สูตรลับกลยุทธ์การออมหุ้นแบบ DCA ฉบับต้าร์กวิน

หลายๆคนมาขอสูตรลับการออมหุ้น แบบ DCA กับผม อยากให้เล่าทั้งประสบการณ์ในการลงทุนและวิธีการลงทุนออมหุ้นให้ได้ผล จริงๆการออมในหุ้นมันไม่ยากเลยนะครับ มันมีหลักการง่ายๆเหมือนกับการออมเงินนั่นล่ะก็คือ “สร้างวินัยในการลงทุนให้ได้” แต่องค์ประกอบและปัจจัยในการลงทุนคืออะไรใน Post นี้ ผมจะเล่าให้ทุกคนฟังครับ 

กรอบการลงทุนต้องชัดเจน

กรอบการลงทุนในการออมหุ้นคืออะไร?

เราต้องทราบก่อนนะครับว่า “การลงทุนคือการนำเงินเข้าไปซื้อหุ้น” ปัญหาของนักลงทุนในปปัจจุบันคือ ซื้อหุ้นอะไร ซื้อหุ้นที่เมื่อไหร่ ซื้ออย่างไร? มันมีหลากหลายทฤษฎีในการลงทุนมากซึ่งคุณสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมกับความรู้และความถูกชะตาของคุณ ในส่วนของการลงทุนแบบ DCA นั้น กรอบการลงทุนผมขอเสนอดังนี้ครับ  

สิ่งที่จะขาดไม่ได้สำหรับการลงทุนใดๆก็คือการวางแผนเงินออม ผมเองก็จะย้ำเสมอครับว่า 

“การลงทุนจะดีได้หากเราวางแผนการเงินมาอย่างดี” 

ในจุดนี้อาจจะมีคนพูดถึงน้อยมากเพราะโดยส่วนใหญ่ที่ผมคุยกับหลายๆคน ความสนใจของคนที่จะมีเงินออมคือคนที่กำลังมีหนี้อยู่และอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ส่วนคนที่สนใจลงทุนก็คือคนที่มีเงินเหลือๆเป็นก้อนๆและอยากนำเงินก้อนมาลงทุน จริงๆแล้วหากเราวางแผนการออมอย่างเหมาะสม มันไม่ใช่แค่ทำให้คุณสามารถ “ลดหนี้” ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างเงินออม ป้องกันความเสี่ยงต่างๆที่จะทำให้ชีวิตของเราสูญเสียความมั่งคั่งและนำบางส่วนมาออมในหุ้นได้อีกต่างหากหลักการนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเริ่มทำนะครับ เอาแค่เรามีเงินออมก็คือเรารวยกว่าเดิมแล้ว ออมทีละนิด เดือนละหน่อย จนเป็นวินัยมันจะทำให้เราสามารถยกสถานะของตัวเองขึ้นมาได้ แล้วเราก็นำเงินนั้นมาลงทุนต่อ

การออมไม่เคยทำร้ายใครและวินัยก็เป็นพฤติกรรมทางบวกของมนุษย์

ลองเริ่มจากการเก็บออมเดือนละ 1,000 บาท 2,000 บาท เพราะการลงทุนสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนเยอะๆแล้ว ทุกคนมีโอกาสที่จะสร้างเงินล้านได้เหมือนกัน ต้าร์เองก็เป็นคนหนึ่งที่เริ่มต้นมาจากวิธีการง่ายๆแบบนี้การกำหนดแผนการออมเงินนั้น เราจะไม่ทำแค่ในเวลาเพียงสั้นๆแค่ 1 ปีเท่านั้น สำหรับผมแล้วจะต้องวางแผนกันข้ามปีกันเลย (อันนี้เป็นระดับ Advance แนวๆต้าร์กวินเลยนะครับ) โดยในปีแรกคิดเลยว่าจะออมเท่าไหร่? แล้วเราตั้งเป้าหมายกันต่อว่า ในปีต่อๆไปเมื่อเรามีรายได้มากขึ้น จากเงินเดือนที่มากขึ้น โบนัสที่มากขึ้น เงินปันผล รายได้พิเศษ เราจะสร้างเงินออมมาลงทุนในอัตราเท่าไหร่? หรือ ในจำนวนเงินเท่าไหร่? และเราก็มาลงทุนเรื่อยๆครับ จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 10 รับรองว่าคุณจะมีความสุขกับการเห็นตัวเลขที่งอกเงยและตอบคำถามได้ว่า ชีวิตยามเกษียณจะมีอะไรบ้าง  

วางกรอบการลงทุนในเรื่องของเวลา

ในเรื่องของการวางแผนเงินออมนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเราไม่มีเรื่องของกรอบของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะหลักการของการออมก็คือนำเงินที่ได้รับมา มาหยอดกระปุ๊กทีละนิดๆ จนกระทั่งคุณสามารถเก็บเงินได้ตามเป้าหมาย เพราะฉะนั้นในแง่ของการออมในหุ้นก็เช่นกัน กรอบการลงทุนเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะทำให้คุณไปสู่เป้าหมายที่กำหนดในเชิงของการนำเงินทุนมาใช้ในการสร้างความมั่งคั่ง

ตรงนี้เป็น How to ที่สำคัญนะครับ

เพราะถ้าหากผมบอกว่าแค่ว่า เอาเงินไปลงทุนในช่วงหุ้นที่มันถูกๆซิ นั่นคือคุณเอาชีวิตของคุณเข้าไปเล่นกับราคาหุ้นแล้ว และคุณก็ไม่มีทางรู้เลยว่า หุ้นจะขึ้นหรือจะลงหรือจะผันผวนให้คุณหวาดเสี๋ยวได้เมื่อไหร่ เราไม่รู้จุดต่ำสุดและจุดสูงจุดของราคาหุ้น วันนี้กับวันพรุ่งนี้หุ้นมีราคาเปลี่ยนแปลงได้ วันนี้กับอีก 5 ปี ก็จะมีความแตกต่างกันเช่นกัน อาจจะกำไรสุดๆ หรือ อาจจะเจอวิกฤตกระทบก็ได้ การบอกว่าลงทุนในช่วงที่หุ้นถูกมันไม่ได้สร้างกรอบการลงทุนให้เรา แต่หากเราตั้งเป็นแผนว่าจะลงทุนทุกๆเดือนด้วยจำนวนเงินที่เรากำหนดไว้ นี่คือการสร้างกรอบการลงทุน

การลงทุนแบบ DCA จะลดความเสี่ยงการลงทุนให้กับเรา ทำให้ไม่ต้องพบกับความผันผวนเพราะวิธีการนี้จะไหลไปกับตลาดได้ในทุกสภาวะ ขอให้เรากำหนดกรอบเวลาของเราให้ดีก็พอ เช่น รายเดือน รายไตรมาส รายปี ซึ่งมันไม่ต่างกับการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การลงทุน LTF รายปี หรือบางคนก็อาจจะจ่ายหนี้รายเดือนอยู่แล้ว แค่เปลี่ยนจากการจ่ายหนี้มาเป็นการลงทุนเพิ่มเท่านั้นเองครับลองคิดเล่นดูว่าหากคุณลงทุนเดือนละ 1,000 บาท และผลตอบแทนเฉลี่ยได้ประมาณ 5-10% ต่อปี เพียงแค่ 5 ปีเท่านั้นคุณก็มีเงินพอที่จะไปเที่ยวในต่างประเทศได้แล้ว แต่การลงทุนคือการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว เราคงไม่ได้มองแค่ 5 ปี ใช่ไหมครับ เรามองถึงโน้นเลย ยามเกษียณเป็นหลักแรก เมื่อเราสะสมความมั่งคั่งได้มากพอแล้ว เราก็จะสามารถนำเงินมาใช้ในการสร้างความสุขในด้านอื่นๆ เป็นเป้าหมายต่อๆไปให้กับชีวิตได้ครับ

Tip การสร้างความมั่งคั่ง

ในช่วงที่ผมเป็นมนุษย์เงินเดือน

ผมจะทำการจัดสรรเงินว่าผมจะออมเงินเท่าไหร่ เริ่มต้นเลยการทำงาน ณ ปีแรกๆ เงินเดือนประมาณ 20,000 บาท ผมได้ สิ่งแรกที่ผมคิดก่อนก็คือจะจัดสรรเงินออมยังไง เพื่อนๆผมหลายคนเริ่มผ่อนรถ ผ่อนคอนโด แต่ผมคิดว่าเงินเดือนผมมันน่าจะเอาไปทำอะไรให้งอกเงยก่อนได้บ้าง ผมเริ่มจากการหักเงินเล็กๆน้อยๆ 3,000 บาท ต่อมาเพิ่มมาเป็น 6,000 บาท และเพิ่มอย่างต่อเนื่องเรื่อยๆเพื่อมาลงทุนเป็นเงิน 10,000 บาท 20,000 บาท หลายคนถามผมว่า เอาเงินมาจากไหน?

เงินเดือนไง!

ในปีแรกๆผมทำงานได้แค่ 20,000 บาท แต่ต่อมาเงินเดือนมันก็ขึ้นเป็น 25,000 30,000 40,000 บาทไปเรื่อยๆ หลายๆคนบอกว่าเราควรจะกำหนดเงินออมเป็น % ซึ่งผมไม่ได้ทำแบบนั้น ผมตั้งเป้าหมายเป็นรูปจำนวนเงินเลย เช่น ผมรู้ว่าผมมีรายจ่ายประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน ในปีแรกผมออมได้ 50% ของรายได้ พอเงินเดือนขึ้น เป็น 30,000 รายจ่ายผมก็ไม่ได้สูงตามเท่า

ยิ่งรวย… ยิ่งร้าย จริงหรือไม่?

จริงหรือไม่? เมื่อยิ่งรวยยิ่งร้ายกาจมากขึ้น

” ยิ่งเรารวยมากขึ้น… เราจะเมตตาเห็นอกเห็นใจผู้อื่นน้อยลง และจะมัวแต่สนใจแต่เรื่องของตัวเองมากขึ้น”

จากการสำรวจและงานวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าคนที่ร่ำรวยกว่ามักจะโลภและสนใจแต่ตัวเองเป็นหลัก จะช่วยเหลือสังคมน้อยลง และบางคนก็จะยอมโกงและแหกกฎหมาย ถ้าทำให้พวกเขาได้เปรียบ เราอาจจะค้านคนร่ำรวยอยู่ร่ำไป ว่า พวกนี้เป็นคนเลวร้าย เป็นพวกบูชาทุนนิยม เป็นพวกหน้าเงิน เห็นแก่ตัว แต่เราอย่าเพิ่งมองโลกแง่ร้ายเกินไป เพราะแค่เพียงเรากระตุ้นสะกิดใจคนรวยสักนิดว่าให้เขาลองคิดถึงประโยชน์ในการ ร่วมไม้ร่วมมือกันและคำนึงถึงชุมชนบ้าง แค่นี้ก็จะช่วยให้คนรวยตระหนักถึงความเสมอภาคและเอาใจใส่คนรอบข้างมากขึ้น ได้ ผลการวิจัยที่น่าสนใจ รวบรวมมาได้ดังนี้

1. เมื่อเราอยู่สถานการณ์ได้เปรียบ คนเรามักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเป็นเพราะเราเก่ง

มีการทดลองให้คนจับคู่กันเล่นเกมเศรษฐีกระดาน แล้วเสี่ยงทายก่อนว่าใครจะเป็นคนรวยซึ่งจะได้สิทธิพิเศษทอยลูกเต๋าได้สองตา รับเงินได้สองเท่า ซึ่งได้เปรียบมากกว่าอีกคนที่จะเล่นเป็นคนจน ผลการทดลองพบว่า คนที่เล่นเป็นคนรวยจะเดินหมากด้วยท่าทีมั่นใจ เสียงดัง ดีใจ แถมกินขนมบนโต๊ะมากกว่าคนที่เล่นเป็นคนจนซะอีก เมื่อเกมจบ คนรวยก็จะเล่าถึงความเก่งความสำเร็จของตนเองว่าเล่นชนะ

2. คนรายได้น้อยกว่า มักจะใจดีมากกว่า

มีการทดลอง คัดกลุ่มคนรวยมีรายได้มากและกลุ่มคนจนมีรายได้น้อย แล้วให้เงิน10ดอลลาร์สหรัฐเท่ากันทุกคน แล้วถามว่าให้เลือกระหว่างเก็บเงินนี้ไว้กับตัวเอง หรือจะแบ่งบางส่วนให้คนแปลกหน้า พบว่า คนมีรายได้น้อยกว่า มีแนวโน้มแบ่งเงินให้คนแปลกหน้ามากกว่ากลุ่มคนรวย

3. สัดส่วน % การบริจาคยิ่งลดลงเมื่อคนยิ่งรวยมากขึ้น

ผลการสำรวจจากฐานข้อมูลการบริจาคในสหรัฐ พบว่าครอบครัวที่มีรายได้50,000-75,000$ บริจาค7.6%ของรายได้ให้แก่องค์กรการกุศล ในขณะที่ครอบครัวที่มีรายได้100,000$หรือมากกว่าจะบริจาคประมาณ4.2% คนรวยที่มีเพื่อนบ้านใกล้เคียงรวยใกล้เคียงกัน จะบริจาคน้อยกว่าคนรวยที่มีเพื่อนบ้านฐานะการเงินหลากหลาย และกลุ่มคนที่มีรายได้มากกว่า200,000$ บริจาคเพียง2.8%จากรายได้พวกเขา

4. คนรวยมักจะไม่ค่อยสนใจคนเดินถนน ในแคลิฟอร์เนียร์มีกฎหมายบังคับให้รถทุกคันต้องหยุดเพื่อให้คนข้ามถนน

นักวิจัยสังเกตว่า ถ้าใครขับรถยนต์รุ่นยี่ห้อแพงๆ เกือบ50%จะไม่ค่อยหยุดรถให้คนข้ามถนน หมายความว่าคนรวยบางส่วนไม่ทำตามกฎหมายนั่นเอง ส่วนกลุ่มคนที่ขับรถยี่ห้อราคาถูกๆ 100% จะหยุดรถให้คนข้าม

5. ความยากจนขัดขวางการทำงานของสมอง

มีการทดสอบไอคิวของเกษตรกรในช่วงเวลาก่อนและหลังฤดูเก็บเกี่ยว พบว่าเกษตรกรที่ยากจนจะทำคะแนนIQได้ลดลง เพราะว่าความกังวลเรื่องเงินทองทำให้กลุ่มนี้นอนไม่หลับ ส่วนเกษตรกรที่รวยIQก่อนและหลังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร

6. คนที่มีเงินน้อยกว่า จะมองเห็นการแสดงอารมณ์ทางใบหน้าของคนอื่นมากกว่าคนรวย

มีการทดลองแบ่งเป็นสองกลุ่ม คัดกลุ่มคนรวย และกลุ่มคนจนมา ให้ทุกคนวิเคราะห์ว่า

  • ใบหน้าในรูปภาพสื่ออารมณ์ใด
  • ให้ดูเทปการสัมภาษณ์งานของคนแปลกหน้าคนหนึ่งแล้วให้แยกแยะอารมณ์บนใบหน้า พบว่ากลุ่มคนจนสามารถจับอารมณ์บนใบหน้าได้ดีกว่าคนรวยในทั้งสองการทดลอง กล่าวได้ว่าคนจนมี emotional intelligence มากกว่าเพราะสามารถเข้าถึงใจผู้อื่นได้ดี แต่ที่น่าแปลกคือ ถ้าเราบอกคนรวยก่อนทำการทดลองว่าให้ลองจินตนาการตัวเองเป็นคนจน คนรวยกลุ่มนี้กลับสามารถแยกแยะสีหน้าอารมณ์ได้ดีขึ้น สวนทางกับพวกตาบอดเพราะความรวย เป็นอย่างไรบ้างกับผลการทดลองที่สะท้อนความเป็นจริงในสังคมของเรา บทความนี้ไม่ได้ต้องการบอกว่าคนรวยเลวร้ายหรือการมีเงินเยอะกว่าเป็นเรื่อง ไม่ดี แต่กำลังจะเตือนสติพวกเราว่า ถ้าเรารวยมากขึ้น เรายิ่งต้องแบ่งปันคนอื่นมากขึ้น เพื่อให้สังคมนี้น่าอยู่ต่างหาก การแบ่งปัน จะทำให้เราเป็นคนรวยที่น่ารักที่สุดในโลก

ที่มา : http://blog.ted.com/2013/12/20/6-studies-of-money-and-the-mind/

4 เหตุผลที่ลงทุนหุ้นเทคนิคมาตั้งนาน แต่ทำกำไรไม่ได้สักที

แรงบันดาลใจในการเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพราะผมได้พบกับนักลงทุนจำนวนมากที่พยายามเรียนรู้การซื้อขายหุ้นด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิคแต่ประสบปัญหาไม่ประสบความสำเร็จไม่สามารถซื้อขายหุ้นแล้วได้กำไร มีข้อสังเกตหลายอย่างที่ผมเรียนรู้จากประสบการณ์และการพูดคุยกับนักลงทุนหลายคน พบว่ามีประเด็นที่สำคัญๆ ดังต่อไปนี้ครับที่ทำให้คนที่พยายามศึกษาการ วิเคราะห์ทางเทคนิคมาตั้งนานแต่ไม่สามารถทำกำไรได้สักที

1. มีกลยุทธ์ในการทำกำไรที่ดีแต่ไม่บริหารเงินลงทุน (Money Management)

การบริหารเงินลงทุนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในแผนกลยุทธ์การซื้อขายหุ้นที่จะขาดไม่ได้ ถึงแม้จะมีกลยุทธ์ในการทำกำไรที่ดีขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าไม่มีการบริหารเงินลงทุนก็ยากที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุน เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จเวลาวางแผนซื้อขายหุ้น จะให้ความสำคัญกับการบริหารเงินลงทุนและออกแบบกลยุทธ์การซื้อขายเพื่อปกป้องเงินลงทุนมากกว่าจะเน้นไปที่แผนในการทำกำไร  สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเทรดเดอร์เหล่านั้นเข้าใจความจริงที่ว่าถึงแม้จะวางแผนการซื้อขายมาอย่างดีผลการซื้อขายก็มีโอกาสที่จะออกมาเป็นขาดทุนได้ ถ้าไม่มีการวางแผนที่จะขาดทุนไว้ล่วงหน้าแล้วเกิดผลขาดทุนจำนวนมากในการซื้อขายเพียงไม่กี่ครั้ง กว่าจะทำกำไรให้เงินทุนกลับมาเท่าเดิมก็จะยากขึ้น ในทางกลับกันพบว่าเทรดเดอร์มือใหม่จะเน้นแผนกลยุทธ์ในการทำกำไรมากกว่าและไม่ค่อยให้ความสนใจในการเตรียมตัวรับผลขาดทุน

การให้ความสำคัญแต่กลยุทธ์ในการทำกำไรเพียงอย่างเดียว เปรียบเสมือนกับเวลาแข่งกีฬาแล้วผู้จัดการทีมวางแผนที่เน้นแต่เกมรุกหวังจะทำคะแนนฝั่งตรงข้ามเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีแผนป้องกันเพื่อรับมือกับฝ่ายตรงข้าม ถึงแม้ทีมจะทำคะแนนได้มากแต่ถ้าไม่มีการป้องกันแล้วถูกฝ่ายตรงข้ามทำคะแนนได้มากกว่าผลการแข่งขันก็ออกมาแพ้อยู่ดี ในเกมของการลงทุนมีกติกาที่สำคัญคือใครป้องกันเงินลงทุนไม่ให้ขาดทุนได้เก่งจะยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากขึ้น

2. ไม่มีวิธีซื้อขายหุ้นเป็นของตัวเอง 

เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จจะมีวิธีการซื้อขาย(Trade Setup)เป็นของตัวเอง รายละเอียดใน Trade Setup จะมีการกำหนดว่า จะถือหุ้นนานแค่ไหน ภาวะตลาดโดยรวมเป็นแบบใดและรูปร่างหน้าตากราฟแบบไหนจึงจะลงมือซื้อขาย จะใช้กราฟรายวัน รายชั่วโมง รายนาที หรือรายสัปดาห์ จะใช้ Indicator ตัวไหนประกอบการตัดสินใจ และจะซื้อด้วยจำนวนเท่าไหร่ วางจุดตัดขาดทุนไว้ตรงไหน และมีแผนการทำกำไรอย่างไร ซึ่งวิธีการซื้อขายหรือ Trade Setup นี้จะถูกออกแบบและปรับแต่งให้เหมาะสมกับสไตล์การซื้อขายและความชอบส่วนตัวของเทรดเดอร์รายนั้นๆ ทำให้เวลาที่เทรดเดอร์เหล่านั้นใช้งาน Trade Setup ที่ตัวเองสร้างขึ้น จะเข้าใจอย่างดีถึงข้อดี ข้อเสีย ข้อสังเกตพิเศษของ Trade Setup ที่ใช้อยู่คืออะไร แต่เวลาที่เราลอกเอาวิธีการซื้อขายของเทรดเดอร์คนอื่นมาใช้แบบโต้งๆ เรามักจะไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จหรือจะเกิดสภาวะอึดอัดในการลงทุนเพราะวิธีการซื้อขายเหล่านั้นไม่เหมาะกับสไตล์ของเรานั่นเอง 

ตัวอย่าง

ที่ผมพบอยู่บ่อยๆ เช่น มักจะมีคนถามว่าจำนวนวันของเส้น Moving Average ที่ผมใช้งานอยู่คือกี่วันเผื่อจะลอกเอาไปใช้งานบ้าง ผมก็ยินดีตอบให้เลยทันทีครับว่าผมใช้เส้น 10EMA คู่กับเส้น 50 EMA กับกราฟรายวันในการซื้อขายหุ้น แต่ปรากฏว่าก็มีคนจำนวนไม่น้อยบ่นว่าเส้น Moving Average ที่ผมใช้งานนั้นให้สัญญาณในการตัดสินใจซื้อขายที่ช้าเกินไป แต่ผมกลับคิดว่าผมใช้งานเส้น Moving Average สองเส้นนี้ได้อย่างสบายใจและมีประสิทธิภาพที่สุด

ข้อแนะนำ

เราไม่สามารถลอกวิธีการซื้อขายของคนอื่นมาใช้งานแล้วประสบความสำเร็จได้ แต่เราสามารถศึกษาแนวความคิดหรือเหตุผลทางเทคนิคที่สนับสนุนในการสร้าง Trade Setup ของคนเก่งๆ และนำแนวทางเหล่านั้นมาพัฒนา ปรับปรุงหรือเพิ่มเติมเงื่อนไขเพื่อให้เหมาะสมกับสไตล์และความชอบส่วนตัวของเรา ให้จินตนาการว่า Trade Setup ประจำตัวของแต่ละคนนั้นเป็นเหมือนกับการใช้งานอาวุธประจำกาย แต่ละคนจะมีความถนัดในอาวุธแต่ละชนิดที่ไม่เหมือนกัน ถ้าให้คนที่ถนัดใช้ดาบในการต่อสู้มาใช้หอกหรือธนูก็คงจะใช้งานได้ไม่ดีนัก การใช้งานอาวุธที่ไม่ถนัดในการต่อสู้นั้นมีโอกาสทำให้แพ้ได้สูง แต่ถ้าได้ใช้อาวุธดาบที่คล่องมือและฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดีก็สามารถที่จะฟาดฟันเอาชนะได้ไม่ยาก

3. มีแผนการซื้อขายที่ดีแต่ไม่ทำตามแผนที่วางไว้

ถ้าจะถามเทรดเดอร์ว่าอะไรเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุดที่จะทำให้การซื้อขายประสบความสำเร็จ คำตอบที่เราจะได้ คือ “การมีแผนในการซื้อขายและวินัยที่จะปฏิบัติตามแผนที่วางไว้” เป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุด เพราะถึงแม้ว่าเราจะมีความรู้ในการอ่านกราฟเป็นอย่างดี วางกลยุทธ์ในการซื้อขายสร้าง Trade Setup ที่มีประสิทธิภาพในการทำกำไรสูง มีแผนในการบริหารความเสี่ยงของเงินลงทุนที่ยอดเยี่ยม แต่ถ้าเราไม่สามารถทำตามแผนที่วางไว้ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จในการซื้อขายได้

มีการทดลองและทฤษฎีทางจิตวิทยาการลงทุนมากมายที่พยายามอธิบายเหตุผลว่าทำไมคนเราจึงไม่ยอมทำตามแผนที่วางไว้ หรือมักจะเลือกลงมือในทางเลือกที่ส่งผลร้ายต่อการลงทุนมากว่าทางเลือกที่ส่งผลดี อย่างไรก็ตามการที่เราตอบได้ว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้เราไม่ยอมทำตามแผนที่วางไว้มีประโยชน์น้อยมากต่อผลการซื้อขาย คำตอบที่จะทำให้ผลการซื้อขายของเราดีขึ้นและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เราคือ ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้แผนที่เราวางไว้บอกให้เราทำอะไร และเราได้ลงมือทำหรือแล้วยัง

4. การหาคำตอบจากกราฟ

ข้อผิดพลาดที่สำคัญที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดคือการพยายามวิเคราะห์กราฟเพื่อตอบคำถามว่าอนาคตราคาจะต้องเคลื่อนที่ไปอย่างไร และไปในทิศทางไหนจะขึ้นหรือ

วิธีคิดในการช็อปปิ้งให้มีความสุขและคุ้มค่า

เจ๊ไม่ค่อยได้เขียนในบล็อกเลยนะคะ แต่สัญญาว่าจะมาเขียนบ่อยๆค่ะ พอดีเจ๊ไปเจอช่วงชีวิตที่ของลดราคาเยอะ เวลาหล่อนไปเดินตามห้างสรรพสินค้าทีหล่อนจะเห็นป้ายตัวใหญ่ๆว่า SALES มันแปลว่าอะไรค่ะ? ขายของหรอออออ ก็รู้อยู่แล้วว่าขายของจะติดป้ายไว้ทำไมย่ะ คิคิ ล้อเล่นค่ะ ป้ายเซลล์ใหญ่ๆก็ลดราคานั่นล่ะค่ะ บางทีลดราคาแบบโลกตลึงแบบ 30% – 70% เลยนะคะ แต่พอหยิบของขึ้นมาดูมันการาคาเดิมทิ้ง 3,500 บาท เหลือ 1,700 ค่ะ

หล่อออออออออออออออน เพื่อนหล่อนอาจจะคนตระโกนบอกว่า ถูกมากเลยลดขนาดนี้ซื้อสิย่ะ แต่หล่อนก็ควรจะดูเงินในกระเป๋าตังหล่อนด้วยว่ามันเหมาะสมกับการซื้อหหรือเปล่า ถ้าหล่อนเงินเดือน 8 แสนบาท เจอของลดราคาจาก 50,000 เหลือ 20,000 บาท หล่อนก็มีตังซื้อค่ะ แต่ถ้าหล่อนเป้นชนชั้นกลางรุ่นป้าไม่มีผัวอย่างเจ๊ หล่อนก็ต้องคิดก่อนซื้อหลายๆรอบนะคะ อารมณ์เงินเดือน 30,000 บาท เจอของลดราคาจาก 8,000 เหลือ 5,000 งี้ นี่มันคือเงิน 1 ใน 6 ของเงินเดือนเลยนะคะ

แต่…… มีเงินแล้วไม่ใช้ จะมีทำไมยะ เก็บใส่ตุ่มฝังไว้ให้แบงค์เน่าหรอ เจ๊ก็ไม่ทำหรอก เจ๊มมีเคล็ดลับในการใช้เงินในช่วงของเซลล์ แบบนี้ค่ะ

ข้อที่ 1 กำหนดก่อนเลยค่ะว่าจะซื้ออะไรแค่ไหน

แรกสุดเจ๊จะตั้งงบของตัวเองไว้ตามอัตตภาพ เบี้ยน้อยหอยน้อยก็อย่าไปใช้เงินเยอะ เก็บๆบ้าง ผัวไม่มี แก่ไปไม่มีคนเลี้ยง เจ๊จะเอาเงินเก็บทั้งหมดมาดูค่ะว่ามีเท่าไหร่แล้วให้ความสุขของตัวเองบ้าง อาทิเช่นนะคะ เจ๊เก็บเงินได้เดือนละ 5,000 บาทในเงินออม 1 ปี เจ๊มี 60,000 บาท ไม่มีทางหรอกค่ะที่ต้องเอาเงินทั้งหมดไปซื้อของที่อยากได้ เจ๊อาจจะแบ่งมานิดๆหน่อยๆ ถ้าหล่อนจะแบ่งมาซัก 10% หล่อนก็แบ่งไว้ 6,000 หรือถ้าหล่อนคิดว่าหล่อนจะใช้ซัก 10,000 บาท หล่อนก็อย่าใช้เกินนี้ ต้องเก็บไว้ค่ะ ท่องไว้ค่ะ ไม่มีผัวๆๆๆ แก่ไปใครจะดูแลเราเท่า RMF และประกันบำนาน แบ่งเงินไปลงทุนและให้ความสุขกับตัวเองตามที่มีนะคะ

ข้อที่ 2 เลือกดูสินค้าที่อยากได้

เจ๊เชื่อว่าความฝันของแต่ละคนมีเต็มไปหมด หล่อนก้มีฝันที่จะได้ของต่างๆเยอะแยะมากมาย ลองเขียนไว้ค่ะว่าอยากได้อะไรแล้วไปดูราคามันซิว่าลดราคาแล้วเราจะซื้ออันไหน บางทีเราอาจจะเลือกชิ้นใหญ่ๆที่เราอยากได้ชินเดียว บางทีเราก็อาจจะเลือกของถูกๆที่เราอยากได้หลายๆชิ้น แต่ถ้ามันแพงเกินงบประมาณก็ช่างมันค่ะ เก็บเงินได้ค่อยมาซื้อ เจ๊อยากได้เบนซ์ซักคันค่ะ มีเงินเก็บ 10,000 บาทเอามาช็อปปิ้ง รอชาติหน้าก่อนนะคะ มีเงินแล้วจะซื้อรถเบนซ์ค่ะ

ข้อที่ 3 ซื้อแล้วจบค่ะ อย่าไปคิดเยอะ

คนเรามันมักจะเป็นโรคอย่างนึงคือ คิดมาก คิดเยอะ เวลาสั่งข้างมากินกับเพื่อน ข้าวในจานตัวเองมันดูไม่น่ากินเหมือนข้าวในชามคนอื่นเสมอล่ะค่ะ ซื้อของก็ไม่เหมือนกัน เวลาได้มาแล้วก็รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ซื้อชิ้นอื่น ถ้าเราจะซื้อๆเรื่อยๆเนี่ยมันไม่จบไม่สิ้นหรอกค่ะ มันต้องซื้อทั้งประเทศไทยแล้วค่ะ เราซื้ออย่างพอเพียงก็พอแล้วค่ะ มีมากก็ซื้อได้มาก มีน้อยก็ซื้อตามที่ตัวเองมี พอแล้วววว….  แต่ถ้าใครเจอเหตุการณ์แบบนี้เจ๊จะแนะนำให้เขียนก่อนว่าชีวิตนี้อยากได้อะไรบ้าง แล้วหล่อนก็ติ๊กถูกว่า เราทำสำเร็จแล้วในวันนี้ วันหน้าค่อยไปซื้ออย่างอื่น สวยๆค่ะ แค่นี้เอง

ข้อที่ 4 ไม่ได้ซื้อวันนี้ วันหน้าก็มี

บางคนเสียดายค่ะ ไม่ได้ซื้อของที่ตัวเองอยากได้บางอย่างก็กลัวว่าต้องไปซื้อในราคาที่ไม่ได้ลดบ้าง อนาคตไม่มีขายบ้าง ทุกคนเจอความรู้สึกเดียวกันค่ะ เหมือนเจ๊เลย เวลาเจอผู้ชายน่ารักๆเดินผ่าน เจ๊ก็อยากจะไปทำความรู้จักนะคะ ชื่ออะไร อย นน สส แบบไหน แถวไหน แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ทำหรอกค่ะ เป็นป้าแล้วไม่มีปัญญาจีบเด็ก แต่เจ๊จะมองว่า เด็กน่ารักเดินผ่านไปแล้ว ข้างหน้าเราก็จะเจอเด็กน่ารักเดินผ่านมาให้เรามองอีก การซื้อของก็เหมือนกันค่ะ ราคาเขาไม่ได้ลดแค่ปีนี้ปีเดียว ปีหน้าก็ลด ถึงของจะไม่เหมือนเดิม แต่เธอค่ะ เธอจะได้เจอของที่เธอชอบมากๆในอนาคตก็ได้ อินังเลขามันเคยอยากได้ iPhone ตอนเปิดตัวใหม่ๆ มันอิจนังเกร์ที่ซื้อมา มันมาบ่นกับเจ๊ตลอด ตอนนั้นนางเลขาไม่มีเงินเจ๊เลยบอกว่าเก็บเงินไปก่อน พอต่อมาอิเลขามันก็มีตังซื้อ iPhone 5 ได้ ดีจะตาย ส่วนนังเกร์ยังใช้รุ่นเก่าอยู่ เห็นป่ะ ของใหม่ๆมันจะมาหาเราเรื่อยๆ อย่าไปตามไขว่ขว้ามาก ถึงเวลาหล่อนก็จะได้เอง

หวังว่าเคล็ดลับของเจ๊จะมีประโยชน์ต่อลูกหลาน เกย์ กะเทย ชะนี สตรี และ บุรุษ นะคะ 

แชร์สิยะ!!!! กด Share เร็วๆ

10 คำถามวัดใจ ก่อนตัดสินใจซื้อ LTF และ RMF

สำหรับช่วงปลายปีแบบนี้ แน่นอนว่าประเด็นฮอตฮิตสุดๆ เห็นทีจะไม่พ้นเรื่องของ LTF และ RMF เพื่อที่เราทุกคนจะวางแผนประหยัดภาษีกันให้เต็มที่ แต่อย่าลืมนะครับว่าการลดภาษีที่ดีนั้น ต้องลดอย่างถูกต้องด้วย เต็มที่อย่างเดียวคงไม่ไหว ถ้าเจอปัญหากับพี่สรรพากรก็อาจจะบรรลัยได้นะคร้าบบ

วันนี้ @TAXBugnoms ได้รวบรวมคำถามคำตอบ 10 ข้อในงานสัมมนา “โค้งสุดท้าย 2014 ตัดภาษี มีเงินออมด้วย LTF และ RMF” กับหมอนัท คลินิกกองทุน มาให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ลองอ่านกันอีกครั้งเพื่อทดสอบความเข้าใจที่ถูกต้องในการวางแผนภาษีจากการลดหย่อน LTF และ RMF และป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตให้อ่านกันครับ เอาล่ะครับ… เรามาดูกันดีกว่าว่ามีคำถามอะไรบ้าง

ถ้าไม่เสียภาษีควรซื้อ LTF หรือ RMF ไหม

ตอบ : ไม่ควรซื้อทั้ง LTF และ RMF เนื่องจากสาเหตุที่เราไม่สามารถใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้ และเมื่อขายแล้วยังต้องเสียภาษีสำหรับกำไรที่เกิดขึ้นจากการขายอีกด้วยครับ

@TAXBugnoms ขอแนะนำว่า ถ้าหากเป็นกรณีที่ไม่เสียภาษี เราควรพิจารณาซื้อกองทุนรวมทั่วไปเนื่องจากไม่มีเงื่อนไขผูกมัดและไม่ต้องเสียภาษีจากกำไรเมื่อขายกองทุน

LTF และ RMF ซื้อได้ปีละกี่กองทุน

ตอบ : สามารถซื้อกี่กองทุนก็ได้ แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามซื้อเกินกว่า 15% ของรายได้และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับ LTF และ RMF 

โดย RMF นั้นมีเงื่อนไขเพิมเติมอีกด้วยว่า เมื่อรวมกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และ ประกันชีวิตแบบบำนาญ

กองทุนรวม LTF หรือ RMF กองไหนกฎหมายกำหนดให้ซื้อทุกปีปฎิทิน

ตอบ : RMF มีเงื่อนไขว่าต้องซื้อทุกปีปฎิทิน แต่สามารถซื้อปีเว้นปีก็ได้ ส่วน LTF ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกปีปฎิทิน แต่ทั้งสองกองทุนเมื่อซื้อปีไหนให้ใช้สิทธิลดหย่อนในปีนั้น

กองทุนรวม LTF ขายก่อนอายุ 55 ปีได้หรือไม่

ตอบ : กองทุนรวม LTF มีเงื่อนไขถือไว้เกิน 5 ปีปฎิทินเท่านั้น ส่วนกองทุนที่ต้องถือไว้เกิน 5 ปีและขายได้เมื่ออายุ 55 ปี คือ RMF ต่างหากจ้า

ถ้าไม่มีรายได้ยังต้องซื้อ RMF หรือไม่

ตอบ : ถ้าไม่มีรายได้ไม่ต้องซื้อกองทุน RMF ครับ เพราะเงื่อนไขกำหนดให้ซื้อ 3% ของรายได้ หรือ 5,000 บาท แต่ต้องแน่ใจจริงๆนะว่าไม่มีรายได้จริงๆ มิฉะนั้นจะมีปัญหาได้ครับ

ถ้าขายก่อนกำหนด กำไรจากการขาย LTF หรือ RMF ต้องนำมาเสียภาษีหรือไม่

ตอบ : ถ้าขายก่อนกำหนด กำไรจากการขาย LTF ต้องนำมาเสียภาษี แต่สำหรับ RMF ถ้าถือกองทุนติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 5 ปี ถึงจะได้รับยกเว้นกำไรจากการขายไม่ต้องเสียภาษี แม้จะขายก่อนอายุ 55 ปีก็ตามครับ

ถ้าขายเมื่อครบกำหนด กำไรจากการขาย LTF หรือ RMF ต้องนำมาเสียภาษีหรือไม่

ตอบ : ถ้าขายถูกต้องตามเงื่อนไข กำไรจากการขายไม่ต้องเสียภาษี

สำหรับ RMF ถ้าหากถือไว้จนครบกำหนดแล้ว สามารถขายคืน RMF บางส่วนได้ไหม

ตอบ : สามารถขายคืนได้บางส่วน หรือขายคืนทั้งจำนวนก็ได้ครับ แต่จะถือว่าเป็นการขาย และถ้ามีการซื้อกองทุน RMF ใหม่จะเริ่มต้นนับเป็นปีที่หนึ่งใหม่

หากซื้อขาย LTF และ RMF ในปีภาษีเดียวกัน จะเกิดปัญหาอย่างไร

ตอบ : กรณี LTF ไม่สามารถทำได้เพราะมีเงื่อนไขการซื้อขายแบบ เข้าก่อนออกก่อน ดังนั้นหากมีการซื้อขายเมื่อไร จะถือว่าเป็นการขายกองทุนที่ซื้อมาก่อนทันที

แต่ในส่วนของ RMF นั้นจะมองเพียงแค่เรื่องจำนวนเงินการซื้อขายหน่วยลงทุนคงเหลือสุทธิ ณ ตอนสิ้นปีเท่านั้น

กรณีบุคคลธรรมดาที่มีอายุเกิน 65 ปี ซึ่งได้รับสิทธิยกเว้นเงินได้ 190,000 บาทนั้น จะสามารถใช้สิทธิซื้อ LTF และ RMF จากรายได้ก่อนที่ได้รับสิทธิยกเว้นหรือรายได้หลังการยกเว้น

ตอบ : ใช้สิทธิก่อนยกเว้น เช่น  ถ้ามีรายได้ 600,000 บาทต่อปี ก็สามารถใช้สิทธิได้เต็มที่ 15% จากรายได้จำนวน 600,000 บาทเลยครับ

และทั้งหมดนี้คือคำถามคำตอบที่พบบ่อยๆ เกี่ยวกับ LTF และ RMF แต่ถ้าใครยังอ่านแล้วยังสงสัย มีข้อข้องใจต่างๆ หรืออยากรู้เงื่อนไขเพิ่มเติมในการลดหย่อนภาษีเรื่องอื่นๆ สามารถตั้งคำถามให้ @TAXBugnoms ตอบให้แบบฟรีๆ ที่ Aommoney Question และอย่าลืมติด Tag คำว่า “ภาษี” ด้วยนะคร้าบบบ

5 ข้อคิดคนรวยที่ได้จาก แม่บ้านเงินล้าน (แม่บ้าน DCA)

มาดูคลิปแม่บ้าน DCA กันนะครับ อันนี้เป็นบทสัมภาษณ์พี่พันจากรายการของ Money Tip ของ Voice TV ซึ่งเรื่องของพี่พันเป็นแรงบันดาลใจให้กับแม่บ้านหลายๆคนอีกมากเลยนะครับ ผมนั่งดูรายการแล้ว ผมอยากจะสรุปให้ทุกท่านว่าสิ่งที่เราได้รับจากแนวคิดฉบับแม่บ้านเนี่ยเป็นอย่างไรบ้าง

1. ชีวิตของคนเราต้องเรียนรู้

คนเราอยู่เฉยๆไม่มีใครรวยได้หรอก จุดเริ่มต้นของพี่พันมาจากความสนใจในเรื่องงานสัมมนาที่มีคนมาเข้าร่วมงานแล้วทิ้งกระดาษไว้เท่านั้น แน่นอนว่ามันคืองานสัมมนาร้อยล้านที่จะสร้างความมั่งคั่งได้ ก็เลยลองไปสอบถามทางผู้เชี่ยวชาญ จึงทำให้ได้รู้จักการลงทุน นี่ล่ะครับอยากมีความมั่งคั่งเราต้องเริ่มจากการคิดก่อนว่าจะทำอย่างไร พี่พันเริ่มต้นจากเงินเพียงแค่เดือนละ 2,000 บาทเท่านั้น

2. เราต้องลงทุนในความเสี่ยงที่เหมาะสม

ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่คนไม่ค่อยทราบนะครับ มองว่าอยากได้ผลตอบแทนเยอะไว้ก่อน แต่เมื่อคุณศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนมากขึ้นความเสี่ยงจะลดลงจากความรู้ที่คุณมี แน่นอนว่าเมื่อพี่พันเข้าใจความเสี่ยงแล้วก็ทราบดีว่าการลงทุนในกองทุนรวมนั้นมีความเสี่ยงน้อยกว่าการเล่นหวยเพราะสามารถสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้ จึงได้เพิ่มความเสี่ยงโดยการนำเงินส่วนอื่นที่ฝากไว้จากเงินฝากประจำมาลงทุนด้วย

3. การลงทุนต้องมีวินัย

อาจจะดูเหมือนอาชีพแม่บ้านเงินเดือนไม่เยอะ แต่ถ้าวินัยทางการเงินสูงก็สามารถทำให้เงินเดือนเยอะได้ พี่พันเงินเดือนประมาณ 15,000 บาท มีลูก 3 คน ซึ่งหักเงินออกมาออมในกองทุนได้ถึงเดือนละ 2,000 บาท ผ่านการหักบัญชี ผมว่าเงินเดือนของหลายๆคนสูงกว่านี้เยอะนะครับแต่กลับไม่มีเงินเก็บ แสดงว่าการสร้างวินัยการลงทุนนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคนรวยก็ได้

4. การวางแผนการเงินต้องคิดอยู่ตลอดเวลา

 ผมชอบที่พี่พันบอกนะครับว่า ถ้าเขามีเงินเหลือและมีเงินปันผลจากการลงทุนก็สามารถนำเงินเหล่านั้นกลับมาลงทุนได้เหมือนกัน เห็นไหมครับว่าถ้าเรามี Mindset ทางการเงินที่มากขึ้นแล้ว เราจะรู้ว่าควรจะเอาเงินตรงไหนไปทำอะไร แล้วที่เขาบอกว่าทำไมคนที่บริหารเงินเป็นจะต่อเงินได้เรื่อยๆ มันก็จริงๆนะครับ คนที่รวยก็จะรวยมากขึ้นเป็นธรรมดา

5. การส่งต่อความรวยจะทำให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้นได้

นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆเลยนะ พี่พันเป็นคนหนึ่งที่ช่วยกับทาง บลจ ในการให้ความรู้ทางการเงินการลงทุนกับแม่บ้านและพนักงานของบริษัท ทำให้หลายๆคนมองว่าเรื่องการลงทุนไม่ใช่แค่เรื่องของคนรวยและทุกคนสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ การส่งต่อความรู้ทางการเงินนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้หลายๆคนมีความสุขได้เมื่อเห็นชีวิตของตัวเองดีขึ้นนะครับ แน่นอนว่าอย่างน้อยพี่พันมีลูกอยู่ 3 คน น้องๆเขาจะโตมาด้วย Mindset เดียวกันจากที่พี่พันสอนลูกด้วยนะครับ

เห็นแล้วน่าภูมิใจเนอะ ต้องขอบคุณทาง Voice TV ที่นำเสนอเรื่องราวนี้นะครับ

Reference : MONEY TIPS   ประจำวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558 

คนรวยที่เลว กับ คนจนที่ดี คนแบบไหนดีกว่ากัน

มีคำถามจากแควนเพจ Mr.GraymanV2 จากทางหลังไมค์ถามว่า

“พี่เกรย์ขาาาาา ทำยังไงดี ถ้าหนูต้องทนอยู่กับคนที่คิดเรื่องเงินตลอดเวลา”

กรุฟังแล้วตกใจหมดเลยนะ คนเรามันจะคิดเรื่องเงินตลอดเวลาได้จริงๆ หรอวะ แต่กูรูการเงินทั้งหลายโดยเฉพาะไอ้หมอนัทกับแทกบักหนอมก็บอกว่า “เป้าหมายในชีวิตทุกเรื่องต้องเกี่ยวกับเงิน” ซึ่งมันก็จริงนะสัส แต่กรุขอเสริมหน่อยละกันว่า “ทุกเรื่องในชีวิตบางครั้งอาจจะไม่เกี่ยวกับเงินก็ได้”

อย่างว่าแหละสัส ใครทุกคนมันก็อยากจะรวย อยากจะมีเงินร้อยล้าน หรืออย่างน้อยก็อยากจะมีชีวิตที่ไม่ลำบาก เพราะการมีเงินพออยู่พอกินก็พอใจแล้ว แถมเป้าหมายบางคนมันก็แสนจะยิ่งใหญ่ ต้องมีเงินร้อยล้าน ต้องมีรถซุปเปอร์คาร์ ต้องมีคาราวานทัวร์ หรือมีอะไรมากมาย ทุกอย่างมันเป็นไปด้วยเงินๆๆๆๆๆ

แต่กรุจะบอกอะไรให้ฟังรู้ไหมสัส สิ่งที่น่ากลัวกว่าความรวย ความจน ความเลว ความดี มันคือ “ความเห็นแก่ตัวของคนที่อยากจะรวย อยากได้กำไรจากคนอื่นตลอด” ต่างหากจ๊ะ

คนพวกนี้มันจะมองว่า “คนที่ให้คนอื่นด้วยความจริงใจ” ไม่มีจริง เพราะความจริงใจมันเป็นอุปสรรคที่ทำให้ไปถึงเป้าหมายลำบากต่างหาก เหมือนมรุงเป็นนักรบจะบุกตะลุยไปุถึงเป้าหมาย มรุงก็ต้องฟันฝ่าฆ่าศัตรูใช่ไหมสัส

นั่นแปลว่า ถ้ามรุงอยากจะรวย วิธีที่มรุงต้องทำคือ “ทำยังไงก็ได้ให้มีรายได้มากๆ” ซึ่งมันก็มีทางออกสองทางคือ  “ไม่คิดราคาแพงขึ้น” ก็ “ทำงานให้มากขึ้น” หรือไม่ก็ทำทั้งสองอย่าง

ในทางกลับกัน มรุงก็ต้องต่อยอดโดยการ “ลดรายจ่าย”  ซึ่งมันก็มีทางออกสองทางคือ “ลดรายจ่ายที่มรุงใช้“ กับ “ลดรายจ่ายที่จ่ายให้คนอื่น” หรือไม่ก็ทำทั้งสองอย่างเหมือนกัน

แต่ความเห็นแก่ตัวมันน่ากลัวไงจ๊ะ เด็กน้อย เพราะมันจะทำให้คนอย่างมรุงนั้น “พยายามสร้างรายได้” มากกว่า “ความสามารถที่มรุงมี” และที่สำคัญ “คุณค่าในงานแม่มจะลดลง”  ในขณะเดียวกัน มรุงก็จะพยายามลดต้นทุนทุกอย่างเพือให้กำไรมากๆ อีกต่อหนึ่ง

งานที่ต้นทุนต่ำ แต่กำไรสูง ต้องเสริมด้วย Innovation
ไม่งั้นสักวันมันก็เป็นได้แค่… โกโก้ครั้นส์

ถ้ามองจากมุมของกรุแล้ว กรุคิดว่า “คนที่ให้ด้วยความจริงใจ” มันก็มีโอกาสจะประสบความสำเร็จกับเค้าบ้างนะสัส จริงอยู่ที่ว่ามันอาจจะช้า แต่บางเวลาเราก็ไม่จำเป็นต้องรีบที่จะรวยเหมือนกันป่าววะ?

กรุเชื่อนะสัสว่า ความรวย ความจน ความดี ความชั่ว มันเป็นคนละเรื่องกัน แน่นอนมันก็มีคนรวยที่ชั่วและดี คนจนที่ชั่วและดี แต่มรุงสามารถเลือกที่จะเป็นคนรวยที่ดีได้นะสัส

สรุปนะสัส คนรวยที่เลว คนจนที่ดี กรุไม่สามารถตัดสินได้หรอกสัส เพราะความดีความเลวมันเป็นเรื่องปัจเจกของแต่ละคน แต่สิงที่น่ากลัวที่สุด คือคนเห็นแก่ตัวที่วันๆอยากจะรวยจนทำร้ายคนอื่นต่างหากดวกส์

Review โปรแกรม iAlgo (สะดวก ง่าย ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ) ตอนที่ 3

เข้าสู่ตอนที่ 3 ของรีวิวโปรแกรม “Bualuang iAlgo”  ในบทความนี้จะยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานคำสั่ง Bracket Order ซึ่งเป็นคำสั่งที่เราสามารถกำหนดเงื่อนไขของระดับราคาได้ 2 ระดับราคา ถ้าราคาตลาดเข้าเงื่อนไขไหนก่อนก็จะส่งคำสั่งตามเงื่อนไขนั้นและยกเลิกคำสั่งของอีกเงื่อนไขแบบอัตโนมัติ ดังนั้น Bracket Order จะมีประโยชน์ถ้าแผนการซื้อขายของเราอาจเกิดขึ้นได้ 2 กรณีแต่ต้องการให้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นตัวตัดสินว่าจะทำอะไร (Key Word ของ Bracket Order คือ มี 2 เหตุการณ์ และทั้งเหตุการณ์นั้นเราอยากซื้อจะเหมือนกัน หรืออยากขายจะเหมือนกัน )

เราลองมาดูตัวอย่างกันครับว่าสถานะการณ์ใดบ้าง ที่เราอยากจะซื้อ แต่ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นทันที ขึ้นอยู่กับว่าเหตุการณ์ในอนาคต 2 กรณี เหตุการณ์ไหนจะเกิดก่อนก็จะลงมือซื้อตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน

สมมุติว่าปัจจุบันราคาหุ้น BANPU อยู่ที่ 27.25 ตอนนี้ราคาหุ้นกำลังเคลื่อนที่แบบขึ้นลงช่วงแคบๆ (Sideway) และเรากำลังสนใจอยากจะซื้อหุ้นตัวนี้ แต่ปัจจุบันยังไม่ใช่ราคาที่เราอยากจะลงมือซื้อ เราอยากจะลงมือซื้อก็ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งจาก 2 เหตุการณ์ดังต่อไปนี้

  1. ราคาเพิ่มขึ้นและสามารถผ่านแนวต้านที่ 28.75 ไปได้ เช่นถ้าราคาสามารถขึ้นไปถึง 29.00 เราอยากจะซื้อหุ้นตัวนี้
  2. ราคาลงมาที่แนวรับที่ 26.75 เราอยากจะซื้อหุ้นตัวนี้

ในสถานการณ์แบบนี้เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องนั่งเฝ้าหน้าจอรอดูว่าราคาจะเคลื่อนที่ไปทางไหน หรือบอกให้มาร์ช่วยเฝ้าหุ้นให้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นก็ค่อยลงมือส่งคำสั่ง

สถานการณ์ที่มีสองทางเลือกแบบนี้สามารถใช้ Bracket Order ในการอำนวยความสะดวกได้ โดย Bracket Order จะให้เรากำหนดระดับราคาได้ 2 ระดับราคา จากตัวอย่างข้างต้น สมมุติว่าความต้องการของเราคือ  ถ้าราคาขึ้นไปถึง 29.00 หรือราคาลงมาที่ 26.75 จะซื้อหุ้น BANPU จำนวน 100,000 หุ้น โดยเคาะขวาทันที  ดังนั้นเวลาส่งคำสั่ง เราจะกรอกข้อมูลลงไปใน Ticket Order  คือ Stock = BANPU , Upper Price = 29.00, Lower = Price = 26.75 , Vol = 100,000, Price = MTL ,BUY

เมื่อเราส่งคำสั่ง Bracket Order แล้ว โปรแกรมจะช่วยเฝ้าตลาดแทนเรา เมื่อราคาเคลื่อนที่ไปทางไหนแล้วเกิดเข้าเงื่อนไขนั้นก่อน คำสั่งซื้อหุ้นจะถูกส่งเข้าตลาดเพื่อ matched ให้เราทันที และจะยกเลิกเงื่อนไขที่เหลือโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่นถ้าราคาขึ้นไปถึง 29.00 ได้ก่อนคำสั่งซื้อหุ้นจะถูกส่งเข้าตลาด และยกเลิกการเฝ้าราคาที่ 26.75 ทันที โดยถือว่าคำสั่งได้ทำงานเสร็จสมบูรณ์แล้ว

กรณีถัดมาเป็นตัวอย่างสถานะการณ์ ที่เราอยากจะขายหุ้นที่มีอยู่ในมือ แต่ไม่ได้ต้องการขายทันที ขึ้นอยู่กับว่าเหตุการณ์ในอนาคต 2 กรณี เหตุการณ์ไหนเกิดก่อนก็จะลงมือขายตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน

สมมุติว่าเรามีหุ้น CK อยู่ในมือ และเรากำลังหาจังหวะในการขายหุ้น ปัจจุบันหุ้นอยู่ที่ราคา 27.00 บาท แต่ยังไม่ใช่ราคาที่เราอยากจะขาย เราอยากจะขายหุ้นก็ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งจาก 2 เหตุการณ์ดังต่อไปนี้

  1. ราคาขึ้นไปที่ 28.75 ไปได้ เราอยากจะขายหุ้นตัวนี้
  2. ราคาลดต่ำลงหลุดแนวรับที่ 25.75 เช่น ถ้าราคาซื้อขายกันที่ 25.50 หรือต่ำกว่านี้ เราอยากจะขายหุ้นตัวนี้ทันที

ในสถานการณ์แบบนี้ก็ไม่สามารถเลี่ยงได้อีกเช่นกันที่เราจะต้องนั่งเฝ้าหน้าจอรอดูว่าราคาจะเคลื่อนที่ไปทางไหน หรือบอกให้มาร์ช่วยเฝ้าหุ้นให้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นก็ค่อยลงมือส่งคำสั่ง

สถานการณ์แบบนี้สามารถใช้ Bracket Order ในการอำนวยความสะดวกได้ จากตัวอย่างข้างต้น สมมุติว่าความต้องการของเราคือ  ถ้าราคาขึ้นไปถึง 28.75 หรือราคาลงมาที่ 25.50 เราจะขายหุ้น CK ที่มีอยู่ในมือ จำนวน 100,000 หุ้น โดยเคาะซ้ายที่ราคา offer ทันที  ดังนั้นเวลาส่งคำสั่ง เราจะกรอกข้อมูลลงไปใน Ticket Order  คือ Stock = CK , Upper Price = 28.75, Lower = Price = 25.50  , Vol = 100,000, Price = MTL, SELL

เมื่อเราส่งคำสั่ง Bracket Order แล้ว โปรแกรมจะช่วยเฝ้าตลาดแทนเรา เมื่อราคาเคลื่อนที่ไปทางไหนแล้วเกิดเข้าเงื่อนไขนั้นก่อน คำสั่งซื้อหุ้นจะถูกส่งเข้าตลาดเพื่อ matched ให้เราทันที และจะยกเลิกเงื่อนไขที่เหลือโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่นถ้าราคาขึ้นไปถึง 28.75 ก่อน คำสั่งขายหุ้นจะถูกส่งเข้าตลาดและยกเลิกการเฝ้าราคาที่ 25.50 ทันที โดยถือว่าคำสั่งได้ทำงานเสร็จสมบูรณ์แล้ว

 รีวิวตอนที่ 4 จะเป็นรีวิวตอนสุดท้ายแล้วครับ พ่อลูกอ่อนจะการจำลองสถานการณ์ที่จะใช้คำสั่งประเภท Trailing Stop Order และอธิบาย Logic ของ Trailing Stop ให้ได้รู้กันว่าจะมีสถานการณ์ไหนบ้างที่เหมาะที่จะนำ Trailing Stop ไปใช้งาน สำหรับบทความนี้ต้องขอจบแต่เพียงเท่านี้ครับ สวัสดีครับ….

ลดภาษีด้วย LTF และ RMF ในสไตล์เด็ดๆโดย TAXBugnoms

เข้าสู่ช่วงปลายปีทีไร @TAXBugnoms มักได้ยินคำถามเดิมๆอีกแล้วครับว่า “จะซื้อ LTF หรือ RMF เพื่อลดภาษียังไงดี” ถ้าจะให้พูดสั้นๆง่ายๆก็ขอให้ข้อแนะนำสั้นๆว่า “อย่าซื้อเกินที่กฎหมายกำหนด”  “อย่าอดใจไม่ไหวจนผิดเงื่อนไข” และ “อย่าไปหวังผลตอบแทนจนเกินงาม”

คำว่า “อย่าซื้อเกินที่กฎหมายกำหนด” หมายความว่า ให้ซื้อตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น LTF ซื้อได้ 15% ไม่เกิน 500,000 บาท ส่วน RMF ก็ ซื้อได้ 15% ไม่เกิน 500,000 บาทแต่ต้องรวมคำนวณกับ กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันแบบบำนาญด้วยนะครับ

ส่วนคำว่า “อย่าอดใจไม่ไหวจนผิดเงื่อนไข” นั้น ก็หมายความว่า อย่าทำผิดเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีที่กฎหมายเตือนไว้ เช่น LTF ต้องถือไว้เกินกว่า 5 ปีปฎิทิน ส่วน RMF ต้องซื้อติดต่อกันทุกปี โดยซื้อรวมกันทั้งปีไม่ต่ำกว่า 3% หรือ 5,000 บาท และต้องถือไว้เกินกว่า 5 ปี และผู้ถือต้องมีอายุเกิน 55 ปี ถึงจะสามารถขายได้ เพราะถ้าผิดเงื่อนไขขึ้นมารับประกันได้เลยครับว่า ลำบากแน่นอน (ไว้ถ้ามีโอกาสจะเขียนบทความให้อ่านกันครับ)

และสุดท้าย คือ คำว่า “อย่าไปหวังผลตอบแทนจนเกินงาม” นั่นคือ หลักความจริงที่ว่า เราไม่สามารถลงทุนเพื่อที่จะรับผลตอบแทนสูงสุดได้ทุกปี เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งช่วงเวลาในการซื้อ จำนวนเงินที่ซื้อ รวมถึงปัจจัยต่างๆประกอบ เพราะเราทุกคนไม่มีใครรู้อนาคต จนต้องอดพูดไม่ได้ว่า “ถ้ารู้งี้…. ”  ใช่ไหมล่ะคร้าบ

ดังนั้นผมอยากแนะนำให้เลือกกองทุนที่ไว้ใจได้ ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอเป็นเวลานาน น่าจะดีกว่า เลือกดูผลตอบแทนย้อนหลังยาวๆ มากกว่าผลตอบแทนสูงสุดแค่ปีเดียว

ทีนี้หลังจากที่แนะนำกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อมาก็ถึงเวลาที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์ในการลงทุน LTF และ RMF เพื่อตัดภาษี มีเงินออมกับ TAXBugnoms ให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ฟังแล้วล่ะครับ ว่านายบักหนอมมีวิธีวางแผนการลงทุนแบบไหนและอย่างไร

ว่าด้วย…ประสบการณ์การลงทุน

ก่อนอื่น.. ขอเท้าความก่อนว่า ตอนช่วงเริ่มต้นทำงานแรกๆนั้นผมไม่เคยเห็นความสำคัญของการลงทุนใน LTF หรือ RMF เลยแม้แต่น้อย ใครบอกว่าดี ก็คิดแย้งอยู่ในใจว่ามันจะสักเท่าไรเชียว แต่พอเวลาผ่านไปสักพักเนี่ย ถึงมารู้ว่าผลตอบแทนที่ได้รับนั้นสูงมาก แถมยังประหยัดภาษีได้อีกด้วย ทีนี้ก็สนุกเลยครับ ใครว่ากองทุนไหนดีก็ซื้อตามเค้าไป

เมื่อมีประสบการณ์ในการลงทุน LTF และ RMF สักพัก เลยตั้งใจวางแผนการลงทุนของตัวเองขึ้นมาบ้าง ตั้งชื่อไว้ซะสวยหรูว่า กลยุทธ์วางแผนตัดภาษี มีเงินออม ยอมตั้งแต่หน้าประตู (เกี่ยวไรฟระ!!) ดังนี้คร้าบ

  1. ในแต่ละปี ต้องประมาณก่อนว่า “ปีนี้ตัวเองจะมีรายได้สักเท่าไร” อย่างตัวผมเองนี้มีรายได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นงานประจำ งานเสริม งานบรรยาย งานขายของ ฯลฯ
  2. หลังจากนั้นผมจะเริ่มต้นลงทุนใน LTF ก่อนเป็นลำดับแรก เนื่องจากมองว่าตัวเองยังรับความเสี่ยงได้มาก และต้องการลงทุนในระยะ 3-5 ปี โดยจะแบ่งซื้อแบบเฉลี่ยเท่ากันทุกเดือน (Dollar Cost Average) ในสัดส่วน 15% ของรายได้ที่เป็นงานประจำ หลังจากนั้นเมื่อมีรายได้เพิ่มจากงานไม่ประจำทั้งหลาย ผมจะทยอยซื้อในสัดส่วน 10-15% หลังจากที่ได้รับเงินในทุกๆครั้ง เรียกได้ว่า ลงทุนก่อนใช้ เพราะไม่งั้นเดี๋ยวจะหมดเสียก่อน (ฮา)
  3. หลังจากนั้น ค่อยมาซื้อเพิ่มเติมที่ RMF โดยเน้นไปที่กองทุน RMF ที่ลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้เป็นหลัก ในช่วงแรกเงินลงทุนส่วนของ RMF นี้จะค่อนข้างน้อย (ประมาณ 5% ของรายได้ทั้งปี) แต่หลังจากนั้นผมจะทยอยปรับสัดส่วนการลงทุนให้มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามสัดส่วนของรายได้ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ปัจจุบันซื้อประมาณ 10% ของรายได้ทั้งปีครับ
  4. โดยหลักการซื้อ LTF และ RMF ที่ผมใช้คือ “อย่าซื้อเกินที่กฎหมายกำหนด” เช่น สมมติว่าปีนึงผมซื้อ LTF กับ RMF ได้สูงสุด 160,000 บาท ผมจะซื้อเพียงแค่ 150,000 บาทเท่านั้น เพราะป้องกันไม่ให้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
  5. เลือกกองทุนที่นโยบาย และผลตอบแทนย้อนหลังที่ดีในระยะยะยาว เมื่อลงทุนแล้ว ผมจะไม่ค่อยเข้าไปดูการเคลื่อนไหวของกองทุนนั้นๆ บ่อยๆครับ เรียกง่ายๆว่าขี้เกียจนั่นเอง พอซื้อแล้วก็ถือว่าซื้อเลย มอบหมายให้กองทุนเค้ามีหน้าที่ดูแลแทนเรา ปีนึงดูอย่างมากสัก 3 – 4 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว เพื่อปรับพอร์ทไม่ให้มีปัญหากับเงื่อนไขทางภาษีหรือเช็คดูว่าจะลงทุนในกองทุนใดเพิ่มเติมบ้าง

และทั้งหมดนี้คือวิธีการลงทุนแบบง่ายๆในสไตล์ TAXBugnoms ครับ ทีนี้ขอเล่าให้ฟังเพิ่มเติมในประเด็นภาษีที่คนลงทุนกองทุนรวม LTF, RMF และ กองทุนรวมอื่นๆ ที่ทุกคนควรรู้ ว่ามีเรื่องอะไรบ้างครับ

ภาษีกับการลงทุนในกองทุนรวม

สำหรับบุคคลธรรมดาอย่างเราๆนั้น จะมีเรื่อง “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในกองทุนรวมอยู่ 2 ส่วน คือ ”กำไรจากการขายหน่วยลงทุน” และ “เงินปันผล”

  1. กำไรจากการขายหน่วยลงทุนนั้น หรือ ส่วนเกินจากการลงทุน จะได้รับยกเว้น “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” อยู่แล้วครับ แต่ถ้าเป็นกองทุนรวม “LTF” และ “RMF” จะได้รับยกเว้นภาษีในส่วนนี้ก็ต่อเมื่อได้ปฎิบัติตามเงื่อนไขทางภาษีได้อย่างถูกต้อง แต่ถ้าผิดขึ้นมาแล้วล่ะก็ จะถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 3% จากกำไรจากการขายหน่วยลงทุนทันที โดยที่ไม่มีข้อแม้ใดๆเลยครับ (ถึงย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าผิดเงื่อนไขยังไงล่ะคร้าบ)
  2. เงินปันผล สำหรับกองทุนที่มีการจ่ายเงินปันผล ถ้าเราเลือกให้ทางกองทุนหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 10 ตอนที่จ่ายเงินปันผลแล้ว เราจะได้สิทธิ์ไม่ต้องนำเงินปันผลที่ได้ไปคำนวณรวมกับรายได้อื่นๆ เพื่อเสียภาษีตอนปลายปีอีกด้วยครับ (แต่ถ้าใครไม่ยอมให้หักภาษี ณ ที่จ่ายตอนจ่ายเงินปันผลแล้วล่ะก็ ต้องเอาไปรวมคำนวณรวมรายได้ด้วยนะคร้าบ

ทีนี้ปัญหาก็มีอยู่ว่า .. เอ๊ะ แล้วแบบนี้เราจะยอมให้หักดีหรือไม่หักดีละเนี่ยย ขอแนะนำวิธีการพิจารณาดังนี้ครับ

  • ถ้าไม่มีรายได้อื่น มีเพียงรายได้จากการลงทุนในกองทุนรวมเพียงอย่างเดียว และไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี อันนี้แนะนำว่าไม่ต้องให้หักครับ

27/27 การสร้างทัศนคติเพื่อความมั่งคั่ง [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายของซีรีย์นี้แล้วนะครับ ผมเองก็อยากจะขอจบในเรื่องของการสร้างทัศนคติเพื่อความมั่งคั่งให้ทุกคนได้อ่านกัน หลายๆคนเวลาจะออมเงินหรือลงทุนเนี่ย ก็มักจะเจอมารผจญจิตใจใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะคิดด้วยตัวเองบ้าง หรือมีคนอื่นมาพูดให้ฟังบ้าง อย่างเช่นเกิดวันหนึ่งเราตั้งใจจะออมเงินนะ แล้วในใจมันคิดอยู่ว่า “จะออมไปทำไม ออมไปก็ไม่รวยขึ้นหรอก เอาเงินไปซื้อของสร้างความสุขดีกว่า ชีวิตมันสั้นมากเลยนะ” พอคิดแบบนี้ขึ้นมาปุ๊ปเราก็จะเกิดข้ออ้างกับตัวเองล่ะว่า จะออมไปทำไมเนี่ย และประกอบกับการไปเจอสินค้าล่อตาล่อใจพร้อมๆกับมีคนชวนซื้อปึุป นั่นไง… เราก็จะกลับไปสู่การใช้เงินและการสร้างความมั่งคั่งก็ยังไม่ได้เริ่มซักที

ส่วนปัจจัยที่เกิดมาจากคนอื่นก็มีนะครับ ผมเจอประจำเลยตั้งแต่เริ่มลงทุนในหุ้นใหม่ๆ อยู่ๆก็มีเพื่อนมาเล่าแง่ลบของการลงทุนให้ฟัง แล้วก็พูดประมาณว่า ลงทุนมันยากนะ พ่อของเพื่อนของพี่ที่ทำงานที่อยู่ข้างบ้านป้าที่เป็นญาติกับเพื่อนสนิทเขาขาดทุนในหุ้นเต้มไปหมดเลย อย่าไปลงทุนเลยอันตราย เราใช้เงินจากที่มีอยู่ก็พอแล้วไม่ต้องหวังมั่งคั่งหรอก จากตัวอย่างเหล่านี้มันทำให้ผมคิดว่า เพื่อนๆหลายคนก็อาจจะเจออยู่และทำให้เราไม่มั่นใจว่าเราจะลงทุนดีไหมนะ กลัวทำไปแล้วไม่เกิดความมั่งคั่งขึ้นมาแย่เลย

เพราะฉะนั้นแล้วการสร้างทัศนะคติเชิงบวกนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากครับและผมมักจะแนะนำให้หลายๆคนลองคิดแบบนี้ดูนะ

1. สร้างเป้าหมายและเชื่อว่าเป้าหมายนั้นทำได้

สร้างเป้าหมายไปเลยครับ คุณมองว่าชีวิตนี้อยากมีเงินเก็บ 1 ล้านบาท แรกๆเราอาจจะมองว่ามันยากก็ไม่แปลกหรอก แต่ถ้าผมลองสร้างเป้าหมายย่อยดูก่อนว่า งั้นเปลี่ยนเป็นการเก็บเงินให้ได้ 1 แสนบาท 10 ครั้งดูว่าจะทำได้หรือไม่? สำหรับคนที่ทำงานประจำมีเงินเดือนซัก 3-4 หมื่นก็ลองเก็บเดือนละ 10,000 บาทดูสิครับ ผ่านไปไม่ถึง 1 ปี คุณจะได้เป้าหมายย่อยที่ 1 แสนบาทแล้ว ทำแบบนี้ไป 10 ครั้ง เงิน 1 ล้านบาทมันก็เก็บได้ไม่ยากใช่ไหม แต่ถ้าเกิดเรารู้สึกว่ามันใช้เวลานานไปก็ลองเปลี่ยนวิธีการดู เป็นการเก็บเงินมากขึ้น ลงทุนในทรัพย์สินที่เสี่ยงมากขึ้น แต่ต้องอยู่ภายใต้การจัดพอร์ตการลงทุนตามความเสี่ยงที่เรารับได้ด้วยนะครับ 

พอคิดแล้วต้องทำ พอทำแล้วต้องให้ได้ตามเป้าหมาย ถ้าเป้าหมายใหญ่มันยังยากไปก็ลองทำตามเป้าหมายเล็กที่มีโอกาสทำได้ง่ายๆก่อน พอมันรวมเป้าหมายเล็กๆได้ก็จะกลายเป็นเป้าหมายใหญ่เอง ทัศนคติที่ว่า “เราต้องทำได้” มันจะเป็นจุดเริ่มต้นในการไปสู่ความสำเร็จครับ ถ้าคิดแต่ว่าทำไม่ได้ๆๆ ไม่ทำๆๆ ไม่มีทางทำสำเร็จแน่ๆเลย และเชื่อผมเถอะว่าเมื่อเรารู้แล้วว่าการสร้างความสำเร็จนั้นต้องทำอย่างไร เราจะมีทัศนคติที่ดีในระยะยาวได้และเป้าหมายอื่นๆในอนาคตก็จะสามารถสร้างได้ไม่ยาก

2. คำพูดคนอื่นนำฟังแล้วคิดวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจ

มันเป็นธรรมดาครับที่เวลาเราไปพบใครหลายๆคน จะพบกับหลายๆคนที่เตือนเราด้วยความหวังดีและให้เราระมัดระวังในเรื่องการลงทุน อาจจะมีหลายๆอย่างที่เป็นประสบการณ์ในแง่ลบที่เขาเจอมา ซึ่งทำให้ใจของเราหวั่นๆได้ว่ามันจะเกิดขึ้นกับเราไหม ลงทุนไปแล้วเกิดขาดทุนจะทำอย่างไร เรื่องราวที่เป็นประสบการณ์คนนั้นเราฟังไว้ไม่เสียหายนะครับ แต่อย่าพึ่งท้อใจและคิดว่าโลกนี้มันโหดร้ายไปทุกอย่าง อย่างตัวผมเองนะ ตอนมาลงทุนแรกๆ โดนบรรดาญาติพี่น้องรวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่เตือนตลอดจากประสบการณ์ของเขาเรื่อง วิกฤติต้มยำกุ้งที่ทำให้คนตกงานและขาดทุนในหุ้นเต็มไปหมด หลายๆคนอยากให้ผมเลิกยุ่งกับการลงทุนจะได้ไม่เจ็บตัว

ผมฟังทุกท่านที่เตือนมานะ แต่ผมเองก็ไม่ได้ล้มเลิกความตั้งใจ ผมเลยนั่งศึกษาว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายๆคนลงทุนแล้วไม่ประสบความสำเร็จ และปัจจัยใดที่ทำให้คนถือหุ้นตลาดช่วงวิกฤติเศรษฐกิจนั้นเกิดปัญหา หลังจากที่ผมศึกษาและวิเคราะห์อยู่นานก็จะหาวิธีการที่ทำให้เราลงทุนได้อย่างมีความสุขและเชื่อว่าจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาในการลงทุนของตัวเองได้ หลังจากนั้นก็ลองเอาวิธีการ แนวทาง สไตล์การลงทุนของเรามาปรับใช้ดูว่าเป็นอย่างไร ถ้าผมล้มเลิกเพราะการไม่ได้ไตร่ตรองด้วยตัวเองอีกรอบก็คงไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้หรอกครับ 

3. อย่าลืมส่งต่อทัศนคติที่ดีให้กับบุคคลอื่นๆด้วยนะครับ

ผมเชื่ออยู่เสมอนะว่าโลกเรามันจะดีได้ถ้าทุกคนมอบสิ่งดีๆให้กัน ในเรื่องของการสร้างทัศนคติที่ดีทางการเงินก็เช่นกันนะครับ หากเราสามารถสร้างให้กับตัวเองได้ ถ้ามีโอกาสก็น่าจะส่งต่อบุคคลอื่นๆให้คิดในด้านบวกเช่นกัน เราอาจจะมีเพื่อนที่เป็นหนี้สินเยอะๆ หรือ อาจจะมีอีกหลายๆคนอยากออมเงิน อยากลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งแต่ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะทำอย่างไร การที่เราไปพูดคุยและสร้างทัศนคติที่ดีและสร้างแบบอย่างให้เขาได้เห็นว่า ความคิดที่ดี นำไปสู่เป้าหมายและความสำเร็จที่ดีนั้นทำได้อย่างไรบ้าง ผมว่ามันดีมากเลยนะครับเพราะนอกจากเราจะประสบความสำเร็จแล้ว ก็ยังทำให้คนอื่นได้คิดและทำจนประสบความสำเร็จเช่นกันแล้วคนคนนั้นก็จะไปส่งต่อให้คนอื่นในสังคมเขาได้อีกด้วย 

สุดท้ายนี้อย่าลืมนะครับ การสร้างความมั่งคั่งเริ่มจากการมองในแง่ดี คิดวิเคราะห์สิ่งต่างๆที่เราได้ข้อมูลมาแล้วหาหนทางปรับใช้ให้ประสบความสำเร็จ และเมื่อคุณทำได้ ก็ควรจะส่งเสริมคนอื่นๆให้พบกับความมั่งคั่งเช่นเดียวกับเรานะครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save