26/27 ความเสี่ยงและผลตอบแทน [ซีรี่ย์การเงิน ชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

ในตอนนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังเรื่อง ความเสี่ยงและผลตอบแทน นะครับว่ามันมีความสัมพันธ์อย่างไรกัน ผมเชื่อว่าหากใครลงทุนมาบ้างแล้วนะก็คงจะเคยได้ยินคำว่า “High Risk – High Return” ซึ่งมันแปลเป็นภาษาไทยสั้นๆว่า “ยิ่งมีความเสี่ยงมาก โอกาสได้รับผลตอบแทนในการลงทุนก็มาก มันเป็นประโยคที่คลาสสิกอยู่แล้วไม่ว่าเราจะอ่านหนังสือทางการเงิน การลงทุน หรือการบริหารธุรกิจ แน่นอนว่าก็คงมีหลายคนที่ยังมองภาพไม่ออกว่าเพราะอะไร แล้วถ้าหากเราจะหาวิธีการลงทุนที่เสี่ยงน้อยๆแต่ผลตอบแทนมากๆจะต้องทำอย่างไร มันมีจริงไหม? ก่อนอื่นนะครับผมจะมาธิบายประโยคอมตะนี้ให้ฟังก่อน

ทำไมความเสี่ยงมาก ถึงมีโอกาสได้รับผลตอบแทนมากล่ะ?

ก่อนอื่นผมอยากให้ลองจินตนาการดูนะครับว่า สมมติว่าเรามีเพื่อนสนิทอยู่ 2 คน เขาเข้ามายืมเงินเราพร้อมๆกัน…. 

เพื่อนคนที่ 1 ชื่อ ซูซี่

เป็นเพื่อนที่น่ารักมากๆ คนนี้เคยไปยืมเงินเพื่อนคนอื่นมาแล้วและก็คืนทุกครั้งตรงตามเวลาที่กำหนด พอถามไปถามมาว่า เอาเงินไปทำอะไร เขาก็พาไปดูที่ร้านขายของแล้วบอกว่า เงินหมุนไม่ทัน ของขายดี ลูกค้าเยอะ แต่เงินบางทีมันขาดเวลาจะสั่งของเลยต้องยืมเพื่อนๆมาหมุนก่อน แต่ก็คืนทุกครั้ง คนนี้เป็นเพื่อนที่พูดจาดี หน้าตาน่าคบแถมวันไหนปิดร้านก็ชอบเอาเงินกำไรจากบริษัทไปเลี้ยงเด็กพิการและบริจาคให้กับคนยากไร้ 

เพื่อนคนที่ 2 ชื่อ เกรย์แมน

คนนี้เป็นคนที่นิสัยไม่ค่อยดีนัก ชอบมีเรื่องมีราวกับคนนั้นคนนี้ที แล้วก็ชอบยืมเงินคนอื่นไปทั่วเลย คืนบ้างไม่คืนบ้าง ถ้าคืนก็คืนช้า บอกว่าจะคืนวันนี้แต่คืนจริงๆอีก 3 เดือนเพราะไม่มีเงิน ได้เงินมาก็ไม่คืนเอาไปเที่ยวเล่นก่อน บางทีก็ยืมเงินคนอื่นไปเลี้ยงเหล้า คนนี้ทำงานประจำแบบ 6 เดือนเปลี่ยนที่ทำงานที อยู่ๆก็ขี้เกียจทำ นอนอยู่บ้านเฉยๆอีก 2 เดือนแล้วค่อยไปหางาน

ทั้ง 2 คนมายืมเงินเราเท่ากัน โดยบอกเราว่าจะให้ดอกเบี้ยด้วยที่ 1% พอเราฟังแล้วก็คิดว่าผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากออมทรัพย์อีก (เริ่มงกล่ะ) แต่เราให้ยืมได้แค่คนเดียว แน่นอนครับว่าเราต้องชั่งใจแล้วว่าจะให้เงินคนไหนยืม เมื่อเราพิจารณาในเรื่องชีวิตของเขาเนี่ยก็พอจะมองออกได้ว่า เพื่อนคนที่ 1 มันดูน่าคบหาอยู่แล้วใช่ไหมครับ ถ้าเกิดให้ยืมเงินไปก็ดูเหมือนมีโอกาสจะเอามาคืนเราตามที่ตกลง แต่คนที่ 2 เนี่ยไม่แน่ใจว่าจะหนีหายเข้ากลีบเมฆไปหรือเปล่า เผลอๆไปทวงเงินจะโดนด่ากลับด้วย

แต่… ลองคิดดูครับว่าถ้าเกิดเกรย์แมนรู้ตัวว่า ตัวเองถูกมองไม่ค่อยดีเท่าไหร่แต่ต้องการยืมตังขึ้นมาจริงๆจังๆเขาจะทำไง? วิธีทางเดียวที่จะทำให้คนหันมาสนใจเขาก็คือไปบอกว่า “ให้ผมยืมสิ ผมคืน 10% เลย ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินด้วย” พอเป็นแบบนี้แล้วเราอาจจะตาลุกวาวก็ได้ใช่ไหม แล้วก็ต้องนั่งกลับมาชั่งใจอีกครั้งว่าเราจะให้ใครยืมดี ให้เงินเท่ากัน ซูซี่น่าจะคืนแน่ๆให้ดอกเบี้ย 1% เกรย์แมนไม่รู้มันจะคืนหรือเปล่าแต่ให้ 10% ผมก็ไม่รู้ว่าเพื่อนๆจะให้ใครยืมนะครับ บางคนอาจจะมองว่าปลอดภัยไว้ก่อนให้ซูซี่แล้วกัน บางคนอาจจะอยากวัดดวงให้เกรย์แมนยืมเผื่อจะได้ดอกเบี้ยสูงขึ้น ใช่ไหมครับ

เรื่องนี้มันบอกเราว่า เวลาเราจะให้ใครยืมเงินเราก็ต้องดูในเรื่องของ ความเสี่ยงซึ่งมันมาจากความน่าเชื่อถือ หากความน่าเชื่อถือไม่ดี เสี่ยงสูง หากเราลงทุกไปเราก็จะต้องรับความเสี่ยงแต่ผลตอบแทนในการลงทุนสูงกว่าแน่ๆ ในกรณีกลับกันถ้าเราไม่แน่ใจเราไม่ค่อยอยากเสี่ยงเอาชัวร์ๆ เราก็ให้คนที่น่าจะคืนเงินก่อนดีกว่า ในเรื่องของการลงทุนอื่นๆก็เช่นกันครับ สมมติพูดถึงการลงทุนในหุ้น มีอยู่วันหนึ่งเพื่อนเรามาชวนไปลงทุนเราก็ต้องถามว่ามันคืออะไร เช่น ถ้าเพื่อนเราเป็นคนทำก๋วยเตี๋ยวมาก่อนแล้วอยากจะออกจากงานมาเปิดร้านเองโดยร่วมหุ้นกับเรา ความเสี่ยงมันก็คงแหระ แต่ด้วยประสบการณ์และอะไรหลายๆอย่างของทีมงานก็น่าจะทำธุรกิจได้และอีกอย่างการขายก๋วยเตี๋ยวมันก็เป็นธุรกิจพื้นฐาน เปิดแล้วก็น่าจะมีลูกค้าได้ไม่ยากเท่าไหร่เมื่อเทียบกับว่าอยู่ๆเราไปร่วมหุ้นกับเพื่อนที่ไม่ได้มีประสบการณ์อะไรเลยและสินค้าก็ยังคิดไม่ออก กะแค่ว่าจะพัฒนาไฟฉายย่อส่วนแบบโดราเอม่อน ซึ่งมันไม่เคยมีใครทำมาก่อน โอกาสที่จะสำเร็จมันไม่รู้จะมีมากแค่ไหนและสินค้าที่เป็นนวัตกรรมแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าผลิตขึ้นมาแล้วจะมาคนซื้อไหม แต่ถ้าทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี เราเป็นเจ้าของนวัตกรรมใหม่ๆที่มีประโยชน์ขึ้นมา ให้ตายยังไงเขาก็จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนสูงมาก เพราะเคยมีใครทำมาก่อน ตลาดก็อยากได้ ราคาก็ตั้งตามใจฉัน ก็จะได้รับผลตอบแทนสูงครับ 

เสี่ยงน้อยแต่ผลตอบแทนมากทำอย่างไร?

เพราะฉะนั้นแล้วไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามมันมีเรื่องความเสี่ยงและโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่มาด้วยกันเสมอ แต่หลายๆคนที่ยังไม่รู้เรื่องความเสี่ยงก็คงจะถามคำว่า “แล้วมีอะไรที่เสี่ยงน้อย แต่ได้ผลตอบแทนมาก?” ถ้าตามหลักการของการเงินการลงทุนแล้วมันไม่มีหรอกครับเพราะถ้าใครเจอการลงทุนที่เสี่ยงน้อยผลตอบแทนมาก เขาก็จะแห่ไปลงทุนจนราคาทรัพย์สินมันสูงขึ้น (แย่งกันซื้อก็เลยราคาขึ้น) พอเราต้องใช้เงินลงทุนมากขึ้นผลตอบแทนต่อเงินลงทุนก็จะต่ำลง มันก็จะเข้ากฎว่าเป็นการลงทุนที่เสี่ยงน้อยและได้ผลตอบแทนน้อยอยู่ดี แต่สิ่งหนึ่งผมคิดว่าจะทำให้คุณได้ผลตอบแทนเยอะๆก็คือ “การรู้ให้มากขึ้น” จากการศึกษาการลงทุน เพราะเมื่อเรารู้มากมันจะลดความเสี่ยงให้เราครับ (เหมือนในซีรี่ย์ตอนก่อนหน้าเลยใช่ไหม)

การลงทุนที่ความเสี่ยงสูงโดยมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงนั้นเมื่อเรารู้มากขึ้น ความเสี่ยงก็จะน้อยลงก็ส

“เดี๋ยวหุ้นจะขึ้นไหม?” ทำไมกูรูและเซียนหลายๆคนถึงตอบไม่ได้?

บทความนี้เขียนโดยนักลงทุนที่ดูพื้นฐานระยะยาวนะครับ อาจจะมีมุมมองต่างจากคนอื่นที่มีวัตถุประสงค์การลงทุนต่างกันได้

เชื่อไหมครับว่านักลงทุนทุกคนที่เป็นมือใหม่มักจะมองว่าบรรดามือเก๋าๆหรือเซียนนี่เขาเทพมากๆ ถ้าเล่นหุ้นตามพวกเขาสงสัยจะรวยแน่เลย มันก็เลยต้องมีความพยายามเข้าไปตีซี้กันหน่อยแล้วถามเขาว่าเขาซื้อหุ้นตัวไหน ซื้อเสร็จแล้วหุ้นขึ้นจะได้ขาย รวยๆๆๆๆ และคำถามยอดฮิตที่เขาจะถามกันทุกว๊านนนทุกวัน ก็เห็นจะไม่พ้นการให้คาดคะเนว่าหุ้นจะขึ้นไหม?

“ซื้อแล้วจะขึ้นไหม?”

“เปิดตลาดมาจะขึ้นไหม?”

“บ่ายนี้จะขึ้นไหม?”

“พรุ่งนี้จะขึ้นไหม?”

เอาล่ะ ผมจะขออธิบายในมุมของผมนะครับว่าทำไมผมถึงตอบไม่ได้ และหลายๆคนก็ตอบไม่ได้ ไม่ได้จริงๆนะ ผมไม่ได้กั๊กเลยอ่ะ คือมันไม่รู้จริงๆก็เลยตอบไม่ได้ มาดูภาพข้างล่างนี้นะครับ สมมติราคาหุ้นก่อนเปิดตลาดเนี่ย มัน 10 บาท สิ่งที่ผมรู้ก็คือ… มันเป็น จุดแบบนี้อ่ะ ซึ่งมีทางเลือกแค่ 2 ทาง  ไม่ขึ้นก็ลง เวลาใครถามว่าหุ้นจะขึ้นไหมผมเลยจะตอบว่า โอ้วววว ถ้ารู้ก็รวยไปแล้ว

มันจะขึ้นหรือมันจะลงเนี่ย ตอบไม่ได้เลย ไม่ได้กวนจริงๆนะ ผมทำนายไม่ได้ แต่ถ้าใครเล่นในสาย Technical ลองไปถามเพจ Daddytrader แล้วกันว่าพี่เขามองยังไง มองออกไหมว่าจะขึ้นหรือจะลง สิ่งที่จะบอกได้ก็คือ ถ้ามันมีคนซื้ออ่ะ ยังไงมันก็ขึ้น แต่ถ้าคนขายมากๆมันก็ต้องลงเป็นธรรมดา แต่ผมไม่รู้นะว่าวันนั้นคนจะซื้อหรือจะขาย มันคืออารมณ์ล้านๆเลย

ทีนี้ถ้าผมมองในระดับราย 3 เดือนล่ะ? 

อันนี้เอามาจากหุ้นตัวหนึ่งจากเวปหุ้นปันผลนะครับ

ในมุมมอง 3 เดือนก็รู้สึกสั้นไปมากๆเหมือนนะครับว่าอนาคตมันจะขึ้นหรือจะลง อยู่ๆมันอาจจะลงแบบ 100 จุดเหมือนช่วงเดือนธันวาคม 2557  ก็ได้นะ 3 เดือนมันเป็นระยะที่ทองได้กว้างกว่าระดับ นาที วินาที แต่แนวโน้มทั้งหลายผมยังมองว่าอารมณ์ที่มาจับจ้องการซื้อขายก็ยังเป็นปัจจัยหลักอยู่ดี

แล้วถ้าเรามองกว้างกว่านั้นล่ะครับ ลองมองที่มุม 1 ปีไหม?

พอเราเห็น 1 ปี มันก็อาจจะมีโอกาสขึ้นหรือลงได้เหมือนกันนะ แต่หุ้นที่ขยับขึ้นมาในระดับกรอบการลงทุน 1 ปีเนี่ย มันจะต่างกับการลงทุนรายวันแล้วเพราะเราเห็นได้ว่าแนวโน้วของปีนั้นเป็นยังไง ภาพของอารมณ์ระยะสั้นที่แกว่งไปมาก็จะแปลงร่างเป็นภาพเทรนระดับ 1 ปี จริงๆสิ่งที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องในระยะยาวมันคือเรื่องความคาดหวังจากผลประกอบการที่เกิดขึ้นแล้วล่ะ ถ้าปีนั้นกิจการดี เติบโต มีกำไรมากขึ้น ความคาดหวังก็จะมากขึ้น ยิ่งเศรษฐกิจดียิ่งหนุนด้วย ราคาและความคาดหวังก็จะทำให้หุ้นปรับตัวสูงขึ้น แต่ถ้าเศรษฐกิจชลอๆ กิจการกำไรไม่ได้โตขึ้นมาก มันก็จะทรงๆใน 1 ปีแบบ ขึ้นๆลงๆในภาพที่มันควรเป็นนั่นล่ะ ยกเว้นมีข่าวดีข่าวร้ายมาก็ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงมากขึ้นได้

ดูในภาพ 5 ปีจากหุ้นตัวนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า แนวโน้มก็เหมือนจะเป็นขาขึ้นด้วยล่ะ อย่างที่บอกล่ะว่าถ้าเรามองแบบสั้นมากๆ มันจะเป็นเรื่องของอารมณ์ซื้อขาย แต่ถ้าเรามามองในระยะที่ยาวขึ้นมันจะเห็นแนวโน้มของราคาได้ ซึ่งราคามันก็ขึ้นมาจากพื้นฐานของธุรกิจที่โตขึ้น 5 ปีที่ผ่านมา ถ้าเราไปดูในงบการเงินจะพบว่าบริษัทนี้อาจจะมีการสร้างผลกำไรที่เติบโตสูงขึ้น ปัญหามันจะขึ้นต่ออีกไหม? มันก็ต้องกลับไปดูที่ พื้นฐานและความคาดหวังในช่วงเวลานั้นๆและทำนายอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร

มองสั้นๆ = อารมณ์ของตลาดเป็นปัจจัยสำคัญ (ไม่มีใครรู้หรอกขึ้นหรือลง ทุกคนรับความเสี่ยงกันทั้งนั้น)

มองยาวๆ = พื้นฐานของธุรกิจเป็นปัจจัยสำคัญ (หากเรามีความรู้ที่มากพอก็อาจจะลดความเสี่ยงจากการคาดเดาของกิจการนั้นๆได้)

ถ้าหุ้นมีทิศทางในระยะยาวค่อนข้างดี สิ่งที่ผมจะดูก็คือ พื้นฐานมันเป็นอย่างไรบ้าง มันมีแผนการดำเนินธุรกิจอย่างไรต่อและแนวโน้มความสำเร็จจะเกิดขึ้นมากกว่าเดิมไหม ตัวอย่างคำถามง่ายๆคือ

1. ธุรกิจตัวนี้จะมีสินค้าและความต้องการในอนาคตอีกไหม เพิ่มขึ้นใหม่ เป็นเทรนอีกหลายปีไหม ไม่ใช่ปีหน้าก็ตกยุคแล้ว

2. มันมีกำไรมากขึ้นไหมนะ ถ้ามีกำไรมากขึ้น มันก็ควรจะได้รับเงินสดมาลงทุนเพิ่มหรือปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้สิ

3. แล้วถ้าคนมาแข่งขันในธุรกิจนี้ มาแย่งส่วนแบ่งการตลาดจะทำได้ง่ายหรือยาก อันนี้ขึ้นอยู่กับภาพรวมอุตสาหกรรมและตัวธุรกิจเอง

4. เราอาจจะใช้เหตุผลอื่นๆเป็นปัจจัยเพิ่มเติมเพื่อมองข้อดีข้อเสียครับ

พอมันเป็นยาวๆแบบนี้มันก็อาจจะพอเดาออกได้บ้างว่าธุรกิจนี้ “น่าจะขึ้นต่อ” แต่อย่างไรก็ตามการลงทุนก็มีความเสี่ยงใช่ไหมครับ น่าจะไปต่อไม่ได้หมายความว่าจะไปต่อเสมอไปก็ได้ อาจจะขาดทุนในอนาคตก็ได้ เราต้องไปดูที่พื้นฐานธุรกิจ มุมมองการคาดการและความเสี่ยง อยู่ๆหุ้นอาจจะพื้นฐานเปลี่ยนขึ้นมาเฉยๆจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงก็ได้ 

โดยสรุปของบทความนี้ สิ่งที่ผมจะบอกก็คือ

  • ในระยะสั้นมันมีความผันผวนมาก กูรูหลายคนที่มองพื้นฐานอาจจะบอกไม่ได้หรอกว่าหุ้นจะขึ้นหรือจะลง แต่ผมก็เคยกับ DaddyTrader นะ เขาเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่ามันจะขึ้นหรือจะลง เขาจะตอบสั้นๆว่า “ด้วย Pattern นี้ นะจะ…..” แล้วตามด้วยคำว่า “ถ้าไมä

5 ข้อต้องรู้ ก่อนซื้อ LTF/RMF สิ้นปี 2014

สวัสดีครับ กลับมาพบกับคลินิกกองทุนกันอีกแล้วนะครับ ในที่สุดก็มาถึงเทศกาลลดหย่อนภาษีด้วย LTF/RMF อีกครั้ง (ปีนึงผ่านไปไวมาก ๆๆ) ซึ่งผมเชื่อว่าในปีนี้ หลายท่านเองก็ยังรอที่จะซื้อกองทุนปลายปีกันอยู่เหมือนเคย แต่เชื่อไหมครับว่า จริง ๆ แล้ว ถ้าเราวางแผนซื้อกองทุน LTF/RMF แบบเฉลี่ยซื้อทั้งปีแล้วละก็ มีแนวโน้มที่จะได้หน่วยลงทุนที่ต้นทุนตํ่ากว่านะครับ

จากสถิติหลายปีมาแล้ว จะมีอยู่ไม่กี่ปีที่คนซื้อช่วงปลายปีจะได้หน่วยลงทุนที่ราคา NAV ตํ่ากว่าแบบที่เราวางแผนซื้อเฉลี่ยทั้งปีครับ(บอกเลยว่านับปีได้เลยครับ) ดังนั้นเราก็ควรที่จะวางแผนลงทุนกับกองทุนลดหย่อนภาษี LTF/RMF กันเสียแต่เนิ่น ๆ

แต่ถ้าท่านไหนที่ยังไม่ได้ลงทุนปีนี้ ไม่ว่าจะลืมหรือเล็งไว้ว่าจะลงทุนปลายปี วันนี้ผมจะมาบอกวิธีในการซื้อกองทุน LTF/RMF ในช่วงสิ้นปีให้ครับ ว่าเราควรที่จะลงทุนอย่างไร กับกองทุนแบบไหน เพื่อที่จะมีโอกาสกำไรในอีก 5 ปีถัดจากนี้ไปครับ (จริง ๆ มันก็ประมาณ 3 ปีกว่า ๆ เท่านั้นเอง ใช่ไหมครับ) อารัมภบทมาตั้งนาน เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

1. รู้ว่า ต้องซื้อ LTF/RMF เท่าไหร่

แน่นอนครับว่า ขั้นแรกก็คือการคำนวนว่า เราจะต้องซื้อ LTF/RMF เท่าไหร่กันก่อน เพื่อที่จะได้ไม่ผิดพลาดเรื่องการลดหย่อนภาษีและให้ได้ประโยชน์สูงสุดครับ วิธีการคำนวนก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่หยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมา เอารายได้ต่อปีของเรามาคูณด้วย 0.15 หรือ 15%แค่นั้นเองครับ ก็จะเป็นจำนวนเงินสูงสุดที่เราสามารถซื้อกองทุน LTF ได้แล้วครับ แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาทนะครับ ส่วน RMF ก็ใช้สูตรเดียวกัน เพียงแต่เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข. และเบี้ยประกันแบบบำนาญต้องไม่เกิน 500,000 บาท ส่วนท่านไหนที่ขี้เกียจคิดแล้วละก็สามารถเข้าไปหาโปรแกรมในการคำนวนเงินลงทุน LTF/RMF ได้ตาม Website ต่าง ๆ เลยครับ เช่น  www.krungsriasset.com

โดยส่วนตัวผมจะแนะนำว่า ให้เราซื้อกองทุน RMFให้น้อยกว่าที่คิดคำนวนได้ซักเล็กน้อย ครับ เผื่อว่าเราคำนวนผิดพลาดไป เนื่องจากอาจจะมีค่าลดหย่อนบางตัวที่ทำให้เราต้องตัดทอนเงินลงทุนบางส่วนออกไป เช่นในการซื้อ RMF นั้นต้องหักค่าลดหย่อนจากประกันชีวิตแบบบำนาญ และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข. ออกก่อนนั้นเองครับ ในส่วน LTF นั้นจะแตกต่างกับ RMF ตรงที่สามารถลดหย่อนได้เต็มที่ครับ แต่บางท่านอาจจะลืมไปว่าตอนต้นปีเราก็ซื้อไปแล้ว ถ้ามาซื้อช่วงปลายปีเพิ่มอีกโดยไม่ได้จดบันทึก หรือ ไม่ได้ลงทุนเป็นประจำ ก็อาจจะซื้อเกินกว่าที่กำหนดไว้ก็ต้องระวังกันด้วยนะครับ

ถ้าหากซื้อกองทุน LTF/RMF เกินไปแล้วละก็ บางท่านอาจจะเผลอขายออกจากความไม่รู้ไปซึ่งอาจจะทำให้ผิดเงื่อนไขก็เป็นไปได้ครับ และจะต้องเสียค่าปรับด้วย (วุ่นเลยทีนี้) ผมบอกได้เลยครับว่า “มันไม่คุ้มเลยครับ!”

ส่วนอีกเรื่องที่ต้องคำนวนให้ดีคือ ค่าธรรมเนียมของกองทุน ซึ่งหลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า กองทุน LTF นั้นหากมีค่าธรรมเนียม Front-End Fee หรือ ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยลงทุนอยู่ด้วย จะทำให้เราซื้อกองทุน LTF ด้วยจำนวนเงินที่น้อยลง เช่น เราซื้อกองทุน 100,000 บาท เมื่อโดนหักค่าธรรมเนียมตรงนี้ไป อาจจะเหลือ 99,900 บาท ในการซื้อกองทุนนั่นเอง ดังนั้นเราควรที่จะเช็คให้ดีก่อนการซื้อทุกครั้งครับ

2. รู้จัก เข้าใจ เปรียบเทียบนโยบายกองทุนก่อนลงทุน

ต่อมาเราก็มาดูในส่วนของ รายละเอียดของกองทุนกันนะครับ ก่อนที่เราจะซื้อแน่นอนว่าเราควรที่จะต้องทราบว่ากองทุนที่เราจะไปลงทุนนั้น เอาเงินของเราไปทำอะไร (บางท่านยังไม่ทราบด้วยซ้ำครับว่ากองทุน LTF/RMF ไปลงทุนอะไรกันบ้าง) โดยส่วนใหญ่แล้วกองทุน LTF นั้นจะลงทุนในหุ้นครับ!! ซึ่งผมถือว่าถ้าเป็นมือใหม่ในการลงทุนแล้วละก็ ความเสียงค่อนข้างสูงทีเดียว แต่กองทุน LTF บางกองทุนก็มีสัดส่วนการลงทุนใน ตราสารหนี้ บ้าง  แต่โดยรวมก็ยังมีความเสี่ยงที่สูงอยู่ดีครับ

ดังนั้นเลยมีข้อกำหนดให้ผู้ลงทุนถือครองกองทุนในระยะเวลาประมาณ 5 ปี ครับ เพราะว่าถ้าเราถือครองนาน ๆ โอกาสขาดทุนมันจะลดลงไปนั่นเองครับ ดังนั้นถึงแม้ว่าเราจะลงทุนกับ LTF จนครบ 5 ปีแล้ว ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ผมแนะนำว่าให้ลงทุนต่อเนื่องไปเลยครับยิ่งนานเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

แต่ในส่วนของ RMF จะมีหลากหลายนโยบายการลงทุนครับ เรียกได้ว่าจากต่ำสุดไปสูงสุดเลยครับ เช่นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว กองทุนหุ้น และกองทุนทองคำ เพราะว่าเนื่องจากเป็นกองทุนที่เอาไว้เก็บออมเพื่อการเกษียณครับ จึงสามารถปรับความเสี่ยง และย้ายเงินลงทุนระหว่าง RMF ที่มีความเสี่ยงต่ำ หรือ สูงได้ตลอดเวลา เพื่อให้คนที่ใกล้เกษียณนั้น ไม่ต้องลุ้นว่าเงินที่เก็บมาทั้งหมดของชีวิตนั้นจะต้องเสียไปกับ RMF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น หรือสินทรัพย์เสี่ยงมากเกินไป (เดี๋ยวหัวใจวายไม่ได้ใช้เงินเกษียณกันพอดี) จุดสำคัญก็คือ แต่ละ บลจ. ก็จะมีนโยบายการเลือกหุ้น หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ที่แตกต่างกันไปอีกด้วย ซึ่งอันนี้สามารถสอบถามไปยัง บลจ. ผู้ออกกองทุนได้ครับว่ามีนโยบายอย่างไร และเราเข้าใจและ ชอบนโยบายแบบที่ บลจ. นั้นลงทุนหรือไม่ครับ เพราะว่าถ้าเข้าใจนโยบายการลงทุนของกองทุนได้อย่างดีแล้ว เวลาเราลงทุนถึงแม้ผลตอบแทนจะผันผวนไปบ้าง แต่เราก็จะไม่เครียด และมีความสุขใจไปกับการลงทุนได้ เพราะว่าเราเข้าใจในสิ่งที่เราลงทุนอยู่นั่นเอง อ๋อ ผมลืมบอกไปว่าอย่าลืมที่จะอ่าน Fund Fact Sheet ก่อนที่จะลงทุนกันด้วยนะครับ เพราะเราสามารถเปรียบเทียบข้อมูลต่าง ๆ และ ผลตอบแทนของกองทุนแต่ละกองทุนได้อย่างดีเลยครับ

3. รู้จุดประสงค์ การลงทุนของตนเอง

พอถึงสิ้นปีทีไร มักจะมีคนมาถามผมว่า ระหว่างกองทุน LTF ปันผล กับกองทุน LTF ที่ไม่ปันผลนั้น ซื้อกองทุนแบบไหนดีกว่ากัน!? (ซึ่ง RMF เราตัดไปได้เลยครับ เนื่องจากกองทุน RMF ทุกกองทุนไม่มีปันผล) ผมคงต้องบอกว่า ขึ้นกับจุดประสงค์ของผู้ลงทุนครับ ถ้าเราต้องการกระแสเงินสดออกมาจากกองทุนเพื่อใช้จ่ายอยู่เรื่อย ๆ ก็น่าจะเหมาะกับ

โสดตลอดชีพต้องรีบมีเงินเก็บเท่าไหร่

เราก็เป็นอีกหนึ่งคนโสดที่หวังว่าสักวันหนึ่งจะได้ก้าวลงจากคานอย่างสง่างาม นั่งรอ รอ รอไปเรื่อยๆเพราะหวังว่าสักวันจะมีหนุ่มซิกแพ็กมาสอยเราลงจากคานสักที ยิ่งนานวันคานนี้ก็สูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น สูงจนเสียว ถ้ารอแบบนี้แล้วยังไม่มาแสดงว่าเราต้องอยู่ในภาวะ คนโสด จำเป็นไปตลอดชีวิตชิมิ โอ้ววว ม่ายยยยนะ!!

เมื่อเราบังคับให้บุรุษที่เหลือน้อยบนโลกหันมาหาสาวโสดเลอค่าอย่างพวกเราไม่ได้ในชาตินี้ เราก็ต้องยืนหยัด(ทั้งน้ำตา)ให้ได้ว่าถ้าไม่มีใครสอยลงมา เราก็ต้องหันมาสอยกันเอง เล่นดนตรีไทยทิงนองนอยกันเลย เอ๊ย!! ไม่ใช่ซิ เราก็ต้องหาวิธีที่จะทำให้นั่งสวยเริ่ดเชิดตีนกาอยู่บนอาณาจักรคานแห่งนี้ให้ได้ด้วยลำแข้งของตนเอง ฮึฮึ

เราจะต้องเป็นคนโสดที่ทรงเสน่ห์ น่าค้นหา เมื่ออายุทะลุ 80 ปีก็มีเงินเหลือเฟือจ้างพยาบาลมาช่วยดูแลสุขภาพร่างกายของเรา ถ้าจะเป็นอย่างนั้นได้ก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมด้านการเงินที่จะทำให้เรานอนนับเงินบนคานทองได้อย่างไม่เดือดร้อนใคร

เรามาเริ่มสร้างคานให้มั่นคงด้วยการออมเงินกันเลยนะจ๊ะ ให้เราลองนึกไว้คร่าวๆว่าต้องการใช้เงินเดือนละเท่าไหร่หลังอายุ 60 ปีในตารางนี้ที่ช่องแรก 10,000 – 50,000บาท เลือกได้แล้วเราก็จะรู้ว่าจะต้องมีเงินเก็บทั้งหมดเท่าไหร่ที่จะพอใช้ตั้งแต่อายุ 60-80ปี (ในช่องที่สอง) หากใครดูแลสุขภาพตัวเองดีมากอายุยืนเกิน80ปีก็ควรจะเก็บเงินให้ได้มากกว่านี้นะจ๊ะ

เมื่อเรารู้แล้วว่าต้องมีเงินออมเท่าไหร่ถึงจะมีใช้ในช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิต ต่อไปเราก็ต้องเริ่มออมเงินกันได้แล้วนะจ๊ะ ถ้าเราเก็บเงินสดที่จะใช้ในวัยตีนกางอกเงยไว้ที่การฝากออมทรัพย์ มันก็จะกลายเป็นเงินเน่าที่ด้อยค่าลงทุกวันๆ เพราะเงินในบัญชีออมทรัพย์มันโตแค่ปีละ 0.5% เท่านั้น แต่ข้าวของเครื่องใช้ที่เราจ่ายเพื่อให้มีลมหายใจอยู่บนโลกนี้มันแพงขึ้น (เงินเฟ้อ) เฉลี่ยปีละ 3%

เฮ้อ…คิดแล้วเครียดจนตีนกาที่หน้าผากขยับขึ้นไปอีก 45 องศา

หนทางเดียวที่จะทำให้คนโสดอย่างเราไม่เดียวดายยามชราก็คือ การลงทุน เราต้องนำเงินออมของเราไปพักอาศัยอยู่ในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนโตเร็วกว่าเงินเฟ้อ เพื่อที่จะรักษาอำนาจการซื้อของเราไว้ให้มีอยู่ตลอดรอดฝั่งและเครื่องทุ่นแรงที่ทำให้เราลงทุนได้ดีที่สุด คือ เวลา ยิ่งเริ่มลงทุนเร็วยิ่งดี เพราะเราจะใช้เงินลงทุนที่น้อยลง ลองดูในตารางข้างต้นนี้ก็จะรู้ว่าถ้าเริ่มออมเงินตอนอายุ 20 กับตอนอายุ 40 ปีจะต้องใช้เงินแตกต่างกันเกือบ 3 เท่า

จากตารางข้างบนนี้ ถ้าเราต้องการใช้เงินในช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิตเดือนละ 20,000 บาท แสดงว่าเราควรมีเงินเก็บไว้ 3 ล้านกว่าๆ หากเรารู้ตัวเร็วเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 20 ปี ณ ระดับผลตอบแทน 3% ต่อปี เราควรลงทุนเดือนละ 3,903.89 บาท แต่ถ้าเราลงทุนในที่ที่ให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี เราก็จะออมเงินเพียง 571.66 บาทเท่านั้น  แต่ถ้าบังเอิญเรามารู้สึกช้าในช่วงอายุ 40 ปี เงินลงทุนรายเดือนก็จะมากขึ้น  เป็นเดือนละ 11,011.92 บาทที่ผลตอนแทน 3% และเดือนละ 4,760.84  บาทที่อัตราผลตอบแทนที่ 10%

หลายคนอาจจะคิดว่าผลตอบแทน 10% มันมีเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก แล้วถ้ามันเป็นเรื่องจริงจะต้องลงทุนในอะไรหละที่ให้ผลตอบแทนสูงขนาดนั้น เราดูตารางตัวอย่างผลตอบนี้กันนะจ๊ะ

ที่มา: http://tax.bugnoms.com/how-to-return-20-per-year/

จากตารางนี้จะเห็นว่าถ้าเรานำเงินออมของเราไปพักอาศัยในเงินฝาก ตราสารหนี้และหุ้นเป็นเวลา 10 ปี จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่แตกต่างกันมาก การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด คือ หุ้นที่ 17.31% นี่มันมากกว่าตัวเลขในตัวอย่างที่ 10% อีกนะเนี้ย (ทำตาวิ้งๆเหมือนประกาศชัยชนะ)  เท่ากับว่าเราออมต่อเดือนน้อยกว่าเดิมมากๆ จะลองคิดให้ดูว่าหากเราเปลี่ยนจากผลตอบแทน 10% มาเป็น 17% ต่อปีแล้วเป็นอย่างไร

เราเห็นชัดๆเต็มตาเลยว่ายิ่งออมเร็วในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงจะทำให้เราใช้เงินลงทุนน้อยลง ซึ่งได้ผลตอบแทนตามที่เราตั้งไว้เหมือนกัน

แต่ว่า…

เราสังเกตไหมว่าในตารางผลตอบแทนย้อนหลังของหุ้นมันมีการขึ้นลง บางปีให้ผลตอบแทนสูงจนน่าตกใจและบางปีก็ตกต่ำติดลบจนจิตใจหดหู่ สิ่งเหล่านี้แหละที่เรียกว่า “ความผันผวน” ที่ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็จะสูงตามไปด้วย ซึ่งคนบางอาจจะทำใจยอมรับไม่ได้กับการลงทุนแบบนี้ แต่ถ้าเรามั่นใจกับหุ้นพื้นฐานที่เราเลือกแล้วมาอย่างดี ซื้อแล้วเก็บไว้ลงทุนยาวๆเป็น 10 ปี มันจะลดความเสี่ยงเรื่องความผันผวนลงได้ เราก็จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการรอคอย

เรามองว่าหนทางสร้างเงินไว้ใช้หลังเกษียณไม่ได้มีแค่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เพียงอย่างเดียว เราอาจจะสร้างแหล่งปั๊มเงินอื่นๆที่เก็บกินได้อย่างต่อเนื่องในช่วงบั้นปลายชีวิต เช่น มีบ้านหรือคอนโดปล่อยเช่าได้เดือนละ 20,000 บาท มีค่าลิขสิทธิ์จากการเขียนหนังสือ รายได้จากค่าที่ปรึกษาต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวเราแล้วหละที่จะเลือกใช้ความถนัดด้านไหนในการสร้างรายได้ให้พอใช้ไปตลอดชีวิต เราอย่าคาดหวังจะพึ่งพาใครให้มาดูแลเรา นอกจากเราที่ต้องดูแลร่างกายและหัวใจของตัวเองนะจ๊ะ

“จงเป็นคนโสดที่มีเงิน  

แล้วสิ่งดีๆทุกอย่างจะเข้ามาเอง”

สรุปหลักการง่ายๆ สำหรับคนโสด หากใคร Follow 3 step นี้
รับรอง คุณจะเป็นคนโสดที่ดูแลตัวเองได้อย่างดีจนคนมีคู่เค้าอิจฉา

25/27 ลงทุนอย่างไรให้ชิวๆ [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

พอพูดถึงการลงทุนแล้วหลายๆคนก็มองว่ามันน่าจะยากมากเลยนะ คำศัพท์คำแสงอะไรไม่รู้เต็มไปหมด แล้วยิ่งไปอบรมตามงานสัมมนาเจอสูตรการคำนวณ เส้นกราฟลายตา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงทุนแบบไหนก็รู้สึกว่ายากเย็นจริงๆ การที่จะลงทุนให้มันชิวๆเหมือนการฝากเงินกินดอกเบี้ยในธนาคารก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไกลตัวและเป็นไปได้ยาก บางคนอาจจะเกิดการท้อแท้ท้อใจแล้วมองว่าการลงทุนนั้นมันไม่ได้โรยด้วยกีบกุหลาบเลย ซึ่งมันก็จริงนะครับไม่งั้นคนก็รวยกันทั้งโลกแล้วล่ะผมว่า เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่ผมจะเน้นย้ำตลอดเวลาเพื่อให้เรามีชีวิตในการลงทุนที่มีความสุขนั้นจำเป็นต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการบริหารความเสี่ยงของตัวเองรวมไปถึงการศึกษาหาความรู้ในเรื่องการเงินการลงทุนให้เข้าใจก่อนที่จะลงทุน

1. ตั้งรับความเสี่ยงในการลงทุนแล้วหรือยัง

ในเรื่องความเสี่ยงก็จะพูดในซีรีย์ตอนก่อนหน้าๆแล้วว่าเวลาเราจะลงทุนในทรัพย์สินหรือหลักทรัพย์อะไรเราก็ควรจะดูว่าเรารับความเสี่ยงกับสิ่งต่างๆได้หรือไม่ เพราะการลงทุนนั้นมีความเสี่ยง ซึ่งจะแปรผันตามกับผลตอบแทนด้วยนะครับ ยิ่งความเสี่ยงมากโอกาสในการได้รับผลตอบแทนก็ย่อมมากเช่นกัน แต่ถ้าความเสี่ยงน้อยผลตอบแทนก็ย่อมมีโอกาสได้นรับน้อยไปตามๆกัน เมื่อเรารู้ว่าเราควรจะลงทุนในความเสี่ยงขนาดไหนก็มาวางแผนการลงทุนได้ตามความเหมาะสมครับ ยิ่งถ้าเราจัดพอร์ตได้มีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ ความกังวลในการลงทุนของเราย่อมน้อยลงไปมากเท่านั้น ไม่เช่นนั้นใครรับความเสี่ยงไม่ได้แต่กะรวยเร็วลงมันเสี่ยงๆเลยแล้วจะได้เยอะ อันนี้อันตรายนะครับ ไม่รู้ว่าจะเอาเงินที่ไหนไปใช้หากขาดทุน ค่าเทอมลูก ค่าผ่อนโน้นผ่อนนี่เต็มไปหมด แต่ละวันใช้ชีวิตอย่างกังวลนี่แย่เลย

ข้อแนะนำส่วนตัวในการลงทุนให้มั่งคั่ง

กรณีที่คุณอายุยังน้อย

เริ่มมีเงินเดือน เงินออม ให้ลองลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงดู เพราะเรายังสามารถทำงานได้อีกหลายปี พอร์ตการลงทุนอาจจะเป็นลักษณะเสี่ยงมากๆ ได้ถึง 90%

กรณีถ้าคุณอายุอยู่ในวัยกลางคน มีลูกและครอบครัวที่ต้องดูแล

การเดินแต่ละก้าวของคุณนั้นมีความจำเป็นต้องระวังมากขึ้น แต่ก็ยังมีโอกาสลงทุนได้อยู่จากเวลาที่ยังสามารถลงทุนได้ ก็อาจจะเตรียมเงินสำรองให้ชีวิตและครอบครัวมากขึ้นและลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงไม่เกิน 50% 

และสุดท้ายหากเรารู้สึกว่าเรารับความเสี่ยงไม่ได้เลย จะเป็นเรื่องภาระต่างๆที่เรามีอยู่ ต้องดูแลพ่อแม่หรือแม้กระทั่งชีวิตในวัยทำงานเรานั้นเหลือน้อยเต็มที โอกาสแก้ตัวในการลงทุนก็น้อยลง เราก็ควรจะลดความเสี่ยงเลยโดยมีการลงทุนในทรัพย์สินเสี่ยงไม่เกิน 10%

ตัวเลขดังกล่าวเป็นลักษณะเบื้องต้นนะครับ แต่ละท่านอาจจะปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามการตั้งรับความเสี่ยงจากการวางแผนการลงทุนนั้นสำคัญมากนะครับ ลองวางแผนในเรื่องนี้ให้ดีล่ะ

2. การศึกษาหาความรู้ด้านการลงทุนให้มากขึ้น

นอกจากคำพูดที่ว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ผมจะบอกความลับอย่างหนึ่งให้ว่าหากเราได้ศึกษาเรื่องการลงทุนอย่างเข้าใจและรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้วล่ะก็มันจะเป็นภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงให้เรามากขึ้น อะไรที่เป็นความเสี่ยงมากเรารู้มากความเสี่ยงก็ลดลงได้ แน่นอนว่าการลงทุนนั้นมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีได้พอๆกับการขาดทุนจากการลงทุนได้ หลายๆคนมองว่าการลงทุนนั้นก็ไม่ต่างกับการเล่นการพนัน หากเราโชคดีหวยออกเลขที่ถูกต้องเราก็จะได้รับผลตอบแทนอย่างไม่ยาก แต่ความเป็นจริงแล้วมันก็ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังลงทุนกับอะไรและมีข้อมูลหลายๆอย่างมากเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้เราตัดสินใจได้ว่าอะไรควรลงทุนหรือไม่ควรลงทุน การพนันมันต่างกับการลงทุนตรงที่ว่า เราน่ะมีข้อมูลในการตัดสินใจมากแค่ไหน มีตัวอย่างง่ายๆที่ผมเคยลองทำดูนะครับ

ถ้าผมใส่ลูกบอลลงไปในกระป๋องทั้งหมด 20 ลูกเป็นลูกบอล 2 สี คือสีเขียวและสีแดง แล้วให้ทายว่าการหยิบแต่ละครั้งจะหยิบสีไหนได้ ทุกคนจะนั่งทายกันครับ ทายอย่างไม่รู้ข้อมูลอะไร ถ้าตอบถูกก็คือชนะในเกมส์ไป นี่ล่ะการพนันแท้ๆเลย แต่ถ้าผมบอกข้อมูลเพิ่มเติมเอาไว้ว่าจริงๆแล้วในนั้นมีลูกบอลสีแดงแค่ 5 ลูกนะ และมีเขียวอยู่ 15 ลูก คุณจะมีข้อมูลมากขึ้น โอกาสที่คุณจะทายถูกก็ยิ่งมีมากยิ่งขึ้น และเมื่อผมมีข้อมูลใหม่ว่าในโหลนั้นมีลูกบอลที่เสียอยู่ 2 ลูกแล้วผมก็หยิบออกมาเป็นสีแดง 2 ลูก ออกมาทำให้ในกระป๋องมีลูกบอลเหลือเป็นสีเขียว 15 สีแดง 3 มันก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้คุณทายถูกมากยิ่งขึ้นเข้าไปอีก ในขณะที่คนที่ไม่รู้เลยว่าในนั้นมีลูกบอลกี่ลูก สีอะไรบ้าง และผมหยิบสีอะไรออกมา ก็ยังคงต้องนั่งทายไปเรื่อยๆอยู่ดี

นี่ล่ะครับที่ผมบอกว่ายิ่งคุณรู้มากขึ้นในการลงทุน มันยิ่งทำให้คุณหลีกพ้นจากการพนันมากยิ่งขึ้นครับ หากคุณจะลงทุนในหุ้นก็ต้องศึกษาดูว่า

  1. กิจการที่เราจะไปลงทุนเป็นอย่างไร
  2. สินค้าและบริการเป็นอย่างไร
  3. ผู้บริหารเป็นใคร
  4. ความได้เปรียบต่อคู่แข่งเป็นอย่างไรบ้าง

เอาหล่ะและทั้งหมดนี้ก็เป็นเบื้องต้นของการศึกษาในเรื่องของการลงทุนนะครับ เมื่อเรารู้ว่าเรามีความเสี่ยงอะไรก็บริหารความเสี่ยงให้ดี และเมื่อเราจะลงทุนอะไรก็ต้องรู้ว่าสิ่งนั้นๆคืออะไรมีความเสี่ยงอย่างไร น่าลงทุนไหม และชีวิตของเราจะง่ายขึ้นครับ ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการลงทุนน้า

กลเม็ดเคล็ดลับการเลือกซื้อ LTF อย่างมืออาชีพ

เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาปลายปีทีไร ใครหลายคนมักจะเริ่มตั้งคำถามว่า “จะซื้อ LTF ได้หรือยัง” แต่ความเป็นจริงแล้วการซื้อ LTF นั้นมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาเพียงอย่างเดียวน่ะสิครับ เพราะยังมีกลเม็ดเคล็ดลับอีกมากมายที่หลายๆคนควรจะรู้เพื่อให้ลงทุนได้อย่างมีความสุขและได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจไปพร้อมๆกัน โดยวันนี้ @TAXBugnoms ขอแชร์กลเม็ดเคล็ดลับการเลือกซื้อ LTF ที่มืออาชีพทั้งหลายเลือกใช้กัน มาแนะนำให้เพื่อนๆพี่ๆน้องฟังกันสักกันคร้าบ

ตั้งเป้าหมายที่การลงทุนระยะยาวเป็นหลัก

ถึงแม้ใครหลายคนบอกว่าการลงทุนใน LTF นั้นเป็นการลงทุนในระยะเวลาที่ไม่นานมาก เพียงแค่ลงทุนครบ 5 ปีปฎิทิน หรือ 3 ปีกว่าๆ ก็สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้แล้ว แต่ความเป็นจริงนั้น “เราไม่จำเป็นต้องขายคืนหน่วยลงทุน” ทันทีเมื่อครบกำหนด เพราะถ้าหากกองทุน LTF นั้นยังสามารถสร้างผลตอบแทนให้เราอย่างสม่ำเสมอ เราก็ไม่จำเป็นต้องรีบขาย แต่ให้ถือหน่วยลงทุนต่อไปเพื่อรับผลตอบแทนที่มากกว่าในอนาคต

เข้าใจความเสี่ยงและศึกษาการนโยบายลงทุนให้ชัดเจน

เนื่องจากกองทุน LTF นั้นเป็นการลงทุนในหุ้นหรือตราสารทุนมากกว่า 65% ของเงินลงทุน ดังนั้นสิ่งที่ตามมาคือ “ความเสี่ยง” ที่เพิ่มขึ้นตามโอกาสที่เราจะได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น ซึ่งแต่ละกองทุนก็มีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันไป บางกองทุนเลือกลงทุนในหุ้นขนาดกลางที่มีการเติบโตสูง บางกองทุนเน้นลงทุนในหุ้นปันผล หรือบางกองทุนอาจจะเลือกลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของแต่ละกองทุน ดังนั้นเราจึงต้องศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนว่า กองทุนที่เราเลือกนั้นตรงกับความต้องการของเราหรือไม่

อย่าซื้อกองทุน LTF ง่ายๆ เพียงเพราะสิทธิประโยชน์ทางภาษี

สำหรับข้อนี้ถือเป็นข้อผิดพลาดในการเลือกซื้อกองทุน LTF ส่วนใหญ่นั้นมาจากคำว่า “ง่าย” เป็นหลัก โดยเราจะคิดว่ากองทุนไหนๆก็เหมือนกัน ซื้อๆไปเหอะ มันก็ลดหย่อนภาษีได้เหมือนๆกัน สุดท้ายคำตอบที่ออกมาก็คือซื้อที่ธนาคารที่ใกล้ๆหรือไม่ก็ธนาคารที่เราใช้ประจำ แต่ความเป็นจริงแล้วสิ่งที่เราต้องดูเป็นลำดับแรกคือ ผลตอบแทนที่เราได้รับจากกองทุนรวมต่างหากครับ เพราะทุกกองทุนมีผลตอบแทนไม่เท่ากัน เรียกว่าห่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว ดังนั้นการเลือกกองทุนที่ดี มันไม่ใช่เรื่อง “ง่ายๆ” เพียงแค่ “ลดภาษี” เพียงอย่างเดียว จริงไหมล่ะครับ

ลองย้อนกลับขึ้นไปดูตารางประกอบสิครับ เมื่อเราเปรียบเทียบผลตอบแทน 5 ปีย้อนหลังเราจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน (อ่านรายละเอียดลงลึกเรื่องการเลือกซื้อกองทุนได้ที่เพจ คลินิกกองทุน นะครับ)

ซื้อเฉลี่ยทั้งปีดีที่สุด

เมื่อเข้าใกล้สิ้นปี คนส่วนใหญ่มักจะรีบซื้อ LTF เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงวันสุดท้ายของสิ้นปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารอเงินอยู่ เอ้ย การบริหารจัดการเงินของเรานั้นอาจจะมีข้อผิดพลาด แต่อย่าลืมนะครับว่า ยิ่งคนไปซื้อ LTF เยอะๆในตอนปลายปี เงินก็จะไหลเข้ากองทุนมากในช่วงดังกล่าว ต้นทุนของเราจึงถุกผูกไว้ปลายปีซึ่งสูงกว่าตลอดทั้งปี (ยกเว้นปี 2556 ที่ตลาดหุ้นตกช่วงปลายปีทำให้ต้นทุนต่ำกว่าทั้งปี

ดังนั้นการลงทุนที่ดีสำหรับกองทุน LTF นั้น ควรลงทุนแบบซื้อเฉลี่ยทุกๆเดือน หรือทุกช่วงเวลาที่เราสะดวก เพราะเป็นการลงทุนระยะยาว แถมยังซื้อแล้วขายไม่ได้ตามเงื่อนไข ทำให้การจับจังหวะในการลงทุนค่อนข้างยากสำหรับหลายๆคน ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดการลงทุนในระยะยาวและการสร้างวินัยในการลงทุนไปพร้อมๆกัน การทยอยซื้อเฉลี่ยจึงถือว่าเป็นคำตอบสุดท้ายที่เราควรเลือกครับ

สุดท้ายนี้ …หากใครกำลังสนใจซื้อ LTF อยู่ก็อย่าลืมลงทุนภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2557 นี้นะคร้าบบบ เดี๋ยวจะหาว่า @TAXBugnoms ไม่เตือนนะคร้าบ ^^

[Event Review] ถ้ายังไม่ใช้เงินตอนนี้ เก็บเงินไว้ที่ ME ก่อน

เมื่อสองวันก่อน (30 ตุลาคม 2557) @TAXBugnoms ได้มีโอกาสเข้าชมแคมเปญของ ME by TMB  ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวนคนรุ่นใหม่ให้สร้างนิสัยการออมใหม่ พร้อมกับกระทบไหล่ 3 เซเลบริตี้ชื่อดัง คือ คุณมัดหมี่-พิมดาว พานิชสมัย คุณแพร-ปาลาวี บุนนาคอิสสระ และ คุณชายอดัม-ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล ที่ร่วมแบ่งปันไลฟ์สไตล์การออมกับทาง ME by TMB ด้วยคร้าบบ

สำหรับงานในวันนี้ทาง ME By TMB ได้เปิดตัวแคมเปญใหม่ภายใต้คอนเซปต์  “ถ้ายังไม่ใช้เงินตอนนี้ เก็บเงินไว้ที่ ME ก่อน”  เนื่องจากหลายๆ คนอาจจะมีแผนการใช้จ่ายเงินทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างเราๆ นั้นเป็นพวก Work Hard – Play Hard ที่ต้องทำงานหนักและให้รางวัลแสนจะคุ้มค่ากับตัวเอง เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิต ผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น อาจจะกำลังเก็บเงินซื้อโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเครื่องใหม่, เก็บเงินไว้เพื่อท่องเที่ยวต่างประเทศ, ลงทุนในหุ้น, ซื้อคอนโด และอื่นๆ อีกมากมาย

ซึ่งแน่นอนล่ะว่า… จะนำเงินก้อนไปนี้ไปฝากประจำก็อาจจะขาดสภาพคล่อง จะฝากออมทรัพย์ธรรมดาก็กลัวว่าผลตอบแทนต่ำเกินไป ดังนั้นในส่วนนี้ ME By TMB อาจจะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ความต้องการที่ “รอใช้เงิน” ของเราอยู่ก็ได้คร้าบบ

โดย ME By TMB คือ บริการฝากเงินในรูปแบบใหม่ ที่ได้เข้ามาเติมเต็มการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่รวมถึงผู้บริโภคที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ชอบทำอะไรตามใจใคร ซึ่ง ME By TMB จะเข้ามาตอบโจทย์ผ่านทางการดูแลการเงินด้วยตัวเอง (Self Service Banking) ซึ่งได้ทั้งความคล่องตัว ความคุ้มค่า และความสะดวกสบาย และมีประโยชน์มากกว่าดังนี้ครับ

1. ผลตอบแทนที่มากกว่าดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปถึง 5 เท่า (ปัจจุบัน 2.75%)

และคิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน และจ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง ช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน และเดือนธันวาคม

2. สามารถทําธุรกรรมทางการเงินได้ด้วยตนเองตลอด 24 ชม.

ไม่เว้นวันหยุดราชการผ่าน WWW.MEBYTMB.COM, ATM, ADM หรือกระทั่งโอนเงินผ่าน ME Call Center โดยไม่ต้องไปสาขา ME

นอกจากนี้ยังสามารถถอนเงินโดยการโอนไปยังบัญชีที่ผูกไว้ได้สูงสุด 2 ล้านบาทต่อวัน โดยต่อครั้งไม่เกิน 500,000 บาท และฟรีค่าธรรมเนียมเมื่อโอนออกบัญชีต่างธนาคารแบบโอนในวันทําการถัดไป 2 ครั้งต่อเดือน

3. มีความปลอดภัยสูง

ผ่านระบบรักษาความปลอดภัยออนไลน์ ตั้งแต่รหัสผ่าน การเชื่อมโยงไว้เฉพาะกับบัญชีที่เราผูกไว้กับ ME เท่านั้น รวมถึงต้องมีการยืนยันตัวตนที่ ME Place 5 สาขาทั่วประเทศในครั้งแรกที่เปิดใช้งาน ยืนยันผ่านรหัส OTP ที่โทรศัพท์มือถือของคุณทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล และมั่นใจได้ด้วยระบบเข้ารหัสที่เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย (SSL) แถมยังรู้ทุกการเคลื่อนไหวผ่านระบบ SMS ได้อีกด้วย

4. สะดวกสบายด้วยระบบสมุดบัญชีออนไลน์ (E-Statement)

ที่สามารถเข้าดูผ่านระบบได้ทันทีเมื่อมีการฝากถอนเงิน และไม่จำเป็นต้องมีสมุดบัญชีธนาคารแต่อย่างใด แถมยังดูดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากการคำนวณของธนาคารทุกๆ วัน แหม่.. มันช่างสบายอะไรอย่างนี้

ดังนั้น ถ้าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มีแผนอยากซื้อ บ้าน ซื้อคอนโด ซื้อรถ เล่นหุ้น หรือท่องเที่ยว แต่ยังไม่ได้ใช้เงินตอนนี้ ก็สามารถเอามาฝากไว้ที่ ME ก่อนเพื่อรอใช้จ่ายได้ทันทีครับ

สำหรับงานวันนี้  นอกจากเข้าใจตัวสินค้าของ ME เองแล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังได้รับฟังประสบการณ์ด้านการเงินเพิ่มเติมจากทั้ง 3 เซเลบริตี้ ทั้งคุณมัดหมี่ที่ให้ความรู้เรื่องของการใช้ ME ในการเก็บเงินเพื่อเตรียมไว้ใช้ในอนาคต ทั้งคุณแพรที่บอกว่าใช้ ME เป็นที่พักในการรอลงทุน และคุณชายอดัมที่มองว่า การลงทุนกลับมาในธุรกิจของตัวเองสำคัญที่สุด ซึ่ง ME ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการพักเงินสำหรับทำธุรกิจเช่นเดียวกัน

แต่สำหรับตัวผมเองนั้น… มองว่าการมีบัญชีเงินฝากธนาคารที่สามารถเบิกถอนได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย รวมถึงได้ดอกเบียที่มากกว่าเงินฝากออมทรัพย์ถึง 5 เท่านั้น ถือว่าเป็นการตอบโจทย์ที่ดีเช่นเดียวกันสำหรับคนที่กำลังวางแผนจะใช้เงินแต่ไม่อยากทิ้งเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์เฉยๆ ครับ

เนื่องในโอกาสที่เพิ่งผ่านวันออมแห่งชาติ (วันที่ 31 ตุลาคม 2557)  มาสดๆร้อนๆ @TAXBugnoms เลยถือโอกาสดีๆ ทดลองเปิดบัญชี ME ใหม่อีกหนึ่งบัญชี เพื่อเป็นตัวช่วยในการวางแผนการเงินของตัวเองไปพร้อมๆ กันด้วยคร้าบ และจากการทดลองเปิดก็พบใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีในการเปิดบัญชีใหม่ ซึ่งสะดวกรวดเร็วกว่าเดินกลับไปเอาสมุดบัญชีธนาคารที่รถอีกคร้าบบบบ – -“

Review โปรแกรม iAlgo (สะดวก ง่าย ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ) ตอนที่ 2

สวัสดีครับทุกคน รีวิวโปรแกรม “Bualuang iAlgo” ตอนที่ 2 จะเป็นการจำลองสถานการณ์ที่จะมีโอกาสใช้งานคำสั่งประเภทต่างๆ ที่มีอยู่ในโปรแกรม “Bualuang iAlgo” ว่ามีสถานการณ์อะไรบ้างที่แต่เดิมเราต้องเฝ้าหน้าจอเพื่อรอส่งคำสั่งซื้อขาย หรือต้องวานให้มาร์ของเราให้ช่วยเฝ้าหุ้นให้เรา และในแต่ละสถานการณ์เราจะเลือกใช้คำสั่งประเภทใด 

Condition Stop Order 

Condition Stop Order เป็นคำสั่งที่กำหนดเงื่อนไขของราคาขึ้นมา 1 เงื่อนไข เมื่อราคาไปถึงระดับที่เรากำหนดไว้ Order ของเราจึงค่อยทำงาน ซึ่งใครที่ซื้อขายอนุพันธ์ในตลาด TFEX คงจะคุ้นเคยกับคำสั่ง Condition Stop Order เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นคำสั่งที่มีให้ใช้งานอยู่ในทุกโปรแกรมส่งคำสั่งซื้อขาย แต่วันนี้เราสามารถใช้งานคำสั่ง Condition Stop Order  ในการซื้อขายหุ้นได้ผ่านโปรแกรม “Bualuang iAlgo” 

สถานการณ์ที่ Condition Stop Order  จะช่วยอำนวยความสะดวกให้เราในการซื้อหุ้น

สมมุติว่าปัจจุบันราคา INTUCH อยู่ที่ 73.75 แต่ยังไม่เป็นราคาที่เราสนใจจะซื้อ แล้วการวิเคราะห์ทางเทคนิคบอกกับเราว่าควรจะซื้อหุ้น INTUCH ถ้าราคาสามารถเบรกแนวต้านที่ 74.50 ขึ้นไปได้ เช่นเริ่มซื้อขายกันที่ 75.00  แต่ว่าราคา 75.00 เป็นราคาที่อยู่สูงกว่าราคาปัจจุบัน ไม่สามารถจะส่งคำสั่งซื้อได้ทันที เพราะถ้าเราส่งคำสั่งซื้อที่ 75.00 เข้าไปที่ตลาดในขณะที่ราคาปัจจุบันซื้อขายกันอยู่ที่ 73.75 คำสั่งของเราจะ matched เนื่องจากราคาสั่งซื้อของเราอยู่สูงกว่าราคาตลาด

จากสถานการณ์นี้ เราจึงต้องนั่งเฝ้าราคาตัวเอง หรือต้องสั่งเจ้าหน้าที่การตลาดของเราให้ช่วยเฝ้าราคาให้ โดยบอกว่า “คุณมาร์เก็ตติ้งครับช่วยเฝ้าหุ้น INTUCH ให้หน่อยนะครับ ถ้าราคาถึง 75.00 หรือเกิน 75.00  ขึ้นไป ก็ให้เคาะซื้อหุ้นตามไปเลยโดยอั้นราคาไว้ที่ไม่เกิน 75.25 นะ เอาทั้งหมด 10,000 หุ้น” ถ้าเราส่งคำสั่งด้วยวิธีนี้ความเสี่ยงของเราคือ ถ้าหุ้นขึ้นจริงแล้วมาร์ของเราลืมเฝ้าหรือลงมือไม่ทัน เราก็คงจะพลาดโอกาสในการซื้อหุ้นครั้งนั้น

จากสถานการณ์ข้างต้นคำสั่งประเภทที่เหมาะกับความต้องการคือ Condition Stop Order เนื่องจาก Condition Stop Order เป็นการคำสั่งแบบกำหนดเงื่อนไขของราคาที่เราจะซื้อหรือจะขายไว้ล่วงหน้า ถ้าราคาเข้าเงื่อนไขเมื่อไหร่ โปรแกรมจะช่วยส่งคำสั่งซื้อหรือขายให้อัตโนมัติทันที แต่ถ้าราคายังไม่เข้าเงื่อนไขคำสั่งจะยังไม่ถูกส่งเข้าระบบซื้อขาย ดังนั้นแนวทางในการส่งคำสั่ง Stop Order จะประกอบไป 2 ส่วน คือ

1 เงื่อนไขของราคา (Condition) ที่จะให้โปรแกรมช่วยเฝ้า ได้แก่ ถ้าหุ้น INTUCH ราคาสูงกว่าหรือเท่ากับ 75.00 (Trigger Stock = INTUCH , Trigger Price = 75.00 , Trigger Cond. คือ Last Price >= Trigger Price)
2 คำสั่งที่จะส่งเข้าตลาด (Order) คือ ซื้อหุ้น INTUCH จำนวน 10,000 หุ้น ในราคาไม่เกิน 75.25  (Buy , Stock =INTUCH , Vol = 10,000 ,  Price = 75.25)

เมื่อเราส่งคำสั่ง Stop Order แล้วโปรแกรมจะคอยเฝ้าตลาดแทนเรา ตลอดเวลาที่ราคายังไม่เข้าเงื่อนไข คือ ราคายังไม่สูงกว่าหรือเท่ากับ 75.00 คำสั่งซื้อหุ้นจะยังไม่ถูกส่งเข้าไปในตลาด เมื่อไหร่ที่ราคาเพิ่มสูงขึ้นจนมีการซื้อขายจริงที่ราคา 75.00 หรือมากกว่า คำสั่งซื้อหุ้น INTUCH จำนวน 10,000 หุ้น ที่ราคา 75.25 จะถูกส่งเข้าตลาดทันที แต่เราไม่ต้องกลัวนะครับว่าราคาที่เราจะซื้อได้คือ 75.25 เพราะถ้าราคาตลาดขณะนั้นมี Offer ต่ำกว่า 75.25 เราก็จะซื้อได้ตามราคาที่ Offer ในขณะนั้น

สถานการณ์ที่ Condition Stop Order  จะช่วยอำนวยความสะดวกให้เราในการขายหุ้นเพื่อขายทำกำไรหรือตัดขาดทุน

สมมุติว่าปัจจุบันราคาหุ้น CK อยู่ที่ 26.75 แต่ยังไม่เป็นราคาที่เราสนใจจะขาย เราอยากจะขายหุ้น CK (ไม่ว่าจะขายเพื่อล็อคกำไรหรือขายเพื่อตัดขาดทุนก็ตาม) แต่เรากำหนดไว้ในใจว่าถ้าราคาหลุดแนวรับที่ 24.00 ลงไปจะขายหุ้นทิ้ง เช่นถ้าราคาลงไปถึง 23.75 แต่ว่าราคา 23.75 เป็นราคาที่อยู่ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน ไม่สามารถส่งคำสั่งขายได้ทันที เพราะถ้าเราส่งคำสั่งขายที่ 23.75 เข้าไปที่ตลาด คำสั่งขายของเราจะ matched เนื่องจากราคาสั่งขายของเราอยู่ต่ำกว่าราคาตลาด

ในสถานการณ์แบบนี้เราก็คงต้องนั่งเฝ้าราคา หรือต้องสั่งเจ้าหน้าที่การตลาดของเราให้ช่วยเฝ้าราคาหุ้นให้โดยบอกว่า “คุณมาร์เก็ตติ้งครับขอรบกวนอีกครั้งนะครับช่วยเฝ้าหุ้น CK ให้หน่อย ถ้าราคาหลุด 24.00 ลงไปถึง 23.75  ก็ให้โยนซ้ายขายหุ้นตามไปเลยนะ แต่อย่าขายต่ำกว่า 23.50 ละกันนะ เอาหมดพอร์ทเลย 100,000 หุ้น”  ซึ่งความเสี่ยงที่เราจะต้องเจอก็เหมือนเหตุการ์ก่อนหน้านี้ครับเดิมครับ ถ้าหุ้นลงจริงแล้วมาร์ของเราลืมเฝ้าหรือขายให้ไม่ทัน เราก็คงจะพลาดโอกาสในการขายหุ้น

จากเหตุการณ์ข้างต้นคำสั่งประเภทที่เหมาะกับความต้องการคือ Condition Stop Order อีกเช่นเดียวกัน โดย

1. เงื่อนไขของราคา (Condition) ที่จะให้โปรแกรมช่วยเฝ้า  คือ ถ้าหุ้น CK ราคาต่ำกว่าหรือเท่ากับ 23.75  (Trigger Stock = CK , Trigger Price = 23.75 , Trigger Cond. คือ Last Price <= Trigger Price)

2. คำสั่งที่จะส่งเข้าตลาด (Order) : ขายหุ้น CK จำนวน 100,000 หุ้น ในราคาไม่เกิน 23.50 (Sell ,Stock = CK , Vol = 100,000 , Price = 23.50)

เมื่อเราส่งคำสั่ง Stop Order แล้วโปรแกรมจะคอยเฝ้าตลาดแทนเรา ตลอดเวลาที่ราคายังไม่เข้าเงื่อนไข คือ ราคายังไม่ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 23.75  คำสั่งขายหุ้นจะยังไม่ถูกส่งเข้าไปในตลาด แต่ถ้าราคาเริ่มลดลงจนมีการซื้อขายจริงที่ราคา 23.75 หรือต่ำกว่า คำสั่งขายหุ้น CK จำนวน 100,000 หุ้น ที่ราคา 23.50 จะถูกส่งเข้าตลาด ไม่ต้องกังวลเราจะขายได้ที่ราคา 23.50 เท่านั้นนะครับ เพราะถ้าราคาตลาดขณะนั้นมี Bid สูงกว่า 23.50 เราก็จะซื้อได้ตามราคาที่ Bid

จากที่เล่ามาทั้งหมดเลยเป็นเหตุผลว่า ทำไมพอพ่อลูกอ่อนรู้ว่ามีคำสั่ง Condition Stop Order สำหรับการซื้อขายหุ้นให้ใช้แล้ว จึงรู้สึกว่า “มันใช่…มันดีงามอะ….น้ำตาพ่อลูกอ่อนจิไหล T_T ได้ใช้ Stop Order กับหุ้นแล้วครัชชชชชช” ตามที่เขียนไว้ในรีวิวตอนที่ 1 เพราะพ่อลูกอ่อนสามารถส่งคำสั่ง Condition Stop Order แล้วไปเล่นกับลูกได้เลยโดยไม่ต้องมาเฝ้าหน้าจอนั้นเอง ☺

สำหรับรีวิวตอนที่ 3 จะเป็นการจำลองสถานการณ์ที่จะใช้คำสั่งประเภท Bracket Order ให้ได้ชมกันว่า จะมีสถานการณ์ไหนบ้างที่เหมาะที่จะนำ Bracket Order ไปใช้งาน ฝากติดตามกันด้วยนะครับ สำหรับบทความนี้ต้องของจบแต่เพียงเท่านี้ครับ สวัสดีครับ….

สูตรการออมและลงทุนแบบพ่อลูกอ่อน

ถึงจะเป็นเทรดเดอร์ที่เล่นหุ้นเทคนิคแต่ว่าพ่อลูกอ่อนก็ต้องมีการจัดสรรสัดส่วนของออมเงินเพื่อใช้สำหรับเป็นอนาคตให้กับลูกน้อยกลอยใจเหมือนกันครับ 

วิธีการออมของผมคือ

เมื่อได้รับเงินเดือนหรือโบนัสจะหักเงินส่วนที่จะต้องออมออกมาเข้าบัญชีต่างหากทันที แล้วค่อยนำเงินที่เหลือไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ที่ทำแบบนี้เพราะพ่อลูกอ่อนเป็นคนใช้เงินเก่งถ้ามีเงินสดอยู่กับมือจะใช้จ่ายอย่างมือเติบจึงต้องหักดิบตัวเองด้วยวิธีนี้ นอกจากนั้นส่วนที่เอาไปลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนเพิ่มก็จะไม่นำเงินส่วนนั้นมาใช้จ่าย แต่จะสมทบเป็นทุนเพื่อลงทุนต่อเนื่อง

ช่วงวัยรุ่นก่อนแต่งงานพอร์ทของพ่อลูกอ่อนค่อนข้าง Aggressive มากครับ เงินออมส่วนใหญ่เอาไปลงทุนในหุ้นและอนุพันธ์เกือบทั้งหมด  โดยเป็นการเก็งกำไรล้วนๆครับ ไม่ได้ทำ DCA หรือซื้อหุ้นเพื่อการลงทุนระยะยาว   

หลังจากแต่งงาน

เป็นช่วงที่อายุมากขึ้น และ เงินเดือนที่ได้ก็มากขึ้น เงินออมที่มีเพิ่มขึ้นก็ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นเพื่อกระจายความเสี่ยงมากขึ้นโดยการนำเงินออมที่มีไปซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นเรือนหอโดยซื้อเงินสดเพราะไม่อยากมีภาระในการผ่อนและจ่ายดอกเบี้ย เริ่มซื้อกองทุน LTF และ RMF และประกันชีวิต เพื่อลดภาษี ลดสัดส่วนของพอร์ทที่เป็นการเก็งกำไรให้ลดลง และมีการซื้อหุ้นเพื่อลงทุนระยะยาว

โดยสัดส่วน อยู่ที่ 

อสังหาริมทรัพย์ 45%
หุ้นเก็งกำไร 30 %
หุ้นลงทุน 10 %
กองทุน LTF(หุ้นระยะยาว) 5%
RMF(เป็นกองทุนตราสารหนี้ทั้งหมด) 5%
ประกันชีวิต 5%

พอเริ่มมีพยานรักตัวน้อยๆ พอร์ทก็ค่อนข้างโตขึ้น ก็เริ่มมีการลงทุนที่ หลากหลายและลดความเสี่ยงมากขึ้น โดยลดในส่วนของหุ้นเก็งกำไรลง และมีการเพิ่มกองทุนอสังหาริมทรัพย์ และแอบเก็บทองคำไว้นิดนึงเผื่ออนาคตลูกน้อยๆจะได้เอาไว้หมั้นสาว 

โดยสัดส่วนของพอร์ทปัจจุบัน
อสังหาริมทรัพย์ 35%
กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 20%
หุ้นระยะยาว 10%
หุ้นเก็งกำไร 18%
กองทุน LTF(หุ้นระยะยาว)
5% RMF(เป็นกองทุนตราสารหนี้ทั้งหมด) 5%
ประกันชีวิต 5% ทองคำ 2%

21/27 ทำไมคนถึงเป็นหนี้ [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

หนี้สินเป็นคำที่หลายๆคนพบเจออยู่และไม่ชอบเอาซะเลย สำหรับคำที่มีหนี้แล้วมันก็เหมือนสิ่งที่เกาะกินหัวใจและเงินในกระเป๋าตังเราอยู่ตลอดเวลา ประมาณว่าเงินเดือนออกปุ๊ปก็แค่ผ่านบัญชีธนาคารเพื่อไปใช้หนี้ที่สะสมอยู่ จริงๆแล้วหนี้มันก็เกิดขึ้นในหลายรูปแบบนะครับ แต่แบบที่เราจะพบเจอกันบ่อยๆก็คือหนี้สินที่เกิดจากการใช้จ่ายเกินตัว เช่น มีเงินอยู่ 20,000 บาท ใช้จ่ายไป 25,000 บาท โดยเงินส่วนเกินที่งอกออกมา 5,000 บาทนั้นก็ต้องมีที่มาอยู่แล้ว แต่มันไม่ใช่เงินเรานะสิ มันเป็นเงินที่เราให้คนอื่นออกก่อน ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตธนาคาร บัตรกดเงินสด หรือการค้างชำระใครซักคงโดยสัญญาว่าในอนาคตจะเอาเงินมาใช้คืนให้หมด

หลายคนเป็นหนี้ไม่จบไม่สิ้นเพราะความเคยชินในการใช้จ่ายเกินตัว เดือนแรกเป็นหนี้ 5,000 บาท เดือนต่อมาเป็นหนี้ 6,000 บาท และเดือนต่อมาก็เป็นหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งหนี้สินมันไม่ได้เป็นเรื่องของการยืมเงินเฉยๆ แบบว่ายืมมา 5,000 คืนกลับ 5,000 แต่หนี้สินมันออกลูกออกหลานได้ซึ่งเราเรียกว่าดอกเบี้ย! ทำให้เงินที่จะต้องจ่ายคืนนั้นมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆตราบใดที่เรายังคงสภาพการเป็นหนี้อยู่ จึงไม่แปลกใจใช่ไหมครับว่าทำไมคนเราจึงเป็นหนี้ซ้ำซ้อน ยืมเงินมาเท่าไหร่ก็ใช้ไม่หมดซักที

หนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายเกินตัวมันมีสาเหตุมาจากอะไรบ้างล่ะ? เท่าที่ผมสังเกตจากคนรอบข้าง มันก็มีที่มาจากเหตุผลเหล่านี้ล่ะครับ

1. ค่านิยมในการบริโภคสินค้า

ผมว่าใครๆก็อยากมีไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตที่ดีนะครับ และในยุคนี้มันเป็นยุคของโลกโซเชียวด้วยนะ เวลามีอะไรเด็ดๆ น่าสนใจ ทั้งโฆษณา แชร์ แท็คกันสารพัดจนกลายเป็นกระแสที่เราจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าหากใครไม่ได้ลิ้มลองสินค้า ซื้อของยอดฮิต หรือใช้บริการสิ่งใหม่ๆ ก็อาจจะกลายเป็นคนตกเทรนไปก็ได้ ต้องอย่าลืมนะครับว่าของใหม่ๆหลายๆอย่างมันจะออกมาด้วยราคาที่แสนแพงและถ้ามองลึกๆแล้วก็ไม่รู้ว่าเราจำเป็นกับค่าใช้จ่ายขนาดนั้นจริงๆหรือเปล่า

แต่อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรหรอกครับกับการที่เราจะเดินตามค่านิยมและกระแส เพียงแต่ผมคิดว่าเราเองก็ต้องสำรวจความเป็นจริงในตัวเราเองด้วยว่าสิ่งที่เรากำลังจับจ่ายใช้สอยเนี่ยมันเกินฐานะที่เราเป็นอยู่หรือเปล่า ถ้าเราเดินตามกระแสการบริโภคไปเรื่อยๆโดยไม่ได้ยับยั้งชั่งใจว่ามันส่งผลกระทบต่อรายจ่ายของเรามากขนาดไหน ผมเชื่อว่ามันก็มีความเสี่ยงนะครับที่เราจะพบการเป็นหนี้ได้นะครับและหลายๆคนก็เกิดปัญหาอย่างงี้มาแล้วเช่นกัน

โดยส่วนตัวผมว่าเราไม่ต้องตามกระแสทุกอย่างก็ได้นะ เพียงแค่ลองดูว่าสิ่งไหนที่น่าสนใจและมีความสมเหตุสมผลในการใช้จ่ายเมื่อเทียบกับรายได้ที่เรามีอยู่ก็สามารถสร้างไลฟ์สไตล์ได้ล่ะ และถ้าเราอยากมีมากขึ้นก็ค่อยๆขยับขยายตามฐานะที่ดีขึ้นของเราก็ยังไม่สายหรอก ที่สำคัญคือเราได้พบกับสิ่งที่เราชอบด้วยและหลีกหนีจากกการเป็นหนี้ได้ด้วยเช่นกัน

2. อะไรที่ได้มาง่ายๆนี่ชอบ

ในสมัยที่ผมยังเป็นเด็กๆนั้นเวลาอยากได้อะไรก็ต้องเก็บเงินทีละนิดๆ กว่าจะซื้อของได้แต่ละชิ้นนั้นยากลำบากน่าดู แต่ในปัจจุบันทั้งอายุที่มากขึ้นพร้อมๆกับเครื่องมือทางการเงินที่มีการพัฒนามาขึ้นเรื่อยๆทำให้การซื้อของใช้บริการสิ่งต่างๆกลับดูมันง่ายขึ้นอีกเยอะ จากการที่เราจะเก็บเงินไว้ในออมทรัพย์แล้วไปถอนเงินที่มีอยู่ไปซื้อสินค้า แต่ตอนนี้มันง่ายกว่านั้นเยอะเพราะเราสามารถใช้ได้ทั้งทั้งบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด โดยที่เราไม่ต้องมีเงินก็ได้ จ่ายด้วยบัตรไปก่อน พูดง่ายๆว่ารูดไปก่อน จ่ายเงินที่หลัง ทั้งหมดนี้เป็นการใช้เงินในอนาคตไปโดยปริยาย อีกทั้งถ้าไม่มีเงินจริงๆก็สามารถผ่อนชำระ 0% ผ่านบัตรเครดิตได้อีก ก็เป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้ล่วงหน้าหลายๆเดือนเลยนะครับ

พออะไรมันง่ายไปหมดมันก็เป็นหนี้กันง่ายขึ้นใช่ไหมครับ เรื่องแบบนี้ผมว่าเราเองอาจจะต้องยับยั้งชั่งใจกันหน่อยดีกว่า บางทีเราเห็นโปรโมชั่นเด็ดๆ กับการผ่อนชำระแบบสะดวกสบายปุ๊ปมันก็เกิดอารมณ์อยากได้ขึ้นมาง่ายๆก็ได้ ก็ต้องมาสำรวจกันอีกครั้งว่า แท้จริงแล้วเราอยากได้มันเพราะอะไร? เพราะตัวสินค้าหรือเพราะว่ามันซื้อได้ง่ายกว่าเดิม?

แต่เอาเข้าจริงนะ การตลาดก็คือการตลาดนั่นล่ะ ไม่ซื้อวันนี้หมดเขตโปรโมชั่นไป วันหน้าก็มีโปรโมชั่นใหม่ให้เราได้พิจารณาอีกล่ะครับ เก็บเงินไว้ก่อนดีกว่า เอาไว้เมื่อเราอยากได้จริงๆและพร้อมในเรื่องการเงินค่อยซื้อก็ได้

3. เรื่องออมเป็นเรื่องที่ทำยาก

ผมเชื่อว่าถ้ามีสินค้าชิ้นหนึ่งที่เราอยากได้แต่มูลค่ามันสูงกว่าเงินออมต่อเดือนของเราประมาณ 10 เท่า หลายๆคนก็คงเลือกจะใช้วิธีผ่อนไปก่อนและจ่ายเงินที่หลังมากกว่าการเก็บเงินออมไว้ 10 เดือนแล้วนำเงินก้อนไปซื้อของใช่ไหมครับ เพราะอย่างน้อยก็คือเราได้ของมาในทันทีและไม่ต้องมานั่งลุ้นด้วยว่าของที่เราอยากได้ในอีก 10 เดือนมันจะยังคงมีอยู่ให้เราซื้อหรือเปล่า

และอีกอย่างที่สำคัญก็คือหลายๆคนมองว่าการเป็นหนี้และต้องจ่ายเงินตามรอบบิลนั้นจะทำให้เขาสร้างวินัยในการใช้จ่ายเงินมากกว่าการที่เราค่อยๆเก็บออมด้วยตัวเองโดยไม่มีเงื่อนไขอะไร ประมาณว่าถ้าไม่จ่ายหนี้จะเจอดอกเบี้ย มันเลยทำให้เรากลัวจนต้องจ่ายอย่างมีวินัยแต่ถ้าหากเก็บเองอาจจะเจอภาวะการเก็บบ้างไม่เก็บบ้าง อารมณ์ดีก็เก็บได้ อารมณ์ไม่ดีก็ไม่เก็บและสุดท้ายมันก็ทำให้รา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save