3 สูตรลับ บริหารเงินให้รวยรวดเร็ว

ผมมีเรื่องที่ไม่น่าเชื่ออยากจะมาเล่าให้ฟังครับ!! เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมกำลังขึ้นรถไฟฟ้าแล้วบังเอิญเหลือบไปเห็นน้องๆ นักศึกษากำลังใช้มือถือเพื่อจ่ายบิล โอนเงิน จากนั้นก็หันไปพูดคุยเรื่องการลงทุนกับเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆ (โห้!!!) แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันเริ่มที่จะมีอิทธิผลต่อการเงินการลงทุนมากขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกกว่าในสมัยก่อนมากมาย

ดังนั้น วันนี้ผมจึงมาพร้อมกับวิธีการบริหารเงินอย่างง่ายๆ เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และวัยเริ่มทำงาน เนื่องจากหนุ่มสาววัยนี้มีโอกาสมั่งคั่งร่ำรวยได้มาก เนื่องจากมีทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดในจักรวาล ทรัพยากรที่ว่านี่ก็คือ “เวลา” นั่นเองครับ เพราะระยะเวลาของคนที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนมหาวิทยาลัยจนถึงเกษียณนั้นก็มีเวลาถึงประมาณ 35-40 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควรที่จะวางแผนและทำให้เป้าหมายต่างๆ ในชีวิตให้เป็นจริงได้ไม่ยาก ถ้ามีการวางแผนการเงินดีๆ ก็จะสามารถเกษียณด้วยเงินหลักสิบล้านหรือร้อยล้านด้วยซ้ำไป ฟังดูน่าสนใจใช่ไหมครับ งั้นเรามาดูว่าจะเริ่มต้นอย่างไร และมีเคล็ดลับอะไรที่จะทำให้เรามีความมั่งคั่งในอนาคตได้ครับ

สูตรลับที่ 1 “ต้องรวดเร็ว” เพื่อเพิ่มเวลา

ผมอยากจะบอกว่าผมรู้สึกอิจฉาเด็กๆ สมัยนี้จริงๆ เนื่องจากการจัดสรรและบริหารเงินนั้นทำได้ง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก เพราะในสมัยก่อนการจะทำธุรกรรมทางการเงินนั้นจะต้องไปทำที่ธนาคาร ซึ่งจะเสียเวลาในการเข้าคิวเป็นชั่วโมงๆ รวมทั้งเทคโนโลยีด้านการเงินการธนาคาร หรือการเข้าถึงการลงทุนเป็นไปได้ค่อนข้างยาก บางคนก็คิดจะเก็บเงินไว้กับตัวเอง แต่ข้อเสียคือ ถ้าจิตใจไม่แข็งแกร่งพอก็มีโอกาสที่จะหยิบออกมาใช้จ่ายได้สูงเรียกได้ว่าโอกาสในการสะสมเงินให้ร่ำรวยนั้นมีไม่มาก

แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาบริการทางการเงินที่เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น บริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง ที่มาพร้อมกับความสะดวกคล่องตัว ช่วยให้จัดการเรื่องการเงินได้ง่ายๆ ทุกที่ ทุกเวลาทั้งทางคอมพิวเตอร์ และไอแพด โดยที่เราก็อาศัยตัวช่วยเหล่านี้ในการบริหารเงินได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะโอน จ่าย หรือชำระค่าบริการต่างๆ ก็สามารถทำได้อย่างสบาย เท่านี้การแบ่งเงินหรือจะทำบัญชีใช้จ่ายก็ไม่ยาก เนื่องจากมีรายการบันทึกการใช้เงินให้อย่างละเอียดด้วย

ใครว่าเรา “ซื้อเวลาไม่ได้” โลกปัจจุบันพัฒนาไปไกลมาก ถ้าเรามัวแต่ทำธุรกรรมแบบเดิมๆ ก็เหมือนกับปล่อยเวลาให้หมดไปโดยเปล่าประโยชน์ และถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องไปต่อคิวกับคนอื่นๆ อีกแล้ว เราก็จะมีเวลามากขึ้นหรือ เราได้ทรัพยากรทางเวลากลับคืนมา เหมือนกับการ “ซื้อเวลา” นั่นเองครับ แล้วเราก็จะมีเวลาไปทำอย่างอื่นได้มากขึ้น เช่น มีเวลาอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาตนเอง ทำงานพิเศษหาเงินเพิ่ม

สูตรลับที่ 2 “ต้องหาตัวช่วย” เพื่ออดออม

เรามักจะได้ยินใครหลายๆ คนพูดไว้ว่าการที่เราจะรวยได้ ต้องรู้จักอดออม และขยันหารายได้เพิ่ม ซึ่งการลดค่าใช้จ่ายลงน่าจะเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายกว่าการเพิ่มรายได้ พวกเราก็แค่อดและทนต่อกิเลสเท่านั้นเอ๊ง!! แต่หลายๆ คนคงจะคิดว่า จะทำได้อย่างไร ก็มันอยากได้นี่หว่า ยิ่งเห็นป้าย Sale ตัวใหญ่ๆ ใจมันก็สั่นอยู่ดี แต่ก็พอที่จะมีวิธีช่วยได้คือ

1. เราต้องพิจารณาก่อนซื้อสินค้า รู้จักเปรียบเทียบสินค้า และการจดรายรับรายจ่าย ก็เพื่อจะได้ทราบว่าเรามักจะเสียเงินไปกับเรื่องอะไร ก็พอที่จะลดความอยากได้บ้าง แต่ผมบอกเลยว่าวิธีแรกนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดแต่ไม่ค่อยมีคนทำ!! ดังนั้นเรามาดูอีกวิธีครับ

2. ต้องหาตัวช่วยถ้าในกรณีที่เราเองไม่สามารถหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นได้ แต่ว่าการลดค่าใช้จ่ายลงในสมัยนี้ก็ไม่ได้หมายถึงการประหยัด หรืออดเพื่อออมอย่างเดียวเท่านั้นนะ แต่ยังหมายถึงการรู้จักเลือกใช้บริการทางเงินที่เหมาะและตรงตามความต้องการของเราด้วย เช่น ถ้าเราต้องเดินทางบ่อยๆ ด้วยรถไฟฟ้า เราก็สามารถเลือกใช้บัตรเดบิตที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ประมาณว่ามีบัตรเดียวรวมทุกความสะดวกทุกอย่าง เช่น บัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท แรบบิท ที่สามารถใช้เป็นบัตรเอทีเอ็ม ใช้เดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอสและบีอาร์ทีได้ในบัตรเดียว แถมทุกครั้งที่ใช้บัตรชำระค่าสินค้าด้วยมูลค่าแรบบิทที่เติมอยู่ในบัตรก็จะได้รับส่วนลดราคาสินค้าและคะแนนสะสมแครอท รีวอร์ดส เพื่อเอาไปแลกรับของรางวัล และยังใช้บัตรเพื่อรับสิทธิพิเศษจากร้านค้าต่างๆ เรียกได้ว่าทั้งสะดวกและยังประหยัดได้อีกด้วย

สูตรลับที่ 3 “ต้องง่าย” เพื่อให้งอกเงย

หลังจากที่เรารู้จักวิธีการอดออมที่ดีเป็นที่เรียบร้อย เราก็มาสู่การต่อยอดการลงทุน สำหรับน้องๆ ที่เพิ่งเรียนจบใหม่หรือเพิ่งเริ่มทำงานนั้น ถ้ารู้จักเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อยก็มีโอกาสที่จะเกษียณอย่างมั่งคั่ง ร่ำรวยได้อย่างง่ายๆ เลย เพียงแค่นำเงินเดือนที่ได้มาลงทุนกับกองทุนรวมที่มีผู้เชี่ยวชาญมาคอยจัดการการลงทุนให้ ซึ่งเดี๋ยวนี้สามารถทำได้ด้วยตนเองผ่านสมาร์ทโฟนหรือไอแพดอย่างสะดวก เพียงแค่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น บัวหลวง เอ็มแบงก์กิ้ง จะเช็คมูลค่าเงินลงทุนหรือจำนวนหน่วยลงทุนคงเหลือ จะซื้อและขายกองทุนรวมประเภทกองทุนเปิดทั่วไป และประเภท RMF/LTF ที่เอาไว้ลดหย่อนภาษีก็ทำได้ง่าย เรียกได้ว่า “มั่งคั่งร่ำรวยได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส” และเรียกได้ว่า “รวยได้ทุกที่ ทุกเวลา”

สุดท้ายนี้ ต่อให้เรามีตัวช่วยมากมายแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีระเบียบวินัยในการออมเงินหรือการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงไม่ลงมือทำอย่างจริงจังต่อเนื่องก็ไม่อาจจะสร้างนิสัยที่ดีในเรื่องการเงินได้ ผลก็คือไม่สามารถจะทำให้เงิน

3 ข้อคิด เพื่อตรวจสอบธุรกิจแชร์ลูกโซ่

ช่วงหลังนี้จะลงทุนอะไรก็ต้องระวังกันเยอะนะครับ ผมเห็นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการเชิญชวนลงทุนที่ได้รับตอบแทนง่ายๆ เพียงแค่เอาเงินไปลงทุนกับเขาก็ได้การันตีผลตอบแทน ถามว่าได้จริงไหม

  • ก็อาจจะมีคนได้จริงและมีคนไม่ได้จริง
  • บางคนก็ได้จริงตอนแรกๆแต่พอระยะยาวก็ไม่ได้จริง
  • บางคนได้ผลตอบแทนที่เห็นได้ในระบบ แต่ไม่สามารถเอาเงินออกมาใช้ได้

ซึ่งสุดท้ายแล้วที่ผมเห็นมาก็คือมันจะจบลงด้วยการปิดบริษัทหนีแล้วผู้ที่เดือดร้อนจากการลงทุนก็จะไปร้องกรี๊ดๆๆๆๆหน้าตลาดหลักทรัพย์และขอให้กลต.มาตรวจสอบ ทั้งๆที่หลายๆครั้งเขาก็จะเตือนออกมาตั้งแต่แรกแล้วว่าการลงทุนแบบไหนเขารับรองอย่างถูกต้องบ้าง ที่เราพลาดไปก็ไม่ใช่อะไรหรอกแค่ความโลภบังตาทั้งนั้นล่ะครับ

มารู้ความหมายของธุรกิจแชร์ลูกโซ่กันก่อนดีกว่า ปกติแล้วเวลาที่เราทำธุรกิจกับเพื่อนหรือคนรู้จัก เราอาจจะเริ่มจากเอาเงินมารวมกันแล้วไปซื้อของมาขาย พอได้กำไรก็แบ่งกัน แต่ถ้าไม่ปกติเนี่ย เขาจะหาเงินจากการเชิญชวนคนอื่นให้มาร่วมทุนด้วย แล้วก็เอาเงินของคนใหม่ๆจ่ายเป็นผลประโยชน์ให้กับคนที่มาก่อน แล้วถ้าคนใหม่ๆอยากได้เงินก็จงไปหาคนมาร่วมทุนเพิ่ม ทำแบบนี้เป็นทอดๆไปคล้องเวรคล้องกรรมกันเป็นลูกโซ่เลย

ก่อนที่เราจะไปดูข้อสังเกตของธุรกิจที่เป็นแชร์ลูกโซ่นะครับ คือบางทีเราอาจจะแอบสงสัยว่า ธุรกิจอะไรดี๊ดี ให้เงินปันผลได้ทุกเดือน เดือนหนึ่ง 5% 10% 20% ของเงินลงทุนได้ มันก็ต้องถามว่าเงินที่เอามาปันผลนั้นมาจากไหน ผมอยากจะท้าวความถึงหลักการของการดูที่มาที่ไปของเงินสดก่อนนะครับ

ปกติแล้วเงินจะไหลเข้าออกบริษัทไปๆมาๆใน 3 ส่วนและถ้าบริษัทจะมีเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นแล้วละก็จะต้องมาจากเงินสดที่มีอยู่ในมือบริษัทครับ ทีนี้บริษัทจะมีเงินสดเข้ามาได้ยังไง

1. เงินสดจากการดำเนินงาน

บริษัทขายของได้กำไรจะได้เงินสดเข้ามา เช่นเวลาเราเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว มันต้องมียอดขายหักต้นทุน แล้วก็มีกำไรเกิดขึ้น ร้านเราก็จะมีเงินเข้ามา

2. เงินสดจากการลงทุน

บริษัทขายทรัพย์สินออกไปจะได้เงินสดเข้ามา ถ้าขายของไม่ดี ไม่มีเงินสดในกิจการเลย ร้านก๋วยเตี๋ยวอาจจะขายกิจการสาขาบางแห่งออกไปเพื่อให้มีเงินมากขึ้นก็ได้

3. เงินสดจากการระดมทุน

บริษัทยืมเงินมาหรือระดมทุนเพิ่มจากคนที่อยากเป็นเจ้าของ เจ้าของกิจการก็จะไปบอกผู้ถือหุ้นหรือไปกู้เงินในธนาคารเพื่อเอาเงินเข้าใช้ในกิจการต่างๆของบริษัท

4. นอกจากนั้นแล้วบริษัทก็อาจจะมีเงินสดที่มีอยู่ในบริษัทอยู่แล้วอีกส่วนหนึ่งมาปันผลก็ได้

อันนี้เป็นเงินจากบุญเก่าครับ บางทีมีเงินอยู่แล้วก็เอามาใช้ได้

เพราะฉะนั้นแล้วจะเป็นลูกโซ่ที่ปันผลได้อย่างตลอดเวลาหรือไม่สิ่งที่แรกเราจะต้องดูก็คือ ธุรกิจนั้นมีเงินเข้ามากพอที่จะเป็นผลให้ได้เดือนละ 10% หรือเปล่า? พูดง่ายๆก็คือถ้าเราลงทุนเปิดร้านค้าด้วยเงินทุน 1 ล้านบาท เงินก้อนนี้จะเอาไปเปิดร้าน จ้างคน ซื้อของมาขาย และต้องมียอดขายมากพอที่จะทำให้มีกำไรอย่างน้อย 1 แสนบาทมาให้กับเราทุกเดือนๆให้ได้ ซึ่งข้อมูลตรงนี้ก็ควรจะมีเพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่การลงทุนมันง่ายขนาดที่จะได้ผลตอบแทนอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า ผมว่าคนที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจจะเข้าใจดี ณ จุดนี้ก็ลองเช็คที่มาของกำไรดูนะครับว่ามีจริงไหม

หากเงินสดที่ได้จากการทำธุรกิจมันไม่เพียงพอที่จะจ่ายเงินปันผล อีกทางเลือกหนึ่งคือการขายทรัพย์สินออกไป เช่น ขายที่ดิน ขายอสังหาริมทรัพย์ ขายโรงงาน ขายหุ้น ขายเงินลงทุน ฯลฯ แน่นอนว่าการขายทรัพย์สินออกไปย่อมมีวันที่ทรัพย์สินจะหมดได้และถ้าเป็นธุรกิจที่ดีนั้นผู้บริหารจะขยายการเติบโตของกิจการโดยการลงทุนเพิ่มมากกว่าที่จะขายทรัพย์สินออกไปเสมอ ปัญหาคือที่เขามาชวนๆเราเราได้เห็นทรัพย์สินเขาไหมหรือแค่บอกลอยๆว่ามี

ทางเลือกสุดท้ายที่จะนำเงินมาปันผลได้คือการกู้คนอื่นมาปันผลหรือไม่ก็ระดมทุนเพิ่มเพื่อให้มีเงินสดเข้ามาในบริษัทมากขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่ากรณีการกู้เงินนั้นทางธนาคารจะพิจารณาเครดิตต่างๆก่อน จึงเป็นการยากที่จะสามารถทำได้ แต่การระดมทุนให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นจะทำได้ง่ายกว่า ซึ่งถ้าบริษัทดีๆนั้นจะนำเงินที่ระดมทุนไปทำการขยายกิจการให้เจริญยิ่งขึ้น ไม่มีการระดมทุนมากมายโดยไม่จำเป็นครับ แต่ก็ต้องคิดดีๆนะว่าถ้าระดมทุนแล้วจะสามารถสร้างผลกำไรอย่างรวดเร็วเพื่อมาปันผล 10% จากเงินลงทุน ได้อย่างไร และจุดนี้ล่ะครับที่เป็นบ่อเกิดของแชร์ลูกโซ่ได้

ข้อสังเกตง่ายๆ ของบริษัทที่เป็นแชร์ลูกโซ่จึงเป็นดังนี้

1. มีการระดมทุนให้ผู้ที่สนใจไม่อั้น

ใครๆก็เข้ามาลงทุนได้ โดยมีการการันตีผลตอบแทน และในบางครั้งอาจจะเห็นการให้ค่าคอมมิชชั่นสำหรับการแนะนำคนเข้ามาร่วมลงทุนเพิ่มได้เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการชักชวนคนมาระดมทุน ดูๆไปแล้วก็คล้ายๆธุรกิจขายตรงเลยนะครับ

2. ไม่มีความชัดเจนในข้อมูล

ไม่สามารถตรวจสอบงบการเงินได้ว่าเอาเงินไปทำอะไร แล้วที่ระดมทุนไปเยอะๆนั้นมันสามารถสร้างผลตอบแทนในกิจการได้จริงหรือเปล่า ลองถามเขาดูว่ามีข้อมูลงบการเงินที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น กระทรวงพาณิชย์ให้ดูไหม ถ้าไม่มี เป็นความลับ อย่าลงทุนเลยครับ

3. มีการเชียร์ให้ลงทุนและสร้างบรรยากาศเต็มไปหมด

จริงๆก็คล้ายๆเวลาเขาจะปั่นหุ้นนะครับ เขาจะมีการเก็บของ ออกข่าวเพื่อสร้างราคาให้สูงเกินจริง แต่ตอนที่เจ้ากำลังเก็บเขาก็จะเก็บเงียบๆ ของดีเขาเก็บคนเดียวครับ พวกธุรกิจที่เป็นแชร์ลูกโซ่ก็เช่นกัน ถ้าเชียร์ๆซื้อกันเยอะๆนี่ก็ต้องระวังไว้ก่อนนะครับ ไม่แปลกใจหรอว่าทำไมเขาต้องมาชวนเรารวยด้วย ถ้าเขาได้เงินจากเราเนี่ยเขารวย แต

5 วิธีใช้จ่ายให้ประหยัดในเทศกาลหยุดยาว

โย่วๆๆๆๆๆ วันหยุดยาวกำลังจะถึงแล้ววววว ^_^

วันที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนตั้งหน้าตั้งตารอคอยมักจะเป็นเทศกาลหยุดยาว มันเป็นวันแห่งอิสรภาพที่จะได้ปลดปล่อยตนเองออกจากความเครียดมาพักผ่อนต่อเนื่องติดต่อกันนานหลายวันและเป็นการหยุดเพื่อเติมพลังก่อนที่จะกลับไปต่อสู้กับการทำงานอันแสนหนักหน่วงต่อไป  แต่ว่าเมื่อเราได้พักในวันที่คนอื่นก็ได้พักเหมือนกัน มันเป็นอะไรที่ดุเดือดไม่แพ้วันทำงานจริงๆ เพราะมันเป็นการรวมตัวกันของมวลมหาประชาชนชาวไทยที่กำลังจะไปขอคืนพื้นที่ท่องเที่ยวพักผ่อนจากนักท่องเที่ยวชาวจีน!!

อุ๊ต๊ะ!! ถ้าเป็นแบบนี้จะมีอะไรจะเกิดขึ้นบ้างหนะหรอ….

กรุงเทพฯถนนโล่งเพราะคนออกไปผจญภัยตามหัวเมืองต่างจังหวัด

แหล่งที่พักตากอากาศจะมีรถติดยาวเหยียดเป็นกิโล

ปรากฎการณ์แย่งชิงร้านอาหารที่เนื่องแน่นไปด้วยผู้คน

ราคาอาหารต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างถิ่นด้วยราคาที่แพงกว่าปกติ

หามุมถ่ายรูปยากมากเพราะหันไปทางไหนก็มีแต่คลื่นฝูงชน

ที่พักแบบธรรมดาแต่ราคาระดับพรีเมี่ยม ให้มันได้แบบนี้ซิ

เรื่องราวเหล่านี้ล้วนสร้างความหงุดหงิดใจและลำบากเงินในกระเป๋าเราไม่ใช่น้อย มันเป็นเทศกาลแห่งการจับจ่ายใช้สอยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่ถ้าเราจ่ายมากเกินไปจนกระเป๋าฉีกก็จะทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะจากหนี้สินได้เหมือนกัน ทางที่ดีที่สุดเราควรหาเส้นตรงกลางของคำว่า “พอดี” ให้ได้ว่าไม่ควรจะทำมากหรือน้อยจนเกินไป เพื่อให้วันหยุดยาวเป็นวันพิเศษที่ทิ้งไว้แต่ความทรงจำดีๆที่ไม่ใช่คราบน้ำตาจากภาระหนี้สินจากการท่องเที่ยวนะจ๊ะ

5 วิธีใช้จ่ายให้ประหยัดในเทศกาลหยุดยาว

1. ตั้งงบควบคุมรายจ่าย

ในเทศกาลวันหยุดยาวเราจะใช้จ่ายเงินมากกว่าปกติ ซึ่งส่วนใหญ่จะหมดไปกับการซื้อของไปฝากคนที่บ้าน รายจ่ายการเลี้ยงฉลองในวันที่ได้อยู่พร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว ค่าเดินทางท่องเที่ยวและอีกสารพัดรายจ่ายที่จะทำให้วันหยุดนี้เป็นปีที่วิเศษสุดๆๆๆ รายจ่ายสะพัดอย่างไม่รู้ตัวแบบนี้ ถ้าเราไม่ตั้งงบรายจ่ายไว้ล่วงหน้ารับรองได้ว่าหลังวันหยุดเราอาจจะต้องนั่งกินแกลบแน่ๆ เพราะเราใช้จ่ายอย่างเพลิดเพลินบันเทิงใจ มารู้ตัวอีกทีเงินหมดกระเป๋าไปแล้ว

วิธีที่จะทำให้เรียกสติจ่ายกระจายกลับมาได้นั้น คือ การตั้งงบรายจ่าย เราสามารถประมาณได้คร่าวๆว่าจะใช้เงินกับการกิน เที่ยว ช็อปเท่าไหร่กับวันหยุดยาวนี้ เมื่อกำหนดตัวเลขขึ้นมาแล้วเราก็ต้องทำตามวินัยอย่างเคร่งครัดโดยห้ามใช้เกินงบที่ตั้งไว้อย่างเด็ดขาด ถ้าทำได้แบบนี้ก็จะบรรเทาอาการกระเป๋าฉีกลงได้บ้าง อย่างน้อยเงินก็เหลือใช้ก่อนที่เงินเดือนงวดใหม่จะออก

2. ทำอาหารทานกันเอง

ในวันพิเศษที่นานๆจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เราก็อยากจะหาร้านอาหารอร่อยๆ บรรยากาศดีๆพาครอบครัวไปนั่งพักผ่อนชิลๆให้อิ่มหน่ำสำราญใจ แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องเข้าใจด้วยว่าวันดีๆแบบนี้หลายครอบครัวก็จะคิดเหมือนเรา จึงทำให้ร้านอาหารอัดแน่นไปด้วยผู้คนที่แทบจะขี่คอดื่มด่ำบรรยากาศพิเศษนี้ร่วมกัน ในบางครั้งเราอาจจะได้รับของขวัญต้อนรับเป็นราคาอาหารที่แพงมากเป็นพิเศษเป็นของแถมอีกด้วย

วิธีสร้างบรรยากาศพิเศษเพื่อให้คนในครอบครัวประทับใจนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นที่ร้านอาหารเสมอไป แต่เกิดขึ้นง่ายๆในบ้านเราเองนี่แหละ การทำอาหารทานเองในครอบครัวเป็นกิจกรรมที่เราจะได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน ใกล้ชิดกันมากขึ้น ความสนุกและความประทับใจในช่วงเวลาจัดสถานที่ เตรียมอาหาร ทานอาหารร้องเพลงกันเองในครอบครัวโดยไม่ต้องเกรงใจใคร ที่สำคัญมันเป็นมื้อที่อบอุ่นและประหยัดรายจ่ายมากๆ

3. ตรวจสอบสภาพรถก่อนเดินทางไกล

ช่วงเทศกาลหยุดยาวหลายคนเลือกที่จะใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางเพราะสะดวกสบาย จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นกองทัพรถยนต์อยู่เต็มถนนที่มุ่งสู่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังเพราะคนต้องการไปพักผ่อนในวันหยุดยาวเช่นเดียวกัน แต่มันคงไม่สนุกแน่ๆถ้าหากรถยนต์เกิดเสียกลางทางจนต้องหารถมาลากไปซ่อมที่อู่ แต่ไม่รู้ว่าจะซ่อมเสร็จตอนไหนเพราะช่างเครื่องก็หยุดงานเหมือกนัน บางครั้งอาจจะโชคร้ายเกิดอุบัติเหตุจนสร้างความเสียหายให้ตนเองและรถคันข้างเคียง

ดังนั้น การนำรถยนต์ไปตรวจสภาพให้พร้อมใช้งานก่อนการเดินทางไกลนั้นมีความสำคัญมากๆ แม้ว่าอาจจะเสียเวลานำรถเข้าศูนย์ฯ ก็ยังดีกว่าเสียเวลาหามาลากรถเราเข้าอู่ เหตุเพราะรถเสียกลางทาง ถ้าเป็นแบบนี้มันจะได้ไม่คุ้มเสีย นอกจากเสียเงิน เสียเวลาแล้วยังให้เสียอารมณ์อีกด้วย ซึ่งสภาพรถยนต์นั้นมีความสำคัญไม่แพ้ความพร้อมของคนขับรถที่จะพาเราไปถึงเป้าหมายอย่างปลอดภัย

4. เมาไม่ขับ ถ้าจะหลับให้แวะปั๊ม

ความพร้อมของร่างกายคนขับรถนั้นสำคัญมากๆ เพราะรถเสียยังซ่อมได้ แต่ถ้าร่างกายเสียแล้วก็ยากที่จะมีอะไหล่มาเปลี่ยน หากการเลี้ยงฉลองวันหยุดยาวต้องมีแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้องเราก็ควรรู้ตัวเองว่าดื่มได้แค่ไหนที่จะไม่สร้างความลำบากให้ตนเองและผู้ร่วมทาง หากเกิดอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียวอาจจะทำให้จ่ายกระเป๋าฉีกและเปลี่ยนโชคชะตาเราไปทั้งชีวิตก็ได้

หากขับรถระยะทางไกลก็ควรแวะปั๊มน้ำมันเพื่อพักผ่อนระหว่างทาง โดยออกจากรถมายืดเส้นยืดสาย เข้าห้องน้ำ หาอะไรกินระหว่างทางแก้ง่วง การรีบร้อนเพื่อมาให้ถึงที่หมายเร็วๆในขณะที่ร่างกายไม่พร้อมเพราะอ่อนเพลียนั้นอาจจะทำให้เกิดความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน ดังนั้น อย่าประมาทนะจ๊ะ

5. ใช้แอปให้เป็นประโยชน์

เทคโนโลยีทำให้ชีวิตเราง่ายและประหยัดมากขึ้น การบริโภคข่าวสารในยุคนี้จึงเน้นไปที่ความรวดเร็วและถูกต้องเป็นหลัก การสื่อสารผ่านแอปก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สะดวกมากๆ เช่น หาสถานีเติมน้ำมัน การตรวจดูสภาพการจร&#

5 วิธีรับมือพนักงานธนาคารขายประกัน ประกันมั้ยค้าาา ประกันมั้ย

กรุกลับมาแล้วสัส เมื่อกี้กรุเผลอหลับไปแพพส์นึง

วันนี้จะมาเล่าเรื่องของอีน้องเลขา #หรือชื่อสวยๆว่านังลำไย 

ก่อนหน้านี้มันเคยมาปรึกษากรุเรื่องการเล่นเค #เคอะไร คะคะคคะคคค…. เครดิตนั่นเอง

คือเรื่องของเรื่องมันก็อยากทำบัตรเครดิต กรุก็บอกว่าทำน่ะดีแต่ต้องวางแผนการเงินการใช้จ่ายให้ถูกที่ถูกเวลา

ไม่งั้นมรุงจะต้องใช้หนี้เหนื่อยนักหนา มันก็ฟังแล้วอึ้งไปในความคิดดีๆของกรุ #หรือว่าเพราะความหล่อ

โว๊ะ! มันชักจะออกทะเลกันไปใหญ่แล้วสัส

วันนี้นังลำไยมันก็โทรหากรุด้วยเสียงสั่นๆเหมือนแมวโดนทำหมันว่า “พี่เกรย์ๆๆๆๆ หนูมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง”

ตอนนั้น กรุกำลังหลับฝันหวานถึงสาวใหญ่ทั้งหลายในเพจอยู่พอดี #แม่มโทรขัดจังหวะสัสสัส 

เอาล่ะ… เรื่องมันมีอยู่ว่า วันนี้นังลำไยมันแอบหนีงานไปทำบัตรเครดิตที่ธนาคารแห่งหนึ่ง

ซึ่งกรุจะไม่บอกว่าเป็นธนาคารสีออกเขียวๆ ทีนี้พอมันไปทำบัตรก็ยื่นเอกสารตามปกติ

แต่ว่าความผิดปกติมันเริ่มตั้งแต่พนักงานดูๆเอกสารแล้วพูดกับมันว่า

พนักงาน : ทำบัตรเครดิตอย่างเดียวหรือ
นังลำไย : ใช่ค่ะ คุณพี่ (พนมมือไหว้) หนูอยากได้ด่วนๆหน่อยนะคะ
พนักงาน : เอาด่วนๆแบบนี้ต้องมีค่าเสียหายซักหน่อยแล้วล่ะคะ
นังลำไย : อุ้ยตาย มีค่าใช้จ่ายด้วยหรอคะ
พนักงาน : มันก็มีนิดหน่อยอ่ะนะ เอางี้ละกันช่วยพี่ทำประกันหน่อยสิ
นังลำไย : แล้วพี่จะเร่งให้หนูเหรอ (อีโง่ #อันนี้กรุคิดในใจ)
พนักงาน : ใช่จ๊ะ เดี๋ยวจะได้ด่วนกว่าเดิมมากๆๆๆ

หลังจากนั้นยัยป้าพนักงานมันก็เริ่มเอาแพคเกจประกันมาให้สัส

แม่มไปคำนวณกดก็อกๆแก็กๆ มาแล้วปริ้นเอกสารมาให้นังลำไยเซ็น

แต่จุดนี้นังลำไยมันยังมีความฉลาดที่ได้เรียนรู้จากกรุมาบ้างว่าแปลกๆ เลยไม่กล้าเซ็น

พนักงาน : แลกกับความเร่งด่วน ทำประกันรายปี ประมาณปีละ 12,000 บาท สิจ๊ะ
นังลำไย : โหยยย ตั้งหมื่นสองหนูจ่ายไม่ไหวหรอกค่ะ (พนมมือไหว้)
พนักงาน : เอ้า!! งั้นปีละ 8,000 บาทละกัน อันนี้ให้พิเศษ ไม่ได้บอกผ่าน
นังลำไย : แปดพันหนูก็ไม่ไหว ไหนจะค่าหอ ค่าเน็ต ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเงินที่ให้ผู้ชายอีกอ่ะค่ะ
พนักงาน : งั้นสุดๆ แล้วอันนี้จริงๆ เดือนละ 600 บาท จ่ายพี่เลยเดี๋ยวพี่เร่งให้
นังลำไย : (คิดในใจ-เอาไงดีวะ จุดนั้นลังเลสัส) แล้วพี่จะเร่งให้หนูกี่วันอ่ะ
พนักงาน : ปกติประมาณ 20-30 วัน แต่พี่จะเร่งให้ไม่เกิน 10 วัน
นังลำไย : (สัสแค่ 10 วันกรุนึกว่าได้พรุ่งนี้) แล้วหนูจะได้จริงๆใช่ไหมคะ
พนักงาน : ได้สิจ๊ะ เดี๋ยวพี่เร่งให้ แถมตุ๊กตาคุกกี้รันด้วยน้าาาา #สัสนี่มันเด็กปัญญาอ่อนชัดๆ
นังลำไย : (ตัดสินใจว่าไม่เอา) พี่คะ แต่หนูไม่มีเงินหรอกค่ะ งั้นหนูรอปกติดีกว่า
พนักงาน : อะไร แค่หกร้อยก็ไม่มีหรอ #สัสมรุงออกให้มันไปดิอีดวกกกส์

สรุปก็คือนังลำไยมันไม่ยอมจ่าย แต่กลับต้องแลกมาด้วยสายตาดูถูก #ซึ่งกรุขอปรบมือให้ในจุดนี้

แต่กรุจะบอกให้นะสัส ไอ้พนักงานแบงค์คนขายประกันส้นตีนทั้งหลาย

มรุงเอาทุกอย่างมาขายพ่วงเพื่อให้มรุงขายได้ตามยอด

เท่ากับมรุงนั่นแหละเป็นคนระยำที่วันๆคิดจะหลอกแดร๊กส์กับลูกค้า

จรรยาบรรณในชีวิตพวกมรุงไม่มีเลยหรือไงวะสัส 

พวกมรุงอย่าแปลกใจที่คนแม่มรังเกียจพนักงานธนาคารขายประกัน

เพราะพวกมรุงนั่นแหละทำมันเองทั้งนั้นทำให้ภาพลักษณ์มันดูต่ำตมน่าเกลียด

กรุเคยเห็นเคยเจอมาหมด สัสครั้งนี้เป็นการขายพ่วงบัตรเครดิต

กรุเห็นแม่มหลอกยายแก่ๆว่าเป็นการเก็บเงินให้ลูกหลาน

กรุถามตรงๆหัวใจมรุงทำด้วยอะไรวะ #ไม่ระยำจริงทำไม่ได้ 

ถ้ามรุงอายที่จะบอกไปตรงๆว่าขาย มรุงอย่าขายเลยดีกว่าสัส

อย่าไปหลอกขายเค้า เพราะสิ่งที่แม่มจะเสียหายนั้นไม่ใช่แค่ตัวมรุง

แต่แม่มเป็นทั้งจรรยาบรรณในอาชีพและภาพลักษณ์ขององค์กรทั้งหมดแหละสัส

#น้ำตากรุไหลเพราะสงสารยาย

สุดท้ายถ้าพวกมรุงเจอพนักงานธนาคารขายประกัน

กรุแนะนำทำตามขั้นตอนดังนี้สัส

1. ถามตรงๆว่าสิ่งมันเสนอขายคืออะไร “ประกัน” ใช่หรือไม่
2. ถ้าใช่ ถามว่าบริการอื่นที่มรุงกำลังทำอยู่นั้น มันเกี่ยวกับ “ประกัน” ไหม
3. บอกไปตรงๆ ว่ามรุงไม่สนใจ เพราะอะไร #มีแล้ว #ไม่ชอบทำ #อยากประกันรัก
4. ถ้ายังไม่จบ ให้ถามต่อไปว่า มันชื่ออะไร ตำแหน่งอะไร ถามเสียงดังๆ
5. ถ้าจบได้ก็จบ อย่ามีปัญหา แต่ถ้าไม่จบโทรหา Call Center เพื่อแจ้งเรื่อง

ขั้นตอน 1-5 กรุแนะนำให้มรุงพูดด้วยภาษาดีๆ เน้นว่า “อย่าใช้อารมณ์”

เพราะมรุงต้องแสดงให้เห็นว่า มรุงไม่ต้องการทำประกันเพราะอะไร และเหตุผลที่มันไม่ควรขายมรุงคืออะไร

ต่อให้มรุงจะโกรธจะเกลียดคนเหล่านี้แค่ไหน สิ่งหนึ่งที่มรุงควรรู้ไว้คือ “เค้าทำไปเพราะหน้าที่” 

#แต่ที่รับไม่ได้คือวิธีการที่ระยำ 

ดังนั้นมรุงจงควรตอบโต้ด้วยการกระทำที่ดีกว่า เพราะการใช้อารมณ์โมโห เหวียงวีนด่าควาย

3 เรื่องที่ควรสอนลูกให้เป็นเศรษฐีเงินล้านก่อนอายุ 20

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันอีกแล้วกับผม หมอนัท@คลินิกกองทุน ครับ ในช่วงที่ผ่านมา มีคำถามเข้ามาในเพจของผมค่อนข้างเยอะมาก ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการลงทุนในกองทุน การแบ่งเงินลงทุน แต่ในช่วงหลังๆ มา ผมเริ่มที่จะเห็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง เข้ามาสอบถามกับผมมากขึ้นว่าจะสอนให้เด็กๆ เริ่มต้นการเก็บออมอย่างไรดี และถามถึงวิธีการสร้างวินัย หรือแนวคิดการบริหารเงินที่ดีให้กับเด็กๆ หรือสอนเด็กๆ ให้เริ่มลงทุนเพื่อให้กลายเป็นเศรษฐีเงินล้านก่อนอายุ 20!

ดังนั้น  จึงเป็นที่มาของหัวข้อในวันนี้ครับ ผมเองก็อยากสอนเด็กๆ ให้รู้จักออมเงิน และเริ่มเข้าใจเรื่องคุณค่าของเงิน ที่สำคัญคือ พ่อแม่เองก็จะได้มีกิจกรรมร่วมกับลูกๆ ด้วย เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว รวมถึงถ้าเด็กเหล่านี้ได้เริ่มเข้าใจการลงทุนก็น่าจะดีไม่น้อยครับ ซึ่งผมมีเคล็ดลับดีๆ ที่จะมาเปิดเผยอยู่ 3 ข้อตามช่วงอายุ เพื่อที่จะทำให้เด็กๆ เป็นเศรษฐีเงินล้านได้ก่อนอายุ 20 คร้าบ  เรามาเริ่มกันเลยนะครับ

1. สอนให้รู้จักเก็บออมอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เด็ก

ลักษณะเฉพาะของวัยเด็ก 

  • “คำชม” เป็นเรื่องสำคัญ
  • “การให้รางวัล” เป็นเรื่องใหญ่
  • พ่อแม่ “ต้องให้ความร่วมมือ”

การให้เด็กในวัยนี้รู้จักการออมเป็นเรื่องง่ายมากครับ เพียงแค่ตั้งเป้าหมายร่วมกันในการออม โดยมีกระปุกออมสินใบใหญ่อยู่กลางบ้าน พ่อแม่ต้องช่วยกันออมเงินให้ลูกเห็นทุกวัน และที่สำคัญเมื่อลูกของท่านได้หยอดกระปุกด้วยตนเอง อย่าลืมกล่าวคำชื่นชม หรือให้ “ดาว” กันด้วยนะครับ ดาวอาจจะไร้สาระสำหรับพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ครับ แต่สำหรับเด็กๆ มันคือ “สัญลักษณ์” ที่บ่งบอกถึงความภูมิใจของเด็กๆ นะครับ อย่าทำเป็นไม่เห็นความภูมิใจและเชื่อมั่นของเด็กๆ เพราะว่ามันจะลดทอนความเชื่อมั่นแบบลึกๆ ในตอนที่เขากลายเป็นผู้ใหญ่ครับ จากนั้นพอได้ดาวครบ หรือได้เงินตามที่ต้องการก็พาเด็กๆ ไปที่ธนาคารด้วยกันครับ เพื่อที่จะฝากเงิน และทำให้เด็กๆ รู้จักธนาคารตั้งแต่เด็กๆ ทำให้พวกเขาคุ้นชินกับบรรยากาศของธนาคาร ขากลับอาจจะพาแวะเที่ยวที่ที่พวกเขาชอบครับ เป็นการทำให้เด็กๆ มีความสุขทุกครั้งเมื่อมาธนาคารนั่นเอง

แต่แค่การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารธรรมดานั้นอาจจะยังไม่เพียงพอ ดังนั้น เพื่อให้เด็กๆ ได้รับประโยชน์สูงสุดในการออมเงิน และเพื่อเป็นการปูทางสู่ความรู้ในการบริหารเงินที่สูงขึ้น การเลือกบัญชีที่จะฝากเงินก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ซึ่งเดี๋ยวนี้ธนาคารต่างๆ ก็เริ่มที่จะให้ความสำคัญ และขยับมาให้บริการกับเด็กๆ มากขึ้นครับ โดยมีบัญชีการเก็บออมสำหรับเด็กทีมีอายุไม่เกิน 14 ปีโดยเฉพาะ เช่น บัญชีเงินฝากบัวหลวงคิดส์ และข้อดีของการฝากในบัญชีแบบนี้ คือ สามารถฝากได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ ได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากประจำ และไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก เมื่อฝากครบตามเงื่อนไขอีกด้วยครับ  เพียงเริ่มต้นฝาก 500 บาท เป็นประจำทุกเดือน เดือนละเท่าๆ กัน จนครบ 2 ปี ก็จะเห็นเลยว่าเงินที่ฝากไว้งอกเงยมากขึ้น แค่นี้ก็เป็นการปลูกฝังพวกเขาให้รู้จักการออมตั้งแต่ยังเด็กนั่นเองคร้าบ

2. สอนให้รู้จักเริ่มลงทุน ให้เป็นเศรษฐีเงินล้าน

ลักษณะของวัยรุ่น 

  • “ตัวตน” เป็นเรื่องสำคัญ
  • “ความหล่อและสวย” เป็นเรื่องใหญ่
  • พ่อแม่ “ต้องแชร์ความสำเร็จ”

เนื่องจากเด็กในช่วงนี้ต้องได้รับการยอมรับ และต้องการมีเพื่อน ถ้าลูกๆ ของคุณ อยากได้อะไรที่มันดูดีในกลุ่มเพื่อนๆ เช่น ต้องการเอาเงินไปรักษาสิว หรือเอาเงินไปซื้อกีต้าร์มาเล่นอวดเพื่อนๆ ก็ลองให้เค้าเริ่มเก็บออมดูครับ แต่การเก็บออมต้องมีความเป็นไปได้ด้วยนะครับ เช่น อยากได้ของราคา 15,000 บาท ให้เก็บวันละ 100 บาท 150 วัน อาจจะดูยากไปนิดสำหรับเด็กๆ ในวัยนี้ เนื่องจากเด็กวัยนี้อาจจะได้รายได้ต่อวันไม่เยอะ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่อาจจะช่วยสนับสนุนด้วยส่วนนึงครับ เช่นเก็บออมช่วยกันคนละครึ่งก็ได้ ซึ่งจะช่วยให้ครอบครัวได้มีกิจกรรมร่วมกัน ประโยชน์อีกอย่างของการเก็บออมร่วมกันคือ ได้คอยให้คำแนะนำการแบ่งเงินให้กับลูกๆ ได้ด้วยครับ และข้อดีอีกข้อหนึ่งคือ (ข้อดีเยอะจริงๆ) การเพิ่มความอดทนรอ เพิ่มวินัย เพื่อที่จะได้สิ่งของมาสำหรับเด็กๆ ครับ

ผมขอแนะนำเคล็ดลับจากการลงทุนด้วยวิธีการง่ายๆ ก็คือ เก็บออม และลงทุนแบบถัวเฉลี่ยในจำนวนเงินที่เท่าๆ กันทุกเดือน หรือที่เรียกว่า DCA (Dollar Cost Averaging) ซึ่งข้อดีของ DCA คือ ทำให้น้องๆ มีวินัยในการเก็บออม แถมไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากโดยเริ่มต้นแค่ 1,000 บาทเท่านั้นเองครับ

ถ้าเราลงทุนให้กับเด็กๆ ด้วยเงิน 1,000 บาท ทุกเดือน เป็นเวลา 20 ปี (ตั้งแต่เกิดจนเรียนมหาวิทยาลัย) กับกองทุนหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยโดยประมาณ 12% ต่อปี ก็จะมีเงินประมาณ 1 ล้านบาท ได้ไม่ยากครับ!! ยกตัวอย่างเช่น กองทุนเปิดบัวแก้ว, กองทุนเปิดบัวหลวงทศพล และถ้าเราลงทุนระยะยาวมากเท่าไหร่ ความผันผวนก็จะลดลงมากเท่านั้น!

แน่นอนว่า คุณพ่อคุณแม่ และผู้ปกครองที่ต้องการเก็บเงินส่วนนึงไว้ให้กับลูกหลาน เพื่อเป็นทุกการศึกษาเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศก็สามารถใช้วิธีนี้ได้เช่นกันนะครับ

3. สอนให้เตรียมพร้อมสู่การบริหารเงินด้วยตนเอง

ช่วงเริ่มเข้ามหาวิทยาลัย

  • “เชื่อใจ” เป็นเรื่องสำคัญ
  • “อิสระ” เป็นเรื่องใหญ่
  • พ่อแม่ “ต้องให้ความเข้าใจ”

เมื่ออายุของลูกๆ หลานๆ เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นอย่างเต็มตัวมากขึ้น เราเองก็ควรที่จะเริ่ม “ปล่อย” ให้เด็กๆ ได้มีโอกาสบริหารเงินกันเอง โดยที่สอนการทำบัญชีรายรับจ่ายของตนเอง ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีโปรแกรมการจดบัญชีรายรับจ่ายมากมายครับ จุดสำคัญคือ เราเองก็ควรที่จะบริหารเงินให้เห็นหรือมีการเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่พ่อแม่กำลังทำอยู่ อย่างที่เรามักจะเรียกว่า “ตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน” นั่นเอง

22/27 รายได้สร้างได้จากการลงทุน [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

มีเพื่อนมาถามหลายคนนะว่า นอกจากการทำงานประจำและงานพิเศษแล้วจะมีวิธีการสร้างรายได้ด้วยวิธีการอื่นได้อีกไหม ก็อย่างว่าคนเรามีเวลาจำกัด ทำงานประจำเสร็จว่างตอนเย็นกับเสาร์อาทิตย์ จะเอาเวลาทั้งหมดไปหารายได้นี่ก็จะเหนื่อยเกินไป

อันที่จริงการหารายได้มันมีหลายแบบ การใช้แรงงานและเวลาก็เป็นวิธีการหนึ่ง แต่อีกวิธีการก็คือการใช้เงินไปลงทุนในทรัพย์สินต่างๆ โดยให้ทรัพย์สินนั้นเกิดมูลค่าที่สูงขึ้นหรือลงทุนเพื่อให้เกิดรายได้ขึ้นมา พูดอย่างงี้ดูมันทางก๊านนน…ทางการเกินไป มายกตัวอย่างง่ายๆ ให้เห็นภาพดีกว่า

อย่างเช่นถ้าเราซื้อที่ดินมา เราสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ 2 ทาง คือ

  1. ซื้อแล้วรอไว้ เมื่อความเจริญมาถึง มูลค่าที่ดินจะแพงขึ้น ถ้าเราขายไปก็จะสร้างรายได้ให้เรา ถ้าในภาษาการลงทุนเขาเรียกว่ามีส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขาย ถ้าซื้อมาถูกกว่าขายไปก็ได้กำไร
  2. ซื้อแล้วเอามาทำประโยชน์สร้างรายได้ เช่น เปิดอพาทเมนต์ให้เช่า ที่จอดรถให้เช่า ก็จะทำให้เราสร้างรายได้ในแต่ละวันมากขึ้นได้ เขาเรียกว่าค่าเช่า ถ้าเป็นการซื้อหุ้นเขาเรียกว่ามีเงินปันผล

แต่การซื้อที่ดินมันก็อาจจะดูยากสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ไปหน่อย วิธีที่เราสามารถสร้างรายได้จากการลงทุนง่ายๆก็คือ เอาเงินไปต่อเงินที่มีผลตอบแทนสูงขึ้น เมื่อก่อนเราอาจจะฝากเงินไว้ ก็เปลี่ยนเงินฝากมาลงทุนรายเดือนได้ ไม่ว่าจะเป็นการเอามาซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมก็สามารถทำได้ไม่ยาก โดยมีหลักการสร้างรายได้ง่ายๆดังนี้

5 วิธีต่อยอดการลงทุนให้มั่งคั่ง

1. เปลี่ยนเงินออมมาเป็นเงินลงทุน

พอเราค่อยๆซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมเดือนละครั้ง มันก็จะสะสมความมั่งคั่งไปเรื่อยๆ เหมืนกับค่อยๆซื้อที่ดินทีละตารางเมตรสะสมไปเรื่อยๆ ยิ่งสะสมมากขึ้นเราก็มีโอกาสรวยขึ้นได้

2. เลือกลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมที่เติบโตและมีเงินปันผล

เวลาเราลงทุนอะไรก็ต้องเลือกดีๆนะครับ หลักของการลงทุนคือต้องลงทุนในทรัพย์สินที่มันเติบโต ถ้ามันขาดทุนนี่อย่าเชียวเพราะเราจะขาดทุนตามไปด้วย และถ้าทรัพย์สิน เติบโตขึ้น มีกำไรเกิดขึ้น ปันผลมากขึ้น เราก็จะมีเงินมากขึ้น

3. ควรลงทุนอย่างมีวินัย

ทุกอย่างเราควรจะทำอย่างมาเป้าหมายและมีวินัยนะครับ กำหนดเลยว่าเดือนหนึ่งๆจะลงทุนด้วยเงินเท่าไหร่ เพราะเมื่อเราสร้างวินัยได้ก็จะบรรลุเป้าหมายในการสร้างความมั่งคั่งได้มากขึ้น เริ่มต้นอาจจะน้อยแต่พอเวลาผ่านไปเราจะสะสมได้มากขึ้นเองครับ

4. เพิ่มโอกาสการขยายความมั่งคั่งเสมอ

เมื่อเรามีโอกาสที่ได้รับรายได้เพิ่มเติม เช่นเงินเดือนขึ้นและมีโบนัสมากยิ่งขึ้น เราก็สามารถนำมาออมเพิ่มได้และลงทุนเพิ่มได้เช่นกัน ลองเพิ่มการลงทุนให้มากขึ้นทุกปีๆดูสิ เราจะมีรายได้จากการลงทุนทวีคูณเลยนะ

5. หาโอกาสในการลงทุนอื่นๆเพิ่มเติม

ต้องไม่ลืมว่าคนที่ประสบความสำเร็จ มักจะศึกษาและต่อยอดในสิ่งที่ตัวเองทำเสมอๆ การลงทุนก็เช่นกัน หากเรามีโอกาสศึกษาต่อยอดก็สามารถเพิ่มโอกาสในการลงทุนและเพิ่มความสามารถของเราในการสร้างรายได้เช่นกันนะครับ

การสร้างรายได้จากการลงทุนทำได้ไม่ยากเลยเห็นไหม ทรัพย์สินมันเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับเราได้จริงๆ และนี่ล่ะคือความหมายของคำว่าเงินต่อเงินที่ทำให้เรามีความมั่งคั่งมากยิ่งขึ้นครับ

3 ตัวช่วย รวยด้วยหุ้นเทคนิค ตอนที่ 5-2 “Signal Line และ MACD Histogram”

 สวัสดีคร๊าบบบ ……

พบกับตอนที่ 5-2 ของซีรี่ย์ 3 ตัวช่วยรวยหุ้นด้วยเทคนิค ในชื่อตอน “ทำความรู้จัก Signal Line และ MACD Histogram” ซึ่งเป็นตอนต่อจากตอนที่แล้วคือ “ทำความรู้จัก MACD” ที่เป็น Indicator ที่ใช้วิเคราะห์และให้ข้อมูลได้ทั้งทิศทางแนวโน้มของกราฟราคาหุ้น และ Momentum ของราคาหุ้น

สำหรับเนื้อหาของบทความในตอนนี้ผมจะแนะนำให้รู้จักกับ Signal Line และ MACD Histogram ซึ่งเป็น Indictor ที่ใช้วิเคราะห์และให้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้น  MACD อีกต่อหนึ่ง ณ จุดนี้ ผมจึงขอย้ำประเด็นสำคัญให้ทำความเข้าใจกันก่อนอีกสักครั้งว่า  Signal Line และ MACD Histogram ไม่ใช่ Indicator ที่ใช้สำหรับวิเคราะห์กราฟของราคาหุ้น แต่เป็น Indicator ที่ใช้วิเคราะห์เส้น MACD (Indicator ของ MACD)

MACD เป็น Indicator เพื่อวิเคราะห์กราฟราคาหุ้น

Signal Line และ MACD Histogram เป็น Indicator เพื่อวิเคราะห์ MACD

(Indicator ของ Indicator)

เวลาที่เลือกใช้งาน MACD นั้นส่วนใหญ่โปรแกรมสำหรับวิเคราะห์กราฟหุ้นมักจะไม่วาดเส้น MACD ออกมาเดี่ยวๆ เพียงเส้นเดียว แต่จะวาดเส้น Signal Line และ MACD Histogram พร้อมๆ กันกับ MACD ในพื้นที่เดียวกัน (เลือกใช้งาน MACD แต่มี Indicator แสดงออกมาทั้ง3 ตัวพร้อมๆ กัน)

เส้น Signal Line คืออะไร?

จากที่ผมได้เกริ่นนำมาก่อนหน้านี้ว่า Signal Line เป็น Indicator ของ MACD ซึ่ง Signal Line จะคือเส้นค่าเฉลี่ยแบบ Exponential ระยะเวลา 9 วัน (EMA(9)) ของ MACD นั่นเอง โดยค่าของ Signal Line เป็นการนำค่าของ MACD มาคำนวณด้วยสูตรของ Exponential Moving Average ด้วยค่าของ MACD ย้อนหลังเป็นเวลา 9 วัน แบบต่อเนื่อง และวาด Signal Line เป็นกราฟเส้นควบคู่ไปกับกราฟเส้นของ MACD ดังนั้นเวลาวิเคราะห์ MACD กับ Signal Line ที่ถูกวาดพร้อมๆ กัน จะใช้หลักการหรือวิธีการเดียวกันกับการวิเคราะห์เส้น EMA กับกราฟของราคาหุ้น แต่ต้องใช้จินตนการสักเล็กน้อยว่าตอนนี้เรากำลังวิเคราะห์ MACD กับ EMA ของ MACD เพื่ออยากรู้ว่า ทิศทางแนวโน้มของเส้น MACD เป็นอย่างไร

Signal Line = EMA(9) ของ MACD

SIgnal Line คือ เส้น Exponential Moving Average ของ  MACD

วัตถุประสงค์ในการวาดเส้น Signal Line ควบคู่กับกราฟเส้น MACD เพื่อต้องการระบุว่าเส้น MACD มีทิศทางแนวโน้มเป็นขาขึ้นหรือขาลง โดยใช้หลักการของการวิเคราะห์เส้นค่าเฉลี่ยเคลือนที่ (Moving Average) คือ ถ้าเส้น MACD อยู่เหนือเส้น Signal Line ซึ่งเป็น EMAของตัวมันเอง ก็จะสรุปว่าเส้น MACD น่าจะมีโอกาสสูงที่จะมีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาขึ้น แต่ถ้าเส้น MACD อยู่ใต้เส้น Signal Line ซึ่งเป็น EMA ของตัวมันเอง ก็จะสรุปว่าเส้น MACD น่าจะมีโอกาสสูงที่จะมีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาลง ซึ่งตอนที่แล้วผมได้ให้ตัวอย่างว่าการที่เส้น MACD มีทิศทางแนวโน้มเป็นขาขึ้นจะแปลความหมายได้อย่างไร และการที่เส้น MACD มีทิศทางอขงแนวโน้มเป็นขาลงจะแปลความหมายได้อย่างไร

Signal Line เป็น Indicator ที่ให้ข้อมูเกี่ยวกับทิศทางแนวโน้มของเส้น MACD

ส่วนทิศทางแนวโน้มของเส้น MACD จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Momentum ของราคาหุ้น

การที่เราอยากรู้ว่าเส้น MACD มีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาขึ้นหรือขาลง เนื่องจากทิศทางแนวโน้มของเส้น MACD จะบอกถึง Momentum ว่าเป็นอย่างไร เช่น กรณีที่เส้น MACD มีค่าบวก (+) หรืออยู่เหนือ Center Line และมีทิศทางเป็นขาขึ้น แปลว่า Momentum ทิศทางขาขึ้นเพิ่มมากขึ้น หรือกรณีที่เส้น MACD มีค่าลบ (-) หรืออยู่ใต้ Center Line และมีทิศทางเป็นขาขึ้นแปลว่า Momentum ทิศทางขาลงเริ่มลดลง ซึ่งทั้งสองกรณีที่ทิศทางของเส้น MACD เป็นขาขึ้นให้มุมมองในเชิงบวกต่อ Momentum ชองราคาหุ้น เป็นต้น (รายละเอียดของ MACD ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Momentum อยู่ในบทความตอนที่ 5-1 “ทำความรู้จัก MACD” )

MACD Histogram คืออะไร?

สำหรับ MACD Histogram ถูกคิดค้นและแนะนำขึ้นโดย Thomas Aspray โดยค่าของ MACD Histogram จะเท่ากับส่วนต่างหรือระยะห่างระหว่างเส้น MACD กับ Signal Line โดยการคำนวณค่าของ MACD Histogram จะคำนวณแบบต่อเนื่อง และวาดเป็นกราฟแท่งควบคู่ไปกับเส้น MACD และ Signal Line

ค่าของ  MACD Histogram ที่มีค่าเป็นบวก แปลว่า เส้น MACD อยู่เหรือเส้น Signal Line และค่า MACD Histogram ที่เป็นลบ แปลว่า เส้น MACD อยู่ใต้เส้น Signal Line  ส่วนค่า MACD Histogram ที่เป็น 0 คือจุดตัดระหว่างเส้น MACD และ Signal Line

MACD Histogram = MACD – Signal Line

MACD Histogram จะเท่าเกับระยะห่างระหว่าง MACD และ Signal Line

หลักการหรือแนวทางในการคำนวรค่าของ MACD Histogram ที่เป็นส่วนต่างหรือเป็นการวัดระยะห่างระหว่าง MACD กับ Signal Line นั้น เป็นหลักการเดียวกันกับที่ใช้ในการคำนวณ MACD ซึ่งเป็นการวัดระยะห่างระหว่าง EMA(12) และ EMA(26) เพื่อต้องการสักเกตว่า EMA(12) และ EMA(26) กำลังลู่เข้าหากันหรือกลังแยกออกจากกัน  แต่การคำนวณ MACD Histogram มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเกตว่าเส้น  MACD กับเส้น Signal Line กำลังลู่เข้าหากันหรือกำลังแยกออกจากกัน เพราะถ้าเส้น MACD และ Signal Line กำลังลู่เข้าหากันก็อาจจะมีโอกาสตัดกันได้ (ไม่ว่า MACD จะตัดเส้น Signal Line ขึ้นหรือลงก็ตาม)

MACD ใชัสังเกตว่า EMA(12) และ EMA(26) ว่ากำลังลู่เข้าหากันหรือแยกออกจากกัน

MACD Histogram ใช้สังเกตว่า เส้น MACD และ Signal Line กำลังลู่เข้าหากันหรือแยกออกจากกัน

กรณีที่ MACD Histogram มีค่าเป็นบวกและมีค่าเป็นบวกเพิ่มมากขึ้น แสดงว่าเส้น MACD อยู่เหนือเส้น Signal Line และเส้น MACD ขยับตัวสูงขึ้นในอัตราที่เร็วกว่า Signal Line ทำให้เส้น MACD และ ระยะห่างระหว่างเส้น MACD และ Signal Line กว้างมากขึ้น (เส้น MACD และเส้น Signal Line แยกออกจากกัน , โอกาสตัดกันน้อยลง)

แต่ถ้า MACD Histogram มีค่าเป็นบวกแต่มีค่าเป็นบวกลดน้อยลง แสดงว่าเส้น MACD อยู่เหนือเส้น Signal Line

“Mr. Messenger” หุ้น การลงทุน และเหตุผลของการมีชีวิต [บทสัมภาษณ์]

สวัสดีครับ ขอต้อนรับสู่คอลัมน์ คุยแบบไม่โง่  บทสัมภาษณ์กูรู คนดัง คนที่มีชีวิตพัง เอ้ย!! ชีวิตดี๊ดี แบบที่ไม่มีใครเหมือน รับประกันความเสียวแซบแลบแปล้บตามสไตล์พี่เกรย์แมนแห่งออมมันนี่อีกแล้วครับ

เน้นย้ำกันอีกทีนะครับว่า คอลัมน์สัมภาษณ์ดีๆ มีคุณภาพ แบบนี้ต้องรีบติดตามกันน่ะครับ เพราะคุณจะรู้สึกร้อนอย่างแน่นอน สงสัยใช่ไหมว่าทำไม ก็เพราะมันฮอต!!! ไงครับ (ผ่างงงงง) และที่สำคัญอย่าลืมแชร์บทความดีๆแบบนี้ให้ชาวบ้านชาวช่องเค้ารู้ว่า คนที่อ่านคอลัมน์นี้ทุกท่านสามารถที่จะฉลาดได้ง่ายๆ เพียงแค่กดแชร์ให้โลกรู้ แต่เรารู้อยู่แก่ใจว่าเรายังโง่เหมือนเดิมครับ จำไว้ท์

การสัมภาษณ์ครั้งที่สองของผม บอกตรงๆว่าตื่นเต้นมากครับ เพราะผมกำลังจะได้สัมภาษณ์คนดังอีกคนหนึ่ง ขอบอกก่อนเลยครับว่า ผู้ชายคนนี้เป็นเจ้าของแฟนเพจที่บอกไปแล้วใครๆก็ต้องร้องอ๋อ … เพราะเค้าคือ พี่แบงค์ ชยนนท์ รักกาญจนันท์ กูรูด้านการลงทุนและเศรษฐกิจชื่อดังของประเทศไทยและโลกโซเชี่ยลลลล ทั้งกระทู้แนะนำในพันทิป แถมยังเป็นเจ้าของเพจสินธร (Sinthorn) ที่มีคนกด Like เหยียบแสนคน และวันนี้พี่เขาได้ตกหลุมเสน่ห์พี่เกรย์มาเป็นกูรูคนใหม่ของออมมันนี่แล้วครับท่าน!!!!!!!!!!!!!!!!!

สำหรับคนๆนี้ ถ้าใครพูดถึงเรื่องฟัน.. ต้องนึกถึงพี่เค้าครับ แต่เดี๋ยวๆๆๆ “ฟัน” ที่ว่าย่อมาจาก ฟันโฟลว์ (FundFlow) หรือ กระแสเงินทุนที่สามารถเคลื่อนย้ายเข้าออกได้อย่างอิสระ ปกติเราจะหมายถึงเงินทุนของต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยยังไงล่ะครับ อย่ามาคิดลึกลามกว่าฟันอย่างอื่นนะครับ ผมรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ (ผ่างงงงงงงง)

พี่แบงค์ที่เคารพของเรา มีนามปากกาว่า Mr.Messenger ครับ ตอนแรกอ่านแล้วคิดว่าพี่เค้าคงได้แรงบันดาลใจจากการส่งเอกสาร วันนี้เราจะมาถามพี่เค้าว่าวิธีการส่งเอกสารทางไปรษณีย์ยังไงไม่ให้ของแตกหัก เผื่อว่าไปรษณีย์ไทยจะได้เอาไปเป็นเยี่ยงอย่าง (ฮ่าๆๆๆ ทำไมชีวิตกูไร้สาระจังวะ #ขำปนสมเพช)

อย่าเสียเวลา.. เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ สวัสดีครับพี่แมส เอ้ย พี่แบงค์ช่วยเล่าให้หน่อยสิครับว่า ทำไมพี่ถึงมีคนส่งเอกสารเป็นไอดอล

Mr. Messenger : สวัสดีครับ ผม แบงค์ ชยนนท์ รักกาญจนันท์ ครับ ปัจจุบันทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีตำแหน่งเป็น หัวหน้าที่ปรึกษาทางด้านการลงทุน ซึ่งหน้าที่หลักๆ ของผม คือ ให้คำปรึกษาลูกค้าเงินฝากของธนาคารที่ต้องการลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่มากกว่า โดยสำหรับส่วนที่พี่รับผิดชอบนั้น จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่ีมีเงินฝากมากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไปเท่านั้นครับ

หุ้ยยย ทำไมพี่แบ่งชนชั้นจังครับ แล้วคนธรรมดาแบบผมจะไปอยู่ไหนเนี้ย

Mr. Messenger : เอ่อ.. น้องครับมันคือหน้าที่ของพี่ครับ ถ้าพี่ไม่ทำก็ไม่มีเงินเลี้ยงลูกน่ะครับ หรือเราจะมาช่วยเลี้ยงลูกพี่ครับ (อึ้งแพพส์) ต่อเลยนะครับ ส่วนผลิตภัณฑ์ที่พี่มีหน้าที่แนะนำก็จะเป็นพวกกองทุนรวมต่างๆ นำมาบริหารจัดการเป็น Portfolio ให้กับลูกค้าครับ 

(เกร็ดที่คนโง่ๆอย่างคุณไม่รู้ : การจัด Portfolio คือการบริหารความเสี่ยงโดยกระจายลงทุนในสินทรัพย์ที่แตกต่างกันเพื่อให้ได้ผลการลงทุนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้)

เอางี้พี่ ต้นกำเนิดของพี่แมสเซนเจอร์ มันเริ่มมาจากไหน ยังไง บอกตรงๆตอนแรกผมนึกว่าพี่จะเปิดนวดแผนโบราณเสียอีก (นั่นมัน มาสสาจ)

Mr. Messenger : พี่เริ่มต้นมาจากพันทิป (pantip.com) ครับ ในตอนแรกที่เล่นพันทิป เราก็เริ่มต้นจากการแชร์ข่าวสาร คือ อ่านข่าวจากแหล่งอื่นๆ และนำมาแชร์ต่อๆไป ทีนี้พอเล่นไปซักพักนึงเราก็รู้สึกว่าเอ๊ะ… เราเป็น “คนนำสาร” หรือเปล่า เพราะเราเอาข่าวที่อื่น เช่น จากต่างประเทศ ไปตั้งกระทู้ พอคิดได้แบบนี้มันเลยเป็นที่มาของนามปากกาที่ชื่อว่า Mr. Messenger  

ทำไมพี่มอง Mr. Messenger เป็นแค่คนส่งเอกสารหรือครับ  ก็แค่กอปปี้ข่าวชาวบ้านมาแปะๆๆๆ นี่มันขยะอินเตอร์เน็ชัดๆ ทำไมไม่คิดจะทำอะไรให้ก้าวหน้ากว่านี้บ้าง

Mr. Messenger : (เพี๊ยะะะ กายหยาบของพี่แบงค์ได้ตบกบาลผมไปหนึ่งที) อย่างที่บอกครับ ว่าตอนที่พี่เริ่มต้นไม่ได้เหมือนกับตอนนี้ ตอนนั้นหน้าที่ของพี่คือ เอาข่าวจากที่อื่นมาแปะให้คนอืนๆ มันก็เหมือนกับการวิ่งส่งเอกสารเฉย แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้วไง เรามีการเติบโตขึ้น มีการพัฒนาขึ้น ตอนนี้พี่ใช้วิธีการวิเคราะห์เอง แต่นามปากกายังเป็นชื่อเดิมอยู่ครับ

เอางี้ดีกว่า พูดมาก็ดีเรื่องการพัฒนาการเติบโต ทีนี้ผมอยากรู้ว่าเป้าหมายชีวิตของพี่คืออะไร

Mr. Messenger : พี่แบ่งเป้าหมายออกเป็น 2 ฝั่งคือ  (โห้ววววววว ดีมาก ยัง!!!!)

  1. ด้านการเงิน พี่อยากจะมีอิสรภาพการเงิน (financial freedom) เหมือนกับทุกคน ตอนนี้พี่ก็มีตัวเลขในใจที่อยากจะเกษียณอยู่ที่เงินเท่าไหร่  
  2. อีกเป้าหมายหนึ่งคือ เป้าหมายทางธรรม พี่สนใจทางด้านพุทธศาสนา เพราะพี่รู้สึกว่าถ้ามีเป้าหมายทางด้านการเงินอย่างเดียว มันจะพุ่งไปสู่ความโลภครับ (แล้วที่พี่ทำอยู่นี้ไม่ได้เรียกว่าเห็นแก่เงินหรือครับ  #อุ๊ปส์แมวพิมพ์) ตอนนี้พี่มีเป้าหมายเรื่องการปฎิบัติธรรม ถึงขั้นที่อยากเลยก็แบบว่ามุ่งไปสู่ขั้นบรรลุโสดาบันให้ได้ในชาตินี้ (อืม.. พี่มาไกลแล้วครับ ขนาดผมแซวพี่ยังไม่โกรธ หัวใจพี่แม่มน่ากราบ)

คำถามต่อมาครับพี่ อย่าพูดเรื่องธรรมมะมาก ผมรู้สึกร้อนๆหนาวๆ ผมอยากรู้ว่า.. ทำไมชอบชวนคนมาลงทุน ไม่รู้หรือเล่นหุ้นแล้วเจ๊ง

Mr. Messenger :  ถ้าน้องใช้คำว่า “เล่นหุ้น” พี่บอกเลยครับว่า ตลาดหุ้นเป็นตลาดที่คน 20% สามารถทำกำไรได้เท่านั้น และอีก 80% ที่เหลือเจ๊ง ที่พี่กล้าพูดแบบนี้เพราะพี่เคยเป็น 80% ที่เจ๊งมาก่อน (เห็นด้วยพี่ ผมก็บอกลูกเพจเสมอน่ะ โง่หนึ่งครั้งเรียกว่าทดลอง โง่ครั้งที่สองเรียกว่าผิดพลาด ถ้าโง่ครั้งที่สามนี้เรียกว่าไอ้ฟายยยยยย)

วันนี้พี่สามารถพูดได้ว่า พี่เป็นคนที่อยู่ในกลุ่ม 20% ที่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น

3 ตัวช่วย รวยด้วยหุ้นเทคนิค ตอนที่ 5-1 “ทำความรู้จัก MACD”

สวัสดีครับพบกับตอนที่ 5 ที่จะมี 2 ตอน ตอนนี้จะเป็นตอนที่ 5-1 ของซีรี่ย์ 3 ตัวช่วยรวยหุ้นด้วยเทคนิค ในตอน “ทำความรู้จัก MACD” สำหรับบทความตอนนี้ผมจะมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับ MACD (Moving Average Convergence Divergence อ่านว่า “Mac-Dee” หรือ “ M-A-C-D” ก็ได้) Indicator ตัวนี้เป็น Indicator ที่นำลักษณะของกราฟเส้น Moving Average ที่ถูกวาดขึ้นพร้อมๆ กัน 2 เส้นมาประยุกต์ใช้งาน เพื่อการวิเคราะห์ทางเทคนิคด้วยหลักการที่ซับซ้อนขึ้น ความเห็นส่วนตัวของผมนี่ยกให้ MACD เป็นสุดยอด Indicator ในดวงใจเลยทีเดียว

เพราะจุดแข็งของ MACD เป็น Indicator ที่สามารถให้ข้อมูลได้ทั้ง 1) ทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น (Trend) และ 2) แรงส่งของราคาหุ้น (Momentum) พร้อมๆ กัน

ด้วยจุดแข็งตรงนี้จึงทำให้ MACD เป็น Indicator ที่แม้ว่าจะถูกพัฒนาและใช้งานมานานแล้ว แต่ยังเป็น Indicator ที่ยอมรับและได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบันนี้

เนื่องจากบทความนี้เกี่ยวกับ MACD ซึ่งเป็น Indicator ที่ประยุกต์เอาลักษณะของเส้น Moving Average 2 เส้นมาวิเคราะห์ด้วยหลักการที่ซับซ้อนขึ้น ผู้อ่านคนไหนที่ยังไม่คุ้นเคยกับการแปลความหมายจากกราฟเส้น Moving Average ผมแนะนำให้ลองอ่านและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Moving Average ก่อนแล้วค่อยอ่านบทความนี้ตามทีหลัง เพราะจะทำให้สามารถทำความเข้าใจลักษณะของ MACD ได้ง่ายขึ้น ตาม Link ที่ให้ไว้ด้านล่างครับ

ตอนที่ 1 ทำความรู้จัก Indicators

ตอนที่ 2 ทำความรู้จัก EMA

ตอนที่ 3 วิธีใช้งานเส้น EMA ที่ไม่ถูกต้อง

ตอนที่ 4 วิธีใช้งานเส้น EMA ที่ถูกต้อง

แต่สำหรับใครที่คุ้นเคยกับการอ่านเส้น Moving Average แล้วเราไปลุยกันต่อได้เลยครับ

MACD คืออะไร?

ผู้คิดค้น MACD คือ Gerald Appel โดยประยุกต์เอาลักษณะของกราฟเส้น  Moving Average ที่วาดขึ้นมา 2 เส้นพร้อมๆกันมาคำนวณเป็น Indicator ตัวใหม่คือ MACD จากชื่อของ MACD (Moving Average Convergence Divergence) ที่มีคำว่า “Convergence” ที่แปลว่า วิ่งเข้าหากันหรือลู่เข้าหากัน และคำว่า “Divergence” ทีแปลว่า ห่างออกจากกันหรือแยกออกจากกัน

การคำนวณค่า MACD จึงเป็นการวัดระยะห่างระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 เส้น เพื่อดูว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 เส้นกำลังเคลื่อนที่ลู่เข้าหากันหรือแยกออกจากกัน

โดยสูตรในการคำนวณ MACD แบบดั้งเดิมจะเป็นการนำเอาค่าของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ Exponential ที่คำนวณจากข้อมูลราคาย้อนหลัง 12 วัน (EMA12) ลบกับ ค่าของเส้นค่าเฉลี่ยแบบ exponential ที่คำนวณจากข้อมูลราคาย้อนหลัง 26 วัน (EMA26)

MACD = EMA(12) – EMA(26)

หรือ

MACD = ผลต่างหรือระยะห่างของเส้น EMA(12) และ EMA(26) 

หมายเหตุ : ผมเห็นบางคนอาจเปลี่ยนจำนวนวันย้อนหลังในการคำนวณเส้น EMA โดยไม่ใช้จำนวนวัน 12 วัน และ 26 วัน ถ้าใครมีสไตล์การซื้อขายที่ซื้อเร็วขายเร็วหรือระยะเวลาในการถือหุ้นไม่นานก็จะปรับจำนวนวันในการคำนวณเส้น EMA ให้สั้นลง  แต่ถ้าใครมีระยะเวลาถือหุ้นที่นานอาจปรับจำนวนวันในการคำนวณเส้น EMA ให้ยาวขึ้นได้  (คล้ายกับหลักการในการปรับจำนวนวันในการคำนวณเส้น Moving Average)

วิธีแสดงค่า MACD

การวิเคราะห์ MACD จะคำนวณค่าของ MACD ออกมาจำนวนหลายๆ ค่าต่อเนื่องกัน และนำค่าเหล่านั้นมา

วาดเป็นกราฟเส้นควบคู่ไปกับกราฟของราคาหุ้น แต่จะวาดกราฟเส้นของค่า MACD บนพื้นที่ใหม่แยกออกมาจากกราฟราคาหุ้น

และในพื้นที่ของกราฟเส้น MACD จะมีการลากเส้นแนวนอนของค่า MACD = 0 ไว้ด้วย (เส้นแนวนอนของค่า MACD = 0 เรียกว่า Center Line)

เวลาอ่านกราฟเส้น MACD เค้าดูอะไรกัน?

ค่าของ MACD และลักษณะของกราฟเส้น MACD ที่วาดขึ้นสามารถอธิบายลักษณะของเส้น EMA(12) และ เส้น EMA(26) ได้ดังนี้คือ

ดูว่าค่า MACD เป็นบวก (+), ลบ (-), หรือ ศุนย์(0)

1) ถ้า MACD มีค่าเป็นบวก แปลว่า EMA(12) มีค่ามากกว่า EMA(26) ถ้าดูจากกราฟจะเห็นได้ว่าเส้น EMA(12) ซึ่งเป็นเส้น EMA ระยะสั้น จะอยู่เหนือเส้น EMA(26) ซึ่งเป็นเส้น EMA ระยะยาว

2) ถ้า MACD มีค่าเป็นลบ แปลว่า EMA(12) มีค่าน้อยกว่า EMA(26) ถ้าดูจากกราฟจะเห็นได้ว่าเส้น EMA(12) ซึ่งเป็นเส้น EMA ระยะสั้น จะอยู่เหนือใต้ EMA(26) ซึ่งเป็นเส้น EMA ระยะยาว

3) ณ จุดที่ค่า MACD = 0 เป็นจุดตัดกันของเส้น EMA(12) และ EMA(26)

4) ถ้า MACD มีเป็นค่าบวกและยิ่งมีค่าเป็นบวกมากขึ้น แสดงว่า เส้น EMA(12) อยู่เหนือเส้น EMA(26) และเส้น EMA(12) กับเส้น EMA(26) เคลื่อนที่แยกออกจากกัน  ทำให้ความห่างระหว่าง EMA ทั้ง 2 เส้นเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเส้น EMA(12) ปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าเส้น EMA(26) ทำให้เราเห็นว่าเส้น MACD เป็นเส้นที่มีแนวโน้มของทิศทางเป็นขาขึ้นในขณะที่มีค่าเป็นบวก (อยู่เหนือ Center Line)  

5) แต่ถ้า MACD มีค่าเป็นลบและยิ่งเป็นค่าเป็นลบมากขึ้น แสดงว่าเส้น EMA(12) อยู่ใต้เส้น EMA(26) และเส้น EMA(12) กับเส้น EMA(26) เคลื่อนที่แยกออกจากกัน ทำให้ความห่างระหว่าง EMA ทั้ง 2 เส้นเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเส้น EMA(12) ปรับตัวลดลงเร็วกว่าเส้น EMA(26) ทำให้เห็นว่าเส้น MACD เป็นเส้นที่มีแนวโน้มของทิศทางเป็นขาลงในขณะที่มีค่าเป็นลบ (อยู่ใต้เส้น Center Line)  

6) ถ้า MACD มีเป็นค่าบวกแต่มีค่าเป็นบวกลดดลง แสดงว่า เส้น EMA(12) ยังอยู่เหนือเส้น EMA(26) และเส้น EMA(12) กับเส้น EMA(26) เคลื่อนที่ลู่เข้าหากัน ทำให้ความห่างระหว่างเส้น EMA 2 เส้นลดน้อยลง  เนื่องจากเส้น EMA(12) ปรับตัวสูงขึ้นช้ากว่าเส้น EMA(26) หรือเป็นช่วงที่เส้น EMA(12) เริ่มจะปรับตัวลดลง แต่เส้น EMA(26) ปรับตัวลดลงในจังหวะที่ช้ากว่า ทำให้เห็นว่าเส้น MACD เป็นเส้นที่มีแนวโน้มของท

Review DCA กับช่วงหุ้นตก 100 จุด

ช่วงนี้หลังบ้านทั้งใน Line Facebook พลั่งพลูไปด้วยกับคำถามของแฟนๆนักออมหุ้นนะครับว่า

“พี่ๆๆๆ ทำไมหุ้นมันลงจัง แล้วมันจะลงไปขนาดไหน เท่าไหร่ควรซื้อดี”

โอ้ว ผมตอบไม่ได้หรอก ผมไม่ใช้นักเก็งกำไรราคาที่บอกอะไรได้ขนาดนั้น แต่ผมมองดูการเติบโตและการออมหุ้นเหล่านั้นให้เราสามารถสร้างความมั่งคั่งอย่างมั่นคงได้  ซึ่งในวันนี้ผมมีตัวอย่างมาให้ดูครับ ก่อนที่เราจะไปดูหุ้นตัวอย่างรายตัว ผมอยากจะบอกให้อย่างนึงว่า เวลาเรามีอารมณ์ในระดับ ชั่วโมง นาที วินาที บางทีความคิดเรามันถูกพาไปไกลมากจนทำให้หวั่นไหวในการลงทุนได้ พูดง่ายๆว่าการมองในระยะสั้นเยอะๆมันก็จะกระทบต่อการลงทุนระยะยาวได้หากใจไม่นิ่งพอ มีนักลงทุน DCA หลายคนเจอเหตุการณ์หุ้นตก 100 จุด ก็หนีกันตะเลิดแล้ว แต่มันเป็นเหตุการณ์ระยะสั้นนะครับเมื่อมันจบไป ทุกอย่างจะกลับเข้าไปสู่ความเป็นจริงของมันในเชิงพื้นฐานระยะยาวอยู่แล้ว เดี๋ยวมีตัวอย่างนะครับ

หมายเหตุ : กราฟที่แสดงและข้อมูลในเรื่องหุ้นทั้งหมดอ้างอิงมาจากเวปหุ้นปันผลนะครับ >>>> www.panphol.com

ตัวแรกเลยนะครับโรงพยาบาล BH

ใครมาลงทุนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พอเจอเหตุการณ์ตลาดหุ้นถล่ม 100 จุดทีนี่เสียวไปตามๆกัน แต่พอมาดูในช่วง 1 ปี หากผม Assume ว่ากราฟนั้นสะท้อนทุกอย่างที่เป็นแง่ดีแง่ร้ายรวมถึงผลประกอบการไปแล้ว จะเห็นได้ว่า Trend ในรอบ 1 ปีของหุ้นตัวนี้มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรอย่างนั้น ตอนจบของวันมันก็เด้งขึ้นจากเหตุตกใจไปอยู่ในกรอบของการลงทุนที่ใกล้เคียงกับจุดเดิม ใช่ไหมครับ

ทีนี้หากเรามามองในมุมของการทำ DCA ในรอบ 1 ปีจะเป็นอย่างไร

ผมใช้ราคาเปิดของวันที่ 15 ของแต่ละเดือนในการคำนวนะครับ จะเห็นได้ว่า เริ่ม ธันวาคม 2556 – ธันวาคม 2557 จะเห็นได้ว่าหากลงทุนมา 1 ปีแล้วตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีอะไรกระทบมากครับ ถึงแม้ราคาเปิดของวันที่ 16 ธันวาคม จะเป็น 135.50 บาท ก็ยังไม่ได้กระทบต่อ Port DCA ภาพใหญ่ แต่ผมก็ตอบไม่ได้นะครับว่าในวันต่อๆไปมันจะปรับราคาลงหรือเปล่านะครับ ซึ่งถ้ามันลงต่ำมาอีก DCA ก็จะเฉลี่ยลงตามราคาหุ้นที่ปรับตัวตาม

ตัวต่อมาคือ PTTEP

ช่วงนี้ตัวพลังงานมีแนวโน้มที่ไม่ค่อยดีนะครับ อันที่จริงสินค้าวัฏจักรอย่างน้ำมันนั้นก็เป็นอุตสาหกรรมที่ผมหลีกเลี่ยงให้ออมหุ้นแบบ DCA เพราะถ้าเมื่อไหร่สินค้าโภคภัณฑ์มันปรับตัวราคาลดลงก็มีผลในแง่ของการทำกำไรของบริษัท ช่วงนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลงแรง ก็ย่อมมีผลกระทบต่อธุรกิจประเภทนี้เข้าไปใหญ่เลย หากเราลงทุนในธุรกิจขุดเจาะน้ำมันราคาขายน้ำมันก็มีผลต่อการทำกำไรของบริษัท ถ้ากรณีของโรงกลั่นน้ำมันหากมีการ Stock น้ำมันเยอะๆก็อาจจะเจอ Stock-loss ได้เหมือนกันใช่ไหมครับ คล้ายๆกับเราซื้อวัตถุดิบมาแพง พอเจ้าอื่นๆเขาซื้อของต้นทุนถูกกว่าแล้วขายในราคาตลาดโลกที่ต่ำลงไปด้วย ไอเราวัตถุดิบก็ขาดทุน เอาไปขายก็กำไรน้อยลงหรืออาจจะต้องขายขาดทุนเพื่อให้แข่งกับเจ้าอื่นได้ แน่นอนว่าธุรกิจแบบนี้มีความเสี่ยงสูงจริงๆ

เหมือนเดิมนะครับ ผมดูกราฟภายใต้การสมมติฐานไว้ว่าทุกอย่างสะท้อนในกราฟนี้แล้วจะเห็นได้ว่า 3 เดือนที่ผ่านมาหุ้น PTTEP ลงตลอดและกราฟ 1 ปีก็ดูนิ่งๆและมาลงรุนแรงในไตรมาสสุดท้าย มองเผินๆก็รู้เลยว่าหากใครลงทุนตั้งแต่ต้นปี ตอนนี้เจ๊งกันหมดนะครับ มาดูมุมมองของ DCA 1 ปีของหุ้นตัวนี้ว่าจะเป็นอย่างไร

ตายไปเลย แต่ก็เป็นไปตามคาดอยู่แล้วนะครับ หุ้นพลังงานเป็นขาลงแล้ว ยังไงก็ขาดทุนละนะ สำหรับผมไม่ DCA หุ้นพลังงานแบบนี้อยู่แล้วและคิดเสมอว่าหุ้นที่เป็นโภคภัณฑ์ควรจะลงทุนในช่วงที่เป็นขาขึ้นเท่านั้น มันไม่เหมือนหุ้นเติบโตที่ธุรกิจขยายกิจการและการทำกำไรเพิ่มขึ้นจากสาขาใหม่ๆที่มันมีนะครับ ราคาพลังงานถ้าตกปุ๊ปนี่ยิ่งมีเยอะยิ่งขาดทุนเยอะตามเลย ส่วนคนที่ DCA หุ้นประเภทนี้ต้องตัดสินใจแล้วนะครับว่าจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป เพราะผมเห็นเขาคาดการราคาน้ำมันจะลงเรื่อยๆอีก

DTAC

ยอมรับเลยครับว่าตัวนี้ผมไม่ค่อยได้ดูนัก แต่เอาให้ดูหน่อยก็ได้วว่ามันมีแนวโน้มปรับตัวลงมาเรื่อยๆนะครับทั้งในรอบ 3 เดือนถึง 1 ปี ก็ต้องไปดูว่ามันปรับตัวลงมาเพราะอะไร แต่… เท่าที่ผมอ่านๆในข่าวดูบ้าง ก็เห็นว่าเขาวิเคราะห์กันในเรื่องของการทำกำไรที่ลดลงของบริษัทจากข่าวนี้นะครับ >>> ข่าว DTAC ลองดูเพิ่มเติมนะครับ แหม แต่ในอุตสาหกรรมแบบนี้คู่แข่งมันก็วนๆกันอยู่ไม่กี่รายเนอะ ถ้า DTAC กำไรลดจากการใช้บริการก็ไม่แน่ว่าเขาย้ายไปค่ายอื่นกันหรือเปล่า ค่ายอื่นอาจจะทำกำไรได้มากขึ้นก็ได้ อิอิ

ช่วงต้นปีนี่มันขึ้นตลอดเลยจนกระทั่งกลางปีราคาลดลงฮวบๆแล้วก็ลดลงเรื่อยๆอยู่แล้วยะครับ สำหรับเมื่อวันก่อนราคาในช่วงที่ลดลงเยอะๆมันก็ตามตลาดนั่นแหระ แต่อนาคตถ้าอัตราการทำกำไรมันยังลดลงอีก ผมก็ไม่รู้สิน่าว่าหุ้นมันจะดิ่งต่อไปเรื่อยๆหรือเปล่า อันนี้ก็ต้องตามกันดูนะครับ มาดูมุมมองของ DCA ในหุ้น DTAC ดูนะครับว่าเป็นอย่างไรบ้างดีกว่า

ในรอบ 1 ปี หากเราลงทุนมาจะพบว่าช่วงที่ราคามันขึ้นในช่วงต้นปีก็ได้กำไรกันไปตามๆกัน แต่ช่วงนี้ DTAC ขาลงอยู่นะครับ มันก็อยู่ที่คุณมองแล้วล่ะว่าอนาคต DTAC จะเติบโตและมีผลกำไรที่ดีกว่านี้หรือเปล่า ถ้าคิดว่าดีราคามันก็จะปรับขึ้นไปเองล่ะครับ  อย่างไรก็ตามนะผมว่าในเรื่องของการแข่งขันอาจจะต้องไปศึกษาความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาวอีกที ( Five Forces Factor) นั่นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่บอกเราไá

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save