เชื่อแบบนี้… จะเป็นหนี้ก้อนโต

เชื่อว่าใครๆก็ต้องการมี “เงิน” เยอะๆ เพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายขึ้นกันทั้งนั้น ถามว่าผิดไหม ?

ตอบเลยว่าไม่ผิดเลยครับ ยิ่งมีเงินเยอะยิ่งดี

แต่ที่น่าแปลกนะครับ ก็คือ คนส่วนใหญ่ทั้งๆที่เรารู้ว่า เงิน คือ สิ่งจำเป็นต่อชีวิต แต่กลับมีความเชื่อเรื่องการใช้เงินแบบผิดๆ ไม่ตรงกับความเป็นจริงของชีวิต จนสุดท้ายกลายเป็นภาระหนี้สิ้นที่ไม่รู้ว่าจะผ่อนหมดเมื่อไหร่  

มาเช็คดูกันครับว่า ความเชื่อในการใช้เงินแบบผิดๆ เป็นยังไง ?

เชื่อว่า ชีวิตนั้นสั้น ลั้นลาดีกว่า

ความเชื่อนี้อาจจะเหมาะกับคนที่มีฐานะ อยู่แล้วครับ แต่ไม่เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวเท่าไหร่เพราะ ความจริง ชีวิตยังมีสิ่งไม่คาดคิดอีกมาก โดยเฉพาะ การเจ็บป่วยของพ่อแม่  หากมัวแต่ลั้นลาใช้เงินหมดทุกเดือนไม่แบ่งเก็บ สุดท้ายก็จำเป็นที่จะต้องไปกู้เงินมารักษา

เชื่อว่า เครียดแล้วต้องช้อปปิ้ง

หลายคน (โดยเฉพาะคุณผู้หญิง) ที่คิดว่าการระบายความเครียดให้หายไปนั้นคือ “การช้อปปิ้ง” ซึ่งอาจช่วยได้จริงใน 2 อาทิตย์แรก ต่อจากนั้นก็ต้องเจอกับ ความจริง ที่รออยู่ ซึ่งนั้นก็คือ เงินไม่พอใช้

เชื่อว่า บัตรเครดิต เสกได้ทุกอย่าง

จริงครับ ที่บัตรเครดิตสามารถเนรมิตสิ่งที่เราอยากมีได้ทันที แต่อย่าลืมเด็ดขาดนะครับว่า ความจริง แล้วการใช้บัตรเครดิตก็เหมือนการยืมเงินเดือนในอนาคตของเรามาใช้ หากเกิดปัญหาเช่นการจ่ายคืนไม่ตรงหรือไม่เต็ม ก็จะถูกคิดดอกเบี้ยและเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงทันที

เชื่อว่า ยิ่งผ่อนนาน ยิ่งดี

จำไว้ว่าเมื่อเราตัดสินใจผ่อนอะไรก็ตามเท่ากับเรายอมรับการเป็นลูกหนี้ ดังนั้น สินค้าที่มีราคาที่สามารถจ่ายเงินสดได้ก็ควรจ่ายไม่ควรตัดสินใจผ่อน เพราะ ความจริง ยิ่งผ่อนนานเท่าไหร่ยิ่งปลดหนี้ได้ช้าแถมอาจเสียดอกเบี้ยเพิ่มโดยไม่จำเป็น

เชื่อว่า เลขตัวนี้เด็ด ต้องกู้เงินมาเล่น

ความเชื่อนี้อาจดูแปลกซักนิดนะครับ แต่รับรองว่าเกิดขึ้นจริงมาแล้ว !! ซึ่งไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องเลย เพราะ ความจริง โอกาสที่เราจะถูกหวยน้อยมาก มีไม่ถึง 50%  ถ้ายิ่งกู้เงินมาซื้อหวยแล้ว จะแถมหนี้สินมาให้เป็นภาระเปล่าๆ ปัญหาเหล่านี้ หากยังมีอยู่ในตัวเราในอนาคตเราอาจมีหนี้ก้อนโตที่ใช้ยังไงก็หมดยาก

ดังนั้น ถ้าไม่อยากมีหนี้ ผมมีเคล็ดลับดีๆ 4 ข้อดังนี้ครับ

  1. คิดก่อนซื้อว่าจำเป็นหรือแค่อยากได้  เวลาเราอยากได้อะไร ให้ตั้งคำถามโดยที่ไม่เข้าข้างตัวเองว่าสิ่งที่อยากได้ มันจำเป็นกับชีวิตหรือไม่
  2. อยู่อย่างพอเพียง ใช้เงินไม่เกินฐานะ การอยู่แบบพอเพียง ไม่ใช้เราต้องไปทำไร่ทำสวนนะครับ แต่มันคือการใช้เงินให้เหมาะสมกับฐานะ แผนการเงินไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป
  3. ไม่ก่อหนี้เพิ่ม อยากที่บอกไปก่อนหน้านี้แล้ว ว่าการก่อหนี้เพิ่มก็เหมือนการยืมเงินเดือนในอนาคตมาใช้ แถมดอกเบี้ยด้วย ดังนั้นหากไม่จำเป็นห้ามมีหนี้สินเด็ดขาด
  4. ขายสิ่งที่เกินจำเป็นเพื่อแบ่งเบาภาระ ลองตรวจสิ่งของภายในบ้านดูว่ามีสิ่งของที่ใช้แล้ว กี่ชิ้น เช่นเสื้อ กางเกง ตุ๊กตา แล้วนำไปขายเพื่อแบ่งเบาภาระรายจ่าย

เพียงลองทำตามคำแนะนำและลงมือทำอย่างจริงจัง ฟันธงเลยว่าแก้ปัญหาเรื่องหนี้สินได้แน่นอนครับ “แค่เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยน

ใช้บัตรให้ถูกประเภท SAVE เงิน…SAFE ชีวิตธุรกิจ

มีเพื่อนหลายคนมาถามบ่อยเหลือเกินว่า “บัตรกดเงินสด” มันต่างกับ “บัตรเครดิต” ยังไง จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมนะครับเคยลองทำทั้ง 2 บัตรดูแล้วล่ะ บัตรเครดิตมันคือบัตรที่เราทำใช้ชำระเงินจากการซื้อสินค้าตามวงเงินในบัตรที่เรามี ไม่ต้องถอนเงินสดออกมา รูดชำระเงินได้เลย แต่บัตรกดเงินสดมันเป็นลักษณะการถอนเงินสดออกมาใช้ มีเงินสดอยู่ในมือแต่ไม่ใช่เงินที่เราฝากในธนาคาร เป็นเงินที่เรายืมธนาคารมาใช้ก่อนแล้วค่อยเอาไปคืน

ก็มีคนถามอยู่เหมือนกันนะว่าเมื่อไหร่ควรจะใช้บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสด ปกติแล้วผมจะใช้บัตรเครดิตเวลาไปซื้อของทั่วๆ ไปแล้วก็รูดบัตรไปเพื่อชำระเงินเพื่อได้รับแต้มและส่วนลดจากร้านค้าที่ร่วมรายการ การใช้บัตรเครดิตมันดีอย่างคือมันจะมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย เมื่อถึงเวลาเราก็เอาเงินไปชำระเงินต้นเท่านั้น

แต่ก็อย่าลืมว่าเหตุการณ์หลายๆ อย่างในชีวิตประจำวันมันก็ใช้บัตรเครดิตรูดไม่ได้ เช่น ถ้าเราทำธุรกิจเนี่ยแล้วเราเกิดเอาเงินไปลงทุนหมด แล้วอยู่ๆที่เกิดเหตุฉุกเฉินไม่ว่าจะเป็นท่อประปาแตก ฝนตกหนักจนต้องทำให้หลังคารั่วซึม ก็ต้องจ้างช่างมาซ่อม หรือเป็นเรื่องการใช้เงินก้อนอื่นๆที่มีความจำเป็นที่ต้องชำระเงินด้วยเงินสด ดังนั้น บัตรกดเงินสดมันก็เลยมีขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้เราในช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินสดแบบนี้นั่นล่ะ แต่บางคนก็อาจจะแย้งขึ้นมาว่า บัตรเครดิตก็กดเงินสดได้นะ มีบัตรเดียวก็พอหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมาดูแล้วว่าจะกดเงินสดออกมาใช้ได้อย่างไรในกรณีที่ต้องใช้เงินฉุกเฉินให้มันคุ้มค่า

เห็นแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ เราจะเห็นได้ว่าในกรณีที่เราเบิกเงินออกมาใช้ บัตรเครดิตอาจจะมีดอกเบี้ยขั้นต่ำที่ 20% ก็จริง แต่จะมีค่าธรรมเนียมเต็มไปหมดเช่น ค่ากด 3% VAT จากค่าธรรมเนียมอีก 7%ในขณะที่บัตรกดเงินสดไม่มีค่าใช้จ่ายจิปาถะ และแน่นอนว่าบัตรเครดิตเขาจะให้เราชำระเงินขั้นต่ำที่ 10% ในขณะที่บัตรกดเงินสดชำระเพียง 5% เท่านั้น คิดไปคิดมาบางทีใช้เงินจากบัตรกดเงินสดมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการกดเงินจากบัตรเครดิตด้วยนะครับ

เวลาเราทำธุรกิจนั้นกระแสเงินสดเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หลายครั้งผู้ประกอบการอิสระหรือธุรกิจขนาดเล็ก จะต้องจ่ายเงินให้กับซัพพลายเออร์ที่เราซื้อของไป (ถ้าซื้อสดเยอะๆ แล้วได้ลดราคาก็ซื้อสดดีกว่า) และเมื่อถึงเวลาก็ต้องจ่ายเงินเดือนให้กับลูกน้อง ในขณะที่เราอาจจะยังไม่สามารถเก็บเงินจากลูกค้าได้จากเทอมการชำระเงินที่กำหนดไว้ บางทีเราก็อาจจะต้องนำเงินส่วนตัวไปสำรองก่อนให้ธุรกิจมันเดินไปได้ แต่พอมาดูเงินในกระเป๋าแล้วเหมือนว่าใช้ไปกับบริหารจัดการแล้ว ไม่มีเงินสดใช้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็สบายใจได้ถ้าเรามีบัตรกดเงินสดที่คอยช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตส่วนตัวให้เราได้อุ่นใจอีกต่อหนึ่ง เพราะอย่างน้อยก็สามารถนำเงินส่วนตัวไปรักษาสภาพคล่องของกิจการของเราได้ไม่ให้เกิดการสะดุดนะครับ

เรื่องนี้ก็เป็นทิปเล็กๆ ที่น่าสนใจของการใช้เงินฉุกเฉินจากบัตรกดเงินสดที่ทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้นได้ หากสนใจในการทำบัตรกดเงินสดสามารถติดต่อบริการ K-Express Cash ได้ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา พร้อมโปรโมชั่นดีๆ สำหรับคนที่สมัครภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2558 นี้ ยังมีโอกาสได้รับของกำนัลสุดน่ารักจาก Teddy House ด้วยนะครับ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่นี่

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

5 หลักการเลือกคอนโดให้น่าอยู่

มือใหม่หัดลงทุนคอนโดต้องดูอะไรบ้าง??

เมื่อพูดถึงชื่อ “บางโพ” หลายคนคงต้องนึกถึงคำว่า “สาวบางโพนั้นโก้จริงๆ” ซึ่งมาจากเพลง “สาวบางโพ” ของพี่ตู้ ดิเรก อมาตกุล ซึ่งแสดงถึงความสนุกสนานในวิถีชุมชนเก่าแก่ที่ผ่านมาช้านาน ซึ่งนอกจากเพลงที่ใครหลายคนคุ้นหูแล้ว บางโพยังเป็นแหล่งค้าไม้สารพัดชนิด ทั้งเพื่อตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ ก่อสร้าง วัสดุต่างๆ ที่มีชื่อดังไม่แพ้เพลงสาวบางโพเช่นเดียวกัน

ทำเลย่านบางโพนั้นเป็นช่วงรอยต่อของกรุงเทพมหานครและนนทบุรี แต่ว่าปัจจุบันย่านบางโพที่เราเห็นๆกันอยู่นั้น เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่มีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเข้ามา รวมถึงมีสถานีเตาปูนที่อยู่ห่างออกไปเพียง 1 สถานีมาเป็นสถานีเชื่อมต่อ (Interchange Station) ที่เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และสายสีม่วงเข้าด้วยกันอีกด้วย

ภาพสมัยก่อนที่เป็นแหล่งชุมชนที่เป็นตึกแถวเก่า เพลงสาวบางโพคู่กับแหล่งค้าไม้ กลับกลายเป็นทำเลเนื้อหอม เริ่มมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เข้ามากว้านซื้อที่เพื่อก่อสร้างอย่างคึกคัก แถมถูกกระหน่ำให้ย่านนี้คึกคักขึ้นไปอีกด้วยการก่อสร้างอาคาร “สัปปายะสภาสถาน” หรืออาคารรัฐสภาแห่งใหม่ที่ใช้งบถึงหมื่นล้านบาท!!

ใช่แล้วครับ!! เมื่อรถไฟฟ้าและรัฐสภามาปั้บ… ความเจริญก็มาแบบปุ๊บปับรับโชคเช่นเดียวกัน!! ทั้งรถไฟฟ้าที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางอย่างที่ว่ามา และระบบสาธารณูปโภคต่างๆที่เติบโตตามรัฐสภาแห่งใหม่มาติดๆ ทั้งสะพานเกียกกาย และการขยายเลนถนนในย่านนั้น ฯลฯ

ถึงแม้ตัวผมเองจะไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็พอทราบดีครับว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้อสังหาริมทรัพย์ต่างๆ น่าลงทุนเพื่อผลตอบแทน และน่าซื้อเพื่ออยู่อาศัยไปพร้อมๆกัน มันก็คือเรื่องของ “ทำเล” นั่นเอง

เมื่อชุมชนเก่าแก่ อย่างบางโพเปลี่ยนแปลงไปด้วยความเจริญ ที่ดินบริเวณนี้ย่อมกลับกลายเป็นทำเลทองที่ใครๆก็อยากจะเป็นเจ้าของใช่ไหมล่ะครับ แหม่.. เห็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างๆเค้าจะมาสร้างคอนโดขนาดนั้นมันจะไม่ทองได้ยังไงล่ะคร้าบบ

แต่เอาเข้าจริงๆ การซื้อคอนโดเพื่อการลงทุนหรืออยู่อาศัยนั้น การดูทำเลเพียงอย่างเดียวคงไม่พอใช่ไหมล่ะครับ ผมเลยไปพูดคุยสอบถามเพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายคนที่อยู่อาศัยในคอนโดหลากหลายแบรนด์ที่แตกต่างกันไป ทำให้ผมพบความจริงว่าการซื้อคอนโดนั้นต้องสนใจองค์ประกอบอีกมากมาย ทั้งความสะดวกทางการเดินทาง สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัย รวมถึงปัจจัยอื่นๆอีกมากมายประกอบกัน และผมได้รวบรวมมาแล้วพบว่า คอนโดที่น่าอยู่นั้นต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ครับ

5 หลักการเลือกคอนโดให้น่าอยู่

1. จำนวนห้องไม่มากเกินไปนัก

การอยู่ในสถานที่อย่างคอนโดนั้นต้องอาศัยร่วมกับคนเป็นจำนวนมาก ดังนั้นถ้าหากคอนโดนั้นมีจำนวนยูนิตที่มากเกินไปก็อาจจะทำให้เรารู้สึกอึดอัดก็เป็นได้

2. มีจำนวนที่จอดรถเพียงพอ

จำนวนพื้นที่ที่จอดรถต้องมีเพียงพอต่อผู้อยู่อาศัย เพราะส่วนใหญ่คนที่อาศัยในกรุงเทพมักจะมีรถยนต์ส่วนตัว ถ้าหากมีน้อยเกินไปไม่เพียงพอต่อการจอดก็อาจจะทำให้เราลำบากในการเดินทางได้เช่นกัน (แหม่.. อยู่คอนโดติดรถไฟฟ้าก็ไม่จำเป็นต้องนั่งรถไฟฟ้านะครับ อิอิ)

3. ชุมชนและบรรยากาศที่ดีโดยรอบ

บรรยากาศรอบข้างต้องไม่ชวนอึดอัด มีสภาพความเป็นชุมชนอยู่บ้าง ไม่ใช่เอะอะ อะไรก็เจอแต่ร้านสะดวกซื้อ บางทีเราก็ต้องการบรรยากาศที่สบายๆเป็นกันเองบ้าง ยิ่งถ้าได้ห้องสวยๆวิวดีๆ เห็นแม่น้ำและไม่มีตึกสูงบดบังได้ยิ่งดี เรียกว่าแบบนี้ถือเป็นบรรยากาศในฝันกันเลยทีเดียวครับ

4. การตกแต่ง รายละเอียดที่ครบครัน

ความปราณีต ความใส่ใจในทุกรายละเอียดของคอนโดนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราจ่ายเงินซื้อห้องไปไม่ใช้น้อย ดังนั้นการตกแต่งที่ดี และสมบูรณ์แบบจะช่วยให้ห้องของเรานั้นน่าอยู่ยึ่งขึ้น แหม่.. ถ้ามีเฟอร์นิเจอร์บิวท์อินสวยๆจะเยี่ยมมากเลยล่ะครับ เพราะจะทำให้เราประหยัดค่าเฟอร์นิเจอร์ไปได้เยอะ

5. ระบบอำนวยความสะดวกของคอนโดที่ครบถ้วน

ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น สระว่ายน้ำ ฟิตเนส บริเวณส่วนกลาง รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี และนิติบุคคลที่เข้มแข็ง รวมถึงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความน่าเชื่อถือ ย่อมจะช่วยให้ชีวิตในคอนโดของเรานั้นมีความสุขได้ง่ายขึ้นเช่นเดียวกันครับ

โดยหนึ่งในผู้พัฒนาคอนโดแถวบางโพที่น่าสนใจนั้นคือ บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) ที่เปิดคอนโดใหม่ภายใต้ชื่อโครงการว่า ชีวาทัย เรสซิเดนซ์ บางโพ (Chewathai Residence Bang Pho) เป็นคอนโดสูง 24 ชั้นและมีทำเลที่ตั้งอยู่ห่างจากรถไฟฟ้าสถานีบางโพเพียง 80 เมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Ultimate Selection ใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อให้โครงการออกมาดีที่สุด ซึ่งถ้าหากใครสนใจก็สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ Chewathai.com ครับ

สุดท้ายนี้ ถึงแม้ว่า ทำเลจะเป็นปัจจัยแรกที่สำคัญในการเลือกอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็ยังมีหลายปัจจัยที่เราไม่ควรมองข้ามในการซื้อคอนโดเพื่ออยู่อาศัย หรือลงทุนในคอนโดเพื่อรับผลตอบแทนจากการลงทุนนั้น ผมหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ใครหลายคนได้ข้อคิดดีๆในการเลือกซื้อคอนโดให้กับตัวเองไม่มากก็น้อยนะคร้าบ

ดวงการเงินประจำสัปดาห์ 2 ก.พ. – 8 ก.พ. 2558

Aries (ราศีเมษ 13 เม.ย.- 14 พ.ค.)

ชีวิตทั่วไป :

ในช่วงนี้คุณกำลังแก้ไขปัญหาบางอย่าง และเจอะเจอเส้นทางที่จะผ่านปัญหานั้นๆไปได้ หรือคุณจะพบเจอช่องทางที่จะทำให้ทุกๆอย่างที่เผชิญอยู่ดีขึ้น หรือจะได้จบปัญหาบางอย่างที่คาราคาซังมานาน แต่การผ่านปัญหาไปได้ในครั้งนี้จำเป็นต้องอาศัยแรงกายแรงใจพอสมควรเลยครับ

การงาน :

มีเรื่องที่คุณวิตกกังวลอยู่มาก ไม่ว่าจะเรื่องงานราช งานหลวงของคุณก็ตาม แม้นอนก็ยังเอากลับมาฝัน กลับมาคิดเลย ผมแนะนำว่า ควรจะปล่อยวาง และตั้งใจทำมันอย่างเต็มที่ ที่เป็นแบบนี้อาจจะเป็นเพราะว่าเราเป็นคนคิดมากด้วย และรู้สึกว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ เพราะฉะนั้นแล้วลองมองและปรับดูว่าจะแก้ไขไปในทิศทางไหนได้ดีขึ้นบ้าง หยุดคิดแล้วลงมือทำซะนะครับ

การเงิน :

อยู่ในระหว่างการปะติดปะต่อการสร้างรายได้ และมองหาช่องทางการได้เงิน โดยที่จะต้องทำในสิ่งที่ตัวเองอาจจะไม่คุ้นเคยและก็ไม่ถนัดสักเท่าไหร่ แต่ยังอยู่ในขั้นตอนวางโครงร่าง ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี ซึ่งทางที่ดี ค่อยๆทำไปเรื่อยๆ แล้วภาพที่เราต้องการจะปรากฏเด่นชัดยิ่งขึ้นครับ

ความรัก :

ความรักคือการเดินทาง สำหรับคนโสด : คุณอาจจะยังไม่พร้อมรับใคร ยังรักอิสระและก็ยังมองอะไรใหม่ๆอยู่รอบตัว เรียกได้ว่า ดูไปเรื่อยแต่ยังไม่ตกลงปลงใจกับใคร สำหรับคนมีคู่ : ก็เป็นช่วงที่ความหวานอาจจะไม่มากแล้ว แต่ช่วงนี้เหมาะสำหรับออกไปทำกิจกรรมอะไรร่วมกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ไปสนุกด้วยกันเพื่อเพิ่มความหวานครับ

การลงทุน :

การลงทุนในช่วงนี้ คุณอาจจะยังไม่พร้อมเพราะ สภาวะทางการเงิน + กับสภาวะความเข้าใจในการลงทุนนั้นยังไม่ค่อยดี จึงอาจจะไม่ใช่ช่วงที่เหมาะในการลงทุนเท่าไหร่ครับ แต่จะให้ดีลองศึกษาข้อมูลการลงทุนคร่าวๆไปก่อนได้นะครับ อาทิเช่น Page : Aommoney หรืออื่นๆก็ได้ครับผม น่าจะทำให้เห็นภาพในการลงทุนมากยิ่งขึ้น

เรื่องที่ต้องระวัง :

ช่วงนี้ให้ระวังความเครียด ความเศร้า ความทุกข์ ที่เกิดจากการยึดติดสิ่งใดสิ่งนึง ซึ่งอาจจะเป็นในอดีตหรืออาจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็ได้ ให้พยายามปล่อยวาง แล้วอะไรๆจะดีขึ้นนะครับ ไม่งั้นทั้งสัปดาห์นี้จะมีแต่ความอึมคึมแบบนี้คงแย่แน่ๆครับผม

******************************************************************************

Taurus (ราศีพฤษภ 15 พ.ค.- 14 มิ.ย.)

ชีวิตทั่วไป :

จะมีเรื่องบางอย่าง มาทำให้คุณต้องลังเลและกังวลใจ อาจจะเป็นกิเลสหรือความอยากได้ความอยากมีบางอย่างที่ทำให้คุณหลงไปกับมันในช่วงนี้ ยังไงก็ตามถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ดีก็ขอให้ระวังเอาไว้นะครับ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ดีก็ไตร่ตรองดีๆก่อนที่จะทำอะไรลงไปเพราะดูทรงแล้วไปในทางลบ เสียมากกว่าครับ

การงาน :

จะได้เจองานเข้าแบบไม่ทันตั้งตัว อาจจะต้องตั้งสติและก็ควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดีๆ ไม่เช่นนั้น อาจจะทำให้ทุกอย่างพังได้ เพราะสิ่งที่จะเข้ามาจะเป็นจุดเปลี่ยนที่จะทำให้งานดีขึ้น (เป็นการพิสูจน์ความสามารถตนเองด้วย) หรือจะแย่ลงขึ้นอยู่กับการรับมือกับเรื่องที่จะเข้ามาในช่วงนี้ ขอให้เตรียมพร้อมและระวังไว้ด้วยนะครับ

การเงิน :

เหมือนจะได้โชคในช่วงนี้ แต่ก็อยู่ที่ตัวคุณด้วยว่า จะเข้าไปรับโชคทางการเงินนั้นไหม อาทิเช่น ข่าวดีในเรื่องเงิน หรือโอกาสในการมองหาการใช้เงินเพื่อสร้างรายได้ต่างๆ ช่วงนี้ก็ลองเปิดใจรับฟังและเปิดโอกาสดูนะครับ อาจจะเจอเรื่องดีๆบางเรื่องที่ทำให้คุณสร้างเงินและรายได้มากขึ้นครับช่วงนี้

ความรัก :

อบอุ่นและเข้าใจกันดี สำหรับคนโสด : เป็นช่วงที่ได้คุยกันอย่างสนุกสนาน เข้ากันได้ดีเป็นอย่างมากถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ สำหรับคนมีคู่ : เป็นช่วงที่เข้าใจกัน มีความสุขร่วมกัน อบอุ่น หวานกันดีเลยล่ะครับ ทำอะไรก็สอดคล้องไปด้วยกันได้ดีครับ ถือเป็นช่วงที่ดีมากครับ

การลงทุน :

การลงทุนในช่วงนี้คุณควรรับคำแนะนำกับสถานการณ์ที่คุณกำลังเผชิญหน้าอยู่ เพื่อให้เค้าช่วยแนะนำและแก้ปัญหาให้ อย่าเอาแต่เก็บและมั่นใจในตนเองเกินไป เพราะอาจจะทำให้อะไรที่ดีๆอยู่แย่ได้เลยนะครับ เปิดใจรับฟังแล้วจะได้ทางออกที่ดีครับ

เรื่องที่ต้องระวัง :

ให้ระวังคนที่เข้ามาชี้นำคุณ ว่าควรไปทางนี้ ทางนั้น ขอให้มีสติและไตร่ตรองก่อนจะทำอะไรลงไปเสมอนะครับ จะได้ไม่ประมาทเพราะว่าหลายคนอาจจะฟังแล้วทำตามโดยไม่ทันคิดเลย คิด วิเคราะห์ และแยกแยะจะทำให้สัปดาห์นี้ผ่านไปได้ด้วยดีครับ

******************************************************************************

Gemini (ราศีมิถุน 15 มิ.ย.- 15 ก.ค.)

ชีวิตทั่วไป :

ในช่วงนี้จะมีเรื่องมาหลอกหลอนคุณ อาจจะเป็นปัญหาที่คาราคาซังกับคุณมานานแล้ว หรืออาจจะเป็นเรื่องที่คุณไม่สบายใจที่คุณเก็บเอาไว้แบกเอาไว้คนเดียว ซึ่งมันก็แสดงออกมาทางสีหน้าของคุณในช่วงนี้ ขอให้พยายามแก้ปัญหาเรื่องนี้เถอะครับ ก่อนที่มันจะแย่ไปเสียก่อน สุขภาพจิตแย่ ทุกอย่างก็แย่ไปด้วยนะครับผม

การงาน :

เป็นช่วงที่คุณทำงานอย่างหนักอีกทั้งไม่ค่อยมีใครมาช่วยคุณเท่าไหร่ เรียกว่า โดดเด่นด้วยฝีมือตัวเองล้วนๆในช่วงนี้ ทำอะไรก็หนักเลยล่ะ แนะนำว่าควรพักผ่อนบ้างนะครับ อย่าหักโหม เพราะมีเกณฑ์จะป่วยเอานะครับแบบนี้ ถ้ายังคงทำงานหนักแบบไม่มีใครช่วยคุณแบบนี้ งานดีแต่สุขภาพแย่ไม่คุ้มนะครับ

การเงิน :

เป็นช่วงในระหว่างเก็บหอมรอมริบ ซึ่งคุณก็ค่อยๆทำมันอย่างช้าๆ อย่างมั่นคงและก็แน่วแน่มากๆ ดีเลยครับ เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเริ่มต้นสร้างเนื้อสร้างตัวจากการเก็บเงิน มองไกลๆ ลองไปศึกษาวิธีการนำเงินไปต่อเงินใน Aommoney หรืออื่นๆดูนะครับ มีหลากหลายข้อมูลเลยล่ะครับ

ความรัก :

เชื่อมั่นในตนเองสูง สำหรับคนโสด : เป็นช่วงที่พยายามแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา ชอบก็บอกชอบ ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ สำหรับคนมีคู่ : อาจจะไม่ใช่ช่วงที่ดีนัก เพราะต่างมีจุดยืนกันคนล่ะจุด อาจจะทำให้ช่วงนี้ไม่ค่อยเข้าใจกันมากเท่าไหร่และก็แนะนำให้พยายามคุยกันให้มากๆนะครับ

การลงทุน :

สำหรับโอกาสในการลงทุนช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีครับ ที่จะเปิดรับและเปิดใจลองลงทุนดู ซึ่งถ้าผมแนะนำให้หาข้อมูลเพิ่มเติมและก็ลองลงแบบทีล่ะน้อยดูก่อนเâ

ช่วยชาติลงทุน นักลงทุนได้ผลตอบแทน เราก็ทำได้

ปกติแล้ว ทุกวันของแต่ละคน ก็มีหน้าที่การงานของตนเอง ซึ่งผมเชื่อว่าการทำงานของเราให้ดี ก็เป็นการช่วยประเทศชาติได้อย่างดีทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นงานแบบไหน ทั้งทางตรง หรือทางอ้อมก็ตาม แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า ยังมีอีกทางนึงที่จะช่วยประเทศของเราได้ แม้ว่าเราจะยังทำงานประจำอยู่ หรือแม้แต่ตอนนอนหลับ และที่สำคัญคือ เราได้ผลตอบแทนที่ดีกลับมา และเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่า ชนะเงินเฟ้ออีกด้วย เริ่มสนใจกันแล้วใช่ไหมครับ งั้นเรามาดูกันครับว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง

ปัจจุบันถ้าติดตามข่าวกัน ก็พอจะทราบว่า ประเทศไทยเรามีการกู้เงินจากหลายๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นการกู้จากต่างประเทศ หรือ ในประเทศก็ตาม และสิ่งนี้เองก็ทำให้ความสามารถในการกู้เงินของประเทศเราลดน้อยลง และแน่นอนว่าถ้ากู้มากๆ หนี้ก็เริ่มเยอะ ก็อาจจะทำให้ประเทศไทยเรามีความเสี่ยงมากขึ้น เริ่มไม่ดีแล้ว

ดังนั้นทางหนึ่งที่จะลดภาระของประเทศก็คือ การรวมเงินของคนในประเทศ มาช่วยภาครัฐลงทุน และนักลงทุนทั่วไปเองก็มีโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนด้วย ซึ่งแทนที่จะเอาผลตอบแทนไปจ่ายให้กับประเทศอื่นๆ ที่เราต้องไปกู้มา หรือ จ่ายให้กับนายทุนคนใดคนหนึ่ง

การช่วยเหลือประเทศที่ดีทางหนึ่งคือการช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยเรา มีการพัฒนาในระบบต่างๆ โดยเฉพาะปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ดีของประเทศ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศนั้นก็คือ “โครงสร้างพื้นฐาน” นั่นเอง

พอพูดถึงตรงนี้ หลายๆ ท่านเริ่มรู้กันแล้วใช่ไหมครับ

ใช่ครับ !! วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังถึง “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน” นั่นเองคร้าบบบบ

มาทำความรู้จักกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

ก่อนอื่นเรามารู้จักกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานกันก่อนนะครับ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานถ้าพูดง่ายๆ แล้วก็คือ เป็นกองทุนรวมที่ระดมเงินทุนจากนักลงทุน เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการโครงสร้างพื้นฐานนำเงินที่ได้จากการจัดตั้งกองทุนรวมไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกิดการพัฒนา และนักลงทุนเองก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมาด้วย

ซึ่งการจัดตั้งนั้น จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) โดยการจัดตั้ง จะต้องเป็นโครงการขนาดใหญ่เงินทุนโครงการไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทและเป็นกิจการ โครงสร้างพื้นฐานตามประเภทที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 12 ประเภท ดังนี้

  1. ระบบขนส่งทางรางหรือทางท่อ  
  2. ประปา
  3. ท่าอากาศยาน 
  4. โทรคมนาคมหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  
  5. ระบบบริหารจัดการน้ำหรือการชลประทาน  
  6. ถนนและทางพิเศษ
  7. ท่าเรือน้ำลึก
  8. พลังงานทางเลือก
  9. ไฟฟ้า
  10. ระบบป้องกันภัยธรรมชาติ
  11. ระบบกำจัดของเสีย
  12. กิจการโครงสร้างพื้นฐานหลายกิจการประกอบกัน

โดยกองทุนรวมจะลงทุนในทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานดังต่อไปนี้ (อาจจะได้รับรายได้หลายทาง หรือ ทางใดทางหนึ่ง)

  1. กรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครอง หรือสิทธิการเช่าในที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร อุปกรณ์
  2. สิทธิสัมปทาน
  3. สิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้ในอนาคต หรือสิทธิตามสัญญาแบ่งรายได้ในอนาคต
  4. สิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ หรือสัญญาก่อสร้างหรือสัญญา
    ซื้อขายผลิตภัณฑ์หรือบริการ
  5. หุ้นหรือตราสารหนี้ ของบริษัทที่มีลักษณะตามที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด

ก็ถือได้ว่ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานนั้นมีการลงทุนหลายรูปแบบเลยทีเดียวครับ แต่เราจะเลือก
กองทุนรวมอย่างไรดี มีหลักคิดอะไรกันในการเลือกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ? เดี๋ยวผมมีคำตอบให้ครับ

แนวคิดการลงทุนกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

เตรียมเงิน เตรียมใจ เตรียมศึกษาข้อมูล

ก่อนลงทุน ให้เตรียมความพร้อม อันนี้ก็ง่ายๆ ครับ เงินที่นำมาลงทุนนั้นต้องเป็นเงินที่เหลือ หรือ นอกเหนือจากการใช้จ่าย และไม่ใช่เป็นเงินเก็บฉุกเฉิน แต่เงินก้อนที่เราจะลงทุนนั้นเป็นเงินเก็บที่ต้องการให้งอกเงย หรือเป็นเงินที่เรามีการวางแผนการลงทุนระยะยาวๆ ครับ เมื่อเงินพร้อม ใจพร้อม (พร้อมอยู่แล้ว) คราวนี้เรามาดูกันว่า ข้อมูลที่เราควรจะคำนึงถึงคืออะไรบ้าง

1. รู้จักทรัพย์สินที่จะลงทุน

เนื่องจาก กิจการโครงสร้างพื้นฐานมีอยู่หลายประเภท เช่น ไฟฟ้า ประปา รถไฟฟ้า ทางด่วน สนามบิน ฯลฯ แน่นอนว่า เมื่อกิจการแตกต่างกัน ความเสี่ยงก็ต้องต่างกันเพราะว่าที่มาของรายได้ไม่เหมือนกัน บางที่รายได้ผันผวน บางที่รายได้ค่อนข้างแน่นอน ดังนั้นเราก็ต้องทำความรู้จักกับโครงการที่เราจะลงทุนก่อน เพื่อให้เราเข้าใจในทรัพย์สินที่เราลงทุน และความเสี่ยงของธุรกิจประเภทนั้นๆ และตอบให้ได้ว่าประมาณการของอัตราผลตอบแทนเป็นที่พอใจหรือไม่

รวมถึงเข้าใจก่อนว่าในระยะยาวแล้วอัตราผลตอบแทนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นนักลงทุนควรพิจารณาโอกาสการเติบโตควบคู่กับระยะเวลาของการลงทุนด้วย

2. สภาพคล่องและขนาดของกองทุน

แน่นอนว่าถ้าเป็นกองทุนขนาดใหญ่ มีผู้ถือหน่วยลงทุนกองทุนรวมฯ  มากก็มีแนวโน้มจะมีสภาพคล่องในการซื้อ-ขาย พอสมควร หลังจากกองทุนรวมฯ เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว เราจะมั่นใจได้ว่า ถ้าหากฉุกเฉินต้องใช้เงินที่เราลงทุนไป เราจะสามารถขายเพื่อที่จะนำเงินออกมาใช้ได้อย่างไม่ติดขัดนั่นเอง

3. โครงสร้างทางรายได้ และโครงการต่างๆได้ดำเนินงานแล้วหรือยัง

แน่นอนว่า เราต้องทราบถึงกิจการต่างๆ นั้นมีที่มาของรายได้อย่างไร มีค่าใช้จ่ายในส่วนไหน

เคล็ดลับรวยด้วยเงินปาร์ตี้ ที่ทุกคนมองข้าม

 

ลดปาร์ตี้ 

 

ช่วงนี้มีหลาย ๆ คนชวนพี่ปึ้กไปปาร์ตี้บ่อย ๆ ไม่ว่าจะกินบุฟเฟต์ ชาบู ปิ้งย่าง โคขุน กุ้งแม่น้ำ วัวมัสซึซากะ จิบไวน์ ฟังเพลง เต้นลีลาศ ทานอาหารฝรั่งเศสหรูๆ ไปจนถึงหมูกระทะที่มีตลกคาเฟ่ แต่พี่ก็ปฎิเสธไปหมด รู้หรือเปล่าว่าเพราะอะไร #อะไรนะใครบอกว่าพี่ไม่มีเงิน

 

พี่ปึ้กแค่อยากมาชวนให้น้อง ๆ ลองมองมุมกลับ ปรับมุมมองกันบ้างว่า “ถ้าเราเลิกสังสรรค์ ปาร์ตี้ เข้าสังคมสักอาทิตย์ละ 1 ครั้ง แล้วเอาเงินมาลงทุนแทน ชีวิตเราจะดีขึ้นไหม”

 

ลองคิดง่าย ๆ ถ้าเราลดค่าเข้าสังคมเดือนละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1,000 บาท เดือนนึงเราจะมีเงินเหลือ 2,000 บาท ปีนึงก็ 24,000 บาท สิบปีก็ 240,000 บาท ถ้าร้อยปีก็ 2,400,000 บาท #กินเที่ยวแบบนี้จะอยู่ถึงร้อยปีป่ะ

 

ทีนี้ ถ้าลองเอาเงินไปลงทุนในกองทุนรวมทุก ๆ เดือน เดือนละ 2,000 บาท โดยได้ผลตอบแทน 15% ต่อปี เป็นระยะเวลาประมาณ 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี มาดูกันซิว่าผลตอบแทนจะน่าตกใจขนาดไหน

 

ลดปาร์ตี้

 

 

แต่เรื่องได้เงินล้านเท่านั้นยังไม่พอ!! เพราะว่าการไปปาร์ตี้ ฮิป ๆ ชิค ๆ คูล ๆ หรือทำตัวหรูบ่อย ๆ มันคือพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เราสุขภาพไม่ดี เที่ยวดึกก็อ่อนเพลีย ทานเบียร์ก็อ้วนลงพุง บางคนกลายเป็นลุงตั้งแต่ยังไม่สามสิบ คิดแล้วชีวิตมันเศร้าเพราะเราปาร์ตี้ถี่ ๆ เกินไป

 

ถ้าหยุดพฤติกรรมพวกนี้ บางทีเราอาจจะได้ทั้งเงินล้านแถมยังมีสุขภาพดี ฟังแล้วน่าสนใจมาก ๆ เลยใช่ไหมล่ะ แต่พี่ปึ้กอยากแนะนำให้ลองไปถามคนที่ไม่ชอบปาร์ตี้แบบนี้ดูสิครับว่า มีเงินถึงล้านแล้วหรือยัง? แถมบางคนมันดันอ้วนกว่าเราเสียด้วย ฮ่าาาาา #ตลกร้าย

 

อ้าววว พี่ปึ้กพูดแบบนี้ แปลว่าหนูควรจะลัลล้าเที่ยวต่อต่อไปใช่ไหมคะ? เพราะยังไง ๆ ก็ไม่มีทางเก็บเงินได้เลยแน่ ๆ  แหม่!!! เดี๋ยวตีตายเลยอีหนู ที่เขียนมาทั้งหมดนี้พี่ปึ้กกำลังจะบอกว่า เรื่องที่ว่ามันทำได้จริงๆ แต่มันอยู่ที่ว่าหนูคิดจะทำหรือเปล่า เพราะอย่างน้อยการเก็บเงินไว้สำหรับอนาคตมันยังดีกว่าการไม่เก็บเลยแถมยังหมดไปกับพฤติกรรมที่อาจจะทำร้าย
สุขภาพเราแบบนี้

 

ถึงวันนี้เราจะลดการเที่ยวสังสรรค์ลงบ้าง แต่เราไม่จำเป็นต้องลดความสุขลงก็ได้ ถ้าเรารู้จักเอาเงินนี้ไปออกดอกผลให้มันงอกเงย จริงอยู่ว่า ต่อให้ลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนไม่ถึง 15% ต่อปี ต่อให้มีเงินไม่ถึง 13 ล้าน แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้แน่ ๆ คือความสุขจากการที่เราไม่ลำบากเรื่องการเงิน พ่วงด้วยสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้นอีกต่อหนึ่งด้วย

 

แต่ถ้าใครชอบเที่ยว ชอบเข้าสังคมแบบนี้ จริง ๆ นี้พี่ปึ้กก็ไม่ว่านะ ขอแค่รู้จักแบ่งเงินที่ใช้จ่ายเรื่องอื่น ๆ มาลงทุนบ้าง แบ่งเวลาออกกำลังกายให้เหมาะสม บางคนเล่นเวทจนล่ำบึ้ก แบบนี้พี่ปึ้กโอเคอยู่ เพราะถือว่าเรารู้อยู่แล้วว่าอะไรควรหรือไม่ควรในการใช้ชีวิต

 

แต่คนที่คิดจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่คิดจะลงทุนอะไร พี่ปึ้กบอกเลยว่า ลองเริ่มต้นค้นหารายจ่ายฟุ่มเฟือยที่กินทิ้งกินขว้าง หรือลดอาหาร งานเลี้ยงสังสรรค์ดูสักมื้อต่ออาทิตย์.. รับรองว่าชีวิตคุณจะเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างเหลือเชื่อเลยล่ะ

 

แต่ถ้าไม่คิดจะทำอะไร แล้วหวังว่าจะร่ำรวยได้ง่าย ๆ สบาย ๆ ในอากาศ แนะนำให้ไปตรวจเช็คประสาทก่อนนะตัวเอง.. เพราะมันมีแต่คนบ้าเท่านั้นที่ทำเรื่องเดิมซ้ำ ๆ แล้วหวังจะให้ตัวเองรวยขึ้นได้โดยหวังแต่ปาฏิหาริย์จ้า #อุ้ยแรงอ่ะ

 

 

 

สนับสนุนโดย

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

Image

 

 

3 ตัวช่วยรวยด้วยหุ้นเทคนิค ตอนที่ 11 “4 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Indicators”

Screen Shot 2015-07-01 at 12.49.56 PM     

         สวัสดีคร๊าบบบ ตอนที่ 11 เรื่อง “4 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Indicators ที่มือใหม่ต้องรู้” จะเป็นตอนสุดท้ายของซีรี่ย์ “3 ตัวช่วยรวยด้วยเทคนิค” แล้วนะครับ โดยเนื้อหา ในตอนนี้จะรวบรวมจากประสบการณ์ การให้คำแนะนำ และงานสอน ซึ่งมักจะเจอกับคำถาม 4 ข้อนี้อยู่บ่อย ๆ จึงอยากจะเอามาแชร์ เพราะคิดว่าผู้อ่านหลายคนก็คงจะสงสัยประเด็นเหล่านี้ด้วยเช่นเดียวกัน มาเริ่มกันเลยครับ…

 

Untitled-3-01

 

ข้อที่ 1 : Indicators ตัวไหนใช้งานได้ดีที่สุด ?

ความคาดหวังของมือใหม่หลายคน คือ อยากจะหา Indicators ที่ดีที่สุด ให้สัญญาณซื้อขายที่แม่นยำที่สุด มาใช้งาน ผมจึงมักจะเจอกับคำถามประมาณนี้ ว่า

“ Indicators ตัวไหนใช้งานได้ดีที่สุด และแม่นยำที่สุด?”

“ Indicators ที่ใช้วิเคราะห์ Momentum ระหว่าง RSI (Relative Strength Index), CCI (Commodity Channel Index), และ Stochastic ตัวไหนดีกว่ากัน?”

“ Indicators ประเภท Moving Average ระหว่าง SMA (Simple Moving Average), EMA (Exponential Moving Average) และ WMA (Weighted Moving Average) ตัวไหนใช้งานได้ดีกว่ากัน?”   

 

คำตอบก็ คือ ไม่มี Indicators ตัวไหนที่ใช้งานได้ดีกว่าตัวอื่น หรือแม่นยำที่สุด สิ่งที่ควรทำความเข้าใจก่อนคือ

  1. Indicators แต่ละตัวให้ข้อมูลในแง่มุมที่แตกต่างกัน เช่น Moving Average ให้ข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น, RSI ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Momentum, ส่วน MACD ให้ข้อมูลทั้งด้านทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น และ Momentum พร้อม ๆ กัน
  2. Indicators ที่ให้ข้อมูลในแง่มุมเดียวกัน ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าตัวไหนให้ข้อมูลได้ดีที่สุด แต่มีข้อสังเกตุ คือ การตั้งค่า Parameter หรือจำนวนวันย้อนหลังในการคำนวณค่า Indicators ที่แตกต่างกัน ให้ Indicators ส่งสัญญาณช้าหรือเร็วแตกต่างกัน โดยถ้าเลือกใช้จำนวนวันย้อนหลังที่น้อย จะทำให้ Indicators เคลื่อนที่เร็ว และให้สัญญาณเร็ว แต่ถ้าเลือกจำนวนวันย้อนหลังที่มากจะทำให้ Indicators เคลื่อนที่ช้า และให้สัญญาณช้ากว่า
  3. Indicators ประเภทเดียวกัน แต่ให้น้ำหนักของข้อมูลในแต่ละช่วงเวลาไม่เท่ากัน เช่น SMA จะให้น้ำหนักของข้อมูลทุกตัวเท่ากัน ส่วน EMA จะให้น้ำหนักข้อมูลใหม่มากกว่าข้อมูลเก่า ก็ไม่มีการทดลองใดที่สามารถจะสนับสนุนได้ว่า Indicators ตัวไหนใช้งานได้ดีกว่ากัน แต่สิ่งที่จะให้ข้อมูลได้ คือ Indicators ตัวไหนมีคนนิยมมากว่ากัน ระหว่าง SMA EMA WMA ก็คงต้องตอบว่า EMA มีคนนิยมใช้งานมากที่สุด และผมก็เลือกใช้งาน EMA ด้วยเหตุผลนี้

 

 

ข้อที่ 2 : ใช้ Indicators หลายตัวพร้อมกันดีหรือไม่ ?

ผมเห็นมือใหม่หลายคนพยายามที่จะวิเคราะห์กราฟ โดยเลือกใช้งาน Indicatorsจำนวนหลาย ๆ ตัวพร้อมกัน ด้วยความเชื่อที่ว่า ยิ่งดู Indicators หลายตัวจะช่วยยืนยันและเพิ่มความมั่นใจว่าการวิเคราะห์จะมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น

ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง เวลาที่วิเคราะห์กราฟหุ้นทางเทคนิคเราควรให้ความสนใจ Indicators อย่างมากแค่เพียง 2-3 ตัวก็เพียงพอ!!! แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราจะต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า Indicators ที่เรากำลังให้ความสนใจนั้นใช้งานสำหรับวัตถุประสงค์อะไร และให้ข้อมูลหรือบอกความหมายอะไรแก่เรา

การเลือกใช้งาน Indicators เราควรเลือกใช้ Indicators ที่แต่ละตัวที่ให้ข้อมูลในมุมมองที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ Indicators หลายตัว แต่ทั้งหมดเป็น Indicators ที่ให้ข้อมูลแบบเดียวกัน เป็นการกระทำที่เสียเวลาเปล่าและไม่ได้เป็นการเพิ่มความมั่นใจให้มากขึ้น

 

ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเราเลือกใช้ RSI (Relative Strength Index), CCI (Commodity Channel Index), และ Stochastic พร้อมๆกัน ซึ่ง Indicators ทั้ง 3 ตัวนี้ใช้สำหรับให้ข้อมูล Momentum เหมือนกัน ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ Indicators ทั้ง 3 ตัว จะให้ผลที่ใกล้เคียงกันและสอดคล้องกัน

นอกจากนั้นการรอสัญญาณซื้อหรือสัญญาขายจาก Indicators หลายตัวให้เกิดสัญญาณเพื่อยืนยันการลงมือซื้อขายจนครบทุกตัวมีข้อเสีย คือ ทำให้เราตัดสินใจลงมือซื้อขายที่ช้าลงโดยไม่เกิดประโยชน์ เพราะ การทำเช่นนี้เป็นการรอให้ Indicators ตัวที่ส่งสัญญาณซื้อขายที่ช้าที่สุดในเหตุการณ์ครั้งนั้นๆ ส่งสัญญาณเราจึงค่อยลงมือซื้อขาย (Maximize Waiting Time) กลับทำให้จังหวะที่เราลงมือซื้อขายเป็นจังหวะที่ช้าเกินไปเสมอ

 

 

ข้อที่ 3 : Indicators ตัวใหม่ๆ ใช้งานได้ดีกว่าตัวเก่า ๆ   

ถึงแม้ในปัจจุบันจะมี Indicators ถูกคิดค้นขึ้นใหม่มากมาย และก็มีหลายคนที่กำลังพยายามขวนขวายหา Indicators ตัวใหม่ๆ มาใช้ โดยมีความเชื่อว่า Indicators ที่ถูกคิดค้นขึ้นใหม่ หรือมีสูตรการคำนวณที่ยุ่งยาก จะนำไปใช้งานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าหรือมีความถูกต้องแม่นยำกว่า Indicators ตัวเก่า ๆ

 

แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องไปพยายามหา Indicators ใหม่ ๆ มาใช้งานหรอกครับ เพราะเวลาที่ผมวิเคราะห์กราฟหุ้น ผมก็ยังคงใช้ Indicators ที่ถูกคิดค้นขึ้นมานานแล้ว แต่ยังเป็น Indicators ที่ได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน คือ EMA,  MACD ,และ RSI โดยไม่ได้ศึกษา Indicator ตัวใหม่ ๆ เลย

 

เหตุผล คือ สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญมากกว่า ได้แก่ การทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ในการใช้งานของ Indicators ที่เราจะนำมาใช้ว่าให้ข้อมูลอะไรกับเรา และ Indicators แต่ละตัวมีข้อจำกัด ข้อดี ข้อเสีย ในการนำไปใช้งานอย่างไร หรือ Indicators แต่ละตัวเหมาะสำหรับใช้งานกับสถานการณ์ของการเคลื่อนที่ของราคาแบบไหน

 

ถึงแม้จะมี Indicators ถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่มากมาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป Indicators ที่ถูกคิดค้นขี้นมาใหม่เหล่านั้นหลายตัวก็ไม่ได้รับความนิยมและไม่ถูกนำไปใช้งาน แต่ในทางกลับกันตัวชี้วัดที่ถูกคิดค้นขึ้นมานานแล้ว และปัจจุบันยังมีคนใช้อยู่อย่างแพร่หลายแสดงว่ามันได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นตัวชี้วัดที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี

 

 

 

ข้อที่ 4 : ค่า Parameter เท่าไหร่ ใช้งานได้ดีที่สุด

 

ตัวอย่างคำถาม เกี่ยวกับการกำหนดค่า Parameter สำหรับ Indicators ที่ผมเจอถามบ่อย ๆ ได้แก่

“ จะใช้จำนวนวันย้อนหลังในการคำนวณ Moving Average กี่วันดีที่สุด ? “

“ จะใช้จำนวนวันย้อนหลังในการคำนวณ RSI กี่วันจะให้สัญญาณซื้อขายได้แม่ยำที่สุด ? “

“ จะตั้งค่าจำนวนวันย้อนหลังใจการคำนวณ Indicators จำนวนวันที่น้อย ดีกว่า จำนวนวันที่มากหรือไม่ ? ”

 

คำตอบ ก็คือ ไม่มี Parameter ที่ดีทีสุดในการคำนวณค่า Indicators &#x

[ซีรี่ย์ออมหุ้น Season2] ตอน 1 ข้อแตกต่างในการออมหุ้นผ่านบัญชีออมหุ้นและการซื้อด้วยตัวเอง

ในช่วงนี้มีคนสนใจเรื่องการออมหุ้นมากเลยนะครับ วิธีคิดของการออมหุ้นคือเราจะต้องเลือกหุ้นที่มีผลประกอบการดี และมีแนวโน้มการเติบโตในอนาคต รวมถึงมีความได้เปรียบในการแข่งขันในธุรกิจของตัวเอง ซึ่งเป้าหมายในการออมหุ้นของเราคือการเปลี่ยนเงินออมที่เราฝากไว้ในธนาคาร มาจัดพอร์ตการลงทุนในหุ้นเพื่อขยายโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นในอนาคต ในปัจจุบันการออมหุ้นนั้นสามารถทำได้ 2 แบบคือการใช้บริการบัญชีออมหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ที่ให้บริการและการซื้อด้วยตัวเอง

การซื้อผ่านบัญชีออมหุ้น

บัญชีออมหุ้นเป็นบัญชีที่ให้บริการเพียงแค่บางบริษัทหลักทรัพย์เท่านั้น โดยเรามีหน้าที่ในการกำหนดการลงทุนตามเงื่อนไขที่กำหนดด้วยตัวเองได้แก่

  • หุ้นที่จะลงทุน ทางบริษัทหลักทรัพย์จะคัดกรองหุ้นบางตัวที่มีสภาพคล่องสูงในบริการ
  • กำหนดเงินที่ใช้ลงทุนในแต่ละเดือน เช่น 1,000  บาท 5,000 บาท ตามเงื่อนไขการให้บริการ ทางโบรกเกอร์จะนำหุ้นมาเข้าพอร์ตตามจำนวนหุ้นที่ได้มาตามจริง เช่น 125 หุ้น 32 หุ้น
  • กำหนดวันที่จะซื้อหุ้นในแต่ละเดือน ตามข้อกำหนดของ บล. เช่นทุกวันที่ 5 ของแต่ละเดือน

เมื่อเราเปิดบัญชีออมหุ้นแล้ว ทางบริษัทหลักทรัพย์จะดำเนินการตามข้อกำหนด โดยการนำเงินของเราไปซื้อหุ้นทุกเดือนตามเงื่อนไขของวันและเวลา เป็นการสะสมหุ้นไปเรื่อยๆอย่างอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องซื้อเองครับ

การซื้อด้วยตัวเอง

ปกติแล้วเวลาเราซื้อหุ้นสามารถซื้อผ่านระบบ Online หรือโทรศัพท์เพื่อซื้อผ่าน Marketing ซึ่งจะมีข้อแตกต่างในการซื้อหุ้นคือ

  • เราสามารถเลือกหุ้นอะไรก็ได้ตามที่เราต้องการ
  • การซื้อจะเป็นลักษณะซื้อที่ละ 100 หุ้นและเพิ่มขึ้นในหลักร้อย เช่น 200 300 ไปเรื่อยๆ  (การซื้อลักษณะนี้จะไม่มีการซื้อเศษหุ้นในหลักหน่วยและหลักสิบเหมือนบัญชีออมหุ้นนะครับ)
  • กำหนดการลงทุนด้วยตัวเอง เราจะต้องสร้างวินัยด้วยตัวเองในการซื้อหุ้น

การซื้อด้วยตัวเองนั้นต้องมีวินัยสูงมากกว่าการซื้อผ่านระบบ เพราะบางครั้งเราอาจจะลืมซื้อหุ้นได้ และหลายๆ ครั้งต้องใช้ความพยายามที่หลีกหนีอารมณ์ของตลาด เพราะหลายคนเห็นหุ้นขึ้นก็ไม่กล้าซื้อเพราะกลัวจะซื้อแพง และเมื่อหุ้นลงต่ำก็อาจจะไม่กล้าซื้อเพราะกลัวราคาจะลงไปอีก พอมีอารมณ์เข้ามาวุ่นวายในการซื้อหุ้นก็ทำให้ซื้อไม่ได้สักที

พอจะเห็นภาพคร่าวๆ ในเรื่องความแตกต่างของบัญชีออมหุ้นและการซื้อหุ้นด้วยตัวเองไหมครับ ในตอนต่อไปเดี๋ยวผมจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ “ข้อจำกัดในการซื้อด้วยตัวเองและการใช้บัญชีออมหุ้น” นะครับว่าอันไหนเหมาะสมในการวางแผนการเงินและอันไหนที่ทำให้เราสะดวกสบายในการซื้อขายมากกว่ากัน

4/10 5 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต…]

 

หลายบทความที่ผ่านมาทำให้เราก็เริ่มรู้แล้วว่าประกันชีวิตนั้นสำคัญกับชีวิตเราอย่างไร เพราะช่วยในด้านของการออมเงินและการคุ้มครองชีวิต แล้วถ้าเราอยากจะทำประกันชีวิตหละจะเริ่มอย่างไรดี บทความนี้มีแนวทางการเลือกประกันชีวิตที่เหมาะสมกับเรามาแนะนำค่ะ

 

5 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิต

 

4/10 5 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต...]

 

1. ค้นหาเป้าหมาย 

“เงินเป็นทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด แต่ความต้องการของเรามีไม่จำกัด” สิ่งสำคัญที่ควรทำอย่างแรก คือ การเรียงลำดับความสำคัญ โดยการตั้งเป้าหมายแล้วนำจำนวนเงินรายได้มาจับคู่กับเป้าหมายนั้น ถ้าเงินไม่เพียงพอก็อาจจะต้องเลือกทำเป้าหมายที่สำคัญทีสุดให้เสร็จสิ้นก่อน

ความสำเร็จของชีวิตที่มีความสุขที่สุดก็ต้องมีคนที่รักอยู่เคียงข้างหรือหากโชคร้ายจากไปก็มีสิ่งทดแทนทีทำให้ชีวิตของคนข้างหลังอยู่ได้ไม่ลำบาก ซึ่งการวางแผนจะทำให้เราสามารถเตรียมความพร้อมรับความเสี่ยงได้มากกว่า ซึ่งความเสี่ยงนั้นมีทั้งด้านบวกและลบ เช่น ปีนี้ตั้งใจจะชำระหนี้ 100,000 บาทให้หมด แต่กลับปิดยอดหนี้ได้ภายใน 9 เดือนที่เร็วกว่าที่คิดไว้ลักษณะนี้ก็เป็นความเสี่ยงด้านบวกที่เป็นเรื่องดี

ถ้าหากชำระหนี้ไป 10,000 บาทแล้วเสียชีวิต ทำให้ยอดหนี้ที่เหลือ 90,000 บาทนั้นสร้างภาระให้ผู้ที่มีชีวิตอยู่ ลักษณะนี้ก็เป็นความเสี่ยงด้านลบที่เป็นเรื่องไม่ดี หากเราวางแผนมาอย่างดี เราก็สามารถจัดการความเสี่ยงนี้ได้ โดยการหาทางหนีไฟหรือวิธีป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะบรรเทาความเดือดร้อนให้ตนเองและครอบครัวน้อยที่สุด ตัวอย่างเป้าหมายดังนี้ค่ะ  

 

เป้าหมายเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ตนเอง

ตัวอย่าง

  1. สร้างวินัยการออมที่ได้รับผลตอบแทนสูง
  2. สร้างเงินออมไว้ใช้อย่างสบายหลังเกษียณ
  3. คุ้มครองเสาหลักของครอบครัว

 

เป้าหมายเพื่อประโยชน์ให้คนในครอบครัว

ตัวอย่าง

  1. หมดภาระหนี้สิน
  2. สร้างมรดกให้ลูกหลาน
  3. สร้างทุนการศึกษาให้ลูก 

 

2. ปกป้องเป้าหมาย

 จากเป้าหมายของเราข้างต้นไม่ว่าจะเป็นประโยชน์เพื่อตนเองหรือจะทำเพื่อคนในครอบครัว เราก็เรียงลำดับความสำคัญว่าอันไหนสำคัญกับเรามากที่สุดไปจนถึงลำดับน้อยที่สุด จากนั้นเราก็จะมาหาวิธีการเพื่อที่จะปิดความเสี่ยงนั้นโดยเลือกรูปแบบประกันชีวิตที่เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินของเรามากที่สุด ซึ่งตารางนี้เป็นเพียงแนวทางที่ผู้ทำประกันควรนำไปปรับใช้ให้เข้ากับเป้าหมายของตนเอง

4/10 5 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต...]

 

 

 

 

3. ความสามารถในการชำระเบี้ยประกันชีวิต

 

หลายครั้งที่เราต้องการจะทำทุนประกันชีวิตสูง(เป้าหมายการเก็บเงินเยอะๆ) เพื่อจะได้ครอบคลุมความเสี่ยงที่ตนเองมีให้ได้มากที่สุด แต่อีกใจหนึ่งก็กังวลว่าจะส่งไม่ต่อเนื่อง เพราะการส่งประกันนั้นต้องส่งติดต่อกันหลายปีจนกว่าจะครบกำหนด

เราสามารถลดความกังวลเหล่านี้ได้จากการจัดระเบียบการเงิน โดยไม่ทำให้การส่งเบี้ยประกันชีวิตนั้นต้องเป็นภาระรายจ่าย แต่เป็นการส่งเสริมสร้างวินัยการออมเงิน เริ่มต้นโดยการนำเบี้ยประกันชีวิตที่ส่งทั้งปีมาหาร 12 เพื่อจะดูว่ารายเดือนควรเก็บเท่าไหร่แล้วทะยอยเก็บรายเดือน พอครบปีจึงถอนออกมาจ่ายเบี้ยประกันชีวิต หากในอนาคตเราสามารถสร้างรายได้มากขึ้นก็ควรปรับทุนประกันให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

สัดส่วนที่เหมาะสมของการจ่ายเบี้ยประกันชีวิต

  1. คนโสดไม่ควรจ่ายเบี้ยประกันภัยเกิน 15-20% ของรายได้ต่อปี
  2. คนที่มีครอบครัวไม่ควรจ่ายเบี้ยประกันภัยเกิน 10-15% ของรายได้ต่อปี

 

 

4. เลือกกรมธรรม์ประกันชีวิต

เมื่อเราเลือกได้แล้วว่าตนเองมีเป้าหมายอย่างไร แล้วเลือกแบบประกันที่เหมาะสมกับเป้าหมายโดยดูจากความสามารถในการจ่ายชำระเบี้ย ต่อไปจะเป็นการเลือกกรมธรรม์ประกันชีวิตจากบริษัทที่เชื่อถือได้  และซื้อกับตัวแทนที่น่าเชื่อถือโดยต้องได้รับใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือที่เราจะเรียกสั้นๆว่า “คปภ.”

ข้อมูลที่ควรรู้ ดังนี้

  • ค้นหาแบบประกันที่บริษัทประกันชีวิตขายอยู่ในปัจจุบัน

http://eservice.oic.or.th/eService/InsurePlan/i_Search/SearchPlan.aspx

  • เว็บตรวจตัวแทน/นายหน้าที่ได้รับใบอนุญาต

http://eservice.oic.or.th/eService/Search/Broker/PersonAllow.aspx

หลายครั้งที่เราอ่านในกระทู้แล้วบอกว่าถูกหลอกให้ทำประกัน ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุใดก็ตาม ความจริงแล้วหากทำแล้วไม่ตรงกับเงื่อนไขที่เราได้รับฟังจากตัวแทนในครั้งแรก เราสามารถยกเลิกได้ภายใน 15 วันจะได้เงินคืน โดยหักค่าใช้จ่ายฉบับละ 500 บาทและการตรวจสอบสุขภาพ(ถ้ามี) ในอีกมุมหนึ่งหากเราซื้อประกันชีวิตแล้วจ่ายช้าเกิน 30 วันจะมีผลทำให้กรมธรรม์มีความเสี่ยงที่จะถูกบริษัทบอกยกเลิก

 

 

5. วิธีการจ่ายเบี้ยประกันชีวิต

ขั้นตอนนี้ก็สำคัญที่เราต้องเก็บหลักฐานให้รอบคอบ ซึ่งการจ่ายเบี้ยประกันครั้งแรกนั้นเราจ่ายผ่านตัวแทน เราจะได้รับใบรับเงินชั่วคราวของบริษัทจากตัวแทนที่ลงลายมือชื่ออย่างถูกต้อง หลังจากนั้นภายใน 30 วันตั้งแต่วันที่ได้ใบรับเงินชั่วคราว เราจะได้ใบรับเบี้ยประกันภัยตัวจริงพร้อมกับเอกสารกรมธรรม์ เมื่อได้รับมาแล้วควรตรวจสอบรายละเอียดว่าตรงกับที่ตัวแทนพูดไว้หรือไม่

การจ่ายเบี้ยประกันชีวิตในงวดต่อๆไปจะสะดวกมากขึ้น โดยจะมีจดหมายแจ้งการจ่ายเบี้ยประกันให้ผู้ทำประกันรับทราบแล้วจ่ายชำระเบี้ยในช่องทางที่สะดวก เช่น การจ่ายหน้าเค้าเตอร์ธนาคาร การจ่ายผ่านทางธนาคารออนไลน์ เป็นต้น

 

เมื่อเราทำประกันชีวิตแล้วควรเก็บรักษาเอกสารกรมธรรม์ไว้อย่างดี บอกกล่าวกับครอบครัวไว้สัก&#xE1

นี่คือ 3 กลยุทธ์การลงทุน ที่ต้องจับตามอง ถ้าดอกเบี้ยขึ้น

บทความครั้งก่อน ผมบอกถึงวิธีการดูว่าเมื่อไหร่มีสัญญาณว่าดอกเบี้ยจะขึ้นนะครับ เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา กนง. (คณะกรรมการนโยบายการเงิน) มีประชุมนโยบายการเงิน ก็ได้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยไว้ที่ 1.50% นักวิเคราะห์หลายฝ่ายก็เริ่มเชื่อลึกๆแล้วว่า หลังจากนี้ กนง.อาจจะไม่ใช้ดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือในการบริหารและกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งที่ผ่านมา แทบจะไม่มีผลอะไรให้เศรษฐกิจไทยดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และอีกเรื่องก็คือ ราคาน้ำมันเริ่มปรับขึ้นจากจุดต่ำสุด ทำให้ราคาสินค้าอื่นๆในประเทศปรับสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นตัวเร่งให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และปีหน้า กนง. จึงมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย เพื่อปรับสมดุลระหว่างอุปสงค์-อุปทานในตลาด ดังนั้น เรามาว่ากันต่อว่า สมมติ ถ้าเราใกล้จะเจอดอกเบี้ยขาขึ้นจริงๆ แล้วเราควรจะลงทุนอะไรกันดี?

และนี่คือ  3 กลยุทธ์การลงทุนที่คุณควรจับตามองไว้ในครึ่งปีหลังครับ

หุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock)

Cyclical Stock คือ หุ้นที่ได้รับอิทธิพลจากวัฏจักรเศรษฐกิจโดยตรง (Economic Cycles) กลุ่มธุรกิจนี้ยอดขายและกำไรจะเติบโตและหดตัวไปพร้อมกับวงจรเศรษฐกิจในภาพใหญ่ พูดง่ายๆก็คือ ถ้าเศรษฐกิจดี ยอดขายและกำไรก็เพิ่มมากขึ้น หากเศรษฐกิจแย่ กำไรก็ลดลงตาม หรือขาดทุน ก็เป็นไปได้ กลุ่มธุรกิจที่ว่านี้ ได้แก่ กลุ่มยานยนต์ กลุ่มสายการบิน วัสดุก่อสร้าง เครื่องประดับ ท่องเที่ยว รวมถึง ร้านค้า ร้านอาหาร

ถ้าถามว่า แล้วหุ้นพวกนี้ ดียังไงถ้าดอกเบี้ยขึ้น?

คำตอบคือ ถ้าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ ธนาคารกลางของประเทศไหนๆ กล้าเริ่มขึ้นดอกเบี้ย ในภาวะที่มีอัตราเงินเฟ้ออ่อนๆ นั่นแปลว่า ต้องมั่นใจในเศรษฐกิจตัวเองว่าฟื้นได้แน่ครับ และเมื่อเศรษฐกิจฟื้น กำลังฟื้นของผู้บริโภคจะกลับมา ดังนั้น Cyclical Stock จะได้รับประโยชน์แน่นอน

หุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน (Financial Stocks)

จริงๆ กลุ่มนี้ ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการขึ้นดอกเบี้ยเต็มๆครับ เพราะพอร์ตสินเชื่อของธนาคารที่เป็นระยะยาว ส่วนใหญ่จะปล่อยกู้เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Float Rate) ในขณะที่ฝั่งเงินฝาก เราจะเห็นว่า ดอกเบี้ยเงินฝากจะถูกกำหนดระยะเวลา และอัตราดอกเบี้ยชัดเจน นั้นแปลว่า สมมติดอกเบี้ยในตลาดขึ้นปั๊บ ดอกเบี้ยเงินกู้จะขึ้นตามทันที ในขณะที่ขาเงินฝากซึ่งเป็นต้นทุนของธนาคารนั้นยังไม่ปรับตัวขึ้นตามจนกว่าเงินฝากประจำนั้นๆจะครบกำหนด รวมถึงหุ้นกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ ก็จะดีตาม เพราะการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงแรกๆของรอบการขึ้น นักลงทุนมักจะตีความว่า เศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัวพอที่จะรับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นแล้ว ดังนั้น การลงทุนในตลาดหุ้นจะกลับมาคึกคัก และมีมูลค่าการซื้อขายในตลาดเพิ่มสูงขึ้นในช่วงแรกของการขึ้นดอกเบี้ยครับ

ตราสารหนี้จ่ายดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate Bond/ Floating Rate Note หรือ FRN)

FRN นั้น ชื่อก็บอกแล้วว่า อัตราดอกเบี้ยลอยตัว คำว่าลอยตัวนี่หมายถึง ขึ้นก็ได้ ลงก็ได้ ขึ้นอยู่กับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาด โดยจะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในวันที่กำหนดดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งแล้วแต่ว่า ผู้ออก จะกำหนดระยะเวลาอย่างไร เช่น ทุกๆ 3 เดือน หรือ 6 เดือน ก็ว่ากันไป การลงทุนใน FRN นี่นักลงทุนสถาบันนิยมกันมากนะครับ เพราะไม่ต้องไปต่อตั๋ว หรือไม่ประมูลตั๋วเงินคลังระยะสั้นบ่อยๆ ดังนั้นถ้าดอกเบี้ยในตลาดเป็นขาขึ้น แน่นอนว่า FRN หรือ ตราสารหนี้่จ่ายดอกเบี้ยแบบลอยตัว ก็จะให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น เหมาะกับนักลงทุนที่มีเงินเยอะ และไม่สามารถรับความเสี่ยงได้สูงครับ

ถ้าดูหุ้น 2 กลุ่ม (Cyclical Stock และ Financial Stock) ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นว่าปรับตัวลดลงมาต่อเนื่อง เป็นที่หนักใจกับแมงเม่าตัวน้อยๆที่ถือติดพอร์ตไว้ หรือบางคนก็เพิ่งเข้าไปช้อนในตอนที่เห็นว่ามันถูก (แต่ก็ถูกกว่าไปเรื่อยๆ) ไม่เป็นไรครับ ผิดแล้วก็แล้วไป มาเริ่มกันใหม่ ถ้าใครเข้าลงทุนเพราะศึกษาพื้นฐานมาดี มั่นใจในหุ้นที่เราลงทุนว่าฝากผีฝากไข้ได้ในระยะยาว ผมก็แนะนำว่า ถือไปเถอะครับ มีเงินก็ทยอยทำ DCA หรือวิธีการทะยอยซื้อหุ้น ไปเรื่อยๆ ถึงเราเลือกหุ้นผิดเวลา แต่ถ้าถูกตัว (หมายถึงเป็นหุ้นดีจริงๆ) ทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น

ใครยังไม่ได้คิดถึง 3 กลยุทธ์ที่ให้ในวันนี้ ถ้าดอกเบี้ยสหรัฐฯขึ้นจริงปลายปีนี้ แล้วทั่วโลกต้องขึ้นดอกเบี้ยตามจริงๆละก็ ลองไปชำเลือกมองกันไว้หน่อยก็ดีนะครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save