บทวิเคราะห์สถานการณ์หุ้นช่วงแดงเดือด

ภาวะการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2557 มีความผันผวนมาก ราคาต่ำสุดของวันดัชนี SET  ปรับตัวลดลงไปถึง -138.96 จุด คิดเป็น -9.17 % แต่ราคาปิดสามารถขยับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วเหลือเพียง -36.46 จุด ถ้านับจากต้นเดือนธันวาคม 2557 ดัชนี SET อยู่ราวๆ 1600 จุด และใช้เวลาเพียง 5 วัน ติดลบไปถึง 120 กว่าจุด หลายคนคงจะมีคำถามว่า หุ้นลงแรงเพราะอะไร? ตอนนี้จะซื้อหุ้นได้หรือยัง? ตลาดหุ้นจะหยุดลงหรือยัง? หรือจะลงไปกว่านี้อีกมั๊ย?  ผมขอตอบตรงๆเลยอย่างจริงใจครับว่า “ไม่รู้!!!!!!!!!” ลองอ่านบทความ คำถามต้องห้ามหากจะเรียนรู้หุ้นเทคนิค เพื่อจะได้เข้าใจครับว่าทำไมผมถึงตอบว่า “ไม่รู้!!!!!!!!”

แต่จากสถานการณ์ในปัจจุบัน ผมแนะนำให้ลองตั้งคำถามง่ายๆแบบนี้สัก 3 คำถามดีกว่าครับ 

  1. ตอนนี้เป็นจังหวะที่น่าสนใจเข้าซื้อหุ้นหรือเปล่า? เพราะอะไร? 
  2. ถ้าอยากจะซื้อหุ้นจะซื้อตัวไหนดี ?
  3. ถ้าซื้อหุ้นแล้วหุ้นไม่ยอมขึ้นจะตัดขาดทุนที่ตรงไหน เพราะอะไร?

คำถามที่ 1  ตอนนี้เป็นจังหวะน่าสนใจซื้อหุ้นหรือเปล่า?

(หลายคนคงอยากบอกว่าอย่าถามได้ไหมว่าตอนนี้น่าซื้อหรือเปล่า เพราะซื้อหุ้นเต็มพอร์ทตังหมดไปเรียบร้อยแล้ว ให้ถามว่าตอนนี้เริ่มขาดทุนเยอะแล้วจะทำยังไงดีกว่า :P) คำตอบก็คือตอนนี้เป็นจังหวะที่ดีมากๆ น่าสนใจซ๊อปหุ้นราคาถูกครับ ผมนี่เมาส์ในมือสั่นไปหมดแล้วอยากเคาะซื้อหุ้นเต็มแก่ละ เหตุผลเพราะอะไรลองมาดูกันครับ

ภาพแรกเป็นกราฟรายสัปดาห์ของดัชนี SET ตั้งแต่ปี 2009 จนถึงปัจจุบัน (ระยะเวลา 6ปี) ผมได้ลองลากเส้นแนวโน้มขาขึ้น (Trend Line) จะเห็นได้ว่าตอนนี้หุ้นลงปรับตัวลงมาบริเวณเส้นแนวโน้มของกราฟรายสัปดาห์เป็นครั้งที่ 4 พอดี เส้นแนวโน้มจากกราฟรายสัปดาห์ที่มีระยะเวลานาน และราคาได้สัมผัสเส้นแนวโน้มเส้นนี้ก่อนหน้ามา 3 ครั้งแล้วด้งปรับตัวสูงขึ้น  ถือได้ว่าเป็นเส้นแนวโน้มที่แข็งแกร่งอย่างมาก เพราะจะเห็นได้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา 6 ปี ดัชนี SET ไม่เคยลดต่ำลงกว่าเส้นนี้เลย ดังนั้นเมื่อ ดัชนี SET ปรับตัวลดลงมาถึงเส้นแนวโน้มเส้นนี้ผมจึงคิดว่าเป็นเวลาที่ดีที่เราจะลองหาจังหวะซื้อหุ้น โดยคาดหวังว่าราคาจะเด้งกลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้นอีกครั้ง

ภาพที่สองเป็นกราฟรายวันของดัชนี SET มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 3 จุดคือ 

  1. บริเวณดัชนี 1370-1380 จุดเป็นบริเวณแนวรับที่พิจารณาจากจุดต่ำสุดที่เกิดขึ้นในอดิตช่วงเดือนพฤษภาคม จะเห็นได้ว่าแนวรับจากกราฟรายวันและแนวรับจากกราฟรายสัปดาห์อยู่ที่ระดับราคาที่ใกล้เคียงกัน ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจว่าที่ดัชนี SET ระดับ 1370-1380 จุด เป็นแนวรับที่น่าจะมีแรงซื้อเข้ามามาก
  2. ปริมาณการซื้อขายของวันที่ 15 ธันวาคม สูงถึงแสนล้านบาท ตัวปริมาณการซื้อขายเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญเวลาวิเคราะห์ทางเทคนิคคือ ปริมาณการซื้อขายที่สูงจะเป็นตัวยืนยันได้อย่างดีว่ามีคนเข้ามามีส่วนร่วมซื้อขายหุ้นในวันนี้เป็นจำนวนมาก และหุ้นก็มีการซื้อขายเปลี่ยนมือเป็นจำนวนมากด้วยเช่นเดียวกัน ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขายอีกข้อหนึ่งคือหลายๆครั้งจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดมักจะเกิดในวันที่มีปริมาณการซื้อขายมากๆ ดังนั้นปริมาณการซื้อขายระดับแสนล้านบาทจึงเป็นข้อมูลให้ผมสนใจเข้าหาจังหวะซื้อหุ้นในช่วงนี้ครับ
  3. เมื่อดัชนี SET มาถึงจุดแนวรับที่สำคัญ กราฟแท่งเทียนรายวันเป็นรูป Hammer ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งการกลับตัวของราคาจากขาลงเป็นขาขึ้นที่บอกเราว่าแรงขายเริ่มน้อยลงและแรงซื้อเริ่ม aggressiveมากขึ้น กราฟแท่งเทียนรูป Hammer ที่มีใส้เทียนด้านล่างยิ่งยาว และปริมาณการซื้อขายของวันที่เกิดแท่งเทียน Hammer ยิ่งมีปริมาณมากจะยิ่งทำให้แท่งเทียน Hammer ยิ่งมีความน่าสนใจยิ่งขี้นว่าราคาน่าจะมีการกลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น

ถ้าเราดูจากรูปที่ 3 ซึ่งเป็นกราฟราย 5 นาทีของดัชนี SET วันที่ 15 ธันวาคม จะสามารถเห็นรายละเอียดได้มากยิ่งขึ้นว่าในกราฟแท่งเทียน Hammer รายวันมีการเคลื่อนที่อย่างไรในระหว่างวัน พบว่าในช่วงแรกของวันมีแรงขายมีพลังในการควบคุมตลาดได้มากกว่าและทำให้fดัชนี SET ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากนั้นในช่วงบ่ายก่อนตลาดปิดก็มีแรงซื้อสวนกลับเข้ามาจนทำให้ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นการแสดงให้เห็นว่าที่ดัชนี SET ระดับ 1370-1380 จุด แรงขายเริ่มอ่อนกำลัง และแรงซื้อเริ่มตื่นตัวแย่งกันซื้อหุ้นจึงต้องไล่ซื้อในราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

คำถามที่ 2 ถ้าอยากจะซื้อหุ้นจะซื้อหุ้นตัวไหนดี?

ผมมีแนวทางในการเลือกหุ้นเวลาที่ SET ลงเยอะๆ แล้วเราคิดว่า SET จะเริ่มเด้ง ผมจะเลือกซื้อหุ้นที่แข่งแกร่งกว่าตลาดในตอนตลาดปรับตัวลง (หุ้นที่มี Relative Strength) หุ้นที่มีความแข็งแกร่งกว่าตลาดมีลักษณะดังนี้ คือตอนที่ SET ปรับตัวลงเยอะ หุ้นตัวไหนที่ปรับตัวลงเป็น % ที่น้อยกว่า SET หรือราคาไม่ค่อยลง แต่พอ SET มีทีท่าว่าจะหยุดลงหรือเด้งขึ้น หุ้นเหล่านี้กลับเด้งขึ้นได้เร็วกว่าตลาด สำหรับหุ้นที่อ่อนกว่าตลาด (Relative Weakness) เป็นหุ้นที่มีลักษณะตรงข้ามกับหุ้นที่แข็งกว่าตลาดเป็นหุ้นที่ผมหลีกเลี่ยงเพราะเมื่อ SET ปรับตัวขึ้นหุ้นเหล่านี้มักจะไม่ปรับตัวขึ้นตาม 

มีหลักการในการหาหุ้นที่มีความแข็งแกร่งกว่าตลาดอยู่หลายวิธี ส่วนตัวผมใช้งานโปรแกรม Aspen for Windows ผมจะดูความแข็งแกร่งของหุ้นจากกราฟ โดยเอาราคาของหุ้นหารด้วยดัชนี SET ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมอยากดูความแข็งแกร่งของหุ้น INTUCH เทียบกับ SET ผมจะเปิดกราฟ แล้วพิมพ์ INTUCH/SET โปรแกรม Aspen for Windows ก็จะแสดงกราฟต่อเนื่องของ ราคาหุ้น INTUCH หารด้วยดัชนี SET ออกมา ถ้าช่วงไหนกราฟของ INTUCH/SET เป็นแนวโน้มขาขึ้นแปลว่า หุ้น INTUCH มีความแข็งแกร่งมากว่า SET แต่ถ้าช่วงไหนกราฟของ INTUCH/SET เป็นแนวโน้มขาลง แปลว่าหุ้น  INTUCH อ่อนแอกว่าตลาด ถ้าช่วงไหนกราฟ INTUCH/SET เป็น sideway เคลื่อนที่ไปข้างๆ แปลว่าช่วงนั้น INTUCH กับ SET ขึ้นหรือลงด้วย % ที่เท่าๆกัน หรือมีความแข็งแกร่งพอๆก

[บทสัมภาษณ์] “Maibat”: ลงทุนคอนโดยังไงให้มีกำไรเป็น 2 เท่า

สวัสดีครับ

ขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่คอลัมน์ใหม่  “สัมพลาดให้คุณฉลาดขึ้น?” ที่จะไปตระเวนสัมภาษณ์ กูรู คนดัง คนที่มีชีวิตพัง เอ้ย!! ชีวิตดี๊ดี แบบที่ไม่มีใครเหมือน รับประกันความแรงแซบแลบแปล้บสะใจตามสไตล์พี่เกรย์แมนแห่งออมมันนี่ที่คุณต้องร้องซี๊ดดดดอย่างแน่นอน

ผมสัญญาว่าจะหมั่น สัมภาษณ์คนกูรูใหม่ๆ มาให้ทุกคนอ่านกัน ทุกๆ 1 – 2 สัปดาห์ รู้ใช่ไหมครับว่า คอลัมน์แบบนี้ต้องรีบติดตาม กด Like ให้ไว และอย่าลืมแชร์ให้คนอื่นอ่านด้วยครับ เค้าจะได้รู้ว่าเราฉลาด!!  ทั้งๆ ที่ จริงๆ เราอาจจะโง่กว่าคนอื่นเยอะก็ได้ (ตึ่ง..โป๊ะ!!)

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า…กับบทสัมภาษณ์ปฐมฤกษ์ด้วย ผู้ชายคนหนึ่งที่ ไม่สูง ไม่อ้วน ไม่หล่อ ไม่เตี้ย ไม่ขาว ไม่ดำ และที่สำคัญ!!  ไม่รู้ว่าผมจะสัมภาษณ์คนนี้ไปทำไม?  ขนาดผมเองยังไม่เคยได้สัมภาษณ์ ออกสื่อกับเค้าบ้างเลย ทำไมต้องเป็นคนนี้ด้วย ทำไม๊ ทำไม ทำม้ายยยยยยยยย

ต่อให้ผม #ร้องไห้หนักมาก ก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นมา แนะนำกันเลยดีกว่า ผู้ชายคนนี้ ชื่อ “ไม้แบต” ครับ เป็นว่าที่ AomMoney Guru คนใหม่ ที่นายหมีเอาเข้ามา จะเอามาแทนที่ผม ซึ่งจะมาเขียนบทความเรื่อง “เทคนิคการเล่นแบตมินตันยังไงให้เป็นทีมชาติ” ให้พวกเราอ่านกัน…… ไม่ใช่!! (ตึงโป๊ะมึงจะตลกก็ไม่บอกนะสัส)

จริงๆแล้ว  คุณพี่ไม้แบต คือกูรูด้านการเงินและอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของเมืองไทย สามารถทำกำไรจากการปล่อยเช่า และขายคอนโดได้ถึง 2 เท่า!!! ทุกวันนี่พี่แบตมีผู้ติดตามทางเฟสบุ๊กมากกว่า 65,000 กว่า คน จนผมแอบหมันไส้และไม่อยากจะสัมภาษณ์

แต่พูดมาซะขนาดนี้ ผมเชือว่าทุกคนคงอยากรู้จักพี่แบตแล้วใช่ไหมล่ะครับ ! ถ้าไม่อยากรู้จัก ก็หัดรู้จักคนเก่งๆไว้บ้างนะครับ บางครั้งอาจเป็นเพราะเราคบแต่คนโง่ชีวิตก็เลยเป็นแบบนี้ !!

Grayman: สวัสดีครับพี่ไม้แบตครับ แนะนำตัวให้ ทุกคนรู้จักหน่อยสิครับ ส่วนคนที่ไม่อยากรู้จักพี่ เชิญด่าพวกมันได้ตามสบายเลยครับ

Maibat: สวัสดีครับ ผมชื่อ อนุพงศ์ ชัยยะราษฎร์ ครับ ประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา ผมทำในบริษัทข้ามชาติมาโดยตลอดน่ะ ทำมาทางด้านการเงิน สายบัตรเครดิต ผ่านมาแล้วมากมายทั้ง Citibank , AIG และก็ย้ายมาอยู่ที่ GE จนสุดท้าย GE ขายให้กับแบงค์กรุงศรี ทำมาประมาณทั้งหมด 15 ปีแล้วครับ

Grayman: คุณพระ!! 15ปี !! ทำไมพี่แก่จังเลยครับ

Maibat: เออ กูแก่ขนาดเป็นพ่อมึงได้แล้วกัน (อันนี้พี่แบตไม่ได้ตอบครับ แต่ผมคิดว่าแกคงคิดในใจ)

Grayman: อยากให้พี่ช่วยเล่าประสบการณ์เม่า ของคุณให้ทุกคนฟังเป็นเยี่ยงอย่างหน่อยสิครับ

Maibat: ผมเริ่มต้นลงทุนในหุ้นก่อนครับ โดยจะลงทุนในพวกหุ้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดกำลังบูม ทำให้ได้กำไรดี แต่ว่า พอลงทุนไปซักพักก็เกิดความย่ามใจ เปลี่ยนไปลงทุนพวกหุ้นปั่น หุ้นปั้น หุ้นพรายกระซิบ จนทำให้พอร์ทที่มีต้องติดดอยไป สุดท้ายแล้วก็ใช้เวลาเกือบ 10 ปีในการทยอยขายกว่าจะได้กำไร

Grayman: ว้ายตายแล้ว!! พูดแบบนี้ที่แท้คุณก็เล่นหุ้นไม่เป็น ถึงต้องมาเอาดีด้านอสังหาใช่ไหมล่ะ ไม่แปลกหรอกครับคนเรามักจะไม่กล้าทำในสิ่งที่ตัวเองผิดพลาด เฮ้อ น่าสงสารจังเลยครับ

Maibat: แหม่… คุณก็พูดเกินไป ปัจจุบันผมก็ยังซื้อหุ้นอยู่บ้างครับ แต่เป็นสัดส่วนที่น้อย แค่ 4-5 ตัวเท่านั้นเอง

Grayman: หลังจากขาดทุนจากหุ้นแล้ว พี่แบตลงทุนอะไรต่อครับ ผมจะได้ไม่ทำตาม

Maibat: หลังจากนั้น ก็มีลงทุนในพวกกองทุนรวม เป็นสัดส่วนที่เยอะหน่อย ผมก็ลงทุนพวก LTF กับ RMF และกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งข้อดีของตราสารหนี้ คือ ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากประจำ และไม่ต้องเสียภาษี 15 % ด้วย จนปัจจุบันพอร์ทเงินระยะสั้นและกลางจะอยู่ในรูปของตราสารหนี้เกือบทั้งหมด

Grayman: ลงหุ้นแล้วเจ๊ง ก็เลยมาลงทุนกองทุนง่ายๆ หวังผลตอบแทนน้อยๆ ความเสี่ยงต่ำ แบบคนทั่วไปเค้าลงทุนกันสินะ หึ!!  แล้วอะไรคือจุดเปลี่ยน ที่ทำให้คนแบบพี่ กล้าที่จะเสี่ยงมาลงทุนในคอนโดกับเค้าล่ะครับ

Maibat: เอาจุดเริ่มต้นก่อนน่ะครับ

Grayman: ผมไม่ได้ ถามจุดจบแน่นอนครับ

Maibat:  ตอนแรกมีพี่ที่ทำงานมาชักชวนให้ลงทุนคอนโดแถวพระราม 9 เพราะได้ผลตอบแทนดี และหาคนเช่าได้ง่าย หลังจากที่ได้ผลตอบแทนประมาณ 8-9 % เนี่ยแหละ จึงทำให้มาศึกษาและลงทุนอสังหานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมเริ่มรู้สึกว่าอสังหาเหมาะกับการลงทุนของผม

เพราะ อสังหาเป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะเป็นเงินเย็น ที่สอดคล้องกับข้อดีของมนุษย์เงินเดือน คือ ลงทุนได้ส่วนหนึ่งและ สามารถกู้ธนาคารได้อีกส่วนหนึ่ง

Grayman: แล้วพี่มาเป็น “Maibat” แบบทุกวันนี้ได้ยังไง ? พี่แค่อยากดังใช่ไม๊ล่ะ

Maibat: เปล่าครับ

Grayman: ไม่ต้องสร้างภาพหรอกครับพี่ เรื่องแบบนี้มันปิดกันไม่ได้หรอก เพราะผมก็อยากดังเหมือนกัน (แต่ทำไมผมไม่ดังซักทีวะ)

Maibat: เปล่าจริงๆ ครับ ผมแค่อยากจะแชร์ข้อคิดในการทำงานของผมครับ  คืออย่างงี้นะครับ ผมทำการบันทึก ทรัพย์สิน หนี้สิน การออมเงิน จดใน Excel มาตลอด 10 ปี  นับตั้งแต่ปีแรกของการทำงาน  เพราะคิดว่าการวางแผนการเงินอย่างมีเป้าหมายทำให้ ผมสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้อย่างแม่นย้ำตามเป้าหมายที่วางไว้  ซึ่งผมทำมาเรื่อยๆ จนทรัพย์สินที่มีก็เติบโต ขึ้นประมาณ 100 เท่าได้

Grayman: โม้รึป่าวครับ คนบ้าอะไรจะมีวินัยได้ขนาดนั้น แถมทรัพย์สินเติบโตตั้ง 100 เท่า พี่คิดว่าคนอ่านจะเชื่อหรอ ? หรือว่าตอนแรกพี่มีหนึ่งบาท ตอนนี้ก็คงมีร้อยบาทสินะ หึ!

Maibat: เรื่องจริงครับ ผมเลยอยากที่จะแชร์ความรู้ตรงนี้  ผมเคยเขียนบทความแชร์ประสบการณ์ชื่อว่า 18 ข้อคิดการเงิน ลงในพันทิป จนกลายเป็นกระทู้แนะนำพันทิป ไม่ว่าจะเป็นห้อง สินธร สีลม และชายคา

[ออมหุ้น] ตอนที่ 7 Capital Gain ขึ้นก็ทุกข์ ลงก็ทุกข์

มาถึงบทความ ออมหุ้น ตอนที่ 7 แล้ว วันนี้อยากจะสนทนาเรื่อง Capital Gain 

ผมไม่รู้นะว่าเพื่อนๆทุกคนให้ความสำคัญกับ Cap Gain มากขนาดไหน

แต่ผมคนหนึ่งล่ะที่อาจจะมีมุมมองไม่เหมือนคนอื่นแน่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

เพราะผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ผมจ้องนานๆแล้วก็จะทุกข์มากครับ 

(อาจจะไม่ได้เป็นอย่างผมทุกคนละนะ แต่ด้วยความที่กลัวราคาเนี่ยเลยเป็น)

สมมตินะ ผมเห็นหุ้นมันราคา 10 บาท….

ไม่ว่าจะซื้อหรือขาย…. ผมมีแค่ 2 ทางเลือกคือ

1. รอ

2. ทำเลย

ใช่! ถ้าเราซื้อ 10 บาทเลย แล้วเราจ้องมันต่อ เราอาจจะเห็นหุ้นลงก็ได้

เลย 9.90 บาท งี้ แล้วตอนนั้นอ่ะ เราจะเสียใจยิ่งกว่าแฟนทิ้งทันที

“รู้งี้รอก่อนก็ดี จะได้ซื้อถูกลง” บางคนก็ถัว ถัวแล้วลงต่อก็มี

โอ้ยสารพัด แล้วถ้าเกิดมันลงไปถึง 6 บาท เงี้ย เราไม่กล้าซื้อแล้ว 

แล้วพอมันเด้งกลับมาถึง 12 บาท เราก็จะคิดว่า เสียดายยยยย

รู้งี้… ซื้อตอน 6 บาทเยอะๆเนาะ! ไม่งั้นได้ 1 เด้งแล้วเธอ

ระยะเวลาหุ้นขึ้นหุ้นลงมันก็แล้วแต่นะ อย่าถ้างหุ้นปั่นนี่ไปเร็วมากๆๆๆๆๆๆ

เวลาหุ้นขึ้นก็เหมือนกันถ้าซื้อแล้วก็ดีใจกันใหญ่ เย่ๆ ขึ้นแล้วรวยๆ

แล้วมันก็ลงมาที่เดิม บางทีก็เกือบ บางทีก็ขาดทุน แล้วไงล่ะ

โถ่… รู้งี้ขายทำกำไรไปแล้วก็มาเก็บตอนถูกก็ดี ซึ่งพอเอาเข้าจริง

พอขายไปแล้วมันดันขึ้นแล้วไม่ลงมาเนี่ย บ่นกันเข้าไปอีก

แล้วพอไปตามซื้อมันก็พาเราไปดอยซะงั้นอ่ะ

การรอก็เหมือนกัน ไม่ต่างกันหรอก เห็นรอ แล้วก็เล็งๆกัน 

ตั้งบิดต่ำๆ พอตลาดมันลงแรง ก็ถอนบิดออก ไม่ได้ซื้อ

แล้วพอมันเด้งก็ไม่กล้าซื้อ พอเรากล้าซื้อก็ดอยทันทีเพราะหุ้นลงต่อ

ไม่ว่าเป็นแบบไหนนะ มันจะต้องมีเรื่องคิดเล็กคิดน้อยตลอดเวลาเนี่ย

แหมก็พูดง่ายๆว่า

โดนราคาหลอกหลอนซะแล้ว

อยากได้หุ้นก็ต้องซื้อครับ แต่ถ้าซื้อก็ต้องบริหารจิตใจให้เป็น

ถ้าไม่อยากได้หุ้นก็ไม่ต้องซื้อครับ แต่ถ้าไม่ซื้อก็อย่าเสียดาย

สำหรับคนที่ออมหุ้นแบบ DCA นะ… 

Mindset ของเขาจะไม่เหมือนกับคนที่ลงในวิธีอื่นๆ

เขาจะเป็นอิสระต่อราคาหุ้นมากๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่า มันไม่ได้ซื้อทีเดียว

เดือนนี้ซื้อ 10 บาท….

เดือนหน้าหุ้นลง ดีใจฉิบหาย ได้ของถูกกว่าเดิม…..

เดือนต่อไปหุ้นลง ดีใจฉิบหาย รวยแล้ว… ราคาหุ้นสูงกว่าเดิมม

แล้วระหว่างเดือนก็ไม่ต้องสนใจอะไรกับราคาขึ้นลงเท่าไหร่ด้วย

นี่แหละมันก็เลยเป็นจุดหนึ่งที่ผมสบายใจมากในการซื้อหุ้น

เราลงทุนแบบไม่ต้องสนใจ Capital Gain รายวันให้เป็นทุกข์

ไม่ต้องดูเลยว่า จะขาดทุนหรือกำไรรายวันยังไง

เพราะสุดท้ายถ้าเราเลือกหุ้นถูกต้องและมีการเติบโต

เดี๋ยวราคามันจะสะท้อนเติบโตในระยะยาวเองนั่นแหระ

บางครั้งนะ ผมเองก็คิดว่า

การเริ่มต้นในการมีอิสรภาพทางการเงิน

อาจจะเริ่มต้นด้วยการเป็นอิสรภาพทางหน้าจอก็ได้

เอาราคาหุ้นหลอนๆมาฝากฮะ ^_^

(ราคาหุ้น ณ วันที่ 24 มีนาคม 2558 นะครัช)


ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล

เจ้าของผลงานหนังสือ ออมหุ้น ออมความสุข จากเวปไซต์ www.aomstock.com

 และ หนังสือรวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

นักเขียนประจำเวปไซต์ www.aommoney.com/tarkawin

แค่ฝากเงินถูกที่… เช็คคืนภาษีก็เพิ่มค่า

หลังจากผ่านพ้นช่วงยื่นภาษีเงินได้ประจำปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว @TAXBugnoms เชื่อเลยครับว่าหลายๆ คนที่รู้ผลว่าตัวเองได้ภาษีคืน คงกำลังรอคอย เช็คคืนภาษี อยู่ใช่ไหมคร้าบ 😀

สำหรับเรื่องนี้.. ต้องบอกเลยครับว่าให้อดใจรอคอยกันสักนิด ใครที่ขอคืนภาษีไม่มากก็อาจจะรอไม่นาน แต่ถ้าใครขอคืนเยอะมว้ากอาจจะต้องรอนานสักหน่อย ยังไงก็อย่าเพิ่งอารมณ์เสียกับพี่ๆ สรรพากรกันนะครับ เดี๋ยวได้คืนช้าไม่รู้ด้วย (อิอิ)

ระหว่างช่วงที่กำลังรออยู่แบบนี้ หรือบางคนที่ได้เช็คคืนภาษีมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมอยากถามสั้นๆ ง่ายๆ ว่าได้มีการวางแผนจะเอาเงินภาษีที่ได้คืนไปทำอะไรต่อไปดี เอาไปลงทุนต่อก็ใช่ ซื้อของที่อยากได้ก็เข้าท่า หรือว่าเอาไปทำบุญก็เยี่ยม แหม่.. อันนี้ก็แล้วแต่สไตล์ใครสไตล์มันนะคร้าบ

แต่เดี๋ยวก่อน!!!… ก่อนที่จะเอาเงินที่ได้ไปทำอย่างอื่น ผมอยากชวนมาคิดกันสักนิดครับว่า มันจะดีแค่ไหนนะ ถ้าเช็คคืนภาษีที่เราได้มานั้น มันสามารถเพิ่มมูลค่าได้สูงสุดถึง 1,000 บาท!!! แบบฟรีๆ โดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย ฟังดูแล้วน่าสนใจใช่ไหมครับ มาดูกันเลยดีกว่าว่าเจ้าเช็คคืนภาษีที่ว่านี้จะเพิ่มค่าได้อย่างไรกัน…

โดยวิธีเพิ่มมูลค่าของเช็คคืนภาษีนั้น เพียงแค่ทำตาม 3 ขั้นตอนง่ายๆ สบายๆ ชิวๆ ดังนี้คร้าบบ

  1. นำเช็คคืนภาษี (ไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำ) มาฝากรวมกับเงินสดเข้าที่บัญชีออมทรัพย์ขั้นต่ำเป็นจำนวน 10,000 บาท พร้อม สมัครบริการ SCB Easy Net พร้อมทำการ log in อย่างน้อย 1 ครั้ง สำหรับการทำธุรกรรมออนไลน์ บริการดีๆ ที่จะช่วยให้คนรุ่นใหม่อย่างเราๆ ใช้ชีวิตง่ายขึ้นครับ
  2. สมัครผลิตภัณฑ์หรือบริการของธนาคารไทยพาณิชย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่ขอแนะนำว่า ควรเลือกสมัครบริการ Direct Debit เพื่อเพิ่มความสะดวกในการชำระค่าบริการหรือสินค้าผ่านบัญชีอัตโนมัติ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ไม่ต้องเสียเวลาไปจ่ายเอง สะดวกมากๆ ครับ
  3. สมัครบริการ Easy Net พร้อม Log in อย่างน้อย 1 ครั้ง ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ฝากเช็คคืนภาษี

เมื่อทำครบทุกเงื่อนไขที่ระบุมานี้ ก็รอรับหน่วยลงทุนเข้ากองทุนไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ตราสารหนี้ (SFF) มูลค่าสูงสุด 1,000 บาท โดยมูลค่าหน่วยลงทุนนั้นจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนเงินฝากรวมกับเช็คคืนภาษีที่เข้าธนาคารในวันนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ 500 – 1,000 บาท ใครยิ่งฝากมากก็ยิ่งได้มากคร้าบบ โดยการที่ได้รับเงินเข้าบัญชีกองทุนแบบนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเริ่มต้นลงทุนสำหรับคนที่ยังไม่เคยลงทุน แถมยังเป็นการเปิดโอกาสในการับผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝากธนาคารอีกด้วยคร้าบ

สมมติว่า เราได้เช็คคืนภาษีจำนวน 5,000 บาทมา เราก็หยิบเช็คใบนั้นไปฝากเข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ พร้อมกับเงินเพิ่มอีก 5,000 บาท เพื่อให้ครบ 10,000 บาท  หลังจากนั้นก็แค่เปิดบัญชีกองทุนไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ตราสารหนี้ (SFF) พร้อมกับสมัครผลิตภัณฑ์ที่เข้าเงื่อนไขตามที่ธนาคารกำหนด ก็รับเงินโบนัสไปฟรีๆ จำนวน 500 บาทเลยคร้าบบบ

เห็นไหมล่ะครับว่า แค่เพียงขั้นตอนง่ายๆ แบบนี้ ก็ทำให้เราสามารถมีเงินเพิ่มขึ้นมาได้แบบสบายๆ โดยแคมเปญดีๆ แบบนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 31 กรกฎาคม 2558 ถ้าใครได้รับเช็คคืนภาษีช่วงนี้ อย่าลืมแวะมาให้ทาง SCB เค้าดูแลนะครับ หรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SCB Facebook Page หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ธนาคารไทยพาณิชย์ที่ www.scb.co.th คร้าบ

สุดท้ายนี้ @TAXBugnoms ขอฝากข้อคิดไว้สักนิดว่า วิธีการบริหารการเงินที่ดี คือการมองหาโอกาสที่จะเพิ่มค่าของเงินในทุกนาทีของชีวิต เพราะถึงแม้วันนี้เราจะยังมีเงินน้อย แต่ถ้าเรารู้จักใช้สอยและบริหารจัดการอย่างถูกต้อง การเป็นเศรษฐีก็ไม่ใช่เพียงแค่ความฝันอย่างแน่นอน

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

วางแผนชีวิตก่อนหมดไฟ ให้สุขใจทั้งครอบครัว

หนึ่งในคำถามที่เราไม่เคยย้อนคิดหรือถามตัวเองเลย นั่นคือ “ถ้าแก่ตัวไป เราควรจะมีเงินใช้ในยามเกษียณเท่าไหร่” เพราะหลายคนมองว่าเรื่องเกษียณเป็นเรื่องที่ไกลตัว บ้างก็คิดว่า การวางแผนเพื่อเกษียณนั้นไม่ใช่เรื่องจำเป็น แค่มีเงินใช้ในแต่ละเดือนก็พอแล้ว แต่ถ้าลองเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า “ถ้าคุณอายุ 60 แล้วไม่มีเงินสำหรับใช้ในวัยเกษียณเลย…ชีวิตคุณตอนนั้นจะเป็นอย่างไร”ตั้งคำถามแบบนี้ เริ่มน่าสนใจแล้วใช่ไหมครับ

ผมเคยลองมานั่งนึกๆ ดูนะครับว่า ถ้าคิดง่ายๆ แบบเร็วๆ เลยนะ ว่าถ้าผมอายุ 60 และอยากมีชีวิตอยู่ให้ถึงสัก 90 ปี หมายความว่า เราจะมีชีวิตอยู่อีก 30 ปี คิดง่ายๆ คือ 360 เดือน ถ้าเราต้องการมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาท นั่นหมายความว่าเราจะต้องมีเงินเก็บประมาณ 10.8 ล้านบาท เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่เดือดร้อนลูกหลาน ฟังแล้วรู้เลยว่า “การไม่วางแผนเกษียณ” เป็นเรื่องน่าสยองขึ้นในทีเดียว แต่มีสิ่งที่สยองกว่านั้นอีกครับ นั่นคือ เหตุการณ์ฉุกเฉินสารพัดที่สามารถเกิดขึ้นกับเราได้อย่างไม่ทันรับมือ เช่น อุบัติเหตุ เจ็บป่วยเป็นโรคร้าย หรือต้องใช้เงินฉุกเฉิน ค่ารักษาพยาบาลและการดูแลสุขภาพต่างๆ ที่พอเห็นราคาแล้วตกใจมาก 

แต่ถ้าเราไม่อยากมีชีวิตแบบนั้น แสดงว่าเราควรให้ความสำคัญใน 2 เรื่องเพื่อให้เกษียณอย่างมีความสุข นั่นคือ

  1. จะทำอย่างไรให้มีเงินใช้ในยามเกษียณอย่างไม่ลำบากจากการวางแผนการเงินที่ดี
  2. จะทำอย่างไรให้มีสุขภาพที่ดีจะได้ไม่ต้องใช้เงินเก็บในบั้นปลายชีวิต ไปกับการรักษาพยาบาลจนหมดตัว

ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกข้อไหนครับ?

แน่นอนว่า ข้อที่ 2 จะทำอย่างไรให้มีสุขภาพที่ดีนั้น ไม่มีใครรับประกัน “ความเสี่ยง” ที่เกิดขึ้นในชีวิตเราได้ เพราะแม้เราจะดูแลรักษาสุขภาพอย่างดีเยี่ยมเช่นไร ก็ไม่สามารถรับประกันว่าจะไม่เกิดอุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉินในชีวิตได้

แล้วถ้าเป็นข้อ 1 “จะทำอย่างไรให้มีเงินใช้ในยามเกษียณอย่างไม่ลำบากจากการวางแผนการเงินที่ดี” ลองมาดูกันนะครับ

ลงทุนในวัยเกษียณทำได้อย่างไร?

การสร้างพอร์ตการลงทุนในวัยเกษียณนั้นก็สามารถทำได้  แต่เพราะความเสี่ยงของคนในวัยนี้สูงกว่าวัยอื่นๆ และอาจจะไม่ได้หารายได้เป็นถุงเป็นถังเหมือนคนหนุ่มสาวเท่าไหร่  ผมจึงมักแนะนำให้จัดพอร์ตการลงทุนให้ความเสี่ยงต่ำที่สุด โดยแค่มีเงินบำนาญก็สามารถนำเงินมาลงทุนได้เหมือนตอนที่ยังมีเงินเดือนอยู่ หรือหากถ้ามีเงินก้อนก็อาจจะจัดสรรให้ทยอยลงทุนเป็นรายเดือนตามจำนวนที่มีก็ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น

การแบ่งเงิน 3 ส่วน เพื่อความสุขในวัยเกษียณ

  • เงินส่วนแรก : ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 50%  เงินส่วนนี้ใช้ในการดำรงชีวิต จับจ่ายซื้ออาหารการกินเพื่อสุขภาพที่ดี ไปจนถึงการสร้างความสุขให้กับชีวิตเช่น การไปพักผ่อนในที่ๆ อยากไปไม่ว่าในหรือต่างประเทศ รวมถึงมอบความรู้สึกดีๆให้กับลูกหลานและสังคมแห่งการให้
  • เงินส่วนที่ 2 : นำไปลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวม 10% – 20% การลงทุนไม่ได้จำกัดเฉพาะในวัยหนุ่มสาวเท่านั้น คนอายุมากก็ลงทุนได้ แต่โดยส่วนตัวผมจะแนะนำให้จัดพอร์ตการลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงไม่สูงนะครับ เลือกหุ้นพื้นฐานดีซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นทั่วไปในตลาดหรือกองทุนรวมดีๆ ภายใต้งบประมาณที่กำหนดไว้ก็ทำให้คนในวัยเกษียณมีความมั่งคั่งเพิ่มอีกได้
  • เงินส่วนที่ 3 : เงินสำรองไว้เผื่อฉุกเฉินและเผื่อค่ารักษาพยาบาล 30% – 40% เราไม่รู้หรอกว่าชีวิตของเราจะพบกับความเสี่ยงอย่างไรบ้าง บางครั้งอาจจะเกิดอุบัติเหตุโดยไม่คาดฝัน ซึ่งเราจะต้องใช้เงินในการรักษาพยาบาล แต่หลายๆ คนก็อาจจะนำเงินส่วนนี้ไปป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำประกันชีวิตแทน เพราะประกันชีวิตเองก็ถือเป็นการออมที่คุ้มครองในเรื่องสุขภาพและอุบัติเหตุไปในตัวด้วย ผมเรียกวิธีการนี้ว่า “เปลี่ยนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเป็นเงินออม” ซึ่งก็เป็นทางเลือกที่ประกัน “ความเสี่ยง” ได้เช่นเดียวกัน

เลือกทำประกันชีวิตสูงวัยมีแต่ได้ไม่มีเสีย

ในปัจจุบันผู้สูงอายุก็สามารถทำประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุได้นะครับ ผมจะขอยกตัวอย่างของกรุงไทย แอกซ่า ที่ให้คุณเริ่มวางแผนเกษียณตั้งแต่เนิ่นๆ  โดยเริ่มวางแผนในขณะที่ยังมีรายได้อยู่ในช่วงอายุ 50-60 ปี ซึ่งทางบริษัทเขาให้ชำระเบี้ยประกันได้ที่ 5 ปี และ 10 ปี เป็นการจ่ายเบี้ยระยะสั้นกับโครงการ iBegin 90/5 และ 90/10 ซึ่งจะไปเน้นในเรื่องของความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต และผลประโยชน์เงินก้อนและค่าชดเชยรายได้เนื่องจากอุบัติเหตุและโรคมะเร็ง  เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงในเรื่องของโรคมะเร็งเป็นอย่างยิ่ง และสุดท้ายก็จะคืนเป็นเงินออมให้ถึง 150% ของทุนหรือเบี้ยรวมทั้งหมดที่ชำระมา โดยไม่คำนึงว่าผู้เอาประกันเคลมไปเท่าไหร่ด้วยนะครับ

สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ ที่นี่

เห็นไหมครับว่าเรื่องการเงินของคนสูงวัยเป็นเรื่องที่ไม่ยากเลย ถ้าผมจะสรุปง่ายๆ เป็นโมเดลทางการเงิน ไม่ว่าเราจะมีเงินก้อนหรือเงินบำนาญก็ตาม หากเราแบ่งใช้เป็นรายเดือนได้ โดยปกติแล้วคนสูงอายุจะมีหลายจ่ายหลักๆ คือรายจ่ายส่วนตัวและรายจ่ายสุขภาพ ซึ่งรายจ่ายด้านสุขภาพเราอาจจะเปลี่ยนมาเป็นเรื่องการออมเงินผ่านประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุแทน ซึ่งพอท้ายสุดนอกจากความคุ้มครองที่จะได้รับแล้วยังสามารถนำมาเป็นเงินออมหลังจากจบสัญญาประกันด้วยนะครับ เงินอีกส่วนหนึ่งก็นำมาจัดพอร์ตการลงทุนความเสี่ยงต่ำเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งอีกส่วนหนึ่งไว้ส่งต่อให้ลูกหลานและสังคมได้ครับ

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

เอาตัวรอดยังไงดี..ในยุคที่มีแต่สิ่งล่อตาล่อใจให้ใช้เงิน

เธอเห็นด้วยมั้ย..ว่าสังคมยุคนี้มีแต่คนเชิญชวนให้เธอใช้เงินมากกว่าเก็บ ออม ลงทุน

แล้วเราจะเอาตัวรอดกันยังไงดี ให้มีเงินเก็บ..เหลือไว้เลี้ยงตัวเองยามแก่

มาค่ะ.. มาดามมี 3 วิธีคิด ให้เธอได้ดึงสติ ดึงตัวเธอให้ไม่โดนล่อไปใช้เงินง่ายๆ

1. ถึงจะถูก แต่ถ้าไม่อยู่ในแผน..แบนมัน หันหน้าหนี เลิกสนใจ!

ช้อปออนไลน์ ดีลลับ ตั๋วโปร โรงแรมถูก

แหล่งกินเที่ยวเก๋ไก๋ ที่ไปง่าย ไม่ต้องใช้วีซ่า ไปเองได้ ไปหลายวัน..ยังไม่กี่บาทเอง

โอ๊ย…เห็นแล้วตัวลอย อยากสอย อยากไปมันพรุ่งนี้เลยได้มั้ยๆๆๆ

หยุดค่ะ!!!!!!..

เธอมีแผนของปีนี้มั้ย กันเงินตั้งงบไว้ช้อปอะไร แค่ไหน กี่บาทรึยัง???

ถ้ายัง.. .

ให้ลงมือเขียนแผน ปีนี้จะซื้ออะไร ไปไหน กี่อย่าง

แล้วตีเป็นเงินออกมา.. คิดต่อ จะดึงเอาจากเงินส่วนไหนมาใช้ดี

ถ้าเธอไม่มีแผน ไม่เขียนใบสั่งให้ชีวิตเธอเองก่อน

เธอก็จะกลายเป็น..เหยื่อการตลาดถาวร

แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปเหลือเก็บกันล่ะคะ?!?

คนเราเป็นผู้เลือก..ดีกว่าผู้ถูกชี้นำ

ยิ่งเค้านำเราไปเสียสตางค์ ยิ่งต้องตั้งสติ ใช้ในเรื่องที่ตั้งใจ ใช้ในจำนวนที่เธอมี

สรุป..

มีงบ มีแผนก่อน แล้วค่อยหาตัวเลือก ดีล โปรที่มันส่งเสริมแผนของเรา

ไม่ใช่ลอยไปลอยมา ตามที่คนอื่นเค้าล่อเป้า

นั่นมันไม่มีสติ แล้วก็จะไม่มีสตางค์ในที่สุด

2. ไม่มี ไม่ต้องใช้ อยากได้อะไร ให้เก็บเงิน

มาดามขอรณรงค์ให้ใช้ชีวิตเหมือนคนโบราณ ในยุคที่บัตรเครดิตยังไม่ระบาด

ไม่มีเงิน..ก็ไม่ต้องใช้

อยากได้อะไร..ให้เก็บเงินเอา

มันง่ายแค่นี้แหละ แต่คนสมัยนี้ทำไม่ได้ เพราะความอดทนมันต่ำ

ต่ำลงเรื่อยๆ ในอัตราเดียวกับความเร็วของอินเตอร์เน็ตที่สูงขึ้นทุกวัน

อยากได้อะไร..ต้องได้ และต้องให้ไวประดุจการสไลด์หน้าจอมือถือ

ผ่อนศูนย์เปอร์เซ็นต์น่ะเค้าเอาไว้ล่อใจ

สุดท้ายผ่อนมากๆเข้ามันจะกลายเป็นทำลายอนาคตเธอ

แทนที่จะเอาเงินไปลงทุนเก็บออมในกองทุน หุ้น หรืออะไรที่เงินมันงอกได้

กลายเป็นไปซื้อของใช้ ที่เสื่อมค่าลงนับตั้งแต่วันที่ถอยมันออกมาจากร้านแทน

ท่องวนไปนะคะ..

“ไม่มี ไม่ต้องใช้ ถ้าอยากได้ ให้เก็บเงิน”

3. ชีวิตมันสั้น..ต้องใช้ซะ! ถ้าเกิดมันยาวขึ้นมาล่ะ.. เธอจะทำยังไง??

มันคงมีไม่เยอะนะเธอ..คนที่จะรู้วันตายที่แน่นอนของตัวเอง

มาดามเห็นด้วย..ว่าคนเราควรใช้ชีวิตให้คุ้ม อยากทำอะไรต้องทำ

แต่!!!! ชีวิตมันเหมือนการวิ่งมาราธอน..

คนเราควรใช้ชีวิตอยู่บนหนทางของความ “พอดี” และ “ไม่ประมาท”

เอางี้มั้ย??

ถ้าเธอเป็นคนที่รู้สึกว่ามันยาก ถ้าจะให้แบ่งเงินไปออมก่อนเอามาใช้

มาดามขอเสนอให้ลอง “ออมตอนใช้จ่าย”

อ๊ะ..ยังไง?? คือแบบนี้จ้ะเธอ..

อยากช้อป อยากเที่ยวเหรอ…ได้!!!

แต่ต้องเงินเอาจำนวนที่เท่ากัน..ไปเก็บ ออม ลงทุน

ทำไมถึงต้องให้เท่ากัน???

งบกินเที่ยวช้อป..มันคืองบเอนเตอร์เทนตัวเอง

ตามหลักไม่น่าเกิน 10% ของรายได้เข้ากระเป๋า

ซึ่ง % มันเท่ากับเงินเก็บอย่างน้อยที่สุดที่ควรมี

ดังนั้น..อยากไปสนุก อยากเปย์ ก็จัดไป

แล้วจงใส่เงินจำนวนที่เท่ากัน

เข้าบัญชี กองทุน ลงหุ้น ลงอสังหาหรืออะไรที่ชอบที่ชอบ

ถ้าทำไม่ได้..ยังไม่ต้องใช้ รอทบเงินไป จนกว่าจะทำได้

วิธีนี้ ถ้าทำได้ มันก็ดีนะ

คือให้ความรู้สึกว่าได้ใช้เงินที่เหมือนจะจำนวนมาก

แต่ในขณะเดียวกัน..

เธอก็ได้ชะลอ มีเวลาคิด แบ่งเงินไปเพื่อตัวเองในอนาคตด้วย

เข้าคอนเซปท์ “สุขชั่วคราว แถมสบายชั่วโคตร” น่าลองเอาไปใช้นะ^^

โอเค.. มาดามฝากไว้เท่านี้ก่อน

เชื่อว่าถ้าเธอได้นึกถึง ได้ลองใช้

เธอจะเอาตัวรอดได้ดีขึ้น.. ในยุคที่ทุกคนรุมกรูเข้ามาชวนเธอ “ใช้เงิน”

แต่เธอสามารถสะบัดมือ เชิดหน้าใส่ แล้วเดินสวยๆไปสร้างอนาคตดีดีทางการเงิน

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

ถ้าไม่มีเงินออมฉุกเฉิน ชีวิตของเราจะเป็นยังไง?

สวัสดีชาว (รก) โลก พี่เกรย์กับมาอีกครั้งกับบทความการเงินกระแทกใจสไตล์ฮาร์ดคอ แต่ก่อนจะเริ่มพี่เกรย์มีเรื่องอยากจะเม้ามอยหอยกาบให้ทุกคนที่ติดตาม Aommoney.com รู้เรื่องเสียก่อน เพราะบทความนี้มีที่มากจากนังเลขาเจ้าประจำอีกเช่นเคยครับโผมมม

วันก่อนนังเลขามันส่งข้อความมาบอกว่า “พรุ่งนี้ขอลา macbook พัง ขอหาร้านซ่อมก่อน T T เสียของ เสียใจ อ๊ากกกก” เพราะว่ามันดันเจือกเอาคอมวางบนโต๊ะเตี้ยแล้วไปนั่งทำบนเตียงแทนไง ลองนึกสภาพดูสิว่า นั่งทำงานบนเตียงนอนแล้วมีโต๊ะเล็กวางอยู่ พอยุงกัดขยับหน้าขาแม่มเลยเตะโดนโต๊ะล้มคอมพังน้ำหกราดไฟช็อต โถๆๆๆๆ ซื้อคอมมาสามหมื่นกว่ายังผ่อนไม่หมด แม่มต้องไปเจอร้านซ่อมขอเปลี่ยนเมนบอร์ดราคาเกือบๆ สองหมื่น #โหดสัสไหมล่ะมรุง #ล่าสุดร้านโทรมาขอคืนเครื่องปฎิเสธการซ่อม #โถเจ้าเลขาน้อย

ทีนี้แม่มเกิดความชิบหายแล้วไงชีวิต คือ มนุษย์เงินเดือนหลายๆคนรวมถึงนังเลขาเนี่ย มันใช้เงินเดือนชนเดือนไง ถึงมันจะมีแบ่งเงินเก็บไว้เดือนละหลายบาท จากบทความเก่าเก็บ เงินเดือน 15,000 ก็สร้างอิสรภาพชีวิตได้ ที่มันเคยมาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง แต่ความผิดพลาดแม่มคือ แม่มเสือกเอาเงินออมไปลงทุนไง ไม่ยอมเผื่อแผ่ในการออมเงินฉุกเฉิน เพราะคิดว่าไม่สำคัญ เดี๋ยวเดือนๆนึงรายได้ก็เพิ่มเข้ามา จึงไม่ได้สนใจไงสัส

ทีนี้ชีวิตชิบหายวายป่วงขนาดหนัก เพราะงานแม่มอยู่ในคอม ไม่มีคอมก็เหมือนขาดใจ ทำงานไม่ได้ สุดท้ายลำบากต้องมาช่วยมันทำงานอีกดวกส์ แต่ยังไงลำบากงานยังไม่พอ เพราะมีคนหน้าตาดีคอยช่วยแบบกรุอยู่ แต่เรื่องเงินนี่มันเรื่องใหญ่ไง เงินตั้งสองหมื่นจะให้หยิบยืมใครกันดีล่ะ

หวยแม่มก็มาออกตรงที่ “พ่อ” ไงสัส #ไม่ได้ด่าพ่อมันนะแต่มันดันไปยืมพ่อมันจริงๆ ทีนี้เห็นไหมล่ะ เวลาพวกมรุงลำบากคนที่ช่วยเหลือมรุงก็คือครอบครัวนั่นแหละ แต่มันก็ไม่สบายใจพยายามจะหยิบยืมคนอื่นให้น้อยที่สุดไง จริงๆกรุก็ถามมันนะว่าให้ช่วยไหม กรุมีเงินแอบเก็บเมียอยู่สามพันสิบห้าบาท มันบอกไม่เป็นไรพี่หนูเห็นแล้วสังเวช #สัส

สุดท้ายมันบอกกรุว่า “พี่เกรย์รู้ไหม วินาทีชีวิตทีต้องพึ่งเงินฉุกเฉินนี่แม่มเศร้ามากเลยค่ะ” #คือกรุเห็นชีวิตมรุงก็เศร้าแล้ว เพราะเราต้องบากหน้าตรากตรำฝืนกล้ำกลืนไปยืมเงินชาวบ้าน ดีที่ยังเป็นพ่อตัวเอง ถ้าหนูต้องไปยืมคนอื่น คนอื่นเค้าจะคิดยังไงกับหนู พูดแล้วเศร้าจริงจัง

บทความตอนนี้ของกรุ ต้องการมาเตือนให้ทุกคนรู้จักหัดเก็บเงินฉุกเฉินบ้าง เพราะแม่มสำคัญสุดๆ คนเรานะจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ตายไปไม่มีปัญหา แต่ถ้าเสือกมีปัญหาแล้วไม่ตายแม่มก็เหมือนตายทั้งเป็นไงล่ะสัส เอาล่ะ.. กรุจะสรุปให้ฟังว่าเงินฉุกเฉินที่ควรมีนั้นต้องเป็นเท่าไร

เรื่องแรกมรุงต้องรู้ก่อนว่า “บัญชีฉุกเฉิน” คืออะไร? มันคือเงินเก็บหรือเงินออมที่ต้องเตรียมไว้สำหรับเรื่องราวที่พวกมรุงไม่คาดฝัน ไม่ว่าอุบัติเหตุ เจ็บไข้ได้ป่วย ขึ้นโรงขึ้นศาล หรือตกงานกะทันหัน โดยคนแม่มชอบแนะนำให้มีประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน แต่ถ้ามรุงแม่มรายได้ไม่แน่นอนหรือฟรีแลนซ์ หรือทำธุรกิจ กรุบอกตรงๆนะสัส เก็บแม่มให้พอสัก 12 เท่ากันไปเลย

เรื่องสอง มรุงต้องรู้ว่า “เงินฉุกเฉิน” แม่มต้องมี “สภาพคล่อง” นั่นคือถอนได้ทันทีที่มรุงต้องการภายใน 1 วันหรืออย่างช้าสุดไม่เกิน 2 วัน ดังนั้นเงินก้อนนี้มักจะถูกเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์ ฝากไม่ประจำ หรือกองทุนตลาดเงิน ตราสารหนี้ที่ผลตอบแทนไม่สูงแต่มีสภาพคล่องถอนได้เร็วไว อย่าเสือกกระสันปากดีมาบอกว่า อุ้ยๆๆ หนูเก็บออมเงินฉุกเฉินไว้ในหุ้นค่ะ #หุ้นพ่อง เกิดวันที่มรุงต้องใช้หุ้นตกมาติดดิน แล้วมรุงจะมีเงินที่ไหนมาใช้วะดวกส์ #การลงทุนมีความเสี่ยง #แต่การลงทุนไม่เป็นมีความโง่

เรื่องสุดท้าย มรุงอย่าลืมทำประกันป้องกันความเสี่ยง กรุบอกเลยสัส เรื่องบางเรื่องแม่มถ้ามรุงยอมจ่ายประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยง เช่น ประกันรถ ประกันบ้าน ประกันสุขภาพ หรือประกันอะไรก็ตามที่แม่มจะช่วยบรรเทาภาระมรุงได้ถ้าเกิดความเสียหาย มรุงจงป้องกันมันไว้ “เผื่อ” ว่าเหตุร้ายมันจะเกิดแล้วมรุงจะไม่ลำบาก แต่อย่างนังเลขานี่แม่มประกันไม่ยอมจ่ายเพราะมันดันทำน้ำหกรดคอมจ้า

คนเราทุกคนแม่มชอบคิดว่าเงินไม่สำคัญ ใช่แล้วเงินแม่มไม่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆคือชีวิตไงจ๊ะ และการมีเงินทำให้ชีวิตพวกมรุงง่ายขึ้นมาก โดยเฉพาะเวลาที่พวกมรุงเจอความลำบาก ดังนั้นจงเก็บเงินฉุกเฉินเหอะสัส ถือว่ากรุขอร้องให้พวกมรุงได้ดี แล้วกรุจะพูดจาดีๆกับพวกมรุงสัก 1 วัน โอเคนะ จุ๊ฟๆๆ

“Money Coach” : ผมต้องการส่งต่อความรู้การเงินที่ถูกต้องให้คนไทย [บทสัมภาษณ์]

“Money Coach” ชาตินี้ไม่มีวันจน

ผมต้องการส่งต่อความรู้การเงินที่ถูกต้องให้คนไทย

สวัสดีครับ วันนี้เป็นหน้าที่ของ @TAXBugnoms ที่จะต้อนรับทุกท่านเข้าสู่คอลัมน์ “คุยแบบไม่โง่” ครั้งที่ 3 ในตอนที่มีชื่อว่า Money Coach ชาตินี้ไม่มีวันจน : ผมต้องการส่งต่อความรู้การเงินที่ถูกต้อง ให้คนไทย เพราะวันนี้เราจะมาสัมภาษณ์ผู้ชายคนหนึ่งที่เขาเรียกตัวเองว่า “Money Coach”

ผู้ชายคนนี้ คือ คนที่สามารถแก้ปัญหาหนี้สินหลักสิบล้านของครอบครัวและมีอิสรภาพทางการเงินได้ตั้งแต่อายุ 34 ปี มีชีวิตที่สามารถออกแบบได้ตามความต้องการของตัวเอง และมีปณิธานที่จะช่วยเหลือสังคมโดยการส่งต่อความรู้การเงินที่ถูกต้องให้กับคนไทย…และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาพบกับบทสัมภาษณ์ระดับ HardCore (20+) ของผู้ชายคนนี้กันดีกว่าครับ…  Money Coach หรือ พี่หนุ่ม จักรพงษ์  เมษพันธุ์  ขอเชิญติดตามได้เลยครับ!!!!


ก่อนอื่นขอถามพี่ตรงๆนะครับ ทำไมถึงกล้าเรียกตัวเองว่า “โค้ช”

Money Coach : จริงๆ ตอนแรกพี่ก็มองตัวเองเป็น “นักวางแผนการเงิน” หรือ “ที่ปรึกษาทางการเงิน” นั่นแหละ แต่นานวันเข้าเริ่มรู้สึกไม่ชอบวิธีการทำงานของอาชีพนี้ เพราะพี่ว่าพวกนั้นให้ได้แค่ “คำตอบ” แต่พี่ต้องการให้ “วิธีคิด” ให้ “กระบวนการหาคำตอบ” เพื่อให้เค้าทำได้ทำเป็น เพราะเงินแม่งอยู่กับเราตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าต้องคอยถามคนอื่นอยู่ตลอด มันจะรอดมั้ย และนั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “โค้ช” ในมุมของพี่

แปลว่า..โค้ชคือคนที่สอนให้คนคิดเป็น พอคิดเป็นปุ๊บ เราไม่ต้องยุ่งกับชีวิตเขาอีกต่อไป

Money Coach :  ใช่ …  พอมึงคิดเป็น Mindset มึงถูกปุ๊บ กูก็ไม่ต้องยุ่งเรื่องของมึง จบเลยใช่ไหม ที่จริงตอนแรก พี่อยากจะใช้คำว่า “ครูการเงิน” นะ แต่รู้สึกว่ามันดูยกย่องตัวเองเกินไป สำหรับพี่ คำว่า “ครู” เป็นคำที่คนอื่นรู้สึกศรัทธาและอยากเรียกเรา ไม่ใช่เรายกหางตัวเองและบังคับให้คนอื่นเรียกเราว่า “ครู”

ถูกครับ!!!

Money Coach :  คนอื่นเรียกเราว่าครู หรือ อาจารย์ มันฟังดูยิ่งใหญ่ แต่คำว่า “โค้ช” เป็นคำเรียกกลางๆ แบบไม่ได้เป็นผู้วิเศษอะไร หน้าที่ของโค้ชแค่ดูว่ามึงคิดผิดหรือคิดถูกเท่านั้น!! ถ้ามึงคิดถูก ทำกี่ทีแม่งก็ถูก แต่ถ้ามึงคิดผิด ทำไปเหอะสัส ผิดหมด

ผมพอทราบมาว่า พี่เคยมีปัญหาเรื่องหนี้มาก่อน แต่หลังจากที่ผ่านพ้นเรื่องหนี้มาได้ ทำไมพี่ไม่ไปรับทำงานวางแผนการเงิน สร้างรายได้เพิ่มให้กับชีวิต ทำไมกลับมาสอนให้คนเก็บเงินแทน

Money Coach :  พี่ว่ามันเหมือนกับการสอนคนให้ตกปลาว่ะ  คือ ถ้าเราให้คำตอบ เค้าก็ต้องอยู่กับเราไปเรื่อยๆ อย่างที่บอก เรื่องเงินมันอยู่กับชีวิตเค้าตลอดแหละ เดี๋ยวมันแต่งงาน อีกสองเดือนมันมีลูก เผลอแป๊บเดียวลูกเข้าเรียน เอาอีกแหละ เงิน-เงิน-เงิน พอเจ็บป่วย เอาอีกแล้ว เงิน-เงิน-เงิน- ถ้าเราให้หลักคิดมันทีเดียวแล้วแม่งจบ มึงไปคิดต่อเอง งานมันยากกว่าตอบไปเลย เพราะมันต้องสอน ต้องบ่ม แต่ระยะยาวแม่งดีกว่ากันมาก

ทีนี้พี่เลยให้หลักคิด  6 ข้อง่ายๆ ว่า ถ้ามึงไม่อยากมีปัญหา มึงทำ 6 หัวข้อให้ได้อยู่ตลอดเวลานะ เพราะมันเป็น Dymanic (ขับเคลื่อนได้ตลอดเวลา) คือ Step เดียวในชีวิต ไม่ว่ามึงจะทำอะไรก็ตาม มึงก็อย่าลืมนะ

เพิ่มเติมโดยผู้สัมภาษณ์ :
หลัก 6 ข้อคิด คือ Money Fitness: สภาพคล่องดี ปลอดหนี้จน พร้อมชนความเสี่ยง มีเสบียงสำรอง สอดคล้องเกณฑ์ภาษี บั้นปลายมีทุนเกษียณ

มันก็มีนะคนที่สอนไปแล้วทำไมได้ แม่งงงงง พอกลับไปเป็นหนึ้ก็มาหาเราใหม่ พี่จะพูดอยู่เสมอว่า คนเราผิดครั้งแรกเค้าเรียกว่าไม่รู้ แต่ผิดครั้งที่สองมันเรียกว่าควาย เออ คือ … กูคาดหวังกับลูกศิษย์กูมากว่าแม่งจะไม่เป็นควาย ไปกลับไปเจ็บเหมือนเดิม ไม่ยอมให้ชีวิตกลับไปแย่เหมือนเดิม

อีกเรื่องที่ตัดสินใจเอามาสอน เพราะพี่เชื่อว่าถ้าเราให้คำตอบคนไป มันก็มีคนอีกเป็นแสนๆ ที่อยากได้คำตอบพวกนี้ ก็ต้องถามอีก แต่ถ้าเราสอนให้คนคิดเป็น มันจะเป็นกลาย “โค้ช” คนต่อไป เพราะฉะนั้นคำว่า Money Coach มันไม่ใช่แค่พี่แล้ว แต่มันหมายถึงทุกคนที่มีความรู้ทางการเงินที่ถูกต้อง พร้อมที่จะสอนคนอื่นต่อไปได้

ทีนี้พี่ไม่กลัวหรือครับว่าไอ้พวกที่ออกมาสอนจะดังกว่าเรา จะเก่งกว่าเรา หรือเกิดเป็นกรณีศิษย์คิดล้างครู

Money Coach :  มีอยู่แล้ว… ตอนนี้ก็เริ่มมีลูกศิษย์ออกมาสอนอสังหาแล้ว มีสอนการเงินด้วย ถามว่ากังวลไหมก็กังวลเหมือนกันนะ แต่พี่เชื่อว่า คนอย่างกูไม่มีอีกแล้ว ไม่มีใครสอนการเงินได้เหมือนกู

ไม่กลัวเค้าเรียนกับเรา แล้วไปหลอกคนอื่นๆ เก็บเงินแพงๆ หรือครับ

Money Coach :  นี่ไง!! มันถึงมีความจำเป็นที่ Money Coach ต้นฉบับยังต้องอยู่ สมมติว่าเราหายไปจากบู้ตึ้งเลย เหลือแต่ลูกศิษย์เรา ดีบ้างเลวบ้าง แม่งก็ยังไปหลอกคนอื่นได้ แต่ว่าถ้ายังมีเจ้าสำนักอยู่ แบบของแท้น่ะ ของแท้เป็นสาย Money Coach ตัวจริง มันต้องเป็บแบบนี้ แม้ว่าจะไม่ได้เปิดรับลูกศิษย์อะไรมากมาย แต่ว่าเราจะต้องคงอยู่ เพื่อดูแลคุ้มครองตรงนี้ต่อไป

พี่มีจัดการพวก “นอกรีต” ไหม

Money Coach : ที่ผ่านมาก็มีหลังไมค์ไปคุย ว่าต้องระมัดระวัง ให้คิดว่าสิ่งที่เราทำ เราคิดว่าเราทำเพื่อได้สตางค์ มันไม่ผิดอะไร ถ้าคุณสอนคนเก็บเงินก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ว่าถ้าคุณไปสอนหุ้นแล้วบอกหุ้น คุณรับผิดชอบเค้าไหวหรือเปล่า สุดท้ายแล้วก็ได้แต่บอก ถ้าคนไม่สำนึกเราก็ทำอะไรไม่ได้หรอก

พี่ไม่คิดจะรวมหัวกันปาขี้ หรือแบนพวกแม่ง อะไรอย่างนี้บ้างหรอครับ

Money Coach : พอ (มึง) พูดก็คิดเหมือนกันน่ะ (ฮา) แต่มันเป็นเรื่องของกรรม เคยมีลูกศิษย์คนหนึ่งไปสัมมนาโดนใบจองอสังหาฯไป 19 ใบ เบ็ดเสร็จคิดเป็นเงิน 60 กว่าล้าน ตอนแรกพี่ได้ยินก็คิดว่า ใบละล้านสองล้าน แต่ที่ไหนได้ ใบละเก้าล้าน (ราคาคอนโดที่จอง) สิ่งหนึ่งที่เค้าพูดตอนที่มาเจอเรา เค้าบอกว่า เนี่ย!! น่าจะมาเจออาจารย์ก่อนน่ะ ไปเจอแบบนี้แต่แรกโชคร้ายเลย

ทำธุรกิจยังไงให้ประหยัดภาษีสูงสุด : 3 เคล็ดลับวางแผนภาษีธุรกิจ

บทความแรกของ ภาษีธุรกิจ 101 ขอเริ่มต้นด้วยคำถามที่ @TAXBugnoms ได้รับเป็นประจำและสม่ำเสมอทางหน้าแฟนเพจ นั่นคือ “อยากจะทำธุรกิจ แต่ไม่รู้ว่าควรจะเลือกรูปแบบธุรกิจแบบไหนและยังไงดี”

ในปัจจุบัน รูปแบบการทำธุรกิจ มีอยู่ 2 รูปแบบให้เลือก นั่นคือ บุคคลธรรมดา (เจ้าของคนเดียว, ห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคล) และ นิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และ บริษัท) แต่เชื่อไหมครับว่าจุดเริ่มต้นที่หลายคนเลือกพิจารณาเป็นลำดับแรกกลับกลายเป็นเรื่องของ การประหยัดภาษี!!!!!!!!!!!!!!

หมายเหตุ:

  1. นิติบุคคล-SMEs  คือ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการ ไม่เกิน 30 ล้านบาท โดยจะได้รับอัตราภาษีพิเศษ คือ กำไร 300,000 บาทแรกได้รับสิทธิยกเว้นภาษี ส่วนกำไรในช่วง 300,000 – 1,000,000 บาทจะเสียภาษีในอัตรา 15% และส่วนที่เกิน 1 ล้านบาทจะเสียในอัตรา 20%
  2. นิติบุคคล-ทั่วไป คือ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่ไม่ใช่ข้อ 1. จะเสียภาษีในอัตรา 20%

ดังนั้น.. ถ้าเราเปรียบเทียบ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กับ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล สามารถสรุปถึงความแตกต่างกันดังต่อไปนี้

ถ้ากำไร (รายได้สุทธิ) ไม่เกิน 750,000 บาท ควรเลือกทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา
ถ้ากำไร (รายได้สุทธิ) เกิน 1,000,000 บาทเป็นต้นไป ควรเลือกทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลที่เป็น SMEs

แต่คำถามต่อมาคือ เราควรดูแค่เรืองของ “ภาษี” เท่านั้น จริงๆหรือ?
วันนี้เลยเป็นที่มาของ 3 หัวข้อที่คุณควรรู้ก่อนเลือกรูปแบบธุรกิจ ที่กำลังจะเล่าให้ฟังต่อจากนี้ครับ

ต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจ

การใช้เรื่องของการประหยัดภาษีมาพิจารณาเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมนัก เพราะการประกอบธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลยังมีต้นทุนแฝงที่ตามมาอีกมาก เช่น ค่าทำบัญชี ค่าสอบ บัญชี ค่าใช้จ่ายในการบริหารต่างๆเพื่อประหยัดภาษี (Compliance Cost) ซึ่งอาจจะทำให้ภาระดังกล่าวนั้นสูงกว่าภาษีที่ประหยัดได้ก็เป็นได้ ขอแนะนำให้คำนวณต้นทุนเหล่านี้คร่าวๆ ก่อนตัดสินใจ เพราะบางครั้งทำไปทำมา จ่ายภาษีเพิ่มอาจจะเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่าก็ได้ครับ

การบริหารจัดการที่เหมาะสม

นอกจากเรื่องของต้นทุนแล้ว ยังมีอีกเรื่องคือการบริหารจัดการที่เหมาะสม เพราะธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลนั้น ต้องมีรายละเอียดมากกว่าทั้งในด้านของบัญชีและภาษีดังนี้

  • ต้องมีการจัดทำบัญชีและรับรองโดยผู้สอบบัญชี นอกจากเรืองของค่าใช้จ่ายที่พูดไปในข้อ 1 แล้ว การจัดการเอกสารทางด้านบัญชีต่างๆ รวมถึงการให้ข้อมูลตรวจสอบแก่ผู้สอบบัญชีนั้นก็เป็นหน้าที่ของเจ้าของธุรกิจเหมือนกันนะครับ
  • ต้องมีการนำส่งภาษีและรายละเอียดต่างๆเพิ่มเติม ในการทำธุรกิจรูปแบบนิติบุคคลนั้น ข้อกฎหมายทางด้านภาษีจะซับซ้อนกว่าบุคคลธรรมดา เจ้าของธุรกิจอาจจะต้องรับผิดชอบเรื่องการนำส่งเอกสารภาษีต่างๆเพิ่มเติม เช่น ภาษีเงินได้หัก ณ ทีจ่าย รวมถึงการจัดการเรื่องของประกันสังคมให้กับลูกจ้าง ไปจนถึงงานเก็บเอกสารต่างๆที่ใช้ในการดำเนินงานอีกมากมาย

จากประสบการณ์ของผม อยากจะบอกเลยว่า… ต้นทุนแฝงที่สำคัญที่สุดในการประกอบธุรกิจ นั่นคือ “เวลาของเจ้าของธุรกิจ” ที่ต้องเสียไปในเรื่องการจัดการและดูแลเอกสารด้วยตัวเอง โดยที่ไม่มีความรู้และความเข้าใจเพียงพอ ดังนั้นใส่ใจเรื่องนี้ให้เยอะๆด้วยนะคร้าบ

วิธีคำนวณภาษีที่แตกต่างกัน

ข้อดีอีกข้อของธุรกิจที่ทำในรูปแบบ บุคคลธรรมดา คือ การได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษในหักค่าใช้จ่ายในอัตราเหมาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ (สำหรับกิจการบางประเภท) ซึ่งสะดวกและประหยัดเวลาในการคำนวณภาษีมากกว่า เพราะไม่ต้องจัดการเอกสารใดๆ เพียงแค่มีข้อมูลรายได้ครบ และเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา รับประกันว่าจบแน่ แต่ในขณะที่ นิติบุคคล ต้องมีการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีที่ค่อนข้างซับซ้อน รวมถึงต้องมีการจัดทำงบการเงินที่ผ่านตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต คิดๆแล้วก็ลำบากไม่ใช่น้อยนะครับเนี่ย

นอกจากนั้น … ข้อดีอีกข้อหนึ่งที่ใครร่ำลือกันของธุรกิจในรูปแบบ “บุคคลธรรมดา” นั่นคือความเชื่อที่ว่า ธุรกิจในรูปแบบนี้สามารถสามารถ “หลบเลี่ยง” ภาษีได้ง่ายกว่าธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลอีกด้วย เพราะพี่สรรพากรตามตัวยากกว่า (แหม่..ว่าเข้าไปนั่น)

สุดท้ายแล้ว.. สิ่งหนึ่งที่ @TAXBugnoms อยากฝากไว้ก็คือ การพิจารณาเลือกรูปแบบธุรกิจในการดำเนินงานนั้น แค่ดูจากเรื่องของภาษีอย่างเดียวคงจะไม่พอ เราควรจะพิจารณาในหลายแง่มุมประกอบกันก่อนที่จะตัดสินใจ เพราะไม่อย่างนั้นถ้าเกิดพลาดขึ้นมา ธุรกิจเราอาจจะมีปัญหาก็ได้ครับ

3 เคล็ดลับสำคัญสำหรับขาเทรดมือใหม่

จากประสบการณ์ที่ได้สอนนักลงทุนมือใหม่ให้เล่นหุ้นด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิค พบว่าหลายคนอยากได้สูตรลัดหรือเคล็ดลับที่จะทำให้เทรดหุ้นได้เก่งขึ้นในทันที ถึงแม้ใจจริงแล้วผมอยากจะให้คนที่สนใจเล่นหุ้นพยายามศึกษาหาความรู้ให้ลึกซึ้งก่อนที่จะลงมือซื้อขายหุ้นจริงๆ แต่การที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจแนวทางที่ถูกต้องในการซื้อขายหุ้นนั้นก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้ระยะเวลานาน หรืออาจต้องใช้ประสบการณ์จริง ซึ่งผมเชื่อว่ามีหลายคนก็คงจะใจร้อนรีบอยากเข้าไปซื้อขายจริงในตลาดเร็วๆ

จากโจทย์ที่ได้รับผมจึงต้องหาว่าหลักการอะไรที่สำคัญที่จะเป็นเคล็ดลับที่ทำให้มือใหม่เทรดหุ้นเก่งขึ้นได้ทันที และใช้เป็นแนวทางในการเอาตัวรอดในตลาด ซึ่งเคล็ดลับที่ว่าจะต้องเป็นวิธีการง่าย ๆ ที่สามารถทำความเข้าใจได้เร็ว และที่สำคัญเป็นวิธีที่แม้แต่นักลงทุนมือเก๋าส่วนใหญ่ใช้งานอยู่

ข้อแนะนำในการนำเนื้อหาของบทความนี้ไปใช้งานคือ เคล็ดลับที่ให้ไปไม่ได้การันตีว่าถ้าทำตามแล้วการซื้อขายของคุณจะมีผลออกมาเป็นกำไรทุกครั้ง แต่เคล็ดลับนี้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยกรองหุ้นที่มีโอกาสซื้อแล้วขาดทุนมากกว่ากำไรออกไป ช่วยหาหุ้นที่มีโอกาสขึ้นมากกว่าตัวอื่นโดยที่ไม่ต้องรอนาน และช่วยให้ทุกคนไม่ประสบกับภาวะขาดทุนจนเสียหายเป็นจำนวนมาก

มือใหม่ทุกคนสามารถเอาเคล็ดลับไปทำเป็น Check List ก่อนที่จะลงมือซื้อขายจริง ผมเชื่อว่าด้วยวิธีการง่ายๆไม่กี่ข้อจะทำให้ผลการเทรดของคุณออกมาดีขึ้นอย่างแน่นอน เราลองไปดูกันครับว่ามีเคล็ดลับอะไรบ้าง

เคล็ดลับข้อที่ 1 ซื้อหุ้นตอนตลาดเป็นขาขึ้น

ที่มาของเคล็ดลับข้อนี้ คือ เวลาที่ตลาดโดยรวมเป็นขาลงเราจะเห็นว่ามีจำนวนหุ้นรายตัวที่ลงจะมากกว่าจำนวนหุ้นที่ขึ้น ยกตัวอย่างเช่น วันที่ดัชนี SET ลงเราจะเห็นว่ามีหุ้นขึ้น 100ตัว ไม่เปลี่ยนแปลง 150 ตัว หุ้นลง 500 ตัว เป็นต้น และเวลาที่ตลาดโดยรวมเป็นขาขึ้นเราก็จะเห็นจำนวนหุ้นรายตัวที่ขึ้นมากกว่าจำนวนหุ้นที่ลง การอยู่เฉยๆไม่ซื้อไม่ขายก็ถือว่าเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม สิ่งที่เราควรจะทำคือ ถ้าตลาดรวมเป็นขาขึ้นเราค่อยสนใจจะซื้อหุ้น ถ้าตลาดโดยรวมลง เราก็ควรจะอยู่เฉย ๆ

เคล็ดลับส่วนตัวที่ผมใช้อยู่ในปัจจุบันผมจะใช้เส้นค่าเฉลี่ยสองเส้นเพื่อบอกว่าแนวโน้มปัจจุบันเป็นอย่างไร  โดยดูจากกราฟ SET ถ้าเส้น 10EMA อยู่เหนือเส้น 50EMA ผมก็สรุปว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจซื้อหุ้น แต่ถ้าเส้น 10EMA อยู่ต่ำกว่าเส้น 50EMA ผมจะอยู่เฉยๆไม่สนใจตลาดหุ้น

ในขั้นตอนนี้ยังไม่ได้บอกว่าจะซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้หรือบอกว่าสามารถเข้าซื้อหุ้นตัวที่สนใจได้ทันที แต่จะเป็นขั้นตอนที่บอกว่าตลาดหุ้นน่าสนใจหรือไม่

หมายเหตุ :

1) ความหมายของตลาดรวมคือ ดัชนี SET หรือดัชนีรายอุตสาหกรรมที่หุ้นตัวที่เราสนใจซื้อขายสังกัดอยู่

2) บางคนใช้ 5EMA คู่กับ 25EMA , 10EMA คู่กับ 30EMA ประเด็นนี้ไม่ต้องพยายามหาคำตอบว่าว่าคู่ไหนดีกว่ากันนะครับเสียเวลาเปล่า ให้เลือกใช้คู่ที่ตัวเองรู้สึกใช้งานแล้วซื้อขายได้ดีครับ

เคล็ดลับข้อที่ 2 ซื้อหุ้นตัวที่อยู่ในขาขึ้น

การดูแนวโน้มหุ้นรายตัวใช้หลักการเดียวกันกับการดูแนวโน้มตลาด คือจะไม่ซื้อหุ้นถ้าเส้น 10EMA ของหุ้นตัวนั้น อยู่ใต้เส้น 50EMA หลายคนเข้าใจผิดๆว่าถ้าเส้น 10EMA ตัด 50 EMA ขั้นไปให้ซื้อ หรือเส้น 10EMA ตัด 50EMA ลงมาให้ขาย วิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการใช้ Moving Average ในซื้อขายหุ้นนะครับ ลืมวิธีนี้ไปซะ สิ่งที่จะแนะนำคือ ถ้าเรากำลังอยากจะซื้อหุ้นตัวนึงแล้ว 10EMA อยู่เหนือ 50EMA ก็แปลว่าแนวโน้มเป็นขาขึ้นสนับสนุนการลงมือซื้อ แต่ถ้าเส้น 10EMA อยู่ใต้ 50EMA ก็ไม่จะไม่ซื้อเพราะยังไม่ยืนยันการเป็นแนวโน้มขาขึ้น

เคล็ดลับข้อที่ 3 อย่าซื้อหุ้นที่ยังไม่ขึ้น

หุ้นที่ไม่ขึ้นก็คือหุ้นที่ไม่อยากจะขึ้น เวลาที่ตลาดหุ้น(SET) เริ่มปรับตัวสูงขึ้นมีหุ้นบางตัวที่เริ่มเขยิบขึ้นไปก่อนและมีหุ้นบางตัวที่ยังไม่ขึ้น หลายคนมักให้ความสนใจหุ้นที่ยังไม่ขึ้นหรือขึ้นเพียงเล็กน้อยเพราะคิดว่าเดี๋ยวหุ้นตัวนั้นๆก็จะวิ่งขึ้นตาม แต่ผลที่มักจะเกิดขึ้นคือ หุ้นที่ซื้อเพราะว่ายังไม่ขึ้นหรือขึ้นเพียงเล็กน้อยผลสุดท้ายมันก็ไม่ยอมขึ้นหรือกว่าจะขึ้นก็ช้าเหลือเกินเมื่อเทียบกับตลาด แต่หุ้นที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นไปก่อนหน้านี้กลับมีราคาเพิ่มสูงขึ้นไปอีกหรือขึ้นใน % ที่มากกว่าตลาด สาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าหุ้นที่ไม่ยอมขึ้นเป็นหุ้นที่มีความแข็งแกร่งน้อยเมื่อเทียบกับตลาด(ไม่มี Relative Strength) และหุ้นที่ไม่ขึ้นเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่ไม่ได้รับความสนใจจากคนที่เข้ามาซื้อขายในตลาดโดยเราจะสังเกตได้จากหุ้นเหล่านี้มักมีปริมาณการซื้อขายน้อย

ดังนั้นอย่าไปเสียเวลากับหุ้นที่ไม่ยอมขึ้นครับ หุ้นไม่ยอมขึ้นก็เหมือนกับพนักงานที่ขึ้เกียจ ถ้าเราเป็นเจ้าของบริษัทเราคงไม่อยากที่จะจ้างพนักงานเหล่านี้ไว้ในบริษัทของเรา โดยหวังว่าสักวันจะขยันขึ้นมา ดังนั้นเราควรรอให้หุ้นที่เราอยากซื้อพิสูจน์ตัวเองก่อนว่าอยากจะขึ้นจริงๆแล้วเราค่อยลงมือซื้

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save