7 ความจริงที่คุณควรรู้ ก่อนลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิต (ภาคจบ)

หลังจากที่เราจบกันไปแล้วในเรื่องของการลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิตในตอนแรกกันไปแล้ว ตอนนี้เรามาว่ากันต่อในเรื่องการวางแผนภาษีด้วยประกันชีวิตกันต่อเลยดีกว่าครับ ว่าเคล็ดลับที่เราควรรู้ในตอนนี้มีอะไรบ้าง

ประกันชีวิตได้สิทธิลดหย่อนภาษีรวมทั้งสิ้นสูงสุด 300,000 บาท

สำหรับการลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิตนั้น ทั้งในส่วนของประกันชีวิตแบบทั่วไปจำนวน 100,000 บาท และประกันชีวิตแบบแบบบำนาญในจำนวนสูงสุด 15% ไม่เกิน 200,000 บาท แต่ความเป็นจริงแล้ว เราสามารถใช้ประกันชีวิตแบบบำนาญได้สูงสุดถึง 300,000 บาท เพราะเงื่อนไขของประกันชีวิตแบบบำนาญนั้น ถือว่าเข้าเงื่อนไขประกันชีวิตแบบทั่วไปเช่นเดียวกัน (แต่รวมกันของทั้งสองประเภทนั้นจำนวนสูงสุดต้องไม่เกิน 300,000 บาท)

ตัวอย่างเช่น

ในกรณีที่เรามีรายได้มากกว่า 1.33 ล้านบาทต่อปี (โดยประมาณ) นั่นหมายความว่า เราสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 300,000 บาท โดยเราอาจจะเลือกซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญ 250,000 บาท และประกันชีวิตแบบทั่วไป 50,000 บาท ซึ่งกฎหมายจะถือว่า เป็นการลดหย่อนประกันชีวิตแบบบำนาญ 200,000 บาท และประกันชีวิตแบบทั่วไป 100,000 บาท (ส่วนของประกันชีวิตแบบบำนาญที่เกินสามารถถือเป็นประกันชีวิตแบบทั้วไปได้เลยครับ)

ระวังการยกเว้นเงินได้ และยกเว้นในส่วนของค่าลดหย่อน ของประกันชีวิต

เนื่องจากเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป รวมทั้งสิ้นจำนวน 100,000 บาทนั้น แยกออกเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกสามารถหักได้ 10,000 บาท สำหรับส่วนที่เกิน 10,000 บาทนั้นหักได้ไม่เกินเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 90,000 บาท

นั่นหมายความว่า… ถ้าหากสามีหรือภรรยาของเราไม่มีรายได้ แต่มีการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัย และเรานำมายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้รวมกัน ทำให้เราสามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าประกันชีวิตได้เพียง 10,000 บาทเท่านั้น เพราะส่วนที่เหลืออีก 90,000 นั้นเป็นการยกเว้นจากรายได้ เมื่อไม่มีรายได้เราก็ไม่มีสิทธิใช้สิทธิหักค่าลดหย่อนนั่นเองครับ (กรณีนำสามีภรรยาที่ไม่มีรายได้ แต่มีการจ่ายค่าประกันมายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้รวมกัน)

หรือกรณีที่เรามีเงินได้ทั้งปี 80,000 บาท แต่มีการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตไป 100,000 บาท เราก็สามารถนำมาหักลดหย่อนได้เท่ากับส่วนที่เรามีรายได้คือ 80,000 บาทเท่านั้นครับ

เบี้ยประกันชีวิตของบุตรและของพ่อแม่ นำมาหักลดหย่อนไม่ได้

สำหรับบางคนที่หวังดี มีการทำประกันชีวิตให้บุตรหรือพ่อแม่ ก็ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ เนื่องจาก กฎหมากำหนดให้หักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ (หรือตัวเราเอง) เท่านั้นครับ

ประกันชีวิตแบบบำนาญ + กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ + RMF ไม่เกิน 500,000 บาท

อย่าลืมนะครับว่าสำหรับผู้ที่มีรายได้มากๆ การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีต้องดูทั้ง 3 ส่วนประกอบกันด้วยว่า

ประกันชีวิตแบบบำนาญ 15% ของรายได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

RMF (กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ) 15% ของรายได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

โดย 3 ตัวนี้รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท เน้นนะครับว่า 500,000 บาท ดังนั้นต้องวางแผนการลดหย่อนภาษีให้ดีและใช้สิทธิได้อย่างเหมาะสมด้วยนะคร้าบบบบ

สุดท้ายสำหรับเรื่องราวของประกันชีวิตนี้ถือเป็นอีกเรื่องราวดีๆที่สำคัญในเรื่องการวางแผนการเงินของตัวเรา ทั้งในส่วนของป้องกันความเสี่ยง และ การวางแผนลดหย่อนภาษี ดังนั้นอย่าลืมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วยละกันนะคร้าบบบบ 🙂

ดวงการเงินประจำสัปดาห์ 16 – 22 ก.พ. 58

Aries (ราศีเมษ 13 เม.ย.- 14 พ.ค.)

ชีวิตทั่วไป :

ในช่วงนี้จะมีโอกาสได้เปิดเผย หรือแสดงความบริสุทธิ์ใจให้กับคนรอบข้าง เพื่อให้เค้าเข้าใจเรามากขึ้น และก็ให้ความเคารพซึ่งกันและกันมากกว่าเดิม ซึ่งก่อนนี้ถ้าใครมีปัญหาคาใจอยู่ ก็จะได้เคลียไปครับช่วงนี้ แต่ก็ให้คุยกันดีๆ

การงาน :

การงานช่วงนี้ถือว่ารู้สึกเอื่อยๆ เรื่อยเปื่อย ไม่ได้มีชีวิตชีวาอะไรเท่าไหร่ อาจจะเพราะเหนื่อยกับงานมานานและก็วุ่นวานกับปัญหาที่แก้ไม่ตกเสียที แต่ในสัปดาห์นี้คุณจะได้กุญแจหรือทางออกสำหรับการแก้ปัญหานั้นออกไปครับ โดยจะมีคนคอยช่วยเหลือคุณอยู่ไม่ห่างครับ

การเงิน :

การเงินจะมีคนมาช่วยแนะนำว่า ควรเก็บ ควรเอาไปทำอะไรได้อีก ซึ่งคนที่มาให้คำแนะนำหรือบทความที่แนะนำ ช่วยให้คุณตัดสินใจในเรื่องเงินได้ดีขึ้น เพราะความรู้ที่ได้จากสิ่งนั้นๆ ทำให้เห็นภาพว่าการเอาเงินไปเก็บไว้ในออมทรัพย์ธนาคารนั้นอาจจะไม่ทางเลือกที่ดีครับ ช่วงนี้แนะนำอ่าน

บทความการเงินเยอะๆนะครับ จะทำให้เห็นภาพเรื่องเงินมากขึ้น ส่วนใครที่มีปัญหาอยู่จะมีคนมาช่วยชี้แนะแนวทาง

ความรัก :

คนโสด : สำหรับคนโสดนั้นก็ยังหาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้เลย เรียกว่าพร้อมนะ แต่ก็ยังแก้ปัญหาตัวเองยังไม่ได้ อาจจะเพราะมีเรื่องคาราคาซังทำให้ทำอะไรได้ไม่สะดวกแนะนำว่า เคลียตัวเองก่อนนะครับ

คนมีคู่ : สำหรับคนมีคู่ถือว่าเป็นช่วงที่ดีนะครับ เป็นช่วงเริ่มมองถึงการปักหลัก ปักฐาน มองอนาคตกันว่า จะอยู่ด้วยอย่างไร จะทำอะไร จะไปทางไหน เป็นช่วงที่ดีครับ สำหรับเริ่มมองอนาคตระหว่างกันและกัน

การลงทุน :

ช่วงนี้การลงทุนที่ลงไปก็เริ่มให้ผลตอบแทนต่อเนื่องซึ่งผมแนะนำว่า สัปดาห์นี้ถ้าไม่โลภคุณจะ Win แต่ถ้า โลภอาจจะเสียมากกว่าจะได้นะครับ ขอให้ระวังด้วย

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น :

การมี Ego หรือเหลิงในตนเองมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ พยายามลดๆนะครับ

******************************************************************************

Taurus (ราศีพฤษภ 15 พ.ค.- 14 มิ.ย.)

ชีวิตทั่วไป :

ช่วงนี้คุณจะอยากอยู่คนเดียวหรือไม่ก็ไม่อยากให้ใครมายุ่งย่ามกับคุณเท่าไหร่ เป็นช่วงที่คุณอยากจะพักหรือหลีกหนีจากปัญหา แม้จะมีคนยื่นมือมาช่วยคุณก็ปฎิเสธไปเสียอีก ผมว่าเปิดใจเสียหน่อย จะได้ไม่เสียโอกาสดีๆนะครับ

การงาน :

การงานถือว่าดีมากนะครับช่วงนี้ มีโอกาสได้ผลตอบแทนงามๆจากการทำงาน โดยอาจจะได้จากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน ของขวัญนี้อาจจะเป็นในแง่มิตรภาพที่ดี ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น หรืออื่นๆก็ได้นะครับ แต่ในสัปดาห์นี้อยู่ในบรรยากาศที่ดีครับ

การเงิน :

การเงินก็ถือว่าไม่ขาดแคลน แต่ก็ขอให้ระวังในการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยเลยทำให้ลำบากในอนาคตได้ ถ้าระวังตั้งแต่ตอนนี้ก็จะดีมากๆครับ ถือว่าสัปดาห์นี้ไม่มีอะไรน่าห่วงครับ

ความรัก :

คนโสด : สำหรับคนโสดนั้นก็มีความหวังนะ แต่ถ้าอยากได้เค้ามาก็ต้องลุย อย่าอยู่กับที่แล้วเอาแต่คิดไม่งั้นก็คงไม่ได้อะไรแน่ๆ ฝันได้แต่ต้องลงมือด้วย

คนมีคู่ : สำหรับคนมีคู่ ให้ระวังเรื่องอารมณ์แปรปวน ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายนึงก็ตาม ซึ่งขอให้ตั้งสติและก็ใจเย็นๆซึ่งกันและกันนะครับ มันอาจจะไม่ได้แย่มาก แต่ก็จะเป็นระยะๆนะครับ ขอให้ระวังนิดนึง จะได้ไม่ทะเลาะกัน

การลงทุน :

การลงทุนอยู่ในช่วงที่ดีครับ ถือว่า เริ่มออกดอกออกผล แต่ยังไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็หวังผลผลิตในระยะยาวได้เลยล่ะ แต่ขอให้พยายามหมั่นลงทุนแบบที่ตัวเองถนัดไปก่อนนะครับ ตอนนี้ยังให้ผลตอบแทนที่ดีอยู่ครับ

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น :

การรักอิสระมากเกินไป จะทำให้เกิดปัญหาบางอย่างได้ พยายามอยู่นิ่งๆกับที่บ้างก็ดีนะครับช่วงนี้

******************************************************************************

Gemini (ราศีมิถุน 15 มิ.ย.- 15 ก.ค.)

ชีวิตทั่วไป :

ชีวิตช่วงนี้ก็ถือว่าดีครับ มีความสุขดีจากการได้รับสิ่งดีๆจากคนอื่นๆที่เข้ามาหา และคุณก็เป็นคนที่ชอบช่วยคนอื่นจึงได้รับการเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากคนรอบข้างเช่นกัน สัปดาห์นี้ถือว่าดีครับ

การงาน :

การงานถือว่าได้ผลตอบรับดีมาก จากผลงานหรือความสามารถที่เรามี นั้นทำให้คนรอบข้างต่างชื่นชมและก็เคารพมากยิ่งขึ้น และก็จะให้โอกาสในการทำงานที่ยากๆขึ้นไปอีก ซึ่งความสามารถของคุณทำได้อย่างสบายอยู่แล้ว

การเงิน :

การเงินอยู่ในช่วงหาข้อมูล เพื่อแก้ไขปัญหา และหาทางออกให้กับสถานการณ์ต่างๆอยู่ ซึ่งคุณก็พยายามอย่างหนักในการค้นคว้าและศึกษาเพื่อป้องกันการรั่วไหลและการเก็บเงินที่มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ลองอ่านที่ Aommoney ดูก็ได้นะครับ มีเยอะแยะมากมาย

ความรัก :

คนโสด : สำหรับคนโสดอยู่ในช่วงดูสถานการณ์อยู่ว่า จะเข้าหาดีไหม หรือจะรอก่อน ก็ถือว่าดีนะครับ รอเวลาอีกนิดน่าจะดีกว่านี้แล้วค่อยเข้าหาครับ อยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ แต่อย่าลืมให้เค้ารู้ว่าเราห่วงเค้าอยู่นะครับ

คนมีคู่ : สำหรับคนมีคู่ อยู่ในช่วงเอื่อยๆ ไม่มีกิจกรรมกันเสียเท่าไหร่ ทำให้ความรักช่วงนี้เนืองๆพอสมควร อาจจะทำให้เครียดได้ง่าย แนะนำให้ลองหากิจกรรมทำร่วมกันที่ไม่ใช่นั่งดูทีวี(ละคร)ในบ้านนะครับ แล้วจะดีขึ้น

การลงทุน :

ช่วงนี้ผมแนะนำให้เก็บเงินไว้ก่อน อาจจะยังไม่ถึงช่วงที่ควรลงทุน เพราะยังมีโอกาสรอคุณอยู่ข้างหน้า แต่ก็ขอให้มองเกมส์ให้ขาด อย่าโลภและก็อย่ามักมากเกินไป แล้วการลงทุนคุณจะประสพผลสำเร็จครับ อดเปรี้ยวไว้กินหวานน่าจะดีที่สุดนะครับ

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น :

การทำงานหนักจนเกินไป ทำให้ร่างกายและสุขภาพรับไม่ไหว ขอให้ระวังในจุดนี้ด้วยนะครับ

******************************************************************************

กรุณาอย่าคิดว่าชีวิตคุณดี ถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

เกริ่นนำสักนิดก่อนว่า บทความนี้เกิดขึ้นจากความเห็นที่พวกมรุงเม้นท์ด่ากรุมาว่า เขียนภาษาวิบัติ เขียนไม่สุภาพ เขียนหยาบคาย ได้เลยครับสัส กรุจะจัดแบบสุภาพๆให้อ่านกันอย่างจุใจ #อ่านจบแล้วถามตัวเองดูละกันนะว่าใช่สิ่งที่มรุงต้องการไหม

เอาล่ะ.. เริ่มได้ 1 – 2 – 3

ผมขอถามพวกคุณสักหน่อยว่า คุณคิดว่าชีวิตของคุณดีขึ้นแล้วหรือยัง ไอ้ชีวิตที่บอกตัวเองว่า มีรายได้มากขึ้น มีความรู้มากขึ้น มีเงินเก็บมากขึ้น มีอาชีพการงานที่ดีขึ้น และมีความมั่นคงในชีวิตที่คิดเองเออเองว่าดีขึ้นทั้งหลายนั้น เคยหันมองแล้วถามตัวเองบ้างไหมว่า “ชีวิตเรานี้มันดีขึ้นจริงๆหรือเปล่า”

เงินเดือนหมื่นห้ากลายเป็นห้าหมื่น
วุฒิปริญญาตรีเป็นปริญญาโทหรือปริญญาเอก
เงินเก็บจากสองแสนเป็นล้านสอง
จากเสมียนต็อกต๋อยกลายเป็นผู้จัดการบริษัท
มีบ้าน มีรถ มีประกันชีวิต มีทรัพย์สินเพิ่มพูน

ถ้าคิดว่าสิ่งพวกนี้แปลว่าชีวิตคุณดีขึ้น คำตอบคือคุณกำลังคิดผิด มันเป็นแค่สิ่งที่คุณมโนแจ่มขึ้นมาหลอกตัวเองต่างหากว่าชีวิตคุณดีขึ้น ทั้งๆที่คุณยังห่วยแตกเหมือนเดิม เพราะคุณไม่เคยเหลียวมองข้อเท็จจริงในการเพิ่มขึ้นของสิ่งเหล่านี้

เงินเดือนเพิ่มขึ้น 
ความสามารถของคุณเพิ่มขึ้นเหมาะสมกับเงินเดือนที่ได้รับแล้วหรือยัง

มีวุฒิสูงขึ้น
เรียนจบสูงขึ้น แต่กลับมีความคิดที่คับแคบ
มองตัวเองอยู่เหนือคนอื่น เห็นคนอื่นกระจอกกว่า
เชื่อมั่น ยึดมั่นถือมั่นในความรู้ตัวเองว่าดีเลิศ

มีเงินเก็บมากขึ้น
เงินที่มากขึ้นกลับทำให้เป็นคนที่เห็นแก่ตัวมากขึ้น งกมากขึ้น
และให้คุณค่าของเงินที่มากขึ้นมากกว่าคุณค่าของความเป็นคน

ตำแหน่งใหญ่โตขึ้น  
มาพร้อมๆกับความอวดเบ่ง อวดดี ขี้โอ่ หน้าใหญ่ใจโต
และบูชาชื่อเสียงเกียรติยศจอมปลอม

สินทรัพย์เพิ่มขึ้น
สินทรัพย์เพิ่ม แต่ไม่เคยดูเลยว่าหนี้สินเพิ่มขึ้นตามหรือไม่
ของทั้งหลายที่ซื้อมาบริโภคหรือลงทุนกันแน่
หรือมีแต่ของที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคุณในอนาคต

นั่นแหละคือสัจธรรมที่ว่า คุณทำได้แค่สร้างวิมานมาหลอกตัวเองว่าชีวิตคุณดีขึ้นด้วยความสำเร็จจอมปลอมฉาบฉวยทั้งหลายเหล่านั้น และที่ชีวิตของคุณกลายเป็นคนจอมปลอมแบบนี้ ก็เป็นเพราะคุณนั่นแหละที่ไม่เคยถามตัวเองว่า…

ไอ้คำว่า “ชีวิต” ที่ “ดีขึ้น” ที่คุณขี้โม้ให้คนอื่นฟังในทุกวัน
มันทำให้จิตใจคุณมีความสุขอย่างแท้จริงหรือเปล่า
และมันดีขึ้น “พอ” ที่จะทำให้คุณหลุดออกจากวังวนชีวิตเดิมๆ หรือไม่
นี่ต่างหากที่คุณควรถามตัวเองทุกครั้ง!!!!

ถ้าวันนี้คุณบอกว่าชีวิตของคุณดีขึ้นแล้วคุณยังต้องทำงานเหมือนเดิม ยังคิดเดิมๆ ยังเห็นแก่ตัวเหมือนเดิม หรือยิ่งกว่าเดิม มันไม่ใช่ดีขึ้นหรอกครับ คุณเป็นได้แค่คนที่ “มีมากขึ้น” แต่สิ่งที่คุณต่ำลงทุกวันคือจิตใจ

ดังนั้นถ้าคุณภูมิใจว่าชีวิตคุณดี ขอให้ถามเพียงคำถามเดียวว่า “มันดีพอที่จะช่วยตัวคุณเองและชีวิตคนอื่นให้ดีขึ้นพอที่ทั้งเราและเขาจะเปลี่ยนแปลงสังคมที่เราอยู่ได้ไหม” 

ป.ล. ถ้าหากคุณอ่านจบแล้วไม่เข้าใจ ผมก็ไม่แปลกใจที่คุณด่าภาษาที่ผมนำเสนอมาตลอด แต่อย่าลืมนะครับว่าเราแค่คิดไม่เหมือนกัน แต่เราอยู่ร่วมกันได้

เฮ้ออออออออออ สุดท้ายนี้กรุณาให้เกียรติความคิดคนอื่นบ้างนะสัส เหมือนที่กรุให้เกียรติมรุงสัสๆจนต้องละทิ้งสไตล์เขียนบทความออกมาให้มรุงอ่านแบบภาษาคนธรรมดาไงดวกส์

พฤติกรรมลงทุน บอกได้ว่าคุณจีบสาวอย่างไร

ในเดือนแห่งความรักนี่ขอเม้าท์เรื่องคนอื่นหน่อยนะครับ คือสังเกตเพื่อนตัวเองมานานแล้วว่าแต่ละคนมักจะมีพฤติกรรมของการลงทุนกับพฤติกรรมในการจีบสาวมันไปในแนวทางเดียวกันม๊ากๆ (แต่ก็ไม่แน่หรอกบางคนอาจจะสวนทางกันก็ได้) พฤติกรรมของเพื่อนผมมันมีลักษณะที่แยกเป็นประเภทอย่างนี้นะ ไม่รู้ว่าใครเป็นแบบนี้บ้างไหมเนี่ย

พวกไม่ชอบเสี่ยง

พวกนี้เป็นพวกน่ารำคาญที่สุดในโลก คือมันจะชอบถามเรื่องคนที่มันชอบว่าเป็นอย่างไร ทำอะไรอยู่ คือมันเก็บข้อมูลไปงั้นแหระ แล้วสุดท้ายก็ไม่กล้าจะเสี่ยงอะไรเลย แค่เดินเข้าไปคุยกับอีกฝ่ายก็ตัวสั่นแล้ว คือก็งงอยู่ไม่รู้มันจะถามข้อมูลไปทำอะไร รู้แล้วฟินได้ในตัวเองหรือไง ฮาๆ พวกนี้ผมเห็นเพื่อนผมเวลาลงทุนในหุ้นก็พอๆกันอ่ะ ไม่เสี่ยงอะไรเลย รอหุ้นลงก่อน ไม่กล้าซื้อกลัวซื้อแพง แต่พอหุ้นลง! มันก็กลัวจะลงไปเรื่อยๆอีก สรุปไม่ได้ซื้อซักที สาวก็จีบไม่ติด หุ้นก็ไม่ได้ซื้อ

ข้อแนะนำกูรู

พยายามหาความกล้าก่อน แล้วใช้กลยุทธ์ DCA ถ้าเป็นรักก็ค่อยๆ ออมรัก ค่อยๆทักค่อยๆคุย ส่วนซื้อหุ้นก็ ค่อยๆซื้อหุ้นรายเดือนแบ่งเงินออมออกมาลงทุน

พวกชอบเสี่ยงมาก

เพื่อนผมกลุ่มนี้มีเยอะมากครับ เป็นพวกไม่ว่าเหตุการณ์อนาคตจะเป็นอย่างไรตอนนี้ขอลองไว้ก่อน เวลาจีบสาวก็ตามตื้อไม่หยุด แบบว่าผู้หญิงจะด่าจะว่ายังไงก็ไม่สน จะตื้อจนกว่าจะใจอ่อน แล้วก็ไม่ใจอ่อนซักที บางทีก็ต้องยอมจำนนไป แล้วก็คิดว่าเผลอเมื่อไหร่จะมาตามจีบใหม่ แต่ใครที่จีบผู้หญิงที่จีบยากๆติดนี่ดีใจมาก คุ้มค่าสุดๆเพราะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมานาน พวกนี้กลัวเมียด้วยนะครับที่เห็นๆ

พวกนี้เวลาจะเล่นหุ้นก็ชอบเล่นอะไรเสี่ยงๆเช่นกัน มีข่าวดี ได้ยินว่าเจ้าจะเข้า ลุยๆๆๆๆซื้อๆแบบ ดอยเป็นดอย เจ๊งเป็นเจ๊ง ถ้าเป็นไปตามคาดก็คุ้มค่าแต่ถ้าลงทุนไปผิดทางก็เจ็บระนาว บางคนเศร้าข้ามปีเพราะเอาเงินออกมาไม่ได้ ติดดอย อะไรเสี่ยงๆนี่ได้ก็คุ้ม เสียก็เจ็บหนักเลยนะครับ

ข้อแนะนำกูรู

หากต้องการเสี่ยงๆก็ต้องศึกษาและตั้งกฎเกณฑ์เรื่องการบริหารความเสี่ยงให้มากหน่อย หากจีบสาวก็ต้องรู้หลบรู้หลีก หากลงทุนก็ควรจะรู้การ take profit และ stop loss ลองถามหลักการจาก Daddytrader เพิ่มเติมได้นะครับ

พวกรอจังหวะ

เพื่อนพวกนี้เป็นพวกที่เนียนที่สุดในโลก ชอบอะไรเสี่ยงๆแต่ขอมีจังหว่ะในการเสี่ยงหน่อย พวกนี้เวลาจีบสาวกล้าพูดกล้าคุยนะ แต่เลือกจะไม่พูดทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปก่อน รอจังหว่ะดีๆเข้ามาในชีวิตสบโอกาสที่จะทำให้จีบติดแล้วค่อยจัดการปิดการขายภายในครั้งเดียว เช่น ช่วงผู้หญิงกำลังต้องการความช่วยเหลือและไม่มีใครสนใจหรือทำอะไรได้ พวกนี้จะเข้าไปเนียนตีซี้เป็นคนดีของเธอ แล้วก็มัดใจซะเลย

พวกนี้เวลาซื้อหุ้นก็จะไม่รีบซื้อหรอก รอจังหว่ะในการซื้อก่อน หุ้นดีอะชอบแต่ไม่ชอบตอนมันแพง รอตลาดมันตกหนักๆจนรู้สึกว่าราคาที่ซื้อนั้นคุ้มค่าแล้วค่อยจัดการซื้อทีเดียวจบ พอหุ้นขึ้นก็รวยเละกันไปข้างนึงเลย พวกมาแนวแบบนี้เน้นความคุ้มค่าระยะยาว

ข้อแนะนำกูรู

แนวชอบรอจังหว่ะดีๆแล้วซื้อหุ้นทีเดียวให้คุ้มๆเลยนี่ผมยกให้แนวทาง VI เลยครับ ประเมินมูลค่าก่อนแล้วก็ดูว่าจังหว่ะการลงทุนว่าตรงไหนที่ควรซื้อแล้วแล้วเมื่อซื้อแล้วก็รอคอยให้หุ้นเติบโตแล้วรวยไปเลยในระยะยาว

พวกมือใหม่หัดรัก

กลุ่มที่ 4 นี้ส่วนใหญ่เป็นมือใหม่ เวลาจะจีบใครก็ชอบหาข่าวก่อนว่าอีกฝ่ายชอบไปไหน ชอบกินอะไร ชอบทำอะไร จะได้รู้ว่าจะพิชิตใจได้ยังไง ก็เหมือนกับคนที่ชอบเล่นกับข่าวแล้วดี้ด้าว่าจะมีข่าวดีเกี่ยวกับหุ้น แล้วก็เคาะซื้อกันทันทีแบบไม่มีเผื่อใจ ก็ต้องเช็คดีๆกันก่อนนะครับว่า ข่าวจริง ข่าวลือ หรือ ข่าวลวง ไม่งั้นเดี๋ยวจะกลายเป็นเม่าตัวแม่โดนดีติดดอยไกลไปถึงดาวอังคารเลยนะครับ

ข้อแนะนำกูรู

ใจเย็นๆนะครับ เวลาได้ข่าวอะไรมาเช็คกันนิด วิเคราะห์กันหน่อยว่าข่าวที่ได้เป็นอย่างไร ลองถามผู้รู้เพิ่มเติมดูหรือสอบถามข้อมูลข่าวที่ได้มาจากฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทที่เราสนใจก็ได้ อย่างน้อยเมื่อเรารู้แล้วว่าข่าวที่ได้มานั้นมีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร น่าเชื่อถือหรือไม่ก็ย่อมทำให้การตัดสินใจในการลงทุนของเราดีขึ้นนะครับ

พวกชอบความสม่ำเสมอ

กลุ่มสุดท้ายเป็นบุคคลที่น่าคบหาเพราะเป็นคนที่สม่ำเสมอ แต่ออกจะน่าเบื่อสักนิด แต่ที่แน่ๆคนกลุ่มนี้จะเสมอต้นเสมอปลายมาก วันแรกเป็นอย่างไรวันต่อๆมาก็เป็นอย่างงั้นล่ะ พวกนี้รักใครรักจริงชอบใครแล้วก็จะอยู่กับอีกคนไปจนต่างไม่ว่าอีกฝ่ายจะอารมณ์ดีหรือเหวี่ยงวีนก็ตาม ก็เหมือนกับพวกนักออมหุ้นจากเงินเดือนนั่นล่ะที่จะเลือกคนที่ถูกใจและซื้อหุ้นไปเรื่อยๆโดยไม่ได้คิดว่าราคาจะขึ้นหรือจะลง แต่ใครเป็นคนแบบนี้ต้องระวังหน่อยนะครับ รักใครต้องดูดีๆ ไปรักคนไม่น่ารักจะเสียใจมากเพราะถอนตัวไม่ขึ้น

ข้อแนะนำกูรู

ต้องศึกษาก่อนว่าสิ่งที่เราจะลงทุนเป็นอย่างไร มีอนาคตที่ดีไหม ถ้ามองแล้วดูดีเลยอยากแต่งงานด้วยก็จัดการบริหารเงินของตัวเองให้ดีแล้วทยอยลงทุนไปเลย ชีวิตอาจจะไม่ได้หวือหวามากแต่จะได้รับความมั่นคงในใจอยู่เสมอๆครับ

เห็นไหม การลงทุนและเรื่องความรักไม่ได้ต่างกันหรอก สิ่งที่มันต่างกันระหว่างความรักและการลงทุนคือ ความรักต้องการความเอาใจใส่แต่การลงทุนต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการลงทุนนะครับ

3 สุดยอด”กองทุนรวม”สำหรับคู่รัก

เนื่องในโอกาสช่วงเวลาแห่งความรักได้ผ่านมาอีกครั้ง ผมหมอนัท @คลินิกกองทุน ก็จะไม่ปล่อยให้โอกาสผ่านไปแน่นอนครับ ไม่ใช่ว่าผมตกหลุมรักใครนะครับ เพียงแต่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ทีไร เราก็ต้องพูดถึงเรื่องความรักกันทุกปีใช่ไหมครับ ผมเองก็ขอที่จะพูดถึงความรัก กับการลงทุนในกองทุนบ้างนะคร้าบ !!

จึงเป็นที่มาของบทความในวันนี้ครับ คือ “กองทุนคู่รัก” นั่นเอง โดย ‘เป็นกองทุนที่คู่รักควรลงทุนด้วยกัน” หรือ “จะให้เป็นของขวัญ” กันก็ได้ หรือจะ “เป็นการลงทุนในกองทุนที่มีเป้าหมายต่าง ๆ” เพื่อให้ความรักที่มี ยังคงความสุข เรียกได้ว่าเป็นเวลา “คืนความสุขให้กับคนไทย” เอ้ย คู่รักครับ

เพราะว่าสิ่งที่ผมเขียนต่อไปนี้ คือ ภาษากองทุนของนักลงทุน ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นความหมายแห่งรักครับ (เน่าซะ แต่ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะชอบนะครับ 55+)

สำหรับกองทุนที่คู่รักควรลงทุนด้วยกันนั้น ผมแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ นั่นคือ กองทุนหุ้น RMF กองทุนสินค้าไฮโซ และ กองทุนตราสารหนี้ เรามาเริ่มต้นดูไปพร้อมๆกันนะครับ

กองทุนหุ้น RMF

แน่นอนครับว่านอกจากจะได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีแล้ว ก็ยังได้เรื่องการวางแผนเกษียณไปอีกด้วย คือถ้ารู้สึกว่าอยากเกษียณไปด้วยกัน รักกันไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ กองทุนหุ้น RMF นี้ก็น่าสนใจในระยะยาว เนื่องจากว่ากองทุน RMF นี้กำหนดระยะเวลาในการลงทุนไว้ว่าต้องลงทุนทุกปี และจะขายคืนได้ก็ต้องมีอายุ 55 ปี

ดังนั้นถ้ามีคนรักของท่านมาบอกว่า “เรามาลงทุนด้วยกันในกองทุนหุ้น RMF กันเถอะ” แล้วละก็ เหมือนคนรัก หรือ คู่รักของคุณ กำลังจะบอกคุณว่า “อยู่ด้วยกันไปนาน ๆ นะ” เป็นไงครับ ดูโรแมนติกขึ้นมาทีเดียว

ส่วนกองทุนหุ้น RMF ที่แนะนำ – ก็ให้ลองอ่านบทความนี้เพิ่มเติมนะครับ กองทุน RMF น่าสะสม

**โปรดศึกษาข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมก่อนการลงทุนนะครับ

คราวนี้เรามาดูกองทุนที่เราน่าจะซื้อให้กับคนที่เรารักกันบ้างนะครับ นั่นก็คือ

กองทุนสินค้าไฮโซ

หลายท่านอาจจะไม่ค่อยคุ้นหน้า คุ้นตากับกองทุนประเภทนี้ซักเท่าไหร่ครับ ถึงผมจะแนะนำนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องถึงขนาดลงทุนกับกองทุนนี้แบบเอาเป็นเอาตาย เพราะว่ากองทุนประเภทนี้เองก็มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงทีเดียวครับ อาจจะแบ่งเงินมาลงทุนเล่น ๆ ก็ได้ครับ

แต่โดยแนวคิดของกองทุนนี้ ผมว่าเป็นกองทุนที่น่าสนใจในการลงทุนไม่น้อยครับ เนื่องจากคุณผู้ชายหลาย ๆ ท่านคงจะทราบดีว่า คุณผู้หญิงที่เราตามจีบ หรือ เราได้จีบมาเป็นภรรยาแล้ว มีอัตราการซื้อสินค้าแบรด์เนมในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงครับ แน่นอนว่าทั่วโลกเองก็มีแนวโน้มที่เป็นแบบนี้เช่นกันครับ ยิ่งประเทศจีนที่เริ่มจะเศรษฐีที่มากขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งคุณผู้หญิงนั้นเองก็ซื้อสินค้าประเภทนี้มากเสียจนมี คำกล่าวขำ ๆ ในกลุ่มนักลงทุนที่มีภรรยาแล้วว่า “ขาดทุนกองทุน 10 ครั้ง ยังไม่ถ้าเมียซื้อกระเป๋าครั้งเดียว” ……แต่การซื้อ กระเป๋า หรือ สินค้าราคาแพงให้กับคนรักเองก็เป็น เรื่องที่ควรจะทำบ้างนะครับ(พอดีแฟนเพิ่งเดินผ่านหลังไป ขณะนั่งพิมพ์บทความนี้) เพื่อเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจ ดวงน้อย ๆ ของเหล่าภรรยาที่น่ารัก (เผื่อว่าวันหลังที่พวกเราจะไปซื้อของแพง ๆ มาบ้าง คำบ่นจะได้ลดลงครับ แถมไม่ต้องโกหกราคาที่ซื้อมาอีกด้วย…..ฮึ่ย !!! )

ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการที่จะเสียเงินเพียงทางเดียว เหล่านักลงทุนอย่างพวกเราก็ควรที่จะลงทุนกับกองทุนเหล่านี้บ้าง เพื่อนำกำไรที่ได้กลับคืนสู่เงินที่ต้องจ่ายไปครับ(ขนาดนั้นเลย !) ส่วนเป้าหมายการลงทุน และระยะเวลาการลงทุนในกองทุนประเภทนี้ก็คือ การถือครองเพื่อหาผลกำไรในระยะ 7 ปีขึ้นไปครับ เนื่องจากกองทุนนี้เป็นกองทุนหุ้นที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการลดความผันผวนนั่นเองครับ

ก่อนจะไปถึงรายละเอียดของกองทุน เพื่อเข้า คอนเซป ของวันแห่งความรัก ผมจะต้องขอบอกว่า การซื้อกองทุนประเภทนี้ใหักับบุคคลที่เรารักยิ่ง นั้นก็หมายถึงคุณกำลังจะบอกกับคนรักว่า “ของที่ดีที่สุดทั่วโลกนั้นได้รวมอยู่ในกองทุนนี้ และเราก็ขอมอบให้กับคนที่มีค่าที่สุดนั่นเองครับ”  หรือ อาจจะเพิ่มคำโปรยให้ดีดูเช่น กระเป๋าหมื่นใบ เสื้อผ้าหมื่นชิ้น รถหมื่นคัน ก็ไม่อาจเทียบกับกองทุนนี้ (เพิ่มคำเว่อร์ ๆ ได้อีก) แต่มันเป็นแบบนี้จริง ๆ นะครับ เพราะว่าการลงทุนในกองทุนนี้เราเปรียบเสมือนกับเจ้าของกิจการสินค้าเหล่านี้เลย ส่วนรายละเอียดกองทุนที่ว่า สามารถอ่านได้ในนี้ครับ อ่านกันได้ที่นี่เลยครับ

สุดท้ายเรามาดูกองทุนที่คู่รักควรจะเก็บเงินร่วมกัน เพื่อเป้าหมายต่าง ๆ ในระยะสั้น(1-3 ปี) เช่น ท่องเที่ยว ซื้อรถ ฯลฯ นั่นก็คือ กองทุนตราสารหนี้นั่นเอง !!

ผมขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นครับ เช่น คู่รักบางคู่อาจจะตั้งกองทุนเพื่อการท่องเที่ยว ขึ้นมาเอง โดยอาศัยการเก็บเงินใน กองทุนตราสารหนี้ – ซึ่งเป็นกองทุนที่เรียกได้ว่า เป็นก้าวแรกของการลงทุนเลยก็ว่าได้ เพราะว่าส่วนใหญ่ผมมักจะแนะนำกองทุนประเภทนี้ให้กับนักลงทุนหน้าใหม่ ๆ ก่อนที่จะลงทุนกับกองทุนหุ้น เรียกได้ว่าเป็นการวอร์มอัพ และเพิ่มมูลค่าเงินเก็บของเราให้ไม่สูญเสียมูลค่าไป ซึ่งผลตอบแทนก็ไม่ได้เยอะมากครับ แต่ก็เรียกได้ว่าดีกว่าเงินฝากประจำทั่วไป โดยผลตอบแทนจะอยู่ที่ประมาณ 2-4 % ขึ้นกับนโยบายกองทุน ,อายุเฉลียของตราสารหนี้ในกองทุน และ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงการคาดการ์ณทางเศรษฐกิจครับ

วิธีสร้างความรักดีๆ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินสักบาท

ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้ แน่นอนล่ะครับว่าคงจะหนีไม่พ้นเรื่องของ “ความรัก” ชายหนุ่มหลายคนอาจจะกำลังวางแผนเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานกับแฟนสาว หรือเลียบๆเคียงขอเป็นแฟนสำหรับคนที่ดูๆกันมาสักพัก หรือตัดสินใจบอกรักคนที่เล็งไว้แบบทันที (แฮร่) แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ทุกแบบนั้นต้องล้วนต้องใช้ “เงิน” เป็นตัวขับเคลื่อนทั้งนั้น

แต่ในทางกลับกันครับ ชีวิตคู่ที่ผ่านกันมาถึงจุดหนึ่งแล้ว เราจะรู้เลยว่า เงินสำคัญต่อความรักก็จริง แต่จากประสบการณ์ของตัวผมเองเชื่อว่ายังมีบางสิ่งที่สำคัญกับความรักมากกว่าเงิน นั่นคือ “ความรู้สึกของคนที่เรารักและรักเรา” ไม่ว่าจะเป็น คู่รัก พ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อนสนิทมิตรสหาย หรือแม้แต่ใครสักคนที่เรากำลังตกหลุมรัก ดังนั้น @TAXBugnoms ขอแชร์แนวคิดอีกมุมมองหนึ่งสำหรับ “ความรัก” ที่ไม่ต้องใช้ “เงิน” ให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆลองฟังกันบ้างนะคร้าบ

1. การมองเห็นคุณค่าของกันและกัน

สิ่งแรกที่คู่รักทั้งสองคนควรมองเห็น นั่นคือ “คุณค่า” ของกันและกัน สำหรับคู่รักใหม่ๆที่เพิ่งคบหากันอาจจะยังรู้สึกดีต่อกันอยู่ แต่สำหรับคู่รักที่อยู่ด้วยกันมานานๆแล้ว บางครั้งเราอาจจะลืมเลือนความรู้สึกตรงนี้ไปบ้าง จนเกิดความเบื่อหน่ายชินชา ดังนั้นอย่าลืมที่จะมองหาสิ่งดีๆที่คู่รักของเราทำให้ในแต่วันบ้างนะครับ

ทุกครั้งที่ผมเห็นคู่สามีภรรยาทีแต่งงานกันมานานๆ แล้วทำเรื่องธรรมดาให้กัน เช่น ทำอาหาร เปิดประตูรถ ดูแลใส่ใจถามความรู้สึก ผมว่าลึกแล้วสิ่งนี้มันดียิ่งกว่าการเอาเงินมาให้เสียอีก…

2. หันหน้ามายอมรับความแตกต่าง 

แน่นอนล่ะครับ ว่าคนทุกคนนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หลังจากที่เรามองเห็น “ข้อดี” จากคุณค่าในข้อแรกกันไปแล้ว คราวนี้เราควรหันมา “มองข้าม” ข้อเสียกันบ้างครับ เพราะคนทุกคนนั้นไม่สามารถเป็นไปได้อย่างที่ใจเราคิด แหม่.. แค่ตัวเราเองยังทำตามที่เราคิดไม่ได้ทั้งหมดเลย แล้วเราจะไปบังคับใครได้ล่ะ จริงไหมคร้าบบ

สิ่งหนึ่งที่ผมยึดถือมาโดยตลอดก็คือ จงอย่าเปลี่ยนแปลงคนอื่นให้เป็นเหมือนอย่างเรา เพราะบางครั้งเรายังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนอื่นได้ ต่อให้มีเงินมากองไว้ หรือมีอะไรมาฉุดขา เราก็ยืนยันเลยว่า “ชั้นจะไม่เปลี่ยน”  ดังนั้นคิดถึงใจเขาใจเรากันบ้าง แล้วจะรู้เลยว่าความรักนั้นไม่ใช่แค่การมองเห็นแต่ต้องรู้จักมองข้ามให้เป็นด้วยครับ

3. ทำตัวกลางๆไม่มากไปไม่น้อยไป 

คำว่าทำตัวกลางๆ นั่นคือทำตัวให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด อะไรที่ไม่สบายใจก็อย่าไปฝืนทำจนไม่มีความสุข เหมือนที่คนหลายคนชอบบอกว่า “ช่วงโปรโมชั่น” นู่นนั่นนดีดีไปหมด แต่พอ “เปลี่ยนโปร” หรือ “หมดโปร” ทีไรทำไมกลายเป็นคนละคนแบบนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือความเป็นตัวของเราอย่างพอเหมาะพอดีตั้งแต่แรกครับ

บางครั้ง โปรโมชั่นอาจจะจำเป็นสำหรับความรัก
แต่ผมว่าถ้าหลอกลวงกันเหมือนโปรโมชั่นที่บอกไม่หมด
ผู้บริโภคก็คงจะอดที่จะด่าไม่ได้หรอกคร้าบ

4. ใส่ใจเวลาที่ใช้ร่วมกัน 

โลกเราวันนี้เปลี่ยนแปลงวุ่นวายหลากหลาย มีทั้ง Social Network ต่างๆ อยู่ใน Smartphone มากมาย ทำให้บางครั้งเราลืมคนที่อยู่ตรงหน้า เพราะคิดว่า “เมือ่ไรก็ได้” แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรนึกถึงก็คือ “ความรู้สึก” ของคู่ของเราด้วยว่าจะรู้สึกอย่างไร

นอกจากนั้น ผมยังหมายถึงการแบ่งเวลาในช่วงหนึ่งของชีวิตมาให้กับคนที่เรารักด้วยนะครับ หลายๆคนทำแต่งานเพื่อเก็บเงินให้มากๆเพื่อหวังว่าจะดูแลคนที่เรารัก แต่จริงๆแล้วคนที่เรารักอาจจะไม่ได้ต้่องการเงินมากเท่ากับเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันหรอกนะครับ

เพราะบางครั้ง…
ต่อให้มีเงินเป็นล้านก็ซื้อวันเวลา
ที่เราอยู่กับคนรักพร้อมหน้ากลับมาไม่ได้จริงๆ 

5. อย่าคิดฝันจะได้ความรักตอบ 

คำพูดนี้ฟังแล้วอาจจะงงๆว่า เอ๊ะ ถ้าเราให้ใครไปก็ควรได้รับสิ่งดีๆตอบกลับมาไม่ใช่หรอ แกจะบ้าหรือไงตาหนอม .. คำตอบคือใช่แล้วครับ ไม่แปลกที่เราจะคาดหวัง แต่อย่าลืมนะว่าบางครั้งเราก็ไม่ได้ทุกสิ่งที่เราหวัง ยิ่งถ้าเราให้ความรักไปโดยที่หวังจะได้ความรักกลับมา ก็อย่าลืมเตือนตัวเองด้วยนะครับว่า “ความรักไม่ใช่รางวัลของการทำดี” แต่ “ความรักที่ดีคือรางวัลของชีวิต” ต่างหากล่ะคร้าบ

เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับเคล็ดลับ 5 ข้อคิดความรักที่นำมาฝากกัน ผมเชื่อว่าหลายคนก็อาจจะลืมไป แต่ผมตั้งใจเขียนบทความนี้เพื่อบอกอีกทีว่า “เงินช่วยสร้างความรักที่ดีได้” แต่เงินไม่สามารถที่จะ “ซื้อ” ความรักที่ดีได้ ตราบใดที่เราไม่ลงมือสร้างมันขึ้นมาเองครับ

สุดท้ายแล้ว… สำหรับวันวาเลนไทน์ปีนี้ ผมก็ขออวยพรให้คู่รักทุกคู่มีความสุขและอยู่ร่วมกันอย่างนี้ตลอดไป ส่วนใครที่ยังไม่มีคู่ก็ขอให้มีคู่ไวๆ แต่ถ้าหากใครที่กำลังช้ำใจก็ขอให้หายเจ็บไวๆนะคร้าบบบ (อิอิ)

3 ความเข้าใจแบบผิดๆในการซื้อ LTF/RMF เพื่อประหยัดภาษี

สวัสดีครับ วันนี้ @TAXBugnoms มีบทความดีๆ เรื่องภาษีกับการวางแผนซื้อ LTF และ RMF มาแนะนำอีกแล้วครับผมเพราะว่าช่วงนี้เป็นเวลาที่หลายๆคนกำลังวางแผนอยากจะประหยัดภาษีกันอยู่พอดี คำถามที่ถามเข้ามาทางหลังไมค์ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเรื่องนี้เหมือนกันครับ แหม่… มันน่าจับมาเรียนคอร์ส ตัดภาษี มีเงินออมด้วย LTF / RMF กันให้หมดเลย (อิอิ.. ขอใช้พื้นที่โฆษณาหลักสูตรของ Aommoney School หน่อยครับ)

อย่ามองแค่ประหยัดภาษี

ถึงแม้กองทุน LTF และ RMF จะเป็นกองทุนเพื่อการประหยัดภาษี แต่อย่าลืมว่าสองประเด็นสำคัญที่เราควรมองก่อนจะประหยัดภาษี นั่นคือ “ความเสี่ยง” และ “ผลตอบแทน” ของกองทุน 

เราต้องรู้ก่อนว่า ตัวเราเองนั้นรับความเสี่ยงได้แค่ไหน เพราะเห็นมาหลายคนแล้วครับที่รับความเสี่ยงไม่ได้แต่ดันตัดสินใจลงทุนในกองทุน LTF ที่ลงทุนในหุ้น 100% คราวนี้พอเห็นราคาตกลงก็ทนไม่ไหว ตัดสินใจขายซะงั้นๆ ไปๆมาๆ แทนที่จะประหยัดภาษีอย่างได้ผลดี กลับต้องมาขาดทุนฟรีๆจากการขาย แถมยังแทบตายเพราะโดนพี่สรรพากรตามให้ไปยื่นแบบเพิ่มเติมเสียอีก

สรุปอีกครั้งนะครับ มองที่ “ความเสี่ยงที่รับได้” และ “ผลตอบแทนที่ต้องการ” หลังจากนั้นค่อยตามมาด้วยกองทุนรวม “ประหยัดภาษี” ที่เหมาะสม ขอรับประกันได้ว่าไม่ขาดทุนแน่นอนจ้า

ซื้อๆไปเหอะอย่าคิดมาก

ผมเคยแนะนำไว้ว่า… สิ่งที่ดีที่สุดในการจัดการเรื่อง LTF กับ RMF คือการประมาณการรายได้ให้เหมาะสมเป็นลำดับแรก และตามมาด้วย 3 ข้อควรทำ นั่นคือ “อย่าซื้อเกินที่กฎหมายกำหนด”  “อย่าอดใจไม่ไหวจนผิดเงื่อนไข” และ “อย่าไปหวังผลตอบแทนจนเกินงาม” 

อย่าซื้อเกินที่กฎหมายกำหนด คือ ให้ซื้อตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว

ส่วน อย่าอดใจไม่ไหวจนผิดเงื่อนไข คือ อย่าทำผิดเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีที่กฎหมายกำหนดไว้

และ อย่าไปหวังผลตอบแทนจนเกินงาม คือ อย่าไปคิดว่าจะได้ผลตอบแทนสูงสุดตลอดเวลา เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรู้อนาคตของกองทุนรวมอยู่แล้วครับ ดังนั้นเลือกกองที่ใช้ (ผลตอบแทน) ใส่ใจกองที่ชอบ (นโยบายการลงทุน) แค่นั้นก็พอแล้วคร้าบ

เปลี่ยนแปลงกองทุนไม่ได้

โปรดฟังอีกสักครั้งนะครับว่า ซื้อกองทุนไหนแล้วไม่พอใจในผลตอบแทน เราสามารถเลือกทำได้ 2 วิธี นั่นคือ “เปลี่ยนไปซื้อกองทุนใหม่” หรือ “สับเปลี่ยนกองทุน” โดยแต่ละวิธีนั้นมีผลกระทบต่อภาษีดังนี้ครับ

  • ซื้อกองทุนใหม่ : ปล่อยกองทุนเก่าทิ้งไป หากองทุนใหม่ดีกว่า บอกเลยครับว่า ถ้าไปซื้อกองทุน LTF หรือ RMF แล้วไม่พอใจ สามารถเปลี่ยนไปซื้อกองทุนใหม่ของบลจ. เดิม หรือ บลจ.ใหม่ก็ได้ โดยที่เราจะได้สิทธิในการลดหย่อนภาษีจากจำนวนที่ซื้อเหมือนเดิมครับ
  • สับเปลี่ยนกองทุน : สิ้นสุดกันที จบกันชาตินี้อย่าเจอกันอีก ถ้ากองทุน LTF หรือ RMF ที่เราเจอนั้นมีผลตอบแทนที่ไม่น่าพอใจ หรือนโยบายการลงทุนไม่เหมาะสมกับตัวเรา สามารถขอสับเปลี่ยนกองทุนได้ทั้งใน บลจ. เดิม หรือ สับเปลี่ยนไป บลจ. ใหม่ (มีค่าธรรมเนียมในการสับเปลี่ยน) โดยการสับเปลี่ยนกองทุนนั้น ไม่ถือเป็นการซื้อกองทุนใหม่ และขายกองทุนเก่า ดังนั้นเราจึงไม่ได้สิทธิในการลดหย่อนภาษีเพิ่มนะคร้าบ

และทั้งหมดนี้คือความเข้าใจผิดเรื่องภาษีกับกองทุน LTF และ RMF ที่เรามักเจออยู่เป็นประจำ แต่ถ้าหากข้อมูลแค่นี้ยังไม่จุใจเพียงพอ เพราะเรื่องลดหย่อนภาษีก็มึน จะเลือกกองทุนให้ดีก็ยาก แล้วจะทำยังไงดี!! นั่นนะซิ…

ตะแด่มแต้มแต้มมมมม…. ขอเชิญพบกับสัมมนา ตัดภาษี มีเงินออมด้วย LTF / RMF แบบที่เรียกว่าจับมือเลือกกองทุนดีๆ พร้อมคำนวณภาษีเป็นแบบรู้เช่นเห็นชาติกันไปเล้ยยยยยยส์

ถ้าอยากรู้ว่า… @TAXBugnoms มีกลยุทธ์ใหม่ๆในการประหยัดภาษีได้อย่างไร รวมถึงวิธีการเลือกกองทุน LTF และ RMF ระดับ Hi-End ของหมอนัท คลินิกกองทุน นั้นมีเทคนิคแบบไหน คลิกอ่านรายละเอียดสัมมนาเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์นี้เลยคร้าบบบบ…. http://goo.gl/lr2tlE

เตรียมพร้อมเรื่องเงิน ก่อนก้าวเดินไปด้วยกัน

อีกไม่กี่วัน เทศกาลแห่งความรักก็มาถึงแล้วนะครับ เชื่อว่าหลายคนคงกำลังเตรียมวางแผนเซอร์ไพรส์คนรักของตัวเอง ซึ่งบางคนอาจคิดแผนถึงขั้นขอแต่งงานเลยก็มี

แต่สำหรับคู่รักที่กำลังตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน คงจะคิดวางแผนเซอร์ไพร์อย่างเดียวไม่ได้ เพราะการวางแผนเรื่องการเงินก็จำเป็นอย่างมากที่จะทำให้ชีวิตคู่ในอนาคต แฮปปี้ ไม่มีอุปสรรค

วันนี้ผมมีเคล็ดลับ 5 ข้อ เตรียมพร้อมเรื่องการเงิน ก่อนก้าวเดินไปด้วยกัน มาฝากกันครับ

1. เรียนรู้

นอกจากรู้ว่าคนรักเรา ชอบสีอะไร ชอบกินอะไร ชอบเที่ยวแนวไหนแล้ว เราจำเป็นต้องรู้จักนิสัยการใช้เงินของอีกฝ่ายและตกลงการใช้จ่ายเงินให้พอดีอีกด้วย เพราะถ้าหากหลังแต่งงานกันไปแล้ว แต่อีกคนมีการใช้เงินที่ฟุ่มเฟื่อยจนห้ามไม่ได้ ครอบครัวที่มั่นคง ก็จะเป็นไปไม่ได้เช่นกัน

2. วางแผน

เชื่อว่า คู่รักทุกคู่ ต้องเคยคุยเรื่องแผนอนาคตกันแน่นอนเช่น ตั้งชื่อลูกอะไรดี มีบ้านสไตล์ไหน ไปฮันนีมูนที่ไหนกันดี ถึงเวลาแล้วละครับที่ต้องนำสิ่งที่เคยคิดกัน มาสร้างให้กลายเป็นความจริง โดยต้องเริ่มตั้งเป้าหมายจากสิ่งที่จำเป็นที่สุดก่อน เช่น จะผ่อนบ้านกี่ปี มีลูกในอีกกี่คน ห่างกันกี่ปีเพื่อให้มีการวางแผนการเงินให้สอดคล้องกับเป้าหมาย

3. แบ่งหน้าที่

เมื่อสร้างครอบครัว ย่อมมีค่าใช้จ่ายมากมายหลายทาง เช่น ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเน็ต ค่าโทรศัพท์ ค่าเทอมลูก ฯลฯ ดังนั้นคู่รักควรแบ่งหน้าที่หาเงินและจัดการบริหารเงินให้ชัดเจนเป็นระบบ เช่น ฝ่ายหญิงอาจทำหน้าที่เก็บเงินและจัดการทุกค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ส่วนฝ่ายชายได้รับค่าครองชีพจากฝ่ายหญิงไปทำงานวันละ 100 บาท (ฮ่าๆๆๆๆๆ) ก็แล้วแต่วิธีการของแต่ละครอบครัวนะครับว่าจะจัดการกันอย่างไร

4. มีเรื่องต้องบอก

สิ่งสำคัญในชีวิตคู่ คือการร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน ดังนั้นเมื่อมีปัญหาอะไรก็แล้วแต่ ควรพูดคุยกันอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา จะได้ช่วยกันแก้ปัญหาได้ทัน

5. พร้อมรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด

สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยภายในบ้าน สมาชิกในครอบครัว หรือตัวเราเองดังนั้นควรมีสติและมีการเตรียมพร้อมเรื่องการเงินตั้งแต่เนิ่นๆ

ความพร้อมทางการเงิน เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้ความรักสมบูรณ์และยั่งยืนนะคร้าบบบ

7 ความจริงที่คุณควรรู้ ก่อนลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิต (ภาคต้น)

ช่วงนี้มีหลายๆคนสอบถามเข้ามาเรื่องการวางแผนภาษีด้วย “ประกันชีวิต” เพื่อประหยัดภาษีและรับผลตอบแทนไปพร้อมๆกัน ดังนั้น @TAXBugnoms เลยขอนำความรู้เกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีสำหรับการประกันชีวิตมาเล่าให้ฟังกันครับ

ก่อนอื่น เราต้องรู้ว่าการลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิตนั้นสามารถ มี 2 ประเภท คือ ประกันชีวิต และ ประกันชีวิตแบบบ่ำนาญ ซึ่งมีเงือนไขในการลดหย่อนภาษีที่แตกต่างกันดังนี้

เบี้ยประกันชีวิต รวมทั้งสิ้นจำนวน 100,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยส่วนแรกสามารถหักได้ 10,000 บาท สำหรับส่วนที่เกิน 10,000 บาทนั้นหักได้ไม่เกินเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 90,000 บาท โดยมีเงื่อนไขดังนี้

  • กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
  • ต้องทำกับบริษัทรับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในประเทศไทย
  • ถ้ามีการจ่ายเงินคืนเงินปันผลหรือผลตอบแทนระหว่างสัญญา จะต้องมีเงื่อนไขดังนี้
  • กรณีได้รับเงิน  คืนทุกปี ยอดเงินคืนนั้นต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี
  • กรณีได้รับเงินคืนตามช่วงระยะเวลา เช่น 2 ปี 3 ปี 5 ปี ยอดเงินคืนจะต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตสะสมของแต่ละช่วงระยะเวลา

กรณีอื่นๆ ผลรวมของเงินคืนตั้งแต่ปีแรกถึงปีที่มีการจ่ายเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันสะสมในช่วงนั้นๆ

เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ การยกเว้นเบี้ยประกันชีวิตในกรณีนี้เป็นการเพิ่มเติมค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตเพิ่มเติมจากข้อ 1.โดยลดหย่อนได้สูงสุด 15% ของเงินได้เป็นจำนวน 200,000 บาท (รวมทั้งหมดทั้ง 1+2 : 300,000 บาท) ซึ่งประกันชีวิตแบบบำนาญนี้เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพแล้ว (RMF) ต้องไม่เกิน 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไขดังนี้

  • เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
  • ต้องเอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในไทย
  • มีการกำหนดการจ่ายผลประโยชน์เป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ จะจ่ายเท่ากันทุกงวดหรือจ่ายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเอาประกันก็ได้
  • มีการกำหนดช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์เมื่อผู้มีเงินได้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ถึงอายุ 85 ปี หรือกว่านั้น
    ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยครบถ้วนแล้ว ก่อนได้รับผลประโยชน์

แต่ถ้าอ่านแล้วมันปวดหัวจนเกินไป @TAXBugnoms ขอสรุปให้ฟังสั้นๆว่า ลองปรึกษาตัวแทนประกันชีวิตใกล้ตัวคุณ ว่าอยากซื้อประกันชีวิตแบบไหนก็ตาม รับรองว่ามีมาบริการถึงที่แน่นอนครับ

หลังจากที่รู้จักกับประกันชีวิตแต่ละประเภทที่สามารถลดหย่อนภาษีไปแล้ว ทีนี้มาถึงเรื่องราวที่จะเล่าให้ฟังกันต่อว่า 7 ความจริงที่คุณควรรู้เกี่ยวกับเรื่องประกันชีวิตสำหรับการลดหย่อนภาษีในตอนแรกนั้น มีอะไรบ้าง

ประกันชีวิต “เท่านั้น” ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ หลายๆคนมักจะเข้าใจผิดว่า การทำประกันแบบไหนก็ตาม เช่น ประกันสุขภาพ ประกันความเสี่ยง แบบไหนก็ได้สิทธิในการลดหย่อนภาษีทั้งหมด เคยมีบางคนเข้าใจว่าประกันรถยนต์สามารถลดหย่อนภาษีได้ แต่ความเป็นจริงนั้น การทำประกันชีวิตเท่านั้นถึงจะมีสิทธิลดหย่อนภาษีคร้าบ

ผลตอบแทนที่แท้จริงต้องคำนวณด้วยวิธี IRR (Internal Rate of Return) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ โดยต้องเปรียบเทียบทั้งกรณี ระหว่าง

  • ไม่รวมผลประโยชน์ทางภาษี คิดจากประกันชีวิตอย่างเดียว โดยปกติผลตอบแทนสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 2 – 3% ต่อปี
  • รวมผลประโยชน์ทางภาษีของแต่ละคนเข้าไปด้วย สำหรับส่วนนี้ผลตอบแทนสูงสุดประมาณ 7-8% ต่อปี

มองการประกันเป็นเรื่องของการป้องกันความเสี่ยง วัตถุประสงค์ของการทำประกันส่วนใหญ่นั้น คือการป้องกันความเสี่ยง ไม่ใช่การลงทุน ดังนั้นเราต้องพิจารณาให้ดีถึงวัตถุประสงค์ที่เราต้องทำ เพราะประกันนั้นจะคุ้มค่าที่สุดเมื่อเกิดความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด เช่น การเสียชีวิต ดังนั้นคุณค่าที่แท้จริงของประกันชีวิตนั้นอยู่ที่ “ความคุ้มครอง” ไม่ใช่ “ผลตอบแทนทางการลงทุน” นะครับ

สำหรับในส่วนนี้ การให้น้ำหนักในการลงทุนสินทรัพย์ของแต่ละคนในแต่ละข้อไม่เท่ากัน ดังนั้น ขอแนะนำว่าอ่านแล้วลองพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะสมกับ “ตัวเอง” น่าจะดีที่สุด อย่างเช่น ผู้ใหญ่บางท่านที่ผมรู้จัก ซื้อประกันปีละ 200,000 โดยไม่ได้สนใจว่าจะลดภาษี จะได้ IRR เท่าไร คิดแต่เพียงว่า มีความคุ้มครองในชีวิตของแกก็พอแล้ว ในขณะบางคนอาจจะมองในเชิงผลตอบแทนว่าควรจะเลือกอะไรในการลงทุนเพื่อให้ตัวเองได้รับผลตอบแทนที่มากที่สุด จึงควรปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละคนนะคร้าบบ

สำหรับในตอนต้นนี้ขอพูดถึง 3 ข้อแรกที่เป็นส่วนของการลงทุนก่อน สำหรับ 4 ข้อหลังในตอนต่อไปจะเป็นเรื่องของภาษีกันบ้าง อย่างไร @TAXBugnoms ขอฝากติดตามตอนต่อๆไปด้วยนะคร้าบบบบ

“ดอกเบี้ย” เงินฝากประจำ คำนวณอย่างไร?

หลายท่านอาจจะเคยสงสัย “วิธีคำนวณดอกเบี้ยเงินฝากประจำ” ของธนาคารว่าคิดอย่างไร เหมือนกับแฟนเพจท่านนี้ที่ฝากคำถามไว้ที่หน้าเพจของอภินิหารเงินออม เราเห็นว่าเป็นคำถามที่ดีและน่าจะมีประโยชน์กับแฟนเพจท่านอื่นๆ ด้วย จึงเขียนอธิบาย “วิธีคำนวณดอกเบี้ยเงินฝากประจำ”  ในบทความนี้นะจ๊ะ ซึ่งจะมีทั้งวิธีที่กดเครื่องคิดเลขเองกับตัวช่วยที่จะทำให้เราคำนวณดอกเบี้ยง่ายที่สุดในสามโลก

เรามาเริ่มกันเลยนะจ๊ะ ^_^

แม้ว่าคำถามจะสั้น แต่เราตอบสั้นๆไม่ได้ มันทำให้เรารู้สึกว่าต้องเอามาเขียนเป็นบทความเพื่อแนะนำให้คนทั่วไปคำนวณเองได้ง่ายๆ ลำพังแค่เห็นสูตรยาวๆคนส่วนใหญ่ก็ถอดใจละ เราคิดว่ามันต้องมีวิธีที่ง่ายกว่านี้ซิ ด้วยวิธีแบบใหม่ที่ไม่ต้องกดเครื่องคิดเลขเอง ถามอากู๋ Google ก็รู้แล้วว่าสูตรคำนวณง่ายๆหาได้จากเว็บไหนบ้าง

วิธีคำนวณดอกเบี้ยเงินฝากประจำ

เราขออธิบายเป็น 2 วิธี เลือกใช้ได้ตามถนัดเลยนะจ๊ะ

  1. วิธีคำนวณแบบดั้งเดิม (กดเครื่องคิดเลขเอง)
  2. วิธีใช้โปรแกรมสำเร็จรูป

ขอใช้โจทย์ตัวอย่างอันเดียวกันเพื่อจะได้รู้ว่า 1 คำตอบก็สามารถคิดได้หลายวิธีเราขอใช้โจทย์ในเว็บของธนาคารแห่งประเทศไทยจากลิ้งค์นี้ (http://www.1213.or.th/th/serviceunderbot/savings/Pages/fixedinterest.aspx) โจทย์ที่ย่อให้สั้นลงนะจ๊ะ

==> เงินฝากประจำระยะเวลา 3 เดือน ได้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี เริ่มต้นฝากวันที่ 1 มกราคม จำนวน 10,000 บาท เมื่อครบกำหนด 3 เดือนจะไม่มีการถอนเงินต้นและดอกเบี้ยออกมา โดยจะโอนเงินทั้งหมดไปเป็นบัญชีฝากประจำ 3 เดือนต่อไปเรื่อย ๆ และในวันที่ 1 มกราคม ของปีถัดไป จะได้รับผลตอบแทนหลังภาษีเท่าไหร่??

ดอกเบี้ยของฝากประจำจะต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับ

วิธีที่ 1 คำนวณแบบดั้งเดิม

เห็นภาพนี้แล้วหลายคนอาจจะถอดใจว่าทำไมมันตัวเลขเยอะยั๊วเยี้ยอย่างนี้ ใจเย็นๆนะคะเรามีคำอธิบายทีละขั้นตอนให้ง่ายเวอร์ๆ ซึ่งหลักการคิดเงินทั้งหมดที่ได้รับจากฝากประจำจะได้เท่าไหร่มี 2 ขั้นตอนนะจ๊ะ

ขั้นตอนที่ 1 คือ การคิดอัตราดอกเบี้ย

การฝากประจำจะต้องมีการจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ทำให้ผลตอบแทนที่เห็นในโฆษณาที่ 3% นั้นเราจะได้ไม่เต็ม คือ จากดอกเบี้ยที่จะได้ 100% จะต้องเสียภาษี 15% ทำให้เราได้ดอกเบี้ยจริงๆเพียง 85% เท่านั้น สำหรับผู้ที่ฐานภาษีไม่เกิน 10% สามารถทำเรื่องขอคืนภาษีที่เสียไป 15% ได้นะจ๊ะ จากโจทย์อัตราดอกเบี้ยหลังหักภาษี คือ 3 x 0.85 = 2.55% (ใช้ตัวเลขนี้คำนวณดอกเบี้ย)

ขั้นตอนที่ 2 คือ การคิดเงินที่ได้ทั้งหมดจากการฝากประจำ

จากโจทย์ ? ฝากประจำระยะเวลา 3 เดือน ดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี จำนวนเงิน 10,000 บาท จะได้ผลตอบแทนหลังภาษีเท่าไหร่?

ตัวเลขที่จะต้องใช้ในการคำนวณเงินที่ได้จากฝากประจำมี 2 ส่วนคือ เงินต้นกับดอกเบี้ย

===>  ส่วนที่ 1 เงินต้น คือ 10,000 บาท (ข้อมูลจากในโจทย์)

===> ส่วนที่ 2 ดอกเบี้ย คือ โจทย์ให้ดอกเบี้ย 3% นั้นเป็นตัวเลขต่อปี เราต้องทำให้เป็นตัวเลขดอกเบี้ยต่อวันโดยนำมาหารด้วย 365 วัน และการฝากครั้งนี้มีเวลา 3 เดือนคือ 90 วัน ใช้สูตรคำนวณนี้

(เงินต้น X อัตราดอกเบี้ยหลังหักภาษี X จำนวนวันที่ฝาก)/365

เราก็จะได้รับคำตอบว่าเงินฝาก 10,000 บาท ฝากประจำ 3 เดือนที่อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปีจะได้รับผลตอบแทน 10,062.88 บาท ถ้าเราฝากแบบนี้โดยไม่ถอนออกมา พอครบกำหนดก็จะฝากประจำระยะเวลา 3 เดือนไปเรื่อยๆครบ 1 ปีจะได้รับผลตอบแทนเท่าไหร่ ซึ่งในการฝากครั้งต่อไปจะไม่ใช่เงินต้นที่ 10,000 บาทแล้วนะคะ จะต้องนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่คิดได้ในครั้งแรกมาใช้ คือ 10,062.88 บาท (มาจากเงินต้น 10,000 บาท + ดอกเบี้ย 62.88 บาท ) หากฝากครบตามที่โจทย์กำหนดจะได้รับเงินทั้งสิ้น 10,257.45 บาท

วิธีที่ 2 คำนวณจากโปรแกรมสำเร็จรูป

เราถามอากู๋ Google ก็เจอกับเว็บนี้พึ่งรู้เหมือนกันว่ามีแบบนี้ด้วย ลองใช้งานแล้วง่ายมากแค่ใส่ตัวเลขก็ได้คำตอบ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้การคำนวณดอกเบี้ยฝากประจำให้เป็นเรื่องง่าย เรามาเริ่มกันเลยนะจ๊ะ

โจทย์เดิม ? เงินฝากประจำระยะเวลา 3 เดือน ได้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี เริ่มต้นฝากวันที่ 1 มกราคม จำนวน 10,000 บาท เมื่อครบกำหนด 3 เดือนจะได้รับผลตอบแทนหลังภาษีเท่าไหร่??

จากโปรแกรมคำนวณจะได้ผลตอบแทนคือ

  • เงินฝาก คือ 10,000 บาท
  • ดอกเบี้ยหลักหักภาษี คือ 62.18 บาท
  • รวมทั้งหมด 10,062.18 บาท

สรุปว่าได้ตัวเลขต่างจากที่คำนวณเองในวิธีแรก 0.7 บาท (วิธีแรกได้ 10,062.88 บาท) แต่ก็เป็นตัวเลขที่นำไปใช้ได้ ถ้าจะคำนวณต่อไปว่าฝากประจำระยะเวลา 3 เดือนให้ครบ 1 ปีจะต้องเปลี่ยนตัวเลขเงินต้นจาก 10,000 บาทบวกดอกเบี้ยเป็น 10,062.18 ใส่ที่ช่อง “เงินฝาก” เราต้องนำเงินที่รวมดอกเบี้ยไว้แล้วมาคิดเพราะเป็นการฝากต่อเนื่อง

ตัวอย่าง

นำเงินต้น 10,062.18 บวกดอกเบี้ยหลังหักภาษีแล้วได้ 63.97 บาทจะเป็นเงินที่ฝากประจำระยะเวลา 3 เดือนรอบที่ 2 คือ 10,126.15 บาท ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆจนครบ 1 ปีก็จะได้รู้ว่าจะได้เงินเท่าไหร่จากการฝากประจำนะจ๊ะ

มาถึงตรงนี้เราคงเข้าใจ “วิธีคำนวณดอกเบี้ยเงินฝากประจำ” กันมากขึ้นแล้วใช่ไหมจ๊ะ ไม่ยากเลยชิมิ ถ้าต่อไปเราอยากจะรู้ดอกเบี้ยอัตราอื่นๆ เช่น ฝากประจำ 6 เดือนหรือฝากประจำ 12 เดือน ว่าฝากแล้วได้ผลตอบแทนเท่าไหร่เราก็ลองใช้โปรแกรมนี้ช่วยคำนวณให้เราได้นะจ๊ะ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save