5 เคล็ดลับเป็นเจ้าของธุรกิจให้มีความสุข

เมื่อวันก่อน @TAXBugnoms เขียนเรื่อง การออกจากงานประจำมาทำธุรกิจแล้ว วันนี้ขอลองเขียนมุมมองสำหรับคนทำธุรกิจส่วนตัวบ้างว่า เราจะทำธุรกิจอย่างไรให้มีความสุขกันดีหนอออออ

จากประสบการณ์ส่วนตัวและบรรดามิตรสหายหลายๆท่านอยู่ในวงการธุรกิจส่วนตัวทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่างได้ลงความเห็นแล้วว่า เคล็ดลับการเป็นเจ้าของธุรกิจให้มีความสุขนั้น แบ่งออกเป็น 5 ข้อง่ายๆสั้นๆดังนี้ครับ

ข้อแรก แบ่งแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว

คำว่า “น้ำขุ่นอยู่ใน น้ำใสอยู่นอก” นั้นถือว่าเป็นแนวคิดสำคัญในการทำธุรกิจส่วนตัวลำดับแรก เพราะไม่ว่าชีวิตเราจะมีปัญหาแค่ไหน เกิดเหตุการณ์อะไรก็ตาม น้ำท่วม ไฟใหม้ น้ำร้อนลวก กระซวกพ่อตา ด่าแม่ยาย รถหาย ฯลฯ ก็ตาม แต่งานของเรานั้นต้องดำเนินต่อไป เพราะธุรกิจคือสิ่งที่ทำให้เรามีรายได้มาเลี้ยงตัวเอง ใช่ไหมล่ะคร้าบบบบ

ก่อนอื่นเราควรที่จะสงบจิตสงบใจไว้ให้ดีก่อนที่จะทำธุรกิจ ไม่ว่าปัญหาอะไร จงโยนมันทิ้งไปก่อนที่จะเริ่มต้นทำงาน โดยเฉพาะคนที่มีลูกน้อง เราต้องไม่ลืมว่าลูกน้องไม่ใช่เครื่องรองรับอารมณ์ของเรา เช่นเดียวกันกับที่เราไม่อยากเป็นคนรองรับอารมณ์ของลูกค้า ยังไงก็คิดถึงใจเขาใจเราบ้างนะคร้าบบ

ข้อสอง อย่าปวดหัวกับลูกน้องจนเกินเหตุ

เมื่อพูดถึงลูกน้องไปแล้ว ขอเล่าต่อเลยว่า ลูกน้องที่ดีนั้นทำกำไรให้กับกิจการได้อย่างมหาศาล แต่ถ้าเจ้านายไม่ดีต่อให้ลูกน้องดีแค่ไหนทนไม่ไหวหรอกขอรับ ดังนั้นเรื่องบางเรื่อง เราอาจจะต้อง “หลับตาหนึ่งข้าง” ปล่อยให้ทั้งตัวเราเองและลูกน้องค่อยๆปรับตัวกันไป อะไรแก้ได้ก็ค่อยๆเริ่มไปทีละนิด แต่อย่าคิดว่าทุกอย่างต้องเพอร์เฟค เพราะมันเป็นไปไม่ได้ในโลกของธุรกิจ

เช่นเดียวกัน ถ้าลูกน้องคนไหนดูแล้วไม่ไหวด้วยกันทั้งคู่ ก็ไม่ต้องทนทะเลาะกันต่อไปนะคร้าบบบ ตัวใครตัวมันโลด

ข้อสาม อย่าปฏิเสธโอกาสขยายการลงทุน

คนหลายคนที่ผิดพลาดกับธุรกิจ เพราะมองไม่ออกว่าสิ่งไหนเรียกว่า “โอกาส” สิ่งไหนเรียกว่า “วิกฤต” บางคนมีความคิดว่าการขยายการลงทุนนั้น เป็นการสร้างหนี้บ้าง เป็นการเหนื่อยเปล่าบ้าง แต่ทุกๆธุรกิจนั้น ย่อมต้องมีการเติบโตมิเช่นนั้นก็รอวันตาย ดังนั้นในบางจังหวะ หากมีการขยายการลงทุนได้ จงอย่าละเลยโอกาสนั้น เพราะมันอาจจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เราอีกหลายๆเท่ากันเลยทีเดียว แต่ต้องไม่ลืมพิจารณาความเสี่ยงให้ดีก่อนด้วยนะครับ

ข้อสี่ หมุนเงินให้พอดีอย่ามีหนี้สิน

หนี้สินที่ดี ย่อมสร้างให้มีการขยายกิจการและเพิ่มรายได้ แต่หนี้สินบางอย่างของคนทำธุรกิจอาจจะไม่จำเป็น เช่น ออฟฟิศหรูย่านใจกลางเมือง หรือพนักงานหลักสิบคนแต่ทำหน้าที่ซ้ำๆกัน หันไปเอ้า!! ผู้บริหารขับรถหรูอีกด้วย รายจ่ายเหล่านี้อาจจะสร้างหนี้สินให้กิจการของเราโดยไม่จำเป็น ต้องเลือกพิจารณาให้ดี เช่นเดียวกันกับการบริหารการเงิน

โดยตัวของคนทำธุรกิจเองนั้น จำเป็นอย่างมากที่ต้องรู้บัญชีและภาษี และที่สำคัญต้องรู้ดีเรื่องการเงินของกิจการให้มากๆครับ เพราะจากประสบการณ์จริง มีเจ้าของกิจการบางคนต้องล้มละลายโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะคำว่า “ไม่รู้เรื่องการเงิน” นี่แหละ

ข้อห้า กินอาหารให้เป็นเวลา อย่าลืมออกกำลังกาย

ท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของเรานั้นไม่ใช่มีเพียงแค่สร้างรายได้ แต่ยังมีหน้าที่ต้องสร้างความสมบูรณ์ให้ครบรอบด้านเพราะว่าชีวิตคนเรานั้นไม่ได้มีเพียงด้านใดด้านหนึ่ง และด้านที่สำคัญที่จะทำให้เรามีแรงทำงาน นั้นคือด้านสุขภาพนั่นเอง ถ้าสุขภาพไม่ดีทำงานให้ตายยังไงก็ไม่ไหว แถมยังต้องไปใช้เงินในโรงพยาบาลอีกด้วยน่ะคร้าบ

อย่าละเลย ใส่ใจทั้งด้านอาหาร ออกกำลังกาย และเมื่อกายเราพร้อม ใจเราก็พร้อมลุยต่อทำธุรกิจกันต่อปายยยยยยยยยย

สุดท้ายนี้ อย่าลืมนะครับว่า “Work Life Balance”สามอย่างนี้ต้องไปด้วยกัน มันถึงจะเรียกว่าได้ว่า “ชีวิตที่สมบูรณ์”🙂

รู้จักเงินปัจจุบันกับเงินอนาคต [ซีรี่ย์การเงิน ชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน 2/27]

มนุษย์เงินเดือนก็อย่างที่ผมบอกนั่นล่ะ จะมีรายได้เท่ากันทุกๆเดือน มีเงินเดือนขึ้นบ้าง แม้มันจะไม่เยอะมากแต่อยากน้อยการที่เรามีเงินเข้าตลอดก็สามารถจัดสรรไปใช้ในกิจกรรมทางการเงินได้เสมอ มีความปลอดภัยในหน้าที่การงาน มีความมั่นคงกว่าการทำงานอิสระที่ไม่รู้ว่าเดือนไหนว่างงานจนอาจจะต้องกินแกลบบ้าง  สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนเกือบทุกคนมี และมีความยิ่งใหญ่กว่าเงินเดือนนั้นก็คือ “มีวงเงิน”

เงินเดือน ต่างอย่างไรกับ วงเงิน ล่ะครับ?

เงินเดือน

คือสิ่งที่เราจะได้รับมาจากบริษัทในวันจ่ายเงินเดือนประจำเดือน เงินนี้เกิดจากการทำงาน เป็นเงินปัจจุบันที่เรามีอยู่ สามารถใช้แล้วหมดไปได้ ไม่มีภาระผูกพันอื่นๆกับชีวิตเรา สำรวจดู… มันอยู่ในกระเป๋าตังของเรานั่นล่ะ

วงเงิน

คือสิ่งที่เราจะได้รับจากคนอื่น เช่น ธนาคาร ให้สามารถยืมใช้เงินได้ตามที่กำหนด เงินนี้ไม่ใช่เงินของเราแต่เป็นเงินของธนาคารที่ให้เรายืมมาใช้ก่อน มันคือเงินในอนาคตที่เบิกมาใช้ วงเงินพวกนี้ก็อยู่แถวๆ… บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ทั้งหลาย

มนุษย์เงินเดือนสามารถมีวงเงินได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับเงินเดือนที่เรามีนะครับ ถ้าเงินเดือนมีมากระดับหนึ่ง ที่ทำงานก็ดูมั่นคง ธนาคารก็รู้ว่าเมื่อให้วงเงินไป เมื่อเราเอาไปใช้แล้วก็ย่อมมีเงินเอามาคืนให้กับธนาคารอย่างแน่นอน จะคืนเป็นก้อน ผ่อนจ่าย อันนี้ก็แล้วแต่สะดวกเลยครับ นี่ล่ะมันคือการเบิกเงินที่อยู่ในอนาคตของมนุษย์เงินเดือนที่ทำให้สามารถใช้ซื้อของที่ต้องการได้โดยไม่ต้องเก็บเงินจนครบ ทำไมมนุษย์เงินเดือนถึงต้องใช้วงเงินล่ะ!

เงินเดือน 20,000 จะเอาไปซื้อกระเป๋าใบละ 50,000 ได้ยังไง แค่เงินเดือนมันยังไช้ไม่พอเลย

คุณว่าไหมว่าหลายๆคนเหล่านั้นมักจะบ่นว่าเขาอยากมีชีวิตที่ดี ไลฟสไตล์ที่ดี เห็นคนนั้นคนนี้มีสิ่งใหม่ๆทันสมัยใช้ก็อยากจะมีกับเขาเหมือนกัน อย่างสมัยนี้หลายๆอย่างเป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่ฝัน เช่น สมารท์โฟน คอนโดมีเนียมใจกลางกรุง รถยนต์ที่ต้องมีขับไปไหนมาไหน ในขณะที่เงินเดือนในปัจจุบันนั้นแค่เอาให้มีเงินเก็บมันก็ยากเย็นแสนเข็ญ ในเมื่อเงินในปัจจุบันมันมีไม่พอ ก็ใช้เงินในอนาคตก่อนก็ได้ รวดเร็วฉับไว สั่งปุ๊ปได้ปั๊ป แต่ข้อเสียของเงินในอนาคตก็คือ มันไม่ได้ให้เรามาใช้ฟรีๆ มันจะมาพร้อมดอกเบี้ยที่เราต้องชำระด้วย

นี่ล่ะ เงินในอนาคตมันนำโอกาสมาให้เราแต่ก็ต้องแลกกับภาระหนี้สิน  จนบางครั้งเรามานั่งคิดๆดูนะ ถ้าเราเก็บเงินเรื่อยๆ ออมจนสามารถซื้อของที่อยากได้ แม้มันจะเสียเวลาค่อนข้างมาก หลายๆครั้งมันก็ดีกว่าการที่เราต้องจ่ายเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยที่มหาศาล พอนับเป็นตัวเงินแล้วก็ไม่รู้ว่ามันคุ้มหรือเปล่าที่เราต้องใช้เงินมากกว่าเดิมในการนำมาจับจ่ายซื้อสินค้าให้ได้รวดเร็วขึ้น อย่างว่านะครับมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าจะบริหารจัดการอย่างไรระหว่างเงินในปัจจุบันและเงินในอนาคตให้เหมาะสม

เงินในปัจจุบันกับเงินในอนาคตมันก็เป็นสิ่งที่เราสามารถเลือกได้นะครับว่าเราจะใช้ในส่วนไหน แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกทุกคนก็คือ “เงินปัจจุบันน่ะ เก็บออมไว้ สามารถสร้างเงินให้งอกเงยในอนาคตได้” “เงินในอนาคต เบิกมาใช้ก่อน สามารถเอาดอกเบี้ยมาทำร้ายเงินในปัจจุบันได้”

ติดตามอ่านซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน ตอนอื่นๆ ได้ >> ที่นี่ 

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล ผู้แต่งหนังสือ รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

1/27 วัฎจักรชีวิตมนุษย์เงินเดือน [ซีรี่ย์การเงิน ชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

คุณได้ยินคำกล่าวที่ว่า เงินไม่ใช่ทุกสิ่ง แต่หลายๆสิ่งเริ่มต้นที่เงิน !  

ทุกคนอยากมีเงินนะครับ เงินมันเป็นต้นทางที่เราจะก้าวไปสู่สิ่งต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายในสิ่งที่เราอยากได้ อยากทำให้สบายขึ้น มีไลฟ์สไตล์ของชีวิตที่ดี ก็แน่นอนครับจะมีเงินเยอะๆได้มันก็ต้องเริ่มมาจากการหาเงินนั่นล่ะ แต่เท่าที่ผมได้สัมผัสกับความคิดของคนหลายๆคน ถ้าเป็นคนที่มุ่งมั่นทำธุรกิจและหาเงินเก่งเนี่ย ความร่ำรวย เงินทองต่างๆนี่เขาหากันมาง่ายๆเลยนะครับ แต่พอนึกถึงกลุ่มคนอีกจำนวนหนึ่งที่เขาทำงานประจำและเรียกกันว่า “มนุษย์เงินเดือน” มันช่างดูห่างไกลจากความร่ำรวยจริงๆ

มนุษย์เงินเดือนคืออะไร?

อธิบายง่ายๆคือ กลุ่มคนที่ทำงานในสาขาต่างๆและมีรายได้ที่ประจำ…. ประจำทั้งในแง่ของตัวเงิน…. และประจำในแง่ของวันที่จะได้รับเงิน…. กล่าวง่ายๆก็คือ เป็นผู้ที่มีรายได้ต่อเดือนเป็นจำนวนเงินเท่าๆกัน แต่… ต้องทำงานจันทร์-ศุกร์ อาจจะมีวันเสาร์-อาทิตย์บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะได้หยุดงานตามวันหยุดเหมือนคนอื่นนั่นแหระ เมื่อต้องทำงานทุกวัน เงินเดือนประจำ การหารายได้ที่มากขึ้นเพื่อไปสู่อิสรภาพทางการเงินก็ดูเหมือนจะยากลำบากในความคิดของใครหลายๆคน หากจะมีชีวิตที่ดีก็ต้องทำงานไปเรื่อยๆ พัฒนาศักยภาพตัวเองเพื่อเติบโตในองค์กรหรือไม่ก็ย้ายที่ทำงานไปในองค์กรที่จ่ายเงินเดือนมากกว่าเดิม

เมื่อมีรายรับก็ย่อมมีรายจ่าย

มันเป็นเรื่องที่ไม่แปลกเลยนะครับ ทุกคนอยากมีไลฟ์สไตล์ที่ดีเป็นของตัวเองอยู่แล้ว อยากใช้ชีวิตที่ดี อยากกินดีอยู่ดี มีรถขับ มีคอนโดกลางเมือง เพียงแต่ว่าเมื่อรายรับมันไม่ได้เยอะมากแต่รายจ่ายนั้นไม่มีที่สิ้นสุดนั้นก็ทำให้หลายๆคนต้องคอยพึ่ง “เงินเดือนในเดือนต่อๆไป” เพื่อที่จะจับเคลื่อนชีวิตที่ต้องการ รวมถึงอาจจะมีการ “เบิกเงินล่วงหน้าจากเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยที่กลายเป็นรายจ่ายส่วนเพิ่มของชีวิตมากเข้าไปอีก” แล้วมันก็กลายเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์เงินเดือนที่เกิดขึ้นเมื่อใครหลายๆคน

  • ใช้จ่ายมากเกินไป ใช้จ่ายไม่จบสิ้น
  • ต้องกู้หนี้ยืมสิน ยืมเงินในอนาคตมาใช้
  • รอเงินเดือนในเดือนต่อไปเพื่อใช้หนี้สิน

ซึ่งทั้งหมดนั้นมันจะวนเวียนไปเรื่อยๆกลายเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์เงินเดือนที่อาจจะขาดอิสรภาพทางการเงินโดยไม่รู้ตัว แต่นั่นมันเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อเราไปมองชีวิตในอนาคตของมนุษย์เงินเดือนอาจจะมีสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ   “เราสามารถทำงานได้สิ้นสุดจนถึงอายุ 60 แต่ค่าใช้จ่ายของเรานั้นมันจะติดตามไปจนตาย”   จริงแล้วชีวิตคนเรามันสั้นนะครับ เราเริ่มต้นทำงานที่อายุ 22 ปี และมีเวลาเพียงแค่ 38 ปี ก่อนการเกษียณ ซึ่งเรามีเวลาหาเงินได้เพียงไม่ถึง 480 รอบบัญชีเงินเดือนเท่านั้น และหากเราเดินข้ามเวลามาเรื่อยๆโดยที่ยังไม่มีเงินเก็บก็อาจจะพบกับความเสี่ยงทางการเงินได้ หากในวันนี้เรายังเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีวิถีชีวิตในการหาเงินใช้เงินไปเรื่อยๆ วันหนึ่งเราจะพบว่ามันอาจจะสายเกินแก้ไขเมื่อเราอยู่ในสภาพที่ไม่มีอิสรภาพทางการเงินในตอนอายุมาก ฉะนั้นแล้วเมื่อเรารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็อย่ารีรอที่เริ่มวางแผนกันตอนนี้เลยนะครับ การเป็นมนุษย์เงินเดือนรวยได้อยู่แล้ว….

ติดตามอ่านซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน ตอนอื่นๆ ได้ >> ที่นี่ 

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล ผู้แต่งหนังสือ รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

ธุรกิจแฟรนไชส์ “ชานมไข่มุก”

ผมได้มีโอกาสไปเดินเล่นที่งานแสดงสินค้าแฟรนไชส์ในอิมแพ็คอารีน่าเมืองทองธานี เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2557 แล้วก็พบธุรกิจเล็กธุรกิจน้อยที่มาออกงานเต็มไปหมด ตอนแรกๆเดินๆแอบสงสัยจริงๆ ทำไมถึงมีแต่แฟร์ไชส์เกี่ยวกับ “กาแฟ” มาออกงานเยอะแยะเต็มไปหมดเลยนะ แต่ไม่เป็นไรผมเลยเดินๆเล่นๆพรางตัวแอบคุยกับเจ้าของธุรกิจและเจ้าหน้าที่ที่มาออกบูธไปเรื่อยๆ ข้อสังเกตที่ผมเจอในส่วนของการให้บริการของเจ้าของแฟรนไชส์มีดังนี้

1. ขายแค่ตัวธุรกิจแฟรนไชส์

เจ้าของธุรกิจต้องการหาผู้ที่สนใจมาซื้อแฟรนไชส์ของเขาโดยที่เขาจะช่วยในการขายอุปกรณ์จัดตั้งหรืออาจจะมีการจัดเตรียมวัตถุดิบเพื่อการขายให้กับผู้ที่สนใจ เรื่องอื่นๆผู้ลงทุนต้องไปจัดการเอง ไม่ว่าจะเป็นการหาพื้นที่เช่าร้าน การอบรมพนักงาน การจัดการบริหารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ

2. ทำแบบครบวงจรเสมือนเป็นเพื่อนนักลงทุนแฟรนไชส์

วิธีการนี้เป็นแนวทางที่ยอดเยี่ยมและมีบางเจ้าเท่านั้นที่ลงลึกถึง Detail ในการหาเพื่อนนักลงทุนแฟรนไชส์เพื่อที่จะก้าวร่วมหัวจมท้ายกับแบรนด์ไปด้วยกัน ผมว่าคนรุ่นใหม่หลายๆคนอยากจะทำธุรกิจนะ แต่ไม่ได้มีความรู้มากและการเตรียมตัวให้ตัวเองเข้าใจขั้นตอนต่างๆมันยากมาก แต่ถ้าหากธุรกิจไหนที่พร้อมจะช่วยเหลือในเรื่องต่างๆที่เปรียบเสมือนพี่เลี้ยงให้กับนักลงทุนแล้วล่ะก็ผมว่ามันจะทำให้เกิดการขยายธุรกิจได้มากขึ้นครับ

หากเพื่อนๆไม่มีประสบการณ์ในการลงทุน คิดว่าผู้ขายแฟรนไชส์ประเภทไหนที่เราชอบที่จะคุยด้วยครับ? ถ้าเป็นผมนะ ผมเป็นคนรุ่นใหม่ใจร้อน อยากรีบทำอะไรเร็วๆมีคนช่วยสอนก็ดีจะได้ไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง

และแล้วผมก็เจอธุรกิจอันหนึ่งที่เรียบง่ายและดูน่ารักนั่นก็คือ “ร้านขายชานมไข่มุกใต้หวัน”

ชานม…

ชานมไข่มุก….

ชานมไข่มุกไต้หวัน….

ทำไมต้องไต้หวันนะ? จริงๆแล้วประเทศไต้หวันนี่เป็นต้นตำหรับของชานมไข่มุกเลยครับ มีมาตั้งแต่สมัยช่วงปี 1980 ทางตอนกลางของเกาะใต้หวัน จะมีการใส่พวกไข่มุกที่ทำมาจากผลไม้และใส่น้ำเชื่อมลงไปในชา ก็ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในสมัยนั้น นอกจากที่เขาเรียกชานมไข่มุกแล้ว ยังมีอีกชื่อเรียกว่า “ชานมโต” ซึ่งเป็นคำสแลงของเขา ผมไม่ได้ทะลึงนะ 555 สำหรับเมืองไทยผมเห็นชานมไข่มุกเข้ามาซักพักหนึ่งแล้ว แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปบ้างเมื่อมีร้านบ้านๆเปิดขาย ก็ใช้ไข่มุกลงไปในกาแฟบ้าง น้ำช็อกโกแล็ตบ้าง จนกระทั่งในช่วงหลังๆนี้ก็มีการเข้ามาของชานมแท้ๆต้นตำหรับจากใต้หวันอยู่หลายเจ้าเลย ในส่วน Brand ที่ผมไปพบชื่อ Drink Up

สินค้าแฟรนไชส์ของ Drink Up มีไลน์ผลิตภัณฑ์อยู่ 5 อย่างได้แก่ ชานม ชาเขียว ชาดำ ช็อกโกแล็ต นมเปรี้ยว บนร้านที่สร้างแบรนด์สีสรรสวยงามมีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กให้กับผู้ที่สนใจลงทุนได้พิจารณาลงทุนตามความเหมาะสม เช่น ประมาณ 5.5 แสนบาทสำหรับร้านขนาดเล็ก และ ประมาณ 1.1 ล้านบาทสำหรับร้านขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่ผมมองว่าเป็นจุดเด่นของแฟรนไชส์เจ้านี้คือมีการให้ Service ที่ดี และน้อยเจ้ามากที่จะลงมาช่วยนักลงทุนขนาดนี้

การสำรวจพื้นที่

โดยปกติแล้วผู้ขายแฟรนไชส์ทั่วไปมักจะขายแค่ตัวแฟรนไชส์ให้โดยที่การหาพื้นที่ทำธุรกิจของเราเอง มาช่วยสำรวจไหมก็อยู่ที่แต่ละเจ้า ส่วนจะขายได้หรือไม่ได้อย่างไรก็ต้องดูตามเนื้อหาของธุรกิจที่ตกลงกัน แต่สำหรับบริษัทนี้หากเรามีหน้าร้านอยู่แล้วเขาก็จะมาช่วยสำรวจพื้นที่ว่าน่าสนใจลงทุนหรือเปล่าเพราะผมว่าทางร้านก็คงไม่อยากให้คนซื้อแฟรนไชส์เจ๊งแต่ควรจะเติบโตไปด้วยกัน แต่ถ้าหากไม่มีพื้นที่เราก็กำหนดสถานที่และงบประมาณในใจเอาไว้ ซึ่งทางบริษัทเขาจะมีเอเจนซี่ที่รู้จักในการหาพื้นที่มาช่วยหาสถานที่ให้นักลงทุน

การฝึกอบรมพนักงาน

ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่ทำธุรกิจส่วนตัวนั้น บางคนก็ไม่ได้อยากมาเปิดร้านเองแล้วนั่งทำเองหรอก บางทีเราก็อาจจะยังอยากทำงานประจำ อยากทำธุรกิจหลายๆอย่าง หรือไหนๆลงทุนแล้วก็อยากได้รับ Passive Income โดยที่เข้าร้านบ้างแต่ไม่ต้องเต็มเวลา ก็ใช้วิธีการจ้างพนักงานมาช่วยร้านซัก 1-2 คนดีกว่า ก่อนหน้าที่เราจะไปถึงเรื่องการฝึกอบรมพนักงานว่าจะหาได้จากไหน ถ้าไปถามแฟรนไชส์โดยด้วยไปเขาก็จะให้เป็นความรับผิดชอบของเราเอง แต่ทางนี้เขาสามารถแนะนำให้เราไปแหล่งหางานที่เขาพอจะรู้จักได้ และเมื่อได้พูดคุยกับพนักงานเป้าหมายที่เราจะจ้างมาช่วยงานที่ร้าน ทางบริษัทยังช่วยจัดอบรมพนักงานและผู้ซื้อแฟรนไชส์ด้วย ให้รู้จักระบบต่างๆในการทำธุรกิจ ซึ่งเป็นระบบควบคุมผ่านคอมพิวเตอร์

การใช้เทคโนโลยีในการบริหารงาน

จุดนี้เป็นจุดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งที่ร้านนี้แตกต่างจากหลายๆร้าน อย่างที่ผมเล่าให้ฟังว่า ปกติแล้วเราอาจจะไม่ได้เฝ้าร้านตลอดเวลา การที่เราไม่มีระบบควบคุมการทำงานที่ดีอาจจะทำให้เกิดช่องว่างในการทุจริตได้ ซึ่งนั่นหมายถึงว่าเงินรายได้ของคุณอาจจะหายไปโดยไม่รู้ตัวและกว่าจะจับได้พนักงานก็สามารถผ่อนบ้านผ่อนรถได้แล้ว การใช้ระบบควบคุมประสิทธิภาพผ่านคอมพิวเตอร์จะทำให้พนักงานต้องเดินตามระบบที่วางไว้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระแสเงินสดที่ได้รับมา สต็อกสินค้าที่เกิดขึ้น ซึ่งทั้งหมดทำให้เราสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่า การจัดการดำเนินไปอย่างราบรื่นหรือไม่และหากพบความผิดปกติก็สามารถตรวจสอบได้ทันที

ก่อนจบเนื้อหาในตอนนี้ผมเองก็อยากจะบอกให้กับทุกท่านได้ทราบว่า บางครั้งเราเห็นแฟรนไชส์เต็มไปหมดแต่ไม่รู้ว่าจะเลือกพันธมิตรธุรกิจอย่างไรดี ขั้นตอนง่ายๆที่เราอาจจะพอทำได้ก็คือ การเขียนจุดเด่นจุดด้อยในบริการของแฟรนไชส์แต่ละแห่งแล้วนำมาเปรียบเทียบกัน ไล่เรียงกันมาเลยครับตั้งแต่ขั้นตอนการหาพื้นที่ การจัดตั้งร้าน การจัดการฝึกอบรม การสั่งซื้อของ ระบบที่สำคัญต่างๆ และอาจจะหาโอกาสเข้าไปคุยกับเจ้าของแฟรนไชส์ ดูข้อเสนอแนะจากผู้ร่วมงานที่เคยลงทã

10/27 เทคนิคการบริหารหนี้เพื่อความมั่งคั่ง [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

เวลาเราพูดถึงหนี้สินแล้วมันอาจจะดูน่ากลัวใช่ไหมครับ ในซีรี่ย์ตอนก่อนหน้าผมก็จะเล่าให้ฟังถึงวิธีการปรับพฤติกรรมในการรองรับการไม่เป็นหนี้ ตลอดจนนำเสนอวิธีการสร้างแนวทางในการชำระหนี้อย่างได้ผล ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนทัศนคติต่างๆ ตลอดจนการประเมินหนทางและสร้างแนวทางในการใช้หนี้ แต่อย่างไรก็ตามการเป็นหนี้มันก็ไม่ได้เลวร้ายหรอกถ้าคุณรู้ว่าจะหาประโยชน์จากการมีหนี้สินได้อย่างไร! แหม พอฟังอย่างงี้แล้วคงน่าสนใจไม่ใช่น้อยใช่ไหมครับ ก่อนหน้าพูดถึงการกำจัดหนี้ ตอนนี้กลายเป็นเรื่องประโยชน์จากการมีหนี้สินซะงั้น อันนี้จะเป็นเทคนิคระดับที่สูงขึ้นมานะครับ

ก่อนอื่นผมจะแยกให้คุณเข้าใจก่อนว่า การเป็นหนี้มันมี 2 ลักษณะ ดังนี้

  • เราเป็นหนี้เพราะเราต้องการใช้เงินในอนาคต มาจับจ่ายสิ่งที่เราอยากได้ในปัจจุบันและเราอาจจะต้องเสียดอกเบี้ยคืนให้กับเจ้าหนี้
  • เราเป็นหนี้แต่หนี้นั้นสามารถสร้างประโยชน์ต่างๆ และทำให้เราเกิดความมั่งคั่งมากขึ้นในชีวิตอนาคตได้  

“เป็นหนี้แล้วจะมั่งคั่งได้หรือ?”

หนี้สามารถสร้างทรัพย์สินและความมั่งคั่งได้หากเราบริหารได้ดี

คำถามนี้คงอยู่ในใจทุกท่านตอนนี้แล้วนะครับเพราะมันขัดกับสิ่งที่ผ่านมา แต่ผมจะบอกว่าหลายๆครั้งมันก็พอจะมีประโยชน์ โดยเฉพาะเมื่อเรามองเห็นโอกาสว่า หากเราเป็นหนี้ในวันนี้เพื่อนำเงินที่กู้มา ไปสร้างประโยชน์อะไรบางอย่าง มันก็สามารถทำให้เราเกิดความมั่งคั่งมากขึ้นในอนาคตได้ หรืออย่างน้อยมันก็ไม่ทำให้เราต้องมีต้นทุนในการทำอะไรที่แพงขึ้นในอนาคต ผมขอยกตัวอย่างเช่น “เรื่องการซื้อบ้าน”

ผมว่ามันเป็นความฝันของหลายๆคนเลยนะครับว่า อยากมีบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเอง อย่างน้อยมันก็ดีกว่าการเช่าห้องอยู่เพราะเราไม่ใช่เจ้าของเองและต้องจ่ายค่าเช่าไปเรื่อยๆ หากเราอยู่ห้องเช่ามาทั้งชีวิตและไม่ได้มีสมบัติอะไรมากจนถึงวันหนึ่งเราต้องเกษียณอายุและไม่มีรายได้ การที่จะต้องจ่ายค่าห้องเช่าไปเรื่อยๆนั้นก็คงจะเป็นภาระไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ การมีบ้านก็คงเป็นคำตอบที่ดีอย่างหนึ่ง สามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้ สามารถขายและเปลี่ยนแหล่งที่อยู่สร้างผลกำไรได้ แต่พอเราคิดจะซื้อบ้านหรือคอนโดซักหลัง มูลค่าของมันไม่ใช่ของที่มีราคาถูกเลย นอกจากไม่ถูกแล้วในปัจจุบันมันกลับมาแนวโน้มที่จะแพงขึ้นในอนาคตด้วยซ้ำ

ถ้าเราไม่ซื้อวันนี้ อนาคตพอเราอยากได้ ราคามันอาจจะแพงขึ้นไปก็ได้ การซื้อวันนี้มันอาจจะทำให้เราต้องกู้เงินและเป็นหนี้ และถ้าเราคิดว่าจะเก็บเงินไว้ซื้อในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ก็ไม่แน่ใจว่าราคาบ้านจะแพงขึ้นไปอีกขนาดไหนซึ่งพอเปรียบเทียบกับรายได้ที่เรามีอยู่อาจจะตามไม่ทันเลยก็ว่าได้ บ้านพอมีเป็นของตัวเองแล้วมันก็คือทรัพย์สินที่เป็นของเราใช่ไหมครับ มีบ้านเองดีออก หลายๆคนเองคิดต่อยอดไปถึงการลงทุนเลยด้วยซ้ำ ถ้าเขาสามารถสร้างความเป็นเจ้าของในทรัพย์สินที่จะมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆและสุดท้ายเขาก็สามารถขายมันไปหรือปล่อยให้คนอื่นเช่าเพื่อสร้างกระแสเงินสดให้ตัวเองมีรายได้เพิ่มอีกทางได้

หนี้สามารถช่วยให้เราเกิดโอกาสในการขยายกิจการต่างๆได้

แม้เราจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการ แต่เราก็สามารถนำวิธีคิดของเจ้าของกิจการมาใช้ได้ หลายๆครั้งเราอาจจะพบเจอโอกาสในการรับงานเพื่อให้เกิดรายได้กับตัวเองมากขึ้นนอกเหนือจากงานประจำ เช่น อาจจะพบโอกาสดีๆในการทำอาชีพเสริมที่ต้องใช้เงินทุน แต่พอเงินทุนไม่พอก็จำเป็นที่ต้องหยิบยืมมาใช้ประกอบกิจการก่อน (สัญญาว่าจะต้องใช้คืนเมื่อประสบความสำเร็จแล้ว) มันไม่ต่างกับการที่เฒ่าแก่คนหนึ่งเห็นว่าธุรกิจของเขามีความต้องการมากขึ้นในตลาดแต่เขายังไม่มีเงินทุนพอในการสร้างโรงงานใหม่ จึงต้องกู้เพื่อขยายกิจการ ในท้ายสุดเมื่อเขาสามารถขายของได้มากขึ้น มีการชำระดอกเบี้ยและเงินกู้ได้มากขึ้น พอหนี้สินหมดความมั่งคั่งของธุรกิจเขาก็จะโตแบบก้าวกระโดด

คิดง่ายๆนะครับ เช่น เรารู้ว่าถ้าเรากู้เงินแล้วต้องเสียดอกเบี้ย 5% ต่อปี แต่สามารถนำเงินไปใช้ประกอบกิจการที่สร้างผลกำไรได้ถึง 30% ต่อปี โดยที่เราประเมินความเสี่ยงและความเป็นไปได้ เรามีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ตลอดจนสามารถรับความเสี่ยงกับความผิดพลาดได้ มันก็น่าสนใจใช่ไหมครับที่จะกู้เงินมาทำกิจการดังกล่าว เพราะหนี้ลักษณะนี้เป็นหนี้ที่สามารถเพิ่มโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งให้กับเราในอนาคต 

แต่การกู้หนี้ยืมสินเพื่อมาสร้างความมั่งคั่งนั้น ต้องระวังมากๆเช่นเดียวกันนะครับ บางคนคิดว่าเป็นเรื่องง่ายแต่ก็ไม่ง่ายเสมอไปหรอก ในอีกทางหนึ่งมันอาจจะเกิดความผิดพลาดขึ้นก็ได้ ตัวอย่างเช่น การกู้เงินมาเล่นหุ้นนั้น ก็มีความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้น ซึ่งคนที่ไม่มีประสบการและความเชี่ยวชาญก็อาจจะผิดพลาดจากการลงทุน ทำให้ทั้งสูญเสียความมั่งคั่งและต้องหาเงินมาใช้หนี้เงินกู้อีก ความเสี่ยงเหล่านี้จึงต้องระวังเป็นอย่างยิ่งนะครับ เซฟๆไว้เอาแบบชัวร์ๆแล้วเราจะมีความสุขมากกว่านะ

Tip การในการบริหารหนี้เพื่อความมั่งคั่ง

  • ถามตัวเองดูว่าก่อหนี้ไปแล้วสามารถสร้างความมั่งคั่งและทรัพย์สินได้ไหม
  • ความเสี่ยงของการก่อหนี้มีขนาดไหนและเราสามารถรับความเสี่ยงนั้นไหม
  • มีแผนสำรองในเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องหนี้สินอย่างไร

การเป็นหนี้มีทั้งข้อดีข้อเสีย มันอยู่ที่เราครับว่าเราจะสร้างประโยชน์กับการเป็นหนี้ได้อย่างไร และหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์

Review หุ้น IPO ของ บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) BRR

เร็วๆ นี้ ได้ข่าวว่ามีหุ้น IPO น้องใหม่ให้นักลงทุนได้เข้ามาจับจองกันและเป็นที่สนใจกันมากเลยก็คือ หุ้น BRR หรือ บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) คำถามที่นักลงทุนทั้งหลายทั้งมวลมักจะถามกระผมเป็นคำถามแรกเลยโดยไม่ได้อ่านหรือศึกษาอะไรทั้งสิ้นก็คือ

“ซื้อไหมพี่? น่าลงทุนไหม? บอกมาเลยดีกว่า”

ก่อนที่เราจะซื้อของซักชิ้น เรายังส่องแล้วส่องอีกเทียบราคากับเจ้าอื่น ดูคุ้มไม่คุ้ม กว่าจะเลือกได้แต่ละอย่างแทบเป็นแทบตาย เวลาซื้อหุ้นซักตัวก็ต้องศึกษาข้อมูลกันให้ละเอียดถี่ถ้วน เพราะการลงทุนที่ดี ต้องศึกษาข้อมูลเพื่อเลือกหุ้นที่ดี คราวนี้มาดูกันว่าหุ้น BRR นี้เขาเป็นใครและเข้ามาระดมทุนทำไมนะ และที่สำคัญมันน่าสนใจยังไง มา Review กันเลย

1. ภาพรวมของบริษัท

บมจ.น้ำตาลบุรีรัมย์ ซึ่งมีชื่อย่อหุ้นว่า BRR ก่อตั้งทำธุรกิจมายาวนานกว่า 50 ปีโน้นเลย โดยเป็นผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายดิบ น้ำตาลทรายขาวสีรำส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงนำผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาลทราย เช่น กากอ้อย และกากหม้อกรองไปต่อยอดทางธุรกิจพลังงานทดแทน เรียกว่า นอกจากน้ำตาลแล้ว ยังมีธุรกิจพลังงานทดแทนที่เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลด้วยนะ

คราวนี้ เรามารู้จักที่มาของวัตถุดิบกันก่อนเลย ซึ่งผมได้สรุปสิ่งที่น่าสนใจที่ทุกคนต้องรู้มา 2 เรื่องดังนี้ครับ

  1. เริ่มจากการปลูกอ้อยก่อน แล้วนำมาผลิตเป็นนํ้าตาล เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวชาวไร่เขาก็จะเอาอ้อยมาปิดหีบเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล ซึ่งจากข้อมูลผลผลิตของน้ำตาลบุรีรัมย์ เค้าบอกว่า ปีก่อนมีอ้อยมาผลิตเป็นน้ำตาลจำนวน 1.77 ล้านตัน โดย อ้อย 1 ตัน ผลิตน้ำตาลได้ 118 กิโลกรัม เรียกว่าสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศกันเลยทีเดียว และปีนี้ประมาณการณ์ว่าโรงงานจะรองรับผลผลิตอ้อยได้มากกว่า 2 ล้านตัน ส่วนจะได้น้ำตาลมากน้อยแค่ไหน ต้องรอดูคุณภาพผลผลิตอีกที
  2. ในขั้นตอนการผลิต นํ้าตาลต่างๆ จะได้กากอ้อยออกมาผลผลิตจะได้น้ำตาลทราย และมีผลพลอยได้จากกากอ้อยและกากน้ำตาลจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ เพิ่มเติมได้อีกหลายอย่าง โดยธุรกิจสุดฮิตคือนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน

จากกระบวนการนี้ หากเรามาดูโครงสร้างบริษัทจะพบกับความเชื่อมโยงในการผลิตที่ต่อยอดไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่ง BRR มีบริษัทในเครืออยู่ 4 บริษัทได้แก่

  1. บริษัท โรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัดทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตน้ำตาลจากอ้อย เป็นธุรกิจหลักที่ทำรายได้สูงที่สุดในกลุ่มบริษัท ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 20,000 ตันต่อวัน หรือคิดเป็นปริมาณอ้อยมากกว่า 2 ล้านตันต่อปี โดยนับเป็นโรงงานที่สามารถผลิตน้ำตาลต่อต้นอ้อยได้เป็นอันดับ 3 ของประเทศในฤดูการการผลิต 2557/2558
  2. บริษัท บุรีรัมย์ไฟฟ้า จำกัด และ บริษัท บุรีรัมย์พาวเวอร์ จำกัดทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าชีวมวล โดยวัตถุดิบมาจากกากอ้อยและกากน้ำตาลที่เป็นส่วนเหลือจากการผลิตน้ำตาลทราย นำมาต่อยอดสร้างรายได้เพิ่ม ซึ่งจากข้อมูลไฟลิ่ง ขณะนี้น้ำตาลบุรีรัมย์ อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าชีวมวลจากกากอ้อยแห่งที่ 2 กำลังการผลิต 8 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ให้ กฟภ.ในเดือนมิถุนายน 2558 จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 1 แห่ง กำลังการผลิต 8 เมกะวัตต์ ที่เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ไปแล้วตั้งแต่พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา
  3. บริษัท ปุ๋ยตรากุญแจ จำกัดทำธุรกิจที่นำกากอ้อยมาผลิตปุ๋ยจำหน่ายให้เกษตรกรภายใต้ชื่อ ปุ๋ยตรากุญแจ มีกำลังการผลิต 30,000 ตันต่อปี
  4. บริษัท บุรีรัมย์วิจัยและพัฒนาอ้อย จำกัดทำในส่วนการให้ความรู้ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพในการเพาะปลูกของชาวไร่ครับ

ภาพรวมของบริษัทผมว่า ดูดีนะครับเนื่องจากเป็นธุรกิจที่ครบวงจร เมื่อนำไปเทียบเคียงกับบริษัทที่ผลิตน้ำตาลอื่นๆ ที่ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แล้วก็พบว่ามีลักษณะการทำธุรกิจที่คล้ายคลึงกัน คือ มีการผลิตน้ำตาลและนำกากไปผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวลและปุ๋ย

2. เป้าหมายในการระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์ของ BRR

  • ขยายการผลิตของโรงงานน้ำตาล 900 ล้านบาท
  • ส่วนที่เหลือนำไปเป็นทุนหมุนเวียนของบริษัท

นั่นก็แสดงให้เห็นว่า บริษัทนั้นต้องการเงินในการขยายกำลังการผลิตโรงงานน้ำตาลทราย เพื่อรองรับผลผลิตอ้อยเข้าหีบที่คาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น เพราะรัฐบาลเค้าส่งเสริมให้ชาวนาหันมาปลูกพืชชนิดอื่นๆ ซึ่งอ้อยจัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่รัฐมุ่งส่งเสริมผลักดันสุดๆ  มองในแง่ดีก็คือ บริษัทคงมีชาวไร่ที่ผลิตอ้อยให้เขาเป็นจำนวนที่มากขึ้น แถมยังสามารถผลิตและจำหน่ายน้ำตาลได้เยอะขึ้น และมีผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาลที่มากขึ้นเช่นกัน

แต่อย่าลืมนะครับ ผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาลถือเป็นขุมทรัพย์  เพราะสามารถนำกากอ้อยและกากน้ำตาลไปเป็นวัตถุดิบให้แก่โรงไฟฟ้าชีวมวล ทั้ง 2 โรง แต่ละโรงมีกำลังการผลิต 8 เมกะวัตต์ เพื่อจำหน่ายให้ภาครัฐ แล้วมันเยอะขนาดไหน ก็ลองนึกดูนะครับว่า โรงไฟฟ้าชีวมวล 1 โรง สามารถป้อนความต้องการใช้ไฟฟ้าในจังหวัดบุรีรัมย์ได้ทั้งจังหวัดได้แบบสบายๆ กันเลยทีเดียว

ส่วนเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทนั้น สำหรับธุรกิจนี้มีความสำคัญมากครับ เนื่องจากจะเป็นระบบของการให้เงินเกี๊ยว คือ บริษัทจะให้เงินอุดหนุนชาวไร่อ้อยในการปลูกพืชก่อน ยิ่งพอมีแผนขยายกำลังการผลิตมากขึ้นก็คงต้องใช้เงินหมุนเวียนมากขึ้นในการสนับสนุนชาวไร่นะครับ

3. โครงสร้างรายได้ของบริษัท

นักลงทุนทุกคนย่อมคาดวังในผลประกอบการกันใช่ไหมครับ ลงทุนไปก็หวังว่ากิจการมันจะตอบแทนนักลงทุนให้เกิดความมั่งคั่งมากยิ่งขึ้นนะครับ มาดูโครงสร้างรายได้ของบริษัทกันดีกว่า

รายได้ของบริษัทนั้นมีสัดส่วนของการขายน้ำตาลทรายดิบส่งออกไปยังต่างประเทศถือเป็นรายได้หลัก 54.58%

รองลงมาคือ การขายน้ำตาลทรายขาวสีรำในประเทศ 22.12%

คุณไม่อ่านหนังสือ คุณจะรู้อะไร

เฮลโล้ววว เอเวอรี่บอดี้ พี่เกรย์คัมแบกมาแล้วอีกครั้งกับบทความใหม่เรื่องการวางแผนการเงินสำหรับคนรุ่นใหม่ เพราะกรุได้แรงบันดาลใจจากการไปสัปดาห์หนังสือรอบที่สามสิบห้าในชีวิต เลยอยากจะเขียนบทความแชร์ประสบการณ์ให้พวกมรุง “รู้ไหมว่า แค่คุณไปงานสัปดาห์หนังสือ ก็บอกได้เลยว่าคุณเป็นคนมีชีวิตทางการเงินแบบไหน” กรุสรุปมาให้ทั้งหมด 3 ประเภท ลองเลือกกันดูนะ

กลุ่มแรก : ซื้อไปไม่อ่าน

ตอนแม่มไปนี่เห็นหนังสือลดราคาน่าซื้อเต็มไปหมดเลยสัส แม่มมีทั้งโปรโมชั่นลดราคา 10-20% ซื้อ 3 แถม 1 ลดห้าสิบเปอร์เซนต์หนังสือเมืองนอกมาให้ช็อปกันสนั่น เสริมความรู้อู้ฟู้อ่าซ่า แต่สุดท้ายแล้วกลับมาไม่เคยแม้แต่เปิดอ่านดูเพราะมรุงรู้ไงว่ามรุงซื้อไปตาม “อารมณ์” เห็นของถูกไม่ได้ ถ้าไม่ซื้อแล้วจะทำให้มรุงต้องดิ้นตายอยู่ตรงหน้า

คนแบบนี้แม่มจะมีปัญหาถึงสองด้าน ด้านแรกคือ “การใช้จ่าย” ซื้อไปแล้วไม่อ่านเปลืองเงินเปล่าๆไปละหนึ่งดอก อีกเรื่องคือมันแสดงให้เห็นว่ามรุงแม่มบริหารเวลาไม่เป็นอีกหนึ่งดอก และนิสัยพวกนี้มันจะฝังรากลึกอยู่ในชีวิตของมรุงตลอดไปในทุกเรื่องของการใช้จ่าย กรุบอกเลยว่าอันตรายสัสๆการใช้เงินทางอารมณ์เนี่ย กรุเคยเป็นมาแล้วไงแต่พอไปเลิกที่ถ้ำกระบอกแม่มก็หาย

กลุ่มสอง : ไปแล้วไม่ซื้อ

กลุ่มนี้แม่มต้องตั้งคำถามก่อนว่า ไปแล้วไม่ซื้อเพราะอะไร เพราะไม่มีหนังสือน่าอ่านสำหรับเขาอันนั้นมันก็ถูกแล้วไงสัส แต่อีกกลุ่มคือ ไปแล้วไม่ซื้อเพราะงกทั้งๆที่อยากอ่าน อันนี้แม่มนิสัยอันธพาลชัดๆ มรุงรู้ไหมสัส การอ่านหนังสือทุกอย่างแม่มสร้างความรู้ให้มรุงทั้งนั้น อย่างน้อยมันเป็นการสร้างสมาธิให้จิตของมรุง Focus อยู่ในสิ่งที่พวกมรุงทำไงละดวกส์ ดังนั้นจริตใครชอบอ่านอะไรไม่ใช่เรืองผิด แต่มันจะวิปริตคือมรุงอยากอ่านแล้วไม่ซื้อเพราะมรุงงก (ถ้าไม่มีตังค์ก็อีกเรื่องนะ) เหมือนมรุงรู้ตัวเองว่าต้องการอะไร มรุงต้องการเป้าหมายอะไร แต่ไม่กล้าเอาไปทำ ไม่กล้าลงเงินไปเสี่ยง ยิ่งหนังสือเนี่ยแม่มเป็นเรื่องดีๆในการพัฒนาตัวเอง แต่มรุงเสือกไม่กล้าจ่ายไง คิดว่าจะมีเทวดาส่ง scan มาให้อ่านเหมือนสันดานที่ชอบขโมยลิขสิทธิ์ล่ะก็ มรุงฝันไปเหอะดวกส์

กลุ่มสุดท้าย : ซื้อมาแล้วอ่าน

กรุบอกเลยสัส นี่คือสิ่งที่มรุงควรทำ แค่นั้นย์ ซื้อเท่าไร อ่านให้คุ้ม ซื้อมากแค่ไหนก็อ่านให้จบ ก่อนที่มรุงจะซื้อมรุงจงแน่ใจว่าตัวเองต้องอ่านมันจนจบ เหมือนทุกอย่างที่มรุงใช้จ่ายนั่นแหละ มรุงต้องตอบตัวเองได้ว่าจ่ายไปเพื่ออะไร และนั่นคือการใช้เงินที่ถูกต้อง

สุดท้ายกรุขอฝากเอาไว้ ถ้าพวกมรุงคนไหนไปงานหนังสือ อย่าลืมแวะไปทักทายกรุได้นะสัส กรุอยู่ทุกวันเพราะกรุเป็นพนักงานทำความสะอาดที่นั่นไงล่ะจ๊ะ

ใครเลือกปุ่มไหน แล้วเกี่ยวกับจิตวิทยาการลงทุนยังไง

วันนี้ผมมีแบบทดสอบง่ายๆ ที่อยากให้ลองคิดตามกันดูครับ ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกแบบไหน
เพื่อที่จะได้รู้ว่า การลงทุนที่คุณกำลังตัดสินใจอยู่ มันจะเป็นไปในแนวทางใด

คนที่เลือกปุ่มสีแดง

คำตอบที่คุณเลือกเหมือนกับคำตอบที่คนส่วนใหญ่ทั่วไปเลือก คุณถือคติว่า “กำขี้ดีกว่ากำตด” เมื่อมีผลตอบแทนที่แน่นอนอยู่ตรงหน้า คุณจะรีบคว้าโอกาสนั้นทันทีโดยไม่อยากที่จะรับความเสี่ยง (Risk Aversion) ถึงแม้จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่มากขึ้นก็ตาม

คนที่เลือกปุ่มสีเขียว

คุณเป็นคนส่วนน้อยครับ คุณเป็นคนประเภทรักความเสี่ยงเป็นชีวิตจิตใจ คุณกล้าที่จะรับความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น

ในสถานการณ์การลงทุนจริงเราทุกคนจะต้องเจอกับคำถามลักษณะเดียวกันกับแบบทดสอบทางข้างต้นอยู่ตลอดเวลา เวลาที่เราซื้อหุ้นแล้วหุ้นขึ้น เราก็จะเจอคำถามว่าจะขายหุ้นแล้วทำกำไรดีไหม หรือว่าจะถือต่อรอให้หุ้นขึ้นไปมากกว่านี้ก็จะได้กำไรมากขึ้น แล้วสิ่งที่ควรทำคืออะไร ? และวิธีการตัดสินใจที่ถูกต้องคืออะไร ?

ประโยคสุดคลาสสิคในการวิเคราะห์ทางเทคนิคบอกไว้ว่า ถ้าเราจะประสบความสำเร็จในการซื้อขาย เวลาขาดทุนต้องรู้จักตัดขาดทุน (Stop Loss) และเวลากำไรต้องไม่รีบร้อนทำกำไร (Let Profit Run)

แต่พอเจอกับสถานการณ์จริงในการลงทุน เวลาหุ้นที่ซื้อราคาขึ้นคนส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะรีบทำกำไร (Stop Profit) เพราะกลัวว่าเดี๋ยวราคาจะลงทำให้กำไรหดหายไป แต่ถ้าสถานการณ์ตรงกันข้ามหุ้นที่ซื้อไว้ราคาตกก็เลือกที่จะทนถือหุ้นต่อไปไม่ยอมตัดขาดทุนเพราะหวังว่าอนาคตราคาอาจจะปรับตัวขึ้นมาทำให้ไม่ขาดทุน (Let Loss Run) ซึ่งเป็นการกระทำที่ตรงข้ามกับสิ่งที่คนประสบความสำเร็จทำกัน 

ทำไมคนส่วนใหญ่จึงมักตัดสินใจเลือกทางทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการเทรดหุ้น ?

สาเหตุที่คนเรามีแนวโน้มที่จะตัดสินใจ Stop Profit และ Let Loss Run มีงานวิจัยทางด้านจิตวิทยาและการทดลองมากมาย ที่สรุปว่าถ้าคนเราต้องเลือกตัดสินใจในสถานการณ์ที่เป็นบวกหรือได้เปรียบคนส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมไม่อยากรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าการรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจะได้ผลลัพธ์ที่ขึ้นก็ตาม(Risk Aversion) แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่เป็นลบหรือเสียเปรียบคนส่วนใหญ่จะตัดสินใจเลือกทางที่เสี่ยงมากขึ้น(Risk-Seeking) และสาเหตุที่เป็นแบบนี้เนื่องจากความดีใจของผลที่เกิดขึ้นทางด้านดีนั้นส่งผลน้อยกว่าความเสียใจจากผลที่เกิดขึ้นในด้านไม่ดีประมาณ 2 เท่า

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Risk_aversion_(psychology)

จากความเป็นจริงที่เรามีแนวโน้มที่เราจะมีพฤติกรรมในการซื้อขายแล้วไม่ประสบความสำเร็จ (Stop Profit & Let Loss Run) สิ่งที่สำคัญสำหรับเทรดเดอร์ คือวินัยที่จะทำตามกลยุทธ์ในการซื้อขายที่วางเอาไว้ จึงเป็นที่มาว่าทำไมเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ให้เครดิตว่าสิ่งที่ทำให้เค้าเหล่านั้นประสบความสำเร็จได้ขึ้นกับวินัยในการซื้อขายมากกว่าความรู้หรือกลยุทธ์ในการซื้อขาย เพราะถึงแม้เราจะมีความรู้หรือกลยุทธ์ที่ดีขนาดไหน แต่ไม่สามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ จริงไหมครับ…

5 ข้อดีของ DCA – Dollar Cost Average

1. ทำให้เราเก็บเงินออมต่อเดือนได้ตามกำหนด

เริ่มต้นการลงทุนแบบ Dollar Cost Average กล่าวได้ว่าเป็นวิธีการเปลี่ยนจากการออมเงินมาเป็นการออมหุ้น ซึ่ง “การเริ่มต้นการลงทุนที่ดีต้องมาจากการวางแผนทางการเงินที่ดี” ซึ่งเราสามารถทำเนินการได้โดยจัดสรรเงินออมของเราจากรายได้ที่เรามีอยู่ กำหนดออกมาว่าใน 1 เดือนจะออมด้วยเงินลงทุนเท่าไหร่ เช่น 10% 20% 30% แล้วนำมาตั้งเป็นแผนการลงทุนที่กำหนดโดยเลือกลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตดีและมีอนาคต

2. ไม่ต้องมองหน้าจอกระดานหุ้นให้ปวดหัว

การลงทุนในลักษณะนี้เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับราคาขึ้นลงในแต่ละวัน แต่ให้ความสำคัญในแง่ของการมองพื้นฐานของกิจการเท่านั้น การซื้อหุ้นในแต่ละเดือนทำเพียงแค่ครั้งเดียว จึงไม่จำเป็นต้องเฝ้ามองกระดานหุ้นว่าจะจับจังหว่ะลงในในเวลาไหน วิธีการที่ง่ายที่สุดคือกำหนดวันซื้อของเดือน เช่น วันที่ 3 วันที่ 5 วันที่ 20 (แต่ต้องระวังในการเลือกลงทุนในปลายเดือนอย่าง 29 30 31 เพราะแต่ละเดือนมีจำนวนไม่เท่ากัน) หากติดเสาร์อาทิตย์ให้เลื่อนการลงทุนไปอีก 1 วันทำการ

3. สร้างความมั่งคั่งในทุกโอกาสและวิกฤต

การลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน DCA เป็นการลงทุนในทุกจังหว่ะเวลา ในช่วงที่หุ้นขึ้นก็จะมีการทยอยการลงทุนในขาขึ้นด้วยเงินลงทุนเท่าๆกัน ซึ่งในแต่ละครั้งที่ลงทุนจะได้จำนวนหุ้นที่น้อยลงเรื่อยๆ นับเป็นการป้องกันความอย่างหนึ่งในเรื่องของการซื้อหุ้นจำนวนมากในราคาสูง ในทางกลับกันหากเป็นหุ้นช่วงขาลงจะทำให้เราสามารถซื้อหุ้นได้เป็นจำนวนมากขึ้น ยิ่งในช่วงวิกฤตนั้นถือเป็นการสร้างโอกาสได้ดีเยี่ยม เนื่องจากหากเราซื้อด้วยการลงทุนเพียงครั้งเดียวอาจจะไม่มีเงินเหลือพอในการซื้อครั้งต่อๆไปเมื่อหุ้นมีราคาลดลงไปอีกได้ ต้นทุนของการลงทุนลักษณะนี้จึงเป็นราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก สามารถให้ผลตอบแทนสูงในระยะยาวเมื่อหุ้นมีการเติบโตขึ้นในอนาคต

4. เอาเวลาไปสร้างความสุขในชีวิตได้

เราไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอ นับว่าเป็นการได้ความสุขของชีวิตและมีอิสรภาพทางหน้าจอของการซื้อขายหุ้น ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับราคาขึ้นลงรายวัน และสามารถนำเวลาดังกล่าวไปสร้างความสุขด้วยการทำกิจกรรมต่างๆได้ ไม่ว่าจะทำกิจการส่วนตัว หรือ การทำงานประจำอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเครียดเรื่องของกำไรขาดทุนหากเราเลือกหุ้นที่มีการเติบโตในระยะยาวได้เป้าหมายเราจะเปลี่ยนจากระยะสั้นที่มีความผันผวนทางอารมณ์สูง ไปสู่ระยะยาวที่มีเติบโตจากปัจจัยพื้นฐาน

5. มีชีวิตง่ายๆในยามเกษียณ

ผลตอบแทนของการลงทุนในหุ้นนั้นมีอยู่ 2 ประเภทคือ การเพิ่มขึ้นของส่วนต่างราคาหุ้น และ เงินปันผล เมื่อเราสะสมหุ้นที่ดีในระยะยาวสิ่งที่เราจะได้คือราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้น จากผลการดำเนินงานและการการเติบโตจากกำไรกิจการทำให้ผลตอบแทนในส่วนต่างราคาหุ้นนั้นสูงขึ้น สามารถนำไปใช้ในยามเกษียณได้ นอกจากนี้ หากเราได้ซื้อหุ้นที่มีเงินปันผล ก็สามารถได้รับเงินสดจากการจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นรายได้ที่ไม่ได้มาจากงานประจำ สามารถนำไปใช้สร้างประโยชน์และความสุขให้กับชีวิตได้

9/27 เคลียร์หนี้อย่างไรให้ได้ผล [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

การเป็นหนี้มันเป็นสิ่งที่ทรมานใจไม่ใช่น้อยเลยนะครับ หลายๆคนทำงานได้รับเงินเดือนมาแค่เพียงมีเงินผ่านกระเป๋าไปใช้หนี้สิน และที่ผมสังเกตมานะครับคือคนที่มีหนี้เยอะๆนั้น มีแนวโน้มที่จะมีหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็คงมีคนสงสัยว่าเพราะอะไร จริงๆแล้วเราต้องไม่ลืมว่ามนุษย์เงินเดือนมักจะมีเงินจำกัดตามเงินเดือนที่ตัวเองมีในแต่ละเดือน การมีหนี้ก็ส่งผลทำให้เราต้องใช้ดอกเบี้ยคืนกับเจ้าหนี้และเมื่อวันหนึ่งหนี้สินที่ผุดขึ้นเรื่อยๆมันเยอะมากจนเกินความสามารถของเงินเดือนที่เราจะจ่ายได้ เพื่อนผมหลายๆคนเคยปประสบปัญหาลักษณะนี้ เงินเดือน 20,000 บาท เดิมทีมีหนี้บัตรเครดิตอยู่ 5,000 บาท ก็สามารถผ่อนได้ แต่ต่อมาเพิ่มขึ้นเป็น 12,000 บาทและ 18,000 บาท ซึ่งอย่างไรก็ตามเขาก็ต้องกินต้องใช้ทำให้ไม่สามารถชำระจำนวนเต็มได้ และเริ่มมีดอกเบี้ยผุดเข้ามา

และรวมถึงพฤติกรรมในการใช้เงินของเพื่อนผมคนนี้ค่อนข้างฟุ้งเฟ้อ ทำให้มียอดบัตรเครดิตและดอกเบี้ยที่ต้องชำระมากกว่าเงินเดือนประมาณ 3 เท่า (อย่างว่านะ เขามีหลายบัตรมาก) ทีนี้พอเงินเดือนออกแต่ละครั้งก็ไม่สามารถใช้หนี้ได้ง่ายๆ กลายเป็นการจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งหนี้สินมันพอกพูนอย่างหนักจนทำให้เกิดความเครียด แต่อย่างว่านะครับเครียดแค่ไหนหนี้ก็ต้องจ่ายอยู่ดี เรื่องนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคนนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วเราจะต้องมาดูว่าแนวทางในการจัดการหนี้และการใช้ชีวิตควรเป็นอย่างไร

สร้างทัศนคติไม่สร้างหนี้เพิ่ม

หลายๆอย่างเริ่มด้วยความเชื่อ เป้าหมาย และศรัทธานะครับ (อารมณ์ประมาณว่าสัญญากับตัวเองว่าจะไม่มีหนี้ๆๆ จะไม่ติดหน้าๆๆ) แล้วก็ลองคิดถึงอนาคตของตัวเองพร้อมตั้งคำถามว่า “เมื่อถึงวัยเกษียณเราอยากจะมีชีวิตอย่างไร?” และคำนวณดูว่า “เราจะต้องมีเงินในวันนั้นเท่าไหร่?” เสร็จแล้วก็ลองกลับมาย้อนดูตัวเองว่าในปัจจุบันว่าสถานะทางการเงินของเราเป็นอย่างไร แน่นอนครับว่าจุดเริ่มต้นของทัศนคติคือการไม่สร้างหนี้เพิ่ม เราจะรู้แล้วว่าอนาคตมันจะลำบากมากขนาดไหนหากไม่มีเงิน เพราะนอกจากมันทำให้เรามีโอกาสหลุดพ้นหนี้แล้วก็ยังสามารถทำให้เราก้าวไปสู่การสร้างความมั่งคั่งได้ด้วย

พิจารณาความสำคัญของหนี้แต่ละก้อน

สำหรับคนที่พร้อมจะยุติชีวิตที่เป็นหนี้ เราอาจจะมาดูในเรื่องของภาระหนี้ที่เรามีอยู่ว่าอยู่ที่ตรงไหนบ้าง หนี้แต่ละก้อนมันอาจจะทำร้ายเงินในกระเป๋าเราได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย ระยะของการชำระหนี้ โดยส่วนตัวแล้วผมจะพยายามจัดการหนี้วายร้ายที่มีความสามารถทำลายเงินในกระเป๋าเราได้อย่างรุนแรง โดยเฉพาะหนี้ที่ใช้เวลาสั้นๆวิ่งเข้ามาหาเรา และหนี้ที่มีดอกเบี้ยที่แพงหูฉีก ผมยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ ถ้ามีหนี้ 2 แหล่งนี้เข้ามาในชีวิตคุณ คุณจะเลือกปราบตัวไหนก่อน

  1. หนี้ 10,000 บาท ที่ต้องจ่ายในเดือนหน้า ดอกเบี้ย 5%
  2. หนี้ 10,000 บาท ที่ต้องจ่ายอีก 3 วัน ดอกเบี้ย 20% 

ถ้าเรามีเงินจำกัดที่ 10,000 บาท ผมเชื่อว่าคุณประเมินได้ทันทีว่าคุณจะใช้หนี้กับเจ้าหนี้ข้อ 1 หรือ 2 และในชีวิตจริงเมื่อเรามีหนี้หลายๆแบบก็ลองมาดูว่าเราจะ จัดลำดับความสำคัญของมันอย่างไร อะไรควรต้องรีบใช้เพื่ออนาคตทางการเงินที่ดีของเราก็สามารถจัดเป็นขั้นเป็นตอนได้

ให้ความสำคัญกับหนี้ที่ไม่มีดอกเบี้ย

ข้อนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆและหลายๆคนมักจะลืมนึกถึง หนี้บางอย่างไม่มีดอกเบี้ยครับ เช่น หนี้ที่ยืมพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ในสังคมไทยเรานั้นโดยส่วนใหญ่จะไม่คิดดอกเบี้ยกัน มันก็เลยกลายเป็นจุดที่ทำให้ลูกหนี้หลายๆคนละเลยความสนใจเพราะคิดว่า คืนเมื่อไหร่ก็ได้ เอาไว้ก่อนเดี๋ยวค่อยคืน แต่พอเป็นแบบนี้แล้วมันก็อาจจะทำให้เราเกิดปัญหาได้โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างกัน หลายๆคนให้ยืมเพราะเกรงใจ ไม่กล้าทวงเงินคืนและกลัวจะทะเลาะกัน จะว่าไปกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับเราดีนะ ดีกว่าเจ้าหนี้ที่เก็บดอกเบี้ยเราทั้งนั้น การให้ยืมฟรีๆเกิดจากมิตรภาพ ความช่วยเหลือ จึงความใส่ใจในมิตรภาพเป็นการตอบแทนเช่นเดียวกันครับ ก็อย่าลืมเจ้าหนี้กลุ่มนี้นะครับ ต้องไม่ลืมที่จะคืนเงินเขาและรักษาความสัมพันธ์ไปอย่างยาวนาน

สำหรับใครที่ต้องการเคลียร์หนี้ เราลองมาเริ่มกันเลยดีไหมครับ เริ่มตั้งเป้าหมายในวันนี้โดยจินตนาการสิ่งที่อยากเป็นก่อน ไม่ต้องไปสร้างหนี้เพิ่มและลองดูว่าเราจะสามารถเคลียร์อย่างไรตามลำดับก่อนหลังให้ได้ผล ลองดูนะครับทุกคนที่มีหนี้สามารถทำได้และสุดท้ายคุณจะมีความมั่งคั่งที่ยั่งยืนอย่างแน่นอน

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล
ผู้แต่งหนังสือ รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save