดที่รวยเร็วแบบเวอร์ๆ 

 

ยิ่งรวยง่าย ยิ่งรวยเร็ว ยิ่งน่ากลัว!!

 

บังเอิญวันนี้เราได้ข่าวหนึ่งมาน่าสนใจมากๆที่อาจจะทำให้คนที่หวังรวยเร็ว รวยลัดถึงกับหน้าซีดได้ จากข่าวนี้ค่อยๆอ่านทีละบรรทัดนะจ๊ะ ดูว่าชื่อนี้คุ้นๆเหมือนที่เรารู้จักไหม เพื่อนชวนเราไปลงทุนแบบนี้รึเปล่าเพื่อจะได้เรียกสติกลับมาได้ก่อนบริษัทเหล่านี้จะหลอกกินเงินของเราจะหายไปหมดเพราะถูกหลอกจากบริษัทปลอมที่ตั้งตัวเองขึ้นมาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เพราะการตั้งบริษัทต่างที่เกี่ยวกับธุรกิจการเงินจะต้องได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจากหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น!!

 

หยุดความโลภจากการยั่วยวนของผลตอบแทนสูงปรี๊ดไว้ชั่วคราวแล้วเรียกสติคืนมาด้วยการตรวจสอบข้อมูลของบริษัทที่เราจะไปลงทุนอย่างละเอียด จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือซึ่งนักลงทุนชาญฉลาดควรรู้ก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อ นี่มันเงินเก็บที่เราหามาทั้งชีวิตจะมาหลอกกันง่ายๆแบบนี้ได้ไง ช้านม่ายยอมมมมมม!! ดังนี้เราก็ต้องมาตรวจสอบของแท้หรือของปลอมด้วยวิธีการตามนี้นะจ๊ะ

 

  1. วิธีตรวจสอบโบรกเกอร์(ที่รู้จักอย่างเป็นทางการว่า "บริษัทหลักทรัพย์") ที่ชวนเราไปลงทุนเทรดค่าเงิน เทรดออปชั่น ลงทุนทองคำที่ต่างประเทศ และอีกหลายรูปแบบของการลงทุนที่บางแห่งให้ผลตอบแทนที่มีแต่ยอดมนุษย์บนดาวอังคารเท่านั้นที่ทำได้ว่าเป็นของแท้สร้างความมั่งคั่งให้เงินในกระเป๋าเราหรือจะเป็นคนร้ายหลอกฟันเงินของเรากันแน่ ควรตรวจสอบก่อนการลงทุนนะจ๊ะ 
  2. วิธีตรวจสอบมาร์เก็ตติ้ง (ที่เปลี่ยนชื่อใหม่อย่างเป็นทางการว่า "ที่ปรึกษาการลงทุน" ) ที่ชักชวนเราไปลงทุนด้วยถ้อยคำหวังดีต่างๆนานาว่าจะชวนไปรวยหรือชวนไปเสียเงินหมดตัว เพราะคนที่จะให้คำแนะนำนักลงทุนได้จะต้องผ่านการอบรม สอบขอรับใบอนุญาตและขึ้นทะเบียนจาก ก.ล.ต.แล้วเท่านั้นถึงจะทำงานตรงนี้ได้ 

 

ถ้าตรวจสอบแล้วไม่เจอแสดว่า "ของปลอม"

 

รู้จักพระเอกของเรื่องที่ชื่อว่า ก.ล.ต. กันก่อนนะจ๊ะ ^_^

 

ก.ล.ต. มีชื่อเต็มยศว่า "สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์"  เป็นหน่วยงานของรัฐที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มีหน้าที่กำกับและพัฒนาตลาดทุนของประเทศ โดยมีภารกิจหลักในการ “กำกับและพัฒนาตลาดทุนของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ยุติธรรม โปร่งใส และน่าเชื่อถือ"

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sec.or.th/TH/AboutUs/Pages/Introduction.aspx

 

เนื้อข่าวมีดังนี้  

 =============================================================

ก.ล.ต. กล่าวโทษบุคคล 5 ราย ฐานประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- –9 มี.ค. 58 15:35 น.

ก.ล.ต. กล่าวโทษบุคคลรวม 5 ราย ได้แก่

(1) บริษัทควอนตัม เบนชมาร์ค คอร์ปอเรชั่น

(2)บริษัทโกลบัลวิว คอนซัลติ้ง จำกัด

(3) นายอารยะ พยุงวิวัฒนกูล ในฐานะกรรมการบริษัท โกลบัลวิว คอนซัลติ้ง จำกัด

(4) นายเรืองฤทธิ์ พันศิริ และ

(5) นางสาวอรุณวดี กิตติเกษมศักดิ์

กรณีร่วมกันประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ก.ล.ต. ได้รับแจ้งเบาะแส และตรวจสอบพบว่าบุคคลทั้ง 5 ราย ร่วมกันประกอบธุรกิจเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาการลงทุน และจัดการกองทุนส่วนบุคคล

มีการติดต่อชักชวน โฆษณา และใช้เว็บไซต์ http://www.qb-corp.com โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มีความผิดตามมาตรา 90 ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 289 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน คือ จำคุกตั้งแต่ 2-5 ปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน ก.ล.ต. จึงได้กล่าวโทษบุคคลทั้ง 5 รายข้างต้นต่อ ปอศ. เพื่อดำเนินคดีต่อไป

สำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการลงทุนกับบุคคลกลุ่มนี้ ขอให้แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมต่อ ปอศ. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2237-1199 เพื่อประโยชน์ในการสอบสวนดำเนินคดีให้ถึงที่สุด นายวสันต์ เทียนหอม รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ปัจจุบันมีการหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ชักชวนให้ลงทุนในหุ้น ทองคำ น้ำมันดิบ ด้วยอัตราผลตอบแทนที่สูงเกินจริง มีการรับประกันเงินลงทุน อ้างอิงสกุลเงินต่างประเทศด้วยอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ โดยแอบอ้างว่าเป็นเครือข่ายของบริษัทต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจาก ก.ล.ต. เป็นต้น

หากประชาชนท่านใดได้รับการติดต่อชักชวนโดยบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยเช่นนี้ ขออย่าได้หลงเชื่อ เข้าไปเช็คข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ของ ก.ล.ต. www.sec.or.th ภายใต้หัวข้อ License Check และแจ้งเบาะแสกับ ก.ล.ต. ที่โทร. 1207 เพื่อดำเนินการตรวจสอบต่อไป"

เรียบเรียง โดย ดาริน  ปริญญากุล 
                อีเมล์. [email protected]

อนุมัติ    โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร

=============================================================

 

อ่านจบแล้วดูน่ากลัวเลยใช่ไหมล่ะ ยังไงก็ตามก่อนการลงทุนทุกครั้ง เราต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนนะจ๊ะ ว่าที่ที่เราจะลงทุนนั้นมันน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเราสามารใช้ google  หาข้อมูลการตั้งเว็บต่างๆได้ ทีนี้มาดูวิธีการตรวจสอบกันบ้างว่าโบรกเกอร์ๆนั้นๆมีอยู่จริงหรือเปล่า

 

วิธีตรวจสอบโบรกเกอร์เข้าเว็บตามนี้เลยนะจ๊ะที่รัก

 

1. หน้าตาเว็บ ก.ล.ต. http://www.sec.or.th/TH/Pages/home.aspx

Posted in pajareeLeave a Comment on วิธีตรวจสอบโบรกเกอร์ก่อนเลือก “ลงทุน”

ดราม่าเรื่องเงิน…มันเกิดจากเราไม่รักตัวเอง

คนเราทุกวันนี้ชอบดราม่ากันจัง ดราม่าในทีวีไม่พอ ดราม่ายันชีวิตตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องเงิน! ขอเริ่มต้นด้วยคำถามนี้ก่อนเลยดีกว่า…

ทุกวันนี้ที่เราทำมาหากินกันอยู่เนี่ย อยากได้อะไรตอบแทนมั้ยคะ หรืออยากทำฟรีๆ?

หลายคนตอบแบบไม่ต้องคิดว่า… อยากสิเธอ ถามได้

แล้วทำไม…พอเราได้เงินมาแล้ว เราถึงเอาไปให้คนอื่นก่อนตัวเองล่ะคะ???

เอ้า..งงๆๆ ไม่ต้องงงค่ะ คนส่วนใหญ่ทำแบบนั้นอยู่ทุกวี่ทุกวัน

ดราม่าเรื่องเงินมันเริ่มด้วยการเอา “ภาระ” หรือค่าใช้จ่ายมากำหนดชีวิต มีทั้งภาระจำเป็นจริงๆ กับไลฟ์สไตล์หรือความจำเป็นปลอมๆ ที่เราตีกรอบขึ้นมาเอง

เป็นมั้ยคะ..ก่อนวันเงินเดือนออก ค่าใช้จ่ายมายืนเท้าสะเอว กระดิกมือรออยู่ก่อนแล้ว พอก้มหน้าจ่ายบิลทั้งหลายทั้งปวง เงยหน้ามาอีกที เฮ้ย เงินหมด!!

คิดง่ายๆ ถ้าผ่อนบ้านผ่อนรถรวมกันแล้วเกิน 50% ของรายได้นี่ก็อยู่ยากแล้วนะ ไหนจะค่าน้ำมัน ค่ากิน ค่าผ่อนมือถือใหม่ ค่าน้ำไฟโทรศัพท์มือถือเน็ท รวมแล้วไม่ปาไป 70-80%?

ไหนจะต้องให้พ่อแม่บุพการีลูกเต้า กินเที่ยวช้อปชิมที่ต้องมีไว้แชร์บนโลกโซเชี่ยลอีก ที่ว่าๆ มาเนี่ย เราบอกว่าจำเป็นทั้งนั้น และมันก็เป็นการมอบเงินให้คนอื่นทั้งนั้น

ถ้าเธอใช้ชีวิตแบบที่ว่ามา.. แค่ใช้ให้พอไม่ต้องเป็นหนี้บัตรเครดิตยังยากเลย แล้วจะเอาที่ไหนไปเหลือเก็บลงทุนเพื่อตัวเอง? พูด!!

เนี่ยแหละ คือดราม่า คือวงจรอุบาทว์ค่ะ

เราตั้งโจทย์ชีวิตกันแบบนี้หรือไม่ ลองคิดดู

เงินที่บอกว่าจำเป็นต้องใช้   ►   วิ่งไปหาเงิน   ►   เอามาจ่าย   ►   แล้วไม่เหลืออะไร

มันเสี่ยงจะทำให้ลำบากในบั้นปลายนะ นี่เธอกำลังใช้ชีวิตแบบรักตัวเองอยู่รึเปล่า?

ถ้าเธอไม่โฟกัสโดยเริ่มที่ “ให้” ตัวเองก่อน สุดท้าย..จะมีแต่ความทุกข์กังวลใจแถมหน้าเหี่ยวก่อนวัยอันควร (ซึ่งนั่นก็ต้องใช้เงินในการรักษาอีก) คนเราถ้าไม่มีเงิน มีแต่หนี้ นอนหลับสบายมั้ย ความมั่นใจร่อยหรอมั้ย ถามใจตัวเธอดู

โอเค มาดามฟินนี่ หล่อนเริ่มทำให้คนเครียดปวดหัวตึ้บๆกันละ งั้นจะให้ทำยังไง?? 

เนื่องในโอกาสเป็นบทความเปิดตัว มีอะไรจะให้เธอ…

“คาถามออกจากดราม่าเรื่องเงิน”

อันนี้เค้าใช้กันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายทุกเชื้อชาติ ยัดใส่มือให้ เอาไปเลยค่ะ…

“หามากกว่าใช้ ได้มาแล้วเก็บออม ลงทุนแบบมีสติปัญญา”

ธรรมดาไปใช่มั้ย?

แล้วทำได้มั้ยล่ะ?

ถ้ายังทำไม่ได้จงลองทำให้ได้

ทำตามลำดับไปนะคะ ท่องวนไปค่ะ!

ทำอันแรกให้ได้ก่อน อย่าไปริข้ามขั้น เดี๋ยวจะเจ็บแถมจนหนักกว่าเดิม

“หามากกว่าใช้”

ขยันสิ สร้างสรรค์การหาเงินใหม่ๆ ภาระยิ่งเยอะยิ่งต้องสู้ ในขณะเดียวกันก็ลดการใช้จ่ายให้ตัวเบา โดยเฉพาะพวกรายจ่ายประจำทุกเดือน อันไหนตัดได้จงตัด

บ้านกับรถที่บอกว่ามีเพื่อความมั่นคง ถ้ามันเกินกำลัง ผ่อนแล้วชีวิตหนักเกิ๊น นั่นคือเรากำลังสร้างภาพ ลองนั่งลงคิดแบบซื่อสัตย์เราไหวที่ตรงไหน หลายคนแต่ก่อนอยู่บ้านเช่าบ้านหลังเล็กรถไม่มี แต่ชีวิตดี๊ดีไม่ต้องนอนฝันถึงหนี้แบบทุกวันนี้ก็มีเยอะแยะนะคะ #เอาที่ไหว

ปัญหาคือจะถอยหลังตอนนี้มันอาย อันนี้คือโรคร้ายชนิดหนึ่งชื่อ จมไม่ลง

กินอยู่ให้มันตามกำลัง ถ้าเราโพสต์รูปกินดีอยู่ดีน้อยลง เพื่อนไม่มาถามเราหรอก ว่าเธอไม่มีเงินเหรอ แต่ถ้าเพื่อนถาม ให้มองแรงๆ แล้วไม่ต้องพูดอะไร เพื่อนควรจะเงียบไปเอง

กดมันลงเถอะ… พวกค่าใช้จ่าย อย่าให้มันมากดดันชีวิตเรา!

“ได้มาแล้วเก็บออม”

ต้องแปลไทยเป็นไทยอีกมั้ยคะ?

เก็บก่อนใช้เลยค่ะ 10%ตามหลักมาตรฐานสากล แล้วแกล้งความจำเสื่อมว่ามี ทบทวนนานๆทียังได้ เริ่มห้าบาทสิบบาทก็เงิน เริ่มเก็บแล้วค่อยๆ เพิ่มเติมไป อย่ามาตั้งเป้าใหญ่แล้วทำไม่ได้ มันไม่โอเค

“ลงทุนแบบมีสติปัญญา”

ความเสี่ยงจัดการได้ด้วยความรู้ ถ้าไม่รู้ไม่ต้องไปเอา และอย่าโลภ

กองทุน หุ้น อสังหา ธุรกิจ เอาให้ถูกจริตถูกปัญญาที่มี ไม่รู้แล้วอยากรู้ก็ไปเรียน

ซื้อประกันให้ช่วยแยกแยะด้วย นี่ลงทุนหรือคุ้มครองความเสี่ยง อะไรยังไง ถ้าคนขายดูลำบากไม่อยากอธิบาย ซื้อกับคนอื่นค่ะ เราเป็นเจ้าของเงิน เรามีอำนาจ กี่บาทก็เงินเราหามา

สรุปนะคะ วิธีคิดเรื่องเงินแบบไม่ก่อดราม่าให้ชีวิต  …เป็นแบบนี้

มีรายได้   ►   แบ่งเก็บออม   ►   เหลือลงทุน   ►   ส่วนที่เหลือนั่นแหละเอาไว้ใช้จ่าย

คือมันเริ่มจากต้องจ่ายให้ตัวเองก่อน หารายได้เท่าที่อยากได้ แบ่งไปออม แบ่งไปลงทุน แล้วค่อยไปใช้ ถ้าส่วนที่เหลือมันไม่พอใช้ ให้ไปหารายได้เพิ่มแล้วลดรายจ่ายไปด้วย คนที่เกิดจนแต่ตายรวยส่วนใหญ่เค้าใช้สูตรนี้กัน

การตัดเงินออมและการลงทุน คือการตัดอนาคตตัวเอง

วันนี้อินโทรเบาเบาเท่านี้ก่อนนะเธอ 

อยากให้เห็นภาพคร่าวๆ ว่าดราม่าเรื่องเงินมันเริ่มที่ตัวเราเนี่ยแหละ ตั้งหลักดีๆ ค่อยๆ ทำตามคาถาที่ว่า ไม่ต้องซับซ้อนคอมพลิเคตเต็ดเหมือนสเตตัสในเฟสบุ๊คก็ออกจากดราม่านี้ได้ แค่ตัดสินใจแล้วเอาจริง

ถ้ารักตัวเองจริง ต้องจ่ายตัวเองก่อน

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

3 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อไม่ให้รายจ่ายธุรกิจคุณมีปัญหากับสรรพากร!!

สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ ภาษีธุรกิจ 101 เกร็ดความรู้ภาษีธุรกิจที่ทุกคนต้องรู้ กับกูรู Aommoney อย่างพี่ TAXBugnoms ครับผม! สำหรับบทความความรู้เรื่องภาษีในตอนนี้จะเป็นคำอธิบายเพิ่มเติมจากเรื่องที่ใครหลายคนอาจจะสับสนและสงสัยกันมานานแล้วว่า ทำไมชีวิตของเราถึงมีปัญหากับพี่ๆสรรพากรอยู่ได้ ในเมื่อธุรกิจของเรามีรายจ่ายที่ถูกต้องอยู่แล้วนี่นา!!!

 

เมื่อมีปัญหาแบบนี้ ผมขอแนะนำให้เริ่มต้นจากบทความ ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี? อีกสักครั้งหนึ่ง เพื่อปรับทัศนคติให้เข้าใจครับว่า “กำไร” และ “ขาดทุน” ที่บันทึกตัวเลขทางบัญชีนั้น มันมีความแตกต่างกับกำไรและขาดทุนทางภาษีอย่างไรบ้าง และถ้ามีโอกาสผมจะเขียนบทความใหม่ให้อ่านกันเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่งคร้าบบ 😀

 

ถ้าใครเคยอ่านบทความนี้ หรืออ่านจบแล้ว ผมเชื่อว่าคงจะพอเข้าใจถึงความแตกต่างในเรื่อง กำไรหรือขาดทุนทางบัญชี ต้องถูกปรับปรุงให้เป็นกำไรหรือขาดทุนทางภาษีเสียก่อนถึงจะนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ แต่ปัญหาคือมันจะมีรายจ่ายตัวหนึ่งที่มักจะต้องปรับปรุงอยู่เสมอ นั่นคือ “รายจ่ายต้องห้าม” หรือ “ค่าใช้จ่ายต้องห้าม” ซึ่งเป็นรายการที่ทางภาษีไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณ และเราต้องบวกกลับไปในการปรับปรุงกำไรทางบัญชีทุกครั้งทุกคราวไป

 

เพราะฉะนั้น บทความในตอนนี้ ผมจะลงรายละเอียดไปที่หลักเกณฑ์ 3 ขั้นตอนง่ายๆ ที่ให้เจ้าของธุรกิจ หรือคนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจกฎหมายภาษี ใช้เป็นหลักการกลั่นกรองค่าใช้จ่ายตัวเองเสียก่อนครับว่า จะสามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนทางภาษีได้หรือไม่ ?

 

เพราะถ้าหากเราไม่เข้าเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อนี้ ต่อให้เรานำค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาเป็นค่าใช้จ่ายก็สามารถเป็นได้เพียงแค่ค่าใช้จ่ายทางบัญชีเท่านั้น แต่ไม่สามารถเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้แน่ๆ เอาล่ะ เรามาดูกันดีกว่าครับว่ามีขั้นตอนที่ว่านี้มีอะไรบ้าง

 

1. ทุก “รายจ่าย” ต้องมีหลักฐานในการจ่ายเงิน “จริง” ขั้นตอนแรกเป็นขั้นตอนสั้นๆง่ายๆ ซึ่งได้ผลเป็นอย่างมากครับ เพราะหากไม่มีหลักฐานการจ่ายเงิน ซึ่งกฎหมายมองว่าเป็นสิ่งสำคัญในการพิสูจน์ว่าได้มีการจ่ายออกไป และต่อให้เราจ่ายออกไปจริงๆ ก็ตาม อย่างไร ก็ไม่สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ ได้อย่างแน่นอนครับ

 

ดังนั้นสิ่งสำคัญของเจ้าของกิจการทั้งหลาย คือ การจัดเก็บเอกสารที่ถูกต้องและชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หรือเอกสารหลักฐานการจ่ายต่างๆแต่ละใบนั้น ต้องมีอยู่จริง และครบถ้วนตามจำนวน เพื่อที่จะใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณค่าใช้จ่ายทางภาษีได้นั่นเองครับ

 

ยกตัวอย่าง เช่น นายบักหนอม กรรมการบริษัท TAXBugnoms ได้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมร้านไป แต่ไม่มีเอกสารกลับมา ถึงแม้ว่าทางบัญชีจะลงเป็นรายจ่ายได้ แต่ทางภาษีแล้วจะมองว่าการไม่มีหลักฐานนั้น ไม่สามารถถือเป็นรายจ่ายได้ จึงต้องบวกกลับในการคำนวณกำไรเพื่อภาษีครับ

 

2. ทุก “รายจ่าย” ต้องมีความเกี่ยวข้องกับกิจการ “จริง” สำหรับขั้นตอนนี้ เป็นการเพิ่มเติมเสริมจากขั้นตอนแรกครับ นั่นคือ ต่อให้มีเอกสารหลักฐานครบถ้วนก็ตาม แต่ถ้าหากเป็นรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการแล้ว เราก็ไม่สามารถที่จะนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้อยู่ดีครับ ถึงแม้จะจ่ายจริง มีหลักฐานครบ แต่ถ้าโดนพี่สรรพากรตรวจเจอแล้วล่ะก็ บอกได้คำเดียวว่าจบแน่ครับ

 

ยกตัวอย่าง เช่น นายบักหนอม กรรมการบริษัท TAXBugnoms คนเดิม ได้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมบ้านตัวเอง (ส่วนตัว) ไปและได้รับใบเสร็จกลับมาครบถ้วนก็ตาม แบบนี้ต่อให้มีหลักฐานยังไงก็ไม่สามารถถือเป็นรายจ่ายของธุรกิจได้ ก็เพราะว่ามันเป็นรายจ่ายส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทนั่นเองครับ

 

3. ทุก “รายจ่าย” ต้องไม่ผิดตามที่กฎหมายกำหนด “จริงๆนะ” สำหรับขั้นตอนสุดท้ายนี้ ขอบอกเลยว่าค่อนข้างยาก เพราะมันเป็นเรื่องของกฎหมายครับ ซึ่งในขั้นตอนที่ 1 และ 2 นั้น เราย่อมสามารถใช้วิจารณญาณส่วนตัวในการตัดสินได้ แต่ข้อนี้บอกเลยครับว่า ต่อให้จ่ายจริง หลักฐานครบ เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นจนจบกับกิจการก็ตาม แต่ถ้าหากกฎหมายไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย นั่นแปลว่ายังไงก็ไม่สามารถใช้เป็นรายจ่ายได้ครับ 

 

สำหรับรายละเอียดตรงนี้ผมอยากจะให้ลองดูที่มาตรา 65 ตรี ที่ระบุไว้ในกฎหมายภาษีอากรอย่างประมวลรัษฏากรครับว่ามีอะไรบ้าง และถ้าหากอยู่ใน 20 ข้อนี้ก็แปลว่าไม่มีวันใช้ได้อย่างแน่นอนเพราะพี่สรรพากรสั่งห้ามนั่นเองครับ

 

65T

 

 

เป็นไงบ้างครับ กับ 3 ขั้นตอนชวนคิดให้เราพิจารณาเรื่องการเลือกใช้ค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีสำหรับธุรกิจ ผมบอกเลยครับว่าจริงๆแล้วหลักการในแต่ละข้อนั้น มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนอีกมากมาย แต่วันนี้คงต้องขอพักกันไว้แค่นี้ก่อนครับ ไว้ตอนต่อๆไป ผมจะมาอธิบายเพิ่มเติมเงื่อนไขแต่ละข้อที่สำคัญๆ ให้ฟังกันต่อไปคร้าบบ สำหรับวันนี้คงต้องลาไปก่อน สวัสดีคร้าบ 😀

 

Infographic 3 ขั้นตอนง่ายๆ ภาษี ธุรกิจ

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 6-10 กุมภาพันธ์ 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกแล้ววววววววววววววว กับผม อัศวินกองทุน เจ้าเก่า เจ้าเดิม และไม่ได้หนีไปเพิ่มเติมที่ไหนครับ ยังคงเขียนบทความสรุป Weekly Outlook ประจำสัปดาห์ให้กับทุกคนเหมือนเดิมอย่างเช่นเคยครับ

ห่างหายไปกันสักพักในช่วงต้นปี กลับมาอีกทีต้องพบกับความยิ่งใหญ่ของบทความใหม่อย่างแน่นอนครับ โดยในปี 2560 นี้ ผม อัศวินกองทุน ตั้งใจปรับปรุงบทความใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิม โดยเพิ่มเติมหัวข้อต่างๆ ที่น่าสนใจ พร้อมกลยุทธ์การลงทุนที่ไม่เคยบอกใครมาก่อน (ถ้าไม่มีใครถาม ฮ่าๆ) ซึ่งสำหรับสัปดาห์นี้จะเป็นการรายงานภาวะตลาดสำหรับวันที่ 6 – 10 กุมภาพันธ์ 2560 ให้ฟังกันครับ แบบนี้ลองมาดูกันเลยดีกว่าครับผม

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ภาพรวมของตลาด

ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นโลกปรับตัวลงมาครับผม ซึ่งนำโดยตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ และตัวเลข GDP สหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าการคาดการณ์

แต่ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวขึ้นสวนทางกับตลาดหุ้นโลกหลังจากรัฐบาลเปิดเผยงบประมาณการใช้จ่ายทางการคลังที่สูงกว่าการคาดการณ์ของตลาด

ในส่วนของตลาดหุ้นไทยนั้น ปรับตัวลงตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก แม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะออกมาดีโดยเฉพาะการส่งออก ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวขึ้นโดยมีแรงหนุนจากนักลงทุนต่างชาติหลัง Fed คงอัตราดอกเบี้ย

ทางด้านราคาน้ำมัน มีการปรับตัวลงหลังจากตัวเลขปริมาณสำรองน้ำมันดิบสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นกว่าการคาดการณ์มาก ราคาทองคำปรับตัวขึ้นจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์หลังจาก Fed คงอัตราดอกเบี้ยและ GDP สหรัฐฯ ที่ขยายตัวน้อยกว่าคาดการณ์ไว้ครับ

ภาพรวมของตลาดเป็นแบบนี้ ทีนี้เรามาดูกันครับว่า เราควรจะปรับกลยุทธ์การลงทุนอย่างไรบ้าง?

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น  ผมแนะนำให้ชะลอการเข้าลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากค่าเงินเยนที่แข็งค่าตั้งแต่ต้นปีจะกดดันต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนครับผม
  • ตลาดหุ้นยุโรป ต่อให้ตลาดโดยรวมเหมือนจะปรับตัวลง แต่ผมยังคงแนะนำให้ทยอยเข้าสะสมหุ้นยุโรป จากตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนออกมาดีกว่าคาดไว้ครับ
  • ตลาดหุ้นเอเชีย ผมแนะนำให้ทยอยสะสมในตลาดไทย และเกาหลี เพราะจากท่าทีของ Fed ที่ไม่มีการส่งสัญญาณรีบขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.พ. เป็นปัจจัยสนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ ซึ่งผมมองว่าทั้งสองตลาดนี้เป็นตลาดหุ้นที่มีความน่าสนใจที่สุด ณ ตอนนี้ครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ คือ:ทยอยเข้าสะสมหุ้นยุโรป ตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นเกาหลี และตลาดหุ้น A-SHARE และชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, ตลาดหุ้น H-SHARE และ อินเดีย ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ไม่เปลี่ยนแปลงหลังการประชุม Fed มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.50-0.75%
  • พันธบัตรรัฐบาลไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุน้อยกว่า 2- 3 ปี ทยอยปรับตัวลง เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ไทยหลังทรัมป์ยังไม่ให้ความชัดเจนถึงนโยบายเศรษฐกิจ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ ผมแนะนำให้ลดการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว และไปเน้นลงทุนในตลาดเงินแทนครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • น้ำมัน แนะนำครับว่า ควรชะลอการลงทุนในน้ำมัน แม้ประเทศในกลุ่ม OPEC จะลดการผลิตและการส่งออกตามข้อตกลง แต่ราคาที่ปรับตัวดีขึ้นจะทำให้ผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำในสหรัฐฯ เริ่มกลับมาทำการผลิตครับ
  • ทองคำ เช่นเดียวกันกับน้ำมันครับ ผมยังแนะนำให้ชะลอการลงทุนในทองคำ นักวิเคราะห์ยังไม่แนะนำให้เข้าลงทุนในทองคำ เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าในระยะยาว จากเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ขยายตัวดี

คำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้สั้นๆ คือ ชะลอการลงทุนสินทรัพย์ทางเลือกทั้งหมดครับ

เห็นไหมครับว่าทั้ง 3 สินทรัพย์ลงทุนนั้น มีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ซึ่งปีทีแล้วผมมักจะแนะนำให้กระจายความเสี่ยง และลงทุนให้เหมาะสมใช่ไหมครับ แต่ปีนี้ผมอยากจะแนะนำเพิ่มเติมว่า นอกจากการกระจายลงทุนที่ดี เรายังต้องเข้าใจการลงทุนแต่ละประเภทว่ามีความเสี่ยงแค่ไหนด้วยครับ เพราะว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนครับ

สำหรับสัปดาห์นี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สวัสดีครับ!

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 2 ก.พ. 2560  ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

ออกจากงานระหว่างปี… อย่าลืมยื่นภาษีด้วยนะจ๊ะ

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms เจ้าเก่าคนเดิม ผู้ทำหน้าที่เติมความรู้ด้านภาษีให้กับพี่ๆน้องๆทุกคนคร้าบบ สำหรับบทความในวันนี้เป็นเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีอีกแล้วครับ 

วันก่อนมีคำถามจากแฟนเพจ TAXBugnoms รุ่นเก่าแก่คนหนึ่ง ถามถึงเรื่อง การยื่นภาษีในกรณีที่ออกจากงานแล้วเปลี่ยนงานใหม่ ว่ามีเรื่องภาษีอะไรที่ต้องรู้และเตรียมตัวยื่นแบบแสดงรายการให้ถูกต้องกันบ้าง ดังนั้นวันนี้พรี่หนอมถือโอกาสสรุปเรื่องภาษีที่คนเปลี่ยนงานหรือกำลังจะเปลี่ยนงานต้องรู้ ออกมาเป็นเคล็ดลับ 3 ข้อนี้ เพื่อที่ว่าจะได้ยื่นภาษีได้อย่างถูกต้องคร้าบ 

เอาล่ะ .. เรามาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง 

1. รายได้ทุกอย่างในปีนั้นต้องนำมายื่นภาษี 

การเปลี่ยนงาน การออกจากงานระหว่างปี ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในปีนั้น เราต้องนำข้อมูลมายื่นภาษีให้ถูกต้องครับ เช่น ในปี 2558 นายบักหนอมทำงานที่บริษัท ออมมันนี่ จำกัด 5 เดือนแล้วลาออกมานั่งตบยุงเฉยๆ แบบนี้เงินเดือนที่นายบักหนอมได้รับจากออมมันนี่ 5 เดือนนั้นก็ต้องนำมายื่นแบบแสดงรายการภาษีด้วยครับ

 หรือ ถ้าในปี 2558 นายบักหนอมทำงานที่บริษัทอื่นมาเป็นเวลา 3 เดือน แล้วมาทำงานต่อที่บริษัท ออมมันนี่ จำกัด 9 เดือน ก็เท่ากับว่านายบักหนอมจะต้องนำเงินเดือนทั้ง 2 ที่มารวมกันเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเช่นเดียวกันครับ

 สิ่งสำคัญที่อยากจะเน้นย้ำคือ… เมื่อเราออกจากงานแล้ว อย่าลืมที่จะติดตามขอเอกสารหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่ายของปีนั้นๆ จากที่ทำงานเก่าแต่ละแห่ง มาให้ครบถ้วนด้วยครับ ไม่ใช่ว่าออกจากงานแล้วก็ลาลับจบกันไปเลย เพราะแบบนี้อาจจะมีปัญหากับตัวเราได้นะคร้าบ

2. เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็ต้องนำมายื่นภาษีด้วยนะ 

สำหรับเคล็ดลับข้อต่อมา จะเป็นในที่ทำงานเก่าของเรานั้น มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับพนักงาน ซึ่งเราก็จะถูกหักเงินเข้ากองทุนจากเงินเดือนอยู่เป็นระยะๆ ดังนั้นเมื่อออกจากงานแล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาตามหลักกฎหมาย มีดังนี้ครับ

ถ้าอายุงานไม่เกิน 5 ปี

เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้คืนนั้น ต้องนำมารวมคำนวณเป็น เงินได้ เหมือนรายได้จากเงินเดือนทุกประการครับ

ถ้าอายุงานเกิน 5 ปี

เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้คืนนั้น ได้รับสิทธิแยกในการคำนวณภาษีเงินได้ โดยสามารถแยกคำนวณต่างหากจากเงินเดือนในรายการ “เงินได้ที่จ่ายครั้งเดียวเนื่องจากออกจากงาน” ครับ

โดยหลักการสำคัญในการคำนวณเงินกองทุนตรงนี้ TAXBugnoms ขอเพิ่มเติมให้อีก 3 เรื่องครับ 

1) จำนวนเงินที่นำมาคำนวณภาษี คือ เงินได้ส่วนที่เป็นผลประโยชน์ + เงินส่วนที่บริษัทสมทบ เท่านั้น ซึ่งตรงนี้ผมแนะนำให้ดูจากใบหักภาษี ณ ที่จ่ายที่แนบมาตอนได้รับเงินจากกองทุนครับ จะบอกว่ายอดที่นำมาคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นเท่าไร ให้ใช้ยอดนั้นในการยื่นแบบแสดงรายการคร้าบ

2) จำนวนวันที่นับต้องเป็นปีบริบูรณ์ครับ นั่นคือ ปีเต็มๆไม่เม้มว่าไม่ถึง ดังนั้นต้องดูด้วยว่าเราทำงานครบ 5 ปีบริบูรณ์หรือเปล่า ซค่งสามารถแยกยื่นตามหลักการในข้อ 2 ข้างต้นได้ครับ

3) หากไม่ต้องการเสียภาษีสำหรับรายได้ในส่วนนี้ สิ่งที่เราทำได้คือ ขอโอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจากกองทุนเก่า ไปยังกองทุนใหม่ของที่ทำงานแห่งใหม่ครับ ซึ่งจะถือเป็นการโอนย้ายและได้สิทธิไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วยครับ

อ้อ.. มีอีกกรณีหนึ่งที่อยากบอกให้รู้ไว้ครับ นั่นคือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น จะได้รับยกเว้นไม่ต้องมาคำนวณภาษีก็ต่อเมื่อออกจากงานตอนที่มีอายุ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หรือ ตาย หรือ ทุพพลภาพ คร้าบบ

3. กรณีได้รับเงินชดเชยอื่นๆ 

อย่าลืมพิจารณาเรื่องความแตกต่างระหว่างการ “ลาออก” กับ “ไล่ออก” ด้วยนะครับ เพราะถ้าหากเป็นการลาออกจากงานตามความสมัครใจ (เซ็นหนังสือลาออกเอง) แล้วได้รับค่าชดเชย เงินได้ส่วนนี้จะไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายแรงงานแต่อย่างใด และนั่นแปลว่าเราต้องเอามารวมคำนวณภาษีด้วยนะคร้าบบ

สำหรับเรื่องการคำนวณภาษีนั้น ผมได้เคยเขียนบทความไว้ในบล็อกภาษีข้างถนน ชื่อว่า [บทความพิเศษ] สุดยอดวิธีคำนวณภาษีเมื่อออกจากงาน!!! ถ้าหากใครสนใจก็สามารถแวะเข้าไปอ่านกันได้เลยครับ หรือถ้าหากไม่เข้าใจก็ส่งคำถามมาได้ที่เพจ TAXBugnoms ได้เลยคร้าบ

สุดท้ายนี้ สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือ ไม่ว่าจะออกจากงานเมื่อไรหรือแบบไหนก็ตาม สิ่งสำคัญเรื่องหนึ่งที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเราต้องรับผิดชอบก็คือ การคำนวณและยื่นแบบภาษีของตัวเองให้ถูกต้องครับ เพราะมันถือเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี และทำให้ถูกต้องตามกฎหมายนั่นเองคร้าบบบ

โค้งสุดท้ายกับโปรแรงๆ รับการกระตุ้นอสังหาจากภาครัฐ

ที่เล็งซื้อบ้านช่วงนี้มีเฮ ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นอสังหาแบบจัดเต็มถึง 3 มาตรการ ครอบคลุมการซื้อบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ และคอนโด ทั้งมือหนึ่งและมือสอง หลายๆคนที่กำลังมองหาที่อยู่ใหม่หรือลงทุนเพิ่ม ถือว่าเป็นโอกาสที่น่าสนใจทีเดียว เพราะมีหลากค่ายหลายโครงการที่น่าสนใจออกโปรโมชั่นแรงๆ ทั้งลดทั้งแถม ให้สอดคล้องกับการกระตุ้นอสังหาของภาครัฐ ทำเราให้มีตัวเลือกค่อนข้างเยอะ มาดูกันครับว่าเพราะอะไรทำช่วงนี้ถึงเป็นช่วงที่น่าสนใจ เรามาดูกันว่ารัฐบาลมีมาตรการอะไรบ้าง

3 มาตรการกระตุ้นอสังหาจากภาครัฐ

มาตรการแรก ลดค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% เหลือ 0.01% ของราคาประเมิน

เช่น ซื้อบ้านราคา 3 ล้าน ปกติต้องเสียค่าโอน 60,000 บาท แต่ในช่วงมาตรการพิเศษค่าโอนเหลือเพียง 600 บาท

มาตรการสอง ลดค่าธรรมเนียมการจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% ของราคาจำนอง

เช่น ซื้อบ้านราคา 3 ล้าน ปกติต้องเสียค่าจดจำนอง 60,000 บาท แต่ในช่วงมาตรการพิเศษค่าจดจำนองเหลือเพียง 600 บาท

(โดยสองมาตรการนี้ไม่ได้จำกัดมูลค่าอสังหาและมีผลบังคับใช้ถึง 28 เม.ย.59 นี้ครับ)

มาตรการสาม ยกเว้นภาษีเงินได้จากการซื้ออสังหาหลังแรกมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท

(มูลค่าแพงกว่านี้ไม่รับสิทธิ์นะครับ) โดยสิทธิ์ที่ได้รับจะยกเว้นภาษี 20% ของมูลค่าอสังหาเป็นเวลา 5 ปี เช่น ถ้าเราซื้อบ้านราคา 3 ล้าน ได้รับสิทธิ์ 20% คำนวณออกมาเท่ากับ 600,000 บาท นำมาหาร 5 ปีเฉลี่ยได้ปีละ 120,000 บาท หมายความว่า “เราสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีปีละ 120,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี” (มีผลบังคับใช้ถึง 31 ธ.ค.59 นี้ครับ) ถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจทีเดียว

PR news

หลายๆคนคงอยากทราบว่าโปรโมชั่นดีๆแรงๆของโครงการต่างๆมีอะไรน่าสนใจบ้าง ผมคงไม่สามารถยกเอามาไว้ในบทความได้ทั้งหมด เอาเป็นว่าขอยกตัวอย่างโปรที่น่าสนใจสักค่ายนึงล่ะกันครับ อย่างทางค่ายพฤกษาเองก็ไม่น้อยหน้าออกโปรโมชั่นมาเช่นกันใช้ชื่อว่า “Best Buy Moment” ครอบคลุมโครงการพร้อมโอน 160 แห่ง ในช่วงโค้งสุดท้ายของมาตรการลดค่าโอน-ค่าจดจำนองก่อนหมดเวลา โดยมอบส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 1ล้านบาท พร้อมลุ้นรถเบนซ์ CLA250 และทองคำแท่งรวมมูลค่าของรางวัลกว่า 10 ล้านบาท ตัวอย่างแบรนด์โครงการที่เข้าร่วม เช่น พลัมคอนโด, แชปเตอร์ วัน, เดอะ แพลนท์, ภัสสร, เดอะ รีเซิร์ฟ ,บ้านพฤกษา, พฤกษา วิลล์ ฯลฯ

นอกจากนี้ล่าสุด พฤกษายังจับมือกับ 11 ธนาคารพันธมิตร มอบสิทธิพิเศษด้านดอกเบี้ยให้อีก เรียกว่าให้ทุกรูปแบบจริงๆ  

สามารถดูรายละเอียดโปรโมชั่นและโครงการที่ร่วมรายการที่ http://www.pruksa.com/BestBuyMoment หรือโทร. 1739

4 แนวคิดสร้างความมั่งคั่งสไตล์ญี่ปุ่น ด้วยวิถี IKIGAI

เช้าวันหนึ่งมีรุ่นน้องที่ผมสนิทส่งภาพให้ผมมาแล้วบอกว่า ผมน่าจะเป็นคนหนึ่งที่หา “IKIGAI”ให้กับชีวิตได้ เออ… ศัพท์ใหม่หรอวะ? มันคืออะไร มันเป็นรูปภาพวงกลมซ้อนกัน 4 วง และกล่าวถึงว่าทำไมคนเรามันถึงมีความสุขและมีความหมายในการมีชีวิตอยู่ เพราะคนๆนั้นเขามีชีวิตที่โครตครบองค์ประกอบ ผมจะเรียกมันว่าอะไรดี?

????
อิ – คิ – ไก

“ความจริงที่ชีวิตต้องการ” หรอ? เรียก IKIGAI นั่นแหล่ะ ฮาๆ
IKIGAI ถ้าแปลความหมายแบบที่ผมเข้าใจอย่างง่ายๆมันเกิดมาจาก 4 สิ่งได้แก่

1. เป้าหมายที่เราคาดหวัง เกิดจาก สิ่งที่เรารักที่จะทำและโลกต้องการมัน
2. การอุทิศตนให้กับสิ่งนั้นๆ เกิดจาก สิ่งที่เรารักและสิ่งที่เราทำมันได้ดี
3. ความเชี่ยวชาญ เกิดจาก สิ่งที่เราทำได้ดีและสิ่งนั้นตัวเรามีคุณค่า
4. สิ่งที่เราลงมือทำ เกิดจาก สิ่งที่เรามีคุณค่าและสิ่งนั้นโลกต้องการ

พอดูๆแล้วคือแบบ มันใช่หว่ะ! องค์ประกอบที่ทำให้ชีวิตเราโครตเป็นสุขเลยคือเราได้ทุกสิ่งรอบด้านซึ่งนั่นมันจะทำให้เราเกิดประสิทธิภาพในการทำอะไรต่างๆด้วย ซึ่งลองมาสังเกตบุคลิคนักลงทุน ที่ประสบความสำเร็จสิ จะเห็นได้เลยว่าเขามีองค์ประกอบเหล่านี้ทั้งนั้นเลยนะ

  • เขามีเป้าหมายในการสร้างความมั่งคั่ง ไม่ได้มาเล่นๆนะ ลองไปถามดูแต่ละคนดูก็ได้ เขาชอบการลงทุนขนาดไหน ไม่ได้ถูกบังคับให้ลงทุนจนรวยซักคน ถ้าถูกบังคับเนี่ยคงใช้เงินสะบั้นหั่นแหลกไปแล้ว
  • เขาศึกษาอย่างหนักในการลงทุน ไม่ใช่แค่ตั้งคำถามว่า ซื้อหุ้นอะไรดีคะ ซื้อได้ยัง เป้าเท่าไหร่ ทั้งอ่านหนังสือ อ่านข่าว ไปงานสัมมนา ทำการบ้านต่างๆแบบอุทิศตนเลยทีเดียว
  • เขารู้ว่าเขาเชี่ยวชาญวิธีไหนๆและหาตัวเองจนเจอ ไม่ว่าจะเป็น VI TA DCA Quant หรือวิธีใดก็ตามแต่ที่เขาเห็นว่ามันสร้างผลกำไรได้ เมื่อเราเชี่ยวชาญอะไรนะ เราจะรู้ว่าความเสี่ยงอยู่ที่ไหน และต้องทำอย่างไรให้ได้เงิน
  • เขาลงมือทำจนเกิดผลสำเร็จจริงๆ เทรดหุ้นได้เงิน สะสมหุ้นได้ปันผล เกิดความมั่งคั่งให้กับชีวิตได้ พวกนี้ผมว่า Key อีกอย่างที่เขามีคือการพัฒนาและการสร้างวินัยในสิ่งที่ทำด้วยครับ

ผมว่าวิธีคิดนี้มันเจ๋งดีนะครับ ตอนนี้เราก็ต้องกลับมาตั้งคำถามให้กับตัวเราเองแล้วเหมือนกันว่า ที่เราลงทุนๆกันอยู่เนี่ย มันขาดด้านไหนกันบ้าง ถ้าคุณไม่ได้ชอบลงทุนตั้งแต่แรก ไม่ได้ขนขวายหาความรู้ หาหนทางที่ตัวเองถนัดและไม่เริ่มลงมือทำ มันก็ประสบความสำเร็จยากใช่ป่ะ จะทำอะไรสำเร็จได้มันก็ต้องอินกับมันและผลักดันสิ่งต่างๆให้เกิด

ลองดูนะครับ หาความหมายของชีวิตในการลงทุนของตัวเองให้เจอ เชื่อว่าทุกคนประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่งคั่งแน่ๆ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save