กฎข้อที่ 2 บริษัทคือเรื่องของบุคลากร ไม่ใช่ทรัพย์สิน

อย่างที่เราเข้าใจกันอยู่แล้วว่า การที่บริษัทจะก่อตั้งขึ้นมาได้นั้น จะต้องอาศัยการรวมตัวของบุคลากร ทั้งผู้บริหาร หุ้นส่วน หรือแม้แต่พนักงาน คนเหล่านี้คือผู้ขับเคลื่อนให้บริษัทมีการเติบโตไปในทิศทางที่วางแผนไว้ และทุกคนจำเป็นต้องมีเป้าหมายเดียวกัน เช่น เป้าหมายของบริษัทนั้นคือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดเพื่อผู้บริโภค หรือคัดสรรบริการที่ดีที่สุดเพื่อผู้บริโภค ซึ่งถือว่าเป็นการรักษามาตรฐานของบริษัทไว้ให้คงที่

มีใครเคยตั้งข้อสังเกตกันบ้างหรือเปล่า ว่าบริษัทที่มีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ มีความมั่นคงสูงและสามารถรักษามาตราฐานยอดขายได้เป็นอย่างดีนั้น เขาทำได้อย่างไร ถึงแม้ว่าบริษัทของคุณจะมีทรัพยากรที่มีคุณภาพมากแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ถูกบริหารหรือจัดการโดยบุคลากรที่ดี ทรัพยากรเหล่านั้นอาจจะไร้ค่าไปเลยก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นกำลังสำคัญของบริษัทที่แท้จริงแล้ว ก็คือ บุคลากรที่ดีนั่นเอง

ในมุมมองของนักลงทุน ถ้านักลงทุนคนไหนเห็นถึงความสำคัญของ “คน” ในข้อนี้ ก็จะสามารถคาดการณ์ผลการดำเนินงานในระยะยาวของบริษัทนั้นๆ ได้จากการประเมินคุณภาพของบุคลากรในบริษัท ซึ่งทำให้เราได้เห็นภาพรวมและสามารถบอกได้ว่าบริษัทนั้นมีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน เหมาะแก่การลงทุนของเราหรือเปล่า เพราะฉะนั้นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจลงทุนในบริษัทใด บริษัทหนึ่ง ก็มาจากพื้นฐานของบริษัทนั้นๆ เช่นกัน

หมายเหตุ : 

“ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน”

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.aberdeen-asset.co.th/10goldenrulesthai

การ์ตูนชุดที่ 2 : เงิน 40 บาทซื้อไอติมได้กี่แท่ง?

ไอเดียของการเขียนการ์ตูนชุดที่ 2 นี้ต่อยอดมาจาก บทความ “แพงมันคืออะไร” บวกกับไอเดียของแฟนเพจท่านหนึ่งน่าสนใจ เราจึงนำมาผสมใหม่กลายเป็นบทความนี้ที่ต้องการจำลองวิธีใช้เงินแบบผู้ใหญ่เพื่อให้เด็กเข้าใจง่ายๆ พยายามไม่ใช้หลักการยืดยาวเพราะเด็กน่าจะเบื่อ เราจึงเลือกเล่าวิธีการใช้เงินผ่านการซื้อไอติม เพราะคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่เด็กหลายๆคนชอบ

ไอเดียหลักของเรื่องนี้คือ “การวางแผนการเงิน” อย่างง่าย

เราจะเริ่มจากเล่าเรื่องผ่านการ์ตูน 6 ภาพ (แม้ว่าภาพจะบิดเบี้ยว แต่ก็วาดออกมาจากใจนะจ๊ะ) แล้วสรุปเป็นไอเดีย ข้างล่างว่าเรื่องการวางแผนการเงินที่ต้องการจะสื่อผ่านการ์ตูนนี้คืออะไร เพราะบางท่านดูแล้วตีความแตกต่างกันก็แล้วแต่มุมมอง เราอยากจะนำเสนอไอเดียหลักของเรื่องเพื่อให้คนอ่าน นำไปต่อยอดโดยปรับให้เข้ากับการรับรู้ของเด็กแต่ละคน

เริ่มเลยนะจ๊ะ…

4 ไอเดียที่ได้จากเรื่องนี้

ไอเดียที่ 1 ฝึกนิสัยการแบ่งเงิน – หยอดกระปุกออมสิน

เมื่อเด็กได้ค่าขนมมาแล้วควรนำไป “ออมก่อนใช้” เพื่อเป็นการฝึกนิสัยออมเงิน เมื่อได้รับเงินมาแล้วต้องออมก่อน เหลือเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น เพราะเด็กหลายคนอาจจะมองว่าวันนี้ใช้เงินหมดแล้วพรุ่งนี้ก็ได้ค่าขนมใหม่อีก (คล้ายกับมนุษย์เงินเดือนที่มองว่าได้เงินทุกเดือน) รู้ว่าต้องได้เงินแน่ๆ ทำให้ไม่เกิดความรู้สึกอยากออม เราอาจจะต้องจูงใจด้วยการผสมกับไอเดียที่ 2 ค่ะ

ไอเดียที่ 2 การตั้งเป้าหมาย-ไอติม

เราจะใช้สิ่งที่เด็กอยากได้มาเป็นเป้าหมายว่า “จะเก็บเงินนี้ไปเพื่ออะไร” แล้วให้เขาเก็บเงินซื้อเอง จะได้รู้ว่ากว่าจะได้ของแต่ละชิ้นมานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จะได้ใช้อย่างทะนุถนอม และไม่ทิ้งขว้างง่ายๆ บางครั้งผู้ใหญ่มองว่าราคาของไม่แพงมากซื้อไปให้เด็กจะได้ไม่งอแง

แต่รู้ไหมว่ากำลังสร้างนิสัย “รอไม่ได้” ให้กับเด็กอยู่นะคะ เมื่อโตขึ้นก็อาจจะกลายเป็นอยากได้อะไรก็ต้องได้ ซื้อทันทีโดยไม่คิดก็เป็นได้ ในเรื่องนี้ใช้เป้าหมายเป็นไอติม เราอาจจะดัดแปลงมาใช้กับการซื้อของเล่น ตุ๊กตา ขนม ฯลฯ มาสร้างแรงจูงใจก็ได้

ไอเดียที่ 3 ผลตอบแทน-ดอกเบี้ย

ผลของการไม่ได้กินไอติมวันนี้ เด็กก็จะได้รับไอติม (ผลตอบแทน) ที่มากขึ้นในวันต่อไป การหยอดกระปุกออมสินแล้วคุณแม่ช่วยหยอดนี้เป็นเหมือนการจำลองโลกของการลงทุนฉบับย่อไว้ในบ้าน ว่าการนำเงินไปลงทุนแล้วเงินเติบโตมากขึ้น เช่น การได้รับดอกเบี้ยและเงินปันผลเป็นการตอบแทน 

เมื่อรับรู้ว่ายิ่งออมมากก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมามากขึ้นเช่นกัน สำหรับเรื่องของความเสี่ยงจากการลงทุนนั้นก็ค่อยๆแนะนำเมื่อโตขึ้นพอที่จะรับรู้อะไรได้มากขึ้น

ไอเดียที่ 4 สอนให้ใช้เงินเป็น

บางครั้งเราตั้งเงื่อนไขไปแล้วเด็กอาจจะเห็นว่าเป็นช่องทางที่ทำให้เขามีเงินมากขึ้น ทำให้ไม่อยากจะใช้เงิน จึงเลือกที่จะเก็บทุกอย่าง ยอมอดเพื่อจะได้ออมเงินมาซื้อสิ่งที่เขาอยากได้ ซึ่งวิธีการนี้อาจจะสุดโต่งเกินไป  เรากำลังจะสอนให้เด็กเดินทางสายกลาง ให้พอดีระหว่างใช้เงินและการเก็บเงิน เพราะมีเงินก็ต้องใช้ แล้วควรใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย

เมื่อให้เด็กดูภาพการ์ตูนแล้วผู้ปกครองควรเล่าไอเดียเหล่านี้แทรกเข้าไปด้วย โดยอาจจะยกตัวอย่างเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับเด็กเพื่อจะได้เข้าใจเรื่องเร็วขึ้น เรื่องเงินต้องปลูกฝั่งตั้งแต่เด็กเพื่อจะได้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้เงินเป็นนะจ๊ะ

หากผู้อ่านตีความได้มากกว่าสิ่งที่เราเขียนแล้วมองว่าอาจจะเป็นโทษแก่เด็ก รบกวนแจ้งได้เลยนะจ๊ะ เพื่อที่เราจะได้มีมุมมองที่กว้างขึ้นแล้วนำมาปรับปรุงกับผลงานชิ้นใหม่ได้นะจ๊ะ

ลงทุนกับ Global Infrastructure ลดความเสี่ยง เลี่ยงผันผวน

สวัสดีครับ  วันนี้กลับมาพบกับผม หมอนัท @ คลินิกกองทุน กันอีกครั้งแล้วนะครับ  วันนี้ผมจะมารีวิวกองทุนที่น่าสนใจลงทุน ในช่วงที่เศรษฐกิจทั่วโลกผันผวนสุด ๆ อย่างในช่วงนี้กันครับ ผมเชื่อว่ากองทุนนี้ น่าจะช่วยลดความผันผวนได้เยอะทีเดียว

ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเริ่มชะลอตัวลง แถมด้วยมีการดิ่งลงของราคาหุ้นไทย จากนั้นก็ผันผวน ไม่ไปไหน หลายคนถึงกับต้องหนีออกจากหุ้นไทย แล้วไปลงทุนในต่างประเทศกันมากขึ้น โดยอาจจะผ่านกองทุนรวม หรือ ไปลงทุนกันโดยตรงก็มี แต่ในต่างประเทศเองก็มีความผันผวนเช่นกัน หลังจากจีนได้ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่ดูแล้วไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แถมตัวเลขการส่งออกจากทางฝั่งญี่ปุ่นที่ออกมาไม่เฟี้ยวอีกต่างหาก

ล่าสุด ธนาคารกลางสหรัฐ ฯ ก็ยังออกมาประกาศว่าจะยังไม่เพิ่มอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้ ด้วยเหตุผลว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐเองก็ดีขึ้น แต่ไม่ถูกใจคณะกรรมการซักเท่าไร่ พร้อมกับผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย

หลังจากที่มีสถานการณ์ทางเศรษฐกิจแบบนี้ ทำให้มีคำถามเข้ามามากมายว่า แล้วเราควรทำอย่างไร ควรขายหุ้นออกมาแล้วถือเงินสดไหม หรือยังมีทางเลือกอื่น?

ใช่แล้ว! เรายังพอมีทางเลือกครับ

เชื่อหรือไม่ครับว่า แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะย่อตัวลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกตัวในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมจะต้องดิ่งลงเหวกันไปหมด หุ้นที่ยังมีโอกาสดี ๆ ยังมีในโลกอยู่นะครับ ลองมาดูกราฟนี้กัน

ที่มา : Bank of America

จากกราฟ เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง Global infrastructure equities และ Global equities เราจะเห็นได้ว่าในส่วนที่เป็น Global infrastructure นั้นมีเปอร์เซ็นต์ความผันผวนน้อยกว่า หากใครยังนึกไม่ออก เอาแบบนี้ครับ ลองหลับตาลง แล้วลองนึกภาพตามสิ่งที่ผมกำลังจะเขียนต่อไปนี้นะครับ

………(แล้วจะอ่านต่อไปยังไงเล่า !!) เอาใหม่ ๆ ลืมตาอ่าน แล้วจิตนาการตามนะครับ

สมมุติมีเราทำงานในออฟฟิศอยู่ที่สีลม ในขณะที่บ้านของเราอยู่แถวอนุสาวรีย์ฯ โดยปกติแล้วเราจะเดินทางมาทำงานด้วยรถไฟฟ้า

เมื่อตอนต้นปีเราจ่ายค่าโดยสารเป็นรายเที่ยวในราคาเที่ยวละ 22 บาท แต่อยู่มาวันหนึ่ง

ทางบริษัท รถไฟฟ้าได้ขอปรับค่าโดยสารเพิ่มจากเที่ยวละ 22 บาทเป็นเที่ยวละ 25 บาท คุณจะทำอย่างไร? จึงจะคุ่มค่าที่สุด

  1. เลิกใช้รถไฟฟ้าแล้วขึ้นรถเมย์แทน ซึ่งแม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพียง 13 บาท แต่เขาอาจต้องใช้เวลาเดินทางถึง 1 ชม แทน
  2. ยังคงใช้รถไฟฟ้าเหมือนเดิม และยอมจ่ายค่าโดยสารในราคา25 บาท

หมดเวลาครับ

เฉลย : เราก็ซื้อกิจการรถไฟฟ้า และเป็นเจ้าของสิครับ ทั้งนี้ก็เพื่อรับผลตอบแทนจากการลงทุน และค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้น !!! 555+ (อย่าเพิ่งปิดจอหนีนะครับ)

กรณีตัวรถไฟฟ้าที่ผมพูดถึงนี้นับว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างของบริการที่มีความจำเป็นสูง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองเป็นคุณสมบัติหนึ่งของสิ่งที่เขาเรียกกันว่า “โครงสร้างพื้นฐาน” ครับ

อยากลงทุนอย่างยั่งยืน ต้องลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐาน

แล้วนอกจากรถไฟฟ้าแล้วก็ยังมี กิจการโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ อีก ดังนั้น มารู้จัก “โครงสร้างพื้นฐาน” กันดีกว่า… โครงสร้างพื้นฐานคืออะไร?  

โครงสร้างพื้นฐาน จริงๆแล้วประกอบด้วยสินค้าหรือบริการหลายประเภท ทั้งบริการภาคการขนส่งอย่างสนามบิน ท่าเรือ ทางด่วน รถไฟ ฯลฯ หรือจะเป็นบริการเกี่ยวกับสาธรณูปโภค เช่น น้ำไฟ ท่อส่งก๊าซ รวมถึงสินค้าละบริการอื่นๆที่มีความจำเป็นต่อการขับแคลื่อนเศรษฐกิจด้วยครับ

ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนั้นมีจะต้องใช้เงินจำนวนมากในตอนเริ่ม แต่หลังจากนั้นจะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานค่อนข้างต่ำ

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ทางด่วน ที่ต้องใช้เงินลงทุนค่าก่อสร้างมหาศาล แต่เมื่อทางด่วนสร้างเสร็จแล้ว รถวิ่งได้แล้ว บริษัททางด่วนกลับแทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายที่น้อยมาก แต่กลับมีรายได้ที่ไม่แปรผันตามภาวะเศรษฐกิจ เพราะว่าทุกคนจำเป็นต้องใช้ครับ

และยังสามารถเป็นเครื่องมือในการป้องกันเงินเฟ้อที่ดีได้ด้วยครับ ลองคิดดูนะครับว่าเมื่อ 10 ปีก่อนค่าทางด่วนราคา 30 บาท แต่วันนี้ค่าทางด่วนเท่าไหร่แล้ว จำนวนเราเห็นรถบนทางด่วนน้อยลงบ้างไหมละครับ ^^

เห็นไหมว่า “โครงสร้างพื้นฐาน” แต่ละอย่างนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกันจริง ๆ ความจำเป็นเหล่านี้ทำให้รายได้ของธุรกิจที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ค่อนข้างแน่นอนและมั่นคง  

ด้วยความจำเป็นของ “โครงสร้างพื้นฐาน” นั้น น่าจะทำให้ราคาของหุ้นลงทุนธุรกิจกลุ่มนี้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ดังนั้นถ้าเรามีโอกาสได้ลงทุน กับกองทุนโครงสร้างพื้นฐานน่าจะเป็นทางทางเลือกที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีเลยทีเดียวเลยครับ

คราวนี้เรามาทำความรู้จักกับกองทุนพระเอกของวันนี้กันเลยดีกว่าครับ

สำหรับกองทุนที่น่าสนใจของวันนี้คือ กองทุน SCBGIF

กองทุน SCBGIF จาก บลจ. ไทยพาณิชย์จะเป็นกองทุนที่รวบรวมเงินลงทุนจากเรา (Feeder fund) ไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศ (กองทุนหลัก) เพียงกองเดียวเท่านั้นครับ โดยกองทุนที่ SCBGIF เลือกไปลุงทุนคือ กองทุน  Deutsche Invest I Global Infrastructure ของ ที่เป็น บลจ. ยักษ์ใหญ่ระดับโลก สัญชาติเยอรมันอย่าง Deutsche Asset & Wealth  Management หรือ Deutsche Bank อันโด่งดัง ที่บริหาร AUM กว่า 1ล้านล้าน ยูโร (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2015)

สไตล์การลงทุน – กองทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ประกอบธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และขนาดยักษ์ของเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจจากทั่วโลก

และจากที่ผมเข้าไปสำรวจพอร์ตของกองทุนนี้มา ค่อนข้างจะเน้นลงทุนในอเมริกาและแคนาดามากกว่าที่อื่นๆ ครับ และเป็นหุ้นที่มีความจำเป็นและสามารถสร้างรายได้ในรูปกระแสเงินสดได้อย่างมั่นคง สม่ำเสมอ เช่น ธุรกิจประเภทท่อส่งก๊าซ ถังเก็บน้ำมัน ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจ Wireless ฯลฯ รวมถึง  REITs ที่ค่อนข้างเฉพาะทาง ทั้งยังมีกา

เปิดบัญชีหุ้น ง่าย-เร็ว-ดี ในยุคดิจิตอล

สมัยก่อนตอนที่เริ่มเข้ามาลงทุนใหม่ๆประมาณ 10 ปีก่อน ขอบอกเลยว่าการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นมันต่างกับสมัยนี้มาก ต้องเริ่มต้นจากการถามเพื่อนๆก่อนว่าเปิดพอร์ตหุ้นกับที่ไหนดี แล้วจะต้องไปเปิดกับใคร พอได้ชื่อมาก็ติดต่อโบรกเกอร์คนนั้นให้มาเปิดบัญชีให้ เขาก็จะโทรมานัดแนะให้เราเตรียมเอกสารไว้แล้วเขาจะส่งแมสเซ็นเจอร์มารับ ไม่ก็เดินทางมาหาเอง เซ็นเอกสารเสร็จแล้วก็รอบัญชีอนุมัติแล้วค่อยเข้าไปซื้อขายหุ้น

ตอนนั้นเป็นอารมณ์แบบว่าการเปิดบัญชีนั้นเป็นเรื่องยากมาก จนพอมาถึงปัจจุบันรู้สึกว่าบริษัทหลักทรัพย์หลายๆแห่งก็เริ่มทำอะไรที่ง่ายขึ้นเต็มไปหมด โดยเฉพาะการเปิดบัญชีสมัยนี้ก็สามารถเปิดผ่าน Online ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องนัดโบรกเกอร์เพื่อเปิดบัญชี อยากเปิดตอนไหน เวลาไหน สามารถทำได้ง่ายๆตลอด 24 ชั่วโมง

ข้อดีของการสมัครผ่านระบบ Online สำหรับผมแล้วก็คือ เราไม่ต้องเสียเวลาโทรนัดเวลากับทางเจ้าหน้าที่หลักทรัพย์ ไม่ต้องไปต่อคิวที่ Counter ธนาคารเพื่อเปิดบัญชี ทุกอย่างง่ายๆสามารถเปิดบัญชีหุ้นได้แบบคนในยุคดิจิตอลเลยขอบอก

วิธีการเปิดบัญชีก็ไม่ยากเลย เพียงแค่เราเป็นลูกค้า Internet Banking ของธนาคารสักแห่งใน 4 แห่งนี้

  • ลูกค้า K-Cyber Banking ธนาคารกสิกรไทย สามารถเปิดบัญชีกับทาง บล. กสิกรไทย
  • ลูกค้า CIMB Click ของธนาคารซีไอเอ็มบี สามารถเปิดบัญชีกับ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)
  • ลูกค้า KTB Net Bank ของ ธนาคารกรุงไทย สามารถเปิดบัญชีกับ บล.เคที ซีมิโก้
  • ลูกค้า SCB Easy Net ธนาคารไทยพาณิยช์ สามารถเปิดบัญชีกับ บล.ไทยพาณิชย์

โดยทำตามขั้นตอนตามผมได้เลยนะครับ

สำหรับคนที่ใช้ระบบ i-banking อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีบัญชีซื้อขายหุ้นก็สามารถสมัคร ตามที่ผมบอกได้เลยนะครับ เมื่อสมัครเรียบร้อยแล้วก็รอผลการอนุมัติและก็สามารถใช้บัญชีในการซื้อขายหุ้นได้ โดยการ Log in ไปที่ระบบ Internet Banking ของธนาคารที่เราใช้อยู่ ใช้ username และ password เดิมแล้วไปในส่วนของการซื้อขายหุ้นได้ทันที ระบบนี้ดีมากๆเลยนะครับเราเรียก Single Sign-on ที่ล็อกอินในระบบ Internet Banking ของธนาคารด้วย Usernaem และ Password เดียวและสามารถต่อเชื่อมไปยังระบบการซื้อขายโดยไม่จำเป็นต้องจำหลายๆอันแยกกันอีกต่อไป

อย่าลืมนะครับถ้าเพื่อนๆของเราท่านไหนอยากเปิดบัญชีหุ้นแต่ไม่มีเวลาธนาคารอยู่ก็ share บทความนี้ให้เพื่อนๆได้ทราบเพื่อที่จะได้สมัครก็เลยนะครับ รับรองว่าง่ายจริงๆคร้าบบบบบบบบ

เอ๊า สมัครเลย www.set.or.th/b2b

สุดยอดเคล็ดลับการบริหารเงินของฟรีแลนซ์

 

อาชีพทำงานอิสระหรือที่เราเรียกว่า “ฟรีแลนซ์” นั้นก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ใฝ่ฝันของใครหลายๆ คน เพราะมีความเป็นอิสระที่เราสามารถออกแบบการทำงานของตัวเองได้ มีความยืดหยุ่นสูงทั้งเรื่องเวลาและสถานที่ทำงาน เพราะเลือกได้ว่าจะทำเมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้ บางคนเลือกทำฟรีแลนซ์เป็นงานอดิเรกจึงทำควบคู่กับงานประจำ แล้วยังรู้สึกอุ่นใจหากช่วงไหนไม่มีงานฟรีแลนซ์ก็ยังมีรายได้ที่มาจากเงินเดือนเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

 

ขณะที่บางครั้งเรามีความฝันที่ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องไปถึงให้ได้ จึงเลือกทุ่มเทเป็นฟรีแลนซ์เต็มเวลา ซึ่งอาจจะต้องเข้มงวดกับตัวเองมากขึ้นเป็น 2 เท่า เพราะเราจะต้องควบคุมตัวเองให้มีความรับผิดชอบกับงานที่ทำ และรายได้ขึ้นอยู่กับผลงานอย่างแท้จริง งานมาเงินจึงมี แต่ถ้างานไม่มีเงินก็ไม่มา บางช่วงอาจจะมีรายได้ปรี๊ดเพราะลูกค้าจ่ายเงินพร้อมกัน ในขณะที่บางครั้งก็อาจจะมีตื่นเต้นบ้าง หากมีรายจ่ายมานอนกวักมือเรียกอยู่ตรงหน้าแล้ว แต่ยังเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้

 

ฟรีแลนซ์แต่ละคนก็มีความเก่งในแบบฉบับที่เป็นตัวเอง แต่ส่วนใหญ่จะเป็น "เก่งงาน" ซึ่งฟรีแลนซ์ที่มีความสามารถสูง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงก็มักจะมีรายได้สูง แต่ว่ารายได้ของฟรีแลนซ์นั้นไม่แน่นอน บางครั้งเดือนนี้อาจจะมีเข้ามามาก เดือนต่อไปอาจจะมีมาน้อยมากซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา นี่เป็นจุดอ่อนที่สำคัญของฟรีแลนซ์ที่จะมีชีวิตที่เฟื่องฟูมากในช่วงที่เงินเข้า และอาจจะต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหากลูกค้าจ่ายเงินล่าช้า วันนี้เราจะมาเรียนรู้สุดยอดเคล็ดลับการบริหารเงินของฟรีแลนซ์อย่างเราๆ ให้มีเงินใช้ทุกช่วงเวลาไม่ว่าจะมีงานเข้ามาหรือไม่ก็ตาม

 

me TMB-01

 

5 สุดยอดเคล็ดลับการบริหารเงินของฟรีแลนซ์

 

  1. ต้องรวดเร็ว

ฟรีแลนซ์มีเวลาเป็นเงินเป็นทอง ไม่ควรมาเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องจนเสียเวลาทำงาน ซึ่งเทคโนโลยีเกิดขึ้นมาเพื่อทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น รวมถึงเรื่องการทำธุรกรรมทางการเงินแบบออนไลน์ที่เราเรียกกันจนคุ้นปากว่า “ธนาคารออนไลน์” ที่จะทำให้เราเช็คยอดเงินลูกค้าได้ทันทีว่าโอนเงินมาแล้วรึยัง รวมถึงการโอนเงินจ่ายค่าสินค้าและบริการต่างๆ ที่ทำได้อย่างรวดเร็ว

 

  1. ต้องคล่องตัว

ความเป็นอิสระของฟรีแลนซ์ที่จะทำงานที่ไหนก็ได้ เพราะไม่มีที่ทำงานประจำ จึงทำให้วิธีการบริหารเงินที่เป็นแบบออนไลน์นั้นเหมาะสมกับฟรีแลนซ์ซึ่งต้องการความคล่องตัวสูงมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการฝาก ถอน หรือโอน เช่น เราต้องการฝึกวินัยการออมเงินให้ตนเอง แต่ไม่สามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอเพราะทุกเดือนรายได้ไม่คงที่ เข้าเร็วบ้าง ช้าบ้าง บางวันเราตื่นเช้ามาก็กดแอพของธนาคารเพื่อดูว่าได้รับเงินจากลูกค้ารึยัง ถ้าเงินเข้าแล้วเราก็จัดการส่งคำสั่งออมเงินออนไลน์ทันทีแม้ว่าพึ่งตื่นนอน เงินของเราก็ย้ายที่อยู่ไปเข้าบัญชีเงินออมได้ทันที แหม…คล่องตัวจริงๆ

 

  1. ต้องประหยัดเวลา

อาชีพฟรีแลนซ์นั้นต้องบริหารเวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการเลือกรูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินก็เช่นกัน จะต้องทำให้เราประหยัดเวลา การใช้ธนาคารออนไลน์ตอบโจทย์ข้อนี้ได้เป็นอย่างดีเพราะจะตามเราไปทุกที่ทุกเวลา ทำให้เราไม่ต้องไปยืนรอต่อคิวที่หน้าเคาน์เตอร์ธนาคารให้เสียเวลา เอาเวลาไปคิดแพลนงานหรือพรีเซนท์โปรเจ็คใหม่ๆ เสนอลูกค้าดีกว่า

 

  1. ต้องมีความปลอดภัย

อาชีพฟรีแลนซ์มีรายได้ขึ้นลงตลอดเวลา บางเดือนได้มาก บางเดือนได้น้อยหรือบางเดือนอาจจะ ไม่ได้เลยเพราะไม่มีงาน จึงทำให้ต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินไว้เตรียมใช้จ่ายในยามจำเป็นในช่วงวิกฤต การมีที่เก็บเงินที่มีความปลอดภัยสูงนั้น ทำให้ไม่ต้องมานั่งกังวลตรวจสอบบัญชีบ่อยๆเพราะกลัวว่า เงินจะหาย จึงทำให้ฟรีแลนซ์อย่างเรารู้สึกอุ่นใจ  มีเวลาไปรับทำงานอื่นได้อย่างสบายใจ

 

  1. ต้องผลตอบแทนสูง

ปัจจุบันดอกเบี้ยเงินฝากมีแนวโน้มลดต่ำลงเรื่อยๆ มันจึงไม่ค่อยคุ้มค่าที่จะนำเงินไปพักไว้ที่ฝาก ออมทรัพย์ทั่วไปที่ได้รับผลตอบแทนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ซึ่งฟรีแลนซ์ควรให้ความสำคัญกับที่เก็บเงิน ด้วยบัญชีการออมที่ให้ผลตอบแทนสูงและความเสี่ยงต่ำ เพราะเงินจะได้ทำงานสร้างความมั่งคั่ง ไปพร้อมกับเรา  

 

“ME by TMB” สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้เงินของฟรีแลนซ์ได้เป็นอย่างดีในทุกๆ ด้านที่เป็นความรวดเร็วทันใจ เหมาะกับยุคเทคโนโลยีทันสมัยแบบนี้ จะทำธุรกรรมที่ไหนก็ได้เพราะมีความคล่องตัวสูง ทำให้ประหยัดเวลาไปได้มากและที่สำคัญยังคุ้มค่าเพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินประเภทเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันให้มากกว่าออมทรัพย์ทั่วไปถึง 5 เท่า หรือ 2.55% ต่อปีเลยทีเดียว แถมยังให้เราสามารถดูดอกเบี้ยให้ชื่นใจได้ทุกวันอีกด้วย

 

ถ้าเราอยากจะรู้ว่า “ME by TMB” นั้นตอบโจทย์ของชีวิตฟรีแลนซ์ได้อย่างไรเรามาลองฟังบทสัมภาษณ์ฟรีแลนซ์ 3 ท่านนี้ที่บริหารเงินโดยใช้ “ME by TMB” กันนะคะ

 

คนแรก : น้องปอนด์

นักศึกษาที่เป็นฟรีแลนซ์หารายได้ระหว่างเรียน อยากจะแบ่งเบาภาระของครอบครัวจึงใช้ความสามารถของตนเองมาสร้างรายได้ ด้วยความที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา จึงชอบทำกิจกรรมหลายๆ อย่างแบบออนไลน์เพราะสะดวกและไม่เสียเวลาทำงาน ซึ่ง “ME by TMB” ทำให้น้องปอนด์รู้ทุกครั้งที่มีเงินเข้าออก หากผู้ว่าจ้างจ่ายเงินค่าจ้างระบบจะส่ง SMS แจ้งเตือนทันที มันสะดวกแบบนี้น้องปอนด์เลิฟเลย

 

คนที่สอง : คุณธาวิน

นักลงทุนไฮเปอร์ที่ชอบทำธุรกิจหลายอย่าง ไม่ค่อยมีเวลาว่างเพราะต้องหาโอกาสต่อยอดทางธุรกิจตลอดเวลา แล้วก็ไม่ค่อยอยู่เป็นที่สักเท่าไหร่เพราะแต่ละวันจะต้องไปพบลูกค้าหลายๆที่ ทำให้ต้องเลือกแหล่งพักเงินที่คล่องตัว ประหยัดเวล&#x

Theme การลงทุนปี 2559 : กลุ่มท่องเที่ยว ตอนที่ 1

ก็มีเพื่อนๆแฟนเพจเข้ามาคุยด้วยเกี่ยวกับการลงทุนในปีหน้าว่าจะลงทุนอะไรดี ตลาดต่อไปจะกลายเป็น AEC แล้ว ส่วนตัวผมเองยังมองว่าประเทศไทยนั้นตอนนี้อาจจะเจอปัญหาเรื่องค่าแรงที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องใช้แรงงานฝีมือสูง (อะไรก็ได้ที่คนทำง่ายๆเขาก็ย้ายกันไปง่ายๆ) เช่น กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า ในขณะเดียวกันการที่เราจะออกไปลงทุนในต่างประเทศก็ต้องพบกับคู่แข่งด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความได้เปรียบกว่าเรา

คำถามคืออะไรที่เป็นสิ่งที่น่าลงทุนตอนนี้บ้าง?

อุตสาหกรรมที่ผมเห็นค่อนข้างจะชอบก็จะเป็นกลุ่มท่องเที่ยวที่น่าจะมีแนวโน้มเติบโตได้จากความได้เปรียบของภูมิศาสตร์ประเทศ ต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีเยอะมาก แบบว่ามาเมืองไทยทีเที่ยวได้ทุกแบบ ไหว้พระ ช็อปปิ้ง กิน นอน ดื่ม นวด อยากได้อะไรคนไทยจัดให้ได้ด้วยความเต็มใจได้หมด

ผมก็เลยลองไปดูสถิติคนเข้าคนออกประเทศไทย (โดย Assume ว่าคนส่วนใหญ่มาเพื่อเที่ยวนะครับ) ข้อมูลนี้สามารถเข้าไปดูได้ที่เวปไซต์ของการท่องเที่ยวของประเทศไทยจากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ผมลองเปิดสถิติที่ผมมีอยู่ในเมืองคือช่วงเดือนตุลาคม ก็ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่านักท่องเที่ยวจะมาที่เมืองไทยถึง 2.2 ล้านคน โดยแบ่งจำนวนนักท่องเที่ยวได้ดังนี้ครับ

ชาติที่เข้ามาเกิน 1 แสนคนขึ้นไปในเดือนตุลาคมผมแยกออกมาให้ดูนะครับ ก็มีใกล้ๆ 1 แสนอื่นๆ อย่างญี่ปุ่น ส่วนตัวเลขที่ยังเข้ามาท่องเที่ยวมากแต่ยังไม่ถึงแสนก็ยังมี อังกฤษ สหรัฐอเมริกา อินเดีย เยอรมัน ฝรั่งเศส ออสเตรเลียและรัสเซียครับ แต่สิ่งที่น่าสนใจมันอยู่ที่นักท่องเที่ยวจีนเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของเราซะแล้ว

เราก็ไม่แน่ใจไงว่าสถิตินี้จะ Confirm ได้หรือเปล่าว่าเทรนการท่องเที่ยวจะมาและจีนเป็นลูกค้าหลักของเรา ผมเลยไปดูข้อมูลย้อนหลังซัก 3 ปีว่า Trend ของการท่องเที่ยวบ้านเราเติบโตไหมและมีนักท่องเที่ยวมาจากที่ไหนมากที่สุด

อันนี้เป็นสถิติหลายๆปี ผมคัดเอาประเทศที่ตัวเลขน่าสนใจมาให้ดูกันนะครับ

มองภาพใหญ่ทั่วโลก

จากปี 2011 – 2015 (มค-ตค) ดูทรงแล้วน่าจะมีโอกาสที่เราจะเห็นนักท่องเที่ยวเติบโตได้อีกนะครับ ถ้าเราอิงสถิติในรอบปีที่นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไม่ต่ำกว่า 500,000 คน ก็มีโอกาสที่ปี 2015 จะมีสถิติที่ดีขึ้นจากปี 2014 อีก ก็ต้องมาลุ้นจำนวนนักท่องเที่ยวให้มาบ้านเราเยอะๆ (ถ้าเราลงทุนในอุตสาหกรรมนี้)

สถิติหลายๆปีเราจะเห็นได้ว่ายอดนักท่องเที่ยวจีนมีอัตราการเติบโตแบบถล่มทลาย ส่วนนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นก็ยังทรงๆนะครับอยู่ในอัตราเดิม ยกเว้นนักท่องเที่ยวจากรัสเซียที่เดิมเคยมีอัตราการเติบโตที่ดี แต่มาในช่วง 2 ปี หลังนี่ล่ะครับที่เกิดวิกฤตในค่าเงินรูเบิ้ล นักท่องเที่ยวรัสเซียหายไปเต็มเลย แต่ก็ยังติดอันดับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเมืองไทยต้นๆอยู่นะครับ

ปัจจัยที่กดดันท่องเที่ยวอยู่บ้างก็น่าจะเป็นปัญหาเรื่องความเสี่ยงด้านการเมือง ถ้ามีการประท้วง ก็อาจจะมีผลกระทบต่อตัวเลขนักท่องเที่ยวได้นะครับ แต่แปลกนะ! ดูจากสถิติแล้วต่อให้การเมืองไทยไม่ได้นิ่งมากก็ไม่ได้ทำให้คนกลัวการเข้ามาเที่ยวเมืองไทยเท่าไหร่

อีกปัจจัยหนึ่งก็คือเศรษฐกิจโลก แต่ถ้าหากจะมาลุ้นนักท่องเที่ยวจีนก็ต้องดูเศรษฐกิจจีนประกอบด้วยเหมือนกันว่าจะมีการชลอตัวในอนาคตขนาดไหน มีโอกาสเป็นแบบรัสเซียไหม? ตรงนี้ก็เป็นความเสี่ยงนะครับ แต่เมืองไทยเองก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ค่าใช้จ่ายไม่แพงมากเมื่อเที่ยวกับที่อื่นๆในโลก (คนชั้นกลางทั่วโลกสามารถเที่ยวได้) ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี แต่ถ้าคนจะเลือกไปเที่ยว เมืองไทยก็ยังอยู่ในตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่นะครับ

ทีนี้นักท่องเที่ยวมาประเทศไทย ก็ต้องคิดกันต่อว่า เขาจะเอาเงินมาจ่ายกับอะไร? แล้วมีธุรกิจอะไรที่จะได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นบ้าง? เรานึกอะไรกันออกบ้างครับ? เท่าที่ผมนึกออกก็คือ

  • สนามบิน : ต้องบินมาลงที่สุวรรณภูมิ
  • โรงแรม : ถ้ามีนักท่องเที่ยวมามากขึ้น โรงแรมก็มีโอกาสคึกคักขึ้น
  • แหล่งช็อปปิ้งต่างๆ : แน่นอนครับเราเห็นๆอยู่เลยทุกที่มีคนจีน ไปซื้อของกินของใช้

ส่วนใครที่สนใจลงทุนนอกตลาดผมว่าอะไรที่เป็นการพัฒนาด้านภาษาอย่างโรงเรียนสอนภาษาจีนน่าจะดีนะครับ รวมถึงถ้าหากเราอยากจะลงทุนกับตัวเองการเรียนภาษาจีนก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่จะเป็นประโยชน์ต่อเราในอนาคตได้

เดี๋ยวในตอนต่อไปผมจะลองเอาข้อมูลสถิติอื่นๆที่น่าจะบอกตัวเลขบางอย่างใน Theme การท่องเที่ยวในปีต่อไปนะครับ ดูว่าจะเป็นอย่างไร

ตกลงหุ้นอะไรจะมา????? 

ติดตามใน Tar Kawin ใน Official Line @deb3801o

ข้อมูลอ้างอิงบทความ : การท่องเที่ยวของประเทศไทยจากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

กฎข้อที่ 1 การดูแลผู้ถือหุ้นโดยเท่าเทียมกัน

วันนี้เรามี 10 หลักการเพื่อการบริหารการลงทุนในตลาดหุ้น ตามสไตล์ Aberdeen มาฝากค่ะ มาดูกันว่า บลจ. ชั้นนำอย่าง Aberdeen ยึดหลักอะไรในการบริหารการลงทุน จนประสบความสำเร็จตามเป้าหมายการลงทุน

กฎข้อนี้ เป็นข้อที่สำคัญมากๆ สำหรับทุกคนที่จะเริ่มต้นลงทุนต้องรู้ เรามาเริ่มกันเลย

กฎข้อที่ 1 การดูแลผู้ถือหุ้นโดยเท่าเทียมกัน

ถ้าหากใครสักคนอยากจะเริ่มต้นลงทุนในหุ้น เราอาจจะคุ้นกับคำถามที่ว่า “หุ้นตัวนี้ซื้อแล้วจะขึ้นไหม?” หรือ “ราคานี้สามารถซื้อได้หรือยัง” แต่ถ้าเราลองย้อนถามตัวเองอีกครั้ง เราอาจจะพบว่าเราลืมถาม 2 คำถามที่สำคัญไป

คำถามแรก “บริษัท” ที่เราลงทุนอยู่นั้นมีใครเป็น “ผู้บริหาร” เพราะเขาเป็นคนสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้กิจการเจริญก้าวหน้า มีผลกำไรที่ดี และมีอนาคตที่มั่นคง คิดง่ายๆว่า ถ้าหากเราเปรียบบริษัทที่ลงทุนเป็นกองทัพ การตัดสินใจของแม่ทัพถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ได้ชัยชนะในการรบนั่นเอง

แต่จะรู้เพียงแค่นั้น คงยังไม่พอ เพราะคำถามอีกคำถามที่ต้องรีบตามมาก็คือ “เราจะสามารถเชื่อใจผู้บริหารคนนั้นได้หรือไม่?” เพราะถ้าหากเราไม่สามารถเชื่อใจเขาได้ แล้วเราจะฝากเงินและชีวิตของการลงทุนของเราไว้กับเขาได้อย่างไรกัน?

อีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้บริหารมีความสำคัญ คือ การลงทุนนั้นไม่ได้มีเพียงแค่เรา แต่ยังมีคนจำนวนมากที่มีส่วนได้เสียกับบริษัทที่เรากำลังลงทุนอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ ลูกจ้างและพนักงานในบริษัทนั้น รัฐบาล คู่ค้าทางธุรกิจ ธนาคาร ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนได้รับผลกระทบจากการกระทำของผู้บริหารทั้งสิ้น

การที่คนหนึ่งคนจะมีคุณสมบัติเป็นผู้บริหารนั้น ไม่ใช่จบลงที่แค่คำว่า เก่ง ดี หรือ ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่เราต้องสังเกตอย่างตั้งใจคือ วิธีปฎิบัติของผู้บริหารที่จัดการกับผู้ถือหุ้นทุกรายด้วย “ความเท่าเทียม” หรือไม่?เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย รายเล็ก หรือรายใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ควรได้รับ คือ สิทธิและการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน และนั่นคือสิ่งที่แสดงถึงความเป็นกลางและความสามารถของผู้บริหารคนนั้นได้เป็นอย่างดี

ถ้าเราอยากรู้ว่าผู้บริหารคนไหนดูแลผู้ถือหุ้นได้อย่างเท่าเทียม เราสามารถดูได้จากพฤติกรรมการดำเนินงานย้อนหลัง ว่ามีความเท่าเทียมแก่ผู้ถือหุ้นรายต่างๆหรือไม่

เห็นแล้วใช่ไหมว่า คำถาม 2 คำถามอันทรงพลังข้างต้นนั้น สำคัญสำหรับผู้เริ่มต้นลงทุนทุกคนต้องรู้ให้ได้

เพื่อรักษาผลประโยชน์ของการลงทุนของเราให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

หมายเหตุ : 

“ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน”

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.aberdeen-asset.co.th/10goldenrulesthai

2 กระปุกดีกว่ากระปุกเดียว

เรื่องที่อยู่อาศัยนั้นเป็นหนึ่งในความฝันของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านใหม่ การต่อเติมและซ่อมแซมบ้าน หรือการซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ตกแต่งบ้าน แต่ละเรื่องนั้นต้องใช้เงินก้อนใหญ่แทบทั้งสิ้น จึงทำให้การวางแผนเก็บเงินเพื่อที่อยู่อาศัยนั้นจะต้องใช้เวลาและวินัยการออมเงินเป็นอย่างมาก ซึ่งเราสามารถสร้างระบบการออมแบบบังคับเพื่อให้ตนเองเก็บเงินครบตามเป้าหมายได้ด้วย “การฝากประจำแบบปลอดภาษี”  

แต่หลายคนก็อาจจะเริ่มกังวลว่าถ้าฝากประจำแบบปลอดภาษี ถอนเงินออกมาใช้ระหว่างทางไม่ได้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะมีเงินส่วนไหนมาใช้จ่าย ดังนั้น เราควรแบ่งเงินออกมาบางส่วนเพื่อเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เช่น อาจจะแบ่งมาลงทุนใน “กองทุนรวมตราสารหนี้” เพื่อสร้างสภาพคล่องในระยะสั้น

การเก็บออมในรูปแบบของเงินฝากประจำปลอดภาษีและการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้จะทำให้การเงินของเราสมดุลกัน ระหว่างความต้องการเก็บเงินให้ถึงเป้าหมาย (ระยะปานกลาง) และการเก็บเงินเพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน (ระยะสั้น) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างวินัยในการออมเงินและจังหวะเวลาในการใช้เงิน

2 กระปุกดีกว่ากระปุกเดียว

BBL2-piggybank-info-part1

 

กระปุกที่ 1 เก็บเงินให้ครบตามเป้าหมาย

 

การตั้งเป้าหมายการออมเงินนั้นจะทำให้เรารู้ว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปทำอะไร เพื่อจะได้เลือกวิธีการฝากได้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่จะนำมาใช้งาน โดยเริ่มต้นที่ 3 คำ คือ "อะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่" เช่น ต้องการเก็บเงินเพื่อต่อเติมและซ่อมแซมบ้านจำนวน 240,000 บาท ในอีก 2 ปีข้างหน้า เราคำนวณแล้วว่าต้องเก็บเงินเดือนละ  10,000 บาท  (240,000 บาท/24 เดือน)

 

วิธีออมเงินภาคบังคับใจตนเอง ก็คือ “การฝากประจำแบบปลอดภาษี”  ที่เราสามารถตั้งเป้าการออมและเลือกระยะเวลาการฝากได้ เช่น บัญชีเงินฝากสินมัธยะทรัพย์ทวี เพียงแค่เก็บออมเงินอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือน เดือนละเท่าๆกัน เช่น

ต้องการเก็บเงิน 240,000 บาท ภายใน 2 ปี ก็ฝากเดือนละ 10,000 บาทเท่ากันทุกเดือน เป็นระยะเวลา 2 ปี

ซึ่งการฝากแบบนี้ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินฝากประจำ 12 เดือน และไม่ต้องเสียภาษีเงินได้จากดอกเบี้ยที่ได้ เมื่อฝากครบตามเงื่อนไข ที่สำคัญยังทำให้เราเก็บเงินครบตามเป้าหมาย เพราะจะไม่ถอนออกก่อนครบกำหนด นอกจากนี้ ยังสามารถใช้บริการโอนเงินตามคำสั่ง ให้โอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีสะสมทรัพย์ เพื่อเข้าบัญชีเงินฝากสินมัธยะทรัพย์ทวีได้ตรงตามวันและเวลาที่เรากำหนดไว้ทุกเดือน ช่วยลดภาระและประหยัดเวลาได้เป็นอย่างดี

กระปุกที่ 2 สร้างสภาพคล่องด้วยการเก็บเงินฉุกเฉิน

BBL2-piggybank-info-part2

 

นอกจากเงินที่เราแบ่งฝากทุกเดือนแล้ว เราก็ยังต้องเตรียมเงินสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉินด้วย ยกตัวอย่างเช่น

เรามีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 300 บาทต่อวัน เราต้องสำรองเงินเก็บไว้ 3 – 6 เดือนของค่าใช้จ่าย (300 บาท x 30 วัน x 3 – 6 เดือน) เงินสำรองยามฉุกเฉินก็จะเท่ากับ 27,000 – 54,000 บาท

โดยเราสามารถนำเงินมาลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ เพื่อสร้างสภาพคล่องระยะสั้น ในเวลาที่เราต้องการใช้เงินฉุกเฉินก็สามารถขายหน่วยลงทุนเอาเงินสดออกมาใช้ได้

การเก็บเงินระยะสั้นนี้ไม่จำเป็นต้องเก็บในรูปแบบบัญชีออมทรัพย์ 100% เพราะผลตอบแทนต่ำ ทางเลือกที่น่าสนใจ คือ การเก็บไว้ในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนมากกว่าการฝากออมทรัพย์ เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ ตัวอย่างกองทุนที่น่าสนใจ คือ กองทุนเปิดบัวหลวงธนทวี ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าฝากออมทรัพย์ ความเสี่ยงต่ำ และมีสภาพคล่องใกล้เคียงเงินสด เพราะสามารถส่งคำสั่งซื้อหรือขายหน่วยลงทุนวันนี้ (ก่อน 15.30 น.) โดยปกติก็จะได้รับหน่วยลงทุนหรือรับเงินสดได้ในวันทำการรุ่งขึ้น

สรุปว่า…

การวางแผนใช้เงินเรื่องที่อยู่อาศัยนั้นควรแบ่งแยกบัญชีการออมไว้เป็นสัดส่วน เพื่อทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้อย่างราบรื่น โดยเก็บเงิน 2 กระปุก คือ ใช้บัญชีเงินฝากสินมัธยะทรัพย์ทวี เพื่อเก็บเงินครบตามเป้าหมายในระยะปานกลาง สร้างวินัยการออมด้วยการออมเงินต่อเนื่องทุกเดือน ได้รับดอกเบี้ยสูงกว่าฝากประจำ 12 เดือน และยกเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก เมื่อฝากครบตามเงื่อนไข  และกระปุกที่ 2 คือ กองทุนเปิดบัวหลวงธนทวี สำหรับเก็บไว้เป็นแหล่งเก็บเงินฉุกเฉิน เพื่อสร้างสภาพคล่องระยะสั้น ในเวลาที่เราต้องการใช้เงินฉุกเฉินก็สามารถขายหน่วยลงทุนเอาเงินสดออกมาใช้ได้

"บัญชีหนึ่งเก็บเงินเพื่อเป้าหมาย บัญชีหนึ่งเก็บเงินเพื่อรักษาสภาพคล่อง
เก็บเงิน 2 กระปุกเพื่อสร้างอิสระทางการเงิน"

 

 

สามารถติดตามอ่านบทความได้ ที่นี่ 

ศูนย์รวมเคล็ดลับทางการเงินดีๆ

www.bangkokbank.com/moneytutor

 

[ซีรีย์ภาษีครึ่งปี] ตอนที่ 3 : ค่าลดหย่อนภาษีครึ่งปี

โอ๊ะ.. โอ สวัสดีคร้าบบ กลับมาแล้วครับในตอนที่ 3 กับซีรีย์ภาษีครึ่งปีกับนาย @TAXBugnoms หลังจากที่เรา รู้จักกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีไป 2 ตอน โดยตอนแรกเป็นเรื่องของ รายได้ 4 ประเภทที่ต้องเสียภาษีครึ่งปี และตอนที่ 2 เป็นเรื่องของ วิธีการคำนวณภาษีครึ่งปี ตอนนี้จะมาพูดกันในเรื่องของตัวที่สำคัญที่สุดในการคำนวณภาษี นั่นคือรายการ “ค่าลดหย่อน” นั่นเองครับ

โดยรายการ “ค่าลดหย่อน” สำหรับการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี เราจะได้รับสิทธิในการลดหย่อนบางประเภทเหลือเพียงครึ่งเดียวของสิทธิที่เราได้รับครับ (อ้อ.. ครึ่งปีก็เอาไปครึ่งเดียว) และผมได้สรุปรายการลดหย่อนทั้งหมดออกมาเป็นตารางด้านล่างนี้ครับ

โดยค่าลดหย่อนบางรายการที่สามารถลดหย่อนได้แบบแหว่งนิดเว้าหน่อย อย่างเช่น ค่าเบี้ยประกันชีวิต หรือ  ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมนั้น เพราะเป็นค่าลดหย่อนที่ประกอบด้วย ส่วนที่เป็น ค่าลดหย่อน และส่วนที่ ยกเว้นจากรายได้ ของเรานั่นเองครับ

อย่างเบี้ยประกันชีวิตและดอกเบี้ยเงินกู้ยืมนั้น กฎหมายให้สิทธิลดหย่อนเต็มจำนวน 10,000 บาทและสิทธิยกเว้นจากรายได้ 90,000 บาท ดังนั้นเมื่อเป็นการยื่นภาษีครึ่งปีแล้ว ในส่วนของค่าลดหย่อนจะถูกหารครึ่งเหลือ 5,000 บาท แต่ในส่วนของการยกเว้นนั้นจะอยู่ที่ 90,000 บาทเท่าเดิม จึงทำให้สามารถลดหย่อนสูงสุดคือ 95,000 บาทครับ

และเงื่อนไขการใช้ค่าลดหย่อนที่ว่านี้ต้องเป็นค่าลดหย่อนที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก (มกราคม – มิถุนายน) เท่านั้นนะครับ ถึงจะสามารถนำมาใช้เป็นค่าลดหย่อนในการยื่นภาษีครึ่งปีได้คร้าบ

เมื่อมาถึงตรงนี้… หลายคนอาจจะรู้สึกว่ามันคำนวณยากแสนยาก แต่ถ้าหากเราเลือกกรอกแบบแสดงรายการ ภงด.94 ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตก็จะมีข้อดีอย่างนึงครับ คือ ระบบจะสามารถช่วยคำนวณให้เราได้เลย ทำให้เรารู้ว่าจำนวนเงินที่เรากรอกได้สูงสุดเป็นเท่าไร ถือว่าเป็นการตรวจสอบข้อมูลการกรอกแบบแสดงรายการของเราไปในตัวครับ (อิอิ) หรือจะลองใช้งานเวปไซด์ช่วยกรอกรายการภาษีเงินได้ครึ่งปีอย่าง ITAX.in.th ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเช่นเดียวกันครับ

จากตัวอย่างในตอนที่ 1 และ 2 ก่อนหน้า สมมุติว่านายเกรย์แมนมีการจ่ายประกันชีวิตไปในระหว่างปีจำนวน 50,000 บาท เมื่อรวมกับค่าลดหย่อนส่วนตัวจำนวน 30,000 บาทแล้ว เท่ากับว่านายเกรย์แมนจะเหลือเงินได้สุทธิจำนวน 120,000 บาทเท่านั้น ซึ่งแปลว่านายเกรย์แมนไม่ต้องเสียภาษีสินะ!! (เนื่องจากภาษียกเว้นให้กับเงินได้สุทธิ 150,000 บาท) ฮั่นแน่… อย่าลืมครับว่า นายเกรย์แมนยังต้องคำนวณภาษีอีกวิธีหนึ่งด้วย!!!

อย่าลืม!! การคำนวณภาษีตามวิธีเงินได้พึงประเมิน

อย่างที่บอกไปครับว่า… ในส่วนของการคำนวณภาษีครึ่งปีนั่นเราจะใช้วิธีคำนวณเดียวกันกับการคำนวณภาษีเงินได้สิ้นปีเลยครับ โดยวิธีเงินได้พึงประเมินนั้น เราจะต้องนำ เงินได้ตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน มาคำนวณภาษี โดยคูณ 0.5% แล้วมาเปรียบเทียบกับวิธีการคำนวณตามวิธีเงินได้สุทธิที่คำนวณไปก่อนหน้านี้ หลังจากนั้นให้เลือกเอาจำนวนที่มีภาษีมากกว่ามาชำระครับ

ดังนั้นจากที่นายเกรย์แมนลัลล้าดีใจไม่ต้องเสียภาษี ถ้าคำนวณโดยวิธีเงินได้พึงประเมินนี้ก็จะกลายเป็นว่านายเกรย์แมนต้องเสียภาษีถึง 5,000 บาท โดยที่ไม่อาจจะปฎิเสธได้เพราะเป็นวิธีที่คำนวณได้มากกว่านั้นเองครับ

ช่องทางการจ่ายภาษี

เมื่อคำนวณเรียบร้อยแล้ว ถ้ายื่นผ่านอินเตอร์เน็ตก็จ่ายชำระภาษีได้เลยคร้าบบ หรือถ้ายื่นแบบผ่านกระดาษก็สามารถชำระได้หลายช่องทางเช่นเดียวกันครับ โดยในปี 2558 นี้ไม่ว่าจะเป็น สรรพากรเขตในกรุงเทพฯ ชำระด้วยบัตรเครดิตธนาคารกรุงไทย บัตร TAX SMART CARD ของธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกสิกรไทย โดยสามารถผ่อนชำระภาษีได้หลายงวดตามที่แต่ละธนาคารกำหนดอีกด้วยครับ

และแล้ว…ซีรีย์เรื่องภาษีครึ่งปี ที่ผมเล่าให้ฟังทั้ง 3 ตอนนี้ คือ สรุปวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีที่ใครหลายคนควรรู้ครับ แม้บางคนอาจจะมองว่าไม่สำคัญไว้เสียตอนสิ้นปีก็ได้ แต่ผมขอบอกตรงๆครับกว่าการจ่ายภาษีให้ถูกต้องนั้นอาจจะทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นกว่านี้คร้าบบ

สุดท้ายนี้… ซีรีย์ชุดนี้ก็คงต้องจบลงแต่เพียงเท่านี้ ถ้าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ คนไหนมีรายได้ประเภทที่ 5-8 แล้วล่ะก็ อย่าลืมนำมาคำนวณภาษีและจ่ายให้ถูกต้องด้วยนะคร้าบบบบ

8 วิธีทำให้พอร์ตพัง!!

อย่างที่เราทราบกันครับ วิธีการลงทุนในหุ้นมีหลากหลายมากกกกกกกกกกกกกกก และก็แปลกมากด้วย ที่ในโลกนี้ไม่มีวิธีการลงทุนในหุ้นที่ถูกต้องและทำกำไรได้ 100% ไอ้การที่เราจะลงทุนให้ชนะตลาดและชนะคนอื่นด้วย จึงเป็นวิธีการส่วนบุคคลจริงๆฮะ และจากประสบการณ์ เล่นจริง เจ็บจริง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน กระผม Radars Investor ขอแชร์ 8 วิธีที่ไม่ควรทำในการลงทุนในสนามนี้ครับ

1. ไม่ใส่ใจหาความรู้- ซื้อขายบ่อยเกินไป

หุ้นก็เหมือนคนครับ มีลักษณะนิสัยของตัวมันเอง บางตัวหวือหวา บางตัวเชื่องช้า ถ้าเรายังรู้จักมันไ่ม่ดีพอ เราก็จะควบคุมมันไม่ได้ และนั่นอาจทำให้เราถูกมันควบคุมแทน (เอิงเอย จะดีหรอ)

2. ไม่ทำความรู้จักกับตัวเอง

เพื่อให้ลงทุนอย่างมีความสุข เราคงต้องรู้จักตัวเองให้ดีเสียก่อน เพื่อให้เลือกลงทุนในหุ้นที่เข้ากับเรา เรานิสัยยังไงล่ะครับ ใจร่มๆ ใจร้อนๆ หรือกลางๆ ไปได้หมด เราคิดมากรึเปล่า ถ้าคิดมาก ก็คงไม่เหมาะกับหุ้นที่มีข่าวอยู่บ่อยๆ น่ะครับ

3. เล็งผลเลิศมากเกินไป

ไม่ใช่หวังผลแล้วไม่ดี ดีที่เรามองเห็นอนาคตของมัน มองเห็นเป้าราคา แต่ถ้ามันขึ้นไปไม่ถึง เราก็คงต้องยอมรับ และปล่อยมันไปครับ มี Stop loss มี %ความเสี่ยงที่รับได้ หรือมีแผนว่าถ้าผิดคาด เราจะทำอย่างไร

4. ติดตามดูมากเกินไป

ติดตามดูน่ะดี แต่ก็น่าจะเหมาะสมด้วยครับ อย่างก่อนซื้อดูงบรายไตรมาส แต่ซื้อแล้ว เป็นเจ้าของแล้ว กลับมานั่งดูราคาทั้งวัน เหวี่ยงก็ตกใจ เผลอกดขายออก ทั้งๆ ที่ก่อนซื้อตั้งใจรอดูอนาคตของบริษัทนี้ไม่ใช่หรอครับ

5. ไม่ได้ใส่ใจการลงทุนอย่างจริงจัง

ไม่ใช่ไม่สนใจหุ้นครับ แต่ไม่สนใจหาความรู้เพิ่มเติม เพราะตลาดหุ้นไม่เคยหลับ ปัจจัยที่จะทำให้ตลาด หรือหุ้นตัวนั้นเปลี่ยนนิสัยไปมีอยู่มากมายเหลือเกิน

6. มองอดีตมากกว่ามุ่งอนาคต

อย่างมองว่า เดือนก่อนเคยขึ้นไปสูงเท่านี้เลยนะ ตอนนี้ลงมาเท่านี้ ถูกมาก!! นั่นล่ะครับ ทำไมไม่มองอนาคตเขาล่ะ ทำไมไม่มองหาธุรกิจที่ Upside ระดับหนึ่ง มีอนาคต เหมาะกับเรา อยู่ด้วยกันแล้วสบายใจ (เหมือนหาแฟนน่ะฮะ)

7. ดูปัจจัยพื้นฐานน้อยเกินไป

บางท่านบอก ดูไม่เป็น งง ไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่สนใจมันเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาทำธุรกิจอะไร ได้เงินมาจากไหน สนใจธุรกิจเราบ้าง เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดีครับ

8. ความโลภและความกลัว

80% ของนักลงทุนในตลาดจะ “ซื้อเมื่อโลภ และ ขายเมื่อกลัว” ครับ แล้วก็จะเจ็บตัวไป แล้วอีก 20% ล่ะ เค้าไม่มีความรู้สึกหรอ ฮ่าๆๆ เค้ามีครับ แต่เค้ามีเหตุผลมารองรับมากกว่า เค้ามองเห็นอนาคตของบริษัทนั้น และเค้ามีแผนรับมืออยู่ตลอดด้วย

ยังไงพวกเรา ก็หลีกเลี่ยง 8 ข้อข้างบนหน่อยนะครับ อิอิ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save