ลงทุนทั้งทีต้องลดภาษีได้สิย๊ะ

เจ๊กลับมาแล้วค๊าาาาา ก็มีเด็กๆน่ารักน่ากินหลายๆคนเข้ามาถามหลังไมค์ว่า “จะเริ่มต้นการลงทุนอย่างไร ที่ไม่ใช่การลงทุนกับตัวเจ๊?” แหม… อย่างกับพวกเธอจะมาเปย์ฉันนักแหระ อ่ะมา…! ก่อนอื่นนะคะที่รักพวกเธอจะต้องรู้ว่าจะลงทุนอย่างไรให้ได้ความคุ้มค่าสุดๆ โดยเฉพาะการลงทุนในกองทุนรวมที่เจ๊กำลังจะกล่าวต่อไปนี้ค่ะ

เริ่มแรกเลยนะ เจ๊แบ่งกองทุนให้เข้าใจง่ายเป็น 2 ประเภทคือ

  • กองทุนที่ลดหย่อนภาษีได้
  • กองทุนรวมทั่วไป

แต่ในฐานะของคนทำงานในวัยที่มีรายได้เก๋ๆและต้องเสียภาษีอย่างพวกเรา ก็พิจารณาง่ายๆค่ะว่าอันหนึ่งลงทุนให้ได้กำไร อีกอันได้กำไรด้วยและลดหย่อนภาษีได้ด้วย ก็ต้องลงอันที่ลดหย่อนภาษีได้ด้วยก่อนสิคะ แค่นี้เอง แหม… คิดกันเยอะทำไม

กองทุนรวมที่สามารถลดหย่อนภาษีได้มี 2 ประเภทค่ะ เจ๊จะร่ายให้ฟังที่ละอัน

1. กองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF

เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้นไทยหรือต้องมีหุ้นไทยอยู่ไม่น้อยกว่า 65% ของพอร์ตการลงทุน พวกเธอจะต้องถือยาวอย่างน้อย 5 ปีปฏิทินนะคะ (หมายถึงซื้อวันไหนก็ได้ในปีที่ 1 และขายวันไหนก็ได้ในปีที่ 5) แต่ถ้าซื้อแล้วเจ๊ไม่แนะนำให้ขายโดยไม่จำเป็นค่ะรอไปจนปีที่ 5 แล้วค่อยขายเมื่อต้องการเงินหรือถือยาวไปจนเกษียณเลยก็ได้นะคะ ปกติแล้วถือหุ้นดีๆนี่เค้าถือกันยาวๆเพราะมันมักจะให้ผลตอบแทนดีกว่าน่ะ

LTF ที่ซื้อในปีไหน สามารถนำไปลดหย่อนภาษีในปีนั้นได้โดยไม่เกิน 15% ของรายได้แต่ไม่เกิน 500,000 บาท คือเธอเอาเงินเดือนเธอมา x 15% เลยค่ะว่าเท่าไหร่และซื้อไม่เกินเท่านั้นก็พอนะคะ

ซื้อเกินลดภาษีไม่ได้แถมยังต้องเอากำไรจากการขายหน่วยลงทุนไปคำนวณภาษีอีก แล้วก็ห้ามขายก่อนกำหนด 5 ปีค่ะ ถ้าขายก่อนเธอจะถูกสรรพากรให้ยื่นภาษีใหม่แถมเจอค่าปรับอีก 1.5% ต่อเดือน แอร้ยยยยย คือถ้าจะลดหย่อยนแล้วก็คำนวณให้ดีถือให้ครบนะคะ กรณีถือจนครบกำไรที่ได้เพิ่มมาก็ไม่ต้องเสียภาษีค่ะ

2. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF

กองทุนประเภทนี้เป็นกองทุนที่เน้นการเก็บออมเอาไว้ใช้ในยามเกษียณค่ะ และกองทุนรวมนี้ก็ไม่ได้เน้นการลงทุนในหุ้นเท่านั้น พวกเธอสามารถเลือกได้เลยนะคะว่าอยากลงทุนด้วยความเสี่ยงแบบไหน ถ้าไม่อยากเสี่ยงมากก็ลง RMF ที่ลงทุนเน้นพวกตราสารหนี้ แต่ถ้าอยากเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้นก็ลองในกองทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้นได้ค่ะ แต่การลงทุนแบบนี้ต้องลงทุนยาวนานไปจนถึงอายุ 55 เลยนะคะ คือเจ๊อยากให้ลงค่ะ เป็นนโยบายเจ๊ เอาเงินไปซ่อนตัวเองไว้ ถอนไม่ได้ถึงอายุ 55 ดีจะตายพวกเธอก็ออมแบบเป็นเงินขังลืมไปเลย พอเกษียณเธออาจจะมามองอีกทีแบบ อุ้ยตกใจจัง มีเงินมาจากไหนเยอะมาก แอร้ย

สำหรับการลงทุนแบบ RMF ก็มีข้อกำหนดให้ลงทุนขั้นต่ำ 3% ของเงินเดือนหรือ 5,000 บาทขั้นต่ำนะคะ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15% ของรายได้และไม่เกิน 500,000 บาท

เมื่อนำไปรวมกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ค่ะ ถ้าเธอคิดการใหญ่ซื้อประกันแบบบำนาญไว้ด้วย ก็ต้องเอามารวมกันด้วย และเหมือน LTF ค่ะ ถ้าเธอขายก่อนเธอก็จะเจอค่าปรับได้เช่นกันนะเธอ

เรื่องกฎเกณฑ์ของกองทุนรวม LTF RMF มีเขียนไว้เต็มไปหมดเลยนะคะ เธอสามารถไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามเงื่อนไขของกฎเกณฑ์ของสรรพากร แต่เจ๊จะขอเล่าสิ่งดีงามในการลงทุนใน LTF หรือ RMF ก่อน การลงทุนในกองทุนทั่วไปนะคะ

สมมติเจ๊และเสี้ยมจู มีเงินได้คือ 600,000 บาทต่อปี (สมมตินะคะ จริงๆเจ๊รายได้มากกว่า ชิ!) แล้วเจ๊เลือกซื้อ LTF ส่วน เสี้ยมจูเลือกซื้อกองทุนรวมทั่วไปและสุดท้ายแล้วกองทุนดังกล่าวให้ผลตอบแทนเท่ากันคือ 10% สิ่งที่มันจะแตกต่างกันคือการลดหย่อนภาษีค่ะ

มาดูกันนะคะว่าเจ๊จะสวยและรวยกว่าเสี้ยมจูขนาดไหน

อันนี้เป็นฐานภาษีตามกฎหมายนะคะ

เจ๊มีรายได้เท่าเสี้ยมจูที่ 600,000 บาท ต่อปี

  • เจ๊และเสี้ยมจูหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนส่วนตัว 90,000 บาท
  • เจ๊ซื้อ LTF ไป 15% หรือ 90,000 บาท จึงได้รับการลดหย่อนภาษีจากเงินก้อนนี้
  • เสี้ยมจูซื้อกองทุนทั่วไป ไม่ได้รับการลดหย่อนภาษี
  • เจ๊คิดฐานภาษีที่ 420,00 บาท ส่วนเสี้ยมจูคิดที่ 510,000 บาท

ซึ่งคนสมัยนี้ไม่ค่อยเคยเห็นสิ่งนี้เพราะยื่นภาษีผ่านเน็ทกันหมด อาจจะไม่เข้าใจตารางภาษีแบบนี้ แต่เจ๊บังเอิญเกิดทัน เลยทำตัวอย่างการคำนวณภาษีมาฝากกัน ง่ายๆก็คือ เจ๊มีเงินได้ 600,000 บาทต่อปี หักค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่าย ไป 90,000 บาท คงเหลือรายได้สุทธิที่ต้องคำนวณภาษี 510,000 บาท ดูตามฐานภาษีแต่ละขั้นแล้ว เจ๊ต้องเสียภาษีรวม 29,000 บาท

ที่นี้ เจ๊ซื้อ LTF ไป 15% ของเงินได้ต่อปี เท่ากับ 600,000 x 15% = 90,000 บาท เจ๊จะมีรายได้สุทธิเพื่อคำนวณภาษีแค่ 420,000 บาท หรือคิดเป็นภาษีที่ต้องเสีย 19,500 บาท  ในขณะที่เสี้ยมจูซื้อกองทุนปกติ ที่ไม่สามารถนำมาลดภาษีได้ เสี้ยมจูจึงยังต้องเสียภาษีปกติ คือ 29,000 บาท เท่ากับเจ๊ประหยัดภาษีไปได้ 9,500 บาท

ว้าย มองแค่นี้พอจะเห็นได้แล้วใช่ไหมค่ะว่า เจ๊ สามารถประหยัดภาษีมากกว่าเสี้ยมจูถึง 9,500 บาท  งั้นมาสมมติกันต่อนะค่ะ ว่าผลการลงทุนได้ผลตอบแทนดีในเวลาต่อมาได้ 10% เท่ากันนะคะเรา 2 นางแสนเลิศจะมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

เห็นไหมๆๆๆๆ เจ๊บอกแล้วว่าข้อดีของ LTF กับ RMF มันเลิศมากกว่าการลงทุนในกองทุนรวมทั่วไปอย่างงี้แหละ หากพวกเธอจะเริ่มลงทุนในกองทุนรวม เจ๊อยากจะให้พวกเธอลองลงทุนกับกองทุนที่ลดภาษีได้อย่างงี้ก่อนนะคะ เพราะมันจะทำให้เธอได้  2 เด้งเลยค่ะหญิง !!!!!

ถ้ามีเงินเหลืออีก อยากลงทุนอีกค่อยหันไปลงทุนกองทุนทั่วไปกันต่อนะ เก็บเงินเยอะๆจะได้รวยๆแบบเจ๊ไง

อย่างไรก็ตามพวกเธอก็คงสงสัยกันแล้วชิมิค่ะว่าจะเริ่มเปิดบัญชีอย่างไร

20 ขั้นตอนสร้างสรรค์ชีวิตการเงินใหม่ดังใจคิด!!

20 ขั้นตอน สร้างสรรค์ชีวิตการเงินใหม่ในปี 2015-02 (1)

 

สวัสดีวันแรกของเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ครับ เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านปีใหม่ไปแล้ว 1 เดือน แต่ผมไปแอบรู้ (เผือก) มาครับว่า.. มีหลายคนยังไม่ได้เริ่มต้นวางแผนการเงินของตัวเองเลย ถ้าถามว่าวางแผนตอนนี้ยังทันไหม คำตอบ คือ "ทัน" แน่นอนครับเพราะไม่มีอะไรสายเกินกว่าที่เราจะลงมือทำ ใช่ไหมล่ะคร้าบบ

 

ดังนั้น @TAXBugnoms เลยคิดว่าเราควรจะมาทบทวนกันอีกสักที ผ่านการแนะนำขั้นตอนการวางแผนการเงินที่ใครๆก็ทำได้ เพียงแค่เริ่มต้นให้ถูกทางเท่านั้นเองครับ เอาล่ะ… เรามาดูกันเลยครับว่า 20 ขั้นตอนสร้างสรรค์ชีวิตการเงินใหม่ดังใจคิด!! นั้นมีอะไรบ้าง

 

1. วางแผนการออมตลอดทั้งปี เริ่มต้นข้อแรกแบบง่ายๆสั้นๆกับการวางแผนเงินออมของเราก่อนว่าปีนี้อยากจะออมเงินได้เท่าไร โดยดูจากจำนวนที่ไหว และพอสู้ได้ สิ่งที่สำคัญสำหรับการวางแผนก็คือ ให้วางแผนจากจำนวนที่เราพอทำไหว บวกเข้าไปสัก 20% ให้ท้าทาย แต่อย่าไปตั้งจำนวนที่เราทำไม่ได้นะครับ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น รับประกันว่าวางไปก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์

 

2. วางแผนการใช้จ่ายทั้งหมดให้ชัด  รู้ว่าอะไรคือรายจ่ายที่จำเป็นและต้องการ (ไม่จำเป็น) ของตัวเราเอง เพื่อที่เราจะได้ทำต่อในข้อที่ 3

 

3.  ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป รายจ่ายมากมายในชีวิตของเรา ล้วนประกอบไปด้วยรายจ่ายที่ไม่จำเป็น แน่นอนว่าถ้าอยากรวย สิ่งแรกที่เราต้องทำคือการ ลดรายจ่าย เพราะมันทำแล้วทำได้ทันดี ง่ายที่สุด หยุดทุกปัญหา เพียงแต่ว่าเราจะกล้าทำหรือเปล่า

 

4. ทำบัญชีไว้ตั้งแต่วันแรก บัญชีรายรับรายจ่าย คือสิ่งที่เราต้องทำเพื่อตรวจสอบรายการทางการเงินของเรา ถ้าถามว่ามีประโยชน์ไหม บอกเลยครับมีประโยชน์มากกกกกกกกกกกกกก เพราะการเงินเราจะเอาไปฝากใครให้ดูแล เราต้องดูแลตัวเองนี่แหละครับ

 

5. แทรกด้วยแผนการออมฉุกเฉิน เงินออมฉุกเฉินจำนวน 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือนนั้น เป็นสิ่งที่หลายคนมักจะลืมเพราะคิดว่าไม่จำเป็น แต่จริงๆแล้วมันจำเป็นมากครับ เมื่อเกิดเรื่องด่วนกับชีวิตเรา อย่าลืมสำรองเงินส่วนนี้ไว้ด้วยนะครับ

 

6. เพลิดเพลินด้วยระบบลงทุนอัตโนมัติ การลงทุนอัตโนมัติ คือการลงทุน แบบ DCA ตัดบัญชีทุกเดือนเพื่อสร้าง "วินัย" ให้กับตัวเองคร้บ และเมื่อมีวินัย มันจะทำให้เราเพลิดเพลินกับการลงทุน และท้ายที่สุดเมื่อมองที่ผลลัพธ์ นั่นคือสิ่งที่เราทุกคนภูมิใจแน่นอนครับ

 

7. จัดพอร์ทการลงทุนให้เหมาะสม พอร์ทการลงทุนที่เหมาะสม คือ พอร์ทการลงทุนที่เรารับความเสี่ยงได้นั่นเอง โดยเราสามารถทำแบบประเมินความเสี่ยงเพื่อหาพอร์ทการลงทุนที่เหมาะสมของตัวเองได้ที่บลจ.ที่เราลงทุนอยู่หรือจะทำออนไลน์ก็ได้เช่นเดียวกันครับ

 

8. อย่าอมความรู้ แชร์ให้คนข้างๆบ้าง ยิ่งให้ยิ่งได้ คือการแบ่งปันความรู้ เพราะความรู้ด้านการเงินมีมากมาย ทั้งหุ้น กองทุน ภาษี ออมเงิน ฯลฯ อีกมากมาย ดังนั้นการแบ่งปันความรู้จะทำให้เรารู้มากขึ้นนั่นเองคร้าบ

 

9. อย่าหาข้ออ้างในการใช้เงิน อันนี้ตรงตัว เข้าใจตรงกันนะคร้าบบ

 

10. หยุดเวิ่นเว้อเวลาเห็นคนมีมากกว่า การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นนั้นคือความทุกข์อย่างมหันต์ ถ้าเราอยากมีความสุข แนะนำเลยครับว่าเปรียบเทียบกับตัวเราเองในทุกๆวันว่าเราพัฒนาขึ้นหรือยัง และความสุขที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่เรื่องของจำนวนเงินที่มาก แต่ต้องเป็นจำนวนเงินที่เรามียตามความเหมาะสมของตัวเองต่างหาก

 

11.  จัดการเอกสารให้เป็นเรียบร้อย เก็บเอกสารดี เรียบร้อยและมีประโยชน์ มีผลต่อการวางแผนการเงินมากๆครับ เพราะสะดวกต่อการค้นหา แถมยังไม่เสียเวลาอีกด้วย

 

12. หาถ้อยคำสร้างแรงบันดาลใจสมำเสมอ คำคม คำนิยม บทความ สิ่งใหม่ๆจะทำให้เราหลุดจากกรอบเดิม ดังนั้นอ่านให้เยอะ คิดให้มาก ชีวิตจะได้เกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆคร้าบ

 

13. เมื่อเจอการลงทุนใหม่ๆ ต้องศึกษา อย่าเชื่อว่าคนเราจะรวยได้ง่าย เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริง ไม่มีใครจนแล้วครับ ดังนั้นเมื่อได้ยินอะไรใหม่ๆ อย่าลืมค้นคว้าศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยนะคร้าบ

 

14. อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา เงินน้อยรวมกันมันก็กลายเป็นเงินมาก ส่วนวาสนามักจะมาช้ากว่าการลงมือทำเสมอๆ อยากได้อะไรเริ่มง่ายๆ แค่ลงมือทำครับ เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ล้วนมีความสำเร็จเล็กๆเป็นองค์ประกอบ

 

15.พาตัวเองไปหาโอกาสสร้างรายได้ หลังจากที่ลดรายจ่ายกันไปแล้ว หนทางต่อมาคือการสร้างรายได้เพิ่ม หาโอกาสเจอสังคมใหม่ๆ หรือสร้างวิธีการในการทำงานใหม่ๆ เพื่อที่ว่าจะใช้สร้างโอกาสให้กับตัวเราเองในอนาคตครับ 

 

16.  ตรวจสอบแผนการลงทุนให้เป็นนิสัย การทบทวนแผนการลงทุนนั้นเป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะจะได้ตรวจสอบพอร์ทการลงทุนและความเหมาะสมของตัวเราเอง เพราะการยอมรับความเสี่ยงของคนเราจะเปลี่ยนไปในทุกๆช่วงอายุ ดังนั้นอย่างน้อยปีนึงควรจะมีการตรวจสอบสัก 1 ครั้งนะครับ

 

17.  ไปปรึกษากูรูบ้าง ถ้ามีโอกาส การปรึกษาผู้รู้เป็นเรืองดี เพราะบางทีเค้าอาจจะมองเห็นอะไรที่กว้างกว่าเรา แต่อย่าไปเซ้าซี้หรือถามคำถามจนเค้ารำคาญล่ะคร้าบ

 

18.  จงฉลาดกับการจัดการความคาดหวังของตัวเอง ขอบอกเลยว่า ถ้าจัดการความคาดหวังของตัวเองให้ดี มีชัยไปกว่าครึ่งครับ

 

19.  ครื้นเครงกับสิ่งรอบตัวบ้างอะไรบ้าง เพราะความสุขอยู่รอบตัวเรา การเครียดเรื่องการเงินเกินไป ชีวิตเราก็อาจจะมีปัญหา เลือกเดินทางสายกลางดีกว่าครับ

 

20.  หาเวลาว่างทบทวนการลงทุนเป็นประจำ ไม่มีแผนการลงทุนที่ดีที่สุดในทุกช่วงเวลา ดังนั้นลองมองหาและตรวจสอบการลงทุนของเราด้วยครับว่า มันยังโอเคอยู่หรือเปล่า?

20 ขั้นตอน สร้างสรรค์ชีวิตการเงินใหม่ในปี 2015-01

3/10 แนะนำประเภทประกันชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต…]

 

การทำประกันชีวิตนั้นบริษัทประกันมีการจ่ายเงินโดยขึ้นอยู่กับลมหายใจเข้า-ออกของเรา ทั้งที่ยังมีลมหายใจอยู่หรือหมดลมหายใจไปแล้ว โดยส่วนประกอบหลักๆ ของประกันชีวิตนั้นจะเป็นเรื่องของ “การสะสมเงินและความคุ้มครอง” ในบทความนี้เราจะรู้ว่าภาพรวมของธุรกิจประกันนั้นเป็นอย่างไร ประกันชีวิตมีกี่แบบ เพื่อจะได้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของเราให้ได้มากที่สุด

 

การแบ่งประกันภัยตามหลักการทางธุรกิจประกันภัยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

 

 

การประกันชีวิต (Life Insurance)

  • สัญญาหลักที่เราจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าประกันชีวิตที่เป็น “สัญญาหลัก” มี 4 แบบ ดังนี้
    • ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance)
    • ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance)
    • ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance)
    • ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuities)
  • สัญญารองที่เราจะเรียกว่า “อนุสัญญาหรือว่าRider” จะเป็นประกันสุขภาพ อุบัติเหตุ ฯลฯ

 

การประกันวินาศภัย(Non-Life Insurance) มี 4 ประเภท คือ

  • การประกันอัคคีภัย
  • การประกันภัยรถยนต์
  • การประกันทางทะเลและขนส่ง
  • การประกันภัยเบ็ดเตล็ด

 

3/10 แนะนำประเภทประกันชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต...] 

 

ลักษณะสำคัญและประโยชน์ของประกันชีวิต 4 แบบ ดังนี้

 

  • ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance)

3/10 แนะนำประเภทประกันชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต...]

 

  • ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance)

3/10 แนะนำประเภทประกันชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต...]

  • ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance)

3/10 แนะนำประเภทประกันชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต...]

ตัวอย่าง

ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ Super Protection Plus "ดูแลคุณ ดูแลครอบครัว" ของผู้ทำประกันอายุ 50-75 ปี โดยคุ้มครองชีวิตถึงอายุ 90 ปี มีมรดกให้ลูกหลาน และหากเข้าโรงพยาบาลจะมีเงินชดเชยรายได้วันละ 1,000 บาทที่สะสมได้หากไม่เบิก และสามารถหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทอีกด้วย

 

  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuities)

3/10 แนะนำประเภทประกันชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต...]

ตัวอย่าง

ประกันชีวิตแบบบำนาญ Super Life "วาดฝัน บำนาญสุข" ที่จะทำให้เรามีรายได้แน่นอนหลังเกษียณ โดยเลือกได้ว่าจะรับเงินตั้งแต่อายุ 55 ปีหรือ 60 ปีจนถึงอายุ 90 ปี ในรูปแบบรายเดือนหรือรายปีและสามารถหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300,000 บาทอีกด้วย

 

 

สรุปว่า…

เมื่อเรารู้แล้วว่าควรปิดความเสี่ยงด้วยการทำประกันชีวิต เราควรเลือกแบบประกันที่เหมาะสมเพื่อให้ที่จะไปสู่เป้าหมายได้ปลอดภัยที่สุด และในบทความต่อไปจะเป็นเรื่องของ “สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิต” เพื่อที่เราจะได้เลือกแบบประกันได้เหมาะสมกับตนเองที่สุดนะจ๊ะ

 

 

 

สนับสนุนโดย

 

3/10 แนะนำประเภทประกันชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต...]

 

 

3 ตัวช่วยรวยด้วยหุ้นเทคนิค ตอนที่ 10 “วิธีใช้งาน RSI ที่ถูกต้อง”

     อ้าาวววววว… เร่เข้ามาครับ…เร่เข้ามา ตอนที่ 10 เป็นตอนสุดท้ายของ RSI แล้วจ้า!!! ตอนนี้แหละที่จะมาแนะนำวิธีใช้งาน RSI ที่ถูกต้องให้เอาไปใช้กัน ซึ่งตอนที่แล้วผมได้แนะนำวิธีใช้งาน RSI ที่ไม่ถูกต้องแต่เป็นวิธีที่ถูกแนะนำให้ใช้กันอย่างแพร่หลายไปแล้ว นั่นก็คือ การตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นโดยใช้สัญญาณของ RSI ได้แก่ Overbought , Oversold และ Divergence เพียงอย่างเดียว แถมยังยกตัวอย่างให้เห็นกันแบบจะ ๆ ว่าถ้าตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นด้วยสัญญาณของ RSI เพียงอย่างเดียว มีโอกาสซื้อของแพงและโอกาสขายหมูได้

 

หากใครยังไม่เข้าใจความหมายของ Overbought Oversold และ Divergence ของ RSI สามารถทำความเข้าใจเนื้อหาส่วนนี้ได้ที่บทความ “วิธีใช้งาน RSI ที่ไม่ถูกต้อง” ครับ

 

 

สัญญาณ Overbought OverSold และ Divergence ของ RSI ใช้งานไม่ได้หรือ ?

 

คำตอบ คือ ใช้งานได้ครับ… ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า ถ้าลงมือซื้อหุ้นตามสัญญาณ Oversold ของ RSI (กรณี RSI น้อยกว่า 30) หรือลงมือขายหุ้นตามสัญญาณ Overbought (กรณีที่ RSI มากกว่า 70) หรือ Divergence ของ RSI ถือได้ว่าเป็นจังหวะในการซื้อขายหุ้นที่ดีมาก ๆ เลยทีเดียว

 

Screen Shot 2015-06-10 at 11.13.11 AM

รูปตัวอย่างที่สัญญาณ Overbought ของ RSI สามารถให้จังหวะในการขายหุ้นได้เป็นอย่างดี และสัญญาณ Oversold ของ RSI สามารถให้จังหวะในการซื้อหุ้นได้เป็นอย่างดี

 


Screen Shot 2015-06-10 at 11.13.23 AM

รูปตัวอย่างสัญญาณ Bearish Divergence สามารถให้จังหวะในการขายหุ้นได้เป็นอย่างดี

 

Screen Shot 2015-06-10 at 11.13.34 AM

รูปตัวอย่างสัญญาณ Bullish Divergence สามารถให้จังหวะในการซื้อหุ้นได้เป็นอย่างดี

 

สัญญาณจาก RSI บางทีก็ใช้งานได้ดี บางทีก็ใช้ไม่ได้

 

     จากบทความตอนที่แล้ว เรื่องวิธีใช้งาน RSI ที่ไม่ถูกต้อง  ผมได้ยกตัวอย่างให้เห็นกรณีที่ลงมือซื้อขายหุ้น โดยตัดสินใจจากสัญญาณ Overbought Oversold และ Divergence แล้วไม่ได้ผลดี แต่บทความนี้กลับยกตัวอย่างที่ลงมือซื้อขายหุ้นจากสัญญาณ Overbought  Oversold และ Divergence แล้วได้ผลดี หลายคนคงอาจจะกำลังสับสนว่าตกลงมันยังไงกันแน่ สัญญาณจาก RSI เอาไปใช้ได้จริงหรือใช้ไม่ได้?

 

ประเด็นที่ผมอยากบอกกับผู้อ่านก็คือ สัญญาณจาก Indicators ทุกตัว รวมทั้ง RSI ไม่สามารถทำนายได้ถูกต้อง 100% ว่าอนาคตราคาหุ้น หรือกราฟราคาหุ้น จะต้องเคลื่อนที่ไปในทิศทางไหน  

 

     ดังนั้นเวลาวิเคราะห์ RSI ถ้าเราลงมือซื้อขายหุ้นจากสัญญาณของ RSI บางทีก็ใช้ซื้อขายหุ้นแล้วได้กำไร บางทีก็ใช้ซื้อขายหุ้นแล้วขาดทุน ถ้าเราเข้าใจความจริงจุดนี้ก่อนจะทำให้เราไม่คาดหวังผลจากการวิเคราะห์ Indicators หรือ RSI มากจนเกินไป

 

 

แล้ววิธีใช้งาน RSI ที่ถูกต้อง ต้องทำยังไง ?

 

     วิธีการใช้งาน RSI ที่ถูกต้องที่ผมจะแนะนำนั้น จะเป็นหลักการสำหรับใช้งาน Indicators ทุกประเภท และผมก็ได้แนะนำไว้ในบทความตอน วิธีใช้งาน EMA ที่ถูกต้อง และ วิธีใช้งาน MACD ที่ถูกต้อง ด้วยเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ….

 

ต้องให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นมากกว่า Indicators และใช้ Indicators เพื่อช่วยส่งสัญญาณเตือนหรือเป็นข้อมูลเสริมเพื่อประกอบการตัดสินใจเท่านั้น

 

ดังนั้นห้ามให้ความสำคัญกับ Indicators มากกว่ากราฟราคาหุ้น และห้ามตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นจากข้อมูล Indicators แต่เพียงอย่างเดียว

 

 

ใช้ RSI เป็นสัญญาณเตือน !!

Screen Shot 2015-06-10 at 11.16.30 AM

     เมื่อเกิดสัญญาณจาก RSI ก็เหมือนกับเราเจอป้ายเตือนภัยนั่นเองครับ เมื่อเราเจอป้ายเตือนภัย สิ่งที่ควรทำก็คือ ให้เพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น เวลาที่เราเจอป้ายเตือนว่าระวังของตกจากด้านบน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีของตกลงมาจากข้างบนตลอดเวลา แต่ให้เราคอยระวังเพราะบริเวณนั้นมีของตกลงมาบ่อยครั้ง ถ้าจำเป็นต้องเดินเข้าไปใกล้ ๆ บริเวณนั้นก็ให้เพิ่มความระมัดระวัง หรือหาเครื่องป้องกัน  

 

 #RSI ก็เช่นกัน เวลาที่เกิดสัญญาณจาก RSI ไม่ว่าจะเป็น Overbought Oversold หรือ Divergence ก็ให้เราใช้สัญญาณนั้นเป็นสัญญาณเตือน ให้เพิ่มความระมัดระวัง และติดตามกราฟการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดยิ่งขี้น เนื่องจากอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางในอนาคต เช่น

 

สัญญาณ Overbought หมายความว่า ราคาหุ้นได้เพิ่มสูงขึ้นมาก ให้ระวังว่าราคาหุ้นอาจจะมีการพักตัวชั่วคราว หรืออาจจะปรับตัวลดลงในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวลดลงจริง ๆ ในอนาคต

 

สัญญาณ Oversold หมายความว่า ราคาหุ้นได้ลดลงมากแล้ว ให้ระวังว่าราคาหุ้นอาจจะมีการเด้งขึ้นชั่วคราว หรืออาจจะปรับตัวสูงขึ้นขึ้นในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวขึ้นจริง ๆ ในอนาคต

 

สัญญาณ Bearish Divergence หมายความว่า Momentum ของราคาหุ้นในทิศทางขาขึ้น เริ่มอ่อนแรง ให้ระวังว่าราคาหุ้นอาจจะมีการพักตัวชั่วคราว หรืออาจจะปรับตัวลดลงในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวลดลงจริง ๆ ในอนาคต

 

สัญญาณ Bullrish Divergence หมายความว่า Momentum ของราคาหุ้นในทิศทางขาลง เริ่มอ่อนแรง ให้ระวังว่าราคาหุ้นอาจจะมีการเด้งขึ้นชั่วคราว หรืออาจจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวขึ้นจริง ๆ ในอนาคต

 

 

ตัดสินใจลงมือซื้อขายจากกราฟราคาหุ้นเท่านั้น 

เมื่อ RSI เกิดสัญญาณเตือน ไม่ว่าจะเป็น Ovebought Oversold หรือ Divergence ก็ตาม เราจะใช้สัญญาณเหล่านี้เป็นสัญญาณที่บอกว่าหุ้นตัวนี้เริ่มมีความน่าสนใจ หรือเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าราคาหุ้นในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง เพื่อให้เราติดตามกราฟราคาอย่างใกล้ชิดเพื่อหาจังหวะที่ลงมือซื้อหรือขายที่ดีต่อไป หรือเป็นสัญาณ แต่การหาจังหวะลงมือซื้อขายหุ้นที่ดีนั้น จะต้องกลับไปวิเคราะห์จากกราฟราคาหุ้นเสมอ เ&#

วางแผนมีเงินใช้ตลอดไป ด้วยประกันชีวิตแบบบำนาญ

 

หากเราโชคดีจับสลากได้รับรางวัลเงินสดมูลค่า 100,000 บาท โดยมีเงื่อนไขการรับรางวัลให้เลือก 2 ข้อ คือ

ก. รับเงินสดตอนนี้จะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 5 ของมูลค่ารางวัล คือ 100,000 x 5% =  5,000 บาท สรุปว่าเราจะได้เงินจริงๆ เพียง 95,000 บาท

ข. เลื่อนวันรับเงินรางวัลออกไปเป็นวันเดียวกันนี้ของปีหน้า โดยจะมีสิทธิ์ได้เลือกกล่อง 2 ใบคือ กล่อง A  และกล่อง B เราจะต้องลุ้นเองว่าในกล่องนั้นจะมีเงินรางวัลสุทธิ 200,000 บาทหรือเงิน 0 บาท

 

ถ้าเป็นคุณจะเลือกอะไรระหว่าง “ก หรือ ข” 

 

เฉลย

  • คนที่เลือก ก

เป็นคำตอบของคนทั่วไปที่จะขอรับเงินทันทีเพื่อที่จะใช้สร้างความสุขในปัจจุบัน กลัวความเสี่ยงและกังวลความไม่แน่นอนในอนาคตที่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง จึงเลือกที่จะรับเงินตอนนี้ที่น้อยลง

  • คนที่เลือก ข

เป็นคำตอบของคนส่วนน้อยที่ยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น เพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

 

จากคำตอบข้อ ก นั้นทำให้เรารู้ว่าคนส่วนใหญ่เลือกรับสิ่งที่แน่นอนในปัจจุบันมากกว่าที่จะอดทนรอคอยเพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นในอนาคต แนวคิดการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็เช่นกัน หากเรามีแนวคิดที่รักความสุขสนุกกับทุกๆ วัน มันเป็นสิ่งเรื่องดีที่คิดแบบนั้นเพราะเราจะมีความสุขกับทุกๆ เรื่องที่ทำ แต่ว่ามันจะดีกว่านี้ไหม ถ้าเราสามารถ "รักษาความสุขที่มีในปัจจุบันให้คงอยู่ตลอดไปตราบสิ้นลมหายใจสุดท้ายของเรา”   มิใช่การมีความสุขเพียงชั่วคราวในช่วงที่เรามีเรี่ยวแรงในการทำงานเท่านั้น

 

มีเหตุการณ์หนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดการรักษาความสุขที่เราอยากแชร์และอยากจะรู้ว่าหากมีแนวโน้มว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้เราจะวางแผนรับมือล่วงหน้ากับเหตุการณ์นี้อย่างไร

 

เรื่องมีอยู่ว่ารุ่นพี่ที่สนิทคนหนึ่งชวนเราไปเป็นเพื่อนไปดูสถานที่รับเลี้ยงคนป่วยแห่งหนึ่ง ลักษณะภายนอกเป็นตึก 3 คูหา 3 ชั้น ข้างในสะอาด เป็นระเบียบ พื้นที่ถูกแบ่งเป็นเตียงนอนไว้เป็นสัดส่วน ภาพหนึ่งที่เราจำได้ติดตาจนถึงปัจจุบัน คือ คนชราที่นอนป่วยรับอาหารทางสายยางอยู่บนเตียง รายล้อมด้วยลูกหลานที่แวะให้กำลังใจอยู่ข้างเตียง จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ทราบว่าที่แห่งนี้เป็นสถานที่ดูแลคนชราที่เจ็บป่วย ญาติไม่มีเวลาดูแลเพราะต้องทำงานตอนกลางวัน รวมทั้งมีพยาบาลดูแลตลอด 24 ชั่วโมง อยู่ใกล้หมอและโรงพยาบาลหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้รักษาได้ทันเวลา

 

วางแผนมีเงินใช้ตลอดไป ด้วยประกันชีวิตแบบบำนาญ

 

จากเหตุการณ์นี้ทำให้เรารู้ว่า….

  • ลูกหลานไม่มีเวลาดูแล – สภาพชีวิตในปัจจุบันที่ทุกคนต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ทำให้มีเวลาให้กับญาติผู้ใหญ่น้อยลง รวมถึงไม่มีความรู้ด้านการดูแลคนป่วยหรือคนชราที่เพียงพอ จึงเลือกที่จะจ้างผู้เชี่ยวชาญมาดูแล
  • รายจ่ายค่ารักษาพยาบาล – รายจ่ายส่วนนี้แพงขึ้นทุกๆปี ยิ่งเป็นโรคที่รักษายากหรือเรื้อรังก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก หากไม่มีเงินมารักษาก็จะต้องทนทรมานจากการเจ็บปวด บางรายอาจจะต้องหมดตัวเพราะค่ารักษาพยาบาลก็เคยมีมาแล้ว
  • ภาระของคนในครอบครัว – คนทำงานบางคนอาจจะต้องหยุดงานหรือลาออกจากงานเพื่อมาดูแลคนป่วย นอกจากสูญเสียรายได้จากการรักษาแล้วยังต้องเสียรายได้จากการไม่ได้ทำงานอีกด้วย และยิ่งหนักไปกว่านั้นหากผู้ที่มาดูแลนั้นเป็นแหล่งรายได้เดียวของครอบครัวที่มีรายได้ทางเดียวจากเงินเดือน
  • ดูแลตัวเอง – สำหรับคนโสดก็ต้องยิ่งดูแลเรื่องเงินมากกว่าปกติเพราะช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิต ญาติพี่น้องอาจจะล่วงหน้าไปสู่ดินแดนที่ชอบก่อนเราแล้ว ทำให้เราต้องเหงาเฝ้าบ้านอยู่คนเดียว แต่ว่า ณ จุดที่เดินไปไหนไม่ไหวก็อาจจะต้องหาคนดูแล เช่น สถานรับเลี้ยงคนป่วย

 

ทุกข้อข้างต้นล้วนเกี่ยวข้องกับ “เรื่องเงิน” แทบทั้งสิ้น ถ้าไม่อยากให้เรื่องราวดราม่าเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งในหน้าอัตชีวประวัติของเราก็ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่ตอนนี้นะจ๊ะ ไม่มีคำว่าสายหากเรายังมีเรี่ยวแรงในการทำงานเพราะนั่นหมายถึง เรายังสามารถสร้างทางเลือกให้ตนเองได้

 

เครื่องมือทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ทำให้เราสร้างรายได้ที่แน่นอนหลังเกษียณแบบไม่เป็นภาระของลูกหลาน สร้างเงินให้เติบโตโดยไม่ต้องเสี่ยงกับความผันผวนจากการลงทุน รวมถึงปลอดภัยและยังได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีอีกด้วย เครื่องมือทางการเงินนั้นคือ “ประกันชีวิตชนิดบำนาญ” นั่นเองจ้า

 

 

วางแผนวันนี้ เพื่อชีวิตรีไทร์ไร้กังวล

 

 

แผนการเงิน “SCB Retire Chill Chill” เป็นคำตอบของผู้ที่กำลังมองหาประกันชนิดบำนาญแบบใหม่ที่คุ้มครองยืนยาวถึงอายุ 90 ปี คือ ประกัน Super Life & Super  Protection Plus สองคู่หูที่ทำให้ชีวิตดี๊ดีหลังรีไทร์ที่สมัครง่ายไม่ต้องตรวจและตอบคำถามสุขภาพ เพื่อให้เรา “มีใช้ มีเผื่อ มีให้”

 

Super Life:

มีใช้ : สร้างเงินบำนาญเองได้จนถึงอายุ 90 ปี มีเงินใช้จ่ายอย่างสบายโดยไม่ต้องพึ่งพาคนใคร จ่ายเบี้ยเริ่มต้นแค่เดือนละ 7000 กว่าบาท 20 ปี มีเงินใช้ เดือนละ 10,000 บาท นาน 30 ปี ( *กรณีเพศชายอายุ 40 ปี เลือกรับเงินบำนาญอายุ 60 ปี)

 

Super Protection Plus:

มีเผื่อ : เผื่อไว้หากต้องนอนโรงพยาบาลก็ยังมีเงินชดเชยรายวัน วันละ 1,000 บาท หากไม่เบิกยังสะสมไปใช้ปีถัดไปได้สูงสุด 200,000 บาท จนถึงอายุ 90 ปี

มีให้ : มีเงินก้อนเป็นมรดกให้ลูกหลาน

 

 

 

 

“เรามีเวลาหาเงินครึ่งชีวิต เพื่อใช้เงินทั้งชีวิต”  ซึ่งความสำเร็จของเรานั้นไม่ได้วัดกันที่เงินรายได้ที่หาได้มาตลอดครึ่งชีวิต แต่วัดกันที่ความสามารถในการหาแหล่งเก็บเงินที่จะทำให้เรามีเงินใช้ไปทั้งชีวิตต่างหากหละ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ SCB Call Center 02-777-7777 หรือ www.scb.co.th

 

 

7 เคล็ดลับเพื่ออัพเกรดให้เป็นสุดยอดมนุษย์เงินเดือน

ทุกๆวันนี้ มนุษย์เงินเดือนหลายๆคนอาจจะกำลังบ่นว่า จะเอาอะไรกันนักหนา ทั้งๆที่ทุกวันนี้เราขยัน อดทน ตั้งใจทำงานจนจะตายคาออฟฟิศอยู่แล้ว มันยังไม่ดีพออีกหรอ!!!! ทำไมชีวิตถึงไม่ได้ก้าวหน้าเสียที

แต่จริงๆแล้วสิ่งที่เราเห็นไม่ใช่ว่าจะไม่มีหรอกนะครับ บางทีเราอาจจะมีแต่ยังไม่รู้ตัวก็ได้ว่า วันนี้ @TAXBugnoms เลยมีแนวคิดดีๆ 7 ข้อ มาแบ่งปันให้ทุกคนประสบความความสำเร็จในฐานะ สุดยอดมนุษย์เงินเดือน มาฝาก อยากรู้แล้วใช่ไหมครับว่ามีอะไรบ้าง งั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า

1. ความอดทน

มนุษย์เงินเดือนที่ประสบความสำเร็จทุกวันนี้ ล้วนเริ่มต้นจากความอดทนมานักต่อนัก ซึ่งความอดทนที่ว่าไม่ใช่ทนทำงานหนักเหมือนวัวเหมือนควาย อย่างที่ใครเค้าชอบพูดกันนะครับ แต่มันคือการอดทนทำงานให้เสร็จตามเป้าหมาย ถึงแม้ว่าเราจะไม่อยากทำ เพราะนั่นคือ คุณสมบัติของการเป็นมนุษย์เงินเดือนที่เรียกตัวเองว่า “มืออาชีพ”

2. การฝึกฝนและพยายาม

ความเพียรพยายาม หมั่นฝึกฝนในสิ่งที่เราได้เรียนรู้มาจากการทำงานในแต่ละวัน เอามาร่วมกันกับการ Focus เป้าหมายและมองหาหนทางสร้างอาชีพเพิ่มเติมที่ไม่ได้หยุดแค่การเป็นมนุษย์เงินเดือน เพื่อสร้างความก้าวหน้าในอาชีพที่ทำ หรือสร้างหนทางใหม่ๆให้กับสายงานที่เราทำอยู่ แบบนี้ คือ การฝึกฝนและพยายามที่ถูกต้องครับ 

สำหรับบางคนอาจจะสงสัยว่า พยายามจะทำแค่ไหนถึงจะไปถึงฝัน
ผมอยากแนะนำให้อ่านบทความนี้เพิ่มเติมดูครับ 
โอกาส ความสำเร็จ และการอิ่มตัวมีจริงไหม?

3. สร้างความมีประสิทธิภาพ

นายหมีแห่งออมมันนี่เคยสอนมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งไว้ว่า ทำงานมากแค่ไหนไม่ได้แปลว่าดี แต่การทำงานดีคือการทำงานฉลาดและมีประสิทธิภาพต่างหาก ซึ่งหมายความว่า เรายิ่งต้องสร้างประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น โดยทำงานให้เสร็จรวดเร็วขึ้นและถูกต้องมากขึ้น เพราะยิ่งงานเร็วขึ้นเท่าไร เรายิ่งมีเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นมากยิ่งขึ้นได้อีก #จะขึ้นไปไหน

4. อย่าฉลาดจนเกินงาม

ในสังคมไทยมีคำกล่าวไว้ว่า จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ซึ่งหมายถึงคนส่วนใหญ่ไม่ชอบให้ใครเกินหน้าตา ซึ่งคล้ายๆกับวัฒนธรรมที่เรียกว่า The Tall Poppy Syndrome ของประเทศออสเตรเลียที่ไม่ต้องการให้ใครเด่นเกินหน้าใคร ถ้าใครเด่นเกินก็จะถูกกำจัดทิ้งไปเสีย ดังนั้น การแสดงให้คนอื่นรู้ว่าเราเหนือกว่า บางครั้งอาจจะเป็นปัญหาชีวิตของมนุษย์เงินเดือนได้เหมือกัน เช่น การหักหน้าเจ้านายหรือผู้ใหญ่ หรือแม้แต่เพื่อร่วมงานก็ตาม วิธีแก้ คือ แนะนำให้หันมาเพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการความรู้สึกคนรอบข้างจะดีกว่า รับรองว่าชีวิตจะดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยครับ

แต่ถ้าเกิดคิดว่าอยากเปลี่ยนงานขึ้นมาจริงๆ
ลองตรวจสอบตัวเองที่บทความนี้เลยครับ
5 คำถามก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงานใหม่

5. ตามข่าวสารให้ทัน

ในยุคที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร การจัดการองค์ความรู้ให้สั้น กระชับ ฉับไว เป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นมนุษย์เงินเดือนที่รู้ทันและรู้กว้าง เพื่อสร้างโอกาสให้กับชีวิต แต่ไม่ใช่เอาแต่ติดตามข่าวสารจนไม่ทำงานนะครับ แบบนั้นจะกลายเป็นปัญหาได้แน่ๆคร้าบ

6. หันมาสนใจเรื่องวางแผนการเงิน

อีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนไม่สามารถก้าวไปถึงขั้นสุดยอดได้นั้น เกิดจากปัญหาเรื่องการเงินซึ่งเป็นปัจจัยอันดับ 1 จนถึงกับมีคำกล่าวว่า “เงินไม่ได้สร้างความสุข แต่อย่างน้อยมันไม่ทำให้ทุกข์เพิ่มขึ้น” ดังนั้นอย่าลืมวางแผนการเงินให้กับชีวิตกันด้วยนะครับ

ทำไม? มนุษย์เงินเดือนทุกคนต้องรู้จักกับการวางแผนการเงิน
10 ขั้นตอนสู่อิสรภาพการเงินของมนุษย์เงินเดือน

7. เพลินกับการผ่อนคลายชีวิต

มีคนกล่าวไว้ว่า “การพักผ่อนคือส่วนหนึ่งของการทำงาน” ดังนั้นการทำงานที่คร่ำเคร่งมากเกินไปจนหลงลืมเวลาด้านอื่นๆของชีวิต ก็อาจจะทำให้กลายเป็นปัญหาในอนาคตได้ ดังนั้นการผ่อนคลายเล็กๆน้อยๆ เช่น ฟังเพลง ดูหนัง ทำสปา เล่นกีฬาต่างๆ เพื่อสร้างองค์รวมของสุขภาพร่างกายที่ดี และเป็นการผ่อนคลายอีกวิธีหนึ่งที่ให้เราทำงานได้ดียิ่งขึ้นครับ

สุดท้ายแล้ว 7 เคล็ดลับที่จะมาแนะนำสำหรับมนุษย์เงินเดือนนี้ ถ้าบริหารจัดการให้ดีและทำได้ครบทุกข้อ ย่อมสามารถทำให้เรากลายเป็นสุดยอดมนุษย์เงินเดือนได้อย่างแน่นอนครับ และที่สำคัญกว่านั้น เราไม่ควรจบแค่อ่านผ่านๆเพียงอย่างเดียว แต่อย่าลืมนำไปปฎิบัติกันด้วยนะคร้าบบบบบบบบบบ

เศรษฐกิจแบบนี้!! ถ้าไม่รู้จะขายอะไร ลองขายความรันทดตัวเองดูไหมจ๊ะ

พี่เกรย์ is back in this game!! Man !!! กลับมาแล้วกับบทความประจำสัปดาห์ที่จะสอนให้คุณกล้าคิดเหมือนคนปกติหลังจากที่โง่เง่าหลงผิดไปนานแครบผม บทความหล่อๆตอนนี้เกิดจากความเห็นของชาวแควนเพจมาบ่นกระซิกกระซู่วี๊ดว้ายกระตู้วู้กับพี่เกรย์ทางหลังไมค์ว่า “ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี” เห็นหลายคนวิ่งหางานกันจ้าล่ะหวั่นแบบนี้ พี่ฟังแล้วก็ได้แต่ช้ำใจ ก่อนหน้านี้เคยเขียนสอนวิธีรับมือจัดการในบทความ 5 วิธีรับมือเมื่อตกงานและไม่มีเงินใช้ 

เห็นสถานการณ์ช่วงนี้บอกกงๆว่าพี่เกรย์กังวลใจ เลยตัดสินใจไปนั่งดูคนส่วนใหญ่ในช่วงนี้ครับ เลยพบสัจธรรมว่าช่วงนี้สิ่งที่มาแรงแบบฝุดๆ คือ การสร้างกระแสปลุกไฟกระตุ้นฝัน ทำกันให้มันเพราะเรานั้นจะไปสู่ความสำเร็จแบบเสร็จสรรพ แถมยังมีไอดอลมากมายเพียบพร้อมที่จะบอกให้เรานั้นเดินตามความฝันและความสำเร็จให้ได้แบบเขา #ชีวิตต้องเดินตามหาฟามฝันนนน

แต่ยิ่งอ่านยิ่งฟังกูรูพวกนี้มากขึ้นเท่าไร พี่เกรย์เลยสงสัยข้อเท็จจริงอยู่ข้อหนึ่งว่า
ทำไมไอดอลทั้งหลายมันต้องมีชีวิตที่ระยำรันทดแบบโหดสัสที่เหมือนๆกันหมดเลยวะครับ

ยกตัวอย่างง่ายๆนะ ลองอ่านดูไม่ได้ว่าใครนะ แต่ถ้าใครร้อนตัวก็บอกเลยว่าไม่ใช่คุณแน่ๆ

  • ผมติดยา หมายังเมิน แต่ตอนนี้ผมมี 100 ล้านแล้ว คุณก็มีได้ (ยังไงวะ?)
  • จากเด็กติดเกมส์ กลายมาเป็นเศรษฐีมีห้าแสนล้านกับอีกสามสิบแปดบาท  (เกี่ยวไรวะ?)
  • ทำธุรกิจจนเกือบล้มละลาย แต่สุดท้ายกลับมาเป็นสุดยอดเดอะเบสท์จากฮอกวอร์ด (แล้วไงวะ?)

มีป้าแก่ๆแถวบ้านพี่เกรย์กระซิบให้ความเห็นมาว่า ถ้าแบบเป็นโปรไฟล์อ้างอิงเล็กๆ ไม่น่าเกลียดนะคะ มันให้ความรู้สึกดี เหมือนว่าเค้าก็คนเหมือนเรา ดูเข้าถึงรากหญ้าดี แต่ตอนนี้เล่นเอาเป็นจุดขายกันหมดเลย ป้าสงสัยจุงเบยทำไมมันเหมือนกันไปหมดคะ?? #เป็นคำถามที่ดีมากๆเลยครับป้า

พี่เกรย์เลยคิดว่าโมเดลนี้มันคุ้นๆ อารมณ์ประมาณว่ามีการจัดทีมสร้างอย่างเป็นล่ำเป็นสันกันเลยครับผมครับ เริ่มตั้งแต่ ตั้งทีม PR แชร์กันไปแชร์กันมา แนะนำกันต่อเหมือนคนติดยาบ้า แล้วส่งให้หน่วยกระจายโอนผลประโยชน์ สร้างลุคดีๆ โปรไฟล์แจ่มๆ แต่งแต้มด้วยตราม่าแล้วสุดท้ายแม่มก็มาขายของ #กร้ากกกกกแม่มคุ้นสัสๆ

ทีนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับสังคมไทย พี่เกรย์เลยอยากจะให้เช็คลิสต์ 3 ข้อสั้นๆเพื่อมาตรวจสอบกันดูว่าพวกเธอนั้นเป็นแบบนี้อยู่หรือเปล่า ถ้าเป็นก็รีบไปเลิกที่ถ้ำกระบอกซะนะจ๊ะ เบบี๋

1. ชอบเรื่องดราม่า

คนประสบความสำเร็จแม่มบ้านรวยไม่ได้ จบการศึกษาดีไม่ได้ เพราะมันจะดูไม่มีความพยายามในการสร้างฐานะของตัวเอง แต่เอาจริงๆมันเกี่ยวป่ะล่ะวะครับ คิดดีๆนะ ยิ่งคนรวย คนเก่ง เค้าจะยิ่งมีโอกาสสร้างความสำเร็จให้ก้าวไกล ไม่ใช่มาโม้แต่ความง่าวในอดีตเพื่ออวดความจังไรหรอกจ๊ะ พวกคุณแม่มดูเรื่องดราม่าแล้วรู้สึกดีไง รู้สึกว่าตัวเองแม่มก็เป็นไอ้กระจอกแบบนั้นแล้วเติบโตได้ต่อไป แต่เอาจริงๆพวกคุณแม่มก็แค่แชร์แล้วแปะในหน้าเฟสตัวเองแล้วก็ลืมๆไป เผลอแปบเดียวผ่านมาปีกว่าๆ อ้อ บอกเลยนะตั้งแต่ผมเปิดเพจมาปีกว่าๆ ไอ้พวกที่มาเม้นด่าผมตั้งแต่ปีก่อน ไม่เห็นมันจะร่ำรวยขึ้นมา แม่มก็ยังขายหน้าเหมือนกัน แกว้กกกกกกก  

ลองอ่านบทความนี้เปิดกะโหลกกะลาบ้างนะจ๊ะ
แด่… ถนนแห่งความสำเร็จที่ไม่มีจริง

2. อ่อนแอจนขาดความภูมิใจ

ความอ่อนแอที่มีทำให้หัวใจลำบาก คือทุกวันนี้คนมันแข่งขันกันไง #ความอ่อนแอที่ชั้นมีความอ่อนโยนที่เกรย์ทำ อยากจะมีอยากจะเป็นอยากจะเด่นอยากจะดัง เห็นใครมีอะไรดีๆก็ทำตามกลัวตกเทรนด์ เห็นใครโพสใครแชร์อะไรก็ทำเป็นเก๋า เอาจริงๆทำอะไรไม่ได้สักอย่างหรอกครับ ทีนี้พอมีไอดอลกากๆโผล่มาจากความลำบากเราก็ชื่นชมไง เพราะคิดว่ามันคือความภาคภูมิใจในตัวเอง สักวันเราจะเป็นอย่างเขา โถ..แม่มเอาแค่ทำงานที่กองตรงหน้าให้เสร็จก่อนไหมครับ จุฟๆ

3. อยากจะให้คนยอมรับ

บางคนขาดคนยอมรับไง อยากจะให้คนบอกว่าตัวเองเก่งมีความสามารถ เดี๋ยวเปิดเพจให้ความรู้ โทษนะความรู้ที่คุณมีน่ะ คุณยังไม่รู้ว่าตัวเองขาดอะไร แล้วยังทำตัวจัญไรไปสอนเค้าแบบเก๋าๆ ถ้าคุณประสบความสำเร็จจริงๆ อ่ะ ใครๆก็อยากจะมาเรียนกับคุณ แต่ความสำเร็จจอมปลอมนี่น่ากลัวนะ เพราะตัวเองยังไม่รู้เลยว่าตัวเองปลอมแค่ไหน ปลอมร่างกายทำศัลยกรรมนั้นยังดี แต่ปลอมความดีความเก่งความเก๋านี่เหมือนคนเมายาเบื่อหนูนะจ๊ะ

นี่ๆๆๆๆ บอกให้เลยนะไอ้พวกที่ชอบทำโปรเจคใหญ่ๆ หลอกให้คนตกใจ วันนี้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้างป่ะวะ เห็นจับโปรเจคส์นู้นนั้นนี้ บอกว่าตัวเองดีแสนดี แต่ขอโทษครับพี่ โปรเจคส์ที่พี่ทำแม่มมีอะไรสำเร็จบ้าง ต่อยอดอยู่นั้น จนบางครั้งพี่นึกว่ากำลังต่อเลโก้กันอยู่ ฮู้ๆๆๆๆ #ยอดแบบกากๆแต่รากแม่มขาดน้ำแล้วดวกส์

นี่ๆๆๆๆ ถ้าพวกคุณอยากเป็นอย่างนั้นก็ทำตัวน่าสมเพชต่อไป เพราะคนที่ประสบความสำเร็จจริงๆ เค้าต้องพยายามผ่านอะไรมามากมายแทบจะตายหลายหน ไม่ใช่มากลวงๆทำให้คนยอมรับกับความสามารถระดับเทพ แต่คือจริงๆแล้วโคตรกากเล็บขบ ไม่ใช่ดูไม่ออกนะ ข้อมูลในมือพี่เกรย์เพียบ ไว้ว่างๆจะแฉรายตัวให้ฟังก็ได้ #อยากรู้ไลน์มานะคะ

ฝากไว้อย่างหนึ่งก่อนจากกัน ถ้าคุณอยากได้เงินเยอะ คุณต้องรู้ว่าตัวเองมีความสามารถอะไร และความจัญไรในอดีตน่ะรบกวนเก็บมันไว้ไกลๆ เหอะ เพราะความชั่วไม่ใช่เรือ่งน่าอวดหรอกนะจ๊ะ เบบี๋ อยากได้เงินเดือนสูงก็ต้องมีความสามารถพอที่เค้าจะจ้าง พัฒนาตัวเองให้ได้ระดับนั้น ไม่ใช่เอาแต่นั่งเล่นเฟสแล้วบ่นบอกคนอื่นว่า กูมีความสามารถเว้ยทุกคนมาดูความสามารถกูเร็วๆๆๆๆ แล้วหวังให้คนถูกใจ คืองี้นะจ๊ะ คนที่เค้ามีความสามารถจริงๆ เค้าไม่มีความหวัง เค้าลงมือทำมันมาด้วยตัวเองโว้ยยย #โง่ก็บอกว่าโง่ไม่ใช่บอกว่าลืม

ไปรู้จักกับ Derivative Warrants กันเถอะ

เวลาลงทุนในตลาดหุ้นเนี่ย บางครั้งมันก็มีปัญหาที่เราไม่สามารถขจัดออกไป หรือยังมีอะไรที่คาใจไม่ตอบโจทย์การลงทุนของเราแบบเบ็ดเสร็จ ยกตัวอย่างนะครับ

“เงินน้อย เวลาลงทุน ได้ 2-3% มันไม่จูงใจเลย”

“เล่นหุ้น จะได้กำไรต้องไปกับแนวโน้มขาขึ้นอย่างเดียว ตอนนี้หุ้นแพงแล้ว เหนื่อย”

“อยากป้องกันความเสี่ยงขาลง ทำได้แค่ เปิดสัญญา Short ใน ตลาดซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) หรอเนี่ย”

เพื่อการบริหารพอร์ตการลงทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสนุกขึ้น ผมขออนุญาตพาทุกท่านไปรู้จักกับเครื่องมือการลงทุนที่เริ่มได้รับความสนใจและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆที่ชื่อว่า "Derivative Warrants : DW” หรือ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์

 

aom.ai-01

DW เป็นตราสารที่ผู้ออก (Issuer) ให้สิทธิกับผู้ซื้อ (ซึ่งก็คือนักลงทุนอย่างเราๆ) ในการซื้อ/ขายหลักทรัพย์อ้างอิงในอนาคตในราคา จำนวน และเวลาที่กำหนด โดยผู้ออก DW เป็นบุคคลที่ 3 เช่น บริษัทหลักทรัพย์ จะเห็นว่าไม่ใช่บริษัทจดทะเบียนเป็นผู้ออกเอง เอาง่ายๆ ก็คือ DW เหมือนกับ Warrants ที่ซื้อขายในตลาดหุ้น แต่ต่างกันที่ผู้ออกคือ โบรกเกอร์นั้นเอง และเพราะ DW ไม่ได้ออกโดยบริษัทเจ้าของหุ้น จึงทำให้ไม่มี dilution บนหุ้นอ้างอิงที่ออกด้วย

สิทธิที่ได้รับจากการลงทุนใน DW มี 2 สิทธิครับ

  1. สิทธิในการซื้อหุ้นอ้างอิงในอนาคต ในราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา เราเรียกสัญญาประเภทนี้ว่า Call DW
  2. สิทธิในการขายหุ้นอ้างอิงในอนาคต ในราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา เราเรียกสัญญาประเภทนี้ว่า Put DW

อ่านมาถึงตรงนี้ ก็ต้องจำกันให้ได้นะครับว่า ถ้าคุณซื้อ Call DW ราคาของมันจะขึ้น ก็ต่อเมื่อราคาหุ้นอ้างอิงปรับตัวขึ้น และถ้าคุณซื้อ Put DW ราคาของมันจะขึ้น เมื่อราคาหุ้นอ้างอิงปรับตัวลง

 

ตัวอย่าง การเคลื่อนไหวของ Call DW

กราฟด้านล่าง คือ ตัวอย่างการเคลื่อนไหวของหุ้น ITD และ Call DW ที่อ้างอิงหุ้น ITD โดยรุ่นที่เราเอามายกตัวอย่างนี้ คือ ITD28C1509A

Screen Shot 2015-06-25 at 5.10.27 PM

ที่มา www.mqwarrants.co.th

 

ITD28C1509A เทรดในตลาดวันแรกวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา เป็นสิทธิในการซื้อ (Call DW) ที่มีราคาใช้สิทธิอยู่ที่ 8 บาท หมายความว่า ถ้าในวันซื้อขายสุดท้ายของ DW ราคาปิดของ ITD สูงกว่า 8 บาท นักลงทุนที่ถืออยู่ก็จะได้เงินสดส่วนต่างจากการใช้สิทธิ เสมือนกับการซื้อ ITD ที่ราคา 8 บาท แต่มาขายในกระดานเท่ากับราคาปิดของ ITD ในวันนั้น

จะเห็นว่า ราคา ITD28C1509A นั้นเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับ ITD แต่มีทีเด็ดตรงนี้ครับ

สมมติว่า ผมซื้อหุ้น ITD ที่ราคา 7.40 บาท ในวันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา แล้วขายทำกำไรในวันที่ 3 มิ.ย. ที่ราคา 7.95 บาท จะเท่ากับว่า ผมได้กำไรจากการลงทุนครั้งนี้เท่ากับ  7.4%

แต่ถ้าวันที่ 26 พ.ค. นั้น ผมเลือกที่จะซื้อ ITD28C1509A ที่ราคา 0.36 บาทแทน แล้วไปขายทำกำไรในวันที่ 3 มิ.ย. ที่ราคา 0.44 บาท เห็นไหมครับ ผมได้กำไรถึง 22% จากการเฝ้ามอง และติดตามหุ้น ITD เหมือนกัน จังหวะเข้าลงทุนเหมือนกัน ต่างกันก็แค่ ผมเลือกไปลงทุนใน Call DW แทนที่จะซื้อหุ้น ITD ตรงๆ

 

ลองดูอีกตัวอย่างครับ สำหรับ Put DW

Screen Shot 2015-06-25 at 5.12.10 PM

 

ที่มา www.mqwarrants.co.th

 

สมมติว่าผมมีหุ้น PTT อยู่จำนวนหนึ่ง แต่เริ่มไม่แน่ใจว่า ราคาจะไปต่อไหม ที่แน่ๆ ไม่อยากขายหุ้นทิ้ง ผมสามารถเลือก Put DW เพื่อป้องกันความเสี่ยงขาลงได้ โดยสมมติว่า ราคา PTT ขึ้นไปที่ 361 บาท แล้วผมไม่แน่ใจว่าหุ้นจะบวกต่อได้ไหม ผมจึงตัดสินใจซื้อ Put DW บนหุ้น PTT ซึ่งตัวที่ผมเลือกก็คือ PTT28P1511A ซึ่งราคา 0.82 บาท ณ ตอนนั้น

ปรากฏว่า ราคา PTT ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 337 บาท ในหลายวันต่อมา ตัว PTT28P1511A ก็วิ่งขึ้นมาอยู่ที่  0.99 บาท หรือคิดเป็นกำไรถึง 21% ซึ่งช่วยให้ผมขาดทุนจากการถือ PTT น้อยลง  แต่ถ้าผมซื้อ Put DW  มากพอ สามารถกลบขาดทุนจากการถือ PTT อยู่ด้วยการลงทุนใน PTT28P1511A ได้

หรือคิดอีกแบบก็ได้ครับ ถึงแม้ผมไม่มีหุ้น PTT ในพอร์ต แต่ผมเชื่อว่า PTT จะปรับตัวลง ผมก็สามารถเก็งกำไรใน PTT28P1511A ได้  ซึ่งการลงทุนแบบธรรมดาในหุ้นอ้างอิง ทำได้แค่ขายทิ้ง แล้วไปรอซื้อใหม่ (Short Against Port) หรือขายชอร์ต (Short Sell) ซึ่งมีต้นทุนสูงทั้งค่ายืมและหลักประกัน

หลายคนบ่นว่า DW ชื่อยาวพิมพ์ยาก ที่จริงในเมืองไทย ชื่อยาวๆนี่เป็นประโยชน์กับนักลงทุนมาก โดยเหตุผลของความยาว มันอยู่นี่ครับ

aom.ai-03

 

ตัวอย่างเช่น ITD28C1509A ที่เราพูดถึงไปก่อนหน้านี้ หมายถึง DW ที่อ้างอิงหุ้น ITD ออกโดย  โบรกเกอร์เบอร์ 28 (เบอร์ 28 หมายถึง บล.แมคควอรี) ประเภทสิทธิในการซื้อ (Call DW)  ซื้อขายวันสุดท้ายในเดือนกันยายน ปี2558 (1509) รุ่น A  

ถึงตรงนี้ ก็รู้กันแล้วนะครับว่า DW เทียบกับหลักทรัพย์อ้างอิงต่างกันอย่างไร และระหว่าง Call DW กับ Put DW ต่างกันอย่างไร สุดท้าย…ชื่อของ DW แต่ละตัวที่มันยาวๆ มันหมายความว่าอะไร แล้วประโยชน์ของการลงทุน DW กับพอร์ตการลงทุนของเราล่ะ?

  1. ข้อแรกเลยนะครับ ช่วยให้นักลงทุนอย่างเรา ไม่ต้องใช้เงินทั้งที่มีทั้งก้อนไปลงทุนในหุ้นอ้างอิง เราสามารถใช้เงินในสัดส่วนน้อยกว่า ไปลงทุนใน DW  แต่ยังมีโอกาสรับผลตอบแทนเหมือนลงทุนในหุ้นอ้างอิงนั้น
  2. สามารถสร้างกำไรให้พอร์ตได้มากขึ้น หากใช้เงินลงทุนในจำนวนเท่ากับที่ต้องการลงทุนกับหลักทรัพย์อ้างอิง
  3. สามารถใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนในยามที่ตลาดหุ้นกลายเป็นขาลงโดยใช้ Put DW
  4. หรือสามารถใช้เก็งกำไรได้ทั้งในยามที่หุ้นอ้างอิงนั้นเป็นขาขึ้นและขาลงก็ได้เช่นกัน
  5. ไม่ถูกเรียกหลักประกันเพิ่มเติมในกรณีที่ขาดทุนหนักเหมือนกับการซื้อสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

รู้จัก DW ในหลักการเบื้องต้นกันไปแล้ว ตอนหน้าผมจะพาไปดูว่า ต้องพิจารณาปัจจัยอะไรเพิ่มเติมก่อนที่จะลงทุนจริงกับ DW นะครับ

 

 

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

3 ข้อดีของ Open Architecture ที่นักลงทุนไม่ควรพลาด!

ใคร ๆ ก็อยากที่จะมีชีวิตที่ดี ใคร ๆ ก็อยากจะร่ำรวยขึ้นเพื่อที่จะดูแลคนที่เรารักได้ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร และจัดการการเงินอย่างไรให้งอกเงย เพราะว่าเดี๋ยวนี้การเก็บออมอย่างเดียวคงไม่ใช่คำตอบที่ดี เพราะว่าเงินเฟ้อในปัจจุบันจะทำให้เงินเราด้อยค่าลงเรื่อย ๆ ทุก ๆ วัน แน่นอนครับว่า ถ้าเราต้องการรักษา และเพิ่มมูลค่าให้กับเงินที่เราถือครองอยู่ก็ต้อง “ลงทุน”

การลงทุนในอดีตนั้น ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ตราสารหนี้ อสังหาฯ ทองคำ ฯลฯ  มักจำกัดเฉพาะกลุ่มที่มีฐานะดี หรือ คนที่มีความรู้ความสนใจเท่านั้น เพราะว่า ในสมัยก่อนถ้าจะเริ่มลงทุนได้ ก็ต้องมีสินทรัพย์ที่มากพอสมควร และกว่าจะมีประสบการณ์ที่โชกโชน จนสามารถที่จะซื้อ-ขายสินทรัพย์ได้อย่างคล่องตัว ก็ต้องใช้เวลาในการศึกษาการลงทุนค่อนข้างนาน เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน และบริหารการเงินไปด้วย ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ ไม่กล้าที่จะเริ่มต้นลงทุน ทำให้คนทั่วไปที่มีเงินเก็บ ก็มักจะฝากเงินไว้ในออมทรัพย์ หรือ ฝากประจำ ทำให้เสียโอกาส

แต่ในปัจจุบันการลงทุนเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น ไม่ได้จำกัดแค่การลงทุนในสินทรัพย์แบบเดิม ๆ อีกแล้ว และไม่ได้จำกัดด้วยว่าจะต้องมีเงินทุนเท่าไหร่จึงจะลงทุนได้ ทุกคนสามารถลงทุนเพื่อสะสมความมั่งคั่งได้ โดยอาจเริ่มจาก การลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งข้อได้เปรียบของกองทุนก็คือ ถ้าเราไม่มีเวลาในการบริหารเงิน หรือ บริหารการลงทุนด้วยตัวเอง ก็ใช้มืออาชีพคอยบริหารเงินให้กับเราน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าครับ ดังนั้นเรามาเปลี่ยนแนวคิดเพื่อสร้างเงินให้งอกเงยกันดีกว่าครับ

มาถึงตรงนี้ หลาย ๆ คนก็คงที่จะเริ่มอยากรู้แล้วสินะครับว่า เราจะเปลี่ยนให้ชีวิตดีขึ้น จากการซื้อกองทุน ได้อย่างไร และซื้อได้ที่ไหนบ้าง แน่นอนครับ การซื้อกองทุนที่สะดวกที่สุดก็คงหนีไม่พ้นซื้อที่ธนาคารใกล้บ้านหรือ ใกล้ที่ทำงานแน่ ๆ

แต่ส่วนใหญ่แล้ว จากประสบการณ์ของผม ถ้าเราไปเลือกซื้อกองทุนที่ธนาคาร พนักงานส่วนใหญ่ก็มักจะ “ให้คำแนะนำที่โน้มเอียง หรือเข้าข้าง บลจ. ที่อยู่ในเครือธนาคารนั้น ๆ” แน่นอนว่าคงจะเปรียบเทียบให้เราเห็นแต่แง่ดีของ ธนาคาร และ บลจ. ที่ตนเองทำงานอยู่ เผลอ ๆ จะได้สินค้าอื่นที่ไม่ตรงจุดประสงค์ติดมาด้วย

จากข้อเสียนี้เองครับ จะเห็นว่าการซื้อ-ขายกองทุนเองก็ยังมีความยากลำบาก และยุ่งยากอยู่เหมือนกันเพราะว่าหลังจากเราเปรียบเทียบกองทุนด้วยตนเอง(พยายามไม่ฟังเสียงพนักงาน) ก็จะทราบว่ากองทุนที่ดี ก็อาจจะไม่ได้มีอยู่แค่ธนาคารเดียว และอาจจะทำให้เราพลาดโอกาสในการลงทุนไปก็ได้ แถมเราก็ต้องมาเสียเวลาในการดูแลการลงทุนจัดสรรเงินแบบยุ่งยากมากขึ้น เพราะว่ามีหลายบัญชี จะโอนเงิน สับเปลี่ยนก็ยาก แล้วจะมีวิธีไหนที่จะทำให้เราซื้อกองทุนดี ๆ ข้ามธนาคารได้บ้าง ?

ซึ่งจริง ๆ แล้ว เดี๋ยวนี้ ธนาคารเองก็เริ่มที่จะเปลี่ยนแนวคิดอะไรบางอย่างแล้วนั่นเอง นั้นก็คือ “Open Architecture”

Open Architecture คืออะไร?

หลาย ๆ ท่านคงคิดว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับกองทุน และบริการของธนาคารกันละ ?

อย่างที่ผมได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้คือ เป็นไปได้ยากที่ผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ดีที่สุดจะมาจาก บลจ. เพียงที่เดียว ดังนั้นการขายกองทุนต่าง บลจ.ในธนาคารเดียวนั้น ก็เปรียบเหมือนการเปิดโอกาส และเป็นการพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ที่มีให้ดีขึ้น และนี่แหละคือความหมายของ Open Architecture

ธนาคารเดี๋ยวนี้ก็ได้พัฒนามากขึ้นโดยเน้นความต้องการ และประโยชน์สูงสุดของลูกค้าเป็นหลัก ต่างจากสมัยก่อนที่มีขอบเขตด้านผลิตภัณฑ์การลงทุนแบบเดิม ๆ ที่มีกรอบที่แน่ชัด แต่วันนี้ได้ก้าวเข้าสู่ทางเลือกที่มีมากขึ้น รวมทั้งให้โอกาสในการกระจายการลงทุนไปในกองทุนรวมที่หลากหลายเพื่อรับผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอ อีกด้วย

3 ข้อดีของ Open Architecture ที่เราจะได้ก็คือ

  1. มีกองทุนดีๆ ให้เลือกลงทุน เปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงกองทุนดีๆ ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีแล้ว มีการลงทุนในสินทรัพย์ที่ดี จากหลากหลาย บลจ.ได้
  2. ช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า เป็นเหมือน One-Stop-Service ให้ลูกค้าเข้าถึงกองทุนดีๆ จากบลจ.ชั้นนำ ได้ในที่เดียว
  3. ใครๆ ก็ซื้อได้ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่กลุ่มลูกค้าใด กลุ่มหนึ่ง ทุกคนมีสิทธิ์ลงทุนและเข้าถึงความมั่งคั่งได้อย่างเท่าเทียมกัน

ผมเชื่อว่าด้วยแนวคิดแบบ Open Architecture ที่เป็นการตอบสนองความต้องการของนักลงทุน มือใหม่ และมือเก๋าให้ตรงจุดด้วยความรู้ความชำนาญแบบมืออาชีพ และเพื่อที่จะขจัดความไม่สะดวกที่นักลงทุนได้รับมานานจนอาจจะเป็นสิ่งที่เคยชินไปแล้ว ซึ่งปัจจุบันผมเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงดีๆ แบบนี้เกิดขึ้นกับธนาคารพาณิชย์ไทย ที่เริ่มทยอยกันเปิด Open Architecture กันแล้ว…แต่ที่เห็นเปิดให้กับนักลงทุนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการลงทุนนี้ได้ เห็นจะมีแค่แห่งเดียว คือ ธนาคาร TMB ที่ถือได้ว่าเป็นธนาคารไทยแห่งแรกแรกที่รวมเอา กองทุนดี ๆ ที่คัดสรรคุณภาพตามมาตรฐานสากล จากหลากหลาย บลจ.ชั้นนำ เช่น Aberdeen, CIMB Principal, TMBAM, UOBAM ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน มานำเสนอให้ลูกค้าทุกคนมีสิทธิ์ซื้อได้ ไม่จำกัดนักลงทุนกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง แล้วยังมีสาขามากมายใกล้ๆ ที่ทำงานและในห้างสรรพสินค้า ที่นักลงทุนสามารถเลือกซื้อได้ง่ายๆ ทั่วประเทศ

ผมเชื่อว่าถึงตรงนี้ หลายๆ คนน่าจะเริ่มสนใจการลงทุนแบบ Open Architecture กันบ้างแล้ว เรียกได้ว่า ครบเครื่องเรื่องความสบายใจ ศึกษารายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม และลงทะเบียนรับข่าวสารดีๆ เกี่ยวกับการลงทุนก่อนใคร คลิกที่นี่ ครับ

3 ข้อต้องรู้ก่อนรวยด้วยการลงทุน (ฉบับมือใหม่หัดออม)

ชนะ “วิกฤต” การลงทุนด้วย “ความรู้”

 

“พี่คะอยากเริ่มต้นลงทุน ควรเริ่มจากอะไรก่อนดี”

“เก็บเงินได้ก้อนหนึ่งแล้ว ไปซื้อกองทุนไหนดีคะพี่แนะนำหน่อย”

“ออมทองคำกับออมหุ้นแบบไหนดีกว่าครับพี่”

ฯลฯ

 

ในช่วงนี้แฟนเพจของ  “อภินิหารเงินออม” ส่งคำถามเกี่ยวกับการนำเงินออมไปต่อยอดด้วยการลงทุนในรูปแบบต่างๆ มาหลายคำถามมากๆ  หลายคนเพิ่งเริ่มศึกษาการลงทุนหุ้น แล้วอยากจะลงทุนทันที ในขณะที่บางคนยังตัดสินใจอยู่ว่าจะลงทุนแบบไหน จะเป็นกองทุนรวม ทองคำหรือว่าลงทุนหุ้น ฯลฯ

 

เราขอตอบโดยใช้ประสบการณ์ที่เราศึกษาเรื่องการลงทุนเป็นรูปแบบตนเองที่ไม่ได้อ้างอิงหลักการในหนังสือใดๆ จนมาสรุปเป็น 3 ข้อง่ายๆ นี้ คุณผู้อ่านสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเองได้เลย 🙂

 

3 ข้อต้องรู้ก่อนรวยด้วยการลงทุน (ฉบับมือใหม่หัดออม)

 

1.รู้อดีต

 

จุดเริ่มต้นการลงทุนของตนเองเกิดจากข้อสงสัยที่เห็นโฆษณาในโทรทัศน์ว่า “พวกเราควรลงทุนในหุ้นเพื่อความมั่งคั่งในอนาคต”  โฆษณานี้ทำให้เราเกิดคำถามในใจว่า “ถ้าหุ้นดีจริง และสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ แล้วทำไมปี 2540 ถึงเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งได้ล่ะ”

 

เราเลือกอ่านหนังสือชื่อ “ตีแตก” ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เป็นหนังสือเล่มแรกที่สอนเราเรื่องการลงทุน อ่านไว้เพื่อเตือนใจตนเอง จากนั้นเราก็พยายามหาคำตอบว่า “วิกฤตในช่วงต้มยำกุ้ง” นั้นว่าเกิดจากอะไร และคนที่เอาตัวรอดจากวิกฤตนั้นต้องทำอะไรบ้าง ต้องคนนี้เลยค่ะ…

 

 "ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ"

3 ข้อต้องรู้ก่อนรวยด้วยการลงทุน (ฉบับมือใหม่หัดออม)

ภาพจาก : http://www.manager.co.th/iBizchannel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000013630

 

หนึ่งในคนที่เรายกย่องเป็นแบบอย่างที่คนรุ่นหลังควรศึกษาก่อนการลงทุน คือ คุณศิริวัฒน์ แซนด์วิช ว่าคุณศิริวัฒน์มีวิธีเอาตัวรอดจากหนี้พันล้านได้ด้วยการที่ต้องใช้ใจที่อึดมากจริงๆ เราศึกษาอดีตเพื่อจะได้ระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น ถ้าใครกำลังเริ่มลงทุนเราอยากให้ลองศึกษาประวัติของคุณศิริวัฒน์เพื่อจะได้รู้ว่าโลกของการลงทุนนั้นมีอะไรมากกว่าที่เราคิด อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://thaipublica.org/2012/11/series-15-year-crisis-siriwat-1/

 

 

ถ้าจะให้อธิบายเรื่อง "การรู้อดีต" จากตัวอย่างใกล้ตัว ลองนึกว่าเรากำลังขับรถขึ้นภูเขาความลาดชันปกติ ถนนโล่งไม่มีรถสวนทางมา เราก็ขับอย่างสบายใจ อาจจะมีบางครั้งที่เร่งเครื่องขับเร็วขึ้นเพื่อจะได้ไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้น พอขับมาเรื่อยๆ เราก็เจอป้ายบอกทางว่า “โค้งอันตราย” เราก็จะเริ่มแตะเบรกเพื่อเบาเครื่องยนต์ แล้วระมัดระวังมากขึ้น แต่ถ้าเราไปเจอป้ายข้างทางต่อไปเขียนว่า “โค้งร้อยศพ” รับรองได้ว่าใครเจอป้ายนี้จะชะลอความเร็วให้ช้าลงกว่าเดิมแล้วเพิ่มความระมัดระวังเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า เพราะไม่อยากเป็นศพต่อไป

 

ไม่ว่าจะเป็นโค้งอันตรายหรือว่าโค้งร้อยศพ ป้ายเตือนเหล่านี้ตั้งไว้เพื่อเตือนว่าอดีตเส้นทางนี้คร่าชีวิตผู้คนมามากมาย ถ้าไม่อยากเป็นรายต่อไปก็ควรอ่านป้ายเตือนตลอดการเดินทาง เหมือนดังเช่นประวัติศาสตร์การเงินที่เราต้องเรียนรู้วิกฤตต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีตก่อนการลงทุนเพื่อที่ว่าเราจะได้รู้วิธีแก้ปัญหาหากเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมและระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้นเพื่อให้อยู่ในสมรภูมิการลงทุนได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่หวั่นไหวไปกับความโลภจนหมดตัวไปเสียก่อน

 

การรู้อดีตทำให้เรารู้ว่า…

  • การลงทุนเกินตัวจากการกู้ยืมหรือนำทรัพย์สินที่เป็นบ้าน ที่ดินไปจำนองเพื่อนำเงินมาลงทุนเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ถูกต้อง เพราะมันเป็นเงินร้อน หากการลงทุนล้มเหลว ขาดทุน ในขณะที่จะต้องนำเงินไปคืนหนี้สินที่ยืมมา โชคร้าย 2 ต่อกันเลยทีเดียว 
  • การลงทุนที่มั่นใจเกินไปว่าตนเองเก่งในการลงทุนที่สุด ลงทุนแล้วมีกำไรแทบทุกรอบนั้นจะทำให้วินัยการลงทุนนั้นพังย่อยยับ “เพราะไม่มีใครเอาชนะตลาดหุ้นได้”  เมื่อไม่รู้จึงต้องศึกษาให้มาก แต่พอรู้มากเกินไปก็ไม่ฟังคำทักท้วงคนอื่น สองหูจะปิดกั้นจนไม่รู้จักความเสี่ยง สุดท้ายความมั่นใจนั้นจะทำร้ายตนเองจนทำให้พอร์ตการลงทุนนั้นเสียหาย วิธีแก้มีทางเดียว คือ ต้องลงทุนอย่างมีสติ
  • ตลาดหุ้นขึ้นจะจิ้มซื้อตัวไหนก็ราคาขึ้นเกือบทุกตัวมันจึงเป็นที่มาของ “กำเนิดเซียนหุ้น” พูดอะไรก็ถูกหมดทุกอย่าง แต่เป็นช่วงสั้นๆ ส่วนของจริงที่ยั่งยืนจะเป็น “สุดยอดเซียนหุ้น” นั้นจะมาตอนตลาดหุ้นตกเพราะจะมีความสามารถในการออกจากสนามรบในยามวิกฤตชนิดที่บาดเจ็บน้อยที่สุด ด้วยการรักษาเงินที่เหลือไว้ได้ไม่ให้สิ้นเนื้อประดาตัวไปเสียก่อน
  • หากคนทุกคนที่เข้ามาในตลาดหุ้นไม่กลัวความเสี่ยงใดๆ หรือเข้ามาเพราะคิดว่าจะได้กำไรกลับไปอย่างเดียว จะเป็นช่วงอันตรายที่เป็นสัญญาณบอกเหตุว่า “ตลาดหุ้นกำลังจะตกแล้ว”

 

 

2.รู้ปัจจุบัน

 

เตรียมความรู้ให้พร้อมก่อนการลงทุน แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าตัวเองไม่พร้อมอะไรบ้าง เราใช้วิธีเช็คตัวเองง่ายๆ จากการไปนั่งฟังสัมมนาแล้วฟังคนอื่นเขาคุยกัน วิทยากรก็จะสอนหลักการเราก็ฟังแล้วจดตาม ไม่เข้าใจอะไรก็ไปศึกษาเพิ่ม เราเน้นอ่านหนังสือเองกับฟังบทเรียนที่สอนการลงทุนออนไลน์ฟรีๆของตลาดหลักทรัพย์ที่มีมากมาย เราขอแนะนำเว็บนี้ http://www.set.or.th/education/th/education.html

 

ภายในงานสัมมนาก็จะมีนักลงทุนรุ่นเก๋ากับหน้าใหม่นั่งรวมๆ กัน ในช่วงพักเบรคเราเลือกที่จะกินกาแฟยืนอยู่เฉยๆ แล้วฟังคนอื่นแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการลงทุนกัน เก็บข้อมูลเพื่อรอหาคำตอบทีหลัง เราจะได้อะไรจากตรงนี้เยอะมากเพราะฟังคนอื่นพูด แต่เราก็ไม่ได้เชื่อคนรอบข้างไปหมดทุกอย่าง เราเน้นไปที่ไปค้นคว้าก่อนว่าที่พูดมานี่เป็นยังไง น่าเชื่อถือหรือไม่แล้วทดลองเอาไปทำ ถ้าได้ผลจริงค่อยเชื่อ จะไม่ฟังแล้วเชื่อทันที

 

เตรียมเงินให้พร้อมก่อนการลงทุน ไม่ควรเอาเงินทั้งชีวิตมาทุ่มกับการลงทุนเพ&#xE3

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save