ลงทุนกับยุค Silver age ไม่ใช่แค่ “สุขภาพ” แต่เป็น “ไลฟ์สไตล์”

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม หมอนัท ประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้อีกครั้งครับ หลังจากที่ไม่ได้อัพเดตหลายวัน แน่นอนว่าวันนี้ไม่ได้มามือเปล่าแต่ ติดกองทุนที่น่าสนใจกลับมาด้วยครับ

แต่ก่อนอื่นที่เราจะไปรู้จักกองทุนที่เป็นพระเอกของเราในวันนี้ ผมมีคำถามที่จะถามท่านผู้อ่านอยู่ 1 คำถามครับ (ไม่มีรางวัลนะครับแค่อยากถามเฉย ๆ ครับ ฮ่า ๆ )

คำถามนั้นคือ รู้ไหมครับว่า คนช่วงอายุไหน ที่มั่งคั่ง และมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายกับชีวิตประจำวันมากที่สุด ?

ให้เวลา 1 นาที (แต่ผมเชื่อว่าหลายคนคงเลื่อนลงไปดู คำตอบด้านล่างแล้ว……

ใช่ครับ! (เฉลยเลยละกัน คงรู้หมดแล้ว) คนอายุก่อนเกษียณไม่กี่ปี จนถึงช่วง 10 ปีหลังเกษียณ หรืออายุประมาณ 55-70 ปี นั่นเองครับ

ทำไมเป็นเช่นนั้น !! ทั้งนี้ก็เพราะว่าคนเหล่านี้ ได้ทำงานมาทั้งชีวิต และมีเงินเก็บมากขึ้นเรื่อย ๆ จนพร้อมที่จะเกษียณได้อย่างสบายใจ ประกอบกับ จำนวนผู้สูงอายุทั่วโลกเองก็กำลังเพิ่มมากขึ้นครับ

โดยแนวโน้มของประชากรผู้สูงอายุทั่วโลกมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การอนามัยโลกได้ระบุว่า ในปี 2556 โลกใบนี้มีประชากรผู้สูงอายุอยู่ราว 900 ล้านคน หรือประมาณ 11.7% ของประชากรทั่วโลก แต่คาดว่าจะเพิ่มเป็น 21.1% ในปี 2593 หรือจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านคน (อุ…แม่เจ้า !! แก่กันทั้งโลก)

คราวนี้เรามาดูข้อมูลกันต่อครับ ว่าคนที่ใกล้เกษียณ และรวยด้วย ไปอยู่ที่ไหนกัน (เผื่อว่าสาว ๆ คนไหนสนใจ 55+) หยิบปากกาขึ้นมาจดกันดี ๆ นะครับ สาว ๆ

พบว่ากลุ่มประเทศที่ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพของสินค้าผู้สูงวัย ได้แก่ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี ออสเตรเลีย และ สเปน!!! หรือเป็นกลุ่มที่อยู่ในประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้มั่นคงเมื่อเข้าช่วงวัยเกษียณในขณะที่มีสวัสดิการของรัฐที่ดี จึงทำให้มีเงินในการใช้จ่ายในยามเกษียณได้อย่างสบายครับ หรือเราเรียกคนกลุ่มนี้อีกชื่อว่า “Silver Age” ครับ

Silver Age ก็คือ “กลุ่มผู้บริโภควัยเกษียณมั่งคั่ง”

ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพทางการตลาดมาก ๆ เพราะว่า กลุ่มนี้จะทำทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้ตนเอง “แก่ชรา รวดเร็วเกินไป” (#คำว่าแก่ พูดเบา ๆ ก็เจ็บ) หรือ ไม่ยอมให้สุขภาพไม่ดี เนื่องจากมีเงินเยอะ แน่นอนว่าอยากใช้ชีวิตนาน ๆๆๆ

นักลงทุนทั้งหลายหลังจากได้รับข้อมูลเหล่านี้แล้ว แน่นอนครับก็คงพอจะทราบดีว่า จะมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จากกลุ่มประชากรผู้สูงอายุที่จะมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นจากประชากรกลุ่มนี้อย่างแน่นอน และคนส่วนใหญ่จะนึกถึงแต่ “กลุ่ม Healthcare” กันเสียหมด เพราะว่าหลาย ๆ คนคงจะลงทุนอยู่เสียด้วยซ้ำ แต่จริง ๆ แล้ว กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากสังคมผู้สูงอายุในอนาคตอันใกล้นั้น ไม่ได้มีแค่นี้นะครับ แต่มีอีกหลายกลุ่มเลยทีเดียว

เพราะว่ายังมี กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว กลุ่มการเงินและประกัน กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ กลุ่มธุรกิจสถานดูแลคนชรา กลุ่มธุรกิจด้านความปลอดภัย กลุ่มธุรกิจรถยนต์การป้องกันโรค และการชะลอวัย เองก็ถือเป็นสินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐานของคนกลุ่มนี้  

ถึงจะเริ่มแก่แล้ว แต่ความต้องการและจุดหมายในการใช้จ่ายเพื่อให้ตนเองดูดี ดูอ่อนกว่าวัย และ เพื่อความบันเทิงในการใช้ชีวิตยามเกษียณ (ไม่แปลกที่เราจะเห็นคนอายุ 60 ยังวิ่งได้ เดินเหินได้อย่างดี)

คนเกษียณกลุ่มนี้จึงไม่ใช่เป็น “ภาระ” กลายเป็น “โอกาส” ของธุรกิจใหม่ๆ ที่จะตามมาอีกมากมาย

  • อายุประมาณ 55-70 หรืออาจจะมากกว่า 80 ปี หากยังแข็งแรง
  • มีกำลังซื้อมหาศาลเพราะลักษณะของ Baby Boomers คือขยันทำงานและเก็บเงินเก่ง
  • มีความมั่งคั่งมากที่สุดพร้อมจะจ่ายเงินเพื่อซื้อความสุขให้กับตัวเอง
  • ร่างกายยังแข็งแรง ใจยังรักสนุก ชอบเดินทางท่องเที่ยวและทำกิจกรรม outdoor เช่น camping, jogging หรือขี่จักรยาน
  • ยังอยากให้ตัวเองดูหนุ่มสาวไม่แก่ก่อนวัย

ดังนั้นการลงทุนในธีม GLOBAL Silver Age จึงเป็นมากกว่า Healthcare !!

คราวนี้เรามาดูกองทุนที่เป็นพระเอกของวันนี้กันครับ

กองทุนนี้มีชื่อว่า “CIMB-Principal Global Silver Age Fund”  เป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุนที่เน้นลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว (Feeder Fund)

โดยกองทุนหลักเป็นกองทุนจากเมืองน้ำหอม :  Amundi HK – Global Ageing Planet Opportunities Fund บริหารจัดการโดย Amundi Asset Management บริษัทจัดการกองทุนชั้นนำ ที่มีสินทรัพย์ขนาดใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และด้วยกระบวนการจัดการลงทุนที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ กระจายการลงทุนในกลุ่มธุรกิจหลากหลายกว่า 8 กลุ่ม AuM ภายใต้กลยุทธ์ ‘Silver Age’ ขนาดใหญ่กว่า USD 1,333 ล้าน (47,450 ล้านบาท) (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2015)

Global Silver Age เป็นธีมการลงทุนที่จับประเด็น Demographic Megatrend เรื่อง Baby Boomers ที่กำลังทยอยเกษียณในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ที่มีความมั่งคั่ง (Wealth) อย่างมาก

สไตล์การลงทุนนั้น เน้นการคัดเลือกหุ้นทั่วโลกที่มีพื้นฐานดีเป็นหลัก โดยไม่สนใจกับภาพรวมทางเศรษฐกิจมากนัก เน้นหาหุ้นที่ดำเนินธุรกิจได้อย่างดี ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง เป็นผู้นำที่เติบโตได้ดีในกลุ่มธุรกิจนั้น ๆ โดยมีกลุ่มธุรกิจ หรือ กลุ่มอุตสาหกรรม รวมอยู่ในกองทุนนี้ก็ได้แก่

หุ้นเด่นๆ ทั่วโลก 5 อันดับแรกของกองทุน CIMB-Principal Global Silver Age Fund

  1. Allergan บริษัทสัญชาติอเมริกัน ผู้คิดค้นเทคโนโลยี Botox เป็นเจ้าแรก และปัจจุบันยังเป็นผู้นำตลาด Botox และ Filler ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้นใช่ไหมครับ เดี๋ยวนี้สาว ๆ ทั้งหลายก็นิยม
  2. C.R. Bard เป็นบริษัทเครื่องมือแพทย์ขนาดใหญ่สัญชาติอเมริกัน ผลิตภัณฑ์สำคัญ อาทิ เครื่องตรวจการทำงานของลิ้นหัวใจ อุปกรณ์ผ่าตัดรักษาทางเดินปัสสาวะ และเป็นผู้ค

ฟรีแลนซ์ ห้ามหยุด ห้ามพัก ห้ามหัก ณ ที่จ่าย? : 3 เรื่องภาษีที่ฟรีแลนซ์ต้องรู้

เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ก่อนที่หนังเรื่องฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ จะเข้าฉาย ผมได้รับคำแนะนำจากมิตรสหายบก.ท่านหนึ่ง ให้เขียนบทความภาษีสำหรับฟรีแลนซ์โดยเฉพาะ เพราะว่ามีฟรีแลนซ์หลายคนยังสับสนในเรื่องของการภาษีหัก ณ ที่จ่าย บทความตอนนี้เลยเป็นบทความที่เขียนมาเพื่ออธิบายสั้นๆเรื่อง “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” ให้ฟรีแลนซ์ทุกท่านเข้าใจโดยทั่วกันคร้าบบ #ฝากแชร์ด้วยนะครับ

โดยบทความนี้จะแยกออกเป็น 3 เรื่องภาษีที่ต้องรู้สำหรับฟรีแลนซ์ในการทำงาน รวมถึงการคำนวณภาษีเงินได้ของตัวเองให้ถูกต้อง เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาของย้อนหลังกับพี่ๆสรรพากร และที่แน่ๆถ้าฟรีแลนซ์ทั้งหลายคำนวณได้ อาจจะสามารถช่วยเพิ่มรายได้ จากเงินภาษีที่ได้คืนเพิ่มขึ้นก็ได้นะครับ

ข้อที่ 1 : รับเงินเมื่อไร มีรายได้เมื่อนั้น

เมื่อไรก็ตามที่ฟรีแลนซ์อย่างเราๆได้รับเงิน นั่นแปลว่า เรามีรายได้ทันที เพราะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะยึดตามเกณฑ์ที่เรียกว่า เกณฑ์เงินสด โดยคิดตามเงินที่ได้รับจริงในแต่ละปีเท่านั้น ส่วนงานที่ทำเสร็จแต่ยังไม่ได้รับเงินนั้นไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีครับ

แต่สิ่งหนึ่งที่ฟรีแลนซ์ทั้งหลายต้องไม่ลืมนอกจากเรื่องของการเสียภาษี นั่นคือการวางแผนการเงินเพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเอง ซึ่งตรงนี้อ่านละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ ฟรีแลนซ์ก็รวยได้ : 5 วิธีเพิ่มรายได้ฟรีแลนซ์เป็น 2 เท่า

ข้อที่ 2 : การหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ได้แปลว่าจบ

อีกปัญหาหนึ่งที่ฟรีแลนซ์หลายๆคนมักเข้าใจผิด คือ เรื่องของการหักภาษี ณ ทีจ่าย เพราะการที่เราถูกหักภาษีไว้นั้น ไม่ได้แปลว่าเป็นการจ่ายภาษีเรียบร้อยแต่อย่างใด แต่มันเป็นเพียงแค่การนำส่งภาษีไว้ล่วงหน้า และยังมีความหมายแฝงอยู่ในนั้นด้วยว่า พี่ๆสรรพากรรู้แล้วจ้าว่าเรามีรายได้ (แหม่.. ก็เล่นหักภาษีเอาไว้และนำส่งชื่อเราไปขนาดน้านนน ใครไม่รู้ก็บ้าแล้วครับ)

โดยรายได้ที่ถูกหักภาษีไว้ ฟรีแลนซ์อย่างเราๆต้องมีหน้าที่นำไปคำนวณภาษีตอนปลายปีอีกครั้งหนึ่ง เมื่อคำนวณออกมาได้จำนวนภาษีเท่าไร เราค่อยนำภาษีที่ถูกหักไว้จากงานทั้งหมดในระหว่างปีมาหักออกจากภาษีที่คำนวณได้ และส่วนต่างนั่นคือสิ่งที่เราต้องจ่ายเพิ่ม หรือได้คืนภาษีที่ถูกหักไว้เกินต่างหากครับ!

แต่สิ่งที่ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่บ่นเป็นประจำ คือ ตรูมีรายได้ แต่ดันลืมไปไม่ได้ขอใบหัก ณ ที่จ่ายมาด้วยน่ะสิ บางครั้งก็เป็นเช็ค บางครั้งก็เงินสด แบบนี้เกิดปัญหาตอนปลายปีแน่นอนครับ อย่าลืมว่าต้องตามหาเอกสารมาให้ครบ มิฉะนั้นภาษีที่ถูกหักไว้ก็เอามาใช้ไม่ได้นะเออ!

ข้อที่ 3 : ฟรีแลนซ์บางคนอาจจะต้องยื่นภาษีครึ่งปี

สำหรับฟรีแลนซ์บางคน หากมีรายได้ในรูปแบบธุรกิจที่กฎหมายกำหนดไว้ (ประเภทที่ 5-8) ได้แก่ รายได้จากวิชาชีพอิสระ การรับเหมา หรือ การประกอบในรูปแบบพาณิชยกรรมที่ชัดเจน อาจจะมีหน้าที่เสียภาษีครึ่งปีได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นตรวจสอบเรื่องประเภทรายได้และภาษีครึ่งปีให้เรียบร้อยด้วยนะครับ

หรือวิธีสังเกตที่ง่ายที่สุดสำหรับฟรีแลนซ์อย่างเราๆ คือ หลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย (เรียกสั้นๆ คือ ใบหัก ณ ที่จ่าย) ที่ได้มาตอนที่เรารับเงิน เอกสารตัวนี้จะบอกว่าเรามีเงินได้ประเภทไหน หยิบมากางดูมันให้ชัดว่ารายได้นั้นเรานั้นอยู่ในประเภทที่ 5 – 8 หรือเปล่า ถ้าไม่อยู่ก็สบายใจได้ว่าเราไม่มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีครึ่งปีครับ

สุดท้ายแล้ว บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเตือนใจสำหรับคนที่มีปัญหาภาษีอย่างฟรีแลนซ์ ที่ยังไม่เคลียร์เรื่องภาษี แถมยังต้องเจอะเจอปัญหาเรื่องการจัดการรายได้อยู่เสมอ @TAXBugnoms จึงขอย้ำไว้นะครับว่าไม่ว่าเราจะเป็นฟรีแลนซ์แบบไหน จะห้ามหยุด ห้ามพัก มากเท่าไร แต่สำหรับเรื่องภาษีคงบอกได้คำเดียวว่า “ห้ามพลาด” นะคร้าบบบบ

[ซีรีย์ภาษีครึ่งปี] ตอนที่ 2 : วิธีคำนวณภาษีครึ่งปี

ในตอนที่แล้วมีคนถาม @TAXBugnoms มาว่า แล้วหน้าตาของแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 94 นั้นเป็นแบบไหนยังไงล่ะ วันนี้ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหา เลยมีรูปแบบแสดงรายการมาฝากให้ดูกันครับ

หลังจากที่รู้จักหน้าตาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี หรือ แบบ ภ.ง.ด. 94 กันไปเรียบร้อยแล้ว ทีนี้เรามาต่อกันด้วย วิธีการคำนวณภาษีเงินได้ครึ่งปี กันเลยดีกว่าครับ

สำหรับวิธีการคำนวณนั้น จะใช้หลักการเดียวกันกับการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปีไม่มีผิดเพี้ยนเลยครับ โดยแบ่งวิธีการคำนวณออกเป็น 2 วิธี คือ วิธีเงินได้สุทธิ  และ วิธีเงินได้พึงประเมิน (0.5% x รายได้) 

รายได้

สำหรับเรื่องของรายได้นั้น เรามีหน้าที่กรอกข้อมูลรายได้แยกตามประเภทของรายได้ที่เกิดขึ้นจริง หรือที่ได้รับจริงทั้ง 4 ประเภทให้เรียบร้อยครับ

แนะนำให้อ่าน : [ซีรีย์ภาษีครึ่งปี] ตอนที่ 1 : รายได้ 4 ประเภทที่ต้องเสียภาษี

โดยสำหรับการคำนวณภาษีครึ่งปี เราจะกรอกเฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นในเดือนมกราคม – มิถุนายน เพียงเท่านั้นครับ หลังจากนั้นให้ใช้วิธีคำนวณหักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือค่าใช้จ่ายในอัตราเหมาที่กฎหมายกำหนด (ตรงนี้ก็ยังคงใช้หลักการเหมือนการคำนวณภาษีเงินได้ตามปกติเช่นกันครับ)  เอาเป็นว่าหากใครสงสัยเรื่องวิธีการคำนวณภาษี ผมแนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านอีกที ในซีรีย์ชุดภาษีง๊ายง่ายยก่อนนะคร้าบบบ

[ซีรีย์] ภาษีง๊ายง่าย [1] : เงินได้ของเราต้องเสียภาษีไหม? 
[ซีรีย์] ภาษีง๊ายง่าย [2] : เลือกค่าใช้จ่ายให้ถูกต้องงง
[ซีรีย์] ภาษีง๊ายง่าย [3] : ปิดท้ายด้วยค่าลดหย่อน

เมื่อเราจัดประเภทรายได้และค่าใช้จ่ายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมาเราจะนำมาพิจารณาหัก “ค่าใช้จ่ายตามจริง” และ “ค่าใช้จ่ายแบบเหมา” ว่าจะเอาแบบไหนดีครับ

อ้อ..ตรงนี้ขอย้ำนะครับว่า ถ้าหากเรามีเงินได้ประเภทที่ 8 ในส่วนที่ไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามที่กรมสรรพากรได้กำหนดไว้ เราจะต้องเลือกหักค่าใช้จ่ายได้แบบเดียว คือแบบตามจริงเท่านั้นครับ ซึ่งเราสามารถตรวจสอบข้อมูลการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาของกรมสรรพากร ได้ที่ ตารางแสดงอัตราการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา สำหรับเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8

บอกตรงๆครับว่า.. กลุ่มที่จะผิดพลาดเรื่องนี้ โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องยื่นภาษีก็คือ กลุ่มที่ทำธุรกิจค้าขาย ซื้อขายออนไลน์นี่แหละครับที่จะมีปัญหาที่สุด เพราะไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีเงินได้ประเภทที่ 8 และมีหน้าที่ต้องยื่นภาษีครึ่งปีอีกด้วยครับ

เอาล่ะครับ… ทีนี้ผมขอลองยกตัวอย่างการคำนวณง่ายๆให้ดูกันต่อเลยครับ สมมุติว่าถ้านายเกรย์แมนมีการขายของออนไลน์ในช่วง 6 เดือนแรกจำนวน 1,000,000 บาท นายเกรย์แมนจะต้องนำมายื่นแบบแสดงรายการเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ซึ่งสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธีคือการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (ในอัตรา 80% ตามตารางของกรมสรรพากรข้างบนนี้) หรือ เลือกที่จะหักตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ก็ได้ครับ

แต่ด้วยความที่นายเกรย์แมนเป็นคนชุ่ยแถมยังขี้เกียจ แถมยังไม่เคยเก็บเอกสารอีกต่างหาก นายเกรย์แมนเลยเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาไปเลย จึงทำให้เหลือรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเพียง 200,000 บาทเท่านั้น ซึ่งเห็นไหมครับว่า จากรายได้หลักล้าน เมื่อหักค่าใช้จ่ายเรียบร้อยแล้ว ก็เหลือรายได้เพียงนิดหน่อย หรือแค่ 20% เท่านั้นเองครับ

แต่หลักการคำนวณภาษีตามวิธีเงินได้สุทธินั้นยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะนายเกรย์แมนต้องหักพระเอกตัวสุดท้ายที่มีชื่อว่า “ค่าลดหย่อน” ให้เรียบก่อนเสียก่อนจะคำนวณอัตราภาษี ซึ่งเรื่องของค่าลดหย่อนสำหรับภาษีครึงปีนี้ ผมยังมีเรื่องเล่าอีกมากมายครับ ดังนั้นขออนุญาตยกยอดไปต่อกับซีรีย์กันในตอนที่ 3 กันเลยดีกว่าครับ

สุดท้ายนี้… ถ้าใครมีปัญหาสงสัยเรื่องภาษีครึ่งปี อย่าลืมนะครับว่า สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เพจ @TAXBugnoms ตลอดเวลาคร้าบบ

ส่องทำเลโดน … ชีวาทัย เรสซิเดนซ์ บางโพ

ทำเลย่านบางโพอยู่ห่างจากใจกลางกรุงเทพไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่อยู่ในเขตบางซื่อซึ่งถือเป็นรอยต่อระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดนนทบุรี มีวิถีชุมชนเก่าแก่ตามเส้นทางถนนประชาราษฎร์สาย 1 ที่ทอดตัวขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา และมีเอกลักษณ์ที่สำคัญของย่านคือแหล่งค้าไม้ที่มีชื่อเสียงบริเวณซอยประชานฤมิตรที่อยู่ไม่ไกลจากแยกบางโพนั่นเอง

หลังจากที่รัฐเริ่มก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินผ่านย่านบางโพ ตำแหน่งสถานีอยู่ตรงสี่แยกบางโพพอดิบพอดี ส่งผลให้ความเจริญเข้ามาสู่ย่านนี้อย่างรวดเร็วมีโครงการคอนโดผุดขึ้นจำนวนมาก เนื่องจากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเป็นสายเดียวที่วิ่งวนเป็นวงกลม (Circle Line) รอบกรุงเทพเชื่อมต่อไปรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆได้เกือบทุกสาย ประกอบกับสถานีบางโพอยู่ใกล้กับสถานีเตาปูนและบางซื่อ ซึ่งเป็นสถานีที่โดดเด่นมากเพราะสถานีเตาปูนเป็น Interchange Station เชื่อมต่อกับสายสีม่วง และสถานีกลางบางซื่ออนาคตจะเป็นศูนย์กลางคมนาคมระบบรางของประเทศไทย นอกจากนี้รัฐยังมีโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่มีชื่อว่า “สัปปายะสภาสถาน” ที่ใช้งบประมาณการก่อสร้างสูงถึง 12,000 ล้านบาท พร้อมด้วยสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่บริเวณแยกเกียกกายที่อยู่ไม่ห่างจากแยกบางโพ

เรื่องวิวทิวทัศน์ก็มีความโดดเด่นเช่นกัน คอนโดด้านที่หันมาทางแม่น้ำเจ้าพระยาจะได้เห็นโค้งน้ำรูปตัวยูสวยสุดลูกหูลูกตา โดยเฉพาะตำแหน่งทิศตะวันตกเฉียงใต้จะเห็นสัปปายะสภาสถานอยู่คู่กับแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย และที่สำคัญพื้นที่โดยรอบรัฐสภาแห่งใหม่นี้เป็นพื้นที่ห้ามสร้างตึกสูงซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าจะเห็นวิวสวยๆอย่างนี้ไปอีกนาน ผมคิดว่าย่านบางโพเหมาะทั้งอยู่อาศัยเองและลงทุน เพราะอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมือง มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน และเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ทำเลที่มีครบแบบนี้หายากนะครับ

นอกจากนี้การเดินทางที่ไม่ใช้ระบบรางก็สะดวกสบายเช่นกัน ทางรถยนต์มีทางขึ้นทางด่วนอยู่ไม่ไกล รถประจำทางก็มีผ่านอยู่หลายสาย เรือก็มีเรือด่วนเจ้าพระยาซึ่งกำลังปรับปรุงท่าน้ำบางโพใหม่สามารถขึ้นที่ท่าน้ำบางโพได้เลย ส่วนอาหารการกินมีห้าง ตลาดสด ร้านค้าสะดวกซื้อ และร้านค้าตามชุมชนอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ความเจริญที่เข้ามาอย่างรวดเร็วทำให้คอนโดน้อยใหญ่ทั้งจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดแห่กันเข้ามาทำโครงการอย่างคึกคัก รวมถึงบริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) ที่เปิดคอนโดใหม่ภายใต้ชื่อโครงการว่า ชีวาทัย เรสซิเดนซ์ บางโพ (Chewathai Residence Bang Pho)  เป็นคอนโด High Rise สูง 24 ชั้น อยู่ห่างจากรถไฟฟ้าสถานีบางโพเพียง 80 เมตร

โครงการ ชีวาทัย เรสซิเดนซ์ บางโพ อยู่ภายใต้คอปเซ็ปต์ The Ultimate Selection ใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อให้โครงการออกมาดีสุด โดยโครงการขายห้องแบบ Fully Furnished ด้วยเฟอร์นิเจอร์สั่งทำพิเศษเฉพาะโครงการในราคาเริ่มต้น 3.9 ล้านบาทและราคาต่อตารางเมตรที่ 125,000 บาท จุดเด่นของโครงการอันดับแรกหนีไม่พ้นเรื่องทำเลที่ตั้งใกล้รถไฟฟ้ามาก แล้วยังมีอีกหลายจุดเด่นที่น่าสนใจได้แก่ เห็นวิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาสวยมากแห่งหนึ่งของกรุงเทพจากชั้นดาดฟ้าคอนโดเพราะทั้งสระว่ายน้ำและฟิตเนสถูกยกขึ้นไปไว้ที่ชั้นบนสุด, จำนวนยูนิตน้อยมีเพียง 172 ยูนิตด้วยการทำขนาดห้องเริ่มต้นที่ใหญ่กว่าโครงการทั่วไปที่ 33.5 ตารางเมตร, จำนวนที่จอดรถรวมซ้อนคันประมาณ 80% ซึ่งมีเพียงพอแม้วันที่จอดรถแน่น, ระยะจากพื้นถึงฝ้าสูงถึง 2.8 เมตร โดย 2 ชั้นบนที่มี penthouse พื้นถึงฝ้าสูงพิเศษถึง 3.0 เมตร ทำให้ห้องดูโปร่งโล่งสบาย และการออกแบบโครงการในสไตล์ Modern Contemporary ผสานไว้ซึ่งกลิ่นอายของความเป็นไทยให้สอดคล้องกับย่านชุมชนเก่าแก่

สรุปแล้วถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจ ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยโครงการใกล้เคียงไปบ้างแต่แลกด้วยทำเลที่โดดเด่น ยูนิตน้อยให้เฟอร์นิเจอร์ Fully Furnished แบบจัดเต็ม และการออกแบบที่หรูหรามีระดับครับ ใครสนใจดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ www.residencebangpho.com

3 เหตุผล ที่คนชอบเข้าใจผิด คิดว่าคอนโดแบรนด์ดังดีกว่า

เชื่อว่าคำถามนี้คงอยู่ในใจหลายคน เพราะคอนโดราคาเป็นหลักล้านซื้อมาแล้วไม่ชอบอยากเปลี่ยนไม่ใช่ทำกันได้ง่ายๆ และคอนโดแต่ละโครงการแต่ละห้องมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันทำให้เลือกซื้อคอนโดไม่ง่ายเหมือนซื้อ iPhone เลือกเดี๋ยวเดียวก็ได้แล้ว

การซื้อคอนโดก็เหมือนกับสินค้าอื่นๆทั่วไป ตรงที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความมั่นใจกับคอนโดแบรนด์ดังของผู้ประกอบขนาดใหญ่มากกว่าแบรนด์เกิดใหม่ของผู้ประกอบการหน้าใหม่

แต่ผู้ซื้อคอนโดแบรนด์ดังต้องยอมจ่ายค่าแบรนด์ซึ่งถูกบวกเข้าไปในราคาต่อตารางเมตรนั่นเอง ทำให้คอนโดปกติที่คล้ายกันในทำเลเดียวกันราคาต่อตารางเมตรของคอนโดแบรนด์ดังสูงกว่าแบรนด์เกิดใหม่

บางคนอาจแย้งว่าทำไมราคาต่อตารางเมตรของคอนโดแบรนด์ดังที่ตนเคยซื้อมาถูกกว่าคอนโดแบรนด์เกิดใหม่อีก นั่นเป็นเพราะมันมีหลายปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อราคาต่อตารางเมตร อาทิเช่น โครงการเปิดมาก่อนเป็นราคาในอดีต ทำเลไกลรถไฟฟ้ามากกว่า ทำเลห่างจากใจกลางเมืองมากกว่า ออกแบบมาลดที่จอดรถหรือส่วนกลางลง และวิวไม่สวยเห็นเมรุหรือตึกร้าง เป็นต้น

มาลองดูกันครับว่า สิ่งที่คนซื้อชอบเข้าใจผิดคิดว่าแบรนด์ดังดีกว่ามีอะไรบ้าง

ข้อแรก มีโอกาสผ่าน EIA และสร้างตึกเสร็จมากกว่า

จากประสบการณ์ของผมโอกาสน่าจะพอกัน หลายร้อยโครงการทั้งจากแบรนด์ดังและไม่ดังก็มีปัญหาสร้างไม่ได้หรือสร้างไม่เสร็จเหมือนกัน เช่นถูกคัดค้านจากชุมชนรอบข้าง

ข้อสอง โครงการสร้างเสร็จล่าช้า

ซึ่งมีหลายสาเหตุมาก เช่น น้ำท่วม ปัญหากับบริษัทก่อสร้าง อันนี้ก็แล้วแต่ดวงของแต่ละคนครับ  และ

ข้อสาม ปัญหาโครงสร้าง วัสดุที่ใช้ และการเก็บงานไม่ดี

เป็นปัญหาคลาสสิกที่พบเจอบ่อยที่สุด ผู้ซื้อจะเห็นปัญหาตอนที่ดูของจริงช่วงใกล้โอนจึงควรตรวจตราอย่างละเอียด ไม่เว้นแม้คอนโดราคาหลายสิบล้าน น้ำรั่ว วัสดุด้อยคุณภาพ เก็บงานไม่เรียบร้อยก็มีให้เห็นกันครับ 

บทสรุป

ถึงแม้คอนโดแบรนด์ดังจะมีปัญหาหลายๆอย่าง ที่ไม่แตกต่างไปจากคอนโดแบรนด์เปิดใหม่ แต่ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ จากการขายต่อง่ายกว่า ได้ราคาดีกว่า หาคนเช่าง่ายกว่า และคุณภาพการให้บริการครบถ้วนกว่า ที่สำคัญก่อนซื้อต้องดูราคาประกอบด้วย ไม่ควรต่างกันมากจนเกินไปนัก และตอนคอนโดสร้างเสร็จได้เห็นของจริงก็ควรตรวจอย่างละเอียด เพราะความมั่นใจว่าคอนโดออกมาสวยกับสภาพคอนโดของจริงอาจไม่เหมือนกันครับ

สร้าง PASSIVE INCOME จากข้าวมันไก่ (และไส้กรอกอีสาน)

 

“ทำอะไรก็เป็น Passive Income ได้หมดแหละ ถ้ารู้วิธีสร้าง “ระบบ” ให้คนอื่นช่วยทำงานได้” – The Money Coach –

 

ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเปิดร้านขายข้าวมันไก่อยู่หน้ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ก็เหนื่อยทุกวัน เพราะสองสามีภรรยาต้องนั่งเฝ้าร้านทั้งวันตั้งแต่สายๆยันหัวค่ำ

 

ครั้นจะไว้ใจลูกจ้างชาว AEC แล้วปล่อยให้ทำกันเองหรือก็ใช่ที่ เพราะถ้าเผลอไม่ยืนเฝ้า มีหวังสับไก่แบบลดแลกแจกแถม หรือไม่ก็ทำงานใจลอย ไม่เรียกไม่ชวนลูกค้าเข้าร้าน ฯลฯ

 

พอได้นั่งคุยกัน เขาบอกว่าตัวเขาเองอยากกลับไปอยู่บ้านเกิดที่ขอนแก่น แต่ติดว่าเสียดายร้านที่กรุงเทพ เพราะมีลูกค้าขาประจำอยู่มาก รายได้ดี เดือนๆหนึ่งกำไรหลายหมื่นบาท

 

ได้ยินเรื่องของเขา ผมก็อุตริแนะว่าให้กลับบ้านเลย ยกร้านให้ลูกจ้างดู แบ่งกำไรกับเขาไปเลย วันหนึ่งขายใช้ไก่กี่ตัว ถ้าขายหมดควรได้กำไรเท่าไหร่ ก็บอกเลยว่า เราขอวันละเท่านี้ โอนเงินให้เราทุกวัน ที่เหลือเท่าไหร่ก็เอาไป

 

เราอุตริพูดแนะนำไป … แต่มันเอาจริง

 

ไม่นานหลังจากคุยกัน ลูกศิษย์ผมคนนี้ได้ย้ายกลับไปบ้านเกิดที่ขอนแก่น โดยไม่ต้องปิดร้านที่กรุงเทพ รายได้จากร้านข้าวมันไก่ส่งเข้ากระเป๋าเป็นประจำ แม้จะลดลงจากตอนที่ต้องเฝ้าต้องลงมือสับไก่เอง แต่ก็ไม่ต้องเหนื่อยทุกวัน มีเวลาจัดการชีวิตด้านต่างๆ มากขึ้น

 

เมื่อถามว่าไม่กลัวลูกจ้างที่กรุงเทพโกงรึ … เขาตอบทันทีว่า แค่โอนเงินให้ช้า หรือน้อยกว่าปกติ เราก็น่าจะรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น 2-3 วันก็ตรวจสอบได้แล้ว และเดี๋ยวนี้กรุงเทพ-ขอนแก่นเดินทางไม่นาน มีอะไรก็บินลงมาเคลียร์ได้ ไม่ถือว่าช้าเกินไป

 

แค่ปลดล๊อคความเชื่อว่า เราทำเองดีที่สุด เราทำเองกำไรที่สุด เปลี่ยนเป็นให้โอกาส ให้คนอื่นมีงานทำ มีรายได้เพิ่ม เพิ่มความรู้สึกเป็นเจ้าของให้กับลูกจ้างหรือคนที่ทำงานให้เรา มีระบบตรวจสอบตรวจทานความผิดปกติได้

 

เพียงเท่านี้เราก็สามารถเปลี่ยนธุรกิจส่วนตัวที่ต้องทำทั้งหมดด้วยตัวเอง เป็น​ “ทรัพย์สิน”​ ที่สร้าง Passive Income ได้แล้ว

 

แล้วอย่างนี้ไม่กลัวลูกจ้างยักยอกเงินบ้างเหรอ?

 

เรื่องแบบนี้ทำใจไว้ได้เลยครับว่า มีรั่วไหลบ้างแหละ ขนาดบริษัทใหญ่ๆ ยังโดนฝ่ายจัดซื้อโกง หรือหาผลประโยชน์ให้ตัวเองได้เลย ดังนั้นโจทย์ของการจัดการร้านแบบนี้ ก็เหมือนกับเราลงทุนให้หุ้นส่วน (ลูกจ้าง) โดยเขาออกแรง เราออกเงิน แล้วแชร์ผลประโยชน์กัน กำหนดผลตอบแทนการลงทุนให้ชัด ที่เหลือคนออกแรงเอาไป เท่านั้นก็จบ

 

หลักคิดง่ายๆของการสร้าง Passive Income จากธุรกิจ ก็คือ DO NOTHING, CONTROL EVERYTHING หรือสร้างธุรกิจให้มีระบบที่เราไม่ต้องลงมือทำเอง แต่ควบคุมและตรวจสอบได้ทั้งหมด

 

เริ่มจากกิจการที่มีกำไรมากพอ พอที่จะจ้างคนอื่นทำงานได้ (และได้กำไรตามต้องการ) จากนั้นก็แค่ วางระบบ – วางมือ – วางใจ เพียงเท่านี้ เราก็ทำธุรกิจเป็นทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสดได้แล้ว

 

อีกกรณีเป็นเจ้าของกิจการไส้กรอกอีสาน จากเดิมที่ต้องขี่มอเตอร์ไซต์ขายไส้กรอก 6 ลูก 20 บาท พร้อมด้วยผักหยิบมือและพริกสดนิดหน่อย (นึกถึงแล้วเปรี้ยวปาก 555) ตระเวนไปทั่วย่านที่ตัวเองพักอาศัย ตรงโน้นที ตรงนี้ที

 

เริ่มเปลี่ยนแนวด้วยการลงทุนออกมอเตอร์ไซต์ (ซึ่งออกกันง่ายเหลือเกินบ้านเรา) แล้วรับไส้กรอกมาขายมากขึ้นกว่าเดิม จ้างคนขาย 5-6 คน วิ่งขี่มอเตอร์ไซต์ขายไส้กรอกแทนตัวเอง

 

ขายยังไงก็ได้ จะแถม จะโปรโมชั่นได้หมด สุดท้ายต่อวันขอแบ่งรายได้กันตามกำหนด เช่น วิ่งขายทั้งวันขอ 800 บาท ที่เหลือคนขายเอาไปหมดเลยก็ยังได้ (อารมณ์ประมาณให้เช่าแท็กซี)

 

ฟังแล้วเลยถามว่า ไม่กลัวเขาขี่มอเตอร์ไซต์หนีไปเลยเหรอ?

 

คำตอบ คือ เรารู้จักคนที่มาขายให้ ติดต่อติดตามได้ไม่ยาก แต่ถ้าสุดท้ายโชคร้ายจริงๆ เต็มที่ก็แค่กัดฟันส่งมอเตอร์ไซต์เขาไปทุกเดือน 555

 

วางระบบ: จัดเตรียมพาหนะ สินค้าที่พร้อมจะขาย มีระบบตรวจสอบรายได้ที่ควรจะเป็นจากของที่เหลือจำหน่าย

 

วางมือ: ให้คนอื่นออกไปขายแทน ทำแทน แบ่งปันกำไรที่ควรจะได้ให้เขาไป แต่เราก็ทำงานได้มากขึ้น จากจำนวนคนและเวลาที่เพิ่มขึ้น

 

วางใจ:  กำไรคงมีรั่วไหลบ้าง แต่ก็ตรวจจับได้ ดูแลลูกค้าอาจไม่ดี 100% เท่าเรา แต่เอาเหอะ เรื่องแบบนี้ฝึกและสอนกันได้

 

ในอีกมุมหนึ่ง การเปลี่ยนรายได้จากกิจการส่วนตัว ไปสู่ธุรกิจที่เป็นทรัพย์สินและสร้าง Passive Income ไอเดียจะคล้ายกันกับแนวคิด เงินสี่ด้าน (ESBI) ของโรเบิร์ต คิโยซากิ (ผู้เขียนหนังสือขายดี “พ่อรวยสอนลูก”) ที่ว่า

 

การย้ายจากด้านกิจการส่วนตัว (S) ไปสู่ด้านธุรกิจที่เป็นทรัพย์สิน (B) นั้นจุดแตกต่างสำคัญ คือ การลงมือทำงานเอง หรือใช้เวลาคนอื่น และให้คนอื่นทำงานให้ (Other People’s Time, OPT) ซึ่งหัวใจก็คือ การสร้างระบบควบคุม นั่นเอง

 

และก็อย่างที่เห็น คำว่า​ “ระบบ” ที่ว่านี้ หาใช่อะไรที่ซับซ้อนแต่อย่างไร ตรงกันข้ามกับเรียบง่ายและสบายๆ เสียด้วยซ้ำ

 

มองในอีกมุมหนึ่ง Passive Income จึงไม่ใช่อะไรที่ยาก หรืออะไรที่ใหม่เลย และใครๆก็สามารถมีมันได้ เพียงเข้าใจหลักคิดสำคัญเพียงนิดเดียว … นิดเดียวจริงๆครับ

 

moneyCoach-01

[ซีรีย์ภาษีครึ่งปี] ตอนที่ 1 : รายได้ 4 ประเภทที่ต้องเสียภาษี

ว่ากันว่า… มีอยู่สองสิ่งที่มนุษย์หนีไม่พ้นในชีวิต “หนึ่งคือความตาย สองคือการเสียภาษี” ซึ่งตัวผมเองเชื่อว่าความตายคือสิ่งที่เราทุกคนหนีไม่ได้แน่ๆครับ ส่วนเรื่องของภาษีนั้น เราอาจจะไม่ต้องหนี แต่เลือกที่จะทำให้ถูกวิธีน่าจะดีกว่า จริงไหมครับ

ถึงแม้ว่าเรื่องราวของ “ภาษี” นั้น จะเป็นปัญหาหลักในชีวิตของทุกคน ตั้งแต่เรื่องง่ายๆอย่างความหมายของ การวางแผนภาษี การหนีภาษี และการเลี่ยงภาษี ไปจนถึงความรู้เรื่องการคำนวณภาษีและยื่นแบบแสดงรายการภาษีด้วยตัวเอง ซึ่งแรกๆตอนที่มีเรารายได้ไม่เยอะ ต่อให้ไม่ยื่นภาษีก็คงไม่เป็นปัญหาเท่าไร แต่มันอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาในอนาคตได้ ถ้าหากเรามีรายได้เป็นจำนวนมาก แต่ยังคำนวณภาษีของตัวเองไม่ถูกต้อง!!

ดังนั้นในช่วงนี้ เราจะมาพูดคุยกันในเรื่องของ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่เป็นภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไปอย่างเราๆ หรือจากหน่วยภาษีที่กฎหมายกำหนด ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้ตัวดีว่าตัวเองมีหน้าที่จะต้องนำข้อมูลของเราที่เกิดขึ้นในระหว่างปีไปคำนวณและยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้กับพี่ๆสรรพากรในเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป ใช่ไหมครับ? และนั่นคือสิ่งที่เรียกว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปีนั่นเอง

แต่.. สำหรับ รายได้บางประเภท กฎหมายยังใจดี (หรอ?) กำหนดให้คนที่มีเงินได้ต้องมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการที่มีชื่อว่า ภ.ง.ด. 94 เพื่อเสียภาษีล่วงหน้าสำหรับรอบครึ่งปี สำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน อีกด้วยครับ โดยรายได้ที่ว่านั้นคือ รายได้หรือเงินได้ประเภทที่ 5 ถึง 8 นั่นเองครับ ซึ่งประกอบด้วยรายการดังต่อไปนี้

เงินได้ประเภทที่ 5 หรือเงินได้ตามมาตรา 40(5) คือ เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สินต่างๆ

เงินได้ประเภทที่ 6 หรือเงินได้ตามมาตรา 40(6) คือ เงินได้จากวิชาชีพอิสระต่างๆ เช่น วิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลป(แพทย์) วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอื่นที่กฎหมายกำหนด

เงินได้ประเภทที่ 7 หรือเงินได้ตามมาตรา 40(7) คือ เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระ ในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ เช่น การรับเหมาก่อสร้าง

เงินได้ประเภทที่ 8 หรือเงินได้ตามมาตรา 40(8) คือ เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในประเภทที่ 1 ถึงประเภทที่ 7

สำหรับตัวอย่างของเงินได้แต่ละประเภทนั้น ลองดูรายละเอียดตาม Infographic สวยงามที่รูปด้านล่างได้เลยนะคร้าบบ

แล้วมีรายได้เท่าไรถึงต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ครึ่งปี?

เมื่อมีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีภาษี เราจะมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ ก็ต่อเมื่อมีเงินได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดดังนี้ครับ

– กรณีไม่มีคู่สมรสต้องมีเงินได้เกิน 30,000 บาท
– กรณีมีคู่สมรสไม่ว่าฝ่ายเดียวหรือทั้งสองฝ่ายต้องมีเงินได้พึงประเมินรวมกัน เกิน 60,000 บาท

จากตรงนี้ขอเน้นย้ำอีกทีนะครับว่า ถ้าหากมีรายได้ถึงเกณฑ์เมื่อไร เรามีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี ถึงแม้ว่าจะไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีก็ตามคร้าบบ

หลักการและระยะเวลาสำหรับการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี

สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี มีกำหนดให้ยื่นภายในสิ้นเดือนกันยายนของแต่ละปี หรือภายในวันที่ 30 กันยายน ด้วยแบบแสดงรายการที่มีชื่อว่า ภ.ง.ด. 94 แต่ถ้าเป็นการยื่นแบบผ่านทางอินเตอร์เน็ตแล้วล่ะก็ … เราจะได้สิทธิพิเศษโดยขยายกำหนดเวลาชำระเงินออกไปถึง วันที่ 8 ตุลาคม 2558 เพื่ออำนวยความสะดวกและลดการใช้กระดาษ ตามโครงการร่วมชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ของกรมสรรพากรครับ (โครงการ RD Carbon Credit) ซึ่งช่วยให้เราประหยัดเวลาได้มากขึ้น แถมยังมีเวลาโอ้เอ้ไม่ต้องรีบยื่นแบบซะด้วย (อิอิ)

อย่างไรก็ตาม ภาษีครึงปีที่เราได้เสียไว้นั้น สามารถนำภาษีครึ่งปีที่เสียไปเป็นเครดิตออกจากภาษีสิ้นปีได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ครับ

สมมุติว่า นายเกรย์แมนได้ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีไปแล้วจำนวน 5,000 บาท พอสิ้นปีนาเกรย์แมนคำนวณภาษีได้จำนวน 8,000 บาท นายเกรย์แมนก็ชิวๆสบายๆ จ่ายภาษีเพิ่มแค่ 3,000 บาทเท่านั้น (คำนวณโดย 8,000 – 5,000)

แต่ถ้าหากนายเกรย์แมนคำนวณภาษีได้แค่ 4,000 บาท นายเกรย์แมนก็สามารถขอคืนภาษีที่ชำระไว้เกินตั้งแต่ครึ่งปีจำนวน 1,000 บาทได้เช่นเดียวกันครับ (คำนวณโดย 4,000 – 5,000)

ยื่นแบบล่าช้า/ไม่ได้ยื่นแบบมีโทษอย่างไร

สำหรับผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแต่ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ภายในกำหนดนั้น ถือว่ามีความผิด และจะต้องรับผิดโดนการเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน (เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน) ของเงินภาษีที่ต้องชำระและต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาทอีกด้วยครับ

สรุปสั้นๆง่ายๆก็คือ ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตรา 1.5% ต่อเดือน และค่าปรับจำนวนไม่เกิน 2,000 บาท (ซึ่งในทางปฎิบัติแล้วจะปรับจริงเพียงแค่ 200 บาทเท่านั้นครับ)

สำหรับตอนนี้ก็เป็นตอนแรกที่เราได้ทำความรู้จักกับเจ้าภาษีเงินได้ครึ่งปีแล้วนะครับว่า เงินได้ประเภทไหนและใครบ้างที่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีบ้าง รวมถึงรู้จักกับกำหนดระยะเวลายื่นแบบพร้อมกับโทษกันไปเรียบร้อยแล้ว ในตอนต่อไปเราจะมาเข้าใจถึงวิธีการยื่นแบบแสดงรายการภาษี และขั้นตอนการคำนวณภาษีกันต่อครับ ซึ่งถ้าใครมีปัญหาสงสัยเรื่องภาษีครึ่งปี สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เพจ @TAXBugnoms ตลอดเวลานะคร้าบบ

แพงมันคืออะไร (ฉบับอธิบายลูกหลาน)

แพงคืออะไรคะคุณแม่

 

สัปดาห์ที่ผ่านมาเราโพสข้อความเกี่ยวกับการสอนเด็กๆให้รู้จักคุณค่าของเงินจากการให้เงินค่าขนม แม้ว่าผู้เขียนจะไม่มีลูก แต่ก็ได้รับคำสอนเกี่ยวกับการใช้เงินมาจากพ่อแม่ รวมถึงการพูดคุยกับรุ่นพี่และผู้ใหญ่วัยเก๋าที่มีวิธีการสอนลูกที่น่าสนใจ จึงรวบรวมและถ่ายทอดเป็นบทความเพื่อจะได้เป็นประโยชน์กับทุกท่านได้ลองนำไปปรับใช้ให้เข้ากับครอบครัวตนเองนะจ๊ะ

 

ความเชื่อหนึ่งที่อยากจะเขียนเรื่องการสอนเงินให้เด็กเพราะพฤติกรรมต่างๆเกิดขึ้นจากครอบครัว เราปลูกข้าวก็ได้ข้าว ไม่มีทางที่จะปลูกข้าวแล้วได้ต้นมะม่วง มันเป็นสัจธรรมที่ทุกคนเข้าใจกันอยู่แล้ว เรื่องการเงินก็เช่นกัน ผู้ปกครองสอนลูกใช้เงินอย่างไร เด็กโตขึ้นก็จะเป็นไปตามที่เราสอน

 

การเงินไม่ใช่เรื่องของจำนวนเงิน

แต่เป็นเรื่องของวิธีคิดเกี่ยวกับการใช้เงิน

 

ความรักทำให้ทุกอย่างสวยงาม ในขณะเดียวกันก็ทำร้ายคนให้เจ็บเจียนตายได้เช่นกัน ความรักของพ่อแม่ที่หวังดีกับลูกโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนนั้นเป็นความรักที่ไม่มีอะไรมาเปรียบเทียบได้ มันสวยงามเกินคำบรรยาย แต่เราจะรู้ไหมว่าความรักนั้นกำลังทำร้ายลูกตนเองอยู่ด้วยเช่นกัน

 

ดังนั้น เริ่มปลูกฝังความคิดเกี่ยวกับการใช้เงินที่เหมาะสมให้กับลูกหลานตั้งแต่เรายังมีชีวิตอยู่กันดีกว่านะคะ เพื่อเป็นการปูทางให้เขาแก้ไขปัญหาให้ตนเองได้ในอนาคตในช่วงที่เราหมดลมหายใจไปแล้ว เรามาเริ่มตั้งแต่ตอนนี้กันเลยดีกว่านะจ๊ะ ^_^

 

เรื่องนี้มีอยู่ว่า…….

แพง1

 

 

แพง2

 

 

แพงคืออะไรคะ

 

 

แพง4

 

 

ภาพตกใจ

 

 

แพง6

 

ลูกสาวของพี่ที่ทำงานอยากกินไอติมราคา 40 บาท แต่คุณแม่มองว่าราคาแพงไป ไม่เหมาะสมกับวัย น่าจะกิน 10 บาทก็พอแล้ว แต่ถ้าตอบว่าไม่ให้ซื้อก็ไม่ได้เพราะจะทำร้ายจิตใจมากเกินไป แล้วครั้งต่อไปก็อาจจะมารบเร้าให้ซื้ออีก จึงต้องหาวิธีอธิบายให้เด็กเข้าใจ

 

วิธีที่เขาสอนให้ลูกสาวรู้จักค่าของเงินนั้นน่าสนใจมากๆ เขาจะไม่ให้แบงก์ 50 หรือแบงก์ 100 ไปซื้อไอติม เพราะมันเป็นเพียงกระดาษใบเดียวที่เด็กยังแยกแยะไม่ได้ว่ามูลค่ามากหรือน้อย

 

พี่คนนี้เขาให้เหรียญบาทแทนแบงก์ แล้วสอนนับเลขว่า "เลข 10" กับ "เลข 40" อะไรมากกว่ากัน เมื่อเด็กนับเหรียญก็จะรู้ว่า 40 บาทนั้นเยอะมากกว่า 10 บาท ทำให้เด็กรู้จักคำว่า "แพง"จากการนั่งนับเหรียญ สุดท้ายเด็กก็เลือกไอติมราคา 10 บาท

 

2 ไอเดีย "สอนลูกเรื่องเงิน

 

ไอเดียที่ 1 รู้จักคุณค่าของเงิน

 

ไอเดียหลักของเรื่องเป็นวิธีที่ทำให้ให้รู้จักคุณค่าของเงิน บางครั้งเด็กอยากได้…

 

  • ของเล่นที่แพงเกินไป
  • อยากได้มือถือเหมือนเพื่อน
  • อยากซื้อปากการาคาแพงทั้งที่ความจริงคุณครูให้ใช้แต่ดินสอ
  • หรือ อยากได้สิ่งของอื่นๆ แต่ยังไม่ถึงเวลาซื้อ

 

เราก็สามารถใช้วิธีการนี้เป็นหนึ่งในแนวทางการอธิบายได้เพื่อให้คิดให้ถี่ถ้วนก่อนจะจ่ายเงิน แม้ว่าเราจะมีเงินมากมาย แต่ถ้าไม่ให้คู่มือวิธีใช้เงินไปด้วย เงินที่เรามีก็ถูกเผาหมดในรุ่นลูกก็ได้นะคะ หรืออย่างเลวร้ายที่สุดก็จะทำให้เด็กกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ชอบก่อหนี้ที่ไม่สร้างรายได้จนชีวิตล้มละลายก็เป็นได้นะจ๊ะ

 

ไอเดียที่ 2 มูลค่าของเงิน

 

จากเนื้อเรื่องจะเห็นว่าการให้แบงก์ 50 หรือแบงก์ 100 นั้นเด็กจะยังมองไม่ออกว่ามีมูลค่าเท่าไหร่เพราะเป็นเพียงกระดาษใบเดียว แล้วให้นั่งนับเหรียญบาทเพื่อจะได้รู้ว่าของจริงเป็นเท่าไหร่ การสัมผัสจะทำให้รู้ถึงมูลค่าเงินมากกว่าว่าอะไรเรียกว่า "ถูกหรือแพง"

 

การสอนเรื่องนี้เป็นการปูแนวความคิดให้เด็กในเรื่องการใช้บัตรเครดิตที่เราจะเห็นแต่ตัวเลขในวงเงิน บางครั้งใช้ไปจนลืมว่าซื้อหรือต้องผ่อนจ่ายอะไรบ้าง ก็จะทำให้เกิดหนี้สินเกินกว่าที่จะจ่ายได้ แล้วอนาคตรูปแบบการเงินจะเปลี่ยนไปมากขึ้น รุ่นหลานของเราอาจจะไม่ได้รับหรือจ่ายด้วยเงินสด แต่จะเป็นตัวเลขยอดเงินในบัญชีธนาคารออนไลน์เพียงอย่างเดียวก็ได้ ดังนั้น การปูทางเรื่องการใช้เงินจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆนะจ๊ะ

 

สรุปว่า…

 

การสอนเรื่องการเงินนั้นเป็นการสอนวิธีการใช้ชีวิตด้วย เพราะชีวิตคนเรามีชีวิตช่วงขาขึ้นและขาลง จึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เวลามีมากก็ไม่ควรใช้อย่างสุขสบายเกินไปจนถึงขั้นฟุ่มเฟือยไม่รู้จักคุณค่าของเงิน พอเกิดช่วงวิฤตข&#xE2

ซีรี่ย์ ใช้งานแนวรับ-แนวต้านอย่างมืออาชีพ ตอนที่ 3 “วิธีใช้งานแนวรับ-แนวต้านที่ถูกต้อง”

” ให้ซื้อหุ้นที่แนวรับ “

“ให้ขายหุ้นที่แนวต้าน”

เป็นการใช้งานแนวรับ-แนวต้านที่ผิด!!!!วิธีครับ

กรณีของแนวรับ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นจากแนวรับ “ และ “ ราคาหุ้นทะลุแนวรับทำจุดต่ำสุดใหม่” ซึ่งก็แปลว่าเมื่อหุ้นปรับตัวลงมาที่แนวรับมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ได้ 2 กรณี คือ

1) ถ้าแรงขายที่แนวรับมีมากกว่าแรงซื้อ ราคาจะปรับตัวลดลงต่อ

2) ถ้าแรงซื้อที่แนวรับมีมากกว่าแรงขาย ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น

กรณีของแนวต้าน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากแนวต้าน “ และ ” ราคาหุ้นทะลุแนวต้านทำจุดสูงสุดใหม่” ซึ่งก็แปลว่าเมื่อหุ้นปรับตัวลงมาที่แนวต้านมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ได้ 2 กรณีด้วยเช่นเดียวกัน คือ

1) ถ้าแรงขายที่แนวต้านมีมากกว่าแรงซื้อ ราคาจะปรับตัวลดลง

2) แรงซื้อที่แนวต้านมีมากกว่าแรงขาย ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นต่อ

เมื่อราคามาถึงแนวรับหรือแนวต้านควรทำอย่างไร ?

จากคำนิยามที่บอกว่า

แนวรับ คือ ระดับราคาที่คาดว่าจะมีความต้องการซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าแรงซื้อจำนวนมากที่แนวรับ จะทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น 

แนวต้าน คือ ระดับราคาที่คาดว่าจะมีความต้องการขายเข้ามาเป็นจำนวนมาก และก็ไม่มีอะไรการันตีได้อีกเช่นเดียวกันว่าแรงขายจำนวนมากที่แนวต้าน จะทำให้ราคาปรับตัวลดลง 

จะเห็นได้ว่าเมื่อราคาปรับตัวลงมาที่ระดับราคาแนวรับ หรือราคาเพิ่มสูงขึ้นไปที่ระดับราคาแนวต้าน จะเป็นบริเวณที่แรงซื้อกับแรงขายยกพวกจำนวนมากมาต่อสู้กัน 

สิ่งที่ควรทำเมื่อราคามาถึงที่แนวรับ หรือแนวต้าน คือ เราควรจะอยู่เฉย ๆ อย่าเพิ่งรีบร้อนลงมือซื้อขาย 

สาเหตุที่ควรอยู่เฉย ๆ เมื่อราคามาถึงที่แนวรับ หรือแนวต้าน เพราะ ?

1) เราไม่รู้ว่าเหตุการณ์ในอนาคตจะออกมาทางไหน 

2) เราไม่ควรเข้าไปร่วมกับกาต่อสู้ระหว่างแรงซื้อกับแรงขายทันทีในขณะที่กำลังต่อสู้กัน เพราะมันเหมือนกับการแทงสูงต่ำ โอกาสแทงถูก 50-50 

3) ผมรอให้รู้ผลการต่อสู้ระหว่างแรงซื้อกับแรงขายว่าฝั่งไหนเป็นฝั่งชนะก่อนดีกว่า แล้วผมค่อยเข้าไปร่วมอยู่ฝั่งเดียวกับฝั่งชนะ

ผลที่คาดว่าจะได้รับ และสิ่งที่ต้องยอมรับ เมื่อรอให้รู้ผลการต่อสู้ระหว่างแรงซื้อกับแรงขายแล้วค่อยลงมือ คือ ?

1) สิ่งที่จะได้ คือ ความน่าจะเป็นที่จะตัดสินใจได้ถูกมากกว่าความน่าจะเป็นที่ตัดสินใจผิด (โอกาสตัดสินใจถูกมากกว่า 50% หรือ High Winning Probability)

2) สิ่งที่ต้องยอมรับคือ จะไม่ได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำที่สุด เพราะเราต้องรอให้ราคาปรับตัวเพิ่มจากแนวรับจนถึงจุดที่มั่นใจว่าแรงซื้อชนะแรงขายแล้ว จึงค่อยซื้อหุ้น และจะไม่ได้ขายหุ้นในราคาที่สูงที่สุดเพราะต้องราให้ราคาปรับตัวลดลงจากแนวต้านจนถึงจุดที่มั่นใจว่าแราขายชนะแรงซื้อด้วยเช่นเดียวกัน

เทคนิคสำคัญที่มักจะถูกลืม

สิ่งที่สำคัญอันดับแรกของการซื้อขายหุ้นตามแนวโน้มการเคลื่อนที่ของราคา (Trend Following) คือ ทิศทางของแนวโน้ม การใช้งานเครื่องมือต่าง ๆ ทางเทคนิคทุกประเภท จะให้ดีต้องใช้งานให้สอดคล้องกับทิศทางของแนวโน้ม 

แนวรับ-แนวต้าน เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งทางเทคนิค ที่ใช้ในการหาจังหวะซื้อหรือจังหวะขายที่ดี ดังนั้นการใช้งานแนวรับ-แนวต้าน จะใช้งานได้ดี จำเป็นต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับทิศทางของแนวโน้มด้วย  เพราะ

ถ้าราคาหุ้นมีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาขึ้น แนวรับจะต้องรับอยู่เสมอ ส่วนแนวต้านจะต้องโดนเบรกเสมอ ไม่เช่นนั้น กราฟจะไม่เป็นทิศทางขาขึ้น ทำให้ในทิศทางแนวโน้มขาขึ้น แนวรับจะมีความสำคัญมากกว่าแนวต้าน 

ทางกลับกันถ้าราคาหุ้นมีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาลง แนวต้านจะต้องต้านอยู่เสมอ ส่วนแนวรับจะต้องโดนเบรกเสมอ ไม่เช่นนั้น กราฟก็จะไม่เป็นทิศทางขาลง ทำให้ในทิศทางแนวโน้มขาลง แนวต้านจะมีความสำคัญมากกว่าแนวรับ

สุดท้ายสิ่งที่อยากจะฝากเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค 

นักเล่นหุ้นทางเทคนิคที่มีประสบการณ์ทุกคนรู้ดีเกี่ยวกับความจริงที่ว่า ถึงแม้เราจะวิเคราะห์ทางเทคนิคมาอย่างดีก็ตามก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะได้กำไรชัวร์ ๆ เพราะไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะมีเหตุกาณ์อะไรเกิดขึ้น หรือราคาจะไปในทิศทางไหน

ดังนั้นเราจึงต้องวิเคราะห์และวางแผนกลยุทธ์ในการซื้อขาย เพื่อให้ได้ความน่าจะเป็นในการติดสินใจถูกมากกว่าตัดสินใจผิด และกลยุทธ์ที่ดีควรจะมีการเตรียมตัวเพื่อรองรับกับเหตุการณ์หลาย

5 เหตุผล ทำไมต้องลงทุนในหุ้น

ตอนนี้การลงทุนในหุ้นได้รับความนิยมมากขึ้น หลายต่อหลายคนเข้ามาในตลาดหุ้นด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกัน เช่น เห็นเพื่อนรวยจากตลาดหุ้นเลยสนใจ,เห็นหนังสือหุ้นบนแผงมีอยู่มากมายทำให้สนใจ ฯลฯ

หากคุณยังหาเหตุผลให้ตัวเองไม่ได้ว่าทำไมถึงต้องศึกษาการลงทุนในตลาดหุ้น ลองอ่านบทความนี้ดู คุณอาจจะได้คำตอบที่ชัดเจนขึ้น

หนึ่ง..มหาเศรษฐีอันดับต้นๆของโลก ล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าของหุ้นทั้งสิ้น

โดยเฉพาะ วอเรน บัฟเฟต ผู้ร่ำรวยติดสามอันดับแรกของโลกก็มีอาชีพเป็นนักลงทุน หรือบิล เกต ก็ร่ำรวยจากการถือหุ้นบริษัทไมโครซอฟท์ที่เขาสร้างขึ้น ถ้าหากไปดูอันดับมหาเศรษฐีของฟอร์บส เกือบทั้งหมดเป็นเจ้าของกิจการที่ถือหุ้นในบริษัทตัวเอง เรียกได้ว่าแทบไม่มีใครที่เป็นลูกจ้างจะมีชื่อติดอันดับเศรษฐีได้

มีคำกล่าวว่า เศรษฐีล้วนแต่ถือครองทรัพย์สินเพียงสองอย่างเท่านั้นคือ ที่ดินและหุ้น

ดังนั้น…ศึกษาเรื่องหุ้นไว้เถอะครับ

สอง..หุ้นให้ผลตอบแทนย้อนหลังดีกว่าลงทุนอย่างอื่น

โดยเฉลี่ยตลาดหุ้นทั่วโลกสามารถสร้างผลตอบแทนอยู่ที่ 7-10%ต่อปี สำหรับตลาดหุ้นไทย ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ระบุว่าผลตอบแทนย้อนหลังระหว่างปี 2003-2013 อยู่ที่ 17.31% เลยทีเดียว ขณะที่เงินฝากและตราสารหนี้ต่างๆให้ผลตอบแทนระดับ 2-3% เท่านั้น ส่วนทองคำก็ให้ผลตอบแทนขึ้นๆลงๆ

เราอาจจะเห็นตลาดหุ้นมีทั้งขึ้นแรงและลงแรง โดยเฉพาะเมื่อไม่นานมานี้ที่ตลาดหุ้นลดลงเป็นร้อยจุดในเวลารวดเร็ว แต่ความเป็นจริงคือตลาดหุ้นเกือบทุกประเทศทั่วโลก ล้วนแล้วมีแต่ขาขึ้นเท่านั้น แม้จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นหลายครั้งก็ตามแต่ตลาดหุ้นก็จะลงชั่วคราวและขึ้นมาใหม่สูงกว่าระดับเดิม หมายความว่าถ้าเราถือหุ้นในระยะยาว อย่างไรก็ให้ผลตอบแทนที่ดี และแม้ตลาดหุ้นจะตก แต่บริษัทดีๆอย่างไรก็มีจ่ายปันผล

สาม..หากลงทุนในกิจการที่แข็งแกร่ง ระยะยาวราคาหุ้นมีแต่ขึ้นแน่นอน

เชื่อหรือไม่ว่า ถ้าเราถือหุ้นบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย หรือ SCC ตั้งแต่เริ่มเข้าตลาดหุ้นจนถึงปัจจุบัน เราจะได้ผลตอบแทนรวมทั้งราคาหุ้นและเงินปันผล รวมกันหลักร้อยเปอร์เซนต์!! หรือหุ้นเซ็นทรัล (CPN) ที่แม้จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหลายรอบ แต่ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นหลายร้อยเปอร์เซนต์ เช่นกัน

แสดงว่า ถ้าเราเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี จะสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้นได้ไม่แพ้เจ้าของกิจการเลยทีเดียว

สี่..สามารถเป็นเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ได้โดยเพียงแค่ใช้เงินลงทุน

ลองคิดดูว่าชีวิตนี้เราจะสามารถเป็นเจ้าของโรงพยาบาล สนามบิน ห้างค้าปลีก ฯลฯ ได้หรือไม่ เพราะใช่ว่าทุกคนจะมีความสามารถในการบริหารธุรกิจจนสำเร็จ

แต่ตลาดหุ้นสามารถทำให้เราเป็นเจ้าของกิจการเหล่านี้ได้ โดยเพียงแค่เปิดพอร์ตและใส่เงินลงทุนเข้าไปเท่านั้น เพียงเท่านี้เราก็สามารถเป็นเจ้าของกิจการดังกล่าวได้ตามสัดส่วนเงินที่เราลงไป

ห้า..สามารถส่งต่อเป็นมรดกให้กับลูกหลานได้

หากหุ้นที่เราถืออยู่เป็นกิจการที่แข็งแกร่ง เป็นผู้นำในตลาด เราสามารถส่งต่อหุ้นในพอร์ตของเราให้ทายาทเป็นผู้ถือและรับส่งความมั่งคั่งจากหุ้นดังกล่าวต่อไปได้

เห็นแบบนี้แล้ว ลองหาเวลามาศึกษาการลงทุนในตลาดหุ้นดูนะครับ

คุณก็จะสามารถสร้างความมั่งคั่งหรือเป็นเจ้าของกิจการได้เช่นกัน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save