
สวัสดีคร้าบบ วันนี้ @TAXBugnoms กลับมาพร้อมกับบทความใหม่ที่ใครๆหลายคนถามหา กับเรื่อง “การวางแผนภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน” สำหรับปี 2558 นี้คร้าบบบ
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา.. เรามาเริ่มต้นที่คำถามแรกกันก่อนครับว่า เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ทุกคนคงทราบดีว่า “มนุษย์เงินเดือน” (กรณีที่เป็นโสดและไม่มีค่าลดหย่อนอื่นๆ) เมื่อมีรายได้มากกว่า 240,000 บาท หรือประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน มีหน้าที่ต้องเสีย “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา”
โดยขั้นตอนแรกของการเสียภาษีนั้น เราจะถูกนายจ้างหรือบริษัทหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในทุกๆเดือนเมื่อถึงเวลาจ่ายเงินเดือนนั่นเอง หลังจากนั้นพอถึงสิ้นปีหรือต้นปีถัดไปเราจะได้รับเอกสารใบหนึ่งที่มีชื่อว่า “หนังสือรับรองการหักภาษีณ ที่จ่าย” เพื่อสรุปรวมให้เรารู้ว่ายอดว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านเรามีรายได้จำนวนเท่าไรและถูกหักภาษีไว้ทั้งหมดเท่าไรบ้าง
ทีนี้ หลายๆคนเมื่อเห็น “หนังสือรับรองการหักภาษีณ ที่จ่าย” มักจะเข้าใจว่าอ้อ.. เราถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปเรียบร้อยแล้ว ก็แปลว่าเราเสียภาษีแล้ว ไม่ต้องทำอะไรต่่อ ชิวๆกันไป แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ครับ!!!! เพราะมนุษย์เงินเดือนอย่างเรายังมีหน้าที่ต้องยื่นและนำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมด้วย ภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป (สำหรับกรณีที่ยื่นแบบกระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา) หรือวันที่ 8 เมษายน (สำหรับกรณีที่ยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ต)
เท่านั้นยังไม่พอ!!! (#ยังไม่จบอีกหรือ) เพราะนอกจากความเข้าใจผิดเรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ยังมีอีกหนึ่งความเข้าใจผิดครับ นั่นคือ ถ้าไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก็แปลว่าฉันไม่ต้องเสียภาษีสินะเธอว์จ๋า ซึ่งผมขอบอกว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมากครับ เพราะถ้าหากมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อปี กฎหมายกำหนดให้เรามีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีทั้งๆที่ไม่ต้องเสียภาษีอยู่ดีแหละครับ!!
อ่านเหตุผลเพิ่มเติมของเรื่องนี้ จากบทความด้านล่างนี้ได้เลยครับ
เหตุผล ที่ “ทุกคน” ต้องยื่นภาษี
หลังจากที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้แล้ว เพื่อนๆพี่ๆน้องๆบางคนอาจจะได้รับเงินภาษีคืนจากกรมสรรพากร หรืออาจจะต้องเสียภาษีเพิ่มก็แล้วแต่บุญแต่กรรมหรือการวางแผนภาษีที่เราทุกคนทำไว้นั่นเองครับ แต่ถ้าใครยังไม่รู้ผมขอบอกครับว่า มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆนั้น สามารถใช้สิทธิในการหักลดหย่อนภาษีได้มากมายหลากหลายประเภทดังนี้ครับ
อ่านบทความเพิ่มเติมเรื่อง ค่าลดหย่อนมนุษย์เงินเดือนได้ที่
14 รายการลดหย่อนภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน
ยังมีอีกหนึ่งคำถามที่ผมได้รับอยู่เสมอๆ คือ แล้วเราจะคำนวณภาษียังไง หรือใช้รายการค่าลดหย่อนแบบไหนดีล่ะเนี่ย หรือจะวางแผนยังไงเพื่อให้ได้รับประโยชน์มากที่สุด ถ้าเป็นคำถามนี้ผมแนะนำให้อ่านบทความเรื่อง 5 เคล็ดลับคำนวณภาษีสิ้นปี ฉบับมนุษย์เงินเดือนเดินดิน เพิ่มเติมไว้ก่อนเลยคร้าบบบ
เอาล่ะครับ!!.. หลังจากเราเข้าใจทุกๆประเด็นแล้ว คราวนี้ก็มาถึงบทความในตอนนี้เสียที เพราะผมจะแนะนำวิธีและเคล็ดลับง่ายๆที่ตัวผมเองนั้นใช้วางแผนภาษีสำหรับปี 2558 ให้ฟังกันครับ เผื่อว่าจะทำให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆเข้าใจกันและวางแผนภาษีได้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมเรียกมันว่า 5 เคล็ดลับวางแผนภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือนปี 2558 ดังนี้คร้าบ
1. สะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเต็มที่!!
สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ลำดับแรกขอแนะนำให้ลองไปสำรวจก่อนครับว่า บริษัทฯที่เราทำงานอยู่นั้นมี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้พนักงานบ้างหรือเปล่า ถ้าหากมีแล้วล่ะก็ให้สมัครสมาชิกและเลือกหักเงินสะสมในอัตราสูงสุดที่สามารถจะทำได้ครับ (ตั้งแต่ 2-15%) โดยการหักเงินเพื่อสะสมนั้นจะจากเงินเดือนที่เราได้รับในทุกๆเดือน และกฎหมายให้หักค่าลดหย่อนส่วนนี้ได้สูงสุดถึง 500,000 บาท
สำหรับข้อดีของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น นอกจากมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆจะได้สิทธิลดหย่อนภาษีแล้วเรายังได้รับเงินสะสมจากนายจ้างเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะนายจ้างมีหน้าที่จะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯให้เราอีกต่อหนึ่ง และเราก็ไม่ต้องนำเงินส่วนนี้มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีอีกด้วย แหม่.. เรียกว่าได้กำไรกันสองต่อเลยทีเดียว (อย่าลืมพิจารณาด้วยนะครับว่า อัตราสมทบที่สูงสุดของนายจ้างคือเท่าไร) อ้อสำหรับกรณีที่เป็นข้าราชการ จะเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) แทนนะครับ
2. วางแผนเกษียณดีๆด้วย RMF ให้อุ่นใจ
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่นายจ้างไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ก็อย่างเพิ่งเสียใจไปครับ เพราะเราสามารถสร้างกองทุนเกษียณของตัวเองผ่าน “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” ได้สูงสุดถึง 15 % ของรายได้ต่อปี และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท หรือสำหรับใครที่สะสมในข้อ 1 แล้วคิดว่ายังไม่พอที่จะเกษียณก็มาสะสมกันต่อที่ข้อนี้ได้ครับ
3. เอาไปรับกำไรต่อที่ LTF
อย่าลืมแบ่งเงินก้อนที่ 3 มาลงทุนใน “กองทุนหุ้นระยะยาว” (LTF) เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น โดยจะใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 15 % ของรายได้ต่อปี และไม่เกิน 500,000 บาทต่อปีครับ
4. ป้องกันความเจ็บ (ใจ) ด้วยประกันชีวิต
สิ่งหนึ่งที่ใครหลายคนลืมไป นั่นคือการวางแผนป้องกันความเสี่ยงของตัวเองด้วยประกันชีวิต ซึ่ง “กรมธรรม์ประกันชีวิต” ที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายในแต่ละปีมาคำนวณลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 100,000 บาทครับ
อย่าลืม!! อ่านบทความเพิ่มเติมเรื่องประกันชีวิตได้ที่ 7 ความจริงที่คุณควรรู้ก่อนลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิต (ภาคต้น) และ 7 ความจริงที่คุณควรรู้ก่อนลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิต (ภาคจบ) นะคร้าบบ
5. สบายแบบโนลิมิตกับ “ประกันชีวิตแบบบำน&#x
ธุรกิจไหนที่น่าลงทุนในเมียนมาร์
จากแรงบรรดาลใจที่เห็น บล็อกของอภินิหารเงินออมที่พูดถึงการลงทุนในเมียนมาร์ทำให้ผมอยากเล่าเรื่องของประเทศนี้บ้าง ในช่วงนี้ประเทศเพื่อนบ้านเราที่เรารู้จักกันในนามพม่า หรือชื่ออย่างเป็นทางการเราต้องเรียกใหม่แล้วว่าประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เป็นหนึ่งในประเทศที่เนื้อหอมสุดๆ มีหลายๆชาติพยายามเข้ามาเปิดประตูธุรกิจหลังจากที่ห่างหายเป็นนานหลายทศวรรต หลายท่านก็คงมีคำถามว่าทำไมประเทศนี้มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไรเพราะเรารู้จักแค่ในหนังสือเรียนที่จะคอยมารุกรานอยุธยาอยู่นั่นล่ะ ปัจจุบันเมียนมาร์เป็นอย่างไรและหากเราสนใจจะไปลงทุนแล้วควรจะมองหาธุรกิจแบบไหน?
ประวัติศาสตร์เมียนมาร์โดยสังเขป
เมียนมาร์มีประวัติอันยาวนานมากๆๆๆๆ ไม่ต่างจากอาณาจักรเขมรเลย ดินแดนนี้ประกอบด้วยชนกลุ่มน้อยหลายเผ่าพันธุ์ ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ของเขาจะพบว่า เดี๋ยวก็มีการรวมชาติ เดี๋ยวก็มีการแยกตัว หลังจากที่ดินแดนนี้ถูกโจมตีโดยอาณาจักรมองโกลทางตอนบนก็มีความพยายามที่จะรวมดินแดนต่างๆ รวมถึงชนกลุ่มน้อยให้เป็นปึกแผ่นและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในสมัยพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ที่คนไทยรู้จักกันดีจากภาพยนต์เรื่องสมเด็จพระศรีสุริโยทัย และก็ยิ่งใหญ่ขึ้นมาอีกในสมัยพระเจ้าบุเรงนองที่มีผู้ขนานนามว่าผู้ชนะสิบทิศ แต่การเมืองของเมียนมาร์ก็ผลัดแผนดินไปบ้างมีราชวงศ์สถาปนาใหม่ขึ้นมาบ้างและราชวงศ์สุดท้ายก็คือ ราชวงศ์อลองพญา ที่ยกทัพมาในสมัยสงครามเสียกรุงครั้งที่ 2 หลังจากนั้นไม่นานประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ต้องพบกับการเข้ามาของการล่าอาณานิคมจากทางตะวันตก และได้พ่ายแพ้ให้กับประเทศอังกฤษจนราชวงศ์พม่าล่มสลายไป
อังกฤษปกครองพม่าโดยผนวกดินแดนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย โดยมีเมืองกัลกาต้าเป็นศูนย์กลางของรัฐบาลอังกฤษในเอเชีย และได้มีการสร้างระบบต่างๆในพม่าให้เป็นแบบอังกฤษ โดยมีกรุงย่างกุ้งเป็นเมืองหลวงศูนย์กลางทางธุรกิจ ความเจริญของเมืองย่างกุ้งในสมัยนั้นนับว่าเป็นอันดับต้นๆของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รากฐานทางการศึกษาของเมียนมาร์ก็เป็นแบบอังกฤษ การคมนาคมก็คล้ายๆอังกฤษหากใครเคยไปย่างกุ้งจะเห็นได้ว่ามีรถไฟรอบเมืองไม่ต่างกรุงลอนดอนเลย และในท้ายสุดอังกฤษก็ต้องถอนตัวออกจากเมียนมาร์ไปจากการเรียกร้องเอกราชที่นำโดย นายพลออง ซาน บิดาของนางอองซาน ซูจี สตรีที่ใครๆก็รู้จักในเมียนมาร์
ประเทศกลับเข้าสู่วังวนและกลายเป็นประเทศที่ไม่มีใครเข้าถึงอีกครั้งหลังจากการยึดอำนาจของนายพลเนวิน (ไม่ใช่คุณเนวินที่อยู่บุรีรัมย์นะครับ) เมียนมาร์ปิดประเทศและมีความขัดแย้งกับชนกลุ่มน้อยที่ต้องการได้รับเอกราช และมีการคว่ำบาตรกับธุรกิจเมียนมาร์โดยชาติตะวันตกอยู่ตลอดมาจนกระทั่งในช่วงทศวรรตที่ 2010 เป็นต้นมา เมียนมาร์ได้เริ่มมีการเปิดประเทศมากยิ่งขึ้นและเริ่มมีนักลงทุนจากต่างประเทศเข้าไป ไม่ว่าจะเป็น ไทย สิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งจะเป็นนิมิตรใหม่ของเศรษฐกิจของประเทศนี้ที่จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในอนาคต
ทำธุรกิจอะไรในประเทศเมียนมาร์ดี?
นี่เป็นคำถามที่นักธุรกิจและผู้ที่สนใจลงทุนทำธุรกิจในเมียนมาร์ตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลา ต้องอย่าลืมว่าปประเทศนี้มีจุดได้เปรียบหลายๆอย่างคือ มีจุดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อมระหว่าง อินเดีย จีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมกันแล้วประชากรมากกว่าครึ่งโลกได้ การเข้าไปตั้งฐานการผลิตเพื่อส่งต่อไปค้าขายในประเทศขนาดใหญ่นั้นเมียนมาร์ถือว่าเป็นจุดที่ได้เปรียบประเทศอื่นๆ แต่ทั้งนี้การที่จะก้าวไปสู่จุดนั้นอาจจะต้องใช้เวลามากระดับหนึ่งในการสร้างพื้นฐานของระบบสาธารณูประโภคของประเทศ โดยในจุดเริ่มต้นของการลงทุนในเมียนมาร์อาจจะเน้นไปในลักษณะของธุรกิจที่ไทยมีจุดได้เปรียบมากกว่าประเทศอื่นๆดังนี้
1. ธุรกิจท่องเที่ยว
หากเรามองโอกาสและความพร้อมแล้ว ประเทศไทยสามารถวางตำแหน่งเป็น Asian Springboard ได้เป็นอย่างดี การเดินทางมาท่องเที่ยวในสหภาพเมียนมาร์ยังถูกจำกัดด้วยความพร้อม การเดินทางด้วยเที่ยวบินขนาดใหญ่จากยุโรปหรืออเมริกายังต้องใช้สนามบินในประเทศไทยเป็นที่รองรับเพื่อที่จะเข้าไปสู่ประเทศในอาเซียนอื่นๆ ผู้ประกอบการไทยที่มีความเชียวชาญจึงสามารถใช้พื้นที่ของประเทศไทยเป็นฐานการดำเนินงานร่วมกับ Partner ทางธุรกิจในประเทศเมียนมาร์ ในการให่้บริการท่องเที่ยวร่วมกัน นอกจากนี้เรายังสามารถใช้แนวความคิด Asian Springboard ไปทำต่อยอดธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศกัมพูชาและประเทศลาวได้เช่นกัน ความได้เปรียบดังกล่าวนี้ไทยมีความพร้อมมากที่สุดเนื่องจากวัฒนธรรมมีความใกล้เคียงกัน นับถือศาสนาพุทธเหมือนกันทำให้ง่ายต่อการสื่อสาร ความเข้าใจและสามารถแนะนำนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศในภูมิภาคอื่นได้อย่างไม่ยาก แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเมียนมาร์มีอยู่ทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็น ย่างกุ้ง มันฑเลย์ พระโค (หรือหงสาวดี ที่พระนเรศวรเคยไปอยู่)
2. ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร
โรงแรมและร้านอาหาร จากเดิมที่ประเทศเมียนมาร์ไม่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเพราะถูกปัญหาการ Sanction จากประเทศทางตะวันตก ทำให้การพัฒนาด้านการสร้างโรงแรมรองรับมีอยู่อย่างจำกัด เมื่อประเทศเปิดเสรีมากยิ่งขึ้นก็ทำให้ความต้องการในการเดินทางเข้ามามีสูงขึ้น ความต้องการด้านที่พักก็ยิ่งมีความต้องการมากขึ้นเช่นเดียวกัน
อาหารไทยนั้นมีความใกล้เคียงอาหารเมียนมาร์ และรสชาติไม่ได้ต่างกันกันมาก ตัวอย่างอาหารประจำชาติของเมียนมาร์ที่ทุกคนรู้จักดีคือ โมฮิงกา มันก็ขนมจีนน้ำยาในแบบฉบับของเขา และแน่นอนว่าชาวเมียนมาร์จำนวนมากได้เข้ามาทำงานในประเทศไทยและได้สัมผัสอาหารไทยที่อยู่ตามห้างสรรพสินค้า เมื่อเรานำธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีชื่อเสียงไปเปิดก็สามารถทำตลาดได้ไม่ยาก เพียงแค่บอกชื่อร้านก็อาจจะทำให้ชาวเมียนมาร์ร้อง “อ๊อ… รู้จัก”
3. ธุรกิจก่อสร้าง
4 ขั้นตอนเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณสบาย
ผมเชื่อว่าทุกคนบนโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ในช่วงบั้นปลายของชีวิตก็ล้วนแต่ต้องการความสุข ความสบาย หลังจากที่ทำงานหนักมาตลอดจนเกษียณ แต่ทราบไหมครับว่าในปัจจุบันมีกี่คนที่จะสามารถ “เกษียณ” ได้อย่างสบาย ไร้กังวล คำตอบคือ น้อยกว่า 15% ของคนที่กำลังจะเกษียณอายุทั้งหมด ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีการวางแผนการเกษียณที่ดีพอเสียตั้งแต่แรก
คนส่วนใหญ่อ่านถึงตรงนี้ คงคิดต่อแล้วว่า…เราได้เตรียมการอะไรหรือยังหว่า ซึ่งหลายคนอาจจะเหลือเวลาในการเก็บเงิน “แค่ประมาณ 10-20 ปีเท่านั้น” ที่ผมบอกว่าแค่ ก็เพราะว่าเวลามันช่างผ่านไปเร็วเหลือเกินว่าไหมครับ
หลายคนคงคิดว่าแล้วจะทำอย่างไรดี? ถ้าคำตอบคือยังไม่รู้ละก็ ตามผมมาครับ วันนี้ผม หมอนัท@คลินิกกองทุน จะพาท่านมาเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณเพื่อที่จะทำให้ทุกคนมีเงินเกษียณที่เพียงพอและพอเพียงให้เราไม่ต้องลำบาก เรามาดูกันนะครับว่าจะทำอย่างไรกันบ้าง
1. คำนวณเงินออมตอนเกษียณ ว่าเราควรที่จะมีเท่าไหร่ ณ วันที่ต้องเกษียณ
เงินออมตอนเกษียนคำนวณง่ายๆ นะครับ แค่ลองประมาณค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ (70% ของค่าใช้จ่ายปัจจุบัน*) x 12 เดือน เพื่อคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อปี และจากนั้นก็คูณด้วยจำนวนปีที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ เพียงเท่านี้เราก็จะได้จำนวนเงินออมที่ต้องมี ณ วันที่เกษียณครับ
(70% ของค่าใช้จ่ายปัจจุบัน*) x 12 x จำนวนปีหลังเกษียณ = จำนวนเงินที่ต้องมี ณ วันเกษียณ
ยกตัวอย่างเช่น
- ผมตั้งเป้าไว้ว่าเกษียณตอนอายุ 60 ปี และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณอายุไปอีก 20 ปี (อายุ 80)
- โดยผมเองมีค่าใช้จ่ายปัจจุบันอยู่ที่ 25,000 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณของผมจะเท่ากับ 17,500 บาทต่อเดือน(70% x 25,000) หรือ 210,000 บาทต่อปี
- จากนั้นก็คูณกับจำนวนปีที่คาดว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุ หรือ 210,000 x 20 ปี ออกมาเป็น 4,200,000 บาทถ้วน
* ที่มาของสูตรคำนวณ : TSI Thailand
2. คำนวณเงินออมเฉลี่ยต่อเดือน เพื่อให้มีพอใช้ยามเกษียณ
ต่อมาเมื่อเราได้เงินเกษียณเป็นที่เรียบร้อย เราก็มาดูว่าเราจะต้องเก็บเงินต่อเดือนเท่าไหร่กันครับ อันนี้ก็ง่ายๆ เพียงแค่เอาเงินเกษียณที่คำนวณได้จากข้อที่ 1 มาตั้ง แล้วหารด้วยจำนวนเดือนตั้งแต่วันนี้จนถึงเมื่อเราเกษียณครับ
จำนวนเงินที่ต้องมี ณ วันเกษียณ/จำนวนเดือนตั้งแต่วันนี้จนถึงเราเกษียณ
ยกตัวอย่างเช่น
- เงินเกษียณที่ต้องการ = 4,200,000 บาท
- และสมมติว่าผมอายุ 25 ปี หรือมีเวลาอีก 420 เดือน(35 ปี) ก่อนเกษียณ
- ดังนั้นผมจะต้องเก็บเงินต่อเดือนประมาณ (4,200,000/420) = 10,000 บาท (โอ้!)
เห็นไหมครับว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงทีเดียว ทั้งนี้ก็เพราะว่าเราเก็บเงินเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ลงทุนหรือทำเงินให้งอกเงยขึ้นนั่นเอง แต่ถ้าเราเริ่มลงทุนเมื่อไหร่ละก็ เรามาดูกันครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น
- ถ้าเราลงทุนด้วยเงิน 1,000 บาททุกเดือน กับกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยแค่ 4% ต่อปี แล้วละก็ ในระยะเวลา 35 ปี ก็จะมีเงินถึง 883,827 บาทครับ
และถ้าเราเพิ่มเป็นเก็บเดือนละ 5,000 บาททุกเดือน ก็แค่เอาเลข 5 ไปคูณกับ 883,827 ก็จะได้เป็น 4,419,135 บาทครับ เห็นไหมครับว่าการลงทุนทำให้เราเก็บเงินลดลงครึ่งนึง แต่กลับบรรลุเป้าหมายเกษียณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น จะเห็นได้ว่ายิ่งมีเวลาออมมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเกษียณได้ง่ายขึ้นเท่านั้น และถ้าเราหผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีได้ ก็จะยิ่งทำให้เรามีเงินเกษียณที่มากขึ้นไปอีก หรือเราสามารถเกษียณรวย เกษียณเร็วได้นั่นเองครับ
คราวนี้เมื่อได้เงินที่ต้องออมในแต่ละเดือนแล้ว จากนั้นก็มาสำรวจกันนะครับ ว่าเรายังจะได้เงินเพิ่มจากที่ไหนบ้างที่จะมีไว้ใช้ยามเกษียณ ไม่ว่าจะเป็น
- เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- เงินจากกองทุนประกันสังคม ซึ่งถ้าเราจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนมา 15 ปี พออายุ 55 ปี ก็จะได้รับเงินบำนาญชราภาพ ซึ่งถ้ายิ่งทำงานเกิน 15 ปี ก็มีโอกาสได้เงินที่มากขึ้นไปด้วยครับ
- เงินจากกองทุน กบข. แน่นอนครับว่าเฉพาะผู้ที่เป็นราชการเท่านั้น
- เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 600 บาทต่อเดือน
แหล่งเงินเหล่านี้ ถ้ามีเก็บไว้รวมกับที่เก็บเองในแต่ละเดือนแล้วละก็ ผมรับรองว่าเกษียณได้อย่าสบายใจแน่นอนครับ
3. แบ่งเงินออมเกษียณไปลงทุนเพื่อให้งอกเงย
หากคิดอย่างรอบคอบแล้ว เงินออมเกษียณนั้นควรแบ่งไปลงทุนตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ในแต่ละช่วงอายุกันด้วย เพื่อให้มีโอกาสรับผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อ แล้วจะได้เกษียณแบบชิลๆ สมใจครับ ซึ่งผมก็ได้รวบรวมตัวอย่างมาให้แล้ว นั่นก็คือ
- การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ซึ่งผมคิดว่าเป็นตัวหลักในเรื่องของแหล่งเงินเกษียณเลยก็ว่าได้ เพราะกองทุนรวม RMF นั้นจะต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องลงทุนไปจนถึงอายุ 55 ปี ทำให้เรามีวินัยในการลงทุน และข้อดีอีกอย่างของ RMF ก็คือเราสามารถสับเปลี่ยนการลงทุนจากความเสี่ยงสูงไปยังความเสี่ยงต่ำได้ ระหว่างหน่วยลงทุนของกองทุนรวม RMF ซึ่งมีหลากหลายประเภทให้เราเลือกได้ตามต้องการ ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะกับการจัดพอร์ตการลงทุน โดยลดความเสี่ยงลงเมื่อใกล้เกษียณ
- แน่นอนครับ นอกจาก RMF แล้ว ยังมีกองทุนรวมประเภทอื่นที่น่าสนใจให้ลงทุนเพื่อต่อยอดเงินเกษียณให้งอกเงยได้ดีแต่ความเสี่ยงไม่สูงมากนัก เช่น กองทุนรวม B-SENIOR ซึ่งเมื่อลงทุนแล้ว ก็สามารถเลือกได้ว่าจะทยอยรับเงินกลับคืนอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลา หรือจะรับเป็นครั้งคราวก็ได้ เพื่อนำมาใช้จ่ายตามความต้องการในรูปแบบต่างๆ เลือกทำในสิ่งที่ชอบ เติมเต็มความสุขให้กับทั้งตนเองและครอบครัวเลยคร้าบ
- หลายๆ ท่านอาจจะบ่นว่า ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องลงทุน และไม่ค่อยชอบความเสี่ยง มีแบบที่ไม่ต้องเสี่ยงอะไร
10 เงื่อนไข เลือกหุ้นเน้นรับ แบบ Benjamin Graham
บทความก่อน ผมพาไปพบหลักการลงทุนของหนึ่งในอาจารย์ของปู่ Warren Buffett ซึ่งเน้นการลงทุนสไตล์หุ้นเติบโต (Growth Stock) ที่ชื่อ Philip Fisher บทความนี้ ก็ขอพูดถึงอาจารย์อีกคนหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลต่อ Warren Buffett เช่นกัน นั้่นก็คือ Benjamin Graham นั่นเอง
แนวทางการวิเคราะห์การลงทุนของ Graham นั้น จะพูดถึงคำว่า “Margin of Safety” ซึ่งนักลงทุนในตลาดจะเรียกตัวย่อว่า MOS ใครที่พูดถึงมันบ่อยๆ ขอให้รู้ว่า คนคิดค้นหลักการนี้ก็คือ Graham คนนี้นี่เอง
Margin of Safety แปลเป็นภาษาไทยคือ ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย ใช้สำหรับการวางแผนในลงทุน โดยปกติสำหรับนักลงทุนที่เน้นคุณค่า (Value Investor) จะทำการค้นหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นที่ตนเองสนใจก่อน ว่ามีมูลค่าเท่าไหร่ และก็จะมีการกำหนด MOS ไว้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่างๆ ค่า MOS นี่ ยิ่งสูง ยิ่งแปลว่า ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน ต่ำกว่าราคาในกระดาน ซึ่งแปลว่าดีครับ
Graham เอง ก็จะพยายามหาหุ้นที่มี MOS สูงๆ หรือ ซื้อหุ้นให้ถูกกว่ามูลค่าพื้นฐานมากๆ ซึ่งเอาจริงๆแล้ว ณ สภาพตลาดหุ้นในปัจจุบันจะหาหุ้นที่มี MOS สูงนั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาหมดแล้วแทบทุกตัว หลักการของ Graham จึงเหมาะกับช่วงตลาดหุ้นขาลง ไว้เลือกลงทุนหุ้นที่ถูกเทขายแรงๆมากกว่าปกติ เรามาดู 10 เงื่อนไขที่ Graham บอกว่า ถ้าติ๊กถูกทุกข้อเมื่อไหร่ แปลว่า เราเจอหุ้นที่สมควรเก็บเข้าพอร์ตกันครับ
1. ต้องไม่ใช่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
สาเหตุเป็นเพราะ การประเมินสถานการณ์และความสามารถของบริษัททำได้ยาก ว่าจะไปในทิศทางใด การเกิดขึ้น และดับไปของธุรกิจนี้ค่อนข้างรวดเร็ว และมูลค่าของหุ้นกลุ่มนี้ ก็มักจะแพงเกินจริง และไม่สมเหตุสมผลอยู่เสมอ
2. บริษัทควรมียอดขายอย่างน้อย 340 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 11,220 ล้านบาท
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีขนาดตลาด และมีฐานลูกค้าที่ใหญ่เพียงพอ ซึ่งหากกลับมาเทียบเป็นการลงทุนในไทย ก็หมายถึงหุ้นเฉพาะที่อยู่ในดัชนี SET50 เท่านั้น
3. อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนหรืออัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio)
ซึ่งมีสูตรคำนวณคือ สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets, CA) /หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities, CL) ต้องเกิน 2 เท่า หมายถึง เงินสด ลูกหนี้ และสินค้าคงเหลือ มีมากกว่าหนี้ระยะสั้น ทำให้คล่องตัวในการชำระหนี้ระยะสั้น
4. หนี้ระยะยาวของบริษัท ต้องน้อยกว่า สินทรัพย์หมุนเวียน (CA)
นั้นเป็นเพราะ Graham ชอบบริษัทที่ไม่เป็นหนี้เลย เหมือนคนที่ออกกำลังกายทุกวัน ไร้ไขมัน เวลาวิ่งแข่งกับคนอ้วน ยังไงก็ย่อมได้เปรียบ
5. อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth หรือ Earnings per share Growth) เฉลี่ย 10 ปี ต้องมากกว่า 30%
เงื่อนไขนี้ ถือเป็นเงื่อนไขที่โหดมากครับ ปัจจุบัน แทบหาไม่เจอเลย ดังนั้นนักลงทุนสาวกของ Graham บางคน ก็ลดเงื่อนไขตัวนี้ บอกเหลือ 10% ก็หรูแล้ว
6. ใน 5 ปีที่ผ่านมา ต้องไม่เจอปัญหาขาดทุนซักปี
เงื่อนไขนี้ เป็นตัวกรองย่อยของข้อ 5. อีกที เพราะบางครั้ง การดูแต่การเติบโตเฉลี่ย บริษัทที่มีผลการดำเนินงานหวือหวา อาจเข้าเงื่อนไขมาให้เราเลือกด้วย ซึ่ง Graham บอกครับว่า หากจะเน้นเลือกหุ้นตั้งรับ (Defensive Style)แล้ว แผนการเล่นต้องห้ามหวือหวาไว้ก่อน
7. P/E Ratio ( Price / EPS )ต้องต่ำกว่า 15 เท่า
ไม่งั้นกำไรบริษัทอาจโตไม่ทัน ซึ่งมันหมายความว่า มูลค่าปัจจุบันอาจแพงเกินไปไม่คุ้มเสี่ยงลงทุน
ตัวอย่างการหา P/E Ratio สมมติ ราคาหุ้นปัจจุบัน 20 บาท และรายได้ของปีที่ผ่านมา คือ 2 บาทต่อหุ้น ดังนั้น P/E Ratio จึงเท่ากับ 20 หารด้วย 2 เท่ากับ 10 เท่า
8. P/E Ratio คูณกับ P/BV แล้ว ต้องต่ำกว่า 22.5 เท่า
นั่นหมายความว่า ถ้าคุณเจอหุ้นที่ P/E 15 เท่า ค่า P/BV ก็ไม่ควรเกิน 1.5 เท่า แต่ถ้าหุ้นที่คุณสนใจ มันมีค่า P/BV มากกว่า 1.5 เท่า คุณจะสามารถเลือกหุ้นเข้าพอร์ตได้ก็ต่อเมื่อ P/E ต่ำกว่า 15 และเมื่อ P/E คูณ P/BV แล้ว ต้องต่ำกว่า 22.5 เท่า ทั้งนี้ ตัวเลข 22.5 นี้ เราเรียกว่า “Graham Number”
อธิบายเพิ่มเติม P/BV คือ ราคาหุ้น หารด้วย มูลค่าตามบัญชี ซึ่งก็คือมูลค่าส่วนผู้ถือหุ้น หรือ มูลค่าของทรัพย์สินที่หักด้วยหนี้สิน
9. D/E Ratio ( Debt / Equity ) หรือ หนี้สินทั้งหมดหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น ต้องต่ำกว่า 1 เท่า
สำหรับกลุ่มธุรกิจประเภท Industrials (อุตสาหกรรม) แต่ถ้าเป็นกลุ่มอื่นๆ ให้พิจารณา D/E Ratio ที่ต่ำกว่า 2.3 เท่า
10. ถ้ามี 2 บริษัทที่ EPS Growth โตเท่ากัน ให้เลือกบริษัทที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ
เป็นไงครับ ครบทั้ง 10 ข้อ จะเห็นว่า ไม่ง่ายเลยที่จะหาหุ้นที่เข้าเงื่อนไขครบทุกข้อ แต่จากที่เราเห็นความเขี้ยวลากดินของ Graham ก็ทำให้เราเข้าใจละครับว่า ทำไมเขาถึงเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนโดยเฉพาะยามที่เกิดวิกฤตขึ้น คือ ถ้าเห็นหุ้นเข้าเงื่อนไขครบขนาดนี้แล้วยังไม่ลงทุนเนี่ย แสดงว่า ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจเราไปแล้ว
ฝากแนวคิดสุดท้ายของ Benjamin Graham ไว้ให้อ่านครับ
Basically, price fluctuations have only one significant meaning for the true investor. They provide him with an opportunity to buy wisely when prices fall sharply and to sell wisely when they advance a great deal. At other times he will do better if he forgets about the stock market and pays attention to his dividend returns and to the operating results of his companies.
โดยพื้นฐานแล้ว ความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ บ่งบอกความหมายเพียงอย่างเดียวแก่นักลงทุนตัวจริง ก็คือ โอกาสในการลงทุนหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพในยามที่ราคาร่วงลงอย่างหนัก และเป็นโอกาสขายทำกำไรในยามที่ราคาพุ่งทะยานขึ้นสูง ส่วนเวลาอื่นๆนอกเหนือจากนั้น นักลงทุนควรลืมคำว่าตลาดหุ้น และสนใจเพียงแค่เงินปันผล และกำไรของบริษัทเพียงเท่านั้น
– Benjamin Graham
กองทุนประกันสังคม มีบำนาญด้วย
หลังจากทราบว่า ผู้ประกันตนแต่ละประเภทนั้นได้รับประโยชน์อะไรกันไปในบทความคราวที่แล้ว
ครั้งนี้เรามาดูว่า เงินที่เราจ่ายไปในแต่ละเดือนนั้นได้ไปอยู่ในกองทุนอะไรบ้าง
แล้วใครบ้างที่ช่วยเราในการจ่ายเงินสมทบ สามารถดูได้ตามด้านล่างนี้เลยครับ
เงินสมทบสำหรับผู้ประกันตน มาตรา 33
ที่ได้จ่ายไปจะมีนายจ้างและรัฐบาลเข้ามาช่วยจ่ายเงินเข้าสู่ กองทุน 3 แบบ ครับ คือ
1. กองทุน 4 กรณี
( กรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตายและ คลอดบุตร)
2. กองทุน 2 กรณี
(กรณีสงเคราะห์บุตร และชราภาพ)
3. กองทุน 1 กรณี
(กรณีว่างงาน)
ซึ่งทั้ง 3 กองทุนนี้จะแยกกันบริหารนะครับ
ผู้ประกันตนจะจ่ายในสัดส่วนดังต่อไปนี้ครับ
จ่ายเพื่อรับผลประโยชน์ใน กรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตายและ คลอดบุตร = 1.5 % ของรายได้
จ่ายเพื่อรับผลประโยชน์ใน กรณีสงเคราะห์บุตร และชราภาพ = 3.0 % ของรายได้
จ่ายเพื่อรับผลประโยชน์ใน กรณีว่างงาน = 0.5 % ของรายได้
และสุดท้ายนี้ครับ หลาย ๆ ท่านคงไม่ทราบมาก่อนว่าประกันสังคมที่เราจ่ายไปนั้น จะมีการให้เงิน บำเหน็จ และบำนาญด้วยนะครับ โดยจะคิดคำนวนดังนี้ครับ
ในกรณีที่จ่ายเงินสมทบ น้อยกว่า 180 เดือน จะได้รับเงินบำเหน็จ
โดยแบ่งเป็น 2 กรณีครับ
1. ส่งเงินเข้ากองทุนน้อยกว่า 12 เดือน จะได้รับเงินที่จ่ายเข้ากองทุน (ได้เงินที่เก็บเข้ากองทุนคืนเท่านั้น)
2. ส่งเงินเข้ากองทุนมากกว่า 12 เดือน แต่น้อยกว่า 180 เดือน จะได้รับเงินที่จ่ายเข้ากองทุน + เงินสมทบจากนายจ้าง + เงินผลประโยชน์ที่กองทุนนำเงินสมบไปลงทุนมาแล้วมีกำไรครับ
ในกรณีที่จ่ายเงินสมทบมากกว่าหรือเท่ากับ 180 เดือน ท่านจะได้รับเงินบำนาญ (โอ้ว บ๊ระเจ้า)
1. กรณีเท่ากับ 180 เดือน คำนวนบำนาญโดย ใช้เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คูณด้วย 20 %
2. กรณีมากกว่า 180 เดือน คำนวนบำนาญโดย เงินจากข้อที่ 1 มา รวมกับ เงินส่วนเพิ่มที่จะได้ หลังทำงานมากกว่า 180 เดือน
โดยคิดจาก จำนวนเดือนที่จ่ายเงินเข้ากองทุน-180 เดือน และหารด้วย 12 (ถ้ามีเศษให้ปัดเศษทิ้ง) จากนั้นคูณด้วย 1.5 จะได้เป็น % ส่วนเพิ่ม
และเอาไปรวมกับส่วนของข้อแรกครับ จะได้เป็น % จากเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายครับ นั้นคือบำนาญที่เราจะได้รับครับ
ในกรณีที่จ่ายเงินสมทบมากกว่าหรือเท่ากับ 180 เดือน ท่านจะได้รับเงินบำนาญ (โอ้ว บ๊ระเจ้า)
จะสังเกตเห็นได้ว่าหากเราทำงาน แล้วจำนวนปีนั้น มากขึ้นไปเรื่อย ๆ เราก็จะได้เงินบำนาญมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกันครับ
บางท่านอาจจะคิดว่าเงินที่เราได้นั้น ทำไมช่างเล็กน้อยเหลือเกิน ไม่กี่พันบาทเอง แต่หากท่านลองนึกภาพคนที่ไม่มีโอกาส หรือมีโอกาสน้อยกว่าคนในเมือง เงินเพียงแค่ไม่กี่พันบาทนี่แหละจะเป็นเงินที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นอยู่ได้อย่างสบายเลยนะครับ
แม้แต่คนในเมืองอย่างผม ถ้ายามเกษียณได้รับเงินส่วนนี้มาเพิ่มเป็นบำนาญแล้วละก็ อย่างน้อยก็มีเงินจ่ายค่ามื้อถือ หรือเติมน้ำมันรถได้ทั้งเดือนเลยนะครับ
ครั้งหน้าเรามาดูกันว่า กองทุนนี้จะมีเงินจ่ายบำนาญให้เราเพียงพอหรือไม่ในอีก 30-40 ปีข้างหน้านี้กันนะครับ ^-^
เริ่มทำงานก็เริ่มรวย ตอนครั้งแรกกับการทำงาน
นี่คงเป็นความรู้สึกแรกของนักศึกษาที่ก้าวเท้าออกจากมหาวิทยาลัยพร้อมกับใบปริญญาที่ปลุกปั้นมานานกว่า 4 ปี (หรือบางคนอาจจะนานกว่านั้น) บางคนก็อยากจะตะโกนบอกฟ้าให้ดังทะลุถึงหูพระอินทร์ที่เราเคยเข้าเฝ้าตอนเรียนบ่อยๆ ว่า
“เย่ๆๆๆ ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องท่องหนังสือ ไม่ต้องทำรายงานแล้ว!!!”
มันช่างเป็นอารมณ์ที่โล่งอย่างมาก เพราะเราได้คว้าใบปริญญามาเพื่อให้พ่อแม่ได้ปลื้มปริ่มเรียบร้อยแล้ว…
ว่าแต่…ชีวิตมันจบลงแค่นี้จริงหรือ?
หลายๆ คนคิดแบบนี้ แต่จริงๆ แล้วการเรียนจบในรั้วมหาวิทยาลัยไม่ใช่จุบจบ แต่คือ “จุดเริ่มต้น” สิ่งใหม่ต่างหากล่ะ!
แม้โลกของการเรียนในห้องเรียนจบลงแล้วก็จริง แต่การเรียนรู้โลกกว้างกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งเป็นโลกของ “ชีวิตจริง” ที่ไม่มีเขียนไว้ในตำราเตรียมสอบ หรือคู่มือการเรียนเป็นสเต็ปๆ ว่าเราควรจะทำอะไรก่อนหลัง เพราะโลก “ความเป็นจริง” เป็นโลกที่เราต้องออกแบบชีวิตของตัวเอง และยากกว่าการเรียนจากในตำราหลายเท่า
ถ้าจะแนะนำวิธีเริ่มต้นแบบกำปั้นทุบดินก็อยากจะบอกว่า “ทำอะไรก็ได้ที่อยากจะทำ เดี๋ยวเราจะเจอทางที่ใช่เอง” เราก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน ลองทำดูว่าอะไรที่เราพอทำได้ ก็ลองทำเลย ถ้าทำไม่ได้เราจะค่อยๆปรับจนกระทั่งทำได้ในที่สุด ลองคิดอีกมุมหนึ่ง หากเรามัวแต่ “ฝัน” แต่ไม่เคยลงมือทำ ความฝันมันนั้นก็จะกลายเป็นแค่เรื่อง “เฟ้อฝัน”
ระหว่างที่กำลังตามหาว่าอะไรคือความฝันหรือสิ่งที่ใช่สำหรับชีวิตหากนั่งคิดเฉยๆ อยู่บ้านคงไม่ดีแน่ๆ เพราะเราต่างก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน หากเรียนจบแล้วต้องมาแบมือขอเงินพ่อแม่อยู่ฝ่ายเดียวคงดูไม่น่ารักสักเท่าไร
โลกการทำงานในอุดมคติที่คิดไว้อาจจะแตกต่างกับเรื่องจริงที่เจอ หลายคนอาจจะเจอประมาณนี้
- เรียนเก่งขนาดนี้ทำไมให้เงินเดือนแค่นี้อ่ะ แค่ไม่มีประสบการณ์การทำงานเนี่ยนะ
- งานก็มั่นคงดีนะ แต่ดั๊นไปเจอเพื่อนร่วมงานจอมอู้ ทำให้การทำงานไม่น่ารื่นรมย์สักเท่าไหร่
- เพื่อนรวมงานดีมากๆ ติดอยู่อย่างเดียวเงินเดือนน้อยไปนิสนึง บุพการีไม่ปลื้ม
- รายได้ดี๊ดี เพื่อนร่วมงานสนุกสนานบรรยากาศน่าทำงานสุดๆ แต่งานไม่ท้าทาย ก็ทำให้ชีวิตไร้สีสัน
เมื่อเจอสารพัดปัญหาแบบนี้ สุดท้ายคนเริ่มทำงานก็มาจบที่ความคิดว่า “ต้องลาออก!!” พร้อมกับเหตุผลมากมายเพื่อมาสนับสนุนความคิดนั้น เช่น ลาออกดีกว่า ไม่รู้จะทนไปทำไม ไปหางานอื่นทำดีกว่า สังคมการทำงานน่าจะดีกว่าที่นี่เยอะ ไปหางานที่เงินเดือนสูงเหมาะกับความสามารถของเราทำดีกว่า ไปตามความฝันเป็นศิลปินติ๊สแตก (อันนี้ตัวเราเอง) ไปหาอย่างอื่นที่ทำให้รวยเร็วกว่านี้ดีกว่า ไปเป็นนายตัวเองดีกว่าจะได้ไม่ถูกกดดันจากหัวหน้า ฯลฯ
ช้าก่อน!! ท่านทั้งหลาย การลาออกนั้นไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป เพราะบางครั้งเราอาจจะไปเจอที่ทำงานใหม่ที่ดีกว่าเดิมหรืออาจจะโหดร้ายหรือหนักหนาสาหัสกว่าที่ทำงานเดิมก็ได้ เมื่อเราปรับตัวกับสภาพแวดล้อมไม่ได้ เราก็ต้องหันมาปรับมุมมองตนเองเพื่อหาสิ่งดีๆ ที่อยู่ตรงหน้าแทน
5 ทัศนคติ “สร้างคุณค่า” จากงานที่ “ไม่ชอบ”
1. ความรับผิดชอบ
⇒ เลือกงานไม่ได้เพราะที่บ้านมีภาระต้องเลี้ยงดูหลายชีวิต ซึ่งงานปัจจุบันมีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองและครอบครัวให้อยู่สบาย เมื่อครอบครัวอยู่รอดแล้วเราค่อยหาโอกาสทำตามความฝันของเราได้อย่างหมดห่วง
2. มองหาโอกาส
⇒ มองหาโอกาสว่างานปัจจุบันทำให้เรามีการเติบโตมากหรือน้อยแค่ไหน ถ้ามีโอกาสไปได้อีกไกล เราเพียงขยันทำงานแล้วหมั่นสร้างคุณค่าให้ตัวเองเพื่อไปถึงตำแหน่งงานที่หวังไว้ได้เร็วที่สุด
3. Connection
⇒ งานปัจจุบันทำให้เรารู้จักคนมากขึ้นเพื่อสร้างเป็น Connection ไปต่อยอดธุรกิจในฝันของเราในอนาคต
4. ค้นหา
⇒ การทำงานจะทำให้เราค้นหาตัวเองได้ว่าชอบและไม่ชอบอะไร บางครั้งเราอาจจะได้ทำงานที่รู้สึกไม่ชอบ แต่พอทำนานๆ ไปอาจจะกลายเป็นสิ่งที่เรารักและอยู่กับมันไปตลอดชีวิตก็ได้ หรือหากไม่ชอบงานนั้นจริงๆ ได้กลับมานั่งทบทวนตัวเองเพื่อตามหาสิ่งที่ใช่และชอบต่อไป
5. อย่าหยุดนิ่ง
⇒ สร้างความแตกต่างด้วยการพัฒนาความรู้ สร้างความสามารถให้โดดเด่นกว่าคนอื่น เราเชื่อว่าความรู้เรียนทันกันหมดเพราะศึกษาได้ในโลกออนไลน์ ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้าเรียนรู้ได้ก่อนและเชี่ยวชาญกว่าคนอื่นก็จะได้เปรียบจนเรากลายเป็น “ผู้เลือก” แทนการเป็น “ผู้ถูกเลือก”
การเริ่มต้นทำงานของน้องจบใหม่อาจจะไม่สวยหรูอย่างที่วาดฝันไว้เพราะต้องเจอกับอุปสรรคหลายอย่างที่ไม่เป็นอย่างที่คิดแม้ว่าตอนแรกอาจจะทนไม่ได้ แต่ถ้าเรามองโลกอย่างเข้าใจผู้อื่นแล้ว เราก็จะมีชีวิตการทำงานที่สงบสุข
แนวคิดข้างต้นเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวเพื่อให้ผู้ที่ต้องทนทำงานที่ไม่ชอบได้เห็นมุมมองที่ดีของการทำงาน ซึ่งผู้อ่านควรนำไปปรับใช้กับประสบการณ์ทำงานส่วนตัวเพื่อให้ใช้ชีวิตการทำงานได้อย่างมีความสุขนะจ๊ะ
“ในบางครั้งเราอาจจะต้องทนทำงานที่ไม่ชอบ
เพื่อได้เงินไปทำสิ่งที่ชอบในอนาคต”
7 เทคนิคการออม
วันนี้ออมมันนี่มีเทคนิคการออมเงิน สั้นๆ ง่ายๆ รวยได้ไม่รู้ตัว จาก TSI มาฝากค่ะ
- ออมทีละนิดทีละหน่อย ยิ่งมีเงินน้อย ยิ่งต้องรีบออม อย่ารีรอ
- ออมให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้มีเงินก้อนโตๆ
- สร้าง “บัญชีต้องห้าม” ห้ามถอน ห้ามใช้
- กำหนดตารางการออม ทำจนเป็นกิจวัตร ปฏิบัติจนเป็นนิสัย เช่น ทุกวันจันทร์ ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน
- เปลี่ยนงานอดิเรกให้เป็นเงิน สิ่งที่ชอบทำและมีความสุข ทำให้เกิดรายได้
- ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เพื่อลดการออกจากบ้านไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
- เปรียบเทียบหาผลตอบแทนที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้เงินออมสึกหรอไปเพราะเงินเฟ้อ
สั้นๆ ง่ายๆ ทำได้ทุกคน เริ่มออมตั้งแต่วันนี้กันเถอะค่ะ
10 แนวทางการลงทุนที่มือใหม่ควรศึกษา มือเก่าควรทบทวน
- แนวทางสร้างรายได้ 50,000 บาทต่อเดือนโดยไม่ต้องทำงาน
https://aommoney.wpenginepowered.com/by-tarkawin
- เก็บเงินไว้เฉยๆเท่าไหร่จึงพอใช้ในยามเกษียณ
https://aommoney.wpenginepowered.com/by-tarkawin
- เป็นแค่แม่บ้าน ก็รวยเป็นล้านได้
https://aommoney.wpenginepowered.com/by-tarkawin
- ออมเดือนละ 1,000 มีเงิน 408,711 บาทได้ใน 5 ปี
https://aommoney.wpenginepowered.com/by-tarkawin
- วางแผนชีวิตก่อนหมดไฟ ให้สุขใจทั้งครอบครัว
https://aommoney.wpenginepowered.com/by-tarkawin
- มือใหม่ซื้อกองทุนอย่างไรให้แฮปปี้
https://aommoney.wpenginepowered.com/by-tarkawin
- วิธีการใช้บัตรเครดิตของเศรษฐี
https://aommoney.wpenginepowered.com/by-tarkawin
- ลงทุนในหุ้นฉบับ “มนุษย์เงินเดือน” ทำอย่างไร?
https://aommoney.wpenginepowered.com/by-tarkawin
- หุ้นถูกหุ้นแพง ดูยังไง?
https://aommoney.wpenginepowered.com/by-tarkawin
- 5 ขั้นตอนง่ายๆของการออมหุ้น
https://aommoney.wpenginepowered.com/by-tarkawin
ลดหย่อนภาษีด้วย LTF
ทุกครั้งที่เป็นเทศกาลจ่ายภาษีก็จะมีทั้งผู้ที่ดีใจได้คืนภาษีที่นั่งร้องเพลงรอรับเช็คอยู่ที่บ้านอย่างสบายอารมณ์ กับผู้ที่ร้องโอดครวญเรื่องตัวเลขที่ต้องเสียภาษีว่าทำไมมันเยอะขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีอะไรช้าเกินที่จะเริ่มต้น เรามาเริ่มวางแผนเสียภาษีให้น้อยลงในปีหน้ากันดีกว่าไหมจ๊ะ เริ่มจากง่ายๆใกล้ตัวเราที่สุด คือ การออมเงิน ซึ่งเป็นการออมเงินในรูปแบบของกองทุนรวมโดยมีการลดหย่อนภาษีเป็นของแถมพิเศษ
LTF (Long Term Equity Fund = กองทุนรวมหุ้นระยะยาว)
เป็นกองทุนรวมที่เหมาะกับผู้ลงทุนระยะปานกลางถึงยาวที่ ต้องการประหยัดภาษีและมีเงินออม โดยปีสุดท้ายที่สามารถซื้อ LTF ได้นั้น คือ ปี 2559
นโยบายการลงทุนของ LTF
- เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไม่ต่ำกว่า 65% ของมูลค่ากองทุน
- สำหรับคนรักความเสี่ยงแนะนำให้ซื้อกองทุนที่ลงทุนในหุ้น 100%
- แต่สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ไม่มากก็จะต้องซื้อกองทุนที่มีสัดส่วนของการลงทุนหุ้นน้อยลงหรือกองที่มีการป้องกันความเสี่ยงจาก TFEX เพื่อลดความผันผวนของตลาดหุ้น
- มีทั้งกองทุนที่ไม่จ่ายปันผลและจ่ายปันผล
LTF ที่มีการจ่ายเงินปันผลมีให้เลือก 2 แบบ คือ
- เลือกให้หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10%
- เลือกไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ใช้วิธีนำเงินปันผลมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ก็ต้องระวังไว้นิดนึงด้วยว่าถ้านำเงินปันผลมารวมเสียภาษีนั้นอาจจะทำให้เราเสียภาษีฐานใหม่ที่เพิ่มขึ้นก็ได้
เคล็ดลับการลงทุน ถ้าเราฐานภาษีเกิน 10% ควรเลือกให้หักภาษี ณ ที่จ่าย
วิธีการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี
- LTF ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15%ของรายได้พึงประเมินแต่ไม่เกิน 500,000 บาทและไม่มีการซื้อขั้นต่ำ
ตัวอย่างวิธีคิด
==> รายได้ทั้งปี 900,000 บาท ซื้อได้สูงสุดห้ามเกิน 135,000 บาท (900,000 x 15%)
==> แต่ถ้ารายได้ 4,000,000 บาท แม้ว่าซื้อได้สูงสุด 600,000 บาท (4,000,000 x 15%) ก็จริง แต่ก็ซื้อได้ไม่เกิน 500,000 บาท ถ้าซื้อเกินกว่านี้จะผิดกฏแล้วจะมีผลตอนขายกองทุนนะจ๊ะ
- อยากลดหย่อนภาษีปีไหนก็ซื้อกองทุนปีนั้น ไม่จำเป็นต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี
- ถ้าลงทุนมาไม่ถึง 5 ปีแล้วบังเอิญเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ(ต้องได้รับการยืนยันจากแพทย์เท่านั้น) สามารถขายกองทุนได้โดยไม่ผิดเงื่อนไข
- LTF ที่ซื้อมาครบ 5 ปีจะขายได้และไม่ต้องนำกำไรจากการขาย(Capital gain) มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงิน แต่ถ้าครบกำหนด 5 ปีแล้วไม่ขายก็ไม่เป็นไร ถือลงทุนระยะยาวได้
- วิธีนับจำนวนปีของ LTF จะนับตามปีปฏิทินตั้งแต่ปีแรกที่ซื้อ เราจะซื้อช่วงต้นปี กลางปี หรือปลายปีก็นับเป็น 1 ปี
ใส่ซองทุกเดือน ชีวิตเปลี่ยน
พวกเธอเป็นอย่างนี้กันหรือเปล่า ต้นเดือนเป็นป๋าใช้จ่ายเงินฟู่ฟ่า กลางเดือนประหยัดกัดก้อนเกลือกิน
จะบอกว่า…จากนี้ไปแค่ใส่ซองชีวิตก็เปลี่ยนได้นะ
เป็นกันบ้างไหมช่วงสิ้นเดือนที่เงินเดือนเพิ่งออก จะรู้สึกว่ามีเงินเหลือเยอะจริงๆ เอาไปใช้อะไรดี อยากกินอยากซื้ออยากจ่ายไปซะทุกอย่าง ร้านอาหารดีๆ ร้านกาแฟเก๋ๆ ก็ไปกินไปนั่งไปซ็อป ก็มีเงินแล้วนิ อะไรที่ไม่ได้กินไม่ได้ใช้เมื่อกลางเดือน ก็ลุยให้เต็มที่ตอนสิ้นเดือนต้นเดือนนี่แหละ และส่วนใหญ่ก็จะใช้เงินเพลินทุกที…แล้วพอผ่านไปสัก 2 สัปดาห์ เงินเริ่มขาดมือ กลางเดือนเลยต้อง ประหยัดอดออมด้วยความจำเป็น แล้วพอสิ้นเดือนวงจรเดิมๆ ก็กลับมาใหม่
วันนี้มีเคล็ดลับง่ายๆ มาฝาก สำหรับบริหารเงินให้ใช้จ่ายสบายๆ ไปทั้งเดือน
แรงบันดาลใจที่มาเขียนเรื่องวันนี้เพราะว่า เห็นซองที่เอาไว้ใส่เงินซึ่งคนที่บ้านทำไว้ ก็เลยเอามาเรียงถ่ายรูปแล้วนึกอยากเอามาเล่าแชร์ไอเดียให้เพื่อนๆ ฟังกัน หลักคิดง่ายๆ ของเทคนิคนี้ คือ
1. กำหนดว่าสิ่งใดคือ สิ่งที่รักสิ่งที่ชอบหรือสิ่งที่จำเป็นอยากจะทำ
บางคนมีลูกก็ต้องใช้จ่ายเรื่องลูก บางคนต้องให้เงินเลี้ยงดูพ่อแม่ บางคนชอบสังคมก็ต้องไปกินกับเพื่อน บางคนรักสุขภาพ บางคนชอบท่องเที่ยว ชีวิตจะมีความหมายถ้าเราได้ทำสิ่งที่เรารักเราชอบทำแล้วมีความสุข
2. กำหนดจำนวนเงินที่เหมาะสม
การได้ทำในสิ่งที่รักเป็นเรื่องดีแต่ไม่ใช่ว่าทุ่มเต็มที่แบบไม่วางแผน ดังนั้น ควรจะกำหนดจำนวนเงินให้เหมาะสม กับสถานภาพทางการเงิน ความเหมาะสม ความคุ้มค่า เช่น บางคนชอบกินข้าวนอกบ้าน ชอบกินกาแฟ ชอบซื้อเสื้อผ้า ก็ต้องประเมินตนเองว่า แต่ละเดือนจะใช้เงินกับเรื่องต่างๆ เป็นเงินเท่าใด
3. นำเงินเดือนที่เพิ่งออก มาแยกใส่ซอง
ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะเตรียมเงินเพื่อการกินนอกบ้านสัก 3,000 บาทต่อเดือน การแบ่งเงินแบบนี้จะทำให้ ระหว่างเดือนเราสามารถเห็นว่า เราได้ใช้เงินตามเป้าหมายและอยู่ในจำนวนเงินที่เราวางแผนไว้แล้ว
4. ได้ทำสิ่งที่รักที่ชอบและจำเป็น อย่างครบถ้วนและเหมาะสม
เคยไหมว่าบางเดือนตอนที่เงินหมดเพราะไม่ได้วางแผน ก็ต้องพึ่งมาม่าเป็นอาหาร ขึ้นรถเมล์แทนBTS ใบแจ้งหนี้ก็ขอยกไปจ่ายเดือนหน้า เหตุเกิดเพราะดันกินเที่ยวเพลินเกินตัวไปหน่อย ดังนั้นการแยกเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็จะช่วยให้ไม่ไปเบียดบังเงินที่ต้องใช้ของเป้าหมายอื่นๆ
สัปดาห์หน้าเงินเดือนก็จะออกกันแล้ว เริ่มต้นใส่ซองกันเดือนนี้เลย
แล้วชีวิตเปลี่ยนอย่างไรมาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ^^
พี่เป้ PEFINANCE
