ความสุขของผมก็เงินไง ไม่ใช่หราาาาาาาา

ยู้ฮูๆๆ หยุดเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาพี่เกรย์ไปทำธุระมาที่ต่างจังหวัด เลยเพิ่งมาเห็นดราม่าเรื่องความสุขความรวย ด้วยคำพูดสวยๆทำนองว่า เราอยู่ในสังคมที่คนให้ค่าความสุขน้อยกว่าเงิน โอ๊บร๊ะจ๊ะเจ้า ข้าวเม่าเสก พี่เกรย์ฟังแล้วอึ้งไปเลยครับผมครับ นึกว่าอยู่ในโลกแฟนตาซีมีสี่ขา ดอกไม้บานกลางทุ่งหญ้าสะวันนะเขต

พี่เกรย์ #ตกใจหนักมาก แบบนี้เพราะอะไรรู้ไหมเบบี๋ เพราะส่วนใหญ่แล้วคนที่พูดคำนี้มักจะเป็นคนรวยที่มีพอแล้วทุกอย่างจนขาดแต่ความสุข แต่เรามองทะลุกลับไปอีกด้าน ไปถามคนที่ไม่มีแดรกส์ หรือมียังไม่ “พอ” (อ่านนิยามได้ที่ข้างล่าง) เค้าจะบอกเราเป็นภาษาที่ไม่หล่อว่า “ไอสัส ถ้ามึงคิดว่าเงินไม่สำคัญก็เอามาให้กรุสิวะ กรุต้องผ่อนบ้านอีกสามล้านฝ่า” เอวังมันก็เป็นประการฉะนี้

จริงๆเรื่องนี้พี่เกรย์ย้ำไปทีนึงแล้วนะในบทความ “เศรษฐกิจดีไม่ดี” ว่าสิ่งสำคัญคือคนพูดเป็นใครและคนฟังเป็นใคร บางทีเราแม่มพูดจาหล่อๆเพราะเราอยู่ในจุดที่เราได้หมดทุกอย่างแล้วไง เราก็รู้เลยเว้ยเฮ้ย เงินแม่มไม่ใช่ความสุข เพราะความสุขจริงๆมันมีอะไรมากมายที่เงินซื้อไม่ได้ ถูกไหม ซึ่งมันก็ไม่แปลกสำหรับคนที่มีเงินเยอะสัส กับเยอะโคตรพ่อโคตรแม่ ถึงตอนนั้นเงินไม่สำคัญจริงๆเว้ยเฮ้ย (ไปอ่านเรื่อง เงินซื้อความสุขไม่ได้ ของเพจสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยประกอบจะได้เข้าใจมากขึ้น)

พี่เกรย์ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคนรวยคนหนึ่งไปเที่ยวมาแล้วรอบโลก ได้เห็นทุกอย่างแล้ว พอมันกลับมาที่ไทยเจอพ่อแม่ลุงป้าน้าอาโอบกอดด้วยความรัก) มันจะพูดหล่อๆได้ทันทีว่า “ผมไปมาทั่วทุกมุมโลกแล้ว แต่ผมกลับพบว่าความสุขที่แท้นั้นอยู่ที่บ้านผมเอง” แต่ในขณะที่นัง(อดีต)เลขาคนหนึ่งแม่มอาจจะพูดว่า “ความสุขของหนูคือการไปทำนมที่เกาหลี เพราะหนูยังไม่เคยไปต่างประเทศเลยคร่ะ” #นี่มึงจะไปเที่ยวหรือทำนม

แต่ถ้าพี่เกรย์ลงลึกไปถึงสิ่งที่เศร้ากว่านั้นในสังคม เราเห็นบางคนมีความทุกข์เพราะเขาไม่มีเงินพอที่จะใช้จ่าย บางคนทั้งเดือนแม่มมีใช้แค่ 2 พัน หรือ ไม่ก็เตรียมจ่ายหนี้มากมายให้เจ้าหนี้นอกระบบ ซึ่งมันผิดเว้ย การใช้เงินไม่เป็นการเป็นหนี้ มันคือความผิดและความไม่รู้ทางการเงินของพวกเขา แต่มันก็ทำให้เขามีความทุกข์แบบสัสๆก็ได้ ประเด็นคือคนหล่อคนรวยคนมีความฝันแพสชั่นต่างๆ เราเคยก้มลงมามองเห็นและเข้าใจความแตกต่างของสังคมนี้บ้างหรือไม่ หรือว่าเราสบายหล่อเท่เก๋ไก๋ พุดคำนี้เพื่อโชว์ความหลุดพ้นจากทุนนิยมชั้นต่ำเลวทราม #โถแน่จริงมึงขายหุ้นทิ้งแล้วไปบริจาคสิครับ

อนึ่ง ความรวยไม่ใช่เรื่องผิดเว้ย ใครจะรวยแค่ไหน รวยไปมีความสุขไม่มีความสุขมันก็แล้วแต่คน แต่มึงจงสำเหนียกกันไว้ซะนะว่ามึงเนี่ยไม่มีเงินเมื่อไร มีความทุกข์แน่ๆ ครับผม

อ-สอง ออสการ์ ไวลด์ เคยกล่าวไว้ท์ว่า “When i was young, i thought that money was the most important thing in life, now that i am old, I know it is.” แปลสั้นๆว่า ตอนเด็กกรุคิดว่าเงินสำคัญ ตอนนี้แก่แล้วเลยรู้ว่าเงินแม่มสำคัญสัสๆ นี่ก็เห็นด้วยครับผมครับ

อ-สาม ถ้าคนรวยสอนให้รู้จัก “พอ” จะกลายเป็นคนหล่อ แต่ถ้าคนจนบอกว่า “พอ” แม่มเสือกกลายเป็นคนขี้เกียจ ดังนั้นต้องรวยก่อนก็ค่อยบอกว่าพอได้

อ-สี่ คนรวยพยายามสอนให้คนจนไม่ทะยานอยาก บางครั้งแม่มกลัวคนจนจะเติบโตมาแย่งมันทำมาหากินก็ได้นะ ถถถถถถ

อ-ห้า เป็นยี่ห้อกาแฟ (A-HA)

อ-หก นิยามของคำว่าพอ แต่ละคนต่างกัน แต่ง่ายๆ คือ ถ้ามึงพอ อย่าไปเสือกความไม่พอของคนอื่น ถ้ามึงรวยก็ช่วยคนบ้าง อย่าสอนให้หล่อแล้วไม่มีแดรกส์

อ-เจ็ด เงินสำคัญโว้ย จำไว้ท์

สุดท้ายท้ายสุด พี่เกรย์ขอลาไปก่อน ตอนนี้ต้องรีบทำงานเมกมันนี่ต่อไป เพราะเดี๋ยวมีพอเมื่อไรจะได้ออกมาพูดหล่อๆว่า พี่เกรย์มีพอแล้วครับผม เลยเพิ่งรู้ว่าอยู่บ้านเลี้ยงแมวก็มีความสุขได้ง่ายๆ แบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน กร้ากกกกกก

SoloPreneur ลุยเดี่ยวก็รวยได้ : แม้ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ขอสบายในชาตินี้ [บทสัมภาษณ์]

สวัสดีคร้าบบ กลับมาอีกครั้งหลังจากหายไปเกือบๆ 3 เดือน กับคอลัมน์ “คุยแบบไม่โง่” บทสัมภาษณ์คนดังและคนเด่นในตอนที่ 4 วันนี้พรี่หนอม @TAXBugnoms ยังคงมารับหน้าที่สัมภาษณ์แทนพี่เกรย์ Mr.GraymanV2 อีกครั้งหนึ่งครับ 

 

สำหรับแขกรับเชิญคนพิเศษที่จะมาถูกสัมภาษณ์ในตอนนี้ เป็นสาวสวยนิสัยดี มีฐานะมั่งคั่งและยังทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จด้วยตัวเองอีกด้วยคร้าบบบ

 

เพื่อไม่ให้เสียเวลากันอีกต่อไป… ขอพบกับเธอคนนี้ หนึ่ง อันยา มงคล สาวสวยนิสัยดี เจ้าของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์, ธุรกิจการศึกษา, ธุรกิจ Trading และ ธุรกิจความงาม (โอ้ววว มากมายเหลือเกิน) นอกจากนั้น เธอยังเป็นนักเขียนและเจ้าของแฟนเพจ Solopreneur ลุยเดี่ยว ก็รวยได้ ที่กำลังจะมีผลงานหนังสือเล่มใหม่เร็วๆนี้ อีกด้วยคร้าบบ 

 

Anya-2

 

——

 

ทำไมผู้หญิงอย่าง “หนึ่ง”ถึงเริ่มต้นทำธุรกิจแมนๆอย่างเฟอร์นิเจอร์?

หนึ่ง :  ตอนแรกเป็นมนุษย์เงินเดือนปกติ ไม่ได้ทำธุรกิจด้วย แถมเมื่อก่อนยังอายด้วยซ้ำถ้าต้องบอกใครว่าที่บ้านขายเฟอร์นิเจอร์ (ยิ้ม)

 

แสดงว่าเฟอร์นิเจอร์ ChicfurNiche กับ SARNN เริ่มต้นมาจากธุรกิจของที่บ้าน แล้วแบบนี้จะอายทำไม?

หนึ่ง : พ่อแม่ทำกันสองคน ทำเองหมดเลยทุกขั้นตอน คือ หนึ่งรู้จักพวกนักธุรกิจทั้งหลายที่บ้านเขา ขายของ หรือทำอะไรแบบนี้มาก่อน คนพวกนี้เขาจะถูกให้สอนรู้จักค้าขายตั้งแต่เด็กๆ ตอนประถม มัธยมเค้าก็ขายของสร้างคอนเนคชั่นอะไรกันเป็นแล้ว แต่สำหรับหนึ่งนี่ ม. 6 ยังไม่เลิกอายเลย ยังไม่กล้าบอกใครว่าที่บ้านขายของ

 

ทำไมถึงไม่กล้าบอกเขาว่าขายของ หรือเพราะเราไม่กล้าขาย ?

หนึ่ง : ใช่! เพราะไม่กล้าขาย เหมือนเราต้องไปเสนอคนอื่น เหมือนเราเป็นรองคนอื่น ถ้ามีคนถามก็บอกว่า ขายเฟอร์นิเจอร์ แต่ว่าเวลาที่มีคนมาซื้อของ เราก็ไม่กล้าขายของอยู่ดี ขนาดเวลามีคนมาเข้าร้าน หนึ่งก็บอกว่าพ่อแม่ไม่อยู่และไล่ไป (หัวเราะ)

 

จากการที่ไม่ชอบขายของ เลยทำให้เราไม่ได้สนใจธุรกิจที่บ้านเลย

หนึ่ง :  ใช่ หนึ่งก็เป็นคนหนึ่งที่เหมือนๆกับคนอื่น คิดว่า เรียนอะไรแล้วมันได้ตังค์เยอะก็ไปเรียนดีกว่า คิดไปคิดมา เราก็เลยเลือกเรียนปิโตรเคมี

 

ตอนนั้น เราบอกที่บ้านหรือเปล่าว่าจะไม่ทำธุรกิจที่บ้าน หรือเคยมีความคิดแบบว่าอยากจะไปช่วยที่บ้านบ้างหรือเปล่า?

หนึ่ง : พ่อกับแม่ เขาไม่อยากให้ช่วยอยู่แล้ว เพราะเขาก็มองว่ามันลำบาก ตอนแรก พ่อแม่คิดว่าจะให้ธุรกิจนี้จบไปที่รุ่นพ่อแม่เลยล่ะค่ะ พอเราทำงานเราก็ช่วยเป็นเงินไป ช่วยออกแรงบ้าง ไปส่งของบ้าง มีขายบ้าง แต่ว่ายังขายไม่เก่งอยู่ดี (ยิ้ม)

 

แล้วตอนทำงานประจำ ทำงานที่ไหนครับ?

หนึ่ง :  ทำที่บริษัทปิโตรเคมีแห่งหนึ่งมา 5 ปี แต่ว่าคิดจะลาออกตั้งแต่ 2 ปีแรกแล้ว ตอนแรกที่คิดจะลาออก เพราะคิดว่าจะไปทำ Sale สาย Commercial อยากไปเรียนรู้ทักษะการขาย เพื่อจะได้กลับมาช่วยที่บ้าน

 

แล้วทำไมอยู่ดีๆ ถึงอยากกลับไปทำที่บ้านได้ล่ะครับ?

หนึ่ง : สาเหตุหลักเพราะที่บ้านเลย คือ หนึ่งอยากช่วยพ่อแม่ (ครอบครัวสำคัญที่สุดใช่ไหมครับ) เห็นเค้าทำด้วยและขายไปด้วยมันเหนื่อย การขายกับการคุยกับลูกค้านี้มันเหนื่อยกว่าการทำอีกนะ (เพราะว่าลูกค้ามันเรื่องมากชิบ-หัวเราะ) ถ้าเรารับตรงนี้ไว้หมดได้ เราไปสั่ง พ่อแม่เราสบาย หนึ่งคิดแค่นี้เอง

 

ตอนแรกที่จะทำ หนึ่งทะเลาะกับพ่อ พ่อไม่ให้ทำ พ่อบอกมันยาก พ่อเราคิดไปไกล ว่าถ้าพ่อเป็นอะไรไป ลูกสาวจะคุมโรงงานได้ยังไง  มันไม่ใช่งานที่เหมาะกับลูกสาว

 

หนึ่งก็บอกว่ามันไม่ใช่ว่าหนึ่งจะทำอันนี้ไปจนตาย แต่มันเป็นสกิลอย่างหนึ่งที่หนึ่งควรทำให้มันสำเร็จ ถ้าพ่อคิดว่าขายเฟอร์นิเจอร์หวายมันยากหรอ ใช่! มันยากอยู่แล้ว เพราะว่าของยังงี้ ต้องทำเยอะ ขายเยอะ คุยเยอะ แถมต้องดูแลให้มันทันส่งของ จัดออเดอร์อีก ฯลฯ แต่มันยากก็ดีแล้ว เพราะต่อไปเราทำอะไรมันก็ง่ายหมด

 

แล้วทำไมไม่ออกตั้งแต่ 2 ปีแรกเลย?

หนึ่ง :  เพราะเราไม่มีเงิน ฮ่าาาาาาา (หัวเราะดังมาก) ตั้งแต่เราทำงานมาไม่เคยเก็บเงินเลย ไม่เคยวางแผนการเงินอะไรเลย โชคดีที่เราเป็นคนที่ไม่ฟุ่มเฟือยอยู่แล้ว เดือนๆหนึ่งใช้เองก็ไม่ถึงหมื่น ส่วนมากให้ที่บ้านหมด

 

หนึ่งเคยเอาเงินไปซื้อ LTF เพื่อลดหย่อนภาษีอะไรบ้าง อารมณ์ประมาณคนทำงานประจำที่ตื่นเต้นมากกับการจะหมดปีแล้ว รุ่นพี่ก็มาถามว่าเราซื้อยัง เราก็เออซื้อก็ได้วะ! แต่ซื้อไปซื้อมาก็รู้สึกอึดอัดเพราะเงื่อนไขมันจำกัดเรื่องการเงินของเรา

 

แล้วตอนที่ลาออกในปีที่ 5 นี่มีเงินหรอครับ?

หนึ่ง :  ตอนปีที่ 4 คิดอยากลาออกแล้ว แต่เราต้องรอเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีก1 ปี ประมาณ 100,000 บาท ตอนนั้นเราอยู่ด้วยความคิดที่ว่า ซื้อเวลาหนึ่งปีด้วยเงินหนึ่งแสนบาท  

 

ระหว่างนั้น เราเลยลองเปิดร้านขายเฟอร์นิเจอร์ขึ้นมาลองขายดู แต่ทำแบบไม่ได้ทุ่มเวลามาก คือ เปิดหน้าร้าน ให้เบอร์โทร แล้วก็ขายออนไลน์เอา สินค้าทั้งหมดจะมาจากเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่บ้าน

 

ช่วงนึง เรามีเปิดร้านขายกระเป๋าด้วย คือ มันอินดี้มากๆ สาเหตุเกิดจากเพราะแม่ทะเลาะกับพ่อ และแม่บอกว่าจะตัดขาดกับพ่อ แม่เลยมาอยู่ที่ระยองกับเรา แล้วแม่ก็บอกว่าไม่ต้องไปเอาเงินพ่อ เดี๋ยวแม่กับน้องจะทำกระเป๋าขาย เราก็โอเค เลยเอาเงินตัวเองไปเปิดร้านให้น้องกับแม่ พอเปิดได้ประมาณสามสัปดาห์แม่คืนดีกับพ่อแล้ว หลังจากนั้นแม่ก็กลับบ้าน ส่วนน้องก็บอกว่าไม่เอาขี้เกียจทำแล้ว

 

อ้าว.. ทีนี้เราทำยังไงต่อละ

หนึ่ง :  เราก็จ้างคนไปขาย แต่ขายแบบไม่ได้ประเมินอะไรเลย ยอดขายดีนะ แต่ค่าที่มันแพงมาก ต้องขายประมาณ 3 สัปดาห์ถึงจะได้ค่าที่ และมีเวลาทำเงินกับหาค่าจ้างพนักงานเพียง 1 สัปดาห์

 

เราเลยมาคิดว่า เฮ้ย .. ถ้าชีวิตเรามีร้านของตัวเองหรือมีธุรกิจของตัวเองจริง แต่มันไม่ได้ทำให้เรามีอิสระหรือคลายกังวลได้เลย มันไม่ควรเรียกว่า “ธุรกิจ” เพราะถ้ามี “ธุรกิจ” แล้วมันเหมือนกับงานประจำมันก็ไม่ใช่ธุรกิจแล้ว เร&#

เปิดกิจการใหม่!! ควรรู้จักภาษีธุรกิจอะไรบ้าง

สำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจแล้ว เรื่องภาษีถือเป็นอีกหนึ่งที่สร้างความหนักใจให้กับการทำธุรกิจ เพราะมีความยุ่งยากวุ่นวายปวดหัวคล้ายจะเป็นลม อมยาอมไปสามเม็ดก็ไม่หาย (เอ่อ.. กรุณาไปตลกที่อื่นนะครับ)

 

แต่พรี่หนอม @TAXBugnoms  ขอบอกเลยครับว่า สำหรับเรื่องภาษีนั้น มีความเข้าใจผิดอยู่ 2 เรื่อง คือ

  1. เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักจะหาคำตอบว่า เราจ่ายภาษีไปทำไม ซึ่งขอย้ำอีกครั้งว่า ความหมายของภาษีก็คือ สิ่งที่รัฐเรียกเก็บจากประชาชนโดยที่ไม่มีผลตอบแทน ดังนั้นไม่ต้องหาคำตอบครับ เพราะสิ่งที่เราจ่ายไปนั้นไม่มีผลตอบแทนแน่ๆ ฮิ้ววว 
  2. ภาษีเป็นเรื่องยาก ดังนั้นเราควรจ้างคนอื่นมาทำก็ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง (อ้าว) แต่ประเด็นหนึ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ เจ้าของธุรกิจต้องรู้เรื่องภาษีในส่วนที่จำเป็นต่อธุรกิจ เพราะมันถือเป้นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบของเราครับ

 

ดังนั้นผมอยากจะให้ปรับทัศนคติใหม่ก่อนว่า
ความรู้เรื่องภาษีเหมือนกับการขับรถยนต์
คือ เป็นแล้วเป็นเลย ถ้ารู้ภาษีแล้วก็รู้เลยเช่นเดียวกันครับ 

 

บทความในตอนใหม่นี้เป็นการรวบรวม "ภาษี" ทั้งหลายที่เราต้องเจอเมื่อมีการเปิดกิจการใหม่ หรือ ทำธุรกิจนั่นเองครับ แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักสิ่งที่เรียกว่า รูปแบบธุรกิจกันก่อนครับ ว่าธุรกิจของเรานั้นเป็นอะไร ระหว่าง บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล

 

เริ่มที่ "บุคคลธรรมดา" กันก่อนครับ สำหรับบุคคลธรรมดานั้นจะประกอบด้วย 3 ประเภท ได้แก่ เจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญ และ คณะบุคคล ซึ่งมีความแตกต่างกันดังนี้จ้า

 

เจ้าของคนเดียว

คำว่า เจ้าของคนเดียว คือ การธุรกิจด้วยตัวเราคนเดียว เมื่อได้กำไรหรือขาดทุนก็จะมีผลต่อตัวเราเป็นคนเดียว ซึ่งข้อดีก็คือความเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ยกตัวอย่างเช่น คนค้าขายทั่วไปที่เราพบเห็นกันนี่แหละครับ

 

ห้างหุ้นส่วนสามัญ

ห้างหุ้นส่วนสามัญ จะมีตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มาร่วมลงทุนและดำเนินกิจการร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันผลกำไรจากการทำธุรกิจและรับผิดชอบหนี้สินร่วมกัน ซึ่ง ห้างหุ้นส่วนสามัญแบบที่ไม่ได้จดทะเบียน จะถือว่าเป็นบุคคลธรรมดา

 

คณะบุคคล

เดิมที คณะบุคคล จะมีลักษณะเหมือนกับห้างหุ้นส่วนสามัญแต่ต่างกันตรงที่ไม่มีวัตถุประสงค์ในการแบ่งปันผลกำไรที่ได้ร่วมกัน และได้มีการกำหนดนิยามใหม่เมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมาว่า คณะบุคคล คือ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงกระทําการที่มีเงินได้พึงประเมินร่วมกันอันมิใช่ห้างหุ้นส่วนสามัญ

 

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน รูปแบบของห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลนั้นไม่เหมาะแก่การใช้งานอีกต่อไปครับ เนื่องจากเหตุผลของการเสียภาษีที่ซ้ำซ้อน ซึ่งผมเคยเขียนไว้ในบทความที่บล็อกภาษีข้างถนน เรื่อง [สรุป] การปรับปรุงภาษีห้างหุ้นส่วนสามัญคณะบุคคลในบทความเดียว และ 5 ขั้นตอนควรรู้ก่อนยื่นภาษีห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคล

 

ตามมาด้วยรูปแบบต่อมา นั้นคือ "นิติบุคคล" ที่ประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือ ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และ บริษัทจำกัด ครับ

 

ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนและห้างหุ้นส่วนจำกัด

สำหรับห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน จะมีลักษณะเหมือนกับห้างหุ้นส่วนสามัญ แต่มีการจดทะเบียนขึ้นมาเป็นนิติบุคคลครับ ส่วน ห้างหุ้นส่วนจำกัดจะมีข้อแตกต่างตรงที่ จะมีหุ้นส่วนบางคนเรียกว่า หุ้นส่วนจำกัด ถูกจำกัดหน้าที่ความรับผิดชอบในด้านหนี้สินของกิจการไว้

 

บริษัทจำกัด

สำหรับ บริษัทจำกัด เป็นรูปแบบของการดำเนินงานที่มีการจัดตั้งโดยคนตั้งแต่ 3 คนขึ้น และไปใช้การวิธีการเข้าร่วมลงทุนโดยการกำหนดทุนออกเป็นหุ้นที่มีมูลค่าเท่าๆกัน และเราจะเรียกคนเหล่านั้นว่า "ผู้ถือหุ้น" โดยมีความรับผิดชอบเท่ากับมูลค่าของหุ้นที่ซื้อไว้เท่านั้นครับ

 

สำหรับคำถามที่ว่าธุรกิจรูปแบบไหนดีที่สุดนั้น บอกตรงๆแบบไม่อายเลยครับว่า "ไม่รู้" เพราะมีปัจจัยมากมายหลายหลากในการตัดสินใจ ดังนั้นอย่าเชื่อใครที่เค้าบอกมานะครับ แต่ให้ปรึกษาและเลือกให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจครับผม

ต่อมาเมื่อเลือกรูปแบบกิจการได้แล้ว ก็จะมาถึงเรื่องของพระเอกอย่าง "ภาษี" กันบ้าง ซึ่งหลักๆ แล้วเราสามารถแบ่งประเภทของภาษีออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาษีทางตรง และ ภาษีทางอ้อม

 

ภาษีทางตรง

ภาษีทางตรง คือ ภาษีที่มีการเรียกเก็บเงินจากเราโดยตรงและไม่สามารถผลักภาระให้กับคนอื่นได้ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ ภาษีเงินได้นิติบุคคล 

 

โดยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะมีการจัดเก็บในอัตราก้าวหน้า เป็นเป็นรอบปีตามปฎิทิน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคมของทุกๆ ปี ซึ่งผู้ที่มีรายได้จากรูปแบบธุรกิจบุคคลธรรมดา มีหน้าที่ต้องไปชำระภาษีให้พร้อมเพียงกันครับ

 

ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคล จะมีการจัดเก็บในอัตราคงที่ และมีการลดหย่อนอัตราภาษีให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีทุนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้าน ซึ่งเรื่องนี้จะถือโอกาสเล่าในคราวต่อไปนะครับ

 

หลายๆ คนอ่านถึงตรงนี้ อาจจะเกิดคำถามว่าเราควรเลือกรูปแบบธุรกิจเพื่อประหยัดภาษีแบบไหนอย่างไร ผมขอแนะนำให้อ่านบทความที่มีชื่อว่า ทำธุรกิจอย่างไรให้ประหยัดภาษีสูงสุด เพิ่มเติมครับ

 

ภาษีทางอ้อม

ภาษีทางอ้อม คือ ภาษีที่เราสามารถผลักภาระภาษีให้กับผู้บริโภคได้ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ซึ่งมีหลักการจัดเก็บที่แตกต่างกันไป เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มจะเรียกเก็บจากธุรกิจที่ขายสินค้าและให้บริการ ส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะจะเรียกเก็บสำหรับกิจการเฉพาะ เช่น ธนาคาร หรือ หลักทรัพย์ต่างๆ ส่วนอากรแสตมป&#xE4C

[ซีรีย์] ภาษีง๊ายง่าย [2] : เลือกค่าใช้จ่ายให้ถูกต้องงง

สวัสดีครับกับ @TAXBugnoms กลับมาพบกันอีกครั้งกับซีรีย์เรื่อง ภาษีง้ายง่าย ในตอนที่ 2 หลังจากที่เรารู้จักกับเรื่องของเงินได้ไปแล้วใน [ซีรีย์] ภาษีง๊ายง่าย [1] : เงินได้ของเราต้องเสียภาษีไหม? ในตอนที่ 2 นี้ เรามาทำความรู้จักและลงลึกกันไปถึงเรื่องของค่าใช้จ่ายกันดีกว่าครับ

แต่เดี๋ยวก่อน!! ผมขอเน้นอีกทีนะครับว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการคำนวณภาษี คือ วิธีการเลือกประเภทเงินได้ให้ถูกต้อง พอพูดแบบนี้หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเราต้องรู้จักเรื่องของเงินได้ก่อน เพราะจริงๆมันเกี่ยวพันกันอย่างแน่นเหนียวเลยล่ะคร้าบ

เพราะว่าการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น กฎหมายได้กำหนดให้เราสามารถหักค่าใช้จ่ายแต่ละประเภทโดยอ้างอิงจากประเภทเงินได้ของเราครับ ซึ่งเงินได้แต่ละประเภทสามารถหักค่าใช้จ่ายได้แตกต่างกัน บางประเภทหักได้ม็ากกกมาก บางประเภทหักได้น้อยแบบสุดๆ ดังนั้น สิ่งสำคัญของการเลือกค่าใช้จ่ายให้ได้ดีที่สุด คือ การเลือกประเภทของเงินได้ให้ถูกต้องนั่นเองงงงง

เริ่มต้นที่การจัดประเภทเงินได้

คำถามแรกที่ผมอยากถามเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคน คือ รู้ไหมครับว่ารายได้ที่เรามีนั้นถือเป็นเงินได้ประเภทไหนทางภาษีกันแน่ บางคนอาจจะรู้ บางคนอาจจะไม่รู้ เรามารู้กันไปพร้อมๆกันดีกว่าครับว่า เงินได้ทั้งหมดทางภาษีนั้น มี 8 ประเภท และเงินได้แต่ละประเภทมีอะไรบ้าง

เงินได้ประเภทที่ 1 คือ เงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน โบนัส ต่างๆ

เงินได้ประเภทที่ 2 คือ เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ เช่น ค่านายหน้า งานที่รับจ้างทำตามสัญญาจ้างเป็นครั้งคราวไป

เงินได้ประเภทที่ 3 คือ เงินได้ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปี หรือเงินได้ที่มีลักษณะ เป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล

เงินได้ประเภทที่ 4 คือ ดอกเบี้ย เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไรต่างๆ

เงินได้ประเภทที่ 5 คือ เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สินต่างๆ

เงินได้ประเภทที่ 6 คือ เงินได้จากวิชาชีพอิสระต่างๆ เช่น วิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลป (แพทย์) วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอื่นที่กฎหมายกำหนด

เงินได้ประเภทที่ 7 คือ เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระ ในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ เช่น การรับเหมาก่อสร้าง

เงินได้ประเภทที่ 8 คือ เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ หรือเงินได้อื่นๆที่ไม่ได้ระบุไว้ใน 7 ประเภทที่ว่ามา

ถ้าใครยังไม่รู้ว่าตัวเองมีเงินได้ประเภทไหน ผมแนะนำให้อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความในบล็อกภาษีข้างถนน เรื่อง [ภาษี] เข้าใจเงินได้ทั้ง 8 ประเภทใน 2 นาที ครับ

และเมื่อเรารู้จักประเภทของเงินได้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อมาเรามาดูกันครับว่า เงินได้แต่ละประเภทนั้นสามารถหักค่าใช้จ่ายได้มากหรือน้อยแค่ไหน ซึ่งการหักค่าใช้จ่ายตามกฎหมายนั้นก็จะมีทั้งแบบเหมา คือ กฎหมายได้กำหนด % ในการหักค่าใช้จ่ายไว้ให้เรียบร้อย กับ แบบตามจริง (ตามจำเป็นและสมควร) ซึ่งต้องใช้เอกสารหลักฐานประกอบเพื่อให้พี่ๆสรรพากรพิสูจน์ว่าเรามีค่าใช้จ่ายเช่นนั้นจริงๆ

โดยเงินได้แต่ละประเภทสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เหมือนกัน ทั้งในเรื่องของ % ในการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา และ การเลือกใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายทั้งแบบเหมาหรือตามจริง อีกด้วย เช่น เงินได้ประเภทที่ 1 เงินเดือนสามารถเลือกหักได้แต่ค่าใช้จ่ายแบบเหมาเท่านั้นในอัตรา 40% และสูงสุดเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 60,000 บาทต่อปีครับ

จากรูปนี้ เราจะเห็นว่า ถ้าหากเราเป็นมนุษย์เงินเดือน (เงินได้ประเภทที่ 1)มีรายได้ 1  ล้านบาทต่อปี เราจะสามารถหักค่าใช้จ่ายสูงสุดได้แค่ 60,000 บาทต่อปีเท่านั้น หรือคิดง่ายก็เดือนละ 5,000 บาทนั่นเอง แหมคุณพี่ทำไมชีวิตมันโหดร้ายแบบนี้คร้าบบ #เศร้าแป๊บ

แต่ในทางเดียวกัน ถ้าเราขายของแบบซื้อมาขายไป (เงินได้ประเภทที่ 8) รายได้ 1 ล้านบาทที่ว่ามานี้จะสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ถึง 800,000 บาท กันเลยทีเดียว แถมยังมีโอกาสในการเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบตามจริงได้อีกด้วย

อ้าวว.. แบบนี้คุณหนอมกำลังบอกให้ไปขายของออนไลน์ใช่ไหมครับ #ตึงโป๊ะ ไม่ใช่คร้าบบบ ผมกำลังบอกว่าถ้าเราสามารถเปลี่ยนประเภทของเงินได้เป็นประเภทที่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่า เราจะยิ่งมีโอกาสในการลดหย่อนภาษีที่มากขึ้นนั่นเองครับ

ยกตัวอย่างเช่น ฟรีแลนซ์คนหนึ่งทำงานมีรายได้ต่อปี 1,000,000 บาท ถ้าไม่เปลี่ยนประเภทเงินได้ จะกลายว่ารายได้ส่วนนี้ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 ที่หักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดเพียงแค่ 60,000 บาท

แต่ถ้าฟรีแลนซ์คนนี้สามารถเปลี่ยนประเภทเงินได้ของตัวเองเป็นประเภทที่ 7 (ถ้าลักษณะงานคือการรับเหมาและเป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์ด้วยตัวเอง) หรือ เงินได้ประเภทที่ 8 (ถ้าลักษณะงานมีการเปิดหน้าร้านเป็นหลักแหล่ง มีป้าย มีลูกจ้าง และดำเนินการแบบพาณิชยกรรม) ลองคิดดูสิครับว่าจะสามารถจะเพิ่มค่าใช้จ่ายได้เท่าไร?

ถ้าเป็นเงินได้ประเภทที่ 7 ฟรีแลนซ์คนเดิมจะสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้สูงถึง 700,000 บาท หรือเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ หรือ ถ้าเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ก็จะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริงเช่นกันครับ (ถ้าหากลักษณะงานของฟรีแลนซ์รายนี้ไม่ได้มีกำหนดอัตรา % ในการหักเหมาไว้ตามกฎหมาย ทำให้ต้องเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงเพียงอย่างเดียวครับ)

นั่นคือเรื่องของการเปลี่ยนประเภทเงินได้ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในการหักค่าใช้จ่ายทางภาษีมากขึ้นครับ ทีนี้ก็มาถึงคำถามสำหรับการหักค่าใช้จ่ายที่หลายๆคนชอบถามผมก็คือ แล้วเราควรเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบไหน ถ้าสามารถเลือกหักได้แบบเหมาและตามจริง

รัฐบาลไม่เคยช่วยให้ใครรวย คุณจำเป็นต้องช่วยตัวเอง!

เมื่อประมาณต้นเดือน น้องบอกอเนตไอดอลหัวฟูของออมมันนี่ วิ่งแบบเมาๆ มาเล่าเรื่องให้พี่เกรย์ฟังว่า “ลุงๆๆๆๆ รู้ไหมมีคนคุณปู่คนหนึ่งเผาตัวตายบนรถไฟชินคันเซน” พี่เกรย์ก็ถามกลับไปว่าทำไมเค้าถึง #เผาเลยครับพี่น้องผมรับผิดชอบเอง นังน้องเจ้าเก่าก็บอกว่า “แย่จังเลยเนอะ ทำให้คนอื่นเดือดร้อนมากมาย เพราะว่าสาเหตุแค่เพียงว่าเค้าไม่มีเงินเกษียณ”

พี่เกรย์ฟังแล้วก็สลดใจไปสักพักเลยนะ นั่งคิดว่าถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับประเทศไทยมันจะเป็นยังไงบ้างวะ เลยไปพินิจพิจารณาหาข่าวอ่านเพิ่มว่า สาเหตุที่แท้จริงที่คุณลุงแกเผาตัวตายไปนั้นมันเกิดจากอะไร หาไปหามาเลยได้ใจความด้านจิตวิทยาว่า มันเป็นเพราะว่าคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่เคยได้รับความสำคัญจากโลกใบนี้ และไม่เคยมีแม้แต่ตัวตนในสายตาคนรอบข้าง ลุงแกคงเลือกวิธีการ “ประกาศตัวตน” สุดท้ายและบอกกลายๆให้โลกนี้รู้ว่า “กรูไม่พอใจต่อสังคมอย่างมาก” #น่าสงสารลุงเขานะครับ

แต่คิดไปคิดมาอีกสิบห้าตลบ พี่เกรย์ก็ตกผลึกได้ว่า เราน่าจะสงสารลูกหลานของลุงแกมากกว่า เพราะกฎหมายญี่ปุ่นเค้าเขียนไว้ว่า คนที่ฆ่าตัวตายโดยรถไฟ ถือว่าสร้างความเสียหายให้กับระบบคมนาคมของประเทศ และคนซวยก็คือครอบครัวต้องจ่ายค่าชดเชยมหาศาล #อ้าวลุ๊งงงงง #มึงเล่นคนในบ้านด้วย

และในช่วงใกล้ๆกัน อีกฟากหนึ่งของโลก เราเห็นข่าวของคุณลุงอีกคนหนึ่ง นั่งเข่าทรุดนั่งร่ำร้องไห้คร่ำครวญอยู่หน้าธนาคารแห่งหนึ่ง หลังจากที่รู้ตัวว่าไม่สามารถเบิกเงินบำนาญได้เต็มจำนวน เพราะรัฐบาลกรีซกำหนดให้เบิกเงินได้แค่ 120 ยูโรเท่านั้น

เมื่อข่าวมาแบบนี้ คำถามที่พี่เกรย์จะตั้งต่อมิตรรักนักอ่านทุกคนก็คือ พวกคุณ คุณ คุณ เห็นอะไรจากข่าวเหล่านี้บ้างหรือครับดวกส์

สำหรับพี่เกรย์ ขอบอกเลยว่าเห็นระบบสวัสดิการสังคมของประเทศหนึ่งที่เคยถูกยกย่องว่าดีที่สุด เยี่ยมที่สุด แต่เอาเข้าจริงๆแล้วมันกลับมีคนที่ลำบากและอัตคัตอย่างน่าอนาถอยู่เบื้องหลัง #ซุกปัญหาไว้ใต้พรม

โลกเราทุกวันนี้เจริญขึ้น ระบบการรักษาพยาบาลดีขึ้นมาก มันคือทางออกที่ดีที่มนุษย์จะมีชีวิตที่ยืนยาว แต่ความจริงอีกด้านหนึ่ง คือ เราจะเห็นผู้สูงวัยจำนวนมากยังต้องทำงานหาเลี้ยงชีพอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่มีลูกหลานคอยดูแล ไม่มีเงินเกษียณเพียงพอ ไม่มีความสะดวกสบายเหมือนชาวบ้าน จนสุดท้ายก็เป็นโรคร้าย หรือทนไม่ไหวต้องตายอย่างน่าอนาถเพียงลำพัง

หันกลับมามองดูตัวเอง ประเทศไทยเราแม่มก็กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และที่น่ากลัวกว่านั้น คือ คนแก่ของประเทศเราแม่มกำลังจนลงทุกวันๆ ส่วนคนวัยทำงานก็จะมีภาระสองทาง คือ ทั้งครอบครัวตัวเองที่กำลังสร้างใหม่ และครอบครัวเก่าที่ไม่มีจะแดรกส์ #คิดแล้วอยากจะแทรกแผ่นดินหนีจริงๆ

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 600 บาท
ประกันสังคมอีก 3,000 บาท
คิดว่าจะทำให้มีชีวิตอยู่รอดไหมล่ะวะครับ?

พี่เกรย์ขอบอกสั้นๆเลยว่า “ไม่มีทางไอสัส” #จบข่าว

ถ้าไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเรา มีอยู่ 3 สิ่งที่เราทุกคนต้องทำเพื่อชีวิตที่ดี ถ้าคุณโชคดีได้อ่านบทความนี้ พี่เกรย์อยากจะขอร้องดังๆ ว่าคุณกรุณาทำตามข้อดังต่อไปนี้…

ข้อแรก เลิกฟุ่มเฟือย

ลองคิดก่อนว่าเราใช้จ่ายอะไรที่ไม่มีประโยชน์ต่อตัวเอง ก็ลดลงบ้าง ประหยัดบ้าง มองภาพกว้างๆไปจนถึงวันสุดท้ายที่เราไม่มีรายได้ว่าเราจะอยู่อย่างไร ความสุขในวันนี้มันดีนะ แต่ความทุกข์ในอนาคตแม่มน่ากลัวสัสๆ

ข้อสอง เก็บออมและลงทุน

ถ้าทำธุรกิจไม่เป็น ไม่มีความคิดอะไร ก็หาวิธีทำให้เงินงอกเงยเพิ่มขึ้นด้วยการลงทุนและเก็บออมไว้ใช้ให้เพียงพอ ศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองอย่างจริงจัง อย่าหวังว่าจะมีใครมาช่วยให้เราสำเร็จได้ง่ายๆ เพราะสุดท้ายเราแม่มกลายเป็นควายให้พวกมันหลอกทุกที

ข้อสาม หาวิธีการสร้างสังคมที่ดีร่วมกัน

พี่เกรย์เห็นคนหล่อๆหลายต่อหลายคนชอบบอกให้เราต้อง ปรับตัว ทำตัวให้ดี ทำชีวิตให้เจ๋ง แต่เอาจริงๆแล้ว คนบางคนมันเจ๋งไม่ได้ ไปไม่ไหว ชีวิตจะบรรลัยเมือไรก็ไม่รู้ อย่ามัวแต่พูดจาหรูให้ดูดี จนพี่เกรย์อยากจะเอาเท้าที่มีไปลูบหน้า เพราะถ้าคุณหล่อจริง คุณจงหาวิธีที่จะช่วยเหลือสังคมไปด้วย ไม่ใช่แค่อวยตัวเองว่ากรุเก่ง กรุปรับตัวได้ แบบนั้นคุณมันก็แค่ควายตัวหนึ่งที่หลงตัวเองเท่านั้น

ถ้าใครคิดว่าตัวเองพอไหว..
อยากช่วยใคร อยากทำอะไรให้สังคม 
เริ่มต้นทำได้เลย ไม่ต้องรอคำว่า “พร้อม”
จำไว้ท์นะจ๊ะเด็กๆ

สุดท้ายนี้ พี่เกรย์ขอฝากความเห็นเศร้าๆไว้สักหน่อยว่า พวกคุณอย่าไปคิดหวังพึ่ง “รัฐสวัสดิการ” ที่เราได้รับจากรัฐบาล เพราะทุกวันนี้คนทำงานทุกคนก็แย่งกันเหมือนซอมบี้ใน  Walking Dead อยู่แล้ว แต่จงหาวิธีสร้างตัวเองขึ้นมาให้ได้ อย่างน้อยขอให้มีเงินพอจัดงานศพของตัวเองละกันนะจ๊ะ จะได้ไม่ลำบากลูกหลานไงล่ะจ๊ะ เบบี๋

ลงทุนอสังหาแบบกล้วยๆ ด้วย “REIT”

ถ้าคุณเป็นคนที่อยากลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็บค่าเช่า แต่มีเงินทุนน้อย ไม่รู้จักทำเลดี ๆ หรือทำเลที่ชอบก็มีเจ้าของไปหมดแล้ว กลัวจะหาคนเช่าไม่ได้ ไม่อยากยุ่งยากกับการจัดการ เช่น ต้องคอยมาซ่อมแซมดูแลรักษา ต้องคอยทวงเก็บค่าเช่า และห่วงว่าถ้าเกิดเปลี่ยนใจไม่อยากลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แล้ว ก็กลัวว่าจะหาคนมาซื้อต่อได้ยาก ต้องบอกว่า “REIT” จะเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ที่จะช่วยให้การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของคุณเป็นเรื่องง่าย

มาทำความรู้จักกับกอง REIT กัน

“REIT” ย่อมาจาก Real Estate Investment Trust มีชื่อเป็นภาษาไทยว่า “ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์” มีลักษณะเป็นกองทรัพย์สินที่รวบรวมเงินจากคนที่สนใจหลาย ๆ คน แล้วเอาเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น โรงงาน หรือโกดังสินค้าเพื่อเก็บค่าเช่า เพื่อเอามาจ่ายให้กับผู้ลงทุนตามสัดส่วน โดยคนที่ลงทุนใน REIT ไม่ต้องเหนื่อยกับการดำเนินการใด ๆ เลย เพราะ REIT จะมี “ผู้จัดการ REIT” ที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารอสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น ๆ คอยดำเนินการแทนทุกอย่าง เช่น ดูแลทรัพย์สินให้พร้อมเช่า จัดหาผู้เช่า จัดเก็บค่าเช่า เป็นต้น แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับว่าผู้จัดการ REIT จะดำเนินการไม่โปร่งใส  เนื่องจาก REIT จะมีหน่วยงานที่เป็นเหมือนตัวแทนผู้ลงทุนคอยดูแลกำกับตรวจสอบการทำหน้าที่ของผู้จัดการ REIT อีกทอดหนึ่ง ซึ่งเราจะเรียกหน่วยงานนี้ว่า “ทรัสตี” (Trustee)

หลายคนอาจเคยรู้จักกับ”กองทุนอสังหาริมทรัพย์” (Property Fund) มาก่อน ซึ่งเป็นกองทุนที่รวบรวมเงินจากนักลงทุนแล้วไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เหมือนกับ REIT เลย บางคนอาจจะสงสัยว่าสองอย่างนี้มันแตกต่างกันยังไง ผมขอสรุปสั้น ๆ ดังนี้ครับว่า ทั้ง REIT และ Property Fund มีความเหมือนกันตรงที่ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อหาผลประโยชน์เหมือนกัน แต่ REIT จะมีหลักเกณฑ์การลงทุน การจัดการอสังหาริมทรัพย์ การกำกับดูแล ที่ยืดหยุ่นและเป็นสากลกว่า ซึ่งจะทำให้ REIT ได้รับผลตอบรับที่ดีจากนักลงทุนต่างประเทศมากกว่า

การลงทุนใน REIT เหมาะกับใคร?

REIT นำเงินจากผู้สนใจไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แล้วหาผลประโยชน์ ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่จะมาจากค่าเช่า หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว REIT จะต้องจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนในรูปของเงินปันผลอย่างน้อย 90% ของกำไรสุทธิ พูดง่าย ๆ การที่เราลงทุนใน REIT ก็เหมือนกับการที่เราไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์แล้วเก็บค่าเช่า แต่มีคนช่วยจัดการงานแทนให้เรานั่นเอง สบายจริง ๆ ครับ

จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนในรูปค่าเช่าจะไม่ค่อยมีความผันผวน จึงทำให้ราคาของ REIT ที่อาจจะขึ้นหรือลงไม่มาก โอกาสที่จะซื้อขาย REIT เพื่อเก็งกำไรจึงมีน้อย ทำให้ REIT ไม่เหมาะกับนักลงทุนประเภทเก็งกำไร แต่จะเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาวเพื่อรับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสได้เงินปันผลมากขึ้นตามรายได้จากค่าเช่าที่เติบโตขึ้น

ผมขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างผลตอบแทนกับความเสี่ยงของ REIT กับ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนอีก 2 ตัวคือ หุ้นกู้ และ หุ้น เพื่อเป็นไอเดียในการลงทุน ซึ่งจะเห็นได้ว่าความเสี่ยงและผลตอบแทนของ REIT จะอยู่ตรงกลางระหว่างหุ้นกู้กับหุ้นนั่นเอง

ข้อดีของการลงทุนใน REIT  คือ ?

ผมเองก็เป็นนักลงทุนคนหนึ่งที่มี REIT และ Property Fund ติดพอร์ท ถ้าจะถามผมว่าทำไมผมถึงลงทุนในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ คำตอบก็คือ

1)  สามารถเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่สนใจได้ โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ เพราะถ้าจะลงทุนซื้อโรงงานเพื่อให้เช่าสัก 1 หลัง คงต้องใช้เงินอย่างต่ำห้าล้านถึงสิบล้าน แต่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ผ่าน REIT ใช้เงินไม่ต้องมาก เริ่มต้นด้วยเงินไม่กี่พันบาทก็เป็นเจ้าของได้แล้ว

2)  ไม่ต้องเหนื่อย หรือกังวลเรื่องการเก็บค่าเช่า เพราะมีคนช่วยจัดการเรื่องพวกนี้ให้ และส่งมอบผลตอบแทนให้อย่างต่อเนื่อง

3)  กระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี กรณีที่เราเป็นเจ้าของโรงงานให้เช่า 1 โรง ถ้ามีผู้เช่า % ผู้เช่าก็จะเท่ากับ 100% แต่ถ้าผู้เช่ายกเลิกการเช่า รายได้ของเราจะหายไปทั้งหมดทันที แต่ในกรณีที่ลงทุนใน REIT ซึ่งอาจจะลงทุนในโรงงาน 50 โรง ถ้ามีผู้เช่ายกเลิกการเช่าไปสัก 1 รายได้ของเราจะหายไปเพียง 2% เท่านั้นเอง

4)  ถ้าคิดเปลี่ยนใจอยากจะเลิกลงทุนก็ทำได้ง่าย เพราะ REIT สามารถซื้อขายกันได้ในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ซื้อง่ายขายคล่อง แถมยังไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องภาษีจากการซื้อขายอีกด้วย

5)  ผลตอบแทนที่อยู่ในระดับดี จากข้อมูล SET SMART ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 6.16 % ต่อปี ในความเป็นจริงถ้าเราเลือก REIT หรือ Property Fund ดีๆ จะได้ผลตอบแทนที่มากกว่านี้ หลายกองที่ผมถืออยู่ในพอร์ทผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 7 % กว่า ต้องบอกว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยทีเดียว  

ลองยกตัวอย่าง REIT สักกอง…

เร็ว ๆ นี้จะมี REIT ที่เสนอขายให้กับนักลงทุน ประมาณเดือนมิถุนายน 2558 ซึ่งเป็น REIT ที่ลงทุนในกรรมสิทธิ และสิทธิการเช่า อสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร (ชลบุรี) และนิคมอุตสาหรรมอมตะซิตี้ (ระยอง) เพื่อเก็บค่าเช่าแล้วนำมาจ่ายเป็นผลตอบแทนให้ผู้ลงทุน ผมขอเรียกย่อ ๆ ว่า AMATAR นะครับ

แล้ว AMATAR ลงทุนในอะไร ?

ทรัพย์สินที่ AMATAR จะเข้าไปลงทุน ได้แก่ อาคารโรงงานให้เช่าจำนวน 88 โรง รวมพื้นที่ปล่อยเช่า 160,578.52 ตารางเมตร โดยแบ่งเป็น

1)  กรรมสิทธิ์สมบูรณ์ในโรงงานให้เช่า 25 หลัง ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร (ชลบุรี) รวมพื้นที่ 48,408 ตารางเมตร คิดเป็นมูลค่า 1,611 ล้านบาท

2)  สิทธิการเช่า 30 ปี ในโรงงานให้เช่า 60 หลัง ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร (ชลบุรี) รวมพื้นที่ 105,508.02 ตารางเมตร คิดเป็นมูลค่า 2,960 ล้านบาท

3)  สิทธิการเช่า 30 ปี ในโรงงานให้เช่า 3 หลัง ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ (ระยอง) รวมพื้นที่ 6,662.50 ตารางเมตร คิดเป็นมูลค่า 179 ล้านบาท

ชาติช่วย! รวยด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ

#อัพเดทข้อมูลล่าสุด 29/03/61


“กองทุนการออมแห่งชาติ” เรียกสั้นๆว่า กอช. เป็นกองทุนที่เป็นความหวังของคนรากหญ้าที่จะสร้างวินัยการออมเงินไว้ใช้ในช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิต ทำให้หลังอายุ 60 ปีเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเอง เพราะเป็นวัยเก๊าที่มีเงิน

ในปัจจุบันการออมเงินเพื่อเกษียณนั้นจะเป็นรูปแบบการออมเงินภาคบังคับที่มีเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนเท่านั้น เช่น

  • ข้าราชการ มีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
  • พนักงานเอกชน มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม

 

กองทุนการออมแห่งชาติเกิดมาเพื่อคน 2 กลุ่มนี้…


กลุ่มที่ 1 “กลุ่มคนอินดี้ทำงานอิสระ”

แม่บ้าน แม่ค้า/พ่อค้าที่ตลาดนัด พี่วินมอไซด์ คนขับแท็กซี่ คนเก็บขยะ ชาวสวน ชาวนา ชาวไร่ สำหรับทุกๆคนที่ไม่มีการออมเงินภาคบังคับแบบมนุษย์เงินเดือน เป้าหมายเพื่อจะได้มีเงินเก็บที่แน่นอนไว้ใช้ยามชรานั่นเอง

กลุ่มที่ 2 “เด็กวัยรุ่น”

นับว่า กอช.เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปลูกฝังนิสัยการออมตั้งแต่เด็ก นักเรียน นักศึกษาสามารถเริ่มออมได้ตั้งแต่อายุ 15-60 ปี ยิ่งออมเร็วยิ่งมีเงินเก็บมากนะจ๊ะหนูๆ

 

วิธีตรวจสอบว่าเราสมัคร กอช. ได้มั๊ย

ชาติช่วย! รวยด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ อั

คลิกได้ที่ลิงค์นี้ https://pension.nsf.or.th/rights/

ตัวอย่างการตรวจสอบสิทธิ ถ้าเราสมัครได้ก็จะบอกว่าเรามีสิทธิเป็นสมาชิก กอช. แต่ถ้าเรามีสิทธิอื่นๆอยู่แล้วก็จะขึ้นภาพลักษณะแบบนี้ว่าสมัคร กอช. ไม่ได้นะจ๊ะ ^^

ชาติช่วย! รวยด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ อั

ทำไมต้องออมในกองทุนการออมแห่งชาติ

“เราออม – รัฐออม” เราจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนและรัฐก็จะช่วยเราออมโดยจ่ายสมทบให้สูงสุดปีละ 1,200 บาท เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนหันมาออมเงินมากขึ้น โดยออมขั้นต่ำครั้งละ 50 – 13,200 บาท (นำไปลดหย่อนภาษีได้) ถ้าเดือนไหนเราไม่ออมเงินเข้ากองทุน รัฐก็จะไม่ออมเงินเข้ากองทุนช่วยเราออมด้วยเช่นกัน

ดังนั้น ออมทุกเดือนดีกว่า ส่วนเงินที่รัฐออมช่วยเรานั้นจะปรับทุก 5 ปี ตามสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป วิธีนี้เป็นการลดภาระของรัฐเรื่องของสังคมผู้สูงอายุในระยะยาวได้อีกด้วย

การออมเงินเข้ากองทุนไม่จำเป็นต้องเท่ากันทุกเดือน จะออมมากหรือน้อยตามกำลังทรัพย์ของเราเลยนะจ๊ะ ถ้าตอนไหนทำงานประจำมีประกันสังคมแล้ว ก็สามารถทำเรื่องหยุดจ่ายก่อนได้ ซึ่งเงินก็ไม่ได้หายไปไหน ถ้าสมมติว่าลาออกมาทำงานอิสระแล้วก็สามารถกลับมาส่งต่อกองทุนการออมได้เหมือนเดิมจ้า 

 

สัดส่วนการออมในกองทุนการออมแห่งชาติ

ชาติช่วย! รวยด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ อั

ถ้าเราใส่เงินเข้าไปที่ กอช. ปีละ 13,200 บาท แต่ละช่วงอายุรัฐจะช่วยเราออมเงินกี่บาท เรียกว่าได้ทันทีตั้งแต่สะสมเงินเข้าไป ซึ่งรัฐจะให้เงินส่วนนี้เฉพาะปีที่เราสะเงินเข้า กอช. เท่านั้น

  • ถ้าเราออมตั้งแต่อายุ 15 – 30 ปี รัฐออมช่วยเรา 50% ของเงินสะสม ไม่เกิน 600 บาทต่อปี คิดเป็นผลตอบแทนเบื้องต้น 4.54% ต่อปี [วิธีคำนวณ (600 x 100)/13,200 บาท]
  • ถ้าเราออมตั้งแต่อายุ 30 – 50 ปี รัฐออมช่วยเรา 80% ของเงินสะสม ไม่เกิน 960 บาทต่อปี คิดเป็นผลตอบแทนเบื้องต้น 7.27% ต่อปี [วิธีคำนวณ (960 x 100)/13,200 บาท]
  • ถ้าเราออมตั้งแต่อายุ 50 – 60 ปี รัฐออมช่วยเรา 100% ของเงินสะสม ไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี คิดเป็นผลตอบแทนเบื้องต้น 9.09% ต่อปี [วิธีคำนวณ (1,200 x 100)/13,200 บาท]

ผลตอบแทนของกองทุนการออมแห่งชาติ

เมื่อเราจ่ายเงินเข้าไปในกองทุนจะเรียกว่า “เงินสะสม” แล้วเงินก็จะไปลงทุนโดยผู้จัดการกองทุนที่มีความชำนาญการลงทุนไปในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ออกมาเป็น “ผลประโยชน์ของเงินสะสม” ส่วนรัฐออมช่วยเราจะเรียกว่า “เงินสมทบ” เมื่อนำไปลงทุนแล้วจะเรียกว่า “ผลประโยชน์ของเงินสมทบ” ตามภาพข้างล่างนะจ๊ะ

ผลตอบแทนจากการลงทุนรัฐบาลรับประกันว่าต้องไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนเฉลี่ยของธนาคารออมสิน ธ.ก.ส.และธนาคารพาณิชย์ใหญ่อีก 5 แห่ง

 

ชาติช่วย! รวยด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ

 

อัพเดทการลงทุนของ กอช. 28 ก.พ. 61

ชาติช่วย! รวยด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ อั

เชื่อว่าหลายคนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วกำลังประเมินความคุ้มค่าของเงินที่จะได้รับในอนาคตเทียบกับเงินเฟ้อ รวมถึงผลตอบแทนในการลงทุนในรูปแบบต่างๆว่าลงทุนกองทุนรวมหุ้นได้ผลตอบแทนสูงกว่า ขณะที่บางคนรอเวลาว่า “เดี๋ยวค่อยออม” เพราะลำพังใช้จ่ายในแต่ละวันยังไม่พอแล้วจะเอาที่ไหนมาออม

วิ่ง 10 กิโลเมตรก็ต้องเริ่มวิ่งทีละก้าว

 การออมเงินก็เช่นกันก็ต้องเริ่มจากเงินก้อนเล็กๆที่ครั้งละ 50 บาท เมื่อเรามีรายได้มากขึ้นก็ออมมากขึ้น ซึ่งออมได้สูงสุดปีละ 13,200 บาท (หรือเดือนละ 1,100 บาท) ซึ่งเป็นโอกาสการลงทุนเล็กๆที่จะทำให้คนรากหญ้ามีการออมเงินเกษียณให้ดูแลตนเองได้

 

ความคิดเห็นส่วนตัวจากการที่เห็นคนงานที่บ้านหาเช้ากินค่ำ เวลาว่างก็คิดแต่ว่าวันนี้จะทำอะไรเพื่อให้ตอนเย็นมีเงินซื้อของกิน ซึ่งมีโอกาสในการเก็บออมเงินน้อยมากเพราะไม่มีเครื่องมือทางการเงินที่เปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้ได้ลงทุน กองทุนการออมแห่งชาติเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้คนกลุ่มนี้มีเงินออมที่มากขึ้น

กอช. ตัวช่วยลดหย่อนภาษี

ชาติช่วย! รวยด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ อั

ที่มา : ลดหย่อนภาษีปี 2560 ฉบับสายย่อ (คลิกที่นี่)

เราจะได้รับเงินจากกองทุนการออมแห่งชาติตอนไหน?

  • อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์
  • ทุพพลภาพก่อนอายุ 60 ปี
  • ลาออกจากกองทุน
  • ตาย

 

 

ชาติช่วย! รวยด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ

 

 

 

ชาติช่วย! รวยด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ

 

 

 

ชาติช่วย! รวยด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ

 

 

ชาติช่วย! รวยด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ

– ตัวอย่างการคำนวณเงินบำบาญ –

ตัวอย่างข้างล่างนี้เป็นกรณีส่งต่อเนื่องทุกปีไม่ขาด ตั้งแต่อายุ 15 – 60 ปี ทำงานอิสระเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงหากเราสะสมเงินตั้งแต่อายุ 15 ปี พอเรียนจบอาจจะทำงานประจำหรือเป็นข้าราชการ ทำให้มีสิทธิประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. จึงทำให้ต้องพักการส่งเงินเข้า กอช. เพราะมีสวัสดิการแล้ว แต่ถ้าลาออกจากงานมาทำอาชีพอิสระและไม่มีสวัสดิการใดๆเลย ก็สามารถส่งเงินเข้า กอช.ต่อไปได้

ชาติช่วย! รวยด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ อั

ชาติช่วย! รวยด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ อั

ชาติช่วย! รวยด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ อั

คำนวณเองได้ที่ https://pension.nsf.or.th/#

สมัครกองทุนการออมแห่งชาติต้องไปที่ไหน?

นำบัตรประชาชนใบเดียวไปกรอกเอกสารการสมัครได้เลยที่ 4 ธนาคาร คือ

  • ธนาคารออมสิน
  • ธนาคารกรุงไทย
  • ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธ.อ.ส)
  • ธ.ก.ส.

ล่าสุด!! หักบัญชีเงินฝากแบบอัตโนมัติได้แล้ว 

  • เราจะต้องไปแจ้งที่ธนาคารได้ทั้ง 4 แห่ง เพื่อขอให้หักผ่านบัญชี โดยระบบจะส่งเงินเข้า กอช. แบบอัตโนมัติให้เราทุกวันที่ 20 ของทุกเดือน แต่ถ้าเงินในบัญชีเงินฝากมีน้อยกว่าตามจำนวนที่แจ้งไว้ให้หักอัตโนมัติ ระบบจะไม่นำไปสมทบเป็นยอดการหักบัญชีอัตโนมัติในเดือนถัดไป
  • เจ้าของบัญชีเงินฝากที่ให้หักแบบอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิก กอช. ก็ได้ เช่น ผู้ปกครองที่เป็นข้าราชการสามารถแจ้งให้หักบัญชีเงินฝากตนเองเข้าบัญชีเงินออม กอช. ของสมาชิกที่เป็นลูกหลานได้

มาถึงตรงนี้ก็น่าจะทำให้คนทำงานอิสระเห็นเงินเกษียณของตัวเองชัดเจนขึ้นแล้วนะคะ แต่ดูจากตัวเลขแล้วไม่น่าจะเพียงพอที่จะใช้ในวัยเกษียณ เพราะค่ายารักษาตัวเองก็น่าจะฟาดเรียบไปหมดแล้ว ทางที่ดีเราควรหาวิธีการลงทุนทางอื่น เช่น กองทุนรวม ประกันชีวิตแบบบำนาญ ฯลฯ ทำควบคู่กันไปด้วยน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีนะคะ

 

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 

 

ทองจะกลับมาที่ 25,000 ได้จริงหรอ?

นับตั้งแต่หลังปี 2011 เป็นต้นมา ราคาทองก็มุ่งหน้าสู่แดนใต้ พยายามเด้งขึ้นเหนือเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถไปได้ไกลอย่างที่ใครทุกคนหวังกันเลยนะครับ

เล่าย้อนกลับไป อะไรที่ทำให้ราคาทองพุ่งเป็นขาขึ้นในช่วงก่อนปี 2011 ก็เพราะว่า หลังวิกฤตเศรษฐกิจที่สหรัฐฯในปี 2009 นั้น สหรัฐฯลดดอกเบี้ยให้เหลือ 0.25% และพยายามออกมาช่วยเหลือเหล่าสถาบันการเงินที่ขาดทุนยับเยินจากการลงทุนในตราสารที่ผิดพลาด ซึ่งวิธีช่วยเหลือก็คือ การปั๊มเงินดอลล่าร์สหรัฐฯออกมาใช้แบบหน้าตาเฉย แล้วเอาเงินเหล่านี้ไปซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ ไปซื้อหนี้เสียจากเหล่าสถาบันการเงิน ทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำลง (มีผลให้ต้นทุนเงินกู้ต่ำลง) และทำให้งบดุลของสถาบันการที่ขายหนี้เสียออกมานั้นสะอาดขึ้นทันตาเห็นและกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯเข้าไปถือหุ้นบางส่วน เพื่อตรวจสอบและควบคุมกิจการ

 

หัวใจหลักที่ตลาดมองเห็นก็คือ ปั๊มเงินดอลล่าร์สหรัฐฯออกมาแบบนี้ แปลว่า ปริมาณเงินดอลล่าร์ในระบบกำลังจะเยอะขึ้น เมื่อคิดว่า ดอลล่าร์สหรัฐฯจะเยอะขึ้นไปเรื่อยๆ นักลงทุนก็พยายามแปลความหมายครับว่า อย่างนี้ เราทุกคนต้องหนีไปถือสินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่ USD เสียแล้ว เพราะ การปั๊มเงินเข้าระบบ ที่เรียกว่า QE (Quantitative Easing ไว้จะตีแผ่กลไก QE ให้อ่านในบทความชิ้นต่อไปถ้าสนใจกัน) จะทำให้ค่าเงิน USD อ่อนค่าในระยะยาว

 

จงตอบคำถามว่า “สินทรัพย์อะไรควรได้ประโยชน์จากการที่ USD มีแนวโน้มค่าอ่อน?”

นักลงทุนทั้งหลายก็ต่างยกมือแย่งกันตอบพร้อมๆกันว่า “ทองคำไง!!”

 

นั้นคือที่มาว่า ทำไมในช่วงนั้นราคาทองถึงถูกไล่ซื้อจากระดับ $700 ขึ้นมาทำจุดสูงสุดในวันที่ 5 ก.ย. 2011 ที่ระดับ $1,902  ซึ่งกลุ่มนักลงทุนที่พากันเข้าไปซื้อทองคำก็คือ เหล่านักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆท่านๆนี้ละครับ แต่เป็นกันทั้งโลก โดนแรงซื้อที่ลากราคาขึ้นไปได้ ก็มาจากการลงทุนผ่านกองทุนประเภท ETF อย่างเช่น SPDR Gold Trust กองทุน ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั่นเองครับ

 

แล้วหลังจากนั้นมันเกิดอะไรขึ้นครับพี่ ทำไมพี่ทองไม่ได้เข้ารอบต่อไป ไหงหล่นจาก $1,900 มาไกลเหลือเกิน?

เพราะค่าเงิน USD มันส่งสัญญานว่า จะไม่อ่อนไปมากกว่านั้นครับ ที่ไม่อ่อนค่าต่อ เป็นเพราะ มาตรการ QE ที่สหรัฐฯใช้มาตั้งแต่ปี 2009 จนถึงปี 2011 นั้น เริ่มทำให้เห็นแล้วว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวได้จริง ไม่ใช่ลงหลุมอย่างที่ใครหลายๆคนพยายามแช่งเค้าทุกวี่วัน

 

ต้องบอกก่อนนะครับ ว่า ความต้องการทองคำในอุตสาหกรรม หรือการลงทุนในประเภทอื่นที่ไม่ใช่ ETF นั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยหรือลดลงอย่างมีนัยแต่อย่างใด ดังนั้นเป็นที่เข้าใจตรงกันว่า กลุ่มคนทุบราคาทองคำจาก $1,900 มาจนถึง $1,100 ที่เราเห็นตอนนี้ ก็คือ เหล่านักเก็งกำไร นักลงทุนที่ลงทุนในกองทุน ETF ร่วมกับเหล่า Hedge Fund ที่สามารถทำกำไรขาลงได้นั้นเอง


ทอง เคยจะขึ้นไปถึง $2,000 ความหวังแบบนั้นยังมีอยู่ไหม3
 

สภาพเศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการลงทุนในทอง ค่อยๆหายไปทีละเหตุผล

 

  1. ทองจะวิ่งได้ดี ถ้าค่าเงิน USD อ่อนค่า ปรากฎว่า ณ วันนี้ USD เดินหน้าแข็งค่าเรื่อยๆเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงิน
  2. ทองจะวิ่งได้ดี ถ้าโลกนี้มีอัตราเงินเฟ้อ ปรากฎว่า เศรษฐกิจยุโรปยังเปราะบาง ขณะที่ญี่ปุ่นก็พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ และที่อื่นๆก็ดูเหมือนเศรษฐกิจยังไม่สามารถขยายตัวได้เต็มศักยภาพ ทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อใน 6-12 เดือนข้างหน้า ยังชัดว่า เงินเฟ้อยังไม่มา
  3. ทองจะวิ่งได้ดี ถ้าโลกมีความปั่นปวน หรือมีกลิ่นของสงคราม ปรากฏว่า เรื่องความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็แล้ว ความตึงเครียดระหว่างยุโรปและรัสเซียก็แล้ว ร่วมถึงความเสี่ยงที่กรีซจะออกจากยูโรโซนก็แล้ว โลกก็ผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มาได้ (อาจจะแบบลุ้นๆหน่อย) ทำให้ทอง ไม่มีคนหันมามองซักกะที
  4. ทองจะมี Story ยาวๆที่ดี เมื่อธนาคารกลางทั่วโลก พยายามเก็บทองคำเข้าคลังมากกว่าเก็บ USD แต่ผลรายงานจาก World Gold Council กลับออกมาว่า ประเทศในยุโรปก็แอบขายทองนิดๆ และประเทศอื่นๆก็ไม่ได้ตั้งหน้าเก็บทองมากเท่าที่ใครๆคิด แถมล่าสุด ประเทศที่ดูจะต่อกรกับสหรัฐฯได้ดีที่สุด ณ ชั่วโมงนี้อย่างจีน ดูตัวเลขแล้วก็พบว่า มีทองคำเป็นเงินทุนสำรองเท่ากับ 60,900 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.6% ของยอดเงินทุนสำรองต่างประเทศทั้งหมดของจีนแค่นั้นเอง เทียบกับค่าเฉลี่ยของการเก็บทองคำเป็นเงินทุนสำรองของประเทศอื่นๆทั่วโลกอยู่ที่ 10% ของทุนสำรองทั้งหมด นับว่าเป็นเรื่องที่ Surprise ตลาดพอควรที่จีนไม่ได้พยายามตั้งหน้าตั้งตาเก็บทองอย่างที่ใครคิด

เห็นไหมครับ เหตุผลในการถือทองคำมันหมดไปทีละข้อแบบนี้ จะให้ราคาทองกลับเป็นขาขึ้นได้อย่างไรกัน

 

 

แล้วเมื่อไหร่ราคาทองจะหยุดลง?

 

จากการสำรวจเหมืองทองที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อปี 2013 โน้นเลยนะครับ เค้าว่ากันว่า ต้นทุนของการขุดทองจนถึงขั้นส่งมอบไปยังผู้ซื้อ ณ ตอนนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ $919 ตอนนี้ผมก็ว่า ไม่ต่างจากวันนั้นเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ราคาทองที่น่าสนใจ ก็คือ ราคาที่ใกล้ต้นทุน เพราะถ้าราคาตลาดโลกมันลงมาเท่ากับ หรือตำ่กว่าทุนขึ้นมา เชื่อว่า จะมีเหมืองทองขนาดเล็กที่ขุดไปก็ขาดทุน ปิดตัวลงทำให้กำลังการผลิตทองลดลงไปด้วย เมื่อนั้นราคาน่าจะหาเสถียรภาพได้ แต่ถ้าถามว่าจะเห็นไหมที่ราคา $919 ขอตอบตรงๆว่า “ไม่รู้ครับ”

 ทอง เคยจะขึ้นไปถึง $2,000 ความหวังแบบนั้นยังมีอยู่ไหม3

 

ทองจะกลับเป็นขาขึ้นได้จริงๆ คงต้องเห็นเหตุการณ์เหล่านี้ครับ เศรษฐกิจโลกต้องฟื้นตัว มีอัตราเงินเฟ้อ ค่าเงินดอลล่าร์ต้องอ่อนค่าลง และเหล่าธนาคารกลาง และนักลงทุนใน ETF ต้องกลับมาซื้อทอง 

ตอนนี้ยังไม่เห็นครับ เพราะฉะนั้นความหวังเห็นราคาทองตลาดโลกที่ $2,000 หรือราคาท&#xE2D

3 วิธีใช้ชีวิตเมื่อโชคไม่เข้าข้าง จะได้เลิกอ้างแบบง่าวๆ

สวัสดีพี่น้องครับผมครับ เห็นชื่อบทความตอนนี้แปลกๆไป ขอร้องอย่าเพิ่งตกใจ เพราะวันนี้พี่เกรย์จะมาเขียนเรื่องวิธีการใช้ชีวิตแบบสีเทาในสไตล์หนุ่มหน้าเคราเก๋าแต่ปากนามเกรย์แมนให้ทุกคนฟัง

ขอเปิดประเดิมตอนแรกด้วยแนวคิดชีวิตสไตล์ดิบจัดอัดมะนาวไปอีกหน่อย เรื่อง หนทางในการใช้ชีวิตเมื่อโชคไม่เข้าข้าง เพราะหลายคนนั้นชอบมักง่ายอ้างว่าโชคไม่ดีตลอดเวลา #แล้วมึงเล่นหวยทำไหมมม

ทุกวันนี้โลกแม่มเปลี่ยนไปมากมายครับผมครับ รู้ทั้งรู้ว่าชีวิตของคนเรานั้นแสนสั้น แต่บางครั้งก็ยังผิดพลาดเผลอไผลไปจิตตกได้ง่ายๆ เพราะในโลกของการแข่งขันที่มากมายล้นปรี่ จนบางทีพี่เกรย์เห็นแล้วยังเหนื่อยแทน คิดสิคิดว่า คนเก่งก็มีมากมายส่วนคนธรรมดาอย่างเราๆแม่มต้องรอวันตายกันไปใช่ไหม โลกนี้แม่มไม่เคยยุติธรรม #กินยาระงับประสาทแพพส์

ชีวิตมันก็เป็นแบบนั้นไปๆมาๆ จนสุดท้ายเกิดคำถามขึ้นว่า เฮ้ยที่ชีวิตเราเป็นแบบนี้มันเป็นเพราะอะไร เพราะโชค หรือเพราะความห่วยในตัวเรากันแน่ พี่เกรย์บอกเลยครับว่า แม่มไม่แปลกนะเว้ยเฮ้ยที่เราทุกคนจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเหมือนไฟโลมเลียขาว่าทำไมเราถึงยังมีชีวิตที่ย่ำแย่แบบนี้ แต่ทำไมคนอื่นๆ แม่มถึงเจอแต่เรื่องโชคดีและมีแต่ความสำเร็จเข้ามาหาตลอด #มึงเปิดเฟสบุ๊กมากไปหรือเปล่า

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังรู้สึกแบบนี้อยู่ พี่เกรย์ไดเร็กขอเสนอรีเซ็ทเช็คอัพมายเซ็ทว่า “เลิกโทษตัวเองได้แล้วโว้ย” เพราะคุณไม่ได้เป็นคนโชคร้าย แต่คุณเป็นควาย เอ้ย คุณเป็นแค่คนน่าอายเหมือนทรายที่รอทะเลพัดมาหาไปวันๆนั่นเองครับผมครับ

แต่ถ้าคุณยังคิดว่า เฮ้ย เราแม่มเป็นคนโชคร้ายจริงๆ พี่เกรย์ขอเสนอ 3 วิธีที่จะใช้ชีวิตเมื่อโชคไม่เข้าข้าง กันว่าต้องทำยังไงบ้าง 

1. ความโชคดีไม่มีขา ถ้าอยากโชคดีจนเดินไปหามันเอง

พี่เกรย์อยากแนะนำให้ลองถามตัวเองก่อนสิว่า ทุกวันนี้ปัญหาชีวิตเกิดจากอะไร สอบตก เรียนไม่จบ เพราะไม่ตั้งใจอ่านหนังสื่อ ไม่เข้าเรียน ใช่ไหม? ไม่ได้เป็นนักเขียน เพราะแผ่นแรกยังเขียนไม่ได้ จนเพราะมัวแต่เล่นหวย แถมยังไม่เคยหาทางสร้างรายได้เพิ่ม?

โอกาสไม่ใช่อากาศ ที่ใครๆอยากจะสูดดมก็ดมได้ครับ แต่มันต้่องเกิดจากการลงมือทำทั้งนั้น จำไว้ท์!! เพราะสำหรับคนที่ไม่เคยลงมือทำอะไร ต่อให้มีโอกาสอยู่ตรงหน้า ก็มองไม่เห็น หรือไม่ก็เป็นง่อยเปลี้ยเสียขา ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป ได้ง่ายๆ

อย่าบ่นบ้าเพ้อเจ้อ รอให้โชคเข้าข้าง
จงใช้ความพยายามเดินเข้าหามัน
และคว้าเอาไว้ซะเมื่อมีโอกาส

เตรียมพร้อมรับความโชคดีตลอดเวลา
เหมือนตุ่มใส่น้ำที่รอฝน หรือคนที่เฝ้ารอโอกาส

2. คิดไม่เป็น เลยมองไม่เห็นไงจ๊ะ เบบี๋

พี่เกรย์อยากให้ลองสำรวจคนรอบๆตัวเองหน่อยว่า คนพวกนั้นคิดอะไร และทำอะไร และพวกเขาส่งผ่านความคิดแบบไหนมาให้กับเราบ้าง?

ทุกวันนี้ …
เรากำลังคุยกับคนที่ชอบพูดถึงแต่เรื่องของตัวเองอยู่หรือเปล่า #อีนี่แม่มหลงตัวเอง
เรากำลังคุยกับคนที่ชอบพูดถึงแต่เรื่องของคนอื่นอยู่หรือเปล่า #อีนี่แม่มขี้นินทา

คนที่ไม่รู้จักความพอดีในการพูดคุย วันๆ คอยแต่จ้องจับผิดมองหาจุดบกพร่องของอื่น หรือเอาแต่ชื่นชมความเก่งกาจของตัวเองไปวันๆ จนมันลืมไปเลยว่า ตัวแม่มเองก็ไม่สมบูรณ์แบบตรงปากนี่แหละดวกส์

เรากำลังคุยกับคนที่ชอบโทษตัวเองอยู่หรือเปล่า #อีนี่แม่มซึมเศร้า
เรากำลังคุยกับคนที่ชอบโทษคนอื่นอยู่หรือเปล่า #อีนี่แม่มขี้โบ้ย

เคยได้ยินเสียงบ่น ด่าแม่ ทำตัวแย่โทษชาวบ้านไปทั่ว หรือเปล่า เอาแต่พูดเพ้อเจ้อถึงความสำเร็จในอดีต พูดแต่เป้าหมายลอยๆ ในอนาคต จนพี่เกรย์อยากจะลุกจากที่นั่งถามว่า เฮ้ยชีวิตมึงมีปัจจุบันบ้างอ๊ะเปล่าสาสสสส

จงมองให้ออกก่อนว่า คนรอบตัวเราเป็นแบบไหน และเรากำลังคิดอะไรอยู่ ถ้ารับแต่ความคิดที่แย่ๆพวกนี้เข้ามามากๆ ชีวิตก็ต้องลำบากเป็นเหมือนพวกมันนี่แหละดวกส์

ถ้าอยากได้รับโชค 
อย่าไปพูดคุยกับคนอับโชคพวกนี้
จำไว้ท์นะจ๊ะเบบี๋

3. ทุกอย่างสร้างขึ้นมาได้เอง

วิธีสร้างโชคง่ายๆในสไตล์พี่เกรย์ก็คือ ทำมันขึ้นมาซะ !! อยากจะเป็นคนเก่งภาษาอังกฤษ ก็จงไปดูซับ Eng หรือไปหาเพื่อนฝรั่ง อยากจะรวย ก็หาความรู้การเงิน ทำมาหากิน สร้างรายได้ ลดรายจ่าย เพิ่มเงินออม อยากจะหน้าตาดี ไปหาหมอทำศัลยกรรม #อ้าวไม่เกี่ยว

ถ้าเชื่อว่าเราสร้างทุกอย่างได้เอง เราจะไม่หวังรอคอยโชคชะตา แต่เราจะกล้าลงมือทำมันด้วยพลังใจที่ล้นเปี่ยมในชีวิต สุดท้าย พี่เกรย์บอกเลยว่า พี่เชื่อว่าทุกคนทำได้แน่ๆครับผมครับ ส่วนคนที่เชื่อวาตัวเองทำไม่ได้ พี่เกรย์แนะนำกรัมมอกโซนนะจ๊ะ ถ้าโชคดีอาจจะรอดตาย ว้ายยยยย

รักงานได้ แต่อย่ารักบริษัท เพราะบริษัทไม่ได้รักคุณ (หรอ?)

สวัสดีชาวเน็ต เมื่อวานนี้พี่เกรย์ดันเอะใจเพราะไปเห็นบทความเด็ดๆหล่อๆชื่อว่า ทำงานประจำให้เป็น รักงานได้ แต่อย่ารักบริษัท เพราะบริษัทไม่ได้รักคุณ #แค่ชื่อก็ใจสั่น พี่เกรย์เลยตัดสินใจคลิกไปดู ฮู้หู ฮานาก้า ยามาซากิ มิตซูบิชิ ปาเจโร่เลยครับพ่อคุณ ช่างเป็นบทความที่หล่อและเท่ห์ จนลูกจ้างเกเรแบบพี่เกรย์แทบจะยกใจให้

แต่คิดไปคิดมา เอ๊ะ.. มันน่าจะมีเงื่อนงำ เพราะคำที่เขียนมานั้นทำให้ใจสั่นไปทั้งตัว เพราะประเด็นที่แปลกแสนแปลกใจกับคำหล่อๆในบทความว่า สำหรับพนักงานประจำที่กำลังทำงานถวายชีวิต หามรุ่ง หามค่ำ ให้กับบริษัท ด้วยความรักบริษัทและต้องการความก้าวหน้า แต่ปัญหาคือเมื่อคุณเจ็บป่วย หรือมีปัญหาชีวิตขึ้นมา บริษัทช่วยเหลืออะไรคุณไม่ได้เลย แม่มแย่ขิงๆ ต้องให้คนในครอบครัว คนรู้จัก เพื่อน คนรัก หรือแม้แต่ยามหน้าปากซอยมาให้เป็นศาลาพักใจ

สรุปได้ว่า
อย่ารักบริษัทที่คุณทำมากเกินไป
จงแบ่งเวลาและกลับบ้านตรงเวลา
อย่าทุ่มเวลาทั้งชีวิต
ให้กับบริษัทเพียงอย่างเดียว

ขอโต้ดทีครับพี่ครับ เราทำงานแทบตาย แต่บริษัทไม่เคยดูแลเรา มีแต่ครอบครัวเท่านั้นย์ที่ทำให้เรามีความสุข โทษจริงๆนะครับ งานห่านอะไรบ้างครับที่ทำแล้วมันดูแลเราได้ เมื่อวานพี่เกรย์เห็นเจ้าของกิจการเป็นมะเร็งตายไปแหมบๆ เมื่อวันก่อนเห็นฟรีแลนซ์หน้าดำคร่ำเครียดหัวใจวาย

พี่ครับ!! เราทำงานกันทุกวันนี้เพื่ออะไรครับ ตอบหล่อๆก็เพื่อความฝัน ความสำเร็จ ความหล่อกันไป ส่วนพี่เกรย์ขอบอกจากใจว่า ทำเพื่อเงินครับผม ถ้าทำแล้วไม่ได้เงินก็ไม่ทำหรอกครับ ส่วนครอบครัว คนใกล้ชิดทั้งหลาย เค้าดูแลเราอยู่แล้วครับผม แต่ลองไม่มีเงินแล้วไปเกาะเค้ากินสิครับ ขี้คร้านเค้าจะรีบไล่ออกไปทำงานโดยไม่ทันได้ตั้งตัว #แมงดากลางวันมันนอนนิ่งๆ

ถ้าจะบอกว่าอย่าบ้างานก็อย่าด่าบริษัทครับ ด่าตัวเองเถอะครับ แล้วอย่าลืมไปด่าครอบครัวด้วยนะครับ สั่งสอนยังไงให้คนรักของเราเกิดมาแล้วบ้างาน อายทั้งโคตรเหง้าศักราชเลยครับ เบบี๋

อ้าวว.. อ่านไปแม่มยังไม่จบเลยครับ มีเหตุผลประกอบด้วย ดีเลยครับมาครับ เดี๋ยวพี่เกรย์จะไล่ให้ฟังทีละข้ออย่างเบาๆเอาใจคุณหนูของเรานะครับผม

ข้อแรก งานเป็นอะไรที่ทำเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด

ข้อนี้ข้อถามสั้นๆนะ งานบ้าน “พี่ชายของอา” แบบไหนที่แล้วหมดบ้างวะ? ถ้าอยากมีแดรกส์ มีเงินมาดูแลครอบครัวก็ไปทำงานครับ แต่ถ้าทุกวันนี้มีสักร้อยล้านค่อยมาพูดจาหล่อๆแบบนี้นะครับ ส่วนมีไม่ถึงอย่าอวดครับ ฟังแล้วอายแทน

ข้อสอง เอาใจลูกค้าเป็นเรื่องดี อย่าลืมเอาใจครอบครัวบ้าง

คนแบ่งเวลาไม่เป็นแบบนี้ ทำไมไม่บอกว่าตัวเองโงโง้โง่แบ่งเวลาไม่ได้ มันเกี่ยวกับงานไหมครับ ตอนเซ็นเข้ามาบริษัทเค้าก็บอกว่าเวลาเข้างานเลิกงานเท่านี้ แล้วที่ทำอยู่นี่ใครเอาปืนมาจ่อกบาลหรือครับผม?

คนเรามีเวลาจำกัด จะวิ่งโร่ไปเอาใจใครเอาใจมันตลอดเวลา บางคนไม่มีเวลาให้ครอบครัวเพราะเค้าต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิต บางคนยอมสละเพราะเค้าเห็นว่ามันคืออนาคต (ถ้าไม่ตายก่อน) การทำงานหนักแล้วแบ่งเวลาไม่เป็นนี่เป็นหน้าที่ของบริษัทต้องสอนคุณ หรือคุณควรจะสอนตัวเองได้ครับว่า โตแล้วไม่ใช่เด็กอมมือที่ครูอนุบาลต้องมาเช็ดขี้และเยี่ยวให้นะครับผมครับ

แบบว่า.. ชีวิตใครชีวิตมันเลือกที่เหมาะกับตัวเองให้ได้ดีกว่าไหมอ่ะครับผม

ข้อสาม เมื่อมีปัญหา บริษัทหรือเพื่อนร่วมงานเคยช่วยไหม?

โถๆๆๆ พ่อคุณ พอมีปัญหามีแต่ครอบครัวช่วยเหลือเราเท่านั้น #น้ำตาจะไหล ขอโทษนะครับพอเพื่อนร่วมงานถามว่าเป็นอะไรก็ไปว่าเค้าเสือก พอเค้ามายุ่งก็หาว่าจับผิด อีกอย่างมันใช่หน้าที่เค้าไหมล่ะที่ต้องมาจัดการปัญหาชีวิตให้กับคุณ คุณแม่มเคยจัดการปัญหาให้กับใครบ้างหรือเปล่า #ไม่รวมที่เสือกนะ และถ้าถึงขั้นนั้นจริงๆ คุณไม่ใช่เพื่อนร่วมงานเพียงอย่างเดียว เพราะคุณจะกลายเป็นเพื่อนเขาไงครับผม

อ้อ .. ถ้ารักครอบครัวมาก ชวนโคตรเหง้าศักราชมาทำงานกันเลยครับผม เปิดบริษัทตัวเองแม่มเลย ไม่ต้องไปทำงานอยู่กับครอบครัวช่วยกันทำมาหากินสิจ๊ะ … แล้วจะรู้ว่านรกมีจริง กร้ากกกก

อย่าลืมออกกำลังกาย เข้าหาสังคมกันบ้าง อย่าเอาแต่ทำงานนะ บริษัทไม่อยู่ข้างเรา

เอ่อ.. บางบริษัทมีฟิตเนสให้คุณมึงเลยครับ? บางบริษัทแม่มก็มีกิจกรรมสังคมให้มึงจนรำคาญและเหนื่อยใจ อยู่ที่คุณจะเอามันหรือไม่ต่างหาก โทษนะครับ รู้จักคำว่าสวัสดิการไหมเอ่ย?

อ้อ.. ข้อนี้แม่มต้องมีคนแอบบ่นว่า บริษัทผมไม่มี บริษัทดีมีน้อย คือ คนอย่างคุณมันกระจอกไง บริษัทดีๆที่มีสวัสดิการเค้าเลยไม่รับ กร้ากกกกกกกกกกกกก

คนที่ทำงานถึงดึกๆไม่ใช่คนขยัน แต่เป็นคนที่ไม่มีประสิทธิภาพ และถ้าคุณทำงานดึกทุกวัน เป็นเพราะหัวหน้าคุณไร้ความสามารถ

โถๆๆๆ พนักงานตัวน้อยผู้น่าสงสาร ทำงานไม่มีประสิทธิภาพแล้วยังหาคนรับผิด แบบนี้ต้องถามนะครับผมว่า โง่แล้วยังอยากให้คนรักอีกหรอวะ หรือ โง่แล้วต้องหาเพื่อนร่วมโง่ด้วยไม่งั้นไม่สนุก เจ้านายไม่ดี ถ้าคุณดีจริง เปลี่ยนงานสิครับผม เจ้านายไม่ดี ถ้าคุณเก่งจริง เปลี่ยนเจ้านายสิครับ เห็นกูรูทั้งหลายบอกเหลือเกินว่าให้เปลี่ยนตัวเอง แบบนี้จะมีชีวิตดีได้ยังไงครับผมถ้ายังโทษคนอื่น เอ๊ะ… หรือจะโทษกูรูด้วยดีเอ่ย เจ้าพนักงานตัวน้อยอยู่ในโลกที่ดินแดนแสนสวยงามวิ่งตามทางที่โรยไปกลีบดอกไม้

สรุปอีกที ก่อนจากกัน เผื่อใครงงงงงงงงงงงงจนอยากจะกรี๊ด คือพี่เกรย์อยากบอกครับว่า ชีวิตที่มันระยำเพราะเราไปเอาตรรกะแปลกๆมาอ้างในการไม่พัฒนาตัวเอง เรื่องพวกนี้ไมได้เกี่ยวกับบริษัทเลย คุณจะรักบริษัทก็ได้ คุณจะรักงานก็ได้ รักอะไรก็ได้ ถ้าชีวิตคุณดีขึ้น

ทำอะไรมันอยู่ที่ตัวเราทั้งนั้น จะทำอะไรก็หัดคิดเองเข้าใจเอง ไม่ใช่วันๆเอาแต่ทำตัวขี้

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save