3 เคล็ดลับเลือกสัมมนาดีๆ เพื่อชีวิตดี๊ดีอย่างที่ฝัน

สวัสดีครับผมครับ วันนี้พี่เกรย์แมนผู้มีแฟนคลับหลักหมื่นจากเพจ Mr.GraymanV2 จะมาเล่าเรื่องราวดีๆให้ฟังเกี่ยวกับงานสัมมนาเปลี่ยนชีวิตพวกคุณทุกคนครับ พอดีว่าช่วงนี้พี่เกรย์เห็นมีงานสัมมนาเยอะแยะมากมายออกมาให้เลือกซื้อไม่ว่างเว้นแต่ละวัน จนคิดว่าตกลงนี่มันเทศกาลสัมมนาชมซากุระหรืออย่างไร

แหมๆๆๆ ใครๆก็อยากจะพัฒนาตัวเองใช่ไหมครับ พัฒนาแล้วเปลี่ยนชีวิตเดิมๆของเราเป็นความรู้เป็นเงินล้าน เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่เปลี่ยนอะไรเพื่อสิ่งที่ดีกว่า โว๊ะโอ๊โอโนโน่ พูดแล้วสุดยอดไปเลยครับ!!! แหม่พลังมันหลั่้งไหลเข้ามาทั่วร่างอย่างกับไฟชอตกระดุกกระดิกอยู่อย่างนั้น

แต่เมื่อวานก่อนพี่เกรย์เพิ่งอ่านข่าวเจอครับว่า ดัชนีชี้วัดคุณภาพชีวิตคนไทยล่าสุด พบว่า คนส่วนใหญ่ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย พักผ่อนน้อย  มีความเครียด ด้านชีวิตความเป็นอยู่ และยังชักหน้าไม่ถึงหลัง รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ความสามารถเก็บออมเงินต่ำ

อ้าวบร๊ะจ๊ะเมี๊ยว!! สรุปที่เห็นหลายคนไปสัมมนาขึ้นมากันตั้งเยอะแยะนี่ไม่ได้มีชีวิตดีขึ้นหรือเนี่ยยยย แหมๆๆๆ #ตบปากสามที พี่เกรย์คงจะพูดอย่างน้ันไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวเค้าจะหาว่าพี่เกรย์เหมารวม เหมือนที่พวกคุณชอบเหมารวมความดีไว้ที่ตัวเอง #อุ้ย  คือแบบนี้ครับผมครับ พี่เกรย์แค่ยกตัวอย่างขึ้นมาให้เผื่อคนจิตอ่อนจะฟังแล้วคิดตามว่า อุ้ยพวกสัมมนานี้มันแย่จังเลย มาปลุกไฟบันดาลฝันแต่สุดท้ายกลายเป็นไบโพลาร์อย่างที่ครูเปิ้ลแห่ง Mind Director ได้เคยกล่าวไว้

เข้าเรื่องกันดีกว่า.. ที่พี่เกรย์เล่ามาทั้งหมดเนี้ย เพราะวันนี้พี่เกรย์เลยจะมาปล่อยของบอกเคล็ดลับ 3 ข้อในการเลือกสัมมนาที่ดีให้พวกคุณฟังกัน เผื่อว่าพวกคุณจะไปใช้ปฎิบัติในชีวิตไม่ให้ความโลภมันบังตา ปัญญาบังใจ จนไม่เห็นว่าอะไรดีไม่ดีกับชีวิต เอาล่ะจะมะค่ะ มาฟังกันเลยนะคะเบบี๋

1. ค่าสัมมนาไม่ควรเกิน 10% ของรายได้

ข้อแรกนั้นมาจากหลักการวางแผนการเงินที่ดี คือ การวางแผนค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมกับรายได้ พี่เกรย์อยากจะให้พวกคุณพยายามพิจารณาเงินในกระเป๋าก่อนตัดสินใจจ่ายเงินไปฟังสัมมนา เพราะว่ารายจ่ายที่มากไปมันจะทำให้คุณชักหน้าไม่ถึงหลังไงล่ะครับผม

พี่เกรย์เห็นแล้วกังวลใจกับคอร์สสัมนาราคาแพง แล้วคุณแห่แหนกันไปฟังโดยไม่ดูว่าอะไรดีไม่ดี คือ บางทีความรู้ฟรีๆดีๆมันก็มีในอินเตอร์เน็ตนะ แต่พวกคุ

ณไม่ค่อยชอบหาไง อยากไปฟังสรุปจบภายใน 1 วัน แล้วก็ภูมิใจว่ามันดีแสนดีชีวิตนี้ไม่เคยเจอความรู้แบบนี้

ถ้าใครมีเงินก็ฟังไปตามสบายใจครับ
ไม่เสียหายต่อการเงินชีวิตก็โอเค

แต่ถ้าคุณไม่มีเงิน
คุณต้องรู้จักใช้เสมองให้มากขึ้นนะครับผม

อันนี้พี่เกรย์ไม่ได้บอกว่าถ้าคุณไม่มีเงินแล้วห้ามไปสัมมนาราคาแพงนะครับ แต่ให้คุณพิจารณาค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้เหมาะสม เพราะคนที่ฉลาดที่สุดไม่ใช่คนที่จ่ายเงินฟังสัมมนามากที่สุด แต่เป็นคนที่สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ให้ได้ต่างหากครับ

2. วิทยากรต้องมี “ของ”

คำว่า “มีของ” ไม่ใช่แปลว่าเป็นคนเล่นของนะจ๊ะบร๊ะเฮ้ย แต่วิทยากรต้องมีความรู้เพียงพอที่จะสอนในเรื่องนั้นๆ ลองไปหาดูโปรไฟล์ที่ผ่านมาว่าคนๆนั้นทำอะไร ผ่านอะไรมา มีความสำเร็จแค่ไหน มีชีวิตที่ผ่านมายังไงบ้าง ลองตรวจสอบดูหน่อยนะครับ อย่าสนใจแค่ว่า “ความดัง” แต่ให้สนใจฟังสิ่งที่วิทยากรคนนั้น “สอน” ว่ามันมาจาก “ความจริง” เป็นประโยชน์ต่อชีวิตไหม

การฟังคนดัง
ทำให้เราได้ประสบการณ์ที่ดี

แต่ประสบการณ์คนขี้โม้
ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีนะจ๊ะ เบบี๋

ช่วงหลังๆมานี้พี่เกรย์เห็นท่านวิทยากรหลายคนจัดสัมมนา แล้วแอบสงสัยว่าบางทีพี่อาจจะต้องไปสอนตัวเองก่อนนะครับ เพราะดูล้วไม่น่าจะสอนใครได้เลย #อุ้ยด่าแรงจัง แต่ก็อย่างนั้นแหละครับ ความรู้ดีๆอย่าไปดูที่หน้าคนพูด แต่ให้ดูที่ความสามารถ “จริงๆ” ไม่ใช่มาอิงเพ้อเจ้อโวยวายถึงความสำเร็จไปวันๆ แล้วชวนขายฝันขายคอร์สไปเรื่อยๆครับ แบบนี้เซย์กู้ดบายลูกเดียว

ลองหางานเก่าที่เค้าเคยพูด ลองหาบทสัมภาษณ์ ความคิด แนวทางการใช้ชีวิตมาฟังก่อนนะครับ อย่ามองแค่ความสำเร็จในวันนี้ เพราะบางทีโปรไฟล์หลอกๆมันก็ทำง่าย แถมมีคนรับทำตั้งมากมายและช่วยกันโปรโมทใหญ่เลยอ้าา #อุ้ยแรงอีกละ

3. ต้องวัดผลได้

ถ้าอยากรู้ว่าสัมมนาไหนดีไม่ดีนั้นต้องวัดผลได้นะครับ ถ้าวัดผลไม่ได้ว่าชีวิตหลังจากไปฟังเปลี่ยนไปยังไง อันนั้นก็ไม่ควรจะไปฟังให้เปลืองเงินครับ แนะนำเก็บเงินค่าสัมมนาไปลงทุนอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่ภัสสร #ฮันนี่ ไม่ใช่ #ฮั่นแน่ หลายคนคงมีคำถามในใจว่าแล้วจะวัดผลยังไงใช่ไหมครับ พี่เกรย์แนะนำให้ 2 ข้อย่อยครับผม

ลองถามคนที่ไปฟังดูสิครับว่า ฟังแล้วได้อะไรจากงานนี้

เช่น ถ้าคุณไปงานสัมมนาสร้างแรงบันดาลใจห่าเหวอะไรสักอย่าง ลองไปดูเพื่อนๆคุณหรือคนรู้จักที่ไปสิครับว่า ชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นเปลี่ยนไปหรือยัง คำว่าเปลี่ยนนี่ไม่ใช่นั่ง Post คำคมทุกวันใน Facebook นะครับ แต่ต้องเปลี่ยนแบบจับต้องได้ หรือว่าไปฟังสัมมนาแนวคิดธุรกิจ ก็ดูว่าธุรกิจนั้นได้พัฒนาไปอย่างไร แต่ถ้ามาบอกประมาณว่า ดีนะได้เพื่อนใหม่เยอะแยะดี อันนี้แนะนำไปสมัครสโมสรไลออนส์ดีกว่านะครับ

วัดจำนวนด้วยสถิติ

ว่าลูกศิษย์ของเค้าเหล่านั้นประสบความสำเร็จกี่คน อันนี้อาจจะยาก แต่แนะนำให้ลองดูคอร์สที่จัดบ่อยๆครับ ถ้าเป็นคอร์สสอนความรู้ ก็ดูเลยว่าลูกศิษย์ได้ความรู้นั้นไปทำมาหากินได้จริงๆหรือเปล่า เช่น สอนทำคลิปในยูทูปแต่ออกมาแล้วไม่มีใครตัดต่อเป็นสักคน แบบนี้ไม่ต้องไปเรียนนะครับนะ เสียเวลาฟังกันเปล่าๆ

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ พี่เกรย์แค่อยากบอกว่า บางทีแล้วสัมมนาก็ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตอะไรเรามากหรอกครับ เพราะคุณขาดแรงบันดาลใจ

เคล็ดลับมากๆการออมเงินของเกรย์แมน

เอาล่ะสัส ในโอกาสที่วันนี้เป็นวันออมแห่งชาติ ซึ่งวันห่านนี่แม่มไม่มีใครรู้จักเลยดวกส์ ตั้งแต่เช้าเลยเด็กข้างบ้านมันก็มาถามกรุว่า เฮ้ยๆๆ พี่เกรย์พี่ใส่หน้ากากผีตั้งแต่เช้าเลยหรอ กรุแทบจะตบกบาลแม่มเลยดวกส์

ทีนี้เมื่อวานนังเลขามันก็สั่งกรุในฐานะที่เป็นเซเลปเพจอีกไม่กี่ร้อยจะหมื่นไลค์ให้เขียนบทความใหม่ๆเนืองในโอกาสวันออมแห่งชาติ เพือแบ่งปันประสบการณ์ให้พวกมรุง ได้เลยสัส กรุจะบอกวิธีการออมของกรุให้

  • กรุเก็บเงินก้อนให้ได้สักแสน แล้วไปซื้อหุ้นให้แม่มติดดอย #อีบ้านปูมรุง
  • ส่วนที่เหลือกรุเก็บครบ 5 แสน แล้วซื้อสลากออมสิน
  • วิธีการออมกรุแม่มง่ายๆสัสๆ กรุเก็บเงินรวมๆกันไว้ก้อนหนึ่งแล้วก็ซื้อดอย เอ้ยหุ้น ที่กรุเลือกไว้ ส่วนที่เหลือครบเมื่อไรก็ซื้อสลากออมสิน วนๆไปๆมาๆอยู่แค่นี้แหละดวกส์ จะคิดไรมากวะ

อ้อ.. พวกมรุงมัวแต่ตามหาวิธีการออมเงินที่ดีที่สุด พวกมรุงอยากรู้วิธีการเก็บเงินที่แสนฉลาดและสมาร์ท กรุบอกคำเดียวสัส “พวกมรุงไปเช็คประสาทเถอะ” เพราะวิธีการเก็บเงินที่ดีที่สุดของมรุง มรุงต้องคิดเองไงดวกส์ ใครจะไปรู้ว่ามรุงต้องการเงินแบบไหน ใครจะไปรู้เป้าหมายของมรุง มีแต่ตัวมรุงรู้ แต่เสือกไปถามกูรูว่าต้องเก็บเงินยังไง เหมือนมรุงกำลังจะสอบเลขแต่เสือกไปขอโพยวิชาอังกฤษมาลอก ชีวิตมรุงก็เลยแถจนสีข้างถลอกไปวันๆไงจ๊ะเบบี๋

สุดท้ายนะสัส กรุแต่งคำกลอนมาให้พวกมรุงอ่านในฐานะวันออมแห่งชาติในสไตล์พี่เกรย์แรปเปอร์หัวใจโลเลเล็ทเซย์ยูเลิฟมีนะบัดนาว #เมื่อก่อนกรุอ่านอาขยานบ่อย #ลองฟังกันดูนะ

วันนี้เป็นวันออมแห่งชาติ แสนประหลาดคนไม่รู้จัก
ออมมันนี่เลยมาทักทาย ให้พวกนายสนใจการออม
การออมนั้นคือการยอมรับ ว่าชีวิตมีทรัพย์ต้องรักษา
แก่ตัวเมื่อไรได้มีปัญญา ส่วนมยุราขอแยกวงแล้ว
ถ้าพวกมรุงไม่หัดเก็บเงิน มัวแต่เพลินกับใช้จ่าย
กรุบอกเลยไอ้ชิบหาย ถ้ามรุงแก่แล้วไม่ตายใครจะดู
กระแดะทำตัวหรูอูฟู้ แม่มไม่รู้จักค่าของเงิน
สมองคิดแต่เรื่องตืนเขิน แถมยังเดินไม่เป้าหมาย
เปลี่ยนตัวเองก่อนเถอะไอ้ควาย ก่อนจะจ่ายเสียหมดตัว
สุดท้ายบอกไปให้ทั่ว พี่เกรย์พูดชั่วๆเพราะหวังดีจากใจ

อีฟยูลุกอินไซด์ม้ายอาย ยูโนวมายเลิฟ ไอทายทูฮายย
เวนไอแอมโคลสทูยู เมคมีฟิวไลค์ยูเลิฟมีทู (ซ้ำ 3 ครั้ง)

ออมหุ้นด้วยการหาหุ้นที่ควรออม

มีคำถามมากมายจากการลงทุนด้วยแนวทาง Dollar Cost Average ว่า ถ้าหากเราออมหุ้นแล้วมันจะสำเร็จด้วยวิธีการนี้แน่นอนหรือเปล่า? แค่ออมไปเรื่อยๆได้ไหม คำตอบก็คือ “ไม่ได้!!!!” เพราะการลงทุนแบบ DCA นั้นเป็นเพียงวิธีการซื้ออย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าหากเราไม่ได้เข้าใจในกิจการที่เราจะลงทุนและไม่รู้ว่าจะเลือกหุ้นอย่างไรมาออม มันก็จะทำให้เราพบกับความเสี่ยงอย่างแน่นอน แบบว่ายิ่งซื้อยิ่งขาดทุน เรามาดูวิธีง่ายๆในการออมหุ้นเบื้องต้นดีกว่าว่าเราจะค้นหามันได้อย่างไร

1. เป็นธุรกิจที่เรารู้จัก สนใจและเข้าใจในสินค้าและบริการ

หากเราเข้าใจในธุรกิจเราก็ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งนะครับ อย่างน้อยเราก็รู้ว่าสินค้าคืออะไร ใครเป็นลูกค้า มันคงง่ายมากๆหากเรามองร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนหน้าโรงเรียนว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นนักเรียนที่อยู่ละแวกนั้น สินค้าเหมาะสม ยิ่งนักเรียนเพิ่มมากขึ้นตามการขยายตัวของโรงเรียน ร้านขายเครื่องเขียนถ้ายังมีอยู่ร้านเดียวที่ตั้งอยู่ตรงนั้นก็คงขายดีขึ้นเพราะจำนวนนักเรียนมากขึ้น

แต่ถ้าเราไม่รู้จักธุรกิจก็คงยากต่อความเข้าใจและจะต้องใช้เวลาในการศึกษาเพิ่มเติม เช่น บริษัทนี้ผลิตโพลีเอ็ทเทอรีนผสมฟอมารีนและกลั่นแนปทาฟลูโรคอลล่าเจนผสมโมโนโซีเดียมกลูตาเมต ฮาๆ งง เลยทีเดียวใช่ไหมว่ามันคืออะไร เอาไปทำอะไร ลูกค้าเป็นใคร ถ้าเราไม่ได้เข้าใจอะไรมาก ลองหันมาศึกษาหุ้นที่เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับเราดีกว่า ส่วนอะไรที่ยากๆให้ทางผู้ที่สนใจเป็นพิเศษและทำงานเฉพาะในด้านนั้นๆเป็นผู้ลงทุนดีกว่า

2. เป็นธุรกิจที่เติบโตมานาน ไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราวเป็นกระแส

ธุรกิจที่โตมานานเราย่อมเห็นว่าเขามีประสบการณ์ในการทำธุรกิจในสาขานั้นๆ ถ้าเปรียบเทียบกับธุรกิจใหม่แล้ว แน่นอนว่าการจัดการ ความสัมพันธ์กับคู่ค้า ความเข้าใจในตลาดอาจจะต่างจากผู้ที่เข้ามาก่อนนานๆแน่ๆ อีกทั้งการที่เราลงทุนในธุรกิจที่เป็นสิ่งพื้นฐานในชีวิตประจำวันที่เราใช้กันมาเป็นระยะเวลานานนั้น ความต้องการมันก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม อาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างในเชิงของเนื้อหา ถ้าธุรกิจปรับตัวกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคได้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เปรียบเทียบกับสินค้าที่เป็นกระแส เปลี่ยนเร็ว มาแบบโด่งดังแล้วก็หายไปจากตลาดอย่างรวดเร็ว อย่างนี้ควรหลีกเลี่ยงเพราะไม่สามารถทำให้เราออมในระยะยาวได้ แต่การลงทุนในธุรกิจที่เติบโตมานานก็ไม่ใช่ว่าจะล้มละลายไม่ได้ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกอย่าง เราจะต้องติดตามธุรกิจและความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

3. เปรียบเทียบกับคู่แข่งแล้วพบว่าคนส่วนใหญ่ยังนิยมชมชอบอยู่

ธุรกิจที่เราควรออมหุ้นควรเป็นธุรกิจที่ได้เปรียบทางการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นในเชิงของคุณภาพที่อย่างไร๊อย่างไรลูกค้าก็ต้องเลือกมาใช้บริการ หรือ เป็นธุรกิจที่ผูกขาดไม่มีผู้แข่งขันเช่นธุรกิจที่ได้รับสัมปทาน เพราะเมื่อลูกค้าใช้บริการแล้ว กระแสเงินสดที่สร้างเป็นกำไรก็จะต้องเกิดและทำให้ธุรกิจนั้นมีความเติบโตที่มากขึ้นในอนาคต จะทำให้สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้ ปกติผมใช้วิธีคิดง่ายๆว่า ถ้าเราจะซื้ออะไร เราจะซื้อยี่ห้อไหน ้เพื่อนเราและครอบครัวเราจะซื้อยี่ห้อไหน?

4. ตรวจสอบสถานะทางการเงินแล้วพบว่ามีการเติบโตต่อเนื่องมีกำไรและสถานะทางการเงินที่ดี

ธุรกิจที่ดี ต้องมีกำไรเติบโต แน่นอนว่าไม่มีใครอยากเปิดร้านขายของแล้วขาดทุนหรอก พอขาดทุนก็จะทำให้สถานะทางการเงินไม่ดี อาจจะต้องกู้หนี้ยืมสินคนอื่นมา ไม่ก็บอกผู้ถือหุ้นว่าช่วยเอาเงินมาเติมหน่อยเงินสดหมดแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก็อาจจะทำให้ส่งผลต่อพื้นฐานราคาหุ้นที่เราถือ ในทางกลับกันถ้าบริษัททำกำไรได้ดีและมีการเติบโตต่อเนื่องอย่างยั่งยืน ก็จะมีการพัฒนาธุรกิจให้ดีขึ้น ลงทุนมากขึ้นและก็จะทำให้ผู้ถือหุ้นเกิดความมั่งคั่งในทั้งรูปแบบส่วนต่างราคาหุ้นและเงินปันผลเช่นกัน

5. หากเราทราบแนวโน้มและความเสี่ยงในอนาคตว่าเป็นอย่างไร ก็ออมได้เลยทันที

ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เราควรทราบ ทุกธุรกิจมีความเสี่ยง เราควรจะต้องหาว่าความเสี่ยงมีอะไรบ้าง การเปิดร้านขายของมีความเสี่ยงอะไร การทำธุรกิจพลังงานมีความเสี่ยงเรื่องความผันผวนของราคาสินค้าอย่างไร  ธุรกิจก่อสร้างมีความเสี่่ยงอย่างไร เมื่อเราทราบความเสี่ยงแล้วก็ควรศึกษาธุรกิจที่เราลงทุนอยู่ว่าเขามีความพร้อมในการรับความเสี่ยงต่างๆมากแค่ไหน และเราจะบริหารความเสี่ยงของตัวเองในฐานะนักลงทุนได้อย่างไรบ้าง

Check List นี้เป็นแค่ในเบื้องต้นที่ผู้อ่านสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจในการออมหุ้น รวมถึงนำข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมลงไปให้เป็นข้อประกอบในการพิจารณาของตัวเองได้ ต้องอย่าลืมนะครับว่ายิ่งเรามองได้มากๆ ก็ยิ่งที่ให้เราตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นและสามารถลงทุนได้อย่างประสบความสำเร็จครับ

13/27 เทคนิคของการใช้จ่ายให้คุ้มค่า [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

จากตอนที่แล้วทุกคนก็พอจะเข้าใจแล้วนะครับว่าเป้าหมายของเราในการสร้างความมั่งคั่ง สุดท้ายนั้นมันต้องเริ่มต้นจากการทำให้สถานะทางการเงินนั้นเป็นบวกซะก่อน นั่นคือใช้จ่ายให้เเหมาะสมกับรายรับที่มีเพื่อให้เกิดเงินออมขึ้นนะครับ และเมื่อเรามีเงินออมเกิดขึ้น ชีวิตก็จะมั่นคงขึ้น มีหลักประกันต่างๆที่สำรองไว้ไม่ให้เราต้องพึ่งพาเงินกู้เวลาต้องการใช้เงินโดยไม่ได้วางแผนไว้ก่อน ตลอดจนยังสามารถนำเงินนั้นไปเป็น “ทุน” ในการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้มากขึ้นในอนาคต

ชีวิตมนุษย์เงินเดือนนั้น รายได้เป็นสิ่งที่แน่นอนแต่มันก็ยากที่จะเพิ่มขึ้นมาได้ เพราะเราต้องให้เวลากับองค์กรตลอดวันทำงาน อาจจะมีบางคนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการทำงานพิเศษบ้าง และมีการปรับขึ้นเงินเดือนทุกปี บางคนพิเศษหน่อยก็จะได้รับโบนัสประจำปี แต่วิธีที่จะเพิ่มเงินออมอย่างง่ายที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพใช่ไหมครับ ปกติแล้วเราทุกคนมีค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว ไม่ว่าไปไหนก็ต้องจ่ายเงินทั้งนั้น เมื่อเรารู้เช่นนี้แล้วก็คงต้องมานั่งดูว่าจะทำอย่างไรให้เราสามารถใช้จ่ายได้อย่างคุ้มค่าให้ได้มากถึงมากที่สุดนะครับ

หลักการของการใช้จ่ายให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมก็มีหลักง่ายๆอยู่ไม่กี่ข้อหรอกครับ ลองมาดูกันนะครับ

1. คิดก่อนจ่าย อย่าเร่งตัดสินใจ

เคยเป็นไหมครับเวลาที่เราเดินตามห้างแล้วไปเจอบางสิ่งที่ล้อตาล่อใจ เราหยิบดูแปปนึงแล้วก็มีพนักงานขายเข้ามาบอกเล่าโปรโมชั่น ถ้าไม่รีบตัดสินใจวันนี้เดี๋ยวโปรจะหมดในวัน 2 วันนี้แล้วนะ แล้วเราก็ซื้อมันมาจนได้เพียงเพราะมีโปรโมชั่น เงินออกจากกระเป๋าไปง่ายๆเลยเห็นไหมครับ หรือบางทีผมเห็นเพื่อนผมดูเวปไซต์ขายส่วนลดราคาสินค้า-บริการ เพื่อดูว่าจะมีอะไรช็อปปิ้งบ้าง บางอย่างพอเขาเห็นราคามันลดปุ๊ปก็เอาเลย ซื้อทันที เหตุผลคือ ซื้อมาไว้ก่อนเผื่อต้องใช้ ถูกๆแบบนี้ไม่ได้มีบ่อย พอเป็นแบบนี้ปุ๊ปเงินออกจากกระเป๋าง่ายๆอีกครั้ง

จริงอยู่ที่เทคโนโลยีสมัยนี้มันก้าวหน้ามากพอที่จะทำให้เราจับจ่ายใช้สอยผ่านอินเตอร์เน็ตได้เลย เพียงแค่คลิก ของสิ่งนั้นก็กลายเป็นของคุณทันที และเงินในกระเป๋าของคุณก็ลดลงทันทีเช่นกัน ดังนั้นผมอยากให้ทุกคนเอาข้อมูลกลับมาคิดก่อนซักพักหนึ่งว่าจะซื้อดีหรือไม่ มาดูก่อนว่าจริงๆแล้วสิ่งที่เราจะซื้อนั้นมันเป็นอย่างไร ยิ่งของที่ไม่เคยซื้อมาก่อนและมีราคาแพงอาจจะต้องมานั่งดูกันก่อนว่ามันดีขนาดไหน มีคนรีวิวไว้บ้างหรือเปล่า เอาข้อมูลมาเปรียบเทียบกันเยอะๆครับ มันจะทำให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น มันจะคุ้มค่าต่อความต้องการของเราหรือไม่

2. ตั้งงบประมาณในการใช้จ่าย

การซื้อของในแต่ละครั้งไม่ว่าจะซื้อแบบการไปซุปเปอร์มาเก็ตเพื่อซื้อของหลากหลายในครั้งเดียว หรือ จะเป็นการไปซื้อสินค้าที่มีผลิตภัณฑ์ที่ต่อเนื่องอย่าง ชุดโต๊ะ ตู้เตียง แบบมาเป็นชุด หากเราไม่ได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ก็อาจจะทำให้เราเสียเงินไปเรื่อยๆจากการหยิบจับ เพิ่มเติมสินค้าที่อยากได้ จนทำให้ค่าใช้จ่ายเราบานปลายเลยก็ได้นะครับ มีแค่ 1000 ใช้แค่จ่าย 1000 ห้ามเกินครับ การตั้งงบประมาณใช้จ่ายจึงเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะมีค่าใช้จ่ายในเรื่องนั้นๆ อย่างสมเหตุสมผลด้วยจำนวนเงินเท่าไหร่

การตั้งงบประมาณรายจ่ายมันจะช่วยให้เราได้จำกัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปจากการซื้อของด้วยนะครับ กล่าวคือถ้าเราเอาสินค้าที่ต้องการซื้อทั้งหมดมากองรวมกันและดูว่ามันเกินงบประมาณมากขนาดไหน และท้ายสุดถ้าเราต้องตัดรายจ่ายให้ซื้อสินค้าตามงบประมาณแล้วล่ะก็ ตอนนั้นเราจะรู้เลยว่าอะไรที่มันไม่ได้จำเป็นจริงๆกับเราหรอก และแน่นอนว่าการตั้งงบประมาณในการใช้จ่ายนั้นเป็นแนวทางเบื้องต้นที่ฝึกให้เราเป็นนักวางแผนการเงินที่ดีและใช้ความคิดในการสร้างเงินออมที่ยอดเยี่ยม และอีกมุมนึงนะครับ ก็เป็นการฝึกการห้ามใจตัวเองได้ด้วยเหมือนกัน รับรองว่าถ้าห้ามได้ครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อๆไปจะง่ายขึ้นครับ

3. คิดถึงความจำเป็นก่อนการใช้จ่าย

เวลาเราจะจ่ายเงินไปกับอะไรนะครับมันมีแค่ 2 อย่างล่ะคือ “อยากได้จังเลย” กับ “จำเป็นมากครับ” เราต้องแยกให้ออกก่อนว่าสิ่งที่เราจะซื้อนั้นมันเป็นความรู้สึกแบบไหน กรณีที่มันจำเป็นจริงๆเราก็ต้องจ่ายมันใช่ไหมครับ แต่ถ้าเป็นความรู้สึกว่าอยากได้จังเลย เราก็อาจจะต้องคุยกับตัวเองว่าเราจะซื้อมันดีไหม ถ้าจะซื้อก็ควรกำหนดความพอดีของเราด้วย การซื้อสิ่งของที่อยากได้มันเป็นความสุขของชีวิตที่เติมสีสรรและให้รางวัลกับตัวเอง ไม่งั้นมันจะดูจืดชืดไปนะครับ ประมาณว่ามีเงินทองแต่ไม่ใช้แล้วจะมีไปทำไม

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าเงินเรามันหมดได้ การให้ความสุขกับตัวเองนั้นก็ควรเป็นสิ่งที่อยู่ในความพอดี ไม่ใช่ว่าใช้เงินกันจนถังแตกเพราะอยากได้ทุกสิ่งที่เข้ามาปลุกเร้าความอยากในชีวิต บางทีเราอาจจะนำวิธีการอื่นๆมาผสมผสานก็ได้เช่น เราตั้งงบประมาณไว้เลยว่าสิ่งที่เราอยากได้ในแต่ละเดือนมันควรจะไม่เกินกี่บาท และเราควรจะจ่ายอย่างไรให้มันคุ้มค่าที่สุด เมื่อเราควบคุมวิถีในการใช้เงินของเราได้ เราก็สามารถสร้างเงินออมได้มากขึ้น ซึ่งมันจะทำให้เราต่อยอดไปสู่การสร้างความมั่งคั่งทางการเงินได้

เอาละครับผมคิดว่าวิธีการที่เสนอให้เพื่อนๆไปนั้นน่าจะเป็นประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อย หลายๆคนอาจจะมีวิธีการที่ดีๆในการสร้างความคุ้มค่าในการใช้จ่ายก็อย่าลืมมาเล่ามาแชร์ให้ผมฟังบ้างนะครับ ^_^

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล
ผู้แต่งหนังสือ รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงิน

สูตรลับการออมของเจ้าพ่อ DCA (ต้าร์ กวิน)

เนื่องด้วยโอกาสวันออมแห่งชาตินะครับ ทางผมก็อยากจะแชร์เรื่องการออมเงินและการลงทุนของตัวเองบ้าง เนื่องจากผมเป็นคนที่รับความเสี่ยงได้ มีรายได้เข้าเรื่อยๆและรับความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง ผมจึงหักเงินออมจากค่าใช้จ่ายออกมาและนำมาออมในรูปแบบดังนี้ครับ

  1. ออมเงินสด 10%
  2. ออมหุ้น 80%
  3. ออมในกองทุนรวมหุ้นและ LTF 5%
  4. ประกันชีวิต 5%

โดยเงินทั้งหมดที่ได้รับมาจะถูกพักไว้ในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นและในแต่ะละเดือนจะนำไปลงทุนด้วยวิธีการออมหุ้นแบบ DCA เงินที่เหลือหลักๆจะพักไว้ในกองทุนนี้ ซึ่งมันมีผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก ส่วนในบัญชีออมทรัพย์ก็จะวางเงินสดไว้เพื่อการใช้จ่ายรายวันร่วมกับบัตรเครดิต แต่บัตรเครดิตจะถูกใช้เยอะที่สุดเพราะได้แต้มครับ เอาแต้มไปเป็นส่วนลดหรือแลกคืนเป็นเงินที่หลักได้อีก และปลายเดือนก็ค่อยเอาเงินสดมาคืนธนาคารจะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย

หลายคนก็คงสงสัยไม่ใช่น้อยเลยใช่ไหมครับว่าทำไมผมสามารถออมหุ้นซึ่งมีความเสี่ยงสูงได้ถึง 80% รวมถึงกองทุนหุ้น 5% อย่างแรกเลยผมมีกระแสเงินสดที่หักค่าใช้จ่ายไปเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือเป็นแค่เงินออมและเงินลงทุนเท่านั้น

หลายๆคนก็อาจจะมองว่าการจัดพอร์ตลักษณะนี้เสี่ยงไหม?

อันที่จริงแล้วผมว่ามันอยู่ที่เราให้เวลาที่จะศึกษามันมากแค่ไหนมากกว่า การที่เราเข้าใจเรื่องการลงทุนมากขึ้น ความเสี่ยงต่างๆในการเลือกและตัดสินใจเพื่อลงทุนก็จะลดลงไป แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ดีนะครับ แต่แน่นอนเมื่อความเสี่ยงมาก โอกาสได้รับผลตอบแทนก็มากขึ้นตามไปเช่นกัน ส่วนใหญ่ผมจะลงทุนระยะยาว ซื้อแล้วไม่ค่อยจะขายเท่าไหร่ สะสมเงินปันผลไปเรื่อยๆและเงินปันผลนี้จะกลับมาเป็นกระแสเงินสดให้เราได้ใช้จ่ายหรือนำไปลงทุนในเรื่องอื่นๆได้เช่นกันครับ

การมาลงทุนออมหุ้นในสัดส่วนแบบนี้ต้องระวังความเสี่ยงเยอะเช่นกัน สำหรับคนที่ยังมีประสบการณ์น้อย ค่อยๆจัดพอร์ตแบบความเสี่ยงต่ำก่อนจะดีกว่า ค่อยๆเรียนรู้ในเรื่องการลงทุนไปเรื่อยๆจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในระยะยาวมากกว่านะครับ

สูตรออมเงินแบบไม่ลับ ฉบับอภินิหารเงินออม

31 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันออมแห่งชาติ น้องฝ้าย บก.จอแบนแห่ง AomMoney อยากจะให้กูรูช่วยกันเขียนวิธีการออมของตัวเองหรืออะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับการออมเงิน นั่นซินะ เราเขียนมาหลายเรื่องละแต่ยังไม่เคยเขียนถึงตัวเองเลย คิดว่าหลายคนก็อยากจะรู้ว่าคนเขียนเรื่องการออมเงินจะมีวิธีออมเงินยังไง วันนี้ อภินิหารเงินออม จะมาเล่าให้ฟังนะจ๊ะ

สมการเงินออมของเรา

รายได้ – ให้เงินแม่ – เงินออม = รายจ่าย

เราได้เงินมาแล้วจ่ายหนี้ให้แม่ก่อนอย่างแรก ตัดไปออมเงิน (เราแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน คือ ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว) เหลือจากนี้ค่อยนำไปใช้จ่าย

ระยะสั้น

เงินสด – เราได้เงินเดือนหรือรายได้จากการเขียนจะตัดเงินออกไปออมที่กองทุนรวมตลาดเงินทันที จะใช้เงินสดที่เหลือไว้ในบัญชีเงินเดือนเท่านั้น พยายามเหลือไว้ไม่เกิน 10,000 บาท เรารู้จักนิสัยตัวเองดีว่าถ้าเห็นยอดเงินเยอะๆก็อาจจะเผลอออกมาใช้ เห็นน้อยๆนั่นแหละดีแล้ว ดังนั้นเราจึงไม่ทำบัตรเครดิต เพราะรู้ตัวว่าจะต้องใช้เยอะแน่ๆก็เลยป้องกันตัวเองไว้ก่อน

เงินฉุกเฉิน – เราเก็บไว้ที่กองทุนรวมตลาดเงินแบบซื้อขายออนไลน์ได้เพราะสะดวกไม่ต้องไปต่อคิวนานๆที่ธนาคาร เราจะใช้เงินส่วนนี้ก็ต่อเมื่อเงินสดของเราใกล้หมดแล้วเท่านั้น สาเหตุที่เลือกกองทุนรวมตลาดเงินเพราะได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากออมทรัพย์และถ้ามีเหตุต้องใช้เงินก็สามารถขายหน่วยลงทุนออกมาได้ใช้เวลาเพียง 1 วัน จำนวนเงินไม่มากคิดไว้ว่าใช้ยังชีพได้ถ้าต้องตกงาน 6-7 เดือน

ระยะกลาง

หุ้น – เงินส่วนใหญ่จะอยู่ในหุ้น เราเลือกที่จะเก็งกำไรเป็นรอบๆมากกว่าเล่นรายวันเพราะมันตื่นเต้นเกินไป เราจะขายหุ้นก็ต่อเมื่อเงินระยะสั้นใกล้จะหมดแล้วเท่านั้น

ระยะยาว

ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ – หากบังเอิญเราเสียชีวิตตอนนี้ แม่ก็จะได้รับเงินประกันส่วนนี้ เราจะออมเงินทุกเดือนไว้ที่กองทุนรวมตลาดเงิน พอครบกำหนด 1 ปีก็จะขายหน่วยลงทุนเพื่อมาจ่ายเบี้ยประกันชีวิต

พฤติกรรมการใช้เงิน

จดบัญชีรายรับราจ่าย – เราถนัดที่จะจดตัวเลขรายจ่ายไว้ในมือถือแล้วค่อยมาลงบัญชีใน Excel เพราะ iPhone 4 ของเราเก่ามากมาย เปิดแอพอะไรทีก็ช้ามาก บางทีก็ปิดเองซะงั้น ถ้าเราจดบัญชีในมือถือก็เกรงว่ามันจะหาย

ตั้งงบประมาณรายจ่าย – เราเป็นคนใช้ของนานมาก ไม่จำเป็นก็จะไม่ซื้อ อย่างนาฬิกาที่ใส่อยู่ตอนนี้ครบรอบ 10 ปีเดือนนี้พอดี เราไม่ชอบเดินซื้อของพร่ำเพื่อ จะตั้งงบไว้ว่ารอบนี้ซื้อเสื้อผ้าได้ XXXX บาท ซื้อทีเดียวให้ครบแล้วไม่ต้องซื้ออีก กระเป๋ากับรองเท้าก็เลือกใช้งานได้นานๆ

ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ตั้งงบประมาณ

– ค่าเดินทาง

เราทำงานแถวชิดลมด้วยรถไฟฟ้า MRT & BTS  เดินทางสะดวกและประมาณรายจ่ายได้ส่วนนี้ได้ว่าเดือนหนึ่งใช้ค่าเดินทางเท่าไหร่

– ค่ากิน

เราประมาณไว้ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน แต่ส่วนใหญ่จะกินไม่ถึง เพราะตอนเช้ากินประมาณ 40 – 50 บาท ตอนกลางวัน 50-60 บาท ตอนเย็นกินเบาๆเช่น โยเกริ์ต นม ผลไม้ จะได้ลดน้ำหนักไปด้วย โชคดีที่เลิกกาแฟได้ไม่งั้นรายจ่ายคงเยอะกว่านี้

สรุปว่าเรากินเฉลี่ยต่อวันประมาณ 100 บาท ถ้าเดือนไหนได้เงินพิเศษมาเยอะหน่อยก็กินดื่มกับเพื่อนบ้าง

“ผู้ประกันตน ในกองทุนประกันสังคม”

หลาย ๆ ท่านคงไม่ทราบมาก่อนว่า กองทุนประกันสังคมนั้น ไม่ได้มีให้เฉพาะกับ พนักงานประจำ(ผู้ประกันตนมาตรา 33) เพียงอย่างเดียวนะครับ แต่ยังครอบคลุมไปถึงผู้ที่ทำงานอิสระอีกด้วย(ผู้ประกันตนมาตรา 40)

หรือแม้แต่ผู้ที่เคยเป็นพนักงานประจำมาก่อน และลาออกมาแล้ว ก็ยังสามารถที่จะจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมได้ต่อ(ผู้ประกันตนมาตรา 39) แต่มีข้อบังคับ 2 ประการในการเป็นผู้ประกันตนในมาตรานี้คือ

1. ขณะที่เคยทำงานเป็นพนักงานนั้นต้องจ่ายเงินสมทบไม่ต่ำกว่า 12 เดือน

2. ต้องยื่นความจำนงสมัครเข้ามาในกองทุนประกันสังคมภายใน 6 เดือนหลังจากออกจากงาน

แน่นอนว่า ชื่อมาตราแตกต่างกัน การได้รับผลประโยชน์นั้นจะแตกต่างกันด้วยครับ โดยผมได้สรุปคราว ๆ มาในภาพ 2 ภาพแล้วครับ

ในครั้งหน้าเรามาดูว่า

1. กองทุนประกันสังคมนั้นจะจ่ายบำนาญให้เราเยอะขนาดไหน และวิธีการคิดบำนาญแบบเข้าใจง่าย

2. เงินที่เราได้จ่ายสมทบไปนั้น มันไปไหน และท่านทราบหรือไม่ว่า จริง ๆ แล้วมันคือ การแบ่งเงินของเราไปยัง กองทุนย่อย ๆ 3 กอง ซึ่งกองทุนประกันสังคมจะเป็นผู้บริหารกองทุนเหล่านี้ เพื่อให้เพียงพอต่อการจ่ายเงินให้ผู้ประกันตน และตอนนี้มันเพียงพอหรือไม่ (มีลูกเพจใน Facebook ถามมาด้วยว่า มันจะพอจ่ายในอีก 20-30 ปีข้างหน้าหรือไม่) ซึ่งผมมีคำตอบให้ครับ

12/27 การสร้างสถานะทางการเงินให้เป็นบวก [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

จำที่ผมบอกได้ไหมครับว่ามนุษย์เงินเดือนเป็นอาชีพที่มีรายได้จำกัดแต่มีรายจ่ายไม่จำกัด กล่าวคือเราทำงานกันไปเรื่อยๆ มีรายได้ตลอด ซักวันหนึ่งเราจะมีวันเกษียณที่อายุ 60 ปี แต่หลังจากเกษียณเนี่ยมันก็ยังมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในชีวิตอยู่นะครับ ทำงานไม่ได้แล้ว เงินเดือนไม่มี ถ้าไม่มีเงินเก็บซักบาท จะกินอะไรมันก็แลดูยากนะครับ ไม่รวมค่ารักษาพยาบาลอีก ลำบากมากเลยนะ พอเห็นเช่นนี้แล้วก็เลยต้องกลับมามองในปัจจุบันว่าเราจะสามารถสร้างสถานะทางการเงินอย่างไรได้บ้าง ถ้าเราสร้างสถานะทางการเงินให้ดีตั้งแต่แรกได้ มันก็จะส่งผลดีต่ออนาคตใช่หรือเปล่าครับ?

ทีนี้สิ่งที่ผมเห็นมาตลอดก็คือ สถานะทางการเงินคนทั่วไปเนี่ยจะมีอยู่ 3 อย่าง… ไม่พ้นจากนี้แน่นอนครับ นั่นคือ

1. รายได้ = รายจ่าย

สถานะทางการเงินแบบแรกนี้ตอนสมัยผมเด็กๆนี่ผมเป็นนะ ไม่ได้เก็บเงินเลย คุณพ่อให้เงินไปโรงเรียนวันละ 10 บาท กินขนมถุง 5 บาท น้ำแปปซี่ 3 บาท ลูกอม 2 บาท หมดแล้ว 10 บาท (ไม่รู้ใครเกิดสมัยเดียวกับผมบ้างนะครับ ฮาๆ) ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรมากเลยได้เงินเท่าไหร่มาก็ใช้หมด มีบางวันเก็บเงินได้บ้างแต่มีแค่ไหนก็ใช้แค่นั้นนะครับ คุณพ่อไม่ได้ให้ตังเพิ่มอะไรมาเลย ผมรู้แค่ว่าถ้าผมได้เงินก็ใช้ไปถ้าไม่มีเงินก็ไม่ต้องใช้ ไม่เห็นลำบากอะไรเลย… 

แต่ความคิดแบบนั้นเป็นความคิดสมัยเด็กๆมากกว่า พอโตขึ้นแล้วมันไม่ใช่อย่างงั้นล่ะครับ เงินที่มากับเงินที่จ่ายไปมันไม่ใช่อยู่กรอบแบบสมัยเด็กๆแล้ว หลายๆครั้งผมพบว่าตอนโตขึ้นมันมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอีกมากมาย แล้วต้องจ่ายด้วยนะ ผลัดผ่อนไม่ได้ บางทีก็มาแบบไม่ได้คาดหวังว่าจะมา เพราะฉะนั้นแล้วการที่เราได้เงินเดือนมา แล้วก็ใช้มันไปเรื่อยๆจนหมดอย่าคิดว่ามันจะไม่เกิดปัญหาอะไรนะครับ มันอาจจะเกิดความเสี่ยงทางการเงินขึ้นมาก็ได้ อยู่ๆก็ต้องใช้เงินโดนไม่คาดฝันแล้วเราไม่มีเงิน มันก็เป็นบ่อเกิดของการเป็นหนี้เช่นกันนะครับ

โดยสรุปแบบแรกเนี่ยคือไม่มีหนี้… แต่มีความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้ได้… ต้องเริ่มเก็บเงินออมมากขึ้นแล้วนะครับ

2. รายได้ น้อยกว่า รายจ่าย

ลักษณะนี้เป็นสถานะทางการเงินที่เรียกว่าเจ๊งได้ง่ายๆ หลายคนมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย ไม่ใช่น้อยกว่าแค่เดือนเดียวนะครับ ทุกเดือนเลยจริงๆ ตรงนี้ก็ต้องมานั่งดูกันครับว่าชีวิตเรานั้นมีรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับอะไรบ้างแล้วก็มาแยกประเภทกันว่าอันไหนเป็นรายจ่ายที่จำเป็นอันไหนไม่จำเป็น ค่อยๆปรับสมดุลของการใช้จ่ายเงินลงให้เหมาะสมนะครับ

แต่หลายๆครั้งที่ได้คุยกับเพื่อนๆแล้วพบว่า เขามักจะคิดว่าตัวเองเป็นคนมีรายได้น้อยก็เลยมีโอกาสก่อหนี้ได้สูงเพราะใช้จ่ายไม่พอ ก็ไม่รู้ว่าเป็นข้ออ้างหรือเปล่าที่เป็นอุปสรรค์ในการเก็บออม ผมว่าตรงนี้มันอยู่ที่การบริหารเงินของเรานะครับ เพราะหลายๆคนที่เงินเดือนเยอะมากๆ อารมณ์เงินเดือนเป็นแสนบาท แต่ใช้เงินเป็นล้านบาทมันก็มี ซึ่งคนเหล่านี้ก็ไม่พ้นกับการต้องพึ่งพาเงินกู้และทำให้ชีวิตเป็นหนี้ได้ เทียบกับคนที่เงินเดือนหมื่นแต่ใช้ไม่กี่พันและมีเงินเก็บซัก 2,000-3,000 บาท ก็ถือว่าเกิดความมั่งคั่งในชีวิตมากกว่าแล้ว ถึงแม้ Lifestyle มันจะไม่เท่ากันก็เถอะ แต่ถ้าเรามีความมั่งคั่งมากขึ้น เราก็สามารถสร้าง Lifestyle ในแบบของเราได้ ต่อให้มีรายได้มากแค่ไหนแต่รายจ่ายมากกว่ารายได้จนเป็นหนี้ซ้ำซ้อน มันก็อาจจะต้องลด Lifestyle ในอนาคตก็เป็นได้ ไม่เกี่ยวหรอกครับว่าคุณเงินเดือนน้อยหรือเยอะ เกี่ยวที่คุณใช้เงินยังไง

เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเราตกอยู่ในสถานะการณ์ลักษณะนี้ ก็ต้องรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองนะครับ ลดค่าใช้จ่าย ลดหนี้หนี้สิน แล้วเราก็จะมีเงินออมมากขึ้น เงินออมมันงอกเงยได้ด้วยนะครับ เชื่อผมไหม? ถ้าไม่เชื่อลองคำนวณดูก็ได้ ที่ “การคำนวณดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์” เพียงแค่กรอกไปว่าเราจะเก็บเงินเท่าไหร่ด้วยดอกเบี้ยทำไหร่ รวมทั้งกำหนดเวลาฝาก เราจะเห็นการงอกเงยได้เลยล่ะ

3. รายได้ มากกว่า รายจ่าย

ผมเชื่อว่าคนที่ติดตาม series นี้ จะเป็นเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มนี้เป็นหลัก มีรายได้มากกว่ารายจ่าย หักลบกันไปแล้วก็จะเกิดเงินออมขึ้นมา จะมากจะน้อยมันก็แล้วแต่ละคนนะครับ ถ้าอยากออมได้มากขึ้นก็อาจจะลดรายจ่ายหรือเพิ่มรายได้ด้วยวิธีการต่างๆ แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้วการลดรายจ่ายเป็นวิธีการที่ง่ายกว่าใช่ไหมครับ แต่ก็เอาพอประมาณก็พอเนอะ อย่าไปลดรายจ่ายมากจนไม่มีความสุขเลยดีกว่า

แต่อย่างไรก็ตามต้องอย่าลืมว่าคนที่มีรายได้มากกว่ารายจ่ายก็แบ่งเป็นอีก 2 ประเภทนะครับ

คนธรรมดา

มีเงินออมและก็เก็บเงินออมเอาไว้อย่างเดียว คนกลุ่มนี้มีเยอะมากๆแต่คนธรรมดาก็สามารถกลายเป็นคนจนได้ถ้าเขาเอาเงินเก็บออกมาใช้จ่ายสนุกสนานอีกครั้ง (ประมาณว่าเก็บเงินได้ แต่ก็เอามาใช้อยู่ดี) แล้วจะกลายเป็นคนจนได้อย่างสมบูรณ์ก็เมื่อเขาใช้จนเป็นหนี้ แต่ก็ยากนะครับผมว่า คนส่วนใหญ่ที่เก็บเงินได้ เขาจะกลัวการเป็นหนี้สูงมาก ก็จะเก็บเงินเอาไว้ เผื่อเหลือเผื่อขาด ชีวิตมาอยู่ในจุดนี้ได้ก็มีความสุขทางด้านการเงินแล้วล่ะ

คนรวย

มีเงินออมแล้วเอาเงินออมไปต่อยอดความมั่งคั่ง คนกลุ่มนี้จะคิดไปอีก Step นึง ด้วยการเอาเงินออมไปลงทุนในธุรกิจและทรัพย์สินต่างๆเพื่อให้เขาสามารถได้รับความมั่งคั่งมากกว่าเดิม พูดง่ายๆก็คือถ้าออมในเงินฝากอาจจะไม่รวยเท่ากับการเอาเงินไปลงทุนในกิจการหรอก คนกลุ่มนี้จะศึกษาเรื่องการลงทุนมากขึ้นและประเมินความเสี่ยงต่างๆของตัวเองก่อนที่จะลงทุนจนประสบความสำเร็จ ต้องอย่าลืมว่าการลงทุนนั้นก็มีความเสี่ยงนะครับหากเราไม่เตรียมพร

3 ขั้นตอนรวยได้แค่ปลายนิ้วสัมผัส

เมื่อเดือนที่แล้วเรามีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินก็ต้องขายกองทุนรวมตลาดเงินออกมาบางส่วน ปกติเราจะสั่งขายกองทุนรวมออนไลน์ผ่านทางอินเตอร์เน็ตในคอมพิวเตอร์ แต่วันนั้นเป็นอะไรที่แย่มากๆเพราะทั้งคอมฯและมือถือดันมาเสียพร้อมกัน ทำให้เราขายกองทุนไม่ได้ แต่มันจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆก็ต้องใช้ทางเลือกอื่น ความคิดเดียวที่เกิดขึ้นตอนนั้น คือ ไปขายกองทุนที่ธนาคาร

กว่าจะหาสาขาของธนาคารเจอก็เหนื่อยมากๆ ระหว่างเขียนเอกสารสั่งขายกองทุนเราก็ถามเจ้าหน้าที่ว่า “นอกจากอินเตอร์เน็ตแล้วจะมีวิธีอื่นไหมที่จะซื้อขายกองทุนได้ แล้วเมื่อไหร่จะซื้อขายได้ผ่านแอพสักที” เขาตอบกลับมาว่า “โทรมาสั่งขายหรือสั่งที่หน้าตู้ ATM ก็ได้ค่ะ ส่วนแอพกำลังพัฒนาระบบอยู่ค่ะ”  สรุปว่ารอบนี้เราพลาดเองที่ตรวจสอบไม่รอบคอบว่าสั่งทางโทรศัพท์กับหน้าตู้ ATM ได้ด้วย เพราะเราซื้อขายทางหน้าเว็บจนชิน แต่อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่ากำลังจะมีระบบที่จะซื้อขายผ่านแอพได้

1 เดือนต่อมา…

เราก็ได้ซื้อกองทุนรวมออนไลน์ผ่านแอพ เย้ๆๆๆ  ระบบการทำงานก็ง่ายแสนง่าย แค่ส่งคำสั่งซื้อกองทุน ระบบจะไปตัดเงินในบัญชีออมทรัพย์ แล้ววันรุ่งขึ้นเราก็เห็นยอดเงินในกองทุนรวมเพิ่มขึ้น พอตอนจะขายก็กดส่งคำสั่งที่แอพเดียวกัน ระบบจะขายหน่วยลงทุนในช่วงสิ้นวัน พอวันรุ่งขึ้นเงินค่าขายก็จะไปอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ของเรา แหม!! มันสบายจริงๆ

สุดยอดมาก!! แค่กดแอพก็ซื้อขายกองทุนรวมได้ 

วันหนึ่งเพื่อนเราส่ง Line มาบอกว่าอยากลงทุนหุ้นกับกองทุนรวม เรารู้สึกดีใจเพราะร้อยวันพันปีมันไม่เคยสนใจเรื่องแบบนี้ วันนี้เริ่มมาสนใจก็ต้องสนับสนุนกันหน่อย เราแนะนำให้มางาน SET in the city  ที่กำลังจัดอยู่ที่พารากอนเพราะมางานเดียวได้ครบทุกอย่างเรื่องการลงทุน ให้เพื่อนเลือกได้ว่าจะลงทุนอะไร แบบไหนแล้วเราค่อยแนะนำทีหลังว่าจะทำยังไงต่อไป ที่สำคัญเตรียมเอกสารการเปิดบัญชีไปให้พร้อมทำธุรกรรม มันจะทำให้ทุกอย่างเสร็จเร็วขึ้น เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หน้าสมุดบัญชีธนาคาร สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มลงทุนยังไง อาจจะใช้วิธีนี้ที่เรากำลังจะแนะนำต่อจากนี้ไปลองทำดูนะจ๊ะ

3 ขั้นตอนรวยได้แค่ปลายนิ้วสัมผัส

ขั้นตอนที่ 1  ถามตัวเองว่าเป้าหมายการลงทุนคืออะไร

เป้าหมายการลงทุนนั้นเป็นสิ่งที่เราอยากได้จากการลงทุน เช่น เป้าหมายเพื่อรักษาสภาพคล่องระยะสั้น(ควรลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน) เป้าหมายเพื่อลดหย่อนภาษี เกษียณ( LTF,RMF) มีเงินใช้ระหว่างการลงทุน (กองทุนรวมแบบมีเงินปันผล) ฯลฯ เขียนสิ่งที่เราอยากได้จากการลงทุนออกมาเป็นข้อๆ แล้วค่อยนำมาลิงค์กับสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่มีในปัจจุบัน

ตัวอย่างเช่น เพื่อนของเราคนนี้มีเป้าหมายการลงทุนที่แน่วแน่มากๆ คือ ต้องการซื้อกองทุนรวมลดหย่อนภาษี  เราก็พาไปดูการจัดอันดับกองทุนรวม LTF ว่ามี บลจ.ไหนบ้าง ให้ผลตอบแทนเท่าไหร่บ้างที่บอร์ตของตลาดหลักทรัพย์เพื่อจัดให้นักลงทุนได้ศึกษาก่อนการตัดสินใจเลือกกองทุน เราก็เลือกจดมาเฉพาะ 5 อันดับแรกมาเป็นตัวเลือก

ขั้นตอนที่ 2 เลือกกองทุนรวม

วิธีเลือกกองทุนเพจของคลินิกกองทุนได้เคยแนะนำแล้ว ซึ่งผู้อ่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=4445 เพื่อจะได้เข้าใจมากขึ้น

เพื่อนคนนี้มีกองทุนที่คิดไว้มาบ้างแล้ว 2-3 กองทุน เหลือแต่ตัดสินใจว่าจะเลือกกองทุนไหนดี พอยืนเลือกกันสักพักก็ตัดสินใจได้ว่าอยากซื้อกองทุนรวม XXX เราก็พาไปที่บูธของธนาคารที่จำหน่ายกองทุนรวม XXX บอกเจ้าหน้าที่ว่า “ต้องการเปิดบัญชีธนาคารออนไลน์ที่สามารถซื้อกองทุนรวมออนไลน์ได้ด้วย” จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เตรียมเอกสารให้กรอก เซ็นเอกสารจนครบแล้วพาไปโอนเงินเพื่อซื้อกองทุนรวม ในครั้งแรก ต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์กว่าที่ระบบออนไลน์จะเชื่อมระหว่างบัญชีธนาคารและบัญชีกองทุนรวมจะเรียบร้อย ซึ่งขั้นตอนต่างๆเจ้าหน้าที่จะอธิบายว่าต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งง่ายมากจริงๆ

ขั้นตอนที่ 3 สั่งซื้อขายออนไลน์

เราใช้ระบบออนไลน์สร้างวินัยการออมโดยสั่งซื้อกองทุนรวมทุกเดือนในวันเงินเดือนออก พอถึงวันเงินเดือนออกปุ๊บ ระบบก็จะตัดเงินไปซื้อกองทุนรวมทันที ก็จะทำให้เราเห็นเฉพาะยอดเงินที่เหลือในบัญชีเงินเดือน ทำให้เรารู้ว่าเดือนนี้เราใช้เงินได้เท่าไหร่ ถ้าเดือนไหนมีรายได้ทางอื่นเข้ามามากเป็นพิเศษเราก็สั่งซื้อกองทุนรวมเพิ่มขึ้นได้อีก สั่งได้ทุกที่ ทุกเวลาจริงๆ

โลกที่ทุกอย่างเชื่อมโยงกันด้วยอินเตอร์เน็ตนั้นทำให้ชีวิตเราสบายขึ้นก็จริง แต่ก็พึ่งระวังไว้เสมอว่าในข้อดีก็ยังมีข้อเสียอยู่ด้วย วิธีการลงทุนในข้างต้นนี้เราซื้อกองทุนเพื่อความมั่งคั่งในอนาคตง่ายมาก และทำให้เสียความมั่งคั่งได้ง่ายๆด้วยเช่นกัน เพราะเราสามารถขายกองทุนออกมาใช้จ่ายได้โดยง่าย ดังนั้น สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุด คือ จิตใจของเราเอง ที่ต้องมีวินัยอยู่ตลอดเวลานะจ๊ะ

6/27 รายจ่ายที่จำเป็นและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

จากตอนที่แล้วที่ผมพูดถึง “รายจ่ายประจำและรายจ่ายครั้งคราว” ที่จะทำให้เราตะหนักถึงการออมได้บ้าง ใครที่ไม่มีเงินออมนั้นย่อมมีความเสี่ยงครับ แล้วมันจะเกี่ยวข้องอย่างไรกับบทความ ตอนที่ 6 นี้ล่ะ มาลองดูกันครับ

ผมถามจริงๆนะว่าแต่ละท่านที่อ่าน Blog ผม มีใครทำบันทึกรายรับรายจ่ายบ้างไหมครับ? จากผลสำรวจส่วนตัวของผมแล้วมันมีจำนวนคนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก ที่สำรวจตัวเองตลอดเวลาว่าเขาใช้เงินอย่างไรบ้าง จริงๆในเรื่องของพฤติกรรมการใช้เงินเนี่ย ถ้าไม่สำรวจก็ไม่รู้เลยนะครับว่าเราใช้เงินไปกับเรื่องอะไรบ้าง มากน้อยแค่ไหน การจดบันทึกมันก็เลยเป็นสิ่งสำคัญที่เราสามารถกลับมาทบทวนเรื่องราวการใช้เงินของเราในแต่ละวันได้ ไม่เช่นนั้นเราเองก็จะต้องมานั่งบ่น อย่างที่เป็นประจำหลังจากที่กดเงินออกมาใช้จากตู้ ATM และเงินได้หมดลงง่ายๆจนต้องมานั่งตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เงินมันหายไปไหน???” บางทีจ่ายนิดจ่ายหน่อย 10 บาท บ้าง 20 บาทบ้าง แค่ไม่กี่ครั้งก็เป็น 100 แล้วนะครับ และจำนวน 100 ไม่กี่ครั้งก็จะเป็น 1,000 บาทเช่นเดียวกัน เงินที่เราคิดว่านิดๆหน่อย ไม่เป็นไรหรอก มันจะสะสมเป็นเงินก้อนได้เลยนะครับ

ส่วนตัวผมเองก็จะมีการจดบันทึกบ้าง แต่ก็ไม่ได้จดละเอียดแบบเอาเป็นเอาตายนะครับว่า 1 บาท เอาไปหยอดตู้โทรศัพท์ อีก 1 บาทเอาไปหยอดตู้บริจาค ผมจะตรวจในเรื่องการเงินว่าผมซื้ออะไรบ้างในเฉพาะส่วนที่เป็นค่าใช้จ่าย ที่มีสัดส่วนสูงของยอดการใช้จ่าย ส่วนเงินเล็กๆน้อยๆก็แค่จดไว้ว่าผมกดเงินออกมากี่บาท (ปกติชอบกดแค่ 400 บาทครับ) และก็บริหารพร้อมๆกับตรวจสอบในงบตรงนั้น เมื่อเราจดแล้วนำมาดู เราจะพบความ “อึ้ง” ในเรื่องของรายจ่ายเราอยู่ไม่น้อยเลย บางทีก็ไม่รู้ว่าเรื่องบางเรื่องมันเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นอัตราส่วนสูงมาก แถมยังเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำ ดูๆไปแล้วก็พอจะแยกออกมาเป็น 2 แบบคือ รายจ่ายที่จำเป็นกับรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

รายจ่ายที่จำเป็นคืออะไร?

ถ้าเราพูดง่ายๆก็คือมันเป็นรายจ่ายที่เราไม่สามารถขาดได้ คือ ถ้าขาดไปมันต้องเกิดปัญหากับชีวิตของเราแน่ๆ เช่น

  • ค่ารถไปทำงาน หากเราไม่จ่ายเราก็เดินทางไปทำงานไม่ได้
  • ค่ากับข้าว ถ้าเราไม่กินข้าวก็อดตายแน่ๆเลย
  • ค่าน้ำ ค่าไฟ ถ้าไม่จ่ายก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่รอดที่บ้านได้อย่างไร

ค่าใช้จ่ายพวกนี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น มันเป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความจำเป็นนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลนะครับ แต่ละคนจำเป็นไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถเอาความรู้สึกของเราไปตัดสินคนอื่นได้ อย่างเช่นค่าใช้จ่ายของพวกดาราอาจจะมีในเรื่องของเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้าหน้าผมมากกว่าคนปกติ แต่มันเป็นความจำเป็นของเขาที่ต้องใช้ประกอบอาชีพ บางคนต้องใช้คอมพิวเตอร์อย่างดีในการใช้ทำงานประเภทกราฟฟิค ตรงนี้เราต้องพิจารณาดูว่าอะไรที่จำเป็นต่อเราบ้าง หากคิดว่ามันฟุ่มเฟือยไม่มีก็ได้ ก็อาจจะเข้าไปอยู่ในส่วนของค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

รายจ่ายไม่จำเป็นมีกันบ้างหรือเปล่า?

ในชีวิตเรามีรายจ่ายที่ไม่จำเป็นเยอะมากเชื่อผมไหม รายจ่ายที่ไม่จำเป็น ไม่ใช่แค่การที่เราจ่ายไปเพื่ออยากจะได้ของที่มันไม่มีประโยชน์ หรือ เป็นรายจ่ายกับสิ่งที่เกินตัวกับรายได้เท่านั้น แต่ผมมองว่ามันมีหลากหลายประเภทมากเลยนะ เพียงแต่เราต้องคิดดีๆว่ามันมีอะไรบ้าง ผมขอยกตัวอย่างเช่น

  • รายจ่ายกับสิ่งฟุ่มเฟือย เป็นสิ่งที่เราใช้จ่ายไป ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่อาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์มากนัก แค่อยากได้ หรือเป็นของที่เราต้องใช้จ่ายเกินตัวทั้งๆมันก็มีทางเลือกอื่นๆที่เราสามารถใช้ได้ รายจ่ายนี้จะเป็นส่วนหลักๆในชีวิตของเราเลย บางครั้งผมก็สำรวจตัวเองนะ อยากได้โน้นนี่ขึ้นมาก็จ่ายไป แต่พอเอามาถึงบ้านก็ไม่รู้ว่าตัวเองซื้อมาทำไม ฮาๆ
  • รายจ่ายที่เกิดเพราะราคาน่าสนใจเลยซื้อๆมาไว้ก่อน เรื่องนี้ผมเห็นเพื่อนผู้หญิงของผมหลายๆคนเป็นนะครับ ประมาณว่าพึ่งซื้อของมาแล้วก็พอว่ามันมีการลดราคาภายหลัง มีโปรโมชั่นที่น่าสนใจ ก็ซื้อๆๆมาก่อน ไม่รู้จะได้ใช้เมื่อไหร่ อันเก่ายังไม่หมดเลย แต่อยากได้เพราะราคามันถูก – -” เงินก็เลยออกจากกระเป๋าทันทีครับ ก็อย่างว่านะ เขาคิดว่ามันคุ้มค่า แต่มองอีกแง่คือเงินมันออกไปจากกระเป๋าเต็มเลย
  • รายจ่ายส่วนเพิ่มจากค่าบริการต่างๆ บางครั้งเราอาจจะไม่รู้ตัวว่าเราต้องจ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆแบบไม่รู้ตัว เช่น ค่าธรรมเนียมกดบัตรเงินสด ค่าปรับและดอกเบี้ยจากบัตรเครดิต การชำระสินค้าผ่านบัตรต่างๆ หรือ พวกค่าใช้จ่ายที่มีค่าบริการอยู่ พวกนี้บางครั้งเรามองว่ามันเล็กๆน้อยๆ แต่ถ้ารวมกันเยอะๆเนี่ยมันก็หลายตังนะครับ บางทีเราจะซื้อของเราต้องเลือกดีๆว่าจะจ่ายแบบไหน บางทีจ่ายเงินแล้วเสียเพิ่ม เราก็สามารถเลือกทางที่จะไม่ต้องเสียได้นะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องตรวจสอบใบเสร็จทุกครั้งเวลาจ่ายเงินไปกับอะไรต่างๆนะครับ ไม่เช่นนั้นจ่ายเงินออกไม่รู้ตัวเลยนะ

พอเป็นแบบนี้แล้วผมคิดว่าเพื่อนๆก็คงได้ไอเดียในการตรวจสอบรายจ่ายของเรานะครับ ต้องอย่าลืมว่ารายจ่ายของเราบางอย่างสำคัญ บางอย่างก็ไม่ได้สำคัญอะไร อะไรที่คิดว่ามันไม่จำเป็นขนาดนั้นหากลดได้ก็ลดดูนะครับ แล้วเราจะเกิดเงินออม อย่างที่เล่าให้ฟังในตอนก่อนๆ พอเรามีเงินออมแปลว่าเรามีเงินปัจจุบันมากขึ้น สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันชีวิตในการเกิดรายจ่ายที่มาเป็นครั้งคราวได้ และสามารถนำไปต่อยอดสร้างความมั่งคั่งในอนาคตได้

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save