[ซีรีย์] ขายของออนไลน์ สบายใจเรื่องภาษี [1] : ความรู้เกี่ยวกับ E-Commerce

สวัสดีครับ เผลอแปบเดียวก็เข้าสู่ช่วงปลายปีอีกแล้ว ดังน้ัน @TAXBugnoms ขอฝากซีรีย์ดีๆก่อนจะข้ามพ้นปีใหม่ให้อ่านกันสักหน่อยนะครับ (มันเกี่ยวกันตรงไหนฟระ – -” ) เพราะว่ามีคนถามเข้ามามากๆเลย เกี่ยวกับเรื่องการขายของผ่านอินเตอร์เน็ตว่าจะต้องเสียภาษีอย่างไร แบบไหน  อย่างไร ยังไงดี ไม่เสียจะโดนจับไหม ฯลฯ ดังนั้นคราวนี้เลยถือโอกาสเขียนซีรีย์เพื่ออธิบายวิธีการให้เข้าใจง่ายๆกันเลยดีกว่าครับ

สำหรับคนที่กำลังทำการค้าขายในบนโลกออนไลน์นั้น ขอบอกชัดๆเลยครับว่า “รายได้ส่วนนี้ต้องเสียภาษี” และการหลบหนีไม่จ่ายนั้นก็แปลว่าเราทำผิดกฎหมายอยู่นั่นเองครับ และทีสำคัญกรมสรรพากรได้พยายามตรวจสอบอย่างเคร่งครัดเพื่อจัดการกับคนหนีภาษีกลุ่มนี้อยู่ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา

ถ้าเพื่อนๆพีๆน้องๆ เป็นคนหนึ่งที่ทำธุรกิจ ผมอยากจะแนะนำให้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ว่า “เสียภาษีให้ถูกต้อง” ดีกว่าไม่เสียเพราะว่าถูกใจ เพราะสุดท้ายถ้าพี่สรรพากรเค้ามาเจอเมื่อไร พูดสั้นๆได้คำเดียวว่า “บรรลัย” แน่นอนล่ะครับ พี่น้องงงง

แต่ในตอนแรกนี้ ก่อนที่เราจะหักโหมเรื่องภาษี ขอเริ่มต้นเบาๆที่เรื่องความรู้ในธุรกิจ E-Commerce กันก่อนดีกว่าครับ โดยลำดับแรกนั้นเราเข้าใจนิยามของคำว่า “ผู้ประกอบการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” กันก่อนดีกว่าครับ

คำว่า ผู้ประกอบการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นั้น หมายถึง ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าและบริการโดยผ่านคอมพิวเตอร์ และระบบสื่อสารโทรคมนาคมหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือแปลว่าง่ายๆว่า “ใครที่ประกอบธุรกิจผ่านคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต” นั่นเองครับ

โดยการใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อธุรกิจนั้น ถือว่าเป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็วและว่องไวอยู่มาก เรียกได้ว่าถ้ามาถูกที่ถูกเวลาและถูกจังหวะ ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จได้แน่นอนครับ โดยผู้ประกอบการที่ว่ามานี้ ย่อมมีวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจที่แตกต่างกันไป และเราสามารถแบ่งออกเป็น 6 ประเภท ดังนี้

สร้างเว็บไซต์เพื่อการประชาสัมพันธ์องค์กร

เป้าหมายของกลุ่มนี้ ต้องการแค่บอกว่ากิจการทำอะไร หากใครสนใจก็หาทางติดต่อมาเองละกันนะ

สร้างเว็บไซต์เพื่อแสดงสินค้าในรูปแบบต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็น

1. แคตตาล็อค

ให้รายละเอียดสินค้า หรือโชว์ผลงานต่างๆลงเว็ปไซด์ เพื่อความสะดวกสบายในการนำเสนอผลงานผ่านออนไลน์

2. โชว์รูม

เพื่อไว์โชว์สินค้าหลักและสินค้าใหม่บางส่วนที่ต้องการนำเสนอให้ลูกค้า

3. งานแสดงสินค้า

เป็นการรวบรวมเว็บไซต์ หรือสินค้าประเภทเดียวกันมาจัดแสดงไว้ในเว็บไซต์เดียวกัน เช่น พวก Web Directory ต่างๆ

สร้างเว็บไซต์เพื่อการค้า หรือ e-Commerce

สำหรับกลุ่มนี้ถือว่าเป็นเว็บไซต์ที่แสดงรายการสินค้าไว้พร้อมกับระบบที่ให้ผู้เข้าเว็บสามารถสั่งซื้อสินค้าได้โดยตรง เช่น เวปขายของออนไลน์ต่างๆ

สร้างเว็บไซต์เพื่อเป็นศูนย์กลางซื้อขาย  หรือe-Marketplace / e-Marketexchange

เพื่อให้ผู้ซื้อได้พบผู้ขาย และมีระบบต่างๆ เช่น ระบบการจ่ายเงิน ระบบการขนส่งสินค้า ไว้บริการลูกค้าเพิ่มเติม

สร้างเว็บไซต์เป็นเครือข่าย

เพื่อใช้เฉพาะผู้ขายที่เป็นตัวแทนในเครือข่ายของตนเองเข้ามาใช้งาน

สร้างเว็บไซต์เพื่อเป็นช่องทางการขาย

หรือเพื่อเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการขาย

เอาล่ะคร้าบบบ
หลังจากที่รู้จักประเภทเว็ปไซด์ตามวัตถุประสงค์กันแล้ว
ต่อมาเรามารู้จักประเภทของธุรกิจกันต่อดีกว่า

ประเภทของการทำธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

1. B2C (Business to Customer)

คือ การขายโดยตรงของผู้ขายสู่ผู้บริโภค เช่น เว็บไซต์ขายหนังสือออนไลน์ โดยมีกลุ่มลูกค้าผู้ที่สนใจซื้อหนังสือ มีบริการส่งของ ชำระเงิน ตัดบัตรเครดิต ฯลฯ

2. B2B (Business to Business)

คือ การขายระหว่างผู้ขายกับผู้ขาย เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน หมายความรวมถึงการขายส่ง การทำการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain Management) หรือแม้แต่เว็บไซต์ที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ที่ต้องการซื้อสินค้า/ บริการ กับผู้ให้บริการธุรกิจ รถเช่า ดำน้ำ สปาร์ กอล์ฟ สวนสนุก เป็นต้น

3. C2C (Customer to Customer)

เป็น การขายระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเอง เช่น การติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารในกลุ่มคนที่มีการบริโภค หรือบุคคลทั่วไปอาจจะทำการแลกเปลี่ยนสินค้ากันเอง ขายของมือสอง เป็นต้น

4. B2G (Business to Government)

คือ การประกอบธุรกิจระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่เรียกว่า e-Government Prcurement

5. G2C (Government to Customer)

คือ การบริการของภาครัฐสู่ประชาชนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิคส์ เช่นการเสียภาษีผ่านอินเตอร์เน็ตของเวปไซด์กรมสรรพากร

สำหรับวันนี้ @TAXBugnoms ขอแนะนำให้รู้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ และในตอนต่อไป เราจะมาค่อยๆเจาะลึกลงไปเรื่องภาษีกันอีกครั้ง รับประกันได้เลยว่าซีรีย์นี้อ่านแล้วคุ้มสุดๆครับ และถ้าใครมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้สามารถ Comment ถามไว้ได้เลยนะคร้าบบบบ

สามารถอ่านซีรี่ย์ ขายของออนไลน์ สบายใจเรื่องภาษี ต่อได้ที่

ขอบคุณข้อมูล : ความรู้เกี่ยวกับอีคอมเมอซ์ จากเวปไซด์กรมสรรพากร

[Review] แนะนำกองทรัสต์เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ออกใหม่ LHSC

สวัสดีครับ ผมหมอนัท @คลินิกกองทุน หลังจากที่หายหน้าหายตาไปนาน จากการเขียนแนะนำกองทุน แต่ไม่ต้องห่วงครับ วันนี้ผมเอาเรื่องที่น่าสนใจ มาฝากให้กับทุก ๆ คนครับ

เร็ว ๆ นี้ผมได้ข่าวเกี่ยวกับกอง REIT อ่านว่า “รีท” นั่นเอง ว่าแต่ประเด็นของวันนี้ไม่ใช่เรื่องการออกเสียงแต่อย่างใด แต่ผมกำลังจะเล่าถึงกอง REIT ที่น่าสนใจให้ฟังครับ นั่นก็คือ กองทรัสต์ LHSC หรือ LH Shopping Centers Leasehold REIT ของกลุ่มแลนด์แอนด์เฮ้าส์ เจ้าพ่อยักษ์ใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ของไทย นั่นเองครับ

แต่ก่อนอื่นที่จะไปถึงรายละเอียดต่าง ๆ ของกองทรัสต์ LHSC นี้ ผมขอย้อนความ และเล่าถึงความหมายของกอง REIT นี้ก่อนนะครับว่ามันคืออะไรกันแน่ ผมเชื่อว่าหลายท่านคงจะคุ้นชินกับ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์แน่ ๆ ใช่ไหมครับ? ซึ่งแน่นอนว่ามีมากมายหลายแบบ ทั้งกองทุนรวมอสังหาฯ ที่ไปลงทุนในสิทธิการเช่าหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ เช่น ศูนย์การค้า โรงแรม อาคารโรงงาน/คลังสินค้า อาคารสำนักงานให้เช่า เป็นต้นครับ

แต่เจ้า REIT นี้ หรือที่เราเรียกว่า กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust) ถ้าว่ากันตามจริงแล้ว REIT มันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรครับ คล้ายกับเจ้ากองทุนรวมอสังหาฯ แบบเดิมนั่นแหละครับ เพียงแต่ว่าได้มีการพัฒนากฎเกณฑ์ และมีเรื่องของทรัสต์เข้ามาเกี่ยวข้อง (หลายท่านคงจะคิดว่า เรื่องกอง REIT ยังไม่ทันเคลียร์ ดันมีเจ้าทรัสต์มาอีก งง กันเลยละซิครับ) ซึ่งท่านสามารถอ่านรายละเอียดของทรัสต์ ได้ที่นี่ครับ ซึ่งแน่นอนว่ามีข้อดีมากขึ้นจากองทุนรวมอสังหาฯ แบบเดิม

ทั้งนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ต่างๆ ก็เพื่อให้เกิดการพัฒนาของการลงทุนในอสังหาฯ ที่ดีขึ้นและเหมาะสมขึ้น ที่สำคัญคือ หลังจากปี 2556 เจ้ากองทุนอสังหาฯ จะไม่สามารถขออนุมัติ จัดตั้งได้ครับ แต่กองทุนรวมอสังหาฯ ที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จะอยู่ในรูปแบบของกอง REIT ทั้งหมดครับ ต้องบอกก่อนว่ากองทุนรวมอสังหาฯ มีแค่ในประเทศไทยที่เดียวนะครับ ประเทศอื่นอยู่ในรูปแบบของกอง REIT กันหมด และ ก.ล.ต.ได้ปรับกฎเกณฑ์ และรูปแบบของการลงทุนในอสังหาฯ ดังกล่าวให้เหมาะสมและเป็นสากลมากขึ้น

แล้วกอง REIT นี้ต่างจาก กองทุนอสังหาฯ ทั่วไปอย่างไรละ โดยส่วนใหญ่จะแตกต่างกันในเรื่องของขอบเขตในการลงทุนครับ เช่น กอง REIT สามารถไปลงทุนกับสินทรัพย์ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ หรือสินทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศและสามารถกู้ยืมเงินมาลงทุนได้มากขึ้นอีกด้วยครับ แต่ผมขอแนะนำสั้น ๆ อย่างนี้ครับว่า ให้ท่านนักลงทุนทั้งหลาย ลองอ่านรายละเอียดต่างๆ ได้จากที่นี่ครับ ซึ่งมีรายละเอียดต่างๆ ความเหมือน และแตกต่างของ กองทุนรวมอสังหาฯ และ กอง REIT รวมถึงข้อกำหนดที่น่าสนใจไว้อย่างดีเลยครับ ->> http://www.set.or.th/th/products/listing/files/Brochure_REIT.pdf

วิธีการลงทุนกับกอง REIT

ก่อนจะเริ่มผมขอให้แนวคิดเพิ่มเติมเพื่อเป็นแง่มุมในการลงทุนกอง REIT เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจนะครับ

  1. ก่อนอื่นต้องดูว่า ประเภททรัพย์สินที่เราจะลงทุนเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในธุรกิจอะไร เช่น อาคารโรงงาน/คลังสินค้า ศูนย์การค้า เป็นต้น เพื่อให้เราเข้าใจในทรัพย์สินที่เราลงทุน และความเสี่ยงของธุรกิจประเภทนั้นๆ และตอบให้ได้ว่า แนวโน้มของอัตราผลตอบแทนเป็นที่พอใจหรือไม่ รวมถึงเข้าใจก่อนว่าในระยะยาวแล้วอัตราผลตอบแทนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นนักลงทุนควรพิจารณาโอกาสการเติบโตควบคู่กับระยะเวลาของการลงทุนด้วย เช่น มีการขึ้นค่าเช่าหรือไม่อย่างไร
  2. ผู้จัดการกองทรัสต์ (REIT Manager) และผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ (Property Manager)  เป็นมืออาชีพหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่า REIT Manager และผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องบริหารทรัพย์สินโดยให้มีอัตราผลตอบแทนในการลงทุนเป็นไปตามที่คาดหวัง ได้แก่ การเจรจาต่อรองราคาค่าเช่า ออกนโยบายต่างๆ ที่ทำให้เกิดการพัฒนาที่ดีขึ้นของโครงการ บริหารจัดการไม่ให้มีการกู้ยืมมากเกินไป ฯลฯ เรียกได้ว่า ถ้าเรามีผู้บริหารที่ดีแล้วละก็ ผลตอบแทนที่ได้ก็ไม่น่าผิดเพี้ยนไปจากที่คาดหวังครับ
  3. สภาพคล่องและขนาดของกองทุน แน่นอนว่าถ้าเป็นกองทุนขนาดใหญ่ มีผู้ถือครองมากก็มีแนวโน้มว่า หลังจากกอง REIT เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อ-ขายแล้ว เราจะมั่นใจได้ว่า ถ้าหากฉุกเฉินต้องใช้เงินที่เราลงทุนไป เราจะสามารถขายเพื่อที่จะนำเงินออกมาใช้ได้อย่างไม่ติดขัด
  4. ภาพรวมของ REIT เป็นอย่างไร? เช่นทำเลที่ตั้งดีหรือไม่, มีคนเช่าหลากหลายหรือไม่, มีกลุ่มลูกค้าเป็นใครและคุณภาพสินทรัพย์ดีหรือไม่ สุดท้ายคือ อัตราการเช่าสูงพอที่จะทำให้เราได้ผลประโยชน์ตอบแทนตาม

คราวนี้เรามาถึงพระเอกของเราในคราวนี้ครับ ว่ามีรายละเอียดอย่างไรกันบ้าง และทำไมถึงน่าสนใจ เรามาเริ่มกันเลยครับ

ภาพรวมทั่วไป

ชื่อกอง : LHSC หรือ LH Shopping Centers Leasehold Real Estate Investment Trust
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์
(โครงการศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21)

เนื่องจากมีคำว่า Leasehold อยู่ด้วย นั่นก็หมายความว่า เราลงทุนในสิทธิในการเช่าครับ ไม่ได้เป็นเจ้าของ

หลายท่านอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจว่าสิทธิการเช่ามันต่างกับการเป็นเจ้าของอย่างไร ผมอธิบายคร่าวๆ แบบนี้ครับ ก็เหมือนกับเซ้งที่หรือห้องเช่าระยะยาวนะครับ สิทธิการเช่าเมื่อหมดอายุแล้ว หากไม่สามารถต่ออายุได้ ก็จะต้องคืนสิทธิให้กับเจ้าของที่หรือเจ้าของห้องเช่าครับ หลายท่านอาจจะคิดว่า แล้วมันคุ้มหรือที่สุดท้ายแล้วก็ต้องคืนให้เจ้าของไป ถ้าเป็นสิทธิการเป็นเจ้าของเรายังมีที่ดิน หรืออาคารอยู่ ถ้าเป็นสิทธิการเช่าแล้วเงินต้นที่ลงทุนไปละ ??

การลงทุนในสิทธิการเช่านั้น จะมีโอกาสได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการลงทุนที่มักจะสูงกว่าสิทธิการเป็นเจ้าของที่ดินหรืออาคารครับ ทั้งนี้ก็เพื่อชดเชยเงินต้น หรือมูลค่า NAV ที่จะลดลงกลายเป็น 0 เมื่อเลิกกอง และการคืนอสังหาฯ ให้กับเจ้าของเดิม

10 กองทุนน่าสะสม สำหรับมนุษย์เงินเดือน

สวัสดีครับ ท่านนักลงทุนในกองทุนรวมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นมือเก่า มือใหม่ หรือ มือฉมัง

ผมหมอนัท คนดี คนเดิม ที่เพิ่มเติม คือ แก้ไขบทความใหม่ครับ 55+

บทความนี้เป็นบทความที่ผมได้เขียนไว้ค่อนข้างนานมากแล้ว และมีหลาย ๆ ท่านได้เรียกร้องให้มีการอัพเดตกองทุนด้วยว่า มีกองทุนไหนที่น่าสนใจบ้าง และจากที่เคยแนะนำไปนั้น กองทุนต่าง ๆ ยังคงเป็นกองทุนที่น่าลงทุนอยู่หรือไม่  รวมถึง มีกองทุนอื่น ๆ กองทุนไหนบ้างที่เหมาะกับ พนักงานเงินเดือนอย่างพวกเรา !! คือ สามารถทยอยสะสมเพื่อลงทุนระยะยาวได้

แต่ก่อนจะไปถึง “กองทุนน่าสะสม”  เรามาดู “วิธีการซื้อกองทุน การเลือก รวมถึงขั้นตอนการลงทุนกับกองทุนรวมแบบง่ายๆ” กันนะครับ

1. ก่อนลงทุนนักลงทุนทั้งหลายก็ควรจะมีเงินเก็บประมาณ 3-6 เท่าของรายได้ต่อเดือน

ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นเงินฉุกเฉินครับ เวลาเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อย ๆ ก็สามารถอยู่ได้อีก 3-6 เดือน โดยที่ไม่ต้องไปรบกวนเงินที่เรากำลังลงทุนอยู่นั่นเองครับ จากนั้นค่อยนำเงินทีเก็บได้ในแต่ละเดือนไปลงทุนกัน

2. เปิดบัญชีกองทุน

ซึ่งอันนี้แล้วแต่สะดวกครับ แต่ผมแนะนำว่าให้เปิดบัญชีกับ ตัวแทนซื้อขาย หน่วยลงทุนจะดีกว่า เนื่องจากมีกองทุนให้เลือกค่อนข้างมาก และเดี่ยวนก็ซื้อขายได้สะดวกมากกว่าแต่ก่อนด้วยนะครับ

2.1 ซื้อที่ธนาคาร

ข้อดีคือ สะดวก ง่าย ไว เพราะอยุ่บริเวณใต้ตึกสำนักงานของบริษัท ฯ ต่าง ๆ แต่ ข้อเสียคือ มีกองทุนให้เลือกเฉพาะของ บลจ. ที่เป็นของธนาคารนั้น ๆ ถึงแม้ว่าหลัง ๆ ธนาคารทหารไทย จะเริ่มนำกองทุนของ บลจ. อื่น ๆ เข้ามามากขึ้นแต่ก็ยังคงไม่ครอบคลุมกับ บลจ. อื่น ๆ ครับ

2.2 ซื้อผ่าน บลจ. ผู้ออกกองทุน

อันนี้ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันครับ แต่ก็ซื้อกองทุนได้จำกัด เช่นเดียวกับวิธีแรกครับ

2.3 ซื้อผ่าน บล. หรือ บลน. ที่เป็นนายหน้าซื้อขาย กองทุน

ซึ่งค่อนข้างสะดวกพอสมควร เนื่องจากมีให้เลือกหลากหลาย แต่ข้อเสียคือ ถ้าซื้อกองทุนเยอะ ๆ แทนที่จะได้สิทธิพิเศษต่าง ๆ จากธนาคาร หรือ บลจ. ก็จะไม่ได้ครับ

3. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน

เพราะว่าถ้ามีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วละก็ จะทำให้เราสามารถวัดผล หรือ ติดตามผล หรือ รู้ว่าจะต้องออม หรือ ลงทุนต่อเดือนเท่าไหร่กันแน่ครับ อ่านเพิ่มเติมได้

4. จากนั้น ก็เลือกกองทุนกัน

ลองอ่านตรงนี้ก่อนนะครับ จากนั้น ก็อ่าน Fund fact sheet เพื่อที่จะได้ทราบแนวคิดการลงทุนของกองทุนเบื้องต้น หาข้อมูลให้เยอะเข้าไว้ เวลาลงทุนแล้วจะได้ไม่ข้องใจ ถ้าหากมีความผันผวนเกิดขึ้นระหว่างลงทุน ส่วนกองทุนที่ไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศ ก็หาผลตอบแทนของกองทุนแม่ หรือ master fund เพื่อที่จะได้ทราบรายละเอียดการลงทุนให้แน่ชัด โดยอาจจะสอบถามจาก บลจ. ที่เป็นผู้ออกกองทุนก็ได้ครับ

5. หาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจ

เช่น ผลตอบแทนย้อนหลัง ความเสี่ยง วิธีการจัดการกองทุน โดยอาจจะหาจาก Webboardต่าง ๆ  หรือ Website ที่เกี่ยวกับกองทุนรวม เช่น Morningstar, Siamchart, Thai Mutual Fund และ AIMC เพื่อหากองทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ มากกว่ากองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงเพียง 1 ปี ครับ

6. ดูค่าธรรมเนียมกองทุนที่เหมาะสม

ถ้าละเลยและเลือกกองทุนที่ค่าธรรมเนียมการจัดการแพงมาละก็ เราไม่ค่อยเห็นการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นว่าค่าธรรมเนียมจะมีผลอะไร แต่ถ้าเป็นระยะยาวเราอาจะเสียเงินค่าธรรมเนียมเป็นหมื่น- แสนได้ ดังนั้นให้เลือกดูกองทุนที่มีค่าใช้จ่าย Total Expense ratio ต่ำ ๆ จะดีกว่านะครับ กองทุน Active ไม่ควรเกิน 2 % กองทุน Passive ไม่ควรเกิน 1 % แต่ก็ไม่ได้เป็นกฏที่ตายตัวนะครับ ผมแค่ประมาณคราว ๆ เท่านั้นเองครับ จากประสบการณ์ ขึ้นกับความพอใจด้วยครับ ถ้ากองทุนให้ผลตอบแทนสูงมาก ถึงจะแพงก็น่าซื้อครับ

7. ตรวจสอบด้วยนะครับว่า เป็นกองทุนเปิด หรือ กองทุนปิด

– อย่าลืมดูว่าเป็นกองทุนประเภทที่ไม่ขายคือหน่วยลงทุนได้ก่อนเวลา หรือไม่ เพราะว่าถ้าเป็นกองทุนปิด อาจจะทำให้เราไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ก่อนเวลาที่กำหนดครับ ถ้าเกิดฉุกเฉินอาจจะนำเงินมาใช้ไม่ได้นั่นเองครับ ดังนั้นแบ่งเงินลงทุนให้ดี ๆ นะครับ และดูประเภทกองทุนด้วยครับ

7.1 Passive หรือ Active

– เลือกที่ใช่ เลือกที่ชอบครับ ถ้าท่านผู้อ่านงง ละก็ กดอ่านได้ที่นี่ ครับ

7.2 ปันผล VS ไม่ปันผล หรือ Auto redemption

– เลือกที่ใช่ที่ชอบเช่นกันครับ กดอ่านที่นี่ ครับ และ ที่นี่ด้วย

8. ป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน หรือไม่

–  อันนี้ต้องระวังมาก ๆ ในการลงทุนกับกองทุนที่ไปลงทุนกับกองทุนต่าประเทศอีกที ซึ่งจะมีผลกระทบต่อผลตอบแทนของเราพอสมควรเลยละครับ

9. ใช้เทคนิคเข้าช่วยเวลาซื้อกองทุน เทคนิคต่าง ๆ

ได้แก่  DCA (ซื้อทุกเดือนเดือนละเท่า ๆ กัน) // DCA + TIMING (ซื้อทุกเดือนเดือนละเท่า ๆ กัน ถ้าเดือนไหนมูลค่าหน่วยกองทุนที่จะซื้อลงต่ำมากกว่าต้นทุนเราให้ซื้อเพิ่ม) // Lump sum (ลงเงินเป็นก้อน) อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

10. ติดตามผลการลงทุน และ ทำการ Rebalance พอร์ตให้ความเสี่ยงคงที่ และ เหมาะกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา

วิธีการอยู่ที่นี่ครับ กดเลย

เมื่อเราได้วิธีดู และ เลือกกองทุนกันแบบคราว ๆ แล้วว่าเป็นอย่างไร

เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เรามาดูกันนะครับ ว่า “10 กองทุนน่าสะสม” มีอะไรบ้างครับ

1. ก่อนอื่นเลยถ้าไม่พูดถึงหรือ เอ่ยถึงคงไม่ได้ครับ กองทุนที่ผมจะพูดถึงก็คือ กองทุนหุ้น นั่นเองครับกองทุนที่ดูแล้ว เข้าตา และทำผลตอบแทนได้ดี และผมคิดว่าเป็นกองทุนที่น่าสนใจและจับตามองก็คือ

ABSM – กองทุน

20/27 แนวคิดต้องห้ามของคนอยากรวย [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าเราได้คุยกันในซีรีย์นี้มาถึงตอนที่ 20 แล้ว หลายๆคนก็คงจะได้แลกเปลี่ยนความคิดในการจัดการความมั่งคั่งของตัวเองเพื่อที่จะเปลี่ยนสถานะจากมนุษย์เงินเดือนธรรมดามาเป็นมนุษย์เงินเดือนแบบเศรษฐีไปไม่มากก็น้อยนะครับ การสร้างความมั่งคั่งทางการเงินนั้นมันเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยากอะไรหากเราลงมือทำอย่างมีวินัยนะครับ โดยหลักการมีเพียงการบริหารรายรับให้มากกว่ารายจ่ายและเกิดเงินออมได้ โดยเงินออมที่เราสร้างขึ้นมานั้นก็อาจจะนำไปต่อยอดในเรื่องการสร้างความมั่งคั่งในวิธีการลงทุนอื่นๆเพื่อให้เงินไปตามเพื่อนเข้ามาในกระเป๋าเรามากขึ้นครับ

การเดินทางเป็น 1,000 ลี้ ต้องเริ่มเดินตั้งแต่ก้าวแรก การสร้างอิสรภาพทางการเงินของเราก็เช่นกัน มันจะต้องเริ่มต้นให้เร็วที่สุดเท่าที่เราจะทำได้เหมือนกับคำที่มักจะได้ยินกันบ่อยๆว่าหากเราออมเงินก่อนเราย่อมจะรวยก่อน แต่คุณเชื่อไหมครับว่ามันก็มีแนวคิดบางอย่างที่สวนทางกันทำให้เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ สำหรับคนที่อยากรวยก็ต้องระวังแนวคิดต้องห้ามต่างๆดังนี้นะครับ

1. เงินทองเป็นของนอกกาย ตายไปก็เอาไปไม่ได้

หลายคนไม่ชอบเก็บเงินเพราะเขาคิดว่าหากเขาเป็นอะไรไป เงินทองที่เก็บไว้ก็ไม่ได้ตามเขาไปในภพหน้าเพราะฉะนั้นใช้ๆไปเลยดีกว่า ไม่ต้องรีรออะไร สร้างความสุขให้เต็มที อันนี้เป็นความคิดต้องห้ามอันแรกเลยนะครับ ไม่เก็บตังจะรวยได้อย่างไรล่ะ ต้องอย่าลืมว่าในวันที่เรามีชีวิตอยู่นั้น นอกจากเงินที่เราต้องใช้ในชีวิตประจำวันแล้วเรายังต้องเก็บสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาดด้วยเพราะไม่มีอะไรที่แน่นอนในชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้ว อยู่ๆอาจจะต้องใช้เงินก็ได้ เช่น อยู่ๆก็ต้องนำเงินไปใช้ในการซ่อมบ้าน ต้องพาพ่อแม่ไปรักษาตัวในรงพยาบาล เห็นไหมครับว่าถ้าหากเรามีเงินทองสำรองไว้ ก็ย่อมทำให้เเราสามารถแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆได้แต่ถ้าเราไม่มีเงิน มันก็ต้องหยิบยืมคนอื่นจนเป็นหนี้นั่นล่ะ

การสำรองเงินไว้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย มันเป็นหลักประกันและเงินสำรองของชีวิต ซึ่งถ้าเราไม่ได้ใช้หลักประกันนั้นๆจนมันเพิ่มพูนขึ้นจากการสะสมเงินของเรามากขึ้น มันก็สามารถขยับขยายโดยเปลี่ยนเงินสำรองไปเป็นงินลงทุนในทรัพย์สินต่างๆที่ทำให้เราสร้างความมั่งคั่งได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเงินสำรองส่วนเกินมาลงทุนในกองทุนรวม ตราสารหนี้ หรือลงทุนในหุ้นได้ การลงทุนที่มีผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากย่อมทำให้เราสามารถสร้างความมั่งคั่งได้และสามารถนำผมตอบแทนต่างๆจากการลงทุนมาใช้ในชีวิตปประจำวันได้มากขึ้น

การไม่มีเงินสำรองไว้ก็สามารถเป็นหนี้ได้โดยไม่รู้ตัวนะครับ

2. เงินทองใช้ไปเถอะ ไม่ตายก็หาใหม่ได้

ผมมีเพื่อนหลายคนที่ทำงานไป ใช้เงินอย่างมือเติบไปเพราะคิดว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือนนั้นเงินหมดเดือนนี้ เดี๋ยวเดือนหน้าก็มีมาให้ใช้ได้ใหม่ ผมว่าความคิดนี้มันก็ถูกบ้างแต่อาจจะไม่ทั้งหมด สิ่งที่ผมมักจะบอกทุกคนเสมอคือเราต้องไม่ลืมว่าชีวิตของมนุษย์เงินเดือนมีเวลาทำงานจนถึงแค่อายุ 60 ปี หากเราทำงานตั้งแต่อายุ 22 ปี แสดงว่ามีเวลาเพียง 38 ปีหรือ 456 เดือนที่จะได้รับเงินเดือน แน่นอนว่าช่วงเวลาที่เราสามารถได้รับเงินเดือนนั้นอาจจะไม่ได้ถึงจุดที่เรียกว่าเกษียณอายุได้ในเร็ววันแต่มันก็ไปถึงได้ซักวัน โดยส่วนตัวผมเองก็ชอบมานั่งคำนวณนะครับว่าเราทำงานปีที่เท่าไหร่แล้วและเราเก็บเงินได้มากแค่ไหนเพื่อจะได้ทราบว่าเรายังเหลือเวลาหาเงินเท่าไหร่ที่จะหาเงินไว้ใช้ในอนาคตได้

แต่นั่นยังไม่รวมถึงสิ่งต่างๆที่เป็นความเสี่ยง บางคนอาจจะไม่ได้ทำงานถึงอายุ 60 ปีก็ได้ คนจำนวนไม่น้อยพบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจนไม่สามารถทำงานได้ตลอดชีวิต พอทำงานไม่ได้ก็คือไม่มีรายได้ใช่ไหมครับ แต่ถ้าเรามีหลักประกันในการดำเนินชีวิตก็คงเป็นเรื่องที่ดีกว่าใช่ไหมครับเพราะอย่างน้อยเราก็ยังสามารถมีเงินที่จะใช้จ่ายในช่วงที่เราเจอวิกฤตต่างๆ เพราะฉะนั้นแล้วการไม่เก็บเงินก็นับว่าเป็นความเสี่ยงนะครับ ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

แต่เชื่อไหมครับว่าบางคนยิ่งเจอภาระหนักเข้าไปใหญ่เมื่อเขาไม่ได้มีแค่เงินเก็บแต่กลับมีหนี้สินที่มากมาย ทำให้เกิดภาระทางการเงินที่มีความเสี่ยงรุนแรงเข้าไปอีก บางคนผ่อนโน้นผ่อนนี่เพราะคิดว่าไม่ตายก็หาใหม่ได้ ก็เลยต้องใช้หนี้กันมาตั้งแต่วัยทำงานจนถึงวัยเกษียณ ผมว่ามันคงแย่นะครับถ้าในวันหนึ่งเราพบตัวเองว่าเราไม่มีสมบัติอะไรเลย ไม่มีงานทำเพราะไม่มีใครจ้างทำงานแล้ว แถมยังต้องหาทางใช้หนี้ที่มีอยู่อีก ก็คงเป็นความเครียดไม่น้อยนะครับทั้งๆที่เป็นวัยที่ควรมีความสุขมากที่สุด

3. เงินทองหาได้ง่าย แค่ยืมคนอื่นเอง

อันนี้เป็นแนวคิดต้องห้ามที่ผมขอขีดเส้นใต้ไว้เลยนะครับว่าอย่าทำเลยนะครับหากเรายังมีความสามารถในการหาเงินได้ด้วยตัวเองอยู่ก็ควรจะจำกัดค่าใช้จ่ายให้อยู่ในขอบเขตเพื่อสร้างเงินออมและความมั่งคั่งของชีวิต การหยิบยืมคนอื่นมักจะเกิดขึ้นเมื่อเราพบว่ารายรับของเราน้อยกว่ารายจ่ายและไม่สามารถหาเงินด้วยตัวเองเพิ่มได้ ซึ่งมันจะมีผลเสียที่ตามมาคือเรานั้นมีหน้าที่ต้องนำเงินมาชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยซึ่งหลายๆครั้งก็ต้องไปเบียดบังเงินในอนาคต

Review โปรแกรม iAlgo (สะดวก ง่าย ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ) ตอนที่ 1

สวัสดีครับทุกคน จากที่พ่อลูกอ่อนเคยจั่วหัวไว้ในเพจก่อนหน้านี้ว่ามีหลายโบรกเกอร์กำลังซุ่มพัฒนาโปรแกรมส่งคำสั่งซื้อขายสำหรับอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าโดยไม่ต้องเฝ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกต่อไป และตอนนี้ก็ได้ผู้ที่มาแรงแซงทางโค้งที่เปิดตัวโปรแกรมที่จะช่วยเฝ้าหน้าจอและส่งคำสั่งซื้อแบบอัตโนมัติให้ลูกค้าทั่วไปได้ใช้งานจริงเป็นเจ้าแรก นั่นก็คือ บล. บัวหลวง โดยใช้ชื่อโปรแกรมว่า “Bualuang iAlgo” ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับใช้ส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นเท่านั้น (ยังไม่รองรับตลาด TFEX) โดยจะมีคำสั่งพิเศษให้เลือกใช้ 3 อย่างคือ Trailing Stop Order, Condition Stop และ Bracket Stop Order  บังเอิ้นบังเอิญที่พ่อลูกอ่อนที่เป็นลูกค้าของโบรกนี้ก็เลยได้ทดลองใช้และมาทำเป็นรีวิวให้ทุกคนได้ลองอ่านกันครับ

ในรีวิวนี้จะไม่เจาะลึกวิธีการใช้งานโปรแกรมนะครับ คาดว่าสามารถหาอ่านได้จาก Manual แต่รีวิวนี้จะเป็นการให้ความเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ของ Order ประเภทต่างๆว่าตอบสนองความต้องการและช่วยการซื้อขายสะดวกขึ้นได้อย่างไร ถ้าทุกคนพร้อมแล้ว ไปกันเล้ยยยยยย………

ช่องทางการเข้าใช้งาน

โปรแกรม “Bualuang iAlgo” เป็นโปรแกรมส่งคำสั่งที่แยกออกมาเดี่ยวๆ ไม่ใช่ฟังก์ชั่นที่เพิ่มเติมเข้าไปบนโปรแกรม Streaming ที่คนส่วนใหญ่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นถ้าต้องการใช้งาน โปรแกรม “Bualuang iAlgo” จะต้อง Login จากหน้าเว็บไซด์ www.bualuang.co.th โดยใช้ Username และ Password ที่เข้าใช้งานซื้อขายผ่าน internet ตามปกติ และเลือกเมนูเพื่อเข้าใช้งานโปรแกรมได้จาก เมนู “ส่งคำสั่ง” และเลือกไปที่ “iAlgo”

บนหน้าประชาสัมพันธ์ของ บล.บัวหลวง บอกไว้ว่าสามารถเข้าใช้งานโปรแกรมผ่านอุปกรณ์ซื้อขายได้ทุกรูปแบบ พ่อลูกอ่อนได้ทดลอง login จากอุปกรณ์ที่พ่อลูกอ่อนใช้งานอยู่ปัจจุบัน คือ เครื่อง PC (ผ่าน Google Chrome) และ iPhone 4, iPad Air (ผ่าน Safari) พบว่าสามารถ Login เข้าใช้งานได้ สำหรับ OS อื่นๆพ่อลูกอ่อนก็คิดว่าน่าจะสามารถเข้า Login เข้าใช้งานได้เช่นเดียวกัน  

เงื่อนไขการใช้งาน

สำหรับเงื่อนไขการใช้งานนั้นทางบล. บัวหลวงก็ถือว่าใจดีครับได้กำหนดเงื่อนไขไว้ไม่ได้เข้มมาก ผมเชื่อว่าลูกค้าส่วนใหญ่มีโอกาสได้ใช้งาน โดยมีเงื่อนไขสำคัญๆในการใช้งานโปรแกรม “Bualuang iAlgo” ตามนี้ครับ

  1. เป็นลูกค้าของบล. บัวหลวงเท่านั้น (พ่อลูกอ่อนผ่านเกณฑ์)
  2. มีหุ้นในพอร์ทเกิน 1 ล้าน หรือมียอดซื้อขายเกิน 1ล้านใน 30 วัน (พ่อลูกอ่อนผ่านเกณฑ์)
  3. Order iAlgo ที่ส่งต้องเกิน 50,000 บาท (เจอเงื่อนไขนี้เข้าไปแอบมโนแล้วจ๋อยเล็กน้อยครับ ถึงแม้ส่วนตัวจะซื้อขายต่อไม้เกิน 50,000 เป็นส่วนใหญ่ แต่ห่วงว่าถ้าบางครั้งถ้าพ่อลูกอ่อนมีออร์เดอร์ที่ไม่เกิน 50,000 บาท แต่อยากใช้ฟังก์ชั่น iAlgo จะทำไงดี ยกตัวอย่างเช่น มีหุ้นติดพอร์ทบางตัวถืออยู่ไม่เยอะ หรือถ้าเกิดมีกลยุทธ์พลิกแพลงที่อยากซอยละเอียดหลายๆระดับราคา อาจจะส่งคำสั่งโดยใช้ iAlgo ไม่ได้ ดังนั้นขอแอบต่อรองจิ๊ดนึง จัด Grand Sale สัก 50 % เป็น 25,000บาทต่อ Order ได้ป่าวครับ :P)

ที่มา : http://www.bualuang.co.th/ialgo/

หน้าตาโปรแกรมหลังจาก Login

หลังจาก Login แล้วหน้าของโปรแกรม “Bualuang iAlgo” มีการออกแบบได้สวยงามสะอาดตาดีครับ ในหน้าของเมนู Algo Order ส่วนบนจะให้ใส่ชื่อหุ้น เพื่อดูราคา Real-time ได้ ส่วนถัดมาเป็นส่วนที่สำคัญของโปรแกรมนี้จะมี Tab ให้เลือกว่าจะใช้งานคำสั่งประเภทใดบ้าง ซึ่งจะมีให้เลือกอยู่ 4 อย่างคือ Normal Order ,Trailing Stop Order, Condition Order, Bracket Order  

ในส่วนของ Ticket Order ที่ให้กรอกข้อมูลของคำสั่งซื้อขายมี UI ที่ส่วนตัวรู้สึกไม่ค่อยถนัดเวลาใช้งาน คือ ลำดับของกรอกข้อมูล เพราะโดยปกติเรามักจะเลือกว่าต้องการซื้อหรือขายเป็นอันดับแรกและหลังจากนั้นก็กรอกข้อมูลอื่นๆเช่น ชื่อหุ้น ราคา จำนวน  แล้วกดปุ่ม Send เป็นอันดับสุดท้ายเพื่อส่งคำสั่ง แต่ผมคิดว่าอาจจะเป็นความตั้งใจดีของคนออกแบบโปรแกรมนี้ที่ต้องการลดจำนวนข้อมูลที่ต้องกรอกให้น้อยลง โดยตัดปุ่ม Send ออกไปแล้วให้เลือกว่าจะซื้อหรือขายเป็นลำดับสุดท้ายแทนการกดปุ่ม Send 

คำสั่งประเภทต่างๆ

Normal Order

เป็นคำสั่งซื้อหรือขายหุ้นแบบปกติ ไม่ใช้ส่วนที่น่าสนใจมากนัก เพราะสามารถใช้โปรแกรมที่มีอยู่แล้วในตลาดเช่น Streaming ส่งคำสั่งแบบนี้ได้เหมือนกัน

ความรู้สึกที่มีต่อ Normal Order : อ่อ…เดิมๆ..แค่นี้นะ…ไปหาเหนียวไก่กินดีก่า

Trailing Stop Order

ในเว็บไซด์บอกไว้ว่า “เป็นคำสั่งซื้อขายแบบยกระดับราคาอัตโนมัติตามภาวะตลาดแบบ Real-time สามารถกำหนดเงื่อนไขแบบร้อยละ (Percentage) หรือข่วงของราคา (Spread) จากราคาล่าสุด หรือ last Price โดยปรับระดับราคาให้ลอยตัว ตามราคาที่สูงขึ้น และทำให้นักลงทุนสามารถขายได้ในราคาที่ดีที่สุดเพื่อ Take Profit หรือ Stop Loss โดยไม่ต้องเฝ้าจอราคาหุ้นได้ทุกวัน” สรุปเป็นคำสั่ง Trailing Stop โดยใช้ช่วงราคา มี logic คือ ให้ขายทำกำไรเมื่อราคาตกจากราคาสูงสุดลงมาเท่ากับช่วงราคาที่เราตั้งไว้ เช่น ถ้าราคาลงมา 5 บาท หรือ 5% จากจุดสูงสุด ก็ขายทำกำไร ถ้าใครใช้ logic นี้อยู่ก็ โป๊ะเชะครับ คำสั่งนี้พัฒนามาเพื่อคุณ อย่างไรก็ตามถ้าใครใช้หลักการ Trailing Stop วิธีอื่น เช่น การใช้ X period Low ,การใช้เส้นค่าเฉลี่ย(Moving Average) , การใช้ความผันผวน(ATR) ,การดูแนวรรับแนวต้าน, การใช้ indicator ซึ่งอาจจะต้องรอให้ทางโบรกเกอร์พัฒนาใน version ถัดไปครับ

ความรู้สึกที่มีต่อ Trailing Stop Order : โอ้..ว๊าวววว…เมาส์ในมือผมมันสั่นไปหมดเลย…อยากลองคลิ๊กส่งคำสั่งละ

Condition Stop Order

เป็นคำสั่งที่ให้โปรแกรมช่วยเฝ้าและส่งคำสั่งซื้อขายเมื่อภาวะตลาดเข้าเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เป็นคำสั่งที่เชื่อว่าหลายคนคุ้นเคยดีอยู่แล้วเพราะมีให้ใช้งานสำหรับการซื้อขายอนุพันธ์ในตลาด TFEX  แต่ว่าตอนนี้สามารถใช้งานคำสั่งประเภทนี้ซื้อขายหุ้นได้แล้ว (ความรู้สึกที่มีต่อ Condition Stop Order : คือมันใช่…มันดีงามอะ….น้ำตาพ่อลูกอ่อนจิไหล T_T ได้ใช้ Stop Order กับหุ้นแล้วครัชชชชชช )

Bracket Order

เป็นคำสั่งที่เราสามารถกำหนดเงื่อนไขของระดับราคาได้ 2 ระดับราคา ถ้าราคาตลาดเข้าเงื่อนไขไหนก่อนก็จะซื้อหรือขายตามเงื่อนไขนั้น และยกเลิกคำสั่งของอีกเงื่อนไขอัตโนมัติ (เข้าเงื่อนไขไหนก่อนเคาะอันนั้นส่วนอีกอันยกเลิก) คำสั่งประเภทนี้มีประโยชน์ถ้าเรามีแผนการซื้อขายของเรามีอยู่สองทางเลือก  </

แฉ!!! ประสบการณ์ซื้อกระเป๋าใบละ 7 หมื่นบาท ที่คุณต้องตะลึง!!!

คุณไม่ได้รังเกียจคนรวยหรอก
แต่คุณรังเกียจตัวเองที่ไม่ได้รวยเหมือนเค้าต่างหาก

ยู้ฮู!! วันนี้พี่เกรย์มีเรื่องเล่าเคล้าแนวคิดการเงินมาให้พวกคุณฟังครับ เอาเป็นว่าพวกคุณอ่านแล้วคิดเห็นแบบไหนหลังจากจบเรื่องเล่านี้ พี่เกรย์อยากให้ตั้งใจอ่านให้จบแล้วลองมาวัดใจตัวเองกันดูนะจ๊ะ เบบี๋

ช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา เพื่อนสนิทพี่เกรย์คนหนึ่ง (สมมุติว่าชื่อ กิ๊ฟฟารี่) ชวนไปซื้อของขวัญให้กับผู้ใหญ่ใจดีท่านหนึ่ง #อีกิ๊ฟมันเป็นพริตตี้ มันกำหนดงบประมาณราคาของขวัญไว้ที่ 7 หมื่นบาท สุดท้ายเดินไปเดินมาปรากฎว่าตัดสินใจว่าจะซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมยี่ห้อหนึ่ง ณ ศูนย์การค้าใจกลางเมืองแห่งหนึ่งใหญ่ยักษ์มากๆ 

ตอนที่นังกิฟฟารี่มาชวนพี่เกรย์น่ะ พี่เกรย์ก็ไม่รู้หรอกว่าจะไปซื้อของไฮโซหรอกครับ นึกว่าแค่ชวนไปซื้อเสื้อผ้าตามตลาดนัดเหมือนที่ปกติมันชอบชวน พี่เกรย์เลยล่อมาเต็มยศเลย เสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะฟองน้ำ พอมาเจอมันจัดเต็มด้วยชุดอลังการหรูหราฟูฟ่องล่องนาวาประดุจแฟชั่นวีคก็อึ้งไป #ยกมือทาบอกเบาๆ แล้วพวกคุณรู้ไหมว่าหลังจากนั้นพี่เกรย์เจออะไร!!!

เรื่องแรก พอเดินเข้าช้อปกระเป๋าแบรนด์สุดหรู พนักงานขายก็มองพี่เกรย์แบบหัวจรดเท้านะ แล้วก็มองเท้าสลับกับหน้ารัวๆ #สงสัยจะเดินเข้ามาถามว่ารองเท้าสวยดีซื้อที่ไหน แม่ม!! สรุปคือมันคิดว่าพี่เกรย์กับนังกิ๊ฟไม่มีปัญญาซื้อไง เพราะต่อให้นังกิ๊ฟมันแต่งชุดจัดเต็มแค่ไหน แต่หน้าตามันไม่ให้เพราะมันไม่เคยซื้อของหรูเหมือนกันไง ท่าทางเก้ๆกังๆมันเลยออกมาให้เห็นในอาการ #พนักงานดูออก

แต่ทีนี้นังพนักงานเหยียดหยามคนมันคิดผิด!!! เพราะนังกิฟฟารี่แม่มควักเงินออกมาเลยครับผม เงินสดล้วนปึกใหญ่ๆ แล้วบอกว่ามีงบเท่านี้ จะซื้อกระเป๋าที่นี่ ช่วยดูให้หน่อย พอพนักงานเห็นเงินเท่านั้นแหละ #รู้ว่าจะซื้อแน่ๆ หน้าแม่มเปลี่ยนเลยครับ จากหน้าหงิกหน้างอดูถูกคนจน กลายเป็นหน้าชื่นอกตูมยิ้มอย่างมูมมามพร้อมกับเรียกพี่เกรย์ว่า ”คุณผู้ชาย” และนังกิฟฟารี่ว่า “คุณผู้หญิง” ทันที #ชีวิตคนเราดูที่เปลือกนอกหรือไง

ทีนี้พี่เกรย์ก็รู้แหละว่าสังคมเราแม่มเป็นแบบนี้อยู่แล้วไงครับ ก็ปล่อยๆไป คิดในใจเออถ้ากูเห็นตัวกูแบบนี้กูก็คงไม่อยากขายเหมือนกันแหละ เพราะดูก็ไม่น่าจะมีเงิน แต่พอซื้อของเสร็จใส่ถุงเรียบร้อยเดินออกจากร้าน นังกิฟฟารี่มันก็บ่นเสียงดังๆให้พี่เกรย์ฟังเลยนะครับว่า “คนสมัยนี้ แย่ว่ะ แบ่งชนชั้น ดูถูกเราว่าไม่มีปัญญาซื้อ เป็นพนักงานไม่ควรเลือกปฎิบัติแบบนี้” #นี่มันสองมาตรฐานชัดๆ

พี่เกรย์ฟังแล้วก็ได้แต่ร้องเบาๆเสียงหล่อๆว่า “อืมๆๆ” เพราะไม่รู้จะพูดอะไร มันเป็นเรื่องปกติสำหรับคนอย่างพี่เกรย์ต้องโดนดูถูกอยู่แล้วไง #กูชิน แต่ก็เข้าใจนะว่า คนเราส่วนใหญ่มักจะเลือกปฎิบัติดีๆกับคนที่เราคิดว่ามีเงินเพื่อให้ได้ประโยชน์อะไรบางอย่าง ถ้าเรายอมรับข้อนี้ได้ก็เป็นเรืองธรรมดาแหละ

แต่สิ่งที่พี่เกรย์จะเล่าต่อจากนี้ก็คือ หลังจากซื้อกระเป๋าเสร็จพี่เกรย์กับนังกิฟฟารี่ก็ไปซื้อของกันต่อไง ของแม่มก็หนักเพราะซื้อหลายอย่าง ไหนๆมาทั้งทีต้องซื้อให้คุ้ม แต่สังเกตดีๆ นังกิฟฟารี่แม่มไม่ปล่อยถุงที่ใส่กระเป๋าหรูที่มียี่ห้อโชว์อยู่เลยเว้ยเฮ้ย มันให้พี่เกรย์ช่วยถือทุกถุงยกเว้นถุงนี้ พร้อมกับเดินแกว่งไปแกว่งมาอย่างสบายใจ และที่สำคัญเดินไปไหนมาไหนก็มีมันเรียกมันว่า “คุณผู้หญิง” #สงสัยดูจากถุงไม่ใช่หนังหน้า

พี่เกรย์ดูอาการนังนี่แล้วก็คิดนะ “อีห่าน มึงด่าเค้าแต่เป็นเอง” คนแบบนี้มันตลกมากๆนะพี่เกรย์ว่า บ่นอยู่แป็บๆว่า “รับไม่ได้กับการเลือกปฏิบัติ หรือแบ่งชนชั้น แต่สุดท้ายเสือกทำตัวให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองมีชนชั้นกว่าคนอื่น” หรือว่ามันคือเรื่องปกติของคนวะ? แต่สุดท้ายนะพี่เกรย์ก็ได้เรียนรู้จากการไปชอปปิ้งวันนี้อยู่สามเรื่อง คือ

หนึ่ง ยอมรับเถอะนะว่า การมีเงินมันทำให้คนปฎิบัติต่อเราดีขึ้น
สอง ถ้าไม่ยอมรับข้อหนึ่ง เวลามีเงินอย่าเสือกทำตัวแบบนั้นเพื่อให้คนยอมรับ
สาม จงเรียนรู้ตัวอย่างที่เลวแล้วอย่าทำ ไม่ใช่ด่าเค้าแล้วเราเป็นเอง

ขอฝากข้อคิดไว้ให้คิด แต่ถ้าหากคิดไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ พี่เกรย์หวังแค่ว่า ประสบการณ์วันนี้ของพี่เกรย์อาจจะทำให้คุณคิดได้สักวันหนึ่ง แต่ถ้าแล้วบ่นในใจว่าไม่ได้อะไร พี่เกรย์ก็ทำใจเหมือนกันว่าคนบางคนเราคงสอนอะไรเค้าไม่ได้ ปล่อยให้เค้าตายไปแบบโง่ๆคงจะดีกว่าครับ (ยิ้มอนุโมทนา)

19/27 เวลาและการสร้างรายได้เสริม [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

หลายๆคนทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็มาคุยกับผมนะครับว่าอยากเก็บออมมากกว่านี้จะต้องทำอย่างไรบ้าง มีแต่สอนให้ประหยัด ลดรายจ่ายแล้วจะออมมากขึ้นได้ แต่ประหยัดยังไงบางทีก็มีข้อจำกัดอยู่เช่นกัน ก็จริงนะครับ… การประหยัดมันทำได้แค่ระดับหนึ่งและหลายๆครั้งการประหยัดจนเกินไปมันก็ไม่สามารถทำให้ชีวิตเรามีความสุขได้ ผมว่าถ้าชีวิตจะเก็บออมๆไปจนถึงยามเกษียณต้องมานั่งกินข้าวแกงทุกวัน ไม่เคยกินอาหารฝรั่ง อาหารญี่ปุ่นหรือ shopping เลย มันก็ทำให้ชีวิตดูขาดสีสรรนะครับ เราก็ต้องแบ่งเงินตั้งเป็นงบประมาณให้ดีนะครับ

เงินออมมันเกิดจากอะไร? 

นอกจากการลดรายจ่ายแล้ว อีกทางหนึ่งก็คือ การเพิ่มรายได้

มนุษย์เงินเดือนทุกคนก็มีรายได้เพิ่มกันอยู่แล้วนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโบนัส โอทีที่เพิ่มจากการทำงานในแต่ละเดือน เงินเดือนที่ปรับขึ้นในแต่ละปี แต่หลายๆครั้งมันก็ดูน่าเบื่อเนอะที่เวลาปรับเงินเดือนแต่ละครั้งต้องรออีกตั้ง 12 เดือน การสร้างรายได้เสริมด้วยตัวเองก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เราสามารถทำได้นะครับ ถ้ารายจ่ายเราเท่าเดิมรายได้เสริมมันก็เป็นตัวที่เพิ่มเงินออมของเรา เพียงแค่เราหาเวลาดูว่าในแต่ละวันจะทำอะไรมากขึ้นได้บ้าง ก็เจียดเวลาลองไปทำดู ก็ไม่แน่นะครับเราอาจจะเจอแหล่งสร้างเงินทุนอันใหม่ก็ได้

ปัญหาคือเวลาว่างๆเนี่ยเราจะทำอะไร ผมอยากจะบอกว่ามันอยู่ที่ว่าเราถนัดทำอะไรและรักที่จะทำอะไรเป็นอันดับแรก เพราะถ้าเราชอบทำอะไรมันจะทำได้ดีนะครับ สิ่งที่ผมสังเกตจากหลายๆคนก็คือการเปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นเงินเป็นทอง…. ก็พอมีตัวอย่างของเพื่อนๆหลายๆคนนะครับว่าเขาสามารถเปลี่ยนงานอดิเรกเป็นเงินได้อย่างไร จากตัวอย่างอาชีพที่สร้างเป็นรายได้เสริมดังนี้นะครับ

 1. นักแปลภาษา

 มีเพื่อนผมบางคนเขาทำงานประจำนะครับและก็ใช้เวลาว่างๆของตัวเองอ่านนิยายไทยบ้าง อังกฤษบ้าง แต่ด้วยความที่เขามีทักษะในการแปลภาษาดีก็เลยชอบนำมาเล่าให้คนอื่นฟังว่าเนื้อหาในสิ่งที่เขาอ่านเป็นอย่างไร แล้วสุดท้ายเขาก็แปลหนังสือเป็นงานอดิเรกในช่วงเวลาว่างๆ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับเขาไม่น้อยเช่นกันนะครับ

บางคนชอบเรียนภาษาแล้วก็มีทักษะในการพูดภาษาต่างประเทศอื่นๆได้ เช่น ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี เขาก็ใช้เวลาว่างๆในการไปทำงานเป็นล่ามตามงานแสดงสินค้าต่างประเทศในไทย โดยเฉพาะการเป็นล่ามในวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งมีค่าตอบแทนไม่น้อยเลยทีเดียว ตรงนี้ก็เป็นทักษะที่เขาสามารถนำมาใช้ได้ครับ

2. นักเขียน

 บางคนชอบเล่าเรื่องต่างๆ ผ่านทางตัวอักษร ก็ใช้เวลาว่างในการเขียนเล่าสิ่งที่ตัวเองถนัดได้ ยิ่งถ้าเขามีความรู้ความเชี่ยวชาญอะไรหลายๆอย่างนะครับ ยิ่งดีเลยเพราะสามารถเล่าถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นได้เข้าใจ นอกจากจะเป็นการสร้างรายได้จากการเขียนแล้ว บางคนก็นำไปต่อยอดในการสร้างคอร์สสัมมนาในหัวข้อที่ตัวเองเชี่ยวชาญ หรือบางคนเขียนเรื่องราวให้คนอื่นอ่านจนมีชื่อเสียงก็สามารถนำโฆษณามาติดเพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเองมากขึ้นได้ครับ

3. นักทำขนม

บางคนชอบทำขนมมากๆครับ ไม่ว่าจะเป็นช็อกบอล บราวนี่ เค็กหน้าต่างๆ ซึ่งเขาสามารถต่อยอดโดยการรับทำขนมในช่วงเวลาว่างหลังเลิกงานหรือวันเสาร์อาทิตย์ได้ ไหนๆก็จะทำอยู่แล้วการทำกินเองแล้วเปลี่ยนมาเป็นขายนั้นก็ดูเป็นเรื่องที่ไม่ยากอะไร และถ้ามีคนสนใจมากขึ้นก็อาจจะรับงานเสริมมากกว่าเดิมจนมีรายได้มาเป็นเงินออมอีกมากเลยก็ได้ครับ

4. ครูสอนพิเศษ

อาชีพนี้เป็นกันได้ตั้งแต่เรียนจบเลยนะครับ สามารถทำเป็นอาชีพเสริมหลังเลิกงานและวันหยุดเพราะนักเรียนก็หยุดพร้อมๆกัน ก็นัดเวลาเรียนกัน อาจจะไปสอนตามบ้านหรือนัดสถานที่สอน รวมถึงเราอาจจะไปเป็นครูสอนตามสถาบันกวดวิชาก็ยังทำได้ ผมมีเพื่อนรุ่นน้องหลายๆคนที่สอนพิเศษมาตั้งแต่สมัยเรียนและสามารถเก็บเงินได้จากอาชีพนี้มาลงทุนในช่วงเวลาทำงานประจำครับ

ทั้งหมดก็เป็นตัวอย่างของอาชีพที่สามารถทำได้โดยที่ไม่ได้ลงทุนอะไรมากนะครับ หากเราไม่ว่างก็ปิดงานที่ค้างไว้เสร็จแล้วก็เลิกทำได้โดยไม่ยาก จริงๆอาชีพเสริมนั้นหากเราไม่ต้องลงทุนอะไรมากก็ดีใช่ไหมครับ ยกเว้นเราจะสร้างจนกลายเป็นอาชีพหลักของเราได้ในอนาคต จะลงทุนที่หลังก็ไม่สาย ผมเคยเจอบางคนอยากทำอาชีพเสริมวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ลงทุนทำบ้านให้กลายเป็นร้านขนมเพื่อเปิด 2 วัน ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่าลงทุนไปเท่าไหร่แต่ถ้าคิดๆแล้วกว่าจะคืนทุนละก็คงใช้เวลานานมาก

 อย่างว่านะครับประเด็นสำคัญของการได้รายได้เสริมมาก็คือ คุณจะจัดการรายได้เสริมนั้นอย่างไร บางครั้งพอเรามีรายได้มากขึ้นเรื่อยๆและก็นำไปใช้จ่ายทั้งหมด เราก็จะไม่มีเงินออมเหลือไปลงทุนมากขึ้นอยู่ดี (แต่เราจะได้ Lifestyle และเงินที่ใช้เพื่อแลกสิ่งต่างๆมากขึ้น) แต่ถ้าเรายังมีค่าใช้จ่ายไม่ได้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็สามารถนำรายได้ตรงส่วนนี้ไปใช้ในการลงทุนได้มากขึ้นใช่ไหมครับ จากเดิมที่เราเคยลงทุนเดือนละ 2,000 – 3,000 บาท ก็สามารถนำรายได้เสริมอีกซัก 1,000 – 2,000 บาท มาลงทุนเพิ่มเติม กลายเป็นเงินลงทุนต่อเดือนที่มากขึ้น เป้าหมายในการสร้างเงินเพื่อยามเกษียณและการสร้างความมั่งคั่งก็ยิ่งง่ายขึ้นใช่ไหมครับ อีกทั้งการลงทุนไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม &#

เล่นหวยแบบนี้มีแต่รวย รวย รวย

วันแห่งความหวังเดือนละ 2 ครั้งของวันที่ 1 และ 16 ทุกเดือน เช้าตื่นเต้นเพราะลุ้นว่าเลขที่มีจะถูกหรือไม่ ส่วนช่วงบ่ายมักจะห่อเหี่ยวเพราะเจ็บปวดกับตัวเลขที่ออกมาที่มักจะเฉียดเลขของเราเกือบทุกครั้ง เล่นทุกงวดแต่ไม่มีเราเป็นผู้โชคดีเลยสักงวด แล้วก็ก้มหน้าก้มตาเล่นต่อไปเพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งจะเป็นวันของเรา กว่าที่ความฝันรวยจากหวยแบบฟลุ๊กๆจะเป็นจริงก็ไม่รู้ว่าต้องลงทุนซื้ออีกเท่าไหร่ อยากรวยด้วยหวยแล้วจะทำยังไงดีหละ บทความนี้มีคำตอบนะจ๊ะ

ถ้าอยากจะเปิดดวงต้อนรับความ รวยจากหวย ก็ต้องทำตาม 3 วิธีต่อไปนี้โดยด่วน!!

1. เล่นหวยทั้งทีต้องมีกลยุทธ์

คุณจะเริ่มเล่นหวยแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้หรอกนะ ถ้าต้องการจะเป็นเซียนหวยที่เก่งกาจก็ต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ โดยใช้ “กลยุทธ์หยุดหวยกิน”  เริ่มต้นที่หน้าตักตัวเองก่อนว่ามีทุนลุ้นหวยเพียงพอไหม โดยใช้สมการนี้ในการตัดสินใจ

“รายได้ – เงินออม – รายจ่ายห้ามเบี้ยว = รายจ่ายลั้นลา”

ถ้าคุณนำรายได้ที่หักด้วยเงินออมและรายจ่ายจากหนี้สินต่างๆออกไปหมดแล้ว มันก็จะเหลือเป็น “รายจ่ายลั้นลา” เหลือเท่าไหร่ก็ใช้เงินส่วนนี้ลุ้นหวย จะลุ้นมากหรือน้อยก็ควรให้อยู่ในกรอบนี้เท่านั้น ห้ามเกินเด็ดขาด!! ถ้าหลุดจากนี้ดวงจะซวยทันที แล้วดวงไม่ดีนี้ก็จะส่งผลถึงงวดต่อๆไปด้วย  ตอนนี้คุณก็ควรเริ่มสำรวจดวงตัวเองได้แล้วว่าที่ไม่เคยถูกหวยเพราะใช้เงินส่วนอื่นมาลุ้นหวยรึเปล่า ถ้าใช่หละก็ควรหยุดทันที หนทางเดียวที่จะทำให้ดวงของคุณดีขึ้นมาได้ก็ควรใช้รายจ่ายลั้นลามาลุ้นหวยเท่านั้นนะจ๊ะ

2. เล่นหวยด้วยเงินตัวเอง 

จากสมการในข้อแรกคุณจะรู้แล้วว่าหน้าตักคุณมีเท่าไหร่ มีเพียงพอจะลุ้นหวยหรือไม่ ถ้ามีไม่พอก็ไม่ต้องลุ้นหวย แต่บางคนดันทุรังตังไม่มียังอยากจะลุ้นเพราะคิดว่างวดนี้ได้เลขเด็ดมาจริงๆ ลุ้นแค่ครั้งนี้จะได้ถอนทุนคืนเสียที ก็เลยใช้เครดิตตัวเองที่จ่ายค่าหวยครบและตรงเวลา หยิบยืมเงินจากเจ้ามือผู้ใจดีมาเป็นทุนลุ้นหวย หรือบางคนนำทรัพย์สินที่มีบางส่วนไปจำนำเพื่อเปลี่ยนเป็นทุนลุ้นหวย คิดว่าถูกรางวัลแล้วจะไปไถ่ถอน

หวย ยังไงก็ยังเป็นหวยที่ช่วยใ้ห้จนลงทุกวันๆ ในวันแห่งความหวังที่สุดท้ายก็เหลือแต่ความว่างเปล่าพร้อมกับหนี้สินท่วมหัว ถ้าไม่อยากจะตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ต้องเล่นหวยให้รวยต้องเล่นด้วยเงินตัวเอง ไม่ควรไปหยิบยืมเงินคนอื่นมาเล่นเด็ดขาด มิฉะนั้นดวงจะตกทันที

3. เล่นหวยให้ดีต้องรู้จักแบ่งเวลา 

เราทำงานวันนี้เพื่อความหวังให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นในอนาคต มีฐานะดีขึ้น ครอบครัวสุขสบายมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมาจากความขยันขันแข็งที่จะทำงานในวันนี้ แต่พอเห็นคนอื่นที่โชคดีรวยเร็วเพราะถูกหวยก็อดที่จะอิจฉาไม่ได้ พร้อมกับภาวนาว่าสักวันจะต้องเป็นวันที่เราได้พูดคำว่า “ถูกหวย” กับเขาบ้างสักครั้ง แล้วเราก็ทุ่มเทเวลาไปหาเลขเด็ดมากกว่าขยันทำงาน ไม่ว่าเลขเด็ดจะอยู่ไกลแค่ไหนเราก็ต้องไปให้ถึงเพื่อให้เห็นตัวเลขกับตา แล้วก็จัดเต็มกับหวยสักงวดเพื่อจะได้รวยเร็ว แต่สุดท้ายก็ยังถูกหวยกินเหมือนเดิม คราวนี้หละเสียทั้งงาน เสียทั้งเงิน สุดท้ายเสียอนาคตเพราะถูกให้ออกจากงาน

ดังนั้น ช่วงเวลาทำงานก็ควรทำงานที่รับผิดชอบให้ดีที่สุด ใช้เวลาว่างนอกเวลางานไปหาเลขเด็ดเพื่อจะได้ไม่เสียงานนะจ๊ะ

ถ้าทำครบทั้ง 3 ข้อนี้รับรองว่าลุ้นหวยรวยแน่นอนนะจ๊ะ ^_^

รายจ่ายประจำและรายจ่ายครั้งคราว [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน 5/27]

จากตอนที่แล้วได้มีการพูดถึงเรื่องรายรับที่มี 2 ประเภท คือ รายรับสม่ำเสมอและรายรับที่เป็นครั้งคราว ต้องอย่าลืมนะครับว่าหากเราจะวางแผนการเงินให้ดีควรจะคำนวณให้แม่ๆว่าเรามีรายจ่ายสม่ำเสมอที่เพียงพอในการรองรับค่าใช้จ่ายที่มีภาระผูกพันระยะยาวได้ ในขณะที่รายรับเป็นครั้งคราวนั้นเราไม่ควรนำมันไปคิดว่าเราจะได้รายรับอย่างนั้นตลอดไป รายจ่ายก็เช่นกันนะครับมันก็มีทั้งรายจ่ายที่มาเป็นประจำและมาเป็นครั้งคราว ซึ่งเราจะต้องคอยบริหารรายรับให้สอดคล้องกับรายจ่ายที่เกิดขึ้นได้

รายจ่ายประจำ

ทุกคนก็คงพบอยู่เสมอๆ มันเป็นรายจ่ายที่เรารับรู้ได้ว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ค่ารถ ผ่อนรถ ค่าน้ำมันรถ ค่าโทรศัพท์มือถือ ค่ารถไฟฟ้า ค่ากับข้าว ซึ่งมันเป็นรายจ่ายที่อยู่ในสายตาของพวกเราตลอดเวลา จึงสามารถควบคุมและจัดสรรได้อยู่เสมอว่าเราจะแบ่งรายได้มารองรับรายจ่ายประเภทนี้อย่างไร รายจ่ายประจำมันอาจจะเป็นรายเดือน รายไตรมาส รายปีก็ได้   การวางแผนรายจ่ายประจำมันทำได้ไม่ยากใช่ไหมครับ เพียงแค่เราเริ่มต้นดูว่า รายจ่ายไหนมันจะมาเมื่อไหร่ ก็สำรองเงินเพื่อใช้ตามระยะเวลานั้นๆ เช่น เมื่อเราได้เงินเดือนมา เราจะรู้ทันทีว่าเงินส่วนหนึ่งเอาไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเท่าไหร่ อีกส่วนเราจะเก็บสำรองไว้รายเดือนเอาไว้จ่ายค่าจิปาถะต่างๆ ที่จะมีใบเรียกเก็บเงินในแต่ละเดือน และของบางอย่างเราก็อาจจะต้องกันเงินไว้เพื่อใช้จ่ายปีละครั้ง การบริหารรายจ่ายประจำมันเป็นเรื่องที่ไม่ยากมากสำหรับคนที่มีเงินเดือนเพราะเรารู้ได้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ แต่รายจ่ายอีกส่วนที่น่ากลัวกว่าคือ…. รายจ่ายไม่ประจำ

รายจ่ายไม่ประจำ

รายจ่ายประเภทนี้เป็นสิ่งที่ควรจะต้องระวังเพราะมันอาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว อยู่ๆมันก็มีรายจ่ายนี้โผล่ขึ้นมา และหลายๆครั้งเราก็ไม่ได้อยากให้มันมาทักทายสักเท่าไหร่ ที่สำคัญคือชอบมาเฉพาะเวลาที่เราไม่ได้มีเงินสำรองไว้มากพอ ตัวอย่างเช่น เรื่องของค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วย อยู่ดีๆของที่ใช้ดันมาเสีย ก็ต้องส่งซ่อมไปตามระเบียบ รถยนต์บ้าง บ้านบ้าง

ในช่วงเวลาที่รายจ่ายไม่ประจำมันมาแบบไม่รู้ตัว ไม่ได้มีการวางแผนไว้ก่อนว่าจะต้องจ่าย สิ่งเดียวที่เราพอจะควบคุมได้ คือต้องมีเงินรองรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินนั้น ซึ่งก็คือเงินออม เพราะมันไม่ได้อยู่ในแผนที่เราจะต้องสำรองเงินใช่ไหมครับ บางคนอาจจะเพิกเฉยไป ไม่ได้คิดและเตรียมตัวไว้ ไม่มีใครคาดคิดว่าจะต้องเข้าโรงพยาบาลทุกวันแน่ๆ ทำให้ไม่ได้ออมไว้ หลงคิดว่าตัวเองไม่มีความเสี่ยง

แต่อย่างว่านะครับ เพราะชีวิตคนเราไม่มีความแน่อนไงครับ มันเลยเป็นความเสี่ยงที่ทุกคนมีติดตัวอยู่ตลอด เพียงแต่ว่าเราต้องหาทางป้องกันความเสี่ยงให้ได้ เมื่อไปเจอเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อจ่ายรายจ่ายที่ไม่ประจำ แต่ไม่มีเงินออมสำรองไว้ มันแย่นะครับ นี่แหละครับจึงเป็นต้นตอของการใช้เงินในอนาคตหรือการกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่ายแทน ไม่ยืมก็ไม่ได้เพราะไม่รู้จะเอาเงินจากที่ไหนมาใช้จ่าย

การไม่มีเงินออมคือความเสี่ยง!  

จากบทความนี้พวกเราจะเห็นได้ว่า แม้เราจะสามารถวางแผนการใช้จ่ายได้เป็นอย่างดีแล้ว เพราะเราทราบอยู่เสมอว่ารายจ่ายที่เรามีในชีวิตประจำเป็นอย่างไร แต่ก็ประมาทไม่ได้ครับเพราะหลายๆครั้งเราอาจจะต้องการใช้เงินอย่างไม่รู้ตัว นั่นคือความเสี่ยงที่น่ากลัวอยู่เชียว ประมาณว่า คิดว่าจะอยู่เฉยๆก็กลับเจอเรื่อง ก็กลายเป็นคนมีหนี้ได้โดยไม่ทันตั้งตัว

จริงอยู่ที่หลายๆคนบอกว่าถ้าไม่มีเงินแล้วเจอปัญหาก็ไม่ต้องไปแก้ไขอะไรก็ไม่ต้องเสียเงิน มันก็อาจจะเป็นแค่บางกรณีเท่านั้น เช่น รถเสีย ปล่อยมันไว้เฉยๆก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ถ้าวันดีคืนดีเกิดคนในบ้านต้องเข้าผ่าตัดด่วนแล้วไม่มีเงินนี่เรื่องใหญ่กว่านะครับ หลายๆคนพูดถึงเงินออมอาจจะนึกแค่ว่ามันคือเงินเก็บเฉยๆ แต่จริงๆแล้วมันสามารถสร้างเป็นหลักประกันในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดีอีกด้วย หลักประกันชีวิตที่ว่ามันทำให้ชีวิตของเราอยู่ดีมีสุขมากขึ้น ไม่ต้องพะวงเรื่องการใช้จ่ายที่ฉุกเฉิน ทั้งหมดนี้ก็เลยอยากจะเตือนเพื่อนๆ ทุกคนว่าต้องอย่าลืมทำให้สถานะทางการเงินของเราเป็นบวกนะครับ เริ่มสร้างตั้งแต่วันนี้เลย โดยการบริหารรายรับรายจ่ายให้เหลือเงินออม มีเงินออมเยอะๆดีนะครับ ชีวิตเราอยู่สบายขึ้นและลดความเสี่ยงทางด้านการเงินของตัวเองได้ด้วย

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล

ผู้แต่งหนังสือ รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

สนับสนุนโดย

ทำไมต้องซื้อ LTF/RMF ก่อนสัปดาห์สุดท้ายของปี ?

ในช่วงปลายปีแบบนี้ ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายท่านกำลังที่จะตัดสินใจซื้อกองทุน LTF/RMF กันอยู่แน่ๆ แต่ว่าหลายท่านก็ยังคงรอ

“จังหวะ”

การลงทุนที่ดีอยู่ หรือ มีความคิดที่ว่าการลงทุนกับกองทุน LTF/RMF ในช่วงปลายปี โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายนั้นเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากหลายๆ ปัจจัย ได้แก่ โปรโมชั่นจาก บลจ. ต่างๆ ที่ทยอยกันออกมาพร้อมให้คัดเลือกกันว่าของใครจะดีกว่า ร่วมกับมีประสบการณ์ว่าการซื้อกองทุน LTF/RMF เมื่อปลายปีที่แล้ว (2013) ที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงจากปัญหาการเมือง และเรื่องการปรับลด QE ของสหรัฐ ทำให้ได้ราคา LTF/RMF ที่ค่อนข้างต่ำ หรือ บางท่านอาจจะไม่ได้วางแผนจะซื้อตั้งแต่ต้นปี

แต่จากข้อมูลย้อนหลังประมาณ 10 ปี ตั้งแต่ปีที่จัดตั้ง LTF/RMF ขึ้นมานั้น 8 ใน 10 ปีจะเห็นได้ว่าดัชนีหุ้น หรือ SET index ได้ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนธันวาคมทั้งสิ้น มีเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้นที่ดัชนีในเดือนธันวาคมจะต่ำกว่าดัชนี SET index ในเดือน พฤศจิกายน คือปี 2006 และ ปี 2013 นั่นเอง

และเมื่อเทียบกับวิธีการที่นักลงทุนทยอยซื้อกองทุนด้วยเงินลงทุนเท่า ๆ กันทุกเดือน หรือที่เรียกว่า การลงทุนด้วยกลยุทธ์แบบ Dollar Cost Averaging (DCA) นั้น จะมีโอกาสให้ผลตอบแทนดีกว่าการซื้อกองทุนในช่วง 2 เดือนสุดท้ายอีกด้วย เช่นเดียวกับปี 2014 นี้ ที่เห็นชัดๆ ว่าซื้อตั้งแต่ต้นปี ดีกว่าซื้อในช่วงปลายปี ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ก็ควรที่จะวางแผนลงทุนตั้งแต่ตอนต้นปีครับ

ส่วนท่านไหนที่ไม่ได้วางแผนในการซื้อกองทุน ของปีนี้แล้วละก็ ผมมีวิธีการในการซื้อกองทุน  LTF/RMF ดังนี้ครับ เนื่องจากราคาหุ้นมีแนวโน้มที่จะพุ่งขึ้นจาก เดือนพฤษจิกายน ของทุกปี ดังนั้น ผมแนะนำว่าให้ซื้อกองทุนLTF/RMF ในช่วง เดือนพฤษจิกายน นี้เลยเพื่อหลีกเลี่ยงการซื้อกองทุน LTF/RMF ในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของปี หรือ สิ้นเดือนธันวาคม เพราะว่าในช่วงเดือนธันวาคมนั้น จะมีการส่งคำสั่งซื้อเข้าไปที่ บลจ. ต่าง ๆ อย่างหนาแน่น และแน่นอนว่าจะทำให้เราพลาดการบริการดี ๆ เช่นคำแนะนำในการลงทุน และเผลอ ๆ อาจจะพลาดการลงทุนในปีนี้ไปอย่างน่าเสียดายอีกด้วย

ถ้าท่านนักลงทุนปฏิบัติตามคำแนะนำเบื้องต้นแค่นี้ ผมเชื่อว่าจะทำให้
“การซื้อ LTF/RMF ปลายปีนี้ไม่ยาก ไม่วุ่นวายและ มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดี”

ที่มาจาก : บทความพิเศษจากของ บล. ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save