5 วิธีปรับตัว รอดได้ในเศรษฐกิจคับขัน

5 วิธีปรับตัว รอดได้ในเศรษฐกิจคับขัน

 

5 วิธีปรับตัว รอดได้ในเศรษฐกิจคับขัน

 

เศรษฐกิจก็มีขึ้น-ลง ชึ้น-ลง สลับกันไปแบบนี้ตลอดเวลา ในช่วงภาวะเศรษฐกิจดีเงินที่มีก็ใช้ง่ายจ่ายคล่องมือปรื๊ดๆ แต่ถ้าช่วงขาลงก็อาจจะสร้างความลำบากให้กับใครหลายๆ คนที่จะต้องประหยัดมากขึ้น ลดค่าใช้จ่าย ทั้งคนทำงานมีรายได้คงที่จากงานประจำ ไปจนถึงคนเป็นฟรีแลนซ์รับงานอิสระมีรายได้ไม่เท่ากันในแต่ละเดือน มันคงไม่ค่อยดีที่ชีวิตมีความสุขเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจดี แต่เราควรวางแผนทำให้ชีวิตดี๊ดีตลอดเวลา ทั้งในช่วงมีเงินมากและมีเงินน้อยนะจ๊ะ

 

คนที่เคยมีชีวิตลำบากแล้วค่อยๆ สร้างฐานะจนสุขสบายนั้นจะมียารักษาใจตัวเองในช่วงวิกฤต แต่สำหรับบางคนที่เคยกินดีอยู่ดีมาตลอด ก็อาจจะรับไม่ได้ถ้าชีวิตพลิกมาจนอย่างกะทันหันหรือมีหนี้สินล้นพ้นตัวแบบไม่ทันตั้งตัว ซึ่งในช่วงสถานการณ์วิกฤตแบบนี้ก็อาจจะทำให้เราหมดกำลังใจที่จะก้าวผ่านมันไปได้

 

แต่ว่า…ถ้าเราคิดว่า “เราต้องรอด” แล้วจะต้องทำให้ตนเองและครอบครัวผ่านพ้นเรื่องเลวร้ายแบบนี้ไปให้ได้ ความคิดของเราก็จะเริ่มหาคำตอบที่จะมาสนับสนุนว่า “เราต้องรอด” ได้อย่างแน่นอน โดยเริ่มจากการปรับพฤติกรรมบางอย่างเพื่อให้ผ่านช่วงยากลำบากนี้ได้ โดยการบริหารค่าใช้จ่ายของชีวิตให้ลดลง ซึ่งในช่วงแรกๆ เราอาจจะรู้สึกฝืนใจ แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ เมื่อชิน สุดท้ายก็จะกลายเป็นพฤติกรรมใหม่ของเรา

 5 วิธีปรับตัว รอดได้ในเศรษฐกิจคับขัน

5 วิธีปรับตัวให้อยู่รอดในช่วงเศรษฐกิจคับขัน

 

1.ลดกาแฟแค่วันละแก้ว มีเงินเก็บมากขึ้น

กาแฟเป็นหนึ่งค่าใช้จ่ายหลักของคนทำงาน  บางคนเลิกกินกาแฟยากกว่าเลิกกินข้าวเสียอีก ดังนั้นถ้าจะให้เลิกทันทีก็ไม่ได้ร่างกายอาจจะอ่อนเพลีย ง่วงเหงาหาวนอน  หมดเรี่ยวแรงในการทำงาน เมื่อเราเลิกไม่ได้ก็ต้องปรับตัว โดย "ดื่มกาแฟตามรายได้"   ง่ายๆ คือ หากรายได้น้อยก็ชงกาแฟฟรีที่ทำงานหรือเลือกซื้อกาแฟในราคาย่อมเยาแทน  และเมื่อรายได้มากขึ้น ตอนนั้นจะดื่มกาแฟแพงแค่ไหนก็คงไม่ระคายกระเป๋าเท่าไรแล้ว

 

ลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า ถ้านายเอและนางสาวบี มีเงินเดือนคนละ 100 บาท  นายเออยากประหยัดเงินเลยกินกาแฟแก้วละ 10 บาท นายเอจะเหลือเงินเก็บ 90 บาท  ขณะที่นางสาวบี ติดใจกาแฟแก้วละ 60 บาท ขาดไม่ได้จริงๆ นางสาวบีก็จะเหลือเงินเก็บไว้สำหรับใช้จ่ายต่อเดือนแค่ 40 บาท ปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายโดยเลือกปรับจาก “สิ่งที่เราทำได้” ก่อน เมื่อทำได้จริงๆ แล้ว เราจะมีกำลังใจปรับเรื่องที่ยากในชีวิตเราอีกเยอะเลย

 

2.ลดค่าใช้จ่ายในค่าเดินทาง

เพราะ “ความจำเป็น” ของแต่ละคนไม่เท่ากัน  บางคนทำอาชีพเป็นเซลส์ขายของต้องขับรถไปหาลูกค้าเพื่อขายงาน หรือสินค้า การขับรถก็เป็นสิ่งจำเป็นเพราะถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำมาหากิน วิธีการปรับอาจจะปรับจากถ้าแต่เดิมขับรถโดยใช้น้ำมัน ก็เปลี่ยนมาใช้รถแก๊ส หรือศึกษาเส้นทางในการเดินทางมากขึ้นเพื่อประหยัดเวลาและค่าเชื้อเพลิงของรถ แต่ถ้าเป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ในออฟฟิศ นั่งๆ ลุกๆ อยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ แล้วที่พักก็อยู่ใกล้ ลองเปลี่ยนมาโดยสารรถสาธารณะดู ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีค่ะ

 

3.ช้อปปิ้งอย่างมีสติ

สำหรับสาวๆ ที่หลงรักการช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ อาทิตย์ไหนไม่ได้ไปเดินตากแอร์กรีดกรายจะอึดอัดและเหมือนไม่ได้รีแลกซ์ วันนี้มีเคล็ดลับการ “ช้อปปิ้งอย่างมีสติ” มาฝากกัน

 

การเดินเที่ยวช้อปปิ้งละลายทรัพย์ทุกวัน อาจจะส่งผลต่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวได้ บางคนไม่มีเงินเก็บ ใช้เดือนชนเดือน บางคนเป็นหนี้สินเพราะรูดซื้อเสื้อผ้าไปเยอะ

 

–          ลดการช้อปปิ้งลง โดยปรับจากไลฟ์สไตล์ที่เราเป็น ถ้าช้อปปิ้งทุกวันหลังเลิกงาน ก็ตั้งเป้าหมายใหม่ ว่าเป็นทุกวันเสาร์ ในงบประมาณ XXX เท่านั้น!  ถ้าช้อปปิ้งเพื่อความเครียด อาจต้องหากิจกรรมที่ทำแล้วคลายความเครียด เช่น ไปออกกำลังกายในสวนสาธารณะ ไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อน หรือไปดูหนังเรื่องที่ชอบในวันที่มีโปรโมชั่นพิเศษ ฯลฯ

 

–          อดทนรอโอกาสพิเศษ “โอกาสพิเศษที่จะได้ส่วนลด” เช่น มิดเยียร์เซลส์ หรือ โปรโมชั่นของแบรนด์ต่างๆ เพราะช่วงนี้เราจะได้ส่วนลดเป็นพิเศษและคุ้มค่ากว่า หรือ “โอกาสพิเศษของตัวเราเอง” เช่น วันเกิด วันครบรอบแต่งงาน ก็จะซื้อเสื้อผ้า 1 ชุดเพื่อเป็นของขวัญให้ตัวเอง

 

4.ปาร์ตี้ที่บ้านก็สนุกได้

หลายคนอาจจะเคยชินกับการเลี้ยงฉลองความสำเร็จกับการทานอาหารนอกบ้าน เดินไปถึงร้านสั่งอาหาร นั่งชมวิวสวยๆ พร้อมกับใช้มือถือแชทกับเพื่อน ทานอิ่มก็ไปต่อร้านอื่นส่งท้ายก่อนกลับบ้าน เราน่าจะลองปรับวิธีเลี้ยงฉลองความสำเร็จมาอยู่ในบ้านอันแสนอบอุ่นของเรา เพราะความสุขใดๆ ก็ไม่เท่าอยู่บ้าน ถ้าเรามาจัดงานที่บ้านก็จะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ทุกคนช่วยกันจัดสถานที่ ทำกับข้าว จัดเรียงอาหาร แล้วมานั่งคุยกันในบรรยากาศสบายๆ ทั้งประหยัดเงินและได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่เรารักด้วย

 

5.หารค่าขนมและค่าอาหารกับเพื่อน

น่าแปลกที่ขนมแบบเดียวกัน นั่งกินขนมคนเดียวมันเหงาจับใจ แต่พอมีเพื่อนมาแย่งเพื่อนกินกลับอร่อยขึ้นมาอย่างน่าประหลาด มันเป็นความสนุกที่เงินหาซื้อไม่ได้ อีกประเด็นที่สำคัญ คือ ทำให้เราประหยัดและได้ทานของหลายอย่างด้วย

 

ไม่ว่าเศรษฐกิจจะวิกฤตเช่นไร สาวออฟฟิศอย่างเราๆ ก็สามารถมีชัยและอยู่รอดอย่างสวยๆ ด้วยการปรับตัวและไลฟ์สไตล์ให้เข้ากับรายได้ที่มี นี่เป็น 5 วิธีปรับตัวง่ายๆ ที่ทำได้จริง และสามารถสร้างความสุขให้เราได้ทุกๆ วันค่ะ

 

 

 

แฉเคล็ดลับสุดทึ่ง!! ตรรกะพิเศษ 3 ข้อที่ทำให้คนไทยไปไม่ถึงฝันสักที (ไม่มีคลิป)

สวัสดีครับ วันนี้ผมนายเกรย์แมนแห่งออมมันนี่เจ้าของเพจดีๆที่มีชื่อว่า Mr.GraymanV2 จะมาตีแผ่เคล็ดลับดีๆสำหรับคนที่อยากมีเงินล้าน อยากลดน้ำหนักแบบทันใจ และประสบความสำเร็จในชีวิตแบบไวสุดกู่ร้องประคองโลกมาฝากกันครับ!!!

ผมรู้นะครับว่า พวกคุณคงกำลังสงสัยกันใช่ไหมครับว่า มันจะเป็นไปได้ยังไง ใครมันจะมีเงินล้าน น้ำหนักลด และประสบความสำเร็จในชีวิตพร้อมๆกันได้เล่า ปัดโธ่!!!!! นี่มันคลิกหลอกให้คนอยากรู้แล้วอ่านดูสิเนี่ยยย

แต่ไม่ใช่ครับ นี่ไม่ใช่คลิกหลอกลวงแต่อย่างใด พี่เกรย์ขอบอกอย่างสุดใจให้ฟังเลยว่า คุณทำได้อย่างแน่นอน!! ขอเพียงลด ละ เลิกนิสัยง่าวๆ 3 ข้อดังต่อไปนี้ครับผมครับ!!!

1) เลิกต้องการอะไรแบบเร็วๆ ด่วนๆ

พี่เกรย์อยากให้ #คิดสิคิด ก่อนสักกะนิดนะครับว่า วิธีรวยเร็วๆ ทำได้จริงๆ และ มันดีต่อชีวิตเรานั้นมีไหม วิธีลดน้ำหนักแบบผอมไวๆโดยไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตมีจริงหรือ อ้อ .. อย่าให้พูดถึงวิธีประสบความสำเร็จเลยครับ ถ้ามันมีวิธีที่ง่าย เร็ว และสะดวกขนาดนั้น ป่านนี้เราคงไม่เห็นคนจนในประเทศนี้ คนขี้แพ้ที่ตามหาไอดอลแรงบันดาลใจ และที่สำคัญเราคงไม่เห็นคนโง่เชื่ออะไรง่ายๆแบบนี้ด้วยครับ!!

2) เลิกนิสัยง่ายๆ “อยากได้ แต่ไม่อยากทำ”

พี่เกรย์เห็นหลายคนบ่นว่าอยากได้ แต่ไม่เคยลงมือทำอะไร พร้อมกับบ่นตีโพยตีพายว่ามัน เช่น อยากรวยแต่ไม่อยากเริ่มต้นวางแผนการเงิน อยากได้ความรู้แต่ไม่คิดจะขวนขวายเพื่อให้ได้มา อยากผอมแต่ไม่คุมอาหารและไม่ออกกำลังกาย อยากประสบความสำเร็จแต่ไม่ยอมพยายามสร้างมันมาด้วยความยากลำบากของตัวเอง

ดูปากพี่เกรย์นะครับว่า …
ถ้าอยากได้อะไร ต้องลงมือทำ
อย่าฝันไปวันๆว่าจะสำเร็จนะครับนะ

3) เลิกเข้าใจผิดเรื่อง “ความเสี่ยงสูงกับผลตอบแทนสูง”  สักที

ความเสี่ยงสูงย่อมมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงเท่านั้น มันไม่ได้แปลว่าถ้าคุณกล้าเสี่ยงแล้วจะได้รับผลตอบแทนสูงเสมอไปนะครับ พี่เกรย์เห็นหลายคนครับผมครับ อยากจะรวยไวๆ อยากมีเงินเร็วๆเป็นถุงเป็นถัง เลยปล่อยตัวปล่อยใจให้ทำอะไรก็ได้ที่มันคิดว่าจะได้เงินกลับมาเร็วๆ โดยไม่สนใจเลยว่า สิ่งที่เราทำนั้นเสี่ยงแค่ไหน เสี่ยงอะไรบ้าง และเราจะต้องแลกมาด้วยอะไร อย่างน้อยถ้ามีเวลาใช้สมองตรึกตรองมองดูบ้างนะครับว่า “ใครมันจะบ้าสร้างอะไรง่ายๆมาหลอกควาย เอ้ย หลอกเราให้สบายได้จริง”

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ พวกคุณหลายคนต้องกำลังอยากจะด่า หัวข้อ “แฉเคล็ดลับสุดทึ่ง!! ของพี่เกรย์ ว่า “ไอ้ห่าน มึงเขียนหัวข้อแล้วไม่บอกวิธีการอะไรทั้งนั้นได้ไงวะ” พี่เกรย์ขอน้อมรับว่าบอกไปแล้วครับ แต่คุณจะคิดได้ไม่ได้นั้นมันก็อยู่ที่มันสมองของคุณนั่นแหละครับ ถ้าอยากเป็นเหยื่อหลอกลวงของเขาก็ทำมันต่อไป ก็แค่นั้น #เบะปากเบาๆ

สุดท้ายนี้ พี่เกรย์อยากจะบอกพวกคุณว่า “วิธีที่ดีที่สุดในการประสบความสำเร็จทุกเรื่องไวๆ นั่นคือ หยุดทำสามข้อนี้ให้ไวกว่า” และที่พวกคุณคลิกเข้ามาอ่านกันง่ายๆ เพราะในใจพวกคุณก็อยากรู้ใช่ไหมครับว่า “มันมีอะไร มันมีวิธีจริงๆไหม ต่อให้โดนหลอกก็ไม่เสียหาย” แต่นั่นแหละครับคือบททดสอบว่า “ในใจลึกๆคุณก็อยากจะได้อะไรง่ายๆ แบบนี้อยู่” ซึ่งมันไม่ผิดหรอกครับ เพราะนี่มันคือบทความธรรมดา ต่อให้อย่างมากคุณก็เสียเวลาแล้วด่าคนเขียนว่า “ไอ้ควาย” แล้วก็จบไป

แต่สำหรับการลงทุน และการใช้ชีวิต ขอเตือนไว้สักนิดว่า คุณจะคิดว่ามันง่ายแบบนี้ไม่ได้นะครับ เพราะสุดท้ายคนที่จะถูกด่าว่าควายคือตัวคุณเองนั่นแหละจ้า ส่วนวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีฮี้ฮ่าาาา ครับผมครับ

5 ขั้นตอนวางแผนซื้อ LTF และ RMF สำหรับปี 2015

Cover_11-01

 

บทความ "เคล็ดลับภาษี" ตอนนี้ ขอแนะนำสำหรับคนที่เพิ่งได้รับเช็คคืนภาษี, เงินโบนัส หรือคนที่ยังไม่ได้วางแผนจัดสรรการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีของตัวเองในปี 2015 นี้ หรือคนที่สนใจเรื่องการลงทุนครับ  (สรุปคือแนะนำทุกคน  - -") กับบทความตอนใหม่ล่าสุดที่มีชื่อว่า 5 ขั้นตอนวางแผนซื้อ LTF และ RMF สำหรับปี 2015 ตลอดทั้งปี โดยนายหนอม @TAXBugnoms เจ้าเก่าคร้าบบบ

 

ลำดับแรก.. ก่อนที่เราจะลงลึกถึงรายละเอียดและขั้นตอนในแต่ละขั้นตอนนั้น ผมขอทบทวนวิธีการลงทุน เงื่อนไข และสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุน LTF และ RMF ให้ฟังอีกสักครั้งนะครับ

 

LTF คือ “Long Term Equity Fund” หรือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก และเหมาะสำหรับคนทุกกลุ่มที่ต้องการลงทุนในหุ้นระยะยาว แต่อาจไม่มีความชำนาญเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น หรือไม่มีเวลาติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด

 

RMF คือ “Retirement Mutual Fund” หรือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท โดยมีวัตถุประสงค์ส่งเสริมให้เกิดการออมเงินระยะยาวเพื่อการเกษียณ เรียกได้ว่าคล้ายๆ กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) (Government Pension Fund) นั่นเองครับ และเหมาะสำหรับคนทุกกลุ่มที่ต้องการออมเงินเพื่อวัยเกษียณนั่นเองครับ

 

ซึ่งทั้งสองกองทุนนี้ให้สิทธิพิเศษในการนำเงินลงทุนในแต่ละปีมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งกฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีไว้ดังนี้ครับ

 

จำนวนเงินที่ซื้อได้เพื่อลดหย่อนภาษี

  • LTF  คือ ซื้อได้สูงสุด 15% ของรายได้และไม่เกิน 500,000 บาท
  • RMF คือ ซื้อได้สูงสุด 15% ของรายได้และไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับจำนวนเงินที่สมทบเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ ประกันแบบบำนาญ

 

เงื่อนไขในการซื้อ

  • LTF นั้นเมื่อซื้อแล้วต้อง ถือไว้อย่างน้อย 5 ปี (ปฎิทิน) จึงจะสามารถขายได้โดยไม่ผิดเงื่อนไข
  • ส่วน RMF นั้นมีเงื่อนไขว่า ต้องซื้อติดต่อกันทุกปี โดยซื้อรวมกันทั้งปีแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 3% ของรายได้หรือ 5,000 บาท นอกจากนั้นยังต้องถือไว้เกินกว่า 5 ปี และมีอายุเกิน 55 ปี ถึงจะสามารถขายได้ครับ

 

ทีนี้เรามาดูกันต่อดีกว่าครับว่า 5 ขั้นตอนวางแผนซื้อ LTF และ RMF สำหรับปี 2015 นั้นมีอะไรบ้าง

 

1. ดูฐานภาษี

เริ่มต้นคำนวณก่อนว่า เงินได้สุทธิ ของตัวเรานั้นอยู่ในฐานภาษีไหนตามอัตราภาษีเงินได้แบบก้าวหน้า เพื่อที่จะได้วางแผนการซื้อ LTF และ RMF ได้อย่างถูกต้องครับ

 

เงินได้สุทธิมาจากไหน
เงินได้สุทธิ = รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน

 

ยกตัวอย่างเช่น นายเกรย์แมนเป็นมนุษย์เงินเดือนโสดสนิทมีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน เมื่อคำนวณเงินได้สุทธิตามวิธีด้านล่างแล้ว นายเกรย์แมนมีเงินได้สุทธิจำนวน 510,000 บาทซึ่งตกอยู่ในภาษีฐานที่ 15%

 

เงินได้สุทธินายเกรย์แมน (ทั้งปี) คำนวณได้ดังนี้
510,000 = 600,000 – 60,000 – 30,000

 

หมายเหตุ

  1. รายได้ทั้งปี มาจาก 50,000 x 12 เดือน
  2. รายได้เงินเดือน สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 40% ของรายได้แต่สูงสุด 60,000 บาท
  3. ค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท อ่านบทความค่าลดหย่อนเพิ่มเติมได้ที่  14 รายการลดหย่อนภาษี

 

GMA

 

ทีนี้นายเกรย์แมนมีทางเลือกที่ควรทำคือ …

  • เลือกลดภาษีฐานสูงสุด เลือกซื้อ LTF หรือ RMF 10,000 บาท เพื่อประหยัดภาษีในฐานสูงสุด ทั้งหมด 1,500 บาท (15%)
  • เลือกลดภาษีฐานสูงสุด + ตามที่ไหว ซื้อ LTF หรือ RMF 10,000 บาท และเพิ่มเติมด้วยจำนวนเงินที่ซื้อไหว
  • เลือกลดภาษีจำนวนมากที่สุด ซื้อ LTF และ RMF 90,000 บาท (รวม 180,000) เพื่อประหยัดภาษีไปทั้งหมด 1,500 บาท (15%) + 17,000 (10%) = 18,500 บาท

 

โดยการซื้อควรจะซื้อให้ครบฐานที่สูงสุดก่อนเพื่อประหยัดภาษีครับ ซึ่งในที่นี้คือ 10,000 บาท ส่วนสาเหตุที่กำหนดข้อนี้เป็นข้อแรกก็เพราะว่า ถ้าหากไม่คำนวณภาษีก่อน บางคนอาจจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองไม่ต้องเสียภาษี ดังนั้นไม่มีความจำเป็นที่ต้องซื้อ LTF และ RMF แต่แนะนำให้ซื้อในกองทุนรวมปกติจะดีกว่า

 

2. มีแผนลงทุน

คำว่า "มีแผนลงทุน" เลือกประเภทการลงทุน และประเภทกองทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง โดยคำว่าเหมาะสมนั้นหมายถึง มีความเสี่ยงที่เรายอมรับได้อย่างเหมาะสมครับ

 

หลังจากนั้นก็ดูว่าตัวเองชอบลงทุนแบบไหน และมีเป้าหมายในการลงทุนอย่างไรบ้าง เช่น ชอบลงทุนในระยะกลาง (5 ปี) หรือ จะวางแผนเกษียณ ต่อด้วยการเลือกนโยบายการลงทุนของแต่ละกองทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายของตัวเองครับ

 

ยกตัวอย่างเช่น บางคนไม่ชอบความเสี่ยงสูงเกินไปนัก ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนกองทุนรวม LTF ที่เน้นลงทุนในตลาดหุ้นเป็นหลัก หรืออาจจะเลือกลงทุนในกองทุนรวม LTF ประเภท 70/30 ที่มีการกระจายบางส่วนไปลงทุนในตราสารหนี้ หรือถ้ากลัวมากกว่านั้น อาจจะไปลงทุนในกองทุน RMF ประเภทอื่นๆแทนที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า แต่ก็ต้องยอมรับผลตอบแทนที่น้อยลงมาด้วยนะครับ

 

สำหรับคนที่ยังไม่มีเป้าหมายในการลงทุน หรืออยากรู้ว่ากองทุนไหนดีและเหมาะสมกับเรา ลองดูรายละเอียดกองทุนที่ทางเพื่อนรักของผม หมอนัท ได้คัดสรรมาให้แฟนๆออมมันนี่โดยเฉพาะครับกับบทความนี้ครับ 10 กองทุนน่าสะสม LTF และ RMF ส่งท้ายปี 2014

 

3. หมุนเงินให้เป็น

การเลือกช่วงเวลาลงทุนที่ถูกต้องสำหรับแต่ละคนนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการครับ แต่โดยส่วนตัวแผนการลงทุนที่ผมมักจะแนะนำคือ การทยอยซื้อเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยซื้อทุกครั้งในอัตราส่วนที่ต้องการ เช่น 10% ของรายได้ (สูงสุดไม่ควรเกิน 15%) ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะมากสำหรับทั้งมนุษย์เงินเดือนหรือฟรีแลนซ์ที่มีรายได้ไม่แน่นอนครับ

 

4. เห็นเงื่อนไขชัด

เมื่อผ่านขั้นตอนที่ 1-3 ไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เราต้องไม่ลืมเช็คเงื่อนไขของการลงทุนให้ชัดเจนนะครับ และผมเน้นย้ำเสมอว่าหลักการลงทุนที่ดีของ LTF และ RMF ก็คือ อย่าซื้อเกิน และ อย่าขายก่อน มิฉะนั้นจะมีปัญหาและความวุ่นวายตามมาอย่างแน่นอนครับ

 

เพราะบางครั้งสิทธิลดหย่อนที่น้อยลงไปหน่อย
อาจจะคุ้มกว่าเงินเ&#x

17/27 วิธีคิดของการกระจายความเสี่ยง [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

คุณว่าการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนมีความเสี่ยงไหม?

บางคนอาจจะบอกว่า ไม่มีหรอก ออฟฟิศไม่มีนโยบายไล่คนออก แล้วเราก็ทำงานดี ยังไงเขาก็คงต้องจ้างเราไว้อยู่ต่อแน่ๆ

บางคนก็อาจจะบอกว่าก็อาจจะมีความเสี่ยงนะ เพราะบริษัทที่จ้างเราก็ทำธุรกิจ ความไม่แน่นอนมันก็มี ถ้าธุรกิจขาดทุนก็ต้องไล่คนออก

ไม่ว่าเหตุผลของเราจะมองในแง่มุมไหนก็ตาม แต่เรื่องทั้งหมดสามารถเกิดได้เสมอครับ เราอาจจะทำงานไปจนเกษียณได้หรือในระหว่างทางบริษัทอาจจะต้องปิดกิจการลงก็ได้ โลกเราล้วนมีความเสี่ยงเสมอๆเลยครับ การเตรียมพร้อมเพื่อรับความเสี่ยงด้วยการสร้างความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือนอย่างเราก็อาจจะไม่ต้องรอจนถึงวันเกษียณหรอก เริ่มสร้างกันตอนนี้เลยดีกว่า ด้วยเป้าหมายของเราก็คือ “จะต้องมีแหล่งรายได้มากกว่า 1 อย่าง” เวลาเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจากการทำงาน เราจะได้มีเงินส่วนอื่นเข้ามาใช้จ่ายได้อย่างไม่ลำบากครับ

ว่าแต่การสร้างแหล่งรายได้มากกว่า 1 อย่างนั้นสามารถทำได้อย่างไร?

บางคนอาจจะนึกถึงอาชีพเสริม รับจ็อบวันเสาร์อาทิตย์ เช่น การสอนพิเศษ การทำงานอิสระส่วนตัวในช่วงวันว่าง อันนี้ก็เป็นช่องทางการหารายได้หนึ่งที่เราทำได้ ด้วยการใช้กำลังกายและเวลาที่มีอยู่ แต่ในขณะที่เดียวกันถ้าเรามีเงินนิ่งๆอยู่ในบัญชี เราก็สามารถนำมันไปสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นได้เช่นกัน เช่น การเอาเงินออมของเราไปซื้อหุ้น กองทุนรวม สลากออมสิน อสังหาริมทรัพย์ การสร้างความมั่งคั่งลักษณะนี้เริ่มต้นง่ายๆจากการใช้เงินออมของเราเท่านั้น ซึ่งในภาษาของบรรดาเศรษฐีที่เขาพูดกันก็คือ “การใช้เงินต่อเงิน” แต่อย่างไงก็ตามการลงทุนก็เป็นสิ่งที่เป็นความเสี่ยง ลงทุนไปแล้วอาจจะกำไรก็ได้ ขาดทุนก็ได้ เราเองก็จะต้องมีการกระจายความเสี่ยงของรายได้ที่มาจากการลงทุนเช่นกัน โดยส่วนใหญ่ผมจะกระจายการลงทุนเป็น 2 ระดับ

การกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนหลายๆแบบ

การวางไข่ต้องวางหลายๆตระกร้า หากตระกร้าหนึ่งเสียหายมันก็จะกำจัดความเสี่ยง ทำให้ไข่แตกไปบางส่วน แต่ถ้าเราไว้ในตระกร้าเดียวกันหมด ไข่อาจจะแตกทั้งตระกร้าก็ได้นะครับ การลงทุนเองก็ต้องลงทุนหลายๆแบบตามความเสี่ยงที่เรามี โดยการแบ่งเงินออมของเราออกมาและกำหนดสัดส่วนการลงทุนว่า จะเอาไปลงทุนในทรัพย์สินปประเภทไหนบ้าง ในสัดส่วนอย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น น้องเกรย์แมน อายุ 24 ปี ยังไม่มีภาระความเสี่ยงมาก ไม่มีค่าใช้จ่ายเยอะในเรื่องของครอบครัว มีเงินออมต่อเดือน 9,000 บาท เขาก็อาจจะนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงได้ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด อาจจะแบ่งเงินมาลงกองทุนรวมตราสารหนี้บ้าง สลากออมสินบ้าง เขาอาจจะแบ่งสัดส่วนการลงทุนเป็น ลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี 5,000 บาท ลงทุนในสลากออมสิน 2,000 บาท และกองทุนรวมตราสารหนี้ 2,000 บาท 

แน่นอนครับว่าการลงทุนด้วยการกระจายความเสี่ยงแบบนี้มีผลดีต่อการลงทุนในระยะยาวของน้องเกรย์แมนได้ หากในปีไหนหุ้นเกิดตกลงมาและทำให้ผลตอบแทนในการลงทุนหุ้นในปีนั้นๆดูไม่ดีเลย เขาก็ยังได้ผลตอบแทนที่มาจากการซื้อสลากออมสิน กองทุนรวมตราสารหนี้มาคอยจุนเจือให้ภาพรวมของการลงทุนยังคงมีผลตอบแทนอยู่ ซึ่งแน่นอนว่ามันคงจะดีกว่าการลงทุนในหุ้นอย่างเดียวทั้ง 100% และเงินอาจจะจมไปกับการขาดทุนในหุ้นทั้งหมด

เพราะฉะนั้นแล้วต้องอย่าลืมการกระจายความเสี่ยงการลงทุนไว้ในหลายๆแบบตามความเสี่ยงที่เหมาะสมกับการลงทุนของเรา น้องๆที่พึ่งทำงานรับความเสี่ยงได้มากก็เน้นลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงมากหน่อยเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น เช่น หุ้น 70% กองทุนรวมตราสารหนี้ 30% แต่ถ้าเราอายุมากขึ้นมาหน่อย มีครอบครัวต้องดูแลแล้วอาจจะแบ่งสัดส่วนให้ลงทุนในความเสี่ยงไม่มาก เช่น หุ้น 50% กองทุนรวมตราสารหนี้ 50% แต่ถ้าเราอายุมากแล้วก็ต้องลดสัดส่วนการลงทุนลงมาอีก เช่น หุ้น 10% กองทุนรวมตราสารหนี้ 90%

ก็อาจจะลองดูหลายๆแบบนะครับ ไม่ว่าจะลงทุนใน ทีดิน อสังหาริมทรัพย์ ตราสารหนี้ หุ้น ทองคำ แต่ละอย่างมีข้อดีและข้อเสียต่างกัน ต้องวิเคราะห์และสร้างพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสมครับ

การกระจายความเสี่ยงของการลงทุนประเภทเดียวกันไว้หลายๆจุด

นอกจากการจัดพอร์ตการลงทุนด้วยการแบ่งสัดส่วนของพอร์ตให้ลงทุนในทรัพย์สินหลายๆประเภทแล้ว ภายใต้ประเภททรัพย์สินเดียวกันเราเองก็คงต้องบริหารความเสี่ยงเช่นกันนะครับ กล่าวคือ หากเราคิดว่าเราจะนำเงินมาลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี 5,000 บาท หลายๆคนก็มักจะมีคำถามว่า จะลงหุ้นตัวไหนดีและลงซักกี่ตัว ซึ่งผมเองก็มักจะให้คำตอบว่าเราควรจะต้องศึกษาก่อนว่าจะลงทุนในหุ้นตัวไหนและแต่ละตัวมีความเสี่ยงต่างกันอย่างไร แล้วสุดท้ายเราก็อาจจะลงทุนในหุ้นมากกว่า 1 ตัวเพื่อกระจายความเสี่ยง ในกรณีของน้องเกรย์แมนอาจจะแบ่งการลงทุนเป็น หุ้น A 2,500 บาท หุ้น B 2,500 บาท หรืออาจจะมองว่าลงทุนในหุ้นซัก 3 บริษัทเลยดีกว่า เป็น หุ้น A 1,500 บาท หุ้น B 1,500 บาท และหุ้น C 1,500 บาท 

หลายคนถามว่าถ้าเขาพบว่าหุ้น A ให้ผลตอบแทนเยอะที่สุด มากกว่าหุ้น B หุ้น C มากๆ จะลงทุนในหุ้น A อย่างเดียวดีไหม? มันก็ตอบยากนะครับเพราะโลกของเรามีความเสี่ยง บางครั้งแค่การเปลี่ยนเทคโนโลยีก็ทำให้การแข่งขันเปลี่ยนกระทบต่อผลกำไรของบริษัทได้ หรือบางทีอาจจะโชคร้าย บริษัทเกิดไฟไหม้โรงงานหลักลามไปโกดังเก็บของอีก 2 แห่ง ทำให้บริษัทต้องหยุดปรับปรุงกิจการเป็นเดือนๆ เงินที่เราลงทุนไปในหุ้นนั้นอาจจะไม่ได้กำไรกลับมาเลยก็ได้ พบแต่การขาดทุนซึ่งส่งผลให้ความมั่งคั่งเราลดลงได้เช่นกัน

หลักการของการกระจายความเสี่ยงไว้ในหลายๆจุดนั้นนอกจากหุ้นแล้วก็สามารถนำไปใช้ในการลงทุนอย่างอ&

มีงบน้อยแต่อยากเป็นเจ้าของ”คอนโด” ทำไงดี?

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ดูแล้วน่าจะเพียงพอกับประชากรของประเทศ แต่การอยู่อาศัยที่แท้จริงนั้น ประชากรมักกระจุกตัวแน่นในจังหวัดที่มีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต ตัวอย่างเช่นในกรุงเทพมีคนอาศัยอยู่หลายสิบล้านคนและตัวเลขคนอยู่อาศัยก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่พื้นที่กลับมีอยู่เท่าเดิม โดยเฉพาะกรุงเทพชั้นในเปรียบเสมือนไข่แดง ใครๆ ก็อยากเข้ามาอยู่อาศัยกัน ราคาที่อยู่อาศัยจึงมีแนวโน้มแพงขึ้นทุกปี และแพงลดหลั่นกันไปขึ้นอยู่กับว่าอยู่ส่วนไหนของเมือง


งบประมาณคร่าวๆ สำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ในเขตกรุงเทพ

มีดังนี้ครับ 

  • คอนโด 1 ห้องนอนขนาด 30 ตารางเมตร กรุงเทพฯชั้นใน ใช้งบอย่างน้อย 3 ล้านบาท 
  • ทาวน์โฮม 3 ชั้น ขนาด 20 ตารางเมตร กรุงเทพฯชั้นกลาง ใช้งบอย่างน้อย 5 ล้านบาท 
  • บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาด 60 ตารางเมตร กรุงเทพฯชั้นนอก ใช้งบอย่างน้อย 7 ล้านบาท

ราคาที่อยู่อาศัยในปัจจุบันแพงกว่าสมัยก่อนมากจนรายได้คนส่วนใหญ่ตามไม่ทัน

ดังนั้นกว่า 80% ของคนซื้อบ้านจึงเลือกกู้ธนาคาร

และกว่า 50% ของคนซื้อบ้านเลือกคอนโด

เพราะคอนโดใช้งบน้อยกว่าบ้านรูปแบบอื่นและได้อยู่อาศัยในกรุงเทพชั้นในด้วยครับ คราวนี้มาดูกันว่าคอนโดราคา 3 ล้านบาท ต้องมีรายได้ต่อเดือนอย่างน้อยเท่าไร

หากไปกดเครื่องคิดเลขการเงินด้วยระยะเวลากู้ 30 ปีแล้วจะพบว่า กรณีไม่มีหนี้สินอย่างอื่นเลยต้องมีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือนขึ้นไปถึงจะกู้ผ่าน

กรณีมีหนี้สินอย่างอื่นด้วยตัวเลขรายได้ก็ต้องมากกว่านี้ครับ


ทางเลือกสำหรับคนที่มีงบจำกัดรายได้น้อยกว่าเกณฑ์ที่จะกู้ผ่านแต่อยากเป็นเจ้าของคอนโด

มีดังนี้ครับ

1.หาซื้อคอนโดต่อจากคนอื่นในราคาถูกกว่าคอนโดเปิดใหม่ในย่านนั้น เช่น ซื้อดาวน์ก่อนโอนตอนตึกใกล้เสร็จ ซื้อคอนโดมือสองที่สภาพยังดีอยู่

2.หาซื้อคอนโดในทำเลรองลงมา เช่น คอนโดอยู่ห่างรถไฟฟ้าออกมาหน่อย คอนโดอยู่ในซอย คอนโดที่ตั้งอยู่กรุงเทพชั้นกลางและชั้นนอก

3.หาคนที่มีรายได้มากู้ร่วมและช่วยกันผ่อน ขอย้ำคนที่มากู้ร่วมต้องมีรายได้เพื่อให้ยอดรวมรายได้สูงขึ้น เช่น พ่อแม่ พี่น้อง แฟนหรือภรรยา

4.หาธนาคารที่ให้กู้ได้เกินอายุ 60 ปีซึ่งบางแห่งกู้ได้ถึงอายุ 70 ปี นั่นหมายถึงระยะเวลากู้เพิ่มขึ้น 10 ปีทำให้ค่างวดชำระรายเดือนน้อยลงโอกาสอนุมัติสูงขึ้น เพราะการพิจารณาสินเชื่อจะดูจากความสามารถในการชำระเงินเป็นหลัก หากมีหนี้สินอย่างอื่นควรทำให้ตัวเลขลดลง

5.เตรียมเก็บเงินมาจ่ายบางส่วนที่เกินวงเงินสามารถกู้ได้ เพราะธนาคารอาจพิจารณาอนุมัติสินเชื่อแต่ไม่ครบจำนวนที่ต้องการก็ต้องใช้เงินเก็บชำระไป คิดในแง่ดีไม่ต้องเป็นหนี้เยอะ ส่วนจำนวนเงินขั้นต่ำที่ควรมีก่อนกู้นั้นรายละเอียดเขียนไว้ในบทความ คอนโดหลักล้าน..เงินเก็บหลักแสน..ก็เป็นเจ้าของคอนโดได้ ครับ

6.ลดขนาดพื้นที่ใช้สอยลง เช่น ขนาดห้องลดจาก 30 ตรม. เหลือ 26 ตรม. ช่วยลดไปได้หลายแสนแต่ต้องคำนึงด้วยว่าอยู่แล้วอึดอัดเกินไปหรือไม่

7.อยู่กับพ่อแม่หรือเช่าอยู่ไปก่อนรอให้เงินพร้อมค่อยซื้อ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีแต่หากตัดสินใจซื้อช้ามากเกินไป ราคาคอนโดแพงขึ้นไปเยอะก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกเสียดายเงิน

จะเห็นได้ว่าทางเลือกมีมากมายทำให้ฝันเป็นเจ้าของคอนโดเป็นจริงขึ้นมาได้ หรืออาจมีทางเลือกอื่นๆ นอกเหนือจากนี้แล้วแต่คุณจะใช้วิธีไหน

ที่สำคัญอยากเตือนว่า “การกู้บ้านได้ ไม่ได้แปลว่าผ่อนบ้านไหว”

ดังนั้นก่อนสร้างหนี้ควรพิจารณาดูว่าคุณสามารถจ่ายค่างวดบ้านรายเดือนได้ในระยะยาวได้แน่นอนแล้วนะครับ     

“คอนโด”หลักล้าน..เงินเก็บหลักแสน..ก็เป็นเจ้าของคอนโดได้!!!

ต้องบอกก่อนเลยว่ากว่าสิบปีที่ผ่านมาราคาคอนโดแพงขึ้นมากเลยครับ จนตอนนี้ราคาต่อตารางเมตรของคอนโดกรุงเทพรอบในทะลุเกินแสนบาทไปมากแล้ว หลายคนคงเสียดายที่ไม่ได้ซื้อไว้ บางคนที่รอซื้อกะว่าฟองสบู่คอนโดแตกคงผิดหวังไปตามๆกันต้องรอกันต่อไป อันที่จริงผมก็เห็นด้วยว่าคอนโดบางทำเลบางโครงการแพงขึ้นมากจริงๆ และบางที่มีจำนวนโครงการล้นความต้องการ (Over Supply) แต่โดยรวมคอนโดก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปีเร็วบ้างช้าบ้างก็ว่ากันไป

อยากเป็นเจ้าของคอนโดจะรอให้เก็บเงินครบ ก็คงไม่ทันราคาแพงขึ้นไปเรื่อยๆ หรือจะรอจนเกิดวิกฤติอีกรอบก็ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ สิ่งที่ควรทำคือ เลือกซื้อคอนโดที่มีราคาต่อตารางเมตรถูกกว่าคอนโดอื่นๆที่อยู่ในทำเลและเกรดเดียวกัน หรือลองพิจารณาคอนโดมือสองที่สภาพยังดูดีซึ่งมีราคาต่อตารางเมตรถูกกว่าคอนโดใหม่เห็นๆ

ส่วนเรื่องเงินที่จะมาซื้อคอนโดควรมีเงินเก็บตนเองส่วนหนึ่งและที่เหลือก็ทำเรื่องขอกู้ธนาคารมาซื้อคอนโด ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรครับเพราะประมาณร้อยละ 80 ของคนซื้อบ้านเค้าก็ใช้วิธีขอกู้ธนาคารกัน มีเพียงคนส่วนน้อยที่ซื้อด้วยเงินสด เนื่องจากโดยทั่วไปดอกเบี้ยบ้านถือเป็นดอกเบี้ยที่ธนาคารให้กู้ถูกที่สุดแล้วเพราะเป็นสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน  ใครอยากรู้เคล็ดลับการขอกู้ให้อนุมัติผ่าน อ่านได้ที่บทความ คอนโดเปิดใหม่แพงจัง…มีงบจำกัดทำไงดี? ครับ

บทความนี้ขอเจาะเฉพาะ

1 )  เงินเก็บที่ควรมีก่อนจะซื้อคอนโด ในความคิดของผมควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 20% ของราคาคอนโด เนื่องจากเงินกู้โดยทั่วไปธนาคารจะปล่อยสูงสุดไม่เกิน 90% ของราคาประเมิน ส่วนที่เหลือต้องใช้เงินเก็บตนเองชำระไป นอกจากนั้นยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกหลายอย่าง อาทิเช่น ค่าพื้นที่เพิ่ม/ลด ค่ากองทุนแรกเข้า ค่าส่วนกลางล่วงหน้า ค่าประกันมิเตอร์น้ำ-ไฟฟ้า ค่าธรรมเนียมโอน ค่าจดจำนอง ฯลฯ และยังต้องใช้เงินในการตกแต่งห้องรวมถึงซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้ามาในห้องอีกด้วย  

2)  หลังจากที่ได้เป็นเจ้าของคอนโดแบบจดจำนองไว้กับธนาคารทำให้ยังคงมีหน้าที่ต้องผ่อนชำระรายเดือนตามสัญญา อาทิเช่น ซื้อคอนโด 2 ล้านบาท ปกติกู้ได้ 90% คือ 1.8 ล้านบาท ดังนั้นควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 20% เท่ากับ 400,000 บาท ไว้ชำระส่วนที่กู้ไม่ได้ 200,000 บาท และชำระค่าใช้จ่ายอื่นๆในวันโอน

หากเงินเก็บยังไม่พร้อมอาจเลือกอยู่กับพ่อแม่หรือเช่าอยู่ไปก่อน เพราะราคาคอนโดเป็นหลักล้านเป็นภาระหนี้สินระยะยาวจึงควรมีความพร้อมทางการเงิน สำหรับคนที่มีคู่ต้องการแยกครอบครัวโดยทั้งสองคนทำงานหาเงินทั้งคู่ก็สามารถใช้วิธีกู้ร่วมซื้อคอนโดได้นะครับ  

ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!!

biztax1

 

สวัสดีครับ วันนี้ @TAXBugnoms กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราวของ ภาษีธุรกิจ หลังจากที่คราวที่แล้วเรารู้จักความสำคัญของการทำบัญชีไปแล้ว (อ่านเพิ่มเติมที่บทความ : 5 ข้อผิดพลาดหากคุณไม่ใส่ใจบัญชีของธุรกิจ ) สำหรับตอนนี้จะมาพูดถึงเรื่องของภาษีธุรกิจอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าของกิจการส่วนใหญ่ที่เป็นนิติบุคคลอย่าง ห้างหุ้นส่วน หรือ บริษัท ทั้งหลายนั้นมักจะละเลยและมองข้ามไป จนทำให้ต้องเสียภาษีมากขึ้นกว่าเดิมครับ 

 

สำหรับความเข้าใจผิดอีกหนึ่งเรื่องที่เจ้าของธุรกิจหลายๆคนมักจะเข้าใจผิด นั่นคือ เรื่องของการที่วางแผนทำให้กิจการของตัวเองนั้น “ขาดทุน” เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียภาษี จนมีคำพูดติดปากที่ชอบบอกกับฝ่ายบัญชีหรือสำนักงานบัญชีว่า  "ไปทำตัวเลขมาให้ธุรกิจขาดทุนซะเลย จะะได้ไม่ต้องเสียภาษีไงละ วะฮะฮะฮ่าาาา" (เอ่อ.. อันนี้คนบ้านะครับ)

 

นี่แหละครับ!!! คือ เรื่องเข้าใจผิดที่เป็นปัญหาอย่างมากในการจัดการภาษีธุรกิจ เพราะว่าการเสียภาษีนั้นไม่ได้เกี่ยวกับ “กำไรหรือขาดทุนทางบัญชี” ที่ธุรกิจได้ทำมา แต่มันเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “กำไรขาดทุนสุทธิทางภาษี” ต่างหากล่ะจ้า

 

เอาล่ะครับ..  เรามาปรับทัศนคติกันใหม่
มาทบทวนกันอีกครั้งนะครับว่า กำไรของธุรกิจมาจากไหน?

 

"กำไรของธุรกิจ" มาจาก  รายได้ หักด้วย ค่าใช้จ่าย ถ้ารายได้มากกว่าก็ถือว่าเป็น "กำไร" แต่ถ้ารายจ่ายมากกว่าก็กลายเป็น “ขาดทุน” หรือจะเขียนเป็นสมการง่ายๆออกมาได้ดังนี้ครับ

 

กำไร(ขาดทุน) = รายได้ – ค่าใช้จ่าย

 

นั่นคือหลักการทั่วไปที่เราเข้าใจกันดีอยู่แล้ว (ถ้าใครไม่เข้าใจตรงนี้ต้องรีบทำความเข้าใจไว้ด้วยนะครับ ถือว่าพรี่หนอมขอร้องเลยล่ะ – -”) โดยหลักการทางบัญชีนั้น เราจะใช้ กำไร (ขาดทุน) สุทธิทางบัญชี คือ กำไรขาดทุนที่มาจาก รายได้ทางบัญชีหักด้วยค่าใช้จ่ายทางบัญชี หรือที่เราเห็นตัวเลขที่แสดงไว้ในงบกำไรขาดทุนนี่เองครับ

 

แต่สำหรับการคำนวณภาษีแล้ว เราไม่ได้สนใจเพียงแค่กำไรขาดทุนทางบัญชีเพียงอย่างเดียว เพราะเราสนใจ กำไร(ขาดทุน) ทางภาษี ต่างหากครับ!! ซึ่งเรียงลำดับมาได้ดังนี้ครับ

 

ภาษีของธุรกิจ = กำไร x อัตราภาษีเงินได้
โดยกำไร = กำไรทางภาษี

ดังนั้น… ถ้าธุรกิจมีขาดทุนทางภาษี
ถึงจะแปลว่าไม่ต้องเสียภาษียังไงล่ะครับ

 

นั่นหมายความว่า!! การที่ธุรกิจของเรามีขาดทุนทางบัญชี มันไม่ได้หมายความว่าธุรกิจของเราจะไม่เสียภาษีนะครับ!!! เพราะกำไรสุทธิทางภาษี ไม่ใช่ กำไรสุทธิทางบัญชี (ขีดเส้นใต้ตรงนี้ไว้สิบห้าเส้นด่วนๆครับ)

 

แล้วกำไร (ขาดทุน) สุทธิทางภาษีคืออะไรกันล่ะ

 

กำไร (ขาดทุน) สุทธิทางภาษี คือ กำไรขาดทุนที่ใช้ในการคำนวณภาษี ซึ่งมาจาก รายได้ทางภาษีหักด้วยค่าใช้จ่ายทางภาษีออกมาเป็นตัวเลขกำไรหรือขาดทุนนั่นเองครับ

 

กำไร(ขาดทุน)ทางภาษี = รายได้ทางภาษี – ค่าใช้จ่ายทางภาษี

และเจ้ากำไร (ขาดทุน) สุทธิทางภาษีนั้น จะมีความแตกต่างกันทั้งหมด 4 รูปแบบดังนี้ครับ

 

1) รายได้ที่ถือเป็นรายได้ทางภาษี คือ รายได้ที่ทางบัญชีไม่ถือเป็นรายได้แต่ต้องถือเป็นรายได้ทางภาษี
2) รายได้ที่ได้รับสิทธิยกเว้น คือ รายได้ที่ทางบัญชีถือเป็นรายได้ แต่ไม่ถือเป็นรายได้ทางภาษี
3) รายจ่ายต้องห้าม คือ รายจ่ายที่ทางบัญชีถือเป็นรายจ่าย แต่ไม่ถือเป็นรายจ่ายทางหลักภาษี
4) รายจ่ายที่หักได้เพิ่มขึ้น คือ รายจ่ายที่ทางภาษีกำหนดให้หักเป็นรายจ่ายได้มากกว่าหลักการบัญชี

 

ซึ่งรายการทั้ง 4 นี้
สามารถเขียนเป็นสมการปรับปรุงกำไรขาดทุนทางบัญชี
ให้เป็นกำไรขาดทุนทางภาษีออกมาดังนี้ครับ

 

กำไร (ขาดทุน) ทางภาษี
กำไร (ขาดทุน) ทางบัญชี + รายได้ที่ให้ถือเป็นรายได้ + รายจ่ายต้องห้ามรายได้ที่ได้รับสิทธิยกเว้นรายจ่ายที่หักได้เพิ่มขึ้น

 

และสิ่งที่ทำให้ธุรกิจหลายๆธุรกิจมีปัญหาเรื่องภาษี ก็เพราะตัวของเจ้าของธุรกิจเองนั้น ไม่รู้เลยว่าการปรับปรุงกำไร(ขาดทุน)ทางบัญชีเป็นกำไร(ขาดทุน)ทางภาษีนั้่นมีขั้นตอนแบบนี้ จึงทำให้ตัวเลขที่ทางบัญชีพยายามทำให้ขาดทุนโดยการเพิ่มรายจ่ายนั้น กลายเป็นรายจ่ายต้องห้ามที่ต้องมาบวกกลับในการคำนวณกำไรขาดทุนทางภาษีเสียนี่ (เช่น รายจ่ายส่วนตัวของเจ้าของ รายจ่ายค่ารับรอง ค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกินกว่าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดแล้วไม่ได้เกิดขึ้นจริง) แล้วแบบนี้ขาดทุนที่คุณพี่สร้างมาแทบตายมันจะมีประโยชน์อะไรกันล่ะคร้าบบบ

 

ดังนั้น การวางแผนภาษีธุรกิจที่ถูกต้องนั้นไม่ใช่การเพิ่มรายจ่ายธรรมดาครับ แต่เราต้องเพิ่มรายจ่ายที่สามารถเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ (หักได้เพิ่มขึ้น) เช่น ค่าใช้จ่ายในการอบรมสัมมนา ค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างคนพิการ หรือค่าใช้ต่างๆที่กฎหมายกำหนดให้เป็นรายจ่ายได้มากขึ้่นต่างหากครับ

 

หวังว่าอ่านบทความนี้จบแล้ว เจ้าของธุรกิจทั้งหลายจะเลิกพูดคำว่า “ไปทำตัวเลขให้ขาดทุน” ได้แล้วนะครับ ทั้งเพื่อความสุขของนักบัญชีเอง และความสุขในอนาคตที่ธุรกิจของเราจะไม่มีปัญหากับพี่สรรพากรอีกด้วยคร้าบบบบ

 

สุดท้ายแล้วการทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลแบบนี้อาจจะวุ่นวายและมีปัญหา ถ้าใครยังไม่ได้ตัดสินใจ ผมอยากแนะนำให้อ่านบทความที่มีชื่อว่า 3 เคล็ดลับวางแผนภาษีธุรกิจ ก่อนอีกครั้งเพื่อตัดสินใจนะคร้าบบบ

 

ขาดทุนต้องเสียภาษี cs3

จะมีใครที่ประกันความรักให้คุณได้บ้าง?

ในช่วงหลังผมจะได้คำแนะนำจากเพื่อนๆในเรื่องการทำประกันพร้อมแนะนำบริษัทประกันชื่อเจนเนอราลี่ ซึ่งผมไม่ค่อยจะคุ้นหูซักเท่าไหร่ ผมไม่เคยทำประกันกับเจ้านี้ วันดีคืนดีก็เลยลองเปิดเว็บไซต์ของบริษัทนี้ดู ก็พึ่งรู้ว่าบริษัทนี้เป็นบริษัทประกันที่ใหญ่เป็นอันดับ 3ในยุโรปเลยทีเดียวนะครับ ดูมีความน่าเชื่อถือในระดับสูงมากเพราะความเก่าแก่ของบริษัทที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2374 นานมาก ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 แถมบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง S&P ยังให้ที่ระดับ AA- เช็คไปเช็คมาก็เริ่มรู้สึกน่าสนใจเพราะเป็นบริษัทที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 16 ของโลก ส่วนในเมืองไทยได้ดำเนินกิจการมาตั้งปี 2545 คิดดูสิ อยู่ในเมืองไทยมาพักใหญ่แล้ว ไม่รู้เรื่องเลยเนี่ย

ที่ผมสะดุดใจมากก็คงจะเป็นสโลแกนเจนเนอราลี่ “ประกันความรักคุณ” คอนเซ็ปต์แบบนี้ผมไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน ซึ่งผมก็เปิดเว็บเจนเนอราลี่และได้เจอกับวีดีโอตัวนึง ซึ่งมันสะดุดใจมากๆตั้งแต่เมื่อมีการเริ่มคำกล่าวว่า “ผมว่าพ่อเกลียดผม” ผมก็สงสัยนะว่าคลิปวีดีโอนั้นจะกล่าวถึงอะไรจึงดูต่อจนจบ ปกติเจอโฆษณาก็ไม่ค่อยได้ดูหรอกครับ แต่พอเป็นอันนี้ผมกลับชอบแฮะ มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับลูกชายที่ไม่เคยเชื่อว่าคุณพ่อนั้นรักเขาเลย ไม่ว่าเขาจะทำอะไรอย่างไรตั้งแต่เด็ก แต่สุดท้ายคุณแม่ก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดว่าจริงๆคุณพ่อนั้นรักลูกมาก แต่ขอดูแลอยู่ห่างๆเพราะว่าอยากให้ลูกเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง ลองดูคลิปวิดีโอได้จากตรงนี้นะครับ

พอดูจบแล้วก็คงคิดเหมือนผมเนอะ คลิปนี้ดูน่ารักดีนะครับ บางคนรักครอบครัวและคนรอบข้างมาก คอยดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี แต่ต้องไม่ลืมว่าจริงๆแล้วชีวิตของคนเราสั้นนัก เราไม่สามารถดูแลใครต่อใครไปทั้งชีวิตได้หรอก สิ่งที่เราสามารถทำได้ก็คือการสร้างความพร้อมให้เขาสามารถเดินก้าวไปในโลกกว้างได้อย่างมั่นคง และนี่ก็คงจะเป็นวิสัยทัศน์ของบริษัทประกันแห่งนี้ที่จะเป็นผู้ที่จะมาประกันความรักของเรา

ถ้าถามว่าประกันมีความสำคัญกับชีวิตของคนที่เรารักอย่างไร ผมก็คงจะบอกได้ว่าชีวิตของเรามีความเสี่ยงเสมอ ซึ่งไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น เราอาจจะเจ็บป่วยทำงานไม่ได้ อาจจะเกิดอุบัติเหตุจนไม่สามารถดูแลใครต่อไปได้อีก หากเรารู้ว่าชีวิตนั้นมีความเสี่ยง สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือการหาผู้ที่มีหลักประกันที่มั่นคง และมีความพร้อมเพื่อช่วยถ่ายโอนความเสี่ยง เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันกับเราได้ อย่างน้อยก็สามารถทำให้คนที่อยู่ข้างหลังได้อุ่นใจ เมื่อมีความรักส่งผ่านหลักประกันทางการเงินที่มั่นคงให้ สามารถเตรียมพร้อมในการยืนด้วยตัวเองได้ในอนาคต อย่าลืมประกันความรักให้กับคนที่เรารักนะครับ

วิธีมีเงินล้านภายใน 5 ปี!!! [ภาคปฎิบัติ]

 

อะแฮ่มๆๆ สวัสดีครับ หลังจากที่ผมเขียนบทความเรื่อง วิธีมีเงินล้านภายใน 5 ปี และ วิธีสร้างรายได้เดือนละ 50,000 บาทโดยที่ไม่ต้องทำงาน จบลงก็ได้รับเสียงตอบรับจากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆจำนวนมากว่า (กรู) จะไปหาผลตอบแทนเยอะๆได้จากที่ไหน แล้วจะไปหาเงินล้านมาได้ยังไง ทำไมพูดแบบนี้ใครๆก็พูดได้ คุณ @TAXBugnoms ครับคุณเป็นคนไทยหรือเปล่า (อ๊ะ.. ไม่ใช่) บทความใหม่ในตอนนี้เลยเป็น ภาคปฎิบัติ สำหรับสำหรับคนที่มองหาหนทางสร้าง เงินล้าน ของตัวเองอยู่ครับ

 

อ่านบทความอ้างอิงเพิ่มเติมได้ที่
วิธีมีเงินล้านภายใน 5 ปี
วิธีสร้างรายได้เดือนละ 5 หมื่นบาทโดยที่ไม่ต้องทำงาน

 

โดยที่มาของบทความนี้ก็ไม่ใช่จากใครที่ไหนไกล แต่มันมาจากประสบการณ์ลงทุนของตัวผมเองที่ได้เริ่มต้นตั้งแต่ 4-5 ปีที่ผ่านมา…จนมาถึงวันที่มีเงินเกิน 1 ล้านบาทในวันนี้ ซึ่งผมเองก็ตั้งใจที่จะมาแชร์ประสบการณ์การสร้างเงินล้านของตัวเองให้ฟังแบบไม่อายว่า วิธีการหาเงินล้านของผมนั้นเป็นอย่างไร และ ใช้วิธีไหนในการหามันมาบ้างงงงง

 

ที่มาของการเก็บเงินล้าน

ก่อนจะเข้าสู่วิธีการ ขออนุญาตย้อนเรื่องราวเล่าให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆฟังกันก่อนสักนิดว่า… ตัวผมเองนั้นแรกเริ่มเดิมทีก็เป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆคนหนึ่งที่ไม่รู้จักการเก็บเงินและการลงทุนเลย แต่แล้วชะตาชีวิตพลิกผันให้ผมนั้นต้องมี รายได้ลด รายจ่ายเพิ่ม แถมมาเจองานที่เงินเดือนต่ำกว่าเดิมถึง 5 เท่า รวมถึงลงมือทำธุรกิจเองแต่ก็ผิดพลาดตั้งมากมาย แถมยังเจออุปสรรคอีกหลากหลายนับไม่ถ้วน จนกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ครับ (รายละเอียดเรื่องนี้หาอ่านได้ในหนังสือซวยจนรู้สู้จนรวยนะครับ : พื้นที่โฆษณา แฮร่ๆๆ)

 

ซวยจนรู้สู้จนรวย

 

เมื่อผ่านการล้มลุกคลุกคลานจนได้ที่ … ตอนนี้ก็มาถึงจุดที่ตัวเองคิดว่าพอจะมีกินและมีใช้ ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ 4-5 ปีก่อนหน้านี้ ผมจึงค่อยๆเริ่มต้นศึกษาหาความรู้เรื่องการวางแผนการเงินและการลงทุน เลยทำให้รู้ซึ้งว่าถ้ายังใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปคงไม่มีวันรวยแน่ๆ 

 

แต่ด้วยความเป็นคนชอบทดลอง เลยได้ไอเดียว่างั้นเราลองมาทดสอบอะไรกันดูหน่อยว่า สมมุติว่า ถ้าเราอยากจะเก็บเงินให้มีเงินล้านเหมือนคนอื่น โดยที่สร้าง "วินัย" ทางด้านการเงินแทน แบบนี้…เราจะมีโอกาสมีเงินล้านกับเค้าบ้างหรือไม่!!!

 

เมื่อคิดได้แบบนั้น ผมเลยตัดสินใจ แบ่งเงินจำนวนหนึ่ง มาใช้ทดสอบวิธีการลงทุนแบบ DCA หรือ Dollar Cost Average  (การทยอยซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆอย่างต่อเนื่อง) ทั้งในหุ้นและกองทุนรวม โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อสร้างวินัยให้กับตัวเองไว้ดังนี้

  1. ลงทุนระยะยาวเป็นเวลาขั้นต่ำ 10-15 ปี
  2. ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น, หุ้นที่เลือก(ออมหุ้น) และกองทุนเพื่อการประหยัดภาษี
  3. ตรวจสอบและปรับปรุงการลงทุนในทุกๆปี

 

หมายเหตุ 

  1. การลงทุนในวิธีนี้เป็นพอร์ทที่ผมเลือกใช้วิธีการลงทุนต่อเนื่องแบบ DCA เพื่อทำการศึกษาและวิเคราะห์ผลตอบแทนคร่าวๆเท่านั้น ห้ามลอกเลียนแบบโดยไม่มีความรู้อย่างเด็ดขาด เพราะเป็นพอร์ทการลงทุนที่ล้วนมีความผันผวนสูง ซึ่งนอกเหนือจากพอร์ทการลงทุนนี้ตัวผมเองได้มีการสำรองเงินออมฉุกเฉิน, เงินฝากประจำ และตราสารหนี้ไว้ในพอร์ทหลักอยู่แล้วครับ
  2. สำหรับส่วนของข้อมูลการศึกษาเรื่องการลงทุน จะไม่พูดถึงใ้นบทความนี้นะครับ เพราะเชื่อว่าในส่วนที่ผ่านมานั้นก่อนการลงทุนต้องมีการศึกษาข้อมูลกันในระดับหนึ่งแล้วที่จะตัดสินใจลงทุน หากสนใจกองทุนไหนก็สอบถามได้ที่ หมอนัท คลินิกกองทุน ส่วนหุ้นก็ลองพูดคุยกับ คุณตาร์ ราชานักออมหุ้น และ คุณพ่อลูกอ่อน Daddy Trader ได้เลยจ้า

 

เริ่มต้นที่… กองทุนรวม

เมื่อเริ่มต้นที่กองทุนรวมเป็นลำดับแรก ผมจึงตัดสินใจเลือกใช้วิธีการลงทุนในแต่ละกองทุนดังนี้

 

1.  กองทุนเปิดทหารไทย SET50 ปันผล (TMBSET50DV) เริ่มลงทุนตั้งแต่ปลายปี 2553 จากการออมเริ่มต้นอาทิตย์ละ 100 บาท และทยอยเปลี่ยนเป็นอาทิตย์ละ 500 บาท 1,000 บาท และสุดท้ายจนถึงปัจจุบันคือลงทุนเดือนละ 5,000 บาท

  • มูลค่าต้นทุนรวมทั้งสิ้น 200,000 บาท : มูลค่าตลาด ณ วันเขียนบทความ 209,538.22 บาท

2. กองทุนบัวหลวงทศพล (BTP) เริ่มต้นลงทุนในปี 2555 โดยออมอาทิตย์ละ 1,000 บาท ติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี

  • มูลค่าต้นทุนรวมทั้งสิ้น 100,000 บาท  : มูลค่าตลาด ณ วันเขียนบทความ 97,183.69 บาท

 

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

สำหรับกองทุนรวมหุ้นระยะยาวที่ผมเลือกมาออมนั้น ผมได้ทดสอบกองทุนจากหลายๆบลจ. โดยการซื้ออัตโนมัติ ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นผมก็พิจารณาว่ารายได้ตัวเองนั้นต้องเสียภาษี โดยวิธีการออมนั้น จะเป็นการซื้อเฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท หรืออาทิตย์ละ 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับการวางแผนลงทุนในแต่ละปีครับ

 

1.  กองทุนเปิดเค 20 ซีเล็คท์หุ้นระยะยาวปันผล (K20SLTF)

  • มูลค่าต้นทุนรวมทั้งสิ้น 140,000 บาท : มูลค่าตลาด ณ วันเขียนบทความ 153,086.97 บาท)

2.  กองทุนเปิด JUMBO 25 ปันผล หุ้นระยะยาว (JUMBO25LTF)

  • มูลค่าต้นทุนรวมทั้งสิ้น 40,900 บาท : มูลค่าตลาด ณ วันเขียนบทความ 43,535.71 บาท

3.  กองทุนบัวหลวงหุ้นระยะยาว (BLTF)

  • มูลค่าต้นทุนรวมทั้งสิ้น 125,000 บาท : มูลค่าตลาด ณ วันเขียนบทความ 128,386.27 บาท

 

ออมกองทุน

ข้อมูลจากการลงทุนในกองทุนรวม (บางส่วน)

 

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

สำหรับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพนั้น ผมได้ทดสอบกองทุนจากหลายๆบลจ. โดยการซื้ออัตโนมัติเช่นเดียวกัน แต่จะซื้อในจำนวนน้อยกว่ากองทุนรวมหุ้นระยะยาว เช่นเดือนละ 3,000 บาท หรืออาทิตย์ละ 500 บาท ขึ้นอยู่กับการวางแผนลงทุนในแต่ละปีครับ

 

1.  กองทุนเปิดเค โกลด์เพื่อการเลี้ยงชีพ (KGDRMF)

  • มูลค่าต้นทุนรวมทั้งสิ้น 65,000 บาท : มูลค่าตลาด ณ วันเขียนบทความ 57,775.- บาท)

2.  กองทุนเปิด JUMBO25 เพื่อการเลี้ยงชีพ (JUMBO25RMF)

  • มูลค่าต้นทุนรวมทั้งสิ้น 30,000 บาท : มูลค่าตลาด ณ วันเขีย&#x

[แชร์ประสบการณ์]วิธีออมเงินที่มนุษย์เงินเดือนยังต้องอึ้ง!!

 [แชร์ประสบการณ์]วิธีออมเงินที่มนุษย์เงินเดือนยังต้องอึ้ง!!

ประสบการณ์ออมเงินของคนธรรมดา

ที่มีวิธีคิดไม่ธรรมดา ทำให้มนุษย์เงินเดือนยังต้องอึ้ง

 

วันนี้ขอเล่าประสบการณ์เรื่องการออมเงินของ “น้ารุ่ง” ซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่ของพ่อเราที่ทำงานโต๊ะจีนด้วยกันมาสิบกว่าปี ก่อนหน้านี้น้ารุ่งทำงานเป็นคนงานก่อสร้างเลี้ยงลูกเพียงคนเดียวเพราะสามีเสียชีวิตไปนานแล้ว งานก่อสร้างเป็นงานที่หนักทำให้ไม่ค่อยได้พักผ่อน จึงเปลี่ยนมาทำอาชีพเผาถ่านขายเพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง แต่รายได้ก็ยังไม่เพียงพอจึงต้องออกรับจ้างเพิ่มขึ้น สุดท้ายก็มาลงเอยที่อาชีพคนเสริฟอาหารโต๊ะจีนให้กับที่บ้านเรา แต่ตอนนี้เปลี่ยนจากคนเสริฟอาหารมาเป็นคนดูแลเด็กเสริฟเพราะเดินไม่ค่อยไหว

 

พ่อเคยสอนวิธีการทำงานว่าให้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับลูกน้อง เราควรทำงานให้ลูกน้องเกรงใจ ไม่ใช่ชี้นิ้วสั่งแล้วนั่งอยู่เฉยๆ ทำให้ครอบครัวเรากับคนงานโต๊ะจีนค่อนข้างที่จะผูกพันกันเหมือนญาติ มากกว่าเจ้านายกับลูกน้อง โดยเฉพาะน้ารุ่งที่ทำงานด้วยกันมานานก็จะรู้ใจกันดี นอกจากความขยันของน้ารุ่งที่ไม่ธรรมดาแล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เราได้ฟังแล้วยังทึ่งกับแนวความคิดที่กำลังจะเขียนต่อจากนี้

 

ขอบคุณน้ารุ่งมากๆที่ทำให้เรารู้ว่า “ระดับการศึกษา จำนวนเงิน ทักษะการออมเงิน” นั้นไม่เกี่ยวข้องกัน เราลองมาดูแนวคิดของน้ารุ่งที่เรียนมาน้อยมาก ปัจจุบันทำอาชีพหาเช้ากินค่ำได้รับเงินเป็นรายวัน แต่มีทักษะการออมเงินที่หลายๆคนคาดไม่ถึงเลยหละ

 

งานรับจ้างจัดโต๊ะจีนนั้นมีขึ้นมีลง มีคนจ้างก็มีงานทำ ในฤดูเข้าพรรษา 3 เดือนจะเป็นช่วงที่งานน้อยมาก คนหาเช้ากินค่ำที่รับจ้างทำงานโต๊ะจีนค่อนข้างลำลาก น้ารุ่งจะมีวิธีจัดการรายได้อย่างไรให้อยู่รอดได้ในช่วงที่ไม่มีงานรับจ้าง

 

[แชร์ประสบการณ์]วิธีออมเงินที่มนุษย์เงินเดือนยังต้องอึ้ง!!

 

วิธีจัดการรายได้

น้ารุ่งเขียนรายการออกมาว่าเดือนนี้มีรายจ่ายที่ต้องจ่ายเท่าไหร่ (รายจ่ายห้ามเบี้ยว) คือ เงินประกันชีวิต ค่าน้ำ ค่าไฟ แล้วก็ทำงานหาเงินให้ครอบคลุมกับรายจ่ายก่อน ส่วนที่เหลือก็จะเก็บออมเป็นเงินสดไว้ในบ้านเผื่อไว้ใช้ตอนจำเป็น ไม่ได้ไปฝากธนาคารเพราะคิดว่ามันเป็นจำนวนเงินที่น้อยมาก ไม่คุ้มค่าเดินทางที่ต้องขี่รถไปฝากเงิน

 

เราทึ่งกับแนวความคิดที่ว่า…ซื้อประกันชีวิต

 

เราถามว่า “ทำไมถึงซื้อประกันชีวิต” น้ารุ่งมองว่าเป็นการบังคับออมเงินที่ดี ถอนมาใช้ไม่ได้เพราะถ้าฝากออมทรัพย์ไว้ก็จะเผลอถอนออกมาใช้ เงินมันออกมาง่ายเกินไป ตอนนี้ก็มีกัน 2 คนแม่ลูก ส่งเบี้ยประกันชีวิตทุกเดือนคนละ 500 บาท รวม 1,000 บาทต่อเดือน ประเด็นสำคัญที่สุดน้ารุ่งคิดว่าไม่ตายก็ได้รับเงินคืน แต่ถ้าโชคร้ายใครคนหนึ่งเสียชีวิต อีกคนหนึ่งก็จะได้รับเงินประกันชีวิตไปใช้ น้ารุ่งคิดว่าตนเองทำอาชีพหาเช้ากินค่ำจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทำประกันไว้คนในครอบครัวจะได้ไม่ลำบาก

 

พอเราฟังจบก็ถามกลับไปด้วยความอยากรู้ว่า “ความคิดแบบนี้มาจากไหน” น้ารุ่งตอบสั้นๆว่า “คิดได้เอง” แล้วพูดอีกนิดว่า "ก็คนขายประกันบอกแบบนั้น ก็ฟังแล้วลองกลับไปนั่งคิดดู ทำให้คิดได้ว่าเป็นทางหนึ่งที่ทำให้มีเงินออมได้ก็เลยทำประกันชีวิต ทำมาถึงตอนนี้ก็ 9 ปีละ" เราฟังแล้วยังทึ่ง สุดยอดมากๆอ่ะ

 

ทำให้คิดถึงพี่คนหนึ่งที่เคยเล่าให้เราฟังว่าเขาปิดกรมธรรม์ตัวเอง ยอมเวนคืนกรมธรรม์ที่ได้รับเงินคืนน้อยกว่าที่ส่งไป แล้วเอาเงินนั้นไปทำอย่างอื่นที่ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่ากว่า ของสิ่งเดียวกันแต่มีมุมมองแตกต่างกัน คนแรกที่มีทางเลือกในชีวิตไม่มากจึงเลือกที่จะใช้ประกันชีวิตคุ้มครองชีวิตตนเอง แต่อีกคนหนึ่งที่มีหลายทางเลือก กลับเห็นว่าการลงทุนที่คุ้มค่านั้นสำคัญกว่าการปกป้องคุ้มครองชีวิตตนเอง

 

วิธีสอนลูกใช้เงิน

เพื่อนข้างบ้านซื้อมอไซด์คันใหม่ ทำให้ลูกชายวัย 18 ปีของน้ารุ่งอยากได้บ้าง มีทางเลือก 2 ทาง คือ จ่ายเงินผ่อนกับจ่ายสด ถ้าจ่ายเงินผ่อนจะมีราคาคันละ 70,000 บาท แต่ถ้าจ่ายสดก็เหลือคันละ 50,000 บาท ก็ยังแพงอยู่ดี ปัจจุบันที่บ้านก็มีมอไซด์ขับไปทำงานอยู่แล้ว 1 คันก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ เมื่อเห็นเขามีก็อยากมีเหมือนเขาบ้าง

 

วิธีรับมือกับลูกวัยรุ่นแบบนี้ของน้ารุ่งก็ไม่ธรรมดา ถ้าผู้ปกครองท่านไหนเจอแบบนี้ก็อาจจะลองนำไปปรับใช้ได้นะจ๊ะ ปกติลูกชายไปรับจ้างทำงานได้เงินมาก็แบ่งใช้ 2 ส่วน คือ เก็บไว้ใช้เองและแบ่งให้น้ารุ่งเก็บไว้ ผ่านไป 3 เดือนน้ารุ่งก็นำเงินเก็บส่วนนั้นไปซื้อสร้อยทอง 2 สลึง(ราคา 10,200 บาท) ให้ลูกชายแล้วอธิบายว่า “มอไซด์กับสร้อยทอง” อะไรดีกว่ากัน

 

  • ถ้าซื้อมอไซด์ก็จะมีต้นทุนสูงจากการผ่อนเพราะต้องจ่ายดอกเบี้ย รวมถึงเสียค่าซ่อมรถ ค่าแต่งรถ ค่าน้ำมัน
  • สร้อยทอง – เก็บไว้ใส่ได้และถ้าต้องการใช้เงินก็นำไปจำนำได้

สุดท้ายลูกชายเปลี่ยนใจเลิกคิดถึงมอไซด์แล้วหันมาใส่ทอง

 

แนวทางการสอนจะใช้วิธีการพูดเปรียบเทียบเหตุผลได้ผลเสียให้ฟังเพื่อ "ฝึกให้ลูกคิดเองเป็น" ซึ่งทักษะการออมเงินและการใช้เงินนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราจะหยิบออกมาใช้รึเปล่า จากตัวอย่างประสบการณ์นี้ แม้ว่าน้ารุ่งการศึกษาไม่สูง รายได้ไม่มากแต่ก็รู้จักใช้เงิน จัดสรรรายจ่ายและขยันทำงานหากินเพื่อหารายได้เพิ่ม

 

ทักษะการออมเงินใครๆก็ฝึกได้นะจ๊ะ สู้ๆ ^_^

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save