5 ปัจจัยตั้งราคาขาย “คอนโด” ให้ขายได้จริง!! สำหรับนักลงทุน

เคยได้ยินไหมครับว่า การลงทุนคอนโดต้องกำไรตั้งแต่ตอนที่ซื้อ เพราะก่อนตัดสินใจซื้อควรทำการบ้านหนักเพื่อเลือกลงทุนในโครงการที่ดีในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาด ต้องวิเคราะห์ต่อไปอีกว่ามูลค่าคอนโดจะสูงขึ้นในอนาคตด้วย พอถึงตอนอยากขายก็จะได้ตั้งราคาอย่างสบายใจไม่ติดปัญหาตั้งราคานี้ขายแล้วขาดทุน ซึ่งราคาในสายตาที่ผู้ซื้อมองจะมี 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก สนใจราคารวมที่ต้องจ่าย

อย่างเช่น มีงบซื้อคอนโด 3 ล้านบาทในทำเลที่หมายตา หากราคาเกินจากนี้ไม่สนใจ

กลุ่มสอง สนใจราคาต่อตารางเมตรที่ต้องจ่าย

อย่างเช่น ราคาต่อตารางเมตรไม่เกิน 100,000 บาทในทำเลที่หมายตา หากราคาต่อตารางเมตรเกินจากนี้ไม่เอา

จากตัวอย่างการหาคอนโดให้โดนใจคนซื้อทั้ง 2 กลุ่ม เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายได้กำไร ต้องหาคอนโดที่ต้นทุนต่ำกว่า 3 ล้านบาทและมีราคาต่อตารางเมตรถูกกว่า 100,000 บาท อย่างมีนัยสำคัญ


การตั้งราคาคอนโดให้โดนใจคนซื้อมีอยู่ 5 ปัจจัย ดังนี้

1. ราคาตลาด

ควรตั้งราคาขายไม่เกินราคาตลาด เพราะคนซื้อก็มีการเปรียบเทียบราคา ย่อมสนใจคอนโดที่ขายถูกกว่าในโครงการระดับเดียวกัน

2. ภาวะเศรษฐกิจ

ตอนเศรษฐกิจดีคนหาเงินง่ายตั้งราคาคอนโดแพงขึ้นก็ได้ ตอนเศรษฐกิจไม่ดีคนหาเงินยากตั้งราคาคอนโดถูกลงจะดีกว่า

3. สภาวการณ์แข่งขัน

สัมผัสได้ว่าเป็นภาวะแย่งกันขายหรือภาวะแย่งกันซื้อ หากแย่งกันซื้อตั้งราคาคอนโดแพงขึ้นก็ได้ และหากแย่งกันขายตั้งราคาคอนโดถูกลงจะดีกว่า

4. ระยะเวลาขาย

คอนโดเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการขาย ไม่ได้ขายง่ายเหมือนหุ้น หากต้องการขายไวก็ต้องตั้งราคาถูกมาก หากไม่รีบขายก็ลดราคาเล็กน้อยหรือขายเท่าราคาตลาดครับ

5. กำไรที่ผู้ขายได้รับ

ผู้ซื้อบางคนถามผู้ขายตรงๆเลยว่าบวกกำไรเท่าไหร่ ผู้ซื้อบางคนจะซื้อเฉพาะที่ประกาศขายเท่าทุนหรือขายขาดทุนเท่านั้น ซึ่งการตั้งราคาให้โดนใจคนซื้อลักษณะนี้จะไม่ค่อยได้กำไรหรือถึงขั้นขาดทุนเลยทีเดียว

สรุปว่าการตั้งราคาขายคอนโดควรดูปัจจัยหลายอย่างประกอบกันทั้งปัจจัยภายในตัวผู้ขายและปัจจัยภายนอก ได้แก่ ราคาตลาดคอนโด สภาวการณ์แข่งขัน และภาวะเศรษฐกิจ เป็นต้น

แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ลืมไม่ได้ คือ ต้นทุนที่เราซื้อมา

ต้องแน่ใจว่า ซื้อมาคุ้มค่าได้กำไรตั้งแต่ตอนที่ซื้อ

4 วิธีออมเงินง่ายๆจากเพจอภินิหารเงินออม

วันหนึ่งในขณะที่เรากำลังจะขึ้นรถไฟฟ้า BTS สองเท้าเราก้าวเดินอย่างเนิบๆ ไปอย่างช้าๆ ซึ่งแตกต่างกับความคิดที่วิ่งสวนกันไปมาเร็วยังกับแข่งโอลิมปิก เพราะคิดตลอดเวลาว่าจะหาอะไรมาเขียนสร้างแรงบันดาลใจให้แฟนเพจดี ระหว่างที่เราต้องอยู่ในภาวะจำยอมที่ต้องทำตัวรีบแบนอยู่ในดงรักแร้ของแขกบ้านแขกเมือง ก็ต้องปล่อยความคิดนั้นไว้ก่อน กลั้นหายใจแล้วยืนภาวนาให้รถไฟฟ้าไปถึงปลายทางเร็วๆ อ้าว…ฮึบบบบบ!! (ชีวิตคนเมืองมันเป็นอย่างนี้สินะ)

 

เมื่อรอดชีวิตมาได้ก็เดินคิดต่อไปว่า ทำไมเราไม่นำ “วิธีการออมเงิน” หลายๆ แบบ มาผสมกันล่ะ เท่านั้นแหละไอเดียก็บรรเจิด!! เออเนอะ…ถ้าเราเอาเรื่องมาผสมกันมันจะเป็นยังไง เราเลยเริ่มต้นจากเรื่องที่ง่ายที่สุดก่อน คือเรื่องของ คุณอภิรักษ์ แซ่ฮ้อ นั่นคือ “ออมเงินง่ายๆ แค่วันละ 20 บาท” มาผสมกับเรื่องการชวนเพื่อนออมเงินจากค่าอาหารกลางวันที่ท้ายสุดแล้วสามารถออมได้หลายหมื่นบาทมาผสมกันดู

 

เมื่อได้เรื่องมาแล้วก็คิดว่าจะทำยังไงให้มีการตั้งกลุ่มออมเงิน แล้วคิดไปอีกว่าถ้าคนอ่านอยากออมแล้วไม่มีคนออมเป็นเพื่อนล่ะจะเป็นยังไง เพราะอยู่คนเดียวมันไม่มีแรงกระตุ้น จนมาคิดได้ว่า “ทำไมเราไม่ออมเงินเป็นเพื่อนแฟนเพจล่ะ” อั๊ยยะ!! น่าสนใจไอเดียดี น่าลองทำดูเหมือนกันนะเนี่ย… 

 

จากโพสต์วันนั้นจนถึงวันนี้ เราก็มีคนมาแชร์ไอเดียออมเงินของตัวเองมากมาย มีหลายข้อความที่น่าสนใจ แต่เราไม่สามารถนำมาใส่ในบทความนี้ทั้งหมดได้ เราจึงขอคัดตัวอย่างมาเป็นน้ำจิ้มแชร์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมกับ “วิธีออมเงิน” ที่เราได้แนบลิงค์ทั้งหมดไว้ท้ายบทความ ชอบวิธีการไหน ก็นำไปปรับใช้ได้ตามสะดวกเลยนะจ๊ะ

 

4 วิธีออมเงินแบบง่ายๆ จากเพจอภินิหารเงินออม

 

วิธีที่ 1 : เพจอภินิหารเงินออมจะออมเงินเป็นเพื่อนคุณ

 

เราสร้างให้เพจนี้เป็นที่แชร์ไอเดียการออมเงินง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ ในวันที่เราคิดว่าจะออมเงินเป็นเพื่อนแฟนเพจ เมื่อกลับมาบ้านก็หากระปุกออมสินมา 1 กระปุก แล้วใส่เงินวันละ 20 บาท ทำพิธีกรรมด้วยการถ่ายรูป แช๊ะๆ ปรับสีให้สวยงามนิดหน่อย ใส่ข้อความเล็กน้อย แล้วสุดท้ายโพสต์ในเพจ

 

ใครบอกว่าออมเงินมันย๊าก ยาก… เราก็จะทำให้ดูว่า 20 บาทก็มีเงินออมได้จริง สักพักก็มีข้อความอินบ็อกจากน้องที่กำลังเรียนมัธยมฯ ว่า “พี่ครับผมได้เงินวันละ 40 บาทคงออมวันละ 20 บาทไม่ได้ พี่ช่วยลดเงินออมลงมาหน่อยได้ไหมครับ” #น้ำตาจะไหล เราเลยตอบกลับน้องไปว่า เอาอย่างนี้สิ!! ลองลดค่าขนมลง เพื่อให้มีเงินออมมากขึ้นไหม  แล้วเราก็ลดให้น้องเขาออมวันละ 10 บาท ส่วนเราก็ออมเป็นเพื่อนน้องคนนั้นวันละ 10 บาทด้วยเช่นกัน สรุปว่าเราออมเงินวันละ 30 บาท ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2558

 

เมื่อครบกำหนด 1 เดือนก็มีแฟนเพจมาถามว่าเราออมเงินเป็นยังไงบ้าง เราก็แคะกระปุกออมสินออมมานับ ก็ได้ตามภาพนี้ 1 เดือน 860 บาท (ขอสารภาพว่าก็มีลืมหยอดบ้าง แต่ถ้านึกได้ก็จะรีบหยอดทันทีนะจ๊ะ)

 

4 วิธีออมเงินง่ายๆจากเพจอภินิหารเงินออม

==> ลิงค์ครอบรอบ 1 เดือนการออมเงิน คลิกที่นี่ 

 

วิธีนี้เหมาะกับใคร :

 

สำหรับสมาชิกใหม่วิธีเข้าร่วม "โครงการอภินิหารเงินออมจะออมเงินเป็นเพื่อน" นั้นง่ายมากๆเพียงคุณมีกระปุกออมสินแล้วหยอดกระปุกวันละ 20 บาท(หรือมากกว่า) ก็ได้เข้าร่วมโครงการแล้วจ้าง่ายมากๆ เลยใช่ไหม ^_^

 

 

วิธีที่ 2 แบงก์ 50 + ค่ากาแฟ

 

รู้ไหม…ว่าวิธีนี้ ออมทุกๆ วัน

1 เดือนได้ 4,890 บาท!! ว้าววววว….

 

ไอเดียในการออมนี้น่าสนใจที่เอา 2 วิธีมาผสมกัน นั่นคือ แบงก์ 50 ในกระเป๋าเรา + ค่ากาแฟที่เราซื้อทุกๆ วัน เมื่อเจอแบงก์ 50 ก็ออมเก็บไว้ ส่วนการจดรายจ่ายบางคนอาจจะไม่สะดวกมานั่งจดทุกวัน ว่าวันนี้ตัวเองกินอะไรไปบ้าง ทั้งหมดกี่บาท อาจจะลองใช้วิธีว่า “วันนี้กินไปเท่าไหร่แล้วออมเท่านั้น มันเห็นภาพชัดเจนกว่า” เราจะเห็นออกมาเป็นตัวเงินในกระปุกออมสินทันทีว่าเรามีรายจ่ายเท่าไหร่

 

แฟนเพจท่านนี้ออมจากค่ากาแฟ แม้ว่าดูเล็กน้อยสำหรับใครบางคน แต่เราคิดว่ามันยิ่งใหญ่มาก เพราะเป็นวิธีคิดที่พยายามปิดนิสัยการจ่ายเงินจากรอยรั่วเล็กๆ ที่จะทำให้เงินออมเราหายไปอย่างไม่รู้ตัว ความคิดเห็นส่วนตัวมองว่ากาแฟก็ดื่มได้ แต่ควรมีลิมิตที่พอดี ไม่ควรมากเกินไปจนเบียดเบียนรายจ่ายส่วนอื่นๆ

 

4 วิธีออมเงินง่ายๆจากเพจอภินิหารเงินออม

 

==> ลิงค์ออมเงินง่ายๆ จากแบงก์ 50 + ค่ากาแฟ คลิกที่นี่ 

 

วิธีนี้เหมาะกับใคร :

 

เหมาะกับคนขี้เกียจจดบัญชีรายรับรายจ่าย

 

แฟนเพจท่านอื่นอาจจะลองเอาไปปรับใช้ว่าวันนี้เรากินขนม กินน้ำหวานไปเท่าไหร่ก็มาหยอดกระปุก แล้วมานับดูว่า 1 เดือนเรากินไปเท่าไหร่ เราก็จะเห็นว่าหมดไปกับการกินเท่าไหร่จากเงินออมที่กองอยู่ตรงหน้า หากเรากินขนมจุกจิกมากเกินไปก็จะทำให้เสียเงิน 2 ต่อ คือ เสียเงินค่าขนมและเสียเงินกับสารพัดวิธีการลดความอ้วนด้วยนะจ๊ะ

 

 

วิธีที่ 3 ลดพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่มเงินออม

 

4 วิธีออมเงินง่ายๆจากเพจอภินิหารเงินออม

 

==> ลิงค์ลดพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่มเงินออม คลิกที่นี่

 

“หารายได้เพิ่ม 100 บาทกับการลดรายจ่าย 100 บาท แบบไหนทำง่ายกว่ากัน”

 

แฟนเพจท่านนี้เลือกใช้วิธีลดรายจ่ายเพื่อเพิ่มเงินออมให้ตนเอง จากภาพเงินออมแต่ละส่วนนั้นมาจากการ“ลดรายจ่ายค่าเหล้า ลดค่าบุหรี่” โดยใช้กล่องเหล้าเป็นกระปุกออมสิน แล้วประเดิมด้วยแบงก์พันเป็นเงินออมเริ่มต้น ผสมกับการเก็บแบงก์ 50 ไปด้วย แม้ว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ก็เป็นสิ่งเล็กๆที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคอเหล้าและสิงห์อมควันได้เป็นอย่างดี ว่าลด ละ เลิก เหล้าและบุหรี่ก็มีเงินออมได้จริงๆนะ ที่สำคัญก็จะทำให้ตัวเอง

เลือกกองทุนไหนดี ผู้บริหารกองทุนมีคำตอบให้

คอลัมน์ : Investment Idol

บทสัมภาษณ์ คุณชาญณรงค์ กิตินารถอินทราณี

ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานจัดการกองทุนตราสารทุน บลจ.กรุงไทย

สวัสดีครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ Investment Idol by Dr.Nut ครับ

ในคอลัมน์นี้ ผมได้รับเกียรติจากชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงเรียงนามว่า“ชาญณรงค์ กิตินารถอินทราณี” เขาเคยประกอบอาชีพวิศวกร แต่ผันตัวไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการเงิน ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากคว้าปริญญาโทได้สำเร็จ ชายหนุ่มผู้นี้ ได้มุ่งหน้าสู่สายการเงินในฝ่าย Business Development ที่บลจ.แห่งหนึ่ง เมื่อมีประสบการณ์ในสายการเงินมากขึ้น เขาก็ได้ก้าวขึ้นตำแหน่งที่สูง และท้าทายมากขึ้นหลายต่อหลายตำแหน่งในระยะเวลาเพียง 8 ปีเท่านั้น ปัจจุบันนี้ คุณชาญณรงค์ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานจัดการกองทุนตราสารทุน บลจ.กรุงไทย ครับ

Dr.Nut : ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับว่า หน้าที่หลักๆของคุณชาญณรงค์ ต้องทำอะไรบ้างครับ

คุณชาญณรงค์ : ครับผม ผมมีหน้าที่ดูแลกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล ทั้งลูกค้าบุคคล และสถาบัน แต่โดยส่วนมาก ผมจะได้รับหน้าที่ดูแลกองทุนรวมเป็นหลักครับ

Dr.Nut : แล้ว Private Fund ต้องเริ่มต้นลงทุนเท่าไหร่ครับ

คุณชาญณรงค์ : เมื่อก่อน ขั้นต่ำเริ่มแรก 10 ล้านบาทครับ แต่เดี๋ยวนี้ ขึ้นอยู่กับแต่ละกองทุนครับ ว่ากำหนดขั้นต่ำเท่าไร แล้วโดยมากกองทุนจะ customized product (บริการที่ตรงต่อความต้องการแต่ละรายบุคคล) ตามลูกค้าครับ

Dr.Nut : ลูกค้าส่วนใหญ่เขาใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเลือกลงทุนในแต่ละกองทุน

คุณชาญณรงค์ : จากประสบการณ์ผมนะครับ อย่างรายย่อย เขาจะมีคนรู้จักแนะนำว่ากองทุนนี้ดี เขาก็เลือกกองทุนนี้เลย ไม่ค่อยได้ดู performance ว่าจริงๆแล้วกองทุนนี้ดีหรือเปล่า แต่บางคนดูตามความสะดวกนะครับ เช่น เข้าธนาคารนี้อยู่แล้ว ก็เลยซื้อกองทุนกับที่นี่เลย ซึ่งแต่ละกองทุน ก็จะให้ผลตอบแทนต่างกันนะครับ

Dr.Nut : แล้วอย่างนี้ หน้าที่ผู้จัดการกองทุนต้องทำอะไรบ้างครับ

คุณชาญณรงค์ : หลัก ๆ เลยครับก็ ลงทุนในตราสารทุนครับ แต่ก่อนที่เราจะเริ่มลงทุนเราก็ต้องวิเคราะห์หุ้นแต่ละตัวว่า น่าลงทุนไหม ซึ่งแต่ละกองทุนอาจจะแบ่งหน้าที่ไม่เหมือนกันครับ บางที่ก็มีทีม แบ่งหน้าที่กัน คนละ sector แล้วมาแชร์มุมมองกันครับ อย่างของเราก็จะมี broker โทรมา brief ตอนเช้ารายวันเพื่ออัพเดทข่าวสาร แต่การลงทุนของกองทุน ไม่ได้เทรดรายวันอยู่แล้วครับ อีกทั้งทางเราก็มีทีม research ขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยให้ข้อมูลได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมากคือ ต้องใส่ใจลูกค้า ให้ความรู้เขา เพื่อสร้างความเข้าใจในสิ่งที่ลงทุน เพราะลูกค้าเป็นเจ้าของเงินครับ

Dr.Nut : คนที่จะมาเป็นผู้จัดการกองทุนได้ ต้องเรียนจบอะไรมาครับ

คุณชาญณรงค์ : ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ เน้นจบโทจาก MBA หรือ Finance นะครับ

Dr.Nut : ทีมของกองทุน ส่วนใหญ่แล้วเขาแบ่งออกเป็นกี่ฝ่ายเหรอครับ

คุณชาญณรงค์ : ทีมของกองทุนโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็นหลักๆ 3 ฝ่ายครับ ก็มีตราสารหนี้ ตราสารทุน หลัง ๆ มีกองทุนของต่างประเทศ อีกหน่อยน่าจะมี Alternative Derivative Instrument เพิ่มขึ้นมาอีกครับ

Dr.Nut : แล้วในทีมของกองทุนมีหลายคนไหมครับ หน้าที่แต่ละคนทำอะไรบ้างเหรอครับ

ขอโทษนะครับ!! คุณเป็นอะไรกับเงิน 1 ล้านบาทกันหรอ?

สวัสดีครับผมครับ อาจจะดูเหมือนเนิ่นนาน แต่กาลเวลาก็เปลี่ยนผันเข้าสู่เดือนที่ 6 ของปี 2015 พี่เกรย์เลยอยากจะมาชวนทุกคนคิดและตั้งคำถามกับชีวิตกันสักเล็กน้อย สำหรับจำนวนเงินที่ใครหลายคนอยากมีอยากเป็นอยากเห็นอยากได้จนใจสั่น นั่นคือ เงินจำนวน 1 ล้านบาทนั่นเองงงงงง

ทุกวันนี้ พี่เกรย์เห็นคนชอบคลิกเข้าไปดูไปอ่านกระมู้พันดริป หรือพูดคุยกันแบบดัดจริตใน Facebook  หรือ Social Network ทั้งหลายครับว่า “เฮ้ยมีเงิน 1 ล้านได้ ไม่ยาก” หรือไม่ก็ “ไอ้นี่มันขี้โม้ อยากมีเงินล้าน” ตามด้วยบทสนทนาโชว์เก๋าแบบงี่เง่าตามมาอีกมากมาย อ่านแล้วพี่เกรย์ก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า

“ขอโทษนะครับพวกคุณพี่
เป็นอะไรกันมากไหม…กับเงิน 1 ล้านบาท”

โอเคครับ พี่เกรย์ยอมรับนะครับว่ามันเป็นเรื่องจริงที่ใครๆก็อยากจะมีเงิน 1 ล้านบาทแรกในชีวิต แต่ทุกคนครับ ลองคิดให้ดีๆหรือยังว่า นอกจากแชร์กระทู้พันทิปไปวันๆ เพื่อตามหาฝัน (ตอนหลับ) หรือด่านินทาเว่อวังตามประสาชาวบ้านปากตลาดที่แชร์เรื่องการมีเงิน 1 ล้านไปเรื่อยๆ มันคงทำให้สมองเราเมื่อยจนไม่เคยถามตัวเองว่า  “ทำยังไงถึงจะมีเงิน 1 ล้านได้ด้วยตัวเอง”

พี่เกรย์คิดว่าคงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ!! ถ้าวันๆคุณเอาแต่หาหุ้นที่เล่นแล้วรวยภายใน 5 วินาที หากองทุนที่ทำให้ชีวิตดีทุก 3 เวลาหลังอาหาร แต่ไม่เคยคิดสร้างหนทางทำมาหากิน เอาแต่ล้างผลาญกินเที่ยวอยู่ไปวันๆจนชีวิตพังเหมือนลูกหมาตกน้ำนะครับผม

พี่เกรย์ไม่พูดถึงการลงทุน ผลตอบแทน
และการวางแผนการเงินบ้าบอคอแตกก่อนนะครับ

ลองเริ่มต้นง่ายๆด้วยคำถามโง่ๆ ก่อนดีกว่าครับว่า “ตอนนี้พวกคุณมีรายได้เท่าไร” และ รายได้ที่คุณมี ทำอย่างไรถึงจะไปถึงเงิน 1 ล้านบาทสักทีล่ะดวกส์ เอ้ย ครับ

ถ้าทุกวันนี้คุณเก็บเงินได้เดือนละ 1,000 บาทก็หลับหูหลับตาเก็บต่อไป 1,000 เดือน หรือคิดเป็น 83 ปี ก็จะมีเงินล้านได้ง่ายๆครับ ถุยส์ #‎มึงตายไปแล้วไอฟาย‬

ถ้าเก็บเดือนละ 10,000 บาท ก็หลับตาไปอีกสักพัก ประมาณ 100 เดือน หรือคิดเป็น 8 ปีกว่าๆ

ถ้าเก็บเดือนละ 100,000 บาท ก็ 10 เดือนหรือคิดเป็นเกือบปีเราก็มีเงินล้านได้

ประเด็นที่จะถามต่อมาคือ แล้ว “พวกคุณมีปัญญา “เก็บ” เงินกันไหมครับ” เดือนละ 1,000 บาท เดือนละ 10,000 บาทหรือเดือนละ 100,000 บาท ถ้าไม่มีปัญญาเพราะว่าบ่นบ้าว่ามีภาระ อันนั้นต้องถามต่อละครับว่าภาระเกิดจากใคร? ถ้าเกิดจากคุณ คุณก็ต้องรับผิดชอบปัญหา ถ้าเกิดจากสังคมคนรอบข้าง คุณก็ต้องจัดการมันให้ได้ ไม่ใช่ตีโพยตีพายเหมือนกำลังอยู่ในประเพณีวิ่งควายที่ชลบุรี แล้วหาว่าเป็นความผิดคนนู้นนั่นนี้เต็มไปหมด แบบนั้นมันวิธีคิดของคนที่มีปัญหาชีวิตครับผม

โอเค ถ้าเก็บเงินไม่ได้ มันก็มีทางแก้ไขอยู่สามทาง คือ  หารายได้เพิ่ม โดยเพิ่มเวลาทำงาน เช่น การทำโอที หรือแบ่งเวลาอื่นมาใช้ในการหาเงินเพิ่ม หรือ หารายได้เพิ่ม โดยเพิ่มความสามารถของตัวเองให้รายได้ต่อชั่วโมงมากขึ้น หรือสุดท้าย ใช้สมองตรึกตรองดูว่ามีช่องทางการลงทุนแบบไหนอย่างไรที่ไหนยังไงที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นอย่างยั่งยืน

แต่ถ้าตอนนี้คิดไม่ออกจริงๆ สิ่งแรกที่ทำได้คือการประหยัดเพื่อให้ตัวเองสบายขึ้น ลองดูว่าอะไรที่ไม่จำเป็นตัดค่าใช้จ่ายได้ เพื่อความสบายในอนาคตก็ทำไป ไม่ใช่บ่นว่าไม่มีตังค์แล้วไปขอยืมคนอื่น ระวังจะตื่นเพราะเจอตีนนะครับนะ

ส่วนไอ้พวกที่บ่นพร่ำเพร้องานหนักจะตายมิตายแหล่ทั้งนั้น พี่เกรย์ก็สงสัยนะครับว่า ทำงานหนัก โอทีเยอะ ถ้าเค้าจ่ายเงินให้เราในเศรษฐกิจแบบนี้ก็ดีแล้วครับ หรือถ้างานหนักจนทนไม่ไหวจะบ่นหาบิดาทำไม ลาออกไปสิครับถ้าอยากมีชีวิตที่ดีและคิดว่าตัวเองมีความสามารถที่ทำงานอย่างอื่นได้เงินเยอะกว่า

อย่าปากหมาทำเก๋าว่าเราเจ๋ง
แต่จริงๆแล้วเป็นได้แค่ปลาทูในเข่งรอแม่ค้าเอาไปขาย

สุดท้ายแล้ว.. คุณมีความสามารถอะไรที่จะหาเงินเพิ่มบ้าง หรือคุณไม่มีความสามารถแต่ปากดีแล้วไม่ยอมรับความจริงว่าตัวเองโง่เกินทนที่จะมีชีวิตและต่อสู้ดิ้นรนอยู๋บนโลกเส็งเคร็งใบนี้ เพราะต่อให้กดแชร์ กดไลค์ ขอพรไปนานแค่ไหน คุณก็ไม่มีวันที่จะมีเงินล้านได้หรอกครับ ถ้าคุณยังมีความคิดที่ผิดๆ และทัศนคติเหียกๆเรื่องการเงินอยู่แบบนี้ แหม่… ดีนะครับอันนี้ไม่กล้าด่าแรง ถ้าเป็นพี่เกรย์สมัยก่อนคงจะพูดไปแล้วครับว่า

ถ้ามรุงอยากมีเงินล้านนะไอสัส
ไปหัดทำมาหาแดรกส์สร้างคุณค่าให้ตัวเองก่อนดวกส์

ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าเสือกบ่นหาทางลัด
เพราะคำคมนั้นว่าไว้ท์ “ทางลัดไม่มีในโลก”

อยากรวยแต่ไม่ทำมาแดรกส์อยากแดรกส์แต่ไม่มีตังค์
ชีวิตพวกมรุงเลยพังชิบหายกับตรรกะควายๆไงจ๊ะ

8/10 วิธีเตรียมเงินจ่ายค่าประกันชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต…]

การทำประกันชีวิตนอกจากเป็นการปกป้องแผนการเงินของเราแล้วยังเป็นการบังคับออมเงินอัตโนมัติอีกด้วย เพราะจะมีจดหมายเตือนการส่งเบี้ยประกันมาที่บ้านว่าจะต้องจ่ายช่วงไหนและจำนวนเท่าไหร่ เมื่อเรารู้แล้วว่าจะต้องจ่ายทุกปีเป็นเงินเท่าไหร่ก็จะต้องวางแผนเก็บเงินเพื่อจะได้มีเงินชำระเบี้ยตรงเวลา

 

แม้ว่าเราอยากทำเบี้ยประกันสูงเพื่อคุ้มครองภาระและค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น หนี้สิน ค่าเรียนลูก เป็นต้น แต่ถ้าขณะนั้นรายได้ไม่เพียงพอที่จะจ่ายเบี้ยประกัน ก็อาจจะทำให้ไม่เหลือเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ดังนั้น เราควรปรับทุนประกันให้เหมาะสมกับความสามารถในการจ่ายเบี้ยของเรา หากในอนาคตมีรายได้เพิ่มขึ้นเราก็ทำทุนประกันที่สูงขึ้น

 

8/10 วิธีเตรียมเงินจ่ายค่าประกันชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต...]

 

สัดส่วนที่เหมาะสมของการจ่ายเบี้ยประกันชีวิต คือ

  1. คนโสดไม่ควรจ่ายเบี้ยประกันภัยเกิน 15-20% ของรายได้ต่อปี
  2. คนที่มีครอบครัวไม่ควรจ่ายเบี้ยประกันภัยเกิน 10-15% ของรายได้ต่อปี

 

ตัวอย่าง คนโสดเงินรายได้ปีละ 300,000 บาท ควรจ่ายเบี้ยประกันประมาณ 45,000 – 60,000 บาท หากเป็นคนมีครอบครัวแล้วควรจ่ายเบี้ยประกันประมาณ 30,000 – 45,000 บาท

 

เมื่อเรารู้ว่าจำนวนเงินที่เหมาะสมควรจ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่ ต่อไปจะเป็นวิธีการเตรียมเงินเพื่อนำมาชำระเบี้ยให้ตรงเวลา โดยเราจะแบ่งวิธีการเตรียมเงิน ดังนี้

 

2 วิธีเตรียมจ่ายเบี้ยประกัน คือ

  1. เตรียมเป็นเงินก้อน
  2. ทยอยเก็บเงิน

 

วิธีที่ 1 เตรียมเป็นเงินก้อน

 

สำหรับคนที่ได้รับเงินโบนัสหรือมีรายได้จากอาชีพเสริมเป็นเงินก้อนโต หากกลัวว่าจะใช้หมดเร็วก็ใช้วิธีแบ่งเงินส่วนนี้มาเก็บไว้เพื่อรอจ่ายเบี้ยประกันชีวิต โดยใช้แหล่งเก็บรักษาเงินระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ที่มีความเสี่ยงต่ำและรักษาเงินต้น ตัวเลือกการเก็บเงินที่น่าสนใจ คือ ฝากประจำระยะเวลาการฝากไม่เกิน 1 ปี กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้

 

ประเด็นสำคัญ คือ ไม่ควรนำเงินไปเก็บไว้ในการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ผันผวนมาก เช่น กองทุนรวมตลาดทุน กองทุนรวมทางเลือกอื่นๆ การออมหุ้น เป็นต้น เพราะหากจะต้องถอนออกมาจ่ายเบี้ยประกันในขณะที่ราคาลดลงก็จะทำให้เราได้เงินไม่ครบตามจำนวนเงินที่ตั้งใจไว้

 

 

วิธีที่ 2 ทยอยเก็บเงินรายเดือน

 

เราเลือกว่าจะใช้บัญชีจ่ายเบี้ยประกัน เช่น ฝากประจำรายเดือน(ระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน) กองทุนรวมตลาดเงิน เป็นต้น  แล้วนำเบี้ยประกันชีวิตมาหารเป็น 12 เดือน เพื่อจะได้รู้ว่าควรเก็บรายเดือนๆละเท่าไหร่ สุดท้ายจึงสั่งตัดเงินอัตโนมัติไปฝากบัญชีที่เราเลือกไว้เป็นรายเดือน พอครบปีจึงถอนออกมาจ่ายเบี้ยประกัน

 

เมื่อเราวางแผนการว่าจะมีการวางแผนประกันชีวิตเพื่อปกป้องความเสี่ยง ก็ควรมีการวางแผนวิธีการเตรียมเงินเพื่อจ่ายเบี้ยประกันในสัดส่วนที่เหมาะสมกับรายได้ในแต่ละปีด้วย เพื่อจะได้ไม่เป็นการเพิ่มภาระรายจ่ายมากจนเกินไป ในบทความต่อไปจะเป็นเรื่องของประกันชีวิตที่จะมาช่วยเราในเรื่องภาษีนะจ๊ะ

 

 

สนับสนุนโดย

 

8/10 วิธีเตรียมเงินจ่ายค่าประกันชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต...]

 

ผ่อนบ้านอย่างไรให้มีสุข และลดความเสี่ยง

 

บ้านเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความมั่นคงและความอบอุ่น เห็นได้จากผู้ที่กำลังสร้างฐานะก็ต้องมีการวางแผนเรื่องบ้านว่าอยากจะซื้อบ้านแบบไหน ตกแต่งอย่างไร ในบ้านจะมีเฟอร์นิเจอร์อะไรบ้าง ฯลฯ หากเป็นคู่รักที่กำลังจะแต่งงานก็จะต้องช่วยกันเลือกเพื่อให้ถูกใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย โดยมองไปถึงอนาคตว่าถ้ามีลูกจะต้องขยายบ้านยังไง รวมถึงวางแผนซื้อรถยนต์เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางไปที่ต่างๆ

 

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราวางแผนสร้างหนี้จากการซื้อบ้านกับรถยนต์นั้น ก็เพื่อให้คนในครอบครัวมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับความสะดวกสบาย แต่ชีวิตมีความไม่แน่นอน แม้ว่าเราจะวางแผนมาอย่างดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถคอนเฟิร์มได้ว่าจะเป็นไปตามแผนได้ 100% เพราะมีปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ปะปนอยู่ด้วย ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้ คือ การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นให้ดีที่สุด

 

ภาระหนี้บ้านและรถยนต์นั้นเป็นหนี้ที่มีระยะเวลาการผ่อนค่อนข้างนาน โดยประมาณ 5-30 ปี บางครอบครัวมีคุณพ่อเป็นผู้รับผิดชอบรายจ่ายส่วนนี้แต่เพียงผู้เดียว ในขณะที่บางครอบครัวคุณพ่อและคุณแม่ช่วยกันรับผิดชอบ หากเป็นไปตามแผนการชำระหนี้ที่วางไว้ก็คงไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าหากเสาหลักของครอบครัวเกิดเหตุถึงขั้นเสียชีวิตหรือพิการถาวรล่ะ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับหนี้สินกองโตที่ยังผ่อนไม่หมด!

 

เรื่องนี้อาจจะจบลงแบบดราม่าที่ภาระหนี้สินจะตกอยู่กับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องดิ้นรนหาเงินมาชำระหนี้หรือถ้าเป็นขั้นเลวร้ายอาจจะต้องปล่อยให้บ้านหรือรถยนต์ถูกยึดขายทอดตลาดจากสาเหตุผ่อนชำระต่อไม่ไหว เราเลือกได้ว่าจะให้เรื่องนี้จบลงอย่างไรถ้าหากมีการวางแผนฉุกเฉินที่ดีตั้งแต่ต้นด้วย “การทำประกันที่ให้ความคุ้มครองสินเชื่อ”

 

หลายครั้งที่ได้ยินคำว่า “ทำประกัน” ก็จะตามมาด้วยเรื่องราวซับซ้อน เข้าใจยากต่างๆนานา ซึ่งเราควรแยกให้ออกระหว่างช่องทางการขายกับผลิตภัณฑ์ของประกันว่ามีเป้าหมายแตกต่างกัน หากเข้าใจไอเดียหลักของผลิตภันฑ์ประกันว่าเป็น “การให้ความคุ้มครอง” เราก็จะใช้เหตุผลในการตัดสินใจซื้อประกันได้ดียิ่งขึ้น

 

 

ผ่อนบ้านอย่างไรให้มีสุข และลดความเสี่ยง

 

2 ตัวอย่างทางเลือกในการผ่อนชำระหนี้บ้าน

 

ตัวอย่างทางเลือกที่ 1  ผ่อนบ้านโดยไม่มีการป้องกันความเสี่ยง


ผ่อนบ้านอย่างไรให้มีสุข และลดความเสี่ยง

 

จากตารางจะเห็นว่าหากกู้เงินซื้อบ้านราคา 5 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนจ่ายหนี้บ้านที่ต่างกันระหว่าง 15 ปีและ 20 ปี ก็จะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน คือ

  • ผ่อนชำระ 15 ปี จะประหยัดดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องจ่ายไปได้เกือบล้าน แต่ผ่อนชำระเงินกู้ต่อเดือนสูงกว่า 20 ปี
  • ผ่อนชำระ 20 ปี ผ่อนชำระเงินกู้ต่อเดือนต่ำกว่า แต่จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้มากกว่า การผ่อนชำระแบบ 15 ปี

 

ปัญหาที่จะเกิดขึ้น หากในช่วงที่ผ่อนชำระหนี้มาได้ 5 ปี แล้วผู้ผ่อนบ้านเกิดจากไปหรือพิการจนไม่สามารถทำงานได้ ใครจะรับภาระหนี้ก้อนที่เหลืออีกเป็นล้าน!?

 

 

ตัวอย่างทางเลือกที่ 2 ผ่อนบ้านโดยมีการทำประกันที่ให้ความคุ้มครองความเสี่ยง


ผ่อนบ้านอย่างไรให้มีสุข และลดความเสี่ยง

 

การไปกู้เงินซื้อบ้านที่ธนาคาร โดยปกติธนาคารอาจจะเสนอให้กู้พร้อมกับทำประกันสินเชื่อบ้าน เพื่อเป็นการคุ้มครองสินเชื่อ หรือที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Mortgage  Reducing Term Assurance (MRTA) หรือ“ประกันคุ้มครองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย” ซึ่งจะเป็นการจ่ายเบี้ยประกันเพียงครั้งเดียว โดยคำนวณจากอายุ เพศและระยะเวลาการผ่อนชำระของผู้ทำประกัน

 

แม้ว่ามูลค่ารวมทั้งหมดจากการผ่อนบ้านจะมีมากขึ้น แต่เราก็สามารถมั่นใจในระดับหนึ่งได้ว่าหากเกิดเหตุทำให้เสียชีวิตหรือพิการจนไปทำงานไม่ได้ ก็ยังได้รับการประกันหนี้บ้านส่วนที่เหลือที่บริษัทประกันจะรับผิดชอบทั้งหมด โดยไม่เป็นภาระให้คนข้างหลัง

 

แต่ว่า…รู้หรือไหมว่า

 

  • การทำประกันสินเชื่อบ้านนั้นจะทำกับธนาคารหรือกับบริษัทประกันโดยตรงก็ได้
  • ถ้ามีทางเลือกที่เราจ่ายเบี้ยประกันถูกกว่านี้ล่ะ มันจะดีกว่าไหมจ๊ะ?

 

จากตัวอย่างตารางจะเห็นว่าหากซื้อ “กรมธรรม์คุ้มครองสินเชื่อเพื่อประชาชน สำหรับบ้าน“กับบริษัทไทยสมุทรประกันชีวิตผ่าน www.oceanlifeonline.com  จะชำระเบี้ยถูกกว่าถึง 30% (ถูกกว่าสูงสุดถึง 50%*) ดังนี้

 

ตารางข้างต้นเป็นตัวอย่างของผู้ทำประกันเพศชาย อายุ 35 ปีก็จะชำระเบี้ยถูกลง 30% (สูงสุด 50%*)

  • ผ่อนชำระ 15 ปี จะชำระเบี้ยประกันครั้งเดียว
    • ซื้อกับธนาคารจ่ายเบี้ยประกันเท่ากับ 261,700 บาท
    • ซื้อกับบริษัทประกันจ่ายเบี้ยประกันเท่ากับ 180,050 บาท
    • ถูกลง 81,650 บาท
  • ผ่อนชำระ 20 ปี จะชำระเบี้ยประกันครั้งเดียว
    • ซื้อกับธนาคารจ่ายเบี้ยประกันเท่ากับ 409,300 บาท
    • ซื้อกับบริษัทประกันจ่ายเบี้ยประกันเท่ากับ 273,950 บาท
    • ถูกลง 135,350 บาท

 

 

จากทางเลือกที่นำประกันที่ให้ความคุ้มครองสินเชื่อมาให้ความคุ้มครองภาระหนี้สินแทนเรานั้นน่าสนใจใช่ไหมคะ ตอนนี้เราก็มาทำความรู้จักกับประกันชนิดนี้กันเพิ่มขึ้นอีกนิดนึงว่ามันมีประโยชน์อะไร จุดเด่นและความคุ้มครองที่ได้รับนั้นมีไรบ้าง

 

 

ชื่อ : กรมธรรม์คุ้มครองสินเชื่อเพื่อประชาชน สำหรับบ้าน

จุดเด่นและความคุ้มครองที่ได้รับ

  • เบี้ยประกันภัยมีราคาถูกกว่า 30%(ถูกกว่าสูงสุดถึง 50%*) เมื่อซื้อโดยตรงกับไทยสมุทร
  • จำนวนเงินเอาประกันภัยลดลงสอดคล้องกับภาระหนี้สิน
  • คุ้มครองทั้งกรณีเสียชีวิต และทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร
  • ระยะเวลาเอาประกันภัยตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สามารถนำเบี้ยประกันภัยไปลดหย่อนทางภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี*

*ขึ้นอยู่กับแบบประกัน ระยะเวลาการคุ้มครอง อายุ และเพศของผู้เอาประกัน

*การลดหย่อนภาษีเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สรรพากรกำหนด

 

เงื่อนไขการรับประกันภัย<

ผ่าสุดยอดกองทุน HealthCare กองทุนไหนน่าซื้อ

ช่วงนี้คำถามเกี่ยวกับกองทุน HealthCare มีมากขึ้นเรื่อย ๆ หลาย ๆ คนคิดว่าจะซื้อดีไหม จริง ๆ แล้ว นี่ก็เข้าใกล้สังคมผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ค่ารักษาพยาบาลเองก็แพงขึ้น หุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลเองก็ปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นกองทุนกลุ่ม HealthCare เองก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย แต่ก่อนจะไปดูว่ากองทุนไหนน่าสนใจ และดีหรือไม่ดีกันแน่ เรามารู้จักธุรกิจในกลุ่มนี้กันก่อนนะครับ

กลุ่ม HealthCare นั้นประกอบด้วยอะไรกันบ้าง หลายท่านคงคิดว่า โรงพยาบาลไง ผมบอกเลยนะครับ ว่าคิดผิดเสียแล้ว เพราะว่าโรงพยาบาลนั้นเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น ซึ่งหลัก ๆ แล้วประกอบไปด้วยหลากหลายกลุ่มมาก ๆ ครับ ดังต่อไปนี้ครับ

  • Biotechnology
  • Diagnostic Substances
  • Drugs – Generic
  • Home Health Care
  • Long-Term Care Facilities
  • Medical Practitioners
  • Health Care Plans
  • Drug Manufacturers – Major
  • Specialized Health Services
  • Drug Manufacturers – Other
  • Medical Instruments & Supplies
  • Hospitals
  • Medical Laboratories & Research
  • Medical Appliances & Equipment
  • Drug Related Products
  • Drug Delivery

เป็นไงครับ เยอะจนมึน ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าความหลากหลายของบริษัทที่มีอยู่ตลาดหุ้นทั่วโลกนั่นเอง และกลุ่ม HealthCare เหล่านี้นับวันแล้วยิ่งเติบโต และมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น และแน่นอนว่าถ้าเครื่องมือไหน หรือยาตัวไหนที่ประสิทธิภาพละก็ เราคงต้องจ่ายค่ารักษา ยา อุปกรณ์ และอื่น ๆ อีกจิปาถะที่แพงขึ้น รวมถึงเราคงไม่มีโอกาสต่อรองราคากับธุรกิจยา โรงพยาบาลแน่ ๆโดยในกลุ่ม Biotech และ กลุ่มยา รวมถึงเครื่องมือทางการแพทย์ จะเป็นกลุ่มหลักครับที่มีมูลค่าทางตลาดสูงที่สุด

ดังนั้น สำหรับนักลงทุนแล้วการลงทุนในธุรกิจประเภทนี้ จึงน่าสนใจลงทุนในระยะยาว เพราะว่ามูลค่าที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะเข้ามานั้น น่าจะทำให้มูลค่าสินทรัพย์ของกลุ่มธุรกิจนี้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่น่าสงสัยเลยครับ ดังนั้นวันนี้เราจะมาดูกันครับ ว่ามีกองทุนกลุ่ม HealthCare ตัวไหนบ้างที่น่าสนใจ และมีความแตกต่างกันอย่างไรครับ

1. BCARE ของ บลจ. บัวหลวง

เป็นกองทุนด้าน Healthcare กองทุนแรกแห่งสยามประเทศครับ และเป็นกองทุนที่ประสบความสำเร็จในแง่ของผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่องเลยทีเดียว ซึ่งกองทุนนี้ ได้ไปลงทุนกับกองทุน Master Fund อย่าง Wellington Management Portfolios (Dublin) Plc.Global Health Care Equity Portfolio  โดยกองทุนนี้การลงทุนในอุตสาหกรรม Global Health Care ที่มีศักยภาพสูงในอนาคต  เป็นหลัก โดยเฉพาะกับกลุ่มที่เป็น Biotechnology ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ทำให้ผลตอบแทนที่ได้ค่อนข้างสูงทีเดียวเมื่อเทียบกับกองทุนอื่น ๆ ครับ โดยผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 3 ปี และ 5 ปีนั้นอยู่ที่ปีละประมาณ 20 % เลยทีเดียว แต่การลงทุนในหุ้นกลุ่ม BioTech เองก็มีข้อเสียเหมือนกันครับ เนื่องจากว่าบริษัทที่คิดค้น และวิจัยนั้น ในช่วงแรก ๆ อาจจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก แล้วถ้าไม่สามารถนำเอายามาใช้ได้จริง อาจจะทำให้บริษัทขาดทุนก็เป็นไปได้นะครับ แต่ข้อดีคือ ถ้าพบยาใหม่ ๆ หรือ วัคซีนใหม่ ๆ ละก็บริษัทเหล่านี้ก็จะมีการจดสิทธฺบัตรไว้ ทำให้บริษัทคู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ครับ ยิ่งนำไปใช้ได้จริง ก็ยิ่งเป็นมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทที่ทำได้ (ยิ่งกว่าถูกหวยอีก)

2. UGH ของ บลจ. UOB

กองทุนนี้เป็นกองทุนลูกพี่ลูกน้องของทาง BCARE ที่ผมบอกแบบนี้ก็เพราะว่า ถึงแม้กองทุนนี้จะลงทุนในกองทุน United Global Healthcare Fund ก็ตาม แต่กองทุนนี้ก็ถูกบริหารงานโดย Wellington Management  เหมือนกับกับกองทุน BCARE นั่นเอง ดังนั้น พอร์ตการลงทุนก็จะคล้าย ๆ กัน อาจจะแตกต่างกันเล็กน้อยในเรื่องของค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บ

3. KF-HEALTHD และ KFHCARERMF ของบลจ. กรุงศรีฯ

กองทุนนี้ เป็นกองทุนที่ค่อนข้างน่าสนใจ เนื่องจากพอร์ตการลงทุนนั้นจะต่างจากกองทุน BCARE อย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งนี้ก็เพราะว่า Master Fund ของกองทุนนี้คือ JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund ที่จะเน้นการลงทุนในหุ้นบริษัทยาเป็นหลักและเลือกหุ้นจากพื้นฐานที่ดี และสัดส่วนรองลงมาก็คือกลุ่มธุรกิจ Biotech ที่เน้นการเติบโต ซึ่งผมเองก็ค่อนข้างที่จะคุ้นเคยกับบริษัทที่อยู่ในกองทุนนี้มากกว่า เพราะเป็นบริษัทยาที่อยู่มาค่อนข้างนาน และมีพื้นฐานทางการเงินที่ดี และข้อได้เปรียบของการเลือกบริษัทใหญ่ ๆ ที่พื้นฐานทางการเงินดีก็คือ บริษัทสามารถอยู่ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี หรือ ทนต่อการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้นานครับ และพร้อมที่จะกว้านซื้อบริษัทเล็ก ๆ ที่ทำงานวิจัยดี ๆ หรือ บริษัทที่คิดค้นยาตัวใหม่ได้ (โอ้ว !)

4. K-GHEALTH ของ บลจ. กสิกร

เป็นกองทุนฝาแฝดของ KF-HEALTHD จากกรุงศรีฯครับเพราะว่าไปลงทุนในกองทุน Master Fund กองทุนเดียวกัน แต่จะต่างกันในเรื่องของค่าธรรมเนียมเล็กน้อย และเรื่องการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินครับ

5. MS-Hcare-A และ MS-Hcare-D ของ บลจ. Manulife

เป็นกองทุนที่ทาง บลจ.ของ Manulife เป็นคนบริหารเองครับ เนื่องจากเป็น บลจ. ที่มีสาขอยู่หลายแห่งมีผู้เชี่ยวชาญอยู่มากมาย และแน่นอนว่าก็สามารถลงทุนได้ด้วยตนเองได้ไม่ต้องไปพึ่งการลงทุนใน Master Fund ตัวอื่น ๆ จึงเป็นกองทุนที่น่าสนใจ และเป็นกองทุนที่เลือกหุ้นในกลุ่ม HealthCare แบบ Bottom-up หรือ หุ้นที่พื้นฐานดีเช่นเดียวกันกับ JP-Morgan เลยครับ ดังนั้นสัดส่วนการลงทุนใน หุ้นกลุ่มบริษัทยาต่าง ๆ จึงมีสัดส่วนค่อนข้างสูงทีเดียวครับ จากนั้นจึงเป็นหุ้นกลุ่มอุปกรณ์ทางการแพย์ และที่น่าประหลาดใจก็คือ สัดส่วนหุ้นในกลุ่ม BioTech นั้นกลับน้อยที่สุดในกองทุน HealthCare ด้วยกัน หรือผู้จัดการกองทุนนี้จะเห็นอะไรที่เราไม่เห็นก็เป็นไปได้ครับ จึงเป็นกองทุนนึงที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

6. PHATRA GHC ของ บลจ.ภัทร

เป็นกองทุนเก่าแก่อันดับที่ 2 รองจาก BCARE ครับ ผลการดำเนินงานก็ไม่น้อยหน้าที่เดียว แต่กองทุนนี้ค่อนข้างจะแปลกกว่ากองทุนอื่น ๆ ในกลุ่ม HealthCare ด้วยกันครับ เนื่องจากว่าเป็นการผสมระหว่าง การลงทุนแบบ Active และ Passive เข้าด้วยกัน คือ กองทุนนี้ไม่มีกองทุน Master Fund ที่ไปลงทุนด้วย แต่จะทำการคัดเลือก (Active) กองทุนแบบ ETF (Passive) (exchange-traded fund หรือ เป็นการลงทุนกับหุ้นทุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมนั้น ๆ) ตามอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในกลุ่ม HealthCare ที่ผมได้เขียนไว้ด้านบนนั่นเอง เช่น ETF ของกลุ่มบริษัทยา และ ETF ของบริษัท Biotech ซึ่งสัดส่วนปัจจุบันนั้นก็เน้นไปในทาง Biotech มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ครับ ซึ่งข้อดีของการลงทุนผ่าน ETF ก็คือ มีการกระจายความเสี่ยงไปในตัวด้วย เพราะว่าถ้าเป็นการเลือกลงทุนในหุ้นเดี่ยว ๆ ย่อมมีความเสี่ยงมากกว่านั่นเองครับ แต่ข้อเสียก็คือ อาจจะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนแบบเลือกลงทุน

7/10 ประกันชีวิตกับเป้าหมายชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต]

 

ถ้าจะให้เปรียบเทียบเหตุการณ์ว่าประกันชีวิตนั้นสำคัญกับเป้าหมายชีวิตของเราอย่างไร อยากให้เราลองนึกกลับไปในช่วงที่กำลังเรียนแล้วต้องอ่านหนังสือสอบ สำหรับหลายๆ คนมันเป็นอะไรที่ต้องทรหดและอดทนมากๆ เพราะจะต้องแบ่งเวลาเที่ยวเล่นเพื่อมาอ่านหนังสือสอบให้ผ่าน ถ้าเราจัดตารางการอ่านมาอย่างดี ทยอยอ่านวันละนิด พอใกล้สอบเราจะรู้สึกสบายมาก ไม่รู้สึกกดดันเพราะเตรียมตัวมานาน เหมือนกับการวางเป้าหมายชีวิตรีไทร์ ชิล ชิล ที่ได้รับการวางแผนมาอย่างดี

 

ในขณะที่บางคนจะมีเรี่ยวแรงในการอ่านหนังสือจะลุกโชนก็ต่อเมื่อใกล้สอบเท่านั้น ต้องมาเร่งตะบี้ตะบันอ่านจนแทบไม่ได้หลับนอน ทำให้เกิดแรงกดดันมากก่อนที่จะเข้าห้องสอบเพราะเตรียมตัวมาไม่ดี ส่งผลถึงคะแนนสอบที่อาจจะออกมาไม่น่าพอใจหรือถ้าแย่กว่านั้นก็อาจจะสอบตก เหมือนกับการวางแผนรีไทร์ที่มาเริ่มในช่วงโค้งสุดท้ายในวัยใกล้ 50 ปี ก็จะต้องมีเงินออมให้มากขึ้นในแต่ละปี เพื่อจะได้มีเงินให้พอใช้ในช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิต

 

เมื่อเราโตขึ้นความฝันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตอนเด็กๆ ฝันอย่างหนึ่ง โตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่เจอโลกกว้างมากขึ้นก็จะฝันอีกอย่างหนึ่ง ซึ่ง ณ จุดสุดท้ายแต่ละคนก็จะมีความฝันคล้ายๆ กัน คือ อยากเที่ยวสุขสบายในวัยเกษียณ  ไม่ถูกเบียดเบียนด้วยโรคภัย อุ่นใจเพราะอยู่ใกล้ลูกหลานหรืออยู่บนคานอย่างมีศักดิ์ศรีด้วยเงินบำนาญที่มีใช้หลังเกษียณ

 

ใช่แล้วค่ะ!! ถ้าเราต้องการมีชีวิตที่สุขสบายในวัยเกษียณตามที่ฝันไว้ก็ต้องวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วเริ่มทำให้เร็วที่สุด เพื่อที่เราจะได้เหน็ดเหนื่อยน้อยที่สุด แม้ว่าการแผนระยะยาวนั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แต่การใช้ประกันชีวิตก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในแผนการเงินก็ทำให้ช่วยลดความไม่แน่นอนของแผนให้น้อยลงได้ จะช่วยลดได้อย่างไรนั้นย้อนกลับไปอ่านได้ที่ ตอนที่ 6 เรื่อง ความแตกต่างของการเก็บเงินด้วยประกันชีวิต กับการเก็บเงินรูปแบบอื่นๆ นะจ๊ะ                                                                                                                                                                                                  

 

วิธีการใช้ประกันชีวิตกับเป้าหมายชีวิตนี้อาจจะเริ่มต้นด้วยแผนการเงิน SCB Retire Chill Chill เพื่อให้ชีวิต “มีใช้ มีเผื่อ มีให้”  โดยจะได้รับผลตอบแทนที่แน่นอนแล้วสามารถเลือกรับเงินบำนาญได้แบบทั้งรายเดือนหรือรายปีได้อีกด้วย

 

ตัวอย่างการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตและการรับเงินบำนาญประกัน Super Life โดยขณะจ่ายเบี้ยประกันสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ และสามารถรับเงินบำนาญตั้งแต่อายุ 60 – 90 ปี เดือนละ 10,000 บาท เป็นเวลา 30 ปี


7/10 ประกันชีวิตกับเป้าหมายชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต]

 

 

แผนการเงิน SCB Retire Chill Chill  มี 2 แบบ

 

  • ประกัน Super Life

 

รับเงินบำนาญแน่นอนทุกปีจนกระทั่งอายุ 90 ปี โดยเลือกรับบำนาญได้ตั้งแต่อายุ 55 ปีหรืออายุ 60 ปี ที่สามารถเลือกได้ว่าจะรับเงินบำนาญเป็นแบบรายเดือนหรือรายปี แล้วยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีในประเภทประกันชีวิตชนิดบำนาญได้สูงสุด 200,000 บาทอีกด้วย

 

  • ประกัน Super Protection

 

ประกันที่คุ้มครองชีวิตถึงอายุ 90 ปี เมื่อครบกำหนดได้รับเงินก้อน โดยจะได้รับเงินชดเชยรายได้หากต้องนอนโรงพยาบาล ถ้าไม่ใช้เงินชดเชยส่วนนี้สามารถทบยอดเงินไปใช้ในปีต่อไปได้ แล้วยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีประกันชีวิตได้สูงสุด 100,000 บาทอีกด้วย

 

 

การที่จะไปถึงเป้าหมายชีวิตรีไทร์ ชิล ชิลได้อย่างมั่นใจ ควรมีประกันชีวิตเข้าไปเป็นตัวช่วยเพื่อเป็นตัวป้องกันความเสี่ยงระหว่างการเดินทางด้วยแผนการเงิน SCB Retire Chill Chill ที่สมัครง่าย ไม่ต้องตรวจและตอบคำถามสุขภาพ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ SCB Call Center 02-777-7777 หรือ www.scb.co.th

 

 

 

 

สนับสนุนโดย

 

7/10 ประกันชีวิตกับเป้าหมายชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต]

 

 

 

 

เพราะอะไร? ทำไมเราถึงได้เงินเดือนน้อยนิดกระจ้อยร่อย!!

ปัญหาช่วงนี้นอกจากเศรษฐกิจที่ไม่ดีแล้ว พี่เกรย์ก็เห็นปัญหาใหญ่ๆอีกเรื่องหนึ่งที่แควนเพจหลายคนชอบมาปรึกษา เข้ามาบ่นกันมากๆเลยครับผมครับว่า “เงินเดือนน้อยจุงเบย” ทำงานแทบตายเงินเดือนก็ไม่พอใช้ มีปัญหาเยอะแยะตาแป๊ะไก่ไฉไลกันไม่หวาดหวั่นไหว จนพี่เกรย์นึกสงสัยในใจว่า “มึงบ้าหรือเปล่า” #ดีนะครับที่นึกในใจ

ทีนี้ปัญหามันจะหนักข้อกว่านั้นอีกครับผมครับ เพราะพอพี่เกรย์ถามคำถามแควนเพจทั้งหลายกลับไปว่า “อ้าววววว เงินเดือนน้อย แล้วทำไมไม่เปลี่ยนงานล่ะ” คราวนี้แควนๆทั้งหลายดิ้นกันใหญ่ยิ่งกว่าอยู่ในผับเลยล่ะครับ มีทั้งเหตุผลโหดสัสรัสเซียทั้งหลายมาเป็นชุดครับผม

  • เจ้านายไม่ยุติธรรม ขึ้นเงินเดือนให้คนที่มาทีหลัง
  • ดีแต่เพิ่มเงินเดือนให้คนใหม่ ไม่ใส่ใจคนเก่า
  • อยากจะลาออกนะ แต่ออกแล้วจะไปอยู่ไหน ยังไงดี
  • อยากจะมีชีวิตที่ดี พี่ไม่เป็นผมไม่เข้าใจหรอก
  • ภาระเยอะ งานใหม่แบบนี้จะหาได้ไหม
  • ฯลฯ

เมื่อพูดกันมาแบบนี้ พี่เกรย์เลยอยากจะชี้ให้เห็นถึงเรื่องประสบการณ์ทำงานครับผมครับ คือเราต้องตั้งสติวางถุงกอปแก็ปในมือลงก่อนนะครับว่า “ประสบการณ์ไม่ได้แปลว่าทำงานเก่ง” คือบางคนคิดว่าตัวเองเก็บค่าประสบการณ์มาจากการทำงานที่เดียวนานๆ แล้วควรจะมีค่าในองค์กรนั้นๆอย่างมหาศาล แต่พี่เกรย์จะชี้ชัดเรื่องประสบการณ์ในการทำงานให้ฟัง 3 ข้อครับผม

1. ชีวิตไม่ใช่เกมส์

เมื่อตอนเด็กๆคุณพี่อาจจะเล่นเกมส์ภาษา RPG กันมากไปไงครับ มองว่าการทำงานเหมือนการเก็บค่า EXP ในเกมส์ ที่ยิ่งเก็บก็ยิ่งอัพ Lv. ได้เร็วขึ้น แต่เอาเข้าจริงๆ การทำงานมันมีอะไรมากกว่าความชำนาญนะจ๊ะ เบบี๋ คงไม่มีใครอยากจะจ้างคนที่ชงกาแฟเก่งที่สุดในบริษัทด้วยเงินเดือนหลักแสน ดังนั้นถามตัวเองสักนิดนะจ๊ะว่า ประสบการณ์ที่มีนั้น มันทำประโยชน์ให้องค์กรหรือเปล่า

2. ต้นทุนการจ้างงาน

อย่าลืมครับอย่าลืม นายจ้างเค้าก็ต้องทำมาหาแดรกส์เหมือนกับเรา จะให้สปอยคนเก่าจนเหลิง ลองคิดสิคิดหน่อยนะจ๊ะว่า งานบางอย่างก็ไม่สามารถเพิ่มค่าจ้างให้ตามประสบการณ์ทำงานได้

สมมุติคนขับรถทำงานมา 35 ปี ได้เงินเดือนหลักแสน แม่บ้านทำงานมา 20 ปีได้เงินเดือนแปดหมื่นห้า ส่วน CEO หน้าหมาเข้ามาใหม่ได้เงินเดือนแค่ห้าหมื่นแปด โทษนะครับ แบบนี้ใครจะดูแลใครกันแน่?

สรุปสั้นๆจากข้อนี้ ถ้าไม่มีความสามารถที่สร้างคุณค่าแล้วล่ะก็ อย่าหวังจะเพิ่มเงินเดือนให้ตัวเองเลยดีกว่า

3. ไม่กล้าเปลี่ยนงานเอง

ถ้าคุณมั่นใจว่าตัวเองเจ๋ง ก็ลาออกสิครับรออะไรอยู่? บ่นไปเงินเดือนก็ไม่ขึ้น แถมยังน่ารำคาญ เหมือนกับคนที่สันดาน เอ้ย นิสัยขี้บ่นจนคนอื่นเอือมระอาครับผมครับ ไม่ต้องมาพูดถึงเรื่อง Comfortzone อะไรกันนะครับ เอาแค่สันดานโจรขี้แพ้ก็แก้ให้ได้ก่อนละกัน

ทำงานนานไม่ใช่ทำงานดี
ทำงานดีก็ไม่ใช่ว่าจะมีค่า
อย่าเอาไปปนกันมั่วแบบง่าวๆ นะครับ
เดี๋ยวชีวิตจะคละคลุ้งด้วยกลิ่นคาวแบบโง่ๆ

ที่พี่เกรย์กล้าด่าแรงๆแบบนี้เพราะอะไรรู้ไหม เพราะประสบการณ์ของเราจะถูกวัดโดยคนอื่นเสมอไงจ๊ะ เบบี๋ หน้าที่ของเราทุกคนคือ ทำยังไงให้คนเชื่อว่า เรามีประสบการณ์และคุ้มค่าเงินที่เค้าจ่ายไปเพื่อจ้างเรามาทำงาน ไม่ใช่คิดว่าเงินที่ได้ไม่คุ้มค่าประสบการณ์  มัวแต่โทษคนอื่น แล้วยืนอยู่ในกะลา บางทีน่าจะอายหมาเหมือนกันนะครับ

ถ้าจะถามว่าทุกวันนี้เราได้เงินเดือนน้อยเกินไปหรือเปล่า พี่เกรย์อยากให้อ่านบทความชื่อว่า ทำงานอย่างไรให้เงินเดือนเป็นแสน แล้วคุณจะพบคำตอบครับว่า เงินที่จ้างคุณนั้นมันมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ

สุดท้ายก่อนจากกันไปรักษาอาการไบโพลาร์ พี่เกรย์ของฝากข้อคิดและคำถามหน่อยครับว่า เงินเดือนที่เราบ่นกันว่าน้อยๆๆนั้น มันเป็นเพราะเรากระจอกหรือเราไม่มีประสบการณ์ อันนี้ถามตรงๆไม่ได้ด่านะจ๊ะ กร้ากกกก

6/10 ความแตกต่างของการเก็บเงินด้วยประกันชีวิต กับการเก็บเงินรูปแบบอื่นๆ [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต]

 

“เราเรียนหนังสือเพื่อหาเงิน

เราควรมีการออมเงินเพื่อเก็บรักษาเงิน

เราควรมีการลงทุนเพื่อต่อยอดให้เงินเติบโต

เราควรทำประกันชีวิตเพื่อให้ตนเองปลอดภัย”  

 

การหาเงินนั้นสำคัญพอๆกับการเก็บรักษาเงิน อธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายก็จะเปรียบนิสัยการออมนั้นเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ รายได้เหมือนน้ำฝนและการประกันชีวิตเหมือนปกป้องเขื่อนให้มีความแข็งแรง เพื่อที่เราจะได้มีน้ำใช้สอยอย่างอุดมสมบูรณ์ทั้งหน้าฝนและหน้าแล้ง

 

เราสามารถทำให้มีน้ำใช้ตลอดชีวิตได้โดยการสร้างเขื่อนเก็บไว้ สร้างแนวป้องกันเขื่อนที่แข็งแรง ยืดหยุ่นได้หากเกิดแผ่นดินไหวเพื่อไม่ให้เขื่อนพังลงมา เช่นเดียวกับเรื่องการเงิน ถ้าเราอยากมีเงินใช้ไปตลอดชีวิตก็ต้องหาที่เก็บเงินที่ตอบโจทย์ของแต่ละเป้าหมายของเราในปัจจุบัน ช่วงอนาคตอันใกล้และเดินทางไปถึงเป้าหมายที่อยู่สุขสบายยามชราได้อย่างปลอดภัย

 

สินทรัพย์ทางการเงินแต่ละรูปแบบนั้นก็มีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป

 

ตัวอย่างจุดเด่น

  • ลดหย่อนภาษี คือ กองทุนรวมประเภท LTF และ RMF การประกันชีวิต
  • สร้างเงินบำนาญ คือ ประกันชีวิตแบบบำนาญ
  • การคุ้มครองชีวิต คือ การประกันชีวิต
  • มีรายได้สม่ำเสมอ คือ ตราสารหนี้ (หุ้นกู้ พันธบัตรัฐบาล)

 

 

เรานำข้อดีของแต่ละผลิตภัณฑ์มารวมกัน เพื่อสร้างแผนการเงินในแบบที่ตอบสนองความเป็นตัวเองให้มากที่สุด จากเมื่อก่อนเราเคยมีความคิดในมุมของนักลงทุนหุ้นว่าหากนำเงินไปลงทุนหุ้นเอง แม้ว่าบางจังหวะจะขาดทุนบ้างแต่ในระยะยาวก็ยังชนะผลตอบแทนของประกันชีวิต ทั้งที่ความจริงแล้วจุดเด่นของประกันชีวิต คือ การปกป้องความมั่งคั่งแตกต่างกับการลงทุนหุ้นที่สร้างความมั่งคั่งในระยะยาว จะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้

 

6/10 ความแตกต่างของการเก็บเงินด้วยประกันชีวิต กับการเก็บเงินรูปแบบอื่นๆ [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต]

 

จาก Infographic แสดงความแตกต่างระหว่างการลงทุนและการประกันชีวิต เราจึงสามารถอธิบายได้ว่า…

 

หากเราต้องการเก็บเงิน 1 ล้านบาทภายใน 15 ปีโดยเลือกที่จะนำไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆด้วยตนเอง เช่น กองทุนรวม กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมตราสารทุน หุ้น ฯลฯ เพราะมองว่าได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการทำประกันชีวิต แล้วเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นในปีที่ 8 เมื่อผู้ลงทุนเสียชีวิตอย่างกระทันหัน จึงทำให้เงินลงทุนที่เก็บไว้ต้องสะดุดลง โดยมีเงินลงทุนไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ที่ 1 ล้านบาท

 

หากจะรักษาเป้าหมายให้คงเดิมควรเปลี่ยนวิธีการเก็บเงิน โดยแบ่งเงินบางส่วนมาทำประกันชีวิตด้วยทุนประกัน 1 ล้านบาท ถ้าในขณะที่เก็บเงินแล้วเสียชีวิตลงก็จะได้รับเงินตามทุนประกันที่ทำไว้ 1 ล้านบาท เพื่อส่งต่อมรดกให้คนในครอบครัวใช้หรือชำระหนี้สินต่อไป  

 

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เป็นจุดแข็งของประกันชีวิต คือ การบังคับออมเงินอัตโนมัติ เพราะจำเป็นต้องจ่ายทุกเดือนหรือทุกปีตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ จึงทำให้เราบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ที่ 1 ล้านบาท แต่ถ้าหากเรานำเงินไปลงทุนเองบางครั้งอาจจะ “ลืมหรือรอจังหวะการซื้อ” จนทำให้บางครั้งไม่ได้ลงทุน เช่น ตั้งใจออมหุ้นทุกเดือนให้ได้ 1 ล้านบาท พอเห็นหุ้นตกหนักๆก็เริ่มกังวลชะลอการซื้อ จนทำให้เสียวินัยการออม

 

ในบทความต่อไปเราจะทำให้เรารู้ว่าประกันชีวิตนั้นตอบโจทย์กับเป้าหมายชีวิตได้อย่างไรนะจ๊ะ

 

 

 

 

สนับสนุนโดย

 

6/10 ความแตกต่างของการเก็บเงินด้วยประกันชีวิต กับการเก็บเงินรูปแบบอื่นๆ [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต]

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save