ดวงการเงินประจำสัปดาห์ 9 ก.พ. – 15 ก.พ.

Aries   (ราศีเมษ 13 เม.ย.- 14 พ.ค.)

ชีวิตทั่วไป :

ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่คิดนั่นคิดนี่ไปเรื่อย เพราะยังต้องการอะไรมาเพิ่มให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น เพียงแต่ว่า ในขณะนี้ยิ่งแค่คิด คิดเยอะมาก จนบางทีก็ฟุ้งเกินไป ลองคิดแล้วเอามาทำดูสักนิดสักหน่อย แล้วจะเห็นภาพว่า ควรทำหรือไม่ควรทำดี คิดน้อยๆแต่ทำให้เยอะๆแล้วผลลัพธ์จะมา

การงาน :

ในช่วงนี้การงานก็ค่อยข้างไปได้ด้วยดี มั่นคงและรู้สึกปลอดภัยกับงานที่ทำอยู่ อาจจะเป็นเพราะเนื้องานมันไม่ได้ยากเกินไป จึงทำให้สัปดาห์นี้ผ่านไปได้ด้วยดี แต่ด้วยความสามารถที่มีของคุณอยู่แล้ว กับปัญหาที่จะเข้ามาในช่วงนี้ก็เด็กๆไปเลย สบายๆครับสัปดาห์นี้

การเงิน :

การเงินช่วงนี้ก็สุขสบายดี ไม่กังวลเรื่องการใช้จ่ายหรือการเก็บเงินสักเท่าไหร่ อีกทั้งยังเป็นช่วงที่คุณจะเอาเงินมาใช้เพื่อเพิ่มความสุขให้กับคู่ของคุณหรือตัวเองด้วย ยิ่งวาเลนไทน์นี้ คุณจะได้ใช้เงินเป็นพิเศษเลยล่ะ แนะนำให้เลือกร้านไม่ต้องแพงมากแต่แพงที่บรรยากาศน่าจะดีที่สุดในการเสียเงินไปนะครับ

ความรัก :

คนโสด : ช่วงนี้ต้องลุย เพื่อจะหาคนรู้ใจมาเคียงข้าง ถ้าคุณเอาแต่อยู่เฉยๆ รอให้อีกฝ่ายเข้าหา หรือรอโชคชะตาบอกเลยว่า โสดรับ Valentine แน่นอนครับ ในช่วงนี้ถ้าอยากมีคู่ต้องลุย ต้องกล้า อยากรู้จักก็ขอเบอร์ อยากเข้าใจเค้ามาขึ้นก็คุยกันแบบเปิดอกดูครับ น่าจะได้คนมาเคียงข้างผ่านความหนาวเหน็บจาก Valentine ไป

คนมีคู่ : สำหรับคนมีคู่ในช่วงนี้ก็ Happy ดีนะครับ มีความสุขกันดีระหว่างคู่ของคุณ เพียงแต่ว่า คุณอาจจะละเลยผู้หลักผู้ใหญ่ไปด้วยความที่ว่า ความสุขยังมีอยู่นั่นเลยทำให้ลืมคนสำคัญอาทิเช่นพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ไปเลย แนะนำว่าควรจะแบ่งปันความรักและความอบอุ่นให้พวกท่านด้วยนะครับ ขอให้มีความสุขในช่วง Valentine

การลงทุน :

การลงทุนช่วงนี้คุณยังกล้าๆกลัวๆอยู่ รู้สึกว่า ขอคิดและขอมองดูก่อน เรียกได้ว่า ยังไม่พร้อมสักทีเดียว ซึ่งในตอนนี้คุณพยายามศึกษาหาข้อมูลอย่างมากมาย เสียแต่ว่าคุณไม่กล้าลงมือทดลองหรือฝึกกับมันจริงๆเสียที ผมแนะนำว่า คุณควรที่จะทดลองลงทุนเล็กๆน้อยๆเพื่อเพิ่มความคุ้นเคยและความเข้าใจในตลาดจริงๆมากยิ่งขึ้น ยังไงภาคทฤษฎีก็คงสู้ภาคปฏิบัติไม่ได้หรอกครับ เรียนรู้จากการลงมือทำย่อมดีกว่าอ่านหนังสือเป็นไหนๆครับ

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น :

คำเตือนในช่วงนี้คือการใช้เงินแบบไม่ระวังจะทำให้เงินขาดมือได้ในช่วงนี้ ขอให้ระวังเป็นพิเศษนะครับผม

******************************************************************************

Taurus   (ราศีพฤษภ 15 พ.ค.- 14 มิ.ย.)

ชีวิตทั่วไป :

ช่วงนี้ก็มีความสุขดี มีมุมมองและเส้นทางที่อยากจะเดินไปอย่างฝัน เริ่มมองถึงเป้าหมายในอนาคต อยากจะเป็นแบบนี้ อยากจะเป็นแบบนั้น แล้วในช่วงนี้คุณก็เริ่มลงมือทำตามฝันของคุณมาบ้างแล้วล่ะ จุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่เกิดจากก้าวเล็กๆเสมอ

การงาน :

ในช่วงนี้ความคิดความหาอาจจะแล่นได้ไม่ค่อยดี ช่วงนี้จะคิดงานไม่ค่อยออกอีกทั้ง ยังมีภาระและงานต่างๆพัวพันมากมาย จนทำให้คุณไม่มีเวลามานั่งคิดงานดีๆได้เลย ช่วงนี้จะเหนื่อยและอึดอัดและลำบากใจในการทำงานเสียหน่อย แต่ขอให้ตั้งสติและใจเย็นๆแล้วจะผ่านไปได้ครับ

การเงิน :

การเงินอยู่ในช่วงเก็บหอมรอมริบ สร้างวินัยให้กับตัวเองว่า จะมีเงินเก็บเท่านั้นเท่านี้ แต่อยู่ที่ว่า ความมั่นคงและแน่วแน่ในวินัยของคุณมีมากแค่ไหน ยิ่งคุณแน่วแน่มากการเก็บเงินก็เป็นเรื่องไม่ยาก แต่ถ้าขาดความแน่วแน่การเงินคุณก็จะสั่นคอนแน่นอนครับ

ความรัก :

คนโสด : เป็นช่วงที่คุณมีเสน่ห์ มีคนสนใจในตัวคุณมากมายในช่วงนี้ หรือจะมีคนเข้ามาทำให้คุณกระชุ่มกระชวย ขอให้คัดและพิจารณาดีๆว่า เค้ามาดีหรือมาร้าย เพราะคนที่เข้ามาก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน

คนมีคู่ : ช่วงนี้อาจจะไม่ค่อยเข้าใจกันมากเท่าไหร่ เพราะมัวแต่ยึดติดกับอดีตต่างๆระหว่างกันมากเกินไป จึงทำให้ค่อนข้างไม่สวีทเท่าไหร่ ผมแนะนำว่าควรที่จะลืมและปล่อยวางอดีตไปเสียบ้าง ความรักมันอยู่ข้างหน้าไม่ใช่อยู่ในอดีต สร้างความสุขวันนี้อนาคตดีๆรออยู่ หมั่นเติมความหวานกันหน่อยนะครับ

การลงทุน :

ช่วงนี้เป็นช่วงที่เหมาะกับการลงทุน หลังจากที่คุณวิเคราะห์การวางเงินในจุดไหนแล้วทำเงินให้กับคุณบ้าง ด้วยความที่คุณศึกษาและมั่นใจเป็นอย่างดีในการลงทุนนั้นๆแล้ว จึงให้ผลตอบแทนที่ดี แต่ก็อย่าประมาทนะครับ การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น :

การยึดติดกับอดีตจะนำมาสู่ปัญหา การปล่อยวางคือทางออกของทุกสิ่ง

******************************************************************************

Gemini    (ราศีมิถุน 15 มิ.ย.- 15 ก.ค.)

ชีวิตทั่วไป :

ในช่วงที่ผ่านมามีเรื่องบางเรื่องที่อึดอัดใจแต่คุณก็ผ่านปัญหานั้นมาได้แล้ว ซึ่งก็ยังคงมีปัญหาหรือเรื่องบางเรื่องที่คุณยังคงแบกรับไว้อยู่ ขอให้ค่อยๆผ่อนค่อยๆวางลงมาทีล่ะนิดทีล่ะหน่อย แล้วปัญหาที่คุณแบกอยู่จะเบาลง เหนื่อยหน่อยนะครับช่วงนี้

การงาน :

การงานเป็นช่วงที่โปรเจคพรั่งพรูในสมองมาก แต่ขาดการลงมือทำเนี่ยสิ งานที่ทำเสร็จไปแล้วก็ดีอยู่นะ แต่ถ้าอยากจะสร้างงานใหม่เนี่ยก็คงลงมือทำมากกว่าที่คิด เพราะช่วงนี้จะคิดเยอะ แต่ไม่ลงมือทำ มันเลยจะไม่ได้งาน เพราะฉะนั้นทำซะแล้วงานจะออกมาครับ

การเงิน :

การเงินอยู่ในช่วงระวังตัว ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังเลยล่ะ เรียกว่าเริ่มตั้งรับ มองถึงรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พยายามที่จะตัดออกอย่างเป็นระบบมากขึ้น ช่วงนี้มีวินัยในเรื่องเงินเป็นพิเศษเพราะมีเป้าในการใช้เงินอยู่ ขอให้มีวินัยแล้วการเงินจะดีขึ้นครับ

ความรัก :

คนโสด : ช่วงนี้ยังคงอยากอยู่คนเดียวมากกว่ามีคู่แหะ อาจจะเป็นเพราะคนที่เข้ามาในช่วงนี้ยังไม่น่าสนใจมากพอ และก็ยังมีเรื่องที่คุณสนใจมากกว่าอยู่เลยทำให้มองเรื่องนี้น้อยไปเลยล่ะ

คนมีคู่ : เป็นช่วงที่โลดแล่นเพราะคุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่าในความรักที่มีอยูä

18/27 วินัยกับการลงทุน [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

คุณว่ามันเป็นเรื่องยากไหมที่เราจะเก็บเงินให้ได้ 1 แสนบาท ฟังดูแล้วมันเหมือนยากเลยนะ ตั้ง 1 แสนบาทเลย แต่ถ้าเกิดเรามีความฝันที่จะทำมันขึ้นมานะ ยังไงผมว่าเราก็สามารถทำได้ เวลาที่ผมจะทำอะไรหลายๆอย่างให้ประสบความสำเร็จผมจะเริ่มจาก “การฝัน” เป็นอันดับแรก แน่นอนว่าทุกคนฝันได้นะครับและความฝันนั้นไม่มีต้นทุนใดๆ แล้วคุณก็ตั้งเป้าเลยว่า จะเก็บเงินให้ได้เดือนละ 2,000 บาท ถ้าเป็นไปตามนี้ เราจะสามารถเก็บเล็กผสมน้อยจาก 2,000 4,000 6,000 บาทไปเรื่อยๆจนถึง 1 แสนบาทได้ภายในเวลา 50 เดือน ก็ตกประมาณ 4 ปีกับอีก 2 เดือน

สิ่งที่มันน่ากลัวก็คือคุณจะสร้างวินัยให้ตัวเองเก็บเดือนละ 2,000 ได้หรือเปล่าล่ะ?

ผมว่าตัวเลขที่ผมยกตัวอย่างมาไม่น่าจะเป็นเรื่องยากสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ 15,000 บาทขึ้นไปนะ เพียงแค่คุณหักเงินออกมาออมเดือนละ 2,000 และใช้จ่ายให้ได้ในงบประมาณ 13,000 บาทเท่านั้น แล้วก็ทำแบบนี้อย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ยังไงคุณก็ต้องเก็บได้ตามเป้าหมายอยู่แล้วล่ะ แต่สิ่งที่ทำให้คนเราไม่สามารถทำได้ก็คือ “การสร้างวินัย” หากเราไม่มีวินัยที่จะทำตามเป้าหมายหรือความฝันนะ ต่อให้คุณเงินเดือน 30,000 แล้วใช้หมดแถมเป็นหนี้ คุณก็ไม่สามารถเก็บเงินแสนได้เช่นกันนะ

บางคนก็ถามว่าจะมีหนทางที่จะสามารถสร้างเงิน 100,000 บาทด้วยเงินเพียง 2,000 บาทด้วยระยะเวลาที่เร็วขึ้นได้ไหม?

ผมมองว่าถ้าเราพูดถึงวินัยในการเก็บออมมันอาจจะดูพื้นฐานไปแล้ว อาจจะต้องมาตั้งเป้าในเรื่องของการสร้้างวินัยในการลงทุนกันเลยดีกว่า ปกติแล้วการลงทุนนั้นจะมีความเสี่ยงกว่าการฝากเงินเสมอ ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนในหุ้น หรือ กองทุนรวมหุ้น มันจะมีความผันผวนของราคาซื้อ ราคาขายอยู่เสมอ โดยราคามันจะเกี่ยวข้องกับอารมณ์การซื้อขายในระยะสั้นและปัจจัยของพื้นฐานของธุรกิจในระยะยาว การลงทุนในเรื่องอื่นๆก็เช่นกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตราสารหนี้ เราก็ต้องศึกษาเรื่องดอกเบี้ย เราอยากรู้เรื่องอสังหาเราก็ต้องศึกษาเรื่องตลาดที่ซื้อขายในอุตสาหกรรมนี้ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่เราควรจะต้องสร้างวินัยในอันดับแรกก่อนการลงทุนนั่นก็คือ “การสร้างวินัยในการศึกษาหาความรู้” และลำดับต่อมาก็คือ “การสร้างวินัยในการลงทุน”

การสร้างวินัยในการศึกษาหาความรู้ :

อย่างที่ผมบอกละครับว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ยิ่งเสี่ยงมาก ยิ่งได้รับผลตอบแทนมาก แต่อีกนัยหนึ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ ถ้าเรารู้และเข้าใจกับมันมาก ความเสี่ยงก็จะน้อยลงเช่นกัน หลายๆคนประสบความสำเร็จในการลงทุนได้เพราะเขาเพิ่มเวลาให้กับการทบทวนและศึกษาสิ่งที่เขาจะลงทุนว่ามันเป็นอย่างไร การลงทุนในหุ้นของบริษัทก็ต้องศึกษาดูว่า บริษัทนั้นเป็นอย่างไร หน้าตาของธุรกิจเป็นอย่างไร มีความได้เปรียบกับคู่แข่งแค่ไหน รวมถึงผลประกอบการเป็นอย่างไร หลายๆคนทำการบ้านเยอะมากครับเพื่อให้ตัวเองได้รู้จักสิ่งที่ตัวเองกำลังจะเอาเงินไปลงทุน แน่นอนครับพอเรารู้ว่าความเสี่ยงคืออะไร เราก็จะรู้ว่าเราควรจะตัดสินใจอย่างไรสถานการณ์ต่างๆ หากเราคิดแค่ว่าเอาเงินลงทุนไปเหอะ เดี๋ยวเราก็รวย อันนี้เป็นความคิดที่อันตรายมากๆ เงินทองของมีค่าที่เราลงทุนไปยังไงก็ควรจะต้องรักษาไว้ให้ดีนะครับ 

ผมขอยกตัวอย่างการสร้างวินัยการศึกษาหาความรู้ง่ายๆ เพื่อเป็นแนวทางดังนี้นะครับ
1.  รู้จักความเสี่ยงของเราและสิ่งที่จะลงทุนตลอดเวลา เรามีความเสี่ยงอะไรบ้าง และอะไรที่เราควรลงทุน
2. ศึกษาปัจจัยต่างๆของสิ่งที่เราจะลงทุน เช่น หุ้นก็ต้องศึกษาตัวบริษัท ตราสารหนี้ก็ต้องเข้าใจเรื่องผู้ออกตราสาร กองทุนรวมก็ต้องศึกษานโยบาย
3. เราควรติดตามตรวจสอบสิ่งที่เราได้ลงทุนไปอย่างสม่ำเสมอว่ามีผลลัพธ์ที่ดีหรือไม่และตัดสินใจเพิ่ม-ลด-เปลี่ยนแปลงการลงทุน

การสร้างวินัยในการลงทุน :

หลายๆคนออมเงินเป็นนะครับแต่พอให้เปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุนนั้นก็จะเกิดประเด็นว่ากลัวเรื่องการขาดทุน ใช่ครับเวลาเราลงทุนมันเกิดการขาดทุนได้และเกิดกำไรได้ ซึ่งมันต่างจากการฝากเงินมากเพราะเรามีเงินฝากไว้ในธนาคารเท่าไหร่เงินที่เราจะถอนออกมาได้ก็คือเต็มจำนวนนั้นๆ พอเป็นอย่างงี้มันก็ทำให้นักลงทุนหน้าใหม่กล้าๆกลัวๆ พอลงทุนไปในกองทุนรวมหรือลงทุนในหุ้นปุ๊ปแล้วมีการแสดงผลการขาดทุนตั้งแต่วันแรก ก็ใจสั่น อยากขายออกมาเพื่อจำกัดการขาดทุน ไม่ให้มันขาดทุนไปมากกว่านี้ สุดท้ายก็ไม่ได้ลงทุนกันเลยเพราะกลัว

แต่ก็มีหลายๆคนที่ลองศึกษาเพิ่มเติมความรู้เพื่อจะได้ลงทุนได้อย่างประสบความสำเร็จ แต่การลงทุนมันก็มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนระยะยาว การเก็งกำไร ซึ่งไม่ว่าเราจะใช้วิธีไหนก็ต้องมีวินัยในการลงทุนวิธีนั้นๆนะครับ ผมขอยกตัวอย่างของการเปลี่ยนเงินออมมาเป็นการออมหุ้นหรือออมกองทุนรวมที่มีการเติบโต วิธีนี้สามารถทำได้ง่ายๆคือการเอาเงินเข้าไปลงทุนเดือนละจำนวนเท่าๆกันเช่น 2,000 บาท เพื่อซื้อหุ้นพื้นฐานดีหรือกองทุนรวมที่มีการเติบโตและให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอโดยไม่สนใจราคาหุ้นและหน่วยลงทุน สร้างวินัยการลงทุนในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆไปจนถึงเป้าหมายคือเงิน 100,000 บาท สิ่งที่ทำให้คนไม่ประสบความสำเร็จก็มีอยู่หลายอย่างนะครับ เช่น ไม่มีวินัยในการลงทุน ออมบ้าง ไม่ออมบ้าง เห็นราคาหุ้นตกไม่กล้าซื้อ เห็นราคาหุ้นขึ้นรีบขาย พอวินั&

41 เรื่องที่ผมเรียนรู้ในช่วงอายุ 25-35 ปี

วันนี้ขอสรุปข้อคิดสั้นๆที่เคยโพสลงเพจ @TAXBugnoms มาให้ฟังกันอีกครั้งที่นี่ครับ เรื่องราวพวกนี้เป็นเรื่องราวที่ผมได้เรียนรู้ระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมา คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ให้กับใครหลายๆคนบ้างนะครับ เลยเป็นที่มาของ 41 เรื่องที่ผมเรียนรู้ในช่วงอายุ 25-35 ปี ดังนี้คร้าบบ

1. บางครั้ง.. สิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต คือ การยอมรับความจริง
2. งานที่รักไม่มีจริง มีแต่งานที่หนักที่เรายินดีทำมันจนตาย
3. รู้จักรับฟังคนอื่นบ้าง อย่าคิดว่าตัวเองเก่งทีสุด
4. หัด “แบ่งปัน” ให้คนอื่นเมื่อตัวเอง “มี” อย่าแบ่งเพราะ “อยากมี”
5. อย่าไปคาดหวังให้ใครรักเรา เพราะบางครั้งเรายังไม่รักตัวเอง
6. ความรู้เลียนแบบได้ แต่ความคิดสร้างสรรค์เลียนแบบไม่ได้
7. เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่แย่กว่าซักที
8. ถ้าจะให้ดีเลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ดีกว่าด้วย
9. เพราะ.. คนที่เราควรจะแข่งขันด้วยที่สุด คือ ตัวเราในเมื่อวานนี้
10. อย่าเอาความดีของเราไปตัดสินความชั่วคนอื่น
11. อ่านหนังสือดีกว่าดูทีวี
12. อย่าไปตัดสินใคร ถ้าไม่ชอบให้ใครตัดสินคุณ
13. ใครๆ ก็ชอบเรื่องง่ายๆสั้นๆ แต่เรื่องบางเรื่องต้องใช้เวลานาน
14. จงพาตัวเองไปสังคมใหม่ๆ แต่ไม่หลงใหลมัน
15. รู้จักเพื่อนใหม่ให้มาก แต่อย่าสะบัดบ็อบจากเพื่อนเก่า
16. ไอเดียที่ดี มักจะมาจากคนมากกว่า 1 คน
17. การโดนลอกผลงาน ถ้ามองอีกด้านคือความภูมิใจ
18. คนที่พูดคำว่า “รวยไปก็ไม่มีความสุข “ มักจะเป็นคนจนที่ไม่มีความสุข
19. ที่สำคัญ.. อย่าไปยุ่งเรื่องเงินของคนอื่น สนใจเงินในกระเป๋าเราก่อน
20. อย่าไปตอบเรื่องที่คนอื่นไม่ได้ถามเรา
21. อย่าไปถามคนอื่นซะทุกเรื่อง หัดหาคำตอบเองบ้าง
22. ถ้ามีเงิน จงหาความรู้ แต่ถ้ามีความรู้ จงใช้มันหาเงิน
23. ใช้ตาและหูให้มากขึ้น แต่ใช้ปากให้น้อยลง
24. อย่าไปสนใจความสำเร็จ จงสนใจวิธีที่ทำให้ประสบความสำเร็จ
25. อย่าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากคนอื่นตลอดเวลา หัดกระดากใจซะบ้าง
26. แต่อย่ากระดากใจที่จะช่วยเหลือคนอื่น ถ้าคุณสามารถทำได้
27. การบริหารเวลาที่ดีที่สุดคือหุบปากหยุดพร่ำเพร้อแลัวทำๆมันไปซะ
28. เรามักรู้ว่าอะไรดีกับชีวิต แต่มันผิดตรงที่เราทำมันไม่เคยได้
29. ความสำเร็จในอดีตไม่ได้การันตีความสำเร็จในอนาคต
30. คนที่ภูมิใจในเรื่องอดีต อาจจะแปลว่าตอนนี้เค้าไม่มีเรืองให้เค้าภูมิใจ
31. ไม่มีคนที่ทำถูกเสมอ มีแต่คนที่ทำผิดแล้วไม่ยอมรับ
32. ถ้าอยากรู้ว่าใครเป็นคนแบบไหน ให้ดูวิธีที่เค้าปฏิบัติกับคนที่เค้าเกลียด
33. คุณภาพของงานเป็นเรื่องสำคัญ แต่คนส่วนใหญ่มักตัดสินที่ปริมาณ
34. อย่าคลั่งการเมืองมากนัก เพราะทัศนคติของเราเปลี่ยนได้ตลอดแหละ
35. พยายามเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านหนึ่ง แต่รอบรู้ในทุกด้าน
36. เรื่องที่ดีที่สุดที่ควรปฏิบัติกับคนรัก คือเลิกทำให้เขาลำบากใจที่ต้องรักคุณ
37. ทุกครั้งที่เกิดการโต้เถียง ลองตั้งคำถามใหม่ว่า เราทำอะไรผิดบ้าง
38. โอกาสที่ดีจะเพิ่มขึ้นตามความสามารถที่เรามี
39. ถ้าอยากเปลี่ยนแปลง อย่าทำตัวเหมือนเดิม
40. IDOL ของคุณไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีในทุกๆด้านได้หรอก
41. แชร์ข้อคิดดีๆที่คุณชอบให้คนอื่นบ้าง อย่าเก็บมันไว้คนเดียว ^^

ตอนที่ 2 ทำความรู้จัก EMA [ซีรี่ย์การลงทุน 3 ตัวช่วย รวยด้วยหุ้นเทคนิค]

ในบทความตอนที่แล้ว ผมได้แนะนำให้รู้จักกันว่า Indicators คืออะไร และมีวิธีการแสดงข้อมูล Indicators ด้วยกราฟแบบไหนบ้าง พร้อมทั้งอธิบายประโยชน์ของการวิเคราะห์ Indicators ว่าให้ข้อมูลอะไรกับเราบ้าง

ในตอนที่ 2 ของซีรี่ย์นี้ผมจะมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับสุดยอด Indicators ตัวแรก นั่นก็คือ  เส้น Moving Average (MA) หรือภาษาไทยเรียกว่า เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ซึ่งเป็น Indicators ที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายที่สุดและถูกนำไปใช้งานเพื่อช่วยตัดสินใจซื้อขายหุ้นอย่างแพร่หลาย ผมมั่นใจสุดๆ ครับว่าไม่มีใครที่วิเคราะห์ทางเทคนิคนิคเพื่อตัดสินใจซื้อหุ้นโดยที่ไม่ใช้งานเส้น Moving Average เพื่อเป็น Indicators ช่วยประกอบการตัดสินใจ เพราะการใช้งานง่ายและประสิทธิภาพของ Moving Average โดยส่วนตัวผมจึงยกให้ Moving Average เป็นสุดยอด Indicators ในดวงใจลำดับที่ 1 ที่จะต้องมีไว้อยู่ในกราฟเวลาวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคตลอดเวลา

ในโปรแกรมวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นทุกโปรแกรมจะมี Moving Average ให้เลือกใช้งานมากมายหลากหลายประเภท ยกตัวอย่างประเภท Moving Average ที่พบเห็นบ่อยๆ เช่น Simple Moving Average (SMA), Weighted Moving Average (WMA),และ Exponential Moving Average (EMA) เป็นต้น แต่ตลอดบทความนี้ผมจะเจาะลึกและนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ EMA (Exponential Moving Average) เป็นหลัก เพราะว่า EMA เป็นประเภทที่มีคนใช้งานมากที่สุดและได้รับความนิยมสูงที่สุด ในขั้นแรกผมจะให้เรารู้จักกับ Moving Average กันก่อนครับว่ามันคืออะไร มีวิธีการคำนวณอย่างไร และมีการแสดงผลเพื่อนำมาวิเคราะห์ทางเทคนิคด้วยวิธีไหน

ทำความรู้จักกับ Moving Average

Moving Average (MA) หรือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เป็นการคำนวณค่าเฉลี่ย (Average) ของราคาหุ้น โดยใช้ข้อมูลของราคาหุ้นย้อนหลังตามที่ระยะเวลาที่เรากำหนด เช่น ถ้าเราสนใจค่าของ Moving Average ระยะเวลาย้อนหลัง 5 วัน เราจะใช้ราคาหุ้น 5 วันย้อนหลังนับจากวันปัจจุบัน มาคำนวณด้วยสูตรของค่าเฉลี่ยประเภทที่เราสนใจ หรือถ้าเราสนใจ Moving Average ระยะเวลาย้อนหลัง 10 วัน ก็หมายความว่าเราจะใช้ราคาหุ้น 10 วันย้อนหลังนับจากวันปัจจุบัน มาคำนวณด้วยสูตรค่าเฉลี่ยที่เราสนใจ ซึ่งข้อมูลราคาหุ้นที่นิยมนำมาใช้คำนวณค่า Moving Average คือ ราคาปิดของหุ้นของช่วงระยะเวลาที่เราสนใจ

แต่เนื่องจากค่าเฉลี่ยเพียงค่าเดียวไม่สามารถให้ข้อมูลที่เพียงพอกับการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค ดังนั้นวิธีการแสดงผลของ Moving Average จึงคำนวณค่าเฉลี่ยออกมาจำนนวนหลายๆ ค่า โดยจะคำนวณค่าเฉลี่ยของราคาหุ้นย้อนหลังค่าใหม่ เมื่อมีข้อมูลของราคาตัวใหม่เพิ่มขึ้นมา และวาดกราฟเของ Moving Average ออกมาเป็นกราฟเส้นที่มีการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า(Moving) โดยการเรียงข้อมูลค่าเฉลี่ยที่คำนวณได้ต่อเนื่องกัน และวาดควบคู่กันไปกับกราฟของราคา จึงเป็นที่มาของคำว่า “Moving Average”

ตัวอย่าง ข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณค่า Moving Average (MA) ระยะเวลาย้อนหลัง 5 วัน
วันที่ราคาปิดของวันข้อมูลที่ใช้คำนวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะเวลา 5 วัน
1C1
2C2
3C3
4C4
5C5C1,C2,C3,C4,C5   MA ของ วันที่ 5 คำนวณจากข้อมูลราคาปิดของหุ้นในวันที่ 1-5
6C6C2,C3,C4, C5,C6  MA ของ วันที่ 6 คำนวณจากข้อมูลราคาปิดของหุ้นในวันที่ 2-6
7C7C3,C4, C5,C6,C7  MA ของ วันที่ 7 คำนวณจากข้อมูลราคาปิดของหุ้นในวันที่ 3-7
8C8C4, C5,C6,C7,C8  MA ของ วันที่ 8 คำนวณจากข้อมูลราคาปิดของหุ้นในวันที่ 4-8

หมายเหตุ : ในบทความนี้ผมจะไม่อธิบายสูตรและวิธีการคำนวณ SMA, WMA, EMA แต่ ประเด็นหลักของความแตกต่างของ MA ทั้ง 3 ประเภทคือ สูตรคำนวณของ SMA EMA และ EMA จะให้น้ำหนักของข้อมูลแต่ละตัวที่นำมาคำนวณค่าเฉลี่ยที่ไม่เหมือนกัน หากใครสนใจศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับสูตรและวิธีกการคำนวณ SMA, WMA, และ EMA ผมแนะนำให้ลองอ่านตาม Link นี้ครับ

http://www.tradestation.com/education/labs/analysis-concepts/a-comparative-study-of-moving-averages

รูปตัวอย่างแสดงกราฟเส้น EMA คำนวณจากระยะเวลาเวลาย้อนหลัง 25 วัน โดยคำนวณค่าเฉลี่ยด้วยสูตรของ EMA ออกมาหลายๆ ค่ามาเรียงกันอย่างต่อเนื่อง และวาดเป็นกราฟเส้นควบคู่กับกราฟแท่งเทียนของราคาหุ้น

ลักษณะสำคัญของเส้น Moving Average

เมื่อเราคำนวณค่าเฉลี่ยของราคาหุ้นออกมาหลายๆ ค่า หลังจากนั้นเอาค่าเฉลี่ยเหล่านั้นมาเรียงต่อกันและวาดออกมาเป็นกราฟเส้น Moving Average (MA) หรือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ควบคู่กับกราฟของราคาหุ้น จะมีลักษณะสำคัญของเส้น MA ที่เป็นข้อสังเกตที่ควรรู้ คือ

1) เวลาที่วาดเส้น MA ควบคู่กันไปกับกราฟของราคาหุ้น จะเห็นได้ว่ากราฟของเส้น MA จะดูเรียบง่าย (Smooth) กว่ากราฟของราคาหุ้นที่มีลักษณะผันผวน ยึกยัก ขึ้นลง มากกว่า การวาดกราฟเส้นของ MA เลยเปรียบเหมือนกับการจำลองกราฟการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นโดยตัดความผันผวนของราคาออกไปบางส่วน ทำให้มองเห็นการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นในรูปแบบที่ง่ายขึ้น

2) เวลาที่เส้น MA ถูกวาดควบคู่กันไปกับกราฟของราคาหุ้น กราฟเส้นของ MA จะเคลื่อนที่ติดตามกราฟการเคลื่อนที่ของราคาหุ้น และมีทิศทางเดียวกันกับทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น แต่จะเคลื่อนที่ขึ้นหรือลงช้ากว่ากราฟของราคา จากคุณสมบัติข้อนี้ของเส้น MA จึงทำให้นักเทคนิคใช้เส้น MA เพื่อระบุว่าทิศทางแนวโน้มการเคลื่อนที่ของราคาหุ้น ณ ปัจจุบันอยู่ในทิศทางขาขึ้นหรือขาลง ทำให้เส้น MA ถูกเรียกว่าเป็น Indicators ประเภท Trend Following Indicator (คอยติดตามแนวโน้มการเคลื่อนที่ของราคาหุ้น)

ขอคืนภาษีเครดิตภาษีเงินปันผลภายใน 3 วินาที!! สำหรับยื่นภาษีปี 2559 !!

สำหรับคนที่มีรายได้จากการลงทุนในหุ้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่หนีไม่พ้น คือเรื่องของการขอคืนเครดิตภาษีเงินปันผลนั่นเองครับ แต่จะให้กรอกข้อมูลด้วยตัวเองบางครั้งก็เห็นทีจะไม่ไหว แหม่… ก็คนมันมีรายได้เงินปันผลเยอะแยะใช่ไหมล่ะคร้าบบบ (อิอิ)

วันนี้ @TAXBugnoms เลยจะมาแนะนำตัวช่วยในการจัดการเครดิตภาษีเงินปันผลแบบง่ายๆ ชนิดที่ว่าจัดการได้โดยคลิํกเดียว เพียงแค่เข้าไปที่ Investor Portal แล้วล็อกอินเข้าสู่ระบบ Investor Portal ตรงด้านซ้ายมือ (ถ้าใครยังไม่มี Username และ Password) ผมแนะนำให้สมัครใช้งานก่อนนะครับ

สำหรับขั้นตอนและรูปประกอบในครั้งนี้ สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีปี 2558 ที่ต้องยื่นผ่านอินเตอร์เน็ตภายในวันที่ 8 เมษายน 2559 นั้น ผมได้นำข้อมูลรูปภาพจากทางเวปไซด์กรมสรรพากร ซึ่งจัดทำโดยสำนักการบริหารการเสียภาษีอิเล็กทรอนิคส์ โดยอ้างอิงแหล่งที่มาฉบับเต็มจาก ที่นี่ ครับ

ลำดับแรก เราต้องเริ่มเข้าสู่ระบบกันก่อนครับ เพื่อใช้งานระบบ Investor Portal ที่จัดเก็บข้อมูลเงินปันผลลับเฉพาะของเราไว้ ผ่าน Username และ Password ที่เราได้รับเมื่อตอนสมัครครับ

เมื่อเข้าสู่ระบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราสามารถตรวจสอบข้อมูลเงินปันผลและการลงทุนต่างๆได้มากมาย แต่ให้เราเข้ามาที่เมนู ดาวน์โหลดข้อมูล เพื่อการยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ตเสียก่อน โดยคลิ๊กเลือกตรงหัวข้อ พิมพ์รายงาน และเลือกตรงคำว่า ดาว์นโหลดข้อมูลภาษี สำหรับการยื่นแบบฯ ผ่านอินเตอร์เน็ต สำหรับมาตรา 40 (4)(ข) ครับ

หลังจากนั้นคลิกตรงสัญญลักษณ์กรมสรรพากร เพื่อดาวน์โหลดไฟล์ที่มีนามสกุล “.enc” ที่มีชื่อไฟล์เป็นเลขที่บัตรประชาชนของเรา (xxx_2014.enc) มา 1 ไฟล์ เพื่อนำเจ้าไฟล์นี้ในการยื่นแบบแสดงรายการผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลครับ และหลังจากนั้นสำหรับตอนที่ยื่นเงินได้ที่กรมสรรพากร ให้ดำเนินขั้นตอนตามนี้เลยครับผม

หลังจากที่ Upload ข้อมูลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้ตรวจสอบให้ดีก็คือ ข้อมูลเงินได้จากเงินปันผลทั้งหมดนั้น เราได้กรอกไว้ครบถ้วนหรือยังครับ เพราะการยื่นเพื่อใช้สิทธิเครดิตเงินปันผลนั้น เราต้องนำรายได้ส่วนนี้ทั้งหมดมายื่นรวมกัน เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนั้นถ้าหากข้อมูลที่เรามียังไม่ครบ หน้าที่ของเราคือกรอกมันเพิ่มเข้าไปครับ

โดยตรงนี้เน้นอีกทีนะครับว่า ต้องนำเงินปันผลที่ได้รับจากทั้งบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มารวมยื่นทั้งหมด เพื่อความถูกต้องและลดปัญหาในการตรวจสอบขอพี่ๆสรรพากรอีกด้วยครับ

หมายเหตุ : ขอบคุณข้อมูลจากเวปไซด์กรมสรรพากร หากใครสนใจเพิ่มเติมสามารถดาว์นโหลดเอกสารได้จาก บริการ Download ข้อมูลภาษีจากศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD)เพื่อ Upload ข้อมูลเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ข) สำหรับยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ผ่านอินเทอร์เน็ต เลยครับ

เรื่องนี้!! ยังไม่จบ … เพราะเราต้องวางแผนภาษีต่อ

นั่นคือ.. ขั้นตอนทั้งหมดสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อขอคืนเงินปันผลแบบสั้นๆง่ายๆ ภายใน 3 วินาทีครับ แฮร่!! แต่ปัญหายังไม่จบเพียงแค่นั้นครับ เพราะหลายๆครั้งเลยมีคนมักจะสงสัยว่า “เราควรนำเงินปันผลที่ได้รับนั้นมารวมคำนวณภาษีหรือไม่” เนื่องจากได้รับสิทธิพิเศษให้สามารถเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายแบบ Final TAX เจ็บแต่จบที่ 10% ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

สำหรับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้ ผมขออนุญาตแนะนำเพิ่มเติมครับว่า ระหว่างที่ดาวน์โหลด File Enc เพื่อนำมาคำนวณภาษีเครดิตเงินปันผลนั้น ให้ดาวน์โหลด File Excel ทางด้านขวา ที่เขียนว่าสำหรับตรวจสอบข้อมูล มาด้วยครับ และให้ใช้ File Excel ที่ว่านี้ไปตรวจสอบเปรียบเทียบข้อมูลก่อนยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเราที่ ITAX.in.th โดยกรอกข้อมูลรายได้ทั้งหมดของเราเข้าไป และ Upload File Excel ที่ว่านี้เข้าไปตอนกรอกรายได้จากเงินปันผลตามมาตรา 40(4) ในระบบของทาง ITAX อีกทีหนึ่งครับ

ข้อสังเกตที่ ITAX จะช่วยเราได้มากกว่าพี่สรรพากรเล็กน้อย คือ การมีช่อง “เลือกไม่คำนวณภาษี” ให้เราใช้งานได้ ในกรณีที่เรากรอกเข้าไปแล้ว ผลปรากฎว่าต้องเสียภาษีมากขึ้น หรือได้คืนภาษีน้อยลง เราก็แค่มาเลือกตรงจุดนี้ตอนคำนวณภาษี และเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านอินเตอร์เน็ตที่เวปไซด์กรมสรรพากรจริงๆ เราก็ไม่ต้องนำเงินปันผลนี้ไปคำนวณ แค่นั้น จบครับ!!

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ข้อมูลเครดิตเงินปันผลทั้งหมดของเราจะปรากฎของมาอย่างเรียบร้อยทั้งรายได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และเครดิต โดยไม่ต้องมือหงิกมืองอกรอกอะไรอีกต่อไป เรียกได้ว่าสรุปรายได้และข้อมูลเครดิตภาษีเงินปันผลและภาษีหัก ณ ที่จ่ายมาให้เสร็จสรรพ แถมไม่มีการคำนวณผิดพลาดอีกด้วย!!

สุดท้ายนี้ บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องมาตรวจสอบด้วย เอาไปยื่นให้จบๆ ไปเลยไม่ได้หรอ ผมขอบอกว่าได้เหมือนกันครับ แต่การตรวจสอบข้อมูลและเช็คให้เรียบร้อยก่อนยื่นแบบแสดงรายการนั้น เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญมากๆในการขอคืนและยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเราทุกคนครับ เพราะเงินภาษีที่เสียมากขึ้นนั้น มันมักจะมาจากข้อผิดพลาดที่เราไม่ระวังเล็กๆน้อยนี่แหละคร้าบบบ 

5 เรื่องที่คนทำงาน “บริการ” ไม่ควรทำกับ “ลูกค้า”

จากที่ผมเคยเขียน เรื่อง 9 ข้อคิดชีวิตที่ผมได้เรียนรู้ผ่านการทำงานหนัก และ 7 โอกาสดีๆที่คุณไม่ควรทำผิดพลาดในชีวิต ในภาษาที่สุภาพงดหยาบคายสไตล์พี่เกรย์แมน ผลตอบรับที่ได้ทำให้ผมมีความคิดว่า จะเขียนบทความแบบนี้เป็นประจำทุกเดือนเพื่อแสดงแง่คิดที่มีต่อสังคมอันวิปริตผิดมนุษย์ที่เราอยู่กันนี่แหละสัสดวกส์ อุ้ย.. ลืมตัว

คลิกเพื่ออ่านบทความเพิ่มเติม…

9 ข้อคิดชีวิตที่ผมได้เรียนรู้ผ่านการทำงานหนัก
7 โอกาสดีๆที่คุณไม่ควรทำผิดพลาดในชีวิต

ในเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้ เป็นช่วงที่ผมกลับมาทำงานบริการและรับจ้างเต็มตัวอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นจึงมีเรื่องที่อยากจะแลกเปลี่ยนมุมมองของคนทำงานบริการที่มีมุมมองต่อลูกค้าในอีกแง่มุมหนึ่งให้อ่านกันครับ

ครับ.. ผมรู้ดีว่า หลายๆคนเชื่อถือปรัชญาที่พูดกรอกหูกันมาด้วยคำแสนจะไพเราะว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” แต่ในใจกลับคิดว่า “กรุไม่ใช่ขี้ข้าของพระเจ้า” ซึ่งปรัชญานี้มันคือความจริง “เพียงส่วนหนึ่ง” เท่านั้น เพราะผมกำลังจะตีแผ่ “ความรู้สึก” ผ่าน “ความจริง” อีกด้านหนึ่งของตัวผมเองให้พวกคุณได้พิจารณากัน

อันที่จริงแล้ว… งานบริการถือเป็นงานที่มีคุณค่ามาก เพราะมีทั้งศาสตร์ในการทำงานเฉพาะทาง (Professional Skill) ร่วมกับศิลปะในการบริหารจัดการ (Management Skill) และก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมคนบริการทั้งหลายมักจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในอนาคต  เพราะพวกเขามองโลกในมุมที่แตกต่างออกไปนอกเหนือจากการทำงานแบบกล้ำกลืนขมขื่นฝืนความตรากตรำ และมุมมองเหล่านั้นคือที่มาของบทความ 5 เรื่องที่คนทำงาน “บริการ” ไม่ควรทำกับ “ลูกค้า” ที่ผมอยากแชร์ให้พวกคุณฟัง

1.เลิกความคิดที่ว่า “ลูกค้าต้องรู้”

คนทำงานบริการอย่างเราๆ มักเข้าใจว่า “พระเจ้า” ต้องรู้ทุกอย่าง ถึงขึ้นหลายคนอาจจะสั่นคลอนโสตประสาทเลยว่า เฮ้ย!! ถ้ารู้ทุกเรื่องแบบนี้ ทำไมไม่บอกมาตรงๆเลยล่ะว่าอยากได้อะไร ให้แก้นู่นนั่นนี่อยู่ได้ พอทำแบบนี้ก็ไม่โดน แบบนู้นก็ไม่ใช่ มีแต่คำบ่นด่าต่อว่ากับความไม่โดนใจในงานที่เราทำ รู้ไหมว่าการแก้งานแบบนั้นมันเหนื่อยนะโว้ยย!

แต่มีเพียงคำถามเดียวที่คุณควรย้อนกลับไปถามตัวเอง นั่นคือ… ไม่มีลูกค้าคนไหนรู้ความต้องการของตัวเอง คนบริการต่างหากที่มีหน้าที่เสนอสิ่งที่ลูกค้า “น่าจะ” ต้องการให้ดีที่สุดแก่ “พระเจ้า”

…เพราะถ้าลูกค้ารู้ดีขนาดนั้น เค้าไม่มีวันมาจ้างคุณทำงานให้หรอกครับ!!

2. หยุดนินทาลูกค้า “ลับหลัง”

หยุดนินทาพล่อยๆเสียทีเพราะเราไม่รู้หรอกว่า ลูกค้าคนที่เราพูดถึงนั้นจะมีใครรูัจัก หรือรู้จักใครบ้าง โดยเฉพาะงานบริการทีต้องการความเป็นมืออาชีพมากๆ ยิ่งไม่สมควรที่จะเอ่ยปากพูดถึงลูกค้าในที่สาธารณะเสียด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้คุณดูตลกและไร้ศักดิ์ศรี หรือจะมองแบบสุดโต่งเลยว่า ถ้าลูกค้าไม่ดีขนาดนั้น แต่คุณยังทำงานให้ นั่นแปลว่า คุณกำลังพ่ายแพ้แก่อำนาจเงิน..อยู่หรือเปล่า

ทันทีที่คุณตกลงรับงานกับทางลูกค้า ไม่ว่าจะแย่หรือลำบากแค่ไหน สิ่งเดียวที่ “มืออาชีพ” อย่างคุณทำได้ นั่นคือ “ทำงานนั้นให้เสร็จ” แล้วเลิกทำงานนั้นกับลูกค้าที่คุณไม่ต้องการ อย่าเอาแต่ก่นด่าว่าลูกค้าลับหลังแล้วก็ประจบสอพลอต่อหน้าไปวันๆ

เพราะยิ่งคุณด่าลูกค้าด้วยคำหยาบคายลับหลัง
แต่ต่อหน้ากลับทำเนียนสุภาพเหมือนคนรักกันมานมนาน

ผมถามตรงๆนะ…
ไม่ละอายบ้างหรอครับ ทำตัวแบบนี้?

3. หยุดมองว่างานอื่น “ไม่ใช่หน้าที่” ของเรา

อย่างที่บอกไปแล้วว่า งานบริการไม่ใช่งานที่มีแค่หน้าที่เพียงอย่างเดียว เพราะมันมีเรื่องของศิลปะในการจัดการบริหารจัดการด้วย และการบริหารงานที่ดี (?) ส่วนใหญ่ มักจะมีเรื่องให้คุณต้องทำงานมากกว่าหน้าที่ที่รับผิดชอบเพียงอย่างเดียว จนวันหนึ่งคุณอาจจะถามตัวเองว่า “กรูทำหน้าที่อะไรอยู่วะ” ซึ่งเป็นคำถามที่ใครหลายๆคนชอบถามตัวเองอยู่เสมอเวลาเจองานหนัก

แต่… ผมจะบอกให้ว่า ไม่สำคัญเลยว่าคุณจะมีหน้าที่อะไร แต่มันสำคัญคือความหมายในงานที่คุณทำ (โดยเฉพาะงานบริการ) และมันทำให้งานของคุณนั้นมีคุณค่า (Meaning & Value) ดังนั้น.. คุณควรถามตัวเองว่า สิ่งที่คุณทำนั้นมันมีความหมายกับใครและมันสร้างคุณค่าให้คุณได้อย่างไร แต่อย่าถามว่าทำไมตัวเองต้องทำงานหลายหน้าที่

เพราะคำถามนี้มีคำตอบอยู่ 2 อย่าง
คือ คุณเป็นคนสามารถที่ใครๆก็ไว้ใจ
หรือไม่ก็.. คุณบริหารจัดการงานอะไรไม่เป็นเลย

4. หยุดเอาชนะลูกค้าด้วยการ “โต้เถียง”

สิ่งเดียวที่คุณควรทำเพื่อเอาชนะลูกค้า คือ ทำงานชิ้นนั้นให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของพวกเขา ไม่ใช่คอยโต้เถียงว่าไอเดียของเราล้ำเลิศประเสริฐศรีมณีเจ็ดแสง เพราะคนที่ตัดสินใจ “เอา” หรือ “ไม่เอา” ก็คือพวกเขานั่นแหละ

ยิ่งคุณโต้เถียงมากขึ้นเท่าไร
ยิ่งมีแต่ความไม่พอใจระหว่างคนสองคนที่เพิ่มขึ้น

คำถามคือ ชนะด้วยปากแต่งานไม่ผ่าน
คุณจะเอาแบบนั้นไหมล่ะ?

5. อย่าถือมั่นในศักดิ์ศรีของ “อาชีพ”

ความจริงข้อสุดท้ายก็คือ ลูกค้าที่มาจ้างงาน “บริการ” จากคุณนั้นมีทั้งลูกค้าที่ดีเลิศประเสริฐ ลูกค้าที่ลำเลิกบุญคุณ ลูกค้าที่ตัวคุณไม่คิดว่าจะเจอบนโลกนี้ ผมเชื่อครับว่า คุณเจองานหนักและทรมานกับมันจนอยากหาลูกค้าใหม่ แต่ทว่าเราคงไปเปลี่ยนแปลงลูกค้าให้เป็นอย่างที่เราคิดไม่ได้หรอกครับ มันมีอยู่อย่างเดียวที่เราเปลี่ยนแปลงได้แน่ๆต่อลูกค้า นั่นคือ “ความคิดของเรา” 

อาชีพบางอาชีพ มีเรื่องของศักดิ์ศรีในวิชาชีพ จนบางครั้งลืมไปว่าเรากำลังทำหน้าที่ “บริการ” คนที่มีชื่อเรียกว่า “ลูกค้า”  และทีสำคัญเค้าเอาเงินมาจ่ายให้เราด้วยน่ะสิ!! ดังนั้นอย่ามองว่าคน

3 ตัวช่วย รวยด้วยหุ้นเทคนิค ตอนที่ 7 “วิธีใช้งาน MACD ที่ถูกต้อง”

เฮ่นโล้ววววว !!! ตอนสุดท้ายของ Indicators จุดแจ่ม MACD มาแล้วครับ กับตอนที่ 7 ของซีรี่ย์ 3 ตัวช่วยรวยด้วยหุ้นเทคนิค ตอน “วิธีใช้งาน MACD ที่ถูกต้อง” สำหรับเนื้อหาในตอนนี้ หลังจากที่ทุกคนอ่านจบแล้ว แดดดี้หวังว่าทุกคนจะได้แนวทางการเอา MACD ไปใช้งานได้อย่างถูกต้องกันครับ

ในตอนที่ 6 ผมได้แนะนำให้รู้จักกับสัญญาณที่น่าสนใจจาก MACD ทั้ง 3 ประเภท ได้แก่

  1.       MACD ตัด Center Line
  2.       MACD ตัด Signal Line
  3.       Divergence

รูปตัวอย่างแสดงสัญญาณจาก MACD ทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ 1) MACD ตัด Center Line 2) MACD ตัด Signal Line และ Divergence

และในตอนที่แล้วผมยังได้ยกตัวอย่างวิธีการใช้งาน MACD ที่ไม่ถูกต้อง ที่ใช้การโดยวิเคราะห์แค่ MACD เพียงอย่างเดียว แล้วตัดสินใจลงมือซื้อหรือขายหุ้นทันที เมื่อมีสัญญาณของ MACD อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น โดยไม่ได้สนใจวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นเลย ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้ซื้อขายแล้วไม่ได้กำไรในระยะยาว

ข้อสังเกตเพิ่มเติมของสัญญาณจาก MACD

ก่อนที่จะเริ่มแนะนำวิธีใช้งาน MACD ที่ถูกต้องผมอยากจะให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญญาณจาก MACD ทั้ง 3ประเภท ดังนี้ คือ

  1. สัญญาณ MACD ตัดกับ Signal Line เป็นสัญญาณที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแรงส่งของราคาหุ้น (Momentum) เป็นสัญญาณระยะสั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าราคาจะมีการกลับทิศทาง โดยที่การกลับทิศทางของราคาอาจจะเป็นแค่การกลับทิศทางระยะเวลาสั้นๆ หรืออาจจะเป็นการกลับทิศทางของราคาหุ้นที่เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับทิศทางของราคาครั้งใหญ่จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางของแนวโน้มราคาหุ้นก็ได้
  2. สัญญาณ MACD ตัดเส้น Center Line เป็นสัญญาณให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น (Trend) ถือว่าเป็นสัญญาณระยะกลาง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นที่กินระยะเวลายาวนานกว่าการกลับตัวของราคา
  3.  สัญญาณ MACD ตัด Signal Line ซึ่งเป็นสัญญาณระยะสั้น ส่วนสัญญาณ MACD ตัด Center Line เป็นสัญญาณระยะกลาง จะเห็นได้ว่า สัญญาณ MACD ตัด Signal Line จะเกิดบ่อยกว่า สัญญาณ MACD ตัด Center Line  
  4. สัญญาณ Divergence จะเป็นสัญญาณที่พบได้น้อยครั้งที่สุดในบรรดา 3 สัญญาณที่น่าสนใจของสัญญาณ MACD ในความเห็นของผม สัญญาณ Divergence เป็นสัญญาณเตือนที่มีความน่าเชื่อถือและน่าสนใจมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตามหลังจากเกิดสัญญาณ Divergence ก็ไม่ได้การันตีว่าราคาจะต้องกลับตัวเสมอไป การซื้อขายจากสัญญาณ Divergence จึงต้องติดตามกราฟราคาหุ้นให้ใกล้ชิดก่อนการลงมือซื้อขายจริง

การใช้งาน MACD ที่ถูกวิธี

หลักการที่ผมจะแนะนำในบทความนี้ เป็นหลักการในการใช้งาน Indicators ทุกประเภท นะครับ ไม่ได้จำกัดเฉพาะ MACD เท่านั้น หลักการที่ว่าคือ คือ ต้องให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นมากที่สุด และใช้การวิเคราะห์ Indicators เป็นเพียงข้อมูลเสริมเพื่อประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ดังนั้นห้ามให้ความสำคัญกับ Indicators มากกว่ากราฟราคาหุ้นเด็ดขาด และต้องไม่ตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นจากข้อมูล Indicators แต่เพียงอย่างเดียว

การใช้งาน MACD ที่ถูกต้องสามารถทำได้ 2 วิธีคือ

วิธีที่ 1

เมื่อ MACD เกิดสัญญาณที่น่าสนใจออกมา ไม่ว่าจะเป็น MACD ตัด Center Line หรือ MACD ตัด Signal Line หรือ Divergence ก็ตาม เราจะใช้สัญญาณเหล่านี้เป็นสัญญาณที่บอกว่าหุ้นตัวนี้เริ่มมีความน่าสนใจ หรือเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าราคาหุ้นในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง เพื่อให้เราติดตามกราฟราคาอย่างใกล้ชิดเพื่อหาจังหวะที่ลงมือซื้อหรือขายที่ดีต่อไป หรือเป็นสัญาณ แต่การหาจังหวะลงมือซื้อขายหุ้นที่ดีนั้น จะต้องกลับไปวิเคราะห์จากกราฟราคาหุ้นเสมอ เนื่องจากกราฟราคาหุ้นเป็นข้อมูลที่ใช้แสดงพฤติกรรมของคนที่เข้ามาซื้อขายในตลาดได้ดีที่สุด

รูปแสดงวิธีการใช้งาน MACD ที่ถูกวิธี เมื่อเกิดสัญญาณจาก MACD จะไม่ลงมือซื้อขายทันที แต่ให้ตัดสินใจลงมือซื้อขายจากการวิเคราะห์กราฟราคาหุ้น

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นกรณีที่ MACD ส่งสัญญาณ Divergence แต่หลังจากติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดแล้วไม่มีสัญญาณให้ขายจึงถือหุ้นต่อ ทำให้ไม่ได้ลงมือขายหุ้นจากสัญญาณ Divergence ของ MACD ในครั้งนี้

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นกรณีที่ MACD ส่งสัญญาณ Divergence และหลังจากติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดพบว่ากราฟราคาหุ้นทำ New Low และ เบรก Trend Line หลังจากนั้น จึงใช้สัญญาณจากกราฟราคาในการลงมือขายหุ้น

วิธีที่ 2

เราอาจจะใช้ MACD เพื่อช่วยสนับสนุนการตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้น โดยเริ่มจากวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นเพื่อให้ได้จังหวะที่จะลงมือซื้อขาย และก่อนจะลงมือก็ค่อยมาวิเคราะห์ดูลักษณะที่เกิดขึ้นของ MACD ว่าสนับสนุนการลงมือซื้อขายหรือไม่  ถ้าลักษณะที่เกิดขึ้นของ MACD ไม่สนับสนุนทิศทางที่เรากำลังจะลงมือ เราก็จะไม่ลงมือซื้อขาย ยกตัวอย่างเช่น ในการซื้อขายหุ้นระยะกลางเมื่อเราวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นแล้วกำลังอยากจะลงมือซื้อหุ้น แต่เส้น MACD ยังอยู่ใต้ Center Line ซึ่งให้ข้อมูลว่าทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นยังอยู่ในขาลง เราก็จะไม่ลงมือซื้อขาย 

3 ตัวช่วยประหยัดภาษี + 7 วิธีที่ควรรู้ สำหรับงานไม่ประจำ

เข้าสู่ช่วงปลายปีทีไร @TAXBugnoms มักจะได้รับคำถามจากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่เป็น Freelance หรือไม่ได้ทำงานประจำ ว่าควรจะวางแผนประหยัดภาษีอย่างไร วันนี้เลยขอแนะนำตัวช่วยในการประหยัดภาษีที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ และสิ่งที่เราได้นั้นไม่ใช่แค่ประหยัดภาษีเท่านั้น แต่มันเป็นการออมลงทุนไปในตัวพร้อมๆกันเลยครับ

และ 3 ตัวช่วยที่เราจะมาว่ากันนั้น ได้แก่ … (แต่มแต่มแต่ม แต้มมมมม) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และประกันชีวิต!! เอาล่ะ… เรามาทวนกันอีกสักครั้งว่า แต่ละตัวนั้นมีเงื่อนไขและได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีอย่างไรบ้าง

1. กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

คือ กองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้น ซึ่งแน่ละว่าการลงทุนนั้นมีเงื่อนไขว่า สามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปีก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน และสูงสุดคือ 500,000 บาท 

  • ถ้ารายได้ทั้งปีของเราคือ 500,000 บาท เราจะสามารถซื้อ LTF ได้ไม่เกิน 75,000 บาท และถ้าฐานภาษีของเราคือ 10% การซื้อ LTF จำนวนนี้จะทำให้เราลดหย่อนภาษีได้ถึง 7,500 บาท!!

2. ประกันชีวิต

คือ การป้องกันความเสี่ยงในรูปแบบหนึ่ง โดยสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ทั้งประกันชีวิตแบบออมทรัพย์และแบบบำนาญ

  • สำหรับประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ สามารถลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท แปลว่าถ้าฐานภาษี 10% จ่ายเบี้ยประกันปีละ 50,000 บาท การจ่ายเบี้ยประกันจำนวนนี้จะทำให้เราลดหย่อนภาษีได้ถึง 5,000 บาท!!

ซึ่งข้อดีของประกันชีวิตแบบออมทรัพย์นั้น จะมีเงินจ่ายคืนทุก 2 ปี หรือ 3 ปี หรือ 5 ปี และจ่ายคืนให้ก้อนใหญ่เมื่อครบกำหนดตามสัญญา ชื่อเรียกกรมธรรม์มักจะเป็นตัวเลขสองตัว เช่น 15/6 โดยตัวเลขน้อยกว่าหมายถึงจำนวนปีที่ต้องจ่ายเบี้ย ส่วนตัวเลขมากกว่าหมายถึงจำนวนปีของอายุกรมธรรม์ 15/6 จึงหมายถึงเราจ่ายเบี้ยติดต่อกัน 6 ปี กรมธรรม์มีอายุคุ้มครอง 15 ปี นั่นแปลว่าถ้าภายใน 15 ปีนี้ ผู้จ่ายเบี้ยประกันตายไป ผู้รับผลประโยชน์ก็จะได้รับเงินชดเชย

ส่วนประกันชีวิตแบบบำนาญนั้น สามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปีก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน และสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งข้อดีของประกันชีวิตแบบบำนาญนั้น เราจะได้รับผลตอบแทนหลังเกษียณเป็นเงินก้อน หรือเงินบำนาญรายเดือน รายปี ซึ่งแล้วแต่กรมธรรม์จะระบุไว้ครับ

ขอแนะนำให้ อ่านเงื่อนไขเรื่องประกันชีวิตเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้ครับ
7 เรื่องที่คุณควรรู้ก่อนลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิต (ภาคต้น / ภาคจบ)

3. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

คือ กองทุนรวมเพื่อการเกษียณ โดยลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท พันธบัตร ตราสารหนี้ หุ้น ทอง น้ำมัน ฯลฯ สามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปีก่อนหักค่าลดหย่อน และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

  • แต่เงื่อนไขสำหรับการซื้อ RMF นั้น เราจะต้องซื้อติดต่อกันทุกปีอย่างน้อย 3% ของเงินได้หรือ 5,000 บาท (เลือกอันที่ต่ำกว่า) และซื้อจนกว่าจะมีอายุครบ 55 ปี
  • เมื่อไรก็ตาม ถ้าเว้นการซื้อเป็นเวลาสองปีติดต่อกัน หรือดันพลาดไปขายก่อนที่อายุครบ 55 ปี เรา (อาจจะ) ต้องจ่ายคืนภาษีที่เคยได้รับลดหย่อนไป 5 ปีย้อนหลัง (มีเงินเพิ่มด้วย) และเสียภาษีสำหรับกำไรจากการขายอีกด้วย

อ้อ!!! อย่าลืมนะครับว่า สำหรับข้อ 2 และข้อ 3 นั้นยังมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า การใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสำหรับ ประกันแบบบำนาญ และ RMF ทั้งสองตัวนี้รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทด้วยคร้าบ

ทึนี้ก็มาถึงคำถามสุดฮิตว่า แล้วการวางแผนภาษีสำหรับงานไม่ประจำ ควรทำอย่างไรบ้าง @TAXBugnoms ขอสรุปแนวทาง ให้ฟังตามนี้ครับ

สำรวจความต้องการตัวเองก่อนว่าต้องการอะไร ระหว่าง ลงทุนระยะสั้นๆ (LTF) หรือ ป้องกันความเสี่ยง (ประกันชีวิต) หรือ ลงทุนเพื่อการเกษียณ (RMF) แต่ถ้าถามผมแล้วล่ะก็ บอกตรงๆครับว่า “เอาทุกอย่าง”

รายได้ไม่แน่นอน จะวางแผนประหยัดภาษีอย่างไร

  • ทยอยซื้อเฉลี่ย โดยวิธี DCA (Dollar Cost Average) เน้นสำหรับ LTF และ RMF โดยดูตามเงื่อนไขจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำของแต่ละกองทุนที่เราเลือก และทยอยซื้อทุกครั้งที่ได้รับเงินมา ให้ซื้อทันที ไม่ต้องรีรอรวบรวมให้เสียเวลาครับ และถือว่าเป็นการสร้างวินัยไปในตัว
  • จ่ายแบบรายปี สำหรับการจ่ายเบี้ยประกันชีวิต เพราะจะได้รับส่วนลดมากกว่าเมื่อเทียบกับการจ่ายแบบรายเดือน โดยอาจจะทยอยฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ (ดอกเบี้ยสูง) หรือกองทุนรวมตลาดเงินทุกครั้งที่มีรายได้ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า หลังจากนั้นค่อยจ่ายเบี้ยประกันเมื่อครบกำหนดชำระครับ

ตัวอย่างเช่น นายเกรย์แมนเป็นฟรีแลนซ์รับจ้าง เมื่อได้รับเงินจากการรับทำความสะอาดออฟฟิศ Aommoney จำนวน 10,000 บาท นายเกรย์แมนจะแบ่งเงินจำนวน 1,000 บาท ฝากธนาคารไว้ซื้อประกันชีวิตตอนปลายปี และแบ่งอีก 1,000 บาทไว้ซื้อกองทุน LTF ที่ตัวเองต้องการลงทุน ส่วนเรื่องเกษียณนั้นนายเกรย์แมนไม่สนใจวางแผนเพราะคิดว่าตัวเองคงอยู่ไม่ถึงเกษียณ เป็นต้น

ทีนี้ก็มาถึง 7 ข้อควรระวังเรื่องภาษีที่ทุกคนควรรู้ โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่งานไม่ประจำ ว่าควรระวังตรงจุดไหนกันบ้าง เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องภาษี ทีนี้เรามาดูกันต่อเลยละกันคร้าบ

ความเสี่ยงในการลงทุน : การซื้อ LTF มีความเสี่ยงสูงกว่าการซื้อประกันออมทรัพย์ เนื่องจากความแตกต่างกันเรื่องจุดประสงค์การลงทุน ส่วน RMF นั้นมีความเสี่ยงหลากหลาย ตั้งแต่ต่ำๆไปจนสูงมาก ขึ้นอยู่กับประเภทการลงทุน หากไม่รู้ว่จะลงทุนกองทุนแบบไหน แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ (เช่น หมอนัทแห่งเพจคลินิกกองทุน) และหาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนครับ

วิธีเลือกประกันออมทรัพย์ : ถ้าต้องการลดภาษีมากกว่าป้องกันความเสี่ยง ควรเลือกตัวเลขสองตัวที่ไม่ห่างกันมาก เพราะผลตอบแทนที่ได้จะน้อยลงตามระยะห่

รวมสุดยอดข่าวสร้างแรงบันดาลใจ “ออมเงิน”

ตลอดปีนี้ที่ผ่านมาได้มีข่าวการออมเงินที่เราต้องอึ้ง ซึ้งจนน้ำตาร่วงกับข่าวที่เป็นตัวอย่างในแง่ของเศรษฐีนีที่ใช้ชีวิตสมถะ ทำให้เราอยากจะรวมรวมข่าวที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนอยากออมเงินขั้นเทพไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่าการออมเงินนั้นสำคัญอย่างไรและต้องการลดข้ออ้างของการไม่ออมเงิน โดยที่เราจะอธิบายเพิ่มจากข่าวว่าตรงกับหลักการออมเงินอย่างไร ส่วนตัวเนื้อข่าวเราจะย่อและเขียนแต่ประเด็นการออมเท่านั้น สำหรับผู้ที่ต้องการอ่านรายละเอียดของข่าวทั้งหมดรบกวนอ่านตามลิงค์ที่หมายเหตุนะจ๊ะ

รวมสุดยอดข่าวสร้างแรงบันดาลใจ “ออมเงิน” แห่งปี

ข่าวที่ 1 ซาบซึ้งที่สุด

ชื่อข่าว : สุดโรแมนติก อากงนำเงินออมจากอาชีพเก็บขยะมาหลายปี ซื้อแหวนเพชรให้ภรรยา

เว็บไซต์ข่าวเซี่ยงไฮ้อิสต์รายงานถึงประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจในเว่ยป๋อเครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดฮิตของจีน โดยเรื่องราวดังกล่าวโพสต์โดยผู้ใช้ชื่อว่า @zhelishixinjiang พร้อมกับรายงานว่า ชายคนนี้อายุเกิน 70 ปีขึ้นมา พาภรรยาวัยใกล้เคียงกันมาที่ห้างในเมืองคอร์ลา เพื่อเลือกซื้อแหวนเพชรที่ถูกใจ เมื่อสอบถามชายชราคนนี้กล่าวว่า สะสมเงินมานานหลายปีแล้ว ชายชรากล่าวว่า

 “พวกเราผ่านชีวิตยากลำบากมามาก ฉันก็อยากจะให้อะไรเมียฉันบ้าง” 

หลักการออมเงิน

เป้าหมายการออมเงินชัดเจนว่าต้องการใช้เงินซื้อความสุขให้กับคู่ชีวิต ทำให้มีความอดทนและมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ สำหรับคนที่มีข้ออ้างสารพัดว่าออมเงินไม่ได้ อยากจะให้ดูความพยายามของคุณปู่คนนี้เป็นตัวอย่าง เงินเพียงน้อยนิด ถ้าเก็บสะสมกันเรื่อยๆก็จะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ขึ้นมาได้ ดังนั้น อย่าดูหมิ่นเงินน้อย เพราะเงินก้อนเล็กๆนี่แหละที่จะทำให้เรามีชีวิตไม่ลำบากในอนาคต

ข่าวที่ 2  เศรษฐีนีกวาดถนน

ชื่อข่าว เศรษฐีนี 10 ล้านหยวน ยึดอาชีพกวาดถนนไว้สอนลูก

พนักงานเก็บขยะที่เมืองจีน ชื่อว่า Yu Youzhen (หยู โหยวเจิน)  อายุ 53 ปี ตื่นตั้งแต่เช้ามืดทุกวัน เพื่อขี่จักรยานฝ่าอากาศหนาวมาเข้างานเป็นพนักงานกวาดถนนในเขตอู่ชาง นครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย โดยทำงานถึงสัปดาห์ละ 6 วัน โดยได้รับเงินเดือนละ 1,420 หยวน ( 1,420 x 5 = 7,100 บาท)

นางหยูและสามี จัดอยู่ในกลุ่มคนที่มีฐานะไม่ค่อยจะสู้ดีนัก แต่ด้วยความต่อสู้ชีวิตและเก็บออมเงินในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เธอเก็บออมเงินสร้างบ้านและแบ่งปันห้องที่เหลือให้กับ แรงงานต่างถิ่นที่เข้ามาทำงาน โดยเก็บค่าเช่าห้องละ 50หยวน (250 บาท)  และเก็บออมเงินจากการทำงานมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีเงินสามารถสร้างบ้านเพิ่มเติมเพื่อปล่อยให้คนเช่าได้เรื่อยๆ ในยุคที่ค่าที่ดินนั้นยังไม่แพงมาก

ในปี 2002 ทางการจีนเริ่มมีการสำรวจเวนคืนที่ดิน นางหยู คือหนึ่งในเจ้าของที่ดิน ที่ได้รับการเสนอซื้อที่ดินของเธอบางส่วน เพื่อคืนให้กับทางการจีน เป็นเงินถึง 10 ล้านหยวน ( 50 ล้านบาท) และนั่นคือวันที่เธอเปลี่ยนสถานะสภาพจากชาวบ้านธรรมดากลายเป็นเศรษฐีนีทันที

ขณะที่คนอื่นๆใช้เงินอย่างสนุกสนานกับการไม่เคยมี แต่นางหยูกลับทำตรงกันข้าม นั่นคือ เธอยังคงทำงานเป็นคนกวาดถนนต่อไป แล้วนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เรื่องราวของเธอ กลายเป็นจุดสนใจไปในทันที เธอเคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวท้องถิ่นว่า

เธอต้องการเป็นแบบอย่างให้ลูกๆของเธอได้เห็นคุณค่าของเงิน ลูกๆของเธอต้องทำงาน ถึงจะมีเงินใช้จ่ายได้อย่างมีความสุข ห้ามขี้เกียจเป็นอันขาด ถึงขนาดที่เธอเคยขู่ลูกๆ ของเธอว่า ถ้าหากลูกทั้งสองไม่ทำมาหากิน เธอจะนำที่ดินของเธอบริจาคให้ประเทศ

ปัจจุบันลูกทั้งสองคนของเธอทำงานเป็นพนักงานกินเงินเดือนทั่วไป ลูกชายประกอบอาชีพเป็นคนขับรถ มีรายได้เดือนละ 2,000 หยวน (10,000 บาท) ส่วนลูกสาวก็เป็นพนักงานบริษัทมีเงินเดือน 3,000 หยวน (15,000 บาท) ถึงแม้จะมีคนหมั่นไส้ในความสมถะของเธอ แต่เธอก็ภูมิใจที่ได้ทำเช่นนี้ เพราะการสอนให้ลูกของเธอรู้คุณค่าของการทำงานและเงินนั้น จะส่งผลดีต่อการดำรงชีวิตของพวกเขาในอนาคต

หลักการออมเงิน

เรามองเรื่องนี้ได้ 3 มุมมอง คือ

มุมมองที่ 1 เรื่องการลงทุน

การลงทุนเป็นสิ่งสำคัญจะเป็นการลงทุนอะไรก็ได้ที่ทำให้เงินเติบโตขึ้น สิ่งที่นางหยูทำ คือ นำเงินที่เก็บออมไว้มาต่อยอดสร้างรายได้เพิ่มจากค่าเช่า โดยหาเงินเพื่อสร้างสินทรัพย์ให้เติบโตไปเรื่อยๆ ส่วนเรื่องการถูกเวนคืนนั้นเป็นจังหวะที่ทางการต้องการนำที่ดินไปพัฒนาสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศต่อไป ซึ่งการเวนคืนที่ดินที่ได้รับเงินมหาศาลแบบนี้ เราไม่สามารถคาดการณ์ได้แม่นยำว่าส่วนไหนจะถูกเวนคืนและได้รับเงินแบบนี้บ้าง

  • รับค่าเช่า  ==>  การสร้างประโยชน์จากสินทรัพย์โดยการสร้างบ้านและแบ่งพื้นที่ปล่อยเช่าได้ห้องละ 50 หยวน ( 250 บาท) เมื่อได้เงินมากขึ้นก็จะสร้างบ้านเพื่อปล่อยเช่าเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
  • กำไรจากการขาย  ==> เมื่อทางการจีนสำรวจเวนคืนที่ดินในปี 2002 ทำให้ที่ดินของนางหยูได้รับการเสนอซื้อคืนบางส่วน ทำให้ได้รับเงินค่าเวนคืนสูงถึง 10 ล้านหยวน ( 50,000,000 บาท)

ดังนั้น หากมีเงินให้ซื้อที่ดินเก็บไว้ เพราะเป็นทรัพยากรที่จำกัด คนมีเยอะขึ้นก็จะต้องการที่ดินมากขึ้นเรื่อยๆ มีตัวอย่างที่น่าสนใจอีกที่หนึ่ง คนรู้จักอยู่จังหวัดเชียงรายได้ซื้อที่ดินเก็บไว้ตั้งแต่ไร่ละไม่กี่หมื่นบาทในสมัยหลายสิบปีที่แล้ว สะสมที่ดินมาเรื่อยๆ ช่วงนี้กระแสการเปิด AEC กำลังมาแรงทำให้ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นเป็นไร่ละล้านบาท นี่แหละอะไรๆก็เกิดขึ้นได้ บางคนอาจจะมองว่าราคาที่ดินตอนนี้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ซื้อไม่ทั

[แชร์ประสบการณ์] ดาบสองคมของสังคมออนไลน์

ช่วงตอนเย็นเรามีนัดกับเพื่อนที่นานๆเจอกันทีก็มีเรื่องเล่าให้ฟังมากมาย หลังจากที่เราทานของหนักเสร็จแล้วก็ต่อด้วยของหวาน เราเลือกนั่งคุยกันต่อที่ร้านกาแฟบรรยากาศน่ารัก ในร้านมีเค้กหน้าตาชวนให้อ้วนมากเพราะเราอยากกินแทบทุกชิ้น โชคดีมากที่อิ่มมาบ้างแล้วเลยสั่งเค้กไป 1 ชิ้น พร้อมกับชาและกาแฟอย่างละแก้ว

เรื่องมันเกิดขึ้นตอนที่เรากินกาแฟหมดแก้วนี่แหละ เราเห็นยางมัดของเส้นยาวสีเหลือง 1 เส้นที่ก้นแก้วกาแฟ คำถามแรกที่แวบเข้ามาในหัว “มันมาได้ไง เมื่อกี้เรากินอะไรเข้าไปบ้าง” แล้วกำลังคิดว่าจะบอกผู้จัดการร้านหรือปล่อยผ่านไป เพื่อนแนะนำให้บอกผู้จัดการร้านจะได้หาสาเหตุว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ตอนนั้นเราพูดกับตัวเองเบาๆว่า “อย่าวีน  อย่าเหวี่ยง ใจเย็นๆ ไม่มีใครอยากจะให้เกิดความผิดพลาดแบบนี้เกิดขึ้น” แล้วดูว่าผู้จัดการร้านจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง

สรุปว่าเราตัดสินใจเรียกผู้จัดการร้านมาคุยแล้วโชว์หลักฐานให้เห็นว่ามียางที่ก้นแก้วจริงๆ เราเพียงแค่ต้องการให้ทางร้านระมัดระวังกับความสะอาดให้มากกว่านี้ ถ้าเจอลูกค้าคนอื่นอาจจะถ่ายรูปยาง รูปร้านแล้วโพสลง Facebook หรือ Pantip เขียนรีวิวข้อพกพร่องของร้านจนอาจจะทำให้เขาตกงานก็ได้

ผู้จัดการร้านก็ทำหน้าตกใจแล้วงงว่ายางมันมาได้ยังไง เพราะในส่วนที่ทำกาแฟก็ไม่มียางแบบนี้ เราก็บอกกลับไปว่า คุณคิดว่าเราจะใส่ยางเข้าไปในแก้วแล้วเรียกให้มาดูหรอคะ เราจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร เราไม่ต้องการเรียกร้องความสนใจแบบนั้นหรอกนะ แล้วผู้จัดการร้านก็นำยางเจ้าปัญหาไปให้พนักงานที่รับผิดชอบในเรื่องการชงกาแฟดูเพื่อจะกลับมาบอกเราว่า “ทางร้านไม่ทราบจริงๆว่ายางนั้นมาได้ยังไง ไม่ทราบว่าลูกค้าต้องการให้ทำอย่างไรเพื่อเป็นการขอโทษลูกค้าคะ”

เราเห็นสีหน้าและท่าทางของผู้จัดการร้านเป็นกังวลกับเรื่องนี้มาก เขาเล่าว่าตอนบ่ายที่ผ่านมาตัวผู้จัดการร้านเองก็พึ่งไปประชุมเรื่องนี้มาว่าอย่าทำให้ลูกค้าไม่พอใจจนกระทั่งไปวิจารณ์เสียหายในสังคมออนไลน์ เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์ของร้านก็จะเสีย สุดท้ายตัวผู้จัดการเองนั่นแหละที่ต้องตกงานด้วย

เราบอกผู้จัดการร้านไปว่า “เราไม่ได้หวังอะไรมาก แค่หวังดีอยากจะเตือนให้ระวังความสะอาดก็แค่นั้นและไม่ควรเก็บค่ากาแฟแก้วนั้นด้วย” เหตุผลที่เราตอบแบบนั้นเพราะผู้จัดการแสดงความสำนึกผิดแล้วกล่าวขอโทษ สำหรับเราแค่นี้คือจบละ ไม่ติดใจอะไร

แต่ทางร้านไม่จบ…

อีกไม่กี่นาทีต่อมาน้องที่ทำกาแฟแก้วนี้ให้เราก็เดินออกมายกมือไหว้ขอโทษเราที่หน้าร้าน จนเรายกมือรับไหว้แทบไม่ทัน เราเห็นหน้าของน้องคนนี้น่าจะตกใจกว่าผู้จัดการเพราะกลัวตกงานมากๆ เราก็ตอบกลับไปว่า “ไม่เป็นไร แค่ระวังให้มากขึ้นก็พอ”

หลังจากนั้นผู้จัดการร้านก็ยกชาโรสมาให้ 1 เหยือก แก้วชา 2 ใบ เค้กชิ้นโต 1 ชิ้นและไอศกรีม 1 ลูก มาให้ที่โต๊ะ  เรากับเพื่อนก็มองหน้ากันงงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผู้จัดการร้านบอกว่าเขารู้สึกผิดมากที่ทำให้ลูกค้าไม่พอใจจึงจัดขนมเค้กและชามาให้เพื่อเป็นการขอโทษ นี่เป็นของขึ้นชื่อของร้านอยากให้เราลองทาน

เฮ้ยยยย นี่มันอะไรกัน มีเรื่องแบบนี้บนโลกด้วยหรือนี่!!

จากความรู้สึกเฉยๆกลายเป็นความประทับใจในตัวผู้จัดการร้านที่พยายามจะขอโทษเราเพื่อให้เราพอใจมากที่สุด ทั้งที่ความจริงเราไม่ได้ซีเรียสเรื่องยางที่ก้นแก้วมากขนาดนั้น เรามองว่าเรื่องมันเกิดไปแล้ว กินกาแฟหมดแล้วก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ถ้าต่อว่าเสียงดังหรือโพสประจานไปก็ทำให้ยางออกจากก้นแก้วไม่ได้  มันเป็นเพียงเรื่องของความผิดพลาดที่อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น แค่เตือนแล้วระวังมากขึ้น สำนึกผิดแค่นี้ก็จบ

สรุปว่าเราจ่ายเพียงค่าขนมเค้กก้อนแรกที่สั่งไปกับชาของเพื่อน ไม่ได้จ่ายค่ากาแฟที่มียางก้นแก้ว

เรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่า…

  1. การสอนคนด้วยการให้อภัยมันทำให้คนจดจำได้ดีกว่าการต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง
  2. ผู้จัดการร้านสอนให้เรารู้จักคำว่า “การบริการที่เหนือความคาดหวังมันคืออะไร”
  3. ถ้าใช้สังคมออนไลน์ในทางลบก็อาจจะทำให้คนตกงานได้ แม้ว่าจะไม่ตั้งใจให้เกิดขึ้นก็ตาม
  4. อย่าใช้สังคมออนไลน์ทำร้ายใคร เพราะคุณไม่รู้ว่าคนนั้นต้องแบกรับภาระอะไรอยู่บ้าง

แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวกับการออมเงินโดยตรง แต่มันเกี่ยวข้องกันทางอ้อมที่หลายคนอาจจะมองข้าม ลองคิดดูว่าถ้าเราเลือกที่จะต่อว่าผู้จัดการร้านให้อับอายพร้อมกับถ่ายรูปหลักฐานต่างๆเพื่อแชร์ในสังคมออนไลน์ได้รับรู้ว่าร้านชื่อดังแห่งนี้ว่าไม่สะอาด เป็นเรื่องดราม่าส่งต่อให้คนอื่นวิจารณ์ โดยมองว่าเป็นการแชร์เพื่อให้สังคมดีขึ้นเพราะทางร้านจะได้ปรับปรุงคุณภาพ ความจริงมันไม่จบแค่นั้นหรอกนะ เพราะคนแชร์กำลังทำร้ายพนักงานตาดำๆในร้านที่ต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัวมากกว่าส่งเสริมให้ทางร้านปรับปรุงคุณภาพ

ไม่มีพนักงานคนไหนที่อยากจะทำให้ร้านเสียหายแล้วตัวเองต้องตกงานหรอกนะ จากเรื่องนี้คนแรกที่ตกงานคือ ตัวผู้จัดการร้าน ที่อาจจะเป็นเสาหลักของครอบครัว พนักงานในร้านที่อาจจะต้องถูกปรับเงินหรือลงโทษวิธีอื่นที่ทำให้ภาพลักษณ์ของร้านเสียหาย เมื่อไม่มีรายได้หรือรายได้ลดลง ชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นจะอยู่ได้อย่างไร สุดท้ายเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ทำให้สังคมดีขึ้น

ลองถามตัวเองว่าการกดแชร์ทุกครั้งนั้นกำลังทำร้ายใครอยู่รึเปล่า

ถ้าเราเพียงให้อภัย คนผิดสำนึกผิดด้วยความจริงใจ

ทุกอย่างก็จบ สังคมจะอยู่ง่ายขึ้น

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save