หุ้นแลกคอนโด โปรโมชั่นแบบนี้ก็มีในโลก (เปลี่ยนดอยหุ้นเป็นเงินทุนซื้อคอนโด)

ในช่วงที่หุ้นผันผวนแบบนี้ เราจะทำยังไงดี?

มิตรสหายหลายท่านถามผมแบบนี้พร้อมกับเสียงสั่นๆเพราะกำลังติดดอยหุ้นแถมขาดทุนอย่างหนัก ผมเองก็ได้แต่ปลอบใจเพื่อนไปว่า “ไม่เป็นไร หุ้นมีขึ้นก็มีลง” แต่ในใจก็แอบคิดไว้ว่า “ตรูไม่ได้ต่างจากเอ็งหรอกนะ” (แป่ววว)

ผมเชื่อครับว่า คนมีหุ้นทุกคนล้วนต้องเคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ หรือตอนนี้ก็กำลังเจออยู่ พูดก็พูดเถอะครับ ตอนซื้อเราก็คิดว่าจะกำไร แต่ถือไปถือมาทำไม๊ทำไมมันขาดทุนเสียได้ นักวางแผนการเงินหรือผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายจึงมักจะแนะนำให้เราทำ “แบบประเมินความเสี่ยง” เพื่อให้รู้ว่าเรานั้นรับความเสี่ยงได้กับการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทมากน้อยแค่ไหน หรือใช้วิธีการจัดการความเสี่ยงโดยบริหารพอร์ทการลงทุน กระจายลงในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เพื่อรับมือกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้น รวมถึงการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ (Alternative Investment)

สำหรับประเทศไทยเอง ก็มีสินทรัพย์ทางเลือกอีกประเภทหนึ่งที่เป็นที่นิยมในการลงทุน นั่นคือ อสังหาริมทรัพย์ เพราะผู้ลงทุน (หรือผู้ที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัย) จะได้ทั้งผลตอบแทนจากราคาที่เพิ่มขึ้นของอสังหาริมทรัพย์ (ส่วนต่างราคา) และยังสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินให้มีผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจาก “ค่าเช่า” อีกทอดหนึ่งด้วย ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่ว่าใครจะเลือกลงทุนแบบไหนครับ

แต่สำหรับคนที่มีปัญหาดอยหุ้น และอยากจะเปลี่ยนช่องทางการลงทุนมาเป็นอสังหาริมทรัพย์ ตอนนี้เราก็สามารถทำได้ง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องไปยอมขายหุ้นและรับขาดทุนให้วุ่นวาย เพราะตอนนี้ทางโครงการ Park 24 (พาร์ค 24) แบรนด์คอนโดมิเนียมหรูหราในซอยสุขุมวิท 24 (สถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์) ที่มีบรรยากาศในสไตล์สวนในเมืองได้ออกโครงการที่มีชื่อว่า Park 24 Believe in Thailand ให้สิทธิ์นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทยที่กำลังติดดอยหุ้นและวุ่นวายใจกับราคาหุ้นที่ผันผวนว่าจะขึ้นไหม หรือจะลงต่อไป ให้เปลี่ยนมาเป็นเงินดาวน์คอนโดจำนวน 20% ในโครงการ Park 24 Phase 2 ได้ทันที โดยมีเงื่อนไขว่า หุ้นดังกล่าวต้องเป็นหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET50 (http://bit.ly/1VoHkJy) ที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าราคาตลาด ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 (http://bit.ly/1jzRiql)

ยกตัวอย่างเช่น นางสาวซูซี่เคยซื้อหุ้น PTTEP จำนวน 10,000 หุ้นในราคา 118.5 บาท (มูลค่ารวม 1,185,000 บาท) และปัจจุบันราคาหุ้น PTTEP มีราคาตลาดอยู่ที่ 71.50 บาท แปลว่า ตอนนี้นางสาวซูซี่ขาดทุนอยู่ 470,000 บาท  และเนื่องจากมูลค่า ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 หุ้น PTTEP มีมูลค่า 118.5 บาทซึ่งเท่ากับต้นทุนของนางสาวซูซี่พอดีเป๊ะ!! จากโปรโมชั่นนี้ นางสาวซูซี่ก็สามารถนำหุ้น PTTEP ทั้งหมดที่ถืออยู่มาเปลี่ยนเป็นเงินดาวน์ จำนวน 1.185 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ของมูลค่า คอนโดนั่นเองครับ (5.925 ล้านบาท)

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้นถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะใช้ในการพิจารณาเพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นให้กับการลงทุนของเรา ซึ่งทางคอนโด PARK24 เองก็ถือว่าเป็นคอนโดที่ตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมืองที่เดินทางค่อนข้างสะดวกด้วยระบบสาธารณูปโภค และย่านชอบปิ้งหรูหราอย่างเอ็มโพเรียม พ่วงด้วยบรรยากาศธรรมชาติในสวนสาธารณะเบญจสิริ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าน่าสนใจสำหรับใครที่กำลังมองหาการลงทุนในคอนโด และการมีโปรโมชั่นตัวนี้ออกมานั้น ผมถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่กำลังลงทุนในหุ้นและกำลังว้าวุ่นใจในราคาที่กำลังผันผวนในตอนนี้ให้สามารถปรับเปลี่ยนเงินลงทุนในหุ้นไปเป็นการลงทุนแบบอื่นที่อาจจะเหมาะสมกับเรามากกว่าครับ

สุดท้ายแล้ว ผมคิดว่าคำถามที่เราควรจะถามตัวเองสำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ทุกประเภทก็คือ ตัวเรานั้นต้องการอะไรจากการลงทุนบ้าง และการลงทุนในแต่ละประเภทนั้นเหมาะสมกับตัวเราหรือไม่ เพราะคำตอบที่เราได้นั้น มันจะทำให้เราเข้าใจตัวเองและลงทุนอย่างมีความสุขได้ตลอดไปครับ 🙂

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

หนังเรื่อง Freelance สอนการเงินเราอย่างไร ?

ไม่ได้มาสปอย์หนัง แต่อยากจะบอกว่าในหนังเรื่อง Freelance นี่เหมือนชีวิตกับหลายๆคนมากเลย อย่างผมเองนี่ก็อินมากเพราะเหมือนเรื่องของตัวเอง ที่เวลาทำงานไม่ค่อยเหมือนใคร รับโปรเจคมาบางทีก็ทำงานกันแบบหามรุ่งหามค่ำเพราะมันสนุกกับงาน จนหลายๆครั้งเราเองก็ลืมเรื่องต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ “สมดุลของชีวิต”

บทความนี้ผมเลยจะมาเล่าให้ฟังครับว่าเมื่อเราดูละครย้อนดูตัวแล้ว สิ่งที่เป็นข้อคิดต่างๆมีอะไรบ้าง

1. เงินนั้นสำคัญแต่สุขภาพสำคัญกว่า

ผมเชื่อว่าคนทำงานหลายๆคนอยากเห็นความสำเร็จของงานตัวเอง ทำงานกับหามรุ่งหามค่ำแล้วสุดท้ายกลายเป็นว่าได้เงินมากมาย แต่เกิดเจ็บป่วยต้องไปหาหมอ จ่ายค่ายาไปกัน 6,000 – 7,000 บาท แบบในหนัง ต้องอย่าลืมว่าร่างกายของเรานั้นมีลิมิตในการทำงาน ถึงแม้การได้รายได้มาเยอะมากแต่เราต้องแลกกับความล้มเหลวของร่างกายเรา ต่อให้ได้เงินเป็นหลักล้านมันก็ไม่คุ้มค่ากับชีวิตอยู่ดี

2. การแบ่งเวลาจะช่วยสร้างสมดุลชีวิตและการเงิน

ชีวิตเรามีเรื่องมากมายกว่าการทำงานเพียงอย่างเดียว อย่างว่านะครับหลายคนทำงานฟรีแลนซ์ ทุกวินาทีนั้นมีค่ามาก หากสามารถทำงานได้ก็อยากจะทำงานเก็บเงินไว้ใช้เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะตกงาน แต่หลายๆคนทำงานเก็บเงินได้เป็น 10 ล้าน แต่ตายไปโดยไม่ได้ใช้ซักบาทก็เหมือนกับไม่มีเงินอยู่ดี ดองไว้อยู่ในธนาคารนั่นแหระ อย่าพวงกับอนาคตทางการงานจนเกินไป สร้าสมดุลให้ชีวิตด้านอื่นๆบ้าง ไปเที่ยวเล่น ดูหนัง ทำงานอดิเรกอื่นๆบ้าง และต้องอย่าลืมว่าการออกกำลังกายจะช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้เยอะมาก เล่นกีฬาวันละ 30 นาทีเป็นอย่างน้อย นอนให้เต็มทีด้วยนะครับ

3. อย่าลืมเรื่องหลักประกันของชีวิต

ทุกคนมีโอกาสป่วยได้ คนทำงานเป็นพนักงานประจำอาจจะมีสวัสดิการ มีประกันสังคมอยู่โดยบริษัทเป็นผู้ทำให้ แต่ Freelance หลายคนนั้นอาจจะลืมตรงนี้ไป การมีหลักประกันอย่างเช่น การประกันตัวเองในประกันสังคม การทำประกันชีวิต ประกันโรคภัยไข้เจ็บก็จะช่วยให้เราลดความเสี่ยงทางการเงินไปได้มาก เวลาเป็นอะไรไปกก็ยังมีประกันค่อยช่วยจ่ายเงินให้อุ่นใจนะครับ นอกจากนี้แล้วเมื่อเราทำงานก็ควรจะแบ่งเงินบางส่วนมาลงทุนบ้าง เกิดเป็นอะไรไป หรือตกงานขึ้นมาก็ยังมีทรัพย์สินที่ช่วยให้เราดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดีครับ

4. การมีเพื่อนดีๆจะช่วยให้งานง่ายขึ้น

ชีวิต Freelance ถ้าเราทำงานคนเดียว ทุกอย่างเราก็ต้องจัดการด้วยตัวเอง แต่ถ้าเรามีเพื่อนค่อยช่วยคิดงาน ก็สามารถทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น บางครั้งผมเองก็มองว่าการมีทีมดีๆ แบ่งงานกันเป็นส่วนๆ ก็จะทำให้เราสามารถร่วมให้บริการลูกค้าได้ดี ไม่หลุดงาน ช่วยๆกันตรวจหลายๆตา ใครเหนื่อยก็พัก ใครยุ่งๆก็หยุดรับงาน ใครป่วยก็ให้คนอื่นทำแทนได้ และอย่าลืมว่าเราเองไม่สามารถทำงานบางงานได้ตลอดไป การสอนงานน้องๆให้เข้ามาทำงานแทนเราในบางเรื่องได้โดยเรานำเวลาที่เหลือไป Focus เรื่องที่สำคัญมากกว่าก็จะช่วยทำให้การทำงานเราก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคงเช่นกันนะครับ

5. อย่าลืมเรื่องครอบครัวและความสัมพันธ์ต่างๆ

จำได้ไหมครับว่า ตอนเด็กๆเวลาเราอยากไปไหน อยากกินอะไร พ่อแม่ก็พยายามทำให้ถึงแม้ว่าเขาจะยุ่งๆก็ตาม แต่เมื่อเราโตขึ้น หลายคนกลับเอางานยุ่งๆเป็นข้ออ้างในการเลื่อนทำสิ่งต่างๆให้ท่าน (แต่ดันมีเวลาให้แฟน) แบ่งเวลาให้ครอบครัวบ้าง เพื่อนบ้าง นัดกินไปเที่ยวไปกินทานข้าวเปลี่ยนบรรยากาศที่เครียดๆจากงานก็ดีนะครับ

สรุป ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตามแต่ อย่าลืมสร้างสมดุลให้กับชีวิตของตัวเองนะครับ และเราก็จะมีความสุขแบบสมบูรณ์เลย

วิธีสร้างพอร์ตของนักลงทุนมือใหม่

พี่มั่นคง : น้องมั่งคั่งครับ พี่สงสัยอยู่ว่า..การลงทุนทำไมต้องจัดพอร์ตให้มันยุ่งยากด้วยครับ?

น้องมั่งคั่ง : อ๋ออออ เราก็ต้องจัดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงไงคะพี่มั่นคง

 

สำหรับเรื่องของการวางแผนการเงิน หนึ่งในคำที่เราได้ยินกันอยู่เสมอๆ นั่นคือ การสร้างพอร์ตในการลงทุน (Portfolio Model) ซึ่งใครหลายๆคนอาจจะงงว่า ทำไมต้องสร้างพอร์ต และพอร์ตที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

 

BLA3-01

 

เรามาทำความเข้าใจในเรื่องนี้ไปพร้อมๆกัน โดยเริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่า “อย่าใส่ไข่ทุกฟองไว้ในตะกร้าใบเดียว” ซึ่งเป็นแนวคิดในการลงทุนที่มือใหม่และมือเก๋าเลือกใช้ เพราะมันคือ การกระจายและป้องกันความเสี่ยง เปรียบเทียบง่ายๆ กับไข่และตะกร้าว่า เงินลงทุนของเรา (ไข่) เมื่อนำไปกระจายลงทุนในสินทรัพย์ (ตะกร้า) หลายๆ รูปแบบ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ เงินฝาก ในสัดส่วนที่เหมาะสมตามความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ผ่านการจัดพอร์ตการลงทุน หากมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับสินทรัพย์ตัวใด อย่างน้อย เราก็สบายใจได้ว่ายังมีตะกร้าใบอื่นๆ เหลืออยู่

 

ซึ่งการจัดการความเสี่ยงที่ว่ามานั้น คือทางเลือกในการเติบโตกับการลงทุนของเรา เพราะหากมีทางไหนที่ผิดพลาดไปจากที่คาดการณ์ไว้ เราก็ยังมีทางเลือกในการลงทุนแบบอื่นๆ ที่จะช่วยสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตต่อไป

 

และไม่น่าเชื่อเลยว่า.. เหตุผลสำคัญที่ทำให้ใครหลายคนไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน คือ การไม่จัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ หรือเกิดจากการจัดพอร์ตโดยไม่สนใจระยะเวลาในการลงทุนที่เหมาะสม จนทำให้เกิดข้อผิดพลาดและขาดทุนกันเป็นจำนวนมาก

 

การจัดพอร์ต นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการกระจายและป้องกันความเสี่ยงแล้ว ยังช่วยบริหารเวลาในการสร้างฐานะของเราอีกด้วย ทำให้จัดการลงทุนได้อย่างเป็นระบบ ไม่ต้องไปเบียดเบียนเวลางาน หรือเวลาของครอบครัว ช่วยรักษาสมดุลในชีวิตได้อีกด้วย

 

ดังนั้นสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ขอย้ำว่าสิ่งสำคัญนั้นไม่ใช่แค่เลือกวิธีลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ เพียงอย่างเดียว แต่การจัดพอร์ตในการลงทุนที่เหมาะสมนั้นอาจจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายเรื่องการสร้างฐานะได้อย่างมั่นคงด้วยค่ะ

 

เริ่มต้นจัดพอร์ตอย่างไรดี?

สิ่งที่สอดคล้องกับการจัดพอร์ต นั่นคือ เรื่องของระดับความเสี่ยงที่เราสามารถยอมรับได้ในการลงทุน ซึ่งสามารถประเมินได้ง่ายๆ ผ่านการทำแบบทดสอบความเสี่ยง (แบบประเมินความเสี่ยง) ทั้งนี้ เพื่อให้เราเข้าใจและยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนของตัวเองได้อย่างเหมาะสม และสามารถวางแผนการลงทุนคร่าวๆ ได้ว่าควรลงทุนกับสินทรัพย์ประเภทใด ในสัดส่วนเท่าไร จึงจะได้ผลตอบแทนสูงสุดในระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ (ใครที่ยังไม่เคยทำแบบประเมินความเสี่ยง คลิกทำได้ที่นี่เลย http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_wrapper&Itemid=76 )

 

หลังจากที่เรารู้ระดับความเสี่ยงในการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองแล้ว สิ่งต่อมาคือ การลงทุนตามสัดส่วนของสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ดังนี้

 

  1. กลุ่มสินทรัพย์เพื่อถือระยะสั้น-ยาว (ความเสี่ยงต่ำ) ถือเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนแต่ผลตอบแทนไม่สูงนัก เช่น เงินฝากธนาคาร สินทรัพย์คล้ายเงินฝาก (กองทุนรวมตลาดเงิน) และประกันออมทรัพย์ ซึ่งแม้สภาพคล่องจะต่ำกว่า แต่การันตีในเรื่องของผลประโยชน์ที่ได้รับทั้งในส่วนของเงินคืนและความคุ้มครองชีวิต ผลตอบแทนของประกันออมทรัพย์ทั่วไปแล้ว เทียบเท่ากับดอกเบี้ยเงินฝากที่ 1.5% – 3.5% โดยอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจ    
  2. กลุ่มสินทรัพย์เพื่อกระแสรายได้ (ความเสี่ยงปานกลาง) ถือเพื่อสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ เช่น เงินฝากประจำ พันธบัตร หุ้นกู้ กองทุนรวมตราสารหนี้ ฯลฯ
  3. กลุ่มสินทรัพย์เพื่อเพิ่มมูลค่าเงินลงทุน (ความเสี่ยงสูง) ถือเพื่อสร้างมูลค่าผลตอบแทนในระยะยาว เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้น ตราสาร ETF ต่างๆ

 

หลังจากที่จัดพอร์ตการลงทุนเรียบร้อยแล้ว สิ่งต่อมาที่นักลงทุนหน้าใหม่ทุกคนต้องทำ…คือ การลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว สร้างฐานะและยกระดับชีวิต เพื่อเป้าหมายความสำเร็จที่เราต้องการ หรืออิสรภาพการเงินที่ใครหลายคนใฝ่หา และยังสอดคล้องกับแนวคิดการกระจายและป้องกันความเสี่ยงในชีวิตไปพร้อมๆ กันอีกทางหนึ่ง

 

สุดท้ายแล้ว การจัดพอร์ตลงทุนที่เหมาะสม อาจจะไม่ได้สร้างผลตอบแทนสูงกว่าการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงประเภทเดียว (ซึ่งไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่าผลตอบแทนนั้นจะสูงอยู่ได้ตลอดในสภาวการณ์ที่เปลี่ยนไป) แต่เป็นการลดระดับ-กระจายความเสี่ยง และสร้างผลตอบแทนที่มากที่สุดในระดับที่เรายอมรับได้นั่นเอง

 

น้องมั่งคั่ง : เป็นยังไงบ้างคะพี่มั่นคง เริ่มเห็นความสำคัญของการจัดพอร์ตขึ้นมาบ้างแล้วไหมคะ?

พี่มั่นคง : แน่นอนสิจ๊ะ รู้แบบนี้แล้วใครๆก็ไม่อยากลงทุนในที่ๆมีความเสี่ยงสูงอย่างเดียวหรอกครับ เดี๋ยวพี่ขอไปวางแผนจัดพอร์ตการลงทุนของตัวเอง ให้กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมก่อนดีกว่า คราวนี้ก็มั่นใจได้แน่นอน

น้องมั่งคั่ง : โชคดีในการลงทุนนะคะพี่มั่นคง

3 มาตรการภาษีใหม่ ที่คนทำธุรกิจต้องรู้!!!

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms เหมือนเช่นเคย หลังจากที่เพิ่งเขียนบทความอัพเดทกฎหมายฉบับใหม่ เรื่องของการปรับปรุงหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และเงินได้พึงประเมินต่างๆ สำหรับบุคคลธรรมดา ในบทความ 12 เรื่องต้องรู้ สำหรับการปรับปรุงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2560 ไปเป็นที่เรียบร้อยครับ

แต่จริงๆ ผมต้องขอสารภาพ ณ จุดนี้ครับว่า บทความนั้นยังไม่สมบูรณ์ เพราะสิ่งที่เขียนไปนั้นมันเป็นเพียงกฎหมายเพียงฉบับเดียวเท่านั้น คือ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560 ครับ แต่จริงๆแล้วในช่วงนั้นยังมีกฎหมายอีก 2 ฉบับที่ออกตามมา ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับมาตรการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกันกัน เพียงแต่ผมตั้งใจแยกออกมาเขียนเป็นบทความต่างหาก เพราะว่ามันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคนทำธุรกิจเป็นหลัก และนั่นจึงเป็นที่มาของบทความนี้ กับ 3 มาตรการภาษีใหม่ ที่คนทำธุรกิจต้องรู้!

ถ้าหากใครติดตาม Facebook TAXBugnoms พร้อมกับติดดาวไว้ คงไม่พลาดแน่นอนครับ เพราะผมได้อัพเดทไว้แล้วคร่าวๆตามนี้ครับ

สำหรับมาตรการที่ว่านี้ เป็นมาตรการด้านภาษีเพื่อส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปของนิติบุคคลมากขึ้นครับ โดยผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่อง เจาะลึกโดนใจ!! ทำไมสรรพากรถึงอยากให้เราจดบริษัท (ตอนที่ 1)  ถ้าหากใครสนใจลองอ่านย้อนหลังได้นะครับ

โดยแนวทางที่เคยว่าไปเมื่อปีก่อนนั้น เพิ่งคลอดออกมาเป็นกฎหมายใหม่ คือ พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 629) และ (ฉบับที่ 630)  โดยมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้ครับ

1. ลดอัตราค่าใช้จ่ายแบบเหมาลง

โดยลดค่าใช้จ่ายตามมาตรา 40(7) จากเดิม 70% เหลือ 60% และค่าใช้จ่ายตามมาตรา 40(8) จากเดิม 65-85% เหลือ 60% ซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบกับอัตราเก่าแล้วจะเห็นว่าลดลงอย่างมากครับ

2. ยกเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการโอนทรัพย์สิน

เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ให้แก่บุคคลธรรมดาที่โอนกรรมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินใดๆ ให้แก่นิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งด้วยครับ ซึ่งแนวทางตรงนี้ เพื่อสนับสนุนคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสถานะตัวเองจากบุคคลธรรมดามาเป็นนิติบุคคลครับ

3. เพิ่มรายจ่าย 2 เท่าให้กับ SMEs

กรณีนิติบุคคลที่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลำบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท สามารถนำรายจ่าย ค่าจดทะเบียนจัดตั้ง ค่าทำบัญชี และค่าสอบบัญชี มาเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้ 100% หรือ 2 เท่า ซึ่งแปลว่า สำหรับธุรกิจใหม่ที่เริ่มต้นจดทะเบียนจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการหักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นครับ

อย่างไรก็ตามสำหรับมาตรการในข้อ 2 และ 3 นั้น จะให้สิทธิสำหรับธุรกิจที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2559 – 31 ธันวาคม 2560 เท่านั้นครับ

ผลกระทบที่เกิดขึ้น #ดีต่อใคร

โดยประเด็นทั้งหมดนี้ ย่อมมีผลกระทบต่อบุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจหลายกลุ่มครับ หลักๆ น่าจะเป็นกลุ่มขายของออนไลน์ แบบซื้อมาขายไปที่จากเดิมสามารถคิดค่าใช้จ่ายได้ถึง 80% จะถูกลดเหลือเป็น 60% ครับ ซึ่งทำให้มีกำไรต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นครับ ผมลองเปรียบเทียบตัวอย่างคร่าวๆให้ดูกัน จะเห็นว่าภาษีที่ต้องเสียนั้นเพิ่มขึ้นมากเลยล่ะครับ

เห็นไหมล่ะครับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีผลต่อการทำธุรกิจของเรา โดยเฉพาะนโยบายภาษีที่เปลี่ยนแปลงไป นั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราต้องรู้และรับทราบการเปลี่ยนแปลงไว้เพื่อจะได้ทำธุรกิจได้อย่างไม่มีปัญหาครับ

อีกไม่นานนี้ ผมจะเขียนวิเคราะห์เรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมดนี้แบบยาวๆลงใน “บล็อกภาษีข้างถนน” ครับ หากใครสนใจก็กดติดตามได้ที่เพจ TAXBugnoms ครับ สำหรบวันนี้ต้องลาไปก่อน สวัสดีครับ!

ช้อปออนไลน์สบายกระเป๋า

ช้อปออนไลน์

 

วันนี้เราก็มาว่ากันด้วยเรื่องที่ถนัดของผู้ญิ๋ง ผู้หญิง นั่นคือ การช้อปปิ้ง!!

 

โลกไปไกลแล้ว #ชื่อรายการใครคุ้นๆนะเนี่ย การช้อปปิ้งไม่ได้เกิดในร้านค้าที่ตั้งเรียงรายอยู่เต็มห้างฯ หรือในตลาดทั่วไป รอให้เราไปจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น แต่ยังเข้าไปสิงห์สถิตอยู่ในมือถือของเราอีกด้วย มันตามเราไปทุกที่ที่อินเตอร์เน็ตทะลุทะลวงเข้าไปถึง นั่นคือ ร้านค้าออนไลน์ ที่จะทำให้ชีวิตเราสบายมากขึ้น รวมถึงเสียเงินง่ายขึ้นด้วย

 

รูปแบบร้านค้าออนไลน์ในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ (อนาคตก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ) เช่น

 

  • Line Shop
  • Instagram
  • Facebook
  • หน้าเว็ปไซด์ของร้านค้าโดยเฉพาะ
  • เว็ปไซด์หรือ App ตัวกลางที่มีสินค้าและร้านค้าหลายร้านรวมกัน คล้ายๆกับตลาดนัดที่เป็นแบบออนไลน์

 

การซื้อของออนไลน์จะใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ มือถือและแท็บเล็ต เลือกช่องได้ตามสะดวก ซึ่งแต่ละช่องทางพยายามสร้างความมั่นใจให้กับคนซื้อโดยการออกแบบระบบให้มีความปลอดภัยมากขึ้น แล้วยังทำให้ผู้บริโภคอย่างเราใช้งานง่าย ม๊ากมาก แค่คลิกแป๊บเดียวก็ได้ของที่ถูกใจมาครอบครองละ

 

ในบทความนี้อภินิหารเงินออมจะเขียนเกี่ยวกับประสบการณ์ซื้อของออนไลน์ครั้งแรกและเรื่องเกี่ยวกับการใช้เงินจากการซื้อของออนไลน์มาแชร์ให้ฟังนะจ๊ะ

 

ต้นเหตุของเรื่องมันเกิดขึ้นจาก…

 

กระเป๋าเป้ใบโปรดที่ใช้งานมาหลายปี มันเก่าและพังเกินกว่าจะซ่อมได้ ทำให้ต้องตัดใจไปซื้อใบใหม่ ตั้งงบไว้ว่าราคาต้องไม่เกิน 500 บาท เราไปเดินซื้อที่แพทตินั่มเพราะคิดว่ามีของให้เลือกเยอะ น่าจะมีของที่ถูกใจบ้าง เราเดินไปเรื่อยๆจนมาเจอกระเป๋าใบหนึ่งที่ถูกใจ มันเป็นกระเป๋าเป้แบบ Backpack สีดำ ขนาดกำลังพอดี ใส่ของแบกเข้าป่าได้สบายมาก

 

เรา : พี่คะ ใบนี้เท่าไหร่ค่ะ?

 

คนขาย : 1,500 บาท มันดีมากเลยนะ กันน้ำได้ด้วย  

 

เรา : 1,500 บาท #แพง(คิดในใจ) ไม่ผ่าน!! มันเกินงบที่ตั้งไว้ มีใบอื่นไหม?

 

คนขาย : อืมมมมม เพื่อน้องเลยนะ พี่ลดราคาให้ 300 บาทละกัน

 

ลดน้อยไป ยังไม่ถูกใจ เรายังคงเลือกกระเป๋าเป้ต่อไป….

 

คนขายคงเห็นเราตัดสินใจนานก็งัดประโยคสุดท้ายท่าไม้ตายมาว่า

“พิเศษสำหรับน้องเลยนะ พี่ลดให้สุดๆอีก 200 บาท”

 

“เฮ้ยยยย ไม่ถึง 5 นาทีราคาลงเร็วแบบนี้เลยหรอ ลดราคา 500 บาท เหลือใบละ 1,000 ”

ลดเยอะดีแฮะ น่าสนๆ เอาใบนี้แหละ #เกินงบจนได้

 

ขณะที่เราดีใจเคลิ้มกับของถูกและกำลังจะควักเงินจ่าย ต่อมสติเริ่มทำงาน

หยุดคิด!! แล้วบอกคนขายออกไปว่า “พี่คะ ขอถามเพื่อนแป๊บนึง”

 

เพื่อนของเราชื่อ  Google ตอบกลับมาว่า….

ถ้าซื้อกระเป๋าเป้แบบใกล้เคียงกันนี้ผ่านออนไลน์จะได้ราคา 790 บาท!!

 

แล้วเราก็เดินย่องออกจากร้านไปอย่างเงียบ….. ^^!!

 

เฮ้ยยยย จริงดิ ราคาลดแรงขนาดนี้ต่อมความงกเริ่มทำงาน มันต้องจัดสักครั้งแล้วหละ แต่รอบนี้ไม่รีบตัดสินใจเพราะเห็นแก่ของถูกละ ต้องตรวจสอบร้านออนไลน์ให้ดีก่อนซื้อ ที่ปรึกษาที่ดีที่สุดตอนนี้คือ เพื่อน!!

 

จากคำบอกเล่าของเพื่อนที่ซื้อของออนไลน์บ่อยๆบอกว่าซื้อของออนไลน์ประหยัดเงินมาก ครั้งล่าสุดมันพึ่งซื้อสว่านไฟฟ้าก็ได้ราคาถูกกว่าร้านทั่วไปหลายพันบาท บางช่วงก็จะมีคูปองลดราคาทำให้ซื้อของได้ถูกลงอีก ส่วนเรื่องการจ่ายเงินก็ไม่ต้องกังวล เพราะจะเก็บเงินปลายทาง

 

เมื่อก่อนไม่สนใจการช้อปออนไลน์เพราะเคยชินกับการเดินเลือกซื้อของเอง ได้เห็นของจริงก่อนจ่ายเงิน แต่ราคามันถูกยั่วยวนชวนเสียเงิน ในครานี้ต้องลองดูสักครั้งแล้วหละ ก่อนที่จะเชื่อว่าดีจริงก็ต้องทดลองเองว่าจะบริการดีเหมือนที่เพื่อนบอกไหม

 

คืนนั้นเราโหลดแอพช้อปปิ้งแห่งหนึ่งมาลงในไอแพด เลือกดูส่วนกระเป๋าเป้ว่ามีอะไรบ้าง อ่านรายละเอียดสินค้าแล้วก็จับใส่ตระกร้า สรุปราคา อีก 2 วันรอรับของ แล้วจ่ายเงินกับคนส่งสินค้า กระเป๋าเป้มาถึงมือเราโดยสวัสดิภาพ ใช้งานได้ดี ใส่ของแบกเข้าป่าได้เยอะเวอร์ #แฮปปี้ม๊ากกกกก

 

ช้อปออนไลน์b

 

 

2 สิ่งที่ได้จากการซื้อของออนไลน์

 

ข้อแรก ความง่าย ⇒ แค่เลือกและคลิก

 

  • เลือก ⇒ มีของให้เลือกมากมาย แล้วเรายังสามารถเปรียบเทียบราคาของออนไลน์กับร้านทั่วไปเพื่อหาของราคาที่ถูกสุด

 

  • เรารู้แล้วว่าต้องการซื้อกระเป๋าเป้ก็เดินดูราคาตามร้านค้าต่างๆ แล้วเปิดเว็บขายของอื่นๆเพื่อเปรียบเทียบราคาว่าของรุ่นเดียวกันนี้ราคาเท่าไหร่ เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าขนส่งแล้วเป็น “ราคาที่ต้องจ่าย” เท่าไหร่

 

  • คลิก ⇒ กรอกข้อมูลเล็กน้อยเพื่อยืนยันตัวตนและคำสั่งซื้อทางอีเมล์ แล้วรอจ่ายเงินในวันที่คนเอาของที่สั่งมาส่งที่บ้าน

 

ข้อสอง การประหยัด ⇒ เงินและเวลา

 

  • เราเปรียบเทียบราคาได้ว่าที่ไหนขายของถูก จะได้ประหยัดเงินในกระเป๋า

 

  • ประหยัดเวลาจะได้ไม่ต้องเดินทางไปซื้อเอง จะได้ใช้เวลาไปทำอย่างอื่นเพิ่มได้อีก ตัวอย่างใกล้ตัวที่ซื้อออนไลน์ประจำๆ คือ แอดมินเพจ DaddyTrader (https://www.facebook.com/DaddyTrader) ที่จะต้องใช้เวลาเลี้ยงลูก ทำให้ไม่มีเวลาไปเลือกซื้อของเองจึงใช้วิธีซื้อผ่านออนไลน์ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ของเล่นเด็ก เสื้อผ้าเด็ก หนังสือ รองเท้า เกมส์ ฯลฯ

 

  • สะดวกมากเพราะซื้อที่ไหนก็ได้ รวมถึงมีระบบติดตามว่าของที่สั่งถึงไหนแล้ว

 

  • ประหยัดเงินเพราะมีคูปองส่วนลด เช่น ถ้าซื้อครบ xxx บาทจะได้ลดราคา 150 บาท เพื่อป็นการจูงใจให้ซื้อออนไลน์

 

เมื่อมีประโยชน์ก็ต้องมีโทษ เพราะทุกอย่างต้องมี 2 ด้าน การช้อปปิ้งออนไลน์ก็เช่นกัน ความง่ายแค่คลิกก็ทำให้เราอาจจะใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวัง ทำให้เสียเงินได้ง่ายๆเช่นกัน เรามาดูข้อเตือนใจสักเล็กน้อยจากการซื้อของออนไลน์นะจ๊ะ

 

ข้อเตือนใจจากการซื้อของออนไลน์

 

  • ถ้าเราไม่มีเป้าหมายว่าจะซื้ออะไร เปิดดูรายการสินค้าไปเรื่อยๆ ก็อาจจะถูกโปรโมชั่นลดราคายั่วยวนใจ จนทำให้เราเสียเงินซื้อของมากเกินความจำเป็น 

 

  • ควรตรวจสอบร้านค้าออนไลน์ให้ดีก่อนจ่ายเงินซื้อของ ถ้าไม่รอบคอบอาจจะถูกห&#xE25

ลงทุนตอนเป็นอาหมวยแล้วรวยก่อนเป็นอาม่า

มีเพื่อนของเจ๊คนหนึ่งที่อยากจะให้ทุกคนได้ศึกษาชีวิตนางไว้เพราะมันเป็นเรื่องจริงยิ่งกว่าเดอะสตาร์นะคะ นางมีชื่อว่าเสี้ยมจู แซ่จือ บ้านนางขายโอเลี้ยงอยู่แถวๆนางเลิ้ง เป็นเพื่อนสนิทกับเจ๊ตั้งแต่เด็กๆ ตอนสมัยเรียนนางเป็นคนขยันมาก ชอบเก็บเงินเก็บทองเหมือนเจ๊เลย หลังจากนั้นเราก็แยกย้ายไปเรียนต่อตามทางของตัวเอง พอมาเจอเสี้ยมจูอีกที เจ๊แทบจำไม่ได้ นางสวยและเลิศมาก

เจ๊ไม่รอช้า รีบถามนางทันทีว่านางทำอะไร อยู่ที่ไหน มีสามีแล้วหรือยัง นางบอกว่านางทำงานเป็นพนักงานบริษัททั่วไปเหมือนเจ๊นะคะ ไม่มีสามีมาเลี้ยงหรอก แล้วอิฉันก็ต้องถามนางต่อว่านางทำอย่างไรและมีแรงบันดาลใจให้ชีวิตเลิศได้ขนาดนี้ แอร้ยยยยยยยยยยยยยยยย

เสี้ยมจู : “สุรศักดิ์ เธอจำคุณนายเยอะสิ่งที่มาซื้อโอเลี้ยงบ้านฉันได้ไหม”

ซูซี่ : “บ้าาาาา อย่าเรียกชื่อจริงสิย๊ะ เรียกซูซี่ คุณนายเยอะสิ่งหรอ จำได้สิเธอ
        ที่ซื้อโอเลี้ยงใส่นมข้นหวาน”

เสี้ยมจู : “ตอนนี้นางลำบากมากเลยนะเพราะนางใช้เงินเก่งมากไม่เก็บเลย ไม่มี
             การวางแผนทางการเงินเลย หาได้ใช้หมด ตอนนั้นฉันกลัวมาก
             กลัวเป็นแบบนาง ฉันเลยเริ่มเก็บเงินกันสุดฤทธิ์เลยค๊า!!!
             หญิงไม่อยากลำบากตอนเป็นอาม่าค่ะ”

คุณพระ…. เจ๊แอบตกใจ แต่มันก็จริงของนางนะ ในช่วงที่เราหาเงินได้ มันคือช่วงเป็นอาหมวยนี่แหละ แต่พอเราเกษียณอายุแล้ว กรณีที่ยังไม่มีแฟนนอกจากจะไม่มีใครเอาแล้ว ยังต้องใช้เงินใช้ทองอีกมากมายในการเลี้ยงชีพจนกว่าจะตายกันไปข้าง

ว่าแต่เคยลองคิดกันเล่นๆไหมคะว่าแก่ตัวไปพวกเธอจะต้องมีเงินใช้กันเท่าไหร่?

ถ้ายังไม่เคยคิดลองคิดด้วยกันเลยนะคะ!

สมมตินะคะ พวกเธอจะต้องเกษียณตอนอายุ 60 ปี แล้วต้องดำรงชีวิตเป็นคุณอาม่าไปจนถึงอายุ 80 ปี ตามที่สำนักสถิติแห่งชาติ* เขาคาดการว่าอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยในปี 2583 ผู้ชายจะมีอายุไข 75.3 ปี และผู้หญิงที่ 81.9 ปีเธอคิดว่าจะใช้เงินเยอะขนาดไหน ก็ต้องมาลองคำนวณนะคะ จากอายุ 60 ไปถึง 80 ปี คือ 20 ปี หรือ 240 เดือน (ถ้าอยู่ถึงนะ ยกเว้นเธอจะตายช้า อายุยืน ก็ต้องใช้เงินมากกว่าเดิมอีก)

*ที่มา : สำนักสถิติแห่งชาติ http://social.nesdb.go.th/social

หากเธอต้องการใช้เดือนละ 20,000 บาท  นั่นหมายความว่าเธอจะต้องมีเงินเก็บอย่างน้อย 240 เดือน x 20,000 บาท รวมทั้งสิ้น 4.8 ล้านบาทค่ะ (แอร้ยยยยยยยยยย!!!!! จะเอาจากไหนค๊าาาา) แล้วเธอคิดว่าเงินอีก 30-40 ปีข้างหน้ามันจะมีมูลค่าเท่าไหร่ วันนี้ซื้อกล้วยแขกถุงละ 25 อีกหลายสิบปีข้างหน้าอาจจะราคา 150 ก็ได้นะเธอ และสิ่งที่จะแพงกว่าเดิมอีกก็จะมีเรื่องค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมบ้านที่แก่ตามเรา และอีกมากมายหลายสิ่งที่พวกเธอต้องเผื่อเงินเอาไว้อีกด้วย แต่มาพูดถึงประเด็นตัวเลขนี้กันก่อนว่าเราจะหา 4.8 ล้านด้วยการเก็บเงินได้ไหมคะ?

มาคำนวณกันค่ะ ว่าเงินออมของเธอ ณ วันนี้เก็บต่อเดือนจะใช้เวลากี่ปีถึงจะเก็บได้ 4.8 ล้าน ด้วยดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เฉลี่ย 1% ค่ะ  ลองมาคำนวณที่โปรแกรมของ K-Expert กันนะคะ

https://k-expertmember.askkbank.com/Pages/CalToolLP1.aspx

จากตารางจะเห็นว่า หากเริ่มเก็บเงินเดือนละ 10,000 บาท ตั้งแต่อายุ 25 ปี เธอยังบรรลุเป้าหมายเก็บเงินได้ตอนอายุ 58 เลย เท่ากับเก็บได้ทันเกษียณแค่ปีนิดๆเอง ซึ่งถ้าไม่มีวินัยก็เก็บเงินไม่ได้ตามเป้าหมาย ถ้าเธอเก็บได้น้อยกว่านั้นก็แทบจะต้องยืดเวลาเกษียณกันเลยนะคะ ดังนั้นฝากเงินอย่างเดียวไม่พอแน่นอน แล้วที่เป็นหนี้บัตรเครดิตกันทั้งหลายเนี้ยจะทำอย่างไรคะ เจ๊ขอคอนเฟิร์มว่าเสี้ยมจูไม่ได้เอาเงินเก็บในธนาคารอย่างเดียวแน่นอนและนางมีการเอาเงินมาลงทุนในทรัพย์สินต่างๆ เช่น กองทุนรวม ซึ่งได้ผลตอบแทนสูงกว่า

แต่กองทุนรวมก็มีความเสี่ยงสูงกว่าการฝากเงินนะคะ สมมติว่าถ้าเธอรับความเสี่ยงได้และลงทุนในกองทุนรวมที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 10% มาดูกันค่ะว่า ถ้าพวกเธอลงทุนแล้วจะหาเงินในยามเกษียณจะต้องใช้เวลากันกี่ปีถึงจะหาได้

เห็นไหมคะ ถ้าเธอจะเก็บเงินภายใต้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 10% ต่อปี ด้วยความเสี่ยงที่มากขึ้นหน่อย เธอก็จะสามารถเก็บเงินจนบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้นถึง 20 ปี จะให้ดีกว่านี้ก็ควรจะเก็บด้วยจำนวนเงินที่ค่อยๆมากขึ้นตามเงินเดือน เธอก็จะพิชิตเป้าหมายได้ตั้งแต่ยังสาวนะคะ

ทั้งนี้เจ๊ได้สูตรเคล็ดวิชาบริหารเงินจากเสี้ยมจู ซึ่งนางได้มากจากผู้เชี่ยวชาญอีกที “ลงทุนตอนเป็นอาหมวยแล้วรวยก่อนเป็นอาม่า” เป็นข้อๆดังนี้นะคะ

  • เธอต้องเก็บเงินให้ได้เยอะๆเพื่อเอามาลงทุน อย่างน้อยซัก 10% ของเงินเดือน
  • เอามาลงทุนในกองทุนรวมตามความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตัวเอง สวยๆ จุ๊ฟๆ อยากให้รู้ว่ายิ่งเสี่ยงมาก ยิ่งมีโอกาสได้มาก เสี่ยงน้อย ก็ได้น้อยไปตามระเบียบ
  • ให้เวลาในการสะสมความมั่งคั่ง ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งรวยเร็วค่ะ.

พวกเธอต้องมี 3 องค์ประกอบนี้ถึงจะบรรลุเคล็ดวิชานี้ได้ ถ้าเธออยากจะศึกษาเรื่องกองทุนรวมเพิ่มเติม สามารถเข้าไปได้ www.kasikornasset.com แล้วติดตามตอนต่อไปของเจ๊นะคะเพราะเจ๊จะมาแสดงสุดยอดเคล็ดวิชาที่พวกเธอจะลงทุนแล้วได้ผลตอบแทน 2 เด้งเพื่อต่อยอดการลงทุนและลดภาษีไปในตัว ก็ต้องขอขอบคุณเสี้ยมจู เพื่อนสนิทของเจ๊ ที่ทำให้เจ๊ได้มาแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับทุกท่านได้อ่านค่ะ

ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ

5 วิธีหาที่ซ่อนเงินของสามี…ไม่ให้พลาดแม้แต่บาทเดียว (สำหรับแม่บ้าน)

เนื่องจากบทความที่แล้ว (5 วิธีเก็บเงินอย่างไร….ไม่ให้ภรรยารู้ (สำหรับพ่อบ้าน)) กระตุ้นเร้าให้เหล่าสามีราชสีห์ทั้งหลายเหิมเกริมต่อภรรยากวางน้อยแสนน่ารัก ครั้งนี้ ผู้เขียนจึงคิดว่าสมควรแล้วที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้คุณแม่บ้านโดยจะบอกวิธีค้นหาเงินที่สามีซ่อน 5 ข้อเด็ดๆ แบบที่ทำได้จริงๆ ได้ผลจริง! เจอเงินจริง! มาเริ่มอันแรกเลย

1. ดูตู้ไปรษณีย์

ช่วงแรกนี้ เป็นขั้นตอนสำรวจเฉยๆ แต่อย่าเพิ่งทำอะไรคุณพ่อบ้านนะครับคุณแม่บ้าน ปล่อยไปก่อน ให้แม่บ้านดูว่ามีไปรษณีย์จากธนาคารไหน ไฟแนนซ์ไหนจ่าหน้าถึงสามีบ้าง มีอันไหนใหม่ๆ แปลกๆ ไม่เคยเห็นไหม อย่าดูอย่างเดียว ต้องจดบันทึกด้วยครับ แล้วเดี๋ยวค่อยเคลียร์ทีเดียว

2. ดู History เว็บการเงิน

คาดว่าบางบ้านจะใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกัน ให้ลองค้นใน history ใน browser ว่าสามีเข้าเว็บธนาคารอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ที่ปัจจุบันไม่ได้ใช้หรือเปล่า เพราะชื่อธนาคารใหม่ๆ นี่แหละอาจเป็นฐานทัพลับที่คุณสามีแอบเก็บหอมรอมริบเงินเอาไว้ เห็นแล้วจดบันทึกไว้ทันที อย่าให้พลาด

3. ดูของในบ้าน

ค่อยๆ ทยอยพลิกแผ่นดินหาเงินที่สามีซ่อนไว้แบบเนียนมือที่สุด พยายามอย่าเคลื่อนย้ายสิ่งของจนรู้สึกว่ามันเปลี่ยนที่เปลี่ยนทาง เดี๋ยวราชสีห์ตื่นจะวิ่งหนีเอา แล้วถ้าเจอเงินจริงๆ ให้จดบันทึกไว้ สถานที่และจำนวนเงินเอาไว้ อย่ารีบกำเงินออกไปหาสามีถามหาความจริงทันที มันเร็วเกินไป แกล้งทำเป็นไม่รู้ไว้ก่อนครับ

4. ดูพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิต

ตรวจสเตทเมนต์บัตรเครดิตของสามีด้วยว่ามีค่าอะไร ใช้ร้านไหนบ้าง แต่อันนั้นยังไม่ใช่ประเด็นการค้นหาเงินสามีซ่อนเท่าไหร่ แม่บ้านจะต้องสังเกตตัวเลขที่ติดลบ (เครื่องหมาย – ) ในสเตทเมนต์บัตรเครดิต เพราะตัวเลขที่มีลบข้างหน้า หมายถึงเงินที่เราจ่ายคืนให้กับผู้ให้บริการบัตรเครดิต ยิ่งถ้ามีติดลบเกินมากๆ หมายถึง มีใครบางคนอัดเงินเข้าไปในบัญชีบัตรเครดิตนั่นเอง (over payment) ก็จะขึ้นตัวเลขติดลบมาก ถ้าเห็นว่าตัวเลขติดลบเยอะๆ เกินกว่าวงเงินบัตรเครดิต แปลง่ายๆ ได้เลย ว่า คุณสามีทำการแอบเก็บเงินผ่านบัตรเครดิตคร้าบ 555 ก็เอาไว้รูดใช้สบายแฮ เป็น safe heaven ของสามี ถ้าเจอแบบนี้ก็ทำการจดบันทึกอีกครับ

5. ดูตาสามี

หลังจากนักสืบตามเก็บหลักฐานได้ครบหมดแล้ว เอาละครับ ถึงเวลาเคลียร์กับสามีซะที แค่มองตาสามีแล้วถามว่า “ป๊ามีอะไรจะต้องบอกแต่ไม่ได้บอกหม่ามี้มั้ยคะป๊า”… และแล้ว…ฉากละครโศกนาฏกรรมของเหล่าราชสีห์ก็จึงได้บังเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้เอง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “สามีอย่าริอาจปิดบังความลับทางการเงินกับภรรยา เพราะมันอาจสั่งสมเป็นปัญหาครอบครัวได้” นอกจากนี้แต่ละคนก็ต้องมีนิสัยการเงินที่ดีด้วยนะครับ บางทีสาเหตุที่สามีแอบเก็บเงินเพราะภรรยาอาจจะชอบใช้เงินหรือวางแผนเงินไม่ดีพอก็ได้นะครับ เรื่องเงินต้องพัฒนาไปทั้งคู่ครับ รักกัน เปิดเผยกัน จริงใจต่อกันนะครับ

“ลงทุนคอนโดตากอากาศ” หลงเสน่ห์ไข่มุกแห่งอันดามัน

ใครๆก็อยากไปเที่ยวทะเล เล่นน้ำกันสนุกสนาน วิ่งเล่นบนหาดทราย กินอาหารทะเลสดๆ แล้วก็อยากได้ที่พักดีๆ บริการเลิศๆ ในราคาที่คุ้มค่า ซึ่งมีให้เลือกมากมายไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ท เกสต์เฮาส์ หรือ คอนโดให้เช่า แล้วแต่ความชอบของคุณ ซึ่งรูปแบบคอนโดให้เช่าเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าและค่าใช้จ่ายก็มีราคาถูกกว่าพักโรงแรม ลงทุนคอนโดตากอากาศ

ในมุมของนักลงทุน คอนโดให้เช่าสามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายกว่าการลงทุนที่พักตากอากาศรูปแบบอื่น เพราะสามารถลงทุนทีละห้องได้ จึงใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อยกว่า ทั้งยังสามารถกู้เงินธนาคารมาลงทุนได้สูงถึง 90% และสามารถเลือกได้ว่าวันไหนอยากมาพักเอง หรือวันไหนอยากปล่อยให้คนอื่นเช่า นอกจากนี้การเก็บค่าเช่าสำหรับคอนโดตากอากาศนั้น นิยมเก็บเป็นรายวัน หรือรายสัปดาห์ ซึ่งจะได้อัตราค่าเช่าที่ดีกว่าการเก็บแบบรายเดือน แต่ก็ต้องจ่ายค่าจ้างคนให้มาช่วยบริหารห้องเช่าให้ เพราะโดยมากจะเป็นนักลงทุนต่างถิ่นจากในเมือง ซึ่งโครงการต่างๆได้ทราบถึงความต้องการในบริการนี้ จึงมักจะมีบริการดูแลให้ ส่วนค่าใช้จ่ายก็แล้วแต่ตามที่ตกลงกัน

หลักการในการเลือกคอนโดตากอากาศเพื่อลงทุน ก็คล้ายๆกับคอนโดในเมือง

ข้อแรก .. ทำเลดี ใกล้แหล่งท่องเที่ยว เห็นวิวสวยจากห้อง

ข้อสอง .. เดินทางสะดวกหาของกินง่าย

ข้อสาม .. คอนโดมีส่วนกลางครบ ออกแบบมาเหมาะแก่การพักผ่อน

ข้อสี่ .. หาคนเช่าง่าย และได้อัตราค่าเช่าที่ดีเกิน 7% ต่อปี

ข้อห้า .. มูลค่าคอนโดมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตจากการพัฒนาพื้นที่รอบข้าง

ข้อหก .. ราคาต่อตารางเมตรถูกกว่าคอนโดเกรดเดียวกันที่อยู่ใกล้เคียง

ข้อเจ็ด .. สภาพแวดล้อมในคอนโดยังคงสภาพดีไปอีกนาน

สิ่งเหล่านี้สำคัญเพราะยิ่งตอบโจทย์ผู้ซื้อหรือผู้เช่าได้มาก โอกาสสำเร็จจากการลงทุนก็ยิ่งสูง

จุดหมายหลักแห่งหนึ่งที่ได้รับนิยมท่องเที่ยวพักผ่อนถึงปีละประมาณ 10 ล้านคนถูกขนานนามว่า “ไข่มุกแห่งอันดามัน” นั่นคือ จังหวัดภูเก็ต มีชายหาดป่าตองอันเลื่องชื่อเป็นสถานที่ตากอากาศระดับโลก เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ต้องการหลบลมหนาว เช่น กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย อังกฤษ และกลุ่มประเทศยุโรป นอกจากนี้ภูเก็ตยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มีสิ่งอำนวยความสะดวกและความบันเทิง มีสนามบินนานาชาติสามารถเดินทางเข้าถึงได้โดยสะดวก ทำให้การลงทุนคอนโดในจังหวัดภูเก็ตมีความคึกคักมากเป็นพิเศษ

วันนี้ผมขอแนะนำให้รู้จักคอนโดในจังหวัดภูเก็ต เป็นโครงการใหม่มีชื่อว่า เดอะ เดค ป่าตอง (THE DECK Patong-Phuket) โดยบริษัทแสนสิริ โครงการสร้างเสร็จแล้วเข้าอยู่ได้เลย “Ready to move in” สามารถเห็นของจริงบนสถานที่จริงได้ ทำเลตั้งอยู่บนถนนราษฎร์อุทิศ ป่าตองสาย 2 ใกล้ชายหาดป่าตองและศูนย์การค้าจังซีลอนที่เป็นจุดไฮไลท์สำคัญของจังหวัด การออกแบบกลมกลืนกับธรรมชาติ สไตล์เรียบหรู เน้นสีน้ำทะเลตัดกับสีเทาเข้ม ส่วนกลางมีให้พร้อมสรรพ โดยเฉพาะสระว่ายน้ำ และส่วนอาบแดดบนชั้นดาดฟ้า ความเป็นส่วนตัวสูงเพราะมีเพียง 270 ยูนิตบนเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่เศษ พื้นที่ห้องเน้นส่วนของระเบียงขนาดใหญ่ ยื่นออกไปนอกห้อง เพื่อให้สัมผัสกับธรรมชาติภายนอก บางห้องถึงขนาดมีอ่างจากุซซี่ส่วนตัวตรงระเบียง ให้อาบน้ำรับวิวกันเลยทีเดียว

โปรโมชั่นพิเศษ “รับประกันผลตอบแทน 9% ต่อปีสำหรับ 4 ปีแรก” ให้ด้วยนะครับ

เข้าไปดูข้อมูลที่ www.sansiri.com/condominium

หรือคลิปโครงการ www.youtube.com

บทความนี้เป็น Advertorial

ความแตกต่างระหว่าง ตลาดกระทิง VS. ตลาดหมี

      การทำกำไรในตลาดหุ้นนั้น ไม่ว่าจะใช้ศาสตร์ไหนมาทำการวิเคราะห์ก็ตาม แต่กลยุทธ์สุดท้ายก็คือ “การซื้อถูก และ ขายแพง” นั้นแปลว่า เราต้องวิเคราะห์ให้ออก แล้วเลือกซื้อหุ้นซักตัว หรือกองทุนรวมซักกอง โดยมีความเชื่อว่า จะมีคนอีกจำนวนหนึ่ง ยอมซื้อหุ้นตัวเดียวกัน หรือหุ้นที่อยู่ในกองทุนรวมนั้นๆที่เราซื้อ (ในราคาที่แพงกว่า) ในอนาคต ความแตกต่างระหว่าง ตลาดกระทิง VS. ตลาดหมี

แน่นอนครับ จะมีคนอื่นมายอมซื้อที่ราคาแพงกว่าที่เราซื้อ แสดงว่า เขาก็ต้องเชื่อว่า จะมีข่าวดี อนาคตของหุ้นตัวนั้นยังสดใส และที่สำคัญ หุ้น หรือตลาดหุ้น ต้องอยู่ในตลาดขาขึ้น (Bull Market)

ที่ผมบอกว่า ตลาดหุ้น ต้องอยู่ในตลาดขาขึ้น หรือตลาดกระทิง (Bull Market) เนี่ย ถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการทำกำไรในระยะสั้น และในระยะกลางครับ เพราะหากตลาดหุ้นเข้าสู่ขาลง หรือ ตลาดหมี (Bear Market) โอกาสในการทำกำไรในตลาดหุ้นจะลดลงไปอย่างมากทีเดียว ดังนั้นนอกจากเราจะต้องเชื่อว่า จะมีข่าวดี อนาคตของหุ้นตัวนั้นยังสดใสแล้ว เราต้องดูให้ออกครับ ว่าตลาดหุ้นช่วงนั้น อยู่ในภาวะใด กระทิง หรือ หมี

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย …. ทำไมตลาดเรียกตลาดขาขึ้น ขาลง ว่า กระทิงกับหมี?กระทิง เวลามันสู้ มันจะขวิดขึ้น เหมือนราคาหุ้นที่ทะยานขึ้นส่วนหมี เวลามันสู้ มันจะใช้มีตะปบลง เหมือนราคาหุ้นที่ร่วงลงมานั้นเอง

 

แล้วจะรู้ได้อย่างไร ตอนนี้เราอยู่ในตลาดกระทิง หรือ ตลาดหมี

 

  1. ดูแนวโน้มทางเทคนิค

ง่ายที่สุดคือ ลาก Trend Line หรือ เส้นแนวโน้ม ซึ่งในตำราบอกว่า ตลาดหุ้นมีแนวโน้มอยู่แค่ 3 แนวโน้ม นั้นก็คือ Uptrend (ขาขึ้น), Downtrend (ขาลง) และ Sideway (แกว่งตัวออกข้าง) ยิ่งอยากรูปแนวโน้มระยะยาวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องดูกราฟในระยะยาวมากขึ้นเท่านั้น ผมยกตัวอย่าง ตลาดหุ้นไทย ณ วันนี้ โดยลาก Trend Line นับตั้งแต่หลังวิกฤต Subprime ปี 2009 ให้ดูตามภาพนะครับ

ความแตกต่างระหว่าง ตลาดกระทิง VS. ตลาดหมี

ตั้งแต่ปี 2009 จนถึงกลางปี 2015 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยอยู่ในขาขึ้นภาพใหญ่ จนกระทั่งหลุดเส้นแนวโน้มขาขึ้นตรงระดับ 1,480 จุด ไปแล้ว ดังนั้น ตอนนี้ไม่ใช่ขาขึ้นครับ แต่จะเป็นแกว่งตัวออกข้าง หรือกลายเป็นขาลง คงต้องไปวิเคราะห์มุมอื่น หรือติดตามไปอีกซักระยะ เราถึงรู้ว่า อยู่ในแนวโน้มใด

 

  1. อัตราการเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจที่แท้จริง

ในตลาดขาขึ้นนั้น อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจะใกล้เคียง หรือเต็มศักยภาพของประเทศนั้นๆ ทางตรงกันข้าม ตลาดขาลง เราจะบบ อัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลง หรืออาจถึงขั้นติดลบ โดยตัวเลขเศรษฐกิจที่ใช้ดูนั้น

National Economic หรือ ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ซึ่งหลักๆ เราจะการขยายตัวของเศรษฐกิจด้วย GDP Growth ปีนี้ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว อย่างที่สองก็คือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งในตลาดขาขึ้น หรือเศรษฐกิจเฟื้องฟู ตัวเงินเงินเฟ้อ จะอยู่ในระดับที่สูง เนื่องจากความต้องการใช้สินค้ามีมาก ราคาสินค้าจึงขยับขึ้นเรื่องๆ แต่หากอัตราเงินเฟ้อชะลอตัวด้วยสาเหตุจากความต้องการจับจ่ายใช้สอยที่ลดลง ก็แสดงว่า เศรษฐกิจกำลังอยู่ในแนวโน้มชะลอตัวครับ

 

  1. Corporate Finance Performance – ความแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนในภาพรวม

หลักๆที่ต้องดูก็คือ กำไรสุทธิของบริษัทโดยภาพรวมแล้วดีขึ้น หรือแย่ลง แต่แค่นั้นยังไม่พอครับหากจะแปลมาเป็นกลยุทธ์การลงทุน เราต้องดูว่า ถ้าดีขึ้นแล้ว ดีขึ้นกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไหม? ถ้าไม่ดีกว่าที่เขาประเมิณไว้ ตลาดหุ้นหรือราคาหุ้น ก็อาจตอบรับในทิศทางลบได้เช่นกัน หรือถ้าแย่ลง แล้วไม่แย่กว่าที่นักวิเคราะห์เขาทำการประเมิณ ตลาดก็อาจตอบรับในทิศทางเชิงบวกได้

สาเหตุเป็นเพราะว่า ตลาดหุ้น และราคาหุ้น มันไม่ได้สะท้อนผลกำไรในอดีตครับ มันเกิดจากการคาดการณ์ผลกำไรในอนาคต อย่างที่ผมบอกตอนต้นไง จะกำไรในอนาคต ต้องเดาครับว่า จะมีคนอื่นมายอมซื้อที่ราคาแพงกว่าที่เราซื้อ หรือเปล่า ดังนั้น ทุกคนในตลาดกำลังคาดการณ์และทำนายอนาคตครับ

 

  1. ดูอารมณ์ตลาด (Sentiment) โดยรวม

อย่างที่ Peter Lynch ผู้จัดการกองทุนระดับโลกเคยตั้งทฤษฎีขำๆที่มีชื่อว่า “Cocktail Theory” หรือทฤษฎีจับอารมณ์ตลาดในงานเลี้ยงนั้นเอง เขาแบ่งภาวะตลาดออกเป็น 4 ช่วงครับ

 

4.1 ในงานเลี้ยง คนส่วนใหญ่จะสนใจคุยหัวข้ออื่น เพราะเป็นช่วงที่ทุกคนเข็ดจากตลาดหุ้น เพราะตลาดหุ้นได้ลงมาหนักแล้ว คนส่วนใหญ่ขาดทุน แต่ผู้จัดการกองทุนบอกว่า เจอหุ้นถูกๆเต็มตลาดไปหมด

4.2 เริ่มมีคนส่วนน้อยในงานเลี้ยงที่เดินมาคุยกับผู้จัดการกองทุนในเชิงบ่นว่า ตลาดผันผวนอย่างโน้นอย่างนี้ เสี่ยงแค่ไหนถ้าเข้าไปก่อนหน้า เสร็จแล้วก็เปลี่ยนประเด็นไปคุยเรื่องอื่น

4.3 ทุกคนในงานหันมาหาผู้จัดการกองทุนและเริ่มถามหาวิธีเลือกหุ้น หาหุ้นเด็ด แม้แต่หมอฟันยังถามเรื่องหุ้นเลย ซึ่งนั้นแปลว่า แทบทุกคนมีการลงทุนในหุ้นไม่เยอะก็น้อย ถ้าเจอแบบนี้แสดงว่าตลาดวิ่งมาจนไกลสุดทางแล้วครับ

4.4 ทุกคนในงานเดินมาบอกผู้จัดการกองทุนว่า ทำไมไม่เลือกหุ้นตัวนั้นตัวนี้เข้าพอร์ต ถ้าเจอแบบนี้ ปาร์ตี้ตลาดหุ้นใกล้จบแล้วครับ

 

สรุปนะครับ ดูแนวโน้มทางเทคนิค สัญญาณเศรษฐกิจมหภาค จากนั้นตามมาด้วย ดูตัวเลขผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยรวม และจบด้วยการตามดูอารมณ์ของมวลชน ณ ตอนนั้น

 

ถ้ามันเป็นตลาดหมี ก็แปลว่า เราควรถือ เงินสด ให้เยอะกว่า สินทรัพย์เสี่ยง

ถ้ามันเป็นตลาดกระทิง ก็แปลว่า เราควรถือ สินทรัพย์เสี่ยง ให้เยอะกว่า เงินสด

 

 

[ซีรีย์] มีรายได้แบบนี้ เสียภาษียังไง? ตอนที่ 1 : มีรายได้จากเงินเดือนและค้าขาย

สวัสดีครับ ช่วงนี้ผมอาจจะเขียนบทความ ลงใน Aommoney และ บล็อกภาษีข้างถนน บ่อยสักหน่อยนะครับ (อย่าเพิ่งเบื่อกันนะครับ TwT) เนื่องจากช่วงใกล้สิ้นปีแบบนี้ มักจะมีคำถามภาษีมาเป็นจำนวนมาก และบางคำถามผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาของเพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายคนที่กำลังวางแผนภาษีในช่วงปลายปีนี้ครับ

วันนี้.. เลยตัดสินใจหยิบยกบางเรื่องราวมาคำนวณภาษีและใช้เป็นกรณีศึกษาให้ดูครับ พร้อมกับตั้งชื่อเป็นซีรีย์ใหม่ที่มีชื่อว่า “มีรายได้แบบนี้ เสียภาษียังไง” และถ้าใครมีปัญหาภาษีอยากสอบถาม หรืออยากให้ลองทำเป็นกรณีตัวอย่าง สามารถส่งมาได้ที่กล่องข้อความเพจ @TAXBugnoms ได้เลยคร้าบบ

โอเค.. กลับมาว่ากันต่อดีกว่าครับ สำหรับเรื่องวันนี้ที่ยกมาให้ดูกัน ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาสำหรับคนที่มีรายได้หลายทางและอยากทราบวิธีคำนวณภาษีของตัวเองอย่างถูกต้องครับ

Q : สวัสดีครับพี่หนอม ผมขอคำปรึกษาพี่หนอมหน่อยนะครับพี่ ผมอยากทราบกรณีการเสียภาษีนะครับ ตอนนี้ผมทำงานออฟฟิตอยู่ และ เปิดร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีนะครับ อันนี้ ตอนเสียภาษีรายได้ส่วนบุคคล ต้องยื่นรายได้ ทั้งสองอย่างมารวมกันและคิดเรทภาษี หรือ แยกของใครของมันนะครับแล้วคิดเรทภาษีของแต่ละอันไปนะครับผม ผมขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้ครับ

รายได้

– เงินเดือน (10 เดือน) 470,000 บาท
– ยอดขายสินค้า (เริ่มขายตั้งแต่เดือนสิงหาคม) 160,000 บาท 

ค่าลดหย่อน

– บุตรอายุ 8 เดือนจำนวน  1 คน (ไม่ได้จดทะเบียนสมรส)
– เลี้ยงดูคุณพ่อพิการจำนวน 1 คน (อายุไม่ถึง 60 ปี)
– ประกันสังคมจำนวน 7,500 บาท
– กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 1,875 บาท
– ดอกเบี้ยบ้านจำนวน 45,000 บาท
– ทำบุญในวัดไทยจำนวน 17,800 บาท

และสุดท้าย… ภาษีที่จ่ายไประหว่างปี  (หัก ณ ที่จ่าย) 7,887.37 บาท

เรามาลองคำนวณภาษีกันเถอะ

ทบทวนกันอีกทีครับ สำหรับวิธีการคำนวณภาษีจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ วิธีเงินได้สุทธิ และ วิธีเงินได้พึงประเมิน สำหรับคนที่ยังงงๆในส่วนนี้ผมขอแนะนำให้อ่านบทความเรื่องหลักการคำนวณเพิ่มเติมได้ที่ ซีรีย์ภาษีง้ายยง่าย ด้วยนะครับ

วิธีเงินได้สุทธิ คำนวณโดยใช้สูตร
[(เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) – เงินบริจาค] x อัตราภาษี

วิธีเงินได้พึงประเมิน คำนวณโดยใช้สูตร
เงินได้(ที่ไม่ใช่เงินเดือน) x 0.5%

โดยวิธีเงินได้พึงประเมินนั้น จะใช้ในกรณีที่เรามีเงินได้อื่นที่ไม่ใช่เงินเดือนเกินกว่า 1,000,000 บาทต่อปี ถึงจะใช้วิธีในการคำนวณและนำมาเปรียบเทียบกับวิธีแรก แล้วเลือกวิธีที่เสียภาษีมากกว่าครับ

แต่เนื่องจากในกรณีนี้เงินได้อื่นนอกจากเงินเดือนเราไม่เกิน 1,000,000 บาท (มีแค่ 160,000 บาท) ดังนั้นจึงไม่ต้องคำนวณภาษีด้วยวิธีเงินได้พึงประเมินครับ

เมื่อได้ข้อมูลและวิธีการครบแล้ว เรามาเริ่มต้นคำนวณภาษีในส่วนแรกกันเลย นั่นคือ ส่วนของเงินได้ – ค่าใช้จ่าย กันก่อนครับ โดยหลักการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้แต่ละประเภทเป็นดังนี้ครับ

  • เงินเดือนถือว่าเป็นเงินได้ประเภทที่ 1 สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้สูงสุด 40% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 60,000 บาท
  • รายได้จากการค้าขายถือว่าเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือ แบบเหมาในอัตรา 80% (อัตรานี้มีที่มาจากอัตราที่กฎหมายกำหนดตามข้อ (25) การขายของนอกจากที่ระบุไว้ในข้ออื่น ซึ่งผู้ขายมิได้เป็นผู้ผลิต โดยอ้างอิงจาก ตารางแสดงอัตราการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา สำหรับเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8)

เมื่อได้ในส่วนแรกมาแล้ว เราจะมาดูกันต่อที่ ค่าลดหย่อน กันบ้างครับ โดยจากข้อมูลที่ให้มานั้น ผมขอสรุปวิธีการคำนวณเงินได้หลังหักค่าลดหย่อนได้ตามนี้ครับ

เราจะเห็นว่า เงินได้สุทธิที่ต้องนำมาคำนวณภาษี คือ 264,825 บาท และเมื่อคำนวณภาษีแล้วพบว่ามีภาษีที่ต้องเสีย 5,741.25 บาท แต่ได้มีการจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่ายไปในระหว่างปี 7,887.37 บาท ทำให้ได้ภาษีคืนมา 2,146.12 บาท !! (เย่)

ทีนี้เรามาทบทวนอีกครั้งนะครับว่า หลักการในการคำนวณภาษีของเราต้องนำรายได้ทั้งหมดมาคำนวณหักค่าใช้จ่ายแยกตามประเภทของเงินได้ และหักค่าลดหย่อนที่เราสามารถใช้ได้ แล้วจึงค่อยนำมาคำนวณภาษีทั้งหมดครับ

ถ้าถามว่ากรณีนี้จะแนะนำให้วางแผนภาษีหรือลดภาษีให้มากขึ้นนั้นจะทำได้อย่างไร ผมแนะนำว่าสิ่งหนึ่งที่ยังสามารถเพิ่มเติมได้ คือ ค่าลดหย่อนประเภทการออมและการลงทุนต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น LTF, RMF และประกันชีวิต แต่ในส่วนนี้คงต้องดูความเหมาะสมกับรายได้และค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตก่อนครับ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันซื้อเข้าไปเพื่อให้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด และต้องพิจารณาเรื่องเงินเก็บเงินออมต่างๆที่จำเป็นว่ามีครบถ้วนแล้วหรือยัง หลังจากนั้นค่อยจัดเพิ่มเติมเข้าไปคร้าบ

สุดท้ายนี้ผมหวังว่าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ หลายคนที่มีรายได้หลายประเภท คงจะพอเข้าใจหลักการคำนวณคร่าวๆได้มากขึ้นนะครับ และถ้าหากใครมีปัญหาภาษีหรือข้อสงสัยใดๆ หรือมีกรณีศึกษาที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ สามารถส่งให้ผมได้ที่เพจ @TAXBugnoms ครับ วันนี้ขอลาไปก่อน พบกันใหม่ในตอนต่อไปของซีรีย์นี้ สวัสดีคร้าบบบ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save