3 เดือนสุดท้าย ประหยัดภาษี

สวัสดีครับ @TAXBugnoms ห่างหายจากการเขียนบทความใหม่ใน Aommoney.com เสียนาน วันนี้เลยถือโอกาสมาเขียนบทความเพื่อวางแผนภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือนให้เพื่อนๆพี่ๆน้องฟังอีกครั้ง เนื่องจากมีหลายๆคนบ่นมาว่า ใกล้จะสิ้นปีแล้วจะวางแผนภาษียังไงดี จะต้องทำยังไงสำหรับการเสียภาษีสำหรับต้นปีหน้า มีวิธีวางแผนภาษีดีๆเด็ดๆบ้างไหม

เอาล่ะครับ หลายๆคนคงทราบดีว่าการยื่นภาษีสำหรับปี 2557 นั้นจะต้องยื่นภายในวันที่ 31 มีนาคม 2558 (ยื่นแบบกระดาษ) และวันที่ 8 เมษายน 2558 (กรณียื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ต) โดยการวางแผนภาษีสำหรับปีนี้นั้น ขอแนะนำ 3 วิธ๊สั้นๆง่ายๆดังนี้ครับ

1. คำนวณหารายได้ทั้งปีให้ถูกต้อง

ขั้นตอนแรก คือ “รู้ว่าตัวเองมีรายได้เท่าไร” นั่นคือ เราต้องคำนวณหารายได้ที่ถูกต้องของเราตลอดทั้งปีเสียก่อน เพื่อที่เราจะใช้ในการประมาณการรายการลดหย่อนต่างๆเพื่อวางแผนภาษีต่อไป

ถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้อื่นด้วย อย่าลืมรวบรวมเอกสารหลักฐานจากการหัก ณ ที่จ่ายทั้งหลายที่ได้รับจากรายได้ ประเภทต่างๆ เช่น เงินปันผล ดอกเบี้ย หรืองานจ้างอื่นๆ เพื่อรวบรวมและจัดเก็บเอกสารให้ถูกต้องไปในคราวเดียวกันครับ

2. จัดการวางแผนภาษีด้วยค่าลดหย่อนที่เป็นการลงทุน

สำหรับมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ขออนุญาตแนะนำค่าลดหย่อนต่อไปนี้ครับ

  • LTF สำหรับการวางแผนลงทุนระยะยาวในหุ้น สามารถนำมาลดหย่อนได้ 15% ของรายได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
  • RMF สำหรับการวางแผนเกษียณเพิ่มเติมจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถนำมาลดหย่อนได้ 15% ของรายได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท (เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันแบบบำนาญ)
  • ประกันชีวิต + ประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนสูงสุด 300,000 บาท สำหรับประกันชีวิตทั่วไปจำนวน 100,000 บาท และประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถลดหย่อนได้สูงสุด 15% ของรายได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท

สำหรับ @TAXBugnoms แล้วมองว่าสามตัวนี้ถือว่าเป็นสามทัพหลักในการประหยัดภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน แต่ทีนี้ก็มักจะมีคำถามต่อมาว่า “ควรจะซื้อตัวไหนบ้าง อย่างไรบ้าง ตัวไหนดีกว่ากัน ฯลฯ” ขอให้แนวทางพิจารณาว่า ถ้าต้องการวางแผนการลงทุนเพื่อการเกษียณให้เน้นน้ำหนักไปที่ RMF แต่ถ้าต้องการเน้นลงทุนระยะยาวประมาณ 5 ปี ให้เน้นน้ำหนักไปที่ LTF แล้วค่อยต่อยอดด้วยการป้องกันความเสี่ยงอย่างประกันชีวิตอีกทอดหนึ่งครับ ซึ่งตรงนี้ไม่มีสูตรตายตัว แล้วแต่ใครจะชอบแบบไหนมากกว่ากันครับ แต่ที่สำคัญก็คือ อย่าซื้อเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเด็ดขาด

3. ทบทวน วางแผนการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีใน 3 เดือนหลัง

เมื่อวางแผนการลงทุนในข้อ 2 เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการวางแผนการลงทุนว่า เราจะลงทุนอย่างไรภายใน 3 เดือนหลัง บางคนอาจจะมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกปี ตรงนี้ก็ตรวจสอบให้ดีว่าช่วงเวลาที่เหลือจะปรับแผนการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้อย่างไรจากสิทธิในข้อ 2 ที่เรามีอยู่แล้ว ส่วนถ้าใครยังไม่มีหรือยังไม่ได้วางแผน นี่คือโค้งสุดท้ายที่จะลดหย่อนภาษีแบบง่ายๆด้วยการลงทุนแล้วนะครับ อย่ามัวแต่รอให้ถึงสิ้นปีแล้วค่อยจัดการ เราต้องวางแผนและจัดการให้เรียบร้อยก่อน จะได้ไม่มีปัญหา จริงไหมครับ

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมมองหาการลดหย่อนภาษีแบบอื่นๆด้วยนะครับ เช่น การบริจาค การลดหย่อนสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น สามี ภรรยา บุตร เลี้ยงดูบิดามารดา ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ฯลฯ ลองสำรวจตัวเองว่ามีสิทธิลดหย่อนแบบไหน และถ้ามีแล้วก็อย่าลืมใช้ด้วยนะคร้าบบบ

สุดท้ายนี้หวังว่าบทความนี้คงได้ประโยชน์สำหรับการวางแผนภาษีในโค้งสุดท้ายนะครับ และถ้าใครมีคำถามเกี่ยวกับภาษี อย่าลืมแวะมาพูดคุยกันได้ที่ aomMONEY Question นะคร้าบบ

3 วิธีมีเงินออมเพิ่มขึ้นง่ายๆ 50% ทันที!!

เชื่อว่าหลายคนอยากจะมีเงินออมมากขึ้น ยิ่งมีเงินออมเพิ่มขึ้นง่ายๆ เพิ่มขึ้นเร็วๆจะยิ่งรู้สึกดี บางคนคิดไปไกลว่าแค่หายใจก็มีเงินออมเพิ่มขึ้น แต่โลกของความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น หลายคนพยายามทำทุกวิถีทางแล้วก็ยังเริ่มออมไม่ได้สักทีเพราะติดปัญหาค่าครองชีพสูง มีหนี้สินกองโต รายได้น้อยเกินไป จึงมุ่งแต่จะหาเงินเพิ่มเพราะจะได้มีเงินออมมากขึ้น

แต่ว่า…

บางครั้งเราอาจจะมองไกลตัวเกินไป ไกล ไกล ไกล ไกลม๊ากจนลืมสิ่งสำคัญที่อยู่ใกล้ตัวเอง เราลืมมองดูตัวเอง เราควรสำรวจการเงินของตัวเองให้รอบด้านก่อนที่จะออกไปหารายได้เพิ่ม โดยเริ่มถามตัวเองด้วยคำถามง่ายๆนี้ว่า…

ระหว่างหาเงินเพิ่ม 100 บาท

กับประหยัดเงิน 100 บาท

แบบไหนทำง่ายกว่ากัน? 

เราเจอคำถามนี้ในกระทู้ Pantip เป็นคำพูดที่พ่อกำลังสอนเด็กชายให้รู้จักวิธีใช้เงิน แล้วเด็กคนนั้นก็ตอบว่า “ประหยัดทำง่ายกว่า” หลังจากนั้นเด็กชายก็รู้ว่าควรใช้เงินอย่างไร ถ้าการประหยัดทำได้ง่ายกว่า แสดงว่าเราก็มีเงินออมมากขึ้นจากการประหยัด แต่จะทำอย่างไรได้บ้างลองอ่านดูนะจ๊ะ

3 วิธีมีเงินออมเพิ่มขึ้นง่ายๆ 50% ทันที!!

1. ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

ฟุ่มเฟือย คือ อะไร??

  • เดินไปที่ชั้นวางรองเท้าที่มีนับ 10 คู่ เปิดตู้เสื้อผ้าที่ใส่ทั้งเดือนก็ไม่ซ้ำ…แล้วก็ชอบพูดว่า “ไม่มีอะไรจะใส่”
  • เครื่องประทินผิวที่อยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ครีมทาผิวหน้าที่ใช้เพียง 2-3 ครั้งและมีกล่องใหม่ที่ซื้อตุนไว้ตั้งอยู่ข้างๆ…เยอะเกินไปไหม
  • น้ำหอมกลิ่นใหม่ล่าสุดที่ฉีดไม่ถึงครึ่งขวดวางคู่กับน้ำหอมขวดเก่าที่ใช้ไม่หมดอีก 4-5 ขวด
  • เป็นคนขี้เหงาต้องนัดเพื่อนออกมาสังสรรค์แทบทุกวัน … เข้าสังคมได้ แต่ไม่ควรมากเกินไป
  • สูบบุหรี่เพราะคิดว่าพบทางสว่าง อารมณ์ดีเวลาสูบ…แต่ไม่คิดถึงช่วงก่อนตายว่าทรมานแค่ไหน  

สิ่งเหล่านี้ล้วนเกินความจำเป็นและเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย ของบางอย่างชำรุดเสียหายเพราะเก่าเก็บไม่ถูกใช้งาน บางอย่างหมดอายุไปแล้ว ของบางชิ้นสภาพใหม่มากไม่เคยผ่านการใช้งาน ถ้าเราลดรายจ่ายส่วนนี้ลงได้ก็จะทำให้มีเงินออมมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยหละ อาจจะมีมากกว่า 50% เลยหละ

สมมติว่า ถ้าเรามีพฤติกรรม 3 อย่างนี้ ลองบวกตัวเลขดูว่าถ้าลดรายจ่ายส่วนนี้ได้ เราจะมีเงินออมเพิ่มขึ้นเท่าไหร่?

  • ซื้อเสื้อผ้าและของประดับจิปาถะ 6,000 บาท
  • เลี้ยงฉลองลงขวดเหล้า – เบียร์ 7,500 บาท
  • อารมณ์ดีทุกทีที่สูบบุหรี่ 840 บาท

แทนที่เราจะมีเงินออมเดือนละ 14,340 บาท แต่กลับต้องเสียมันไปอย่างน่าเสียดาย สมมติว่าถ้าเรามีเงินเดือน 28,000 บาท แล้วใช้จ่ายแบบนี้เท่ากับว่าเราใช้เงินฟุ่มเฟือย 51.21% (มาจาก 14,340 x 100 / 28,000 ) แล้วถ้าเงินส่วนนี้กลายเป็นเงินออมของเราล่ะ นี่มันยิ่งกว่าถูกหวยชัดๆ  นั่นแสดงว่า ถ้าเราประหยัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยนี้ได้ เราจะมีเงินออมเพิ่มขึ้น  51.21% ว้าว ว้าว ว้าว…  

2. ตรวจสอบใบเสร็จรับเงินทุกครั้ง

เราเคยตรวจใบเสร็จรับเงินไหม?

เราเคยถามตัวเองไหมว่าทำไมไม่ตรวจ?

แล้วเราตรวจใบเสร็จไปเพื่ออะไร?

เราเคยเชื่อในระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในห้างค้าปลีกแห่งหนึ่ง จนกระทั่งวันหนึ่งที่เราเลือกซื้อของเรียบร้อยแล้วก็เดินเข้าไปที่ช่องจ่ายเงิน ระหว่างที่พนักงานนำของใส่ถุง เราก็ดูที่หน้าจอบอกราคาแล้วเห็นว่ามีของชิ้นหนึ่งราคาไม่ตรงกับป้ายที่เขียนไว้ พอได้รับบิลรายการมาแล้วจึงไปสอบถามที่ช่องประชาสัมพันธ์ สรุปว่าเราได้เงินคืนมา 30 บาท

ป้ายติดแจ้งราคาที่สินค้ามีราคาต่ำกว่าใบเสร็จรับเงิน บางคนอาจจะมองว่าแค่เงิน 30 บาทไม่น่าจะมีอะไร แต่ถ้าเราซื้อ 10 ชิ้นหละแสดงว่าเราจ่ายเงินมากกว่าความเป็นจริงไป 300 บาท เงินตรงนี้ก็จะกลายเป็นเงินของห้างฯแทนที่จะเป็นเงินออมของเรา “การตรวจใบเสร็จรับเงิน” คือ ช่องโหว่เล็กๆเป็นรอยรั่วของค่าใช้จ่ายที่หลายคนมักมองข้าม อย่าลืมว่า แม้ระบบจะดีแค่ไหนก็ผิดพลาดได้ เรื่องคิดเงินผิดแบบนี้น้องฝ้ายเลขาก็เคยเจอในร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เก็บเงินเกิน ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าพนักงานคีย์ข้อมูลผิด ถ้าไม่ทักท้วงก่อนก็คงเสียเงินฟรีๆ  

3. อย่ามองข้ามค่าธรรมเนียม

เราจ่ายบิลค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าสอบ ค่าบัตรเครดิต ฯลฯ ได้หลายช่องทางมากขึ้น เช่น ตัดผ่านธนาคาร จ่ายผ่านบัตรเครดิต ร้านสะดวกซื้อ ห้างค้าปลีก จ่ายผ่าน ATM จ่ายผ่านมือถือ อีกหลายช่องทางที่จะอำนวยความสะดวกให้เราจ่ายบิลง่ายขึ้น แล้วเราจะเลือกช่องทางไหนดีหละ?

เราควรตัดสินใจที่ค่าธรรมเนียม ถ้าเลือกได้เราต้องการเลือกฟรีค่าธรรมเนียมใช่ไหมคะ บางคนคิดว่าไม่สำคัญเน้นที่ความสะดวกมากกว่า ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมบิลละ 10-15 บาท ถ้าจ่ายเพียงเดือนเดียวอาจจะดูไม่เยอะ แต่ถ้าสะสมเป็นปีหละจะเป็นเท่าไหร่ เช่น เราจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ 3 บิลๆละ 15 บาท รวมเดือนนึงก็ 45 บาท แล้วถ้ารวมเป็น 1 ปีจะเป็นเงิน 540 บาท!! ซึ่งเป็นเงินที่เราไม่ควรจะเสีย

ปัจจุบันวิธีการเสียค่าไฟไร้ค่าธรรมเนียมมันทำง่ายมาก อยู่ใกล้ๆแค่ในมือถือของเรานี่เอง มีวิธีการจ่ายอย่างไรบ้างอ่านต่อได้ที่บทความ “วิธีจ่ายค่าไฟค่าธรรมเนียม 0 บาท ” คลิกที่นี่

5 ขั้นตอนวางแผนการเงินที่ต้องทำถ้าคุณอยากรวย!

ตอนนี้เดินไปไหนมาไหน เรามักจะได้ยินแต่คำว่า อยากมีอิสรภาพการเงิน อยากมีรายได้มากกว่ารายจ่าย อยากสบายไป ตลอดชีวิต ฯลฯ แต่สิ่งแรกที่เราทุกคนต้องปฎิบัติ ถ้าอยากเติมเต็มความต้องการเหล่านี้ นั่นคือ “การวางแผนการเงิน”

และวันนี้ @TAXBugnoms ขอแชร์เคล็ดลับดีๆในการวางแผนการเงินที่ทุกคนต้องทำ มิฉะนั้นอาจจะเสียใจไปตลอดชีวิต ตามนี้คร้าบ

ข้อแรก รู้ตัวเองก่อนว่าต้องการอะไร

เริ่มต้นง่ายๆด้วยการถามตัวเองก่อนว่า “เราต้องการอะไรบ้าง” ทางด้านการเงิน และเรามี “เงื่อนไข” หรือ “ข้อจำกัด” อะไรที่ยังขัดขวางสิ่งที่เราต้องการอยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าเราอยากจะมีเงินเก็บเดือนละ 5,000 บาท สะสมไว้ 5 ปีเพื่อเรียนต่อ (ความต้องการ) แต่ถ้าหากวันนี้เรายังไม่สามารถหารายได้เพิ่มเติมได้เนื่องจากความสามารถเรายังไม่มากพอ (ข้อจำกัด) ดังนั้นสิ่งที่เราควรเริ่มต้น คือ การประหยัดรายจ่าย และ เพิ่มความสามารถของตัวเราไปพร้อมๆกัน (เงื่อนไขที่ทำให้ข้อจำกัดหายไป)

ข้อสอง กำหนดเป้าหมาย ระยะสั้น กลาง ยาว

ลำดับต่อมาเมื่อรู้ความต้องการเบื้องต้นแล้ว ให้เริ่มต้นมองลงไปยังรายละเอียดว่า เป้าหมายที่เราต้องการในแต่ละช่วงเวลานั้นมีอะไรบ้าง

เป้าหมายระยะสั้น : ไม่เกิน 1 ปี 
เป้าหมายระยะยาว : 3-5 ปี 
และเป้าหมายระยะกลาง : มากกว่า 5 ปีขึ้นไป

โดยเป้าหมายที่กำหนดนั้น ต้องสอดคล้องกับความต้องการของเราด้วยครับ และที่สำคัญต่อจากนั้น เราต้องรู้ว่าเงื่อนไขและข้อจำกัดที่จะทำให้เราไม่สามารถไปถึงเป้าหมายนั้นมีอะไรบ้างด้วยครับ เพราะเป้าหมายที่อยากมี แต่ทำไม่ได้ มันก็ไม่สามารถที่จะสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆให้เราเริ่มต้นได้ ใช่ไหมครับ ^^

ข้อสาม วางแผนสัดส่วนการใช้เงินให้เหมาะสมกับเป้าหมาย

ถ้าเป้าหมายของเราต้องการใช้เงินมาก นั่นแปลว่า เราต้องสร้างรายได้เพิ่ม หรือลดรายจ่าย เพื่อให้เงินออมเพิ่มขึ้น หลังจากนั้นก็นำเงินออมไปลงทุนให้งอกเงยต่อไป เพือให้ขยับเข้าใกล้เป้าหมายที่เราต้องการในระหว่างนี้เราอาจจะปรึกษาการวางแผนการลงทุน จากผู้เชี่ยวชาญ หรือศึกษาหาความรู้ในการลงทุนจากสินทรัพย์ต่างๆไป พร้อมกันๆ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ตรงกับความเสี่ยงที่เรารับได้ด้วยนะครับ

ข้อสี่ ปฎิบัติตามแผนการที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

ความสำเร็จทั้งหมดนั้น เริ่มต้นจาก “วินัย” ที่หล่อหลอมให้เป็น “นิสัยประจำ” ของเรา ถ้าหากทำได้ตามที่วางแผนไว้อย่างเคร่ดครัด นั่นแปลว่าโอกาสเข้าใกล้เป้าหมายของเรานั้นจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน

ข้อสุดท้าย ปรับปรุงแผนการอย่างสม่ำเสมอ

ถ้าหากว่าแผนที่ปฎิบัติตามในข้อสี่นั้น มีความผิดพลาดไม่เป็นไปตามที่วางไว้ หรือสำเร็จเกินคาดได้เกินกว่าที่คิด เราต้องทำการปรับปรุงแผนการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราตั้งใจ ซึ่งในส่วนนี้เราอาจจะวางแผนเก็บเงินฉุกเฉิน หรือทำประกันเพื่อลดความเสี่ยง รวมถึงทบทวนเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างต่อเนื่องครับ

สุดท้ายนี้ @TAXBugnoms หวังว่าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคน คงจะได้ไอเดียในการวางแผนการเงินบ้างนะครับ และขออวยพรให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการวางแผนการเงินทุกคนคร้าบบบ

6 วิธีหาความรู้ง่ายๆ ที่จะทำให้เธอเป็นเลิศทาง “การเงิน”

มีแฟนคลับเจ๊และนังเกย์แมนชอบมาถามค่ะว่าอยากจะบริหารเงินเก่งๆ เล่นหุ้น ซื้อกองทุน มีผัวรวยๆแบบเจ๊ เราจะศึกษาหาความรู้ง่ายๆอย่างไรได้บ้าง มีแหล่งความรู้อะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตคุณผู้ชาย ตุ๊ด สตรี และชนีอยากรวยบ้าง? วันนี้เจ๊มีวิธีการง่ายๆมาฝากนะคะ แต่ไม่ลงทฤษฎีห่าเหวแบบต้องสร้าง Knowledge Organization หา Tacit Knowledge กับ Explicit Knowledge ว่ามันอยู่ที่ไหนในโลกนี้แล้วจะ Transform มันยังไง

อุ้ย ถ้าจะหาความรู้ด้วยการนำทฤษฎีมาประกาศศักดานี่ ไม่ดีกว่านะคะ เอาง่ายๆกันค่ะ สวยๆ เบาๆ คุ้มค่า คุ้มชีวี มาดูกันเลยค่ะ

1. อ่านหนังสือหาความรู้เยอะๆ

หนังสือมีอยู่รอบตัวเรา (แต่อ่านกันไหมยะ?) พวกเธอต้องอย่าลืมนะคะ อันนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่พวกเธอจะทำได้ ถ้าเธอไม่อยากซื้อหนังสือ เธอก็ใช้วิธียืมก็ได้นะคะ อ่านตามห้องสมุดต่างๆ สบายๆ ชิวๆออก แล้วถ้าเธอเกิดปิ๊งหนังสือเล่มไหนขึ้นมาแบบว่า ไม่ไหวแล้ว รักคนเขียนมาก ต้องซื้อ อันนี้ก็ซื้อเก็บไว้ขึ้นหิ้งเลยนะคะ จะได้หยิบมาอ่านได้เรื่อยๆเมื่อตัวเองต้องการ เห็นไหมค่ะเป็นวิธีการหาความรู้ง่ายๆ แบบแรก

มี Fan Page ชอบมาถามจังว่าเจ๊แนะนำหนังสือเล่มไหน ว้ายยยย ไม่อยากขายหนังสือเลย แต่ง่ายๆค่ะ พวกหล่อนก็ search ชื่อคนใน Aommoney นะคะ แต่ละนางเขียนหนังสือให้ความรู้เต็มไปหมดเลยค่ะ สำหรับเจ๊ก็กำลังเขียนอยู่นะคะ รอของเจ๊กับนังเกย์แมนละสิ

2. อ่านบทความทาง Internet ค่ะ

ใน Internet มีบทความมากมายที่หล่อนสามารถหาความรู้ได้อย่างฟรีๆและไม่ฟรีบ้าง ก็เลือกอ่านดูนะคะ อันไหนดูแล้วน่าสนใจค่อยจ่ายเงิน เจ๊เห็นบางคนมันจ่ายแหลกกะว่าจะอ่านแต่เอา File ไปดองแล้วก็ไม่ได้อ่านก็เยอะ ค่อยๆค่ะที่รัก อ่านไปๆแล้วจ่ายเงินกับสิ่งที่สนใจจริงๆ

บทความใน Internet มีมากมาย มีทั้งน่าเชื่อถือและไม่น่าเชื่อถือ ถ้าเป็นข้อมูลทางวิชาการต่างๆ พวกเธอก็ดูแหล่งที่มาของข้อมูลหน่อยนะคะ ถ้ามาจาก ตลาดหลักทรัพย์ฯ ธนาคารแห่งประเทศไทยฯ เหล่านี้ก็ถือว่ามีความน่าเชื่อถือในเรื่องข้อมูลได้เพราะเป็นหน่วยงานกลางนะคะ ในส่วนเวปไซต์อื่นๆที่ไม่ได้เป็นแหล่งข้อมูลทางวิชาการหรือสถิติ ตัวอย่างเช่นเวปไซต์ Aommoney ที่เจ๊รักเนี่ย จะนำเสนอในแง่มุมความเห็นของผู้มีประสบการณ์ค่ะ พวกเธอก็สามารถนำไปพิจารณาวิธีการของแต่ละคนว่ามันดีและเหมาะสมกับพวกหล่อนไหม? ถ้าฟังแล้วดูน่าสนใจ เอาไปปฏิบัติตามได้ก็ลองนำไปใช้กับตัวเองค่ะ ถ้ามองไม่เหมาะก็ลองหาวิธีใหม่ๆดูได้ค่ะ

แต่สิ่งที่พวกเธอต้องระวังในการอ่านบทความทาง Internet คือ พวกอะไรที่มันลือ มันลวง มันหลอก มันล่อ มัน ล ล ล ก็ต้องระมัดระวังค่ะ โดยเฉพาะการแชร์ให้คนอื่นๆทราบต่อ กลายเป็นเหยื่อทางข้อมูลกันไปตามๆกันทันทีนะเธอว์  

3. ดูพวกสื่อการสอนเคลื่อนไหวได้

โลกนี้มันไปไกลเกินกว่าที่รุ่นป้าๆอย่างเจ๊จะคาดถึงแล้ว สมัยเจ๊สาวๆ ยุคที่เขายังไม่มีเครื่องพิมพ์ดีด นี่ต้องนั่งอ่านหนังสือแบบลายมือเขียนนะคะ ผ่านมาเป็น 100 ปี เจ๊ดีใจมากที่ได้เห็นพวกวีดีโอ ภาพเคลื่อนไหว ซึ่งสมัยนี้สามารถหาดูง่ายๆเพียงแต่เปิด Internet แล้ว Search ดูในสิ่งที่เราสนใจว่ามีคนพูดจาว่าความในเรื่องนั้นๆไหม บางทีเราอาจจะได้พบเรื่องราวดีๆ เป็นวิธีคิดใหม่ๆที่มีคนมาพูดสอนให้เราฟังถึงหน้าจอเลยนะคะ เรียนไปเลยค่ะเธอ เบาๆ จี๊ดๆ

4. ลงคอร์สสัมมนา

อันนี้เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะทำให้พวกหล่อนได้พบกับกูรู (แต่ก็ต้องเลือกหน่อยนะค่ะ) ที่มีความเชียวชาญในเรื่องที่เธอสนใจ แบบตัวเป็นๆ จับได้ ลูบได้ คลำได้ พวกงานสัมมนามีทั้งแบบฟรีและไม่ฟรีก็พิจารณาตามความเหมาะสมและกำลังที่ตัวเองจะต้องจ่ายนะคะ แต่ของฟรีๆไปเถอะค่ะ ยกเว้นพวกเธอจะขี้เกียจขึ้นมาแล้วก็มีข้ออ้างไม่ไปๆ อย่างงี้จ่ายตังก็ดีนะคะ จะได้บังคับตัวเองให้ไปด้วย โหะๆๆๆ ข้อดีในการไปงานสัมมนาอีกอย่างคือพวกเธอจะได้พบเพื่อนที่สนใจในเรื่องเดียวกัน สามารถพูดคุยแลกลิ้นแลกเปลี่ยนความคิดกันได้และคอยนำเสนอวิธีคิดดีๆให้ต่อกันละกันนะคะ จุฟๆ  

5. ติดตามข่าวสารบ้านเมืองค่ะ

เรื่องนี้สำคัญนะคะ แค่เปิดทีวีพวกเธอก็หาความรู้ง่ายๆได้แล้ว เพราะถ้าเธอจะเพอร์เฟคมากในการลงทุน การติดตามข่าวสารนั้นมีความจำเป็นอย่างมาก มันทำให้พวกเธอได้รู้ว่าอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงไป อะไรกำลังจะไป อะไรกำลังจะมา นโยบายของรัฐบาลจะเป็นยังไง เราจะปรับตัวยังไง พวกเธอต้องอ่านข่าวและฝึก คิด วิเคราะห์ แยกแยะให้เป็นนะคระ+++

6. พูดคุยกับคนเก่งเยอะๆ

การพูดคุยกับคนเก่งๆจะทำให้หล่อนมีความรู้มากขึ้นค่ะ รู้จักเขาไว้ไม่เสียหายค่ะ ได้วิธีคิดได้แนวความคิด แต่ที่เจ๊เห็นพวกแฟนเพจชอบใช้ทางลัดคือ ไปถามเขาตรงๆว่าเขาทำอะไร ทำยังไง ซื้อกองทุนตัวไหน เลือกหุ้นตัวไหน คือกะว่าจะตามค่ะ พอเขาไม่บอกพวกหล่อนก็โกรธเขา จริงๆหลายๆคนเขาก็ต้อง play safe ตัวเองนะคะ บอกไปแล้วเธอไปตามเขาแล้วเธอเจ๊งขึ้นมาไม่มีใครรับผิดชอบไหวหรอกค่ะ กูรูเองเขาก็พลาดได้แต่เขาไม่บอกเธอหรอกว่าเขาแก้ปัญหาข้อผิดพลาดยังไง อารมณ์แบบขายหุ้นทิ้งไปแล้วไม่มานั่งตามหาคนที่ซื้อหุ้นตามเขาหรอกค่ะ เอาแค่คุยเพื่อดูว่าเขาคิดอย่างไรก็พอแล้วเธอก็มาปรับทัพการลงทุนให้เป็นแบบฉบับของตัวเธอเอง การลงทุนมีความเสี่ยงค่ะ หล่อนก็เสี่ยงของหล่อนกันนะคะ เจ๊จะไม่นำเสนอข้อ

7. ว่า ต้องอ่าน Aommoney.com หรอกนะคะ มันเป็นมุกที่ทุกเวปใช้กัน แต่ก็อ่านกันเถอะคะ

ครุครุ หลังจากนี้ก็ขอให้พวกเธอนำวิธีการต่างๆไปต่อยอดในการหาเงินนะคะ อะไรดีก็เก็บไว้ทดลองกับตัวเอง อะไรที่ดูไม่น่าเหมาะสมก็ไม่ต้องไปสนใจค่ะ พวกหล่อนทำได้อยู่แล้ว เจ๊เชื่ออย่างงั้น ความรู้ง่ายๆมีอยู่ทุกที่ค่ะ ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ จุฟๆ

คนแบบนี้แหละ ที่ชีวิตพังเพราะการเงิน

เฮ้ยๆๆๆๆ พวกมรุงรู้ไหมว่าทำไมคนบางคนรวย แต่ทำไมคนบางคนจน เพราะคนเหล่านั้นมันขาดสิ่งที่เรียกว่า “Mindset” หรือแนวคิดที่ดีในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะแนวคิดสำคัญที่สุดคือแนวคิดด้านการเงิน ซึ่งพวกมรุงอาจจะบอกว่าชีวิตที่ดีนั้นไม่ต้องมีเงินก็มีความสุขได้ แต่กรุบอกเลยว่าชีวิตที่ดีที่มีความสุขด้านการเงินด้วยมันย่อมดีกว่าแน่นอนครับสัส

ดังนั้น บทความนี้กรุจึงเขียนขึ้นมาด้วยความหวังดีอยากให้พวกมรุงลองเปรียบเทียบนิสัยตัวเองเพื่อแก้ไขและจะได้มีทัศนคติใหม่ๆ ในเรื่องการเงินบางเรื่องที่ผิดพลาดไป และท้ังหมดนี้แม่มคือ 5 ข้อเสียของคนที่ไม่รู้จักใช้ชีวิตให้ถูกต้องในการบริหารการเงิน

ข้อแรก มรุงไม่รู้จักประหยัด

กรุรู้เลยหลายๆคนแม่มต้องเล่นมุก โอ้ยคุณประหยัดผมรู้จักครับ #ไม่ตลกครับสัส พวกมรุงต้องแยก Mindset เรื่องการ “ประหยัด” กับ “ความงก” ออกจากกันให้ได้เสียก่อน กรุมีตัวอย่างน่ารักๆมาให้พวกมรุงลองคิดกัน

สมมติว่า ณ วันต้นเดือน มรุงกำลังเดินชอปปิ้งในห้างสรรพสินค้าสุดหรูแห่งหนึ่ง #ถ้านึกไม่ออกก็ให้นึกถึงตลาดนัดแถวบ้านละกันนะ ระหว่างนั้นสายตามรุงเหลือบไปเห็นเสื้อตัวนึงที่มรุงอยากได้สัสๆ แต่แม่มดันมีราคาแพงมาก ถ้ามรุงซื้อแล้วมรุงจะมีชีวิตอยู่อย่างลำบากไปจนถึงสิ้นเดือน แต่มรุงรู้นะว่าซื้อมาแล้วใช้ได้นานแน่ๆ เพราะมันเป็นยี่ห้อดีมีชื่อเสียง มรุงจะทำยังไงระหว่าง

1. ซื้อเลย ของดี ไม่ต้องคิด
2. ต่อราคาแม่ค้า หาบัตรลด ผ่อนบัตรเครดิต
3. ซื้อยี่ห้ออื่น หรือ หาของก็อปมาใช้แทน
4. ไม่ซื้อ เก็บเงินไว้ซื้อวันหลัง

คำตอบคือ ไม่ว่ามรุงจะตอบข้อไหน มันก็แปลว่า มรุงไม่รู้จักประหยัดตั้งแต่มรุงคิดจะใช้จ่ายเกินตัวแล้วไงสัส ส่วนคนที่เรียกว่า “งก” มันก็เป็นคำแง่ลบของคนที่มรุงเห็นว่าเค้าจัดการบริหารเงินได้ดีกว่ามรุงเท่านั้นเองแหละสัส แต่ถ้าคนงกน้ำใจ หรือเอาเงินมาเป็นที่ตั้ง อันนั้นมรุงจงหลบให้ห่างจากชีวิตมันนะสัส

ข้อสอง ยาวไปไม่อ่าน

ถ้ามรุงอ่านถึงตรงนี้ กรุว่ามรุงใช้ได้แล้วสัส แต่ถ้ามรุงอ่านได้จนจบ อันนั้นถือว่ามรุงอ่านได้เยอะละ แต่ถ้ามรุงด่ากรุเรื่องภาษา มรุงไม่ใช่คนที่ยาวไปไม่อ่านนะ แต่เป็นคนอ่านอะไรไม่ยาว ชอบมองเปลือก กรุสงสัยว่า ความรู้ทางการเงินต้องใช้ภาษาที่สุภาพกลัวเด็กมาอ่าน ขอโทษนะครับสัส ตอนมรุงเด็กๆ นี่มรุงพูดครับกับเพื่อนหรือเปล่าวะดวกส์

สัส เข้าเรื่อง สรุปคือ หัดอ่านอะไรยาวๆบ้าง เพราะการอ่านหนังสือยาวๆ ไม่ใช่ให้มรุงแค่ความรู้เท่านั้นหรอก แต่มันคือการสร้างสมาธิ และถ้ามรุงเป็นคนที่มีสมาธิดี มรุงคิดดูว่าชีวิตมรุงจะดีขึ้นแค่ไหนเมื่อมรุงสามารถนำมาใช้วางแผนการเงินด้วย

ข้อสาม บริหารเวลาไม่เป็น

วันๆเอาแต่เล่นโซเชี่ยว เจือกบอกไม่มีเวลา แต่กรุเห็นมรุงแม่มเช็คอินลัลล้า หาคำคม แชร์นมสาว ร้องว้าวเวลาเจอของฟรี แต่สุดท้ายแล้วมรุงก็ไม่ได้อะไร อย่าลืมนะสัส สมองคนเราแม่มรับความรู้ได้จำกัด ถ้ามรุงเอาหัวไปรับขยะ วันนึงหัวมรุงก็จะเน่าไงละดวกส์

เอางี้สัส หลักการบริหารเวลาที่ดี มรุงควรทำสิ่งที่สำคัญในแต่ละวันให้ได้ขั้นต่ำ 4 อย่างตามที่มรุงวางแผนไว้ โดยมรุงต้องวางแผนในคืนก่อนนอนที่มรุงจะตื่น แล้วลุกขึ้นมาตั้งใจทำอย่างที่มรุงต้องการ สิ่งนั้นเรียกว่า To-do-List แล้วชีวิตมรุงจะไม่มีปัญหา ไม่ใช่วันๆนั่งเพ้อฝันแล้วไม่ทำอะไร

อีกอย่างนะสัส ถ้ามรุงบอกว่าตัวเองเป็นนักลงทุนเชิงคุณค่า แต่เสือกนั่งบ้าเช็คจอหุ้นทั้งวัน กรุว่ามรุงควรหันไปเช็คประสาทก่อนดีกว่านะสัส หรือถ้ามรุงสนใจการลงทุนเพื่ออิสรภาพทางการเงินที่วาดฝัน แต่วันๆไม่เคยทำงานที่ได้รับมอบหมาย กรุว่ามรุงควรไปตายดีกว่านะดวกส์ คนแบบนี้รกโลกจุงเบย

ข้อสี่ ไม่เคยตั้งเป้าหมาย

มรุงตอบคำถามกรุหน่อยดิว่า อีก 5 ปีข้างหน้ามรุงต้องการจะเป็นอะไร อยู่ที่ไหน มีชีวิตยังไง มีเงินเท่าไร ทำอาชีพแบบไหน เป้าหมายระยะยาวคืออะไร ถ้าตอบไม่ได้ มรุงนั่นแหละไม่เคยตั้งเป้าหมายในชีวิต อ้อ การตั้งเป้าหมายต้องใช้หลัก SMART ด้วยนะสัส ถ้าไม่รู้ก็ไปหาเองในกูเกิ้ล เพราะกรุไม่บอกโว้ย

ข้อห้า มัวแต่สนใจสังคมรอบตัว

คนแบบนี้แม่มน่ากระโดดดรอปคิกใส่ที่สุดสัส เห็นคนอื่นมีก็อยากมี เห็นคนอื่นเป็นก็อยากเป็น เห็นคนมีความฝันก็ฝันตามเค้า สรุปคือมรุงแม่มสนใจคนอื่นแต่ลืมดูกำพืดตัวเอง เค้าใช้ของหรูก็ใช้ตาม เค้าซื้อคอนโดก็อยากได้ เห็นใครมีอะไรก็แห่แหนไปตาม แต่เวลาเห็นเค้าตายทำไมไม่ตายตามไปเลยวะ #กรุขรรม

จำไว้นะสัส

สิ่งที่มรุงควรทบทวนคือตัวของมรุงเอง ไม่ใช่มัวแต่ฟังเสียงของชาวบ้าน เพราะเสียงที่ดีที่สุดคือเสียงในจิตใจ ถ้ามรุงทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วไม่มีผลกระทบใครก็ทำไปเลยสัส กรุเป็นกำลังใจให้ อย่างในเรื่องการบริหารเงินก็เช่นเดียวกัน มรุงจงหาหนทางของตัวเองให้เจอ เพราะกูรูที่ดีที่สุดที่พวกมรุงจะรู้จักนั้น มันคือตัวของมรุงเอง

สุดท้ายก่อนจากกัน มรุงเกลียดกรุไม่เป็นไร มรุงรำคาญกรุกรุก็ไม่ว่า แต่ถ้ามรุงอ่านจนจบ กรุขอให้มรุงไม่เป็นอย่างที่กรุพูดไว้ก็พอ เพราะความสุขของกรุไม่ใช่ให้มรุงยอมรับเรื่องภาษาที่แสนจะห่วย แต่กรุอยากให้มรุงพ้นจากความลำบากด้านการเงินต่างหากสัส

แด่… ถนนแห่งความสำเร็จไม่มีจริง

เฮ้อออ กรุว่าจะไม่เขียนบทความแล้วนะ เพราะโดนคอมเม้นท์ประจำเลยว่า เขียนไม่ดี เขียนไม่สุภาพ อ่านไม่รู้เรื่อง แต่ก็ไม่รู้สินะ เห็นแชร์กันเป็นร้อยทุกที คุคิกรุกริ นี่สินะชีวิตเศษเล็ปที่เค้าว่าพอดังแล้วจะมีคนด่า เฮ้อ ขอตัวทำใจรับความดังแพพส์นะ

เอาล่ะ.. วันนี้กรุจะมาพูดเรื่องราวของความสำเร็จให้พวกมรุงฟัง แต่ก่อนอื่นกรุขอถามมรุงว่า มรุงเบื่อไหมสัสที่ในโลกทุกวันนี้ต้องเดินตามความสำเร็จของคนอื่น และนั่นแหละแม่มคือที่มาของบทความกรุที่มีชื่อสวยงามว่า “ถนนแห่งความสำเร็จไม่มีจริง”

ทุกๆวันนี้พวกมรุงยังทำตัวแบบนี้อยู่หรือเปล่าล่ะสัส

  • นั่งแชร์บทความดีๆ ข้อคิดโดนๆ เนื้อหาเจ๋งๆ ลงบนเฟสบุ๊กของตัวเอง แต่ไม่เคยเหลียวมองไปอ่านมันอย่างตั้งใจจริงสักครั้ง
  • ซื้อหนังสือดีๆตามงานสัปดาห์หนังสือ ร้านหนังสือ ที่พวกมรุงอ่านแล้วถูกจริตและคิดว่าดีสำหรับสมองพวกมรุง แต่ท้ายที่สุดไม่ได้อ่าน
  • ลงเรียนคอร์สทั้งหลายแหล่ ราคาแพงแค่ไหนไม่ว่า เพราะมรุงต้องการพัฒนาตัวเอง แต่เรียนจบแล้วมรุงก็กลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมๆ

ถ้ามรุงทำตัวแบบนี้ มันไม่แปลกหรอกสัสที่มรุงยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะหนทางแห่งความสำเร็จที่แท้จริงมันไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ

ทีนี้มรุงก็คงแย้งถามกรุว่า เฮ้ยย ถ้ากรุทำทุกอย่างแบบนี้แล้ว กรุจะสำเร็จหรือไง คำตอบมันก็คือไม่อยู่ดีไงสัส เพราะคำตอบที่แท้จริงของความสำเร็จแม่มคือการที่มรุงเลิกถาม เลิกเดา เลิกเชื่อ เลิกหาแรงบันดาลใจ แต่มรุงจงตั้งใจลงมือทำมันในทุกๆวันต่างหาก

คนทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ แต่ถนนที่จะพามรุงไปสู่ความสำเร็จน่ะ มันไม่มีจริงหรอกดวกส์ เพราะมรุงนั่นแหละต้องเป็นคนทำเส้นทางนั้นขึ้นมาเอง…

สุดท้ายนะสัส ความสำเร็จในชีวิตใครคนหนึ่งไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยคนเพียงหนึ่งคนแต่มันจะเกิดขึ้นด้วยการสร้างของคนหลายๆคนร่วมกัน อย่าลืมมองเห็นความสำคัญของคนเหล่านั้นด้วยนะ เพราะสิ่งนั้นแม่มคือ ความกตัญญู ที่มรุงควรยึดถือไว้ในชีวิต

สุดท้ายก่อนจากกัน กรุขอเอาข้อความสั้นๆที่เคยเขียนไว้ในเพจ Mr.Grayman V2 มาให้พวกมรุงอ่านอีกสักครั้ง หวังว่าคงคิดได้นะว่า มรุงจะทำอย่างไรให้ตัวเองแม่มประสบความสำเร็จ

กรุเห็นหลายๆคน…
อยากเป็นเซียนหุ้น ลุ้นพอร์ทพันล้าน
อยากทำงานอิสระ แบบไม่ประจำ
อยากเที่ยวรอบโลก อยากเป็นคนโด่งดัง

แต่มรุงจงรู้ไว้เสียว่า…
ไม่มีสูตรสำเร็จไหนที่ใช้ได้กับทุกคนหรอกดวกส์

กรุรู้ว่าพวกมรุงอยากประสบความสำเร็จ
แต่ความสำเร็จบนถนนเส้นเดียวกันตลอดสาย
มันคงแออัดยัดเยียดด้วยคนประเภทเดียวกันเต็มไปหมด

และเมื่อคนทุกคนทำอะไรเหมือนกัน
เมื่อนั้นมันคงไม่ใช่ “ความแตกต่าง” ที่มรุงไขว่คว้าหรอก

ดังนั้น สิ่งสำคัญ
มรุงควรถามตัวเองว่ามรุงต้องการอะไรจากชีวิต
ไม่ใช่เอาความสำเร็จของคนอื่นมาขีดเส้นเดินให้ชีวิตตัวเอง

แชร์ลูกโซ่หายนะคนไทย ภัยร้ายของคนโลภ

ธุรกิจทุกอย่างล้วนมีขึ้นก็มีลง บางช่วงก็รุ่งโรจน์ดังเป็นพลุแตกแล้วก็ซบเซาหายไปจากตลาด แต่ใช้ไม่ได้กับแนวธุรกิจแบบแชร์ลูกโซ่เพราะเป็นวิธีการหลอกลวงที่ไม่เคยหายไปจากสังคม ไม่ว่าอีกกี่ยุค กี่สมัย คนโลภก็ยังถูกหลอกเหมือนเดิม ซึ่งเทคนิคการหลอกลวงเงินล้วนมีแนวความคิดเหมือนกัน คือ นำเงินของนักลงทุนคนใหม่จ่ายให้นักลงทุนคนเก่า ด้วยรูปแบบและวิธีการแตกต่างกันออกไป เป็นเหมือนเชื้อร้ายที่พัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งตลอดเวลา ดังนั้น เราควรเรียนรู้รูปแบบการหลอกลวงเหล่านี้เพื่อเป็นข้อมูลให้ระมัดระวังในก่อนการลงทุนมากขึ้น

เราศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อเรียนรู้จะได้ไม่ผิดพลาดซ้ำสอง

ประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งของประเทศไทย เคยมีการหลอกลวงลักษณะนี้มาบ่อยครั้ง แต่เรื่องที่เป็นข่าวดังจนต้องออกมาเป็นพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนหรือ พรก.แชร์ ในปี 2527 คือ แชร์น้ำมันหรือที่เรารู้จักกันจนชินปากว่า “แชร์แม่ชม้อย” ที่นำเงินจากลูกแชร์คนใหม่จ่ายให้คนเดิมหมุนวนไปเป็นลูกโซ่ 

แชร์น้ำมันของแม่ชม้อยเริ่มต้นช่วงปี 2517 จุดเริ่มต้นเล็กๆจากข้าราชการชั้นผู้น้อยที่มีรายได้ไม่พอใช้ แม่ชม้อยกับเพื่อนก็เลยตั้งกลุ่มเล่นแชร์เพื่อเก็บเงิน โดยเริ่มลูกแชร์ที่มีความซื่อสัตย์และจ่ายเงินตรงเวลา ในช่วงแรกๆก็ไม่มีอะไรหวือหวามาก จนกระทั่งปี 2526 มีสื่อมาประโคมข่าวเพื่อให้ตรวจสอบที่ไม่ชอบมาพากลของแชร์น้ำมัน ทำให้ประชาชนทั่วไปหันมาสนใจมากขึ้น 

แต่ผิดคาด!! ข่าวเหล่านั้นทำให้แม่ชม้อยดังฟรีโดยไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาเพราะคนเห็นผลตอบแทนก็เริ่มนำเงินมาลงมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะนั้นกรมสรรพากรก็เริ่มประเมินรายได้ของแชร์แม่ชม้อยว่าต้องเสียภาษีการค้า 41.6 ล้านบาทโดยกำหนดชำระในวันที่ 5 เม.ย.2528 แล้วได้มีการสั่งอายัดทรัพย์สินจนทำให้ไม่มีเงินไปจ่ายลูกแชร์ได้ตามปกติ(เงินแชร์ที่หายไปน่าจะมีสาเหตุอื่นด้วยแต่ไม่ได้เปิดเผย) 

หลังจากนั้นแม่ชม้อยก็ถูกดำเนินคดีและเป็นจุดจบของ “แชร์แม่ชม้อย” เล่าเรื่องเพียงเท่านี้ หากใครอยากอ่านเรื่องราวแชร์แม่ชม้อยอย่างละเอียดสามารถอ่านได้ที่หนังสือที่หอสมุดแห่งชาติหรือ Google นะจ๊ะ  

ตรงจุดนี้แหละที่เราสงสัยว่าทั้งที่รู้ว่ามีอะไรผิดปกติแล้วจะนำเงินมาลงทุนทำไม?ทำไมบางคนรับรู้เรื่องแล้วถึงลงทุนกับอีกคนที่รับรู้เรื่องเหมือนกันถึงไม่ลงทุน?ซึ่งทั้งหมดของคำถามเหล่านี้ตอบได้คำเดียวว่า “ความโลภ”

การเดินทางตลอด 10 ปีของแชร์แม่ชม้อยอาจจะมีคำถามเกิดขึ้นในใจหลายๆคนว่าทำไมนานจัง เท่าที่หาข้อมูลคาดว่าลูกแชร์คนเก่ายังคงได้รับเงินครบ ผลประโยชน์ลงตัวก็เลยไม่มีเจ้าทุกข์มาแจ้งความและยิ่งอยู่นานยิ่งเติบโต เรามาดูจุดเริ่มต้นเล็กๆที่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่กลับสร้างความเสียหายอันยิ่งใหญ่ให้หลายคนล้มละลายในชีวิตได้

เรื่องราวการถูกหลอกได้เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น คนยิ่งเข้าถึงข้อมูลและถูกหลอกลวงกันง่ายขึ้น เรามาดูวิวัฒนาการการหลอกลวงรูปแบบแชร์แม่ชม้อยที่เปลี่ยนไปจากอดีตจนถึงปัจจุบันว่าล้ำหน้าไปขนาดไหน

วิธีหลอกลวงในอดีตเปรียบเทียบกับวิธีหลอกลวงในปัจจุบันและอนาคต

แรงจูงใจจากผลตอบแทนสูง 

การหลอกลวงในอดีต

  • จ่ายผลตอบแทนเป็นรายเดือนที่สูงกว่าตลาด เช่น 6.5%ต่อเดือน(ทั้งที่ดอกเบี้ยธนาคารให้ 9%ต่อปี)
  • จ่ายผลตอบแทนจริงและจ่ายตรงเวลา เมื่อได้ผลตอบแทนกลับมาจริงจึงมั่นใจนำเงินมาลงทุนมากขึ้น

การหลอกลวงในปัจจุบัน

  • จ่ายผลตอบแทนเข้าบัญชีเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือนที่มากเกินกว่าธุรกิจปกติจะทำได้ เช่น 3% ต่อสัปดาห์ หรือ 10% ต่อเดือน ผลตอบแทนขึ้นเป็นขั้นบันไดยิ่งลงทุนมากยิ่งได้ผลตอบแทนยิ่งมากขึ้น ลงทุนแล้วมีกำไรขาเดียว ไม่เคยเจอขาดทุน
  • ดูผลตอบแทนได้รายวันผ่านตัวกลางแลกเปลี่ยน เช่น การคิดสกุลเงินใหม่โดยนำเงินบาทแลกเป็นดอลลาร์ แล้วจะแลกเป็นสกุลเงินใหม่ใช้ในการเทรดหรือซื้อของในระบบที่คิดขึ้น โดยมีพอร์ตการลงทุนที่ลักษณะคล้ายเทรดหุ้นที่ตั้งกฎขึ้นเองว่าราคาจะขึ้นตลอดเวลา ลองนั่งคิดด้วยสติและปล่อยความโลภทิ้งไว้ข้างๆ คิดว่ามีธุรกิจอะไรที่ทำแล้วได้กำไรตลอดเวลา ขึ้นอย่างเดียวไม่มีลงเพราะโลกนี้ทุกอย่างมีขึ้นก็มีลงตลอดเวลา แต่มีระบบเดียวที่ทำให้ขึ้นตลอดเวลาได้ คือ เแชร์ลูกโซ่ ทำให้นักลงทุนเห็นกำไรที่หน้าจอแต่ยังไม่รับรู้เป็นรายได้จริง จนกว่าจะขายออกเป็นเงินสดถึงเป็นผลตอบแทนจริงเกิดขึ้น
  • จ่ายผลตอบแทนตรงเวลา ลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนกลับคืนเราจริงๆก็จะติดใจแล้วนำเงินมาลงทุนเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าเงินไม่พอก็กู้ยืมเงินมาลงทุนมากขึ้น

เน้นการบอกต่อ

การหลอกลวงในอดีต

  • การประชาสัมพันธ์ใช้วิธีการบอกแบบปากต่อปาก ก็จะเป็นลักษณะเพื่อนบอกเพื่อนเติบโตเรื่อยๆไม่ค่อยหวือหวา เพื่อชักชวนนำเงินมาลงทุนมากขึ้นและมีวิธีชวนเชื่อให้เครือข่ายหาคนมาลงเงินเพิ่ม เช่น จูงใจให้ผลตอบแทนจากการหาคนเพิ่ม

การหลอกลวงในปัจจุบัน

  • สร้างแฟนเพจเพื่อแนะนำการลงทุนและดึงดูดให้คนมาลงทุน โดยที่ทั้งเพจมีแต่ตารางแสดงผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงปรี๊ดเต็มไปหมด ลงเงินเร็วได้เงินเร็ว อาจจะมีหน้าม้าคอมเม้นถึงอัตราผลตอบแทนว่ามันยอดเยี่ยมมาก อัพเดทข่าวความสำเร็จในการลงทุนเพื่อเป็นแรงกระตุ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้ลงทุนต่อไป
  • ใช้ YouTube พูดชวนเชื่อเพื่อประชาสัมพันธ์วิธีการลงทุนว่าได้รับผลตอบแทนอย่างไร กติกาการลงทุนเป็นอย่างไร เป็นวิธีที่ใช้เยอะมากในปัจจุบัน ถ้าเป็นคนใจอ่อนหลงเข้าไปฟังก็อาจจะเคลิ้มกับผลตอบแทนเพราะความโลภเข้าบังตา

สร้างกติกาขึ้นเอง

การหลอกลวงในอดีต

  • การลงทุนระบุว่าซื้อรถบรรทุกน้ำมัน โดยที่ราคามีการปรับเปลã

เตรียมตัวไว้….ก่อนไปเมืองนอก

อีกหนึ่งรูปแบบของการท่องเที่ยวที่นอกเหนือจากการซื้อแพ็กเกจทัวร์ คือ การจัดทริปเอง ออกแบบการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองเพื่อไปผจญภัยในที่ที่เราไม่คุ้นเคยที่ต่างประเทศ จากประสบการณ์ขำๆไม่กี่วันอาจจะเปลี่ยนทัศนคติการใช้ชีวิตของเราไปอย่างสิ้นเชิงเลยก็ได้

3 คำที่เราควรรู้จักก่อนการเดินทาง คือ เงิน สัมภาระและข้อมูล

เงิน

เราควรวางแผนล่วงหน้าว่า “ปีนี้เราจะเดินทางไปที่ไหน” เพื่อจะได้คำนวณตัวเลขคร่าวๆของค่าใช้จ่ายตลอดการเดินทางว่าควรอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ จะได้เริ่มเก็บเงินตั้งแต่เนิ่นๆ โดยการเปิดบัญชีออมทรัพย์เพิ่มเพื่อเป็นบัญชีสำหรับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ซึ่งแต่ละเดือนจะทะยอยเก็บเงินเข้าบัญชีนี้ เช่น อีก 10 เดือนข้างหน้าจะไปเที่ยวพม่า ค่าใช้จ่ายประมาณ 15,000 บาท ดังนั้นเราควรจะฝากเงินในบัญชีนี้เดือนละ 15,000/10 = 1,500 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขรายเดือนที่น้อยและสามารถเก็บได้ไม่ลำบากการดำรงชีพในแต่ละเดือนสักเท่าไหร่ โดยตัวเลขค่าใช้จ่ายเราอาจจะใช้ตัวเลขอ้างอิงจากบริษัททัวร์ก็ได้ ซึ่งอาจจะปรับลดลงได้ภายหลังที่วางแผนการเดินทางเรียบร้อย แต่เก็บเงินไว้เกินยังดีกว่าขาดนะคะ

สัมภาระ

ควรตรวจเช็คสภาพอากาศล่วงหน้าก่อนไปสัก 1 สัปดาห์เพื่อที่จะได้เตรียมเสื้อผ้าและสัมภาระให้เหมาะสมกับสภาพอากาศมากที่สุด นำเฉพาะสิ่งของจำเป็นไปเท่านั้น เช่น ยาประจำตัว กล้องถ่ายรูป ที่ชาร์ตแบต ไม่ควรนำสิ่งมีค่ามากๆอย่างแหวนเพชร สร้อยทองติดตัวไปด้วยเพราะอาจจะเป็นอันตรายในขณะเดินทาง หลังจากที่จัดสัมภาระเรียบร้อยแล้วควรลองแบกหรือลากกระเป๋าดูก่อนว่า ถ้าตลอดการเดินทางเราจะต้องถือหรือลากของแบบนี้ไกลๆจะไหวไหมแล้วปรับให้เหมาะสมกับเรี่ยวแรงของเรา แล้วอย่าลืมฟิตร่างกายให้แข็งแรงก่อนการเดินทางด้วยนะคะ เพราะการป่วยระหว่างการท่องเที่ยวมันไม่สนุกเลยจริงๆ ขอบอก!!

ข้อมูล

การค้นหาข้อมูลต่างๆของแหล่งท่องเที่ยวเป็นส่วนที่ใช้เวลานานที่สุดและเป็นส่วนที่มีความสำคัญมากที่สุดเช่นกัน ดังนั้น ควรหาข้อมูลและภาพประกอบเก็บไว้ให้มากที่สุดเพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุดในการท่องเที่ยว แผนที่เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรพกติดตัวไปตลอดการเดินทาง เพราะจะทำให้เรารู้ว่าจะไปเที่ยวสถานที่ไหนบ้าง เดินทางไปแต่ละที่โดยวิธีการอะไร เช่น รถโดยสารสาธารณะ รถไฟใต้ดิน ซึ่งเราควรทำสัญลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวที่เราจะไปและวิธีการเดินทางให้ชัดเจน เพราะมีผลต่อราคาและการเลือกที่พักเพื่อสะดวกในการเดินทาง โดยที่เราควรเปรียบเทียบราคาและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆของที่พักแต่ละแห่งก่อนว่ามีอะไรบ้าง อาจจะหาข้อมูลจากรีวิวแหล่งท่องเที่ยวเป็นตัวอย่างในการเลือกที่พักก็ได้

เสน่ห์ของการจัดทริปเที่ยวเอง คือ การหลงทาง เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นไม่ต้องตื่นเต้น คิดซะว่าเป็นการฝึกแก้ปัญหา แต่จะทำอย่างไรถ้าเราไปเที่ยวต่างเมือง พูดจากันคนละภาษา ใบ้ด้วยภาษามือกันจนเมื่อยก็ยังไม่เข้าใจ แต่อย่าลืมว่าเรามีภาษาหนึ่งที่ทุกคนเข้าใจอย่าแน่นอน นั่นคือ รูปภาพ เราควรใช้กล้องถ่ายรูปหรือมือถือให้เป็นประโยชน์โดยการถ่ายรูปที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะไปเพื่อที่จะถามคนที่เดินผ่านไปมาบอกใบ้เส้นทางให้เราได้

วิเคราะห์เศรษฐกิจ ส่งท้ายปี 2014 ที่นักลงทุนกองทุนต้องรู้

เนื่องจากว่าเป็นช่วงปลายปีแล้ว ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงยังไม่ได้ลงทุนเพราะว่ายังไม่ทันคิด หรือที่ยังไม่ลงทุนก็เพราะว่า กำลังหาจังหวะที่จะลงทุนกันอยู่แน่ ๆ หรือ อาจจะรอให้ถึงใกล้ๆ สิ้นปี เพื่อที่จะได้ลงทุนกับ LTF หรือ RMF ตอนสิ้นปีกัน

แต่ผมจะบอกว่า การที่เราซื้อกองทุน LTF หรือ RMF ตอนสิ้นปีนั้นอาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดก็ได้ (แต่ปีที่แล้วเป็นการตัดสินใจที่ถูก) แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรละ ?? ว่าเราควรที่จะซื้อกองทุนเมื่อไหร่ หรือ ช่วงไหนดี แน่นอนว่าผลดำเนินงานของกองทุนขึ้นกับผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้นได้ดีหรือไม่ อีกส่วนคือภาวะของตลาดหุ้นด้วยส่วนนึง

ผมเขียนให้เป็นสมการที่ดูแล้วน่าจะดูง่ายขึ้น (หรือยากขึ้นหว่า?)

ผลการดำเนินงานของกองทุน = ผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้น หรือ สินทรัพย์ + ภาวะการณ์ของตลาด + ปัจจัยอื่นๆ  

แน่นอนว่าภาวะของตลาดหุ้นเอง ก็ขึ้นกับแนวโน้มของเศรษฐกิจด้วย ดังนั้นคราวนี้ ผมจะนำท่านมาดูว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงปลายปีนี้และ ปีหน้านั้น จะทำให้ตลาดหุ้นในบ้านเรา หันหัวเรือไปทางไหน เพื่อที่ว่าเราจะได้ปรับใบเรือของเราให้ถูกทิศ และแล่นไปได้อย่างไม่ติดขัด (แต่บอกไว้ก่อนนะครับว่า บทความนี้เป็นการคาดการณ์เท่านั้นนะครับ)

ก่อนอื่น เรามาดูที่สหรัฐกันก่อนนะครับ

เนื่องจากว่าสหรัฐเป็นประเทศที่ใหญ่มาก และขนาดเศรษฐกิจเองก็ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลกด้วย ดังนั้นเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐ ก็ย่อมที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก และ ประเทศไทยด้วยเช่นกันครับ ปีนี้และปีหน้าดูเหมือนจะเป็นปีที่สดใสของสหรัฐฯ เนื่องจากว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมานั้น ดูแล้วมีแนวโน้มที่ดี ประธานธนาคารกลางของสหรัฐ ฯ หรือ นาง เจแนท เยลเลน(พวกเพื่อน ๆ ผมชอบเรียกว่า เยลหลี่…..ถ้าเขามารู้จะโกรธไหมเนี้ย) เองก็ได้แสดงความมั่นใจต่อเศรษฐกิจสหรัฐมากขึ้น และทำการปรับลด QE (Quantitative Easing: มาตรการการผ่อนคลายการเงิน หรือ ที่เราเรียกว่าการ พิมพ์แบงค์ออกมาเพื่อส่งเสริมสภาพคล่อง และกระตุ้นเศรษฐกิจ)

การปรับลด QE มีผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจในช่วงถัดไป ? เป็นคำถามที่ดีครับ !! (เห้ย ! ใครถาม ?) แน่นอนว่าเงิน หรือ แบงค์ที่เคยพิมพ์ออกมานั้นยังไม่หายไปไหนครับ (สสารไม่สามารถหายไปได้) ก็อยู่ในตลาดหุ้นบ้านเราบ้าง อยู่ในตลาดหุ้นประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกที่นักลงทุน หรือ สถาบันการเงิน ของสหรัฐเห็นว่าดี เห็นว่าลงทุนแล้วได้กำไรงาม จะเห็นได้ว่า เงิน นั้นไหลจากที่ต่ำไปสู่ที่สูงครับ (ผลตอบแทนดี ๆ สูง ๆ ไหลไปที่นั่นหมด) แต่พอสหรัฐลดการพิมพ์แบงค์ และคาดว่าเดือนหน้า (10/2014) จะทำการหยุดพิมพ์แบงค์ออกมา ประเทศต่าง ๆ ก็เริ่มระส่ำระสายครับ เพราะว่าถ้าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มดี แน่นอนว่าเงินบางส่วนต้องไหลกลับ และจะทำให้ตลาดหุ้นของประเทศตัวเองปรับตัวลงครับ คราวที่แล้ว แค่นาง เยลหลี่ เอ่ยปากอยากหยุดพิมพ์แบงค์ออกมา หุ้นก็ร่วงกันระนาวทีเดียว แต่ก็เป็นการดีครับ เพราะว่า พอตอนปรับลด QE ลงจริง ๆ ผลกระทบก็ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คาดการณ์ (เพราะว่าทำใจได้แล้ว) แต่ประเด็นสำคัญถัดไปคือ หลังจากหยุดพิมพ์แบงค์แล้ว ธนาคารกลางสหรัฐเอง ก็คงมีมาตรการ ดูด เงินกลับครับ (คราวที่แล้วปล่อย คราวนี้ดูดกลับ ทำเป็นวิชาเคลื่อนย้ายจักรวาลไปได้) การดูดเงินกลับก็ง่ายนิดเดียวครับ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น และขายพันธบัตรรัฐบาลออกมาเพื่อให้นักลงทุนเอาเงินกลับเข้ามาคืน อย่างที่ผมได้บอกว่า เงินจะไหลจากที่ต่ำไปที่สูงครับ ดังนั้นถ้าดอกเบี้ยสูงขึ้น ก็จะทำให้เงินที่เคยไหลไปนอกสหรัฐ ได้ไหลกลับเข้ามานั่นเอง ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั้น เดี๋ยวเรามาดูกันในช่วงท้ายบทความกันนะครับ

คราวนี้เรามาดูในฝั่งของ ยุโรปกันบ้างครับ

ยุโรปเอง ผมก็เขียนถึงค่อนข้างบ่อยครับซึ่ง ในช่วงหลัง ๆ มานี้ ผมมองว่ายุโรปยังคงเป็นกลุ่มประเทศที่น่าสนใจครับ เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ผ่านพันไปแล้ว และประเทศต่าง ๆ ก็เริ่มที่จะฟื้นตัว แต่ว่าก็มีเหตุการณ์ไม่ค่อยดีเช่น เรื่อง วิกฤตยูเครน กับ รัสเซีย และภาวะเงินฝืด จนธนาคารกลางยุโรปต้องออกมาประกาศดอกเบี้ยแบบ “ติดลบ” เพื่อที่จะบังคับให้ประชาชนใช้เงิน หรือ เอาเงินออกมาลงทุนกันมากขึ้น ดูเหมือนจะมีแต่ข่าวร้ายใช่ไหมครับ ? แต่ในข่าวร้ายก็มีข่าวดีอยู่ด้วยครับ คือ ธนาคารกลางยุโรปเองก็จะออกมาตราการต่าง ๆ ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งมาตราการเหล่านี้ย่อมเป็นผลดีต่อบริษัทต่าง ๆ ที่อยู่ในทวีปนี้ครับ

โดยการกระตุ้นนั้น ผมมองว่าก็คงใช้วิธีเดียวกับสหรัฐ คือ พิมพ์แบงค์ (อีกแล้ว) ซึ่งระยะสั้นอาจจะยังไม่เห็นผล แต่ถ้ามองระยะยาวแล้ว เศรษฐกิจของยุโรปเองก็ไม่น่าเป็นห่วงเสียเท่าไหร่ เพราะว่า ด้วยพื้นฐานบริษัทที่ดี(โดยเฉพาะประเทศเยอรมัน อังกฤษ และฝรั่งเศส) และถ้ามีเงินในระบบมากขึ้น บริษัทต่าง ๆ และคนที่อยู่ในยุโรปก็น่าที่จะมั่นใจมากขึ้น กล้าใช้เงินมากขึ้น (แต่อาจจะช้าหน่อย เนื่องจากคนยุโรปเป็นคนที่เก็บเงินและไม่กล้าใช้เงินเท่ากับคนสหรัฐ ถึงแม้จะมีเงินเก็บเยอะแล้วก็ตาม)

สหรัฐเองก็เริ่มที่จะฟื้น ดังนั้นก็จะมีผลมาทางยุโรปไปด้วยครับ จริง ๆ แล้วตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวก็เริ่มที่จะออกมาดีครับ โดยเฉพาะประเทศ เยอรมัน แม้แต่ประเทศที่เคยประสบปัญหาอย่าง กรีซ ก็เริ่มดีขึ้น ติดแค่ตรงตัวเลขเงินเฟ้อที่ดูแล้วยังต้องติดตามต่อไปครับ เพราะว่าออกมาไม่ดีเท่าไหร่ครับ(เงินเฟ้อต่ำมาก จนอาจจะกลายเป็นภาวะเงินฝืด) ส่วนอังกฤษ เองก็มีข่าวดีครับ คือเงินเฟ้อเริ่มเยอะขึ้นมากจนต้องพิจารณาเรื่องขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้แล้ว และน่าจะเป็นที่แรกในโลกที่ปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นครับ โดยสรุปกับทวีปนี้ ผมมองว่าปีหน้าน่าจะเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้น และน่าจะเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนเช่นกันครับ ในกรณีที่ไม่เกิดข้อพิพาทร้ายแรง หรือรุนแรงขึ้น

คุณมี “เงินเก็บ” ฉุกเฉินมากพอแล้วหรือยัง??

คุณมี “เงินเก็บ” ฉุกเฉินมากพอแล้วหรือยัง??

บางช่วงของชีวิตที่โชคชะตามักจะเล่นตลกกับเรา เวลาที่ดวงขึ้นทำอะไรก็ดีไปเกือบทุกอย่าง หยิบจับอะไรก็กลายเป็นเงินเป็นทองไปหมด โอกาสที่ดีหลายอย่างก็เข้ามาจนแทบรับไม่ไหว บางครั้งดังเป็นพลุแตกชั่วข้ามคืน ถ้าเปรียบชีวิตช่วงนี้เป็นหุ้น ช่วงที่ดวงดีเวอร์ๆแบบนี้ก็จะเป็น “หุ้นไร้แนวต้าน” ที่ตั้งหน้าตั้งตาขึ้นอย่างเดียว

แต่อย่าลืมว่าหุ้นมีขึ้นก็ต้องมีลงที่บางครั้งอาจจะไร้แนวรับก็ได้ บางช่วงเวลาที่ชีวิตเราเจอมรสุมใหญ่ จะทำอะไรก็ติดขัดไปซะทุกอย่าง เหมือนฟ้ากลั่นแกล้งให้เราท้อแท้จนแทบขาดใจตาย นับเป็นช่วงโปรโมชั่นความโชคร้ายที่ไม่มีใครอยากจะได้รับ

แต่มันเกิดขึ้นแล้วจะทำยังไงดีหละ?   ช่วงเวลาเลวร้ายแบบนั้นเราก็เคยเจอมาครั้งหนึ่ง แต่ก็รอดมาได้เพราะปรับแนวคิดต้อนรับความซวยเหล่านั้น เราคิดท้าทายความซวยด้วยแนวคิดที่ว่า “ซวยให้สะใจ” เพราะอะไรจะเกิดก็ปล่อยมันไป เราห้ามมันไม่ได้ เราทำใจต้อนรับมันด้วยความใจเย็น ค่อยๆแก้ปัญหาไปทีละนิดจนหลุดจากสิ่งนั้นมาได้  

หากเจอวิกฤตชีวิตสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ทำใจ คิดซะว่าเป็นช่วงฝึกจิตใจให้แข็งแกร่ง ยิ่งยากจะยิ่งแกร่ง หลังจากนั้นก็หนีไม่พ้นเรื่องเงิน ซึ่งทุกวิกฤตก็มันจะมี “เงิน” เป็นตัวละครเอกเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งนั้น เช่น

  • ตกงาน – ไม่มีเงินผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ ผ่อนบัตรเครดิต อาจจะถูกยึดรถยนต์ ได้รับโทรศัพท์ทวงหนี้จนทำให้เครียด ไม่มีจิตใจทำงาน บางคนมีครอบครัวก็ไม่มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือ
  • โรคร้ายแรงกะทันหัน – โรคบางอย่างไม่มีสัญญาณบอกว่าจะเกิดขึ้น ล้มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลถึงจะยอมตรวจว่าเป็นอะไร เช่น โรคมะเร็งที่ส่วนใหญ่จะเจอในระยะ 3-4 หรือโรคอื่นๆที่ต้องใช้เงินค่ารักษามหาศาล
  • อุบัติเหตุ – เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีใครดาดเดาได้ แต่พอเกิดขึ้นแล้วก็สร้างความเสียหายเกินกว่าจะรับไหว เช่น อุบัติเหตุรถชน อาจจะทำให้คนในครอบครัว ทรัพย์สินเสียหาย บางครั้งอาจจะต้องรับผิดชอบครอบครัวของคู่กรณีที่พิการหรืออาจจะเสียชีวิต

ปัญหาต่างๆเหล่านี้เรามักได้ยินจากเพื่อนหรืออ่านเจอในกระทู้ ซึ่งในบางครั้งเราอาจจะไม่ใส่ใจเพราะเป็นปัญหาของคนอื่น แต่เคยคิดไหมว่าเราอาจจะเจอปัญหาเหล่านั้นบ้างเข้าสักวัน ถ้าเกิดเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นในชีวิตจะมีวิธีแก้ไขปัญหาอย่างไร  

“เรื่องเงิน” 

อย่าปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตา 

ถ้าวันนี้เราสามารถเตรียมพร้อมได้

หากต้องการให้ปัญหาต่างๆเหล่านี้เบาลง เราควรเตรียมความพร้อมไว้ ณ ตั้งแต่วันนี้ด้วยการ “เตรียมเงินฉุกเฉิน” ให้พร้อมรับกับสถานการณ์เลวร้ายเหล่านั้น แม้ว่าอาจจะไม่ครอบคลุมทุกค่าใช้จ่าย แต่ก็ยังดีกว่าไม่เตรียมอะไรไว้เลย

ควรเตรียมเงินฉุกเฉินไว้ 6 เท่าของค่าใช้จ่าย

ตัวอย่าง เราใช้เงินวันละ 200 บาท 

  • ถ้าคิดเป็น 1 เดือนก็จะ 200 X 30 วัน คือ 6,000 บาท 
  • เก็บไว้ 6 เท่า คือ 6,000 x 6 = 36,000 บาท   

ควรเข้าใจเบื้องต้นว่าเงินเก็บฉุกเฉินไม่ใช่เงินเย็น แต่เป็นเงินที่ต้องพร้อมใช้ตลอดเวลา หากต้องการใช้สามารถถอนออกมาได้ทันที ใช้เวลาถอนไม่นานและเงินต้นไม่หาย 

จากประสบการณ์ตรงที่ทำผิดพลาดจากการออมเงินฉุกเฉินไว้ในสินทรัพย์การลงทุน ช่วงที่นักวิเคราะห์บอกว่าทองคำจะปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่เงินน้อยๆทยอยสะสมทองคำ เราเปิดใช้บริหารโปรแกรมออมทอง โดยออมต่อเนื่องทุกเดือนๆละ 2,000 บาท 

มีช่วงหนึ่งต้องรีบใช้เงินก็ต้องขายทองที่ออมไว้เพื่อนำมาใช้จ่าย บังเอิญทองคำราคาไหลลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขายขาดทุน (เงินต้นหาย) หลังจากนั้นเราก็คิดได้ว่าควรนำเงินที่ใช้หมุนเวียนระยะสั้นเก็บไว้ในแหล่งเก็บเงินระยะสั้น   

ตัวอย่างการเลือกสินทรัพย์ทางการเงินเพื่อเก็บเงินฉุกเฉิน

  • บัญชีออมทรัพย์ทั่วไป – ได้ดอกเบี้ยน้อย ถอนได้ทุกเวลา
  • บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง – ได้ดอกเบี้ยสูงกว่าฝากออมทรัพย์ทั่วไป แต่ละธนาคารมีเงื่อนไขการถอนออกแตกต่างกัน
  • กองทุนรวมตลาดเงิน – ได้ผลตอบแทนประมาณ 1 –  2% ต่อปี ขายหน่วยลงทุนวันนี้ได้เงินวันรุ่งขึ้น

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save