คำนวณผลตอบแทนจากการซื้อประกันแบบมืออาชีพ

ทุกคนล้วนมีความฝันที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องใช้เงินเพื่อให้ความฝันนั้นเป็นจริง บางคนฝันใกล้ๆว่าขอเพียงหมดหนี้สินบัตรเครดิตก็จะทำให้ชีวิตมีความสุข ขณะที่หลายคนฝันไกลๆว่าอยากมีเงินสร้างธุรกิจส่วนตัว อยากมีบ้าน รถยนต์ เงินเพื่อการศึกษาลูกและอยากมีชีวิตที่สุขสบายในวัยเกษียณ เรามุ่งมั่นเก็บออมเงินเพื่อที่จะให้ไปถึงความฝัน

แต่ว่า!! จะมีสักกี่คนที่คิดจะปกป้องความฝันของตัวเองจากความไม่แน่นอนในชีวิตที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น

เราลองนึกดูว่าหากเสาหลักของครอบครัวที่กำลังเก็บเงินผ่อนบ้านและออมเงินเพื่อการศึกษาให้เจ้าตัวเล็กที่กำลังจะลืมตาดูโลกอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนจนทำให้เสียชีวิต เมื่อเสาหลักที่เป็นกำลังสำคัญในการหาเลี้ยงครอบครัวหายไป ผู้ที่อยู่เบื้องหลังจะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร

การทำประกันชีวิตเป็นหนึ่งในการวางแผนการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงส่วนบุคคลทั้งในเรื่องชีวิต สุขภาพและทรัพย์สินจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น

จากเหตุการณ์นี้ถ้าเสาหลักของครอบครัวได้ทำประกันชีวิตไว้ก็จะมีเงินมาช่วยสานต่อความฝันให้เป็นจริง โดยที่คนข้างหลังไม่เดือดร้อนจากภาระหนี้สินของบ้านและเงินค่าการศึกษาลูก การมองหาเครื่องมือปกป้องความฝันด้วยการทำประกันชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่ดี

แต่การเลือกซื้อประกันชีวิตที่ให้ผลประโยชน์มากกว่าความคุ้มครองนั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า เราควรเลือกซื้อประกันโดยดูผลตอบแทนจากการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด แต่เราจะมีวิธีการดูอย่างไรถึงจะรู้ว่าประกันชีวิตที่เราเลือกนี้ได้รับผลตอบแทนสูงจริงๆ เพราะบริษัทประกันหลายแห่งที่ทำทุนประกันหรือจำนวนเอาประกันที่เท่ากัน แต่มีรายละเอียดการคิดเบี้ยประกัน(เงินที่เราต้องจ่าย) ไม่เท่ากัน อีกทั้งจำนวนเงินคืนระหว่างทำประกันก็แตกต่างกัน

เราลองดูตัวอย่างเงินเอาประกัน 100,000 บาท ของประกันชีวิตชนิด 10/5 คือ จ่ายเบี้ยประกันชีวิต 5 ปีได้รับความคุ้มครอง 10 ปีของ 3 บริษัทนี้

คิดว่าแบบไหนจะให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่ากัน??

เราไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะเลือกทำประกันชีวิตกับบริษัทไหนดีกว่ากันเพราะจำนวนเงินคืนรายปี จำนวนเงินที่จะได้รับเมื่อสัญญาครบกำหนดและผลตอบแทนตลอดสัญญาของแต่ละบริษัทนั้นแตกต่างกัน ดังนั้น วิธีป้องกันการถูกตัวเลขหลอกตา เราต้องใช้ IRR เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ เพราะ IRR (Internal Rate of Return) เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ใช้ในการคำนวณอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนว่าจะได้รับต่อปีกี่ %

สำหรับคนที่กลัวตัวเลขไม่ต้องกังวล เราจะแนะนำวิธีการคำนวณ IRR ที่ง่ายมากเพราะใช้เพียงการบวกและลบเท่านั้น เราจำไว้ว่า    “จ่ายเงินเป็นลบ รับเงินเป็นบวก” แบบนี้เราก็สามารถคำนวณผลตอบแทนจากการซื้อประกันแบบมืออาชีพได้   จากตารางข้างต้นนำมาคำนวณจะได้ค่า IRR ดังนี้

  • บริษัทที่ 1 IRR = 3.76%
  • บริษัทที่ 2 IRR = 2.74%
  • บริษัทที่ 3 IRR = 2.63%

ตัวอย่าง ผลประโยชน์ของแบบ Make Money 10/5 ของบริษัทที่ 1 ไทยสมุทรประกันชีวิต   ผู้เอาประกันภัยเพศชาย อายุ 35 ปี ซื้อแบบประกันภัย Make Money 10/5 ที่จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000  บาท ซึ่งได้รับเงินจ่ายคืนทุกสิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1-9 ปีละ 5% ของจำนวนเงินเอาประกัน รายละเอียดเบี้ยประกันภัยที่ต้องชำระและผลประโยชน์ที่จะได้รับเป็นดังนี้

*เงินจ่ายคืน และความคุ้มครองชีวิต คิดเป็น%ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ วันเริ่มสัญญา

ถ้าฝากเงินออมทรัพย์ตอนต้นปี ธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยให้เราช่วงกลางปีและสิ้นปี การจ่ายเบี้ยประกันภัยก็เช่นเดียวกัน ถ้าในรายละเอียดประกันบอกว่าเราจะได้รับเงินคืนทุกปี นั้นหมายความว่า เราจ่ายเบี้ยประกันตอนต้นปี พอถึงสิ้นปีเราถึงจะได้รับเงินคืนรายปี จากตารางข้างต้นเรานำมาเพิ่มเติมชื่อแถว “สิ้นปีที่ 10” เพื่อให้การคำนวณง่ายขึ้นนะจ๊ะ

2 ขั้นตอนการคำนวณผลตอบแทนจากการซื้อประกันแบบมืออาชีพ

โดย เว็บใช้ที่ช่วยคำนวณสูตรคำนวณ IRR คือ http://tools.financial-projections.com/IRRInternalRateOfReturn.shtml

หากต้องการลดหย่อนภาษีด้วย เบี้ยประกันชีวิตของแบบประกันภัยนี้ สามารถ นำไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุด 100,000 บาท เราจะใช้ตัวอย่างประกันชีวิตชุดนี้คำนวณว่าถ้านำไปลดหย่อนภาษีฐาน 10% จะได้ IRR = ??

ตัวอย่าง ผู้เอาประกันภัยเพศชาย อายุ 35 ปี ซื้อแบบประกันภัย Make Money 10/5 ที่จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000  บาท  โดยนำไปลดหย่อนภาษีฐาน 10% รายละเอียดเบี้ยประกันภัยที่ต้องชำระและผลประโยชน์ที่จะได้รับเป็นดังนี้

2 ขั้นตอนการคำนวณผลตอบแทนจากการซื้อประกันแบบมืออาชีพ
(กรณีนำไปลดหย่อนภาษี)
 

โดย เว็บใช้ที่ช่วยคำนวณสูตรคำนวณ IRR คือ http://tools.financial-projections.com/IRRInternalRateOfReturn.shtml

อัตราผลตอบแทนการลงทุนต่อปี (IRR) ของประกันชีวิตส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2-3% ซึ่งประกันชีวิต Make Money 10/5 ของไทยสมุทรประกันชีวิตนี้ให้ผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ดี เพราะ IRR ของแบบประกันชีวิต Make Money 10/5 จะอยู่ที่ 3.76% และถ้านำเบี้ยประกันมาลดหย่อนภาษี ทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับสูงขึ้นไปอีก จากตัวอย่างที่ฐานภาษี 10% จะได้รับ IRR 5.21%

หากคุณกำลังมองหาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์เพื่อใช้ลดหย่อนภาษี มีเงินคืนระหว่างทำประกันและได้รับผลตอบแทนสูง “Make Money 10/5” สามารถตอบโจทย์เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งช่วงลดหย่อนภาษีโค้งสุดท้ายแบบนี้ก็มีโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 57 สามารถผ่อนเบี้ยประกันแบบ 0% นาน 4 เดือนแต่ได้รับลดหย่อนภาษีเต็มจำนวน แถมยังมีช่องทางการซื้อที่ง่ายและสะดวกผ่านระบบออนไลน์อย่าง www.oceanlifeonline.com นับเป็นประกันชีวิตที่เราไม่ควรมองข้ามนะจ๊ะ

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

11/27 ดาบสองคมของการรีไฟแนนซ์ [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

ผมมีรุ้นน้องคนหนึ่งนะครับ ไม่รู้เขาจะมาอ่านไหมนะ… เขาเป็นคนหาเงินเก่งมาก แต่ใช้เงินก็เก่ง เก่งแบบสุดๆเลยล่ะ เป็นหนี้บัตรเครดิตแบบทุกวงเงินเต็มไปหมด รูดบัตรไม่ได้ก็ต้องยืมเงินเพื่อน ผมเคยถามเขาว่าเขาเอาเงินไปใช้ทำอะไรนัก ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการกินโน้นนี่ ซื้อของที่อยากได้ อยู่ๆอยากได้รถยนต์ก็ขอเงินพ่อแม่ดาวน์รถ (ติดหนี้พ่อแม่เพิ่มเติมด้วยนะ) แล้วก็เป็นเด็กที่ใจดี สปอร์ต เลี้ยงเพื่อนบ่อยๆ จนตัวเองนั้นกลายเป็นหนี้บัตรเครดิตประมาณ 3-4 เท่าของเงินเดือนได้ ตอนนั้นมีปัญหาค่อนข้างมากไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ได้แต่ยืมเพื่อนมาใช้จ่ายขัดดอกจนเพื่อนหมดตัวไปตามๆกัน พอเพื่อนเริ่มไม่ให้ก็เริ่มเอาทรัพย์สินไปจำนองเพื่อมาหมุนหนี้ พวกรถยนต์ที่ผ่อนอยู่ผมจำไม่ได้นะครับว่าเขาทำอย่างไร แต่ก็พยายามเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน รวมถึงพยายามหาทางออกว่าจะมีวิธีใดในการผ่อนชำระหนี้สินให้ง่ายกว่าเดิมได้

และแล้วก็มีทางออกคือ

“การรีไฟแนนซ์”

ว่าแต่มันคืออะไร?

หลักการของการรีไฟแนนซ์ก็คือ การที่เรากำลังจ่ายภาระหนี้สินที่อัตราดอกเบี้ยหนึ่งๆอยู่ แล้วเราก็พบว่ามันมีแหล่งที่ให้ดอกเบี้ยถูกกว่า (หรืออาจจะถูกกว่าในบางเวลาแบบมีโปรโมชั่นมาให้) เช่น เราอาจจะเป็นหนี้บัตรเครดิตอยู่ที่ 20% แล้วมันเยอะมากๆ จนเราพบว่ามีธนาคารอีกแห่งเขามาเสนอว่า มารีไฟแนนซ์กับเขาไหม จะได้มาเป็นลูกค้ากับเขา แล้วเขาอัตราดอกเบี้ยให้ 3 เดือน อยู่ที่ 7% แทน หลังจากนั้นก็จะให้โปรโมชั่นจ่ายดอกเบี้ยที่ 20% เหมือนเดิม หรือบางทีเราอาจจะกู้อยู่ซักทีหนึ่งแล้วเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยมันลดลงก็ทำเรื่องขอกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยใหม่ เห็นอย่างงี้แล้วตาลุกวาวเลยนะครับ น่าสนใจใช่ไหม แน่นอนหลายคนก็เลยตัดสินใจที่จะไปเป็นลูกค้าอีกธนาคารหนึ่งเพื่อต่อลมหายใจและชำระหนี้ได้ง่ายขึ้น

การรีไฟแนนซ์ไม่ได้หมายถึงต้องทำที่ธนาคารเท่านั้น มันอาจจะหมายถึงการยืมเงินทั่วไปก็ได้ ถ้ามีคนให้ยืมโดยคิดอัตราดอกเบี้ยถูกกว่าเดิม เราก็กู้มาโป๊ะแล้วใช้ดอกเบี้ยใหม่ในการคิดผ่อนชำระ จากเดิมที่ต้องจ่ายทั้งต้นทั้งดอกมากมาย ลดไปลดมาทำให้มีค่าใช้จ่ายลดลง รวมถึงยังสามารถชำระหนี้ได้เร็วขึ้นได้ แต่… เชื่อผมไหมว่าไม่ใช่ทุกคนหรอกที่ทำได้…

เพราะมันมีดาบสองคมในนั้น

ตามธรรมชาติของคนเราเนี่ยจะกลัวหนี้สินมาก ยิ่งอะไรที่มีดอกเบี้ยเยอะๆนี่จะกลัวเป็นพิเศษเพราะความมั่งคั่งเราจะหายไปง่ายๆ เช่นเดิมทีเราอาจจะจ่ายหนี้มีต้นดอกเดือนละ 10,000 บาท แล้วพอเราสามารถหาแหล่งเงินกู้ที่ถูกลงได้ก็เราก็ชำระเงินได้ในอัตราที่ถูกลง เช่น ชำระลดลงไป 50%  (ตัวเลขสมมตินะครับ) ตกต้องชำระอัตราใหม่ที่ 5,000 บาทต่อเดือน เงินที่เราเคยเตรียมไว้ 10,000 บาทมันก็สามารถชำระได้มากขึ้นใช่ไหมครับ ไม่ใช่ว่าเขาให้ชำระ 5,000 ก็จะชำระแค่ 5,000 บางครั้งเราสามารถต่อรองเพื่อชำระเพิ่มเติมให้หนี้สินหมดเร็วไปกว่าเดิมก็ได้ แต่หลายๆคนกลับไม่ได้ใช้ประโยชน์เหล่านั้น

เดิมเคยชำระ 10,000 แล้วต่อมาชำระได้ถูกลงเหลือ 5,000 แปลว่าเงินที่เราเก็บไว้จ่ายนั้นจะเหลืออีก 5,000 บาท แต่เขากลับนำไปจับจ่ายใช้สอยอย่างสนุกสนานเพราะเห็นว่ามีเงินเหลือเก็บใช้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น บางคนกลับก่อหนี้เพิ่มเติมเพราะเขาคิดว่าเขามีเงินเหลือมากพอที่จะผ่อนอย่างอื่นได้เพิ่มแล้ว (ไม่ชอบความสบายจากการมีเงิน)

เพื่อนรุ่นน้องของผมเป็นแบบนี้จริงๆเลยครับ คิดว่าตัวเองย้ายแหล่งเงินกู้จากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งแล้วจะรอดพ้นการมีหนี้ได้ พอมีเงินเหลือเพิ่ม ก็ไม่รีบปลดหนี้แต่ไปสร้างหนี้เพิ่ม และสุดท้ายเขาก็เป็นหนี้มหาศาลจากวิถีการใช้เงินของเขาอยู่ดี เพราะฉะนั้นแล้วการรีไฟแนนซ์นั้นมันก็เป็นโอกาสแต่มันก็อาจจะไม่ได้เป็นโอกาสกับบางคนก็ได้ ผมว่าโดยหลักแล้วมันอยู่ที่ทัศนคติและวินัยในการใช้เงินนะครับ หากเราสามารถสร้างวินัยทางการเงินได้อย่างดี มันก็เป็นเรื่องที่ในง่ายในการปลดหนี้นะครับ

ก็อย่าลืมนะครับว่า การรีไฟแนนซ์คือเราได้โอกาสต่างๆเพื่อให้เราสามารถชำระหนี้ได้ ก็จงใช้โอกาสนั้นเยอะๆไปเลย จะได้หมดหนี้สินกันไปๆ อย่าใช้โอกาสแค่บางส่วนและอย่าใช้โอกาสเพื่อสร้างหนี้สินเพิ่มเติมกับตัวเองนะครับ ก็หวังว่าบทความนี้จะให้ประแนวทางในการบริหารเงินและชำระหนี้อย่างได้ประโยชน์ที่สุดกับทุกคนครับ

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล
ผู้แต่งหนังสือ รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

ชีวิตคุณเปลี่ยนได้ ถ้าลงทุนเป็น

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องน้องคนหนึ่งที่ผมรู้จักให้ฟังครับ น้องคนนี้ชื่อน้องแมน เมื่อก่อนตอนแมนเรียนจบใหม่ๆ พอได้เงินเดือนมาเขาใช้สะบั้นหั่นแหลกเหมือนคนทั่วไปที่คิดว่า เงินทองไม่ตายก็หาใหม่ได้ ทำงานไปแรกๆก็มีเงินเก็บอยู่บ้าง แต่ยิ่งทำงานนานขึ้น เงินเดือนพอมีตัวเลขให้เห็น ก็ยิ่งกล้าใช้จ่ายและพบว่าตัวเองเริ่มผ่อนผ่านบัตรเครดิตมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายชีวิตเขาเป็นหนี้มหาศาล ถ้าผมจำไม่ผิด จำนวนหนี้ของน้องเขาประมาณ 3 เท่าของเงินเดือนได้มั้งครับ จ่ายขั้นต่ำมาตลอดและเสียเงินไปกับดอกเบี้ยมากมาย ส่วนเงินที่ยืมเพื่อน ยืมพ่อแม่ก็ไม่ต้องพูดถึงเลยครับ หนี้ปลอดดอกเบี้ยแบบนี้ใช้หนี้ทีหลังสุดแน่นอน พอเขามีหนี้เยอะ เพื่อนก็เอาเรื่องเขามาคุยกัน จนผมต้องเรียกมานั่งคุยว่าเกิดอะไรขึ้น

เปลี่ยนหนี้สินเป็นเงินลงทุน

ผมเคยถามหลายๆคน ว่าทำไมถึงเป็นหนี้กัน เชื่อไหมครับผมไม่เคยได้คำตอบที่น่าเห็นใจเลย ประมาณว่า “ที่บ้านป่วยจนต้องกู้เงินมารักษา” เท่าที่ถามมาส่วนใหญ่ก็มีเหตุผลว่า “อยากมีนั่น อยากได้นี่ อยากมีเหมือนคนอื่น” ถ้ามันเป็นเรื่องที่จำเป็นก็โอเคครับ แต่กรณีของน้องแมน ผมพยายามให้เขาเขียนแยกค่าใช้จ่ายของเขาออกมา ผมเห็นแต่ละอย่าง มันก็ทำให้ผมอึ้ง! มีแต่ค่าใช้จ่ายที่หมดไปกับค่าเหล้า ปาร์ตี้ เสื้อผ้า ของที่ไม่จำเป็นทั้งนั้น กินอาหารนอกบ้านบ้างล่ะ รวมแล้วเดือนหนึ่งประมาณ 5,000 บาทขึ้นไป แต่บางทีเจออะไรที่อยากได้ ก็ซื้อ ซื้อ ซื้อ ยอมใช้บัตรเครดิต จนเป็นหนี้เป็นสินเต็มไปหมด กรณีน้องแมนผมสรุปได้ว่าที่เก็บออมไม่ได้ เพราะข้ออ้างของความอยากได้นี่แหละครับ ที่เป็นอุปสรรค

ผมลองให้เขาแยกค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เกิน 5,000 บาทออกมา แรกๆเขาก็ดื้อดึงอยู่ พูดแต่ว่าทำไม่ได้ๆ แต่ก็ต้องบังคับใจนะ เริ่มจากเล็กๆน้อยๆ ค่อยๆลด การก่อหนี้ก้อนใหม่นี่เลิกคิดไปได้เลย เริ่มต้นจาก 1,000 – 2,000 บาทก่อน  ทยอยใช้หนี้ไป จนสามารถลดได้เกิน 5,000 บาท ผมก็เห็นเขาทำได้นะ แล้วก็เงินพอใช้ด้วย สุดท้ายแล้วเขาก็ใช้หนี้ได้หมด

หนี้หมดไปแล้วใช่ไหมครับ ผมก็บอกเขาว่าตอนนี้ เขาสามารถสร้างเงินออมจากค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ลดไปได้แล้ว อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าเงิน 5,000 บาทที่เขาเก็บได้มันก็จะอยู่ในกระเป๋าเขา แค่เลือกเอาว่าจะก่อหนี้ใหม่ หรือเก็บไว้เป็นเงินออม แต่เชื่อผมไหมครับว่าอยู่ๆน้องเขาก็เปลี่ยนความคิดขึ้นมาว่า เมื่อก่อนเขาเป็นหนี้เยอะมากๆ และมีดอกเบี้ยที่เขาต้องจ่ายตลอดเวลา ถ้าเขานำเงินที่เขาเก็บได้ไปให้คนอื่นกู้เขาก็คงจะได้ดอกเบี้ยเหมือนธนาคารบ้าง หรือน่าจะเอาเงินไปลงทุนให้มันงอกเงยได้ (อยู่ๆเขาก็มีหัวนักลงทุนมาจากไหนก็ไม่รู้)

วางแผนการเงินการลงทุน เพื่อความมั่งคั่งในอนาคต

น้องแมนเอาเงิน 5,000 บาทไปลงทุนครับ 5000 ที่ว่านี่คือหักมาจากเงินเดือนตามหลักการออมนั่นแหละ เพียงแต่นำเงินไปเริ่มจากการสะสมหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นแทน (น้องบอกว่ามันง่ายดีไม่ต้องติดตามเหมือนหุ้น) ผมถามเขาว่า ทำไมเขาถึงกล้าลงทุนเยอะๆเลยในทีเดียวถึง 5,000 บาทแบบไม่กลัวขาดทุนเลย น้องเขาตอบว่า เมื่อก่อนเอาเงินออกจากกระเป๋าทุกเดือนอยู่แล้วไปกับการใช้จ่ายแถมยังต้องเสียเพิ่มในเรื่องของดอกเบี้ยด้วย แต่การลงทุนมันกลายเป็นสิ่งที่อาจทำให้เขาได้กำไรกลับมาก็ได้ ถ้าเขาศึกษาและเข้าใจในเรื่องของความเสี่ยงหรือเนื้อหาของกองทุน และเรื่องอื่นๆที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุน

“เงิน 5,000 บาท ออกจากกระเป๋าเหมือนกัน แค่เปลี่ยนจากการไปสร้างหนี้ กลายเป็นการลงทุนแทน”

แน่นอนว่าในบางช่วงเขาอาจต้องเจอภาวะขาดทุนบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ขาดทุนตลอดไปหรอก พวกดอกเบี้ยที่เกิดจากการสร้างหนี้ของเขาน่ะอันตรายกว่าเยอะ  ผมว่าวิธีคิดน้องเขาล้ำหน้าไปมากเลยนะครับ และตอนนี้เขาก็เปลี่ยนไปเป็นอีกคน มีชีวิตสุขภาพการเงินที่ดีขึ้น และยังเป็นคนที่คอยสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอีกหลายๆคนซะอีกด้วย หลักการในการขยายการลงทุนของเขาก็มีอยู่แค่ 2 เรื่องครับ

  1. หาเงินมาลงทุนเพิ่ม : ออมมากขึ้นด้วยการลดรายจ่ายบ้าง และหารายได้เพิ่มโดยการไปสอนพิเศษวันเสาร์-อาทิตย์ เงินเดือนขึ้น บางทีได้โบนัส ก็เอามาจัดสรรการลงทุน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ใช้เงินเลยนะครับ เขายึดหลักตามความเหมาะสมของการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขด้วย
  2. เพิ่มความเสี่ยงในการลงทุน : ตอนแรกเขาก็ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นนะครับ แต่พอมีเงินมากขึ้นก็เริ่มไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศบ้าง ลงทุนในหุ้นบ้าง จัดพอร์ทเงินนิดๆหน่อยๆไปกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น แต่อยู่ในขอบเขตที่เขารับได้

พอไปเห็นสิ่งที่เขาทำแล้วรู้สึกว่าน้องแมนเป็นกรณีศึกษาที่ดีและเป็นเรื่องที่ธรรมดาๆง่ายๆสำหรับทุกๆคนที่จะลองเปลี่ยนตัวเองเพื่อสร้างความมั่งคั่งของชีวิต ผมว่าไม่ไกลเกินตัวนะครับ เราเริ่มต้นกันได้ตั้งแต่วันนี้เลย อย่าพยายามหาข้ออ้างให้กับตัวเอง แต่ถ้าสำหรับใครที่รู้สึกว่าอยากจะหาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องของการเงินการลงทุน ผมขอเชิญชวนไปร่วมงาน SET in The City นะครับ

SET in The City ปีที่การลงทุนจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล

ปีนี้เป็นปีครบรอบปีที่ 10 ของงาน SET in The City นะครับ ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเขาก็มีความตั้งใจมากที่จะทำให้คนไทยมีความรู้ในเรื่องของการเงินและการลงทุนเพื่อให้ทุกคนสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิต มีสุขภาพทางการเงินดีได้ เพราะฉะนั้นแล้วปีนี้มีการจัดเต็มในเรื่องความรู้ โดยมี Highlight ของงานดังนี้ครับ

1. สัมมนาการลงทุนแห่งทศวรรษ

ทางตลาดฯได้มีการเชิญเหล่ากูรูการลงทุนในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง หุ้น กองทุนรวม อนุพันธ์ รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆที่เป็นทางเลือกในการลงทุนอย่างอสังหาริมทรัพย์ ทองคำ มาร่วมให้ความรู้กับนักลงทุนทุกคนนะครับ

5 วิธีซื้อความสุขด้วยเงิน

ในช่วงเวลานี้มองไปทางไหนก็มีแต่คนอยากรวย อยากมีเงินเยอะๆ อยากเล่นหุ้นจะได้รวยๆ อยากมีอิสรภาพทางการเงิน อยากลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวที่ทำเงิน มากกว่างานประจำ

สรุปได้ว่าเทรนด์ความคิดของสังคมเราคือ อยากมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เมื่อเรามีรายได้มากขึ้น เราจะมีความสุขมากขึ้น เพราะเราสามารถจับจ่ายใช้สอยได้อย่างไม่ต้องกังวล เรารู้สึกสะดวกสบายมากขึ้นที่ได้อยู่ที่พักดีๆ มีรถดีๆ ขับกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย มีอาหารดีๆ กิน แต่ความสุขจะอยู่กับเราเพียงแค่ช่วงแรกๆ ที่เราหาเงินเพิ่มได้เท่านั้น

หลังจากที่เรามีเงินเยอะมากขึ้น เราจะยิ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามมา เราจะมีต้นทุนในชีวิตเพิ่มขึ้น เราอาจจะใฝ่หาสิ่งของที่ทำให้เราดูดีขึ้น เราอาจจะอยากอัพเกรดซื้อบ้านคอนโดหรูขึ้น ซื้อรถใหม่ราคาสูงขึ้น เราอยากลงทุนเพื่อให้มีกำไรมากขึ้น เราอยากทำธุรกิจเพิ่ม หางานเสริมทำเพิ่มเพื่อมีเงินเพิ่ม แล้วหวังว่าชีวิตจะสุขมากขึ้นตามจำนวนเงินที่เพิ่มในบัญชี เราจึงทำงานไปเรื่อยๆ เพื่อหาเงิน หาเงิน และหาเงิน แต่จนถึงวันนี้ชีวิตเราก็ยังไม่เป็นสุขสักที…ทำไม? หรือว่าการมีเงินเพิ่มอาจไม่ใช่หนทางไปสู่ความสุข

แล้วอะไรละ คือสิ่งสำคัญในการหาความสุขมากกว่าการหาเงินเพิ่ม Elizabeth Dunn และ Michael Norton ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Happy Money เสนอว่า การหาเงินเพิ่ม (Earning) ไม่ได้สร้างความสุขเพิ่ม แต่การใช้เงิน (Spending) อย่างถูกวิธี ต่างหากที่ช่วยเพิ่มความสุขให้กับชีวิตเรา แถมยังใช้เงินจำนวนน้อยลงอีก ด้วยหลัก 5 ประการในการใช้เงินเพิ่มสุข ได้แก่

1. ใช้เงินซื้อประสบการณ์ การซื้อสิ่งของ

เช่น เสื้อผ้า บ้าน คอนโด รถยนต์ นาฬิกา นั้นให้ความสุขน้อยกว่าการซื้อหาประสบการณ์ อย่างเช่น ซื้อทัวร์ไปท่องเที่ยว ตั๋วดูคอนเสิร์ต อาหารมื้อสุดพิเศษ เช่ารถไปเที่ยวกับแฟน การซื้อรถใหม่ราคาหลักแสนหลักล้านมาขับนั้นทำให้เรามีความสุขแค่เวลาหลัง ซื้อไม่นานเท่านั้น แต่ถ้าเราซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวทะเลราคาหลักหมื่น ถึงแม้จะเที่ยวจบไปนานแล้ว แต่ความทรงจำ บรรยากาศ หาดทรายสายลมจะยังตราตรึงอยู่ในหัวใจเราเสมอ เมื่อนึกถึงทีไรก็มีความสุขทุกครั้ง

2. ตั้งข้อสัญญาก่อนซื้อสิ่งนั้น

ให้ลองกำหนดกฎเกณฑ์กับสิ่งที่เราชอบมากๆ สักหน่อยก่อนซื้อมัน จะทำให้เรารู้สึก ซาบซึ้ง มีความสุข สนุก กับสิ่งนั้นมากขึ้น เช่น ถ้าเราชอบดูหนัง อย่าซื้อตั๋วดูหนังทุกครั้งที่เราอยากดู แต่อาจจะลองตั้งกฎส่วนตัวขึ้นมาว่า ทุกครั้งที่ทำงานเสร็จได้ดี จะให้รางวัลตัวเองเป็นตั๋วหนัง หรือตั้งกฎว่าทุกวันเสาร์เราจะโยนเหรียญเสี่ยงทายว่าสัปดาห์นี้จะได้ไปดูหนังหรือไม่ เป็นต้น

3. ใช้เงินซื้อเวลา

บางทีเราก็ควรจะเอาท์ซอร์สให้คนอื่นทำภารกิจบางอย่างในชีวิตแทนเราบ้าง เงินสามารถเพิ่มเวลาส่วนตัวให้เราเอาเวลาไปทำสิ่งที่อยากทำจริงๆ ได้แทนที่เราจะต้องมานั่งรีดผ้าซักผ้าเองในสัปดาห์นี้ ทำไมไม่ลองจ้างให้คนอื่นมาทำแทนแล้วเราก็ออกไปเที่ยวกับครอบครัวดูละ

4. จ่ายเงินก่อน แล้วค่อยใช้บริการทีหลัง

ส่วนใหญ่เรามักจะซื้อปุ๊บแล้วใช้ปั๊บทันที เราจะมีความสุขปั๊บ แต่ไม่นานสุขก็หายไปเพราะเบื่อ ชินชาไปแล้ว แต่ถ้าเราลองยืดเวลาในการใช้ของหรือใช้บริการที่เราเพิ่งซื้อไปก่อน จะช่วยให้เราสนุกกับการรอคอย การคาดหวัง จะทำให้เรารู้สึกเหมือนคอยลุ้นตื่นเต้นทุกทีที่นึกถึงวันหยุดยาวไปเที่ยวแสนหรรษาอะไรอย่างนั้นเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นคราวหลังถ้าซื้อโทรศัพท์ใหม่ อย่าเพิ่งใช้ ลองเก็บใส่กล่องไว้ก่อนสัก1เดือนแล้วค่อยหยิบมาใช้ดีกว่า

5. ใช้เงินลงทุนกับคนอื่นๆ งานวิจัยใหม่ๆ

พบว่าการใช้จ่ายเงินให้กับคนอื่นนั้นทำให้เรามีความสุขมากกว่าการใช้เงิน เพื่อตัวเราเอง ข้อนี้เป็นหลักการเดียวกับที่พ่อแม่มักจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้ซื้อของดีๆเพื่อลูกที่พวกเขารัก หรือเราบริจาคทานต่างๆเพื่ออุทิศให้กับศาสนาและองค์กรการกุศล นอกจากนี้ยังมีวิธีใหม่ๆ เช่น ลองให้เงินทุนกับผู้มีรายได้น้อยด้อยโอกาสแต่อยากทำงานตั้งตัวดูสิ เงินของเราอาจเปลี่ยนชีวิตคนหนึ่งคนได้เลย ถ้าชีวิตเขาดีขึ้น เราคงจะภาคภูมิใจไปอีกนานแสนนานเลยทีเดียว

ทั้ง 5 หลักการทั้งหมดนี้อย่าเพิ่งเชื่อ เราลองนำไปประยุกต์ใช้สักข้อสองข้อ ผลเป็นอย่างไรลองมาแชร์ให้อ่านดูได้ ขอให้ทุกคนที่อ่านลอง “ปรับเปลี่ยนวิธีการใช้เงิน” ให้ตรงตามหลักการ 5 ข้อข้างบน และขอให้มีความสุขกับเงินและอย่าเป็นทุกข์เพราะมีเงิน “เงินมีเยอะได้ แต่ต้องใช้ให้เป็น ถึงจะไม่ทุกข์”

ที่มา: http://www.actionablebooks.com/summaries/happy-money-the-science-of-smarter-spending/

9 ข้อคิดชีวิตที่ผมได้เรียนรู้ผ่านการทำงานหนัก

บทความนี้เป็นบทความแรกที่ผมเขียนขึ้นผ่านมุมมองและประสบการณ์จากการทำงานหนักของตัวเอง นับตั้งแต่วันแรกของการทำงานจนถึงวันนี้ มี 9 เรื่องนี้ที่ผมเน้นย้ำกับตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าสิ่งเหล่านี้ คือ “สิ่งที่ผมได้รับจากการทำงานหนัก” ปกติแล้วสไตล์การเขียนบล็อกใน Aommoney.com ของผมจะเป็นแนวกากๆเกรียนๆเจือปนด้วยอารมณ์และมุมมองมาโดยตลอด แต่บทความนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยถ้อยคำที่สุภาพและความรู้สึกที่อยากจะเผยแพร่จากใจจริง

ผมเชื่อว่า หลายท่านอาจจะไม่คุ้นชินกับสำนวนในบทความตอนนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับบทความอื่นๆที่ผ่านมา แต่สำหรับคนที่มาใหม่ ถ้าหากคุณกำลังจะกด Like เพจ Mr.GraymanV2 ผมขอแนะนำให้คุณทำใจไว้ล่วงหน้าและตรวจสอบความพร้อมของจิตใจสักนิด เพราะคุณจะต้องเจอกับคำผรุสวาท คำหยาบด้วยอารมณ์ แต่เจือปนด้วยข้อคิดที่ตัวผมอยากจะสื่อ ถ้าคุณรับได้ คุณอาจจะรักตัวอักษรของผม แต่เช่นเดียวกัน ถ้าคุณรับไม่ได้ มันก็เป็นแค่คำหยาบคายธรรมดาที่ก่นด่าออกไป

ผมหวังไว้ว่าบทความนี้จะมีประโยชน์สำหรับคนที่ได้ผ่านมาอ่านทุกๆคน
โดยเฉพาะคนที่ “คิดว่า” ตัวเองทำงานหนัก
และคนที่อาจจะเจอกับการ “ทำงานหนัก” ในอนาคต

ป.ล. สิ่งที่ผมเขียนนี้ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงสไตล์ตัวเอง แต่ผมเพียงต้องการแสดงสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาให้คุณเห็นในแง่บวกของผู้ชายสีเทาๆคนหนึ่งเพียงเท่านั้น ขอน้อมรับคำติและคำชมไว้ด้วยสิ่งที่นักเขียนกากๆคนหนึ่งพึงจะได้รับไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

9 ข้อคิดชีวิตที่ผมได้เรียนรู้ผ่านการทำงานหนัก

ผมเชื่อว่า ทุกคนต้องเคยได้ยินคำว่า “งานหนักไม่เคยฆ่าคน”  แต่บางคนได้ยินแล้วคงจะรู้สึกว่า “นี่กรุกำลังจะตายเพราะงานแล้วไงสัส” แต่ไม่ว่างานในวันนี้จะหนักแค่ไหน คุณต้องไม่ลืมมองเข้าไปให้ถึง “อนาคต” ข้างหน้าด้วย เพราะถ้าหากคุณไม่ตายจากการทำงานหนักในวันนี้ ผมกล้าบอกเลยว่าสิ่งที่คุณจะได้รับในอนาคตนั้นมันช่างมีค่าเหลือคณานับ และทั้งหมดคือ 9 ข้อคิดที่ผมได้รับจากการทำงานหนัก ในสไตล์เกรย์แมน

1. หยุดคาดหวัง “ความยุติธรรม” จากการทำงานหนัก

ก่อนอื่นผมขอบอกเลยว่า ในการทำงานทุกประเภท จงเลิกคาดหวังที่จะพบคำว่า “ความยุติธรรม” จากสังคมการทำงานเป็นลำดับแรก และถ้าหากคุณมองว่าตัวเองเป็น “คนทำงานหนัก” คุณจงถามตัวเองต่อไปว่า “แล้วผลของงานที่ได้รับจากการทำงาน” นั้นเกิดจากการทุ่มเทแรงใจแรงกายอย่างเต็มที่ หรือ เป็นแค่ข้ออ้างของการขาดประสิทธิภาพในการทำงาน เลยทำให้คุณต้อง “ทำงานหนัก” เพราะ “ใช้เวลา” มากกว่าคนอื่นๆ

บางครั้ง คุณอาจจะมองเห็นคนหลายคนในที่ทำงาน หรือคนที่ทำงานประเภทเดียวกันกับคุณ ดูสบายๆ ใช้เวลาหรือความทุ่มเทในการทำงานน้อยกว่าแต่ทำไมพวกเขาเหล่านั้นถึงประสบความสำเร็จในการทำงานมากกว่า หรือไม่ก็ได้รับการยอมรับจากสังคมมากกว่าคุณ

นั่นแหละครับ!!  มันคือสิ่งที่สะท้อนกลับมาถามคุณว่า “ทำไมเราถึงไม่สามารถทำได้อย่างเขา” หรืออย่างน้อยลองถามตัวเองก่อนละกันว่า “เรามีข้อเสียอะไรบ้าง” ที่ทำให้ต้องทำงานหนักอย่างขาดประสิทธิภาพแบบนี้

ถ้าหากมันเป็นความผิดพลาดของคุณเอง จงอย่าร้องเรียกหา “ความยุติธรรม” ที่เกิดขึ้น เพราะการเรียกหาความยุดติธรรมจากความผิดพลาด มันก็เหมือนกับเด็กอนุบาลที่ทำของเล่นพังแล้วร้องไห้ให้พ่อแม่ซื้อใหม่ เพราะยังไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรผิด

สิ่งเหล่านี้มันคือการแสดงให้เห็นว่า
ตัวคุณนั้นยอมรับความผิดพลาด
และความลำบากในชีวิตอย่างไรต่างหาก

ยิ่งร้องแรกแหกกระเชิงหาความเห็นใจ
ตอนที่ตัวเองทำผิดพลาด
คุณจะเป็นได้แค่ตัวประหลาดในออฟฟิศเท่านั้น

เมื่อเกิด “ความผิดพลาด” อย่ามัวเสียเวลาหาคำตอบที่เข้าข้างตัวเอง เพราะยิ่งคุณหาคำตอบเพื่อให้ตัวเอง “สบายใจ” มากขึ้นเท่าไร ความห่างไกลที่เกิดขึ้นระหว่างคุณกับความสำเร็จมันจะยิ่งไกลออกไปทุกทีๆ

เพราะชีวิตจริงไม่มีคำว่า “ยุติธรรม”
มีแต่คุณต้องรีบ “ทำ” เพื่อให้ปัญหามัน “ยุติ”

แต่ถ้าหากคุณเป็นคนทำงานหนักที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ แต่กลับโดนมองข้ามอย่างไม่เหลียวแล จงอย่าหวังให้หัวหน้ามองเห็นความดีหรือประสิทธิภาพ อย่าฝันให้หัวหน้าเปลี่ยนใจจากการมองคนที่ “ปาก” มาเป็นการมองที่ “หัวใจ” เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไร แถมคุณจะหมดกำลังในสิ่งที่คุณทำ ถ้าคุณมีความสามารถขนาดนั้น ผมว่าเอาเวลาไปสร้างสรรค์งานให้ดีขึ้น หรือ หาองค์กรใหม่ที่เหมาะสมกับตัวคุณจะดีกว่า

สุดท้ายแล้ว…
ความยุติธรรมนั้นหันหน้าให้กับผู้ชนะเสมอ

2. รีบเก็บเกี่ยว “ประสบการณ์” ผ่านการ “ทำงานหนัก”

ถ้าคุณเป็นคนทำงานหนักอย่างมี “ประสิทธิภาพ” ผมเชื่อว่า สิ่งที่คุณได้รับตามมาคือ “ประสบการณ์” อย่างล้นเหลือ ถึงขั้นมีคำกล่าวไว้ว่า “ถ้าเราใช้เวลาทำสิ่งที่เราสนใจเพียงวันละ 20 นาที เราจะเชี่ยวชาญในสิ่งนั้นๆเป็นอย่างดีในอีกไม่ช้า”

สำหรับ “การทำงานหนัก” แล้ว ต่อให้คุณไม่สนใจ มันก็ตาม แต่คุณต้อง “จำใจ” ทำมันทั้งวันอยู่ดี บางคนอาจจะต้องทำงานมากกว่าวันละ 12 ชั่วโมงเสียด้วยซ้ำ แต่แทนที่คุณจะบ่นไปวันๆว่างานหนัก แต่คุณควรถามตัวเองกลับว่า “แล้วเราได้รับอะไรจากการทำงานหนัก” บ้างหรือเปล่า

จากประสบการณ์ของคนใกล้ตัวของผม ให้นิยามคำว่า “การทำงานหนัก” ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนทำงานหนักเพราะระหว่างวันใช้เวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ บางคนทำงานหนักด้วยความตั้งใจและแน่นอนสิ่งเหล่านั้น คือ แหล่ง “ประสบการณ์” ชั้นดีที่คุณ “เลือก” ที่จะได้รับ

ในทุกๆสถานการณ์ ถ้าคุณเลือกที่จะ “บ่น” คุณก็จะไม่ได้อะไร
แต่ถ้าคุณเลือกที่จะ “ค้นหา” คุณอาจจะ

16/27 เทคนิคการทำประกันให้ครอบคุมชีวิต [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

วันนี้มาพูดถึงหลักการทำประกันชีวิตนะครับ ประกันชีวิตอย่างที่ผมบอกล่ะครับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตเราไม่น้อยเชียวเลยนะเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เราลดความเสี่ยงที่จะทำให้เราสูญเสียความมั่งคั่งได้ ประกันบางอย่างอาจจะเสนอผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝากพร้อมๆกับการคุ้มครองชีวิตของเขาและครอบครัว รวมถึงสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ภายใต้เงื่อนไขของสรรพากรนะครับ

ทีนี้คำถามของหลายๆคนที่มักจะนึกถึงกันขึ้นมาก็คือ จะทำประกันอย่างไรให้คุ้มค่าล่ะ?

 แน่นอนครับว่าถ้าหากเป็นประกันที่ไม่มีผลตอบแทนอะไร เช่น ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ หากเราทำเยอะๆเกินความจำเป็น ถ้าเราไม่ได้ใช้สิทธิในการรักษาอะไรมันก็คือเงินทิ้งขว้างของเรา ยิ่งทำเยอะก็อาจจะรู้สึกเสียดาย ในส่วนของประกันที่มีผลตอบแทนหากเราทำเยอะก็แน่นอนว่าเราจะได้ผลตอบแทนเยอะขึ้นมาเช่นกัน แต่ผมมองว่าการลงทุนมีหลายแบบนะถ้าคุณรับความเสี่ยงกันได้ก็แบ่งเงินมาลงทุนอย่างอื่นได้ เช่น ลงทุนในหุ้น ที่มีผลตอบแทนเยอะกว่า ไม่จำเป็นต้องออมเงินในประกันชีวิตทั้งหมดก็ได้ ในส่วนประกันในการลดหย่อนภาษีก็เหมือนกัน หากเราทำเพื่อเป้าหมายการลดหย่อนภาษีก็ไม่ควรทำเกินที่สรรพากรกำหนด 100,000 บาทต่อปี ใช่ไหมครับ

เพราะฉะนั้นแล้วผมมองว่าเป้าหมายของเราและการทำประกันนั้นจะต้องทำอย่าง “พอดี” นะครับ

เทคนิคของเราก็คือต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนนะครับ คำถามมันก็ง่ายๆไม่ยากหรอก สามารถใช้เป็นแนวทางได้เลยในการทำประกัน

1. ความคุ้มครองของเราควรมีมากแค่ไหน ควรมีกับเรื่องอะไรบ้าง

คำถามแรกนี้มันต้องมาประเมินดูก่อนว่า ความเสี่ยงเรามีอะไรบ้าง? อย่างตัวผมก็มักจะคิดเสมอๆเลยนะ ในสมัยที่ผมเป็นพนักงานประจำ ผมมีสวัสดิการและประกันสังคมอยู่บ้างผมก็นำผลประโยชน์ที่ผมควรจะได้รับตามความเสี่ยงต่างๆมาดูนะครับ เช่น กรณีเจ็บป่วยมากกว่าสิ่งที่สวัสดิการของบริษัทคุ้มครองมีอะไร เราควรจะเพิ่มเติมอะไร หรือถ้าเราคิดว่าเราจะไม่ใช้สวัสดิการเลยก็มาดูว่าถ้าผมเจ็บป่วยขึ้นมาต้องเข้าโรงพยาบาล สิ่งที่ประกันจะจ่ายค่าห้องและค่ารักษาพยาบาลมีรายละเอียดอย่างไร โดยผมจะต้องเสียเบี้ยประกันปีละเท่าไหร่ ถ้าดูแล้วว่าคุ้มค่า สมฐานะตัวเอง ก็ทำตามความเหมาะสมไปเลยครับ แต่อย่าเวอร์มากๆนะครับ ประมาณว่าเงินเดือนไม่น้อยแต่ขอจ่ายแพงๆเผื่อได้นอนโรงพยาบาล 5 ดาว พอไม่ป่วยขึ้นมาเขาไม่คืนตังให้นะ เสียดายแย่เลย

จากที่ผมเล่าให้ฟังในตอนที่แล้วว่าผมจะบริหารเงินประกันเป็นลำดับชั้นๆตามความเหมาะสม

  • เริ่มจากการเรื่องสุขภาพของตัวเองก่อน ตามมาด้วยการชดเชยรายได้ ตรงนี้จะเหมาะสมมากขึ้นสำหรับคนที่ทำงานอิสระด้วยนะครับ เมื่อเราป่วยไปทำงานไม่ได้ก็ยังมีเงินชดเชยให้ตามความเหมาะสมของฐานะเรานะ
  • และลำดับต่อมาก็คือประกันเผื่อคนข้างหลัง จำเป็นมากๆสำหรับคนที่มีภาระทางครอบครัว ปกติเรามีเงินเดือนแล้วก็นำเงินเดือนนั้นไปเลี้ยงดูครอบครัวใช่ไหมครับ ก็อาจจะคำนวณดูว่าเราถ้าเราเป็นอะไรไปแล้ว เงินตำนวณขนาดไหนที่จะทำให้ครอบครัวเราอยู่รอดได้ ในระยะเวลาที่เหมาะสมครับ 
  • เรื่องนี้ก็สามารถนำไปปรับใช้ในวิธีคิดเรื่องการทำประกันในรูปแบบอื่นๆได้ ต้องอย่าลืมนะครับว่า ทำประกันต้องทำอย่างคุ้มค่านะ เพราะจ่ายมากไปก็ไม่คุ้ม จ่ายน้อยไปก็ลำบากได้หากเกิดความเสี่ยงขึ้นมา

2. การแบ่งเงินออมมาทำประกัน

กลับมาที่เรื่องรายรับรายจ่ายครับ ทุกอย่างมันเริ่มมาจากการใช้เงินของเรานี่ล่ะ ทุกคนมีเงินออมก็สามารถนำมาวางแผนทางการเงินได้ว่าเราจะจัดพอร์ตประกันมากขนาดไหน อันนี้รวมทั้งหุ้น กองทุนรวม และการลงทุนในรูปแบบอื่นๆนะครับ พอเราได้สัดส่วนในการลงทุนมาแล้วก็เอาเงินมาทำประกันเลย สำหรับส่วนตัวของผมนะ ผมจะเพิ่มการลงทุนในประกันด้วยนะครับ

  • กรณีที่ผมเห็นว่ารายได้ผมเพิ่มมากขึ้นก็สามารถนำเงินไปเพิ่มเติมในการทำประกันให้เหมาะสมกับตัวเองได้มากขึ้นเช่นกัน เมื่อชีวิตเราทำงานเงินเดือนสูงขึ้น เราก็ย่อมเพิ่มเติมเบี้ยประกันในอัตราส่วนที่เหมาะสมขึ้นไปได้อีก เวลามีการรักษาพยาบาลก็คุ้มครองมากขึ้น สามารถใช้บริการในอัตราประกันที่ดีขึ้น ชดเชยรายได้ให้กับเรามากขึ้น หรือการคุ้มครองคนในครอบครัวเราเมื่อเราไม่อยู่แล้ว เราก็สามารถเพิ่มทุนประกันให้เกิดความพร้อมเพื่อรับความเสี่ยงที่มากขึ้นได้ 
  • กรณีที่ผมเห็นว่าความเสี่ยงของผมมากขึ้น บางคนอาจจะทำงานที่มีความเสี่ยง บางคนอาจจะมีความเสี่ยงจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็อาจจะเพิ่มเงินประกันเพื่อให้ความคุ้มครองสูงขึ้นได้เช่นกันครับ

3. คำนวณทุนประกันที่เหมาะสม

ทีนี้มาถึงการคำนวณเรื่องทุนประกันที่เหมาะสมนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่ยากเลย ผมขอให้ทุกท่านจินตนาการตัวอย่างสมมติของ คู่สามี – ภรรยา ที่มีลูกกำลังเรียนหนังสืออยู่และมีค่าใช้จ่ายและรายได้แบบพนักงานประจำ เมื่อจะทำประกันให้คุ้มค่าก็มาดูวิธีการทำประกันดังนี้ครับ

ข้อที่ 1 ค่าใช้จ่ายประเภทต่างๆ ในชีวิตเรามีอะไรบ้าง

  • ค่าใช้จ่ายปกติที่เราต้องจ่ายให้ครอบครัว ลูกๆภรรยา พ่อแม่ในยามปกติ สมมติว่า เดือนละ 30,000 บาท (ตกปีละ 360,000 บาท)
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่อาจจะมีเป็นรายเทอม รายปี เช่น ค่าเล่าเรียนลูก ค่าเบ็ดเตล็ด ค่าผ่อนบ้าน หนี้สินอื่นๆ เผื่อเหลือเผื่อขาด สมมติปีละ 400,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นหากเราเกิดความเสี่ยงขึ้นมา เช่น ค่ารักษาพยา

บริหารชีวิตครบ 6 ด้านตามสไตล์เกรย์แมน

เหวยๆ หนีห่าวมา อันยองสวัสดีวันนี้พี่เกรย์มีข่าวดีจะบอก ตอนนี้แม่มใกล้จะสิ้นปีแล้วไง กรุรู้นะว่าหลายๆคนเตรียมตัวได้รับโบนัสกันแล้ว แต่อย่างที่ว่าละ หลายคนยังไม่รู้จะเอาเงินโบนัสไปทำอะไรดี กรุเลยใจดีเขียนบทความให้พวกมรุงอ่านกัน เผื่อพวกมรุงจะได้คิดสิคิด

กรุรู้ว่า กูรูหลายคนชอบแนะนำว่าให้บริหารจัดการเงินเป็นเรื่องแรก พวกมรุงต้องเอาโบนัสไปลงทุนสร้างรายได้ สร้างแพสซีฟอินคัมจนกรุฟังแล้วอยากจะอาเจียนออกมาเป็นเงินแล้วดวกส์ วันนี้กรุเลยจะมาแนะนำวิธีการบริหารชีวิตในสไตล์พี่เกรย์กันดูบ้าง ตามสโลแกนเพราะชีวิตนั้นไม่ได้มีแต่เรื่องดีๆ ว่าแต่รู้หรือยังว่าต้องจัดการอย่างไรถึงจะเรียกว่า บริหารชีวิตที่ดี กรุบอกเลยสัส หลักการของชีวิตที่ดีนั้นมันต้องครบทั้ง 6 ด้าน การงาน การเงิน อารมณ์ สุขภาพ ครอบครัว และจิตวิญญา

แต่ก่อนที่มรุงจะไปบริหารจัดการให้ครบทั้ง 6 ด้าน กรุขอถามคำนึงก่อนว่า มรุงมีหนี้อยู่หรือเปล่า ถ้ามีก็รีบๆเอาไปใช้หนี้ ไม่ต้องคิดจะบริหงบริหารอะไรมากหรอกนะ เอาแค่บริหารหนี้ให้ได้ก่อนละกันจ๊ะ ถ้ามีหนี้บ้านกับหนี้รถ ก็โปะหนี้บ้านก่อนเพราะหนี้บ้านแม่มลดต้นลดดอก ส่วนหนี้รถแม่มคิดคงที่ ดังนั้นมรุงต้องปลดหนี้ที่ลดดอกเบี้ยได้ก่อนไงจ๊ะ

ทีนี้สมมุติว่ามรุงใช้หนี้กันหมดแล้ว หรือมรุงไม่มีหนี้ สิ่งต่อมาก็คือมรุงต้องเอามาพิจารณาทั้ง 6 ด้านว่าด้านไหนที่มรุงให้ความสำคัญมากกว่า มรุงก็เทไปด้านนั้นให้มาก แต่ถ้ามรุงไม่รู้อะไรเพราะเกิดมาก็งงแล้ว กรุแนะนำให้แบ่งเงินออกเป็น 6 ด้านเหมือนรายการกระจกหกด้านเมื่อก่อน ตามนี้

ด้าน 1 : อาชีพ การงาน

จงเอาเงินที่มรุงมีไปพัฒนาต่อยอดอาชีพการงาน หรืองานที่ต้องการของตัวเอง เอาไปเรียนต่อ Take Course หรือจะไปเพิ่มความสามารถที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการทำงานมรุงบ้าง เช่น ถ้ามรุงอยากทำงานกับฝรั่ง มรุงก็ไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่ม หรือบางคนถ้าเหลือๆมรุงก็ไปเรียนต่อโท ต่อเอก ต่อ นันทวัฒน์ แล้วแต่ที่มรุงจะนึกได้ว่าจะต่ออะไรละกัน

ด้าน 2 : ร่างกาย สุขภาพ

ถ้ามรุงเริ่มแก่ อายุ 35 แต่หนังหน้าเหมือน 53 เพราะไม่เคยดูแลตัวเองมานาน ลองแบ่งเงินโบนัสไปทำให้มรุงมีร่างกายที่ดีขึ้นบ้าง ไปสมัครฟิตเนสแล้วไปเล่น (พวกจ่ายค่าสมัครแล้วไม่เล่นชีวิตมรุงจะดีขึ้นมะ #คิดสิคิด) เอาเงินไปทำหน้าเสริมสวยสร้างความมั่นใจ ถ้างานมรุงต้องใช้หน้าตาในการขาย แต่กรุเน้นให้มรุงแข็งแรงจากภายใน เพราะมันเป็นเรื่องที่ยาก แต่ถ้ามรุงทำได้ รับรองว่ามรุงแม่มประหยัดเงินได้หลายแสนพร้อมสุขภาพที่ดีกลับมา

ส่วนไอ้พวกที่เห็นว่าสุขภาพไม่สำคัญกรุว่ามรุงก็เก็บเงินส่วนนี้ไว้เยอะๆ เพราะตอนแก่มรุงจะได้ตายอย่างมีความสุขในโรงพยาบาลไงละดวกส์

ด้าน 3 : อารมณ์

บริหารด้านอารมณ์นี่แม่มสำคัญเหมือนกันนะสัส คนหลายคนแม่มเครียดแม่มคิดเพราะชีวิตซึมเศร้าจากการทำงาน บางคนมันก็เป็นโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar) ดังนั้นสิ่งที่มรุงต้องระวังก็คือ เอาเงินไปจัดการบริหารส่วนนี้ให้อารมณ์ดีขึ้น บางคนอาจจะแก้เครียดโดยการแบ่งเงินเพื่อให้รางวัลชีวิตกับตัวเองบ้าง แต่อย่ามากเกินไปละกันสัส ไม่ใช่โบนัสแสนห้า แต่เอาไปปรนเปรอความสุขห้าแสน ถ้าคิดได้แต่แบบนี้กรุขอความกรุณาวางถุงกาวในมือก่อนละกันนะจ๊ะ เบบี๋

ด้าน 4 : การเงิน

การเงินนี่แม่มสำคัญโคตรๆ นะสัส มรุงจะแบ่งเงินออมเพื่อเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน หรือเอาไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ และสร้างอิสรภาพอะไรของพวกมรุงก็ตามใจ แต่วางแผนไว้สักหน่อยละกัน อยากรู้อะไรก็หาอ่านใน Aommoney.com ละกันนะจ๊ะ กรุเบื่อที่จะต้องพูดซ้ำๆกับคนอื่นว่ะดวกส์ แต่ขอฝากข้อคิดไว้ให้พวกมรุงคิดละกันว่า ถ้าพวกมรุงไม่รู้จักเก็บเงินเพื่อตัวเอง ก็ไม่ต้องปากดีไปครื้นเครงเพื่อช่วยเหลือคนอื่นเลยนะสัส

ด้าน 5 : ครอบครัว

เกิดเป็นคนต้องรู้จักกตัญญู มีเงินเหลือแค่ไหนก็อย่าลืมเผื่อแผ่คนในบ้าน ให้กับคนเช็ดขี้เช็ดฉี่มรุงสมัยเด็กๆนี่แหละสำคัญสุด ต่อมาก็ลูกเมีย ญาติพี่น้อง ถ้าหากมรุงทำให้คนในบ้านมีความสุขไม่ได้ มรุงแม่มก็เป็นได้แค่คนจอมปลอมที่ประสบความสำเร็จแต่เปลือกนอกแต่ครอบครัวมรุงแม่มล่มสลายโดยไม่มีทางเยียวยาไงจ๊ะ 

ด้าน 6 : จิตวิญญาณ

ด้านสุดท้าย มรุงจงเอาเงินไปทำเพื่อคนอื่นบ้าง เพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณ กรุไม่ได้หมายถึงภูตผีวิญญาณทำบุญนะสัส แต่กรุหมายถึง มรุงจงสร้างจิตวิญญาณแห่งความเป็นคนที่เหนือกว่าเดิมในการดำเนินชีวิต เผื่อแผ่ให้แก่คนรอบข้าง ดูบ้างว่าตัวเองน่ะช่วยอะไรสังคมได้ เงินอาจจะไม่มาก แต่สิ่งที่มรุงสร้างมันอาจจะสูงค่ากว่าเงินก็ได้ไงดวกส์ ลองมองรอบตัวมรุงบ้าง ว่ามีอะไรที่มรุงพอจะช่วยเขาได้บ้าง ไม่ใช่ส่งเสริมแต่ตัวเองแต่ลืมสังคม คนแบบนี้นี่กรุไม่รู้จะด่ายังไงดีว่ะ เฮ้ออ

เอาละ นี่คือการบริหารโบนัสในสไตล์กรุ ส่วนใครมีวิธีอื่นๆก็ใช้ไป กรุไม่เคยบอกว่าวิธีของกรุดีที่สุด แต่ถ้ามรุงไม่มีวิธี กรุอยากให้มรุงลองพิจารณาวิธีพวกนี้ดูบ้าง เผื่อจะช่วยมรุงได้ ไม่ต้องไปร้องโวยวายพร่ำเพร้อว่าโบนัสออกแล้วแต่ไม่รู้จะทำอะไร กรุจัดให้ไงสัส

ป.ล. นายกรุชมว่ากรุเขียนบทความดี แต่ปีนี้ไม่มีโบนัส สัส กรุน้ำตาจะไหล กระซิก กระซิก

ต้องมีเงินลงทุนและ Port ใหญ่ขนาดไหนถึงอยู่ได้

ทุกวันนี้จะมีคนถามผมเสมอเลยครับว่า Portfolio ขนาดไหนถึงจะเรียกว่ารวยและประสบความสำเร็จในการลงทุน ควรจะมีซัก 10 ล้าน 100 ล้านหรือ 1,000 ล้าน และแน่นอนว่าแต่ละคนจะทำการคำนวณขนาด Portfolio เพื่อดูว่าหาก การลงทุนด้วยเงินประมาณไหน ณ ผลตอบแทนที่เท่าไหร่จะสามารถสร้างอิสรภาพทางการเงินได้ เช่น

ถ้าหากเรามีพอร์ทซัก 10 ล้านบาท มีเงินปันผลที่ 3%  ของมูลค่า Port ก็จะได้ปีละ 300,000 บาท

ถ้าหากเรามีพอร์ทซัก 10 ล้านบาท มีเงินปันผลที่ 5% ของมูลค่า Port  ก็จะได้ปีละ 500,000 บาท

ถ้าหากเรามีพอร์ทซัก 20 ล้านบาท มีเงินปันผลที่ 3% ของมูลค่า Port  ก็จะได้ปีละ 600,000 บาท

ถ้าหากเรามีพอร์ทซัก 20 ล้านบาท มีเงินปันผลที่ 5% ของมูลค่า Port  ก็จะได้ปีละ 1,000,000 บาท

พอเห็นตัวเลขดังกล่าวก็มักจะตกใจว่าเราควรจะมีเงินมากขนาดนี้เลยหรอถึงจะลงทุนได้ประสบความสำเร็จและมีอิสรภาพทางการเงินแล้วจะหาเงินมาอย่างไรและความเสี่ยงที่จะต้องรับมากขนาดไหน เห็นแล้วรู้สึกว่ามันยากมากที่จะทำให้สำเร็จตามเป้าหมายได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วการลงทุนทุกอย่างมันมีมิติของเวลาเกิดขึ้นด้วย และเวลาทั้งหลายจะอำนวยความสะดวกในการเติบโตของ Portfolio ผมอาจจะลองเปลี่ยนโจทย์ใหม่นะครับว่า ถ้าหากเราเจอธุรกิจที่มีการเติบโตที่ไม่ดีนัก เพียงแต่ว่าคุณมีเงินมากมายที่จะสร้างเงินปันผลได้อยู่ดี ลักษณะแบบนี้ถือว่าประสบความสำเร็จไหมครับ

ตัวอย่าง

เรามีเงินอยู่ 100 ล้านบาท แล้วลงทุนขาดทุนไป 80 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท มีเงินปันผลที่ 5%  ของมูลค่า Port ได้รายได้จากการลงทุนปีละ 1,000,000 บาท

หลายคนก็อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกันไปแล้ว ถ้ามองในเชิงของ Capital Gain จะรู้สึกว่ามันขาดทุนนิน่า ลงทุนแบบนี้มันไม่เวิคอย่างแรง แต่ถ้ามองในเงินปันผลก็คือมันดำรงชีวิตได้ ในกรณีกลับกันถ้าผมลองทุนทีละน้อยและเกิดการสร้างมูลค่าในการลงทุนขึ้นมาทำให้เงินปันผลถูกสร้างขึ้นมาจำนวนมากในเวลาท้ายสุด เช่น

เรามีเงินอยู่ 1 ล้านบาท ลงทุนจนกกลายเป็นมูลค่า 20 ล้านบาท มีเงินปันผลที่ 5% ของมูลค่า Port  ได้รายได้จากการลงทุนปีละ 1,000,000 บาท 

กรณีนี้หมายถึงเราใช้เวลาเป็นตัวช่วยให้การลงทุนมันขยับขยายใหญ่ขึ้นและการปันผลในแต่ละปีจะสร้างผลตอบแทนที่อาจจะมากกว่าเงินลงทุนในอนาคต และส่วนต่างของราคาหุ้นก็คือกำไรจากการลงทุน ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องหาเงินก้อนมาซื้อหุ้นเพื่อให้เกิดอิสรภาพทางการเงินเพียงครั้งเดียว

แต่ทั้งหมดทั้งมวลถ้าเราจะพูดถึงการเป็นอิสรภาพทางการเงินแล้ว มันก็หนีไม่พ้นของการนำไปเทียบกับรายจ่ายของเราอยู่ดี และในความเป็นจริงแล้ว เงินลงทุนในไปสู่ผลของการขยาย Port การลงทุนก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัวอย่างไรที่จะทำให้เราอยู่ได้ ถ้าหากเราต้องการประสบความสำเร็จในเรื่องนี้จะต้องหาความสมดุลในเรื่องต่างๆดังนี้

1. ควรเลือกธุรกิจที่มีการเติบโตดี มีกระแสเงินสดจากผลกำไรจากการดำเนินกิจการ มีการขยายการลงทุนอย่างสมเหตุผลสมผล

2. การพิจารณาหุ้นควรดูว่าธุรกิจควรมีการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจจะมีการจ่ายในอัตราที่มากขึ้น

3. นักลงทุนควรจะลงทุนเรื่อยๆเพื่อจะขยายพอร์ทการลงทุนของตัวเองและคอยติดตามผลการดำเนินงานธุรกิจ

4. ให้เวลาให้กับธุรกิจในการเติบโต ธุรกิจจะสร้างผลตอบแทนให้กับเราในอนาคตซึ่งจะทำให้เราพบกับอิสรภาพทางการเงินในระยะยาว

15/27 สร้างความมั่งคั่งด้วยประกัน [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

พอตั้งหัวข้อใน Series ตอนนี้ก็คงมีคนแย้งในใจก่อนหลายๆคนแน่ๆเลยครับว่า “ประกันมันสร้างความมั่งคั่งได้ด้วยหรอ?” เพราะประสบการณ์ของเพื่อนๆหลายๆคนและทัศนคติที่มีต่อประกันอาจจะไม่ค่อยดูเท่าไหร่ จากการที่มีเจ้าหน้าที่ขายประกันชอบโทรมาหาและบอกว่าเป็นการออมเงินที่มีผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก อีกทั้งการทำประกันจะต้องจ่ายเบี้ยรายปีไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้รู้สึกว่าเงินมันจม ผลตอบแทนก็น้อย จึงละเลยการทำประกันไป แต่ส่วนตัวผมมองเรื่อยประกันที่อาจจะแตกต่างไปจากหลายๆคนคือ “ประกันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เพิ่มความมั่งคั่งให้เราโดยตรง แต่สามารถทำให้เราเกิดความมั่งคั่งได้จากการป้องกันความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด”

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าในชีวิตทางการเงินของเรานั้นไม่ได้มีแค่เรื่องรายรับ รายจ่ายที่เราจะต้องสร้างสมดุลและบริหารให้เกิดเงินออมเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่น่ากลัวและมองไม่เห็นเสมอก็คือเรื่อง “ความเสี่ยง” ที่สามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับสถานะทางการเงินของเราได้โดยไม่คาดฝันและไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ ลองคิดง่ายๆนะครับว่าหากเราเก็บเงินได้เดือนละ 5,000 บาท รวมแล้วปปีละ 60,000 บาท แต่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ตกบันไดขาหักเข้าโรงพยาบาล ป่วยติดเชื้อแปลกๆ แล้วต้องไปรักษาตัวในโรงพยาบาลอาจจะพบค่าใช้จ่ายในการรักษาตัว เงินที่เราเก็บไว้ 60,000 บาทนั้น ก็อาจจะต้องนำไปชำระและทำให้เงินเก็บเราลดลง หรือถ้าแย่ไปกว่านั้นอาจจะต้องใช้เงินมากกว่าจำนวนที่มีอยู่ในการรักษาและผ่อนจ่ายด้วยเงินในอนาคต นั่นก็เท่ากับทำให้เราเกิดหนี้สินขึ้นมาได้

การทำประกันนั้นเป็นอีก 1 ข้อดีของการลดความเสี่ยงในชีวิตของเรา บางครั้งเราอาจจะมองว่าไม่ทำก็ไม่ไรหรอกเพราะเกิดมาป่วยยาก ไม่เคยเป็นอะไรเลย โอกาสเกิดอุบัติเหตุในชีวิตประจำวันก็มี แต่ต้องไม่นะลืมนะครับของพวกนี้มาแบบไม่ตั้งตัวทั้งนั้น แนวความคิดที่ว่าประกันเป็นสินค้าฟุ้มเฟืย ไม่ได้ประโยชน์อะไรนั้น จ่ายฟรีตลอด อาจจะต้องมานั่งพิจารณากันใหม่แล้วล่ะว่าจริงๆแล้วมันก็สามารถช่วยให้ชีวิตเราปลอยภัยจากความเสี่ยงทางการเงินที่คาดไม่ถึงได้นะครับ

โดยปกติแล้วผมจะมองในเรื่องหลักการทำประกันจากเรื่องใกล้ตัวไปยังเรื่องไกลตัว โดยแบ่งการทำประกันเป็น 3 ระดับ ดังนี้

ระดับที่ 1 ประกันที่ช่วยให้เราลดความเสี่ยงในช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่

เป็นส่วนเราจะต้องมีเพื่อให้เราสามารถลดความเสี่ยงต่างๆในชีวิตของตัวเราเองได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเจ็บป่วย อุบัติเหตุ ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลต่างๆ ที่ปัจจุบันทุกคนทราบดีว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยในการดำรงชีวิต หลายๆคนชอบไปใช้บริการคลินิคพิเศษของรัฐบาลและโรงพยาบาลเอกชนที่ต้องใช้ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น การทำประกันให้ครอบคลุมความเสี่ยงนั้นก็เลยเป็นเรื่องที่จำเป็นครับ

ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ

กลุ่มนี้จะเป็นประกันกลุ่มแรกที่ผมเริ่มทำเลยครับ อย่างน้อยมันก็เป็นหลักประกันว่า หากเราป่วยเรายังมีประกันคอยดูแล ไม่ให้เราต้องจ่ายค่ารักษาพบยาบาลเป็นจำนวนมากได้ เดี๋ยวนี้โรคภัยต่างๆนี่จ่ายกันเป็นล้านบาทเลยนะครับ ไม่มีเงินหรือประกันแย่เลย

การชดเชยรายได้ ประกันบำนาญ

ประกันนี้ผมจะมองเป็นเรื่องต่อมาคือ หากเราทำงานไม่ได้ ต้องนอนป่วยอยู่ บางคนอาจจะสูญเสียรายได้ หากเรามีประกันประเภทนี้ก็ทำให้เราสามารถได้รับเงินชดเชยรายได้ได้เช่นกันนะครับ

ระดับที่ 2 ประกันที่ช่วยให้เราลดความเสี่ยงในช่วงเวลาที่เราไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว

ประกันกลุ่มต่อมาผมมองว่าเมื่อเราได้ป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับตัวเราแล้วก็ควรป้องกันบุคคลรอบข้างให้เราด้วย ลองคิดง่ายๆนะครับ หากเราเป็นคนที่ดูแลครอบครัว เป็นเสาหลักของบ้านที่ต้องดูแลพ่อแม่และลูกเมีย หากเราเป็นอะไรไปขึ้นมาย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ของครอบครัวแน่นอน เราจึงต้องระวังความเสี่ยงตรงนี้เช่นกันนะครับ ก็อาจจะให้ความสำคัญในการทำประกันประเภท

ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

ผมคิดว่าการทำประกันไว้ก็เพื่อให้คนข้างหลังได้อุ่นใจ หากเราเป็นอะไรขึ้นมาก็ยังมีเงินก้อนนี้ที่มอบให้กับครอบครัวของเราเพื่อให้สามารถตั้งตัวได้ในยามที่เราไม่อยู่แล้ว  หลายคนอาจจะมองว่าประกันแบบสะสมทรัพย์ได้ผลตอบแทนน้อย แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายที่ผมมองเลยนะ ผมคิดว่าในเเมื่อเราไม่ได้เป็นอะไรแล้วประกันมีการจ่ายเงินคืนพร้อมผลตอบแทนนั่นก็คือส่วนเพิ่มที่ประกันมอบให้เรา

ประกันชีวิตเพื่อป้องกันหนี้สิน

หลายๆคนต้องทำธุรกิจและมีการใช้เงินกู้ แต่ต้องไม่ลืมว่าหากเราเป็นหนี้สินแล้วเกิดเราไม่อยู่บนโลกนี้ขึ้นมาแล้ว ครอบครัวและลูกๆเราอาจจะต้องมารับภาระค่าใช้จ่ายขึ้น การทำประกันไว้ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ อย่างน้อยเมื่อเราเป็นอะไรไปก็ยังมีประกันที่ช่วยชำระเงินกู้ (อาจจะบางส่วน) ให้ครอบครัวเราดำรงชีวิตได้ต่อโดยที่เราไม่ได้ทิ้งภาระไว้ให้ครับ

ระดับที่ 3 ประกันที่ช่วยให้เราลดความเสี่ยงในทรัพย์สินต่างๆ

ประกันกลุ่มสุดท้ายจะเป็นประกันทรัพย์ที่อยู่ภายนอกกายเราแล้วครับ เช่น ประกันภัยทั้งหลาย ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือประกันรถยนต์ ประกันกลุ่มนี้ผมมองว่าเป็นประกันที่ต้องทำหลังจาก 2 กลุ่มแรก เนื่องจากทรัพย์สินทั้งหลายไม่ตายก็หาใหม่ได้ แต่ชีวิตเราและชีวิตคนที่อยู่ข้างหลังเราสำคัญกว่าเยอะครับ แต่เพื่อนผมหลายๆคนกลับไม่ทำประกันให้ตัวเอง

14/27 การสร้างทางเลือกของการใช้จ่าย [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับส่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

เรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ในชีวิตผมเลยนะก็คือ ในสมัยที่ผมเรียนจบใหม่ๆ เพื่อนผมคนหนึ่งได้ทำการผ่อนรถทันทีเนื่องจากไม่ต้องการนั่งระบบขนส่งสาธารณะไปทำงานและมันสะดวกสบายมากกว่าในการไปไหนมาไหน ตอนนั้นผมตัดสินใจที่จะเก็บเงินไว้ก่อนเพราะผมไม่แน่ใจว่าการผ่อนรถจะสร้างภาระให้ผมขนาดไหน และการเป็นหนี้ยาวๆ 6-7 ปี ตั้งแต่เรียนจบเพื่อนจะซื้อรถนั้นผมรู้สึกไม่ค่อยจะสะดวกใจซักเท่าไหร่ เงินเดือนของผมกับเพื่อนก็ไม่ได้ต่างกันมากครับ เขาต้องผ่อนรถราคา 6 แสนบาทพร้อมกับดอกเบี้ยอีกจำนวนหนึ่งด้วยเงินเดือนของเขา ในขณะที่ผมใช้เงินเดือนเก็บเอาไว้และไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

ทางเลือกของเรา 2 คนแตกต่างกันครับ เพื่อนผมใช้ระยะเวลาผ่อนนานพอควรและแต่ละวันที่เขาขับรถนั้นเขาต้องพบค่าใช้จ่ายอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นค่าประกัน ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าที่จอดรถ (เวลาไปห้างจะจอดฟรีก็ต้องไปซื้อของสแตมป์บัตรอยู่ดี) ส่วนผมพบค่าใช้จ่ายแค่เพียงค่ารถ BTS และค่ารถเมล์เท่านั้น หลักจากนั้นระยะเวลาผ่ายไปประมาณ 7 ปี เพื่อนผมหมดภาระในการผ่อนรถ แต่ผมได้เงินจากการลงทุนกลับมาหลักล้านบาท ซึ่งพอเราเอาผลของการใช้เงินมาเปรียบเทียบกัน มูลค่าการลงทุนของผมมีแต่จะเพิ่มขึ้น ในขณะมูลค่าของรถยนต์เพื่อนผมนั้นเกิดค่าเสื้อมมากขึ้นเรื่อยๆและเมื่อขายทิ้งราคาก็จะถูกลดลงไปจากที่ซื้อมาอีกเยอะเลยครับ

สิ่งที่ผมได้รับบทเรียนจากเรื่องนี้ก็คือ “ผมว่าผมได้ทางเลือกในการมีรถยนต์คันใหม่โดยที่ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย แถมยังมีเงินเหลืออีกต่างหาก” จริงอยู่ครับว่าเรื่องนี้ผมไม่สามารถเปรียบเทียบกับเพื่อนผมได้โดยตรงเพราะความจำเป็นของเรามันแตกต่างกัน แต่อย่างน้อยวิธีคิดนี้มันก็ทำให้ผมรู้ว่าถ้าหากว่าเราอยากจะได้อะไรมันก็สามารถสร้างทางเลือกในการจับจ่ายได้เช่นเดียวกันครับ การสร้างทางเลือกของการใช้จ่ายอาจจะไม่แค่เรื่องของการนำของที่เราอยากได้มาเปรียบเทียบกัน แต่มันรวมไปถึงการตั้งคำถามว่าเราจะบริหารเงินอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพดีที่สุด

ลองอดเปรี้ยวไว้กินหวานดูไหม

ในเรื่องของการใช้จ่ายนั้นลองสังเกตกับตัวเองดูก็ได้ครับว่า ตลาดมักจะเป็นผู้สร้างทางเลือกให้เราจับจ่าย โดยที่เราเป็นแค่ผู้พิจารณาว่าจะตัดสินใจในสิ่งที่เขานำเสนอมาอย่างไร แต่เรากลับไม่ได้สร้างทางเลือกให้กับตัวเองเท่าไหร่เลย ผมเองเป็นคนคิดอยู่เสมอนะครับว่าจะใช้จ่ายอย่างไรให้คุ้ม ในการซื้อของใหญ่ๆที่มีมูลค่าเยอะขึ้นมาหน่อย หลายๆคนพูดว่าเขาไม่มีทางเลือกอะไรนอกจากการผ่อนชำระ ผมว่าโลกเรามันมีทางเลือกอีกเยอะเพียงแต่เราลืมจะนึกถึงมันไป

ในกรณีที่เราจำเป็นต้องใช้อะไรที่เร่งด่วนจริงๆ จะนำเงินไปซื้อของก็ต้องทำก็ได้ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายๆอย่างนะครับ (แล้วแต่คนเลย) แต่ถ้าเกิดเรายังไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น ก็สามารถสร้างทางเลือกได้ เช่นการนำเงินที่มีไปต่อเงินก่อน ภายหลังเราต้องการมันขึ้นมาเราก็สามารถจ่ายเงินในราคาถูกลงได้โดยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย แถมยังมีเงินแถมมาเป็นของขวัญในกระเป๋าเราได้อีก หรือหากวันหนึ่งผมจะมีความจำเป็นจะต้องจ่ายเงินในเรื่องอื่นๆจริงๆ ผมก็ต้องคิดก่อนว่าผมจะสร้างทางเลือกให้ตัวเองจ่ายดอกเบี้ยให้น้อยที่สุดอย่างไร ประหยัดดอกเบี้ยอย่างไร ทุกอย่างนั้นเราอาจจะคิดผสมผสานตั้งแต่การพิจารณาสิ่งที่เราจะซื้อ รวมไปถึงวิธีการที่เราจะจ่ายให้คุ้มค่าที่สุดนะครับ

ทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่เราจะสร้างทางเลือกให้กับการใช้จ่ายกับตัวเราทั้งสิ้นครับเราไม่จำเป็นต้องทำตามกฎที่ผู้ขายเป็นคนเลือกให้เราทั้งหมดก็ได้นิน่า… จริงไหม

ลองหนีจากรายการโปรโมชั่นดู

บางทีผมเห็นเป็นประจำเลยนะครับว่าเราอาจจะเจอกับข้อเสนอทางการตลาดจากธุรกิจต่างๆที่ให้ทางเลือกกับเรา แต่ถ้าเราลองพิจารณาในทางเลือกของเราแล้วอาจจะรู้สึกว่าเราอาจจะเสียเงินมากกว่าเดิมก็ได้นะครับ ผมขอยกตัวอย่างเช่น

โปรโมชั่นส่วนลดซื้อ 2 แถม 1

บางทีเราซื้อของมาเพียงเพราะอยากได้ชิ้นเดียว แต่เหลือบไปเห็นซื้อ 2 แถม 1 ขึ้นมาก็ตาลุกวาวว่าเรากำลังจะได้ของถูกลงเลยนะเนี่ย แต่ลองกลับมาดูความจำเป็นของเราก่อนว่าเราจำเป็นต้องซื้อขนาดนั้นเลยหรือเปล่า หลายๆครั้งที่หลายๆคนซื้อของมาแล้วก็ไม่ได้ใช้ก็เยอะ แต่ที่ซื้อมาก็เพราะเห็นว่ามันถูกลงก็ยอมจ่ายมากขึ้น

ซื้อของครบ 1,000 บาท นำมาลดราคาได้ 100 บาท

พวกแนวๆยิ่งซื้อยิ่งลดเนี่ย เหมือนที่ร้านค้าใจดีเลยนะครับ ลดให้ๆๆๆ และก็เสนอเราว่าซื้อเพิ่มไหมล่ะ? แล้วพอเราตอบตกลงซื้อเพิ่ม เท่านั้นล่ะ เงินออกจากกระเป๋าเราไปเลย บางทีเรารู้สึกคุ้มแต่ลองมามองเงินในกระเป๋าเราดูสิ มันกลับหายออกไปอีกแล้ว ยิ่งถ้าของที่ซื้อมาเกิดจากความเสียดายเพราะกลัวต้องซื้อต่อไปในราคาเต็มแล้วมันเป็นของไม่จำเป็นเนี่ยแย่เลยนะครับ

ดูๆแล้วนี่เราไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายตามสิ่งที่เขาเสนอมาทั้งหมดก็ได้ใช่ไหมครับ?

เห็นไหมครับว่าหากเราสร้างทางเลือกให้กับตัวเองได้ เราอาจจะมองอะไรที่เปลี่ยนไปได้มากขึ้นว่ามันเป็นสิ่งที่เราควรจะต้องจ่ายไหม ควรจ่ายไปกับอะไรและ ควรสร้างทางเลือกในการใช้จ่ายอย่างไร ทางเลือกของเรามีเยอะแยะครับ ลองพิจารณาทางเลือกในแบบฉบับข

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save