[ซีรี่ย์ออมหุ้น season2] ตอน 3 วิธีแก้ปัญหาค่าธรรมเนียมแพง เพื่อออมหุ้น

มีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายคนมาถามผมเรื่องค่าธรรมเนียมในการใช้บัญชีออมหุ้น มุมมองส่วนใหญ่จะมองว่าถ้าเกิดเราลงทุนขั้นต่ำที่ 1,000 บาท จะต้องเสียค่าคอมมิชชั่นในรูปแบบต่างๆ ซึ่งบางที่ก็เก็บขั้นต่ำ 30 บาท บางที่คิดตาม Rate 0.25% (ไม่รวม VAT) ซึ่งถ้าคิดเป็นจำนวนเงินออกมาแล้ว 1,000 บาท จ่ายไป 30 บาท มันก็เท่ากับว่าต้องจ่ายถึง 3% ซึ่งเป็นต้นทุนที่ค่อนข้างสูงมากในความคิดของนักลงทุนหลายๆ คน

หากมองว่าค่าธรรมเนียมในการออมหุ้นที่เหมาะสมแล้วควรอยู่ที่เท่าไหร่ ผมว่าหลายคนคงจะคำนวณว่าถ้าคิดที่ 0.25% ตรงไหนที่จะคุ้มที่ 30 บาท คิดๆ ไปแล้วน่าจะออมประมาณ 12,000 บาท ถึงจะคุ้มค่าคอมมิชชั่นขั้นต่ำ (12,000 x 0.25% = 30 บาท) แต่เงินที่จะเอามาออมตรงนี้ได้มันค่อนข้างสูงสำหรับหลายๆคน ยิ่งน้องๆ ที่จบใหม่เงินเดือนได้อยู่ประมาณ 15,000 –  20,000 บาทยิ่งเป็นไปได้ยากเลย ต้องอย่าลืมว่าเวลาเราไปใช้บริการอะไรก็ตามของแต่ละที่ เขาจะมีต้นทุนและต้องการผลกำไรในการประกอบกิจการเช่นกัน ทั้งหมดนี้เราต้องกลับมาบริหารจัดการด้วยตัวเองครับ ผมเลยมามองๆดูว่าเราจะแก้ปัญหาค่าธรรมเนียมแพงกันได้ยังไงบ้าง

1. ตั้งเป้าออมเงินเพื่อการลงทุนมากขึ้น

วิธีคิดนี้เป็นวิธีคิดที่ผมสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองเสมอๆ ก็คือการตั้งเป้าให้ตัวเองว่า ในแต่ละปีเราจะออมหุ้นมากขึ้นเรื่อยๆ อันที่จริงถ้าเราเก็บเงินได้มาก อย่างในปีแรกๆ ออมไว้เดือนละ 3,000 – 5,000 ได้ มันก็สามารถสร้างความคุ้มค่าในค่าธรรมเนียมที่มากขึ้นอยู่แล้ว เราก็สร้างเป้าหมายไปเรื่อยๆ ครับว่า ในปีต่อๆ ไปเราจะเพิ่มการออมเป็น 8,000, 10,000 , 12,000 บาท การตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้เราสำเร็จในการลดค่าธรรมเนียมที่แสนแพงลงได้ พูดง่ายๆก็คือยอมในปีแรกๆ เพื่อสร้างวินัยให้ตัวเองก่อนและพอปีต่อๆ มาเดี๋ยวเราจะลดต้นทุนตรงนี้ลงไปเอง

2. เปลี่ยนเป็นการออมหุ้นด้วยตัวเอง

หลายๆ โบรกเกอร์ไม่ได้คิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ แต่จะคิดค่าธรรมเนียมตามจริงเท่าที่เราลงทุนเลย  เราก็อาจจะเปลี่ยนไปใช้การซื้อเองตามเงินที่เรากำหนดเองครับ ตรงนี้ก็จะทำให้เราประหยัดค่าธรรมเนียมไปได้เยอะมาก แต่ข้อเสียของวิธีนี้คือเราจะต้องมีวินัยในการออมด้วยตัวเองให้ได้ และความยากอีกอย่างก็เคยในกรณีที่เราต้องซื้อเศษหุ้นนั้นอาจจะมีอุปสรรค์มากกว่าการซื้อผ่านบัญชีออมหุ้นนะครับ

3. ออมหุ้นด้วยตัวเองด้วยการซื้อขายน้อยครั้งลง

แต่ละโบรกเกอร์อาจจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมที่ต่างกัน บางที่เก็บตามจริง ขั้นต่ำ 30 บาท 50 บาทก็ได้ แต่ถ้ากรณีมีการเก็บขั้นต่ำ เราอาจจะใช้วิธีการสะสมเงินก่อนแล้วค่อยๆ ซื้อทีเดียวครับ เช่น เราเก็บเงินเดือนละ 1,000 บาท เราก็เก็บ 1 ปี (12,000 บาท) เพื่อซื้อ 1 ครั้ง ก็จะทำให้เราประหยัดค่าธรรมเนียมจากการซื้อทุกเดือน เหลือการซื้อปีละ 30 บาทได้ หลักการซื้อหุ้นรายปีแต่ซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่องก็ถือเป็นการ DCA รายปีนะครับ คล้ายๆ กับหลายๆ คนที่ซื้อ LTF รายปีเพื่อสะสมความมั่งคั่งเช่นกัน แต่ข้อเสียของมันก็คือ การเก็บเงินสดเอาไว้กับตัวอาจจะทำให้เราเอาเงินไปใช้จ่ายแทนที่จะเอาไปลงทุนนะสิ อีกทั้งการเติบโตในหุ้นมันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางทีออมหุ้นรายปีอาจจะเสียโอกาสในการรับผลประโยชน์จากการราคาหุ้นที่ปรับขึ้นระหว่างปีก็ได้

4. คิดว่าช่างมันเหอะๆ 30 บาทเอง

วิธีคิดนี้เกิดจากตัวผมเองนะครับ ฮาๆๆ 🙂 เมื่อก่อนผมเป็นคนคิดเยอะมากว่าทำไมเราจะต้องเสียถึง 30 บาท มันช่างไม่คุ้มเอาซะเลย ผมว่าจริงๆ เรามักจะหาอะไรที่คุ้มค่าตลอดเวลาครับ แต่หลายๆครั้งเรากลับลืมไปว่า พอคิดเยอะๆ นี่มันก็เกิน 30 บาทแล้ว แค่ออกจากบ้านไปทำธุระ เช่น ซื้อกับข้าว ซื้อของ ช้อปปิ้ง ฯลฯ บางครั้งเราซื้อของแค่  1,000 บาท แต่จ่ายค่าน้ำมัน ค่าที่จอดรถ ค่าทางด่วน ค่าโน้นนี่ไปก็หลายร้อยบาทแล้วนะครับ กลายเป็นออกไปซื้อของ 1,000 บาท จ่ายค่าอื่นๆ ไปอีก 300 บาท และการออมหุ้นมันก็จ่ายแค่เดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น คิดเร็วๆ ก็คือเราจะจ่ายแค่ 360 บาท ซึ่งมันถูกกว่าการออกจากบ้านไปกินข้าวกับเพื่อนสักมื้อนึงเอง

ถ้าคุณเป็นเทรดเดอร์ก็อาจจะต้องคิดเรื่องค่าธรรมเนียมเยอะกว่าเพราะมีการซื้อขายในปริมาณมากครั้ง แต่สำหรับผมเองแล้วผมคิดว่าค่าธรรมเนียมการออมหุ้นมันเป็นเรื่องที่ไม่ได้เยอะอะไรมาก เพราะเป้าหมายเราคือการสะสมความมั่งคั่งระยะยาว ถ้าคุณออมไปเรื่อยๆ จากเล็กไปมาก ค่อยๆ เพิ่มจำนวนเงินต้นในการออม อีก 20 ปีข้างหน้าคุณอาจจะมีทรัพย์สินมูลค่า 10 ล้านบาท ในขณะที่ค่าธรรมเนียมจ่ายไปก็แค่เพียงแค่ ไม่กี่หมื่นบาทก็ได้นะครับ

วิธีวางแผนภาษีตามแต่ละช่วงอายุ ให้ประหยัดแบบสุดๆ!!

สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งกับบทความประจำสัปดาห์ของ @TAXBugnoms ในชื่อเรื่องว่า “วิธีการวางแผนภาษีตามแต่ละช่วงวัย” ซึ่งมีที่มาจากคำถามของคุณ กระแต วรวรรณ ตินะลา จากรายการ Smart Money ทางช่อง Money Channel ที่ออกอากาศเมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฏาคม 2558ได้ถามไว้ว่า..

ถ้าหากเราแบ่งคนตามช่วงอายุแล้ว การวางแผนภาษีจะมีความแตกต่างกันหรือไม่? ถ้าใครสนใจคำตอบแบบไม่ต้องอ่าน เชิญคลิก รับชมรายการย้อนหลังได้ที่นี่ครับ แต่ถ้าสนใจอ่านเนื้อหาเต็มๆ เชิญต่อด้านล่างได้เลยคร้าบบ

การวางแผนภาษีตามแต่ละช่วงอายุ

ก่อนจะพูดถึงเรื่องของการวางแผนภาษี ต้องอธิบายอีกทีนะครับว่า วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของทุกคนนั้นเหมือนกัน นั่นคือแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ เงินได้สุทธิ และ เงินได้พึงประเมิน ดังนี้ครับ

1. วิธีเงินได้สุทธิ

คำนวณจาก (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี ซึ่งเป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ หรือเรียกได้ว่าเป็นวิธีหลักทีต้องใช้คำนวณภาษีเลย โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน ซึ่งจะเพิ่มขึ้นลดลงตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

2. วิธีเงินได้พึงประเมิน

คำนวณจาก (รายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือน x 0.5%) เราจะคิดวิธีนี้ก็ต่อเมื่อเรามีรายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนเกินกว่า 1 ล้านบาทต่อปี แล้วนำไปเปรียบเทียบกับวิธีแรก และเลือกจำนวนภาษีที่ต้องเสียภาษีมากกว่า (แหม่.. เอากับพี่สรรพากรเค้าสิคร้าบ)

ดังนั้น ถ้าเราแบ่งการคำนวณภาษีออกเป็นแต่ละช่วงอายุแล้ว จะมีตัวแปรอยู่ตัวหนึ่งที่จะเปลี่ยนแปลง (ตามปกติ) นั่นคือ รายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากตอนแรกที่เราเริ่มต้นทำงาน รายได้ของเราอาจจะยังไม่มากนัก พอเริ่มวัยกลางคนเพิ่มขึ้นมาอีกสักหน่อย ส่วนวัยเตรียมเกษียณจะถือว่าเป็นช่วงที่มีรายได้มากที่สุด ซึ่งเป็นไปตามความสามารถกับเงินเดือนเพิ่มไปในทางเดียวกัน ซึ่งสิ่งที่เราต้องพิจารณาเรื่องของการวางแผนภาษีในแต่ละวัย มีดังนี้ครับ

วัยเริ่มทำงาน สิ่งแรกที่ต้องรู้เป็นอันดับแรก คือ เราต้องเสียภาษีหรือเปล่า เพราะหลายๆคนเนี่ยมักจะพลาดตรงจุดนี้ คือ คำนวณภาษีไม่เป็น หรือไม่เคยลองคำนวณภาษีของตัวเองเลย มัวแต่คิดว่าจะประหยัดภาษี โดยการซื้อ LTF และ RMF ตามที่เพื่อนๆ หรือรุ่นพี่สอนมา ซึ่งถ้าเราไม่เสียภาษี สิ่งเหล่านี้จะไม่มีประโยชน์เลยคร้าบ

พอถึง วัยทำงานหรือวัยกลางคน เมื่อทำงานไปสักระยะหนึ่ง เราจะมีรายได้เพิ่มขึ้นที่จะต้องเสียภาษีแล้วครับ ทีนี้เราก็จะมีรายจ่ายในการเริ่มต้นสร้างฐานะเพิ่มขึ้นด้วย เช่น การซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือครอบครัวต่างๆ ทีนี้เราต้องมาดูกันต่อว่าสิ่งที่เราทำเพื่อสร้างฐานะนั้น มีอะไรที่ลดหย่อนภาษีได้บ้าง ตัวอย่างเช่น กู้ซื้อบ้าน ก็สามารถลดหย่อนภาษีได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสูงสุดถึง 100,000 บาท

และอีกเรื่องหนึ่ง ที่อยากจะคนในวัยทำงานหรือวัยกลางคนเน้นกัน คือ การวางแผนประหยัดภาษีด้วยการออมเงินด้วย เช่น LTF หรือ RMF ประกันชีวิต ร่วมกับการออมเงินผ่านระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันสังคม อย่าลืมเติมเข้าไปให้ครบถ้วนครับ เพราะสิ่งสำคัญของคนในวัยนี้คื่อการเริ่มต้นเตรียมความพร้อมสู่วัยเกษียณนั่นเอง

แต่ ข้อควรระวัง คือ การวางแผนเพื่อประหยัดภาษีของเราต้องทำให้ชีวิตไม่ลำบาก เพราะนอกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ถ้าเรามัวแต่สนใจเรื่องประหยัดภาษีมากๆ จนชักหน้าไม่ถึงหลังอาจจะลำบากได้ครับ ตัวอย่างเช่น บางทีเราซื้อประกันเต็มที่เลยในปีนี้ แต่ปีต่อไปซื้อไม่ไหว เพราะค่าใช้จ่ายมันเยอะเกินไป แบบนี้ก็เสียดายสิทธิ์ แถมยังต้องคืนภาษีอีกต่างหาก

วัยเตรียมเกษียณ ถ้าเรามีชีวิตอยู่มาถึงตอนนี้ (เอ๊ะยังไง?) โดยปกติภาระต่างๆในชีวิตของเราจะน้อยลง ฐานะก็เริ่มอยู่ตัว หลายๆอย่างก็เริ่มคงที่ ทีนี้สิ่งที่เราควรจะเพิ่มเข้าไปก็คือ การเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเกษียณอย่างยั่งยืน โดยเพิ่มตัวที่ลดหย่อนภาษีด้วยการออมให้มากขึ้นอีกครับ ไม่ว่าจะเป็น RMF หรือ ประกันชีวิตแบบบำนาญ แต่ต้องจัดการวางแผนให้พอดีกับช่วงเวลาเกษียณด้วยนะครับ ไม่ใช่อายุ 59 เพิ่งจะมาทำประกันแบบบำนาญ แบบนั้นจะเอาอะไรไปจ่ายล่ะคร้าบ

ทีนี้ วัยเตรียมเกษียณ ต้องระวังเรื่องความเสี่ยงในการลงทุนใน LTF หรือ RMF ที่ลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง มาลงในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงลดลง เช่น ตราสารหนี้ หรือตลาดเงิน ซึ่งตรงนี้ต้องพิจารณาวิธีการปรับพอร์ทการลงทุนที่เหมาะสมของตัวเองด้วยนะคร้าบ

สุดท้ายนี้ นอกจากเรื่องของแต่ละช่วงวัยที่วางแผนภาษีแล้ว สิ่งที่คนในทุกๆวัย ต้องรู้ คือ เราเลือกรายได้ถูกประเภทหรือไม่ เราคำนวณค่าใช้จ่ายได้ถูกต้องตามประเภทรายได้หรือเปล่า และเรามีค่าลดหย่อนอะไรที่เลือกใช้ได้บ้าง จะได้เลือกใช้ได้อย่างครบถ้วน เพื่อที่เราจะได้ประหยัดภาษีได้อย่างประหยัดและถูกต้องที่สุดคร้าบบ

10 รูปแบบแท่งเทียนที่ควรค่าแก่การจดจำ

สวัสดีคร๊าบบ วันนี้ผมจะมาแนะนำให้รู้จักกับกราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart) ซึ่งเป็นรูปแบบกราฟที่ได้รับความนิยม และถูกใช้งานมากที่สุด

กราฟแท่งเทียนจะมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับรูปของแท่งเทียนไขที่เราคุ้นเคยกันดี โดยกราฟราคาที่เป็นรูปแท่งเทียนแท่งหนึ่งจะมีส่วนประกอบสำคัญอยู่ 2 ส่วน คือ 1) ส่วนที่มีลักษณะเป็นแท่งหนาอาจจะเป็นแท่งโปร่ง(บางโปรแกรมอาจแสดงเป็นแท่งเทียนสีเขียวแทนแท่งเทียนแบบโปร่ง) หรือแท่งทึบ(บางโปรแกรมแสดงเป็นแท่งเทียนสีแดงแทนแท่งเทียนทึบ) เราจะเรียกส่วนนี้ว่าลำตัวของแท่งเทียน (Body) และส่วนที่เป็นเส้นบางเราจะเรียกว่า ไส้เทียน (Shadow)

วิธีการวาดรูปแท่งเทียน

การวาดรูปแท่งเทียนขึ้นมาหนึ่งแท่ง จะใช้รายละเอียดของการเคลื่อนไหวของราคาทั้งหมด 4 อย่าง ได้แก่ (1) ราคาเปิด (2) ราคาสูงสุด (3) ราคาต่ำสุด และ (4) ราคาปิด

ส่วนที่เป็นลำตัวของแท่งเทียนจะใช้ข้อมูลราคาเปิดและราคาปิดในการวาด ส่วนที่เป็นไส้เทียนจะใช้ข้อมูลราคาสูงสุดและราคาต่ำสุดในการวาด โดยถ้าราคาปิดสูงกว่าราคาเปิดตัวแท่งเทียนจะเป็นแท่งโปร่ง(บางโปรแกรมแสดงเป็นแท่งเทียนสีเขียวแทนแท่งโปร่ง) หากราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิดตัวแท่งเทียนจะเป็นแท่งทึบ(บางโปรแกรมแสดงเป็นแท่งเทียนสีแดงแทนแท่งเทียนทึบ)  ถ้าหากราคาปิดกับราคาเปิดเป็นราคาเดียวกันเราจะไม่เห็นตัวแท่งเทียน 

เวลานำรูปแท่งเทียนไปใช้งาน

ในทางปฏิบัติการใช้งานกราฟแท่งเทียนจะเป็นวิเคราะห์การย้อนกลับวิธีการวาดกราฟแท่งเทียน เพราะเมื่อเราเลือกใช้งานรูปกราฟประเภทแท่งเทียน โปรแกรมจะแสดงรูปแท่งเทียนให้เราเห็น โดยแท่งเทียน 1 แท่งจะแทนการเคลื่อนที่ของราคาในช่วง Time Frame ที่เรากำหนด

ในทางปฏิบัติรูปแท่งเทียน 1 แท่ง เราจะสามารถจินตนาการการเคลื่อนที่ของราคาได้คร่าว ๆ และสามารถสรุปได้ว่าในช่วงระยะเวลาของแท่งเทียน 1 แท่ง มีอารมณ์ของคนในตลาดเป็นอย่างไร และผลการต่อสู้ระหว่างแรงซื้อกับแรงขายเป็นอย่างไร

ในตลาดหุ้นที่ราคามีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รูปของแท่งเทียนที่สามารถเกิดขึ้นจึงมีมากมายหลายรูปแบบ ถ้าจะให้จำรูปแบบของแท่งเทียนให้ครบทุกรูปแบบที่มี ผมเชื่อว่าเราคงจำได้ไม่หมดแน่ ๆ

ที่จริงแล้วแท่งเทียนที่มีความสำคัญ ควรค่าแก่การจดจำ และมีความน่าเชื่อถือที่จะนำไปใช้ซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นก็มีอยู่เพียงไม่กี่รูปแบบ

เวลาที่เราอ่านกราฟการเคลื่อนที่ของราคาแล้วพบว่า แท่งเทียนแท่งล่าสุดแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ของแรงซื้อหรือแรงขายที่แตกต่างจากอารมณ์ของแท่งเทียนหลาย ๆ แท่งก่อนหน้า จะเป็นจุดเริ่มต้นชวนให้สงสัยว่า แรงซื้อหรือแรงขายที่มีก่อนหน้านี้เริ่มที่จะลดความกระตือรือร้นในการซื้อหรือขายแล้วใช่หรือไม่ และถ้าแรงจากฝั่งตรงข้ามเพิ่มขึ้นมากพอแนวโน้มของราคาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอาจจะมีการกลับตัวก็เป็นไปได้

บทความนี้ผมจะแนะนำรูปแท่งเทียน 10 แบบที่ควรค่าแก่การจดจำ และสามารถนำไปใช้ซื้อขายได้จริงซึ่งจะแบ่ง รูปแบบแท่งเทียนเหล่านี้จะเป็นรูปแท่งเทียนที่ให้ข้อมูลว่าราคาอาจจะมีการกลับตัว โดยสามารถแบ่งรูปแท่งเทียนออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ รูปแบบที่เราใช้พิจารณาการกลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น 5 รูปแบบ (ใช้เพื่อหาจังหวะเข้าซื้อหุ้น) และรูปแบบที่ใช้พิจารณาการกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง 5 รูปแบบ (ใช้เพื่อหาจังหวะขายหุ้นทำกำไร)

กลุ่มที่ 1 รูปแบบที่เราใช้พิจารณาการกลับตัวของราคาจากขาลงเป็นขาขึ้น (Bullish Candlestick Patterns)

Hammer

แท่งเทียนรูปแบบ Hammer เป็นแท่งเทียนที่มีไส้เทียน(Shadow)ด้านล่างยาว และยาวกว่าลำตัวของแท่งเทียน(Body)มากกว่า 2 เท่า แสดงให้เห็นว่าหลังจากราคาเปิดของแท่งเทียนมีบางช่วงเวลาที่แรงขายเป็นฝั่งควบคุมการซื้อขายในตลาด จึงสามารถขายกดราคาให้ลดต่ำลงไปได้ แต่สุดท้ายมีแรงซื้อกลับเข้ามามากและเป็นฝั่งที่กลับมาควบคุมตลาดแทนฝั่งซื้อ และแรงซื้อมีแรงมากพอทำให้ราคาปิดอยู่ในช่วงบนของแท่งเทียน

Piercing Line

รูปแบบ Piercing Line ประกอบด้วยแท่งเทียน 2 แท่ง โดยแท่งเทียนแท่งแรกจะเป็นแท่งเทียนที่เป็นแท่งทึบที่มีลำตัวของแท่งเทียน(Body)ยาว ราคาปิ

3 กุญแจสำคัญ เพื่อไขความลับการเทรด DW

ด้วยความที่ Derivative Warrant (DW) ถือเป็นเครื่องมือการลงทุนที่มีความซับซ้อนกว่าการลงทุนในหุ้นธรรมดาในหลายมิติ ฉะนั้น นอกจากจะต้องวิเคราะห์ว่าหุ้นที่เราสนใจนั้น กำลังจะขึ้นหรือกำลังจะลงแล้ว นักลงทุนใน DW ยังต้องคัดกรอง DW แต่ละตัวก่อนที่จะใส่เงินลงไปด้วย เพราะ สมมติว่า คุณสนใจลงทุนใน Call DW ของหุ้น PTT คุณจะพบว่ามี DW หลายตัวที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์คนละบริษัท หรือบริษัทเดียวกัน แต่ก็คนละซีรี่ย์ แบบนี้ ใครดูไม่เป็น หรือดูไม่ละเอียด ได้มีงงเป็นไก่ตาแตกแน่นอนนะครับ

 

นอกจากค่า Delta และ DW Sensitivity ที่ได้บอกไปในบทความตอนที่ 2 แล้ว ยังมีอัตราส่วนอีก 3 ตัวที่นักลงทุนใน DW ต้องรู้ ซึ่งเมื่อเข้าใจปั๊บ ก็เหมือนไขรหัสลับ เลือก DW ตัวที่ใช้ให้กับคุณได้ไม่ยากเลยทีเดียว

CoverAndInfo_08_cs5

1.  Gearing Ratio หรือ อัตราทด ใช้บอกความแรงของ DW ตัวนั้นๆ ว่าวิ่งแรงเป็นกี่เท่าของหุ้นอ้างอิง เช่น DW ตัวหนึ่ง คำนวน Gearing Ratio ได้ 10 เท่า นั้นหมายถึง ถ้าหุ้นอ้างอิงบวกขึ้นไปเท่าไหร่ DW ตัวนั้นจะวิ่งแรงขึ้นเป็น 10 เท่าของราคาหุ้นอ้างอิง นั้นแสดงว่า เวลาจะเลือก DW ซักตัว ใครที่รักความเสี่ยง และอยากใช้เงินน้อย ก็ให้เลือก DW ที่มี Gearing Ratio สูงๆนั่นเอง

gearing-2

2.  Effective Gearing ตัวนี้ถือเป็นกุญแจดอกสำคัญในการวิเคราะห์ DW เลยครับ สูตรคำนวนคือ


CoverAndInfo_08_cs5

Effective Gearing ใช้ในการวัดราคาการเปลี่ยนแปลงของ DW เป็นในรูปเปอร์เซ็นต์ (%) เพื่อให้อธิบายการเคลื่อนไหวของ DW ได้ชัดเจนขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Call DW ตัวหนึ่ง มี Effective Gearing = 10 เท่า ก็หมายความว่า ถ้าราคาหุ้นเอ้างอิงบวกไป 1% ตัว DW ก็จะบวกได้ถึง 10% (หรือ 10 เท่าของราคาหุ้นอ้างอิงนั้นเอง)

 

3.  Implied Volatility หรือ ความผันผวนแฝง

เจ้าความผันผวนแฝงนี้ จะบอกระดับของความผันผวนของ DW ตัวนั้น ที่เทรดในตลาด โดยแสดงค่าออกมาเป็นรูปเปอร์เซ็นต์ (%) เช่นเดียวกับ Effective Gearing วิธีการคำนวน อย่าไปรู้ครับ เราไปรู้วิธีใช้กันดีกว่า

 

Implied Volatility ใช้ในการเปรียบเทียบราคา DW ที่มีลักษณะคล้ายกัน หรือ มีหุ้นอ้างอิงตัวเดียว วิธีการดูก็คือ ถ้า DW ตัวไหนมีค่า Implied Volatility สูงกว่าอีกตัว แสดงว่า DW ตัวนั้นแพง (เมื่อกำหนดให้ปัจจัยอื่นๆไม่เปลี่ยนแปลงนะครับ)

 

แล้วที่ Implied Volatility มันไม่เท่ากัน เกิดจากอะไรล่ะ?

  • Demand Supply ของ DW แต่ละตัวไม่เท่ากัน ถ้า DW ตัวไหนคนเทรดเยอะ ก็มักจะมี Implied Volatility สูงตามไปด้วย ดังนั้น การลงทุนใน DW ดูแค่ตัวไหนเทรดกันเยอะๆ สถาพคล่องสูงๆไม่ได้แปลว่าดีเสมอไปนะครับ ต้องดู Implied Volatility เปรียบเทียบด้วย ไม่งั้นกลายเป็นซื้อของแพงไปโดยใช่เหตุ
  • ความผันผวนของราคาหุ้นอ้างอิงแต่ละตัวไม่เท่ากัน ถ้าเราเทียบ Implied Volatility ใน DW ที่มีอายุคงเหลือเท่ากัน ราคาใช้สิทธิเท่ากัน แต่เป็นหุ้นคนละตัวกัน Implied Volatility ก็ไม่เท่ากันนะครับ เพราะหุ้นแต่ละตัว มันไม่เคลื่อนไหวไปในทางเดียวกันตลอดเวลา และ ความต้องการซื้อขายของนักลงทุนก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

 

ง่ายๆสั้นๆ เราควรเลือก DW ที่มี Implied Volatility ต่ำไว้ก่อนถ้าเป็นไปได้นะครับ

ถึงตรงนี้ ก็มีคนตะโกนถามขึ้นมาว่า เฮียครับ แล้วผมจะไปหาอัตราส่วน ตัวเลขพวกนี้จากไหน?

 

ง่ายสุดๆ เพราะหน้าจอ Streaming Pro ที่ทุกท่านใช้เทรดกันอยู่ทุกวัน มีตัวเลขเหล่านี้ให้ดูแบบ Real Time เลยทีเดียวครับ Log In เข้า Streaming Pro ของท่าน แล้วเพียงแค่กดเมนู Quote ด้านบน พิมพ์เลือกตัว DW ที่ท่านสนใจ แล้วกุญแจทั้ง 5 ดอก เพื่อให้คุณพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุนก็จะปรากฏมาที่บนหน้าจอพร้อมกับรายละเอียดอื่นๆ ทั้งวันหมดอายุ อัตราส่วนการใช้สิทธิ สถานะว่า In-The-Money , At-The-Money หรือ Out-The-Money

ที่คุณต้องทำก็คือ ก่อนเทรดทุกครั้ง หันมาเปิดดูมันซักหน่อย ก็จะรู้ว่า DW ตัวนั้นคือคุณค่าที่คุณคู่ควรหรือเปล่า

 

ได้กุญแจสำคัญ 3 ดอกกันไปแล้ว เราไปดูกลยุทธ์เลือก DW เพื่อเก็บกำไรอย่างที่ใจหวังกัน

 

ขั้นตอนแรก วิเคราะห์ และอ่านแนวโน้มของดัขนี หรือ หุ้นอ้างอิง ตัวที่เราสนใจลงทุน

หมายความว่า ก่อนลงทุนใน DW ถ้าเป็น DW อ้างอิงราคาดัชนีอย่างหุ้นไทย เราก็ควรเข้าใจ และมีมุมมองที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่า ตามความเห็นของเรา หุ้นไทย จะเคลื่อนไหวในทิศทางใด ขึ้น หรือ ลง เพราะหากไม่มีมุมมองตั้งแต่เริ่มต้นลงทุน ก็เหมือนตาบอดคลำช้างครับ ได้กำไร ก็ไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกไหม ขาดทุนไป ก็ไม่รู้ว่าตัวเองคิดผิดตรงไหน ลงทุนแบบนี้เหมือนการพนันเกินไป ยังไงซะ ผมแนะนำ วิเคราะห์ และหาแนวโน้มครับ ถ้าเลือก DW ที่อ้างอิงหุ้น ก็วิเคราะห์ทิศทางราคาหุ้น ถ้าเลือก DW อ้างอิงดัชนี ก็ต้องอ่านภาพรวมตลาดให้ได้ก่อน

(จุดตายของนักลงทุนในตลาด มักเริ่มจากการอ่านทิศทางตลาดไม่ขาดตั้งแต่แรกครับ แค่เริ่มต้นก็ผิด ถึงจะวิเคราะห์ DW เลือกเก่งยังไง ซื้อไปก็มีความเสี่ยงผิดทางอยู่ดี)

 

ขั้นตอนที่สอง กลับมามองระยะเวลาการลงทุนของเรา

พอมีมุมมอง (View) ต่อการเคลื่อนไหวของหลักทรัพย์อ้างอิงแล้ว เนื่องจาก DW แต่ละตัว มีอายุครบกำหนดไม่เท่ากัน ดังนั้น ควรตรวจสอบอายุคงเหลือของ DW ก่อนเป็นอันดับแรกว่า มีเหลือพอระยะเวลาที่เป็นเป้าหมายในการลงทุนหรือเปล่า โดยแนะนำให้เลือก DW ที่เหลืออายุครบกำหนดมากกว่าระยะเวลาเป้าหมายการลงทุนซัก 1-3 เดือนขึ้นไป เพื่อความปลอดภัยครับ อันนี้ผมเจอกับตัวเลย คือมีเพื่อนที่อยากลองลงทุนใน DW นั่งอ่านแนวโน้ม แต่เคาะขวาทันทีทั้งๆที่ลืมดูอายุว่าเหลืออีก 3 วันก็หมด ราคาหุ้นอ้างอิงยังพักฐานไม่ขึ้นไปไหน พอ DW ครบกำหนดเท่านั้น เหมือนเป็นสัญญาณให้หุ้นอ้างอิงวิ่งยังกับม้าแข่ง ถึงตรงนี้ คงรู้นะครับว่าเพื่อนผม “ร้องไห้หนักมาก”

 

ขั้นตอนที่สาม ดู Effective Gearing ที่เหมาะกับความเสี่ยงของเราเอง

ยกตัวอย่าง ถ้าเราเป็นพวกเรา “รักความเสี่ยง” (Risk Lover) มี DW ให้เลือก 2 ตัว เมื่อปัจจัยอื่นๆเหมือนกันหมด เราควรเลือก DW ที่มี Effective Gearing สูงกว่า เพราะกำไรจากการที่ราคาหุ้นอ้างอิงปรับตัวตามทิศทางที่เราประเมินไว้ในขั้นตอนที่หนึ่ง มันมีโอกาสได้มากกว่า (แต่ถ้าผิดทาง ก็ขาดทุนหนักกว่า&#xE

ความลับของเศรษฐี..ที่เค้าไม่เคยบอกคุณ !

ผลการจัดลำดับของอภิมหาเศรษฐีในไทยโดยนิตยสารฟรอบส์ (Forbes) ที่เพิ่งออกมาไม่นานมานี้เอง ช่างจุดไฟในตามนุษย์เงินเดือนอย่างเราให้ร้อนระอุจริงๆเลยครับ หุหุ หลายๆคนก็คงมีความฝันที่จะก้าวไปถึงจุดนั้นบ้าง จริงไหมครับ?

มหาเศรษฐีเหล่านั้นถ้าเราไปตรวจสอบทรัพย์สินแล้วก็มีการวัดจากมูลค่าหุ้นที่เขาถือ แต่มากไปว่านั้น จริงๆแล้ว “ความรวย” ของเศรษฐีหลายคนเกิดจากการ “สร้างธุรกิจขึ้นมา” และการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ทำให้พวกเขา “เพิ่มความมั่งคั่ง” จากการขยายกิจการหลังการระดมทุน

นี่คือ “ความลับ” ที่เหล่าเศรษฐีไม่เคยบอกคุณ แต่ต้าร์ กวินจะมีเล่าให้ฟังถึง “3 สเต็ปส์ของการก้าวสู่ความรวย (ฉบับที่คนเป็นเศรษฐีไม่เคยบอกคุณ)” ให้ฟังกันครับ

ขั้นที่ 1 ก่อนจะเป็นเศรษฐีต้องมีธุรกิจขนาดใหญ่

คนกลุ่มนี้จะเริ่มต้นคิดค้นธุรกิจใหม่ๆ ออกมายังตลาด จะเริ่มจากเล็กๆ หรือใหญ่ๆ ก็แล้วแต่ทุนและความสามารถ ซึ่งทุนเองก็มีหลายแบบ เช่น “เงิน เวลา ความรู้ หรือคอนเน็คชั่นที่มาจากมิตรสหาย”

ยกตัวอย่างง่ายๆ

นายเอ เริ่มต้นธุรกิจจากร้านเล็กๆ จากนั้นเมื่อธุรกิจเริ่มดี ก็ค่อยๆ ปั้นขึ้น จนธุรกิจค่อยๆ ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ จากนั้น เขาอาจจะเริ่มต้นที่ความคิดและชวนเพื่อนมาใส่เงินทุนที่ 1 ล้านบาท เมื่อมีเงินทุนก็เหมือนมีเชื้อไฟที่ช่วยให้ธุรกิจไปไกลได้มากขึ้น และเมื่อประกอบธุรกิจใหญ่โตเขาอาจจะมีทรัพย์สินในบริษัทเติบโต 100 เท่า เป็น 100 ล้าน แน่นอนว่าถ้าเขาจะต้องระดมทุนขนาดใหญ่ก็ต้องไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

เริ่มจาก 1 ล้าน สร้างมาเป็น 100 ล้าน สมมติเขาเปลี่ยนเป็น 100 ล้านหุ้น ก็แบ่งขายให้นักลงทุนในตลาดไปสัก 20% เขาก็ถือ 80 ล้านหุ้น ถ้าเข้าตลาดไปด้วยความคาดหวังสัก  x10 (ตัวเลขสมมติ) เขาก็จะมีมูลค่าหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นทันทีเป็น 800 ล้าน นี่แหละคือหนทางการ “สร้างธุรกิจให้รวย”!!

ขั้นที่ 2 อยากให้ธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด ต้อง”สร้างธุรกิจมาระดมทุน”

ขั้นที่ 2 นี้คือนักลงทุนที่สนใจหุ้นที่เขาปล่อยออกมา 20% นั่นล่ะครับ นี่ไงทำไมเราถึงเป็นนักลงทุนรายย่อยและตั้งคำถามว่า ทำไมเจ้าของบริษัทถึงมีหุ้นเป็นล้านๆหุ้นได้ เอาเงินที่ไหนมาซื้อ ก็เพราะเขา “สร้างธุรกิจมาระดมทุน” ส่วนเรา “เอาเงินไประดมทุนเพื่อร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจ” มันต่างกันนะครับ

เราซื้อหุ้นกันที่ความคาดหวังและสิ่งที่เราทำได้คือการทยอยสะสมหุ้นดีๆไว้เพื่อให้ชีวิตเราเกิดความมั่งคั่งขึ้น เมื่อธุรกิจนั้นเติบโต ถ้าเราในฐานะของนักลงทุนที่อยู่ในลำดับ 2 ของระบบ รวยขึ้น 1 เด้งเป็นเงิน 10 ล้านบาท ลำดับที่ 1 ก็ได้กันเป็นกี่ 100 กี่ 1,000 ล้านละเนี่ย

อย่างไรก็ตามผมยังสนับสนุนให้เพื่อนๆม าอยู่ในลำดับนี้ก่อนถ้ายังไม่มีไอเดียในการทำธุรกิจนะครับ อย่างน้อยก็เป็นการเพิ่มความมั่งคั่งสำหรับมนุษย์เงินเดือนได้ ออมหุ้นจะสร้างใน step นี้

ขั้นที่ 3 เลือกที่จะนำเงินไป “ลงทุน” มากกว่า “ฝากเงิน” ไว้เฉยๆ

คือคนที่ได้รับเงินมาแล้วฝากเงินไว้เฉยๆ หรือให้กู้เงิน/ซื้อตราสารหนี้ (หมายถึงพวกเราๆ นะครับ ไม่ใช่ธนาคาร) ถ้าเราอยู่ในลำดับนี้ก็คือเรามีเงินให้ยืมนะครับ ยืมแล้วเขาจะคืนหรือไม่อีกเรื่องนึง ก็คือชีวิตเราจะมีเพียงเงินสดและรายได้จากดอกเบี้ย ซึ่งการให้ยืมจะไม่ได้ผลตอบแทนเท่าการลงทุน มีความปลอดภัยในเงินทอง แต่ไม่ปลอดภัยในระยะยาวเมื่อมูลค่ามันลดลงจากอัตราเงินเฟ้อ หากเราจะอยู่รอดได้จากการเป็นคนในกลุ่มลำดับ 3 ก็ต้องมีเงินเยอะๆ นะครับ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าการเก็บเงินเฉยๆจะเพียงพอหรือเปล่า เพราะหลายๆ ครั้งเราอาจจะต้องกลายเป็นคนที่มีสภาพทางการเงินแย่กว่าขั้นที่ 3 นั่นคือ “เป็นหนี้” นั่นเอง

สำหรับผมแล้วในฐานะของนักออมหุ้น เลยพยายามนำเสนอเพื่อนๆ ว่า เดิมทีเรายังไม่มีความรู้อะไรมาก เราจะเป็นเพียงกลุ่มในลำดับ 3 ซึ่งพอเราผ่านจุดนี้ไปได้ก็จะกลายเป็นลำดับ 2 ของทุนนิยม ซึ่งผมว่าย่างน้อยก็ทำให้คนหลายคนสบายขึ้นละครับ แต่ถ้าเราจะไปถึงลำดับ 1 เราจะต้องคิดต่อยอดเข้าไปอีก ตรงนี้ก็อยู่ที่เราละว่าเราพอใจในชีวิตความร่ำรวยในระดับไหน

นี่คือ 3 สเต็ปส์ของการก้าวสู่ความรวยที่เราสามารถเรียนรู้และหาแนวทางการลงทุนทางธุรกิจของเราได้ครับ สำหรับผมแล้ว ในฐานะนักออมหุ้น อยากเสนอให้ทุกคนที่เพิ่งกำลังออมหรือลงทุนเริ่มต้นง่ายๆ จากสเต็ปส์ที่ 3 ก่อนนะครับ เมื่อเราผ่านสเต็ปส์ที่ 3 ได้แล้ว ต่อไปจะก้าวไปสู่สเต็ปส์ที่ 2 หรือ 1 ก็ไม่ยากแล้วล่ะครับ ซึ่งทั้ง 3 สเต็ปส์ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราพอใจที่จะอยู่ที่ระดับไหน 🙂

[ซีรี่ย์ออมหุ้น season2] ตอน 2 มีเงินเก็บแล้ว จะซื้อหุ้นแบบบัญชีออมหุ้นหรือบัญชีซื้อขายปกติดี

อย่างที่เราได้คุยกันในตอนที่แล้วระหว่างวิธีการออมหุ้นแบบซื้อเองกับการใช้บัญชีออมหุ้นตัดรายเดือนอัตโนมัติว่ามันแตกต่างกันอย่างไร ในตอนนี้เราจะมาคุยกันถึงการวางแผนการเงินเพื่อสร้างเงินออมในการลงทุนและดูว่าบัญชีออมหุ้นมีจุดเด่นอย่างไร

การวางแผนทางการเงิน

ตามสูตรที่ผมมักจะทำก็คือการสร้างเงินออมขึ้นมาเพื่อใช้ในการลงทุน โดยมีสมการง่ายๆ สามารถใช้ได้เป็นอมตะและสามารถเพิ่มได้ด้วยอัตราก้าวหน้าเพื่อให้เงินออมเกิดมากขึ้น คือ

รายรับ – เงินออม = รายจ่าย

วิธีคิดเงินออมก็ใช้อัตราก้าวหน้าตามเงินเดือนที่เรามีนะครับ ถ้าเงินเดือนน้อยก็ 10% เงินเดือนมากหน่อยก็ขยับเป็น 20%-50% ได้ เช่น ซึ่งจำนวนเงินของการออมนี้ อยู่ที่แต่ละคนเลยครับ

ยกตัวอย่างเช่น

นาย ก. มีรายได้ต่อเดือน 15,000  ตั้งใจออมเดือนละ 10% = 1,500/เดือน

นางสาว ข. มีรายได้ต่อเดือน 20,000 ตั้งใจออมเดือนละ 20% = 4,000/เดือน

คำถามต่อมานางสาว ข. อยากนำเงินออม 4,000 ไปซื้อหุ้น

จะซื้อในวิธีไหนง่ายกว่ากัน

1. กรณีของบัญชีออมหุ้น

สมมติเราต้องการลงทุนหุ้น 1 ตัว ก็สามารถแจ้งทางบริษัทหลักทรัพย์ได้ทันทีว่าจะซื้อหุ้นตัวไหน ด้วยเงินเท่าไหร่ ตัวอย่างเช่น เราออมไว้ 4,000 บาท ต้องการซื้อหุ้น Aommoney ซึ่งในแต่ละเดือนราคาจะไม่เท่ากัน

เดือนแรกราคา 37 บาท

เดือนที่ 2 ราคา 43 บาท

เดือนที่ 3 ราคา 45 บาท

เราจะนำเงิน 4,000 บาทไปซื้อได้ในแต่ละเดือนโดยได้จำนวนหุ้นดังนี้

เดือนแรก 108 หุ้น

เดือนที่ 2 ได้ 93 หุ้น

เดือนที่ 3 ได้ 89 หุ้น

การซื้อแบบนี้ทางบริษัทหลักทรัพย์จะซื้อเศษหุ้นให้ด้วย หลายคนอาจจะแปลกใจว่าซื้อเศษหุ้นจะดีในการขายในอนาคตหรอ? แต่ไม่ต้องกังวลครับเพราะเวลาผ่านไปมันจะรวมกันเป็นจำนวนเต็มที่ 100 หุ้นได้เอง แต่ถ้าเป้าหมายในการออมของเราคือระยะยาวก็สะสมไปเรื่อยๆ ครับ

2. กรณีบัญชีซื้อขายปกติ

อย่างที่เราทราบกันว่าเวลาซื้อหุ้นด้วยบัญชีปกติจะต้องซื้อเป็นจำนวนหุ้น 100 หุ้นและเพิ่มทีละ 100 เป็น 200 300 400 เป็นต้นไป เพราะฉะนั้นแล้วหากเราต้องการซื้อหุ้น Aommoney ในแต่ละเดือนในราคาที่ไม่เท่ากันนะสิ สมมติเราต้องการซื้อขั้นต่ำที่ 100 หุ้นจะต้องใช้เงินในแต่ละเดือนดังนี้

เดือนแรกราคา 37 บาท ใช้เงิน 3,700 บาท (เหลือ 300 บาท)

เดือนที่ 2 ราคา 43 บาท ใช้เงิน 4,300 บาท (เกินมา 300 บาท)

เดือนที่ 3 ราคา 45 บาท ใช้เงิน 4,500 บาท (เกินมา 500 บาท)

การใช้บัญชีซื้อขายปกติเพื่อการออมหุ้นอาจจะจัดการยากกว่านิดหน่อยในการซื้อหุ้นจากการสร้างเงินออมรายเดือนเพราะราคาหุ้นแต่ละเวลาไม่เท่ากัน การเก็บเงินก็อาจจะต้องสำรองเงินมากขึ้นเพื่อใช้ซื้อหุ้นเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น ส่วนช่วงหุ้นลงก็สามารถเหลือเงินเพิ่มได้เพื่อทบในเดือนต่อๆ ไป

จุดเด่นของบัญชีออมหุ้น คือ ทำให้เราวางแผนทางการเงินได้ง่ายขึ้นนะครับ แต่กรณีบัญชีซื้อขายปกติก็มีจุดดีของมันเหมือนกัน ผมว่าอยู่ที่สูตรการบริหารเงินและการลงทุนของแต่ละคน เลือกใช้ในสิ่งที่เหมาะกับตัวเองนะครับ

ตอนต่อไป เราจะมารู้รายละเอียดของ “ค่าธรรมเนียมในการออมหุ้น” ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง อย่าลืมติดตามนะครับ  🙂

5 ทริคเด็ดแต่ง “คอนโดปล่อยเช่า” สำหรับนักลงทุน

การทำ “คอนโดปล่อยเช่า” นอกจากปัญหาได้ค่าเช่าไม่คุ้มและปัญหาค้างค่าเช่าแล้ว ผู้เช่าบางคนไม่คิดที่จะดูแลรักษาห้องให้กับเจ้าของเลยมีทั้งปัญหาขยะไม่เคยเก็บ ปัญหาสูบบุหรี่ภายในห้อง ปัญหาคราบและกลิ่นจากการทำครัว ปัญหาเฟอร์นิเจอร์และพื้นลามิเนตบวมน้ำ ปัญหาแอร์ตันไม่เคยล้าง ปัญหาวอลเปเปอร์ฉีกขาด ปัญหาเสียงดังจนข้างห้องรำคาญ เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้ผมต้องการเตือนให้ระวังเท่านั้น ไม่ใช่ถึงขนาดไม่กล้าลงทุนทำคอนโดปล่อยเช่า เพราะทุกปัญหามีทางแก้ไขประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยสอนคุณให้เป็นนักลงทุนอย่างมืออาชีพ

บางคนหลีกเลี่ยงด้วยการหาทำเลคอนโดปล่อยเช่าที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่เยอะ เพราะข้อมูลในเน็ตแชร์ประสบการณ์กันว่า ชาวต่างชาติโดยเฉพาะคนญี่ปุ่นรักษาห้องดีมาก ผมคิดว่ามีส่วนจริงแต่ไม่ใช่ชาวต่างชาติทุกคนจะเป็นเหมือนกันหมดหรอกครับ และคอนโดใจกลางเมืองราคาแพงมากจนหลายโครงการมาปล่อยเช่าไม่คุ้มเสียด้วย

ดังนั้นทางที่ดีกว่า “ควรคัดเลือกคนเช่า” และ “แต่งคอนโดให้เหมาะสม”

เจ้าของห้องมีสิทธิ์คัดเลือกคนเช่านะครับ โดยมากผมมักจะให้ผู้หญิงเช่าห้องเพราะดูแลรักษาห้องดีกว่า แล้วสอบถามอาชีพที่เค้าทำเพื่อให้ทราบว่ามีความสามารถชำระค่าเช่าได้สม่ำเสมอ จากนั้นจะสอบถามเรื่องสูบบุหรี่ เลี้ยงสัตว์ และการทำอาหาร เพื่อทำความเข้าใจกับคนเช่าว่าเจ้าของห้องมีความกังวล เรื่องการทำอาหาร ถ้าเข้าไมโครเวฟก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าต้มผัดแกงทอดควรปิดประตูไม่ให้กลิ่นเข้ามา เปิดหน้าต่างทิ้งไว้ให้ลมออกหรือไปซื้อมากินจะดีกว่า

นอกจากนี้ที่สำคัญข้อห้ามทุกอย่างควรเขียนไว้ในสัญญาเช่าเพื่อให้ผู้เช่ารับทราบว่าไม่อนุญาตให้ทำอะไรบ้าง


การแต่งคอนโดให้เช่ามีสิ่งที่ต้องคิดหลายเรื่อง ดังนี้

1. งบประมาณไม่เกินที่ตั้งไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาได้ค่าเช่าไม่คุ้ม

อาทิเช่น คอนโดให้เช่าขนาด 1 ห้องนอน ตั้งงบสำหรับเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวและเครื่องใช้ไฟฟ้าประมาณ 60,000-80,000 บาท ต่างกับคอนโดอยู่อาศัยเองต้องใช้เงินหลายแสนบาท เพราะเลือกของที่ถูกใจเป็นหลัก

2. วัสดุที่ใช้ต้องคงทน

เพราะคนเช่าไม่ได้ดูแลรักษาเหมือนเจ้าของและต้องให้เช่าอีกนานหลายปี อาทิเช่น โซฟาไม่ควรใช้แบบผ้าดูแลทำความสะอาดยาก หรือ โต๊ะกินข้าวเป็นกระจกมีสิทธิ์แตกหักได้ง่าย

3. ขนาดเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าพอเหมาะไม่เกะกะ

เพราะคอนโดมีพื้นที่น้อยการทำให้ห้องโล่งน่าอยู่กว่า และคนเช่าบางคนมีของใช้ติดตัวมาหากไม่มีที่วางจะเสียโอกาสไป อาทิเช่น ห้องนอนที่มีทางเดินน้อยควรเลือกเตียง 5 ฟุต ทีวีและชั้นวางของก็ควรใช้แบบแขวน  

4. ใช้สอยได้หลายอย่าง

เพราะความต้องการคนเช่าแต่ละคนไม่เหมือนกัน อาทิเช่น โซฟาควรเลือก 3 ที่นั่งและปรับนอนได้ เผื่อคนเช่ามีเพื่อนมีญาติมานอนด้วย โต๊ะควรเลือกแบบใช้ทานข้าวและใช้ทำงานได้ขนาดกำลังดี

5. ของใช้ต่างๆครบครัน

เพราะคนเช่ามักต้องการห้องที่มีของใช้พร้อม อาทิเช่น ทีวี แอร์ ตู้เย็น โซฟา เครื่องทำน้ำอุ่น ตู้เสื้อผ้า ที่นอนพร้อมฟูก ชั้นวางของ โต๊ะเก้าอี้ ผ้าม่าน ชั้นวางสบู่แชมพู ที่วางรองเท้า ถังขยะ เป็นต้น

การแต่งคอนโดปล่อยเช่าง่ายกว่าบ้านเยอะครับ

เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจก่อนเพื่อเลือกของใช้ที่เหมาะสม

ขอให้ประสบความเสร็จในการปล่อยเช่ากันนะครับ

เหตุผลที่คนมีรถ ต้องรู้จักวางแผน

ทุกวันนี้ รถยนต์ คือ สิ่งสำคัญบนท้องถนนที่ทำให้เราทุกคนเดินทางไปยังจุดหมาย ถึงแม้รถจะติด ฝนจะตก แต่ถ้าอยู่ในรถ ยังไงก็มั่นใจว่าปลอดภัยหายห่วงแน่นอนคร้าบ

แต่ปัญหาเรื่องใหญ่ของ คนมีรถ ที่มักจะพบเจอเป็นประจำ นั่นคือเรื่องของ “อุบัติเหตุ” ที่่เกิดขึ้นจากความประมาท หรือความผิดพลาดที่ไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆอีกมากมายตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบาดเจ็บ เสียชีวิต หรือเสียทรัพย์สินต่างๆอีกมากมาย

เมื่อก่อนตัวผมเองก็คิดเอาเองไปว่า ถ้าเราลดความประมาทของตัวเองลง ตั้งใจขับขี่อย่างปลอดภัย มันก็คงเพียงพอที่จะลดความเสี่ยงได้แล้ว ไม่ต้องไปป้องกันอะไรหรอก ประกง ประกันให้เสียเวลา…

แต่.. บางครั้งอุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากความประมาทของเรา

มันอาจจะเกิดจากความประมาทของคนอื่นที่ใช้รถใช้ถนน

และมันก็ส่งผลต่อทรัพย์สินและชีวิตของเราได้เช่นเดียวกัน

ที่ผมกล้าพูดแบบนี้ เพราะว่าตัวผมเองเคยเจออุบัติเหตุเฉียดตายมา 1 ครั้ง เรียกได้ว่า รถคันที่นั่งไปถูกชนจนกลายเป็นเศษเหล็กกันเลยทีเดียว พูดแล้วยังขนลุกไม่หาย

ถึงแม้ร่างกายจะไม่เป็นอะไรมากนัก

แต่ทรัพย์สินที่เสียหายไป

ถ้าหากไม่มีวิธีป้องกันความปลอดภัยที่ดี

คงลำบากต่อเงินในกระเป๋าของเราอย่างแน่นอนครับ

อย่างที่ว่าแหละครับ .. ความไม่แน่นอนนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกคน ดังนั้นผมเชื่อว่าการมีประกันรถยนต์ดีๆที่ไว้วางใจได้ จะทำให้ชีวิตของเรานั้นง่ายขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ปัจจุบันนี้ รถยนต์ที่เราเลือกใช้ในเมืองใหญ่นั้น มักจะเป็นรถรุ่นเล็กหรือที่เรียกกันว่า City Car ที่ค่าเบี้ยประกันนั้นไม่ได้แพงอย่างที่ใครเค้าว่ากัน วันนี้ผมเลยตั้งใจนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกันระหว่างประกันภัยรถยนต์แต่ละแห่งให้ดูกันว่า มีความแตกต่างและน่าสนใจอย่างไร

แต่ก่อนอื่น ผมว่าเรามาทำความเข้าใจกับประกันภัยรถยนต์กันดีกว่า ว่ามีแบบไหนและยังไงบ้าง

ประกันรถยนต์ มีแบบไหน ยังไงบ้าง

โดยปกติแล้วประกันรถยนต์จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประกันรถยนต์ภาคบังคับ ที่เราถูกบังคับให้ทำโดยกฎหมาย (ประกัน พ.ร.บ) ซึ่งให้ความคุ้มครองต่อผู้เสียหายในระดับหนึ่ง

แต่ถ้าหากเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินอื่น เราต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง ดังนั้นเลยเป็นที่มาของประกันภัยอีกประเภทหนึ่ง ที่เรียกกันว่า ประกันภัยภาคสมัครใจ โดยเจ้าของรถเลือกทำในแบบที่ตัวเองต้องการ เพื่อเพิ่มความป้องกันและคุ้มครองให้มากขึ้นนั่นเองครับ

ประกันประเภทไหนดีที่สุด?

เมื่อเราเลือกที่จะทำประกันแบบสมัครใจเพิ่มเติม ก็มีคำถามตามมาว่า เอ๊ะ.. แล้วเราควรทำประกันอะไรแบบไหนยังไงดีล่ะ ได้ยินมาตั้งแต่ประกันภัยชั้น 1-2-3 แถมยังมี 2+ 3+ ให้ฟังแล้วมึนกันไปอีก ซึ่งผมได้สรุปมาให้เข้าใจง่ายๆในตารางด้านล่างนี้ครับ

จากตารางจะเห็นว่า.. ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 นั้น ให้ความคุ้มครองสูงที่สุด และลดหลั่นลงมาตามลำดับ ซึ่งเราควรพิจารณาดูตามความต้องการของเรา และเลือกให้ถูกต้องว่าประกันรถยนต์ประเภทไหนนั้นเหมาะสมกับความต้องการ

โดยประกันภัยรถยนต์ยอดฮิตที่เค้าเลือกๆกันนั้นก็คือ ประกันภัยชั้น 1 ประกันภัยชั้น 2+ ประกันภัยชั้น 3+ และประกันภัยชั้น 3 ทีนี้สำหรับใครที่ยังสงสัยว่าเราจะเลือกแบบไหนดี เอาแบบนี้ดีกว่า ผมมีวิธีง่ายๆมานำเสนอคร้าบบ

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เราก็สามารถหาข้อมูลด้วยตัวเองได้เลยครับ จะโทรสอบถามตัวแทนประกัน หรือค้นหาข้อมูลออนไลน์ก็แล้วแต่ถนัดเลยครับ โดยผมเองก็ได้ลองรวบรวมข้อมูลประกันภัยรถยนต์ของเจ้าต่างๆ มาให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆพิจารณากันคร้าบบ

ยกตัวอย่างรถ City Car ยอดนิยมอย่าง Toyota Vios ซึ่งมีรายละเอียดผู้ขับขี่เป็นดังนี้ครับ

  • ประเภทประกัน : ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1
  • เพศชาย อายุ 35 ปี  ขับรถโตโยต้า วีออส ปี 2012         
  • แต่งงานแล้ว มีลูกชาย 1 คน อายุ 5 ปี

*หมายเหตุ : ราคาดังกล่าว อัพเดทล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2558

ซึ่งข้อมูลตามตารางเป็นข้อมูลเปรียบเทียบคร่าวๆ หากใครสนใจก็สามารถติดต่อทางบริษัทหรือตัวแทนจำหน่ายประกันเพื่อตรวจสอบข้อมูลที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งครับ แต่จากการใช้เวลาค้นหาส่วนตัวแล้วผบพบว่า ทาง DirectAsia นั้นค่อนข้างให้ข้อมูลที่ครอบคลุมและชัดเจนตามความต้องการที่สุด ซึ่่งถือว่าเป็นจุดแข็งของทางบริษัทที่มีการซื้อ-ขายประกันภัยได้ทางออนไลน์ ที่สามารถปรับเพิ่มสิ่งที่เราต้องการ และตัดสิ่งที่เราไม่ต้องการได้อย่างอิสระตามใจ ช่วยให้เราเลือกสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่เราอยากจะทำได้อย่างสบายใจครับ นอกจากนั้นยังช่วยคำนวณเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นหรือลดลงให้เสร็จสรรพ ซึ่งประหยัดเวลาและสะดวกมากๆเลยครับ นอกจากนั้นทาง DirectAsia ยังมีส่วนลดเบี้ยประวัติดีเมื่อต่ออายุประกันภัย สูงสุดถึง 50% หากไม่มีการเคลมภายใน 4  ปีติดต่อกัน อีกด้วยครับ

ถ้าใครสนใจก็ลองคลิกดูข้อมูลเพิ่มเติม
ได้ที่เวปไซด์ DirectAsia.co.th เลยคร้าบบ หรือสอบถามได้ที่ 02-627-7777

สำหรับผมแล้ว.. การทำประกันนั้นถือเป็น “สิ่งที่ต้องทำ” เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และเพิ่มโอกาสให้เราสามารถเลือก “สิ่งที่เราอยากจะทำ” ได้อีกมากมายในชีวิต แต่ประกันภัยดีๆ บางแห่งนั้นอาจจะมีข้อได้เปรียบตรงที่สามารถเลือกสิ่งที่เราอยากจะทำได้ด้วย อันไหนไม่อยากทำ เราก็สามารถตัดออกได้สบายๆชิวๆ เพื่อให้เหลือแค่ “สิ่งที่ต้องทำ” และจำเป็นจริงๆ

สุดท้ายนี้อย่าลืมตรวจสอบความต้องการของเราด้วยว่า จริงๆแล้วเราต้องการทำประกันภัยแบบไหน (ชั้น 1 – 2 – 3) และค่าเบี้ยประกันที่จ่ายไปนั้นให้ความคุ้มค่าด้านการคุ้มครองตามที่เราต้องการหรือไม่ เพราะสิ่งที่เราจ่ายไปนั้น คือรายจ่ายเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์

ดูกันชัดชัด!! เศรษฐกิจดีหรือไม่ คิดไปเองหรือเรื่องจริง?

“เศรษฐกิจดีจะตาย มีแต่ฟายที่ไม่รู้จักทำมาหากิน” ถ้ามีใครสักคนพูดกับเราแบบนี้ พี่เกรย์บอกเลยครับขึ้นแน่ๆ #เผาบ้านแม่มเลยครับ แต่ต่อให้ใครจะพูดอย่างไรมันคงไม่สำคัญเท่ากับว่า เราได้เก็บมาคิดจนชีวิตมีปัญหาหรือเปล่า พี่เกรย์เห็นหลายคนโวยวายว่าเศรษฐกิจไม่ดี บางคนก็บอกอุ้ยเศรษฐกิจดีจะตาย แล้วจริงๆมันดีหรือไม่ พี่เกรย์ขออธิบายด้วยความเข้าใจของตัวเอง ผ่านคำถามสามข้อนี้ แล้วเรามาสรุปกันอีกทีครับผมว่า “เศรษฐกิจไม่ดีจริงๆหรืออ๊ะเปล่า”

คำถามข้อแรก เราคือใคร

ข้อนี้ พี่เกรย์อยากจะถามว่า ก่อนที่เราจะบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี เราต้องรู้ตัวก่อนนะเบบี๋ว่าเราคือใคร #คนหรือเปล่า และอยู่ส่วนไหนของเศรษฐกิจ เช่น เราเป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานมาหากิน ความรู้สึกที่มีต่อเศรษฐกิจของเราอาจจะเป็นของแพงสัสๆจนไม่มีปัญญาจะซื้อ มีเงินไม่พอใช้จ่าย แต่รายได้แม่มก็เท่าเดิม แบบนี้เราอาจจะรู้สึกใช่ไหมว่าเศรษฐกิจแย่ลง

แต่ถ้าเราเป็นแม่ค้า เศรษฐกิจของเราจะแย่ก็ต่อเมื่อของขายไม่ได้ ทีนี้ก็มาต่อกันว่า เราขายของอะไร? ฟุ่มเฟือยหรือของที่จำเป็น เพราะในช่วงบางครั้งที่คนรัดเข็มขัด คนเค้าก็อาจจะไม่ใส่ใจ หายไปไม่มาซื้อ #ขายเข็มขัดดีไหม #ไปตลกที่อื่น แบบนี้สต็อกเราก็เต็ม ของเราก็เข็นขายลำบากอะไรแบบนี้อะจ้า

แต่บางคนเป็นคนเก่งมว้ากๆๆ ต่อให้เศรษฐกิจไม่ดีแค่ไหนก็ยังหลอกขายคอร์….. เอ้ย ยังทำงานได้เงินอยู่ดี แบบนี้ก็เรียกว่าเศรษฐกิจไม่ดีก็คงจะไม่ได้ บางคนขายกลยุทธ์สอนให้คนทั้งหลายมีรายได้เพิ่ม กลายเป็นว่าตอนนี้แม่มเป็นช่วงเวลาดีที่จะกลายเป็นเศรษฐีใหม่เสียด้วยซ้ำ

ดังนั้นจำไว้ท์เบบี๋…

เมื่อได้ยินคำว่าเศรษฐกิจไม่ดี พี่เกรย์อยากถามว่า ตอนนี้เราเป็นใคร และ ผู้ฟังเป็นใคร เพราะคำพูดและการสื่อสารนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เลยจ๊ะ ถ้าคนเก่งคนดังเมื่อตะกี้ ไปเจอแม่ค้าขึ้นมา แล้วไปบอกว่า เหวยๆๆๆ เศรษฐกิจผมดี๊ดี คุณนี่มันโง่จริงๆ แม่ค้าคงอยากจะรีบวิ่งมาต่อยปากเลยใช่ไหมละจ๊ะดวกส์

ทีนี้ลองดูข้อมูลจากทาง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เค้าให้ข้อมูลตัวชี้วัดตัวหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ GDP หรือ ดัชนีวัดผลผลิตโดยรวมในระบบเศรษฐกิจ และเมื่อเรานำค่า GDP มาหารเฉลี่ยด้วยจำนวนประชากร ก็จะได้ค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวประชากร (GDP per capita) นั่นเองจ๊ะเด็กๆ

เอ๊ะๆๆๆๆๆ แต่อย่าลืมนะครับผมครับ ว่า GDP ที่ว่ามันอาจจะวัดอะไรมากไม่ได้ (กูออกตัวให้มึงเลยนะเนี่ย คนที่ว่าเศรษฐกิจดีทั้งหลาย) เพราะการคิดพวกนี้ คือ การหารด้วยจำนวนประชากร นั่นคือ ค่าเฉลี่ยของทุกคนมันจะเท่ากันไงจ๊ะ ซึ่งไม่สามารถวัดผลได้ชัด เพราะมันมีเรื่องของการกระจุกตัวของประชากรอีกไง ทำให้ช่วงของรายได้แม่มต่างกันมากมายระหว่างคนรวยและคนจน ดังนั้นมันเป็นแค่ภาพรวมเฉยๆนะ อย่าเอาไปตีกันมาก อยู่ว่างๆบ้างก็ได้นะเบบี๋

เอางี้ สรุปสั้นให้ฟังอีกที
ถ้าจะพูด ดูทางให้ดีด้วย เศรษฐกิจมึงดีนัก
คนอื่นอาจจะแย่ อย่าปากดีมาก ไอสัส

คำถามข้อสอง ทำไมใครๆก็ว่าเศรษฐกิจไม่ดี

ไอ้คำพูดนี้ มีหลายคนบอกเลย “เฮ้ยๆๆๆ มึงจะพูดเรื่องเศรษฐกิจไม่ดีไปถึงไหน กูเห็นมึงพูดกันมาทุกๆปี” พี่เกรย์ขอแถ-ลงเลยว่า คำถามนี้แม่มพูดง่ายแต่ตอบยาก เพราะมันมีปัจจัยมากมาย

เริ่มต้นจาก ธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เรามักจะบอกอยู่เสมอว่า เฮ้ย เมื่อก่อนมันดีกว่า เมื่อก่อนมันนู้นนี้นั้นโนะเนะ (มึงไปสังเกตคนแก่แถวบ้านมึงได้เลยสัส) ซึ่งแม่มก็ไม่ได้แปลกไง จำนวนประชากรเยอะขึ้น การแข่งขันมันก็เพิ่มขึ้น อินเตอร์เน็ตก็ทำให้ใครเก่งขึ้นได้ ความเชี่ยวชาญ ฝีมือ งานต่างๆ อยู่ที่ว่าใครเอาเวลาไปทำอะไร ดังนั้นมันก็ทำให้คนเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างแพร่หลายแบบโหดสัส

ดังนั้นย์ เราจะเห็นคนสำเร็จแบบก้าวกระโดดเขย่งสามขา กับคนที่สภาพเหมือนหมาหน้าเซเว่นรอคอยแอร์เย็นๆในสังคมเดียวกัน เพราะมันคือโลกแห่งการแข่งขัน และหนทางทำกินที่มีมาก ไอ้ที่ว่ายากเมื่อก่อนอาจจะง่ายกว่าที่จะทำในช่วงนี้ แต่ก็ทำไม่ได้ไง เพราะใครๆแม่มก็ทำหมดแล้ว และแม่มยิ่งตอกย้ำโป๊กๆๆๆๆ เข้าไปอีกว่า การกระจุกตัวของรายได้แม่มควรจะเพิ่มขึ้นอีก

ทีนี้สิ่งที่จะบอกเราได้คืออะไร ใครๆคงสงสัยใช่ไหมละ พี่เกรย์อยากให้ดูรูปนี้ประกอบอีกที เห็นเปล่าจ๊ะว่า ช่วงเวลาใน 2-3 ปีที่ผ่านมา การบริโภคลดต่ำลงแบบสัสๆ เพราะมันคือสัญญานเบาๆบอกเราว่า เฮ้ย คนมันรู้ตัวนะว่าต้องระวัง และช่วงก่อนสำหรับใครหลายคนมันคงดีกว่าจริงๆ (อย่าลืมเรื่องค่าเฉลี่ย)

แต่ในโลกของจุลภาคแบบจุลินทรีย์อย่างเรา ช่วงเวลาที่แย่จริงๆและมีปัญหา คือ ช่วงที่คนอื่นดีแต่เราแย่ นั่นแหละจ๊ะ พูดก็พูดเถอะ พี่เกรย์เป็นแค่คนเขียนเล่นแบบเกรียนๆ ไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์มา พูดมากไปคงจะไม่ดี เดี๋ยวจะมีพี่ๆมาบอกว่า เฮัยมึงอย่าเสือกเกรียนอวดเก่งมาก เดี๋ยวเวลาล้มจะลำบากนะไอ้หนู

สรุปสั้นๆ ใครว่าเศรษฐกิจดีไม่ดีอย่าไปฟังมาก
สำรวจตัวเองก่อนแล้วค่อยไปสอนคนอื่น
หาวิธีทำเศรษฐกิจเราให้ยั่งยืน และอย่าลืมเพียงพอ จุฟๆ

คำถามสุดท้าย แล้ววิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจจริงๆ คืออะไร?

โอเค มาถึงโลกที่เราต้องเจอกันละนะ อย่างแรกเลย พี่เกรย์อยากให้มองถึงสภาวะความเป็นจริงของชีวิตก่อนนะครับผมครับ อย่าไปหลอกตัวเองว่า เฮ้ยตอนนี้เศรษฐกิจมันดี เฮ้ยกูเก่งสัสๆ แบบผิดๆ คือต้องบอกก่อนนะว่า การให้กำลังใจเรื่องบวกนี่ดีมากๆเลย กูรูทั้งหลายก็ออกมาบวกๆๆๆๆ จนอยากจะบวกแม่มสักหลายทีแล้วไอ้สัส #กำโทดๆ

ที่พูดแบบนี้ เพราะการให้กำลังใจทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ลองหันมองดูคนรอบข้าง ดูสังคม

5 คำแนะนำที่อยากบอก ในฐานะของที่ปรึกษาการลงทุน

อาชีพที่ปรึกษาการลงทุนที่ผมเคยทำ ทั้งตอนเป็นมนุษย์เงินเดือน และ ณ ปัจจุบันที่ทำกับบริษัทตัวเองนั้น ทำให้เราได้เจอนักลงทุนมากมายหลายสไตล์ ซึ่งผมถือว่าเป็นความโชคดีกับการที่ผมได้ทำอาชีพนี้ เพราะเปรียบเสมือนการย่อประสบการณ์ชีวิตตัวเอง ไม่ต้องผิดพลาดด้วยตัวเอง และเรียนรู้จากประสบการณ์อื่นๆ หลายๆครั้ง ผมรู้สึกว่าตัวเองได้รับ มากกว่าที่ได้ให้คำแนะนำไปด้วยนะครับ

บทความวันนี้ เกิดจากวันหนึ่งผมมานั่งคิดๆดู ตัวเราเองเคยผิดพลาดในสิ่งไหนบ้าง และสิ่งไหนที่ผมสามารถให้คำแนะนำกับนักลงทุนส่วนใหญ่ เพื่อให้ไม่เจอปัญหาแบบเดียวกันกับที่ตัวผมเอง และนักลงทุนท่านอื่นๆเคยเจอ ก็รวบรวมมาได้ 5 ข้อ ตามนี้ครับ

1.จงถามคำถามที่คุณยังคาใจให้หายสงสัย

สิ่งที่ผมเจอและทำให้ในฐานะที่ปรึกษาการลงทุนแล้วรู้สึกว่าทำงานยากขึ้นก็คือ การไปรู้ทีหลังว่า มีสิ่งที่ค้างคาอยู่ในจิตใจของผู้ขอคำปรึกษา เอาเมื่อตอนนี้ทำการตัดสินใจลงทุนไปแล้ว ยกตัวอย่างนะครับ ตอนช่วงเดือน เม.ย. มีลูกค้ามาปรึกษาผมเรื่องการลงทุนในกองทุนหุ้นจีน บอกว่าน่าสนใจหรือเปล่า ผมก็อธิบายไปว่า ถ้าเป็นผม ผมจะไม่เอาเงินตัวเองไปเสี่ยง ณ ระดับนั้น เนื่องจากตลาดเริ่มแพงเกินไป และตัวผมเอง ก็ได้กำไรจากก่อนหน้านั้นมาเยอะแล้ว แต่ถ้าลูกค้าจะลงทุน ก็ขอให้เป็นสัดส่วนน้อย เพราะถ้ามันไปต่อ แล้วผมบอกว่า ห้ามซื้อเด็ดขาด ก็จะกลายเป็นขัดลาภ ซะงั้น ซึ่งผมก็แจ้งลูกค้าท่านนี้แบบที่ผมคิดนะครับ

… หลังจากนั้น มาเจอกันอีกทีตอน ปลายเดือน ส.ค. แกมาบอกความลับว่า แกไม่ได้ลงทุนกองจีนกับผม เพราะเห็นผมห้าม มีประเด็นที่สงสัยว่า ถ้ายากจะซื้อจริงๆ ควรซื้อเท่าไหร่ แต่ก็ไม่กล้าถามแล้ว เพราเห็นผมห้ามไปแล้ว ปรากฎว่าคุณพี่ไปลงทุนกับที่อื่น ซึ่งปัจจุบัน ทยอยเฉลี่ยต้นทุนแล้วก็ยังขาดทุนราวๆ -20% บอกว่า ให้ผมช่วยแก้พอร์ตให้หน่อย พอกางพอร์ตออกมาดู ถัวกองทุนหุ้นจีนไปเกือบครึ่งหนึ่งของพอร์ต ผมนี่อยากจะเป็นลมแทนเลย

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความไม่รู้ คือ ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดนะครับ ดังนั้น ถ้ายังสงสัย ถ้ายังไม่รู้ ถามให้รู้ลึก อ่านให้รู้จริง แล้วค่อยตัดสินใจ อันนี้ดีที่สุด

2.สิ่งที่น่าเบื่อ บางครั้งมันคือสิ่งที่(โคตร)จำเป็น

ในการวางแผนการเงิน มันมีหลายสิ่งที่ทำแล้ว จะทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ซึ่งถือว่าจะช่วยให้ที่ปรึกษาการลงทุนทำงานกับคุณง่ายขึ้นอีกเป็นกอง ยกตัวอย่างเช่น การจดบันทึกรายรับรายจ่ายประจำวันของตัวเอง ซึ่งจะสามารถทำให้เราเข้าใจแหล่งที่มาของรายได้ และสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่าย และปรับวิธีการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับเป้าหมายได้

แต่ปัญหาที่ผมเจอก็คือ คนไทย รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่อยากให้คนนอกมาก้าวก่าย เอาจริงๆนะครับ ไม่ต้องให้คนอื่นรู้หรอก ตัวเราเองนะ ได้ทำดูแล้วรู้หรือยังว่ารายจ่ายครอบครัวเป็นอย่างไร ผมเข้าใจนะว่ามันน่าเบื่อ ดูเหมือนไม่มีประโยชน์ แต่เชื่อผมสิ มันมีประโยชน์จริงๆ คุณจะเห็นเลยว่า รายการไหนที่เป็นรายจ่ายส่วนเกินที่คุณสามารถตัดออกไปได้ เงินทุกๆบาทที่คุณไม่ควักออกจากกระเป๋า มันคือเงินออมที่เร่งให้เราวิ่งสู่เป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้นนะ

3.ไม่มีหรอกครับงานสบายๆที่มั่นคง และไม่มีหรอกครับการลงทุนง่ายๆที่ปลอดภัย

สิ่งเดียวที่การันตีว่า สิ่งที่คุณทำ และสิ่งคุณลงทุน จะมั่นคง ก็คือ ‘การออกไปเสี่ยง’ ซะบ้าง สำหรับเรื่องงาน ลองคิดแบบนี้นะ ถ้าคุณได้ทำงานสบายๆ เงินเดือนสูงๆ คุณอาจคิดว่ามั่นคง แต่ในมุมของนายจ้าง ถ้าอยู่ดีๆเขาคิดขึ้นมาได้ว่า งานที่คุณทำ จ้างเด็กจบใหม่ เทรนซัก 6 เดือน หรือปีเนิง ก็น่าจะทำงานแทนคุณได้ด้วยเงินเดือนแค่ครึ่งหนึ่งที่เคยจ่ายคุณ … สิ่งนี้ยังเรียกว่ามั่นคงอยู่หรือเปล่า? จงพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปเรื่อยๆครับ เพราะยุคนี้ แค่คุณเดินช้ากว่าคนอื่น ก็เหมือนหยุดอยู่กับที่แล้ว เด็กสมัยนี้ เก่งๆ ไฟแรง มีเยอะมากๆ

ในด้านการลงทุน ถ้าคุณย้ำหนักย้ำหนากับตัวเอง หรือกับผู้ให้คำแนะนำว่า ไม่อยากเสี่ยง หรือห้ามขาดทุน!! ท้ายที่สุดก็จะไม่มีใครพาคุณไปลงทุนเสี่ยงๆ (ถ้าผู้ให้คำแนะนำมีจรรยาบรรณนะ) แต่การคิดแบบนี้กลับยิ่งเสี่ยงเพราะ ผลตอบแทนจากการลงทุนมันจะน้อยมากๆ แล้วคุณก็อาจจะบอกว่า ผู้ให้คำแนะนำคนนี้ไม่ดีพอ เพราะกำไรจากพอร์ตของคุณไม่เห็นจะโตเลย …อ้าว ก็บอกว่าไม่อยากเสี่ยง แล้วจะเอากำไรดีๆจากไหน ถูกไหมครับ 🙂

4.เชื่อผมเถอะ ไม่มีใครแคร์เงินของเรามากกว่าที่เราแคร์เงินตัวเอง

ไม่ใช่ครอบครัวของคุณ และไม่ใช่ที่ปรึกษาการลงทุนของคุณ ที่จะแคร์เงินของคุณ ตราบใดที่คุณยังคิดว่ามันเป็นเงินคุณเอง ไม่ใช่เพราะครอบครัวไม่รักคุณ และไม่ใช่เพราะที่ปรึกษาการลงทุนไม่อยากจะเสนอบริการดีๆให้คุณ แต่เหตุผลจริงๆ มันเป็นเพราะ เรื่องการเงิน มันเป็นเรื่องส่วนตัว เหมือนๆกับ คุณชอบกินข้าวกระเพราไก่ หรือชอบใส่เสื้อยืดลายสก๊อต ถึงบางคนอาจจะบอกว่าคุณดูตลกที่ใส่เสื้อลายนี้ แต่มันก็เป็นสิทธิของคุณที่จะยังใส่มันอยู่ ถ้าพูดให้ถูกก็คือ มันเป็นคุณคนเดียวในโลกนั้นละครับ ที่รู้ความเสี่ยงที่แท้จริงของตัวคุณเอง ที่เหลือ เขาก็แค่พยายามแนะนำให้สิ่งที่เขามองเห็นจากข้างนอก ดังนั้น ตอนกำไรหรือขาดทุน คนที่มีส่วนต้องรับผิดชอบหรือได้เครดิตมากที่สุด ก็คือตัวคุณเองครับ

5.อย่าคิดว่ารวยแล้วค่อยลงทุน แต่เพราะเราลงทุน ถึงจะไปเจอคำว่ารวย

คนส่วนใหญ่เลยนะครับ พอพูดถึงการจัดพอร์ตการลงทุนปั๊บ มักบอกกับตัวเองเลยว่า “ฉันยังมีเงินไม่มากพอ” แล้วพอเวลาผ่านไป ก็ไม่เคยถามตัวเองว่า “แล้วเท่าไหร่ ถึงจะมากพอที่จะต้องจัดพอร์ต?”  ประเด็นคือ เพราะไม่ได้มีการจัดพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสมตั้งแต่แรกไงครับ เงินมันเลยไม่โตซักกะที  ไม่มีเศรษฐีคนไหน รวยจากการฝากเงินในธนาคาร เขาเหล่านั้นเอาเงินออกไปเสี่ยงกันหมด ไม่ว่าจะเสี่ยงลงทุนในธุรกิจตัวเอง ห&#xE

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save