ทำอย่างไรให้ปลอดภัยเมื่อใช้บัตร

ทุกครั้งที่ใช้บัตร เอทีเอ็ม คุณระวังมากพอแล้วหรือยัง ? เพราะทุกวันนี้มิจฉาชีพมีมากขึ้นจนน่าตกใจ (ช่วงนี้ข่าวออกบ่อยมาก) ซึ่งวิธีที่ใช้มีหลายวิธี เช่น ดักปล้นหน้าตู้เอทีเอ็ม , การปลอมแปลงเครื่องกดบัตร , ขณะที่ใช้บัตรช้อปปิ้ง

วันนี้ ผมมีวิธีสร้างความปลอดภัยเมื่อใช้บัตรเอทีเอ็มมาฝากครับ เริ่มจาก

บัตรเอทีเอ็ม ที่พึ่งได้รับมา 

  • ควรเปลี่ยนรหัสผ่านที่ผู้ออกบัตรส่งมาให้ทันที
  • ตั้งรหัสใหม่ให้ยากต่อการคาดเดา (แต่เราจำได้)
  • ห้ามเก็บรหัสบัตรกับตัวบัตรไว้ด้วยกัน เพราะถ้าเกิดทำหล่นหาย แล้วเจอผู้ไม่หวังดี เงินในบัญชีหายภายในพริบตาแน่ๆ
  • เก็บรหัสเป็นความลับ ไม่บอกใครทั้งสิ้น  เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาภายหลังให้คิดว่าบัตรเอทีเอ็มคือของใช้ส่วนตัวชิ้นหนึ่ง เมื่อคนรอบตัวรู้ก็จะเครพความเป็นส่วน
  • เปลี่ยนรหัสอย่างน้อย ทุก 3 เดือน  ควรเปลี่ยนรหัสบัตร อย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง เพื่อให้เงินในบัญชีปลอดภัยและเพื่อความสบายใจของผู้ถือบัตรเอง  

เมื่อใช้ตู้เอทีเอ็ม

  • ไม่ใช้ตู้เอทีเอ็มในที่เปลี่ยว เพราะมิจฉาชีพมักดักปล้นในที่ไม่ค่อยมีคน
  • สังเกตสิ่งที่ผิดปกติบริเวณตู้เอทีเอ็ม บริเวณช่องเสียบบัตร แป้นกด กล่องใส่แผ่นพับ เพราะอาจมีการปลอมแปลงเพื่อขโมยข้อมูล
  • ใช้มือปิด เมื่อกดรหัสบัตรทุกครั้ง เพื่อป้องกันผู้ที่ไม่หวังดี
  • เก็บใบบันทึกรายการ เพื่อง่ายแก่การตรวจสอบ
  • หากตรวจสอบแล้วไม่ถูกต้องให้รีบแจ้ง หากสังเกตตู้เอทีเอ็ม มีความผิดปกติ หรือเกิดปัญหากับบัตรเอทีเอ็มที่ใช้ ให้รีบโทรสอบถามผู้ออกบัตรเพื่อแก้ไขทันที

เมื่อช้อปปิ้ง

เวลาเราช้อปปิ้ง บางทีก็จำเป็นต้องใช้บัตรจ่ายแทนเงินสด แต่รู้ไหมว่าการที่คุณ วางใจพนักงานมากเกินไปก็มีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยเช่นกัน เพราะเคยมีข่าวพนักงานได้ใช้บัตรชำระเกินจำนวนราคาของสินค้าจริง ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย

  • คุณไม่ควรให้บัตรอยู่นอกสายตาและควรเดินตามพนักงานเพื่อไปเซ็นชื่อที่จุดจ่ายเงิน และหาก Sms มีการแจ้งยอดที่ผิดปกติ ให้รีบแจ้งผู้ออกบัตรทันที

เมื่อบัตรหาย

หลายคนอาจรู้อยู่แล้วว่า ถ้าบัตรหายต้องรีบโทรแจ้งผู้ออกบัตรเพื่ออายัดทันที แต่เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อย ไม่ค่อยมีเบอร์ Callcenter ของผู้ออกบัตร ทำให้ต้องเสียเวลาหา สุดท้ายเงินในบัญชีอาจจะหายไปในไม่กี่นาทีก็ในที่สุด ดั้งนั้นตั้งแต่วันที่รับบัตร ควรมีเบอร์ของผู้ออกบัตรไว้ใกล้ตัว เช่น ในกระเป๋าสตางค์ หรือโทรศัพท์ เป็นต้น

ในเมื่อวันนี้ ความปลอดภัยดูเหมือนจะมีน้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้นควรระมัดระวังให้มากกว่าเดิม โดยเฉพาะเวลาใช้บัตร ควรมีสติทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยทั้งเงินและชีวิตของคุณเองครับ

ต้องซื้อแพง ขายถูก ถึงจะได้กำไร

หลายคนอาจจะสงสัยว่าหัวข้อที่เขียนขึ้นมานั้นเขียนผิดหรือเปล่า ความจริงน่าจะเขียนว่า ถ้าเราต้องการซื้อขายให้ได้กำไรมากๆ จะต้องซื้อให้ได้ราคาที่ถูกๆ และขายได้ในราคาแพงๆ แต่ทำไมหัวข้อกลับเขียนว่าต้องซื้อแพงและขายถูกจึงจะได้กำไรเยอะ ขอบอกว่าเขียนไม่ผิดแน่นอนครับ เพราะแนวทางของการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะเป็นการวิเคราะห์เพื่อซื้อในราคาแพง และขายในราคาถูก แต่ผลสุดท้ายกลับสามารถทำกำไรได้มากกว่า

จากประสบการณ์ที่ผมมีโอกาสได้สัมผัสกับนักลงทุนจำนวนมาก ความต้องการของทุกคน คือ อยากซื้อหุ้นได้ในราคาถูกๆ และขายหุ้นได้ในราคาแพงๆ ความอยากซื้อหุ้นได้ในราคาถูกและอยากขายหุ้นได้ในราคาแพง ทำให้เกิดความกลัวว่าถ้าไม่รีบลงมือจะเสียโอกาสในการซื้อขายไป จึงทำให้หลายคนอยากที่จะซื้อหุ้นเมื่อเห็นว่าหุ้นปรับตัวลดลง และอยากขายหุ้นเมื่อเห็นว่าหุ้นกำลังปรับตัวสูงขึ้น

ตัวอย่างเหตุการณ์เช่น ถ้าเรากำลังจดๆ จ้องๆ อยากซื้อหุ้นตัวหนึ่ง เวลาที่ราคาปรับตัวลดลงมาระยะหนึ่งเราจะเกิดความรู้สึกว่าราคาลงมาต่ำมากแล้ว และกลัวว่าถ้าไม่ซ้อนซื้อแล้วราคาจะเด้งขึ้นเดี๋ยวจะเสียดาย จึงมีความคิดอยากที่จะช้อนซื้อหุ้นตัวนั้น แต่ถ้าเรามีหุ้นอยู่ในมือแล้วเห็นว่าราคาเริ่มปรับตัวสูงขึ้นไปมาก เราก็จะเกิดความกลัวว่าเดี๋ยวราคาอาจจะปรับลดลงจึงมีความอยากที่จะขายทำกำไร

ขอทบทวนเกี่ยวกับความเป็นจริงเรื่องการคาดเดาการเคลื่อนที่ของราคาอีกครั้งว่าเราไม่สามารถคาดการณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ดังนั้นเมื่อราคาอยู่ในช่วงขาขึ้นไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าราคาจะหยุดขึ้นเมื่อไรและจุดสูงสุดจะอยู่ตรงไหน ในช่วงที่ราคาอยู่ในช่วงขาลงก็เช่นเดียวกันไม่มีใครรู้ได้ว่าราคาจะหยุดลงเมื่อไรและจุดต่ำสุดจะอยู่ตรงไหน เราจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเวลาต้องผ่านไปแล้วเท่านั้นกราฟจึงค่อยแสดงให้เราเห็นว่าจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดอยู่ที่ราคาเท่าไหร่ ถ้าเราตัดสินใจลงมือซื้อหุ้นเพราะคิดเอาเองว่าราคาต่ำมากแล้ว ในอนาคตราคาก็อาจจะลดต่ำลงไปกว่านี้ได้อีกก็ได้ (ช้อนซื้อหุ้นถูกสุดท้ายช้อนหัก) หรือเมื่อเราตัดสินใจขายหุ้นออกไปเพราะคิดว่าราคาน่าจะสูงมากแล้วแต่บ่อยครั้งที่ราคาหุ้นก็ยังสามารถขึ้นสูงไปได้อีก (กลายเป็นขายหมูอู๊ดๆ)

การตัดสินใจโดยคิดเอาเองลักษณะนี้จึงทำให้ “อยากขายหุ้นได้ราคาแพงกลับขายถูก อยากซื้อหุ้นในราคาถูกกลับซื้อได้แพง” ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผลการซื้อขายในระยะยาว

การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะใช้วิธี “ซื้อแพง ขายถูก จึงจะได้กำไรเยอะ” ซึ่งเป็นวิธีที่เมื่อเรานำไปใช้ในการซื้อขายระยะยาวจะได้ผลกำไรที่ดีกว่าการเก็งซื้อที่ราคาถูกและเก็งขายที่ราคาแพง แนวทางของวิธีนี้เราจะลงมือซื้อหุ้นเมื่อกราฟแสดงให้เราเห็นว่าแรงซื้อสามารถชนะแรงขายและน่าจะยืนยันได้ว่าการเคลื่อนที่เริ่มมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น และลงมือขายหุ้นเมื่อกราฟบอกกับเราว่าแรงซื้อเริ่มลดลงจนถึงระดับที่เชื่อว่าแรงซื้อน่าจะแพ้แรงขายแล้ว

ด้วยหลักการนี้จะทำให้เราไม่รีบเข้าซื้อในช่วงที่ราคาเป็นขาลงเพราะราคาอาจจะยังสามารถลดต่ำลงไปกว่านี้ได้อีก เราจะรอให้กราฟพิสูจน์ตัวเองและให้ข้อมูลกับเราว่าเป็นแนวโน้มขาขึ้น แต่กว่าที่กราฟจะยืนยันว่าเป็นแนวโน้มขาขึ้น ราคาที่ลงมือซื้อจะสูงกว่าราคาต่ำสุดในระดับหนึ่ง เราจะไม่สามารถซื้อหุ้นได้ในราคาที่ต่ำที่สุด จึงเป็นที่มาของคำว่า “ ซื้อแพง”

ด้วยหลักการเดียวกันเราจะไม่รีบร้อนขายหุ้น ถ้าราคายังเป็นแนวโน้มขาขึ้นอยู่ เพราะราคาอาจยังสามารถสูงขึ้นต่อไปอีกได้ แต่จะขายก็ต่อเมื่อกราฟแสดงให้เราเห็นว่าแรงซื้อเริ่มลดลงและแพ้แรงขาย เมื่อถึงจุดที่กราฟยืนยันเกี่ยวกับผลการต่อสู่ระหว่างแรงซื้อกับแรงขายให้เราเห็น ว่าแรงซื้อเริ่มมีน้อยและแรงขายเริ่มมีมาก ราคาก็จะลดต่ำลงกว่าราคาสูงสุดในระดับหนึ่ง ทำให้เราไม่สามารถขายหุ้นได้ในราคาที่สูงที่สุด จึงเป็นที่มาของคำว่า “ขายถูก”

การที่ “ซื้อแพง ขายถูก” จะเป็นการป้องกันไม่ให้เรารีบร้อนเข้าซื้อหรือขายจนกว่ากราฟจะแสดงให้เราเห็นจริง จึงเป็นวิธีที่ดีที่เราจะใช้ในการปล่อยให้กำไรเติบโต (Let Profit Run) กรณีที่เราถูกทาง เมื่อเราใช้หลักการนี้ในการซื้อขายต่อเนื่องระยะยาว จะทำให้เราได้ “กำไรเยอะ” นั่นเอง

ผมให้ตัวอย่างการเคลื่อนที่ของราคาหุ้น AP พร้อมการวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อหาจุดที่ควรลงมือซื้อและจุดที่ควรลงมือขาย ซึ่งจากกราฟจะเห็นได้ว่าราคาที่ควรลงมือซื้อคือราคาประมาณ 4.90 ไม่ใช่ราคาที่ต่ำที่สุดที่ 4.50 แต่เมื่อสัญญาณทางเทคนิคให้ลงมือซื้อที่ราคา 4.90 ผมเชื่อว่ามีคนอีกจำนวนมากที่รู้สึกเสียดายไม่ยอมลงมือซื้อเพราะรู้สึกว่าราคาแพงกว่าราคาต่ำสุดไปมาก ทำใจซื้อไม่ได้ แล้วก้อรอซื้อตอนที่ราคาลง แต่สุดท้ายก็เสียโอกาสไม่ได้ซื้อ เพราะราคาไม่ลดต่ำลงมาให้ซื้ออีกเลย

สำหรับจุดที่ที่ควรขายคือราคาประมาณ 6.75 ซึ่งก็ไม่ใช่ราคาที่สูงที่สุดที่ 7.50 เมื่อเกิดสัญญาณทางเทคนิคให้ลงมือขายที่ราคา 6.75 ก็มีคนจำนวนมากอีกเช่นเดียวกันที่รู้สึกเสียดายไม่ยอมขายเพราะว่าราคาถูกกว่าราคาสูงสุดตั้งเยอะ สุดท้ายก็เสียโอกาสไม่ได้ลงมือขายเพราะราคาไม่ขึ้นไปที่ 7.50 ให้ขายอีกเลยแถมยังลดต่ำลงมาอีกเรื่อยๆ

ผมเชื่อว่ามีหลายคนถึงแม้ว่าจะซื้อหุ้น AP ได้ถูกจังหวะ แต่เมื่อราคาของหุ้น AP ค่อยๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ เป็น 5.00 , 5.50 , 6.00  จะมีอารมณ์อยากขายหุ้นระหว่างทางเพราะคิดว่าราคาหุ้นขึ้นมาเยอะแล้วและกลัวว่าถ้าราคาปรับตัวลดลง ผลสุดท้ายคนเหล่าน

รู้ยัง? เล่นหวยก็รวยได้นะ

รู้ยัง? เล่นหวยก็รวยได้นะ

 

หลายคนมีมุมมองกับหวยแบบนี้…

 

==> เลือกที่จะทำงานหนักเพียงเพราะจะได้มีเงินมาซื้อหวย หวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อรวยแล้ว จะได้เลิกทำงานหนักเสียที #สุดท้ายก็ทำงานหนักเหมือนเดิมเพราะถูกหวยกินตลอด

 

==> หลายคนดีใจที่ตนเองถูกหวยหลายพันบาท มันก็ต้องดีใจเป็นธรรมดาเพราะเล่นมาครึ่งชีวิตแล้วยังไม่เคยถูกสักงวด! #ว่าแต่ลงทุนหวยไปมันคุ้มไหม

 

==> หลายคนติดหวยจนกระทั่งเลิกไม่ได้ จนทำให้ชีวิตวัยเกษียณต้องพังทลายลงเพราะหนี้สินจากหวย!!

 

==> หลายคนไม่กล้านำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น กองทุนรวม หุ้น ทองคำ เพราะกลัวความเสี่ยง เห็นความผันผวนขึ้นลงแล้วหวั่นไหว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ทั้งที่ความจริงแล้ว ตนเองเล่นหวยแทบทุกงวด เราอยากจะบอกว่าถ้าใครซื้อหวยได้ แสดงว่าไม่ต้องกลัวความเสี่ยงอะไรบนโลกนี้อีกแล้ว เพราะสามารถทนเห็นเงินเล่นหวยราคา 80-100 บาทกลายเป็น 0 ได้ในพริบตา ในขณะที่การลงทุนในบางครั้งอาจจะติดลบบ้าง  แต่ก็ยังดีที่ได้รับเงินปันผลกลับมา

 

มันเป็นตลกร้ายที่ความคิดเหล่านี้ทำให้เรามีความหวังว่า “สักวันฉันจะถูกหวย” แล้วถ้าจิตใจยังไม่เข้มแข็งพอที่จะเลิกก็ต้องปรับตัวอยู่กับหวยให้ได้ จะเล่นหวยอย่างไรให้ชีวิตไม่เดือดร้อน(ไปมากกว่านี้กันนะ)

 

ติดหวยเลิกไม่ได้ทำไงดีละ??

 

เราก็หันมาที่หวยทางเลือกซิจ๊ะ การลงทุนกับความหวังไม่ใช่มีแต่สลากกินแบ่งรัฐบาลแค่ทางเดียวนะ สลากของธนาคารออมสินกับของธนาคาร ธ.ก.ส. ก็มีให้ลุ้นเลขได้เหมือนกันและดีกว่าตรงที่เงินทุนอยู่ครบด้วยสิ #มันดีตรงนี้แหละ ซึ่งแต่ละช่วงก็จะมีโปรโมชั่นลุ้นทอง ลุ้นรางวัลเงินสดพิเศษเพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนซื้อสลาก ทั้งหมดนี้เราสามารถตรวจสอบเงื่อนไขได้ที่เว็บไซต์ของธนาคารนะจ๊ะ  🙂

 

บทความนี้จะเปรียบเทียบสลากของ 2 ธนาคารในชุดปัจจุบัน 2558 ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลุ้นเลขนะจ๊ะ

 

รู้ยัง? เล่นหวยก็รวยได้นะ รู้ยัง? เล่นหวยก็รวยได้นะ 

 

เงินรางวัลสูงสุด

  • สลากออมสินพิเศษอายุ 3 ปี เงินรางวัลสูงสุด 10,000,000 บาท

==> http://www.gsb.or.th/lottery/lottery3.php

  • สลากออมทรัพย์ทวีสิน 2558 เงินรางวัลสูงสุด 20,000,000 บาท

==> http://www.baac.or.th/taweesin-2015/info.html

  • สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. เงินรางวัลสูงสุด 10,000,000 บาท

==> http://bit.ly/1KjwQ2U

 

ใช้เงินส่วนไหนมาซื้อสลาก?

 ==> ใช้เงินที่นิ่งพอสมควรมาซื้อเพราะจะต้องเก็บเงินไว้ในสลาก 3 ปี ถึงจะได้ดอกเบี้ยตามที่ประกาศไว้

 

เลือกอะไรดีระหว่างสลากออมสินกับ ธ.ก.ส.??

 ==> การจะซื้ออะไรนั้นขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน ลองดูไอเดียนี้ประกอบการตัดสินใจนะจ๊ะ

 

เป้าหมาย คือ อยากได้ดอกเบี้ยสูงๆ

? จากตารางนี้จะเป็นสลากออมสิน เพราะได้ผลตอบแทนสูงกว่า คือ ร้อยละ 1 ต่อปี ซึ่งควรคิดเป็นครั้งๆ ไป เพราะแต่ละครั้งดอกเบี้ยไม่เท่ากัน จึงทำให้การเปรียบเทียบผลตอบแทนเปลี่ยนแปลงไป แล้วถ้าดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือลดลงจะคิดผลตอบแทนยังไงละ

 

วิธีคิดผลตอบแทนจากสลาก

  • สลากออมสินหน่วยละ 50 บาท
  • ดอกเบี้ยครบกำหนด 3 ปี คือ 1.50 บาท
  • วิธีคำนวน คือ ดอกเบี้ยหารด้วยราคาต่อหน่วยแล้วคูณ 100
    • (1.50 / 50) x 100  = 3%
    • ทำเป็นผลตอบแทนต่อปี โดยหาร 3 ปี คือ  3% / 3 = 1%

 

สมมติถ้าครั้งต่อไปสลากเปลี่ยนการจ่ายดอกเบี้ยจาก 1.50 บาทเป็น 1.75 บาท ก็จะเป็น (1.75/ 50) x 100 แล้วนำมาหาร 3 เพื่อคิดเป็นผลตอบแทนต่อปี คือ 1.17% นะจ๊ะ ต่อไปนี้เราก็สามารถคิดได้แล้ว ถ้าเป็นของ ธ.ก.ส. ก็คิดผลตอบแทนวิธีเดียวกันนะจ๊ะ

 

เป้าหมาย คือ ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม

 ==> เป้าหมายนี้ก็ดูที่ความจำเป็นส่วนตัวว่าปกติตนเองมีธุรกรรมการเงินที่ธนาคารออมสินหรือที่ ธ.ก.ส. มากกว่ากัน ก็ควรเลือกที่นั่นเพราะจะได้รับผลประโยชน์อื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วย โดยที่ผู้ฝากยังคงมีสิทธิถูกรางวัลเช่นเดิม ดังนี้

 

สลากออมสิน

==> ผู้ฝากสามารถกู้สลากออมสินของตนเองได้ 95% ของมูลค่าสลาก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะคิดประมาณ 4 – 5% โดยแต่ละงวดของสลากออมสินมีการคิดอัตราดอกเบี้ยให้กู้สลากที่แตกต่างกัน 

==> ใช้สลากออมสินมาค้ำประกัน OD, ค้ำประกัน L/G (หนังสือค้ำประกัน) ได้

 

สลากของ ธ.ก.ส.

==> ผู้ฝากสามารถกู้สลากของตนเองได้ 90% ของมูลค่าสลาก โดยมีมูลค่าสลากตั้งแต่10,000 บาทขึ้นไป มีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 4.25% ต่อปี

==> สิทธิประโยชน์อื่นๆ ตามภาพนี้เลยจ้า

 

รู้ยัง? เล่นหวยก็รวยได้นะ 

 

ข้อมูลนี้เป็นเพียงรายละเอียดเบื้องต้นที่สลากให้มากกว่าการลุ้นรางวัลและได้รับดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนด3ปี ถ้าใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถสอบถามได้ที่พนักงานธนาคารได้โดยตรงเลยนะจ๊ะ

 

ส่วนเรื่องการถูกรางวัลนั้นส่วนตัวมองว่าขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ สังเกตจากคนรอบข้างที่ซื้อสลากเพียงไม่กี่ใบใช้เงินไม่กี่หมื่นบาทแล้วถูกรางวัลใหญ่ๆก็เป็นส่วนหนึ่งที่ดูได้ว่าการซื้อสลากไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะก็สามารถถูกรางวัลได้ “ถ้าดวงเราดีจริงๆ”

 

ทั้งหมดนี้เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขียนหนังสือเล่มแรกในชีวิตที่รู้อยู่เต็มอกว่าวางแผงแล้วต้องมีคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เปิดอ่านหนังสือเข้าใจผิดแน่ๆ #เป็นจริงตามคาด แหมถ้าซื้อหวยคงถูกไปละ

 

รู้ว่าต้องเข้าใจผิด แต่เราก็อยากจะทำเพราะต้องการให้คนเล่นหวยวางแผนการเงิน  เล่มที่เขียนนี้มีชื่อว่า “เล่นหวย(สลากกินแบ่งรัฐบาล) ก็รวยได้” ที่วางจำหน่ายปลายปี 2556 แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะไม่ทำให้ผู้อ่านเลิกหวยได้ 100% แต่ทำให้รู้ว่าควรจะจัดการเงินอย่างไรที่จะไม่เดือดร้อนจนสร้างหนี้สินจากการเล่นหวย #เข้าใจตรงกันแล้วนะจ๊ะที่รัก

 

จากหน้าปกเขียนว่า “เลขเด็ดในเล่ม” เป็นเรื่องจริง

ตัวเลขนี้ทำให้หลายคนรวยมาแล้ว #อย่าพึ่งเชื่อถ้ายังไม่เปิดอ่านนะจ๊ะ

 

สามารถอ่านรายละเอียดสารบัญของหนังสือได้ที่ คลิกที่นี่

 

รู้ยัง? เล่นหวยก็รวยได้นะ

 

ข้อมูลที่บทความนี้ใช้อ้างอิงในตาราง 

  • สลากออมสินพิเศษ 3 ปี งวดที่ 77
  • สลากออมทรัพย์ทวีสิน 2558 
  • สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. (ปี 2558)

 

 ขอให้โชคดีกับการลุ้นเลขนะจ๊ะ ^_^

 

อัพเดทล่าสุด!! ภาษีมรดก สรุปหมดทุกประเด็น

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมาราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศใช้ พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในอีก 180 วันถัดมาหลังจากประกาศใช้ (วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559) ซึ่งหลักการจัดเก็บภาษีมรดกนั้น มีเหตุผลว่า ในปัจจุบันการส่งมอบทรัพย์สินต่างๆ หรือการโอนทรัพย์สินโดยทางมรดก นั้นไม่ต้องเสียภาษี ไม่ว่าจะมีจำนวนมากแค่ไหนก็ตาม ซึ่งก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้จึงได้ประกาศใช้ออกมาเพื่อสร้างความเป็นธรรม และจะได้นำภาษีไปพัฒนาประเทศต่อไปครับ (จริงๆนะ..แฮร่)

และวันนี้คือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ดังนั้นจึงถึงเวลาที่นาย TAXBugnoms คนเดิมจะมา Update เรื่องราวของภาษีมรดกเพิ่มเติมให้ได้ฟังกันอีกครั้งหนึ่งครับ!

คำว่า “มรดก” นั้น หมายถึง ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย รวมตลอดทั้งทรัพย์สินที่เป็น สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่างๆ ของผู้ตายด้วย ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1599 ได้กำหนดไว้ว่า “มรดกย่อมตกทอดทายาทเมื่อเจ้ามรดกตาย”

ซึ่งคำว่า “ทายาท” นั้นยังแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ทายาทอสูร เอ้ย ไม่ใช่ครับ ทายาทตามพินัยกรรม และ ทายาทโดยธรรม

ทายาทโดยพินัยกรรมนั้น เราเข้าใจกันดีว่าคือทายาทที่เจ้าของมรดกจงใจทิ้งสิ่งเล็กๆที่เรียกว่าทรัพย์ไว้ให้ตามที่พินัยกรรมระบุ ส่วนทายาทโดยธรรมนั้นจะหมายถึง 6 ลำดับขั้นต่อจากเจ้าของมรดกนั่นคือ ผู้สืบสันดาน-บิดามารดา-พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน-พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน-ปู่ยาตายาย-ลุงป้าน้าอา ซึ่งหลักการแบ่งมรดกของทายาทโดยธรรมนั้นจะเรียงตามลำดับของทายาทในแต่ละขั้นเลยล่ะครับ

โดยหลักการจัดเก็บภาษีมรดกนั้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก้ไขประมวลรัษฏากรตามมาครับ เนื่องจากการจัดเก็บภาษีนั้นมี 2 ส่วน คือ ภาษีจากการรับมรดก (จัดเก็บจากมรดกที่แต่ละบุคคลได้รับ) กับ ภาษีจากการรับให้ (การส่งมอบให้ก่อนที่จะเสียชีวิต) ซึ่งได้ออกเป็น พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฏากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ. 2558 เพื่อยกเลิกมาตรา 42(10) และเพิ่มเติมข้อกฎหมายต่างๆให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นครับ

และภาษีมรดกนั้นจะไม่ใช้บังคับใน 2 กรณีก็คือ กรณี มรดกที่เจ้ามรดกเสียชีวิตก่อนวันที่ พ.ร.บ. ภาษีการรับมรดกประกาศใช้บังคับ นั่นก็คือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 และ กรณีมรดกของคู่สมรสที่ได้รับจากเจ้าของมรดก ครับ

เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ผมได้สรุปใจความสำคัญเรื่องการเสียภาษีมรดกออกมาเป็น Infographic สั้นๆง่ายๆในสไตล์ Aommoney.com  เพื่อที่เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ จะได้เข้าใจกันมากขึ้นครับ โดยข้อมูลเพิ่มเติมนั้นสามารถอ่านได้ที่ สรุปพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฏากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ. 2558 คร้าบ

แต่สำหรับวันนี้ผมมีสรุปเพิ่มเติมในเรื่องของ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมรดก และ การคำนวณมูลค่าของภาษีมรดก มาฝากกันเพิ่มเติมด้วยครับ

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมรดก

สำหรับผู้มีหน้าที่เสียมรดกนั่นคือ ผู้รับมรดกนั่นเองครับ โดยต้องเป็นบุคคลดังต่อไปนี้

1. บุคคลที่มีสัญชาติไทย (บุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล)
2. บุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีถื่นที่อยู่ในประเทศไทย หรือ ได้รับทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย

ทรัพย์มรดกและมูลค่าที่ต้องนำมาเสียภาษีมรดก

สำหรับมูลค่ามรดกที่ต้องเสียภาษีนั้น จะใช้มูลค่าที่ได้รับจากเจ้าของมรดกแต่ละราย ซึ่งไม่ว่าจะได้รับมาในคราวเดียวกันหรือหลายคราวก็ตาม หากมีมูลค่ารวมกันเกินกว่า 100 ล้านบาท จะเสียภาษีจากส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท

โดยคำว่า “มูลค่า” นั้น คือ มูลค่าของทรัพย์สินที่ได้รับหักหนี้สินที่ตกทอดมาจากการรับมรดกนั้น และยังต้องมีการพิจารณาทบทวนมูลค่ามรดกทุก 5 ปีอีกด้วยครับ

ซึ่งการได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมรดกอย่างง่ายๆ ก็คือ ต้องแสดงเจตนาเพื่อบริจาคหรือใช้ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือ กิจการสาธารณะประโยชน์ ให้แก่หน่วยงานของรัฐหรือนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์นั้น หรือ บุคคลหรือองค์การต่างประเทศตามที่กฎหมายกำหนด

แต่สำหรับทรัพย์ 5 ประเภทที่ต้องเสียภาษีมรดก คือ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางการเงินอื่นๆตามที่กฎหมายกำหนดนั้น จะมีหลักการพิจารณามูลค่าดังนี้ครับ

กรณี “อสังหาริมทรัพย์” จะใช้ราคาประเมินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หักด้วยภาระอื่นๆที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

และกรณี “หลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” จะใช้ราคาในวันสิ้นสุดเวลาทำการ (ราคาปิด) ที่เกิดขึ้นในวันที่ได้รับมรดก

ส่วนกรณีอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในข่ายของ 2 กรณีนี้ จะกำหนดโดยใช้หลักเกณฑ์ของกฎกระทรวง โดยใช้หลักทั่วไปไม่ได้มีลักษณะเป็นการเฉพาะเจาะจงครับ ซึ่งปกติแล้วมักจะเป็นราคาตลาดนั่นเองครับ

และสำหรับอัตราภาษีมรดกนั้น ถ้าหากเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานก็จะเสียในอัตรา 5% จากส่วนที่เกิน 100 ล้าน แต่ถ้าหากไม่ใช่แล้วก็เสียในอัตรา 10% จากส่วนที่เกิน 100 ล้านเช่นเดียวกันครับ

วิธีการเสียภาษีมรดก

วิธีการเสียมรดกนั้น จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภายใน 150 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับมรดก โดยเสียภาษีพร้อมยื่นแบบแสดงรายการ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา โดยเจ้าหน้าที่จะส่งให้เจ้าพนักงานประเมินทำการตรวจสอบและประเมินภาษีภายใน 1 ปี หากมีการเสียเพิ่ม ต้องเสียภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับใบแจ้งครับ

นอกจากนั้นยังสามารถขอผ่อนได้ 2-5 ปี (เกิน 2 ปี อาจจะเสียเงินเพิ่ม) และสามารถอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินได้ภายใน 30 วัน (ฟ้องศาลได้ภายใน 180 วัน) รวมถึงยังสามารถขอคืนภาษีที่เสียเกินไปได้ภายใน 5 ปีอีกด้วยครับ

และถ้าหากเราหลีกเลี่ยงไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีภายใน 150 วันนับแต่วันที่รับมรดกจะมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท และสามารถถูกประเมินได้ภายใน 10 ปี รวมถึงยังต้องเสียเบี้ยปรับ 1 เท่าและเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนอีกด้วยครับ อย่างไรก็ตามถ้าหากยื่นแบบไว้ไม่ครบถ้วน เบี้ยประจำเสียเพียง 0.5 เท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียเพิ่มเท่านั้นครับ

เป็นไงบ้างครับ ผมหวังว่าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกท่านได้อ่านบทความนี้แล้วคงจะเข้าใจเรื่องของภาษีมรดกมากขึ้นไม่มากก็น้อยนะครับ 

สุดท้ายนี้คงต้องขอลาไปก่อน.. ถ้าใครมีปัญหาหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถแวะมาพูดคุยกันได้ที่เพจ @TAXBugnoms ตลอด 24 ชั่วโมงนะคร้าบ อิอิ ^^

วางแผนภาษีแบบ Step By Step สำหรับธุรกิจ “ขายของออนไลน์”

วันนี้บทความสำหรับ ภาษีธุรกิจ101 จะเป็นเรื่องของการขายของออนไลน์อีกแล้วครับ ซึ่งจริงๆแล้วบทความเรื่องนี้ @TAXBugnoms ได้เขียนไว้ในซีรีย์สั้นๆที่มีชื่อว่า ขายของออนไลน์ สบายใจเรื่องภาษี ถ้าใครสนใจก็สามารถย้อนหลังไปอ่านทั้งสามตอนได้ที่นี่ครับ

 

 

นอกจากนั้นถ้าใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถอ่านบทความที่มีชื่อว่า ไขทุกปัญหา!! ภาษีขายของออนไลน์ เพิ่มเติมได้อีกหนึ่งบทความคร้าบบ จะได้เข้าใจกันแบบแจ๋มแจ้งแดงแจ๋กันไปเลย

 

ภาษีสำหรับธุรกิจ ออนไลน์3-04

Mind Map ภาษีสำหรับคนที่มีธุรกิจขายของออนไลน์

 

เอาล่ะคร้าบ!! หลังจากที่ปูพื้นฐานความรู้และแนะนำบทความเก่าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คราวนี้เรามาดู เคล็ดลับวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจขายของออนไลน์กันบ้าง ครับว่าถ้าอยากจะทำธุรกิจออนไลน์ เราควรวางแผนอย่างไรบ้าง โดยผมขอแนะนำเป็นแต่ละขั้นตอนดังนี้ครับ

 

เริ่มต้นจาก เลือกรูปแบบธุรกิจให้เหมาะสม โดยปกติการทำธุรกิจนั้นจะมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ บุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ซึ่งผมขอให้ทางเลือกในการตัดสินใจ 5 ข้อดังนี้ครับ

  • คุณคิดว่าตัวเองเหมาะกับการทำธุรกิจจริงจัง มีฝันไกล เป้าหมายชัดเจน หรือไม่?
  • คุณคิดว่าธุรกิจของคุณต้องจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือไม่?
    (ถ้ายังไม่รู้ว่าภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร กลับไปอ่านบทความข้างบนอีกครั้งหนึ่งครับ)
  • คุณคิดว่าจะได้ กำไรจากธุรกิจ มากกว่า 2 ล้านบาทต่อปี หรือไม่?
  • คุณคิดว่าตัวเองมีความเข้าใจในเรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือไม่?
  • คุณยินดีจ่ายต้นทุนแฝงในการจัดการเพิ่มเติม เช่น ค่าบัญชี ค่าสอบบัญชี ค่าใช้จ่ายด้านเอกสารต่างๆ หรือไม่?

 

ถ้าคำตอบข้างต้น คือ ใช่ ตั้งแต่ 4 ข้อขึ้นไป คุณควรพิจารณาที่จะเลือกรูปแบบธุรกิจเป็น นิติบุคคล เช่น ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท เพื่อเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคล ครับ แต่ถ้าคำตอบส่วนใหญ่ออกมาในเชิง “ไม่” หรือ “ไม่แน่ใจ” คุณควรเลือกทำธุรกิจในรูปแบบ บุคคลธรรมดา และเสีย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แทนครับ

 

สาเหตุที่ผมแนะนำแบบนั้นก็เพราะว่า การเสียภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดานั้น ง่ายกว่าตรงที่ เราไม่ต้องจัดเก็บเอกสาร เพราะสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ในอัตรา 80% ทันที (สำหรับธุรกิจออนไลน์ที่ซื้อมาขายไปและไม่ได้ผลิตสินค้าเอง) แถมยังไม่ต้องมีต้นทุนแฝงอีกมากมาย เช่น ค่าใช้จ่ายด้านเอกสารและบัญชี สุดท้ายถ้าไม่ไหวจะเลิกเมื่อไรก็เลิกได้ไม่ต้องมีปัญหาในการปิดบริษัท เลิกกิจการให้รำคาญใจเล่นครับ

 

แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะแนะนำและย้ำให้แน่ใจอีกครั้ง คือ อย่าเลือกรูปแบบธุรกิจเพราะต้องการเพียงประหยัดภาษีอย่างเดียว แต่จงเหลียวมองต้นทุนอื่นๆที่อาจจะเกิดขึ้นบ้าง (อย่างที่ผมได้ถามไปจากคำถามข้างต้นนี่แหละครับ)

 

เมื่อเลือก รูปแบบธุรกิจไปแล้ว เรียบร้อยแล้ว อย่าลืม! จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ถ้าเรามั่นใจว่าธุรกิจของเรานั้นมีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีแน่นอน สิ่งแรกที่ควรทำคือ การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งทุกคนมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนไม่ว่าเราจะเลือกทำธุรกิจในรูปแบบ บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล ก็ตามครับ

 

หรืออีกทางหนึ่งก็คือเก็บข้อมูลรายได้ให้แน่นอน ถ้ารู้ว่าเมื่อไรรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทในปีนั้น ให้รีบจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทครับ (อ้างอิงตามมาตรา 85 /1 แห่งประมวลรัษฎากร)

 

เพราะถ้าหากธุรกิจของเรามีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ดันดื้อหรือไม่ยอมจด สิ่งที่จะต้องเจอ คือ เบี้ยปรับจำนวน 2 เท่า ของภาษีที่ต้องจ่าย และยังโดนเงินเพิ่มอีกในอัตรา 1.5% ต่อเดือน

 

โดยเคล็ดลับตรงนี้คือ ถ้าเรารู้ว่าตัวเองมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีแน่ๆ เราควรรีบจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทันทีตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำธุรกิจครับ เพราะจะได้สิทธิใช้เครดิตภาษีซื้อจากการซื้อสินค้าและบริการไปด้วยครับ

 

และลำดับสุดท้ายของการวางแผนภาษี คือ เข้าใจกฎหมาย คลายปัญหา สำหรับขั้นตอนนี้ จะเป็นการแนะนำเรื่องแนวคิดภาษีครับ เพราะคนทำธุรกิจใหม่ๆนั้น มักจะไม่ใส่ใจกฎหมายตั้งแต่แรก แต่กลับไปเลือกให้ความสำคัญความต้องการที่จะเสียภาษีน้อยๆเป็นหลัก (ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่)

 

อาจจะเพราะเราลืมคิดไปว่า การทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรกนั้นเป็นการเริ่มต้นธุรกิจที่ง่ายกว่า เพราะจากประสบการณ์ที่ผมเจอมานั้น มีหลายๆคนไม่ยอมเสียภาษี จนสุดท้ายโดยประเมินภาษีมากมายเกือบจะต้องปิดธุรกิจและล้มละลายไป ดังนั้นอยากให้หยุดคิดสักนิด ศึกษาให้เข้าใจ ผมเชื่อว่าคนคิดจะทำธุรกิจทุกคนนั้นเก่งอยู่แล้วครับ คงไม่มีอะไรที่จะยากเกินการศึกษาของตัวเองอย่างแน่นอนครับ


สุดท้ายนี้ ถ้าใครคิดว่าตัวเองมีปัญหาภาษีขายของออนไลน์อยากปรึกษา เชิญแวะมาพูดคุยได้ที่เพจ @TAXBugnoms ครับ และฝากติดตามบทความใหม่ๆทุกสัปดาห์จากเพจ @ภาษีธุรกิจ101 ด้วยนะคร้าบบ

 

ภาษีสำหรับธุรกิจ ออนไลน์3-01

[ซีรีย์] ภาษีง๊ายง่าย [1] : เงินได้ของเราต้องเสียภาษีไหม?

“ทำไมภาษีถึงเป็นเรื่องยาก?” มิตรสหายหลายท่านชอบถามคำถามนี้กับ @TAXBugnoms เป็นประจำว่าทำไมเรื่องราวที่มีคำสั้นๆว่า “ภาษี” นั้นถึงเป็นเรื่องที่เข้าใจยากแสนยาก คิดคำนวณหลายทียังไงก็ไม่เข้าใจ ว่าแต่จะคิดรายได้ ค่าลดหย่อนยังไงให้เข้าใจง่ายๆกันบ้างฟระ!!

จากคำถามวันนั้น เลยเป็นที่มาของ ซีรีย์ชุดนี้ ที่มีชื่อเอาฤกษ์เอาชัยว่า “ภาษีง๊ายง่าย” ว่าด้วยเรื่องความเข้าใจเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบ Step-by-Step สำหรับคนที่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องคำนวณภาษี ทำไมต้องมีนู้นนั้นนี้เต็มไปหมด ดังนั้นเราจะมาไล่กันไปทีละขั้นตอนกันเลย เพื่อความเข้าใจแบบชัดแจ้งแจ่มแจ๋วคร้าบบบ (หวังว่าจะเป็นแบบนั้นนะครับ แหะๆ)

ก่อนอื่นผมขอบอกว่า วิธีการคำนวณภาษีนั้นไม่มีอะไรยากเลยครับ เพราะมันคือ การเริ่มต้นจากสมการง่ายๆสามตัว เริ่มจากนำรายได้ (เงินได้) ที่เราได้รับ มาหักออกด้วยค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด และหักลบสุดท้ายด้วยรายการค่าลดหย่อน ก่อนจะไปคูณด้วยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่เป็นอัตราก้าวหน้าตั้งแต่ 5-35% ดังนี้

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
(เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

ดังนั้นในซีรีย์ “ภาษีง๊ายง่าย” ตอนที่ 1 นี้ เรามาเริ่มต้นกันที่ตัวแรกของสมการเลย คือ “เงินได้” นั่นเอง หลายคนอาจจะงงว่าเอ๊ะแล้วเงินได้นี่มาจากไหน แล้วอะไรถือเป็นเงินได้บ้าง เอาล่ะครับ มาเริ่มต้นคิดไล่ตามติดทีละ Step ของเงินได้ดังนี้ครับ

คำถามแรก  ในแต่ละปีเรามีรายได้ไหม

ถามตัวเองช้าๆชัดว่า เรามีรายได้อะไรบ้างในชีวิต จากการทำงาน จากการรับจ้าง จากการขโมย #เฮ้ยไม่ใช่แล้ว ถ้าปีนั้นเราไม่มีรายได้ สรุปง่ายๆคือ ไม่ต้องเสียภาษี ครับผม

คำถามที่สอง รายได้นั้นถือเป็น “เงินได้” ทางกฎหมายไหม

(กฎหมายภาษี มีอีกชื่อหนึ่งที่เรียกว่าประมวลรัษฏากรครับ) ซึ่งคำว่าเงินได้นั้น หมายความรวมถึง 5 สิ่งเหล่านี้ ได้แก่ เงิน – ทรัพย์สิน – ประโยชน์ส่วนเพิ่ม – ภาษีที่ออกให้ – เครดิตเงินปันผล ถ้ารายได้ที่เราได้รับนั้นไม่เข้าเงื่อนไขตรงนี้ก็ถือว่าโชคดีไม่ต้องเสียภาษีแน่นอนจ้า #ฝันไปเหอะ

คำถามที่สาม เงินได้จากข้อสองนั้น ได้รับยกเว้นภาษีไหม

เนื่องจากมีเงินได้บางประเภทได้รับยกเว้นภาษีด้วยครับ (ตรวจสอบได้ตามมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฏากรและกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ครับ) ยกตัวอย่างเช่น เงินที่คุณพ่อคุณแม่ให้ลูกนั้น ถือเป็น เงินได้ทางกฎหมาย แต่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42(10) กรณีที่เป็นการให้ตามหน้าที่อุปการะธรรมจรรยา ดังนั้นต่อให้ถือเป็น “เงินได้” ตามกฎหมาย แต่ถ้ากฎหมายถือว่ายกเว้นเงินได้ ก็แปลว่าไม่ต้องนำมาเสียภาษีครับ

คำถามที่สี่  เงินได้นั้นเกิดขึ้นจากที่ไหน ระหว่าง เงินได้ในประเทศไทย กับ เงินได้จากต่างประเทศ

ซึ่งตัวนี้เราจะต้องมาดูโดยละเอียดดังนี้ครับ

  1. ถ้าเป็นเงินได้จากประเทศไทย ต้องเสียภาษีในประเทศไทยจ้า #อ้าวไหนบอกละเอียด
  2. แต่ถ้าเป็นเงินได้จากต่างประเทศ ต้องเสียภาษีในประเทศไทยก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขสองข้อนี้ครับ
    1. นำเงินได้ที่เกิดขึ้นในปีนั้นเข้ามาประเทศไทยในปีเดียวกัน
    2. ในปีนั้นอยู่ในประเทศไทยเกิน 180 วัน

ดังนั้น ถ้าเป็นเงินได้จากต่างประเทศ และไม่เข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อนี้
ก็แปลว่าไม่ต้องเอามาคำนวณเพื่อเสียภาษีจ้า

ความแตกต่างระหว่าง เงินได้ในประเทศ และ ต่างประเทศ

ถ้าเป็นเงินได้ในประเทศไทย จะหมายความต่อไปนี้ครับ คือ เงินได้จาก หน้าที่ กิจการ กิจการของนายจ้าง หรือ ทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย เช่น นายเกรย์แมนทำงานให้กับบริษัทออมมันนี่ ถือเป็นเงินได้จากกิจการของนายจ้างในประเทศไทยครับ

แต่ถ้าเป็นเงินได้ในต่างประเทศ จะต้องดูว่าเป็นเงินได้จาก หน้าที่ กิจการ หรือ ทรัพย์สินที่ทำในต่างประเทศ หรือเปล่าครับ เช่น นายเกรย์แมนทำงานให้บริษัทกูเกิ้ลในสหรัฐอเมริกา แบบนี้ถือเป็นกิจการของนายจ้างในต่างประเทศครับ

เกร็ดความรู้  คำว่าเงินได้ในต่างประเทศนั้น ไม่จำเป็นต้องทำงานในต่างประเทศนะครับ ทำงานที่ไหนก็ได้ เช่นเดียวกันกับเงินได้ในประเทศไทยก็สามารถทำงานนอกประเทศได้เช่นเดียวกัน เช่น นายเกรย์แมนถูกบริษัทออมมันนี่ส่งไปทำงานที่ญี่ปุ่น แบบนี้ยังถือว่าเป็น กิจการของนายจ้างในประเทศไทย ต้องเสียภาษีในประเทศไทยนะครับ 🙂

สำหรับตอนแรกของซีรีย์นี้ จะเป็นเรื่องของ เงินได้ ซึ่งเป็นตัวแรกของสมการก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ ในตอนต่อไปเราจะมาดูในเรื่องของการคิดคิดค่าใช้จ่ายกันบ้างว่าจะมีวิธีและหลักการคิดอย่างไร สำหรับวันนี้ต้องลากันไปก่อน ฝากกด Like และ ติดตามตอนต่อไปได้ทีเพจ @TAXBugnoms ด้วยนะคร้าบบบ

อย่าพลาด! การปรับปรุงเงื่อนไข LTF และ RMF ในปี 2558

สวัสดีครับ วันนี้ @TAXBugnoms มีข่าวล่ามาเร็วเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการซื้อ LTF และ RMF มาแลกเปลี่ยนให้ฟังกันครับ เนื่องจากเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ทางกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้มาถึง 3 ฉบับติดๆ คือ ฉบับที่ 257, 258 และ 259 (คลิกที่เลขเพื่ออ่าบกฎหมายฉบับเต็มได้นะครับ)

โดยออกประกาศฉบับใหม่ที่ว่านี้เพื่อแก้ไขข้อความเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่เคยประกาศไว้ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ฉบับที่ 169, 170 และ 171 คร้าบบ

แต่เพื่อความสั้นง่ายและสบายๆสไตล์ #จบข่าว สำหรับชาวออมมันนี่และแฟนเพจพรี่หนอม ผมเลยได้สรุปใจความสำคัญเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสำหรับผู้ที่จะลงทุนในกองทุนรวม LTF และ RMF ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2558 นี้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นดังนี้คร้าบ

การเปลี่ยนแปลงสำหรับ LTF

สำหรับ LTF ได้เปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจากคำว่า “เงินได้” เป็นคำว่า “ผู้มีเงินได้สามารถซื้อหน่วยลงทุนได้สูงสุด 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี เป็นจำนวนเงินสูงสุดถึง 500,000 บาท”

การเปลี่ยนแปลงสำหรับ RMF

สำหรับ RMF ก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกันกับ LTF ครับ โดยเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจากคำว่า “เงินได้” เป็นคำว่า “ผู้มีเงินได้สามารถซื้อหน่วยลงทุนได้สูงสุด 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี เป็นจำนวนเงินสูงสุดถึง 500,000 บาท”  (รวมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข., และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน)

โดยข้อความที่เปลี่ยนแปลงจาก คำว่า “เงินได้” ให้เป็นคำว่า “เงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี” นั้นจะส่งผลกระทบให้ เงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีต่างๆ ไม่สามารถนำมารวมเป็นฐานเพื่อซื้อ LTF หรือ RMF ได้ แต่ถ้าหากเรามีเงินได้ตามปกติก็จะไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับชีวิตแม้แต่น้อยครับ ซึ้อได้ตามเดิมต่อไปโลด 

เพิ่มเติม เนื่องจากมีหลายคนสับสนความหมายของคำว่า เงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี  ผมเลยเขียนข้อความ Update ความหมายให้ชัดเจนขึ้น และโพสลงใน Facebook @TAXBugnoms ให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆอ่านกันครับ เลยขออนุญาตยกข้อความทั้งหมดมาให้อ่านอีกครั้งหนึ่งครับ

สรุปเรื่องการปรับปรุงกฏหมาย LTF กับ RMF อีกทีนะครับ!!เงินได้สุทธิ = เงินได้ที่ต้องเสียภาษี – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน…

Posted by TaxBugnoms on Wednesday, July 8, 2015

ยกตัวอย่างเช่น ตามกฎหมายเดิม ถ้านายเกรย์แมนมีกำไรจากการขาย LTF (ซึ่งถือว่าเป็นเงินได้ที่ยกเว้นภาษี) จำนวน 50,000 บาท เมื่อนำกำไรจำนวนนี้มากรอกลงในแบบแสดงรายการภาษีแล้ว นายเกรย์แมนจะสามารถนำเงินได้ที่ได้รับยกเว้นก้อนนี้มาใช้สิทธิซื้อ LTF เพื่อลดหย่อนภาษีเพิ่มได้อีก 15% คือ 7,500 บาท ตราบใดที่ไม่เกินเพดานสูงสุดของการลดหย่อน คือ 500,000 บาท แต่ผลของกฎหมายฉบับใหม่ที่ออกมานี้นายเกรย์แมนจะไม่สามารถใช้สิทธินี้ได้อีกต่อไปครับ (พูดแล้วเศร้า)

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง ถ้าเพื่อนๆมีเงินได้จากเงินเดือนปีละ 500,000 บาท และในปีนั้นมีกำไรจากการขาย LTF จำนวน 100,000 บาท กฎหมายใหม่นี้จะมีผลให้เราสามารถนำเงินได้จากเงินเดือนเพียงตัวเดียวมาเป็นฐานในการคำนวณซื้อ LTF ในอัตรา 15% ของ 500,000 บาท หรือ 75,000 บาทนั่นเองคร้าบบ

แต่ในทางเดียวกันก็ (อาจจะ) เป็นข้อดีในการซื้อ RMF นั่นคือเป็นการตอกย้ำว่า ถ้าปีใดเราไม่มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ในปีนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ RMF ได้เช่นเดียวกัน เพราะกำหนดให้ซื้อเป็นจำนวน 3% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี เมื่อไม่มีเงินได้ ก็ไม่ต้องซื้อสบายๆจ้า

ก่อนจากกัน มีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะย้ำให้ฟังอีกครั้ง นั่นคือ เรื่องของการซื้อ LTF หรือ RMF ครับ ที่มีหลายคนสอบถามมาบ่อยๆเลยว่า เราสามารถซื้อหลายกองทุนต่อปีได้หรือไม่ คำตอบคือได้ครับ แต่ห้ามซื้อเกินกว่า 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทครับ

และทั้งหมดนี้ก็เป็นการ Update ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อย ซึ่งโดยส่วนตัวผมมองว่าอาจจะเป็นแนวโน้มที่ดีในการต่ออายุ LTF ที่กำลังจะหมดอายุลงในปี 2559 นี้นะครับ เนื่องจากมีการแก้ไขและปรับปรุงกฎหมายให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็คงต้องติดตามกันต่อไปอีกสักพักว่าจะออกมาเป็นอย่างไร และถ้ารู้เมื่อไรจะรีบมารายงานให้ทราบอย่างแน่นอนคร้าบ

สำหรับคนที่อยากได้สั้นโคตรๆ ตามนี้ครับ
จากเดิมที่ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ทั้งหมด (รวมเงินได้ที่ยกเว้น)
เปลี่ยนเป็นซื้อได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี

timeline หนี้กรีซ

กรีซ อยู่เต็มหน้าหนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ต่างๆเต็มไปหมดในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ปัญหาเศรษฐกิจกรีซที่เรื้อรังมานาน แท้จริงเกิดจากสาเหตุอะไร ทำไมถึงแก้ไขไม่ได้ วันนี้ เราไปทำความรู้จักกรีซให้มากขึ้นใน 1 บทความกันครับ

CoverAndInfo_08_cs5-2(ปั๊กแก้)-01

 

           วิกฤตเศรษฐกิจยุโรป เป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นพร้อมๆกับวิกฤตการเงินในสหรัฐฯ ที่เรารู้จักกันในชื่อว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ที่วานิชธนกิจใหญ่อันดับ 1 ของโลกอย่าง Lehman Brothers ล้มพังต่อหน้าต่อตานักลงทุนทั้งหลาย และลุกลามจนเป็นวิกฤตของโลก

            แต่ไม่ใช่ว่า หากไม่เกิดวิกฤตที่สหรัฐฯแล้วกรีซจะไม่มีปัญหาด้วย เพราะเศรษฐกิจของกรีซเองในช่วงก่อนปี 2009 นั้น รัฐบาลก่อหนี้สาธารณะในสัดส่วนที่สูง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Debt to GDP Ratio) อยู่ที่ราวๆ 100% ในปี 2009

           

การที่รัฐบาลกรีซก่อหนี้จำนวนมากขนาดนี้ เป็นเพราะ

  1. กรีซ ไม่ใช่ประเทศอุตสาหกรรม รายได้หลักมาจากการท่องเที่ยว
  2. กรีซ แทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติที่ผลิตได้เอง หรือส่งออก จากข้อ 1. และ 2. กรีซจึงมีความเสี่ยงในแง่ของการหารายได้เข้าประเทศเป็นทุนเดิม
  3. รายจ่ายของกรีซหลักๆแล้ว เป็นสวัสดิการต่างๆที่ให้แก่ข้าราชการ ซึ่งคิดสัดส่วนเกิน 40% ของจำนวนประชากร รวมถึง สวัสดิการว่างงาน และสวัสดิการคนชรา ในกรีซนั้น ถือว่า ทำให้คนเหล่านั้นอยู่ได้อย่างสบายๆโดยไม่ต้องพึ่งพาตัวเอง ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ คือต้นทุนที่รัฐต้องแบกไว้เป็นจำนวนมากๆ ทุกๆปี
  4. การที่กรีซพยายามเข้าร่วมกลุ่มยูโรโซนในปี 2002 นั้น เป็นการทำลายโอกาสปรับตัวทางเศรษฐกิจและเปลี่ยนพฤติกรรมของรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง

ผมขอขยายความในข้อ 4 แบบนี้นะครับ ก่อนการเกิดขึ้นของสหภาพยุโรป กรีซต้องใช้เงินสกุลตัวเองที่ชื่อ ดรักม่า (Drachma) ซึ่งไม่เป็นที่นิยมในตลาดโลกอยู่แล้ว พอกรีซได้เข้าร่วมประชาคมยุโรป ก็ย้ายไปใช้ค่าเงินสกุลยูโร (Euro) ซึ่งมีเสถียรภาพสูงกว่า มีอำนาจการต่อรองในเวทีโลกสูงกว่า และที่สำคัญคือ กรีซ สามารถกู้โดยใช้สกุลยูโร ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่าเดิมเยอะมาก แผนของกรีซคือ พยายามแต่งหน้าทาปากให้สวย เพื่อที่จะได้เป็นหนึ่งในสมาชิกยูโรโซนในปี 2002 เมื่อเข้าร่วมได้ปั๊บ ก็ก่อหนี้มหาศาลเพื่อเอาไปจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่กรุงเอเธนส์ที่กรีซเป็นเจ้าภาพ เพื่อหวังจะดึงรายได้เข้าประเทศให้จงได้ แต่ผลก็คือ ขาดทุนมหาศาล หนี้บานขึ้นไปอีกระดับ

 

กรีซ พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองไหม ทำไมไม่เห็นปัญหาที่ก่อตัว?

จะบอกว่า นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายก็เตือนอยู่เรื่อยๆครับ แต่… ประชาธิปไตย กลับทำร้ายกรีซให้แย่กว่าเดิม เพราะโรงสร้างประชากรส่วนใหญ่ที่เป็นข้าราชการ และคนสูงอายุ การจะออกนโยบายตัดค่าใช้จ่ายเหล่านี้เพื่อลดภาระหนี้ มันไม่มีรัฐบาลไหนกล้าทำ เพราะเท่ากับกำลังจะทำลายฐานเสียงตัวเอง

 

หลังเหตุการณ์วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ครั้งนั้น ทำให้สุขภาพการเงินอันอ่อนแอของกรีซ กลับยิ่งทรุดลงไปอีก ในเดือน มีนาคม 2010 รัฐสภากรีซก็ถึงทางที่ต้องทำอะไรซักอย่าง ว่าแล้วก็ผ่านร่างรัฐบัญญัติคุ้มครองเศรษฐกิจ โดยการดำเนินมาตรการลดค่าจ้างภาคเอกชน และเพิ่มภาษี แน่นอนครับ เหตุการณ์นี้ ประชาชนก็ลุกฮือ เพราะไม่พอใจว่า อะไรกัน ทำไมฉันโดนแต่ข้าราชการไม่โดน

ในปีเดียวกัน เดือนพฤษภาคม ข่าวว่า คลังของกรีซแทบไม่เหลือเงินที่จะใช้จ่ายได้แล้ว รัฐบาลกรีซจึงยอมเซ็นข้อตกลงกู้ยืมระหว่างกรีซ กับกลุ่มทรอยกา (TROIKA) ซึ่งได้แก่ สหภาพยุโรป (EU), กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารกลางแห่งยุโรป (ECB) ซึ่งข้อตกลงดังกล่าว กรีซเลยได้เงินกู้ 45,000 ล้านยูโร ทันทีปี 2010 เลย และข้อตกลงครั้งนั้น ก็ระบุว่า TROIKA จะทยอยให้เงินช่วยเหลือ รวมเป็นมูลค่าทั้งหมด 110,000 ล้านยูโร

ผ่านไป 1 ปี เข้าสู่ เดือน ก.ค. 2011 ปรากฏว่า ฐานะการเงิน และการคลังของกรีซไม่ดีขึ้นเลย (แหม่.. ก็ TROIKA เล่นคิดดอกเบี้ยตั้ง 5%) กรีซได้เงินจากการตัดค่าใช้จ่ายไปเท่าไหร่ จ่ายคืนได้แค่ดอกเบี้ยเล็กน้อยเท่านั้น กรีซจึงจำเป็นต้องมีมาตรการรัดเข็มขัดและพยายามแปรรูปรัฐวิสาหกิจลดจำนวนข้าราชการ รวมถึงเพิ่มภาษีขึ้นไปอีก แน่นอนครับ ประชาชนลุกฮือกันอีกรอบ แต่กรีซก็ผ่านช่วงเลวร้ายนั้นมาได้อีก

เข้าสู่ปี 2012 ในเดือน ก.พ. สถานการณ์ในกรีซยังไม่ดีขึ้น แต่ด้วยความที่กรีซเป็นหนึ่งในสมาชิกยูโรโซน จะให้กลุ่มยูโรทิ้งกรีซง่ายๆมันก็ใช่เรื่อง ดังนั้นสหภาพยุโรปเลยตัดสินใจอนุมัติวงเงินกู้ครั้งที่สองให้ 130,000 ล้านยูโร โดยเงินกู้เกือบครึ่งนั้นเป็นการให้กู้สถาบันการเงินกรีซ ซึ่งแต่เดิม มีเจ้าหนี้เป็นสถาบันการเงินอื่นๆทั้งในยุโรปและนอกยุโรป สาเหตุก็เป็นเพราะ อยากดึงให้ธนาคารในกรีซมาร่วมกันรัดเข็มขัดเพิ่ม (ให้รับผิดชอบด้วย ว่างั้น) อีกเหตุผลคือ สร้างความเชื่อมั่นให้เหล่าเจ้าหนี้เดิมว่า ยูโร พร้อมรับผิดชอบ ด้วยการโยกหนี้เหล่านั้นมาเป็นของยูโรกรุ๊ปเอง แต่เงินกู้รอบสองนี้ กรีซต้องแลกมาด้วยมาตรการรัดเข็มขัด ตัดค่าใช้จ่ายอีกมากมายทีเดียวครับ

เดือน ก.ค. 2013 กลุ่มเจ้าหนี้ลงมติเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจกรีซฟื้นช้าเกินไป และรายจ่ายยังเยอะเกินไป ต้องรัดเข็มขัดเพิ่มขึ้นไปอีก!! ผลคือ กรีซต้องรับเงื่อนไขเจ้าหนี้ และปลดพนักงานข้าราชการทั่วประเทศ จนทำให้อัตราการว่างงานพุ่งขึ้นไปที่ 30% การทำทั้งหมดนี้ โหดร้ายกับประชาชนกรีซมากกว่าเดิม แต่แลกกับเงินกู้จากกลุ่ม TROIKA เพียงแค่ 6,800 ล้านยูโร ซึ่งคิดเป็นไม่ถึง 3% ของเงินช่วยเหลือที่กรีซได้รับตั้งแต่ปี 2010 สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า เจ้าหนี้ไม่อยากให้เงินกรีซเพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้แล้ว และเริ่มไม่มั่นใจว่ากรีซจะจ่ายคืนได้ จึงให้เงินกู้น้อยลง และเสนอเงื่อนไขที่โหดมากขึ้น

ปี 2014 กรีซต้องจัดทำงบประมาณและกำหนดยุทธศาสตร์ทางการคลังระยะกลางระหว่างปี 2014-2017 และกฎการเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์ใหม่ที่เข้มงวดขึ้น และปลายปี 2014 นี่เอง ท&#xE35

10 ข้อผิดพลาดเรื่องการลงทุนที่คุณไม่ควรทำ

 7-02

 

 

วันนี้ก็มีคนถามพี่ปึ้กเรื่องวิธีการลงทุนอีกแล้วครับ บางทีก็ถามจนพี่แอบคิดในใจว่า เด็ก ๆ พวกนี้มันไม่คิดจะหาความรู้ด้วยตัวเองเลยหรือไง ใช่สินะ โลกทุกวันนี้มันต้องการความรวดเร็ว ทันใจ ฉับไวไปเสียหมด อะไรสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็อยากจะได้ แต่สุดท้ายกลายเป็นพลาดระยะยาวทุกที เฮ้อออ

พูดถึงเรื่องนี้ทีไรพี่ปึ้กต้องนึกถึง 10 ข้อผิดพลาดในการลงทุนที่พี่ปึ้กเคยจดไว้ในไดอารี่การลงทุนของตัวเองในสมัยหนุ่ม ๆ วันนี้เลยคิดว่าเอามาแชร์ให้ฟังกันดีกว่า เผื่อพวกน้อง ๆ ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวจะเข้าใจและคิดได้ แก่แล้วจะได้สบายเหมือนพี่ปึ้กไงจ๊ะ

 

7-01

 

1. ไม่หาความรู้ : บางคนรู้ว่าการลงทุนเป็นเรื่องดี แต่ไม่ชอบหาความรู้ เอาแต่ลงทุนตามกระแสหรือตามเพื่อน หารู้ไม่ว่าการไม่มีความรู้แล้วไปลงทุนมันอันตรายสุด ๆ  เหมือนเธอกำลังยืมจมูกคนอื่นหายใจ บางทีตอนซื้อเขาชวนซื้อ แต่ตอนขายเขารีบขาย ไม่ทันได้บอกเรา เราก็ติดดอยอยู่คนเดียว ทางที่ดีพี่ว่าลองค้นคว้า วิเคราะห์ข้อมูลดูเองบ้าง ให้ตัวเองเข้าใจเรื่องการลงทุนอย่างแท้จริง ก็อย่างว่าแหละนะ เงินก็เงินเรา จะเอาไปลงทุนอะไรก็ต้องรู้จักด้วย ถ้าลงทุนในสิ่งที่ไม่รู้จัก เกิดผิดพลาดขาดทุนขึ้นมาจะโทษใครไม่ได้นะจ๊ะ

2. ไม่ประเมินความเสี่ยง :  ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง จะลงทุนอะไร น้องต้องรู้จักตัวเองก่อนว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหน จะมาทำตัวเหมือนในเพลงเล่นของสูงไม่ได้นะ #รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง เพราะแต่ละคนนั้นรับความเสี่ยงได้แตกต่างกัน ถ้ารับไม่ได้ แต่ดันไปลงทุนในความเสี่ยงสูง ระวังจะต้องเสี่ยงไม่มีเงินใช้ด้วยนะครับ ถ้าใครอยากรู้ว่าตัวเรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน ไปลองทำแบบประเมินบนเว็บไซต์ได้ที่  http://market.sec.or.th/public/event/InvestorSurvey.aspx หลังจากทำเสร็จแล้วเค้ามีตัวอย่างการจัดพอร์ตการลงทุนตามระดับความเสี่ยงให้ดูด้วยนะเออ   

3. ไม่จัดพอร์ต : เพราะเงินลงทุนแต่ละก้อนเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน อย่าเอาไปเสี่ยงเหมือนกันทุกก้อน การจัดพอร์ตจะทำให้เธอเหมือนมีตระกร้าใส่เงินลงทุนหลายใบ ใบไหนขาดทุนไป เธอก็ยังมีใบอื่นสำรองไว้  การจัดพอร์ตเป็นถือเป็นสกิลพื้นฐานของนักลงทุนเลยนะเธอ อย่าให้ใครรู้ว่าเธอทำไม่เป็นจะอายเค้าแย่เลยนะครับ

4. ไม่ติดตามการลงทุน : เอาเงินไปลงทุน แล้วก็ไม่สนใจติดตาม ว่าได้กำไรหรือขาดทุน ปัจจัยแวดล้อม สภาวะเศรษฐกิจชาติ เศรษฐกิจโลกที่จะกระทบต่อมูลค่าเงินลงทุนเราเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ไม่เคยรู้ มาเห็นอีกทีก็ขาดทุนจนเจ็บหนัก ขอร้องเลยล่ะว่า ช่วยติดตามไว้บ้างนะ จะได้ปรับแผนการลงทุนได้ทันเวลา

5. ไม่มีวินัย : การลงทุนมีโอกาสที่จะได้กำไรและขาดทุน ถ้าเราไม่เคร่งครัดกับวินัยว่าเมื่อไหร่ควรซื้อ เมื่อไหร่ควรขาย น้อง ๆ คงประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ยาก เมื่อลงทุนไปแล้วพี่ปึ้กขอแนะนำให้น้อง ๆ นึกตัวเลขกำไรที่อยากได้ไว้ในใจ พอได้เท่าที่เราต้องการก็ขาย หรือถ้าขาดทุน จะขาดทุนได้แค่ไหน และตัดใจ cut loss ให้ได้เพื่อบาลานซ์การลงทุนของเราอย่าให้เสี่ยงเกิ๊นนน

6. ไม่มีเงินแล้วไปกู้มาลงทุน :  บางคนเห็นคนอื่นลงทุนแล้วมีกำไร อยากได้กำไรบ้างแต่ไม่มีเงิน เลยไปกู้เงินมาลงทุน เสียดอกเบี้ยก็ยอมเพราะมั่นใจว่าเงินที่ได้คืนหักดอกเบี้ยเงินกู้แล้วยังไงก็ต้องเหลือเป็นกำไร แต่หารู้ไม่ว่าการลงทุนมีความเสี่ยงที่มูลค่าเงินลงทุนจะหดหายไป ดังนั้นไม่ได้มีแต่ได้กำไรอย่างเดียวนะจ๊ะ ขาดทุนไปจะเจ็บหนัก ทีนี้ก็เสียทั้งเงินที่กู้มา เสียทั้งดอกเบี้ยเงินกู้ ถ้าถึงวันนั้นจริง ๆ แล้วจะรู้ว่าความเศร้ามันเป็นยังไง

7. ลงทุนเกินกำลังของตัวเอง : การลงทุนบางประเภท เช่น  Futures ต่าง ๆ ที่เค้าโฆษณาว่าใช้เงินลงทุนน้อย ทำกำไรเร็ว หลายคนพอลงทุนได้กำไรบ่อย ๆ เข้าก็ขาดสติ ได้เยอะก็ยิ่งลงเยอะ คิดแต่ทางได้ไม่เผื่อใจทางขาดทุน ไม่ประเมินว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้แค่ไหน พอขาดทุนก็เจ็บตัวหนัก ต้องระวังไว้เลยว่าการลงทุนพวกนี้ทำ #กำไรหนักมาก แต่ก็ #ขาดทุนหนักมาก ได้เหมือนกัน

8. ไม่ดูค่าธรรมเนียม : การลงทุนมีค่าธรรมเนียมที่เราต้องจ่าย เช่น ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุน โดยเค้าจะคิดเป็น % จากเงินลงทุนของเรามากน้อยต่างกันไปตามประเภทการลงทุน ค่าธรรมเนียมยิ่งแพงจะทำให้กำไรที่เราควรได้ลดน้อยลง ดังนั้น จะลงทุนอะไรก็ขอให้มองหาตัวเลขค่าธรรมเนียมดูก่อน อย่าให้เพื่อนล้อว่าลงทุนทำไมกำไรก็ไม่ได้ เพราะค่าธรรมเนียมกินหมด

9. เชื่อคนอื่นมากกว่าตัวเอง  : พี่ปึ้กเห็นมาเยอะ บางทีลูกค้าก็ปล่อยให้มาร์เก็ตติ้งซื้อขายแทนเพราะไว้ใจว่ารู้ข้อมูลดี น่าจะทำกำไรให้ได้ ปรากฏว่า โดนสั่งซื้อขายหุ้นบางตัวบ่อย ๆ เพราะอยากได้ค่าธรรมเนียมมาก ๆ หรือใช้บัญชีเราซื้อขายหุ้นให้ตัวเอง หรือลูกค้าคนอื่นซะอย่างงั้น พอเกิดความเสียหายก็ต้องมาร้องเรียน ฟ้องร้องกัน ช้ำใจไปทั้งคู่ ทางที่ดี คิดเอง วิเคราะห์เองบ้าง และตัดสินใจซื้อขายเองทุกครั้งเถอะจ้ะ

10. ไม่ลงทุน : พูดมาจนเหนื่อย แต่เชื่อไหมว่ามีคนมากมายบนโลกนี้เข้าใจว่าการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์คือหนทางสู่ความร่ำรวย ไม่กล้าลงทุน กลัวขาดทุน กลัวความเสี่ยง กลัว … กลัว… กลัว … พี่ปึ้กบอกเลยว่าถ้าเธอจะเลือกเส้นทางนี้ ชีวิตลำบากแน่นอนจ้าเพราะดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้มันน้อยกว่าเงินเฟ้อ เงินที่เก็บไว้ก็ไม่พอใช้ในอนาคต #บัญชีเงินฝากออมทรัพย์เค้ามีไว้เก็บเงินใช้จ่ายประจำวันแค่นั้นนะ รู้ยัง ที่จริงแล้วการลงทุนต่างหากที่จะทำให้เงินเก็บของเราเติบโตออกลูกออกหลานได้ทันหรือมากกว่าเงินเฟ้อ ยิ่งบวกบร๊ะลานุภาพของดอกเบี้ยทบต้น อะไรนะ!?! ไม่รู้จักดอกเบี้ยทบต้น!?! มันก็คือการได้ผลตอบแทนบนผลตอบแทนไง เริ่มลงทุนเร็ว มีวินัยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เก็บไปนาน ๆ ทบต้นไปมา เงินเราก็ยิ่งโตได้มาก เรียกว่า แก่ไปไม่จน ใครที่คิดจะลงทุนแต่ยังทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มยังไง ก็ขอให้ไปเริ่มอ่&#x

10/10 รู้ทันกลลวงการประกันชีวิตและวิธีเอาผิดมิจฉาชีพ! [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต…]

ทุกวงการก็จะมีเหล่ามิจฉาชีพแอบแฝงเพื่อตีเนียนหาผลประโยชน์ตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่เราจะทำได้คือการรู้ทันเล่ห์กลการทำผิดว่ามีกระบวนการอย่างไรบ้าง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อระมัดระวังและคิดก่อนตัดสินใจของตนเองมากขึ้นและช่วยเตือนคนอื่นไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สำหรับท้ายบทความจะมีช่องทางการตรวจสอบรหัสตัวแทนและวิธีแจ้งเรื่องร้องเรียนที่รวดเร็วผ่านระบบออนไลน์

 

มิจฉาชีพในคราบนักบุญมีอยู่ทุกวงการ แม้จริงๆ แล้วไม่มีใครอยากทำผิด แต่ความโลภทำให้เหล่ามิจฉาชีพเลือกใช้วิธีไม่ถูกต้องในการหารายได้ เราควรเรียนรู้กลลวงต่างๆ เพื่อไว้ปกป้องตนเองและช่วยเหลือคนอื่นที่กำลังจะตกเป็นเหยื่อ รวมถึงแนะนำวิธีการตรวจสอบและแจ้งเรื่องร้องเรียนไว้ด้วย 

 

รวมกลลวงจากเหล่ามิจฉาชีพ

 

 10/10 รู้ทันกลลวงการประกันชีวิตและวิธีเอาผิดมิจฉาชีพ! [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต...]

1.ถูกหลอกจากมิจฉาชีพในงานศพ

มิจฉาชีพจะตระเวนไปตามวัดต่างๆ ที่กำลังจัดงานศพ แล้วสอบถามจากชาวบ้านหรือพระในวัดเกี่ยวกับประวัติของผู้ตายเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบเรื่องราวที่ตนเองแต่งขึ้นเพื่อหลอกเงินญาติผู้ตายต่อไป ซึ่งวัดบางแห่งมีญาติโยมถูกหลอกเป็นจำนวนมากจนทางวัดต้องขึ้นป้ายประกาศเตือนเพื่อให้ระมัดระวังคนแปลกหน้า

 

ตัวอย่างของการกระทำผิด

มิจฉาชีพจะมาที่งานศพแล้วแจ้งว่าผู้ตายได้ทำประกันชีวิตไว้กับบริษัทฯ ของตน แต่ผู้ตายได้ขาดขาดส่งเบี้ยประกันมาระยะหนึ่ง หากนำเงินมาจ่ายก็จะได้รับเงินประกันตามทุนประกันที่ทำไว้ หรือจ่ายเงินเพื่อเป็นดำเนินการให้ได้รับเงินประกันที่เร็วขึ้น โดยใช้คำพูดหว่านล้อมที่น่าเชื่อถือจนเหยื่อตกหลุมพราง เมื่อผู้เสียหายนำเงินไปจ่ายแล้วมิจฉาชีพก็จะหายตัวเข้ากลีบเมฆไปพร้อมกับเงินไม่กลับมาอีกเลย

 

ทางแก้ไข

⇒ เราควรตั้งสติ แล้วขอรหัสตัวแทนมาตรวจสอบความถูกต้องกับเว็บไซต์ของ คปภ. ทางนี้เลยค่ะ http://eservice.oic.or.th/eService/Search/Broker/PersonAllow.aspx เพื่อตรวจสอบว่าเป็นตัวแทนจริงหรือหลอก ถ้าหลอกลวงก็แจ้งตำรวจเพื่อบันทึกประวัติไว้จะได้ไม่ทำกับคนอื่นอีก

⇒ ถ้าเป็นตัวแทนจริง ก็ดูเพิ่มเติมว่ารหัสตัวแทนนี้หมดอายุแล้วหรือยัง ถ้าหมดอายุไปแล้วจะไม่สามารถขายประกันได้

⇒ ขั้นตอนรับเงินประกันจะไม่มีการจ่ายเงินค่าดำเนินการเพื่อให้เรื่องเร็วขึ้น ถ้าผู้ตายได้ทำประกันไว้จริงๆ แล้วไม่มีตัวแทนติดต่อกลับไป ญาติผู้ตายสามารถไปติดต่อทำเรื่องรับเงินประกันได้ด้วยตัวเองที่บริษัทประกัน

 

 

2.ถูกหลอกจากตัวแทนประกันชีวิต

มิจฉาชีพในคราบตัวแทนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งอาศัยความไว้ใจเพื่อกระทำความผิด รวมถึงมีโปรโมชั่นแปลกๆ ออกมาเพื่อดึงดูดให้ทำประกันชีวิตด้วย

 

ตัวอย่างของการกระทำผิด

⇒ ตัวแทนเก็บเบี้ยประกันจากลูกค้ามาแล้วไม่ส่งเข้าบริษัท แต่กลับนำเงินนั้นมาใช้จ่ายส่วนตัว ถ้าเป็นตามหลักการทั่วไปแล้วหลังจากที่เราส่งเบี้ยประกันงวดแรกจะได้รับใบเสร็จรับเงิน หลังจากนั้นไม่เกิน 1 เดือนเราจะได้รับเล่มกรมธรรม์ประกันชีวิตตัวจริง

⇒ สร้างโปรโมชั่นขึ้นเอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทประกัน เช่น ลดเบี้ยประกัน, แถมทอง 1 บาทต่อเบี้ย 100,000 บาท ฯลฯ

 

ทางแก้ไข

ผู้เสียหายสามารถนัดไกล่เกลี่ยกันเองก่อน เพื่อดูท่าทีของตัวแทนผู้ที่ทำผิดว่าทำไปโดยเจตนาหรือทำไปโดยไม่รู้ ถ้าคุยกันรู้เรื่อง ตกลงกันได้เรื่องก็ยุติเรื่องได้ แต่ถ้าร้ายแรงมากจนไกล่เกลี่ยไม่ได้ผล ผู้เสียหายสามารถแจ้งหมายเลขตัวแทนและหลักฐานการกระทำความผิดไปที่ คปภ.ได้โดยตรง เมื่อมีการสอบสวนแล้วถ้าผิดจริงก็จะถูกยึดใบอนุญาตตัวแทนต่อไป

 

 

รู้จักผู้ดูแลระบบประกันภัยของประเทศไทย

 

หน่วยงานที่ดูแลระบบประกันภัย คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือที่เราเรียกสั้นๆว่า “คปภ.” ซึ่งเราสามารถตรวจสอบตัวตนของตัวแทนและนายหน้าของบริษัทประกันชีวิตว่าได้รับอนุญาตหรือเป็นกลุ่มมิจฉาชีพ เพื่อที่เราจะได้ระมัดระวังมากขึ้น รวมถึงช่องทางการแจ้งข้อร้องเรียนต่างๆ

 

คปภ. มีความสำคัญอย่างไร

  1. เสริมสร้างความเชื่อมั่นและการเข้าถึงระบบประกันภัย
  2. เสริมสร้างเสถียรภาพระบบประกันภัย
  3. พัฒนากฎหมายและระบบการคุ้มครองสิทธิประโยชน์แบบครบวงจร
  4. ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านประกันภัย

 

ตรวจสอบตัวแทนหรือนายหน้าที่ได้รับใบอนุญาต

10/10 รู้ทันกลลวงการประกันชีวิตและวิธีเอาผิดมิจฉาชีพ! [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต...]

ที่มา : http://eservice.oic.or.th/eService/Search/Broker/PersonAllow.aspx

 

 

วิธีแจ้งเรื่องร้องเรียน

 

  1. สายด่วนประกันภัย 1186
  2. ทาง E-Mail : [email protected]
  3. ที่สำนักงาน คปภ. ลิงค์สำนักงาน คปภ.ของแต่ละจังหวัด http://www.oic.or.th/th/oicsub/index.php
  4. หน้าเว็บไซต์ http://www.oic.or.th/th/OIC/OiC_request.php

 

 

ตัวอย่างหน้าเว็บไซต์แจ้งข้อร้องเรียน

10/10 รู้ทันกลลวงการประกันชีวิตและวิธีเอาผิดมิจฉาชีพ! [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต...]

ที่มา : http://www.oic.or.th/th/OIC/OiC_request.php

 

 

ถ้าผู้อ่านเป็นคนที่กำลังจะตัดสินใจซื้อประกัน อ่านบทความนี้ก็จะทำให้รู้ข้อมูลของเหล่ามิจฉาชีพว่ามีกลวิธีอย่างไรบ้าง  มิชฉาชีพเองก็จะมีกลโกงที่แยบยลมากขึ้นไปเรื่อยๆ ผู้ซื้อประกันเองก็ควรจะศึกษาข้อมูลการทำประกันเพื่อให้รู้เท่าทันสารพัดกลโกงที่อาจพบเจอได้

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการกระทำผิดสามารถสอบถามได้ที่หน่วยงานของ คปภ.และสำหรับตัวแทน นายหน้าขายประกันหรือมิฉาชีพที่อ่านบทความนี้จะได้ระวังใจของตัวเองมากขึ้น ไม่กระทำความผิดเพราะเทคโนโลยีทำให้คนรู้ข้อมูลความผิดได้รวดเร็วมาก รวมถึงค้นหาข้อมูลความจริงได้เร็วขึ้นเช่นกัน

 

 

“การทำสิ่งที่ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก มันเป็นสิ่งที่สมควรท&#xE

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save