ในยุคที่ “การลงทุน” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ผมมักจะเจอประโยคคำถามเด็ดๆ เป็นประจำ ตั้งแต่ถามสั้นๆว่า “มีเงินเก็บ 100,000 บาทจะเอาไปลงทุนอะไรดี” “กองทุนแบบนี้ดีไหม” “หุ้นตัวนี้เป็นอย่างไร” ไปจนถึงการลงทุนทางเลือกในวิธีอื่นๆอีกมากมาย
ที่จริงคำถามแบบนี้ ถ้าคิดอีกด้านแล้วอาจจะเป็นคำถามที่ “ผิด” และทำให้ชีวิตการลงทุนของเราล้มเหลวได้เลย เพราะมันไม่มีคำตอบที่ตายตัวสำหรับทุกคน จะให้บอกว่า ถ้ามีเงิน 100,000 บาทให้ไปลงทุนในทอง หุ้นกองทุนในสัดส่วนเท่านี้แบบนี้แล้วจะได้ผลตอบแทนดี๊ดี เอ่อ… ถ้าชีวิตจริงง่ายแบบนี้ เห็นทีจะรวยกันหมดทุกคนแล้วล่ะคร้าบบบ
ดังนั้น.. ถ้าชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย
อย่า “มักง่าย” กับการใช้ชีวิต
#การลงทุนก็เช่นกัน
ถ้าแบบนี้ เราลองเริ่มต้นจากคำถามที่ “ถูกต้อง” ก่อนไหมครับว่า ตัวเราเองนั้นต้องการผลตอบแทนเท่าไรจากการลงทุน รับความเสี่ยงได้แค่ไหน และมีแผนการจัดการชีวิตตัวเองในอนาคตอย่างไรบ้าง
เริ่มต้นที่ถามคำถามเหล่านี้…
เพื่อจะได้ไม่ต้องพูดคำว่า “รู้งี้” ในภายหลัง
แหม่.. คุณหนอมพูดแบบนี้เพราะไม่รู้ใช่ไหมล่ะว่ากองทุนไหนดี หุ้นที่มีตัวไหนเด่น ผมบอกตรงๆเลยนะครับว่า “ใช่ครับ” ผมไม่รู้จริงๆ เพราะถ้าผมรู้ ผมคงไม่อยู่เฉยๆแบบนี้อย่างแน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่จำเป็น และผมอยากให้ทุกคนรู้ไว้ คือ ถ้าตอนนี้ยังไม่รู้จะลงทุนแบบไหนและอย่างไร โปรดกำเงินที่มีอยู่ไว้ให้แน่นๆและเริ่มต้นศึกษาหาความรู้เพื่อลงทุนในตัวเองก่อนดีกว่าครับ
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนมีคำถามต่อมาทันทีว่า แล้วระหว่างที่กำลังลงทุนในตัวเองโดยการศึกษาหาความรู้อยู่แบบนี้ เราครจะเอาเงินไปฝากที่ไหนดีถึงจะได้ผลตอบแทนสูงๆ และเป็นที่น่าพอใจ ใช่ไหมครับ
แหม่.. ถ้าเป็นคำถามนี้ผมคงต้องขอถามกลับไปทันทีว่า
- ตอนนี้คุณมีที่พักเพื่อสำรองเงินไว้ลงทุนแล้วหรือยัง
- และถ้าคำตอบข้อ 1 คือยังไม่มี จะดีไหมถ้ามีที่พักเงินเพื่อให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นถึง 2 ต่อ
หลายๆคนคงเคยเห็นคลิป Viral VDO ที่แชร์ต่อๆกันใน Facebook ได้ไหมครับ คลิปนี้เป็นเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่งผู้เสียสละลูกชิ้นให้กับเจ้าหมาหิวข้างทาง แต่กลับส่งผลดีตามมามากมายจนคาดไม่ถึง!!! ตั้งแต่ที่จอดรถดีๆ ไปจนถึงโอกาสดีๆอีกมากมายในชีวิต ที่คุณต้องถึงกับหลั่งน้ำตา (มีคลิป!)
แต่ผมกลับคาดไม่ถึง (ยิ่ง) กว่าว่า เจ้าคลิปที่อิ่มเอมใจพร้อมหมาน้อยน่ารัก มันกลับกลายเป็นคลิปโฆษณาที่ปิดท้ายด้วยสโลแกนว่า “ลงทุนง่ายๆ ผลตอบแทนได้เกินคาด” แถมยังเป็นโฆษณาเงินฝากธนาคาร บัญชี KK Smart Invest บัญชีออมทรัพย์คู่การลงทุน
บางคนอาจจะนึกสงสัยขึ้นมาว่า เฮ้ย!!! แค่บัญชีเงินลงทุนก็พอแล้ว จะมีบัญชีออมทรัพย์คู่การลงทุน ไปทำไมมันมีข้อพิเศษและข้อดียังไงกันบ้าง หรือว่าจริงๆแล้วมันก็เป็นการตลาดธรรมดาแค่นั้นเอง
บัญชี KK Smart Invest คืออะไร
เจ้า KK Smart Invest ที่ว่านี้เป็นการเปิด บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ พร้อมกับ กองทุนรวมตราสารหนี้ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเราตลอดเวลา โดยจะมีระบบตรวจสอบยอดเงินทุกวันทำการ หากมีเงินในบัญชีมากกว่าวงเงินที่เรากำหนดไว้ ธนาคารจะนำเงินส่วนที่เกินนี้ไปลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้อย่างอัตโนมัติ (กองทุนเปิดภัทร ตราสารหนี้พลัส ของ บลจ.ภัทร) เพื่อสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนที่มากกว่า
และถ้าหากเรามีเงินในบัญชีคงเหลือต่ำกว่าที่ตั้งไว้ ธนาคารจะช่วยขายคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ เพื่อให้เงินคืนกลับเข้ามาในบัญชี KK Smart Invest เตรียมพร้อมสำหรับการใช้จ่ายอื่นๆ ต่อไป
ปัจจุบันผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีของ กองทุน Phatra Plus สูงถึง 2.29% * (ไม่ต้องเสียภาษี) ส่วนผลตอบแทนของดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์จะอยู่ที่ 1.25% ซึ่งถ้ามองดีๆแล้วก็คือการสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ดีกว่าทิ้งเงินเอาไว้ในบัญชีออมทรัพย์เฉยๆใช่ไหมครับ
*ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปี ณ วันที่ 24 เม.ย 58
สมมุติเรากำหนดวงเงินต่ำสุดในบัญชี (Min) คือ 50,000 บาท และ วงเงินสูงสุดในบัญชี (Max) คือ 80,000 บาท เมื่อเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์มากกว่า 80,000 บาท ระบบ KK Smart Invest จะซื้อกองทุน Phatra Plus ให้เราทันที โดยมีจำนวนซื้อขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 5,000 บาท
และ เมื่อเงินในบัญชีออมทรัพย์ของเราต่ำกว่า 50,000 บาท ระบบ KK Smart Invest จะขายคืนกองทุน Phatra Plus เพื่อให้เท่ากับวงเงินสูงสุด (Max) ที่เรามีอยู่ โดยยอดขายคืนจะไม่ต่ำกว่า 5,000 บาทเช่นเดียวกัน
ทีนี้เรามาดูกันต่อครับว่า เจ้าบัญชี KK Smart Invest นั้นมีคุณสมบัติอะไรที่น่าสนใจบ้าง
- ได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 2 ต่อ จากการฝากเงินในบัญชีธนาคารและจากการลงทุนในกองทุน
- เป็นทางเลือกในการบริหารจัดการเงินแบบอัตโนมัติ เพื่อความสะดวกและประหยัดเวลา
- เริ่มต้นง่ายๆ เพราะเปิดบัญชีขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท
- ใช้เป็นที่พักเงินในการลงทุน และเป็นการเริ่มต้นเรียนรู้การลงทุนแบบง่ายๆ
- ป้องกันปัญหาการใช้จ่ายและสร้างวินัยทางการเงินไปพร้อมๆกัน
เทคนิคเล็กๆ สำหรับบัญชี KK Smart Invest เกี่ยวกับระบบขายอัตโนมัติ สำหรับผู้ที่ไม่อยากเสียโอกาสในการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น สามารถทำได้โดยการบริหารจัดการเงินไม่ให้ถึงจุดต่ำสุดที่กำหนดไว้ครับ หรือตั้งวงเงินต่ำสุดในบัญชี ไว้ที่ 0 บาทก็ได้ครับ ถ้าทำได้แค่นี้ก็ลงทุนได้อย่างสบายใจแล้วล่ะคร้าบบบ
อย่างไรก็ตามการลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ซึ่งบางครั้งอาจมีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน (แต่มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น) ผมมองว่าในช่วงที่ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มปรับตัวลดลง อาจจะถือเป็นจังหวะที่ดีที่เราจะมีทางเลือกในการออมและการลงทุนที่สร้างโอกาสรับผลตอบแทน 2 ต่อไปพร้อมๆกันครับ
ดังนั้นถ้าใครสนใจเรื่องลงทุนและอยากได้ผลตอบแทนที่มากกว่ากา
14 รายการลดหย่อนภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน
ตั้งแต่ปีใหม่มาจนถึงตอนนี้ @TAXBugnoms เชื่อเหลือเกินว่า หลายๆคนคงเตรียมตัวยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปี 2557 กันแล้วใช่ไหมครับครับ แต่ก่อนจะยื่นรายการภาษีนั้น วันนี้เรามาตรวจสอบดูว่า "ค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับมนุษย์เงินเดือน" นั้นมีอะไรบ้าง จะได้ลดหย่อนถูกวิธีและครบถ้วน เพื่อไม่ให้เสียสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่เราควรได้ ไม่งั้นอายพี่สรรพากรแย่เลยคร้าบ
แต่ก่อนอื่น เรามารู้จักกันก่อนว่า เจ้าค่าลดหย่อนนั้น คือ "รายการต่างๆที่กฎหมายได้กำหนดไว้ให้นำไปหักออกจากเงินได้เพิ่มขึ้นหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายแล้ว" ยกตัวอย่าง มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆที่พูดไปแล้วก็ช้ำใจ ว่าทำไมชีวิตตรูทำไมถึงหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดแค่ 40% ของเงินเดือนในปีนั้นแต่ไม่เกิน 60,000 บาทเท่านั้น!! มายก้อดดด แบบนี้มันต้องเพิ่มตัวช่วยในการลดภาษีตัวอื่นๆกันบ้างล่ะ ซึ่งค่าลดหย่อนสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ นั้น ประกอบด้วยรายการต่อไปนี้คร้าบบบบ

โดยค่าลดหย่อนแต่ละประเภทนั้น หลังจากที่เรานำมรายได้มาหักค่าใช้จ่ายในอัตรา 40% ของรายได้แต่ไม่เกิน 60,000 บาทแล้ว สามารถหักค่าลดหย่อนดังต่อไปนี้ครับ
1. ค่าลดหย่อนส่วนตัวจำนวน 30,000 บาท คือ ค่าลดหย่อนสำหรับคนมีเงินได้ทุกคนที่ยื่นแบบแสดงรายการ สามารถใช้สิทธิค่าลดหย่อนนี้ได้เต็มที่ 30,000 บาทอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ (นี่เต็มที่แล้วหรือ? เอ๊ะ.. เสียงใครกระซิบ)
2. ค่าลดหย่อนคู่สมรสจำนวน 30,000 บาท คือ ค่าลดหย่อนของคู่สมรส กรณีที่คู่สมรส (สามี-ภรรยา) ของเราที่ไม่มีเงินได้ หรือเลือกยื่นแบบแสดงรายการรวมกัน เราจะได้สิทธิค่าลดหย่อนส่วนเพิ่มอีกจำนวน 30,000 บาท โดยมีเงื่อนไขดังนี้ครับ
- คู่สมรสที่ว่า…ต้องมีการจดทะเบียนสมรส
- คู่สมรสต้องไม่มีเงินได้ในระหว่างปี หรือมีแต่เลือกที่จะนำมารวมคำนวณภาษีกับเรา
3. ค่าลดหย่อนบุตร 15,000 บาท และ ค่าลดหย่อนการศึกษาบุตร 2,000 บาท
- คำว่า “บุตร” หมายถึง บุตรโดยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรม หักลดหย่อนได้ คนละ 15,000 บาท
- หักบุตรตามอายุได้สูงสุดไม่เกิน 3 คน (นับเฉพาะทีมีชีวิต) โดยเราต้องเป็นคนเลี้ยงดูบุตร
- บุตรต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี แต่ถ้าอายุอยู่ในระหว่าง 21-25 ปี ต้องศึกษาอยู่ในระดับ ปวส. ขึ้นไป
- การนับจำนวนบุตรที่นำมาลดหย่อน ต้องนับตามจำนวนบุตรที่มีชีวิตอยู่ทุกคน
- สำหรับบุตรที่กำลังศึกษาภายในประเทศ จะได้รับค่าลดหย่อนเพิ่มเติมอีกคนละ 2,000 บาท โดยคำว่าการศึกษาหมายถึงตั้งแต่ ชั้นอนุบาลไปจนถึงปริญญาเอก (ไม่รวมชั้นเตรียมอนุบาล)
- บุตรต้องไม่มีเงินได้ในปีภาษีตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป
4. ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม จำนวน 100,000 บาท ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม คือ ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เราจ่ายไปเพื่อซื้อบ้านหรือคอนโดเพื่ออยู่อาศัย โดยสามารถหักได้ตามที่จ่ายไปจริง ในจำนวนเงินสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท และในกรณีที่เป็นการกู้ร่วมกันหลายคน ให้แบ่งดอกเบี้ยคนละเท่าๆกัน แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาทครับ
5. ค่าเลี้ยงดูบิดามารดา คนละ 30,000 บาท สูงสุด 120,000 บาท ถ้าหากเราหรือคู่สมรสมีคุณพ่อคุณแม่ที่อายุมากกว่า 60 ปี และมีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท เราก็จะมีสิทธิหักลดหย่อนค่าเลี้ยงดูได้คนละ 30,000 บาท ซึ่งส่วนนี้จะหมายความรวมถึงคุณพ่อคุณแม่ของคู่สมรส (ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้) แต่มีเงื่อนไขนิดหน่อยครับว่าตัวคุณพ่อคุณแม่ที่นำไปลดหย่อนนั้น จะต้องออกหนังสือรับรองว่าลูกคนไหนเป็นคนเลี้ยงดู และลูกจะสามารถใช้สิทธิได้เพียงคนเดียวเท่านั้นครับ
6. เบี้ยประกันชีวิต มี 2 ประเภท คือ
- ประกันชีวิต (แบบทั่วไป) ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
- ประกันชีวิต (แบบบำนาญ) ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
โดยประกันชีวิตแบบทั่วไปนั้นในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้ การหักค่าเบี้ยประกันจะหักได้สูงสุด 10,000 บาท แต่ถ้าหากมีรายได้จะหักสูงสุดได้ถึง 100,000 บาทครับ
สำหรับใครที่สงสัยว่าประกันชีวิตของตัวเองเป็นแบบไหน ให้สอบถามจากตัวแทนประกันได้เลยครับ และอย่าลืมสังเกตใบเสร็จรับเงินค่าประกันด้วยว่า ได้ระบุว่าสามารถนำไปลดหย่อนได้จำนวนเท่าไหร่ครับ
7. ค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ 60,000 บาท หากเราเป็นผู้ดูแลคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เราสามารถนำมาหักลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นคนพิการซึ่งมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือเป็นคนทุพพลภาพที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีครับ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ
2 วิธีลดหย่อนภาษีสำหรับลูกกตัญญู
8. เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี หากเรามีการซื้อประกันสุขภาพให้ท่าน สามารถนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพมาลดหย่อนได้สูงสุดถึง 15,000 บาท และค่าเบี้ยประกันนี้สามารถหารกันสำหรับลูกหลายๆคนได้ด้วยครับ
9. เงินสมทบ กบข. และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำนวน 500,000 บาท เงินสมทบกบข. (สำหรับข้าราชการ) และเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (สำหรับเอกชน) สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
10. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) นำมาลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ สูงสุด 500,000 บาท กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่ไว้สำหรับวางแผนเกษียณ โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นผลตอบแทน
แต่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมนิดนึงสำหรับค่าลดหย่อนกลุ่มนี้ คือ
ผลรวมของ RMF + กบข./กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ + ประกันชีวิตแบบบำนาญ
เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท!!!
11. กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ สูงสุด 500,000 บาท กองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่ง ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมกา&#
5 เคล็ดลับที่วัยรุ่นต้องรู้!! ถ้าอยากประสบความสำเร็จก่อนอายุ 30 !!
สวัสดีครับ พี่เกรย์ได้รับคำถามจากทางแควนเพจหลายๆคน บ่นให้ฟังว่าคนส่วนใหญ่คิดว่าการประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นเรื่องที่ยาก ต้องทำนู้นทำนี่ พร้อมปิดท้ายด้วยคำปลอบใจตัวเองด้วยวลีควายๆ “ไม่ต้องประสบความสำเร็จก็มีความสุขได้” #โทษนะนี่ติดยาม้าจนประสาทหลอนหรือเปล่า
วันนี้พี่เกรย์เลยอยากบอกครับว่า การประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ใช่เรื่องยากหรอกครับ แต่ที่คุณเห็นว่ายาก มันเป็นเพราะคุณความคิดที่ผิดว่าการประสบความสำเร็จเป็นเรื่องยาก เห็นไหมล่ะครับ ถ้าคุณคิดว่ายากอ่ะ คนอย่างเราทำไม่ได้หรอก เรามันไม่คู่ควร แล้วแบบนี้มันจะประสบความสำเร็จได้ยังไงล่ะครับ แหม่… ทำไปได้ #ตอนแรกไม่ได้คิดว่ายากแต่พอคิดว่ายากเท่านั้นแม่มยากเลย
มาถึงตรงนี้ อาจจะมีหลายคนนึกแย้งพี่เกรย์ว่า โอ้ย ถ้าแค่เปลี่ยนความคิดแล้วสำเร็จได้ ใครๆก็สำเร็จไปแล้วสิ #อันนี้แนะนำให้เปลี่ยนสมองก่อนนะครับ เพราะพี่เกรย์กำลังจะบอกว่า แค่เปลี่ยนความคิดยังไม่พอหรอก แต่เราต้องเปลี่ยนคุณสมบัติของตัวเองให้มุ่งสู่ความสำเร็จด้วย
ขอแนะนำนี่เลยครับ วิธีที่พี่เกรย์ใช้มานานนม พบว่ามันเวิรค์โคตรๆเลยอยากจะแชร์ให้ฟังกันครับ เป็นเคล็ดลับสั้นๆ 5 ข้อ ที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จก่อนที่อายุ 30
- มีความคิดที่สร้างสรรค์ ลองตั้งโจทย์ครับว่า จะทำยังไงให้สิ่งที่เราทำอยู่ น่าสนใจ โดดเด่น จับต้องได้ และมีสไตล์ชัดเจนกว่าคนอื่น แต่่ถ้าตั้งโจทย์ว่า คิดยังไงให้สร้างสรรค์ดีน้อ แบบนี้ขอแนะนำให้เริ่มต้นจากคิดให้เป็นผู้เป็นคนกับเค้าก่อนนะครับ
- จัดการสถานการณ์ทุกรูปแบบได้ หัดรับมือกับทุกเหตุการณ์ที่เข้ามาครับ อย่างที่ปราชญ์เค้าว่ากันว่า ในวิกฤตมีโอกาส ในโอกาสมีหนทาง ในหนทางมีความฝัน ในความฝันมีความจริง แต่ขอให้ไม่ใช่เป็นในความจริงฝันยังไม่ตื่นละกันครับ
- กล้าและมั่นใจในสิ่งทีตัวเองทำ มั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นถูกต้อง และกล้าที่จะทำ ที่สำคัญพี่เกรย์อยากให้คิดว่าตัวเองทำได้ แต่การมั่นใจนั้นต้องเป็นสิ่งที่ดีต่อเราและคนอื่น ถ้ามั่นใจเรื่องชั่วๆแล้วมาบอกว่าเป็นคนมั่นใจ อันนั้นเรียกว่าคนจัญไรนะครับผม อ้อ แล้วก็ไอ้พวกที่กล้าลับหลังเก่งไปเสียทุกอย่าง แบบนี้ไม่ใช่คนกล้านะครับ เป็นแค่คนหน้าหมาขี้แพ้อ่อนแอเท่านั้นจ้า
- ไม่ต้องทำในสิ่งที่รัก รักในสิ่งทีทำ หลายกูรูจอมปลอมทั้งหลายชอบบอกให้เราหางานที่รักจะได้ไม่ต้องทำงานตลอดชีวิต แหม ฟังแล้วชีวิตสดใสซาบซ่าเสียเหลือเกินนะครับ แต่ประเด็นที่พี่เกรย์อยากจะบอกก็คือ ถ้าหางานที่รักไม่เจอแล้วจะเอาอะไรรับประทานข้าวครับ อย่าไปเสียเวลาหางานที่รัก แต่รักงานที่ทำให้มากๆ แล้วคุณจะเจอศักยภาพที่ซ่อนอยู๋ในตัวเองครับ หลังจากนั้นจะเจองานที่รักหรืองานที่ไม่รักมันไม่สำคัญแล้วล่ะครับ เพราะคุณได้รักตัวเองไปแล้ว
- ไม่ยอมแพ้แม้จะเจอปัญหา คนประสบความสำเร็จต้อง “ถึก” อดทน ไม่ยอมท้อต่อปัญหาที่เจอ พร้อมที่จะต่อสู้กับมันทุกเมื่อ พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาที่เข้ามา พร้อมให้มากๆ เพราะโอกาสในชีวิตไม่ได้มีบ่อยๆ ดังนั้น คนที่ชนะไม่ได้มาจากความเก่งกาจหรือฉลาดหรอกครับ มันมาจากความไม่ยอมรับการพ่ายแพ้ง่ายๆ หรือถึกเป็นวัวเป็นควายนี่แหละครับ แต่ถึงยังไงก็ตามอย่าลืมเผื่อทางถอยให้ชีวิตตัวเองบ้างนะครับ
แค่นี้ก็รู้ว่าจะประสบความสำเร็จได้ยังไงแล้วใช่ไหมครับ ไม่พอครับไม่พอ!! ช่วงนี้พี่เกรย์อารมณ์คึกเลยขอจัดหนักเพิ่มให้ด้วย หลักการเกาะเกี่ยวเลี้ยวลดเพื่อพิชิตเป้าหมายมุ่งสู่ความสำเร็จให้ฟังกันต่อ มีอีก 4 สเต็ปเทพตามนี้ครับ
- ตั้งเป้าหมาย ให้ชัดเจน ว่าเราจะทำอะไร แล้วเราจะต้องได้อะไร ในระยะเท่าไร ด้วยหลักการ SMART อ่านเพิ่มได้ที่บทความ…
- วางแผน ให้เด่นชัด เมื่อตั้งเป้าหมายเสร็จแล้วมาวางแผนด้วยว่าจะทำยังไงให้ไปสู่เป้าหมาย อย่ามัวแต่ตั้งลอยๆเช่นไอ้พวก จะออกกำลังกายทุกปีเพราะอยากมีร่างกายแข็งแรงแต่ก็ยังอ้วนเหมือนหมูอย่างเดิม
- ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง เมื่อวางแผนแล้ว เราก็ต้องลงมือทำอย่างต่อเนื่อง เน้นว่าต่อเนื่องไม่ใช่ทำไปสองวันแล้วเลิกแบบนี้ได้ตั้งกันทั้งชาติแน่ๆครับ
- ทบทวน ฝึกฝน แก้ไข ต่อยอดสิ่งที่เราทำอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มขอบเขต เพิ่มและลด เพื่อให้มันดีขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยากเป็นนักเขียน ก็ต้องตั้งเป้าว่าจะเขียนอะไรดูอะไรทำยังไงให้เขียนได้งานกลับมา ไม่ใช่บ่นพร่ำเพร้อบ้าบอในเฟซบุ๊กไปวันๆ เห็นแบบนั้นบางครั้งพี่เกรย์ก็งงแสนงงนะครับว่า ตกลงคนพวกนั้นเขาทำอาชีพอะไร สร้างแรงบันดาลใจให้ชาวบ้านไปวันๆ แต่ไม่เห็นผลงานอะไรสักอย่างที่เป็นรูปธรรม เฮ้อออ
อ้อ สุดท้ายนี้ เห็นหลายคนอ่านบทความของคนที่ประสบความสำเร็จหลายๆคน แล้วทำตาม เอ่อ.. พี่เกรย์อยากเตือนนะครับว่า ความสำเร็จไม่ใช่การก้อปปี้ แต่มันคือการเลทอิตวิวบีวิทยัวร์โอนมายเซตท์นะครับ #น้ำตาจะไหลแปลไม่ออกสินะ
เช็คก่อนซื้อ ราคา”คอนโด”ของคุณแพงเกินจริงหรือเปล่า?
เงินหามาเหนื่อยยากจึงควรรอบคอบเวลาใช้เงิน ในชีวิตคนส่วนใหญ่มีเรื่องที่ต้องใช้เงินเป็นหลักล้านอยู่ไม่กี่อย่างได้แก่ ซื้อบ้าน ซื้อรถ และจ่ายค่ารักษาพยาบาล แม้จะเป็นเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิตแต่อาจส่งผลกระทบทำให้การเงินสะดุดไปหลายปีได้เลยครับ
นอกจากนี้ผมชอบคิดเสมอว่าการซื้อคอนโดแพงกว่าราคาตลาดเปรียบเสมือนการทำงานฟรีไม่มีเงินเดือนไปหลายเดือน สมมุติว่า คอนโดราคาตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 2 ล้านบาทแต่ซื้อคอนโดคล้ายกันมาที่ราคา 3 ล้านบาท เท่ากับซื้อแพงไป 1 ล้านบาทเชียวนะ!! หากมีรายได้เดือนละ 50,000 บาทก็เหมือนทำงานฟรีไม่รับเงินเดือนไป 20 เดือน หรือเกือบ 2 ปีแนะ ดังนั้นกฎการเลือกซื้อคอนโดสำหรับผมข้อหนึ่งคือ
“ต้องซื้อคอนโดที่มีราคาต่อตารางเมตรถูกกว่าราคาตลาดทั้งในปัจจุบันและในอนาคตของคอนโดในทำเลย่านนั้น”
ราคาตลาดคอนโดทั้งในปัจจุบันและในอนาคตมีความสำคัญมากต่อการตัดสินใจ แต่หาข้อมูลค่อนข้างยากเพราะคอนโดแต่ละห้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันแม้ว่าจะอยู่โครงการเดียวกันก็ตาม ไม่เหมือน iPhone รุ่นเดียวกันราคาตลาดหาง่ายกว่าเยอะเลยครับ
การหาราคาตลาดคอนโดในปัจจุบัน ผมหาข้อมูลจากเว็บไซต์รีวิวคอนโดและประกาศขายคอนโด หลายครั้งก็ใช้วิธีเดินสำรวจจากพื้นที่จริง โดยแยกประเภทตามทำเล ขนาดห้อง เกรดโครงการ ความสูง ทิศ และวัสดุตกแต่ง ฯลฯ ซึ่งต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลมากพอสมควร
ส่วนการคาดการณ์ราคาตลาดคอนโดในอนาคต ผมดูจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาในพื้นที่ เช่น รถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย รถไฟฟ้าความเร็วสูง ถนนตัดใหม่ และห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ ฯลฯ นอกจากนี้ยังติดตามข้อมูลปริมาณคอนโดรอเปิดตัวและอัตราคอนโดที่ขายได้ย่านนั้น อย่างเช่น กรุงเทพชั้นในมีปริมาณคอนโดรอเปิดตัวน้อยและมีคอนโดเหลือขายอยู่ไม่มาก ราคาต่อตารางเมตรจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมว่าราคาขึ้นเร็วเกินไปเป็นราคาในอนาคตอีกหลายปี
ดังนั้นการเลือกซื้อคอนโดต่อจากคนอื่นน่าจะคุ้มค่ากว่าเพราะเป็นราคาเก่าในอดีตหลายปีก่อน ซึ่งภาวะตลาดคอนโดตอนนี้มีคนลงประกาศขายเยอะ ผู้ซื้อมีตัวเลือกมากมายให้ตัดสินใจครับ
2/10 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประกันชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต…]
ความเข้าใจผิดหลายอย่างเกิดจากการที่เรานำ "ความจริง" ไปผสมกับ "ความคิดเห็น" ออกมาเป็นข้อความส่งต่อจนเกิดการสื่อสารที่ผิดพลาด ซึ่งบนโลกออนไลน์ที่ทุกอย่างไปเร็วมากจนบางครั้งเราอาจจะไม่พิจารณาให้ดี ทำให้เรื่องราวถูกบิดเบือนไป เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเราควรอ่านข้อเท็จจริงก่อนคอมเมนท์หรือแชร์ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไร แล้วจึงมาตัดสินใจอีกครั้งว่าควร "เชื่อหรือไม่เชื่อ"
เรื่องราวเกี่ยวกับประกันชีวิตต่อไปนี้เป็นสิ่งที่คนทั่วไปถูกหลอกทำให้เข้าใจผิด วันนี้เรามาค้นหาความจริงกันนะคะว่าเป็นอย่างไร
เรื่องที่ 1 ประกันชีวิตก็เหมือนการฝากเงิน
ความคิดเห็น
หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่าประกันชีวิตเหมือนการฝากเงินหรือไม่ จากตารางนี้ก็บอกได้ว่าประกันชีวิตเหมือนการฝากเงินจริง ทั้งการลงทุนและประกันชีวิตล้วนทำให้เรามีเงินออมเหมือนกัน แต่ไม่เป็นจริงทั้งหมด เพราะมีวิธีการใช้แตกต่างกัน
ความจริง
การลงทุนนั้นเราจะมีอิสระมากที่จะฝากหรือถอนออกตอนไหนก็ได้ทำให้ผู้ที่ไม่มีวินัยการทางเงินที่เคร่งครัดก็อาจจะทำให้ตนเองเสียระบบการออมและไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้ได้ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันเสียชีวิตไปก็จะมีเพียงเงินเก็บออมที่ตนเองเก็บไว้เท่านั้น
สำหรับการเสียภาษีจากผลตอบแทน ดังนี้
- เงินปันผลหักภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10%
- ภาษีดอกเบี้ยหัก ณ ที่จ่าย 15%
การประกันชีวิตนั้นจะทำให้เราฝึกวินัยการออมเงินได้โดยระบบการบังคับออมเงินรายปี เพราะเราจะต้องจ่ายเบี้ยเพื่อให้ครบตามในสัญญา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เก็บเงินไม่อยู่ เพราะเราจะผลัดผ่อนไม่ได้ ถึงเวลาก็ต้องไปจ่ายเบี้ยประกัน หากเกิดเหตุไม่คาดฝันเสียชีวิตไประหว่างเก็บเงินก็จะได้รับเงินก้อนตามเป้าหมายที่เราต้องการ
สำหรับภาษีได้รับการยกเว้น ดังนี้
- เงินปันผลจากบริษัทประกัน
- เงินประกันที่บริษัทประกันจ่ายให้ผู้รับผลประโยชน์
เรื่องที่ 2 ความคุ้มค่า
ความคิดเห็น
“ทำประกันชีวิตแล้วไม่คุ้ม เอาเงินมาลงทุนได้ผลตอบแทนดีกว่า”
หลายคนมักบอกว่าซื้อประกันชีวิตแล้วได้ผลตอบแทน (IRR) น้อยมาก บางกรมธรรม์ได้พอๆ กับฝากประจำ มันไม่คุ้มต่อการลงทุนจริงๆ สู้เอาเงินมาลงทุนเองในหุ้น กองทุนรวมหรือธุรกิจส่วนตัวน่าจะดีกว่า เพราะมันได้ผลตอบแทนมากกว่า แล้วเราเคยลองกลับมานั่งถามตัวเองไหมว่าเราใช้อะไรมาตัดสินว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม ใช้เปรียบเทียบโดยใช้เงินหรือว่ามูลค่าชีวิตของเรา
ความจริง
การลงทุน ⇒ เงินงอกเงย
เครื่องมือทางการเงินต่างๆ เช่น การฝากออมทรัพย์ ฝากประจำ กองทุนรวม หุ้น อนุพันธ์ ทองคำ ฯลฯ นั้นนั้นถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองเป้าหมายที่แตกต่างกัน ถ้าจะอธิบายง่ายๆ ก็เหมือนกับการเลือกใช้มีด เราจะเลือกมีดอะไรเพื่อปลอกมะม่วงระหว่างมีดบางกับมีดอีโต้ แน่นอนว่าเราต้องเลือกมีดบางเพราะใช้งานได้ดีกว่า หากเลือกมีดอีโต้มีโอกาสเสียงสูงมากที่จะพลาดมาบาดมือเรา #การเงินก็เช่นกัน
ดังนั้น หากเราเป็นนักลงทุนที่กลัวความเสี่ยงมาก ต้องการเห็นเงินต้นอยู่ครบ หากเห็นลดลงนิดหน่อยก็ถึงกับนอนไม่หลับลมจับเจียนตาย วิธีการเก็บเงินที่เหมาะสมควรอยู่ในรูปแบบออมทรัพย์ ฝากประจำ กองทุนรวมที่มีสัดส่วนการลงทุนอยู่ในตราสารหนี้เป็นส่วนใหญ่
การประกันชีวิต⇒ คุ้มครองชีวิต
แนวคิดหลักของประกันชีวิตนั้นจะเป็นการเฉลี่ยความเสี่ยงประเภทเดียวกันจากคนหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง โดยจะลดผลกระทบหรือบรรเทาความเสียหายจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จ่ายเงินตามลมหายใจของเรา ซึ่งประกันชีวิตแต่ละรูปแบบก็จะมีการจ่ายแตกต่างกัน เช่น จ่ายเมื่อเสียชีวิตไปแล้ว จ่ายในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่และจ่ายเป็นเงินบำนาญรายปีหลังอายุ 55 ขึ้นไป
ดังนั้น หากเราเป็นเพียงคนเดียวที่หารายได้เลี้ยงครอบครัว แสดงว่าการมีชีวิตอยู่ของเราทำให้ครอบครัวมั่นคงมาก ควรจัดสรรเงินบางส่วนเพื่อสร้างหลักประกันให้ครอบครัวด้วยการทำประกันชีวิต หากเสียชีวิตไปเร็วกว่าที่คาดก็จะมีเงินบางส่วนมาช่วยเยียวยาครอบครัวเพื่อให้ผ่านช่วงเวลาวิกฤตนี้ได้
เรื่องที่ 3 ประกันชีวิตหลอกลวง
ความคิดเห็น
หลากหลายคำพูดที่เห็นกันบ่อยๆ ในหน้าข่าวหรือกระทู้ต่างๆ จะมองไปในทิศทางเดียวกันว่า “ประกันชีวิตไม่ดี” โดยถูกขายจากตัวแทนทีให้ข้อมูลไม่ครบ ทำให้ผู้ซื้อประกันเข้าใจผิดว่าจะได้เงินในอีก 5-10 ปีข้างหน้า แต่ความจริงจะต้องรออีก 20 ปีกว่าจะได้รับเงินก้อนนี้ หลายช่องทางที่ถูกหลอก เช่น ถูกขายประกันทางโทรศัพท์ ตัวแทนที่เพื่อนคนสนิทหรือญาติผู้ใหญ่ที่คุ้นเคย พนักงานธนาคารที่ต้องสร้างยอดขายด้วยการโน้มน้าวให้ลูกค้าที่มาเปิดบัญชีทำประกันชีวิต ฯลฯ หลายเรื่องที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นบทสรุปที่ว่า “ประกันนั้นหลอกลวง”
ความจริง
เราควรแยกข้อเท็จจริงของประกันชีวิตออกจากความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวแทนขายประกัน ว่าความจริงของแนวคิดของการทำประกันแท้จริง คือ “การคุ้มครองชีวิต” ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวแทนประกันนั้นเป็นประสบการณ์ที่เราเจอ เราไม่ควรใช้ทฤษฎีเหมารวมซึ่งจะไม่ยุติธรรมกับตัวแทนที่ดีสักเท่าไหร่ เพราะตัวแทนที่ดีอาจจะเสียหายได้จากการตัดสินทุกคนจากการกระทำของคนเพียงคนเดียว
มีอีกหนึ่งไอเดียที่เราได้จากการไปฝึกอบรมนักวางแผนการเงินจากเพื่อนที่นั่งข้างๆ ว่าเขามาค้นหาความจริงของประกันชีวิตด้วยการลองสอบเป็นตัวแทน เพื่อเก็บเป็นความรู้ไว้ซื้อประกันเองและเป็นที่ปรึกษากับคนรอบข้างด้วย
ความเข้าใจผิดหลายอย่างอาจจะเกิดขึ้นจากความไม่รู้ ไม่ตั้งใจหรืออาจจะเกิดจากความสนิทสนมจึงซื้อประกันช่วยเพื่อน ซึ่งสิ่งสำคัญที่บางครั้งถามจากตัวแทนที่พูดไม่ครบแล้ว วิธีที่เราป้องกันตนเองได้ดีที่สุด คือ อ่านสัญญาในกรมธรรม์ประกันชีวิต หากตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆไม่ตรงกับเงื่อนไขที่ตัวแทนพูด เราสามารถ<
จนเพราะเป็นหนี้ หรือ เป็นหนี้เพราะจน?
เมื่อพูดถึงคำว่า “หนี้” กับคำว่า “จน” ทีไร
มักจะเกิดคำถามตามมาว่า “เพราะจนถึงต้องมาเป็นหนี้”
หรือมาจากเหตุผลที่ว่า “เพราะเป็นหนี้เลยต้องจน”
คำว่า “เพราะว่าจนถึงต้องมาเป็นหนี้” นั้นหมายถึง การที่เรามีรายได้ไม่พอเพียงต่อค่าใช้จ่าย จนสุดท้ายต้องหาทางกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อใช้จ่ายไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็เลยตกอยู่ในวังวนแห่งหนี้ ในขณะที่คำว่า “เพราะว่าเป็นหนี้เลยต้องจน” นั้นกลับหมายถึงว่า การมีหนี้ทำให้เรามีภาระที่ต้องจ่ายไปเรื่อยๆทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนไม่สามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้
จากบทความของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ให้ข้อสังเกตเรื่องนี้ในหัวข้อ “คนเป็นหนี้คือคนจน” ไว้ได้อย่างน่าสนใจดังนี้ครับ
- เมื่อเปรียบเทียบ ‘โอกาสเป็นหนี้’ ระหว่างคนจนกับคนไม่จน พบว่าคนไม่จนมีโอกาสเป็นหนี้มากกว่าคนจน และที่น่าสนใจยิ่งขึ้นคือในระยะหลังโอกาสเป็นหนี้ของคนจนลดลงในระยะ 4-5 ปีหลังนี้
- เรื่องแหล่งเงินกู้ บทความนี้อธิบายไว้ว่า คนที่มีหนี้ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ในระบบ ส่วนหนี้นอกระบบมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย และที่สำคัญมีแนวโน้มที่จะลดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ เรื่องนี้ส่วนหนึ่งแสดงถึงการเข้าถึงหนี้ในระบบได้ดีขึ้น คาดว่าจะเป็นเพราะสถาบันการเงินในระบบแผ่ขยายฐานลูกค้าส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งมาจากฐานะของคนไทยที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นในสายตาของเจ้าหนี้ในระบบ ดูเผินๆ ปรากฏการณ์นี้น่าจะทำให้คนจนมีหนี้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นไปได้ว่า การที่ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงๆ ให้กับเงินกู้นอกระบบอาจทำให้คนจนบางส่วน (ที่มีวินัยการเงินดี) ปลดหนี้ได้ด้วย
นั่นคือที่มาของคำถามของผมในบทความนี้ว่า “คนที่มีปัญหาหนี้สินจริงๆ คือ คนแบบไหน” ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆคนอาจจะได้คำตอบในใจแล้วว่า ไม่ใช่คนจน คนไม่จน คนรวย แต่คือ “คนที่ไม่มีวินัยการเงินที่ดี” ต่างหาก เพราะบางครั้ง การที่เราเป็นหนี้นั้น มันไม่ได้แปลว่าชีวิตของเราจะเลวร้ายหรือผิดพลาด แต่มันอาจจะเป็นหนทางในการเอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในชีวิตต่างหาก
และตัวอย่างที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้ คือ เรื่องของการเป็นหนี้ที่เรียกว่า สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) โดยขออนุญาตใช้ข้อมูลจากทาง สินเชื่อบุคคลซิตี้ ซึ่งกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครไว้ดังนี้ครับ
- สัญชาติไทย มีอายุ 21 ปีขึ้นไป ( รวมระยะเวลาผ่อนชำระแล้วไม่เกิน 60 ปี )
- มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป และมีอายุงานตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป สำหรับพนักงานบริษัท
- ดำเนินธุรกิจประเภทเดียวกันอย่างน้อย 2 ปี สำหรับเจ้าของกิจการ
โดยผู้ที่กู้ยืมสินเชื่อส่วนบุคคลนี้จะได้รับ วงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน โดยอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมใดๆ เมื่อรวมกันแล้วสูงสุดไม่เกิน 28%
สมมุติว่า นาย A กับ นาย B เป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน และต้องการที่จะกู้ยืมเงินในวงเงินสูงสุด 100,000 บาท เพื่อไปจ่ายชำระหนี้บัตรเครดิตที่ค้างอยู่ โดยกำหนดระยะเวลาชำระที่แตกต่างกัน คือ นาย A เลือกผ่อนในระยะเวลา 30 เดือน ส่วน นาย B เลือกผ่อนในระยะเวลา 60 เดือน
จากการคำนวณพบว่า นาย A จะต้องจ่ายเงินเดือนละ 4,672 บาท แทนการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิต 10,000 บาทต่อเดือน (จำนวนจ่ายขั้นต่ำของหนี้บัตรเครดิตเดิม) ทำให้ประหยัดไปได้เดือนละ 5,328 บาท ซึ่งนาย A สามารถนำเงินก้อนนี้มาหมุนเวียนใช้จ่ายได้สะดวกสบายกับชีวิตมากขึ้น โดยเงินทั้งหมดที่นาย A จ่ายสำหรับหนี้ก้อนนี้ คือ 140,160 บาท (4,672×30) ซึ่งคิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 40,160 บาทจากเงินกู้ตั้งต้นจำนวน 100,000 บาทครับ
ในขณะที่ นาย B จะจ่ายเงินเดือนละ 3,114 บาท แทน 10,000 บาทต่อเดือน ทำให้ประหยัดไปได้เดือนละ 6,886 บาท (ประหยัดได้มากกว่านาย A) แต่เงินทั้งหมดที่นาย B ต้องจ่ายคือ 186,840 บาท (3,114×60) คิดเป็นดอกเบี้ย 86,840 บาทจากเงินกู้ตั้งต้นจำนวน 100,000 บาทครับ
จากการคำนวณในระยะเวลาที่แตกต่างกัน เราจะเห็นว่ายิ่งระยะเวลากู้นานเท่าไร เราจะยิ่งประหยัดรายจ่ายต่อเดือนมากขึ้นเท่านั้น แต่ก็แปลว่าเราจะต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในระยะยาวด้วยเช่นเดียวกัน
ตัวอย่างการคำนวณข้างต้นนี้ คือ วิธีการเลือกที่จะบริหารการเงินของนาย A และนาย B เพื่อการจัดการชีวิตที่มีหนี้สินและภาระที่ต้องชำระเดือนละ 10,000 บาท ให้ลดลงเพื่อความอยู่รอดของชีวิต ถึงแม้ว่าอาจจะต้องเสียดอกเบี้ยในระยะยาวที่มากหน่อยก็ตาม แต่ถ้ามองลึกลงไปถึง “โอกาส” ในการจัดการปัญหาเฉพาะหน้าแบบสั้นๆให้สามารถมีชีวิตผ่านไปได้ครับ เพราะคงไม่มีใครอยากเป็นหนี้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ใช่ไหมครับ
ดังนั้นในวันที่เรามีปัญหาด้านการเงิน การเลือกที่จะเป็นหนี้อาจจะถือเป็นหนึ่งในทางออกที่จะต่อยอดชีวิตเราต่อไปได้ในอนาคต แม้จะไม่ใช่ทางที่ดีที่สุดก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการเป็นหนี้ คือ เราต้องมั่นใจว่า เรามีวินัยในการใช้หนี้ในระยะยาว เพราะมิฉะนั้นดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นพอกพูนยิ่งกว่าเงาตามตัวอย่างแน่นอนครับ
ผมมีความเชื่อนะครับว่า การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การเป็นหนี้แบบผิดๆจะทำให้ชีวิตพังต่างหาก และผมขอเป็นกำลังใจให้คนทุกคนที่เป็นหนี้สามารถผ่านพ้นวิกฤตของชีวิตได้อย่างรวดเร็วที่สุดนะครับ
และสุดท้ายนี้.. ไม่ว่าเราจะจนเพราะเป็นหนี้ หรือเป็นหนี้เพราะจน
ผมอยากฝากย้ำไว้อีกคำหนึ่งว่า “ต่อให้จะเป็นหนี้แค่ไหน อย่าลืมใช้ให้หมด” ด้วยคร้าบบบ
หมายเหตุ : ขอขอบคุณสินเชื่อส่วนบุคคลซิตี้ของซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง ประเทศไทยที่ให้ข้อมูลสนับสนุนบทความนี้ครับ และถ้าหากใครสนใจสินเชื่อบุคคลก็สามารถสมัครได้ตาม ลิงค์นี้ ครับ
5 วิธีประหยัดจนหยดสุดท้าย
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากมาดามซูซี่พริตตี้เงินล้าน หลายปีที่ผ่านมา เจ๊มีงานเข้ามาเยอะมาก จนทำแทบไม่ไหว ตั้งแต่งานเปิดตัวสามล้อถีบ รถมอไซด์ เปิดตัวรถตุ๊กๆ ไปจนถึงงานเปิดตัวร้านจักรยาน ที่แต่ละงานเชิญเจ๊แกไป “ขี่” ทั้งนั้น เป็นงานถนัดของเจ๊แกเลยหละ มาดามซูซี่จะต้องโพสท่าขี่จักรยานเริ่ดๆ เรียกร้องความสนใจแขกเพื่อเรียกยอดขาย (หรือไล่แขกก็ไม่รู้ซินะ)
ช่วงนี้มาดามซูซี่มีงานลดลงเพราะมีพริตตี้เกิดใหม่ไฟแรงชื่อ น้องฝ้าย อดีตสาวจอแบนที่ขายสติ๊กเกอร์ “Beerjaa” ใน Line ยอดขายถล่มทลาย มีเงินไปเสริมอึ๋มจนหนุ่มๆที่ Aommoney ต้องอ้าปากค้าง มาเป็น พริตตี้น้องใหม่ดึงงานของมาดามซูซี่ไปจนเกือบหมด
เมื่องานมาดามซูซี่ลดลงก็เริ่มเป็นปัญหาเพราะก่อนหน้านี้ใช้ชีวิตบนพรมแดง ใช้จ่ายเงินแบบอู่ฟู่มาก ไม่ต้องคิดอะไรมาก จ่ายไปสักพักเดี๋ยวก็หาเงินใหม่ได้ ไปไหนมาไหนก็มีหนุ่มๆหน้าใสๆคอยดูแลเจ๊แก อย่างใกล้ชิด แต่ช่วงหลังๆเริ่มหาเงินได้ยากขึ้น จากพรมแดงกลายเป็นเดินเตะฝุ่นแทนเพราะมีพริ๊ตตี้ หน้าใหม่ แก้มใส อกอึ๋มเกิดขึ้นเยอะทำให้พริ๊ตตี้รุ่นลายคราม อย่างมาดามซูซี่กำลังจะกลายเป็นเพียง ตำนานที่กำลังจะถูกลืม
………………………………………………………………………..
เช้าสดใสอันเงียบสงบของอภินิหารเงินออม ถูกทำลายลงด้วยสิ่งนี้….. (-_-)!!
อร๊ายยยยยย อีป้าเงินออม!!!!
ช่วยเจ๊ด้วย เจ๊แย่แล้วๆเงินเจ๊หายไปไหนไม่รู้ ทำไงดีงานก็น้อยลง แต่รายจ่ายมันเพิ่มขึ้นเวอร์วังอลังการม๊าก นี่เดือนหน้าก็จะต้องจ่ายเทอมให้น้องหมีเด็กใหม่ของเจ๊ด้วยอ่ะ แล้วยังมีค่าโทรศัพท์ค้างจ่ายหลายเดือนใกล้จะถูกตัดเบอร์ทิ้งละเนี่ย ที่หนักอกอึ๋มของเจ๊ที่สุดๆเห็นจะเป็น หนี้บัตรเครดิต ที่เจ๊เบี้ยวมาหลายเดือน เฮ้ออออ เจ๊ต้องอดตายแน่ๆเลยอีป้าเงินออม ฮืออออออ

อืม…ลูกหลานยมทูตอย่างเจ๊ความตายไม่น่าจะทำอะไรได้แล้วหละ ไม่ต้องกลัวว่าจะอดตาย ด้วยนะเพราะเจ๊น่าจะอ้วนตายมากกว่า แล้วเลิกกินไก่สดมากินมนุษย์หมีเด็กตั้งแต่เมื่อไหร่อ่ะ ไม่เห็นบอกกันเลย

อีป้า!! เงียบปากปลาร้าของแกก่อนได้ป่ะ แล้วมาช่วยเจ๊คิดก่อน

OK เห็นแก่หนวดจิ๋มบนหน้าเจ๊ เราจะสงบศึกชั่วคราวก็ได้ เท่าที่ฟังมาเมื่อกี้ ถ้าเจ๊เอาทุกอย่างมารวมกัน ปัญหาก็จะพันกันยุ่งเหยิงเหมือนสายไฟบนเสาไฟฟ้าที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มแก้ที่ตรงไหน ทางที่ดีเราควรแบ่งออกมาที่ละส่วนจะได้ค่อยๆแก้ปัญหาทีละเรื่องได้
ตอนนี้แบ่งออกเป็น 2 เรื่องใหญ่ๆ
คือ เรื่องรายได้และเรื่องรายจ่าย
เรื่องที่ 1 คือ รายได้
- เจ๊มีรายได้จากงานพริ๊ตตี้ทางเดียว
- รายได้ขึ้นๆลงๆ บางเดือนได้เยอะมาก แต่บางเดือนไม่มีเลย
เรื่องที่ 2 คือ รายจ่าย แบ่งย่อยออกเป็น 2 ส่วน
-
รายจ่ายประจำ
- หนี้บัตรเครดิต
-
รายจ่ายทั่วไป
- ค่าเทอมน้องหมีเด็กในสังกัด
- ค่าโทรศัพท์
- ค่าที่ทำให้เจ๊มีลมหายใจอยู่ เช่น ค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ (อันนี้เพิ่มให้)
แบ่งคร่าวๆตามที่เจ๊บอกมาอ่ะ อยากรู้ว่าได้จดตัวเลขไหมว่าแต่ละเดือนจ่ายอะไรไปเท่าไหร่บ้าง มันไม่ค่อยละเอียด ก็เลยตอบไม่ค่อยได้ว่าจะต้องทำอะไรยังไงต่อไป
อีบ้า!!
ใครจะมีเวลาว่างมานั่งจดตัวเลขว่าจ่ายโน้นนี่นั่นเท่าไหร่ จำไม่ได้หรอก อีกอย่างนะ งานเจ๊ยุ่งมาก แค่มีเวลานอนก็ดีเท่าไหร่แล้ว พอได้เงินมาก็เก็บไว้ในบัญชี จะใช้เมื่อไหร่ก็กดออกมา ถ้าเดือนไหนช๊อตหน่อยก็ต้องใช้บัตรเครดิต แต่สงสัยช่วงนี้เจ๊คงช๊อตมากเพราะรูดบัตรจนวงเงินเต็มไป 3 ใบละ นี่ก็ยังมึนๆงงๆอยู่ไม่รู้จะเอาตรงไหนมาจ่าย รูดเพลินไปหน่อย เฮ้อออออ #ตุ๊ดเศร้าใจ
เออเนอะ…
เจ๊คงยุ่งมากจริงๆเห็นถ่ายรูปกินข้าวกับมนุษย์หมีเด็กอัพ FB เกือบทุกชั่วโมง กินกันจนอิ่มไปถึงร่องก้นกันเลยนะ ฮึๆ เข้าเรื่องปัญหาของเจ๊ต่อละกันนะ การที่เจ๊มีรายได้ทางเดียว มันค่อนข้างเสี่ยงมาก ถ้าไม่มีคนจ้างงานเจ๊ก็ไม่มีเงินมาใช้จ่าย ดังนั้น เจ๊ควรหาทางเพิ่มรายได้อย่างอื่น เข้าไปด้วยก็ลองไปหาอ่านในเน็ตดูว่าจะทำอะไรเพิ่มรายได้ ให้ตัวเองได้บ้าง
ส่วนการจดตัวเลขว่าเรามีรายได้กับรายจ่าย เท่าไหร่บ้างเนี่ย มันจะทำให้เรารู้ว่าใช้จ่ายกับอะไรไปบ้าง จะได้ไม่ต้องมานั่งกรีดร้องทีหลังว่าเงินเจ๊หายไปไหนที่สำคัญนะเจ๊จะได้รู้ตัวเองด้วยว่าแต่ละเดือนควรจะใช้จ่ายเท่าไหร่ที่ไม่เกินกว่าที่เราหาเงินได้ แต่ที่บอกได้ทันทีตอนนี้เลยนะ เจ๊จะมีเงินมากขึ้นถ้าไม่ต้อง จ่ายค่าเทอมให้น้องหมี เก็บเงินตรงนี้ไว้บูรณะตัวเองดีกว่าไหม
ต๊ายยยยย อีป้า!!!
พวกแห้งตายบนคานทองอย่างแกไม่รู้หรอกว่าความรักมันสวยงาม ขนาดไหน น้องหมีทำให้ชีวิตเจ๊มีความสุข เขาทำให้เจ๊ค้นพบรักแท้ ไม่ว่ายามสุขหรือยามทุกข์เราจะ ต้องฝ่าฟันกันไปให้ได้ เจ๊รู้ว่าเรื่องการศึกษามันสำคัญยังไงก็ต้องสนับสนุน แล้วยิ่งช่วงนี้น้องหมีเรียน หนักมาก ร่างกายซูบผอม เมื่อคืนถอดเสื้อมาเจ๊นี้ตกใจ ผอมจนซิกแพ็กหดหายไปหมดเลย เลิกบ่นเป็นป้าแก่แล้วบอกเจ๊มาซิว่าจะต้องทำยังไงถึงจะทำให้เจ๊มีเงินเพิ่มขึ้น #ตุ๊ดหงุดหงิด

หนทางในการมีเงินเพิ่มก็มี 2 แบบ คือ เพิ่มรายได้กับลดรายจ่าย แต่พริตตี้เกษียณแล้วอย่างเจ๊ อาจจะทำงานหารายได้ยากขึ้น อีกทางหนึ่งที่น่าสนใจคือการนำเงินไปลงทุนเพื่อให้เงินเติบโต เวลาแก่เจ๊ทำงานไม่ไหâ
เลือกลงทุนอย่างไร ให้มี 10 ล้าน ใน 30 ปี
10 ล้าน 30 ปี ต้องเริ่มต้นอย่างไรดี
เมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสได้ไปให้สัมภาษณ์กับ รายการทีวี รายการนึง เรื่องที่พูดคุยนั้นก็เกี่ยวกับเรื่องการเกษียณของคนในยุคปัจจุบัน และมีคำถามจากพิธีกร คำถามนึงคือเราควรมีเงินเท่าไหร่จึงจะพอใช้ยามเกษียณ ซึ่งโดยส่วนตัว และจากประสบการณ์ในการคิดเงินเกษียณแล้ว เงินอย่างน้อยทีเราควรจะมีนั้น น่าจะอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท ที่น่าจะพอทำให้เราอยู่ได้อย่างไม่ต้องรบกวนญาติพี่น้อง หรือ ลูกหลาน ซึ่งใครหลาย ๆ คนคงคิดว่า “เยอะมาก” เราจะสามารถเก็บเงิน 10 ล้านได้อย่างไร (ทุกวันนี้เงินเหลือเก็บตอนสิ้นเดือน ยังยากเลย !) แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ จะมาจากความสำเร็จเล็กๆ ที่สะสมกันจนมากพอ นั่นเองครับ
ดังนั้น เรื่องสำคัญคือ เราต้องรู้ว่า เราควรที่จะเก็บเงินไว้ต่อเดือนเท่าไหร่ จึงจะมีเงิน 10 ล้านให้เพียงพอต่อการเกษียณครับ และเราต้องทราบว่า เราจะเอาเงินไปไว้ที่ไหนที่ให้ผลตอบแทนที่ดี เหมาะสม และความเสี่ยงไม่มากเกินที่เราจะรับได้ครับ เพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายอย่างสบายใจ
แต่ก่อนที่เราจะไปถึงว่า จะลงทุนกับอะไรดี เรามาดูกันก่อนนะครับว่า เราจะต้องเก็บเงินต่อเดือนเท่าไหร่จึงจะมีเงิน 10 ล้านบาท ใน 30 ปี ซึ่งถ้าเริ่มเก็บตั้งแต่อายุ 30 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะว่าใช้เงินลงทุนต่อเดือนไม่มาก โดยสมมติว่าอายุเกษียณคือ 60 ปีครับ
ดูจากอินโฟกราฟฟิกแล้วจะเห็นได้ว่าแต่ถ้าเรามีเวลาเพียง 20 ปีละก็ต้องเก็บมากขึ้นแบบเท่าตัวเลยครับ ส่วนท่านไหนที่มีเวลาเพียง 10 ปี อาจจะต้องเหนื่อยหน่อยในการเก็บเงิน 10 ล้านครับ แต่ท่านไหนที่อายุเริ่มอยู่แถว ๆ ดอนเมืองแล้ว(หลักสี่) ก็อย่าเพิ่งกลัว และคิดว่าจะไม่ทันนะครับ ถ้าเราวางแผนดี ๆ ผมเชื่อว่าเราจะสามารถมีเงินเกษียณได้อย่างเพียงพอเลยครับ
ถัดมาเมื่อเราทราบเงินที่ต้องเก็บในแต่ละเดือนแล้ว เราก็มาดูว่า เราควรที่จะลงทุนกับ “กองทุนอะไรดี” ซึ่งหลายๆ ท่านคงมีคำถามในใจว่า ทำไมต้องกองทุนด้วย ซึ่งคำตอบคือ…..ก็นี่มันเพจคลินิกกองทุน จะให้ลงทุนอย่างอื่นได้อย่างไร ? (ถามแปลก ๆ เนอะ) เอ่อ…..ผมล้อเล่นนะครับ เนื่องจากกองทุนมีข้อดีหลายอย่าง เช่น มีคนคอยดูแลการลงทุนให้แบบมืออาชีพ มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี และที่สำคัญมากๆ คือ เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่มากครับ
คราวนี้เรามาดูกันต่อว่า ผลตอบแทน 6%,8%,10%,12% นั้นจะมาจากไหนได้บ้างนะครับ
โดยสมมติฐานมาจากผลตอบแทนย้อนหลัง ของตราสารหนี้อยู่ที่ประมาณ 4% และ ตราสารทุนหรือ หุ้นอยู่ที่ประมาณ 12%
- ผลตอบแทน 6% เกิดจากการจัดสัดส่วนการลงทุน หรือ พอร์ตการลงทุนแบบ กองทุนตราสารหนี้ ประมาณ 75 % + กองทุนหุ้น ประมาณ 25%
- ผลตอบแทน 8% เกิดจากการจัดสัดส่วนการลงทุน หรือ พอร์ตการลงทุนแบบ กองทุนตราสารหนี้ ประมาณ 50 % + กองทุนหุ้น ประมาณ 50%
- ผลตอบแทน 10% เกิดจากการจัดสัดส่วนการลงทุน หรือ พอร์ตการลงทุนแบบ กองทุนตราสารหนี้ ประมาณ 25 % + กองทุนหุ้น ประมาณ 75%
- ผลตอบแทน 12% เกิดจากการจัดสัดส่วนการลงทุน หรือ พอร์ตการลงทุนแบบ กองทุนหุ้น ประมาณ 100%
เมื่อได้สัดส่วนที่เหมาะสมแล้ว คราวนี้เราก็เลือกกองทุนกันนะครับ โดยเราก็แค่เลือกกองทุนที่คิดว่าน่าจะดีที่สุดในระยะยาวมาจากแต่ละ บลจ. เพราะผมเชื่อว่า(จากประสบการณ์) กองทุนหุ้นที่ดีที่สุด กับกองทุนตราสารหนี้ที่ดีที่สุด และ มักจะไม่ได้อยู่ที่ บลจ. เดียวกันครับ
เช่น กองทุนหุ้น เราอาจจะเลือก ABSM จากบลจ. อเบอร์ดีน กองทุนตราสารหนี้ เราอาจจะเลือก K-FIXED จาก บลจ.กสิกร หรือ ถ้าเราชอบกองทุนที่ลงทุนแบบอ้างอิงดัชนี(กองทุนที่ขึ้น-ลง ตามดัชนี) ก็อาจจะลงทุนในกองทุนหุ้น SCBSET50 จากบลจ.ไทยพาณิชย์ และเลือกกองทุนตราสารหนี้ที่ค่อนข้างปลอดภัยก็ KFMTFI จาก บลจ. กรุงศรี หรือท่านไหนที่ชอบกองทุนปันผล ก็อาจจะเลือกกองทุนหุ้น KTSE จาก บลจ. กรุงไทย และกองทุนตราสารหนี้ SMART จาก บลจ. MFC
(ปล. ไม่ได้เป็นการใบ้กองทุน ใบ้หวยใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ แต่ถ้าจะเอาไปใช้ก็ไม่ว่ากัน….เอ๊ะ !!)
เห็นไหมครับ ว่ากองทุนมีหลากหลายประเภท หลาย บลจ. ซึ่งเราเองก็ควรที่จะเลือกมา ผสมผสานกัน เพื่อให้ได้เป้าหมายตามที่เราต้องการครับ
แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ แล้วนี่ ผม/ชั้น/ดิฉัน (เวลาถามเข้ามาหาผมมันเป็นแบบนี้จริง ๆ นะครับ) ต้องเปิดบัญชี กับทุก บลจ. เลยใช่ไหมเนี้ย ซึ่งคำตอบคือ “ใช่และ ไม่ใช่ครับ” เนื่องจากถ้าท่านมีบ้านอยู่ใกล้ศูนย์การค้าใหญ่ ๆ อาจจะเดินไปเปิดบัญชีกับหลาย ๆ บลจ. ได้ไม่อยาก แต่ถ้าอยู่ในที่ห่างไกลจากธนาคารต่าง ๆ ผมก็ต้องบอกว่าไม่จำเป็นที่เราจะไปเปิดบัญชีกับทุกบลจ. หรือ ทุกธนาคารครับ เพราะเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีเราดีขึ้น เร็วมากขึ้น ทำให้เราซื้อกองทุนได้ง่ายมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งวิธีการที่ว่านี้ก็คือการซื้อกองทุนผ่านระบบ FundSupermart นั่นเองครับ
แล้ว Fund Supermart คืออะไร?
Fund Supermart ก็คือ ระบบที่การซื้อ-ขายกองทุน แบบบัญชีเดียว แต่สามารถซื้อกองทุนได้เกือบทุกกองทุน จากทุก บลจ.ระบบนี้ก็จะเหมือนเราซื้อของใน Supermarket นั่นเองครับ เราไม่ต้องไปเปิดบัญชีหลาย ๆ ที่ให้วุ่นวายซื้อผ่านที่เดียวได้ของครบทุกอย่างครับ
ข้อดีของระบบนี้คือ ไม่ต้องมานั่งคำนวนผลตอบแทนในกองทุนแต่ละตัวเอง เพราะว่าระบบจะเป็นตัวคำนวนให้ทุกวัน เพื่อให้เห็นสัดส่วนโดยรวมทั้งหมดว่าเรากำไรหรือขาดทุนอยู่ และถือกองทุน ทั้งหมดอยู่กี่กองทุน
ส่วนเรื่องค่าธรรมเนียมนั้นก็เสียเท่าเดิมครับ ไม่ได้มีการเสียเพิ่มจากการที่ซื้อผ่าน บลจ. หรือ ธนาคารโดยตรงแต่อย่างใด (เนื่องจาก บลจ. จะแบ่งค่าธรรมเนียมกับทางตัวแทนขายอย่าง Fundsupermart เอง) แถมมีบริการให้คำปรึกษา มีบทวิเคราะห์ให้อ่าน และที่ดีสุด ๆ คือ “มี Application ให้กดซื้อ-ขาย สับเปลี่ยน กองทุนผ่านมือถือได้เลย” เรียกได้ว่าครบเครื่อง และเป็นตัวจริงเรื่องปิ้งย่าง เอ้ย !! ด้านบริการขายกองทุนเลยครับ เป็นไงครับ คราวนี้ก็ง่ายในการซื้อกองทุนแล้วใช่ไหมครับ
3 ตัวช่วยรวยด้วยหุ้นเทคนิค ตอนที่ 9 “วิธีใช้งาน RSI ที่ไม่ถูกต้อง”
บทความนี้เป็นตอนที่ 9 แล้วนะ มีชื่อตอนว่า “วิธีใช้งาน RSI ที่ไม่ถูกต้อง” ผมไม่แปลกใจเลยที่ทำไมยังมีคนที่เล่นหุ้นเทคนิคมาตั้งนานแต่ก็ยังทำกำไรกันไม่ได้จริง ๆ จัง ๆ ซักที เพราะมีการแนะนำวิธีใช้งาน Indicators ที่ไม่ถูกต้องกันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็น การใช้งาน Moving Average ที่ไม่ถูกต้อง การใช้งาน MACD ที่ไม่ถูกต้อง และในบทความนี้จะแนะนำวิธีการใช้งาน RSI ที่ไม่ถูกต้องให้ได้รู้จักกัน
อย่างแรกผมจะแนะนำสัญญาณ 2 ประเภทที่น่าสนใจ จาก RSI ให้ได้รู้จักกันก่อน ได้แก่ สัญญาณ Overbought Oversold และ Divergence จากนั้นก็จะแนะนำวิธีใช้งาน RSi แบบผิด ๆ พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทำไมถึงใช้งาน RSI แบบนั้นไม่ได้
Overbought / Oversold
ในการวาดกราฟเส้น RSI นั้น โปรแกรมที่วิเคราะกราฟหุ้น จะมีการลากเส้นแนวนอนของค่า RSI เท่ากับ 30 และ 70 เอาไว้ด้วย และตั้งชื่อพื้นที่ในส่วนที่ RSI มากกว่า 70 ว่าเขต Overbought และตั้งชื่อพื้นที่ในส่วนที่ RSI น้อยกว่า 30 ว่า Oversold

รูปแสดงพื้นที่ Overbought และ Oversold
คำว่า Overbought ได้มีมีการแปลเป็นภาษาไทยว่า “ซื้อมากเกินไป” และคำว่า oversold มีการแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขายมากเกินไป” จึงมีหลายคนตีความว่าถ้า ค่า RSI ขึ้นไปสูงกว่า 70 แปลว่ามีคนซื้อหุ้นมากเกินไปอนาคตหุ้นจะลง ให้ขายหุ้น หรือ เมื่อ RSI มีค่าต่ำกว่า 30 แปลว่ามีคนขายมากเกินไปอนาคตหุ้นจะขึ้น ให้ซื้อหุ้น ซึ่งเป็นวิธีแปลความหมาย RSI ที่ไม่ถูกต้อง
รูปตัวอย่างแสดงการใช้งาน RSI ที่ไม่ถูกต้องโดยการขายหุ้นเมื่อ RSI > 70 และซื้อหุ้นเมื่อ RSI <30
จากสูตรการคำนวณ RSI
การที่ RSI มาค่ามากกว่า 70 แปลความหมายได้ว่า ค่า Average Gain / Average Loss มากกว่า 2.333.. หมายความได้ว่าราคาหุ้นขึ้นมาเยอะ มี Momentum เชิงบวกมาก ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะต้องลง
การที่ RSI มาค่าน้อยกว่า 30 แปลความหมายได้ว่า ค่า Average Gain / Average Loss น้อยกว่า 0.428… หมายความได้ว่าราคาหุ้นลงมาเยอะ มี Momentum เชิงลบมาก ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวขึ้น
การลงมือขายหุ้นทันทีที่ RSI ต่ำลงจนเข้าเขต Oversold หรือลงมือซื้อหุ้นทันที่ที่ RSI เข้าเขต Overbought เป็นวิธีในการใช้งาน RSI ที่ไม่ถูกต้อง
Divergence
ความหมายของ Divergence ในการวิเคราะห์ Indicators คือ การที่ Indicators ให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของกราฟราคาหุ้น โดยการพิจารณาสัญญาณ Divergence มักจะใช้กับ Indicators ประเภทที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ แรงส่งของราคา (Momentum) และ Indicators ประเภทที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของแนวโน้ม
ยกตัวอย่างกรณีที่กราฟราคาหุ้นกับกราฟ Indicators ไม่สอดคล้องกัน เช่น ราคาหุ้นมีการปรับตัวสูงขึ้นแต่ Indicators กลับให้ข้อมูลว่า Momentum หรือแรงส่งของราคาหุ้นในทิศทางขาขึ้นเริ่มอ่อนแรง หรือในทางตรงข้ามกรณีที่ราคาหุ้นมีการปรับตัวลดลงแต่ Indicaotors กลับให้ข้อมูลว่า Momentum หรือแรงส่งของราคาหุ้นในทิศทางขาลงเริ่มอ่อนแรง
วิธีการพิจารณาสัญญาณ Divergence ที่นิยมคือ การเปรียบเทียบจุดสูงสุดของกราฟราคาหุ้นกับจุดสูงสุดของกราฟเส้น Indicators และการเปรียบเทียบจุดต่ำสุดของกราฟราคาหุ้นกับจุดต่ำสุดของกราฟเส้น Indicators เพื่อดูว่ามีทิศทางเดียวกัน (Convergence) หรือทิศทางไม่สอดคล้องกัน (Divergence)
ในกรณีที่กราฟราคาหุ้นกับกราฟ Indicators ไม่เป็นไปในทางเดียวกัน (Divergence) ได้แก่
1) กรณีที่กราฟราคาหุ้นสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ แต่กราฟ Indicators ประเภท Momentum ไม่สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้เช่นเดียวกับกราฟของราคา ซึ่งแปลความหมายได้ว่า Momentum ที่จะเป็นแรงส่งให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นในครั้งนี้ต่ำลงกว่าก่อนหน้า จึงเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า ให้เราใกล้ชิดกับกราฟของราคาให้มากขึ้น เพราะในอนาคตราคาหุ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของแนวโน้มจากทิศทางขาขึ้นเป็นทิศทางขาลงแล้วก็เป็นไปได้ (Bearish Divergence : คาดว่าราคาหุ้นน่าจะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาลง)
2) กรณีที่กราฟราคาหุ้นทำจุดต่ำสุดใหม่ แต่กกราฟ Indicators ประเภท Momentum ไม่สามารถสร้างจุดต่ำสุดใหม่เช่นเดียวกับกราฟของราคา ก็จะแปลความหมายได้ว่า Momentum ที่จะเป็นแรงส่งให้ราคาปรับตัวลดลงต่อในครั้งนี้เริ่มลดลงกว่าครั้งก่อนหน้า ก็จะเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้ติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน เพราะในอนาคตราคาหุ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของแนวโน้มจากทิศทางขาลงเป็นทิศทางขาขึ้นก็ได้ (Bullish Divergence : คาดว่าราคาหุ้นน่าจะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาขึ้น)
รูปแสดงตัวอย่างกรณีราคาหุ้นและ Indicators มีสัญญาณ Divergence
กราฟเส้น RSI เป็น Indicators ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Momentum แต่การที่ลงมือขายหุ้นทันทีที่ RSI ส่งสัญญาณ Beraish Divergence หรือลงมือซื้อหุ้นทันทีเมื่อ RSI ส่งสัญญาณ Bullish Divergence เป็นวิธีการใช้งาน RSI ที่ไม่ถูกต้อง เพราะสัญญาณ Divergence เป็นเพียงสัญญาณเตือนล่วงหน้าเท่านั้น ยังไม่ใช่สัญญาณที่จะให้ลงมือซื้อหรือขายหุ้นทันที
ทำไมถึงบอกว่าห้ามซื้อขายทันทีหลังเกิดสัญญาณจาก RSI
เหตุผลที่ผมห้ามซื้อขายทันทีหลังเกิดสัญญาณ Overbought , Oversold หรือ Divergence จาก RSI เป็นเหตุผลเดียวกับการใช้งานใช้งาน Indicators ตัวอื่น ๆ เช่น การใช้งาน EMA ที่ไม่ถูกต้อง และการใช้งาน MACD ที่ไม่ถูกต้อง นั่นก็คือ ลงมือซื้อขายด้วยวิธีนี้แล้ว ในระยะยาวจะไม่ได้กำไร และมีโอกาสขาดทุนสูงนั่นเอง
ลองมาดูรูปตัวอย่าง 4 รูปด้านล่างกันครับ ถ้าตัดสินซื้อหรือขายหุ้นเมื่อเกิดสัญญาณ Overbought หรือ Oversold หรือ Divergence จาก RSI ทันที คุณอาจจะเจอกับเหตุการณ์ ขายหมู หรือซื้อของแพงก็เป็นไปได้
รูปตัวอย่างแสดงการขายหุ้นเมื่อ RSI อยู่ในเขต Overbought แต่พบว่าราคาหุ้นยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รูปตัวอย่างแสดงการซื้อหุ้นเมื่อ RSI อยู่ในเขต Oversold แต่พบว่าราคาหุ้นยังลดลงอย่างต่อเนื่อง
รูปตัวอย่างแสดงการขายหุ้นเมื่อ RSI เกิดสัญญาณ Bearish Divergenceแต่พบว่าราคาหุ้นยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
พูดถึงการลงทุนช่วงนี้หลายๆ คนอาจจะเบื่อๆ เซ็งๆ เพราะหันไปทางไหนก็มีแต่ความผันผวนเต็มไปหมด พอมามองดูที่หุ้นหรือกองทุนรวมหุ้นก็ต้องมานั่งวิเคราะห์กันเต็มไปหมดว่าหุ้นตัวไหนจะมีกองทุนรวมไหนสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้ ยิ่งถ้าเราไปมองถึงการลงทุนในตราสารหนี้หรือวางไว้ในเงินฝากนี่ยิ่งไปกันใหญ่เพราะไม่รู้อัตราดอกเบี้ยจะลดลงไปเรื่อยๆ หรือเปล่า มีการลงทุนอยู่แบบนึงที่น่าจะสนใจนะครับ คือการลงทุน “ให้คนเช่าอสังหาริมทรัพย์” แต่ไม่ใช่ว่าเราจะต้องลงทุนซื้อที่ถมที่มาเองทั้งหมดนะครับ อันนั้นก็ดูยิ่งใหญ่เกินไป เราอาจจะมาลองดูการลงทุนใน REIT แทนก็ได้นะครับ มันก็คล้ายๆ กับการที่เรามีอาคารหรือที่ดินแล้วชวนคนที่สนใจมาลงทุนนั่นแหละ แล้วเราก็เก็บค่าเช่าไป รายได้ในเรื่องพวกค่าเช่าเราก็จะมีการทำสัญญากันเอาไว้ว่าลูกค้าจะต้องจ่ายเดือนละเท่าไหร่ ต้องเช่านานขนาดไหน ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีจนทำให้หุ้นหรือดอกเบี้ยผันผวนยังไง ถ้าลูกค้าเช่าอยู่กับเราแล้วก็ย่อมจ่ายค่าเช่าตามสัญญา เป็นรายได้ที่มาอย่างสม่ำเสมอกว่านะครับ ผมจะขอยกตัวอย่าง REIT ที่น่าสนใจ คือ หน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอมตะซัมมิทโกรท กอง REIT นี้เข้าไปลงทุนเป็นเจ้าของโรงงานให้เช่าทั้งหมด 88 โรง ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร (ชลบุรี) และอมตะซิตี้ (ระยอง) พูดง่ายๆก็คือกอง REIT นี้จะเป็นผู้จัดการทรัพย์สินประเภทโรงงานให้เช่าถึง 88 โรงงานและนำกำไรจากการให้เช่านี้มาสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนที่สนใจ ซึ่งสถานที่ก็อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ด้านการผลิตของประเทศไทย โรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่มีอัตราการเช่าโดยผู้เช่าสูงอย่างสม่ำเสมอนะครับและเวลาตั้งโรงงานทีก็ไม่ค่อยจะย้ายออกกันเท่าไหร่เพราะย้ายทีมีต้นทุนมหาศาล ส่วนใหญ่เช่าแล้วจะต่อสัญญาเช่ากันระยะยาวครับ การบริหารงานของกอง REIT นี้ก็บริหารโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีประสบการณ์ในการจัดการธุรกิจโรงงานให้เช้ามาเป็น 10 ปี และนโยบายอันหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเขาจะปันผลให้ปีละไม่เกิน 4 ครั้ง โดยปันผลไม่เกิน 90% ของกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้ว ก็นับว่าได้รายได้มาก็มอบให้นักลงทุนเกือบหมดเลยนะครับ ผมว่าเหมาะสมกับนักลงทุนที่ต้องการเงินปันผลเยอะๆ นักล่าเงินปันผลกับนักลงทุนที่ชอบการสร้าง passive income ก็คงชอบมากๆ หลายท่านก็คงอยากจะรู้รายละเอียดมากกว่านี้แล้วใช่ไหมครับว่า ซื้อกองนี้ไปแล้วมันจะดีได้ผลกำไรจริงจนกลายมาเป็นผลตอบแทนนักลงทุนจริงหรือเปล่า ผมมีตัวเลขและรายละเอียดที่น่าสนใจมาให้ศึกษาดูกันนะครับ โรงงานทั้ง 88 โรงที่ทางกอง REIT ดูแลอยู่นั้น มีทั้งแบบกรรมสิทธิ์สมบูรณ์ (เราเป็นเจ้าของเก็บค่าเช่าไปได้เรื่อยๆ) และ แบบสิทธิการเช่า 30 ปี (เราให้ลูกค้าเช่าและเก็บค่าใช้ได้ 30 ปี) ซึ่งผมมีตารางที่น่าสนใจมาให้ชมนะครับ ประเด็นที่น่าสนใจคือ นอกเหนือจากจุดเด่นที่เราพอจะมองเห็นได้ถึงการเติบโตของกอง REIT แล้วสิ่งที่หลายๆคนอยากจะรู้ว่าผลตอบแทนจะเท่าไหร่ ก็แอบไปสืบมาแล้วครับว่าเขาคาดการประมาณที่ 8.7% (*) ครับ นับว่าเป็นผลตอบแทนที่สูงมากเลยนะ ถ้าใครไม่ชอบความเสี่ยงแบบหุ้นหรือซื้อตราสารหนี้ที่มีผลตอบแทนต่ำกว่าก็มาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่ากันดีกว่า แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ในการให้เช่าโรงงานก็มีความเสี่ยงเช่นกัน หลักๆ ก็คืออยู่ๆ ผู้เช่าหายย้ายออกไปแล้วหาคนเข้ามาแทนไม่ได้ หรืออาจจะมีคนสร้างนิคมอุตสาหกรรมให้เป็นทางเลือกมากขึ้น ปัญหาจากภัยธรรมชาติต่างๆ ปัญหาการเมืองต่างๆ ที่ทำให้นักธุรกิจไม่กล้าลงทุนเป็นต้นนะครับ ถ้าสนใจการลงทุนในหน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอมตะซัมมิทโกรทนี้ โดยจะเสนอขายประมาณต้นมิถุนายน 2558 สามารถติดต่อทางธนาคารและสถาบันการเงินชั้นนำได้ที่ www.amatareit.com หรือตัวแทนจำหน่ายหน่วยทรัสต์ (*หมายเหตุ เป็นผลตอบแทนคาดการณ์ในปีแรก การคิดผลตอบแทนที่แท้จริง ต้องคิดจาก IRR)
Posted in บทความทางเทคนิคLeave a Comment on 3 ตัวช่วยรวยด้วยหุ้นเทคนิค ตอนที่ 9 “วิธีใช้งาน RSI ที่ไม่ถูกต้อง”
ลงทุนใน REITs ใครๆก็ทำได้
Review รายได้ของโรงงานทั้ง 88 โรง
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว








