ประหยัดแบบผิดๆ แบบนี้คิดจนตัวตาย

นี่ๆ พวกมรุงเคยได้ยินกูรูทั้งหลายมันชอบสอนสั่งให้ฟังปะวะ ว่าต้องรู้จักประหยัดอดออมใช้เงินให้เท่าที่จำเป็น สมการ รายรับ เงินออม รายจ่าย อะไรพวกนี้แหละดวกส์ คือกรุว่าแนวคิดพวกนี้มันก็ดีนะสัส แต่มันมีคนอยู่สองประเภทที่แม่มเอาสมการนี้มาตีความผิดๆว่ะ วันนี้กรุเลยจะมาเปิดสมองประลองปัญญาให้พวกมรุงอ่านกัน

คนประเภทแรก คือ อยากได้รายรับมากๆ

คนพวกนี้แม่มจะหาวิธีการทุกวิธีทางเพื่อที่จะสร้างรายรับให้มากๆ เพื่อที่แม่มจะได้กำไรเยอะๆ โดยที่มันไม่เคยสนใจเลยว่ารายรับที่ได้มานั้นมันสมคุณค่ากับที่มันได้ให้เขาไปหรือเปล่า คิดราคางานแพงๆ เพราะไม่คุ้มค่าเหนื่อย เพราะพวกมรุงอยากรวยเร็วไงสัส แต่สิ่งที่สำคัญคือมรุงลืมไปไงว่าการที่มรุงรวยเร็วแม่มทำให้คนอื่นจนเร็วเหมือนกันไงสัส ทีนี้มันจะมีหลายคนมาแย้งไงว่า นี่มันคือการตลาดแบบดิฟเฟอเร้นชิเอท (Differentiation) มุ่งเน้นคุณภาพทำให้คิดราคาได้สูงกว่าชาวบ้าน แต่ก่อนที่มรุงจะตั้งราคานั้น มรุงแน่ใจแล้วนะสัสว่างานของมรุงแม่มสร้างคุณค่าให้คนอื่นจริงๆ

ส่วนไอ้พวกมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ที่แม่มอยากได้เงินเดือนเยอะๆกันนัก แต่ไม่อยากทำงานหนัก มรุงก็ถามตัวเองสิวะสัสว่ามรุงมีความสามารถอะไรที่เค้าจะจ้าง นอกจากบ่นด่าเจ้านายตามเฟสบุ๊ก เม้ากับชาวบ้าน แล้วก็บ่นไปวันๆว่างานหนักๆๆๆไม่คุ้มเงินเดือน เปลี่ยน Mindset ใหม่ยังไม่สายก่อนที่มรุงแม่มจะกลายเป็นทรายที่ไม่มีใครสนใจนะดวกส์

คนประเภทที่สอง คือ อยากลดค่าใช้จ่ายมากๆ

เมื่อวันก่อนกรุไปเจอมาสัส แม่มต่อราคาของจนกรุนึกว่ามรุงเป็นนางพญาต่อ สินค้าทุกชิ้นเค้าตั้งราคามาเพื่อให้มรุงซื้อ แม้แต่ไอ้สินค้าของคนประเภทแรกแม่มก็เหมือนกัน ถ้ามรุงไม่ถูกใจหรือคิดว่าแพงไปมรุงก็อย่าไปซื้อมันดิวะดวกส์ การที่มรุงต่อราคานั่นมันแปลว่ามรุงกำลังดูถูกคุณค่าของผลงานเค้าไงสัส และยิ่งมรุงต่อราคามากเท่าไร คนขายแม่มก็ยิ่งขึ้นราคาให้สูงขึ้นไปเพราะเผื่อมรุงต่ออีกต่างหากไงละโว้ย ที่กรุบอกแบบนี้ เพราะการลดค่าใช้จ่ายของมรุง มันต้องไม่กระทบกับรายได้ของคนอื่นไงสัส ถ้ามรุงไปกดดันคนอื่นเพื่อให้ตัวเองสบาย มรุงก็เหมือนมองเห็นคนอื่นเป็นควาย ส่วนมรุงมีบายเออร์พาวเวอร์เพื่อใช้ในการข่มขู่เท่านั้นแหละดวกส์

ไอ้คนกลุ่มนี้แม่มตลกอยู่อย่างสัส เวลาแม่มต่อราคาอะไรสักอย่างแม่มกดราคาอย่างประหยัดสุดๆ แต่พอถึงเวลาแม่มต้องเสียค่าใช้จ่ายบ้าๆบอๆจำนวนมากมาย โดยที่แม่มไม่อยากเสียตลอดเลยว่ะ กรุไม่รู้ว่านี่แม่มเป็นคนแบบไหน กรุว่าบางทีถ้ามรุงทำให้โลกน่าอยู่ไม่ได้ ก็อย่าเอาสันดานตัวเองมาทำร้ายคนอื่นเหอะว่ะ

แต่สุดท้ายกรุขรรมสัสๆ เพราะคนที่แม่มทำให้สังคมบรรลัยยิ่งกว่านั้น คือแม่มเสือกเป็นคนทั้งสองประเภทพร้อมกันไงสัส ทั้งอยากรวยโดยโก่งราคา แถมประหยัดด้วยการต่อราคากับคนอื่นจนเค้าแทบตาย ที่ตัวเองคิดราคาแม่มบอกสมคุณภาพ แต่พอคนอื่นบอกมาแม่มไปด่าเค้าแพงๆๆๆๆ กรุไม่รู้ว่าจะชมคนแบบนี้ว่าอะไรดี ถ้าพวกมรุงคิดได้ กรุฝากเขียนไปรษณียบัตรมาที่ออมมันนี่ด้วยนะดวกส์

3 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนลงทุนกับกองทุนออกใหม่

ช่วงนี้ผมเห็นกองทุนออกใหม่กันมาค่อนข้างเยอะครับ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้นต่างประเทศ กองทุนหุ้นในประเทศ กองทุน Target Fund กองทุนตราสารหนี้ต่าง ๆ ดังนั้นวันนี้ผมตั้งใจว่าจะมาคุยให้ฟังถึงวิธีการดู และ ตรวจสอบกองทุนที่เปิดใหม่เหล่านี้กันครับ ว่าจะพอมีวิธีการใดได้บ้างที่จะช่วยให้เราเลือกกองทุนได้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ ลดความผิดพลาดในการซื้อกองทุนเปิดใหม่กันครับ ก่อนที่จะไปถึงตัวเนื้อหา เรามาพูดถึงแหล่งที่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนที่เปิดขายใหม่กันก่อนดีกว่า หลักๆ แล้วผมมักจะเข้าไปดูในเว็บไซต์ http://www.wealthmagik.com/Content/IPOList.aspx เพื่อนๆ ลองเข้าไปดูกันนะครับว่าช่วงนี้มีกองทุนไหนออกมาให้ เผื่อว่าจะโดนใจซักกองทุนครับ ^_^ คราวนี้เรามาดูกันถึงเรื่องที่ต้องรู้กันก่อนเลือกกองทุนเปิดใหม่ครับ

1. ใหม่ของน้อง เก่าของพี่

แน่นอนครับว่ากองทุนที่เปิดใหม่ของแต่ละ บลจ. อาจจะเป็นกองทุนที่เหมือน หรือ คล้ายกับกองทุนที่เคยเปิดมาแล้ว หรือ มีอยู่แล้วก็ได้ครับ ดังนั้นเราก็พอที่จะอนุมานได้ว่า ผลตอบแทนที่จะได้นั้น หรือ แนวโน้มผลการดำเนินงานนั้น อาจจะใกล้เคียงกันกับกองทุนที่เคยมีอยู่แล้วครับ บางครั้งอาจจะเทียบเคียงกันได้ด้วยซ้ำครับ ยกตัวอย่างเช่น กองทุนที่ไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศอีกทีครับ (FIF) ซึ่งกองทุนในไทยส่วนใหญ่แล้ว จะไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศที่หน้าตา หรือ เป็นกองทุนมีรูปแบบการดำเนินงานที่คล้าย ๆ กันครับ เช่นเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือ บางครั้งก็ลงทุนในกองทุนตัวเดียวกันเสียด้วยซ้ำครับ

ดังนั้น ถ้ากองทุนไหนเปิดใหม่ออกมา แล้วเราเห็นว่า ชื่อกองทุนแม่ หรือ Master fund ที่ไปลงทุนเป็นกองทุนเดียวกันกับกองทุนของ บลจ. อื่น เราก็สามารถเดาได้เลยครับว่า ผลตอบแทนของทั้ง 2 กองทุนนี้จะออกมาเหมือน ๆ กันครับ แต่อาจจะต่างกันเล็กน้อยในเรื่องของค่าธรรมเนียม และ การป้องกันความเสี่ยงของค่าเงินครับ และ โดยเฉพาะกองทุนแบบ Passive Fund (ใครไม่รู้จักลองอ่านที่นี่)

ที่ผลการดำเนินงานนั้น เรียกได้ว่า มันควรที่จะ”เหมือนกัน”ครับ  ไม่ว่าจะเป็นกองทุนที่มีมานานเป็น 10 ปี หรือ เพิ่งจะเปิดมาไม่กี่วันก็ตามครับ แต่ต้องเป็น Passive Fund ประเภทเดียวกันนะครับ ยกตัวอย่างเช่น SET, SET50, SET100 และ S&P500 แต่สำหรับกองทุนแบบ Active Fund นั้น อาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ครับ เพราะว่าแต่ละ บลจ. ก็จะมีแนวทาง หรือ แนวคิดในการลงทุนที่ไม่เหมือนกันครับ อันนี้คงดูได้ลำบากนิดนึงครับ รวมถึงต้องอ่านรายละเอียดเพิ่มมากขึ้นครับ หรือ ถ้าเป็นไปได้โทรถามทาง บลจ. ผู้ออกกองทุนเลยก็ได้ครับว่า มีแนวคิดการลงทุนในกองทุนนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ แต่เดี๋ยวเรามาดูวิธีการคัดกรองในขั้นถัดไปครับ

2. ผู้จัดการกองทุนเป็นใคร เป็นคนเดิมหรือไม่ ?

ต้องบอกก่อนเลยครับว่า ผู้จัดการกองทุนเป็นคนสำคัญอย่างมากครับ สำหรับการเลือกกองทุน เพราะว่าเป็นคนที่ตัดสินใน เลือกสินทรัพย์ที่จะเข้ามาอยู่ในกองทุนนั่นเองครับ ถ้าผู้จัดการกองทุนเป็น”คนเดิม” หรือ เป็นผู้จัดการกองทุนที่เคยทำให้กองทุนเดิม ๆ หรือ กองทุนที่เคยเปิดมาก่อนหน้านี้มีผลตอบแทนที่ดี และสม่ำเสมอ ถ้ากองทุนที่เปิดใหม่มานั้น อยู่ในมือของผู้จัดการกองทุนคนเดิมแล้วละก็ ก็น่าที่จะไว้วางใจได้ ใช่ไหมครับ ?? แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ผู้จัดการกองทุนชื่ออะไร และบริหารกองทุนอะไรมาบ้าง ?

ผมพอที่จะมีวิธีครับ คือ เปิดดูหนังสือชี้ชวน หรือ รายงานประจำปี ก็ได้ครับ ว่าผู้จัดการกองทุนที่บริหารกองทุนเก่า ที่ทำผลตอบแทนได้ดีนั้น ชื่ออะไร และ ผู้จัดการกองทุนท่านนี้อยู่ หรือ บริหารกองทุนที่กำลังจะเปิดใหม่อยู่ด้วยรึเปล่านั่นเองครับ แต่ผมไม่ได้หมายความว่าผู้จัดการกองทุนหน้าใหม่ หรือ ไม่เคยบริหารกองทุนมาก่อนจะไม่เก่งนะครับ ถ้าสังเกตดี ๆ ผู้จัดการกองทุนหน้าใหม่บางคน อาจจะเป็นคนที่เคยร่วมทีมกับผู้จัดการกองทุนเก่ง ๆ มาแล้วก็ได้ครับ (รายชื่อทั้งหมดอยู่ในหนังสือชี้ชวน และรายงานประจำปีครับลองหาอ่านกันดูนะครับ)

ถัดมาเป็นกองทุนที่ บลจ. ได้ “จ้าง” บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนมาเลือกหุ้น หรือ สินทรัพย์เข้าสู่กองทุนให้อีกทีครับ(เรียกได้ว่าเป็นผู้จัดการตัวจริงเสียงจริง) อันนี้ก็น่าสนใจเพราะว่าเราไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่า ที่ปรึกษาการลงทุนนั้น จะเลือกหุ้นอย่างไร มีที่ไปที่มาอย่างไร ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ เราก็ควรที่จะสอบถามทาง บลจ. ผู้ออกกองทุนว่า บริษัทที่ปรึกษานั้นชื่ออะไร่ เคยบริหารพอร์ตการลงทุนแล้วได้กำไรย้อนหลังเท่าไหร่ มีความชำนาญขนาดไหนครับ

3. แนวคิด แนวทางการลงทุน และ ลักษณะกองทุน

แน่นอนครับว่า แต่ละกองทุนที่ออกมาใหม่ย่อมมีแนวคิด แนวทางการลงทุนที่ไม่เหมือนกัน(ยกเว้นกองทุนแบบ Passive) และยิ่งเดี๋ยวนี้มีกองทุนที่มีความคิดนอกกรอบมากขึ้น นักลงทุนหน้าใหม่ก็ยิ่งตัดสินใจได้ยากมากขึ้นครับ ดังนั้นถ้าเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ ผมแนะนำว่าให้ลงทุนกับกองทุนที่มีมานานแล้วนะครับ อย่าพึ่งข้ามขั้นไปลงทุนกับสิ่งที่เราไม่รู้จักครับ ส่วนนักลงทุนมือเก๋า เรามาดูกันครับว่ามีเกณฑ์ตัดสินกองทุนที่มีแนวคิดแตกต่างกันได้อย่างไร

1. กองทุนไปลงทุนกับอะไรบ้าง และความเป็นไปได้ของผลตอบแทน/ความเสี่ยงของกองทุน

แน่นอนครับ อันนี้เป็นพื้นฐานของการลงทุนทุกประเภทบนโลกใบนี้เลยครับ เราคงต้องดูว่ากองทุนไปลงทุนกับธุรกิจแบบไหน ความเสี่ยงคืออะไร และผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร อาจจะดูจาก ธุรกิจที่กองทุนเปิดใหม่ไปลงทุนด้วย และลองประเมินเองคราว ๆ ครับว่า กลุ่มธุรกิจที่กองทุนไปลงทุนนั้นมีแนวโน้มอย่างไร เช่น ถ้ากองทุนเปิดใหม่ไปลงทุนกับ เครื่องใช้ไฟฟ้า แล้วบอกเราว่า ….ผลตอบแทนมันจะมากกว่า 20 % ต่อปี

เราจะเชื่อในสิ่งที่ผู้จัดการกองทุนพูด หรือ อธิบายให้เราฟังเหรอครับ ถ้าเป็นไปได้ผมจะขอให้อธิบายเพิ่มเติม หรือ หาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการตัดสินใจครับ เพราะว่าผมคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ครับ แต่ถ้าได้เหตุผลที่ดีกลับมา อาจจะต้องมาคิด และพิจารณาเพิ่มเติมแล้วละครับว่า เราคิดไปในทางเดียวกันกับผู้จัดการกองทุนหรือไม่ การเป็นนักลงทุนที่ดี ต้องมีอาการ “เอ๊ะ…มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เหรอ” อยู่ตลอดเวลาครับ จะได้ไม่พลาดในการลงทุน หรือ แม้แต่การทำงานในชีวิตจริงครับ ส่วนกองทุนไหนที่กล้าบอกถึงความเสี่ยงของกองทุนอย่างเปิดเผย ผมว่าเป็นกองทุนที่น่าสนใจครับ เพราะว่าการลงทุนมีความเสี่ยง แต่ว่ากองทุนที่เราเลือกนั้นจะควบคุมความเสี่ยงอย่างไรมากกว่า ผมว่านี้คือประเด็นสำคัญของการลงทุนครับ ไม่ใช่มาบอกกับเราว่าไม่เสี่ยง และถึงแม้ความเสี่ยงจะต่ำมาก แต่ก็ควรที่จะบอกเราเช่นกัน เพราะว่าเราไม่รู้หรอกนะครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น

2. เราชอบสไตล์ทางการลงทุนแบบนี้หรือไม่

เนื่องจากว่าผู้จัดการกองทุนแต่ละท่านมีมุมมองต่อเศรษฐกิจ และ การลงทุนไม่เหมือนกัน เช่น ผู้จัดการกองทุนบางท่านชอบ สไตล์การลงทุนแบบถือนาน ๆ บางท่านชอบซื้อมา-ขายไป ดังนั้นเราควรที่จะทราบว่ากองทุนที่เราจะลงทุนนั้น ถูกจริตท่านหรือไม่ อย่างไรครับ ไม่ใช่ว่าลงทุนไปแล้ว ผลตอบแทนไม่ดี ก็ต่อว่าผู้จัดการกองทุนว่า ทำไมไม่ซื้อหุ้นดี ๆ เข้ากองทุน ถือหุ้นแบบนั้นไว้ทำไม ผมว่าแบบนั้นก็ดูใจร้ายกับผู้จัดการกองทุนเกินไปครับ

เราคงต้องเลือกตั้งแต่แรกครับว่าชอบสไตล์การลงทุนแบบนี้หรือไม่ ถ้าเราฟังหรือ อ่านรายละเอียดของกองทุนแล้วรู้สึกดีกับแนวคิดการลงทุนที่ผู้จัดการกองทุนเสนอมา ผมว่าเราจะสบายใจกับการลงทุนในกองทุนที่เปิดใหม่มาอย่างแน่นอนครับ ถึงแม้ว่ามันจะทำผลตอบแทนได้ไม่ดี เพราะว่าเราเข้าใจมันดีว่าความเสี่ยงเป็นอย่างไร ใช่ไหมครับ ? มันเหมือนกับการรักใครสักคนแล้ว ถึงแม้เขาจะทำผิดเราก็ให้อภัย ……(หลายท่านคงคิดในใจว่า ไม่ขาดทุนได้จะดีกว่านี้ 55+) แต่ถ้าผลตอบแทนไม่ดีขึ้นนานเกินไป เราก็ควรคิดและเผื่อใจที่ต้องเปลี่ยนกองทุนนะครับ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่)

สรุป

หลัง ๆ ผมเห็นกองทุนที่มีความคิดดี ๆ อยู่เยอะครับ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการทำกำไร อาจจะเป็นเพราะว่าลงทุนผิดพลาด หรือ ไม่เหมาะสมกับช่วงเวลาก็เป็นไปได้เช่นเดียวกันครับ ซึ่งอันนี้ผมคงแนะนำว่า ถ้าเราไม่มั่นใจจริง ๆ กับกองทุนเปิดใหม่ ก็ให้ลงทุนกับสิ่งที่เรียบง่าย เราทำความเข้าใจได้ง่าย และ เป็นกลุ่มธุรกิจที่เราเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ผมว่าแบบนี้เรามีโอกาสได้กำไรดีกว่าลงทุนอะไรใหม่ ๆ เท่ห์ ๆ แล้วเราไม่เข้าใจครับ สุดท้ายนี้ นักลงทุนก็อย่าลืมว่า ค่าใช้จ่าย และค่าธรรมเนียมของกองทุนนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันครับ ส่วนใหญ่กองทุนในช่วง IPO นั้น จะมีการลดค่าธรรมเนียมแรกเข้า หรือ ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยลงทุน (Front End และ Back End) แต่การลดค่าธรรมเนียมลงนั้น ไม่ได้เป็นส่วนหลัก ต้องอย่าลืมว่ามีค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนอยู่ด้วย ซึ่งคิดค่าธรรมเนียมนี้คิดเป็น % จาก NAV ของเราครับ และเรียกเก็บทุกวัน ดังนั้นต้องระวังให้ดีนะครับ บางกองทุนยกเว้น Front-End แต่ เก็บค่าธรรมเนียมการบริหารกองทุนแพง ๆ อาจจะไม่คุ้มก็ได้ครับ (อ่านเพิ่มเติมเรื่องค่าธรรมเนียมได้ที่นี่) ส่วนวันนี้ผมขอลาไปก่อนครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีในการเลือกกองทุนเปิดใหม่ หรือ กองทุน IPO นะคร้าบบบ

5 เหตุผลที่คนแบบคุณไม่ประสบความสำเร็จ

วันนี้วันดีที่กรุจะมากระตุ้นต่อมตอกย้ำให้พวกมรุงฟังกันอีกครั้ง เนื่องจากมีหลายคนถามกรุมาบ่อยๆว่า “พี่เกรย์ครับ ผมทำยังไงถึงจะประสบความสำเร็จ” กรุบอกตรงๆเลยครับสัส เรื่องแบบนี้มันต้องเริ่มจาก “Mindset” แรกในชีวิตของพวกมรุงก่อนว่า พวกมรุงจะดำเนินชีวิตอย่างไร รูปแบบไหนและจะสร้างสรรค์สังคมเราอย่างไร

ดังนั้น เพื่อให้พวกมรุงไม่หลงทาง เพราะมันจะเสียเวลา ส่วนไอ้พวกที่หลงติดยายังไงช่วยวางถุงกาวแล้วตั้งสติอ่านบทความกรุซะหน่อยละกัน อย่าเพิ่งคลั่งเรื่องภาษากันมากนะดวกส์

ข้อแรก จมปลักอยู่กับเรื่องราวในอดีต

เหตุผลแรกที่พวกมรุงไม่สำเร็จ นั่นคือ มรุงยังไม่เสร็จกับประสบการณ์ในอดีตไง มัวแต่เอาอดีตที่ผิดพลาดมาคอยฉุดรั้งให้ชีวิตสิ้นหวังลงไปเรื่อย และสุดท้ายมรุงก็เป็นคนทำมันพังคามือตัวเอง แต่กรุถามหน่อยเหอะสัส มีใครสักคนที่แม่มเกิดมาแล้วไม่เคยทำผิดบ้างวะ ความผิดพลาดนั้นถ้าเรียกให้ดีมันมีอีกชื่อว่า “บทเรียน” แต่ถ้ามัวแต่อยู่กับความผิดพลาด มรุงมันก็เป็นไอ้ตัวประหลาดที่แม่มเรียนไม่จบไงสัส

วิธีแก้

จงหลับตาหนึ่งครั้ง แล้วฟังเสียงกระซิบของสายลม พร้อมทั้งบอกตัวเองซ้ำๆว่าเราทำได้ แต่ถ้ามันลำบากเกินไป มรุงก็ตายๆไปเหอะสัส กรุรำคาญพวกคนขี้แพ้ที่ไม่ชอบแก้ไขแบบนี้สุดๆ

ข้อสอง ไม่พอใจในปัจจุบัน

มรุงอ่านข้อนี้มรุงคงตกใจว่า เอ๊ะ เป็นคนไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี มันก็น่าจะดี เพราะคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่แม่มต้องทะเยอทะยานอยากเห็นคนไทยบินได้อะไรแบบนี้ใช่ไหมสัส แต่กรุบอกตรงๆเลยสัส ความทะเยอทะยานที่มากเกินไปอาจจะทำให้มรุงกลายเป็นคนไม่รู้จักพอแทนไงดวกส์

วิธีแก้

จงเขียนบันทึกความพอใจทุกวันลงในสมุดจดบันทึกหมีน้อย แต่ถ้ามรุงหาสมุดหมีน้อยไม่ได้ อนุโลมให้ใช้สมุดหมาน้อยแทน

ข้อสาม ไม่มีความคิดฝันภาพอนาคต

มรุงเคยได้ยินคำว่า “วิชั่น” ไหมสัส คำนี้มันคือสิ่งที่มรุงต้องมองภาพตัวเองให้เห็นในอนาคต กรุมักจะถามคนที่มาปรึกษาอยู่เสมอๆว่า “อีก 5 ปีข้างหน้า มรุงมองเห็นตัวเองเป็นอะไร” ถ้าใครตอบไม่ได้ กรุบอกเลยสัส นั่นแปลว่ามรุงไม่เคยคิดถึงอนาคต เพราะมรุงยังไม่รู้เลยว่าสิ่งที่พวกมรุงทำในทุกวันนี้จะส่งผลอะไรในอนาคตข้างหน้าไงละจ๊ะ

วิธีแก้

จงพิจารณาคุยกับตัวเองเงียบๆ แล้วตั้งเป้าหมายของตัวเองว่าอยากเป็นอะไร แต่ขออย่าปัญญาอ่อนว่าอยากเป็นไอ้มดแดงนะสัส แม่มติงต็องโคตรๆ

ข้อสี่ อดทนเอาชนะตัวเองไม่ได้

การเอาชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการเอาชนะตัวเอง มรุงต้องสลัดพ้นความขี้เกียจ ความเหนื่อยยาก ความลำบากทั้งหลาย แต่มองภาพมันว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่มรุงทำเพื่อเป้าหมายในอนาคตหรือเปล่า กรุบอกเลยสัส ถ้าแค่มรุงไม่สามารถควบคุมตัวเองให้ออกกำลังกายได้ ไม่สามารถควบคุมให้ตัวเองทำงานเสร็จตามเวลาได้ มรุงอย่าฝันถึงความสำเร็จเลยสัส ไปสำรอกความหลงตัวเองออกมาก่อนเหอะดวกส์

วิธีแก้

เอาชนะให้ได้ไงสัส

ข้อสุดท้าย เวลาพ่ายแพ้ชอบโทษคนอื่น

ข้อนี้แม่มคือที่สุดของแจ้ ที่กรุเจอมาเลยสัส แม่มมีคนอยู่กลุ่มนึงที่แม่มแพ้แล้วโทษว่าเป็นความผิดคนอื่น ทำนองว่า ที่เราเกิดมาแบบนี้เพราะพ่อแม่ไม่รวย เรียนไม่เก่งเพราะครูสอนไม่ดี จนอยู่ทุกวันนี้เพราะเจ้านายแม่มโหด บทความทีดีต้องมีภาษาเรียบร้อย #อุ้ย  พวกมรุงแม่มโทษว่าเป็นความผิดของคนอื่น แต่ไม่เคยโทษตัวเอง เพราะมรุงแม่มเป็นคนขี้ขลาดไงสัส ขี้ขลาดที่จะยอมรับว่าตัวเองกระจอกเหมือนตัวง่าวกินมด กรุถามหน่อยเหอะสัส ถ้าเป็นแบบนี้เมื่อไรจะประสบความสำเร็จวะดวกส์

วิธีแก้

หุบปากไปแล้วหัดโทษตัวเองบ้างไงสัส

กรุเชื่อว่าบทความของกรุแม่มก็อาจจะทำให้ใครบางคนคิดได้ ส่วนคนที่คิดไม่ได้ก็ไม่ต้องคิดหรอกนะสัส คนทุกคนบนโลกนี้ไม่มีทางประสบความสำเร็จทุกคนหรอก ดังนั้นสิ่งที่มรุงต้องเลือกก็คือ มรุงจะเลือกเป็นคนแบบไหน เพราะนั่นมันคือชีวิตมรุง

ก่อนจากกัน กรุฝากคำคมให้พวกมรุงสักคำก่อนไป
ความสำเร็จที่ดีที่สุด คือการรู้ว่าตัวเองล้มเหลว

เกรย์แมนเฮ็ดดีทีวีพูลทูไนท์ลาไปก่อน
/// สวัสดีครับ

ชีวิตดีๆ เริ่มต้นได้ง่ายๆด้วย LTF และ RMF

ช่วงนี้มีเรื่องราวเกี่ยวกับการวางแผนภาษีและการลงทุนมากมาย ทั้งเรื่องราวที่สงสัยในเงื่อนไขวิธีการลงทุน ซื้อกองทุนไหนดี ประหยัดภาษี ฯลฯ ซึ่งเป็นเรืองราวดีๆที่แสดงให้เห็นว่า คนไทยหลายคนตื่นตัวกันในเรื่องของการการประหยัดภาษีและการลงทุนมากยิ่งขึ้น

แต่เพื่อนๆพี่ๆน้อง รู้หรือไม่ครับว่า… จากผลวิจัยการเตรียมความพร้อมในการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณของคนกลุ่มช่วงอายุ 40-60 ปีสำรวจมาแล้วพบว่าคนไทยเริ่มออมที่อายุเฉลี่ย 42 ปี ซึ่งถือว่าออมช้ากว่าที่ควร และส่วนใหญ่ออมในบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในอัตราที่ต่ำมาก

ซึ่งทางหลายหน่วยงานก็ได้คาดการณ์ไว้ว่าอนาคตของคนไทยหลายคนจะลำบากเนื่องจากปัญหาทางการเงิน เพราะในขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ช่วงสังคมผู้สูงวัย (Aging Society) มาได้สักพักแล้ว นั่นแปลว่า เราจะมีอายุยืนกันมากขึ้นด้วยคุณภาพทางการแพทย์ที่ดีขึ้น แต่… ไม่มีเงินจะรักษาตัวเองในยามเกษียณ เพราะลำพังเงินเก็บก็ยังไม่พอใช้ และสุดท้ายต้องลำบากไปถึงลูกหลานอย่างแน่นอน

แหม่… สำหรับคนที่อายุในวัยทำงานทั้งหลาย ฟังแล้วก็เริ่มรู้สึกหนาวๆร้อนๆขึ้นมาใช่ไหมล่ะครับ ดังนั้นเป้าหมายแรกที่เราทุกคนต้องมีแน่ๆ นั่นคือการ “มีเงินใช้ตอนแก่” อย่างน้อยเพื่อไม่ให้เป็นภาระลูกหลาน และเกษียณได้อย่างมีความสุขไปพร้อมๆกัน

แต่เดี๋ยวก่อน!!! ถ้าหากเราสามารถที่จะ “มีเงินออมเพื่อไว้ใช้ตอนแก่”  “มีผลตอบแทนที่ดี” และ “ลดภาษี” ไปพร้อมๆกัน มันคงเป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่น้อย เพราะถ้าประหยัดภาษีได้นั่นแปลว่าเงินออมของเราจะเพิ่มขึ้นด้วย จริงไหมครับ

เมื่อความต้องการวางแผนเกษียณ บวกด้วยผลตอบแทนในการลงทุนที่ดี
พ่วงด้วยสิทธิประโยชน์ในการประหยัดภาษี
มันก็มีคำตอบเดียวที่ครบทั้ง 3 เงื่อนไข
นั่นคือการลงทุนใน LTF และ RMF แบบนี้นี่เองงงง

เอาล่ะครับ ไหนๆ หัวข้อวันนี้ที่เขียนมามีชื่อว่า “ชีวิตดีๆ เริ่มต้นได้ง่ายๆด้วย LTF และ RMF” ก็ขอทบทวนให้ฟังอีกสักทีสำหรับมือใหม่หลายๆคนที่กำลังสนใจลงทุนว่า “LTF และ RMF” นั้นคืออะไร และจะช่วยให้เราประหยัดภาษีได้อย่างไรบ้างครับ

LTF คือ “Long Term Equity Fund” หรือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก และเหมาะสำหรับคนทุกกลุ่มที่ต้องการลงทุนในหุ้นระยะยาว แต่อาจไม่มีความชำนาญเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น หรือไม่มีเวลาติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด

ส่วน RMF คือ “Retirement Mutual Fund” หรือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท โดยมีวัตถุประสงค์ส่งเสริมให้เกิดการออมเงินระยะยาวเพื่อการเกษียณ เรียกได้ว่าคล้ายๆ กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) (Government Pension Fund) นั่นเองครับ และเหมาะสำหรับคนทุกกลุ่มที่ต้องการออมเงินเพื่อวัยเกษียณนั่นเองครับ

ซึ่งทั้งสองกองทุนนี้ให้สิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่ลงทุน โดยสามารถนำเงินลงทุนในแต่ละปีมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งกฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีไว้ดังนี้ครับ

จำนวนเงินที่ซื้อได้เพื่อลดหย่อนภาษี

  • LTF นั้นเราสามารถ ซื้อได้สูงสุด 15% ของรายได้และไม่เกิน 500,000 บาท
  • RMF นั้นเราสามารถ ซื้อได้สูงสุด 15% ของรายได้และไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับจำนวนเงินที่สมทบเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ ประกันแบบบำนาญ

เงื่อนไขในการซื้อ

  • LTF นั้นเมื่อซื้อแล้วต้องถือไว้อย่างน้อย 5 ปี (ปฎิทิน) จึงจะสามารถขายได้โดยไม่ผิดเงื่อนไข
  • ส่วน RMF นั้นมีเงื่อนไขว่า ต้องซื้อติดต่อกันทุกปี โดยซื้อรวมกันทั้งปีแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 3% ของรายได้หรือ 5,000 บาท นอกจากนั้นยังต้องถือไว้เกินกว่า 5 ปี และมีอายุเกิน 55 ปี ถึงจะสามารถขายได้โดยไม่ผิดเงื่อนไข

สำหรับมือใหม่ที่สนใจลงทุนใน LTF และ RMF นั้น ผมขอย้ำไว้อีกครั้งว่า.. อย่าลืมศึกษาเงื่อนไขการซื้อและขายให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนด้วยนะคร้าบบ นอกจากนั้นอย่าเห็นแต่ความสำคัญในเรื่องของการลดภาษี จนมองข้ามผลตอบแทนดีๆที่ได้รับ และเงื่อนไขทางกฎหมายที่กำหนดไว้ มิฉะนั้นอาจจะเสียใจทีหลัง

“มหกรรมมีใช้ตอนแก่ด้วย LTF & RMF” ที่จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 18 – 21 ธันวาคม 2557 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โซนอีเดน ชั้น 1  ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. และถือเป็นโอกาสสุดท้ายของปี 2557 ที่จะเลือกซื้อ LTF และ RMF เพื่อลดหย่อนภาษี

และที่สำคัญ งานนี้เป็นงานเดียวที่มีกองทุนรวมกว่า 150 กองทุนจาก 15 บลจ. พร้อมรายชื่อกองทุน Top-Form ที่คัดสรรมาเรียบร้อยและเริ่มต้นลงทุนได้เพียงแค่เงิน 1,000 บาทเท่านั้น แถมยังรับความรู้ฟรีๆกับหนังสือซีรีย์ชุดกองทุนรวมอีกต่างหาก

พิเศษสุดๆ!!! กับบริการสำหรับมือใหม่ที่ไม่รู้จะเลือกยังไง ซื้อกองทุนแบบไหน วางแผนภาษีอย่างไร สามารถรับคำปรึกษาได้ในงานแบบฟรีๆ และสำหรับคนที่สนใจเปิดบัญชีในงานนี้ เพียงแค่นำบัตรประชาชนและสำเนาหน้าบัญชีธนาคารมาให้พร้อม แค่นั้นก็เรียบร้อยแล้วครับ แหม่… สะดวกสบายกว่าทำเองเป็นไหนๆ

อ้อ… ถ้าใครเจอ @TAXBugnoms ที่งานนี้ก็อย่าลืมแวะมาทักทายกันด้วยนะครับ
(เห็นแบบนี้เลยคิดว่าจะแอบไปซื้อกองทุน RMF เพิ่มอีกสักหน่อย ^^)

สุดท้ายนี้ สำหรับปี 2557 ผมขออวยพรให้ทุกคนสามารถลดภาษีได้อย่างเต็มที่ และมีเงินออมพร้อมๆวางแผนเกษียณไปกับ LTF และ RMF ตามสโลแกนของงานนี้ที่ว่า “หวานฉ่ำชื่นใจ สบายตอนแก่ เงินออมก็มี ภาษีก็ได้ลด” กันทุกๆคนนะครับ

…. แล้วพบกันที่งานนะคร้าบบบ ^^

[ตอบคำถามแฟนเพจ] การลงทุนกองทุนรวมและวิธีคิดผลตอบแทนออมในกองทุนรวม

แฟนเพจหลายท่านมีคำถามเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวมค่อนข้างซ้ำกัน จึงขอตอบในบทความนี้ทีเดียวเลยนะจ๊ะ

วิธีการลงทุนในกองทุนรวม

เริ่มต้นที่ทำแบบทดสอบความเสี่ยงเพื่อเลือกว่าเราเหมาะกับการลงทุนกองทุนรวมแบบไหน เสี่ยงได้มากหรือน้อย ต้องยอมรับในครั้งแรกว่าหากเราไม่ชอบความตื่นเต้น ขวัญผวาที่เงินต้นหายไปแสดงว่ายอมรับความเสี่ยงได้น้อย ก็ต้องลงทุนในกองทุนรวมที่ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนก็จะน้อย เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้ แต่ถ้ารักความเสียว รักความตื่นเต้น แสดงว่าเรายอมรับความเสี่ยงได้มาก ผลตอบแทนก็จะมากด้วย โดยอาจจะเลือกกองทุนตลาดทุน กองทุนรวมที่มีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

ทำแบบทดสอบความเสี่ยงที่ไหน ==> เวลาจะซื้อกองทุน แต่ละ บลจ.หรือธนาคารจะมีให้ทำ บางคนทำออกมาแล้วยอมรับความเสี่ยงได้น้อยมาก แต่อยากได้ผลตอบแทนสูงๆ ถ้าเรายอมรับความเสี่ยงได้แบบไหนก็ต้องเลือกกองทุนที่มีความเสี่ยงตามนั้น

กองทุนรวมความเสี่ยงต่ำได้ผลตอบแทนสูงไม่มีบนโลกนะจ๊ะ

ดูตามภาพเริ่มจากสีเขียวที่เป็นนักลงทุนรายย่อยแบบเราจ่ายเงินซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม (อาจจะเป็นการตัดผ่านบัญชีอัตโนมัติ ซื้อที่หน้าตู้ ATM หรือกรอกเอกสารหน้าเค้าเตอร์ธนาคาร) บางคนอาจจะกังวลว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าเราซื้อหน่วยลงทุนแล้ว การตรวจสอบไม่ยากนะคะ เช่น

  1. โทรสอบถามเจ้าหน้าที่ เราซื้อของ บลจ.อะไรก็โทรไปที่นั่น
  2. นำสมุดบัญชีกองทุนรวมไปอัพเดทที่ธนาคาร
  3. ใบสรุปการซื้อหน่วยลงทุนที่ บลจ.จะส่งให้นักลงทุนถึงบ้าน
  4. บริการ e-Banking เราก็ใช้วิธีนี้ในการซื้อ ขายกองทุนเพราะสะดวกทำเองได้ที่หน้าคอมฯ

หลังจากที่เราซื้อหน่วยลงทุนแล้วก็จะเป็นขั้นตอนสีฟ้า คือ ลงทุน กองทุนรวมนั้นก็จะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆตามนโยบายการลงทุนที่แจ้งไว้ในหนังสือชี้ชวน โดยจะมีการลงทุนในรูปแบบต่างๆช่องสีส้ม ซึ่งแต่ละรูปแบบจะมีความเสี่ยงแตกต่างกัน ซึ่งผลตอบแทนต่างๆ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ส่วนต่างจากการขาย ก็จะกลับเข้ากองทุนทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้น (NAV สูงขึ้น) สุดท้ายกองทุนก็จะมีเงินส่วนแบ่งมาให้นักลงทุนรายย่อยอย่างพวกเรานะจ๊ะ สรุปว่า หากการลงทุนของผู้จัดการกองทุนนั้นสร้างรายได้ให้กองทุนมากขึ้น ก็จะทำให้นักลงทุนได้ผลประโยชน์มากขึ้น

วิธีคิดผลตอบแทนออมกองทุนรวม

สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจก่อนว่า การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน ดังนั้นวิธีคิดผลตอบแทนก็จะไม่เหมือนกับเงินฝาก ข้อมูลข้างล่างนี้เป็นการคิดผลตอบแทนการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นปันผล เรายกตัวอย่างจากกองทุนรวมแห่งหนึ่ง ที่มีราคาหน่วยลงทุนและการจ่ายปันผลแบบนี้จริงๆในปี 2556 โดยจ่าย 4 ครั้งต่อปี

จากภาพนี้เรากำหนดให้ซื้อหน่วยลงทุนทุกต้นเดือน ในวันที่ 1-3 ของทุกเดือน โดยลงทุนเดือนละ 5,000 บาท  เมื่อได้รับปันผลก็จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% จึงจะได้รับเป็นผลตอบแทนที่แท้จริง ส่วนกำไรจากการขายหน่วยลงทุนนั้นไม่เสียภาษี ผลตอบแทนที่ได้(โดยไม่มีการขายหน่วยลงทุนระหว่างปี)จะคิดจากเงินปันผลหลังภาษีหารด้วยเงินลงทุน คือ 3,924.87 / 60,000 = 6.54% ซึ่งเงินปันผลจะไปเข้าในบัญชีธนาคารที่เราแจ้งไว้กับ บลจ.ตั้งแต่ครั้งแรก

ถ้าอยากรู้ว่าหักเงินเฟ้อแล้วเหลือเท่าไหร่ก็นำเงินเฟ้อมาลบออก สมมติคิดเงินเฟ้อ 3% ต่อปี เราก็จะได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลชนะเงินเฟ้อ 6.54% – 3% = 3.54%

หากเราต้องการใช้เงินจำนวนที่เท่ากันในการออมกองทุนรวมนั้นขึ้นอยู่กับ NAV ว่าเราซื้อได้เท่าไหร่ในแต่ละครั้ง หาก NAV สูงขึ้น เราก็จะซื้อได้น้อยลง หาก NAV ลดลงเราจะซื้อได้มากขึ้น เพราะการจ่ายเงินปันผลมันขึ้นอยู่กับจำนวนหน่วยลงทุนในพอร์ตของเรานะจ๊ะ

เงินปันผลที่กองทุนจ่ายออกมานั้นมีหลายรูปแบบ เช่น จ่ายเงินเงินสด จ่ายเป็นหน่วยลงทุน ซึ่งเราควรศึกษาว่ากองทุนที่เราซื้อนั้นจะจ่ายเป็นรูปแบบไหน เพราะมีผลต่อการเสียภาษี ในตัวอย่างข้างล่างนี้จ่ายปันผลเป็นเงินสด

สำนักข่าวตุ๊ดนิวส์ประจำวันที่ 26 เมษายน 2557

สำนักข่าวตุ๊ดนิวส์ประจำวันที่ 26 เมษายน 2557

โดย รูบี้ มีผัวดอสั้น

น้ำมันขึ้นราคาอีกครั้งในวันนี้และแก๊สโซฮอล์ทำสถิติราคาสูงสุดค่ะ ใครที่เติมน้ำมันก่อนขึ้นราคามันก็ไม่ได้ประหยัดกว่ากันเท่าไหร่หรอกค่ะถ้าหล่อนขับรถแล้วเติมแม้งทุกวัน แต่เจ๊นั่งรถไฟฟ้าเดินทางไปทำงานที่อโศกค่ะ เจ๊ไม่กระทบ อิคิอิคิ อิคุอิคุ เจ๊ขอแนะนำให้ใช้ระบบการขนส่งสาธารณะนะค่ะ นอกจากจะทำให้พวกเธอประหยัดแล้วในฐานะผู้ถือหุ้นติดดอยอยู่ 100 หุ้นนั้นจะได้ลงดอยซักทีค่ะ

เกิดการปาระเบิด M79 ใส่เดลินิวส์และศาลปกครอง ซึ่งมันคือระเบิดอะไรกูก็ไม่เคยเห็นค่ะ ตอนเรียน ร.ด. ครูฝึกก็ไม่เคยสอน แต่รู้ว่ามันคงต้องแรงไม่เบาเพราะมีแต่คนเอามาใช้ปาใส่กัน บริเวณศูนย์ราชการเป็นอะไรที่เจ๊ไม่กล้าไปเลยค่ะ คาดว่าซักวันตำรวจจะจับคนร้ายได้ทันทีนะค่ะ สู้ๆค่ะ

สถานะการณ์ในยูเครนยังไม่สู้ดีหลังจากที่รัสเซียประกาศซ้อมรบตรงชายแดน หลังจากยูเครนโจมตีกบฎที่ฝักใฝ่รัสเซีย คือ อีเรื่องนี้มันน่ากลัวมากค่ะ เมื่อประชาชนที่อยู่ในเขตประเทศยูเครนต้องการไปรวมชาติกับรัสเซียเนื่องจากพูดภาษาเดียวกัน ยูเครนก็ไม่ยอม มันก็บอกให้รัสเซียอย่ามายุ่ง ไปๆๆ ชิวๆๆ รายการนี้ไม่ต่างกับสมัยตอนก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เลยนะคะ เมื่อ ดยุกฟรานซิส เฟอร์ดินานแห่งอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี โดยยิงที่เซอร์เบีย ทำให้รัฐบาลออสเตรียกรี๊ดดังลั่นแล้วพร้อมบุกเซอร์เบียเพื่อล้างแค้น แต่คนเซอเบียร์มันเป็นเผ่าสลาฟค่ะ เผ่าเดียวกับรัสเซีย อิพวกรัสเซียเลยส่งกองทัพมาเลย แต่ออสเตรียตอนนั้นมีลูกเพ่คือ เยอรมัน แล้วพอเยอรมันออกมาฝรั่งเศสก็ออกมา อังกฤษก็ออกมา ออกมากันให้หมดเลยค่ะดวก รบกันเสร็จ ประเทศไทยก็ส่งทหารไปร่วมชัยชนะด้วยนะค่ะ จำไม่ได้ค่ะว่าไทยรบตอนไหน

จีนออกกฎหมายใหม่ใครปล่อยมลพิษโดนซิวค่ะ กฎหมายนี้ออกมาจากกระทรวงพิทักษ์สิ่งแวดล้อม คือ แบบชื่อกระทรวงนี่แรงนะค่ะ ต้องพิทักษ์เลยค่ะ แปลว่าแม้งคงสุดทนกับสิ่งแวดล้อมมากๆ ทีนี้ กฎหมายที่ออกมาใหม่ก็คือใครปล่อยมลพิษ ยึดนะค่ะ ยึดทรัพย์ สั่งปิดโรงงาน ยึดหลักประกันทุกอย่าง ยึดให้หมดไปเลยค่ะ เอาจนมันไม่กล้าปล่อยของเสียเลยค่ะเธอ

ตลาดหลักทรัพย์ปิดทำการวันศุกร์ด้วยแรงเทขายจน -14.51 จุด ใครบอกว่าหุ้นขึ้นเยอะ ตกรถๆๆๆๆๆ วันนี้มันลงมาแล้ว กล้าซื้อไหมย่ะ แหม ทำเป็นบ่น พอเอาจริงๆก็ไม่เห็นพวกหล่อนจะซื้อ หุ้นที่ปรับตัวลงเยอะๆก็ไม่พ้น TRUE นะค่ะ ส่วน ICHI มันยังขึ้นต่อค่ะ พอเห็นหุ้นขึ้นซื้อสิคะ กล้าซื้อไหมคะ

ข่าวบันเทิงวันนี้ Mr.Grayman ขวัญใจแม่ยกก็โดนเด้ง Page ไม่ฟื้นซักที สงสัยทีนี้ตายขนานแท้ แต่ไม่ต้องกลัวนะค่ะ อิป้าเงินออม she ประกาศแล้วค่ะว่าใครอยากจะไปคุยกับมัน ไปด่ามันก็ไปที่ Ask ได้นะค่ะ ลองไปหาดูจาก Page อิป้าเงินออมนะคะ และ 2 เรื่องล่าสุดจาก www.aommoney.com ที่ภูมิใจนำเสนอของนังน้องหมี หันหน้าบรรณาธิการเวปไซต์ก็มีอยู่ 2 เรื่องค่ะ

1. 10 ขั้นตอนสู่อิสรภาพของมนุษย์เงินเดือน โดย ลุงหนอม

2. วิธีลาออกจากชีวิต “มนุษย์เงินเดือน”  โดย นังพี่ต้าร์

สำหรับเรื่องราวดีๆพวกหล่อนสามารถรับเสพได้ที่ www.aommoney.com นะคะ ไปชวนเพื่อนมาเข้าก็ได้ค่ะ เผื่อจะแจกรถปอเช่บ้าง

สูตรลับกลยุทธ์การออมหุ้นแบบ DCA ฉบับ ต้าร์กวิน (ตอนที่ 2)

จากตอนแรกที่ได้เล่าให้ฟัง (อ่านตอนแรกได้ที่นี่) เกี่ยวกับการลงทุนสูตรลับกลยุทธ์ในเรื่องของการ ออมหุ้น แบบ DCA จริงๆแล้วทุกอย่างมันมาจากเรื่องของการจัดสรรเงินละครับ สำหรับตอนนี้ก็คงจะมีหลายคนอยากรู้ว่า ความลับในการเลือกหุ้นนั้นมันมีอะไรบ้าง? โดยผมจะมีสูตรในหลักการเบื้องต้นและหลักการเพิ่มเติมที่ผมใช้อยู่นะครับ

ผมว่าหลักการเบื้องต้นเนี่ยมันเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทุกคนทราบเป็นอย่างดีนะครับ ธุรกิจที่มันจะดีได้นั้นมันจะต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้

1. มีกำไรในการทำธุรกิจ

มันก็เหมือนกับชีวิตของคนเดินดินอย่างเราๆนะครับ เรามีรายได้ มีรายจ่าย หากรายได้เราน้อยกว่ารายจ่ายก็เหมือนกับชีวิตติดลบ การทำธุรกิจของบริษัทต่างๆก็เช่นกันครับ ลงทุนไปแล้วจ่ายเงินกับต้นทุนต่างๆไปแล้วต้องเกิดกำไรขึ้น สิ่งที่ผมจะให้ความสำคัญมากๆก็คือ “กำไรขั้นต้น” เพราะมันบอกว่าธุรกิจนั้นน่าสนใจ

ธุรกิจที่น่าสนใจคือธุรกิจที่กำไรขั้นต้นเยอะ เวลาขายของกำไรเยอะๆไม่เหนื่อยด้วยเพราะขายได้น้อยก็ยังได้กำไรใช่ไหมครับ และหากกำไรขั้นต้นเยอะมันก็เอื้ออำนวยให้บริษัทมีส่วนต่างในการแข่งขัน เอางบประมาณมาทำอย่างอื่นได้หากเลือกได้เราก็คงชอบที่จะขายสินค้าที่กำไรชิ้นละ 300 บาท ดีกว่าไปนั่งขายของกำไรชิ้นละ 5 บาท และถ้าจะให้ดีก็ต้องดูว่า ที่กำไรชิ้นละ 300 เนี่ย มันขายได้เรื่อยๆไหม มีคู่แข่งและสินค้าสู้คู่แข่งได้หรือเปล่า ในแง่มุมการต่อรองกับคู่ค้าเป็นอย่างไร 

ส่วนต้นทุนในเรื่องอื่นๆไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนการบริหารงาน ต้นทุนทรัพย์สินที่ใช้ไปและต้นทุนทางการเงินพวกนี้ก็ต้องดูด้วยนะ ถ้าผู้บริหารให้ความสำคัญต่อการสร้างผลกำไรสุทธิด้วย เขาจะ Control ให้ ค่าบริหารงานกับต้นทุนทางการเงินมันอยู่กรอบที่สมควรครับ บริษัทที่ “กำไรสุทธิดี” ก็คือบริษัทที่มีกาเติบโตที่น่าลงทุน แต่ถ้าตั้งบริษัทลูกมาดูดเงินแล้วทำให้เกิดการขาดทุนเนี่ย ก็ไม่น่าสนใจที่จะลงทุนละ หุ้นที่กำไรดี กิจการโต มันก็น่าออมหุ้นไว้ใช่ไหมครับ

และอย่าลืมว่า บริษัทมีกำไรอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีเงินจากการทำธุรกิจจริงด้วย ในชีวิตจริงขายของมีกำไรแต่ไม่มีเงินก็เยอะแยะนะ ฮ่าๆ

2. บริษัทมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

เวลาธุรกิจมันเดินเนี่ย มันย่อมมี capacity ของมันอยู่ เช่น โรงงานหนึ่งผลิตบะหมี่ได้วันละ 10,000 ห่อ ถ้าเกิดสินค้านั้นมันมีความต้องการมากๆๆๆ กำไรดีซะด้วย และแรงการผลิตมันมีไม่พอต่อความต้องการ ถ้าดูเหมือนว่าระยะยาวแล้วคนน่าจะกินหมี่ยี่ห้อเรามากยิ่งขึ้น มันก็น่าจะสนใจที่จะต้องมีการขยายกิจการเพิ่ม การลงทุนเพิ่มมันย่อมสร้างโฮกาสในการสร้างผลกำไรของบริษัทสูงขึ้นในระยะยาวได้ วันนี้ขายได้ 10,000 ห่อ วันหน้าอาจจะได้ 100,000 ห่อ การลงทุนก็ควรเกิดขึ้นได้

การลงทุนควรเป็นลักษณะของธุรกิจที่ตัวเองเชี่ยวชาญ ทั้งนี้มันก็ต้องดูด้วยว่าจุดแข็งของบริษัทที่เราจะลงทุนนั้นเป็นอย่างไรและสามารถแข่งขันกับคู่แข่งอื่นๆ ที่จะเข้ามาชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในระยะยาวได้มากแค่ไหน ผมเองเลยชอบธุรกิจที่มีการขยายตัวไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะทำกำไรในอนาคตจากลูกค้าที่มีความต้องการมากขึ้น

ส่วนเรื่องการเพิ่มทุนกับหนี้สิน ผมว่ามันเป็นอะไรที่ไม่ใช่ปัญหามาก นักลงทุนหลายๆ คนกลัวบริษัทมีหนี้ แต่จริงๆแล้วมันต้องดูเหตุผลก่อนว่ามีหนี้ไปเพื่ออะไรและอยู่ในความสามารถของการจัดการของบริษัทหรือเปล่า เหมือนเราๆ ทั่วไปนี่แหระหากเรามีหนี้เพื่อจะเป็นรายได้และทรัพย์สินในอนาคตก็ย่อมดีกว่าการมีหนี้ที่มันไม่ได้จำเป็นและไม่ก่อให้เกิดรายได้

3. สร้างความมั่งคั่งให้กับนักลงทุนได้

นักลงทุนย่อมคาดหวังเสมอครับว่าธุรกิจนั้นจะมีกำไร และผลกำไรต้องตอบแทนการลงทุนได้สูงกว่าการฝากเงินและการลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ถ้าบริษัทที่ลงทุนนั้นมีกำไรและมีเงินสดเพิ่มขึ้น ก็ดูว่าเขาจะเอาไปทำอะไรต่อ ถ้านำไปสร้างความมั่งคั่งมากขึ้นจากการต่อยอดกิจการก็เป็นเรื่องที่ดี หรือ นักลงทุนเองก็อาจจะอยากได้ผลตอบแทนเป็นรูปแบบเงินปันผลเพื่อใช้เป็น passive income ในการดำรงชีวิต ส่วนตัวผมเองจึงมักจัด port ให้มีหุ้นที่มีนโยบาย ทั้ง 2 แบบ ส่วนหนึ่งลงทุนในหุ้นที่นำไปต่อยอดธุรกิจเสมอ และ อีกส่วนนำไปสร้างเป็นเงินปันผล

ซึ่งเมื่อสะสมไปเรื่อยๆมันจะมากขึ้นและสามารถช่วยให้เรามีเงินใช้และเพิ่มความสบายในการสร้างรายได้มากขึ้นครับ ทีนี้ก็อยู่ที่เราแล้วว่าเราจะนำเงินส่วนนี้ไปทำอะไรต่อ สร้างความสุขให้กับชีวิต ลงทุนเพิ่มเติม หรือนำไปมอบให้กับสังคมเพื่อทำให้มันดีขึ้น การลงทุนในบริษัทหนึ่งๆนั้นเราควรจะหาบริษัทที่มีกำไรเติบโต มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เราเองต้องสำรวจเสมอว่าธุรกิจที่ลงทุนนั้นมีความได้เปรียบต่อคู่แข่งมากขนาดไหนเพราะความได้เปรียบนั้นมันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย กระแส ความเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยี ถ้าเรามองต่อยอดไปยังการแข่งขันในปัจจุบันนั้น เช่น การเปิดการแข่งขันในแง่มุมของอาเซียน เราเองก็ต้องปรับตัวในการลงทุนเช่นกัน

หลักการต่อมาที่ผมมองมันจะเป็นหลักการในการแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลก

โดยทั่วไป ผมเองจะไม่ได้มองที่ประเทศไทยในการลงทุนอย่างเดียว แม้ตัวผมเองยังเน้นในการลงทุนในประเทศไทยก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมว่า การแข่งขันในสมัยนี้มันไร้พรมแดนมากและธุรกิจของไทยนั้นก็ตายหายไปจากการแข่งขันเยอะแยะ ซึ่งถ้าเรามามองในระดับแคบสุดก็คือรอบๆบ้านเราอย่าง AEC นั้นมีอะไร ผมเชื่อว่าธุรกิจในไทยที่แข่งขันได้มันก็มีให้เห็นๆ อยู่คือ

ธุรกิจที่พึ่งแรงงานที่มีทักษะ

ถ้าเราไปแข่งในเรื่องของแรงงานนะครับ จะพบได้ว่าประเทศรอบบ้านเรามีแรงงานที่ค่าแรงต่ำกว่าเราอยู่รายล้อมประเทศ หลายๆธุรกิจท

กองทุนเปิดใหม่ประจำสัปดาห์

กองทุนเปิดใหม่ประจำสัปดาห์ (3/9/14)

ก่อนอื่นผมคงต้องบอกว่า กองทุนที่น่าสนใจในครั้งนี้ คงหนีไม่พ้น กองทุน Healthcare อีกครั้งครับ (ออกกันมาเยอะ อะไรขนาดนี้)

กองทุน UOB Smart Global Healthcare  นั้นก็เป็นอีกกองทุนในกลุ่ม Healthcare ที่น่าสนใจครับ คราวนี้เรามาดูกันว่ากองทุนนี้มีทึ่มาที่ไปอย่างไรครับ

1. กองทุนนี้เป็นกองทุนที่ไปลงทุนกับกองทุน  United Global Healthcare Fund อีกทีครับ

2. กองทุนนี้เป็นกองทุนที่กลุ่มของ Wellington Management มาช่วยบริหารครับ หรือ รับจ้างบริหารกองทุนของ UOB นั่นเอง

หลายท่านอาจจะคุ้นกับชื่อของ Wellington Management  นี้….ใช่ครับ คือกลุ่มคนผู้บริหารกองทุน Wellington Management Portfolios (Dublin) Plc. Global Health Care Equity Portfolio เรียกได้ว่าเป็น แฝดคนละฝา กับ Bcare ของบัวหลวงครับ (ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าเป็นกองทุน กองเดียวกันเสียอีกครับ ถ้าคนไหนที่ผมได้ให้ข้อมูลผิดไปขออภัยด้วยนะครับ)

3. ผลตอบแทนกองทุนใกล้เคียงกับกองทุนของ Wellington Management Portfolios (Dublin) Plc. Global Health Care Equity Portfolio แต่อาจจะน้อยกว่าเล็กน้อยครับ ส่วนไส้ในของกองทุนก็คล้ายกันมากครับ ส่วนผลตอบแทนที่ต่างกัน อาจจะมาจากค่าธรรมเนียม หรือ ค่าใช้จ่ายในการจ้างมาบริหารกองทุนครับ

ส่วนการเปรียบเทียบกับกองทุนอื่น ๆ ในกลุ่ม Healthcare ด้วยกัน อ่านได้ที่นี่ครับ

ซึ่งผมคงต้องบอกว่า ผลตอบแทนของกองทุนนี้ก็คงมีแนวโน้มใกล้เคียงกันกับกองทุนอื่น ๆ ครับ

ดังนั้นท่านไหนที่สนใจลงทุนกับกองทุนนี้ ก็สามารถลงทุนได้นะครับ แต่ก็ต้องดูเรื่องค่าธรรมเนียม และ ขั้นต่ำในการลงทุนด้วยนะครับ

***รายละเอียดเพิ่มเติมครับ 

คราวนี้เรามาดูกองทุนที่น่าสนใจอีกกองทุนนึงครับ

นั่นก็คือ กองทุน K-GPROP ครับ เรามาดูกันนะครับว่ากองทุนนี้ทำอะไร และลงทุนกับกองทุนอะไรกันครับ

กองทุนนี้จะลงทุนในกองทุน Morgan Stanley Investment Funds Global Property, Class I ซึ่งจะลงทุนให้ตราสารทุนในหมวดอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และ/หรือบริษัทที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ และการลงทุนรูปแบบต่างๆที่มีฐานะการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น หน่วยลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Eatate Investment Trusts:REITs) และอื่น ๆ

พูดง่าย ๆ ว่าไปลงทุนกับกองทุนอสังหาฯ อีกที กับ หุ้นในกลุ่มของผู้ทำธุรกิจพัฒนาที่ดิน (พวกคอนโด ที่ดิน บ้านจัดสรร) ครับ

**รายละเอียดกองทุนกดที่นี่ครับ 

โดยผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 16 % ครับ (5 ปี ย้อนหลัง (กองทุนแม่เปิดมา 8 ปีครับ)) ซึ่งก็ถือว่าสูงทีเดียวครับ สำหรับกองทุนอสังหา ฯ

ที่กองทุนนี้น่าสนใจส่วนนึงเพราะว่าเป็นกองทุนที่ได้รับความนิยมเหมือนกันครับ ปัจจุบันเป็นกองทุนที่ใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลกเลยครับ

และผู้จัดการลงทุนลงทุนเน้นการลงทุนแบบ Bottom-up หรือดูจากพื้นฐานของ อสังหา ฯ หรือ หุ้นที่ไปลงทุนครับ

ยิ่งไปกว่านั้น !!! อสังหา ฯ ในสหรัฐเองก็ดูดีขึ้น หลังจากซบเซามานานครับ ตั้งแต่สมัย Hamburger Crisis ครับ

กองทุนนี้ไปลงทุนใน 3 ทวีปครับ 1 อเมริกา 2 เอชีย 3 ยุโรป แต่เน้นไปทาง สหรัฐประมาณ 27 % ของกองทุนครับ เนื่องจาก อสังหา ฯ ในสหรัฐเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดในโลกอยู่แล้วครับ ต่อมาเป็นที่เอเชียครับ โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น และ ฮ่องกงครับ  ส่วนที่น่าสนใจคือ อสังหา ฯ ในแต่ละที่ที่ไปลงทุนด้วยก็น่าสนใจครับเช่น  Unibail  ที่ทำเกี่ยวกับอสังหา ฯ และพื้นที่ของห้างดังทั่วฝรั่งเศสเลยครับ

ส่วนหลายท่านน่าจะคุ้นกับ Simon Property นะครับ (เจ้าของคือ สามีของคุณ ปุ๋ย–ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก นั่นเองครับ) ซึ่งเป็นเจ้าของอสังหา ฯ ที่ใหญ่มากในสหรัฐครับ (อันดับต้น ๆ เลยละครับ)

(ลงทุนกับกองทุนนี้ ไม่จำต้องเป็นต้องสวยระดับนางงามจักรวาล แค่มีเงิน 5000 บาท ก็เป็นผู้ถือหุ้นของ  Simon Property ได้แล้วครับ)

ส่วนความเสี่ยงที่ต้องดูคือ เรื่องของค่าเงินครับ เนื่องจากกองทุนนี้ ได้ลดความเสี่ยงจากค่าเงิน หรือทำการ Hedge ค่าเงินไว้ที่ประมาณ 75 % ครับ

ส่วนความเสี่ยงอีกด้านคือ จะมีความเสี่ยงระดับเดียว “หุ้น” เนื่องจากไปลงทุนในหุ้นอสังหาฯ นั่นเองครับ

ถ้าท่านไหนที่ชื่นชอบ อสังหา ฯ ผมว่ากองทุนนี้ก็น่าสนใจทีเดียวครับ แต่อย่างที่ผมได้บอกทุกครั้ง อย่าลืมตรวจสอบค่าธรรมเนียมกันด้วยนะครับว่าเป็นอย่างไร และคุ้มค่าที่จะลงทุนด้วยหรือไม่ครับ

“อย่าลืมนะครับว่าการลงทุนมีความเสี่ยง เราต้องศึกษาหาข้อมูลก่อนการลงทุนนะครับ”

เนื่องจากว่าดึกมากแล้ว วันนี้ผมขอลาไปก่อน สวัสดีครับ

เลือกกองทุนอย่างไร ให้คุ้มค่าทำเนียน

เนื่องจากมีคนถามเรื่องค่าธรรมเนียม เข้ามาเยอะเหมือนกัน ผมก็เลยถือโอกาสเขียนบทความอธิบายถึงค่าธรรมเนียมเลยจะดีกว่า

หลายท่านอาจจะคิดว่า เอ๊ะ ! หัวข้อนี้ผมเขียนผิดหรือไม่ ผมยืนยันครับว่าไม่ผิดแน่นอน

เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังครับว่า ทำไมผมถึงเรียกมันว่า “ค่าทำเนียน”

ก่อนที่จะไปเรื่องรายละเอียดของการเลือกกองทุนให้คุมค่าธรรมเนียมกัน เรามาดูก่อนนะครับ ว่ากองทุนนั้นเก็บค่าธรรมเนียมอะไรกันบ้าง

ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายในการที่เราจะต้องจ่ายเวลาซื้อกองทุนรวมกันครับ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

1. ค่าธรรมเนียมที่หักโดยตรงจากผู้ถือหน่วย (เวลาซื้อ-ขาย)

คือส่วนที่ต้องจ่ายให้กับ บลจ. และตัวแทนขาย โดยผู้ลงทุนจะต้องเสียค่าธรรมเนียมต่าง ๆเหมือนการซื้อขายหุ้นที่ต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้กับโบรกเกอร์รวมถึง เวลาที่มีการสับเปลี่ยนกองทุนยังด้วย ลองดูในFund Fact Sheet ตัวอย่างนะครับ ซึ่งในตอนที่ท่านกำลังจะซื้อกองทุนส่วนใหญ่เจ้าหน้าการตลาดกองทุนจะบอกรายละเอียดค่าใช้จ่ายให้ฟังอีกครั้งครับ

ส่วนการคำนวนว่าเราจะต้องซื้อกองทุนได้ที่ราคาเท่าไหร่ หรือ NAV ที่ได้รวมค่าธรรมเนียมในการซื้อ-ขายแล้วเป็นอย่างไรก็ทำได้ดังนี้ครับ

ราคาเสนอขาย คือ่ราคาที่กองทุนจะเสนอขายให้เรานั่นเอง (เรียกอีกอย่างว่า เราต้องซื้อราคานี้ !) ซึ่งการคำนวนง่าย ๆ ก็คือ
=> NAV+0.0001+ค่าธรรมเนียมในการซื้อ

ราคาเสนอซื้อ คือราคาที่กองทุนจะซื้อหน่วยลงทุนจากเรานั่งเอง (เรียกอีกอย่างว่า เราจะต้องขายราคานี้ !) ก็คือ
=> NAV– ค่าธรรมเนียมในการขาย

2. ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุน

โดยส่วนใหญ่ให้เราดูที่ Total Expense ได้เลย (ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เรียกเก็บจากกองทุน) แต่เรามักจะไม่เห็นค่าใช้จ่ายส่วนนี้เท่าใดนักเพราะจะค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเก็บหลังจากที่เราเป็นผู้ถือหน่วยลงทุนแล้วครับ คือรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายกองทุนในแต่ละวันที่คิด NAV นั่นเอง

หลักการคิดค่าธรรมเนียมแบบนี้ก็คือ นำ 1.81 %( เลขสมมติที่เป็น ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุน) หารด้วยจำนวนวันทำการใน 1 ปี จะได้เป็นค่าธรรมเนียมที่เป็น % ต่อวัน ทางกองทุนก็จะนำ ค่าธรรมเนียมที่เป็น % ต่อวันนี้ไปคูณกับมูลค่า NAV ของกองทุนเพื่อเรียกเก็บเป็นค่าใช้จ่ายต่อวันครับ และ NAV ที่เราเห็นบนหน้า web ของ แต่ละบลจ. นั้นก็ได้รวมค่าธรรมเนียมอันนี้ไปด้วยครับ

เลยทำให้เรารู้สึกว่าไม่มีครับ ดังนั้นผมจึงเรียกว่าขำ ๆ ว่า “ค่าทำเนียน” เพราะเราไม่ทันได้คิดถึงค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ถึงแม้ว่ามันจะเขียนนอยู่ใน Fund fact sheet และ หนังสือชี้ชวนก็ตามครับ โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้หลักๆประกอบไปด้วยค่าธรรมเนียมการจัดการ, ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์, ค่าธรรมเนียมนายทะเบียน, ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ จะมากหรือน้อย นั้นจะขึ้นอยู่กับประเภทของกองทุนรวม หากเป็นกองทุนประเภทที่บริหารง่ายๆ เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน, กองทุนตราสารหนี้ และ กองทุนแบบ Passive Fund ก็จะเก็บค่าใช้จ่ายต่ำ ในทางกลับกัน กองทุนไหนที่มีการบริหารซ้ำซ้อน เช่น กองทุนหุ้นแบบ Active Fund, กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ ก็จะเก็บค่าใช้จ่ายสูงตามไปด้วยครับ

แล้วค่าธรรมเนียมในส่วนนี้มีผลต่อการลงทุนด้วยเหรอ ??

ผมบอกได้เลยครับว่ามีผลต่อการลงทุนมากกว่าค่าธรรมเนียมแบบแรกอีกนะครับ

ผมขอยกตัวอย่างแบบนี้ละกันครับ

เช่น เราลงทุน 100 บาท

กองทุน A ได้กำไรต่อปี 10 % ค่าธรรมเนียม 2 %

กองทุน B ได้กำไรต่อปี 10 % ค่าธรรมเนียม 1 %

ดังนั้น กองทุน A จึงได้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าหากกองทุนทั้งสองให้ผลบตอบแทนที่เท่ากันนะครับ

สมมติเป็นเลขง่าย ๆ ดังนั้นครับ

กองทุน A ได้เงินเป็น 100 + 8 = 108 บาท

กองทุน B ได้เงินเห็น 100 +9 = 109 บาท

ปีถัดมา เหมือนเดิมเลยครับ

กองทุน A ได้กำไรต่อปี 10 % ค่าธรรมเนียม 2 %
กองทุน B ได้กำไรต่อปี 10 % ค่าธรรมเนียม 1 %

ดังนั้น กองทุน A ได้เงิน 108 + 8.64 = 116.64 บาท

กองทุน B ได้เงิน 109 + 9.81 = 118.81 บาท

จากตัวอย่างจะเห็นว่ายิ่งลงทุนนาน จะยิ่งเห็นความแตกต่างระหว่างกองทุนที่ค่าธรรมเนียมถูก กับกองทุนที่ค่าธรรมเนียมแพงครับ

ถ้าอย่างนั้นเราจะลงทุนอย่างไรดี ? ให้คุ้มค่าธรรมเนียมแบบนี้ดีละครับ ??
คำตอบนั้นง่ายมากเลยครับ

1. ซื้อกองทุนที่ค่าธรรมเนียมต่ำ ๆ

2. ซื้อกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้สูงมาก ๆ

แต่ว่า การที่เราจะใช้วิธีที่ผมได้บอกมานั้นก็ต้องขึ้นกับประเภทของกองทุนด้วยนะครับ เช่นกองทุนตลาดเงิน กองทุนที่ลงทุนแบบอ้างอิงดัชนี (Passive Fund) เราก็ควรที่จะเน้นไปที่การลงทุนกับกองทุนที่ค่าธรรมเนียมต่ำ ๆ ครับ

เนื่องจากกองทุนเหล่านี้ ค่าธรรมเนียมของกองทุนจะมีผลต่อผลตอบแทนค่อนข้างมากครับ เช่นกองทุนตลาดเงินให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ปีละประมาณ 2 % กว่า ๆ เท่านั้นครับ (ไม่ว่าผู้จัดการกองทุนจะพยายามเท่าไหร่) ดังนั้นถ้าค่าธรรมเนียมยิ่งแพงเท่าไหร่ ผลตอบแทนก็จะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเจนครับ ส่วนกองทุน Passive fund ก็เหมือนกันครับ ถ้าค่าธรรมเนียมแพง การที่กองทุนจะทำผลตอบแทนได้ผิดเพี๊ยนไปจาก ดัชนีอ้างอิงก็เป็นไปได้มากเช่นกันครับ

ส่วนกองทุนหุ้น หรือ กองทุนที่เน้นการทำกำไรสูง ๆ เราก็ควรที่จะดูผลตอบแทนของกองทุนเป็นหลักครับ ถ้ากองทุนให้ผลตอบแทนที่ดี ถึงแม้ว่ากองทุนอาจจะคิดค่าธรรมเนียมที่แพง แต่ถ้าเราลงทุนแล้ว ผลตอบแทนที่ได้หักด้วยค่าธรรมเนียม แล้วก็ยังมากกว่ากองทุนอื่น ๆ ในรูปแบบเดียวกันได้ ผมก็ว่ามันก็คุ้มค่าใช่ไหมครับ ?

ถ้าท่านไหนถือกองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดี และค่าธรรมเนียมยังต่ำอีก เรียกได้ว่าถูกหวย  2 เด้งเลยละครับ

ดังนั้นก่อนลงทุนอย่าลืมที่จะตรวจสอบค่าธรรมเนียมโดยเลือกกองทุนที่ค่าธรรมเนียมต่ำ ๆ และ ดูด้วยนะครับว่า ผลตอบแทนที่ได้นั้นคุ้มค่าหรือไม่ครับ ^_^

ค่าธรรมเนียมต่ำ แล้วผลตอบแทนต่ำก็ไม่ไหวครับ (เพลีย)

ส่วนวิธีเลือกกองทุนนั้นง่ายนิดเดียวครับ(แต่ยากเยอะเลย) เราก็เอากองทุนที่ผลตอบแทนดี ๆ (แบบใกล้เคียงกัน) มาวางเรียงกัน แล้วกองทุนไหนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำที่สุด(เน้นไปที่ค่าธรรมเนียมที่เก็บรายปีนะครับ)

3 กองทุนต่างประเทศที่น่าลงทุน

ก่อนจะไปถึงกองทุนต่างประเทศที่น่าลงทุน เรามาดูกันครับว่า กองทุนรวมประเภทนี้นั้นมีลักษณะอย่างไร และทำไมเราต้องลงทุนกับกองทุนประเภทนี้

โดยอ่านได้จากบทความนี้ครับ กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund: FIF)

แต่ถ้ายาวไปไม่อ่าน ผมได้สรุปไว้อย่างคราว ๆ ครับ(ถ้าท่านขี้เกียจอ่านก็มาดูที่ผมสรุปได้ครับ)

สิ่งที่ควรรู้ก่อนลงทุนกับกองทุน FIF  และทำไมกองทุนแบบนี้จึงน่าลงทุน ก็คือ

1. รูปแบบของกองทุน

ว่าเป็นแบบ Fund of Fund , Feeder Fund และ การที่บลจ. จ้างที่ปรึกษาการลงทุนเพื่อมาคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุนให้

2. ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บที่อาจจะมีการเก็บซ้ำซ้อนได้

เนื่องจากกองทุนที่ บลจ ไทยไปลงทุนด้วยก็มีการเก็บค่าธรรมเนียมแล้ว 1 รอบ มาเจอ บลจ ในไทยเก็บอีกรอบเลยทำให้ค่าธรรมเนียมค่อนข้างที่จะแพงกว่ากองทุนที่ลงทุนในประเทศ

3. ความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

ก็อาจจะทำให้เราขาดทุนได้ หรือได้กำไรมากกว่าเดิมก็เป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง แต่ถ้าท่านไหนที่ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารเรื่องของค่าเงิน บางกองทุนได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินไว้แล้วครับ

4. ความน่าสนใจของกองทุน FIF

ก็คือ การกระจายความเสี่ยงไปยังประเทศต่าง ๆ หรือ กระจายความเสี่ยงในระดับภูมิภาค

ซึ่งผมเชื่อว่า หลายท่านอาจจะมองข้ามไป และที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ เราก็ลืมไปว่าบางครั้งการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีนั้น ไม่ได้มีแค่ในประเทศไทยเราครับ

คราวนี้เรามาดูกองทุนต่างประเทศ ว่ามีกองทุนไหนที่น่าสนใจกันครับ

1. กองทุน SCB S&P500 ,ทหารไทย US500 และกองทุน ASP S&P500

สาเหตุที่ผมแนะนำกองทุนหุ้นในสหรัฐนั้นก็เพราะว่า ถ้าเราดูจากการลงทุนในระยะยาวแล้วละก็จะเห็นได้ว่า ตลาดหุ้นในสหรัฐเองถึงแม้ว่าจะเจอวิกฤตมาหลายครั้งหลายครา แต่ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ดี จากภาคเอกชนสหรัฐ(บริษัทต่าง ๆ ยังคงแข็งแกร่ง) และยังเป็นประเทศเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกนั้น ก็ยังทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐนั้นยังคงสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้เรื่อย ๆ และประเด็นที่น่าสนใจคือ คนสหรัฐเองก็ลงทุนในตลาดหุ้นค่อนข้างมาก โดยที่ไม่ต้องมีมาตราการอย่าง LTF มากระตุ้นในคนลงทุนในตลาดหุ้น ทำให้ตลาดหุ้นของสหรัฐนั้นค่อนข้างมีเสถียรภาพมากนั่นเอง

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ในช่วงนี้เศรษฐกิจสหรัฐเรียกได้ว่าเริ่มกลับมาดีขึ้นอย่างชัดเจนมากขึ้น หลังตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ปรับตัวขึ้นดีตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขอัตราการว่างงาน การซื้อบ้าน ดัชนีเงินเฟ้อที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น ทางธนาคารกลางสหรัฐเองก็มีแนวโน้มที่จะเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ย และส่งสัญญาณต่าง ๆ ในทางบวกมากขึ้นครับ

และที่ผมได้แนะนำให้ลงทุนกับกองทุนแบบ Passive Fund (ท่านไหนไม่ทราบว่า Passive Fund คืออะไรกดที่นี่ครับ)

เนื่องจากว่ากองทุน Active fund ที่ทำผลตอบแทนได้ดี และเอาชนะตลาด หรือ ลงทุนแล้วได้กำไรมากกว่ากองทุน Passive Fund ในสหรัฐนั้น หาได้ยากมากครับ ดังนั้นการลงทุนในสหรัฐ ด้วย Passive Fund ผมว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจ เนื่องจากค่าธรรมเนียมต่ำมากเมื่อเทียบกับกองทุนแบบ Active ครับ ส่วนระยะยาวยิ่งเราลงทุนนานเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้อัตราการขาดทุนน้อยลงครับ กองทุนแบบนี้อาจจะดูแล้วไม่ค่อยน่าสนใจ เพราะว่ามัน”น่าเบื่อ” ดูไม่มีลูกเล่น แต่ผมเชื่อว่า แมวแบบไหนก็จับหนูได้ครับ ยิ่งเป็นเรื่องการลงทุน เราควรสนใจผล มากกว่าความน่าสนใจ หรือ ลูกเล่น ใช่ไหมครับ ?

2. กองทุน SCB Nikkei 225 และ Asset Plus Stars Fund 6

คราวนี้เรามาดูกองทุนฝั่งญี่ปุ่นกันบ้างครับ ทำไมกองทุนญี่ปุ่นถึงน่าสนใจ ?
คำตอบก็คือ ช่วงนี้ญี่ปุ่นนั้นเริ่มที่จะ “กลับมา” (ไม่ได้ย้ายประเทศนะครับ) ผมหมายถึง เศรษฐกิจโดยรวมของทั้งประเทศญี่ปุ่นที่กำลังดูดีขึ้น จากนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการ เพิ่มการลงทุนซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐาน และพยายามทำให้ค่าเงินอ่อนตัวลง เพื่อให้ส่งออกได้ดีขึ้น เนื่องจากญี่ปุ่นเองนั้น เศรษฐกิจขึ้นกับอุตสาหกรรมหนัก และ การส่งออก นั่นเอง ข้อดีอีกประการคือ ทำให้ค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวนั้นถูกลงครับ

คราวนี้หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องเป็นการลงทุนแบบ Passive Fund อีกแล้ว ทั้ง ๆ ที่ ญี่ปุ่นเอง ตัวดัชนีนั้น ไม่ได้ปรับตัวขึ้น และ มีเสถียรภาพเท่ากับสหรัฐ และปัจจุบันตลาดหุ้นก็ยังไม่ได้กลับมาดีเหมือนเมื่อก่อน (ตามกราฟ) แถมดูแล้วยังคงเป็นแนวโน้มที่ดูแล้วอนาคตอาจจะไม่ดีก็ได้

แต่เนื่องจากช่วงนี้อย่างที่ผมได้อธิบายไปว่า รัฐบาลของนายก อาเบะ นั้นเริ่มที่จะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาดีขึ้น ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมามีการขึ้น VAT ทำให้การลงทุนกับกองทุนหุ้นที่มีสัดส่วนของการค้าปลีกในประเทศนั้นชะลอตัวลง ดังนั้นถ้าเราลงทุนกับกองทุนที่ลงทุนในดัชนี Nikkei 225 ที่เป็นหุ้นของบริษัทส่งออกเสียเป็นส่วนใหญ่ น่าจะทำให้ผลกระทบจาก VAT ลดลงครับ และน่าจะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินที่อ่อนลงไปด้วย

อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

แล้วก็อย่าลืม เรื่องการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินกันด้วยนะครับ ถ้าค่าเงินเยนอ่อน แน่นอนว่าจะกระทบต่อผลกำไรของเราแน่นอนครับ

3. กองทุน KF-EUROPE , กองทุน KT-EURO และ K-EUROPE

กองทุนยุโรป ทำไมน่าสนใจ หลายท่านอาจจะไม่เห็นด้วย เนื่องจากช่วงนี้เราจะได้ยินข่าวไม่ค่อยสู้ดีนักของกลุ่มประเทศที่อยู่ในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย และประกอบกับ สภาพเศรษฐกิจของยุโรปเองยังไม่แข็งแรงเท่าไหร่นัก

ซึ่งผมเรียกอาการแบบนี้ว่า ยังอยู่ในห้อง ICU ครับ (แต่พ้นขีดอันตรายแล้ว) ซึ่งต้องรอดูกันต่อครับ ว่าจะมีอาการแทรกซ้อนหรือไม่ อย่างไร แต่ถ้าโดยพื้นฐานทางเศรษฐกิจก็ยังคงมีความแข็งแรงอยู่ โดยเฉพาะประเทศพี่ใหญ่อย่างเยอรมันครับ

อ้าวแล้วทำไมยังแนะนำละเนี้ย !!

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save