5 Life Hack : แนวคิดการเงินในชีวิตประจำวัน

หลายคนที่คลิกเข้ามาอ่านบทความนี้ คงจะแอบสงสัยว่า “อะไรมันคือ Life Hack ฟระ” ก่อนอื่นต้องบอกก่อนครับว่า LIFEHACK นั้นหมายถึง “เทคนิคในการจัดการชีวิต” ที่ช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตหรือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หรือง่ายขึ้น

ทีนี้.. หลายๆคนคงจะสงสัยว่า ถ้าเป็นเรื่องของการเงินเนี่ย เราจะสามารถ Life Hack จัดการให้ชีวิตมันง่ายขึ้นได้บ้างไหม? และทำยังไงได้บ้าง วันนี้ @TAXBugnoms ได้รวบรวมเคล็ดลับที่ผมใช้จริงและได้ผลจริงในชีวิตมาแลกเปลี่ยนให้เพื่อนๆฟังกันครับ

1. ถอนเงินจาก ATM ให้ลงท้าย 900 บาทเสมอ

ทุกครั้งที่เราไปถอนเงิน ATM เราจะเจอหน้าจอให้เลือก 100 – 500 – 1,000 -2,000 – 3,000 – 5,000 ไปจนถึง 20,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเรา

แต่ถอนเงินแบบนี้ทีไร ความวุ่นวายจะเกิดขึ้นตอนที่ไปจ่ายเงินกับบางที่ที่ไม่มีเงินทอนเราใช่ไหมครับ #ขอแบงค์ย่อยได้ไหมคะ ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาง่ายๆ คือการถอนเงินที่หลักสุดท้ายเป็น 900 บาท เพื่อให้ได้แบงค์ 500 และ แบงค์ 100 อีกสี่ใบ

อ๊ะๆๆๆ… แต่ข้อควรระวังของวิธีนี้ คือ บางครั้งที่โชคดีคุณอาจจะเจอตู้ ATM ของธนาคารที่มีแบงค์ 100 อย่างเดียวนะครับ รับรองคราวนี้เป็นราชาแบงค์ย่อยแน่ๆเลย

2. จ่ายผ่านบัตรเครดิต เพื่อสรุปการใช้จ่ายแต่ละเดือน

หลายๆคน บอกว่า บัตรเครดิตมีคุณอนันต์ มีโทษมหันต์ ซึ่งแน่นอนครับว่า มันเป็นความจริง แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ถ้าเราใช้บัตรเครดิตอย่างถูกวิธี ชีวิตเราจะดีขึ้นแน่นอนครับ โดยส่วนตัวผมถืออยู่สองเรื่องในการใช้บัตรเครดิต คือ ใช้บัตรเครดิตให้มากที่สุด กับ จ่ายเต็มจำนวนทุกครั้ง

การใช้บัตรเครดิตให้มากที่สุด เพื่อประโยชน์ต่างๆที่เราจะได้รับมากกว่าการจ่ายเงินสดครับ เช่นการสะสมแต้ม ของรางวัล รวมถึงส่วนลดพิเศษต่างๆ

แต่โดยปกติการใช้จ่ายของคน เรามักจะลืมไปว่าเราใช้อะไรในการบันทึกรายการบัตรเครดิตบ้าง กว่าสลิปจะส่งมาก็อาจจะรู้ตัวว่าไม่มีจ่าย ผมเลยมีวิธีป้องกันง่ายๆ คือ ในทุกครั้งที่มีการใช้จ่าย ผมจะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่เปิดไว้พักเงินเพื่อจ่ายบัตรเครดิต โดยบัญชีธนาคารนี้ต้องเป็นบัญชีที่ไม่มีบัตร ATM แต่ใช้การโอนเงินออนไลน์แทน เพื่อไม่ให้สามารถใช้เบิกถอนเงินสดได้ครับ เรียกว่าไว้จ่ายค่าบัตรลูกเดียว!!

ผมเลยมีกฎเหล็กกับตัวเองว่า เมื่อมีการใช้จ่ายทุกครั้ง เราต้องโอนเงินเข้าไปบัญชีนี้ บางทีก็ไม่รู้่ว่าเป็นยอดอะไรจะตรวจสอบก็ลำบาก ผมเลยเพิ่มโดยการใช้ Application ที่ช่วยในการบันทึกการใช้งานบัตรเครดิตเข้าไปด้วย เช่น PIGGIPO เพื่อไว้สำหรับตรวจสอบกับสลิปที่ทางบัตรเครดิตส่งมาครับ

ขั้นตอนนี้เหมือนจะยุ่งยากนะครับ แต่ผมรับประกันเลยว่า ถ้าทำได้แล้ว คุณจะสบายมากครับตอนจ่ายบัตรเครดิต และการใช้บัตรโดยวิธีนี้จะไม่ทำให้คุณเป็นหนี้อย่างแน่นอน!!

3. ตัดรายได้ 10% เข้าบัญชีเงินออม เพื่อตรวจสอบรายได้

ปัญหาอีกเรื่องสำหรับคนที่เก็บเงินไม่ได้ และมีรายได้หลายทาง ผมใช้วิธีง่ายๆแบบนี้ในการจัดการครับ โดยการตัดเงิน 10% ทุกครั้งที่ได้รับรายได้ เข้าบัญชีเงินออมต่างหากโดยไม่ใช้จ่ายเลย เพื่อให้รู้ว่า

  • สร้างเงินออมให้กับเรา  ตามหลักการออมที่ดีเราควรมีเงินออม 10% ของรายได้ใช่ไหมครับ อันนี้เป็นการสร้างวินัยแบบง่ายๆตามที่นักวางแผนการเงินหลายท่านแนะนำ
  • ตรวจเช็ครายได้ของตัวเอง สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องรายได้ไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าตัวเองทั้งปีมีรายได้เท่าไร บางครั้งอาจจะถูกหักภาษีผิดบ้าง หรือได้เงินไม่ครบบ้าง ให้ใช้วิธีนี้ในการตรวจสอบเลยครับ เพราะเมื่อครบปี คุณจะเห็นเงินในบัญชี แล้วคูณ 10 เข้าไป นั่นคือรายได้ของเราทั้งปี เพื่อใช้เป็นตัวตรวจสอบในการยื่นภาษีของเราได้เลยครับ

4.  ใช้บัตรกดเงินแทนการพกเงินสด

สำหรับผู้ชายที่มีนิสัยไม่ชอบเก็บเศษสตางค์แบบผม เลยเลือกที่จะพกบัตรต่างๆเพื่อความสะดวกในการใช้งานครับ เช่น บัตรสมารท์การ์ดของ 7-11 หรือบัตร Rabbit รวมถึงบัตรต่างๆที่ตรงกับการใช้ชีวิตในการใช้งานของเราครับ และที่สำคัญ บัตรพวกนี้มีแต้มสะสมแลกรับของรางวัลเหมือนกันด้วยนะ

5.  ดูพอร์ทหุ้นและพอร์ทกองทุนปีละ 1 ครั้ง

บางคนเพิ่งเริ่มต้นลงทุน มักจะนั่งดูพอร์ทการลงทุนของตัวเองตลอดเวลา ลุ้นว่าหุ้นจะขึ้นหรือจะขายเมื่อไร แต่สิ่งที่ง่ายกว่านั้นคือการวางแผนให้ชัดเจนและสร้างวินัยในการลงทุนครับ ยิ่งสำหรับมนุษย์เงินเดือน หน้าที่ของเราคือการทำงานเพื่อสร้างรายได้ เพราะนายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินเดือนให้เราใช่ไหมล่ะครับ

นอกจากนั้นยังมีบทวิจัยของทาง Vanguard เรื่อง Best Practices for Portfolio Rebalancing บอกไว้เลยว่าการซื้อการปรับพอร์ทปีละ 1 ครั้งนั้นให้ผลตอบไม่แตกต่างจากการปรับพอร์ทรายเดือนหรือรายไตรมาส อ้าววว.. แล้วเราจะเสียเวลาอยู่ทำไมล่ะครับ แค่ปรับปีละครั้งก็พอนี่นา

ดังนั้นอย่าลืมคำนวณต้นทุนของเวลาที่ใช้ในการซื้อๆขายๆ ติดตามกราฟ ติดตามข้อมูลต่างๆ แต่ลืมไปว่า หากเราเอาต้นทุนนั้นมาพัฒนาความสามารถตัวเอง อาจจะทำให้เรามีรายได้มากขึ้นก็ได้นะครับ

สุดท้ายนี้หวังว่าแนวคิด Life hack ที่ผมแชร์ไว้คงจะเป็นประโยชน์ต่อใครหลายๆคนนะครับ และถ้าใครมีแนวคิดดีๆสำหรับเรื่องนี้อย่าลืมมาแลกเปลี่ยนให้ฟังบ้างนะคร้าบบ ^^

ชีวิตสุด EXCLUSIVE ของต้าร์กวิน กับบริการ KRUNGSRI EXCLUSIVE

ธนาคารกรุงศรี เป็นธนาคารที่ผมผูกพันมานาน ผมเป็นลูกค้าหลายผลิตภัณฑ์อยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะกองทุนรวมหุ้นสามัญ ที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผล ระดับท๊อป ๆ ของประเทศ ใครบ้างจะไม่ชอบล่ะ? และที่ขาดไม่ได้คือบัตรเดบิตกรุงศรีเวลาที่ไปกดตู้เอทีเอ็มต่างจังหวัดเพราะไปกดตู้ไหนก็ฟรีค่าธรรมเนียมหมด ใช้ธนาคารอื่นบางทีกดไปครั้ง 2 ครั้ง นี่เงินหายไปแบบน่าเสียดายเลยครับ และหลังจากที่ผมใช้บริการด้านการลงทุนกับกรุงศรีมาได้สักพัก ในที่สุดผมก็ได้ถือบัตรเครดิต Krungsri Exclusive Signature กับเค้าสักที เดี๋ยวผมให้ดูก่อนครับว่าบัตรใบนี้รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

เริ่มจากการเปิดถุงที่ได้รับมาเลยครับ

ข้างในจะมี 2 กล่องนะ เดี๋ยวลองมาแกะดูกันว่าเป็นอย่างไร

กล่องสวยไหมครับสีเทาเข้ม บางคนอาจจะสงสัยนะว่าตรงหัวมุมเขียนภาษาอังกฤษมี MUFG คืออะไร? ตอนนี้ธนาคารกรุงศรี อยู่ในเครือของธนาคาร Mitsubishi UFJ Financial Group ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 1 ของญี่ปุ่นเลยนะครับ

นอกจากนี้ในกล่องเล็กยังมีคู่มือสิทธิประโยชน์ สัญญาการใช้บัตรเครดิตและคู่มือการใช้งานครับ

เปิดๆดูสิทธิประโยชน์ บัตรใบนี้มี upgrade สิทธิประโยชน์เต็มเลยครับ

กล่องใหญ่จะเป็นกระเป๋าเอาไว้พกพานะครับ

  • มีจดหมายจากผู้บริหารถึงลูกค้า Krungsri Exclusive
  • สมุดคู่มือให้บริการต่างๆในระดับ Privileges
  • สติ๊กเกอร์ที่จอดรถ เอาไว้แปะตรงกระจกรถได้เลยนะครับ
  • บัตรของขวัญของทางกรุงศรีเอาไว้รับสิทธิ์ฟรีค่าธรรมเนียมซื้อเช็ค
  • เช็คของขวัญ
  • ค่าธรรมเนียมการออกหนังสือรับรองฐานะการเงิน

หน้าตาของบัตรครับ กรุงศรีออกแบบมาได้ดูดีทีเดียว

อันนี้เป็นคู่มือให้บริการนะครับจะมีรายละเอียดการใช้บัตรให้ว่าเราสามารถเอาบัตรไปใช้ทำอะไร
ตั้งแต่บริการทางการเงินการลงทุนตลอดจนบริการอื่นๆ เช่น การตรวจสุขภาพ การเดินทาง ฟิตเนส ดูหนัง และอื่นๆอีกมากมาย

ลักษณะของบัตร Krungsri Exclusive Signature

จะเหมือนกับบัตรเครดิตเลยครับ ไม่ว่าจะรูดบัตรเวลาซื้อของ เพื่อรับแต้มสะสม ใช้บัตรเป็นส่วนลดตามโปรโมชั่น หรือจะใช้บริการตามร้านอาหาร ที่ร่วมรายการ แต่สิ่งที่มากกว่าของบัตรเครดิต Krungsri Exclusive Signature นั้นคือ การอัพเกรด ซึ่งมันก็คือการใช้บริการด้วยราคาปกติแต่ได้ของที่เหนือระดับกว่าเดิม อย่างผมนะเป็นคนที่ชอบดูหนังและท่องเที่ยวมากๆ พอได้บัตรนี้มาชีวิตก็ดี๊ดี จ่ายเงินราคาเท่าเดิมแต่ได้ของที่แพงกว่า รู้สึกชีวิตเซเลปขึ้นมาอีกเยอะเลยครับ

พอถามว่ามันแตกต่างกับบัตรของธนาคารอื่นอย่างไร มันก็ต่างนะ ปกติแล้วเราถ้าใครไม่เคยใช้บัตรแบบนี้ก็จะทราบแค่ว่าได้ที่จอดรถฟรี เล่นฟิตเนสฟรี แต่จริงๆแล้วมีความพิเศษอีกหลายอย่างเลยนะครับ สำหรับการสมัครบัตร Krungsri Exclusive Signature ทั่วไปจะต้องมีเงินฝากขึ้นต่ำถึง 10 ล้านบาท แต่ทาง KRUNGSRI EXCLUSIVE มอบสิทธินี้ให้กับลูกค้าคนสำคัญได้พิเศษกว่าธนาคารอื่น เพียงแค่คุณมีเงินฝากเพียง 5 ล้านบาทเท่านั้น  คุณก็สามารถสัมผัสประสบการณ์พิเศษมากมาย ซึ่งต้องเรียกว่า บัตรเดียว เอาอยู่ทุกอย่างเลยคร้าบบบบ

สิทธิประโยชน์บริการทางการเงิน

บัตรเครดิตของธนาคารแต่ละแห่งก็จะมีเงื่อนไขการให้บริการต่างกันนะครับ สำหรับบริการ Krungsri Exclusive  จะต้องมีเงินขั้นต่ำในบัญชีอย่างน้อยน้อย 6 เดือน ที่ 5 ล้านบาท หรือจะเป็นกองทุน ประกันชีวิตก็ได้ เทียบกับหลายๆธนาคารแล้วถือว่าเงื่อนไขการเป็นลูกค้าดูเป็นมิตรดีนะครับ อิอิ บางธนาคารต้องมีขั้นต่ำเป็น 10 ล้านเลยล่ะ

ไหนๆก็ได้โอกาสลองเป็นลูกค้าระดับ Exclusive ล่ะ เขาจะมีเจ้าหน้าที่เป็นคนดูแลบัญชีให้ เหมือนมีเลขาส่วนตัวทางการเงินเลยนะครับ ผมก็เลยโทรลองคุยกับน้องที่เป็นเจ้าหน้าที่ดูว่าตอนนี้ธนาคารกรุงศรีมี Update เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การลงทุนอะไรบ้าง จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้มีเรื่องลงทุนอย่างเดียวหรอกนะครับ จะถามเรื่องเงินกู้ แลกเงินไปเมืองนอก ซื้อประกัน เขามีหมดเลยนะ

ผมคุยกับน้องที่ดูแลลูกค้า เสียงน่ารักดี คุยเป็นกันเองมากๆและผมเองก็เป็นคนอารมณ์ดีอยู่แล้ว เลยคุยกันถูกคอ ด้วยตัวผมเองก็ชอบเรื่องการลงทุนอยู่แล้วก็เลยสอบถามเรื่องบริการทางกรุงศรีว่ามีอะไรบ้าง คุยไปคุยมาน้องบอกว่าทางธนาคารมี Investment Consultant ด้วย ผมก็เลยบอกน้องเขาว่า ผมมีเงินอยู่จำนวนหนึ่ง จะให้ทางธนาคารช่วยเอาเงินตรงนี้ไปดูว่าจะจัดการให้มันงอกเงยอย่างไรบ้าง ทางน้องก็ติดต่อประสานงานให้ผมครับ โดยผมต้องทำแบบประเมินความเสี่ยงต่างๆแล้วเดี๋ยวน้องเขาก็เอาผลมาให้ดูว่าผมควรจะลงทุนอย่างไรตามคำแนะนำของธนาคาร ซึ่งในการลงทุนแบบฉบับของผมแล้วก็ทำแค่แจ้งน้องเจ้าหน้าที่ว่าผมจะซื้อแบบ Regular Saving Plan ซึ่งเป็นบริการซื้อรายเดือนของธนาคารกรุงศรีครับ น้องเขาก็จัดแจงประสานงานเอาเอกสารมาให้ผมเซ็นที่บ้าน เดี๋ยวธนาคารทำเรื่องต่อโดยตัดบัญชีจากที่ฝากไว้นั่นล่ะ แล้วเห็นเขาจะโทรแจ้งอัพเดทข่าวสารเรื่อยๆเพื่อให้เราได้ปรับเปลี่ยนพอร์ตให้เหมาะสม ส่งข้อมูลการเงินการลงทุน รวมถึงแจ้งในการไปร่วมงานสั

มีเงิน 100000 เอาไปลงทุนอะไรดีคะ

วันนี้บทความโหดสัสอัดหนักของพี่เกรย์ ขอเปิดประเด็นด้วยคำถามที่กรุได้ยินประจำ นั่นคือ มีเงิน XXXXXX บาทแล้วควรจะเอาเงินไปลงทุนอะไรดี วันนี้กรุจะมาสอนมวยให้พวกมรุงฟังละกันว่า ถ้ามรุงมีเงินจำนวนหนึ่ง ก่อนอื่นที่พวกมรุงจะเอาเงินไปลงทุนหรือทำอะไรสักอย่าง ลองมองปัจจัยสองตัวนี้ก่อนสัส

ปัจจัยแรก : ระยะเวลา

พวกมรุงมีเวลาในการลงทุนเท่าไร คือเงินก้อนนี้เงินร้อนหรือเงินเย็น หรือมันเป็นเงินที่เม้มเมียมา ต้องดูให้ออกว่า ความต้องการใช้เงินของมรุงนั้นมันคือเมื่อไร 3 เดือน  6 เดือน 1 ปี หรือเงินก้อนนี้แม่มไม่ต้องใช้เลยเพราะมรุงรวย

ปัจจัยสอง : ความเสี่ยงและผลตอบแทน

นอกจากเวลาที่มรุงมี มรุงถามตัวเองก่อนว่า ความเสี่ยงที่รับได้จริงๆคือเท่าไร ผลตอบแทนที่อยากได้มากหรือน้อยแค่ไหน ส่วนไอ้พวกที่แม่มปังย่าอ่อนบอกว่าอยากได้ผลตอบแทนเยอะๆแต่เอาแบบไม่เสี่ยง กรุว่ามรุงน่าจะเป็นคนสมองเอียงแล้วนะสัส ลองไปตรวจเช็คคลื่นสมองบ้างอะไรบ้างนะจ๊ะ ถือว่าขอร้องเหอะดวกส์

ทีนี้เมื่อมรุงทั้งหมดว่า ระยะเวลา ความเสี่ยง และผลตอบแทน ที่ต้องการคืออะไร มรุงจงไปเลือกลงทุนตามทรัพย์สินที่มรุงยอมรับความเสี่ยงนั้นและให้มันสัมพันธ์กับระยะเวลาเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มรุงต้องการ แต่ขอร้องเหอะ อย่าถามว่าลงทุนเร็วๆได้เงินเร็วๆแบบง่ายๆไม่ต้องคิดมาก มรุงจงไปแทงหวยหรือไปสนามม้าแทนสัส

อันนั้นคือหลักการลงทุนเบื้องต้นที่พวกมรุงควรรู้ ต่อมาคือกรุจะเบิกเนตรการลงทุนให้พวกมรุงฟัง รับประกันว่าพวกมรุงมีซีดส์

สมมติว่า…

มรุงมีเงิน 100,000 บาท ผลตอบแทน 1% ต่อปี

นั่นคือทุก 1% ที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุน นั่นคือ มรุงจะได้เพิ่มขึ้นมา 1,000 บาทต่อปี หรือ 83.33 บาทต่อเดือน

ทีนี้กรุสงสัยว่า…

มรุงจะถามหาด้วยคำถามง่าวๆว่า เลือกลงทุนในเงินฝากประจำหรือกองทุนตลาดเงินหรือตราสารหนี้ดีทำไม

ถ้ามรุงเอาเงินนี้ไปฝากออมทรัพย์ ที่อัตราดอกเบี้ย 0.5% ต่อปี มรุงจะได้ผลตอบแทนจำนวน 500 บาท

ถ้ามรุงเอาเงินนี้ไปลงในกองทุนตลาดเงิน ที่ผลตอบแทนประมาณ 2.2% ต่อปี มรุงจะได้ผลตอบแทนจำนวน 2,200 บาท

ถ้ามรุงเอาเงินนี้ไปฝากประจำ 1 ปี ที่อัตราดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี มรุงจะได้ผลตอบแทนจำนวน 2,500 บาท

แล้วมรุงเคยถามตัวเองไหมว่า…

เงินที่แม่มเพิ่มขึ้นแค่ 2,000 บาทเนี่ย มันทำให้ชีวิตมรุงดีขึ้น มีผลตอบแทนระดับชาติไว้อวดลูกหลานเลยไหมดวกส์? กรุเห็นบางคนแม่มนั่งแทกซี่หอบเงินไปฝากข้ามสาขา ฝากเปลี่ยนธนาคาร สับเข้ากองทุนนู่นนั่นนี่เต็มไปหมด สรุปแม่มเสียต้นทุนแพงกว่าที่มรุงได้อีกสัส เพียงแต่มรุงไม่รู้ไง มรุงมัวแต่ดีใจกับผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่แสนจะยิ่งใหญ่ แต่มรุงแม่มคิดไปเองทั้งนั้น!!!

ที่กรุกล้าพูดแบบนี้ เพราะกรุบอกเลยสัส ต้นทุนที่ดีที่สุดในชีวิตของมรุง แม่มคือ “ตัวของมรุง” ไม่ใช่การลงทุนด้วยเงินกะจิดริดกะจ้อยร้อยเท่าไหมขัดฟันที่ทันตแพทย์แนะนำให้มรุงเลือกใช้ แล้วหวังว่าฟันมรุงแม่มจะแข็งแรงขาวใสเหมือนยิงเลเซอร์ฟันขาว

และทั้งหมดนี้มาจากสาเหตุเดียวก็คือ มรุงแม่มชอบให้คุณค่ากับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่เคยมองเห็นคุณค่าของตัวเอง เพราะถ้าเป็นกรุ กรุมีเงิน 100,000 บาท กรุจะทยอยลงทุนไปพร้อมๆกับการหาความรู้ให้กรุเก่งขึ้น กรุไม่เสียเวลามานั่งถามคำถามพวกนี้ในเน็ตแล้วนั่งหาข้อมูลจนเคล็ดขัดยอก แต่กรุจะลงทุนในตัวกรุเองก่อนเสมอ เพื่อที่กรุจะได้เจอหนทางการลงทุนของตัวเองที่มันเป็นชิ้นเป็นอัน

เอาล่ะ… ขอฝากข้อคิดที่กรุเพิ่งเขียนเมื่อเช้านี้ให้อ่านสักครั้ง เผื่อพวกมรุงจะเข้าใจอะไรมากขึ้น

กรุสงสัยอยู่อย่างนึงว่ะสัส
เวลาพวกมรุงลงทุนทำไมพวกมรุงคิดมากจังวะ
ทั้งๆที่เงินพวกมรุงแม่มก็ไม่กี่พันเอง

กรุเห็นนะสัส…
เวลาพวกมรุงแดรกส์ข้าว
เวลาพวกมรุงซื้อของแพงๆ 
พวกมรุงไม่เห็นคิดมากแบบนี้เลยว่ะ

สมมุติมรุงลงทุนไป 1,000 บาท
แล้วเสือกซวยสัสขาดทุน 500 บาท
ชีวิตมรุงแม่มจะเครียดสัสๆกับเงินแค่นี้
จนกินไม่ได้ขี้ไม่ออกนอนไม่หลับกระสับกระส่าย
ทุรนทุรายปานหมูโดนน้ำร้อนลวกปาก
แล้วกระชากเครื่องในออกจากทวารทั้งเจ็ด

กรุบอกเลยสัส ที่มันห่วยแบบนี้
เพราะมรุงไม่เคยถามตัวเองไง

ว่ามรุงลงทุนไปเพื่ออะไร
ลงทุนด้วยเงินอะไร เงินร้อน เงินเย็น
ในระยะไหน สั้น กลาง ยาว
ความเสี่ยงที่รับได้ สูง กลาง ต่ำ

ลงทุนไม่รู้ แล้วถามกูรูดีไหมๆๆๆ
กูรูบ้านพ่องมรุงคงจะตอบได้หรอกนะสัส
ขนาดมรุงยังไม่รู้ตัวเองเลยไงดวกส์

สุดท้ายนะสัส
กรุฝากข้อคิดเตือนใจไว้ให้

ซื้อๆไปเหอะสัส ถามอยู่ได้
เงินแม่มน้อยนิดเดียว กระจอกสัส
เอาเวลาไปคิดหาเงินเพิ่มด้วยความสามารถ
อย่าประสาทแดรกส์ให้มากนัก มันเสียเวลา

แค่ลงทุนด้วยตัวเองยังไม่กล้า
แล้วชีวิตนี้มรุงจะเอาหน้าไปไว้ไหน

กรุไม่เถียงนะว่าเงินน้อยๆมันก็ทำให้มรุงเป็นเศรษฐีได้ ถ้ามรุงรู้จักเก็บ แต่กรุจะถามมรุงว่าถ้ามรุงเอาเวลาที่เสียในการเก็บเงินน้อยๆของมรุง เปลี่ยนมาเป็นเวลาที่จะสร้างเงินเพิ่มให้มรุงมันจะดีกว่าไหม ลองถามตัวเองดูนะสัส

กรุเคยคุยกับเพื่อนพ่อที่เป็นลูกของลุงของน้าอาเขยของกรุอีกที แม่มทำธุรกิจหลักพันล้าน กรุถามว่าลุงเค้าฝากเงินที่ไหน เค้าบอกฝากไว้ในกายเธอ ไม่ใช่สัส ฝากประจำธรรมดา เพราะแม่มเสียเวลาหารายได้ เอาเวลามาหาเงินเพิ่มดีกว่าว่ะดวกส์

กรุฟังจบแล้วนี่ยืนขึ้นเลยนะ…

10 การกระทำที่คุณควร “เลิก” ทำร้ายตัวเอง

วันนี้ @TAXBugnoms ขอแชร์แนวคิดชีวิตในการดูแลตัวเองกันบ้างครับ เพราะนอกจากที่เราจะให้ความสำคัญกับการเงินแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เราควรจะให้ความสำคัญคือ “เรื่องของจิตใจ” อย่างที่ใครบางคนว่าไว้ ถ้าแรงใจเราดี แรงกายเราก็มีพลังตามมา #ใครพูดฟระ?

ถึงแม้จะรู้ทั้งรู้ว่า จิตใจนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในทุกๆวัน เรากลับทำร้ายตัวเองด้วยการกระทำบางอย่างโดยที่ไม่รู้ตัว จนบางครั้งเรารู้สึกผิดหวังเสียใจขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ และเรื่องราวพวกนี้คือ 10 การกระทำที่เรากำลังทำร้ายตัวเองที่ผมรวบรวมจากประการณ์ของตัวเองและมิตรสหายหลายๆท่าน มาเล่าให้ฟังกันครับ

1. ดูถูกคุณค่าของตัวเอง

คนทุกคนนั้นมีคุณค่าของตัวเอง แต่การก่นด่าตัวเองทางด้านลบอยู่เสมอว่า “เราเป็นคนไม่มีค่า” จะทำให้ความคิดนี้ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกจนเราไม่สามารถจะก้าวผ่านมันไปได้ เพราะขนาดตัวเราเองยังไม่เห็นคุณค่าของเรา แล้วใครจะมองเห็นล่ะครับ

2. เปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลา

จริงๆแล้ว การเปรียบเทียบนั้นถือเป็นเรืองที่ดีเพราะช่วยในการพัฒนาตัวเองครับ แต่สำหรับผมแล้ว ผมมองว่าคนเพียงคนเดียวที่เราควรจะเปรียบเทียบนั้น มันควรจะเป็นตัวเราเองในเมื่อวานมากกว่า เปรียบเทียบไปเลยครับว่าในวันนี้เราพัฒนาขึ้นมาแค่ไหน เพราะถ้าเราแค่เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ 1% ต่อวัน เมือผ่านไป 365 วันเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ 365% กันเลยทีเดียว

ดังนั้นหยุดมองหาสิ่งที่เราไม่มีจากคนอื่น
แต่มองหาสิ่งที่เรามีจากตัวเราแล้วพัฒนากันเถอะครับ

3. วิ่งหนีปัญหา

ไม่ว่าใครย่อมเจอกับ “ปัญหา” แต่สิ่งหนึ่งที่เราชอบทำก็คือ ลืมๆปัญหานั้นไว้แล้วปล่อยไป ซึ่งเป็นการทำร้ายตัวเองอย่างมหันต์ เพราะเมื่อปัญหานั้นกลับมาเมื่อไร มันมักจะรุนแรงกว่าเดิมอีกหลายเท่า การหนีปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง แต่การยอมรับปัญหาและแก้ไขนั่นคือสิงที่ควรทำมากกว่าครับ

4. ด่าทอผู้อื่นเมื่อไม่ถูกใจ

คำพูดคำด่าทอ เมื่อมันออกจากปากของเราแล้ว เหมือนกับการตอกตะปูไปที่กำแพง ต่อให้ถอนตะปูออกมันก็ไม่มีทางที่จะทำให้รอยตอกของตะปูหายไป สิ่งหนึ่งที่เราทำได้คือ หยุดสร้างความเกลียดชังโดยการตอกตะปูไปที่ผู้อื่นเมื่อไม่ถูกใจ แต่รอให้อารมณ์เย็นลงแล้วคุยด้วยเหตุผลจะดีกว่า

มีอยู่ครั้งนึงผมเคยเสียมิตรภาพดีๆไป
เพราะคำพูดที่ไม่ได้ทันคิด ถึงวันนี้มันก็เอากลับมาไม่ได้แล้วครับ…

5. ไม่ออกกำลังกาย

ถ้าถามว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิต ทุกๆ 1 ใน 3 คน ต้องมีคำตอบว่า “สุขภาพ” และการออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งหนึ่งในการสร้างสุขภาพที่ดี แต่ส่วนใหญ่เราเลือกที่จะทำร้ายตัวเองโดยไม่ทำ พอรู้สึกตัวอีกทีก็มีโรคร้ายมาเยี่ยมเยียนซะแล้ว

นอกจากนั้นการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข หรือ Endorphins ออกมาอีกด้วย สำหรับคนที่มีความเครียดจากการทำงานหรือมีเรื่องไม่สบายใจ ลองออกกำลังกายดูสิครับ โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบออกกำลังกายเมื่อมีเรื่องเครียดๆ ช่วยได้เยอะเลยครับ

6. อยากสบายโดยไม่ต้องทำงาน

ความอยากสบายทำให้เราเจอหายนะ เพราะไม่มีงานไหนสบายๆ ได้เงินง่ายโดยที่ไม่ต้องทำอะไร (นอกจากงานผิดกฎหมายนะครับ แฮร่) ดังนั้นถ้าหากเราอยากจะสบาย สิ่งที่เราควรทำคือหยุดทำร้ายตัวเองด้วยความคิดขี้เกียจแล้วตั้งใจทำงานหาหนทางสร้างรายได้ของตัวเอง รับรองว่าทางนี้ดีกว่ากันเยอะครับ

ลองดูรอบตัวของคุณสิครับว่า
คนที่ประสบความสำเร็จและสบายในวันนี้ มีใครบ้างที่ไม่เคยทำงานหนัก?

7. ล้างผลาญไปกับการใช้จ่าย

การใช้จ่าย คือจุดเริ่มต้นของการวางแผนการเงิน ใครหลายคนมักจะควบคุมการใช้จ่ายของตัวเองไม่ได้ ทำให้ใช้จ่ายเกินตัว เป็นหนี้และจ่ายดอกเบี้ย สุดท้ายก็ชีวิตลำบาก ดังนั้นควรหยุดที่จะใช้จ่ายให้เกินกว่าความสามารถหารายได้ของตัวเอง และเปลี่ยนรายจ่ายเหล่านั้นมาเป็นเงินออมหรือเงินลงทุนเพื่อสร้างความร่ำรวยในอนาคตกันเถอะครับ

ผมเคยเชื่อว่าการใช้เงินคือความสุข
แต่แล้วมันเปลี่ยนเป็นความทุกข์ทุกครั้งที่ไม่มีเงินใช้ จริงไหมครับ?

8. อายเมื่อเกิดความผิดพลาด

ความผิดพลาดที่ดี เรามีชื่อเรียกมันว่า “บทเรียน” ดังนั้นถ้าหากทำผิดโดยที่ไม่ตั้งใจ จงอย่าเสียเวลาอาย แต่ให้มองหาว่าเราได้รับประสบการณ์อะไรจากความผิดพลาดนั้น เพราะต่อให้คุณอายหรือไม่อาย ความผิดพลาดนั้นก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ ก้าวต่อไปดีกว่าไหมครับ?

9. กังวลมากจนประสาทเสีย

ดัง่เช่นสุภาษิตที่บอกไว้ว่า “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” แต่เรากลับเลือกที่จะทำร้ายตัวเองด้วยความกังวลด้วยการ “จมอยู่กับอดีต” ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ หรือ “วิตกในอนาคต” ที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร จนลืมไปว่าสิ่งสำคัญที่สุด คือ “การอยู่กับปัจจุบัน” ดังนั้นหยุดกังวลแล้วลุกขึ้นมาทำตัวเองให้ดีในวันนี้กันเถอะคร้าบ

เพราะต่อให้คุณคิดแทบตาย
คุณก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้นอกจากวันนี้

10. เพลียแล้วยังลุกมาทำงาน

การพักผ่อนก็เป็นเรื่องสำคัญมากๆ สำหรับการทำงานและการใช้ชีวิต เพราะยิ่งพักผ่อนน้อย ร่างกายของเราก็เหมือนถูกทำลายไปเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมองและสภาพร่างกายในระยะยาว ซึ่งสำหรับคนทำงานหนัก ถ้าหากรู้ตัวว่าไม่ไหว การหยุดพักสักหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนะคร้าบ

สุดท้ายนี้ @TAXBugnoms เชื่อว่า แนวคิดทั้ง 10 ข้อนี้ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วครับ แต่ว่าเราอาจจะหลงลืมไป หรือทำมันเป็นนิสัยโดยที่ไม่รู้ตัว ยังไงอย่าลืมมาเริ่มต้นแก้ไขไปพร้อมๆกันนะครับ ส่วนผมขอตัวไปนอนต่อก่อนนะครับ เพราะตอนนี้เพลียแล้วฝืนเขียนบทความด้วยน่ะสิ แฮร่..

อั่งเป่าและแต๊ะเอียในวันตรุษจีนในตอนเด็กของผม

วันตรุษจีนเป็นวันที่เงินสะพรัดเต็มไปหมดเลยนะครับเนื่องจากบรรดาคนไทยเชื้อสายจีนอย่างบรรดาอากงอาม่า อาป๊า อาม้า เขาจะแจกอั่งเป่าให้กับลูกๆหลานๆกัน คำว่าอั่งเปาหลายๆคนก็อาจจะยังไม่รู้ว่ามันมาจากภาษาจีนกลางว่า “หงเปา” หรือ “ซองแดง” ซึ่งเขาจะเอาไว้ใส่เงินแจก สีแดงคือสีมงคลของคนจีนนะครับ เงินที่อยู่ในซองแดงนี่แบบว่าเป็นของมงคลม๊ากมาก คนได้รับไปก็ย่อมมีความสุข

แต่สำหรับหลายๆคนคำว่าอั่งเปาอาจจะไม่ชินหูเท่ากับคำว่าแต๊ะเอีย บ้านผมเรียกว่าให้แต๊ะเอียนะ จริงๆแล้วคำว่าแต๊ะเอียเป็นคำที่ใช้มาตั้งแต่โบราณแล้วซึ่งมีความหมายว่า “ทับเอว” คือคนจีนสมัยก่อนเขาจะใช้เงินเหรียญที่มีรูตรงกลางแล้วร้อยเป็นพวงๆ แล้วก็คาดไว้ที่เอว แล้วเวลาเอาเงินให้เด็กเขาก็จะเรียกว่าการให้แต๊ะเอีย ลองดูในหนังจีนสมัยก่อนสิ บางทีจะเห็นตัวละครร้อยเงินเป็นพวงๆไว้ด้วยนะ

แต๊ะเอียหรืออั่งเปาที่ได้มาก็จะเป็นซองละ 400 บ้าง 800 บ้าง คนจีนกับคนไทยนี่ชอบเลข 8 กันทั้ง 2 ชาติเลยนะครับ รู้สึกเป็นมงคลดี เขาว่าเป็นเลขนำโชค ผมเลยไม่ค่อยแปลกใจที่ทำไม Call Center ของธนาคารแห่งหนึ่งต้องใช้ 02-888-8888  ผมว่ารวมๆสมัยเด็กๆหลายๆปีเนี่ยได้เงินรวมกันเป็นหมื่นบาทเลยล่ะ และสมัยเมื่อ 20 ปีก่อน ตอนนั้นเงิน 800 บาท นี่ถือว่าเยอะมากสำหรับผมเลยนะครับ

ตอนเด็กๆพอเพื่อนๆได้เงินแต๊ะเอียหรืออั่งเปามานี่เอาไปทำอะไรกันบ้าง?

ในสมัยก่อนตอนที่ผมเด็กๆผมเห็นพอเพื่อนผมได้เงินมาปุ๊ปก็จะเอาไปซื้อขนม ของเล่น หรืออะไรต่างๆที่ทำให้เขามีความสุขได้ แต่ในขณะที่บ้านผมเขาจะบอกไว้ว่าเงินที่ผู้หลักผู้ใหญ่ให้มาเราควรเก็บเอาไว้ อย่าใช้เพราะเป็นเงินมงคลที่จะทำให้เรารวยขึ้นในอนาคตได้ ตอนเด็กๆผมเลยไม่กล้าใช้เงินของญาติผู้ใหญ่เลยซักบาท บางส่วนเก็บเอาไว้ในกระปุ๊ก ตอนนี้ก็ยังไม่ได้แกะออกมาเลยครับ แบงค์ร้อยที่ได้มาก็เป็นแบงค์สมัย 20 ปีที่แล้ว นี่ถ้าผมเอาไปฝากเงินในธนาคารตั้งแต่สมัยก่อนคงได้ดอกเบี้ยในระดับหนึ่งแล้ว แต่การเก็บแบงค์เก่านี่มันก็ทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากความเก่าได้เหมือนกันละเนอะ

ผมก็เลยมานั่งๆนึกนะว่าเรื่องการปลูกฝังในเรื่องการเก็บเงิน หากเริ่มสอนและปลูกฝังตั้งแต่เด็กก็น่าจะเสริมสร้างนิสัยให้กับบุตรหลานในอนาคตได้มากนะครับ แต่อันที่จริงผมว่าการสอนในเรื่องของการใช้เงินให้เป็นมันสำคัญมากกว่าการเก็บเงินสะอีก บางคนเก็บเงินได้เยอะแต่ไม่เคยได้ใช้เลย ก็ไม่ต่างกับคนไม่เงินหรอกแต่การสอนให้เด็กรู้จักใช้เงินและสร้างเงินออมไว้จำทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกันในเรื่องการบริหารเงินในอนาคตได้

ถ้าผมได้สอนเด็กในเรื่องการได้เงินในวันตรุษจีนนั้นผมก็คงสอนให้เขาแบ่งส่วนเงินไว้

  • ส่วนที่หนึ่งเก็บเอาไว้เพราะเป็นเงินก้นถุงของผู้ใหญ่ที่จะทำให้เรารวยขึ้น
  • ส่วนที่สองแบ่งเอาไว้เผื่อเราจะเอาไว้ในการสร้างความสุขในวันตรุษจีนกับตัวเอง
  • ส่วนที่สามแบ่งเอาไว้เผื่อเราจะแบ่งเงินไปซื้อของให้กับคนอื่นเพื่อเป็นการส่งต่อความสุข เช่น ซื้อขนมมาแบ่งญาติผู้ใหญ่ พี่น้อง หรือบริจาค ทำบุญ  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันให้กับสังคม

และสิ่งที่เราจะต้องย้ำกับเด็กๆเสมอก็คือ เงินที่ได้มานั้นควรจะมีเก็บเสมอ เงินที่เข้ามาในกระเป๋าควรจะมากกว่าเงินที่ออกจากกระเป๋า ไม่ควรสร้างหนี้ เช่น อยากได้ของแต่ต้องไปยืมเงินคนอื่นนะครับ เน้นให้เก็บเงินด้วยตัวเองก่อนแล้วพอเงินมากที่จะซื้อของถึงจะนำไปใช้ เพราะฉะนั้นแล้วช่วงตรุษจีนนี้ก็อาจจะถือเป็นโอกาสดีสำหรับหลายๆท่านที่มีบุตรหลานในการเริ่มสอนการเก็บออมและการใช้เงินของเขานะครับ ลองเริ่มเลยดูไหมครับ

โอกาส ความสำเร็จ และการอิ่มตัว มีจริงไหม?

บทความนี้เป็นบทความส่งท้ายปีใหม่ของผม @TAXBugnoms ใน Aommoney.com อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องการเงินและภาษีเท่าไร แต่มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับ 3 คำสำคัญในชีวิตที่เพื่อนๆพี่ๆน้องทุกคนต้องเจอ นั่นคือ เรื่องของ “โอกาส” ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และความ “ความสำเร็จ” ที่ผ่านมาจนทำให้เราหลายๆคนรู้สึกว่า “อิ่มตัว”

ออกตัวไว้ก่อนว่า… ข้อเขียนทั้งหมดในบทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นเล็กๆผนวกกับประสบการณ์ของผมที่มีต่อนิยามของคำทั้ง 3 คำนี้  บางความคิดเห็นอาจจะไม่ตรงกับใครอีกหลายคน นะครับ ^^

ดังนั้นขอให้ถือเสียว่า บทความนี้เป็นการพูดคุย (ออนไลน์) ที่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างอิสระนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ จะคอมเมนท์ แชร์ หรือแนะนำไอเดียที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆพี่ๆน้องๆคนอื่น  อยากให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมาเยอะๆ ผมจะตั้งใจอ่านและตอบทุกความคิดเห็นคร้าบบ

ถ้าพร้อมแล้ว… เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

โอกาส คือ หนทางแห่งความสำเร็จ จริงหรือ?

เมื่อพูดถึงคำว่า  “โอกาส” คำถามที่ตามมาก็มักจะเป็นคำว่า “โอกาสที่ว่านี้ให้อะไรกับเรา”  เช่น  โอกาสในการเปลี่ยนงานใหม่ เพื่อเติบโตไปในหนทางที่เราต้องการ หรือ โอกาสในการเปลี่ยนแปลงเรื่องราวสำคัญต่างๆในชีวิต เช่น การมีครอบครัว การเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ ฯลฯ

แต่สำหรับตัวผมแล้ว โอกาสและความสำเร็จนั้น  มันไม่ได้เกี่ยวข้องกันแม้แต่นิดเดียว! เพราะเราทุกคน (โดยปัจเจกชน) ล้วนไขว่คว้าหาความสำเร็จกันทั้งนั้น ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสหรือไม่ก็ตาม…

ใครๆก็อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น
ใครๆก็อยากจะได้งานที่ตัวเองอยากทำ
ใครๆก็อยากจะก้าวหน้าหรือประสบความสำเร็จ
เพียงแค่เราเลือกที่จะบอกตัวเอง…  ในวันที่มี “โอกาส”

ดังนั้น อย่าเฝ้ารอคอยโอกาส … เพื่อไปสู่ความสำเร็จ
แต่เราควรที่จะสร้างความสำเร็จในชีวิตของตัวเอง เพื่อรอรับโอกาสดีๆที่จะเข้ามาต่างหากครับ!

ความสำเร็จในวันนี้ ทำให้ถึงจุดอิ่มตัว ใช่ไหม?

อย่างที่บอก (เขียน) ไปว่า ผมเชื่อว่า ใครๆหลายคนมีความฝันอยากจะประสบ “ความสำเร็จ” แต่ทำไมเมื่อคนบางคนประสบความสำเร็จแล้ว ถึงเปลี่ยนตัวหรือผันตัวเองไปทำอย่างอื่น โดยมีเหตุผลสั้นๆว่า “อิ่มตัว”  จากงานที่ทำแล้ว

เอ๊ะๆๆๆ …ถ้าพูดแบบนี้ พี่หนอมกำลังบอกว่า…
ถ้าเรารู้สึกอิ่มตัวเมื่อไร มันแปลว่าเราประสบความสำเร็จแล้วใช่ไหม?

คำตอบ คือ “ใช่” และ “ไม่ใช่”
เพราะทั้งหมดนั้นมาจากคำอีกคำหนึ่ง นั่นคือ คำว่า “งานที่เรารัก”

จงหางานที่เรารัก แล้วเราจะไม่ต้องทำงานตลอดชีวิต

หลายๆคนคงเคยได้ยินคำพูดนี้ใช่ไหมครับ?? แต่เราเคยถามตัวเองไหมว่า “งานที่เรารักคืออะไร?” แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ “เราสามารถทำงานนั้นไปได้ตลอดชีวิตหรือไม่”

โดยเฉลี่ยแล้วคนทุกคนจะต้องเปลี่ยนงานประมาณ 4-5 งานตลอดชีวิตของเขา บางคนอาจจะเริ่มต้นจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนไปสู่ตำแหน่งที่สูงกว่า เปลี่ยนสายงาน หรือไปจบลงที่การทำธุรกิจของตัวเอง ซึ่งก็อาจจะเปลี่ยนธุรกิจไปได้อีกมากมายหลายแขนง!!

แต่ผมเพียงอยากจะบอกว่า…

เราไม่มีทางรู้หรอกว่า เราได้ทำงานที่เรารักจริงๆหรือไม่
เราจะบอกตัวเองได้ เมื่อเราเจอปัญหาจากงานนั้น แล้วยังคงทนทำงานนั้นต่อไป
…. แม้สุดท้ายเราจะไม่ได้รักงานนั้นก็ตาม

เชื่อไหมครับว่า

คนส่วนใหญ่มักจะประสบความสำเร็จจาก “งานที่คิดว่ารัก” นั้นได้

และหน่วยวัดความสำเร็จส่วนใหญ่ที่เราใช้ก็คือ “เงิน”
เมื่อมีเงิน เราถึงได้รู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องทนทำมันอีกต่อไป
แหม่… ฟังแล้วปวดใจพิลึกเหมือนกันนะครับ

เมื่อถึงจุดที่ “เรามีเงิน” เราจะถามตัวเองว่า “สิ่งนั้นใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆไหม” และจุดนั้นดันเป็นจุดเดียวกันที่เราจะให้เหตุผลตัวเองว่า “อิ่มตัว” นั่นแหละ!

มีคนคนหนึ่งเคยบอกผมไว้ว่า…

ความอิ่มตัวเกิดได้จากสองสาเหตุ นั่นคือ “อิ่มเพราะไม่รู้จะสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ” กับ “อิ่มเพราะลำบากใจที่จะทำ”

เหตุผลแรก อาจจะเป็นผลกระทบจาก “ความสำเร็จ” ที่เราคิดว่าไปถึงเป้าหมาย จนไม่มีอะไรให้ไขว่คว้า
แต่เหตุผลหลัง อาจจะเป็นแค่ความรู้สึกเหนื่อยหน่าย และ “อิ่มเพราะกระอักจนไม่อยากทำอะไรต่อไป”
แต่เห็นไหมครับว่า.. ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลไหนก็ตาม
เราต้องผ่านการทำงาน และเคี่ยวกรำตัวเองอย่างหนัก เพื่อไปสู่ “เป้าหมาย”

มันเป็นตลกร้ายเหมือนกัน
เพราะเมื่อผ่านเป้าหมายนั้นไปได้ เราถึงได้รู้ว่าเราต้องการอะไร “จริงๆ”

ดังนั้นคำถามที่ถามว่า .. โอกาส ความสำเร็จ และการอิ่มตัว มีจริงไหม? คำตอบที่ผมให้กับตัวเองก็คือ “จริง”แต่มันจะจริงก็ต่อเมื่อคุณไปถึง “จุดนั้น” จริงๆ ไม่ใช่หลอกตัวเองด้วยความเหนื่อย ความลำบาก และหาโอกาสในการเปลี่ยน ที่ใครๆหลายคนเรียกมันว่า “ข้ออ้าง” เพื่อที่จะหลีกหนีปัญหาไปเท่านั้น

สุดท้ายนี้ หวังว่าบทความนี้จะทำให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ทุกคน
มองเห็น “ความสำเร็จ” จาก “เป้าหมาย” ที่ต้องการอย่างแท้จริง

สวัสดีปีใหม่ 2015 ล่วงหน้าครับ
@TAXBugnoms

“แต๊ะเอีย” ไม่กี่ร้อย .. กลายเป็นเงินล้านด้วย “กองทุนรวม”

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม หมอนัท@คลินิกกองทุน กันอีกแล้วนะครับ แป๊ป ๆ นี่ก็ใกล้จะสิ้นเดือนที่ 2 ของปีกันแล้วนะครับ ผมยังรู้สึกว่าเพิ่งได้ฉลองปีใหม่กันไปเมื่อไม่นานมานี่เอง พอพูดถึงปีใหม่ ผมนี่นึกถึงปีใหม่ของจีนขึ้นมาทันที เนื่องจากปีใหม่จีนนี้มีข้อแตกต่างจากงานปีใหม่ทั่ว ๆ ไปก็คือ มันมี “แต๊ะอั๋ง” …….เอ้ย !! “แต๊ะเอีย” ครับ (ทะลึ่งนะเราอะ) เพราะว่าปีใหม่ของประเทศต่าง ๆ จะเน้นไปที่การเฉลิมฉลอง แลกของขวัญกัน แต่ปีใหม่ของจีนกลับให้เงินครับ เรียกได้ว่าคนที่ทำคนแรกนี่ค่อนข้างจะครีเอทมากทีเดียวครับ จนผมอยากจะให้รางวัลโนเบลไปเลย

หลายๆคนอาจจะมองว่าไอ้เจ้า “แต๊ะเอีย” นี่แหละครับ ที่เปรียบเสมือนเป็น คำอวยพรของคนสมัยก่อน แต่ผมอยากจะให้มองว่า จริง ๆ การได้รับ แต๊ะเอียนั้นเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมความมั่งคั่งสำหรับเด็ก ๆ และ คนที่ยังไม่ได้ทำงานครับ (จริง ๆ บางคนที่ทำงานแล้วก็ยังได้ ถ้าเป็นการให้เพื่ออวยพรกัน เช่น ลูกให้พ่อ หรือ พ่อให้ลูก) แต่ส่วนใหญ่มักจะนำไปใช้จ่ายทันที เช่น เอาไปซื้อของที่อยากได้ หรือ ซื้อของที่ไม่จำเป็น

ดังนั้นก่อนที่เราจะให้ แต๊ะเอีย กับใครไป หรือถ้าเราได้รับมาก็ตาม เราควรจะคิดว่าจะนำเงินก้อนนั้นไปทำอะไรให้เกิดประโยชน์ดีนะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้ว ตามความเชื่อเดิม เราก็ควรที่จะมีเงินบางส่วนเก็บไว้ หรือ เหลือไว้เพราะถือว่า เงินแต๊ะเอียนั้นเป็นเงินขวัญถุง เพื่อความเป็นศิริมงคล และเพื่อความร่ำรวยในอนาคตครับ

ถ้าเป็นแบบนั้น เรามาหาที่อยู่ให้กับเงินที่เหลือกันครับ ว่าจะเอาเงินขวัญถุงนี้ไปไว้ที่ไหนดี เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อความเป็นมงคลของชีวิตครับ และเนื่องจากผมเขียนเรื่องกองทุน แน่นอนว่ามันต้องเป็นกองทุนแน่ๆ แต่จะเป็นกองทุนไหนกันเรามาดูกันครับ

กองทุนทองคำ

“มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่”คำ ๆ นี้ไม่ว่าจะยุคไหนก็ยังไม่เคยเปลี่ยนไปครับ แต่เป็นความจริงของคนที่ซื้อทองในช่วงปีที่แล้วนะครับ คงหนีไม่พ้นคำว่าดอย แม้แต่ผมเองก็ยังมีดอยทองอยู่เลยครับ ซึ่งหลาย ๆ ท่านอาจจะสงสัยว่าแล้วตอนนี้สามารถลงทุนในทองคำได้แล้วเหรอ ?

ผมคงต้องบอกทุกท่านว่า “ยังไม่ถึงเวลาของทองคำครับ” เนื่องจากสินทรัพย์อย่างทองคำนั้น ไม่ได้ให้ดอกเบี้ย หรือ ผลตอบแทนในรูปกระแสเงินสดกับเราเลย หากไม่อยู่ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ การที่ค่าเงินของประเทศหลัก ๆ บนโลกใบนี้มีการอ่อนค่าลงอย่างเห็นได้ชัด หรือ มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นครับ

จากปัจจัยที่ผมได้กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าทองคำเป็น “สินทรัพย์ที่ดีในยามยาก” ดังนั้นเราจะเปรียบทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงมากกว่าครับ เวลาผมจัดพอร์ตลงทุนให้กับบุคคลทั่วไปก็มักจะมีทองคำติดพอร์ตไว้นิดหน่อย ประมาณ 5-10 % ของพอร์ตครับ เนื่องจากเราไม่รู้หรอกครับว่า วิกฤตจะมาเมื่อไหร่ อย่างน้อยมีไว้บ้างก็ไม่เสียหาย ดังนั้นถ้าเรามีเงินขวัญถุงจากเงินแต๊ะเอียแล้วละก็ เอามาเก็บไว้ในกองทุนทองคำก็ไม่เสียหายครับ เพราะว่าระยะยาว ๆ ๆ ๆ ๆ (เนื่องจากต้องยาวมากหน่อยครับ) แล้ว ทองคำก็น่าจะมีมูลค่าที่ดี และอาจจะเพิ่มขึ้นได้ในอนาคตครับ เมื่อซื้อแล้วก็อย่าลืมไปบอก อากง อาม่า ด้วยนะครับว่าเราได้ซื้อทองคำไว้…..แต่อย่าบอกว่าซื้อที่ราคาเท่าไหร่นะครับ เดี๋ยวอากง อาม่าจะชมว่าเป็น “เก๋าเจ้ง” (หลาย ๆ ท่านคิดในใจว่าอ๋อ !! อากง อาม่าชมว่าเป็น เกาจิ้ง ….มันไม่ใช่นะครับ)

ส่วนกองทุนที่น่าสนใจนั้น ก็มีอยู่หลายกองทุนครับ เช่น K-GOLD,I-GOLD ครับ ส่วนกองทุนที่ซื้อทองคำมาเก็บไว้ และสามารถเปลี่ยนมาเป็นเงินสดได้เร็ว ๆ ก็มี T-Gold Bullion ครับ

กองทุนอสังหาฯ

ถ้าสังเกตดี ๆ เราจะเห็นว่าเศรษฐีส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้น มักจะมีที่ดินหรือ มีการครอบครองอสังหาริมทรัพย์กัน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้มีเงินถุง เงินถัง หรือมีความรู้ในการพัฒนาที่ดิน เราก็สามารถที่จะครอบครอง อสังหาฯ ได้เหมือนกันครับ โดยการลงทุนผ่านกองทุนอสังหาฯ นั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า โรงแรม สนามบิน โกดังให้เช่า ตึกสำนักงาน ล้วนแล้วแต่น่าสนใจลงทุนทั้งนั้น เพราะว่า กองทุนในรูปแบบนี้ จะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างจะสม่ำเสมอครับ(ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ในการเก็บค่าเช่านะครับ)

โดยส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 6-8 % ต่อปีครับ

แต่ถ้าท่านไหนไม่ค่อยมีความรู้เรื่องการลงทุนในกองทุนอสังหา ฯ แล้วละก็ จะมีกองทุนอีกแบบครับ ที่เรียกได้ว่าเป็นแบบ Fund of Fundคือ กองทุนที่ไปลงทุนในกองทุนอสังหาฯ อีกทีนึงครับ ซึ่งผู้จัดการกองทุนจะเป็นผู้คัดเลือกกองทุนอสังหา ฯ ที่ดีมากให้เรานั้นเองครับ และกระจายความเสี่ยงไปในตัวด้วย(เพราะมีกองทุนอสังหา ฯ อยู่ในพอร์ตการลงทุนหลายกองทุน หรือบางครั้งอาจจะมีหุ้นที่เป็นบริษัทอสังหา ฯ ด้วย)

เป็นไงบ้างครับ น่าสนใจใช่ไหมครับ ถ้าลงทุนแล้วก็สามารถบอก กับ อากง อาม่า ของเราได้เต็มปากว่า “อั๊วเองเอาเงินแต๊ะเอียไปซื้อที่ดินด้วยนะ” แน่นอนว่าจะกลายเป็น หลานกตัญญู มองการณ์ไกลขึ้นมาทันทีครับ (แต่อย่าให้รู้ความจริงนะครับ อาจจะโดนด่าพ่อ ได้……เอ๊ะ !!)

กองทุน อสังหา ฯ ทั่วไปได้แก่ T-FUND,T-LOGIS, CPNRF, MSTOR,LHSC, Etc.

ส่วนกองทุนอสังหา ฯ ที่ไปลงทุนในกองทุนอสังหา ฯ อีกที ก็ได้แก่ M-PROPERTY, ONE-PROP ,CIMB-PRINCIPAL iPROP, Etc.

กองทุนหุ้นจีน

แน่นอนครับ ได้เงินมาในเทศกาลจีน เราจะเอาเงินไปไหนได้อีกครับ นอกจาก “กองทุนจีน” (มันเกี่ยวกันไหมเนี้ย) แต่จริง ๆ แล้วกองทุนที่ลงทุนในประเทศจีนก็ยังเป็นที่น่าสนใจครับ เนื่องจากว่า มูลค่าหุ้นยังคงมีราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับการเติ

แนวทางสร้างรายได้ 50,000 บาทต่อเดือนโดยไม่ต้องทำงาน

จากที่ผมได้อ่านบทความ วิธีการสร้างรายได้เดือนละ 50,000 บาท โดยไม่ต้องทำงาน ซึ่งเขียนโดย @TaxBugnoms  ซึ่งเสนอแนวทางที่หลายๆคนอ่านแล้วใจหวิวๆแล้วก็คิดว่าเหมือนการขายฝันเลยเพราะแต่ละวิธีมันดูค่อนข้างไกลตัวและไม่รู้จะหาทางทำให้มันเป็นจริงได้อย่างไรในทุกท่าน พี่หนอมได้เสนอแนวทางดังนี้ไว้นะครับ

1. ฝากเงินในธนาคาร 20 ล้านบาท ด้วยดอกเบี้ย 3% ต่อปี

2. ลงทุนในหุ้นกู้ 15 ล้านบาท ด้วยผลตอบแทน 4% ต่อปี

3. ลงทุนในหุ้น 10 ล้านบาท ด้วยผลตอบแทน 6% ต่อปี

4. ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ 8 ล้านบาท ด้วยผลตอบแทน 7.5% ต่อปี

พอมามองดูเงินในกระเป๋าของเรา โอ้วแม่เจ้า แค่ 1 แสนยังเก็บยากเลยแล้วจะเอาเงินที่ไหนไปฝากเงิน 20 ล้าน แล้วถ้า 6 ล้านด้วยการลงทุนในหุ้นมันยังยากเลย ต้องรับความเสี่ยงว่าจะขาดทุนหรือกำไรอีก ไม่เป็นไรครับ ผมมีแนวทางให้ทุกๆคนลองเดินดู แต่จะได้ 50,000 ต่อเดือนไหม มันขึ้นอยู่กับตัวเราและปัจจัยทางเศรษฐกิจและธุรกิจด้วยนะครับ แน่นอนอยู่แล้วว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอแต่เราสามารถเดินตามหนทางที่ทำให้เราประสบความสำเร็จได้ ไม่มากก็น้อยด้วย 3 ปัจจัยดังนี้นะครับ

ปัจจัยแรก การสร้างเงินออมเพื่อสร้างความมั่งคั่ง

การมีเงินออมจะเป็นก้าวแรกในการไปสร้างความมั่งคั่งนะครับ การสร้างเงินออมนั้นเกิดขึ้นได้จาก 2 ปัจจัยคือ การเพิ่มรายรับ กับ การลดรายจ่าย หลายคนอาจจะมีงานเสริมนอกเหนือจากการทำงานประจำเต็มไปหมด ส่วนการลดรายจ่ายนั้นผมเชื่อว่าทุกคนสามารถทำได้เช่นกันนะครับอย่างน้อยก็คือเราทำงบประมาณส่วนตัวเอาไว้ว่าในเดือนๆหนึ่งจะใช้เงินไม่เกินเท่าไหร่ ด้วยการพิจารณาว่าอะไรเป็นสิ่งที่จำเป็น อะไรเป็นสิ่งที่ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นสามารถลดได้ แล้วก็สร้างเป็นเงินออมออกมา เป้าหมายง่ายๆสร้างได้เลยครับ เช่น 1,000 บาท ต่อเดือน แล้วถ้าเรามีรายได้มากขึ้นก็เพิ่มเป็นเดือนละ 2,000 บาท 5,000 บาท

แน่นอนครับว่าต่อให้เป็นการฝากเงินในธนาคารนะ

  • เงินออมเดือนละ 1,000 บาท ก็จะต่อยอดเป็น 12,000 บาท ต่อปีได้
  • เงินออมเดือนละ 10,000 บาท ก็จะกลายเป็น 120,000 บาท ต่อปีได้เช่นกัน

และแน่นอนว่าในขั้นแรกต้นของการสร้าง Passive Income ของเงินออมที่ต่างกัน ดอกเบี้ยเงินฝากที่เราจะได้รับก็ไม่เท่ากัน ดอกเบี้ยมันทบต้นด้วยนะครับ คนมีเงินฝากก่อนและฝากมากกว่าก็จะได้รับดอกเบี้ยสูงกว่า อย่างที่บอกตลอดเลยนะ… ผมจะพูดเสมอเลยนะว่าใคร ออมก่อน ย่อมรวยก่อน ถ้าเราเริ่มออมตั้งแต่วันนี้ แต่เพื่อนเราออมด้วยวิธีการเดียวกัน จำนวนเงินเท่ากัน แต่ทำหลังเรา 2 ปี การที่เขาจะเก็บเงินไล่ตามเรานั้นก็จะช้ากว่าเรา ยกเว้นว่าเขาจะเพิ่มเงินออมมากขึ้น นั่นก็แปลว่าจะต้องเก็บมากขึ้นและเหนื่อยมากขึ้นด้วยล่ะ

หมายเหตุ: ผมไม่เอาเรื่องภาษีดอกเบี้ยเงินฝากมาคิดเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจนะครับ

ลองคิดเล่นๆดูนะ ถ้าผมออมไปแล้ว 4 ปี ผมจะมีดอกเบี้ยในปีนั้นๆถึง 256 บาทเลยล่ะ ในขณะที่เพื่อนผมอีกคนผลัดตลอด ขี้เกียจออม ไว้ก่อนๆ ถ้าเขาจะหาดอกเบี้ยจำนวนเดียวกันได้ เขาก็ต้องหาเงินมาฝากถึง 51,126 บาทมาฝากเพื่อไล่ตามผมให้ได้ แล้วถ้าเราไม่เก็บตั้งแต่วันนี้ เราจะเสียโอกาสมากแค่ไหน นี่แค่เงินฝากออมทรัพย์ธรรมดา ดอกเบี้น 0.5% เองนะครับ ถ้าเราเก็บได้หลักหมื่นบาทจะได้เยอะกว่าขนาดไหน

วิธีการสร้างเงินออมแบบมนุษย์เงินเดือนลองอ่านเพิ่มเติมในซีรีย์ รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน นะครับ 

ปัจจัยที่ 2 การสร้างความมั่งคั่งด้วยการลงทุน

ดูเหมือนว่าหลายๆคนคงพอทราบ Step แล้วใช่ไหมครับว่า การออมเงินนั้นมันสามารถสร้างดอกเบี้ยเงินฝากที่เป็นรายได้ที่มาโดยที่เราไม่ต้องทำงานได้ แต่มันน้อยจังเลยเนอะ เราจะหาผลตอบแทนให้มากขึ้นได้อย่างไร แน่นอนครับว่าเราก็ต้องเพิ่มความเสี่ยงในการลงทุน เสี่ยงมาก โอกาสได้รับผลตอบแทนมาก หลายคนก็อาจจะกลัวนะครับและไม่กล้าที่จะเสี่ยง ผมก็จะขอแนะนำวิธีการลดความเสี่ยง ดังนี้นะครับ

1. รู้มากขึ้น

หากเรารู้มาก เราเข้าใจว่าความเสี่ยงมันคืออะไร เราก็สามารถที่จะกำจัดความเสี่ยงได้ คนที่รู้เรื่องหุ้นมากกว่าคนไม่รู้ ก็ย่อมหลบหลีกความเสี่ยงและตัดสินใจในเรื่องที่เกิดขึ้นได้มากกว่าเสมอครับ

2. วางแผนให้เหมาะสม

แต่ละคนมีความเสี่ยงทีต่างกัน มีวิถีการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน เวลาใครมาถามผมว่า เขาควรจะเก็บเงินเท่าไหร่ ลงทุนอย่างไร ผมบอกตามตรงเลยว่าผมตอบไม่ได้ แต่สิ่งที่พอกำหนดคร่าวๆเป็นแนวทางให้กับแต่ละคนได้ก็คือ รายได้ อายุและภาระของคุณผสมผสานแล้วรับความเสี่ยงได้แล้วเป็นอย่างไร ก็พิจารณาแล้วก็เอาเงินออมที่รับความเสี่ยงได้นั้นล่ะไปลงทุนไล่ตามลำดับกันไป เช่น ตราสารหนี้ กองทุนรวม หุ้น

เมื่อเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น ก็อาจจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ แต่… ก็ต้องยอมรับนะครับว่าเราอาจจะไม่ได้รับผลตอบแทนที่เราคิดไว้ก็ได้เพราะปัจจัยในพื้นฐานธุรกิจและเศรษฐกิจมันก็มีผลต่อการเติบโตเหมือนกัน การเลือกหุ้น หรือ กองทุนรวมที่ดีมีการเติบโตนั้นจะทำให้เราสร้างความมั่งคั่งได้มากขึ้นนะ

ปัจจัยที่ 3 การใช้ระยะเวลาเพื่อขยายความมั่งคั่ง

เมื่อเรารู้แล้วว่าเราจะสร้าง Passive Income ด้วยเงินเพิ่มน้อยนิดเราจะต้องทำอย่างไร ก็อย่างว่าไม่ได้เกิดมารวยมีเงินถุงถัง มันก็ต้องหาทางออกด้วยการ เพิ่มระยะเวลาสำหรับการขยายความมั่งคั่ง การเพิ่มระยะเวลานอกจากจะทำให้เราเห็นหนทางในการไปสู่เป้าหมายแล้ว ยังสามารถลดความเสี่ยงในการลงทุนด้วยนะครับ อย่างน้อยเงินก็ไม่จมไป&

(Review) รีวิว “เงินฝากดับเบิ้ลเฮง” ของดีรับวันตรุษจีน จากธนาคารธนชาต

เราเชื่อว่า… คนส่วนมากก็อยากรวย อยากมีอิสรภาพทางการเงิน กันทั้งนั้น แต่สำหรับบางคนแล้วอาจจะรวยได้ยาก ถ้าหากยังไม่ได้เริ่มต้น “ออมเงิน” เพื่อสร้างหนทางความร่ำรวยให้กับชีวิตของตัวเอง

แต่เมื่อเราคิดจะเริ่มออมเงินแล้ว ปัญหาที่ตามมาของคนส่วนใหญ่ก็คือ “ขาดวินัย” ในการออมเงิน เพราะใจยังมีความอยากได้อยู่มาก นู่นก็น่าซื้อ นี่ก็น่าชอป กลับกลายเป็นต้องทิ้งเรื่องออมเงินไว้ข้างหลังโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญและถือเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับคนที่กำลังจะรวยอย่างเรา นั่นคือ การสร้างวินัยการออมเงินอย่างง่ายๆ ด้วยการแยกบัญชีเงินฝากธนาคาร

โดยปกติแล้วบัญชีเงินฝากธนาคารที่ทุกคนใช้รับเงินเดือนนั้นจะเป็นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ซึ่งเป็น “บัญชีเงินผ่าน” ที่เงินเข้ามาแล้วออกไป มีสภาพคล่องสูง ทำให้เราถอนเงินออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้และมีอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 0.5% เท่านั้น ดังนั้นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์จึงไม่เหมาะสมแก่การออมเงิน แต่เพื่อให้การออมเงินเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เราจึงต้องแยกบัญชีเงินออมออกจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ซึ่งเราจะเรียกว่า “บัญชีที่พักเงินออม” โดยเป็นบัญชีสำหรับรวบรวมเงินออม ก่อนนำไปต่อยอดด้วยการลงทุนในรูปแบบต่างๆ หลังจากนั้นเราค่อยใช้เงินที่เหลือในบัญชีออมทรัพย์เพื่อใช้จ่ายเท่านั้น

วิธีจัดการรายได้จากสมการเงินออม

จากสมการข้างต้นเราควรเลือกสร้างวินัยการออมเงินจากการเลือก “บัญชีที่พักเงินออม” เราควรเลือกรูปแบบการฝากเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ และให้อัตราดอกเบี้ยสูง ถอนออกยาก (เพื่อไม่เผลอกดเงินออกมาใช้) โดยให้บัญชีนี้เป็นที่รวมเงินออมในระยะสั้นเพื่อรอให้เป็นเงินออมก้อนโต จากนั้นก็จะนำไปต่อยอดด้วยการลงทุนให้เงินออมของเราโต โต๊ โตต่อไป

แต่นอกเหนือจากการออมเงินและนำไปลงทุนแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ทุกคนมักจะลืมนึกไป นั่นคือการป้องกันความเสี่ยงของชีวิตเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน โดยใช้การออมอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า “ประกันชีวิต” เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงเหล่านั้นนั่นเอง

ในปัจจุบันตลาดเงินฝากมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด โดยจูงใจให้ดอกเบี้ยสูงในระดับ  2-5% (ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินฝาก) โดยมีเงินฝากขั้นต่ำเริ่มต้น 10,000 – 50,000 บาท  ด้วยเหตุนี้จึงมีผลิตภัณฑ์เงินฝากรูปแบบใหม่เกิดขึ้นเพื่อสร้างความแตกต่างและเป็นทางเลือกให้กับนักออมเงิน  ซึ่งเงินฝากรูปแบบใหม่นี้จะเป็นการดึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งเงินฝากประจำและประกันชีวิตมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัวจนกลายเป็น “เงินฝากดับเบิ้ลเฮง” นั่นเอง

เงินฝากดับเบิ้ลเฮงคืออะไร?

บัญชีเงินฝากประจำต้อนรับความเฮงในวันตรุษจีนด้วยระยะเวลาที่เราออกแบบเองได้ว่าจะฝากระยะสั้น 88 ระยะกลาง 188 วัน ไปจนถึง ระยะยาว 388 วัน ที่ “ยิ่งฝากยาว ยิ่งได้ดอกสูง” และบัญชีเงินฝากดับเบิ้ลเฮงยังได้นำเลข 8 ที่คนจีนเชื่อว่าเป็นเลขอภิมหามงคลที่จะนำมาซึ่งโชคลาภ ความร่ำรวยและความมั่งคั่งมาเป็น concept ของช่วงระยะเวลาการฝาก และดอกเบี้ยผลตอบแทนที่ได้รับด้วย (ดังที่จะเห็นได้ว่าทุกอย่างล้วนแล้วแต่ลงท้ายด้วยเลขมงคล เลข 8 ทั้งนั้น) เปรียบเสมือนความเชื่อของคนจีนที่เชื่อกันว่าถ้าเราเริ่มต้นปีด้วยสิ่งดีๆ ก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองกันไปตลอดทั้งปี เหมือนกับการที่เราเลือกฝากเงินในที่ที่ได้ดอกเบี้ยดีๆกันตั้งแต่ต้นปี ก็จะทำให้เรามีเงินเพิ่มขึ้นๆ ยาวๆกันไปตลอดปีด้วยเช่นกัน

“เงินฝากประจำ + ประกันชีวิต = เงินฝากดับเบิ้ลเฮง”

รายละเอียดของเงินฝากประจำพิเศษ

จุดเด่นของบัญชีฝากประจำ

  • ความเสี่ยงต่ำ
  • ได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน
  • “ฝากเริ่มต้นขั้นต่ำแค่ 10,000 บาท” ไม่ต้องรอถึงขั้นมีเงินเป็นกอบเป็นกำถึงจะเริ่มออม การฝากเริ่มต้นขั้นต่ำในจำนวนที่ไม่สูงมากก็จะทำให้ผู้ออมมีกำลังใจและมีวินัยในการออมมากขึ้น
  • จุดเด่นของเฮงแรก คือ ได้รับดอกเบี้ยสูงถึง 2.78%  (ถ้าฝากประจำเพียงอย่างเดียว)

จุดเด่นของประกันชีวิต

  • ป้องกันและบรรเทาความเสียหายจากเหตุไม่คาดฝันในชีวิต
  • ช่วยประหยัดเงินเพราะใช้ลดหย่อนภาษีได้ถึง 100,000 บาท
  • สร้างให้เรามีวินัยการออมอย่างเป็นระบบเพราะมีกำหนดเวลาจ่ายเบี้ยและระบุจำนวนเงินที่จะได้รับในวันสิ้นสุดกรมธรรม์ที่แน่นอน
  • จุดเด่นของเฮงสอง คือ ได้รับดอกเบี้ยสูงสุดถึง 5.08% (ถ้าเปิดบัญชีฝากประจำพร้อมกับสมัครประกันชีวิตพรูเด็นเชียล Perfect Coverage 15/7)

เงินฝากดับเบิ้ลเฮงเหมาะสมกับใคร?

เหมาะกับผู้ที่ต้องการสร้างวินัยการออมเงินให้กับตัวเองพร้อมกับมองหาความคุ้มค่าแบบใหม่ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูง และจะตอบโจทย์มากยิ่งขึ้นไปอีก หากใครที่ยังไม่เคยทำประกันชีวิตให้ตัวเองเลย ผลิตภัณฑ์นี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีการจัดโปรโมชั่นพิเศษ คือเมื่อเปิดบัญชีเงินฝากประจำพร้อมกับทำประกันชีวิตควบคู่ไปด้วย โดยจะได้รับผลตอบแทนสูงสุดถึง 5.08% ซึ่งคุ้มค่ามากกว่าการฝากเงินหรือทำประกันชีวิตเพียงอย่างเดียว

“อย่าลืมต้อนรับความร่ำรวยด้วยบัญชีเงินฝากดับเบิ้ลเฮงนะคะ

แล้วคุณจะรู้ว่าสุดยอดอภิมหาเฮงมันคืออะไร”

ตอนที่ 1 รู้จัก indicators [ซีรี่ย์การลงทุน 3 ตัวช่วย รวยด้วยหุ้นเทคนิค]

แนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น จะมีวิธีหลักๆ ที่ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายอยู่ 2 วิธี คือ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) และ การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) ส่วนใครที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับอะไร ก็ไปลองทำแบบทดสอบได้ที่ แบบสำรวจสาย Technical คุณมาถูกทางหรือยัง? ครับ

สำหรับคนที่เลือกวิเคราะห์ทางเทคนิคโดยอาศัยการวิเคราะห์กราฟเพื่อตัดสินใจซื้อขายหุ้นนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการหาจังหวะในการซื้อขายหุ้นที่ดี เพราะการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานนั้นไม่สามารถใช้หาจังหวะในการซื้อขายได้ ดังนั้นข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์กราฟหุ้นทางเทคนิคจะบอกว่าเราควรจะซื้อหุ้นหรือขายหุ้นเมื่อไหร่ ที่ราคาเท่าไหร่

อย่างไรก็ตามเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคเพื่อหาจังหวะซื้อขายหุ้นก็มีอยู่หลายชนิด เช่น แนวโน้มการเคลื่อนที่ของราคา (Trend) แนวรับ-แนวต้าน (Support & Resistance) รูปกราฟแท่งเทียน (Candlestick) รูปแบบราคา(Chart Patterns) และ  ดัชนีชี้วัด (Indicators ) ซึ่ง Indicators นั้นถือเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญและได้รับความนิยมจากนักวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคเป็นอย่างมาก

“อยากวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคเทคนิคให้ได้กำไร ต้องฝึกใช้ Indicators ให้เก่งๆ “ หลายคนที่เป็นมือใหม่คงเคยได้ยินคำพูดหรือคำแนะนำในลักษณะนี้มาก่อน แต่ก็ยังไม่รู้จักว่า Indicators คืออะไร , การใช้ Indicators เพื่อวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคมีประโยชน์อะไรบ้าง และเค้าดูหรืออ่านกราฟของ Indicators กันยังไง แต่สำหรับบางคนที่คุ้นเคยกับการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคมาบ้างแล้ว ก็อาจจะอยากรู้ว่า Indicators ตัวไหนบ้างที่เด่นๆ ใช้งานได้ผลดี หรือมีเคล็ดลับในการใช้งาน Indicators อย่างไรให้มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ

จากข้อสงสัยที่ผมเกริ่นขึ้นมาทั้งหมดข้างต้น ผมมั่นใจว่าผู้อ่านจะได้รับความกระจ่างในทุกประเด็นอย่างแน่นอน จาก Series บทความชุดที่มีชื่อว่า “3 สุดยอด Indicators สำหรับวิเคราะห์กราฟหุ้น”

ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มกันเลย…

Indicators คืออะไร?

ก่อนอื่นต้องบอกว่า ค่าของ Indicators นั้นเกิดจากนำตัวเลขข้อมูลดิบของราคาหรือปริมาณการซื้อขายมาคำนวณด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์หรือสูตรทางสถิติที่คิดค้นขึ้น ทำให้เราได้ตัวเลขใหม่ออกมาเป็นตัวเลขอีกตัวหนึ่ง จากนั้นเราจะนำค่าของ Indicators ที่ได้จากการคำนวณนั้นมาแปลเป็นความหมายเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจในการซื้อขาย

ผมขอยกตัวอย่างเรื่อง ค่าของ Indicator ที่เกิดจากการเอาข้อมูลดิบมาใส่เป็นสูตร ดังนี้ครับ สมมุติว่า ถ้าเราสนใจ Indicators  ”ค่าเฉลี่ย”  เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจซื้อขายหุ้นตัวหนึ่ง สูตรคำนวณทางคณิตศาสตร์ของ ”ค่าเฉลี่ย” คือ ผลบวกของข้อมูลดิบที่มีหารด้วยจำนวนข้อมูลทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น เรามีข้อมูลดิบของราคาทั้งหมด 4 ตัว ได้แก่ 50, 52, 54, และ 58 จะสามารถคำนวณค่าเฉลี่ยของราคาได้เท่ากับ ((50+52+54+58)/4) = 53.5 ซึ่งจะเป็นตัวแทนของข้อมูลดิบราคาทั้ง 4 ตัวที่เรากำลังให้ความสนใจ จากนั้นเราก็จะนำค่าเฉลี่ยซึ่งเป็น Indicaotrs ที่คำนวณได้ไปทำการวิเคราะห์เพื่อช่วยในการตัดสินใจตามวัตถุประสงค์ที่เราต้องการต่อไป

วิธีการแสดงค่า Indicators เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและแปลความหมายได้ง่าย

สำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค

ค่าของ Indicators เพียงค่าเดียวนั้นไม่สามารถให้ข้อมูลเพียงพอสำหรับการตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นได้ ดังนั้นการวิเคราะห์ทางเทคนิคโดยใช้ Indicators จึงต้อง

  1. คำนวณค่าของตัวชี้วัดออกมาหลาย ๆ ตัวป็นชุดและนำมาเรียงต่อเนื่องกัน
  2. แสดงผลออกมาในรูปของกราฟเส้นหรือกราฟแท่งควบคู่กับกราฟของราคาหุ้น เพราะการแสดงผลในรูปของกราฟจะทำให้มองเห็นภาพได้อย่างชัดเจนและนำไปแปลความหมายได้ง่ายขึ้น

สำหรับข้อมูลที่แสดงเป็นชุดและเรียงต่อเนื่องกัน

จะมีประโยชน์ในการแปลความหมายในเชิงเปรียบเทียบ โดยวิธีวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคด้วยการเปรียบเทียบค่า Indicators จะใช้วิธี

  1. เปรียบเทียบค่าของ Indicators ในช่วงเวลาที่ต่างกัน โดยดูว่าแนวโน้มของค่า Indicators ตัวนั้นๆ ว่า มีแนวโน้มที่เพิ่มขี้นหรือลดลงจากช่วงก่อนหน้า
  2. เปรียบเทียบระหว่างค่าของ Indicators กับ ราคาหุ้น โดยดูว่าค่าของ Indicators ที่คำนวณได้มีทิศทางการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันหรือทิศทางที่ขัดแย้งกับทิศทางของราคา

กราฟและค่าของ Indicators บอกอะไรเรา?

ค่าของ Indictors เป็นค่าที่ได้จากการคำนวณผ่านสูตรทางคณิตศาสตร์หรือสูตรทางสถิติ เวลาที่เราเอาค่าของ Indicator หรือกราฟของ Indicator ไปใช้วิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค เราจะแปลความหมายกราฟของ Indicators โดยตั้งคำถามเหล่านี้เพื่อเป็นข้อมูลช่วยประกอบการตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้น  

  1. ค่าของ Indicators บอกว่าทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นในปัจจุบันอยู่ในทิศทางใดระหว่างขาขึ้น ขาลง ถ้าค่าของ Indicators  หรือกราฟของ Indicators ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันราคาหุ้นยังอยู่ในทิศทางเป็นขาขึ้น แปลว่าราคาหุ้นก็น่าจะยังคงปรับตัวสูงต่อไปได้อีก ดังนั้นหุ้นตัวนั้นๆ เป็นหุ้นที่น่าสนใจเข้าไปหาจังหวะซื้อ หรือถ้ามีหุ้นตัวนั้นอยู่ก็ยังสามารถถือต่อไปได้  (Indicators บอกทิศทางของราคาหุ้น)
  2. ค่าของ Indicators บอกว่าทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งมากหรือน้อย เช่น ปัจจุบันเป็นแนวโน้มขาขึ้นและเป็นแนวโน้มขาขึ้นที่มีความแข็งแกร่งด้วย ก็จะยิ่งเป็นข้อมูลเสริมความน่าสนใจเข้าไปหาจังหวะซื้อหุ้นตัวนั้นๆ มากยิ่งขึ้น  แต่ถ้าปัจจุบันแนวโน้มเป็นทิศทางขาขึ้นแต่แนวโน้มไม่มีความแข็งแกร่งหรือทิศทางแนวโน้มขาขึ้นเริ่มอ่อนแรง ความน่าสนใจซื้อหุ้นตัวนั้นๆ ก็จะลดลง  (Indicators บอกว่าทิศทางของราคาหุ้นมีความแข็งแกร่งมากหรือน้อย)
  3. ค่าของ Indicators บอกว่า Momentum หรือแรงส่งของราคามากหรือน้อย และ Momentum มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save