นิสัยทางการเงินที่พาไปเจอทางตัน

ในแต่ละวันเราก้าวเดินไปบนเส้นทางที่เราเลือกที่จะเดินหรือเลือกที่จะเป็น แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาระหว่างการเดินทาง คืออุปสรรคไม่น้อยที่จะคอยขัดขวาง ไม่ให้เราก้าวไปถึงจุดหมายได้ง่ายๆ โดยหนึ่งในอุปสรรคที่สำคัญ ที่หลายคนมองข้ามไปก็คือ “นิสัยการใช้เงินแบบผิดๆ ของตัวเราเอง” อยากรู้กันแล้วใช่ไหม ว่านิสัยแบบนั้นมีอะไรบ้าง ลองเช็คกันดูนะครับ

  1. ซื้อเมื่ออยากได้ จ่ายไม่เคยคิด
  2. เปรียบเทียบเสียเวลา ซื้อช้าเดี๋ยวตกเทรนด์
  3. มีเงินต้องรีบใช้ เหลือเท่าไหร่ค่อยว่ากัน
  4. ใช้บัตรเงินสดกดกินเที่ยวตลอด
  5. ไม่เคยจดว่าเงินหมดไปกับอะไรบ้าง
  6. จ่ายบิลไม่เคยทัน เพราะลืมวันชำระเงิน
  7. เกษียณยังอีกไกล ใกล้ๆ ค่อยเริ่มออม
  8. เรื่องออม = เรื่องน่าเบื่อ
  9. เผลอใจเอาเงินเก็บมาใช้ทุกที

เช็คแล้ว ตรงกี่ข้อกันบ้างครับ ถ้าใครไม่ตรงเลย ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ (ปรบมือ!!) คุณคงเป็นคนใจแข็งพอสมควร สามารถหักห้ามความอยากได้อยากมีได้ดี แต่ถ้าใครมีตรงบ้างหรือครบเลยเนี่ย ผมขอแนะนำวิธีแก้ไข ตามนี้เลยครับ

มีเป้าหมายอนาคต เริ่มต้นก่อน มั่นคงกว่า

ควรออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อย อย่ามัวแต่คิด เพราะคนที่เริ่มต้นเก็บออมก่อน ย่อมไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้เร็วกว่า

ยึดหลัก “ออมก่อนใช้”

เมื่อเงินเดือนออกควรเก็บออมทันที อย่างน้อย 10% ของเงินเดือน

วางแผนเรื่องใช้จ่าย

กำหนดรายจ่ายในแต่ละเดือน และตรวจสอบการใช้จ่ายเงินทุกสัปดาห์ โดยการจดบันทึกลงสมุด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้รู้ว่าเราใช้เงินหมดไปกับรายจ่ายประเภทไหนบ้าง

ฉลาดเลือกเปรียบเทียบข้อมูลก่อนซื้อ

ทุกครั้งเวลาซื้อสินค้าประเภทเดียวกัน ควรเปรียบกับยี่ห้ออื่นๆ ด้วยเพราะบางทีสินค้าที่แพงกว่าอาจมีคุณภาพที่ต่างกันไม่มาก

จ่ายแล้วจด ลดปัญหาเงินไม่พอใช้

จดบันทึกรายรับ-รายจ่ายในแต่ละเดือนให้รอบคอบ เพื่อไตร่ตรองว่าเราใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง สิ่งของสิ่งนั้นจำเป็นหรือไม่ โดยอาจใช้สมุดบัญชีหรือดาวน์โหลดไฟล์ Excel หรือ application

จ่ายบิลตรงเวลาเต็มจำนวน

การจ่ายบิลตรงเวลาทำให้ไม่โดนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มโดยไม่จำเป็น ทางที่ดีควรจดบันทึกลงสมุด ปฏิทิน หรือตั้งข้อความเตือนนอีเมลล์หรือโทรศัพท์ ส่วนการจ่ายบิลเต็มจำนวนทำให้เราไม่ต้องเสีย

ดอกเบี้ย ดอกเบี้ยที่สะสมไปทุกๆ รอบบิล ทำให้เกิดเป็นหนี้ก้อนโตได้

ไม่จำเป็น ไม่กู้

ให้คิดว่าการกู้เงินก็เหมือนการหยิบยืมเงินในอนาคตมาใช้ แถมยังมีภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเพิ่ม ดังนั้นไม่ควรกู้ยืมเงิน หากไม่มีเหตุการณ์จำเป็นจริงๆ เน้นย้ำว่าต้องจำเป็นจริงๆ

สร้างความสุขได้ โดยไม่ต้องใช้เงิน

หลายคนมักมองหาความสุขด้วยการช็อปปิ้งหาของแพงๆ หรือกินอาหารหรูๆ

แล้วถ่ายรูปแชร์ลง Social Network เรียก Like ความจริงแล้วความสุขที่แท้จริงมองหาได้ใกล้ๆ ตัว เพียงแค่คุณหันกลับมาดูแลเอาใจใส่คนที่คุณรักหรือคนที่เค้ารักคุณ แล้วคุณจะพบกับความสุขที่แท้จริงอย่างแน่นอน

ลองนำไปปฏิบัติกันดูนะครับ รับรองว่าการเดินทางของคุณจะไม่มีอุปสรรคในเรื่อง การใช้เงินอีกต่อไป และช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว

ฟรีแลนซ์ก็รวยได้ : 5 วิธีเพิ่มรายได้ฟรีแลนซ์เป็น 2 เท่า

ช่วงนี้มีหลายคนถามผมว่า ทำไมทำงานเยอะจัง ชีวิตมีอะไรให้ทำเยอะแยะขนาดนั้นเลยหรอ รวมถึงถามถึงแนวคิดต่างๆในการทำงาน @TAXBugnoms เลยตั้งใจเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อจะบอกว่า ทุกๆอย่างในชีวิตของเรานั้น เริ่มต้นจากสิ่งที่เรียกว่า “ความคิด” โดยเฉพาะวิธีการเพิ่มรายได้ที่ใครๆมองว่าเป็นเรื่องที่ยากและลำบาก แต่ผมเชือว่าสิ่งที่ลำบากจริงๆนั้น คือ การเริ่มต้นลงมือทำในครั้งแรก และ 5 ข้อที่ว่ามานี่คือวิธีการเพิ่มรายได้ให้ฟรีแลนซ์เป็นสองเท่าที่ใครๆก็สามารถทำได้ครับ

1. สร้างงานให้มากกว่ารายได้

อย่าเพิ่งคิดว่าผมบอกให้คิดค่าจ้างน้อยๆนะครับ แต่วิธีนี้คือ “การทำงานให้ดีกว่าความคาดหวังของผู้รับ” เพราะคนที่ทำผลงานที่ดีให้มากกว่ารายได้ทีได้รับ มีแต่ใครๆก็อยากจะจ้างใช่ไหมล่ะครับ จ้าง 100 เล่นไป 1,000 จ้าง 10,000 เล่นไป 100,000 แหม่.. ใครจะไม่สนใจละครับ!!

เมื่อได้รับงานมา
จงทำงานให้สุดความสามารถ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น

2. อย่าอายที่จะใช้ Connection

โลกการทำงานของฟรีแลนซ์นั้น Connection เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยล่ะครับ ลองคิดดูง่ายๆสิครับว่า ระหว่าง คนที่เพื่อนเราแนะนำว่าดี กับ คนที่เราไม่รู้จัก เราอยากจะจ้างใครในสองคนนี้

ดังนั้น สร้างมิตรภาพระหว่างวิชาชีพให้ดี เพราะอาชีพฟรีแลนซ์เนี่ย ถ้ามีคนรู้จักเยอะแค่ไหน โอกาสเติบโตก็จะยิ่งไวเท่านั้น พอร์ทงานก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องจัดทำไว้ เพื่อเป็นการรับประกันตัวเองด้วยว่า มีผลงานและทำได้จริง ยิ่งมาก แน่นอนครับว่ายิ่งดี

แต่ที่สำคัญ “Connection” นั้น
ต้องได้มาด้วยความถูกต้อง หรือ “Correction”

ทีนี้ทุกคนคงจะมีคำถามว่า แล้วจะทำตัวยังไงให้คนรู้จักมากๆ คำตอบก็คือ ทำตัวให้มีคุณค่า ฉลาด สมาร์ท น่าเชื่อถือ และรับผิดชอบในงานทุกชิ้นที่ทำ คนก็จะเข้ามาหาเราเองครับ อย่าทำตัวกากๆ นอนเล่นเกมส์เพลย์ กินเลย์เกาตูดดูหนังไปวันๆ  แบบนั้นใครมันจะเชื่อใจเราล่ะคร้าบบบ

3. หมั่นเรียนรู้จากความล้มเหลว

ทุกครั้งที่เกิดข้อผิดพลาด ให้ถามตัวเองก่อนว่า “เราทำผิดอะไร” อย่าไปหาคนผิดจากสังคมรอบข้าง มันไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากเราจะถูกมองเห็นว่าเป็นเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโต ขี้โม้ไปวันๆ และที่สำคัญการเรียนรู้จากความล้มเหลวจะไม่ทำให้เราทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่ายังไงล่ะครับ

ความผิดพลาดส่วนใหญ่
เกิดขึ้นจาก “ตัวเราเอง”

4. กำหนดค่าตัวให้เหมาะสม

ต่อให้เราสร้างงานมากกว่ารายได้แค่ไหนก็ตาม แต่สุดท้ายต้องมาย้อนดูด้วยว่า รายได้ที่เราได้รับนั้นเหมาะสมกับงานที่ทำหรือเปล่า ที่บอกว่าจ้าง 100 เล่น 1,000 แต่ค่าตัวจริงๆเรามัน 1500 แบบนี้ทำยังไงก็ไม่ไหวนะครับ กำหนดให้เหมาะสมด้วย

ค่าตัวของฟรีแลนซ์
เกิดจาก “คุณค่า” ของ “ผลงาน”

อีกเรื่องคือ อย่าตัดราคาชาวบ้าน นะครับ เพราะงานของแต่ละคนมีคุณค่าต่างกัน ยิ่งแข่งขันทางราคาโดยที่ไม่ดูความสามารถและต้นทุน คุณจะได้งานอยู่คนเดียวจนทำไม่ไหว แล้วสุดท้ายคุณก็จะถูกคนอื่นตัดราคาไปเรื่อยๆเช่นเดียวกันครับ

5. อย่ามัวจมอยู่กับความเก่ง

สิ่งที่ทำให้คนเราไม่พัฒนา คือการหยุดเรียนรู้ ยิ่งเราคิดว่าตัวเองเก่งแค่ไหน เราก็จะถอยหลังไปเท่านั้น ดังนั้นเราต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเองไปพร้อมๆกับการสั่งสมประสบการณ์ เพราะการรักษาคุณภาพและพัฒนางานนั้น เป็นคุณสมบัติที่ดีที่ฟรีแลนซ์ทุกคนควรมีไว้เป็นยาสามัญประจำบ้าง

หลายๆคนอ่านมาถึงตรงนี้ ก็ถอนหายใจพร้อมกับพูดว่า “คุณหนอมครับ คุณไม่เข้าใจหรอกว่า ผมต้องเจออะไรมาบ้าง และถ้าทำได้จริงๆผมทำไปแล้ว” เพราะถ้าชีวิตจริงมันทำได้ 5 ข้อง่ายๆแบบนี้ ป่านนี้ก็คงไม่มีใครลำบากหางานแล้วล่ะ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมขอตอบคำถามสุดท้ายนี้สั้นๆ ด้วยคำคมของ เฮนรี่ ฟอร์ด ว่า…

ไม่ว่าคุณจะคิดว่า คุณทำได้
หรือคิดว่า คุณทำไม่ได้ คุณก็คิดถูกทั้งนั้น

GrayView : ตีโต้เรื่องคอนโดกับพี่ไม้แบต

สวัสดีครับ ขอต้อนรับสู่คอลัมน์เกรย์วิว บทสัมภาษณ์กูรู คนดัง คนที่มีชีวิตพัง เอ้ย!! ชีวิตดี๊ดี แบบที่ไม่มีใครเหมือน รับประกันความเสียวแซบแลบแปล้บตามสไตล์พี่เกรย์แมนแห่งออมมันนี่ คอลัมน์แบบนี้ต้องรีบติดตามกันนะครับ กด Like AomMoney Fanpage และอย่าลืมแชร์ให้คนอื่นอ่านด้วยครับ เค้าจะได้รู้ว่าเราฉลาด ทังๆที่จริงๆเราอาจจะโง่กว่านั้นเยอะก็ได้

ประเดิมวันนี้เรามาสัมภาษณ์กูรูสดๆใหม่ ที่เข้าร่วมทีมออมมันนี่ ในนามของพี่แบต ซึ่งจะมาเขียนบทความเรื่องกีฬาแบตมินตันให้พวกเราฟัง ไม่ใช่ (ตึงโป๊ะมึงจะตลกก็ไม่บอก)

พี่แบต คือกูรูด้านการเงินและอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของเมืองไทย ที่มีผู้ติดตามทางเฟสบุ๊กมากกว่า 65,000 กว่า คน อยากรู้จักพี่แบตแล้วใช่ไหม ถ้าไม่อยากรู้จักก็หัดรู้จักคนเก่งๆไว้บ้างนะครับ เพราะบางทีเราคบแต่คนโง่ชีวิตก็เลยเป็นแบบนี้

เอ้า.. พี่แบตแนะนำตัวให้กับคนรู้จักหน่อยครับ ส่วนคนที่ไม่อยากรู้จักพี่ ด่ามันเลยครับพี่

(อึ้งไปแปป) พี่ชื่ออนุพงศ์ ชัยยะราษฎร์ ครับ ประสบการณ์ทำงาน  พี่ทำในบริษัทข้ามชาติมาโดยตลอดน่ะ ทำมาทางด้านการเงิน สายบัตรเครดิต ผ่านมาแล้วมากมายทั้ง Citibank , AIG และก็ย้ายมาอยู่ที่ GE จนสุดท้าย GE ขายให้กับแบงค์กรุงศรี ทำมาประมาณทั้งหมด 15 ปีแล้วครับ

หู้ว !! บริษัทข้ามชาติ ทำไมเป็นคนแบบนี้ครับ เราจะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง แล้วทำไมพี่แก่จังเลย (หลังจากนั้นผมก็โดนโบกกระบาลไป 1 ที)

กลับมาเข้าเรื่องกันต่อครับผม…
ประสบการณ์เม่า เอ้ย !! ประสบการณ์ทางด้านลงทุนเป็นยังไงบ้างครับ

พี่เริ่มต้นจากการลงทุนในหุ้นก่อนครับ โดยจะลงทุนในพวกหุ้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดกำลังบูม ทำให้ได้กำไรดี แต่ว่า พอลงทุนไปซักพักก็เกิดความย่ามใจ เปลี่ยนไปลงทุนพวกหุ้นปั้น และหุ้นพรายกระซิบ จนทำให้พอร์ทที่มีต้องติดดอยไป สุดท้ายแล้วก็ใช้เวลาเกือบ 10 ปีในการทยอยขายกว่าจะได้กำไร

ผมเดาว่า พี่ก็ไม่น่าจะลงทุนหุ้นเก่งนะครับ สงสัยเป็นแบบนี้ เลยมาเอาดีด้านอสังหาใช่ไหมล่า คิคิคุคิ แล้วปัจจุบันพี่ยังเป็นเม่า เอ้ย ติดดอย เอ้ย ลงทุน เอ้ย ถูกแล้ว!!

ปัจจุบันก็ซื้อบางครับ แต่เป็นสัดส่วนที่น้อย แค่ 4-5 ตัวเท่านั้นเอง (หุ้นหรือปลาในตลาดครับพี่)

หลังจากที่พี่แบตขาดทุนจากการลงทุนหุ้นแล้ว ยังลงทุนอะไรเพิ่มเติมอีกครับ เผื่อผมจะไม่ไปลงทุนตามครับ

 

ก็มีลงทุนในพวกกองทุนรวม เป็นสัดส่วนที่เยอะหน่อย พี่ก็ลงทุนพวก LTF กับ RMF และกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งข้อดีของตราสารหนี้ คือ ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากประจำ และไม่ต้องเสียภาษี 15 % ด้วย จนปัจจุบันพอร์ทเงินระยะสั้นและกลางจะอยู่ในรูปของตราสารหนี้เกือบหมด

ผมรู้ พี่ลงหุ้นก็เจ็ง กองทุนก็หวังพึ่งผู้จัดการกองทุน วางแผนลดภาษีไปงั้นๆ แล้วอะไรที่ทำให้พี่เริ่มต้นมาลงทุนในอสังหาล่ะครับ

เอาจุดเริ่มต้นก่อนน่ะครับ  (ครับผมคงถามจุดจบมั้งพี่) มีพี่ที่ทำงานมาชักชวนให้ลงทุนคอนโดแถวพระราม 9 เพราะได้ผลตอบแทนดี และหาคนเช่าได้ง่าย หลังจากที่ได้ผลตอบแทนประมาณ 8-9 % เนี่ยแหละ จึงทำให้มาศึกษาและลงทุนอสังหานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พี่รู้สึกว่าอสังหาเหมาะกับการลงทุนของพี่ คืออะไร อสังหาเป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะเป็นเงินเย็น ที่สอดคล้องกับข้อดีของมนุษย์เงินเดือน คือ ลงทุนได้ส่วนหนึ่งและ สามารถกู้ธนาคารได้อีกส่วนหนึ่ง

อ่า.. ครับแล้วทำไมพี่ถึงมาเปิดเพจ Maibat ข้อคิดทางการเงินละครับ พี่ลงทุนคอนโดแต่ดันจะมาเปิดเพจให้ความรู้การเงิน แหม่คิดจะรวยทางลัด หาตังค์ค่าเลี้ยงดูลูกหรือเปล่าครับ  (กูจะโดนตบไหมว่ะเนี้ย)

เปล่าครับ (ทำไมพี่เป็นคนดีจังวะครับ) พี่แค่อยากจะแชร์ข้อคิดในการทำงานของพี่ครับ โดยตั้งแต่ปีแรกของการทำงาน พี่จะทำการบันทึก ทรัพย์สิน หนี้สิน การออมเงิน ตั้งแต่ปีแรกของการทำงาน  จดใน Excel มาตลอด 10 ปี เพราะคิดว่าการวางแผนการเงินอย่างมีเป้าหมายทำให้ พี่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้อย่างแม่นย้ำตามเป้าหมายที่วางไว้  ซึ่งพี่ก็ทำมาเรื่อยๆ จนทรัพย์สินที่มีก็เติบโต ขึ้นประมาณ 100 เท่าได้ (โหพี่แม่มเจว๋งว่ะ)

พี่เลยอยากที่จะแชร์ความรู้ตรงนี้  จึงเขียน 18 ข้อคิด เอาประการณ์เหล่านั้นลงในพันทิป จนกระทู้ก็ขึ้นอันดับกระทู้พันทิปไม่ว่าจะเป็นห้อง สินธร สีลม และชายคา พอเพื่อนเห็นว่ากระทู้ขึ้นพันทิป และตัวพี่เองมีวิธีการเขียนที่โอเค เลยไปปรึกษาน้องสาวและทำการลงทะเบียนเปิดเพจให้เรียบร้อยเลย โดยผลตอบรับหลังจากเปิดเพจคือ 8 เดือนมียอดไลค์หลักหมื่น โดยส่วนมากคนที่ไลค์จะมาจากพันทิปครับ

ฟังแล้วได้ข้อคิดดีนะครับ แต่ตอนนี้ผมคงต้องรีบมีน้องสาวบ้างแล้วครับ เวลาเปิดเพจจะได้ให้น้องทำให้ (พี่แบตทำหน้าแบบว่ามึงไปตลกที่อื่น)

เอางี้ครับพี่ ผมถามตรงๆมีหลักที่ทำให้รวย คอนโดป่ะพี่แบบว่า รวยเร็วอ่ะ เหมือนพวกกูรูโน้นนี่นั้นครับ

เออ เราก็ใจเย็นๆ หน่อย  (ครับพี่ครับ) หลักที่พี่ลงทุนเนี้ยไม่รวยเร็ว แต่ว่ารวยอย่างมั่นคง โดยพี่ก็จะแบ่งเป็น 11 ข้อนะ คือ

  1. ทำเล  : คนทั่วไปอาจจะซื้อใน ซอยบ้าน แต่ พี่จะซื้อติดริมถนนใหญ่เลย เพราะว่าทำเลริมถนนไม่ต้องใช้การโฆษณามากมายๆ คนชับรถผ่านไปผ่านมาก็จดจำได้ง่าย อีกทั้งคอนโดที่ติดริมถนนนั้นจะปลดล็อคเรื่อง EIA ไปได้ครึ่งหนึ่งเพราะไม่ใกล้ชุมชน วัด เป็นต้น
  2.  3 อย่าง : ปัจจัย 3 อย่างที่ต้องมีหรือมีอย่างใดอย่างหนึ่งคือ อยู่กลางเมือง  ใกล้รถไฟฟ้า เห็นวิวแม่น้ำ  ซึ่งตลาดที่สนใจจะเป็นตลาด mass segment ราคาประมาณ 1-3 ล้านบาท/Unit

ที่สำคัญเราต้องดูเรื่องของศักยภาพของทำเล ก่อนด้วยว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่หรือเปล่า เช่น มีรถไฟฟ้าผ่านหรือไม่ มีโครงการห้างสรรพสินค้า เพราะเหล่านี้คือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคน (รถไฟฟ้า  = การเดินทาง , ห้างสรรพสินค้า = การ Shopping , สถานที่ทำงาน = การเดินทางและเวลา)

สมมติอยู่กลางเมือง ไม่ใกล้รถไฟฟ้า ไม่ใกล้ห้าง ไม่ใกล้ออฟฟิศ พี่จะยกตัวอย่างของ LPN พระราม 9 ห่างรถไฟฟ้าเกือบกิโล แต่รถไฟฟ้าวัดเป็นเมตร ส่วนห้า

7 ความเชื่อการเงินแบบผิดๆ ที่ทำให้ชีวิตคุณพัง

บทความใหม่นี้ฉลองครบรอบหนึ่งปีในการทำเพจ Mr.Grayman จากสิ่งที่ตัวผมเองได้เจอมาเลยทำให้รู้เลยว่าปัญหาของคนสมัยนี้ มักจะดักดานเรื่องการเงินแต่แก้ไขไม่ได้ เพราะว่ามันเกิดจากความเข้าใจด้านการเงินที่ผิดพลาดครับ บางคนหลังไมค์มาท้าต่อยพี่เกรย์หาว่าสอนแต่เรื่องกว้างๆไม่รู้จักพูดให้ดี ให้รู้เรื่อง พูดจาสุภาพบ้าง พี่เกรย์ฟังแล้วอยากจะถามเหมือนกันว่า “เสือกอะไรเพจกู ไม่อ่านก็ปิดจอไป หรือไม่ก็เชิญมึงไปทำเพจเองเล่นเองไลค์เองสิครับ” แต่ก็ไม่กล้าพูดไปเกรงใจว่าจะไม่สุภาพครับ

ทีนี้ปัญหาเรื่องการเงินมันเกิดจากความเชื่อผิดๆครับ อาจจะเกิดจากที่ครอบครัวคุณไม่ได้สั่งสอน หรือสอนแล้วไม่จำ หรือสังคมทีคุณอยู่มันแย่มาก แต่ไม่เป็นไรครับ เราจะมาเปลี่ยนแปลงแนวคิดผิดๆ 7 ข้อนี้ไปด้วยกัน ถ้าพร้อมแล้วเริ่มกันเลยนะครับ

1. ไม่ต้องวางแผนเกษียณหรอก เพราะเราจะทำงานไปจนตาย

หลังการที่คิดว่าตัวเองจะอยู่ค้ำฟ้านี่ไม่รู้มาจากไหนนะครับ เอางี้ดีกว่า ผมขอบอกว่าการที่คนเราทำงานจนตายไม่ใช่เรื่องผิดหรอกครับ แต่สิ่งที่ผิดจริงๆคือ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้แต่ดันไม่ตาย เพราะว่าหนังเราอาจจะเหนียวเหมือนควายป่า ทำให้เกิดความผิดปกติที่ร่างกาย เช่น พิการ หรือ ทุพลลภาพ จนโดนไล่ออกจากงาน ทีนี้อยากทำงานจนตายก็ทำไม่ได้ครับเพราะดันเป็นง่อยไปแล้ว คำถามตามมาคือ แล้วจะเอาเงินที่ไหนใช้ ถ้าไม่รู้จักวางแผนชีวิตล่วงหน้า

2. แค่จ่ายค่าใช้จ่ายก็จะตายแล้ว จะวางแผนการเงินได้ยังไง

คำพูดนี้ปลอบใจตัวเองได้ดีมากๆ เลยครับ แต่ผมอยากบอกว่าเพราะคุณไม่ได้วางแผนการเงิน ชีวิตคุณเลยเป็นแบบนี้ไงครับ หรือคุณจะยอมรับว่าเวลาเป็นหนี้คุณได้ใคร่ครวญดีแล้ว เวลาจะซื้อของใช้ต่างๆ เวลาจะซื้อบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ แต่คงว่าไม่ได้หรอกครับ เพราะนี้อาจจะเป็นอาการทางสมอง ยังไงแนะนำให้รีบรักษานะครับ (ยิ้ม)

แต่สำหรับคนที่มีความจำเป็นต้องเป็นหนี้ พี่เกรย์ขออวยพรให้ฟันฝ่าอุปสรรคไปได้นะครับ คนบางคนความจำเป็นไม่เหมือนกัน พี่เกรย์หมายถึงคนที่อ้างเหตุผลแบบง่าวๆเท่านั้น หวังว่าคงจะเข้าใจ อย่างน้อยก็เอาเวลาที่เล่นเฟสบุ๊กไปหาเงินมาช่วยโปะหนี้ น่าจะดีกว่านะครับ

3. รู้จักพอก็รวยได้

ตอบก่อนไหมครับว่าเท่าไร ถึงพอ แล้วถ้าหากวันนี้พอแล้ว หยุดทำงานสิครับ ไม่ทราบว่าทำงานไปหาคุณพ่อคุณแม่หรอครับ?

4. อยากได้ งานง่ายๆ สบาย รายได้ดี

อันนี้คงบอกได้แค่ว่า “เมากาวก็ไปนอนนะลูก”

5. แค่ดูแลตัวเองให้ดี ไม่ต้องซื้อประกันก็ได้

คือแบบนี้ครับ การทำประกันคือการป้องกันความเสี่ยงนะครับ อย่าเข้าใจผิด การดูแลสุขภาพให้ดีเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องทำครับ แต่ถ้าเราเกิดอุบัติเหตุ เราได้เผื่ออะไรไว้สำหรับชีวิตคนอื่นที่อยู่ข้างหลังบ้างไหมครับ ลองคิดสิครับว่า ถ้าเราโกอินเตอร์ไปเค้าจะเจออะไรบ้าง เคยเผื่อเขาบ้างไหมครับ หรือเกิดมาชาตินี้ไม่มีใครรักสักคนเลยครับ

อีกกลุ่มคือพวกที่คิดว่าทำประกันคือการแช่งตัวเอง แต่บอกให้คนอื่นเชื่อในวิทยาศาสตร์ ผมไม่แน่ใจว่าใครบ้านะครับ

6. ซื้อบ้านถูกกว่าเช่า เอาค่าเช่ามาผ่อนดีกว่า

คิดให้เยอะๆ ถึงค่าใช้จ่ายที่ตามมา ค่าดูแลรักษา ราคาขายต่อ ความสะดวก การเอาเงินก้อนไปลงทุน การหมุนเงิน และปัจจัยอื่นๆบ้าง พวกที่คิดแบบนี้สุดท้ายบ่นว่าผ่อนไม่ไหว แล้วจะซื้อมาทำซีซาร์สลัดให้คุณพ่อรับประทานทำไมครับ

7. การลงทุนมีความเสี่ยง เลยไม่กล้าลงทุน

ทุกอย่างในโลกนี้มีความเสียงหมดแหละครับ เอาเงินไว้ที่บ้านก็เสี่ยงมอดแดรกส์ กินข้าวก็เจอพวกสารพิษ ทำงานก็เจอเพื่อนหลอก แต่ที่เสี่ยงจริงๆ มันคือการที่คุณไม่มีความรู้ในสิ่งที่คุณทำ แล้วทำเหมือนรู้ทุกเรื่อง สุดท้ายก็เลยเป็นแบบนี้แหละ

บทความการเงินนี้ เขียนด้วยความหวังดีกับทุกคนครับ
อาจจะพูดแรง แต่ที่พูดไปต้องขอชี้แจงว่า
เพราะไม่อยากเห็นพวกคุณต้องไปเก็บขวดขายตอนแก่ครับผม

23/27 การออมเพื่อการสร้างทุน [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

การที่เราจะมีชีวิตในอนาคตที่มั่งคั่งได้ การเก็บออมนั้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่จะทำให้เราก้าวไปสู่เป้าหมายตรงนั้นได้ แต่เมื่อผมลองถามเพื่อนหลายๆคนว่าทุกวันนี้มีเงินเก็บออมกันบ้างไหม คำตอบที่มักจะได้รับก็คือปัจจุบันเพื่อนผมมีภาระเรื่องหนี้สินที่เยอะมากจนกระทั่งไม่มีทางเก็บออมได้เลย แต่ก็มีอีกหลายคนนะครับเขาสามารถเก็บออมได้แต่ก็ไม่รู้จะเอาเงินออมไปทำอะไร พอเก็บได้ตามเป้าหมายแล้วก็บินไปเที่ยวเกาหลี ญี่ปุ่นกับมิตรสหายปีละครั้ง 2 ครั้ง แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มองว่าเขาเก็บออมได้แล้วก็นำเงินออมที่เก็บได้มาต่อเงินให้งอกเงยได้

ผมก็เลยสังเกตได้ว่าพฤติกรรมการใช้เงินของคนในสังคมก็มีอยู่ประมาณ 3 ประเภทหลักๆนะครับ

1. ชีวิตมีแต่หนี้สิน

เพื่อนผมกลุ่มนี้มีสถานะทางการเงินที่เป็นลบอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือเจอกันวันไหนก็จะบอกแต่ไม่มีตัง แต่มีเสื้อผ้า น้ำหอม กระเป๋าใบใหม่เต็มไปหมด หลายคนผ่อนเอาด้วยบัตรเครดิตและบัตรเงินสดต่างๆ เมื่อถึงเวลาเงินเดือนออกก็รีบไปจ่ายเงินที่ตัวเองติดค้างไว้

2. ชีวิตมีเงินออม

คนกลุ่มนี้ทราบดีว่าต้องเก็บเงินเอาไว้บ้าง ไม่เช่นนั้นในยามฉุกเฉินจะมีปัญหา คนกลุ่มนี้จะเก็บเงินได้แล้วไว้ในบัญชีออมทรัพย์เฉยๆ แต่เงินที่เก็บไว้ก็ไม่ได้งอกเงยอะไร มี 100 ใช้ได้ 100 และอาจจะหมดไปง่ายๆหากเขามีค่าใช้จ่ายจำนวนมากเกิดขึ้น

3. ชีวิตมีเงินไว้ต่อเงิน

คนกลุ่มสุดท้ายเป็นออมเงินซึ่งพวกเขารู้ว่าเงินออมนั้นจะเป็นทุนให้สามารถสร้างความมั่งคั่งได้โดยการนำไปลงทุนไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหุ้น กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ เพื่อนๆกลุ่มนี้มี 100 ทำให้งอกเงยได้เป็น 200 และนำบางส่วนจาก 200 นั้นมาใช้จ่ายเพื่อความสุขได้

เห็นไหมครับว่าเงินออมนั้นมันมีความสำคัญอย่างไร ถ้าเราเก็บไว้อย่างน้อยมันก็เป็นทุนสำรองให้กับเราได้แม้เราอาจจะใช้มันหมดก็ตาม แต่ถ้าเราไม่ได้ใช้มันและเอาเงินส่วนนี้แบ่งไปลงทุนเพื่อให้มันงอกเงยได้ แต่หลายคนก็แอบสงสัยไม่ได้นะครับว่า ปัจจุบันชีวิตของเขามีค่าใช้จ่ายเยอะอยู่แล้ว การที่จะออมเงินนั้นจึงเป็นเรื่องยากจะต้องทำอย่างไร? 

เก็บออมเพื่อสร้างทุนอย่างไร?

วิธีการดั้งเดิมที่เคยใช้กันอยู่ทั่วไปในการออมเงินก็คือการเก็บออมหลังจากที่เรามีเงินเหลือหรือ รายรับ – รายจ่าย = เงินออม การใช้วิธีการเก็บออมในลักษณะแบบเดิมนี้จะทำให้เราไม่สามารถเก็บเงินออมได้ยาก เนื่องจากรายจ่ายเป็นสิ่งที่ไม่ตายตัวอยู่ตลอดเวลา บางครั้งอาจจะมีค่าใช้จ่ายเยอะ บางครั้งอาจจะมีน้อย การเก็บออมของเราก็จะขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายเช่นกัน นั่นทำให้เราไม่สามารถเก็บเงินตามเป้าหมายได้โดยง่ายโดยเฉพาะช่วงที่มีรายจ่ายเยอะ และหลายๆครั้งรายจ่ายที่ว่าเยอะนั้นกลับกลายเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นซะด้วยสิ เพราะฉะนั้นเราควรสร้างเป้าหมายการออมด้วยสมการใหม่ ข้างล่างนี้

รายรับ – เงินออม = รายจ่าย

คนรุ่นใหม่ต้องใช้สมการนี้ในการเก็บออมแล้วนะครับ กล่าวคือเมื่อเงินเดือนออกมาปุ๊ปให้เราเก็บออมทันที โดยกำหนดแผนทางการเก็บเงินรายเดือน อย่างน้อยซัก 10% ลองดูนะครับเช่น เงินเดือน  20,000 บาท ให้ลองเก็บดูซัก 2,000 บาท ส่วน 18,000 บาท จะนำไปใช้จ่ายอย่างไรก็แล้วแต่เรา หลายคนอาจจะบอกว่าปกติเขาใช้จ่ายเกินตัวเลข 18,000 บาท มันไม่มีทางพอได้ ผมเชื่อว่าถ้าคุณใช้วิธีการหักเงินออกมาก่อน เงินที่เหลืออยู่คุณจะใช้พอเองครับ ต้องอย่าลืมว่าเรามีค่าใช้จ่ายจิปาทะและไม่จำเป็นก็เยอะ รายจ่ายบางอย่างมันก็เกิดขึ้นเพราะเรามีเงินเหลือจึงอยากได้ พอหักมาออมก่อนแล้วเงินไม่เหลือให้ซื้อของ เดี๋ยวเราก็ไม่ซื้อเองล่ะครับ การหักเงินออกมาก่อนยังไงเราก็สามารถทำตามแผนของเราได้ตราบที่เรามีวินัยในการลงทุนนะครับ

มาดูกันว่าหากเราเก็บออมได้เดือนละ 2,000 บาท ลองมาดูว่าในแต่ละยะเวลาเราจะมีเงินมากขนาดไหน

1 ปี จะมีเงิน 12,000 บาท เป็นเงินเก็บ

2 ปี จะมีเงิน 24,000 บาท เป็นเงินเก็บ

10 ปี จะมีเงิน 120,000 บาท เป็นเงินเก็บ

นี่ยังไม่รวมดอกเบี้ยต่างๆที่อาจจะได้รับนะครับ เราลองมาคิดเล่นๆดูว่าถ้าเราเดินตามวิถีการลงทุนของคนมีเงินจะรวยขึ้นขนาดไหน 

คนรวยนำเงินทุนไปทำอะไร?

แน่นอนว่าคนรวยจะไม่ออมเอาไว้เฉยๆเพื่อใช้เป็นเงินฉุกเฉินอย่างเดียวแน่ๆ จริงอยู่ที่เงินเก็บเอาไว้ใช้สำรองก็สำคัญ แต่การสำรองเงินไว้ในธนาคารเฉยๆนั้นไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรให้เงินงอกเงย จึงแบ่งส่วนไว้ให้เพียงพอต่อความฉุกเฉินก็พอแล้ว เช่น เพียงพอต่อการสำรองไว้ 6 เดือน ที่เหลือนำไปลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินให้มากขึ้น ในอนาคต

เพราะฉะนั้นแล้วเราควรเปลี่ยนจากการเป็นคนธรรมดามาเป็นคนรวย คนรวยจะนำเงินไปต่อเงินไม่ว่าจะเป็นกาลงทุนในสินทรัพย์ หลักทรัพย์ รวมถึงการนำเงินทุนที่มีอยู่ไปทำธุรกิจที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ร้านกาแฟ ร้านขนมเค็ก เปิดบริษัทสำหรับลงทุน เราเองก็ต้องมองดูนะครับว่าเงินที่มีอยู่ตรงนี้จะนำไปลงทุนแบบให้ให้คุ้มกับความเสี่ยงของเราอย่างไร อีกทั้งเราเป็นมนุษย์เงินเดือนด้วยก็อาจจะลงทุนกิจการที่ต้องลงมือทำเองได้ไม่มาก ทางเลือกที่ดีทางหนึ่งในการลงทุนก็คือการนำเงินไปลงทุนในหุ้น กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์

เมื่อคุณเก็บเงินออมเดือนละ 2,000 ได้ ลองนำเงินจำนวนนั้นไปลงทุนดูไหมครับ ลงทุนเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น โดยเลือกหุ้นหรือกองทุนรวมดีๆที่มีผลตอบแทนสม่ำเสมอ นำ

ผมเป็นคนแบบนี้ จะลงทุนแบบไหนดีครับ?

สวัสดีจ้า วันนี้พี่ปึ้กเจอคำถามจากน้อง ๆ ทางบ้านว่า “ผมเป็นคนแบบนี้ จะลงทุนแบบไหนดีครับ?” พี่ปึ้กเห็นว่าดีมีประโยชน์ เลยอยากจะมาเล่าให้น้อง ๆ ฟังกันถึงแนวคิดที่มีต่อคำถามนี้ เพราะคำถามที่ดีนั้นสร้างให้เกิดคำตอบที่ดี แต่ถ้าคำถามที่ไม่ดี ระวังปากจะมีสี #เอ๊ะยังไงกัน

ในโลกของการลงทุนทุกวันนี้ มีแต่คนที่บอกว่าอยากได้ผลตอบแทนสูง ๆ แต่มีความเสี่ยงต่ำ ๆ ทำนองว่า “กำไรประมาณ 10% ก็พอ แต่ห้ามขาดทุนนะ” พี่ปึ้กฟังจบแล้วอยากจะเลิกคบกับคนแบบนี้เลย เพราะโลกนี้มันมีที่ไหนกันเล่า แหม่

High Risk High Expected Return ผลตอบแทนที่สูงนั้นย่อมตามมาด้วยความเสี่ยงแบบสูงสุด ๆ แบบที่ใครๆก็หยุดไม่ได้ ดังนั้นพี่ปึ้กบอกตรง ๆ นะครับว่า ฝันไปเถอะที่จะมีผลตอบแทนดี ๆ และมาพร้อมกับความเสี่ยงต่ำ เพราะความเสี่ยงกับผลตอบแทนเป็นของคู่กัน เหมือนแปรงสีฟันกับยาสีฟันยังไงอย่างนั้นเลย ฮ่า ๆๆๆ

ถ้าอยากได้มากก็ต้องกล้าเสี่ยงมาก อยากปลอดภัยก็ต้องยอมรับผลตอบแทนน้อยๆ เพราะแต่ละคนรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน ดังนั้นคำถามที่ว่า ผมเป็นคนแบบนี้จะลงทุนแบบไหนดี พี่ปึ้กขอให้ย้อนกลับไปถามตัวเองก่อนนะว่า แล้วตัวคุณน่ะ รับความเสี่ยงได้แค่ไหน!!!

ถ้าตอบไม่ได้ไม่เป็นไร แต่พี่ปึ้กอยากแนะนำให้ลองเข้าไปทำแบบทดสอบกันเล่น ๆ ได้ที่เว็บไซต์ของ ก.ล.ต. ก็ได้ที่นี่ http://market.sec.or.th/public/event/InvestorSurvey.aspx จะได้รู้ว่าตัวเองสามารถทนรับความเสี่ยงได้แค่ไหน

เมื่อรู้ตัวว่าเป็นคนที่รับความเสี่ยงได้แบบไหน เราก็มาจัดการวิธีการลงทุนได้แบบง่าย ๆ ตามแต่ละสไตล์ดังนี้

กลุ่มแรก : รับความเสี่ยงได้น้อย หรือเรามักจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า พวกคนพอเพี๊ยงพอเพียง

คนพวกนี้ใครจะกำไรแค่ไหนไม่ว่า ใครจะรวยแค่ไหนไม่สน แต่เราอดทนด้วยคติเดียวคือ “ปลอดภัย มั่นใจ มั่นคง” เพราะไม่ต้องการสียเงินต้นที่ลงทุนไป แต่ก็ต้องทำใจเพราะผลตอบแทนที่ได้มันต่ำเสียเหลือเกิน

กลุ่มที่สอง : รับความเสี่ยงได้ปานกลาง

สำหรับกลุ่มนี้จะรับความเสี่ยงได้พอสมควร เน้นความมั่นคงในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง รับผลขาดทุนได้บ้าง แต่ถ้ามากเกินไปก็ไม่ไหวนะครับ อันนี้ก็ขอแนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาหน่อยละกัน

กลุ่มสุดท้าย : รับความเสี่ยงได้มาก

ทำนองว่า รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอล(อ)ง กลุ่มนี้จะมีความกล้าและความเชื่อมั่นในการลงทุนสูง ยินยอมขาดทุนได้มากเพื่อเพิ่มโอกาสผลตอบแทนในระยะยาว แบบนี้เราต้องจัดสินทรัพย์เสี่ยงให้สาสมใจกันไปเลยครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://capital.sec.or.th/webedu/upload/file-04052011143456109.pdf

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การลงทุนแบบนี้ใช่ว่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องเสมอไป แต่มันเป็นแนวทางการเริ่มต้นของการลงทุน เพราะพี่ปึ้กต้องการให้ข้อมูลเพื่อจะได้วางแผนการลงทุนเบื้องต้นเท่านั้นนะจ้ะ อย่าเชื่อมากเพราะไม่งั้นจากคำถามที่ว่า ผมเป็นคนแบบนี้ จะลงทุนแบบไหนดีครับ? พี่ปึ้กอาจจะขอเปลี่ยนคำตอบเป็น “ถ้าเชื่อคนง่ายแบบไม่คิด อย่าฝากชีวิตไว้ที่การลงทุนเลยนะจ้ะ”

สุดท้ายก่อนจากกัน สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าสินทรัพย์เสี่ยงคืออะไร ควรศึกษาดูจากภูเขาแห่งความเสี่ยง น่าจะเข้าใจได้มากขึ้น หรือไม่ก็หัดหาข้อมูลเพิ่มเติมเองบ้างนะจ้ะ จะได้ฉลาดไว ๆ ไม่ใช่อะไรก็ถาม เดี๋ยวแก่ก่อนวัยจะหาว่าพี่ปึ้กไม่เตือนนะครับ

ส่วนใครที่อยากได้เครื่องมือคำนวณฝันและเป้าหมายของตัวเองดี ๆ พี่ปึ้กแนะนำเลยให้เข้าเว็บนี้เลย www.จัดการเงินเป็น.com ครบและครอบคลุมตามที่พี่ปึ้กคอยแนะนำแน่นอน

สนับสนุนโดย

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

3 คำที่ทำให้ความฝันเป็นจริง!!

อ้าว!! ยกมือขวาแล้วร้องพร้อมกันนนนน

“จะออกไปแตะขอบฟ้า
แต่เหมือนว่าโชคชะตาไม่เข้าใจ
มองไปไม่มีหนทาง
ชีวิตฉันต้องล่มลงใช่ไหม”.
.
.
.
…………

หลายคนที่กำลังพยายามใช้ความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการทำความฝันให้เป็นจริง ก็มักมีหลายสิ่งอุบัติขึ้นมาดับฝันเราซะงั้น สิ่งที่ว่านี้ประกอบด้วยคำประนามหยามเหยียดต่างๆนานาว่า ….

“แกมันไม่เก่ง ทำไม่ได้หรอก”
“อย่าทำเลยเสียเวลาเปล่าๆ”
“สภาพอย่างนี้อย่าฝันไกลเกินไป อยู่เฉยๆดีกว่ามั้ง”
“ห่วยแตกไร้สาระ หยุดทำไปเลยดีกว่า”

เมื่อได้รับฟังมากๆจนทำให้บางคนเริ่มถอดใจแล้วคิดว่าความฝันที่ทำอยู่นี้เราจะทำได้ไหม มันคือสิ่งที่ใช่กับตัวเองหรือเปล่า มันดูไม่มีอนาคตจริงหรอ เราเลิกฝันแล้วไปทำอย่างอื่นดีไหม บลาาาา…. คิดเลยเถิดมากขึ้นเรื่อยๆจนคิดไปไกลว่า “ชาตินี้ตรูเกิดมาเพื่อ!!”

ไม่มีใครดับฝันเรา นอกจากความคิดเราเอง

เสียงเตือนจากคนรอบข้างเราควรรับฟังไว้เพื่อระมัดระวังในการตัดสินใจของตัวเอง แต่ไม่ควรให้มาพังความฝันของเราให้ถล่มลงมา จงมั่นคงและภักดีกับความฝันแล้วมันจะดึงดูดโอกาสดีๆเข้ามาเอง สิ่งที่ควรให้ความสำคัญที่สุด คือ “ความชัดเจน” ยิ่งภาพความฝันของเราชัดเจนกว่าระบบ HD แล้วหละก็ ให้เราเตรียมรอยยิ้มกว้างๆรอต้อนรับความสำเร็จล่วงหน้าไว้ได้เลยนะจ๊ะเพราะมันจะมาแบบไม่ทันตั้งตัว ก่อนที่จะฝันไปไกลถึงวันนั้นให้เราเริ่มต้นกันที่ 3 คำนี้ก่อนนะคะ

3 คำที่จะทำให้ฝันเป็นจริง!!

“อะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่”

อะไร คือ เป้าหมายพิชิตฝันที่เราต้องทำให้ได้
เท่าไหร่ คือ จำนวนเงินที่ต้องใช้เพื่อให้ฝันเป็นจริง
เมื่อไหร่ คือ เวลาที่คาดว่าฝันของเราจะสำเร็จ

ตัวอย่างการตั้งความฝันที่ชัดเจนเวอร์ๆ ^_^

   ==> เลิกบุหรี่ให้ได้ภายใน 3 เดือนจะได้ประหยัดรายจ่าย 2,000 บาท
   ==> ช็อปปิ้งให้น้อยลงเหลือเดือนละ 1 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 3,000 บาท
   ==> เก็บเงินในกองทุนรวมให้ได้ 100,000 บาทภายใน 1 ปี
   ==> เก็บเงินไปเที่ยวฮ่องกงให้ได้ 15,000 บาทภายใน 6 เดือน

ตั้งเป้าหมายความฝันเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็ลงมือทำซิจ๊ะที่รัก แต่พอมองเห็นตัวเลขที่ตั้งใจจะทำให้ได้ก็เริ่มท้อละ มันเยอะน๊าแล้วเราจะทำได้หรอ อืมมมมม…กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวนะจ๊ะ มันเหมือนกับภาพจิ๊กซอร์ที่ต้องเริ่มต่อจากชิ้นเล็กๆเข้าด้วยกัน ต่อกันไปเรื่อยๆจนกลายเป็นความสำเร็จที่เป็นภาพใหญ่ที่สวยงาม

แหม…หลักการดูดีเชียวแล้วมีคำอธิบายที่มันเข้าใจง่ายและเห็นภาพชัดกว่านี้มีไหม!!

ตัวอย่างกระปุกเก็บเงินจากเป้าหมาย “ไปเที่ยวเชียงใหม่”
     อะไร ⇒ ไปเที่ยวเชียงใหม่
     เท่าไหร่ ⇒ จำนวนเงิน 10,000 บาท (ต้องหาเพิ่ม 8,800 บาท)
     เมื่อไหร่ ⇒ วันที่ 20-22 ก.ย. 57

เป้าหมายใหญ่จากเงินที่ต้องเก็บ 10,000 บาท ถ้าจะเก็บครั้งเดียวเลยที่ 10,000 บาทก็อาจจะยากสำหรับบางคน ดังนั้น เราควรย่อยเป้าหมายให้เล็กลงเป็นรายเดือน รายสัปดาห์หรือรายวัน เพื่อที่เราจะได้ไปถึงเป้าหมายด้วยจิตใจที่ฮึกเหิมมากขึ้น สู้โว้ยยยย!!

เราลองมาเปรียบเทียบว่าอันไหนง่ายกว่ากัน ลองดูน๊า
     เที่ยวเชียงใหม่เก็บเงินครั้งเดียว 10,000 บาทหรือเก็บเงินวันละ 120 บาท
     เที่ยวมาเก๊าเก็บเงินครั้งเดียว 15,000 บาทหรือเก็บวันละ 115 บาท
     เที่ยวเกาะล้านเก็บเงินครั้งเดียว 5,000 บาทหรือเก็บวันละ 55 บาท

“จะออกไปแตะขอบฟ้า
สุดท้ายแม้โชคชะตาไม่เข้าใจ
มองไปไม่มีหนทาง
แต่รู้ว่าฉันต้องไปต่อไป

ตรงเส้นขอบฟ้าสีคราม
ความหวังยังนำทางฉันใช่หรือไม่
คำตอบอยู่กลางคลื่นลม
ชีวิตแม้ต้องล่มลงตรงไหน
แต่ฉันก็ยังยืนยันที่จะไป”

Cr:พี่ตูนบอดี้สแลมได้กล่าวไว้ ^_^

ชีวิตคนเราทุกวันนี้ก็เหมือนอยู่กลางทะเล ที่มีอุปสรรคชีวิตเป็นคลื่นลมผ่านเข้ามาทดสอบเราบ่อยๆหลายครั้งมองไม่เห็นทางออกว่าจะผ่านมันไปได้อย่างไร แต่มีสิ่งหนึ่งที่เรายึดมั่นมาตลอด นั่นคือ “ความหวัง” ที่สักวันจะต้องผ่านมันไปให้ได้ โดยย่อยทุกอย่าง(ความฝันหรือปัญหา) ให้เล็กลงเพื่อให้ทำสำเร็จได้ง่ายขึ้น จากนี้ต่อไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็มาขัดขวางความฝันเราไม่ได้ เพราะ…

ความฝันของเรา ใช้ซะ!!

เล่นฟิตเนสยังไงให้เงินเพิ่ม? : 5 วิธีรวยด้วยฟิตเนส

ผ่านปีใหม่มาแล้ว 7 เดือนกว่าๆ @TAXBugnoms เชื่อว่าเป้าหมายสำหรับปีใหม่ของหลายๆคนต้องมีเรื่องของ “สุขภาพ” เป็นหนึ่งในลิสต์ที่ตั้งใจไว้ใช่ไหมครับ อยากสุขภาพดีขึ้น อยากลดน้ำหนัก อยากขจัดไขมัน ฝันอยากมี Six-Pack แน่นอนล่ะว่า.. หนึ่งในวิธีที่ช่วยให้เรามีสุขภาพได้นั้นคือ “การออกกำลังกาย”

ซึ่งการออกกำลังกายที่เป็นเทรนด์ฮิตมาแรงสำหรับหนุ่มๆสาวๆในตอนนี้ คือการออกกำลังกายโดยการเข้ายิม (Gym) หรือ ฟิตเนส (Fitness) นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นดารา เซเลป คนธรรมดา หรือว่ามนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆก็อยากจะมีสุขภาพดีกันทั้งนั้น ใช่ไหมครับ..

แต่เชื่อไหมครับว่า หลายๆคนพอตัดสินใจเข้าฟิตเนสทีไร ไปๆมาๆ เงินในกระเป๋ากลับลดมากกว่าน้ำหนักที่จะลด เพราะมัวแต่ลงทุนซื้อเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าใหม่ สมัครสมาชิก เรียนคลาสมากมาย แต่สุดท้ายไม่ได้ไปสักที บางคนก็มีข้ออ้าง บางคนก็งานยุ่ง บางคนก็รักพุงจนเกิดเหตุ

ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เงินที่ลงทุนจ่ายค่าสมาชิกไป ก็มีแต่เสียไปเปล่าๆเลยนะคร้าบบ วันนี้เลยเป็นที่มาของบทความวันนี้กับ วิธีเล่นฟิตเนสให้รวย! ที่จะทำให้เราทุกคนะเล่นฟิตเนสได้อย่างประหยัดและมีความสุขไปพร้อมๆกัน ยิ่งเล่น เงินยิ่งเพิ่มด้วยวิธีต่อไปนี้คร้าบ

1. เลือกฟิตเนสใกล้บ้านหรือที่ทำงาน

สิ่งที่สำคัญอย่างแรกคือการเลือกสถานที่ออกกำลังกายให้ใกล้กับทีที่เราอยู่เป็นประจำ เช่น ติดกับที่ทำงาน หรือ ใกล้บ้าน หรือจะให้ดีกว่านั้น เอาระหว่างทางจากบ้านไปที่ทำงานเลยก็ดีครับ เพราะยิ่งไกลแค่ไหน ความขี้เกียจจากการทำงานยิ่งทำให้เราไม่อยากไป สมมติว่าบ้านเราอยู่สุขุมวิท ส่วนออฟฟิศอยู่วิภาวดี จะให้ไปเล่นฟิตเนสแถวช่องนนทรีก็คงไม่ไหวใช่ไหมล่ะคร้าบ

อ้อ… ถ้าจะให้ดี เก็บกระเป๋าเสื้อผ้าและรองเท้าติดรถไว้เลยครับ
รับรองว่าจะได้ไม่มีข้ออ้างในการออกกำลังกายของตัวเอง

2. สมัครรายวันถูกกว่ารายเดือน รายเดือนถูกกว่ารายปี

สำหรับข้อนี้หลายๆคนฟังแล้วอาจจะสงสัยในใจว่า เอ๊ะ!! ยิ่งสมัครนานยิ่งราคาถูกไม่ใช่เหรอ แต่เคล็ดลับนึงที่เราควรจะคำนวณให้ดีก่อนสมัครนั้น ไม่ใช่เรื่องความคุ้มค่าของราคาที่จ่ายไป แต่ต้องให้คำนวณจากความคุ้มค่าสำหรับประโยชน์ที่เราได้รับต่างหากครับ

จ่ายค่าสมาชิกรายปีไปแต่ไม่ได้เล่น
เปลี่ยนเป็นจ่ายเป็นครั้งก็ไม่เลวนะครับ…

แนะนำให้ลองคำนวณคร่าวๆดูก่อนครับว่า ในแต่ละเดือน เรามีเวลาเล่นฟิตเนส “แน่ๆ” จำนวนกี่วัน สมมุติว่าถ้าเดือนละ 10 วัน ค่าใช้จ่ายรายวันตกวันละ 200 บาท แต่ค่าสมัครรายเดือนคือ 2,500 บาท เมื่อหารออกมาแล้วเราจะเห็นว่า ถ้าจ่ายเป็นรายวันจะประหยัดได้กว่าตั้ง 500 บาท (200 x 10 = 2,000 บาท) ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเดือนไหนเราไม่สะดวกเพราะไปน้อยกว่า 10 วันก็อาจจะทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปได้อีกนะครับ แต่สำหรับคนที่มีเวลาออกกำลังกายเป็นประจำการสมัครรายเดือน สามเดือน หกเดือนหรือรายปีก็คุ้มกว่าแน่นอนครับ  แต่ต้องไม่ลืมบริหารการเงินส่วนนี้ให้ดีด้วยนะคร้าบบ

3. อุปกรณ์ครบ คลาสดี ดนตรีไพเราะ

นอกจากเรื่องของค่าใช้จ่ายแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องของอุปกรณ์และชั้นเรียน (Class) ว่าตรงกับความต้องการหรือไม่ครับ เช่น บางแห่งอาจจะมีชั้นเรียนโยคะ แอโรบิก หรืออื่นๆเพิ่มเติม แต่บางแห่งก็ไม่มีให้ พิจารณาให้ตรงกับความต้องการของเราด้วยนะครับ

อย่าลืมดูไปถึง ห้องน้ำ ความสะอาดต่างๆ รวมถึงจำนวนคนที่เข้าใช้งานในช่วงเวลาสำคัญๆ เช่น หลังเลิกงาน ว่ามีมากเกินไปไหม ส่วนใหญ่แล้วฟิตเนสหลายแห่งมักจะเปิดโอกาสให้เราได้ไปทดลองเล่นดูก่อน หรือลองจ่ายรายวันสักวันสองวันดูครับ อย่าเพิ่งรีบสมัครเพราะมันเลิกสัญญายากกกกกกกมากกกกกกกกกกกก

อย่าลืมถามตัวเองว่า…
เราต้องการอะไรจากการไปฟิตเนส

อ้อ…ไหนๆแล้ว ลองสังเกตดู สังคมหรือกลุ่มคนในฟิตเนสแห่งนั้นด้วยนะครับว่า เข้ากับความเป็นเราหรือไม่ บางคนชอบไปออกกำลังกายไม่ชอบคุยกับใคร ก็อาจจะเลือกที่คนไม่พลุกพล่านสักหน่อย อย่าลืมนำปัจจัยข้อนี้มาเลือกให้เข้ากับความเป็นตัวเราเองด้วยคร้าบ

4. มือใหม่ควรใส่ใจเรื่องเทรนเนอร์

สำหรับคนที่เริ่มต้นเล่นฟิตเนสในช่วงแรกๆ อาจจะไม่มีเพื่อนมาช่วยสอนหรือคนรู้จักช่วยแนะนำก็อาจจะขัดๆเขินๆ ดังนั้นการจ้างเทรนเนอร์หรือผู้ฝึกสอน “ในช่วงแรก” จะช่วยให้สามารถเล่นเป็นไวขึ้นและง่ายขึ้น และเมื่อเล่นเป็นแล้วจะจ้างต่อหรือเลิกจ้างก็แล้วแต่ตามตกลงกันครับ

เทรนเนอร์ที่ดี อาจจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น
แต่สำคัญคือ เราเลือกเทรนเนอร์ที่ดีได้คุ้มกับเงินที่เสียไปหรือเปล่า

ที่ผมแนะนำอย่างนี้เพราะผมมองว่า ต้นทุนอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือต้นทุนเรื่องเวลาครับ บางคนอาจจะไม่มีเวลาศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง และต้องการย่นเวลาในการฝึก การมีผู้ช่วยก็เป็นเรื่องที่ดี รวมถึงลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นด้วยครับ แต่อย่างไรก็ตามการเลือกผู้ฝึกสอนที่เหมาะสมสำคัญ ตัดสินใจให้ดีนะครับ เพราะว่าในส่วนนี้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ต้องพิจารณาเรื่องความคุ้มค่าอีกเรืองหนึ่่งด้วย

5. อย่าจัดเต็มทุกอย่าง เพราะร่างกายที่ดีไม่ได้สร้างขึ้นใน 2-3 วัน

เวลาเราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง เรามักจะอยากทำให้ได้ไวๆ เร็วทันใจ แต่การออกกำลังกายหรือมีสุขภาพที่ดีนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ใน 2-3 วัน แต่มันเกิดขึ้นด้วยวินัยและความใส่ใจสม่ำเสมอต่างหากครับ

บางคนมักจะจัดเต็มตั้งแต่วันแรก ทั้งเสื้อผ้า ถุงมือ ทรงผม รองเท้า ไปจนถึงอาหารเสริมต่างๆทั้งเวย์โปรตีน วิตามินรวม ร่วมๆอยู่ก็หลายพันไปจนถึงหลายหมื่นบาท แต่มันจะเป็นรายจ่ายที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเราเลยครับ ถ้าเราใช้มันเพียงแค่ เดือนสองเดือนแล้วก็เลิกกลับไปมีชีวิตแบบเก่า พร้อมกับยกมือบ๊ายบายมันซะ (บางคนเล่น 5 วันก็เลิกเล่น TwT)

อุปกรณ์ต่างๆที่ต้องวางทิ้งไว้
ทำให้รู้ว่าเงินไม่ได้ช่วยอะไรให้สุขภาพเราดีขึ้นเ

3 ตัวช่วย รวยด้วยหุ้นเทคนิค ตอนที่ 4 “วิธีใช้งานเส้น EMA ที่ถูกต้อง”

ในบทความก่อนหน้านี้ ผมได้แนะนำวิธีที่ใช้งานเส้น EMA ที่ไม่ถูกต้อง โดยการลงมือซื้อหรือขายหุ้นทันทีจากเงื่อนไขจาก 1) การตัดกันระหว่างกราฟราคาหุ้นกับเส้น EMA หรือ 2) การตัดกันระหว่างเส้น EMA ระยะสั้นกับเส้น EMA ระยะยาว ซึ่งในตอนที่แล้วผมได้ให้ข้อสังเกตไว้ด้วยว่าทำไมผมจึงไม่แนะนำให้ใช้วิธีดังกล่าว ในตอนที่ 4 นี้ ผมจะแนะนำวิธีใช้งานเส้น EMA ที่ถูกต้องและเป็นวิธีที่นำไปใช้ซื้อขายหุ้นแล้วได้ผลดี ถ้าทุกคนพร้อมแล้วเรามาเริ่มกันเลยครับ

วิธีใช้งานเส้น EMA ที่ถูกต้อง คือ

ใช้เส้น EMA ระบุทิศทางของแนวโน้มของราคาหุ้นในปัจจุบัน เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจว่าควรจะ 1) หาจังหวะซื้อหุ้น 2) ห้ามซื้อหุ้น 3) หาจังหวะ Short หุ้น 4) ห้าม Short หุ้น หรือ 5) อยู่เฉยๆไม่ทำอะไร

หมายเหตุ : การ Short หุ้น เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ในกรณีที่เราคาดว่าราคาหุ้นน่าจะลดต่ำลงในอนาคต วิธีการ Short หุ้นสามารถทำได้โดยการยืมหุ้นจากผู้ให้ยืมหุ้น แล้วนำมาขายในตลาดที่ราคาสูง และถ้าราคาหุ้นในอนาคตปรับตัวลดลงจริง ก็ค่อยซื้อหุ้นคืนจำนวนเท่าเดิมโดยใช้เงินที่น้อยลง และนำหุ้นจำนวนเท่าเดิมที่ยืมมาก่อนหน้ามาคืนให้แก่ผู้ให้ยืมหุ้น กำไรที่ได้รับจะเกิดจากส่วนต่างของราคาที่ขายหุ้นได้ในตอนแรกกับราคาที่ซื้อหุ้นคืนในตอนหลัง

ลำดับแรกใช้เส้น EMA เพื่อระบุว่าตอนนี้ทิศทางของแนวโน้มเป็นอย่างไร?

การใช้เส้น EMA เพื่อระบุทิศทางของแนวโน้มของราคาหุ้น เป็นวิธีการนำเส้น EMA ไปใช้วิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคที่ทำความง่ายที่สุดและได้รับความนิยมที่สุด เนื่องจากมีข้อสังเกตของความสัมพันธ์ระหว่างกราฟราคาหุ้นและเส้น EMAในช่วงที่กราฟราคาหุ้นมีทิศทางแนวโน้มในแบบต่างๆ ดังนี้

ทิศทางหุ้นเป็น “ขาขึ้น”

ถ้าทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นมีทิศทางเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน จะพบลักษณะของเส้น EMA ดังนี้

1) เมื่อเปรียบเทียบตำแหน่งของกราฟราคาหุ้นกับตำแหน่งของเส้น EMA ส่วนใหญ่กราฟราคาหุ้นจะอยู่เหนือเส้น EMA

2) เมื่อพิจารณาความชันของเส้น EMA จะพบว่า เส้น EMA มีความชันที่เฉียงขึ้น

3) เมื่อเปรียบเทีบ ตำแหน่งของเส้น EMA ระยะสั้นจะอยู่เหนือเส้น EMA ระยะยาว

และเมื่อเราพบกราฟราคาหุ้นและ EMA ที่มีลักษณะตามข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมา เราจะสรุปว่าทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นมีโอกาสสูงที่จะมีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาขึ้น

ทิศทางหุ้นเป็น “ขาลง”

ถ้าทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นมีทิศทางเป็นขาลงอย่างชัดเจน จะพบลักษณะของเส้น EMA ดังนี้

1) เมื่อเปรียบเทียบตำแหน่งของกราฟราคาหุ้นกับตำแหน่งของเส้น EMA ส่วนใหญ่กราฟราคาหุ้นจะอยู่ใต้เส้น EMA

2) เมื่อพิจารณาความชันของเส้น EMA จะพบว่า เส้น EMA มีความชันที่เฉียงลง

3) เมื่อเปรียบเทียบ ตำแหน่งของเส้น EMA ที่คำนวณจากระยะเวลาย้อนหลังที่สั้นกว่าจะอยู่ใต้เส้น EMA ที่คำนวณด้วยระยะเวลาย้อนหลังที่นานกว่า ใช้คำสรุปว่า เส้น EMA ระยะสั้นอยู่ใต้เส้น EMA ระยะยาว ได้ไหมครับ

และเมื่อเราพบกราฟราคาหุ้นและ EMA ที่มีลักษณะตามข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมาก็จะสรุปว่าทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นมีโอกาสสูงที่จะมีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาลง

สาเหตุที่ผมใช้คำว่า ”มีโอกาสสูง” จะขออธิบายด้วยความรู้ทางด้านตรรกศาสตร์ (Logic) ซึ่งในทางตรรกศาสตร์มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเชื่อมประโยค 2 ประโยคด้วยคำว่า “ถ้า..แล้ว” โดยมีข้อสรุปว่า

ถ้า (เหตุการณ์ที่ 1) แล้ว (เหตุการณ์ที่ 2) เป็นข้อความที่เป็นจริง เราไม่สามารถสรุปว่า ถ้า (เหตุการณ์ที่ 2) แล้ว (เหตุการณ์ที่ 1) จะเป็นข้อความที่เป็นจริงด้วยเสมอไป

ยกตัวอย่างประโยคที่เป็นความจริง คือ

ถ้า ทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นเป็นทิศทางขาขึ้น (เหตุการณ์ที่ 1) แล้ว เส้น EMA ระยะสั้นจะอยู่เหนือเส้น EMA ระยะยาว (เหตุการณ์ที่ 2)

แต่เราไม่สามารถสรุปได้ว่าข้อความด้านล่างนี้จะเป็นจริงเสมอไป

ถ้า เส้น EMA ระยะสั้นจะอยู่เหนือเส้น EMA ระยะยาว (เหตุการณ์ที่ 2) แล้ว ทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นเป็นทิศทางขาขึ้น (เหตุการณ์ที่ 1)

เวลาที่เราวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นไปพร้อมๆ กับเส้น EMA ลักษณะของกราฟที่เราจะเห็น คือ เหตุการณ์ที่ 2 คือ เส้น EMA ระยะสั้นอยู่เหนือเส้น EMA ระยะยาว หรือไม่ก็เส้น EMA ระยะสั้นอยู่ใต้เส้น EMA ระยะยาว ดังนั้นลักษณะของกราฟราคาหุ้นกับเส้น EMA ที่เห็น ก็ยังไม่สามารถสรุปทิศทางของแนวโน้มของราคาได้ถูกต้อง 100% เพียงแต่ว่ามีโอกาสสูงที่ทิศทางแนวโน้มของราคาจะเป็นทิศทางนั้น เนื่องจากในช่วงที่ทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นเป็นแบบไม่ขึ้นไม่ลงอย่างชัดเจน หรือ Sideways บางช่วงกราฟราคาหุ้นก็อยู่เหนือเส้น EMA และบางช่วงกราฟราคาหุ้นก็อยู่ใต้เส้น EMA สลับไปมา หรือบางช่วงเวลาเส้น EMA ที่คำนวณจากระยะเวลาย้อนหลังสั้นกว่าก็อยู่เหนือเส้น EMA ที่คำนวณจากระยะเวลาย้อนหลังนานกว่า และบางช่วงเส้น EMA ที่คำนวณจากระยะเวลาย้อนหลังที่สั้นกว่าก็อยู่ใต้เส้น EMA ที่คำนวณจากระยะเวลาย้อนหลังนานกว่า สลับกันไปมา แต่จะมีข้อสังเกตที่ดูค่อนข้างง่ายในช่วงที่ทิศทางแนวโน้มของราคาเป็นแบบ Sideways  คือให้ดูที่ความชันของเส้น EMA ถ้าหากเส้น EMA มีความชันไม่มากหรือเป็นเส้นในแนวราบ ก็หมายความว่าทิศทางแนวโน้มของราคาขณะนั้นอาจจะเป็น Sideways

รูปตัวอย่างลักษณะของเส้น EMA เมื่อแนวโน้มของราคาหุ้นมีทิศทางเป็น Sideways

ขั้นตอนต่อมาเมื่อเราระบุทิศทางแนวโน้มการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นได้แล้ว จะรู้ว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไร?

การที่จะวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคให้ประสบความสำเร็จควรจะ

วางแผนอย่างไรให้ไปทำบุญที่เขาคิชกูฎสะดวกสบาย

วันมาฆะบูชา 2558 เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาที่หลายๆคนเข้าวัดเข้าวาไปทำบุญกันนะครับ อย่างผมก็นัดกับเพื่อนสนิทไปเที่ยวอยู่เหมือนกัน ปีนี้ก็เลือกไปทำบุญที่เขาคิชกูฎที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นประจำทุกปี สถานที่แห่งนี้คนจะเยอะมากๆ กลับมาแล้วผมก็เลยมีเรื่องราวที่เป็นข้อสังเกตให้เราวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกสบายนะครับ

1. จองรถตู้ง่ายๆตามเวปไซต์

สำหรับผมนี่ขึ้นจากกรุงเทพ ก็อาจจะไม่ทราบอัตราค่าโดยสารของเพื่อนๆที่อยู่ต่างจังหวัดนะครับ วิธีง่ายๆคือการจองผ่านเวปไซต์ ซึ่งมีหลากหลายราคาให้เลือกเลย วิธีการของผมก็คือ ไม่เลือกหาราคาที่ถูกสุดแต่ดูราคาเพื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่จะได้รับ เพราะรถตู้มีหลายแบบมากๆ มีตั้งแต่รูปแบบรถตู้เต็มแก็สนั่งกันแบบ 13 ที่นั่งอารมณ์ รถตู้เสาวรีย์-เดอะมอลล์บางกะปิ ยันรถตู้แบบ VIP ที่นั่งแค่ 9 คน ในปีนี้ผมเลือกราคาไปกลับ 660 บาทครับ สิ่งที่เราควรจะดูต่อก็คือ

  • ราคาสมเหตุสมผลไหม เปรียบเทียบกับหลายๆเจ้า
  • โปรแกรมมีอะไรบ้าง (บางเจ้าเขาจะพาเราเที่ยวพักผ่อนที่ชายทะเล)
  • ระบบการจองสามารถจองตั๋วแบบระบุที่ได้เลยหรือเปล่า จองก่อนจะได้เลือกที่ดีๆ
  • มีโทรศัพท์ Line Application ต่างๆที่ทำให้เราติดต่อได้ง่ายไหม
  • ตั๋วควรจะต้องรวมค่าเดินทางขึ้นเขาในช่วงแรก 50 บาท ไปแล้ว

2. เลือกเดินทางกับรถตู้ที่ออกเร็ว

การเดินทางไปยังเขาคิชกูฎนั้นใช้เวลานานอยู่และมีผู้แสวงบุญเป็นจำนวนมาก หากใครเคยไปจะทราบดีว่ารถตู้จะมาส่งถึงแค่ Grand Lobby ตรงทางขึ้นเขา แล้วเรามีหน้าที่จะต้องต่อรถไปอีก 2 ขั้น ขั้นละ 50 บาท ต้องจ่ายทั้งไปทั้งกลับนะครับ ซึ่งบริเวณนี้คนจะเยอะมากๆและมีการต่อคิวเรียกเข้าแถวเหมือนไปทาน MK สุกี้ หรือชาบูชิ แต่เขาจะไม่ประกาศน่ารักๆแบบ “เชิญหมายเลข A11 ค่ะ” ประกาศเรียกกันแบบดุดันกว่าเยอะ เพราะฉะนั้นแล้วยิ่งออกเร็วยิ่งดีเพราะคนจะน้อย และปกติแล้วรถตู้จะรวมค่าเดินทางขึ้นเขาในรอบแรกให้ สามารถลัดคิวได้เลย ตอนที่ผมเดินลงมาเพื่อรอกลับบ้านตอนตี 4 คนจะนั่งรถกันเยอะมากๆ มีการประกาศช่วงนั้นว่าได้คิวขึ้นเขาช่วง 7 โมงเช้า

3. เตรียมเงินเดินทางเพื่อขึ้นเขาเพิ่มเติม

บางคนคิดว่าการเดินทางด้วยรถตู้เขาจะรวมทุกอย่างแล้ว แต่ความเป็นจริงเราจะต้องไปต่อรถขึ้นเขาอีก 2 ต่อนะครับ และแต่ละต่อนี่ขึ้นกันอย่าง Adventure เพราะทางขึ้นเขานั้นน่ากลัวมากพอๆกับการนั่งรถไฟเหาะตีลังกา นั่งๆอยู่ก็จะมีคนกรี๊ดๆ คือมันสนุกอ่ะ ไม่ได้ไปทำบุญอย่างเดียว ไปเอามันส์กับเพื่อนๆด้วย การต่อรถจะมีค่าใช้จ่ายดังนี้นะครับ

ขาขึ้น

ต่อที่ 1 แกรนด์ล็อบบี้ (ทางขึ้นเขา) – กิลด์นักเดินทาง (ที่ต่อรถขั้นที่ 2) : 50 บาท

ต่อที่ 2 กิลด์นักเดินทาง (ที่ต่อรถขั้นที่ 2) – ทางเข้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (ทางเดินขึ้นวัด) : 50 บาท

กรณีที่มากับรถตู้จากกรุงเทพต่อแรกขาขึ้นเขาจะรวมในแพ็คเก็จให้แล้วนะครับ นอกจากนั้นก็จะเป็นการเดินเท้าของเรานะครับ เดินตามทางเก็บ Level ไปกับนักเดินทางคนอื่นๆเรื่อยๆเลย ปีนี้ผมขอเดินสิ้นสุดแค่ที่รอยพระพุทธบาท ใครเดินทางไปไกลกว่านั้นก็สามารถไปถึงบาตรพระอานนท์และข้ามเขาไปยังผ้าแดงได้เลยครับ ยิ่งไกลยิ่งเดินลำบากนะครับแต่ละด่านเดินโหดขึ้นเรื่อยๆ > <

ขาลง

ต่อที่ 1  ทางเข้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (ทางขึ้นวัด) – กิลด์นักเดินทาง (ที่ต่อรถขั้นที่ 2) : 50 บาท

ต่อที่ 2 กิลด์นักเดินทาง (ที่ต่อรถขั้นที่ 2) – ต่อที่ 1 แกรนด์ล็อบบี้ (ทางขึ้นเขา) : 50 บาท

รวมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 150 บาท กรณีมาเองรถตู้ไม่ได้จองให้ก็ 200 บาทนะครับ เบ็ตเสร็จค่าเดินทางที่ผมต้องจ่ายคือ 660 + 150 = 810 บาท ที่นั่นหาตู้ ATM ไม่ได้ง่ายเท่าไหร่ แค่ห้องน้ำยังลำบากเลยครับเพราะฉะนั้นแล้วเตรียมเงินไปให้พร้อม ไม่เช่นนั้นเราจะต้องเดินขึ้นไปประนึ่งมาเรียนเดินทางไกลแบบลูกเสือเนตรนารีอีก 1 รอบ นอกนั้นจะเป็นค่าทำบุญและค่าใช้จ่ายส่วนตัวนะครับ

โดยสรุปสิ่งที่ผมจะพูดก็คือ

1. เลือกเดินทางไปเร็วๆเถอะ สบายกว่า ไม่ต้องรอคิวอะไรมาก ไปรถตู้ให้เขาขับให้ก็ง่ายดีไม่เหนื่อยด้วย

2. เตรียมเงินไปให้พร้อมเพราะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆรอเราอยู่ ถ้าไม่รู้นี่เสร็จเลยนะ

3. อยู่บนเขาต้องกินมาม่านะครับ มันฟินมากๆเลย 

4. สำหรับท่านที่กำลังจะไป ขอให้สนุกกับการเดินทางและอนุโมทนาบุญด้วยนะครับ ^_^

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save