จัดพอร์ทการลงทุนกับตัวเองทำอย่างไร

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องส่วนตั๊วส่วนตัวที่เป็นเรื่องของการจัดพอร์ตการลงทุนนะครับ เดิมทีผมชอบเล่าให้ฟังในเรื่องของการจัดพอร์ตในการลงทุนในหุ้น กองทุนรวม ก็มีเพื่อนๆหลายคนมาถามว่าแล้วมันมีเรื่องอื่นให้จัดพอร์ตบ้างไหม เอ่ะ อะ อะไรก็ หุ้นๆๆๆ DCAๆๆๆ เกษียณๆๆๆๆ จริงๆการจัดพอร์ตการลงทุนน่ะ ผมมองว่ามันมีหลากหลายรูปแบบและหลากหลายประเภทนะครับ อีกรูปแบบหนึ่งที่ผมจะพูดในวันนี้คือการจัดพอร์ทการลงทุนให้กับตัวเอง หรือถ้าใช้ภาษาปะกิดแบบดัดจริ๊ด ดัดจริต วิชาการเหลือเกินก็จะใช้หลักการจัดพอร์ทแบบนี้ว่า Financial and Non-Financial Investment Portfolio หรือแบบ Total Personal Investment Solution

โอ้ย…. จะใช้ภาษาแบบไหนก็ใช้ไปเต๊อะๆๆๆ แต่พอใช้ภาษาอังกฤษมันดูหรูดีนะครับ กลับมาที่ภาษาไทยดีกว่า ผมขอแบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้นะครับ

  • ลงทุนในทรัพย์สิน : อันนี้จะเป็นการสร้างทรัพย์สินที่เรามีให้งอกเงย ตามตำราฉบับนักวางแผนการเงินเลยคือลงทุนให้มีเงินใช้ในยามเกษียณหรือ Passive income นั่นแลลลลลล หลักการที่ผมใช้ก็คือการแบ่งเงินออมรายเดือนมาใช้มาทยอยลงทุนนะครับ ตามภาษาเมืองบริเตนเช่นเดิมว่า DCA การลงทุนในทรัพย์สินก็เรื่อง หุ้น กองทุนรวม อสังหา ตราสารหนี้ หุ้นปั่น(เย้ยยย ล้อเล่น) เป็นต้น  
  • ลงทุนกับตัวเอง : ประเภทนี้เป็นการลงทุนให้เรามีอนาคตที่ดีขึ้น เพิ่มทักษะต่างๆ ให้เราสามารถมีมูลค่าเพิ่มในชีวิตได้ เช่น การเรียนภาษา เรียนดนตรี (มีความสุขด้วย) และบางอย่างถ้าเราเรียนไปมันอาจจะทำให้เราได้ทางลัดในการสร้างแนวคิดในการหาเงินนะครับ เช่น ไปเรียนเรื่องการลงทุน เรียนทำอาหาร เรียนงานวิชาชีพเพื่อให้ได้รับใบอนุญาตในการทำกิจการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง สุดท้ายแล้วเราจะสร้าง Active Income และต่อยอดเป็น Passive Income ได้เช่นกัน ใครมองไม่ออกก็นึกถึงบรรดาคนไปเรียนทำอาหาร พอทำเก่งๆก็เปิดร้านขาย (Active Income) พอคนสนใจก็เขียนหนังสือขาย (Passive Income) ได้อีก

ผมสังเกตหลายๆครั้งที่คุยกับนักลงทุนเด็กๆรุ่นใหม่ที่กำลังเรียนอยู่ หลายๆคนมุ่งเน้นในการสร้างทรัพย์สินอย่างเดียว อารมณ์ประมาณว่าจะต้องมีรายได้เยอะๆ เงินเดือน 50,000 บาท ภายในอายุ 25 และ ต้องเกษียณภายในอายุ 30 แถมมีเงินใช้หลังเกษียณเดือนละ 50,000 บาท แหม… ก็อย่างว่าใครๆก็ฝันได้ใช่ไหมครับ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายอย่างที่ฝันนะสิ ผมเลยมองว่าการที่เราอยากรายได้มากขึ้นเยอะๆ การลงทุนในทรัพย์สินที่จะสร้าง Passive Income เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำอยู่แล้ว แต่ในเรื่องของการสร้างทุนเพื่อไปซื้อทรัพย์สินหรือหลักทรัพย์ก็สามารถเริ่มจากการสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาก่อน เพราะการที่เรามีประสบการณ์และทักษะต่างๆมากขึ้นมันก็จะทำให้เรามีโอกาสมากขึ้นใช่ไหมครับ แค่พูดภาษาอังกฤษได้เงินเดือนก็ดีกว่าคนพูดไม่ได้แล้ว ถ้าพูดภาษาจีนได้ด้วยยิ่งดีใหญ่

  • กรณีทำงานประจำ : เราสามารถนำทักษะต่างๆสร้างความแตกต่างกับคนอื่น สามารถได้งานที่เงินเดือนมากขึ้นได้
  • กรณีไม่ประจำ : เราสามารถคิดต่อยอดและพัฒนาความสามารถให้สร้างรายได้ในด้านอื่นๆให้มากขึ้น

จัดพอร์ตการลงทุนกับตัวเองจะทำอย่างไร?

กลับมาที่สูตรเดิม รายรับ = รายจ่าย + เงินออม จริงๆแล้วการเรียนอย่างต่อเนื่องเราอาจจะมองว่ามันเป็นรายจ่ายที่จำเป็นก็ได้นะครับ หรือบางคนมองว่านำเงินออมมาใช้เพื่อการลงทุนดีกว่า มันก็มองได้ทั้ง 2 แบบ แต่อย่าไปซีเรียสเลย ขอให้เราสามารถวางแผนการเงินและไม่ทำให้กระแสเงินสดเราติดลบแบบเป็นหนี้ก็พอแล้ว วิธีการของผมนะ ยกตัวอย่างง่ายๆสมมติผมอยากเรียนภาษา ผมจะพิจารณาดังนี้

  • เรียนไปเพื่ออะไร? ความสุข (ไม่ต้องคิดมาก เรียนเลย) หรือ เอาไปใช้ประโยชน์ในอนาคต (วิเคราะห์ก่อนว่าเรียนแล้วคุ้มเปล่าจะสร้างรายได้ไหม)
  • กรณีที่เรามีรายได้และเงินออมจำกัดก็ต้องเลือกนะครับว่าจะนำสิ่งที่เรียนไปใช้เพื่อสร้างรายได้ก่อนหรือเปล่า ถ้าใช่ให้เลือกเรียนสิ่งนั้นเป็นสิ่งแรก
  • พิจารณาค่าใช้จ่ายด้านการเรียนไปวางแผนว่าเราจะใช้จ่ายอย่างไร อาจจะวางแผนเป็นรายเดือนว่าเราจะกันเงินอย่างไรมาลงทุนนะครับ

ตัวอย่าง “อยากเรียนคอร์สภาษาอังกฤษจังเลย คอร์สหนึ่ง 3,000 บาท เรียน 6 Level ตกคอร์สละ 3 เดือน”

แสดงว่าอันนี้แผนระยะยาวใช่ไหมครับ? ทั้งหมดรวมแล้ว 18 เดือน เป็นเงินทั้งหมด 18,000 บาท แสดงว่าตกเดือนละ 1,000 บาทเท่านั้น ผมก็จะกันเงินออกมาเป็นเงินลงทุนส่วนนี้ 1,000 บาทต่อเดือน (3 เดือนจ่ายทีนึง) ก็เป็นอันจบใช่ไหมครับ ไม่ยากเลย แต่ถ้าผมมีเงินออมเยอะๆนะ แล้วผมเห็นว่าถ้าเราจ่ายทีละ 2-3 คอร์สเขาก็จะมีส่วนลดให้ 10% แหม อันนี้น่าสนใจจริง บางครั้งเราก็ลองเอามาเปรียบเทียบกับเงินฝากดูสิ ถ้าเราฝากเงินไว้เฉยๆ ได้ดอกเบี้ยปีละ 0.5% เอง แต่ถ้าเราจ่ายไปเลยโดยการรูดบัตรเครดิตผ่อนชำระ บางทีดอกเบี้ย 0% แถมยังได้ส่วนลด 10% แหน่ะ!

เรื่องนี้ผมคงไม่เทียบกับการเอาเงินไปเก็งกำไรหุ้นเพื่อให้ได้ 20% แล้วเอามาชำระเงินเพื่อเอาส่วนลด 10% จากการเรียนนะครับ ผมว่าคิดน่ะมันง่ายแต่การเก็งกำไรหากเราเสียเงินขึ้นมา โดน 2 เด้งเลยนะ ส่วนลดก็ไม่ได้ (ไม่มีตังจ่าย) เก็งกำไรก็พลาด (เสียเงินอีก) ก็ใช้เงินอย่าง Conservative แล้วกันเนอะ ดูอะไรที่ผลประโยชน์ที่น่าสนใจที่สุดมันก็ทำให้เราได้สิ่งที่ต้องการแถมประหยัดได้ด้วย

บทความนี้หวังว่าทุกท่านจะได้รับความรู้ในเรื่องการจัดพอร์ตการลงทุนกับตัวเองแบบชื่ออลังการ Total Personal Investment Solution ที่ผมตั้งขึ้นมานะครับ ฮาๆ ต้องตั้งชื่อเวอร์ๆอะไรจะได้ดูเจ๋ง 5555

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล

ผู้แต่งหนังสือ ออมหุ้น ออมความสุข Aomstock.com และ รวยได้จริงด้วยสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน หนังสือการเงินดีๆที่มหาเศรษฐีทั่วโลกอ่าน

ถ้าธุรกิจที่เราลงทุนเกิดเหตุไม่คาดฝัน จะเป็นอย่างไร

อุบัติเหตุมันเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยากให้มีใครให้เกิดหรอกนะครับ แต่ถ้ามันเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นแน่นอนว่ามันย่อมเกิดผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นแน่ๆ หลายๆคนมีคำถามว่าแล้วเขาจะตัดสินใจทำอย่างไรดี? บางคนเห็นหุ้นลงปุ๊ปคิดว่าเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นราคาถูก ซื้อเลยแล้วก็ติดดอยเลยทันทีเลย แล้วไม่ดอยธรรมดาด้วยนะ ดอยดาวอังคารเลยล่ะ แหม… ก็อย่างว่านะครับ หุ้นราคาลงใครก็อยากได้ แต่มันลงเพราะอารมณ์ซิ้อขายในตลาดทำให้มันลงหรือความคาดหวังในพื้นฐานกิจการมันเปลี่ยนไปล่ะนี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง

ถ้าธุรกิจที่เราลงทุนไฟไหมจะตัดสินใจซื้อขายหุ้นอย่างไร??

ผมจะขอสมมติเล่นๆว่า ถ้าเราเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวสาขาเดียว แล้วขายไปได้เรื่อยๆมีกำไรโต๊โต แล้วมีอยู่วันหนึ่งเกิดมีคนงานทำไฟไหม้ขึ้นมาร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊งหมด พอบริษัทไฟไหม้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ “พื้นฐานของกิจการเปลี่ยน” เปลี่ยนในที่นี้ก็คือ ร้านก๋วยเตี๋ยวไม่มีแล้ว ถ้าเกิดเราจะสร้างร้านขึ้นมาใหม่ก็ต้องใช้เวลาใช่ไหมครับ เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากกลไกลในงบการเงินของบริษัทจะเป็นแบบนี้

งบแสดงฐานะทางการเงิน

ทรัพย์สินมูลค่าจะลดลง ซึ่งมันจะไปสร้างผลกระทบต่อมูลค่าหุ้นพื้นฐาน (ทรัพย์สินหายไป มูลค่าหุ้นก็ต้องหายตาม จริงเปล่า?) ถ้าเป็นบริษัทที่หนี้เยอะยิ่งแล้วใหญ่เลย เจ้าหนี้ก็คงเสี๋ยวไปตามๆกันว่าจะได้เงินคืนหรือไม่อย่างไร แน่นอนว่าถ้าเรามองระยะสั้นของอารมณ์ในตลาดแล้วคนที่ไม่แน่ใจว่าผลจะเป็นอย่างไรก็เทขายหุ้นเลยทันที

งบกำไรขาดทุน

ร้านก๋วยเตี๋ยวเราถ้ามีแค่ 1 สาขา ก็นับว่าเจ๊งได้ในเรื่องของการหารายได้ ถูกไหมครับ เราอาจจะแก้ปัญหาด้วยการตั้งหน้าร้านที่อื่นถ้ายังมีเงินเหลืออยู่บ้าง แต่พื้นฐานอาจจะเปลี่ยนไปแล้ว คนที่มากินเป็นประจำก็ไม่รู้จะมาหรือเปล่า และกว่าที่ร้านเดิมจะซ่อมแซมนั้นก็ไม่รู้ว่า จะใช้เวลานานซักแค่ไหน บางคนธุรกิจที่มีร้านหลายๆสาขาก็ต้องดูว่ามันกระทบกับภาพไหม ถ้าเกิดมีหลายธุรกิจในเครือก็ต้องดูว่าธุรกิจอื่นๆมันให้รายได้น้อยหรือมากเป็นสัดส่วนอย่างไร แต่ในบางธุรกิจเขาก็อาจจะฟื้นเร็วในเรื่องการขายก็ได้นะครับ เช่น พวกกิจการที่สินค้าที่ให้คนอื่นผลิตแทนได้ ก็ให้คนอื่นผลิตแทนไปก่อน

งบกระแสเงินสด

ถ้าธุรกิจเก็บเงินสดไว้ได้เยอะมันก็สามารถทำให้ต่อลมหายใจได้ใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นการเอาไปลงทุนใหม่ เอาไปเลี้ยงต่อท่อน้ำเลี้ยงถ้าจะทำธุรกิจต่อให้พนักงานทั้งหลายยังคงอยู่กับบริษัท (ไม่งั้นถ้าเราลดพนักงาน กว่าจะหาใหม่ได้ อาจจะยากกว่าเดิม) เอาไปจ่ายหนี้ได้ แต่ถ้าเงินสดไม่มีจะแย่เข้าไปใหญ่ อาจจะต้องกู้ยืมมาทำธุรกิจอีกครั้ง มีผลทำให้ต้นทุนทางการเงินเกิดขึ้นและถ้าระดมทุนก็อาจจะทำให้ผู้ถือหุ้นต้องนำเงินมาให้ร้านก๋วยเตี๋ยวเพิ่มเติม บางคนอาจจะมองว่าธุรกิจเขาอาจจะมีประกันก็ได้ ผมว่ามันก็ช่วยได้นะครับ แต่ประกันเองก็ต้องใช้เวลาในการจ่ายเช่นกัน ระยะสั้นร้านก๋วยเตี๋ยวก็ต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน

เวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้มันก็จะทำให้เราต้องตัดสินใจดีๆนะครับว่า เราจะลงทุนต่อกับบริษัทที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงหรือเปล่า ต้องประเมินดีๆ แต่มันก็แล้วแต่คนนะครับ ต่างคนต่างใช้เหตุผลในการตัดสินใจที่ต่างกัน บางคนมองว่ายังไงก็จะลงทุนเพราะ CEO เก่งมาก เชื่อว่าจะดีกว่าเดิม บางคนมองว่าไม่เอาแล้วขอถอนทุนคืนทั้งหมด… กลัวเหตุการณ์กันไปแล้ว

ลองมาพิจารณาเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของตัวคุณเองดูบ้างไหม?

หลายๆครั้งเราอาจจะพบเหตุการณ์ที่ทำให้เราสูญเสียความมั่งคั่งทางการเงินได้ (ไม่ใช่แค่ไฟไหม้หรอกครับ) เราเองก็ต้องหาทางป้องกันความเสี่ยงหลายๆอย่างด้วยเช่นกัน

ควรมีหนี้น้อยๆ มีเงินออมเยอะๆ

นี่เป็นสิ่งแรกที่เราควรเป็นเลยนะ หากเกิดตกงาน คนที่บ้านป่วย เราสามารถมีเงินไปใช้ในการแก้ปัญหาได้ไม่มากก็น้อยเลยล่ะ แต่ถ้าหากเรามีหนี้ ไม่มีเงินแล้วเจอปัญหา เราจะเจอปัญหาซ้ำซ้อนเลยครับ

มีประกันชีวิตและประกันภัย

บางคนอาจจะมองว่ามีประกันแล้วผลตอบแทนน้อย มีแล้วเหมือนจ่ายเปล่าทิ้งขว้าง แต่ถ้าเราพบเหตุการณ์ต่างๆโดยที่มีประกันคุ้มครอง มันก็ยังสามารถทำให้เราปกป้องความมั่งคั่งได้ไม่มากก็น้อย

มีรายได้หลายๆทาง

เขาบอกว่าควรวางไข่หลายๆตระกล้า เดี๋ยวนี้เราก็คงไม่ได้มีอาชีพเดียวแล้วใช่ไหมครับ ทำงานประจำบ้าง มีอาชีพเสริมที่ 2-3 กันแล้ว ก็ทำให้เราลดความเสี่ยงในชีวิตเพิ่มได้มากขึ้นครับ อย่างน้อยตกงานหนึ่งอาจจะมีรายได้ทางอื่นด้วยก็ได้  ในกรณีที่พูดถึงการลงทุนเราอาจจะเลือกหุ้นไว้หลายๆตัวเพื่อป้องกันความเสี่ยง (ง่ายสุดก็ลงในกองทุนรวม) หรืออาจจะไม่ได้ลงทุนในหุ้นอย่างเดียว แต่มีการแบ่งพอร์ตไปยัง ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ฝากธนาคาร ซื้อทอง ไว้บ้างครับ อย่างน้อยมีตัวไหนเจ๊งขึ้นมาเราก็ยังมีตัวอื่นคอยรองรับ

เหตุการณ์หลายๆอย่างเกิดขึ้นมาได้อย่างไม่คาดฝัน เราเองก็ต้องเตรียมตัวอยู่เสมอนะครับ ทุกการตัดสินใจและวางแผนมันมีผลต่อการสร้างความมั่งคั่งของเรามากๆเลยล่ะ

5 คำถามก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงานใหม่

สิ่งต่างๆ ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ยิ่งในช่วงต้นปีแบบนี้ ใครหลายคนมีความคิดที่จะ เปลี่ยนงานใหม่ พร้อมกับสาเหตุนานับประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ความไม่พอใจกับงานที่ทำอยู่ ดูไม่ก้าวหน้า โบนัสไม่แน่นหนาพอ คุณพ่อเจ้าของสำนักงานชอบมาเกาะแกะ หรือปัญหาอีกมากมายกับที่ทำงาน ฯลฯ เฮ้ออ…. พูดแล้วเหนื่อยจังเลย

โดยส่วนตัวแล้ว @TAXBugnoms เองก็มีประสบการณ์การเปลี่ยนงานใหม่มาพอประมาณครับ แต่ได้มีโอกาสให้คำปรึกษากับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆจำนวนหลายคนโดยเฉพาะในช่วงนี้ เลยคิดว่าควรจะเขียนเรื่องนี้เพื่อแชร์แนวคิดและประสบการณ์เพื่อแลกเปลี่ยนกัน หากใครมีข้อคิดเห็นอะไรก็สามารถแนะนำกันไว้ได้ใน Comment ด้านล่างนี้เลยคร้าบ

โดยปกติแล้วคนทุกคนจะมีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ 5-7 ปี ถ้านับเป็นชีวิตการทำงานประมาณ 35 – 40 ปี นั่นแปลว่าเราจะมีโอกาสเปลี่ยนงานประมาณ 5-7 ครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรู้สึกอิ่มตัวกับการทำงานเมื่อไร

หากใครสนใจเรื่องแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ของผม
สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความ โอกาส ความสำเร็จและการอิ่มตัว 

แต่สำหรับการเปลี่ยนงานใหม่นั้น…ผมอยากให้พิจารณาแนวคิดทั้ง 5 ข้อนี้ก่อนที่จะตัดสินใจคร้าบบบบ

1. เราชอบ “งานใหม่” มากกว่า “งานเก่า” หรือไม่

คนหลายคนมักจะหางานใหม่เพราะเพลียใจกับงานเก่า เช่น งานหนักเกินไปจนไม่มีเวลา งานมีปัญหาให้แก้ไขจนเครียดอยู่เสมอ เราจึงพยายามจะหางานใหม่ที่คิดว่าจะ “เบา” กว่างานเก่า แต่คำถามที่เราลืมถามต่อไปก็คือ ถ้า “งานใหม่” มีปัญหาเหมือนงานเก่า เรายังคงจะทำมันต่อไปได้หรือไม่ หรือว่าจะเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆจนกว่าจะพอใจ กันแน่ล่ะ

เหตุผลข้อนี้ผมเขียนขึ้นด้วยทฤษฏีที่ว่า “ไม่มีงานที่รัก มีแต่งานหนักที่เราทนทำมันไปได้ตลอดชีวิต” เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่เชื่อว่า จะมีงานไหนที่เรารักจริงๆ แต่ผมเชื่อว่ามันจะมีงานที่เราสามารถรับผิดชอบทำมันต่อไปได้ทั้งๆที่เราจะไม่ชอบมันก็ตาม โดยเหตุผลของการทำงานนั้นต่อนั้นต้องไม่มีเหตุผลเรื่องเงินเป็นส่วนประกอบ

2. ผลตอบแทนที่ได้นั้น “คุ้มค่า” บ้างไหม

เช่นเดียวกันกับความชื่นชอบ สิ่งหนึ่งที่เราตอบตัวเองได้คือ “ผลตอบแทน” จนมีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายคนบอกผมว่า “ถ้าจ้างงานหนักแค่ไหน แต่เงินถึงเราก็ไป” ไชโย…

แต่อย่าลืมพิจารณาเรื่องของ “ความคุ้มค่า” ด้วยนะครับว่า “ผลตอบแทนที่เราได้นั้น” คือ“มูลค่าที่กิจการยอมจ่าย” บวกด้วย “ค่าเสียโอกาส” เพราะสิ่งที่เรายอมแลกไปเพื่อให้ได้กลับมา ไม่ใช่มีแค่ต้นทุนเวลาในการทำงานเพียงอย่างเดียว อย่าลืมพิจารณาถึง โอกาสการเติบโต ความก้าวหน้าในสายอาชีพ และเรื่องอื่นๆที่สำคัญในการใช้ชีวิตด้วยนะครับ

3. เราพร้อมเปิดรับ “สังคมใหม่” หรือยัง

อีกหนึ่งปัญหาก็คือเรื่องของ “ความปลอดภัยในสังคมเดิมๆ” หรือ Comfort Zone ที่หลายๆคนมักจะให้ก้าวออกมาเพื่อ “เปลี่ยนแปลง” แต่ส่วนตัวแล้ว ผมกลับมองว่า สิ่งที่เราควรจะเปลี่ยนแปลง คือ “ความคิด” ของตัวเราเองก่อน เพราะ เราไม่รู้หรอกว่าสังคมใหม่ที่ว่าจะดีหรือแย่กว่า สังคมเดิมที่เราอยู่ จนกว่าเราจะได้ไปลองทำดูครับ

ดังนั้น ถ้าเราคิดว่าตัวเองเป็นคนปรับตัวยากไม่พร้อมที่จะออกสู่สังคมใหม่ มันก็ไม่ผิดอะไรที่ที่จะตัดสินใจไม่ “ก้าว” ออกจาก Comfort Zone เพราะถ้าก้าวออกไปแล้วแล้วผิดพลาด การอยู่เฉยๆในที่ปลอดภัยก็อาจจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องกว่าก็ได้

เพราะคำถามที่ต้องถามจริงๆก็คือ
“เราเป็นคนที่ปรับตัวได้ง่ายหรือเปล่า” ต่างหาก

4. ความเห็นคนรอบข้าง “จำเป็น” หรือเปล่า

หนึ่งในปัญหาของการตัดสินใจของการเปลี่ยนงาน คือ “ความเห็น” จากคนรอบข้าง ทั้งเพื่อนที่ทำงานเก่า หรือแม้แต่คนที่ชวนเราไปสมัครงานใหม่ มักจะมาทำให้สับสนใจอยู่บ่อยๆ ดังนั้นเราควรถามว่า “ความเห็นเหล่านั้น” จำเป็นต่อการตัดสินใจหรือไม่

ลองสมมุติว่า… ถ้าเรากำลังจะยื่นใบลาออกเพื่อไปอยู่ที่ทำงานใหม่ แต่คนรอบข้างคุณบอกว่า “ไม่อยากให้ไป” หรือ “ไม่ยอมให้ออก” เรายังจะลาออกอยู่หรือไม่? และถ้าไม่ลาออก อย่าลืมตอบคำถามด้วยนะครับว่า “เพราะอะไร

สิ่งหนึ่งที่คุณควรคิดมากกว่าความเห็นของคนรอบข้าง…
นั่นคือ “เหตุผลที่คุณควรทำงานอยู่ที่นี่” มากกว่าครับ

5. เป้าหมายของชีวิตของเรา คืออะไร

ข้อสุดท้าย อาจจะไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนงาน แต่มันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราควรจะถามตัวเองอยู่ทุกวัน นั่นคือ “ชีวิตนี้เราต้องการอะไร” เพราะคนเราทุกคนนั้นใชัเวลาทำงานอย่างน้อย 1 ใน 3 ของวัน นั่นแปลว่าถ้า 33% ของเราที่ใช้ไปนั้น ไม่ทำให้เราไปสู่เป้าหมายได้ มันคงจะเหนื่อยและลำบากมากๆเลย จริงไหมครับ

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าตอนนี้เราทุกคนจะทำงานอะไรอยู่ หรือแม้แต่อยากเปลี่ยนงาน กำลังจะเปลี่ยนงาน หรืออยู่ในระหว่างการเปลี่ยนงาน สิ่งสำคัญที่ผมอยากจะย้ำก็คือ อย่าลืมมองหาคุณค่าจากการทำงานในทุกๆวัน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุขอย่างแท้จริงครับ

3 สิ่งที่ต้องรู้ ถ้าอยากประสบความสำเร็จในการวิเคราะห์ทางเทคนิค

สวัสดีปีใหม่ 2558 มิตรรักแฟนบทความของ DaddyTrader ทุกๆคน ปีเก่าก็ได้ผ่านไปอีกหนึ่งปี เริ่มต้นปีใหม่ 2558 ผมขออวยพรให้ทุกท่านได้พบกับสิ่งดีๆตลอดทั้งปี 2558 หุ้นในพอร์ทที่ซื้อไว้ก็ขอให้ราคาขึ้นได้กำไร หุ้นที่เคยติดดอยก็ขอให้ลงจากดอย สิ่งร้ายๆ ที่ผ่านเข้ามาก็ขอให้ผ่านพ้นไป ไปแล้วไปลับไม่ต้องกลับมา

เนื่องจากบทความนี้เป็นบทความแรกของปี
ผมจึงอยากเสนอเนื้อหาสำคัญที่จะทำให้เริ่มต้นศึกษาการวิเคราะห์ทางเทคนิคได้อย่างถูกต้องครับ

การที่เราจะประสบความสำเร็จในงานด้านใดสักด้านหนึ่ง สิ่งที่จำเป็น คือ เราควรจะรู้ว่ามีปัจจัยหรือองค์ประกอบอะไรบ้างที่มีความสำคัญที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในงานนั้นๆ ผมจึงอยากให้คนที่อยากศึกษาการวิเคราะห์ทางเทคนิคเริ่มต้นด้วยการรู้จักองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วนที่จะทำให้เราสามารถประสบความสำเร็จในการลงทุนซื้อขายหุ้นโดยการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ว่า ได้แก่

1. ต้องมีความรู้ในการอ่านกราฟ

องค์ประกอบแรกที่มีความสำคัญ คือ ความรู้พื้นฐานในการอ่านกราฟ ซึ่งจะมีรายละเอียดที่ต้องทำความเข้าใจ ได้แก่

  • การเรียนรู้เกี่ยวกับวัฏจักร (Cycle) ของการเคลื่อนที่ของราคาที่จะมีขึ้นและมีลงสลับกัน การระบุตำแหน่งในบัจจุบันของของวัฏจักรเพื่อให้เห็นภาพกว้างๆ ว่าตอนนี้เราอยู่ในช่วงเวลาไหนของวัฏจักรและควรจะทำอะไร
  • การเรียนรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend) การเคลื่อนที่ของราคาและเครื่องมือต่างๆที่เกี่ยวข้องกับแนวโน้มเพื่อดูว่าแรงซื้อหรือแรงขายในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันฝั่งไหนเป็นผู้ควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของราคาในตลาด เพื่อตอบคำถามว่าขณะที่เรากำลังสนใจซื้อขายหุ้นเราควรเลือกอยู่ฝั่งซื้อหรือฝั่งขายมากกว่ากัน
  • การเรียนรู้การวิเคราะห์หาแนวรับ-แนวต้าน (Support & Resistance) เพื่อหาจุดหรือระดับราคาที่น่าสนใจซื้อขายเพราะที่แนวรับแนวต้านจะเป็นระดับราคาที่มีแรงซื้อหรือแรงขายเข้ามาเพิ่ม ซึ่งการวิเคราะห์หาแนวรับ-แนวต้านสามารถใช้ประโยชน์ในการหาจังหวะในการซื้อขายได้เป็นอย่างดี
  • การเรียนรู้รูปแบบการเคลื่อนไหวของราคา (Chart Patterns)และการแปลความหมายกราฟแท่งเทียน (Candle Sticks) เพื่อวัดอารมณ์ของคนที่กำลังซื้อขายในตลาดในแต่ละแท่งเทียนว่าเป็นอย่างไร
  • การเรียนรู้เกี่ยวกับดัชนีชี้วัดต่างๆ (Indicators) ที่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเตือนหรือช่วยสนับสนุนการตัดสินใจซื้อขายในแต่ละครั้ง

ความรู้พื้นฐานในการอ่านกราฟ จะเป็นส่วนที่มีเนื้อหาค่อนข้างเยอะ มีข้อสังเกตและเทคนิคในการอ่านกราฟเพื่อนำไปใช้งานหลากหลายวิธี สำหรับผู้ที่เริ่มต้นเรียนรู้การวิเคราะห์ทางเทคนิคผมแนะนำให้ศึกษาในส่วนที่เป็นพื้นฐานในการอ่านกราฟและการตีความอารมณ์ของกลุ่มคนประเภทต่างๆ ที่เข้ามาซื้อขายในตลาดจากกราฟให้เข้าใจเสียก่อน แล้วค่อยศึกษาเทคนิคขึ้นสูงที่เป็นสูตรลับเฉพาะตัวของแต่ละคนเพื่อดูแนวความคิดว่าคนเก่งๆ เหล่านั้นมีวิธีการประยุกต์เอาความรู้พื้นฐานมาใช้ในการซื้อขายจริงกันอย่างไร แล้วสุดท้ายค่อยนำแนวคิดเหล่านั้นปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์การซื้อขายของตัวเอง

2. แผนกลยุทธ์ในการซื้อขาย

การมีความรู้ในการอ่านกราฟเป็นจนสามารถรู้ได้ว่าเราควรจะอยู่ฝั่งซื้อหรืออยู่ฝั่งขาย และสามารถหาจังหวะในการซื้อขายที่ดีได้แค่เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิค เพราะยังมีองค์ประกอบที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ต้องให้ความสนใจควบคู่ไปด้วย คือ การมีแผนกลยุทธ์ในการซื้อขาย ซึ่งจะมีรายละเอียดประกอบไปด้วย

  • การกำหนดกลยุทธ์ในการเข้าซื้อหุ้น (Entry Strategy) ว่ารูปแบบกราฟต้องมีหน้าตาแบบไหนจึงจะตัดสินใจลงมือซื้อหุ้นตัวนั้น
  • การกำหนดกลยุทธ์ในการขายหุ้น (Exit Strategy) โดยถ้าสถานการณ์เป็นไปตามที่วิเคราะห์ไว้ ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นเราจะมีวิธีปล่อยให้กำไรเติบโต (Let Profit Run) ไม่รีบร้อนทำกำไรเร็วเกินไปอย่างไร หรือถ้าเหตุการณ์ไม่เป็นใจ เกิดราคาหุ้นลดต่ำลงจะขายเพื่อตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ตรงไหน อย่างไร และเพราะอะไร 
  • การกำหนดกลยุทธ์โดยการใช้ตัวกรองสัญญาณหลอก (Trade Filter) เพื่อสร้างความมั่นใจยิ่งขึ้นว่าผลการซื้อขายจะออกมาเป็นกำไร 
  • การใช้กลยุทธ์การซื้อขายแบบซอยเป็นหน่วยย่อยหลายๆ ส่วน (Multiple Units) โดยไม่ลงมือซื้อหรือขายหุ้นแค่ไม้เดียวเพื่อเป็นการกระจายโอกาสด้วยการซื้อหรือขายหลายหน่วยย่อยไปตามเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
  • กลยุทธ์ในการเลือกหุ้น (Stock Scanning) เพื่อหาหุ้นที่มีศักยภาพมากกว่าตัวอื่นๆ
  • กลยุทธ์ในการบริหารเงินลงทุน (Money Management) เผื่อกรณีที่ขาดทุนจะได้ไม่เกิดความเสียหายมากจนเกินไปซึ่งจะทำให้เราสามารถอยู่รอดในตลาดและซื้อขายหุ้นได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน  

จะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์ของการวางแผนกลยุทธ์ในการซื้อขายนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จ ลดโอกาสผิดพลาด และกระจายความเสี่ยงในการลงทุน มีการวางแผนเพื่อเตรียมพร้อมกับเหตุการณ์ความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

แผนกลยุทธ์ในการซื้อขายที่ดีจะช่วยให้เราไม่ขาดทุนอย่างหนักและตกอยู่ในภาวะที่ยากลำบากในการลงทุน การที่เราให้ความสำคัญกับความรู้ในการอ่านกราฟเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีแผนกลยุทธ์ในการซื้อขาย ถ้าจะเปรียบกับสถานการณ์ในการสู้รบ ก็เหมือนกับเราให้ความสำคัญแต่กับฝึกฝนทหารในกองทัพให้มีฝีมือเก่งกล้าในการต่อสู้ แต่กลับไม่มีกุนซือที่จะช่วยวางแผนการออกรบ โดยหวังว่าจะใช้ความสามารถในการสู้ของทหารเหล่านั้นรบเพื่อเอาชนะด้วยวิธีบุกตะลุยเข้าโจมตีเพื่อทำลายข้าศึกเพียงอย่างเดียว การคาดหวังผลชนะจากการสู้รบด้วยวิธีนี้น่าจะเป็นไปได้ยาก หรือหากรบชนะจริงก็อาจต้องสูญเสียทรัพยากรจำนวนมากก่อนที่จะประสบความสำเร็จที่เทียบกันแล้วอาจจะไม่คุ้มค่าก็เป็นไปได้

3. มีวินัยสามารถปฏิบัติตามแผนที่วางไว้

เหตุผลที่ “ทุกคน” ต้องยื่นภาษี

ก่อนอื่น ต้องบอกว่าบทความนี้เขียนขึ้นมาเพื่อ “ปรับทัศนคติ” ใครหลายๆคนเรื่องการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่กำลังเข้าใจผิดอยู่ครับ ยิ่งเข้าสู่ช่วงยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว หลายคนมักจะเข้าใจว่าต้องมีการ “จ่ายชำระภาษี” หรือไม่ก็ “ขอคืนภาษี” ถึงจะ “มีหน้าที่” ยื่นแบบแสดงรายการเท่านั้นใช่ไหมครับ

ถ้าหากมีรายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษี เพราะเงินได้ในช่วงนี้ได้รับยกเว้นภาษีอยู่แล้ว ดังนั้นเราไม่ต้องเสียภาษี ก็น่าจะแปลว่าไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการสินะ (อิอิ)

แต่ความเป็นจริงแล้ว กฎหมายกำหนดว่า ให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ มีหน้ายื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีถ้าหากเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้ คือ

  1. กรณีมนุษย์เงินเดือน : ถ้ามีเงินเดือนเกินกว่า 50,000 บาทต่อปี (สำหรับคนโสด) และเกินกว่า 100,000 บาท(สำหรับคนมีคู่สมรส)   
  2. กรณีอื่นๆที่ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน : ถ้ามีรายได้เกินกว่า 30,000 บาทต่อปี (สำหรับคนโสด) และเกิน 60,000 บาท(สำหรับคนมีคู่สมรส)

ถ้าเข้าเงื่อนไขทั้งสองกรณีนี้ … แปลว่าเรามีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามกฎหมายถึงแม้ว่าจะไม่ต้องเสียภาษีก็ตามคร้าบ

ถ้าไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้จะเป็นอย่างไร

ในทางปฎิบัติสำหรับกรณีที่ไม่ยื่นแบบแสดงรายการ กรมสรรพากรจะมีการลดหย่อนค่าปรับให้ด้วยความใจดี ในกรณีที่ไม่มีภาษีต้องเสีย นั่นคือ เราจะเสียเพียงค่าปรับ 200 บาทเท่านั้นเองครับ!!!!

ฟังดูแล้ว แม้ว่าค่าปรับอาจจะดูน้อยนิด และก็ไม่น่าจะมีใครคิดมาตามจับเราสักหน่อย แหม่.. ไม่เสียภาษีแล้วยังจะเอาอะไรมากมาย แต่รู้ไหมครับว่า “การยื่นแบบแสดงรายการนั้นถือว่าเป็นการช่วยชาติอีกช่องทางหนึ่ง” เพราะข้อมูลการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของเราจะถูกนำไปใช้ประโยชน์อีกมากมาย ทั้งเป็นข้อมูลในการจัดเก็บภาษีที่ถูกต้อง ข้อมูลรายได้ของประชากรทั้งหลายในประเทศ อีกทั้งเป็นหลักฐานว่าเราได้ยื่นแบบแสดงรายการไว้เรียบร้อย ไม่ต้องเสียสองร้อยบาท (แฮร่)

หรือพูดกันง่ายๆว่า… แค่เพียงเรายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ถูกต้อง ก็ถือว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของคนที่ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติแล้วนะครับ และในอนาคตแน่นอนล่ะว่า เราต้องมีรายได้มากขึ้นจนต้องเสียภาษี ถ้าจะรอให้ถึงวันนั้นแล้วมายื่นแบบแสดงรายการภาษี พี่ๆสรรพากรอาจจะสงสัยอีกว่า เอ๊ะ… แล้วที่ผ่านมาหายไปไหน อาจจะมีการตรวจสอบอีกมากมาย ทำให้เราเสียทั้งเวลาและอารมณ์กันไปเปล่าๆ เพียงแค่เสียเวลา 2-3 นาทีหัดยื่นแบบแสดงรายการผ่านอินเตอร์เน็ต มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นขนาดนั้น แถมยังได้ความรู้อีกต่างหาก จริงไหมคร้าบบ

ดังนั้น ถ้าใครมาบอกว่า “เงินเดือนไม่ถึง ไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการก็ได้” ขอเตือนเอาไว้ก่อนว่าสิ่งที่เราทำนั้นกำลัง “ผิดกฎหมาย” และทำลายประเทศชาติโดยไม่รู้ตัวเลยนะคร้าบ

ซื้อสลากแจกทอง ต้องลองดูสักครั้ง

สำหรับคนชอบลุ้นเลขที่บางครั้งลุ้นทุกงวดก็ยังไม่เคยถูกรางวัลเลยสักครั้ง (ได้แต่ลุ้นอย่างเดียวจริงๆ) ทำให้เงิน 100 บาทที่จ่ายไปก็หายวับไปกับตาในวันที่หวยออกทุกงวด ถูกหวยกินไม่เบื่อหรือจ๊ะ หนทางลุ้นเลขก็ไม่มีแค่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือหวยใต้ดินเท่านั้น ยังมีอีก 1 วิธีที่ได้ลุ้นเลขและเงินต้นอยู่ครบ นั่นคือ การซื้อสลากออมสินหรือการซื้อสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส.

บางคนอาจจะคิดว่าเคยซื้อแล้วไม่เห็นถูกเลยหรือต้องซื้อเป็นแสนถึงจะถูกทุกงวด คุณลองบวกเงินที่ซื้อหวยครั้งแรกจนถึงปัจจุบันดูซิว่าเป็นเงินเท่าไหร่ อาจจะเกินหลักแสนไปแล้วก็ได้ ถ้ารวมเงินส่วนนั้นไปซื้อสลากออมสินหรือการซื้อสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ก็อาจจะถูกรางวัลไปแล้วหลายงวดก็ได้ จริงป่ะ!!

ในปีนี้ทางธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ได้ออกโปรโมชั่นให้ผู้ที่รักการลุ้นเลขหันมาดูแลเงินต้นของตนเองมากขึ้น นอกจากลุ้นถูกรางวัลแล้วยังลุ้นรางวัลทองคำเป็นของแถมด้วย รักชอบของที่ไหนก็เลือกฝากได้เลยนะจ๊ะ

ซื้อก่อน มีสิทธิลุ้นก่อนนะจ๊ะ

รายละเอียดการแจกรางวัลลุ้นทองคำ

สำหรับรายละเอียดของสลากแต่ละชนิดอ่านได้ที่ลิงค์นี้นะจ๊ะ

สลากออมสิน ==> http://www.gsb.or.th/lottery/lottery3-promotion-gold.php

สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ==> http://www.baac.or.th

2 วิธีลดหย่อนภาษีสำหรับลูกกตัญญู!

สำหรับบทความภาษีในวันนี้ @TAXBugnoms จะมาแนะนำสิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับ “ลูกกตัญญู” ให้ฟังกันบ้างครับ บางคนอาจจะยังไม่ทราบว่า รัฐบาลได้มีมาตรการทางด้านภาษีเพื่อส่งเสริมให้มีการเลี้ยงดูและดูแลบุพการีกันมากขึ้น โดยให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับลูกที่เลี้ยงดูพ่อแม่นั่นเองครับ

แหม่.. ฟังแล้วนึกถึงคำที่เค้าบอกว่า พ่อแม่คนเดียวเลี้ยงลูกสิบคนได้ แต่ลูกสิบคนเลี้ยงพ่อแม่คนเดียวไม่ได้ขึ้นมาเลยทีเดียว คิดดูสิครับ เมื่อก่อนสมัยเด็กๆเราอยากได้อะไรพ่อแม่ก็หามาให้ แต่ตอนนี้พอเราโตขึ้นมา ทำไมพ่อแม่อยากได้อะไรบ้าง เรากลับหาให้ไม่ได้กันล่ะเนี่ยยย แต่เดี๋ยวก่อน!!! แต่ก่อนที่จะดราม่าไปมากกว่านี้ ขอเข้าเรื่องการลดหย่อนภาษีเลยละกันคร้าบบ

ปัจจุบันนี้มีสิทธิการลดหย่อนภาษีสำหรับลูกกตัญญูอยู่ 2 เรื่อง คือ สำหรับการเลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่จำนวน 30,000 บาทต่อคน แล ะค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่จ่ายให้คุณพ่อคุณแม่สูงสุด 15,000 บาท

ค่าลดหย่อนค่าเลี้ยงดูบิดามารดา

เรามาเริ่มกันที่ตัวแรกกันก่อนเลย คือ การหักลดหย่อนค่าเลี้ยงดูบิดามารดาจำนวน 30,000 บาทต่อคน หากเราต้องการจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามกฎหมาย เรามีหน้าที่ต้องปฎิบัติตามแนวทางดังนี้ครับ

1. บิดามารดาต้องมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
2. บิดามารดาที่นำมาลดหย่อนต้องไม่มีเงินได้เกิน 30,000 บาทต่อปี และในกรณีที่คู่สมรสไม่มีเงินได้ ผู้มีเงินได้สามารถนำบิดามารดาคู่สมรสมาลดหย่อนได้อีกด้วย (สูงสุด 4 คน หรือ 120,000 บาท)
3. กรณีที่มีลูกหลายคน สามารถใช้สิทธิ์ได้คนเดียวเท่านั้น
4. ต้องมีหนังสือรับรองการลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาเป็นหลักฐาน พร้อมเลขที่บัตรประชาชนของบิดามารดา
5. กรณีที่ผู้มีเงินได้ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย หักลดหย่อนได้เฉพาะบิดามารดาที่อยู่ในประเทศเท่านั้น

ค่าเบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดา

นอกจากค่าลดหย่อนเลี้ยงดูบิดามารดาแล้ว ยังมีค่าลดหย่อนสำหรับลูกกตัญญูอีกอีกประเภทหนึ่งคือ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดา หรือเบี้ยประกันสุขภาพที่เราจ่ายให้คุณพ่อคุณแม่นั่นเองครับ โดยสำหรับเงื่อนไขตัวนี้ เราสามารถนำมาหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยมีเงื่อนไขดังนี้

1. ต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา-มารดา
2. บิดา-มารดาต้องมีไม่เงินได้เกิน 30,000 บาทต่อปี
3. กรณีบุตรหลายคนร่วมกันจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพของบิดา-มารดา ให้เฉลี่ยหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันสุขภาพของบิดา-มารดาตามจำนวนผู้มีเงินได้ แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 15,000 บาท
4. กรณีผู้มีเงินได้ มิได้อยู่ในประเทศไทย บิดา มารดาต้องอยู่ในประเทศไทย

สุดท้ายนี้ @TAXBugnoms หวังว่าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ จะสามารถใช้สิทธิ์ประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีสำหรับลูกกตัญญูได้อย่างถูกต้องนะครับ และอย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆเหล่านี้ให้ดี เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาภาษีย้อนหลังนะคร้าบบ

หมายเหตุ : สำหรับตัวบทกฏหมายและเอกสารหลักฐานนั้น อ้างอิงจากรายการดังต่อไปนี้คร้าบ

  • มาตรา 47(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดามารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้คนละสามหมื่นบาทโดยบุคคล ดังกล่าวต้องมีอายุหกสิบปีขึ้นไป มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด 
  • ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 136) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้รวม ทั้งบิดามารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ตามมาตรา 47(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร
  • ตัวอย่างหนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา
    http://download.rd.go.th/fileadmin/tax_pdf/pit/ly03_201251.pdf

วางแผนรวยด้วย Trading Diary

สวัสดีคร๊าบบบบบบ…… วันนี้พ่อลูกอ่อนอยากจะชักชวนให้ทุกคนมาลองเขียน Trading Diary กันครับ เนื่องจาก Trading Diary เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เราสามารถวางแผนทำกำไรจากการซื้อขายหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การเขียน Trading Diary ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคในการตัดสินใจซื้อขายหุ้นอย่างเดียวนะครับ ผมคิดว่าข้อมูลที่อยู่ใน Trading Diary มีประโยชน์กับนักลงทุนที่ใช้แนวทางอื่นเช่นเดียวกันครับ

Trading Diary คือ บันทึกการซื้อขายนั่นเองครับ เวลาที่ผมซื้อขายหุ้นผมจะจดรายละเอียดที่เป็นข้อมูลการซื้อขายของผมลงไป ได้แก่

  1. วันที่ซื้อหุ้น ชื่อหุ้นที่ซื้อ ต้นทุนที่ซื้อ จำนวนหุ้นที่ซื้อ ค่า Commission ยอดเงินรวม
  2. วันที่ขายหุ้น ชื่อหุ้นที่ขาย ราคาที่ขาย จำนวนหุ้นที่ขาย ค่า Commission ยอดเงินรวม
  3. สรุปผลซื้อขายเป็นกำไรหรือขาดทุน และเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่  คิดเป็น % เทียบกับต้นทุน ทั้งที่เป็น Realized P/L และUnrealized P/L
  4. ผลประโยชน์ที่ได้รับเพิ่มเติม เช่น เงินปันผล หุ้นปันผล Warrant โดยคำนวนออกมาเป็นตัวเงิน

นอกจากนั้นผมยังมี Check List เพื่อใช้ในการตรวจสอบว่าการซื้อขายในแต่ละครั้งของผมมีการวางแผนไว้อย่างไร และได้ทำตามแผนที่เราตั้งไว้หรือไม่ โดยข้อมูลที่มีอยู่ใน Check List ของผม ได้แก่ 

  1. รูปกราฟจังหวะที่ลงมือซื้อขาย
  2. กลยุทธ์ในการซื้อขาย เช่น วางแผนทยอยซื้อทยอยขายในแต่ละไม้อย่างไร สัดส่วนในการถือตามแนวโน้มและTrading ระยะสั้น
  3. เหตุผลที่ลงมือซื้อ เช่น แนวโน้มเป็นอย่างไร แนวรับแนวต้านอยู่ทีไหน ใช้ Indicator อะไรช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ  เป็นต้น
  4. เหตุผลที่ลงมือขาย เช่น ตัดขาดทุน  ราคาถึงเป้าหมาย ต้อง Lock กำไรจาก Trailing Stop หรือ ขายเพราะกลัวว่าราคาลงจะ ☺
  5. กำหนดจุดตัดขาดทุนอยู่ที่ราคาเท่าไหร่ และเหตุผลการใช้ระดับราคานั้นเป็นจุดตัดขาดทุน
  6. ด้วยแผน Money Management ที่วางไว้ ในการซื้อหุ้นครั้งนี้จะซื้อได้จำนวนมากที่สุดกี่หุ้น
  7. Risk & Reward Ratio คำนวณความคุ้มค่าว่าการซื้อขายครั้งนี้ผลกำไรที่จะได้คุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่

ประโยชน์ที่ผมได้จากการเขียน Trading Diary คือ 

  • พบว่าตัวเองมีวินัยในการซื้อขายมากขึ้น เนื่องจากการเขียน Trading Diary จะต้องทำ Check List ก่อนการซื้อขาย และต้องระบุเหตุผลในการซื้อขายทุกครั้ง ทำให้ต้องตอบตัวเองแบบเป็นลายลักษณ์อักษรว่าการตัดสินใจซื้อขายมีเหตุผลอะไร การที่เขียนสิ่งที่จะทำเป็นลายลักษณ์อักษรช่วยเตือนให้ผมไม่ทำอะไรนอกแผนที่วางไว้
  • ผมสามารถติดตามหรือดูผลการซื้อขายของตัวเองย้อนหลัง เพื่อดูว่าการซื้อขายครั้งไหนที่ทำได้ดี ครั้งไหนทำได้ไม่ดี กลยุทธ์ใดใช้งานได้ดี มีสิ่งใดต้องแก้ไขหรือสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้
  • ข้อมูลดิบใน Trading Diary สามารถมาคำนวณตัวชี้วัดต่างๆ เพื่อใช้พัฒนากลยุทธ์ในการซื้อขายของผมได้ เช่น  %จำนวนครั้งที่เป็นกำไรจากจำนวนครั้งที่ซื้อขายทั้งหมด (%win Ratio) , ครั้งที่ซื้อขายแล้วเป็นกำไรจะได้กำไรโดยเฉลี่ยกี่%ของเงินลงทุน (Average % Gain) , ครั้งที่ซื้อขายแล้วขาดทุนจะขาดทุนเฉลี่ยกี่%ของเงินลงทุน (Average% Loss) , อัตราของผลกำไรทั้งหมดต่อผลขาดทุนทั้งหมด (Profit Factor), คำนวณผลตอบแทนของพอร์ทคิดเป็นกี่ % ต่อปี (CAGR) , คำนวณระยะเวลาการถือหุ้น(Holding Period)แต่ละครั้ง เป็นต้น

มาลองเขียน Trading Diary กันแบบจริงๆจังๆกันนะครับ แล้วผลที่ได้รับจะทำให้คุณ ต๊กกะใจ…… 🙂

5 เคล็ดลับร่ำรวยแบบคนสำเร็จ

สวัสดีชาวโลกกกกกก ข้าเจ้าคือลุงเกรย์แมนนักเขียนสร้างแรงบันดาลใจเชิงลบกับสโลแกนที่ว่า “เปลี่ยนคำด่าเป็นพลังสร้างสรรค์สังคม” ได้รับคำถามจากแฟนเพจว่า ทำอย่างไรจะประสบความสำเร็จได้ในปี 2015 กับการมีเป้าหมายในชีวิตที่เรียกสั้นๆว่า “ร่ำรวย” พี่เกรย์เลยตัดสินใจเขียนบทความแนะนำแฟนเพจผู้น่ารักทั้งหลายในหัวข้อ เคล็ดลับ 5 ข้อที่จะร่ำรวยแบบคนสำเร็จในปี 2015 และรับประกันว่าพวกมรุงทำได้ทุกคนแน่นอนครับสัส

พร้อมอ๊ะยางง…
ฟังนะฟังตั้งใจฟัง
ฟังนะฟังผมจะเล่า 1 ครั้ง
ถ้าฟังไม่ทันก็มาอ่านซ้ำละกันนะจ๊ะ เบบี๋

ข้อแรก : รู้เสียก่อนว่า เท่าไรที่เรียกว่า “รวย”

หลายคนแม่มชอบพูดว่า “อยากรวยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” พูดจนบางครั้งกรุคิดว่าแม่มป่วยมีอาการทางจิตกับความกระสันแดกดันอยากจะรวยขึ้นสมอง แต่พอถามว่าเท่าไรถึงเรียกว่ารวย แม่มดันทำหน้ามึนๆ งงๆ เหมือนกำลังดมกาวแล้วตอบง่าวๆไปว่า “มีเงินเยอะๆงายยย”บอกตรงๆเลยสัสพูดแบบนี้ยังไงชีวิตก็ไม่มีทางรวย เพราะมรุงยังไม่รู้นิยามความรวยตัวเองเลยไงสัส เหมือนจะนั่งแท็กซี่ไปดอนเมืองแต่พอแท็กซี่ถามว่าดอนเมืองอยู่ไหน แม่มบอกว่าไปไม่ถูก #คนบ้าชัดๆ

แนะนำ : อ่านเรื่องการตั้งเป้าหมายประกอบที่บทความนี้เลยสัส
เป้าหมายการเงินที่สำคัญ มันต้องแบบนี้!!

ข้อสอง : ถามตัวเองสั้นๆมีปัญญาทำมันไหม

ถ้าข้อแรก คือ การตั้งเป้าหมาย ข้อสองนี่เป็นการคัดกรองความเป็นควายของตัวเราเองจ๊ะ บางคนแม่มตั้งเป้าอยากจะมีสิบล้านในหนึ่งปี แต่เสือกมีรายได้เดือนละหมื่นห้า อันนี้ไม่ติดทินเนอร์ก็น่าจะเพ้อแล้วนะจ๊ะเบบี๋  อ้อ… มีเซเลปหลายคนชอบพูดหล่อๆว่า อยากฝันอะไรใหญ่แค่ไหนไม่สำคัญ เพราะความฝันมันฟรี กรุเห็นด้วยสัส แต่ฝันกลางวันมากไปบางทีอาจจะมีวูปนะจ๊ะ โม้นั่นโม้นี่แล้วทำตัวอัปรีย์ไปวันๆ แบบนั้นไม่ได้เรียกว่าฝันหรอกนะดวกส์

สิ่งหนึ่งที่มรุงต้องตั้งคำถามกับตัวเองเสมอก็คือ ตัวเราคือใคร / เราจะไปจุดไหน / เรามีปัญญาทำได้จริงๆหรือไม่ กรุไม่เคยห้ามความฝันยิ่งใหญ่ของใคร ถ้ามรุงเป็นคนที่มีศักยภาพ แต่กรุขอเหอะว่าอย่าเอาฝันของใครมาผสมปนเปจนทำให้ฝันมรุงฟุ้งซ่านเกินกว่าปัญญาที่ตัวเอง โอเคนะคะ นะคะ

ข้อสาม : ตามหาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของตัวเอง

ถึงกรุจะปากหมาแบบนี้ แต่กรุจริงใจนะจ๊ะสัส กรุเชื่อว่าพวกมรุงที่อ่านบทความนี้อยู่ แม่มมีความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัวเองกันหมดแหละ แต่มรุงต้องดึงมันออกมาใช้ให้เป็น ไม่ใช่เอาไปเค้นตอนเบ่งอึอย่างเดียว เพราะแม่มสูญเปล่าสัสๆ

แต่จงจำไว้สองข้อนะว่า “ศักยภาพ” ของตัวเองที่มรุงมีนั้น ต้องไม่ไปเปรียบเทียบกับคนที่ต่ำกว่า แต่ให้มรุงจงเปรียบเทียบกับการพัฒนาตัวเอง เข้าใจป่ะวะดวกส์ ไม่ใช่พูดติดปากแบบหมาๆว่า “ดีกว่าคนอื่นอีกตั้งเยอะแยะ” แต่ให้ถามตัวเองซ้ำๆว่า “ตัวเราพัฒนาขึ้นมาแค่ไหนแล้ว”

อีกข้อคือ เลิกโทษนู่นโทษนี่ได้แล้วสัส มรุงต้องรับผิดชอบความชั่วความเลวและความผิดพลาดของตัวเอง ไม่ใช่อ้างว่าเป็นความผิดพลาดของคนอื่น เจ้านายไม่ดี เมียไม่รัก ลูกน้องห่วย สังคมมีปัญหา เป็นเชื้อราในร่มผ้า อาหารหมาหมดอายุ ฯลฯ พอ! สั้นๆก็คือ ถ้าการกระทำของมรุงทำให้เกิดความผิดพลาด มรุงต้องยอมรับแล้วปรับปรุง หุบปากด่าคนอื่นแล้วก้มหน้าก้มตายอมรับกรรมกันไปซะดวกส์

ข้อสี่ : ปฎิเสธให้เป็น

งงสินะสัส การปฎิเสธให้เป็นคือการ “ช่างเลือก” เลือกทำในสิ่งที่สำคัญกับเป้าหมายที่มรุงตั้งใจไว้ก่อน ไม่ใช่ทำแต่เป้าหมายกากๆ ดักดานไปวันๆ เอาแต่เล่นเฟส เล่นเนต เล่นเกมส์ แล้วบ่นว่าไม่มีเวลา กรุไม่แปลกใจเลยที่มรุงทำอะไรไม่ได้

คืองี้สัส คนที่แม่มประสบความสำเร็จสูงๆทั้งหลาย มีคุณสมบัตินึงที่เรียกว่า “ช่างเลือก” คือเลือกในสิ่งที่แม่มจะทำให้ดีที่สุด เพื่อ Focus เป้าหมายที่เขาต้องการ ไม่ใช่ระรานไปทั่ว เห็นคนนู้นลงทุนในหุ้นดี แม่มก็เอาตาม เห็นคนนี้รวยกองทุนก็ทำบ้าง สรุปสุดท้ายมรุงกลายเป็นคนที่ไม่รู้อะไรสักอย่างว่าตัวเองต้องการอะไร แล้วก็ตายๆไปทั้งแบบนั้นไงจ๊ะ

ข้อสุดท้าย : อย่าอายถ้าไม่สำเร็จ

คนส่วนใหญ่แม่มไม่ชอบตั้งเป้าหมาย เพราะมันกลัวทำไม่สำเร็จแล้วอายคนข้างบ้าน แต่กรุบอกเลยสัส คนที่มีเป้าหมายต่อให้ไม่สำเร็จ มันก็ยังดีแต่พวกที่แม่มไม่คิดว่าตัวเองต้องการอะไร ต่อให้มรุงเกิดมามีครบทุกอย่าง แต่มรุงขาดสิ่งที่เรียกว่าเป้าหมาย มรุงก็เหมือนตายทั้งเป็นแล้วสัส #คนเราทุกคนล้วนมีเป้าหมายถ้าไม่มีก็ไปแดรกส์ยาฆ่าหญ้าตายไปซะดวกส์

สรุปสั้นๆ นะสัส 5 คำขวัญวันเกรย์ “มีเป้าหมาย สร้างความขลัง ด้วยพลัง อย่าหยุดยั้ง ไม่ฟังคำเยาะเย้ย” กรุรับประกันพวกมรุงทำได้กันหมดทุกคน เพียงแต่ว่ามรุงจะกล้าพอที่จะรับผิดชอบและทำมันได้ตลอดปีหรือเปล่า กรุขอให้พวกมรุงจงโชคดีมีความสุขสนุกลุกนั่งสบายทุกวันนะจ๊ะเด็กๆ

สุดท้ายสำหรับไอ้พวกที่บอกว่า พูดง่ายๆ รู้อยู่แล้ว ใครก็ๆทำได้ มาทำตัวถ่อยแล้วคิดว่าเท่ห์หรือไง กรุว่ามรุงไปไกลๆหาอะไรที่สร้างสรรค์กับชีวิตทำมากกว่ามาคอยจับผิดชีวิตคนอื่น เพราะต่อให้ด่ากรุยังไงคนที่มรุงรักก็ไม่ฟื้นขึ้นมาหรอกนะแครบ

รู้สักนิดก่อนซื้อพันธบัตร “สุขกันเถอะเรา”

ช่วงต้นเดือนมกราคม 2558 ที่ผ่านมาได้มีข่าวการออกพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษรุ่น “สุขกันเถอะเรา” วงเงิน 100,000 ล้านบาท พร้อมกับประกาศอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าการฝากประจำและฝากออมทรัพย์ ทำให้หลายคนเริ่มสนใจอยากจะลงทุน แต่ยังติดอยู่นิดนึงว่าไม่เข้าใจกับคำว่า “พันธบัตรรัฐบาล” นี้มันคืออะไร ซื้อไปแล้วเงินเราจะหายไปไหม มีความเสี่ยงมากรึเปล่า และอีกสารพัดคำถามเกี่ยวกับการซื้อลงทุน ใจเย็นๆนะคะ เราค่อยๆมาเรียนรู้ทีละนิด แล้วจะรู้ว่าการลงทุนนั้นไม่ยากเลยจริงๆ

เรามาเริ่มรู้จักกับพันธบัตรรัฐบาลว่าคืออะไร?

คำศัพท์ทางการเงินจัดให้พันธบัตรอยู่ในกลุ่ม “ตราสารหนี้” หลายคนที่ไม่รู้จักกับคำนี้ก็จะเริ่มมึนกับศัพท์ ผู้อ่านควรทำความคุ้นเคยกับคำศัพท์เหล่านี้ไว้บ้าง เวลาไปอ่านหนังสือชี้ชวนเรื่องการลงทุนจะได้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ถ้านักออมเงินอย่างพวกเราไปลงทุนในตราสารหนี้ก็จะมีฐานะเป็น “เจ้าหนี้” ทันทีเลยหละ โดยผู้ที่ออกตราสารหนี้ให้เราซื้อลงทุนนั้นจะมีฐานะเป็น ลูกหนี้” ของเราซึ่งเงินที่ลูกหนี้กู้ยืมเราไปนั้นจะนำไปทำประโยชน์ต่างๆตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน โดยหนังสือชี้ชวนจะเป็นเอกสารที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่ลงทุนไว้ทั้งหมด มีทั้งฉบับเต็มและฉบับย่อ เป็นเอกสารสำคัญที่นักออมเงินอย่างเราต้องอ่านทุกครั้งก่อนจะนำเงินไปลงทุน (ตัวอย่างหนังสือชี้ชวนฉบับเต็มของ ธ.ก.ส.)

ชื่อของตราสารหนี้ก็จะเปลี่ยนไปตามผู้ออก ดังนี้

  • พันธบัตรรัฐบาล กระทรวงการคลังเป็นผู้ออกเพื่อให้รัฐบาลได้กู้เงินจากประชาชนไปใช้ประโยชน์ในเรื่องต่างๆ ซึ่งเป็นตราสารหนี้ระยะยาวและมีความเสี่ยงต่ำ
  • ตั๋วเงินคลัง กระทรวงการคลังเป็นผู้ออก มีความเสี่ยงต่ำและมีอายุสั้นกว่าพันธบัตรรัฐบาล คือ อายุไม่เกิน 1 ปี
  • หุ้นกู้ จะออกโดยบริษัทเอกชนเพื่อกู้ยืมเงินประชาชนไปลงทุน เช่น หุ้นกู้ปูนซิเมนต์ไทย หุ้นกู้ของทรู ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับเครดิตของบริษัทนั้นๆ

ผู้ที่ลงทุนในตราสารหนี้จะได้รับผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย” ซึ่งอัตราดอกเบี้ยของผู้ออกแต่ละรายนั้นก็จะแตกต่างกัน ถ้าใครเครดิตดีๆก็จะให้อัตราดอกเบี้ยต่ำ แต่ถ้าใครเครดิตไม่ดีก็จะให้อัตราดอกเบี้ยสูง อ่านถึงตรงนี้หลายคนคิดว่าแบบนี้เลือกตราสารหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงๆเพราะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ตามหลักความจริงเราควรเลือกลงทุนกับผู้ที่มีเครดิตดีๆ เพราะมีความเสี่ยงต่ำ เริ่มมีความงุนงงเกิดขึ้นในใจว่า “อ้าว ผลตอบแทนต่ำจะเลือกทำไม เราควรนำเงินไปอยู่ในที่ที่ให้ผลตอบแทนสูงจะได้เงินกลับมาเยอะๆ”

อัตราดอกเบี้ยจะบอกถึงความเสี่ยงของลูกหนี้ว่าจะเบี้ยวหนี้หรือไม่

สมมติว่าเราเป็นคนปล่อยเงินกู้ให้เพื่อนยืมเงิน เราจะคิดดอกเบี้ยใครมากกว่ากันระหว่าง “คนที่มีสัจจะยืมแล้วคืนกับคนที่ยืมแล้วชิ่งหนี” เรารู้อยู่แล้วว่าคนที่มีสัจจะยืมแล้วคืนแน่ๆก็จะคิดดอกเบี้ยไม่สูง เพราะเครดิตดี ไม่เบี้ยวหนี้ คืนเงินตรงเวลา ทำให้เราคำนวณได้เลยว่าเดือนนี้จะได้ดอกเบี้ยจากลูกหนี้เท่าไหร่

ส่วนคนที่ชอบยืมแล้วชิ่งหนี้พวกนี้จะยืมเงินใครก็ลำบาก ถ้าจะมาขอกู้เงินจากเราก็ต้องเสนอดอกเบี้ยที่สูงมากชนิดที่ว่าได้ยินแล้วเราสนใจที่จะให้ยืมเงิน โดยที่ผู้ให้ยืมเงินมองแล้วว่าผลตอบแทนที่ได้รับมันคุ้มที่จะเสี่ยง สรุปว่า คนที่มีเครดิตไม่ดีก็จะต้องจ่ายแพงกว่าคนอื่น

เหตุผลนี้แหละที่เราควรเลือกให้ยืมกับคนที่เครดิตดีๆที่ผลตอบแทนไม่สูง แต่ถ้าใครชอบความเสี่ยงก็อาจจะให้คนเครดิตไม่ดียืมก็ได้ เราได้ผลตอบแทนสูงจริงแต่ก็ต้องมานั่งลุ้นว่าจะได้เงินคืนรึเปล่านะจ๊ะ

เรารู้หลักการของตราสารหนี้ไปแล้ว คราวนี้มาดูว่าในบรรดาสินทรัพย์ทางการเงินแต่ละชนิดมีความเสี่ยงระดับไหนบ้าง

จากภาพนี้มองจากข้างล่างขึ้นข้างบนจะเป็นระดับความเสี่ยงต่ำ(สีเขียว) ไปจนถึงความเสี่ยงสูง (สีแดง) ซึ่งพันธบัตรกับตั๋วเงินคลังจะอยู่ข้างล่างสุด นั่นแสดงว่ามีความเสี่ยงต่ำสุด ส่วนหุ้นกู้ก็จะอยู่สูงขึ้นไปจะค่อนข้างเสี่ยง เพื่อตอกย้ำให้เราอุ่นใจในการลงทุนมากขึ้นพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษรุ่น “สุขกันเถอะเรา” มีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยอีกด้วย รับรองได้ว่าตลอดระยะเวลาที่เราลงทุนในพันธบัตรจนกระทั่งวันสุดท้ายที่ครบกำหนดเราจะได้เงินต้นและดอกเบี้ยครบตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนอย่างแน่นอน

เริ่มเข้าใจการลงทุนในพันธบัตรมากขึ้นแล้วใช่ไหมคะ จากนั้นก็แบ่งเงินออมบางส่วนที่ต้องการลงทุนระยะปานกลางถึงยาวมาลงทุนในพันธบัตรนี้ เรามาดูต่อกันเลยว่านักออมเงินอย่างพวกเราจะได้ประโยชน์อะไรจากพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษรุ่น “สุขกันเถอะเรา” บ้าง

  1. ผู้ที่มีเงินน้อยสามารถลงทุนได้ เพราะเงินลงทุนเริ่มต้นที่ 1,000 บาท
  2. เราได้รับดอกเบี้ยที่แน่นอนปีละ 2 ครั้ง คือ ช่วงต้นปีและกลางปี
  3. ความเสี่ยงต่ำ ได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝากออมทรัพย์และฝากประจำ
  4. สามารถนำพันธบัตรนี้เป็นหลักประกันได้โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้รับประกัน เช่น การประกันศาล

รายละเอียดเบื้องต้นของพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษรุ่น “สุขกันเถอะเรา”

อัตราดอกเบี้ยและวันที่จำหน่าย

==> พันธบัตรออมทรัพย์พิเศษ รุ่นสุขกันเถอะเรา ของกระทรวงการคลัง อายุ 10 ปีวงเงิน 50,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ดังนี้

  • ปีที่ 1-3    อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี
  • ปีที่ 4-7    อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี
  • ปีที่ 8-10  อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี

ถ้าลงทุนกับพันธบัตรออมทรัพย์อายุ 10

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save