“จนเพราะไม่มีเงินใช้” หรือ “จนเพราะใช้เงินไม่เป็น”

เฮ้ลโล้ววว ยู้ฮู พี่เกรย์คนเดิมเพิ่มเติมไม่งอกมาแล้วครับผมครับ ช่วงนี้มีปัญหาการเงินมากมายทำให้ใครหลายคนวุ่นวายใจ เรื่องปัญหาเศรษฐกิจก็เรื่องหนึ่งละ (อ่านยังวะ : ดูกันชัดชัด!! เศรษฐกิจดีหรือไม่ คิดไปเองหรือเรื่องจริง?) อีกเรื่องแม่มปัญหาชีวิตการใชัเงิน แต่ปัญหาที่หนักสุดคือเรืองความคิดผิดๆที่มีต่อเงินนี่แหละดวกส์

วันก่อนพี่เกรย์คุยกับน้องเด็กใหม่ที่ออฟฟิศ ถามว่ามันมีเงินเก็บเท่าไร มันด่าพี่เกรย์กลับมาว่า “สัส ถามอะไร แค่เงินใช้แต่ละเดือนยังไม่พอเลย” พี่เกรย์ฟังแล้วอึ้งเลยถามว่า เฮ้ย เดือนๆหนึ่งมึงเอาเงินไปใช้อะไรบ้างวะ มันก็ร้องไห้ออกมาแล้วบอกว่า “ไม่รู้ว่ะพี่” #สัสออฟฟิศนี้มีแต่เด็กปัญญาอ่อน

แต่สิ่งที่ทำให้พี่เกรย์ต้องกลับมาคิดจริงๆ จนกลั่นออกมาเป็นบทความนี้ เพราะคำตอบของนังเด็กคนนี้มันไม่ใช่คำตอบแรกที่พี่เกรย์ได้ยินไงครับผม มันเป็นคำตอบจากปากคนนับสิบนับร้อยคน ที่พี่เกรย์ได้พูดคุยตลอดมา 2-3 ปีนี้ และที่แม่มทำให้พี่เกรย์ต้องหลั่งน้ำตาสามลิตรกว่าๆ เพราะยิ่งถามเด็กอายุมากน้อยหลักสิบหล้กครึ่งร้อย แม่มก็ไม่มีใครมีเงินเก็บกันสักคน #เงินหายไปไหนหมด

พี่เกรย์ลองไปพลิกอ่านข่าวดูแม่มก็เห็นนะครับผมครับว่า คนไทยเนี่ยแม่มอายุเฉลี่ยสูงที่สุดในอาเซียนมีสัดส่วนคนแก่ 10% และอีกไม่นานคงเป็น 20% แต่การออมเงินแม่มอยู่ในระดับต่ำที่สุดของอาเซียนอีกว่ะ (อ่านข่าวประกอบบ้างเว้ย อย่าเอาแต่อ่านแล้วเชื่อง่ายๆ : เผยคนไทยออมเงินต่ำสุดในอาเซียน) เพราะอะไรรู้ไหมครับผม

1. รัฐไม่มีสวัสดิการด้านการออมเงิน และ
2. คนไทยเรามีสันดานการออมที่ต่ำมากนั่นเองครับผมครับ

เอางี้ๆๆ พี่เกรย์อยากให้ลองอ่านบทวิจัยเรื่อง วิกฤติการออมของชาติ ส่งสัญญาณ “ช่องว่างการออมและการลงทุน” 5 ปี เงินออมครัวเรือนหาย 2 แสนล้าน – ลงทุนเพิ่ม 8.3 แสนล้านบาท บทวิจัยนี้บอกว่าอนาคตสังคมผู้สูงอายุจะมาและรัฐต้องใช้เงินด้านสวัสดิการสังคมจำนวนมากแน่ๆ เพื่ออุ้มชูประชากรไว้ ผนวกกับข่าวที่พูดเรื่องการออมของคนไทยสำหรับเกษียณนั้นเริ่มต้นช้าสัสๆ เนี่ยๆ อ่าน ข่าวนี้ คนไทยเริ่มออมช้าที่อายุ 42 ปี

ทีนี้ประเด็นนี้แม่มทำให้น้ำตาของพี่เกรย์หลั่งอาบทั้งสองแก้มรวมเป็นหกลิตรกว่าๆ เพราะมันแปลว่า คนแก่ไม่มีเงินเกษียณพวกนี้จะเป็นภาระของรัฐแน่ๆ และที่แน่ยิ่งกว่าแป้งอรจิราคือแม่มจะเป็นภาระกับลูกหลานอีกทอดหนึ่งถ้ารัฐมีสวัสดิการไม่เพียงพอไงสัส

ดังนั้นย์ นักเรียน นักศึกษา เด็กจบใหม่ คนเริ่มทำงานทั้งหลาย พี่เกรย์เตือนไว้อย่างนึงครับผมว่าอนาคตของพวกมึง คือ ทำงานหาเงินมาได้เท่าไร ต้องเอาไปเลี้ยงดูพ่อแม่ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งถ้ารัฐมีรายได้ไม่พอจะทำสวัสดิการก็จะเก็บภาษีจากพวกมึงอีกส่วนหนึ่ง นี่ยังไม่รวมที่ต้องกินใช้มีชีวิตไฮโซโพสโชว์ความโก้หรูให้ชาวบ้านดูในเฟสบุ๊กนะเว้ยเฮ้ย

แต่ที่หนักกว่านั้นคือ ชนชั้นแรงงานมันน้อยลง (คนแก่เพิ่มขึ้น) แล้วประเทศนี้จะผลิตอะไรออกมาให้เศรษฐกิจดีได้ยังไง แล้วเราจะช่วยตัวเองอย่างไรให้แค่อยู่รอด พูดแล้วอนาคตมืดบอดแน่สัส

แต่.. ชีวิตแม่มแย่แค่ไหนก็ไม่ใช่ว่าเราจะหาคนผิด แต่เราต้องหาการกระทำที่ผิดของเราแทน อย่าปล่อยให้สุดท้ายชีวิตของเราแม่มต้องต้งคำถามว่า จนเพราะไม่มีเงินใช้” หรือ “จนเพราะใช้เงินไม่เป็น เพราะคนที่จนแบบไม่มีเงินใช้นั้นน่าสงสาร แต่คนที่จนเพราะใช้เงินไม่เป็นนั้นน่าสมเพช เพราะแม่มไม่รู้ว่าอะไรจำเป็นในการใช้

พี่เกรย์คงไม่พูดเรื่องการลงทุน การวางแผนการเงิน หรือการออมอะไรทั้งนั้นหรอกครับผม มีกูรูหลายคนพูดได้ดีกว่าพี่เกรย์อยู่ ทั้งกูรูปลอมและกูรูจริง ทุกวันนี้แม่มก็พูดกันจนสงสัยว่าใครก็อปใครมากันแน่วะ กร้ากก

แต่สิ่งที่พี่เกรย์อยากเตือนสติเรื่องเดียว คือ เรื่องของสามัญสำนึกในการใช้จ่าย (แค่เตือนนะไม่ได้เสือก) ถ้าทุกวันนี้เด็กๆอย่างเราแม่มยังต้องรบกวนเงินพ่อแม่อยู่ พอเงินเกษียณพ่อแม่น้อยลง แล้วเราจะเลี้ยงเค้าไหวไหมในวันที่เค้าไม่มีเงิน ถ้าเราไม่เริ่มจากการเปลี่ยนความคิดในการใช้จ่ายเป็นอันดับแรกเสียก่อน

สิ่งหนึ่งที่ใครหลายคนแม่มพูดกรอกหูว่า การเงินเริ่มต้นที่วินัยอย่างถูกต้อง แต่พี่เกรย์คิดว่าถ้าตอนนี้การมีวินัยยังทำไม่ได้ ลองหันไปมองดูความชิบหายที่จะเกิดขึ้นในครอบครัว คนรอบข้าง และสังคมที่อยู่ห่่างๆอย่างห่วงๆก่อนจะดีกว่าไหม

คนบางคนที่รวยขึ้นมา เพราะเค้าลงทุนเป็น หาเงินเก่ง คิดสร้างสรรค์ จนสร้างตัวเองได้ แต่เราเคยตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูตัวเองไหมว่า ชีวิตที่เราทำอยู่นั้นมันคืออะไรกันแน่วะครับ

อยากรวย อยากมี อยากได้
แต่ใช้ชิบหายแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง

อยากเก็บเงิน แต่บ่นว่าเงินไม่พอใช้
กรุณาคิดให้ดีนะครับว่า
หมาที่ไหนจะเอาเงินไปได้นอกจากตัวเรา

หลายๆ คนอ่านบทความนี้จบลง คงอุทานว่า “แม่มไม่ได้มีอะไรสำคัญเลย ด่ากูอยู่ได้ กูไม่ได้อยากเกิดเป็นแบบนี้หรอก” แต่พี่เกรย์อยากถามกลับว่า “แล้วใครใช้ให้มึงเป็นแบบนี้ล่ะครับผม” ปัญหาการเงินที่แม่มเกิดทุกวันนี้ก็เพราะเราทุกคนแม่มไม่เคยโทษว่าเป็นความผิดตัวเองแล้วยอมรับมัน เอาแต่โยนไปให้คนโน้นคนนั้นอยู่นั่นแหละ

พี่เกรย์ขอร้องเถอะครับ หยุดคิด หยุดฝัน หยุดลั่นว่าจะรวย เลิกคิดสวยโลกบวก แต่ช่วยเริ่มจากการตั้งคำถามในการ “ใช้จ่าย” ของตัวเองเสียก่อนว่า ทุกวันนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ อย่ารอคอยให้มีเงินมากๆ แล้วค่อยเก็บ อย่ารอคอยให้โชคดีแล้วค่อยคิดจะรวย แต่ช่วยถามตัวเองด้วยว่า ทุกวันนี้แค่ห้ามสติในการใชัจ่ายยังไม่ได้ แล้วควาย เอ้ย ใครที่ไหนจะประสบความสำเร็จได้วะครับผม

5 สัดส่วนการวางแผนการเงินที่ต้องมีในชีวิต

เมื่อหลายปีที่แล้วเราเป็นอีกหนึ่งคนที่ลงทุนหุ้นเป็นหลัก เพราะมองว่าได้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ความรู้สึกช่วงนั้นมี 2 แบบ ในยามหุ้นขึ้นหน้าตาสดใส อารมณ์ดียิ้มร่าเริงทั้งวันเพราะอะไรๆก็ดูดีไปหมด แต่ยามหุ้นผันผวนไหลเป็นน้ำตกลงมาเป็นร้อยจุด จุกเสียดแน่นท้องปวดใจจี๊ดๆ กันเลยทีเดียว

 

จากประสบการณ์นี้สอนให้รู้ว่า "อย่าวางไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว" จากการนำเงินลงทุนไปไว้ในที่ใดที่หนึ่งเพียงแหล่งเดียวนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก หากการลงทุนนั้นผิดพลาดก็จะส่งผลเสียหายกับเงินของเราทั้งหมด ดังนั้น ควรจัดสรรเงินลงทุนไว้หลายๆที่เพื่อกระจายความเสี่ยง

 

สินทรัพย์ทางการเงินแต่ละรูปแบบนั้นตอบสนองเป้าหมายการเงินที่แตกต่างกัน การลงทุนเพียงด้านเดียวไม่สามารถสร้างผลประโยชน์ให้เราได้ทุกๆด้าน เราควรเลือกนำจุดเด่นของสินทรัพย์ทางการเงินแต่ละรูปแบบมาประกอบกัน ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินทั้งในระยะสั้น กลางและยาว

 

การจัดสรรเงินลงทุนเพื่อให้เหมาะสมกับเป้าหมายนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่อเราสำรวจแล้วว่าตนเองต้องการวางแผนการเงินไปในทิศทางใด การเลือกแหล่งเก็บเงินของเราก็จะง่ายขึ้น บทความนี้มีแนวทางการจัดสรรเงินเพื่อประกอบการตัดสินใจให้นักลงทุนนำไปปรับใช้ให้เข้ากับเป้าหมายทางการเงินของตนเอง โดยหลักของสมาคมนักวางแผนการเงินไทยที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายการเงินและใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีความสุข ภายใต้ข้อจำกัดของตนเอง

การวางแผนการเงินส่วนบุคคลออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้

  1. การวางแผนการลงทุน เพื่อสร้างเงินลงทุนให้เติบโตตามเป้าหมายภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
  2. การวางแผนประกันชีวิต เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้ชีวิตและทรัพย์สิน
  3. การวางแผนเพื่อวัยเกษียณ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีหลังเกษียณ
  4. การวางแผนภาษี เพื่อจัดการภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมายและใช้สิทธิประโยชน์เพื่อประหยัดภาษีสูงสุด
  5. การวางแผนมรดก เพื่อส่งต่อทรัพย์สินให้ทายาทได้ตรงตามความต้องการของเรามากที่สุด

ที่มา : สมาคมนักวางแผนการเงินไทย http://tfpa.or.th/2014/pages.php?page=3-1

 

ตอนนี้เราเข้าใจการวางแผนการเงินแบบภาพรวมแล้วว่าประกอบด้วยอะไรบ้างที่จะทำให้เรามีสุขภาพการเงินที่แข็งแรง ในขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นการเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จตามแผนที่เราตั้งไว้




5 สัดส่วนการวางแผนการเงินที่ต้องมีในชีวิต

 

ปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้นักลงทุนเลือกมากมาย แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเอามาผสมกันอย่างไรให้ตอบโจทย์กับการวางแผนทางการเงินของตนเอง วันนี้เรามีตัวอย่างผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่จะทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้นและยังได้รับประโยชน์สูงสุดอีกด้วย

 

ซื้อ 2 ให้ 5

เป็นการนำจุดเด่นของ "เงินฝากประจำ" ที่ได้รับผลตอบแทนสูงในระยะสั้นและ "ประกันชีวิต" ที่เน้นการคุ้มครองความเสี่ยงชีวิตกับสร้างวินัยการออมเงินมาผสมกันเป็น “โครงการให้ 5” เพื่อผลประโยชน์ 5 รูปแบบตอบโจทย์เป้าหมายการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่เราสามารถเลือกความคุ้มครองเองได้ ดังนี้

5 สัดส่วนการวางแผนการเงินที่ต้องมีในชีวิต

1. ดอกเบี้ยสูงสุด 5% ต่อปี

รายละเอียดของผลประโยชน์ 5 รูปแบบ ดังนี้

รับดอกเบี้ยเงินฝากประจำพิเศษ 6 เดือน โดยเงินฝากขั้นต่ำ 50,000 บาท พร้อมกับสมัครประกันชีวิตมีค่าเบี้ยประกันภัยขั้นต่ำ 100,000 บาทและสูงสุดไม่เกินค่าเบี้ยประกันภัย  จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษตั้งแต่ 4.5 %ต่อปี ถึง 5 % ต่อปี

เมื่อครบกำหนดฝากประจำ 6 เดือน ธนาคารจะโอนดอกเบี้ยเข้าบัญชีออมทรัพย์หรือกระแสรายวันให้แบบอัตโนมัติ ส่วนเงินต้นธนาคารจะโอนเข้าบัญชีเงินฝากประจำ 6 เดือนปกติที่มีชื่อบัญชีเดียวกัน

5 สัดส่วนการวางแผนการเงินที่ต้องมีในชีวิต

แบบประกันชีวิตที่เข้าร่วม “โครงการให้ 5” กับความคุ้มครองที่เราเลือกได้

แบบสะสมทรัพย์

  •     Perfect Choice 12/6 :  จ่ายเบี้ยสั้น  6 ปี คุ้มครองนาน 12 ปี
  •     Perfect Value 12/8 : จ่ายเบี้ยสั้น  8 ปี คุ้มครองนาน 12 ปี
  •     Perfect Money 15/6 : จ่ายเบี้ยสั้น  6 ปี คุ้มครองนาน 15 ปี
  •     Perfect Saver 20/20 : จ่ายเบี้ยเบาๆ 20 ปี คุ้มครองนาน 20 ปี

แบบสร้างเงินมรดก

  •     Perfect Life 99/5 :  จ่ายเบี้ยสั้น 5 ปี คุ้มครองตลอดชีพและมีมรดกให้ลูกหลาน

แบบสร้างเงินบำนาญ

  •     Perfect Annuity 85/5 : สร้างเงินบำนาญได้เองด้วยการจ่ายเบี้ยสั้น 5 ปี รับเงินบำนาญ 15% ของทุนประกันตั้งแต่อายุ 60 – 85 ปี

แบบคุ้มครองสุขภาพ

  •     Perfect Health Med

 

2. เงินคืน 5%

รับผลตอบแทนระยะสั้นจากการได้เงินคืน 5% ของค่าเบี้ยประกันภัยที่ชำระปีแรก เข้าบัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีกระแสรายวันของธนาคารธนชาต

 

3. เงินคืนระหว่างปีกรมธรรม์

ผลประโยชน์จากประกันชีวิตจากการคืนเงินระหว่างปีนั้นขึ้นอยู่กับรูปแบบของกรมธรรม์ ซึ่งนักลงทุนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

 

4. ลดหย่อนภาษีสูงสุด 300,000 บาท

ภาครัฐใช้การประหยัดภาษีสร้างแรงจูงใจให้คนทำประกันชีวิตสะสมเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงและดูแลตนเองได้ในวัยเกษียณ รวมถึงลดภาระรายจ่ายของภาครัฐในอนาคต โดยการให้สิทธิประโยชน์ใช้เบี้ยประกันชีวิตลดหย่อนภาษี ส่งผลดีให้เรามีเงินในเป๋ามากขึ้นจากการลดรายจ่ายทางด้านภาษี

แบบประกันลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท

  •     Perfect Choice 12/6
  •     Perfect Value 12/8
  •     Perfect Money 15/6
  •     Perfect Saver 20/20

แบบประกันลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300,000 บาท (ในกรณีไม่มีประกันชีวิตแบบอื่น)

  •     Perfect Annuity 85/5
  •     Perfect Life 99/5

 

5. คุ้มครองชีวิต

จุดเด่นที่สำคัญของการทำประกันชีวิต คือ การคุ้มครองชีวิต ที่จะปกป้องตัวเราและคนในครอบครัวไปถึงเป้าหมายการเงินที่วางไว้ได้อย่างปลอดภัยครบทุกคน แต่ถ้ามีผู้ที่ต้องจากไปก่อนเวลาอันควรก็มีเงินจากประกันชีวิตมาบรรเทาความเดือดร้อนได้ ซึ่งการคำนวณทุนประกันว่าจะต้องเป็นเท่าไหร่นั&#xE49

7 เรื่องการเงินที่ต้องรู้ ถ้ายังไม่มีทรัพย์สินตอนวัยใกล้ 30!!!

ตอนนี้การออมเงินแทบจะไม่ใช่คำตอบของความร่ำรวยอีกแล้ว นั่นเพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฟากกระจิดริด และไหนยังจะอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นพรวดพราดในอัตราที่เร็วกว่า 4G ซะอีก!!! นั่นทำให้หลายคนเริ่มหันมาให้ความใส่ใจเรื่องเงินๆทองตั้งแต่อายุยังน้อย

บางคนเริ่มเรียนรู้ที่จะลงทุนในธุรกิจส่วนตัว แต่ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังแน่ใจว่าควรเริ่มต้นจากตรงไหนดี? หากคุณอายุไม่น้อยแล้ว (แบบว่าวัยใกล้ 30 ยังแจ๋ว) แต่ยังไม่มีทรัพย์สินเป็นของตนเอง (เหมือนดาราสาวที่กำลังเป็นข่าวอยู่ตอนนี้!!!)

สิ่งที่คุณต้องกลับมาทบทวนมีดังต่อไปนี้


1.คุณต้องรู้ว่าตัวเองมีอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง "ทรัพย์สิน" กับ "หนี้สิน"

หากว่าคุณเป็นสาวสวยทำงานได้เงินเดือนหลักหลายหมื่นหรือแม้แต่หลักแสนก็ตาม แต่ในแต่ละเดือนคุณเองก็มีรายจ่ายมากพอๆกับรายได้ สิ่งที่ควรใส่ใจอย่างแรกคือลิสต์รายการของทรัพย์สินเพื่อเปรีบเทียบกับหนี้สินที่มีทั้งหมด และหากหนี้สินมีมากว่าหรือพอๆกัน สิ่งนี้ทำให้เราได้รู้ว่าคุณต้องวางแผนด้านการใช้จ่ายอย่างไรต่อไป


2.คุณต้องหัดสร้างงบการเงินในแบบของคุณ

แม้คุณจะมีรายได้มากแต่หากบริหารเงินไม่ดี เงินที่ได้มาก็จะหายไปง่ายๆ เรียกว่า ‘รวยเดย์ รวยกันแค่วัน(เงินเดือน)เดียว’ ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องให้ความสนใจในลำดับถัดมาคือ การสร้างงบรายจ่าย หากไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง ให้เริ่มต้นจากงบการเงิน 50-30-20 ของ Elizabeth Warren ดู (รายละเอียดเพิ่มเติม https://goo.gl/01eSK9 )

TIP หากการเงินของคุณมีรายละเอียดจำนวนมาก ให้เริ่มจากการจดรายรับและรายจ่ายทั้งหมดก่อนและตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก จากนั้นวางแผนเพื่อเก็บเงินออมส่วนหนึ่ง หรือเก็บเงินเพื่อการลงทุนในอนาคตส่วนหนึ่งในแบบของคุณ

3.คุณต้องเริ่มปลดหนี้ของตัวเอง 

หากคุณอยู่ในช่วงวัย 20 ปลายๆ สิ่งสำคัญคือการพยายามปลดหนี้ที่มี ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนรถ, ค่าบัตรเครดิต, หรือแม้แต่ค่าผ่อนสินค้า 0% ต่างๆ นั่นเพราะยิ่งคุณปลดหนี้เร็วเท่าไหร่ ทำให้คุณสามารถวางแผนการเงินของคุณได้เร็วขึ้นและมากขึ้นเท่านั้น

TIP ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะปลดหนี้ยังไงดี ให้เริ่มจากดูว่าเรามีหนี้ทั้งหมดกี่ราย, จำนวนเงินที่เป็นหนี้ของแต่ละราย และอัตราดอกเบี้ย จากนั้นให้จัดลำดับหนี้โดยให้หนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่ด้านบนและเริ่มต้นปลดหนี้จากก้อนนั้นก่อน แล้วค่อยๆทยอยปิดหนี้ก้อนอื่นๆต่อไปจนหมด

4.คุณต้องบริหารความเสี่ยงให้เป็น

สาวๆจ๋า~ขอให้จำขึ้นใจไว้ว่า ‘มีสติ!!!’ การมีสติช่วยให้เราผ่านทุกปัญหาได้ เพราะสิ่งที่เราจะพูดต่อไปนี้คือเรื่องของความเสี่ยงต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าคุณจะโสดหรือไม่ก็ตาม

ความเสี่ยงที่ควรพิจารณามี 3 ด้านคือ

1. ความเสี่ยงด้านชีวิตและสุขภาพ เริ่มจากการคิดว่าหากเราเจ็บป่วยหรือเกิดเหตุไม่คาดคิด ครอบครัวจะต้องลำบากเพราะขาดกำลังสำคัญรึเปล่า? หากคำตอบคือใช่ เราลองบริหารความเสี่ยงโดยการซื้อประกันดีมั้ย?

2. ความเสี่ยงด้านทรัพย์สิน นั่นก็คือหากเราหยุดทำงาน (ไม่ว่าจะลาออกหรือไม่อยากลาออกก็ตาม) เรามีความพร้อมรึยัง? หากไม่มีสิ่งแรกที่ควรทำคือสำรองเงินสำรองฉุกเฉินประมาณ 6 เดือนของรายจ่ายเอาไว้ก่อน

3. ความเสี่ยงในการดำเนินชีวิต เช่น หากวันหนึ่งสาวๆขับรถแล้วเกิดอุบัติเหตุ เรามีประกันภัยรถยนตร์รึเปล่า? ถ้าไม่มีจะซื้อมั้ย? ซื้อประกันแบบไหนดี?

5.คุณต้องมีเงินสำรอง

เงินจำนวนนี้เกิดจากการเก็บออม โดยจำนวนเงินนั้นมาจากจำนวนรายจ่ายเป็นระยะเวลา 6 เดือน เงินจำนวนนี้จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าด้านการเงินได้โดยไม่ต้องกู้ยืมเงินคนอื่น ซึ่งทำให้เรากลับเข้าไปอยู่ในวงจรหนี้อีกครั้ง

6.คุณต้องศึกษาเรื่องภาษี

ยิ่งรายได้มาก ก็อย่าลืมว่าภาษีก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะถือเป็นกฏหมายที่ทุกคนในชาติต้องปฏิบัติตาม สิ่งที่สาวๆควรศึกษาคือกฏหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาษี ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนหรือการละเว้นใดๆก็ตาม

7.คุณต้องวางแผนเกษียณ

ใครบอกว่าสาวๆจะวางแผนเกษียณก่อนไม่ได้??? แผนนี้ยิ่งวางเร็วยิ่งดี ดังนั้นการเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ก็เพื่อผลประโยชน์สำหรับเราในวันที่ต้องการหยุดพักตอนบั้นปลาย แม้จะไม่แรงทำงานแต่ก็ยังมีเงินสำหรับจับจ่ายใช้สอยอย่างไม่ต้องลำบากลูกหลาน!!!

อย่าลืมว่าสาวๆอย่างเราต้องสวยและเตรียมพร้อมเสมอ!!! ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความงามหรือแม้แต่ด้านการเงินก็ตาม หากต้องการบริหารจัดการการเงินด้วยตนเอง


สิ่งสำคัญคือศึกษาหาความรู้และเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี 

อย่ารอให้อายุ 30 ก่อนแล้วค่อยเริ่มต้นนะจ๊ะ


5 บทความที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนต้องอ่าน

นี่ๆๆๆๆ มีแควนเพจหลายคนอยากรู้จักพี่เกรย์ให้มากขึ้น พี่เกรย์เลยทำสรุปบทความฮอตฮิตที่ใครอ่านแล้วก็ต้องติดใจตามไปกดไลท์แฟนเพจ MR.GraymanV2 กันเป็นแถวๆ เพราะบทความชุดนี้มันเป็นแนวคิดที่กลั่นกรองออกจากหยาดเหงื่อและความยากลำบากของพี่เกรย์ เพราะไม่ใช่แค่ประสบการณ์ชีวิตเอย แต่แม่มยังมีเรื่องราวความผิดพลาดในอดีตที่เคยทำมา

พี่เกรย์อยากแนะนำให้อ่านบทความเหล่านี้ที่เปลี่ยนแปลงคนกว่าหนึ่งหมื่นคนในออมมันนี่ ทำให้ชีวิตของพวกเค้าดีขึ้นจากที่เคยเป็นดีมาก และปัจจุบันพวกมันก็ดีออกกันทุกคน ไม่ต้องพูดมาก อ่านกันไปสัส อ่านแล้วไม่ดีมาด่ากรุได้ที่แฟนเพจ #จบแล้ว

1. 7 เทคนิคออมเงิน 50% ของรายได้ที่ใครๆก็ทำได้!!

https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=10306

2. 9 ข้อคิดชีวิตที่ผมได้เรียนรู้ผ่านการทำงานหนัก

https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=7934

3. 5 วิธีบริหารเวลาให้เพิ่มเป็นสองเท่า

https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=7146

4. 5 วิธีสลัดความขี้เกียจออกจากร่าง

https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=5018

5. งานที่ชอบ กับเงินที่ใช่! เลือกอะไรดีครับ?

https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=12198

(แถม)

โอกาส 7 ครั้งที่คุณไม่ควรพลาดในชีวิต

https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=8739

10 บทความเพิ่มความเชี่ยวชาญการลงทุนทั้งในหุ้น และกองทุนรวม

 

26 สัญญาณบอกเหตุว่าคุณกำลังมีหนี้ท่วมหัว!!

 26 สัญญาณบอกเหตุว่าคุณกำลังมีหนี้ท่วมหัว!!

 

การสร้างหนี้ที่มีประโยชน์ คือ เป็นหนี้ดีที่สร้างรายได้ แต่คนส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเรื่องการเงินมักชอบสร้างหนี้ที่่ไร้ประโยชน์ คือ หนี้ที่ไม่สร้างรายได้ เคยถามตัวเองว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้เรากำลังขุดหลุมหนี้ฝั่งกลบตนเอง เพราะบางคนไม่รู้ว่าตนเองกำลังตกหลุมหนี้ที่ลึกมาก น่าจะมีสัญญาณบอกเหตุก่อนที่จะอยู่ในหลุมที่ลึกเกินกว่าจะปีนขึ้นมาได้ ทั้งหมด 26 ข้อนี้ หากคุณมีเกิน 5 ข้อแสดงว่าชีวิตคุณกำลังมีปัญหาหนี้ท่วมหัวแล้วหละ 

 

" หนี้สิน" มี 2 ด้าน คือ

หนี้ที่มีประโยชน์

และหนี้ที่ไร้ประโยชน์

 

26 สัญญาณบอกเหตุว่าคุณกำลังมีหนี้ท่วมหัว!!

 

 

26 สัญญาณบอกเหตุว่าคุณมีหนี้ท่วมหัวแล้วหรือยัง

  1. คุณไม่อยากรับรู้ว่าตัวเองมีหนี้ทั้งหมดเท่าไหร่
  2. คุณรู้สึกเครียดจนนอนไม่หลับเหมือนแบกโลกทั้งใบไว้ตลอดเวลา
  3. คุณเริ่มยืมเงินคนรอบตัวบ่อยขึ้น
  4. คุณเร่งวันเวลาให้ถึงวันเงินเดือนออกเร็วๆ
  5. คุณใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหาแหล่งเงินกู้
  6. คุณไม่รู้ว่าแต่ละเดือนใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง
  7. คุณใช้รายได้มากว่า 45% ไปจ่ายชำระหนี้
  8. คุณปิดบังเรื่องหนี้สินกับคนในครอบครัว
  9. คุณรู้สึกไม่สบายใจกลัวว่าจะถูกตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณมือถือเพราะไม่มีเงินไปชำระ
  10. คุณใช้บัตรกดเงินสดมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
  11. คุณทะเลาะกับคนในครอบครัวเรื่องเงินบ่อยขึ้น
  12. คุณชอบโกหกเรื่องเงินกับคนรอบข้าง
  13. คุณมีตั๋วจำนำปึกใหญ่ในกระเป๋าที่ไม่มีเงินไปไถ่คืน
  14. คุณไม่มีเงินเก็บในบัญชีเลยสักบาท
  15. คุณใช้บัตรเครดิตผ่อนทุกอย่างแม้กระทั่งค่าอาหาร
  16. คุณไม่อยากเห็นใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสด
  17. คุณชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำสุดทุกเดือน
  18. คุณมีบัตรเครดิตมากกว่า 2 ใบที่ส่วนใหญ่ถูกใช้เต็มวงเงินแล้ว
  19. คุณกู้หนี้นอกระบบเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
  20. คุณกังวลเรื่องหนี้จนไม่มีสมาธิทำงาน จิตตก เหม่อลอยบ่อยๆ
  21. คุณหมุนหนี้โดยรูดบัตรเครดิตอีกใบหนึ่งเพื่อชำระหนี้บัตรอีกใบหนึ่ง
  22. คุณชำระหนี้เท่าไหร่ เงินต้นก็ไม่เคยลดลงเลย
  23. คุณไม่รู้ว่าตัวเองมีหนี้รวมทั้งหมดเท่าไหร่
  24. คุณขอสินเชื่อไม่ผ่านเพราะประวัติการชำระหนี้ไม่ดี
  25. คุณได้รับจดหมายและโทรศัพท์ทวงหนี้
  26. คุณเห็นแก๊งทวงหนี้ขี่มอไซด์วนเวียนอยู่หน้าที่บ้านและที่ทำงาน

 

หากคุณกำลังตกหลุมหนี้แล้วกำลังหาวิธีปีนขึ้นมาที่ปากหลุม ลองนำวิธีในลิงค์นี้ไปปรับใช้กับคุณได้นะคะ

3 วิธีปลดหนี้ให้หมด ==>  https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=4232

 

สรุปทุกเรื่องที่คุณต้องรู้กับเงื่อนไขการต่ออายุ LTF

สวัสดีครับ ข่าวล่ามาเร็ววันนี้เป็นเรื่องของการต่ออายุกองทุนหุ้นระยะยาว หรือ LTF นั่นเองครับ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆคงอยากทราบแล้วใช่ไหมครับว่า เงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีใหม่เป็นอย่างไร และในอนาคตจะมีทิศทางแนวไหนกันบ้าง

แต่ก่อนจะไปพูดถึงเงื่อนไขใหม่นั้น @TAXBugnoms ขอสรุปสั้นๆให้ฟังกันก่อนครับว่าถ้าหากกฎหมายใหม่ฉบับนี้ไม่ออกมาต่ออายุให้แล้วล่ะก็ สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีของ LTF จะสิ้นสุดลงในปี 2559 หรือเราสามารถซื้อเพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีในปี 2559 ได้เป็นปีสุดท้ายนั่นเองครับ

แต่ทีนี้เงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงในการต่ออายุนั้นมีอะไรบ้าง ผมขออนุญาตสรุปให้ฟังสั้นๆง่ายๆ ทีละประเด็นดังนี้ครับ

1. ต่ออายุสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นอีก 3 ปี

โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 มีมติอนุมัติต่ออายุสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)ไปอีก 3 ปี จากที่จะสิ้นสุดในปี 2559 ซึ่งจะทำให้สิทธิดังกล่าวไปสิ้นสุดลงในปี 2562 แทนครับ

2. ขยายเงื่อนไขจำนวนปีในการถือครอง

สำหรับตรงนี้จากข่าวทั้งหลายยังไม่แน่ชัดว่าจะขยายเงื่อนไขออกเป็น 5 ปีเต็ม หรือ 7 ปีปฎิทินกันแน่ครับ ซึ่งผมคาดการณ์ว่าความแตกต่างที่เกิดขึ้นจะมีดังนี้ครับ

ถ้าขยายระยะเวลาการถือครองออกเป็น 5 ปีเต็ม

จะนับโดยการใช้วิธีการที่เรียกว่า วันชนวัน คือ ซื้อเมื่อไรจะต้องนับให้ครบ 5 ปีเต็มๆ เช่นถ้าหากในปี 2560 เราซื้อ LTF ไว้เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2560 การนับครบวันชนวันจะครบกำหนดในวันที่ 1 มกราคม 2565 และเริ่มขายได้ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2565 เป็นต้นไปครับ

แต่ถ้าขยายระยะเวลาการถือครองออกเป็น 7 ปีปฎิทิน

วิธีการนับจะคล้ายกับเงื่อนไขเดิมคือนับโดยใช้วิธี ปีชนปี ซึ่งถ้าหากซื้อในวันที่ 30 ธันวาคม 2560 ก็จะสามารถขายได้ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2566 เป็นต้นไปครับ

ซึ่งข้อมูลตรงนี้จากแหล่งข่าวทั้งหลายยังไม่ชัดเจนครับว่าจะใช้วิธีการอย่างไร เราคงต้องรอติดตามกันไปครับว่าผลจะเป็นอย่างไร

3. การเปลี่ยนแปลงมีผลตั้งแต่เมื่อไร

ถ้าจากเนื้อหาข่าว เราจะพบว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นการต่ออายุ ดังนั้นเงื่อนไขทั้งหมดน่าจะเริ่มต้นในปี 2560 เป็นปีแรกครับ โดยสำหรับปี 2558 – 2559 ยังใช้เงื่อนไขเดิมในการถือครองอยู่ครับ

และทั้งหมดคือข่าว Update การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข LTF ที่กำลังจะเกิดขึ้นครับ แต่โดยส่วนตัวแล้ว ไหนๆเขียนบทความทั้งที … ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตและแชร์วิธีคิดของตัวเองในการซื้อ LTF สักเล็กน้อยครับว่า ควรจะซื้ออย่างไร และแบบไหนถึงจะเรียกว่าคุ้มค่าอย่างแท้จริง เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆพี่ๆน้องทีได้เข้ามาอ่านบทความนี้คร้าบ เอาล่ะ เรามาเริ่มกันเลย 😀

1. อย่าให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์ภาษีมากเกินไป ผมอยากให้โยนคำว่าประหยัดภาษีทิ้งไปก่อนเลยครับ เพราะมันเป็นเพียงผลพลอยได้จากการลงทุนระยะยาวของเรา แต่ไม่ใช่ผลประโยชน์หลัก

ถ้าคิดอยากจะประหยัดภาษี ลองดูก่อนครับว่าตัวเราเองเสียภาษีในอัตราสูงสุดที่เท่าไรก่อน เช่น ถ้าหากเสียภาษีในอัตรา 5% แปลว่าทุกๆเงิน 100 บาทที่เราลงทุนไป คุณจะประหยัดภาษีได้ 5 บาท แต่ต้องแลกกับเงื่อนไขในการถือครองที่ยาวนานขึ้น (ตามเงื่อนไขใหม่) และคำถามที่เราควรถามตัวเองก็คือ เราสามารถทิ้งเงินลงทุนไว้ได้นานขนาดนั้นหรือเปล่า เรามีการจัดการเงินหมุนเวียน เงินสำรองด้านอื่นๆครบถ้วนแล้วหรือยัง ถ้าหากคำตอบคือยังและไม่แน่ใจ ผมว่าลองคิดใหม่ก่อนเถอะครับ

แต่ถ้าหากใครเสียภาษีในอัตราที่คิดว่าสูงมากพอที่จะใช้สิทธิ และไม่มีปัญหาด้านการเงิน อยากจะจัดไปก็ไม่ได้ว่านะครับ เพียงแต่ผมอยากให้ใส่ใจกับตัวเองก่อนว่า เรากำลังทำอะไร และ เราต้องการอะไรกันแน่คร้าบ

2. ไม่จำเป็นต้องรีบขายเมื่อครบกำหนด

ผมสังเกตเห็นว่าเมื่อถึงวันครบกำหนดตามเงื่อนไข บางคนจะรีบสั่งขาย LTF ก้อนนั้นออกมาทันที ส่วนหนึ่งเอาเงินไปเพื่อใช้จ่ายโดยไม่ได้ไปลงทุนต่อ ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าเราหมดสิทธิที่จะได้รับผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุน แถมยังสูญเงินทั้งหมดไปกับการใช้จ่ายอีกต่างหาก

ส่วนบางคนอาจจะเลือกในการขายออกมาเพื่อเอาไปซื้อ LTF อีกรอบหนึ่งในปีใหม่เพื่อใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้นจากเงินก้อนเดิม ซึ่งไม่ถือว่าเป็นแนวทางที่ผิดแต่อย่างใดครับ แต่มันเป็นการเสียโอกาสที่จะปล่อยให้เงินลงทุนก้อนนั้นทำกำไร และสะสมเงินเพิ่มเติมจากการลงทุนใหม่ของเราครับ

ผมคิดว่า.. การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เราลงทุนระยะยาว ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เราซื้อๆขายๆเพื่อทำกำไรโดยในระยะสั้นๆแค่ 5 ปีปฎิทินอย่างที่ผ่านมา (หรือ 3 ปี 2 วันอย่างที่เข้าใจกัน) แต่ทางรัฐต้องการให้คนไทยนั้นตระหนักถึงความสำคัญในการลงทุนระยะยาวของตัวเองมากกว่า ดังนั้นผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คงอยู่ที่ว่าเรามองในแง่มุมไหนมากกว่าครับ

ท้ายที่สุดแล้ว… ผมคงบอกไม่ได้หรอกครับว่า วิธีการลงทุนแบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับใคร จะซื้อจะขายตอนไหนมันก็เงินในกระเป๋าของแต่ละคนใช่ไหมครับ (อิอิ) แต่สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญยิ่งกว่าวิธีการลงทุนนั้น มันคือ วิธีการคิดที่จะทำให้เราลงทุนได้อย่างเหมาะสมตามเป้าหมายการเงินที่ต้องการมากกว่า ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของ LTF ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ จะมีผลกับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆอย่างไร จะซื้อต่อไปโดยถือนานหน่อย หรือจะปล่อยทิ้งมันไปเพราะไม่คุ้มกับภาษีที่ประหยัดได้ จะขายทั้งก้อนเอาไปใช้ หรือจะขายไปเพื่อซื้อใหม่ในปีหน้า ผมก็คงบอกได้แค่คำพูดสั้นๆว่า

… เอาที่สบายใจละกันคร้าบ 😀

3 คุณสมบัติสำคัญ ที่คนทำราคาต้องมี

            ผมว่าใครที่เคยซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ต้องเคยมีประสบการณ์แบบที่ผมเจอ ซื้อหุ้นไปตัวหนึ่งเพราะถูกใจ และเชื่อว่าให้ผลตอบแทนที่ดี เคาะขวาไปปั๊บ ก็กลับไปนอนหลับที่บ้านสบายใจ แต่พอตื่นขึ้นมาตอนเช้า ก็ตกใจเพราะ เฮ้ย! ทำไมตลาดหุ้นเมืองนอกมันลงระเนระนาดขนาดนี้ ถ้าหุ้นไทยเปิดมา 10 โมงเช้า ตลาดต้องดูไม่ดีแน่ๆ ตั้งขายก่อนดีกว่า … พอตลาดเปิดปั๊บ หุ้นที่เราถือดันไม่มีใคร Bid รับ ขาดสภาพคล่อง ซะอย่างนั้น #ร้องไห้หนักมาก

            เหตุการณ์แบบนี้ถือเป็นความเสี่ยงถึงชีวิตของพอร์ตการลงทุนเลยนะครับ อยากขาย แต่ไม่มีใครซื้อ … ซึ่งความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ก็เกิดจากเราลืมพิจารณาเรื่องสภาพคล่องของหุ้นตัวนั้นว่ามีมากพอที่จะทำให้เราเข้าออกได้สะดวกอย่างที่เราต้องการจริงๆหรือเปล่า

            ในกรณีการเทรด Derivative Warrant หรือ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ นั้น ยิ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังมากขึ้นไปอีก เพราะ DW  นั้นมี Gearing Effect ที่สูง หากหลักทรัพย์อ้างอิงผันผวนไม่เป็นไปในทางที่เราคาดคิด เกิดผลขาดทุนหนักๆ แล้วเราดันขายออก หนีตาย ปิดความเสี่ยงไม่ได้ นี่ถือว่าเป็นดั่งนรกของนักลงทุนทีเดียวเชียว

            แต่อย่างที่ท่านควรรู้นะครับว่า DW เพิ่งเริ่มเป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุนผู้รักความเสี่ยง ดังนั้น การจะเลือกลงทุนตาม ขั้นตอนการเลือก DW ที่ผมเขียนในบทความครั้งก่อนเรื่อง 3 กุญแจสำคัญ เพื่อไขความลับการเทรด DW นั้น มันยังไม่พอ เรายังต้องมาทำความรู้จักกับสภาพคล่องของ DW ซึ่งมีความแตกต่างจากสภาพคล่องของหุ้นทั่วไปด้วย  

 

 

ดูอย่างไรว่า DW ตัวไหนสภาพคล่องสูง?

ปกติ ถ้าเป็นหุ้นธรรมดา เราสามารถวัดสภาพคล่องของหุ้นได้จากโวลุ่มการซื้อขาย แต่สำหรับ DW แล้ว โวลุ่มการซื้อขายไม่ใช่ตัววัดว่า DW ตัวไหนมีสภาพคล่องมากกว่ากัน นั่นเป็นเพราะ DW แต่ละตัวไม่ได้มีการเทรดตลอดทั้งวันเหมือนหุ้น  ดังนั้นถ้าเราๆท่านๆที่คิดจะซื้อ DW แล้วพิจารณาแค่โวลุ่มซื้อขายในอดีตว่ามากน้อยแค่ไหนจึงอาจไม่เพียงพอ ทั้งนี้การวัดคุณภาพของสภาพคล่อง DW แต่ละตัวนั้น มันอยู่ที่คนคนนี้ครับ “ผู้ดูแลสภาพคล่อง” หรือที่เราเรียกว่า “Market Maker”

โดยบทบาทของ Market Maker ก็คือ จะวาง Bid Offer อย่างต่อเนื่องให้กับ DW แต่ละรุ่นที่โบรกเกอร์แต่ละรายเป็นคนออก ทุกท่านคงสงสัยว่า แล้วแต่ละเจ้า ออก DW กันเป็นหางว่าว จะมีเวลาดูแลสภาพคล่องหรอ? ก็ต้องบอกว่า โดยปกติ Market Maker จะใช้ระบบกึ่งอัตโนมัติ (semi-automated trading system) ก็คือ ใช้แรงงานคนจำนวนน้อยหน่อย เพื่อควบคุมระบบเท่านั้น

 

 

แล้วดู Market Maker ยังไงว่า DW ตัวไหนดีกว่าตัวไหน?

ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะครับว่า ดูแลสภาพคล่อง การดูแลสภาพคล่องที่ดีก็คือ ทำให้นักลงทุนอุ่นใจได้ว่า มีปริมาณหุ้นให้ซื้อขายมากเพียงพอ และเป็นราคาที่ยุติธรรมไม่เอารัดเอาเปรียบ ผมแบ่งเป็น 3 ข้อตามนี้ครับ

 3กุนแจ กลยุดการขายdw2-01 (2)

  1. การตั้ง Bid Offer

Market Maker ต้องตั้ง Bid Offer หนามากพอที่จะทำให้เราเคาะซ้ายขวาได้โดยไม่เสียราคา หมายความว่า สมมติว่าผมจะลงทุน DW ตัวหนึ่ง จำนวนหุ้นที่จะซื้อคือ 100,000 หุ้น DW ตัวที่ผมต้องการเลือก ก็ควรมี Bid Offer มากกว่า 100,000 หุ้นเช่นกัน  เพื่อรองรับการซื้อขายของนักลงทุนทั้งรายใหญ่และรายย่อย ซึ่งประเด็นนี้ ไม่จำเป็นว่า จะต้องมีการซื้อขายเกิดขึ้นจริงนะครับ แค่ Market Maker ปรับราคา Bid Offer ให้สอดคล้องกับหลักทรัพย์อ้างอิงก็ถือว่าเป็นผู้ดูแลสภาพคล่องที่ดี ย้ำนะ ว่าดูที่ Bid Offer

 

  1. การปรับราคาDW

Market Maker ต้องดูแลให้ DW ปรับตัวขึ้นลงตามราคาอ้างอิงอย่างทันท่วงที เพื่อที่จะสะท้อนราคาตลาดได้อย่างตรงไปตรงมา และยุติธรรมกับนักลงทุน การปรับตัวสอดคล้องกับหุ้นอ้างอิงนั้นถือเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ต่างๆเพราะการเคลื่อนไหวของราคาDW ไม่ได้เป็นไปตาม Demand Supply แท้จริงของDW แต่เคลื่อนไหวตามราคาหลักทรัพย์อ้างอิงนั้นๆ ดังนั้น ระบบที่สามารถเปลี่ยนราคาได้เร็วกว่า ช่วยให้นักลงทุนมีโอกาสซื้อขายทำกำไรได้เร็วกว่า

 

  1. ความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสาร

ข้อสุดท้ายนี้เป็นข้อที่สำคัญมากที่สุดครับ เพราะ ผู้ออกDWเป็นบริษัทหลักทรัพย์ ไม่ใช่บริษัทที่ออกหุ้นอ้างอิง ดังนั้น ความน่าเชื่อถือ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการเป็นผู้ออกตราสารในอดีต รวมถึงประสิทธิภาพการดูแลสภาพคล่อง จะทำให้ว่าเรามั่นใจได้ว่า Market Maker ตั้งราคาจากกลไกตลาดจริง ไม่ได้เอาเปรียบนักลงทุน

 

ทั้งนี้ เราสามารถเปรียบเทียบราคาDWที่เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการซื้อขายในกรณีที่ราคาในกระดานสูงหรือต่ำกว่าราคาตามตารางราคาที่ประกาศไว้

 

ตัวอย่าง ตารางราคาDW

Screen Shot 2015-07-29 at 4.40.41 PM

ที่มา www.mqwarrants.co.th

 

ตารางราคาของ DW แต่ละตัวซึ่งโชว์ให้เห็นทั้ง Bid Offer เปรียบเทียบกับหลักทรัพย์อ้างอิงที่อยู่ในกระดาน รวมถึงตารางราคาล่วงหน้า 5 วันทำการ ซึ่งเป็นตารางที่ผมชอบมาก เพราะสามารถช่วยให้ผมวางแผนการลงทุนได้ว่า หากราคาหุ้นอ้างอิงขยับขึ้นหรือลงในอนาคตอันใกล้ ไปที่แนวรับแนวต้านที่เราวางไว้ แล้วมันจะทำให้ราคา DW ที่เราสนใจไปอยู่ที่ราคาเท่าไหร่ อย่างตัวอย่างตารางด้านล่างเป็น Call DW ของ INTU28C1510A จะเห็นว่า บอกราคา DW (ฝั่ง Bid) ไว้ 5 วันทำการข้างหน้าว่า หากหุ้น INTUCH วิ่งไป DW ตัวนี้ควรเทรดที่ราคาเท่าไหร่ ไม่ต้องไปปวดหัวนั่งคำนวณเองให้เมื่อยนะครับ แจ่มสุดๆ ครับ

 

เอาละ จบแล้วนะครับ กับ 4 บทความที่ควรอ่านก่อนเทรด DW ผมเชื่อว่าตอนนี้ทุกคนคงพร้อมเลือก DW เข้าพอร์ตเพื่อบริหารความเสี่ยงและสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวกันแล้ว ลุยกันเลยครับ

 

 

 

 

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

 

 

 

ถ้าไม่อยากเสียภาษีเพิ่ม!! อย่าเอารายจ่ายส่วนตัวมาใช้ในธุรกิจ

“ตั้งแต่มีบริษัทนี่สบายนะ มีอะไรเราก็ไปเบิกเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทหมดเลย” มิตรสหายท่านหนึ่งกล่าวให้ผมฟัง ขณะเลือกช๊อปปิ้งของหรูหราไฮโซในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง พร้อมทำสีหน้าภาคภูมิใจพร้อมกับพูดต่อด้วยว่า “เนี่ย.. มีบิลอะไรๆผมก็เบิกบริษัทหมดแหละ เห็นข่าวว่าวันนี้น้ำมันราคาลด เดี๋ยวจะเอารถส่วนตัวไปเติมสักหน่อย มีบริษัทมันดีแบบนี้เอง วะฮะฮะฮ่า” #เอ่อดูท่าพี่จะเมาไวน์นะครับ

เรื่องราวที่เล่ามาของมิตรสหายท่านนี้เลยเป็นที่มาของบทความในคอลัมน์ ภาษีธุรกิจ 101 โดย @TAXBugnoms ประจำสัปดาห์นี้ครับ ที่จะมาพูดคุยให้ฟังถึงปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นสำหรับเรื่องแนวคิดของการทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนเพื่อประกอบธุรกิจในประเทศไทยทั้งหลาย

ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมาจาก เจ้าของธุรกิจนี่แหละครับ!! ที่พยายามจะหลีกเลี่ยงภาษีโดยการทำตัวเลขให้ขาดทุนโดยไม่สนความเป็นจริงของลักษณะธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตามการทำตัวเลขให้ขาดทุนนั้น ไม่ได้แปลว่าเจ้าของธุรกิจทั้งหลายจะไม่เสียภาษีนะครับ ถ้าใครยังไม่แน่ใจลองอ่านบทความเรื่อง ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!! อีกสักหนึ่งรอบนะครับ เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงความแตกต่างทางด้านกำไรทางบัญชีและทางภาษีครับ

ทีนี้.. ถ้าเราลงลึกไปในรายละเอียดการคำนวณภาษีเงินได้จากกำไรทางภาษีแล้ว เราจะพบว่า รายจ่ายที่มีปัญหาที่สุดที่ทำให้พี่ๆสรรพากรมีโอกาสในการประเมินภาษีเพิ่ม นั่นคือ รายจ่ายส่วนตัว หรือ รายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ ซึ่งทางประมวลรัษฏากรหรือกฎหมายภาษีนั้น บอกไว้ชัดๆเลยครับว่า รายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไม่สามารถถือเป็นรายจ่ายได้ (รายจ่ายต้องห้าม) เอ้า มาดูภาษากฎหมายกันเพิ่มเติมตาม มาตรา 65 ตรี ตามประมวลรัษฎากร กันสักหน่อยครับ 🙂

มาตรา 65 ตรี (3) : รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศลเว้นแต่รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ หรือเพื่อการสาธารณะประโยชน์ตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้หักได้ในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้หักได้อีกในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ

 มาตรา 65 ตรี (13) : รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะจากภาษากฏหมายที่แสนจะซับซ้อน พรี่หนอมขอแปลสั้นๆง่ายๆว่า  รายจ่ายที่เป็นเรื่องส่วนตัว ให้ชาวบ้านไปทั่ว และการบริจาคที่ไม่เข้าตามเงื่อนไข รวมถึงไม่ใช่จ่ายไปเพื่อหากำไรนั้น ไม่สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้นั่นเองครับ

เพราะฉะนั้น รายจ่ายที่ใครหลายคนเข้าใจว่า เอามาจ่ายได้แบบเก๋ๆสวยๆ อย่าง

– ซื้อของใช้ส่วนตัว ตกแต่งบ้าน ดันเอามาเบิกบิลบริษัท
– ค่าน้ำมันรถของศรีภรรยา ตามประสาพ่อบ้านใจกล้า
– ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ ตีกอลฟ์ ดูหนัง ฟังเพลง
– จ่ายการกุศลอะไรไม่รู้ ที่ไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย

ฯลฯ

ขอเตือนไว้เลยครับว่า โปรดระวังไว้นะครับ เพราะเมื่อกฎหมายไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย แต่เราดันเอามาเป็นรายจ่ายทางภาษี ถ้าพี่ๆสรรพากรทั้งหลายตรวจสอบแล้วเจอเมื่อไร เค้ามีอำนาจสั่งให้ บวกกลับรายจ่ายพวกนี้กลับคืนไป เพื่อดีดให้กำไรเพิ่มขึ้นมา

ถ้าหากบวกกลับรายจ่ายพวกนี้ไปแล้วต้องเสียภาษี อย่าลืมของแถม คือ นอกจากภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มแล้ว เรายังต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน (นับจากเดือนที่หมดเขตยื่นแบบแสดงรายการของรอบบัญชีนั้นๆ) แบบนี้คงเป็นเรื่องใหญ่กันแน่ๆเลย

แหม่.. ไม่อยากจะเม้าท์ เคยมีอยู่เคสหนึ่งที่ผมเพิ่งเจอกับคนใกล้ตัวมาสดๆร้อนๆ เรื่องมันมีอยู่ว่า ผู้บริหารของบริษัทคนหนึ่งนำเงินของบริษัทไปซื้อ Home Theatre ชุดใหญ่แถมเอาไปประดับที่บ้าน แล้วไปบังคับให้บัญชีมาลงบันทึกเป็นรายจ่ายของบริษัท พอพี่ๆสรรพากรมาตรวจ คราวนี้ก็เป็นเรื่อง แถมผู้บริหารคนนี้ยังเคืองไล่บัญชีออกอีกต่างหาก เฮ้อออ พูดแล้วมันเศร้า TwT

ดังนั้น ถ้าหากนักบัญชีได้อ่านบทความนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องอธิบายให้เจ้าของบริษัทหรือผู้บริหารเข้าใจ คือ ต้องแยกระหว่างฐานะและรูปแบบของ “เจ้าของ” กับ “บริษัท” ออกจากกันให้เด็ดขาดเสียก่อน เพราะเรื่องค่าใช้จ่ายของบุคคลธรรมดาที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท เราถือว่าเป็นเรื่อง “ส่วนตัว” ทันทีห้ามนำมายุ่งเกี่ยวกับบริษัทอย่างแน่นอนครับ

ส่วนรายจ่ายอะไรที่จ่ายไปเพื่อทำ “กำไร” ให้กับบริษัท ก็สามารถนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทอย่างถูกต้อง ขอร้องเลยครับว่า อย่านำเรื่องสองเรื่องนี้มาปะปนกัน ทั้งเรื่องการใช้ชีวิตและเอกสาร ถ้าทำได้จริงๆ ผมรับประกันเลยครับว่า ชีวิตจะง่ายขึ้นมากและโอกาสที่จะโดนพี่สรรพากรมาประเมินภาษีก็น้อยลงอีกด้วยครับ

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจแบบไหนก็ตาม สิ่งหนึ่งเราต้องใส่ใจ คือ เรื่องของรายจ่ายส่วนตัวนี่แหละครับ เพราะเป็นรายจ่ายที่เราต้องคิดให้ครบถ้วน ถ้าโดนประเมินขึ้นมาให้จ่ายภาษีเพิ่ม คราวนี้เปลืองกว่าเดิมเยอะแน่ๆคร้าบบบ

3 คำถาม ช่วยให้อ่านแท่งเทียน แบบไม่ต้องท่องจำ

เฮ่นโล้ว สวัสดีคร๊าบบบ….ในหัวข้อนี้ Daddy จะมาบอกเคล็ดลับการอ่านกราฟแท่งเทียน และการแปลความหมายในมุมมองทางเทคนิคของกราฟแท่งเทียนกันครับ Daddy ตั้งใจไว้ว่าอยากให้ทุกคนหลังจากที่อ่านบทความนี้จบ น่าจะสามารถอ่านกราฟแท่งเทียนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง โดยไม่ต้องไปนั่งจำชื่อ หรือจำ Pattern ต่าง ๆ ก็สามารถเทรดหุ้นโดยใช้แท่งเทียนได้ราวกับเป็นมืออาชีพกันเลยทีเดียว เพราะผมจะเน้นเนื้อหาที่เป็นการทำความเข้าใจกราฟแท่งเทียนล้วน ๆ

เวลาที่เรามองกราฟแท่งเทียน 1 แท่ง หลักสำคัญ คือ เราจะต้องสามารถอ่านอารมณ์ของแรงซื้อแรงขายในตลาด และตอบให้ได้ว่าฝั่งไหนมีแรงมากกว่า ฝั่งไหนมีความกระตือรือร้น แต่อย่างไรก็ตามรูปแท่งเทียนเพียง 1 แท่ง อาจจะยังให้ข้อมูลไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้น เราจึงต้องพิจาณาแท่งเทียนหลาย ๆ แท่งประกอบกันด้วย โดยจะใช้ข้อมูลทั้ง 4 อย่างของแต่ละแท่งเทียน คือ ราคาเปิด ราคาปิด ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุด มาเปรียบเทียบกันระหว่างแท่งเทียนแต่ละแท่ง

Daddy มีเคล็ดลับ โดยตั้งคำถาม 7 ข้อ เวลาที่เราอ่านกราฟแท่งเทียน รับรองว่าคำตอบจากคำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ประกอบการตัดสินใจ ในการเทรดหุ้นได้เป็นอย่างดี คำถามเหล่านั้น ได้แก่

คำถามที่ 1 แท่งเทียนในแต่ละแท่งเทียน ผลการต่อสู้ระหว่างแรงซื้อกับแรงขายฝั่งไหนเป็นฝ่ายชนะ

วิธีการที่จะบอกว่าในแท่งเทียนแต่ละแท่งฝั่งไหนเป็นฝ่ายชนะ ทำได้โดยแบ่งความยาวของแท่งเทียน (วัดจากราคาสูงสุดถึงราคาต่ำสุด) ออกออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน

1.1 ถ้าราคาปิดของแท่งเทียนนั้นๆ อยุ่ในช่วง ⅓ ของด้านบน เราจะสรุปว่าในแท่งเทียนรูปนั้นแรงซื้อเป็นฝ่ายชนะ  

1.2 ถ้าราคาปิดของแท่งเทียนนั้นๆ อยู่ในช่วง ⅓ ของตรงกลาง เราจะสรุปว่าในแท่งเทียนรูปนั้นแรงซื้อแรงขายพอๆกัน

1.3 ถ้าราคาปิดของแท่งเทียนนั้นๆ อยู่ในช่วง ⅓ ของด้านล่าง เราจะสรุปว่าในแท่งเทียนรูปนั้นแรงขายเป็นฝ่ายชนะ

และช่วง 1/3 ด้านล่าง

การสรุปผลของแรงซื้อแรงขายของแท่งเทียนแต่ละแท่งด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับแท่งเทียนที่มีขนาดยาวเท่านั้น ถ้าเป็นแท่งเทียนขนาดสั้น ๆ การตีความให้อ่านจากเนื้อหาในคำถามที่ 2

คำถามที่ 2 แท่งเทียนแต่ละแท่งมีความยาวมากหรือน้อย

การพิจารณาความฝันผวนของแท่งเทียนแต่ละแท่งสามารถดูได้จากความยาวของรูปแท่งเทียน โดยวัดจากราคาสูงสุดถึงราคาต่ำสุด

2.1 ถ้าแท่งเทียนที่มีความยาวยิ่งมาก คือ แท่งเทียนที่จุดสูงสุดกับจุดต่ำสุดห่างกันมาก แปลความหมายได้ว่าแท่งเทียนแท่งนั้นๆ แสดงให้เห็นถึงความรีบร้อนกระตือรือร้นของทั้งแรงซื้อและแรงขาย จึงซื้อขายกันอย่างผันผวน

2.2 ถ้าแท่งเทียนมีลักษณะสั้นๆ เล็กๆ คือแท่งเทียนที่จุดสูงสุดกับจุดต่ำสุดห่างกันไม่มาก แปลความหมายได้ว่าแท่งเทียนแท่งนั้นๆ ทั้งแรงซื้อและแรงขายยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกไปในทิศทางไหน จึงซื้อขายกันอยู่ในกรอบแคบๆ ไม่ผันผวน

คำถามที่ 3 ปริมาณการซื้อขายของแท่งเทียนแต่ละแท่งเป็นอย่างไร

ปริมาณการซื้อขายเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้บอกว่าแท่งเทียนแท่งนั้น ๆ มีคนให้ความสนใจหรือเข้ามามีส่วนร่วมในการซื้อขายมากหรือน้อย ปริมาณการซื้อขายที่มากเป็นตัวบอกว่าคนสนใจเข้ามามีส่วนร่วมซื้อขายจำนวนมาก จึงช่วยเสริมความมั่นใจและเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลการวิเคราะห์ทิศทางของราคามากยิ่งขึ้น แต่ถ้าปริมาณการซื้อขายน้อยบ่งบอกว่ามีคนสนใจเข้ามามีส่วนร่วมน้อย จึงมีความน่าเชื่อถือของผลการวิเคราะห์ทิศทางของราคาน้อย ให้ระมัดระวัง

ตัวอย่างการวิเคราะห์แท่งเทียนร่วมกับปริมาณการซื้อขาย ได้แก่

3.1 แท่งเทียนที่มีขนาดยาวและปริมาณการซื้อขายมาก แสดงว่ามีคนสนใจหรือเข้ามามีส่วนร่วมในการซื้อขายเป็นจำนวนมากภายในแท่งเทียนนั้น จึงช่วยเสริมความมั่นใจในการสรุปผลระหว่างแรงซื้อกับแรงขายของแท่งนั้นๆ

เช่น ถ้าเราพบแท่งเทียนที่เป็นแท่งโปร่ง (แท่งสีเขียว) ขนาดยาว และราคาปิดอยู่ในช่วง ⅓ ด้านบน พร้อมกับปริมาณการซื้อขายมาก ๆ สามารถสรุปได้อย่างมั่นใจว่า แท่งเทียนแท่งนั้นแรงซื้อชนะแรงขาย และเป็นแท่งเทียนที่บอกถึงทิศทางขาขึ้น

หรือ ถ้าเราพบแท่งเทียนที่เป็นแท่งทึบ (แท่งสีแดง) ขนาดยาว และราคาปิดอยุ่ในช่วง ⅓ ด้านล่าง พร้อมกับปริมาณการซื้อขายมาก ๆ เราก็สามารถสรุปได้อย่างมั่นใจว่า แท่งเทียนแท่งนั้นแรงขายชนะแรงซื้อ และเป็นแท่งเทียนที่บอกถึงทิศทางขาลง

3.2 แท่งเทียนที่มีขนาดยาวแต่มีปริมาณการซื้อขายน้อย แสดงว่ามีคนสนใจเข้ามามีส่วนร่วมน้อย ให้ระมัดระวัง เช่น ถ้าเราพบแท่งเทียนที่เป็นแท่งโปร่งขนาดยาว แต่มีปริมาณการซื้อขายน้อย ให้เราระวังว่าการที่ราคาเพิ่มขึ้นนี้อาจจะไม่ยั่งยืนเป็นการขึ้นแบบหลอก ๆ

3.3 แท่งเทียนที่มีขนาดสั้นแต่ปริมาณการซื้อขายมาก การที่มีคนเข้ามามีส่วนร่วมมากๆ ในราคาช่วงแคบ ๆ แสดงให้เห็นว่ากำลังมีแรงซื้อเก็บหุ้นเป็นจำนวนมาก หรือมีการขายหุ้นทิ้งออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้หุ้นมีการเปลี่ยนมือ ดังนั้นจึงเป็นแท่งเทียนที่มีความน่าสนใจ ว่าในอนาคตถ้าฝั่งซื้อหรือฝั่งขายยอมตัดสินใจเลือกให้ราคาเคลื่อนที่ไปข้างใดข้างหนึ่ง ราคาก็อาจจะมีการเคลื่อนที่ขึ้นแรง หรือลงอย่างรวดเร็ว

3.4 แท่งเทียนที่มีขนาดสั้นและมีปริมาณการซื้อขายน้อย แปลว่าไม่มีคนสนใจ หรือ มีคนสนใจน้อยและซื้อขายกันในช่วงแคบๆ ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจมาà

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save