ประเมินรายรับ-จำกัดรายจ่าย [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน 3/27]

จากตอนที่แล้วผมได้เล่าให้ฟังว่าชีวิตของเราเนี่ยมันมีเงินที่สามารถเอามาใช้ได้อยู่ 2 แหล่ง คือ เงินปัจจุบัน กับ เงินในอนาคต  ว่าแต่เพื่อนของผมแต่ละท่านนั้นใช้เงินส่วนไหนกันอยู่บ้าง แต่แน่นอนเลยหล่ะว่าพฤติกรรมของการใช้เงินของแต่ละคนย่อมส่งผลต่ออนาคตทางการเงินอยู่ไม่น้อยเลยล่ะครับ เงินปัจจุบันมันเป็นสิ่งที่เราสามารถเอาไปต่อยอดสร้างความมั่งคั่งในอนาคตได้ ในขณะที่เงินในอนาคตนั้นหากเราใช้มันขึ้นอาจจะกลายเป็นสิ่งที่กลับเข้ามาทำร้ายเงินในปัจจุบันได้ เพราะฉะนั้นแล้วการสร้างสถานะทางการเงินให้เงินปัจจุบันอยู่ในกระเป๋าเงินของเราได้ยิ่งนานเท่าไหร่ก็ยิ่งดีใช่ไหมครับ

พฤติกรรมทางการเงินของมนุษย์เงินเดือน คุณว่ามนุษย์เงินเดือนใช้เงินเก่งไหม? อย่างที่บอกไง เงินเดือนน้อย แต่วงเงินสูง อยากใช้เงินเมื่อไหร่ก็ใช้ได้! ใช้ก่อนจ่ายที่หลัง ยอมเป็นหนี้จากการใช้เงินในอนาคต ซึ่งหลายๆครั้งผมเองก็แอบสงสัยไม่ได้ว่าอะไรเป็นอุปสรรค์ของมนุษย์เงินเดือนที่ทำให้เก็บเงินไม่ได้? คำตอบมันก็มีจิปาทะมากไม่ว่าจะเป็นการบ่นว่า ฉันเงินเดือนน้อย ฉันมีภาระเยอะ ฉันต้องเอาเงินไปใช้จ่ายโน้นนี่ ซึ่งหลายๆครั้งเหตุผลต่างๆมันเป็นแค่ “ข้ออ้าง” ที่สนับสนุนให้เขาใช้เงินไปเรื่อยๆจนไม่เหลือเก็บครับ พฤติกรรมการใช้เงินนี่ล่ะที่จะบอกอนาคตของแต่ละคนเลยว่า ต่อไปเขาจะเป็นคนจนหรือคนรวย ซึ่งความแตกต่างระหว่างสถานะทางการเงินมันมีแค่เส้นบางๆที่เรียกว่า “เหลือเก็บ กับ เป็นหนี้”

  • คนรวย : มีรายรับมากกว่ารายจ่าย เขาจะมีเงินออมเกิดขึ้นมาในบัญชีเงินธนาคาร และสามารถเอาเงินนั้นไปสร้างความมั่งคั่งได้อีก
  • คนจน : มีรายรับน้อยกว่ารายจ่าย เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจะต้องหาเงินส่วนอื่นมาจ่าย ซึ่งมันก็ไม่พ้นเงินในอนาคตที่พาหนี้สินมาด้วย

เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วก็ต้องตัดสินใจกันนะครับว่าเราอยากจะเป็นคนรวยหรือคนจน ซึ่งหากจะเริ่มต้นนั้นก็เริ่มจากการสร้างสถานะทางการเงินให้รายรับมากกว่ารายจ่ายให้ได้   ต้องสร้างสถานะทางการเงินให้เป็นบวก วิธีการก็อาจจะเริ่มต้นด้วยการดูว่า ในชีวิตประจำวันนั้นมีการใช้จ่ายเงินอย่างไรบ้าง ยิ่งเป็นมนุษย์เงินเดือนยิ่งง่ายเลยครับ รู้เลยว่ารายได้เข้ามาวันไหน ไม่ 25 ก็ วันที่ 1 ของแต่ละเดือนนั่นเลยล่ะ แล้วเราก็มานั่งทำบันทึกรายรับรายจ่ายกันว่าเราได้ใช้เงินไปกับอะไรบ้างและดูว่าเราจะลดๆตรงไหนในส่วนที่ไม่จำเป็น ไว้ผมจะเล่าเทคนิคให้ฟังในคราวต่อๆไปว่าเราจะตรวจสอบรายจ่ายแต่ละประเภทอย่างไรได้บ้าง

เมื่อลดรายจ่ายเก็บออมมากขึ้นคุณจะมีความสุขมากที่ได้เห็นเงินในบัญชีมากขึ้นนะครับ การมีเงินในบัญชีเงินฝากมันมีข้อดีหลายๆอย่าง คือ เราสามารถป้องกันความเสี่ยงทางด้านการเงินได้ พูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือมีเงินสำรองมากขึ้นเพื่อใช้ในยามฉุกเฉินหรือยามวิกฤต ทำให้เราไม่ต้องไปเสี่ยงต่อการเป็นหนี้เพิ่ม บางคนเป็นหนี้ซ้ำซ้อนนะครับ นอกจากเงินไม่มียังมีปัญหาต้องทำให้เป็นหนี้มากกว่าเดิมอีก นอกจากนี้เรายังได้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยเงินฝากอีกด้วย บัญชีเงินฝากก็มีหลายแบบนะครับซึ่งอยู่ที่ว่าเราจะเลือกเอาเงินไปเก็บออมแบบไหนเพราะเงื่อนไขในรายละเอียดของแต่ละประเภทเงินฝากก็จะให้ผลตอบแทนไม่เหมือนกัน เช่น

  • เงินฝากกระแสรายวัน: เป็นบัญชีเงินฝากที่เคลื่อนไหวรายวัน มีความคล่องตัว โดยเฉพาะในแง่เอาไว้ใช้ทำธุรกิจ สามารถใช้จ่ายผ่านเช็คธนาคารแทนเงินสดได้
  • เงินฝากออมทรัพย์: เป็นบัญชีเหมาะกับการใช้จ่ายทั่วไป สามารถเบิกถอนได้สะดวกผ่านช่องทางต่างๆเช่นตู้ ATM และสามารถได้รับดอกเบี้ยเงินฝากได้ โดยในแต่ละปีธนาคารจะมีการจ่ายดอกเบี้ยจำนวน 2 ครั้ง
  • เงินฝากประจำ: เป็นเงินฝากระยะยาว เหมาะสำหรับคนที่มีเป้าหมายในการฝากไม่ว่าจะเป็น 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน 24 เดือน 36 เดือน บัญชีเงินฝากประจำนั้นจะให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์

ซึ่งทุกท่านสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บัญชีเงินฝาก นะครับว่าแต่ละประเภทบัญชีเป็นอย่างไรนะครับ การออมในเงินฝากจะเป็นก้าวแรกทีทำให้เราเกิดความมั่งคั่งได้ อย่างน้อยก็คือ สามารถเก็บออมและไม่มีความเสี่ยงใดๆ ประเมินรายรับรายจ่าย และ ลดค่าใช้จ่ายทั้งหลาย คุณจะพบกับเงินออมอย่างแน่นอนครับ นำไปฝากในบัญชีทีละนิดๆเราจะรวยขึ้นอย่างแน่นอน

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล

ผู้แต่งหนังสือ รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

19 เรื่องที่คน “รวย” เขาทำทุกวัน

วันนี้ขอแบ่งปันบทความดีๆ เรื่องนิสัยดีๆ 19 ประการของคนรวยกันบ้างครับ โดยมีที่มาจากบทความ “19 Things The Rich Do Every Day by Tom Corley” ซึ่งได้เคยแชร์ลงเพจ @TAXBugnoms ไปแล้ว และได้รับผลตอบรับที่ดีมาก เลยนำมาเขียนอธิบายเพิ่มเติมในบทความนี้อีกครั้งหนึ่งครับ

คนส่วนใหญ่มักจะมีความเชื่อว่า “ความรวยนั้นมาจากโอกาส ความสามารถ และประสบการณ์” แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการพัฒนาตัวเองเพื่อรอรับโอกาสดีๆที่จะเข้ามาโดยที่ไม่รู้ตัวต่างหากคร้าบ และทั้งหมดนี้คือ 20 ข้อ 20 เรื่องที่คนรวยเขาทำกันในทุกๆวันอย่างสม่ำเสมอ เรามาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้างครับ

1. กินอาหารขยะ (JunkFood) น้อยกว่า 300 แคลลอรี่ต่อวัน

การรับประทานอาหารขยะ หรืออาหารฟาดส์ฟู้ดส์บ่อยๆ สร้างภาระให้กับร่างกาย รวมถึงอาจจะเกิดโรคอ้วนได้อีกต่างหาก ดังนั้นการลดอาหารเหล่านี้ คือการสร้างวินัยที่ดีในการรับประทานอาหาร และสร้างสุขภาพให้แข็งแรง อย่างที่ใครหลายคนเคยว่าไว้ “ถ้าคุณยังมีสุขภาพร่างกายที่ไม่ดี สุขภาพการเงินของคุณอาจจะมีปัญหา เพราะต้องรักษาโรคร้าย” 

2. ตั้งเป้าหมายในความสำเร็จอย่างมุ่งมั่น

ชีวิตที่ดีเริ่มต้นที่เป้าหมาย ถ้าไม่มีเป้าหมาย เราก็ไม่รู้ว่าแต่ละวันเรานั้นจะเริ่มต้นอย่างไร และที่สำคัญกว่านั้นต้องไม่ลืมสะสมเป้าหมายความสำเร็จในแต่ละวันด้วยนะครับ 

3. ออกกำลังกายอย่างน้อยอาทิตย์ละ 4 วัน

กำลังกายที่ดี สร้างร่างกายให้แข็งแรง ทั้งประหยัดในการรักษาโรค แถมยังสร้างพลังในการทำงานอีกด้วย 4. ฟัง AudioBook (หนังสือเสียง) ระหว่างไปทำงาน : ระหว่างรถติด หรือระหว่างการเดินทาง การฟังเพลงอาจจะช่วยให้เราผ่อนคลาย แต่การฟังความรู้จากบทความต่างๆ ผ่านทาง Audiobook จะช่วยให้เราซึมซับแนวคิดดีๆ เพื่อการพัฒนาตัวเองอีกทางหนึ่ง 

4. สร้างรายการที่ต้องทำในแต่ละวัน (To do list)

โดยส่วนตัว @TAXBugnoms เขียนสิ่งที่้ต้องทำประมาณ 6 เรื่องต่อวันและพยายามทำมันให้สำเร็จ เพื่อสร้างเป้าหมายเล็กๆที่ทำให้เราสามารถรับรู้ความสำเร็จในแต่ละวัน

5. ให้ลูกๆอ่านหนังสือ (ไม่ใช่นิยาย) 2 เล่มต่อเดือน

ถือเป็นการสร้างวินัยในการอ่าน ให้เด็กๆเริ่มต้นรักการอ่าน 

6. ให้ลูกๆทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างน้อย 10 ชั่วโมงต่อเดือน

การทำเพื่อสังคมนั้น ทำให้เรารู้ว่า ถึงแม้วันนี้เราจะไม่รวย แต่เราก็สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้

7. โทรศัพท์เพื่ออวยพรวันเกิดผู้อื่น

เชื่อเถอะครับว่าการโทรศัพท์ไปหาแล้วบอกว่า “สุขสันต์วันเกิด” สร้างความรู้สึกดีให้กับผู้รับ และมันยังทำให้เค้าสามารถจดจำเราได้ดีกว่าการบอกทางหลังไมค์หรือข้อความอย่างแน่นอน 

8. เขียนเป้าหมายของเขาออกมา

นอกจากเป้าหมายเล็กๆ ในข้อ 5 อย่าลืมเขียนเป้าหมายใหญ่ในชีวิตไว้ด้วยนะครับ

9. อ่านหนังสืออย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน

หาความรู้ให้ตัวเองอยู่เสมอ เพราะการรักการอ่านเป็นรากฐานของความสำเร็จ 

10. พูดในสิ่งที่เขาคิด

เรียกง่ายๆว่าไม่ “โกหก” นั่นเองครับ

11. พบปะพูดคุยเพื่อสร้างสังคม อย่างน้อย 5 ชั่วโมงต่อเดือน

หาเพื่อนใหม่ หาสังคมใหม่ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจอย่างดีอีกทางหนึ่งครับ

12. ดูทีวีน้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน

ลด ละ เลิก สิ่งบันเทิงบ้าง เพื่อเอาเวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่น

13. ไม่ดูรายการ Reality

รายการ Reality ทำให้เราติดตามอย่างใจจดจ่อ ดังนั้นเราจะเสียเวลา

14. ตื่นก่อนเวลาทำงาน 3 ชั่วโมง

เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการทำงาน และจัดสรรสิ่งที่เราต้องการในแต่ละวัน

15. สอนสิ่งดีๆเพื่อสร้างความสำเร็จในแต่ละวันให้กับลูกๆ

การปลูกฝังความคิดดีๆ แนวทางสร้างชีวิตให้กับเด็กๆ เพื่อสร้างความคิดปูทางไปสู่จุดหมาย

16. เชื่อว่านิสัยที่ดีสร้างความสำเร็จมากกว่าโชค

17. เชื่อว่านิสัยแย่สร้างโชคร้ายแบบสุดๆ

นิสัยที่ดี หรือนิสัยที่ร้ายนั้น อยู่ที่เราเริ่มต้นทำด้วยตัวเอง ถ้าเราสร้างนิสัยดีๆ โชคดีก็จะตามมา แต่ถ้ามัวรอโชคชะตาก็คงไม่มีความหมาย เช่นเดียวกันกับนิสัยร้ายๆ เหมือนกัน เพราะสิ่งแย่ๆทุกอย่างในชีวิตนั้น มันเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน

18. เชื่อในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และเรียนรู้มันตลอดชีวิต

ผู้ใหญ่ที่ผมเคารพเคยบอกว่า “ไม่มีคนผิดพลาด มีแต่คนที่ผิดพลาดแล้วไม่มีการแก้ไข”

19. รักการอ่าน

ถ้าอ่านมาถึงข้อนี้ ยินดีด้วยครับ คุณมีคุณสมบัติของคนรวยอย่างน้อยก็ข้อหนึ่งแล้ว

อ่านจบแล้ว แล้วคิดว่าจริงไหมครับ ถ้าอยากรวยก็ต้องเริ่มจากนิสัยตัวเองเราก่อนนี่แหละ 🙂

[แบบทดสอบ] คุณเป็นคนแบบไหน ? มีจิตสำนึกในการใช้เงินอย่างไร?

กู้ดอีฟฟฟฟนิ่ง ดูดี๋ วันนี้พี่เกรย์มีแบบทดสอบจิตวิทยาที่จะบอกว่ามรุงเป็นคนแบบไหนและมีจิตสำนึกในการใช้เงินยังไงกันบ้างมาให้ลองทำกันดูครับสัส โดยแบบทดสอบที่ว่านี้มันมี 3 ข้อ ให้พวกมรุงลองตอบดูตามใจคิด เอาล่ะสัส เริ่มเลย

แบบทดสอบทั้งหมดสามข้อมันคือแบบทดสอบทางจิตวิทยา ที่จะบอกให้รู้ว่ามรุงเป็นคนอย่างไร และนี่คือเฉลยของกรุ

ถ้าทั้งหมดทุกข้อนี้ มรุงเลือกข้อ 1-4 มันแปลว่า “นิสัยมรุงมันชอบเสือกเรื่องชาวบ้านไงสัส”

แต่ถ้ามรุงเลือกข้อ 5 ทุกข้อก็แสดงว่ามรุงแม่มโลกสดใสงดงาม สายรุ้งฟรุ้งฟริ้งกระดิ่งแมวกิงก่องแก้วแล้วดีออก

กรุบอกเลย ใครจะจน ใครจะรวย ใครจะมีอะไร ใครจะใช้อะไร มันก็เรื่องของเขา ทำไมตัวมรุงแม่มถึงชอบเอาสิ่งที่เรียกว่าความคิดเราไปจับด้วยว่า สิ่งที่เขาทำมันถูกหรือผิด กรุบอกเลยสัส ตราบใดที่สิ่งที่เขาทำมันไม่ผิดกฎหมาย ไม่ทำร้ายตัวมรุงจนมีผลกระทบให้มรุงต้องลำบาก มรุงมีสิทธิอะไรที่จะไปด่าเขาวะสัส เพราะความคิดเรื่องการใช้เงินของแต่ละคนมันเป็นเรื่องของใครของมัน ตราบใดที่มันสบายใจและไม่ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้ มรุงก็ไม่มีสิทธิสั่งสอนเค้าหรอก

คนประเภทหนึ่งที่มรุงสอนได้ มันคือคนที่พร้อมจะรับฟังเท่านั้น

แต่ถ้าคนไหนไม่พร้อมจะรับ มรุงก็ไม่มีสิทธิด่าว่าเค้าโง่ไงจ๊ะ เบบี๋

แยกให้ออกระหว่างสิทธิกับหน้าที่

อย่าเอามันมาคลุกคลีรวมกันจนกลายเป็นโกโก้ครั๊นซ์ในมันสมองของมรุงจ๊ะ

กรุรู้นะ แม่มต้องมีคนคิดว่า แล้วกรุมีสิทธิอะไรมาสั่งสอนพวกมรุง กรุบอกเลยนะสัส กรุไม่ได้สั่งสอนอะไร แต่ต้องการจะบอกความคิดกรุให้พวกมรุงฟัง มรุงจะทำตามหรือไม่ทำตามก็เรื่องของมรุง เพราะกรุไม่มีสิทธิไปตัดสินพวกมรุง กรุแค่ถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์ให้พวกมรุงฟังเท่านั้น จงจำไว้ทุกลมหายใจว่า ความรู้อยู่ในอากาศ แต่คนประสาทจะชอบคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าคนอื่นเสมอ

ก่อนจากกัน … กรุฝากคำขวัญให้พวกมรุงคิด เผื่อจะเปลี่ยนชีวิตมรุงได้นะดวกส์

การขอให้คนจนประหยัดเนี่ยเนี่ยเป็นการดูถูกที่อัปลักษณ์อั๊กลี่ม๊ากมาก

มากพอๆ กับการไปบอกคนกำลังจะอดตายให้กินน้อยลงเลยล่ะ

นักเขียนบทละคร นักประพันธ์และกวีชาวไอริช

To recommend thrift to the poor is both grotesque and insulting.

It is like advising a man who is starving to eat less.

ออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wilde), 1881

The Soul of a Man Under Socialism, 1881

นักเขียนบทละคร นักประพันธ์และกวีชาวไอริช

มือใหม่ซื้อกองทุนอย่างไรให้แฮปปี้

ใครๆก็อยากมีความสุขในการลงทุนรวมถึงมีความมั่งคั่งใช่ไหมครับ สำหรับมือใหม่หลายๆคนที่อยากรวยนั้น เวลาคุณรู้สึกว่าเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์นั้นสามารถนำไปทำให้เกิดดอกออกผลได้ ก็จะมองทางเลือกใหม่เช่นการลงทุนต่างๆ แต่วิธีการลงทุนของเหล่ามือใหม่ที่ผมเห็นมานานคือ การเดินไปถามพนักงานหรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการลงทุนว่า

“ลงทุนอะไรดีผลตอบแทนเยอะๆ เอาแบบรวยเร็วๆ”

น่านนนน! แล้วถ้าคุณโชคดีก็จะรวยเร็วตามที่ฝัน แต่ถ้าคุณโชคไม่ดีคุณก็อาจจะรวยในความฝันและมานั่งเก็บเงินกันใหม่เลยก็ได้ สิ่งที่มือใหม่ควรจะทราบในการลงทุนนั้น ผมจะบอกให้ว่ามีอยู่ 4 ข้อง่ายๆดังนี้

ข้อที่ 1 ผลตอบแทนมันมาพร้อมกับความเสี่ยง

หลายๆคนคงจะเคยเห็นประโยคที่ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษา ข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน” คือบางทีมันเขียนไว้ตัวใหญ่ๆ ไว้ในหน้ากระดาษที่หนังสือชี้ชวนและตามเวปไซต์ รวมถึงมีการออกเสียงให้ฟังทางโทรทัศน์ แต่นักลงทุนหลายคนก็ยังคงไม่รู้ว่าความเสี่ยงมันเกี่ยวอย่างไรกับการลงทุน การลงทุนนั้นไม่ใช่การฝากเงินในธนาคาร การซื้อกองทุนก็เหมือนกับการนำเงินไปรวมกันให้ผู้จัดการกองทุนบริหารและลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พันธบัตร ตราสารหนี้ หุ้น อสังหาริมทรัพย์

เราต้องเข้าใจก่อนว่าการลงทุนนั้นขาดทุนได้ เราควรจะศึกษาความเสี่ยงของสิ่งที่เราลงทุนต่างๆ เช่น การให้เงินคนอื่นยืม เขาจะคืนเราไหม เราเอาเงินไปร่วมทุนกับบริษัท บริษัทจะเจริญเติบโตไหม เราเอาเงินไปลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ จะมีคนมาเช่า มาซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เราลงทุนไหม แต่ละอย่างมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน 

ยิ่งความเสี่ยงสูงโอกาสที่ได้ผลตอบแทนยิ่งสูง แต่ถ้าพลาดก็ตกม้าตายได้ จนลงได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งแรกที่เราต้องเปลี่ยนมุมมองก็คือ การดูความเสี่ยงของกองทุนแต่ละอย่างก่อนว่ามันเป็นอย่างไร อย่าเดินดุ่ยๆไปซื้อกองทุนโดยเลือกแต่อันที่ผลตอบแทนสูง ไม่เช่นนั้นความเสี่ยงจะตกอยู่ที่เราเอง

ข้อที่ 2 ดูตาม้าตาเรือก่อนลงทุน

คนเรามันเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน มันอยู่ที่ตัวเราด้วยนะ ต้องรู้จักตัวเองก่อน รู้จักตัวเองนั้นไม่ใช่การมโนและคิดเข้าข้างตัวเองว่าเรารับความเสี่ยงได้ๆ ลงทุนไปเลยกำไรชัวร์ๆ แต่เบื้องหลังมีภาระต้องใช้จ่ายเงินเต็มไปหมด ไม่ว่าค่าเทอมลูก ต้องส่งเงินให้พ่อแม่ ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แล้วถ้าเราเสี่ยงแบบทะลุมิติ กะรวยเร็วๆ แล้วเกิดพลาดพลั้งไปมันจะมีผลกระทบต่อชีวิตของเราอีกหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะต้องหาเงินมามากขึ้นเพื่อใช้หนี้และนำไปเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่อคิวเราอยู่

การจัดพอร์ตการลงทุนตามความเสี่ยงนั้นจะเป็นหนทางที่ช่วยเหลือเราได้ ถ้าเรายังวัยรุ่นกล้าท้าประลอง หนี้สินและภาระทางการเงินไม่ได้มีเยอะก็อาจจะจัดพอร์ตเป็นที่เน้นการลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงได้ เช่น กองทุนหุ้น แต่ถ้าเรารู้สึกว่าเรารับความเสี่ยงได้น้อย อย่างวัยมีครอบครัว วัยเกษียณ ก็ลดระดับความเสี่ยงมาลงทุนแบบผสมผสานให้เหมาะสมและเน้นไปทางกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำไปเลยอย่างกองทุนตราสารหนี้แทน 

ข้อที่ 3 จะลองกองทุนอะไรก็เทียบหลายๆเจ้าหน่อย

เข้าใจว่าบางคนเป็นแนวรักใครรักจริง เป็นลูกค้าของสถาบันการเงินแห่งไหนก็รักสุดใจ ใช้บริการแต่ของที่นั่นไม่เคยเปลี่ยนเจ้าเลย เปิดทั้งบัญชีธนาคาร กู้หนี้ยืมสิน บัตรเครดิต พอมาถึงเรื่องการซื้อกองทุนก็จะลงทุนกับเขาด้วยเพราะพนักงานน่ารัก

แต่เดี๋ยวก่อน เราต้องนึกถึงผลประโยชน์ทางการลงทุนของเราดีๆ นะครับ ก่อนจะซื้อกองทุนควรเปรียบเทียบเนื้อหาของกองทุนด้วย บางครั้งพอเราดูรายละเอียดแล้ว แม้จะมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนคล้ายๆกัน แต่ผลตอบแทนการลงทุนไม่เท่ากัน กองทุนบางกองผู้จัดการกองทุนก็เก่งมาก บริหารให้กำไรทะลุเป้า ในขณะที่บางกองทุนก็ไปเรื่อยๆ ตามอัตภาพและความเป็นไปของตลาด 

นอกจากเปรียบเรื่องผลตอบแทนแล้ว ก็ควรจะดูในเรื่องของธุรกิจที่เขาไปลงทุน นโยบายการลงทุน ค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บว่าอันไหนแพงกว่าถูกกว่า พอมองดูดีๆเราอาจจะเจอกองทุนถูกใจ ค่าธรรมเนียมต่ำแต่ผลตอบแทนสูงกว่าชาวบ้านก็เป็นได้  กองทุนมีให้เลือกเป็น 100 กอง จากการดำเนินกว่า 20 กว่าบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จะลงทุนทั้งทีก็หากองทุนดีๆ เหมาะสมกับเราดีกว่า

ข้อที่ 4 ขี้เกียจอ่านและหาข้อมูลเยอะๆ ก็โหลด Phillip Fund Supermart มาใช้เถอะมีข้อมูลครบ

พูดมาทั้งหมดเนี่ย รู้สึกว่ามันต้องใช้เวลาเยอะมากกว่าจะเดินไปทีละบริษัทจนครบ แล้วเอาข้อมูลมานั่งดูว่าอะไรดีไม่ดี ผมว่าเรามาโหลด Phillip Fund Supermart เลยดีกว่า เราสามารถตรวจสอบกองทุนได้ถึง 21 บริษัท และสามารถทำอะไรได้หลากหลายเหมือนการเอาเกือบทั้งตลาดกองทุนมาไว้ใน Application อันเดียว

Application นี้ มีอะไรที่โดดเด่นบ้างนะ

  • ตรวจสอบรายละเอียดกองทุนได้ ทั้งความเสี่ยง ผลตอบแทนย้อนหลัง ราคาซื้อขายปัจจุบัน
  • มีข้อมูลข่าวสาร บทวิเคราะห์ รวมถึงข้อมูลกองทุนใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา
  • ซื้อขาย Online ได้ ไม่ต้องเสียเวลาเดินไปธนาคารให้เปลืองเงินค่ารถ
  • เพียงแค่เปิดบัญชีเดียวกับทางหลักทรัพย์ฟิลิปส์ ซื้อกองทุนได้ถึง 21 บริษัท
  • สร้างพอร์ตการลงทุนจำลองเพื่อศึกษาความเป็นไปของกองทุนที่ชื่นชอบได้
  • หลังจากนี้เราคงไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งงมเข็มเดินตามหากองทุนและเปิดบัญชีจนสมุดบัญชีกองทุนเต็มบ้าน เพียงแค่ใช้บัญชีเดียว ซื้อขายใน Application เดียว ก็ทำให้ชีวิตคุณง่ายๆขึ้นได้

วิธีสร้างรายได้เดือนละ 5 หมื่นบาท โดยที่ไม่ต้องทำงาน

สวัสดีครับ ช่วงนี้ @TAXBugnoms เห็นว่ากระแส Hot Hit สำหรับเรื่องราวชิคๆอย่าง Passive Income หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของ “งานที่ไม่ต้องทำ แต่มีรายได้เป็นประจำในทุกๆเดือน” ค่อนข้างมาแรง ทำให้ใครหลายคนมีพลังใจอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสร้างสินทรัพย์ที่สร้างรายได้แบบนี้บ้าง

ทีนี้ก็มีคำถามมากมายว่า แล้วถ้าเราอยากจะมี Passive Income กับเค้าบ้าง เราต้องทำอย่างไร วันนี้เลยขอลองตั้งโจทย์ง่ายๆว่า ถ้าหากเราต้องการจะมีรายได้เดือนละ 5 หมื่นบาท (ปีละ 600,000 บาท) โดยที่ไม่ต้องทำงานเลยแม้แต่นิดเดียว เราควรจะไปลงทุนในอะไรบ้าง

  1. เงินฝากประจำธนาคารจำนวน 20 ล้านบาท ที่ได้รับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยประมาณ 3% ต่อปี
  2. หุ้นกู้จำนวน 15 ล้านบาท ที่ได้รับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยประมาณ 4% ต่อปี
  3. เงินลงทุนในหุ้นจำนวน 10 ล้านบาท ที่ได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 6% ต่อปี
  4. กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จำนวน 8 ล้านบาท ที่ได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 7.5% ต่อปี

หมายเหตุ : ตัวอย่างข้างต้นนี้ ไม่รวมผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากกำไรในเงินลงทุนต่างๆ จะคิดเฉพาะผลตอบแทนที่ได้รับเท่านั้น

เห็นไหมครับว่า ถ้าเราอยากมีเงินโดยที่ไม่ต้องทำงานจริงๆ สิ่งแรกที่เราต้องมีนั่นก็คือ “สินทรัพย์”
ว่าแต่เคยสังเกตตัวเองไหมครับว่าทุกๆวันนี้ เรากำลังสร้าง “สินทรัพย์” หรือ “ค่าใช้จ่าย” อยู่กันแน่

ถ้ากำลังสร้างสินทรัพย์ นั่นคือเรากำลังเข้าใกล้การสร้าง Passive Income

แต่ถ้าวันๆเรายังเมามันส์กับการใช้จ่าย การมีชีวิตแบบนั้นคงเป็นได้แค่ความฝันเท่านั้นแหละคร้าบ

นอกจากการสร้างสินทรัพย์แล้ว การสร้าง Passive Income ที่ดีนั้น เราต้องสำรวจตัวเองผ่านองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ เป้าหมาย สินทรัพย์ และวิธีการที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมาย โดยการตั้งคำถามกับตัวเองว่า

1. เป้าหมาย

เราต้องการรายได้ที่เป็น Passive Income เดือนละเท่าไร เพราะความต้องการและความจำเป็นในชีวิตของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน

2. สินทรัพย์

เราจะใช้สินทรัพย์ทางการเงินแบบไหนในการสร้างผลตอบแทนเพื่อการลงทุนบ้าง ซึ่งสินทรัพย์ที่เราเลือกก็จะแปรผันตามความเสี่ยงที่เรารับได้

3. วิธีการ

เปรียบเทียบระหว่าง “สินทรัพย์” และ “เป้าหมาย” ที่เราต้องการ ว่าสิ่งที่เราทำในวันนี้ทำให้เราไปสู่เป้าหมายได้หรือไหม ถ้าหากสินทรัพย์ที่เรามีไม่สามารถทำให้เราไปถึงเป้าหมาย ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้ก็คือการ “ลดเป้าหมาย” หรือ “เพิ่มสินทรัพย์”

สุดท้ายสิ่งสำคัญที่อยากจะย้ำก่อนจบบทความนี้ก็คือ การสร้าง Passive Income เป็นสิ่งที่ดีและควรทำ แต่อย่าลืมสิ่งที่ควรทำอย่างการสร้าง Active Income ที่สามารถนำพาชีวิตให้เราก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ด้วยนะคร้าบบ

มาคบเพื่อนรวยกันเถิด จะบังเกิดผล

มีหลายคนถามกรุมาตั้งแต่บทความคราวก่อนที่ชื่อว่า “6 นิสัยที่ทำให้คุณจนลงทุกวัน” มันสงสัยว่า “ทำไมการเลือกคบคนที่จนกว่าเสมอ” ถึงเป็นคำตอบของนิสัยที่จนลงทุกวัน คนเราที่แม่มจะแบ่งชนชั้นกันไปถึงไหนละ รุมด่ารุมประนามกรุว่าดูแต่เงิน เห็นแต่ค่าของเงินไม่สนใจความเป็นคนของคนเหล่านี้ เฮ้อ กรุฟังแล้วอยากจะยกทัพไปปาขี้พวกแม่มจริงๆเลย

วันนี้โอกาสดี กรุเลยจะมาไขคดีฆาตกรรมในห้องปิดตายให้พวกมรุงฟัง ว่าเหตุผลที่คนเรานั้นต้องคบเพื่อนรวยมันมาจากอะไรบ้าง ถ้าพวกมรุงพร้อมจะโดนกรุด่าก็อ่านต่อไปนะสัส

1. คนรวยฉลาดกว่าคนจน

ข้อแรกมานี่กรุก็ร้องเรียกหาบาทาคนดีแล้วสินะ อย่าเพิ่งสุด อดใจฟังกรุก่อน คนรวยที่ว่ามันคือคนที่ทำมาหาแดรกส์แล้วรวยได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่คนรวยที่แม่มครื่นเครงกับความเป็นลูกคุณหนู เอาเงินพ่อแม่มาล้างผลาญ หรือคนรวยสันดานระยำที่มันสร้างสรรค์ความเลว

คนรวยพวกนี้แม่มเจ๋งตรงที่มันสร้างตัวมาด้วยตัวเอง และถ้ามรุงมีโอกาสได้รู้จักคนพวกนี้ กรุรับประกันเลยสัส มรุงแม่มจะมีชีวิตที่ดีกว่าประมาณสามเท่าครึ่ง เพราะมรุงจะได้ดึงดูดความคิดของพวกเขา วิธีการทำงาน การสร้างMindset และที่สำคัญกว่านั้นคือ มรุงสามารถเรียนรู้ได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ เพราะมันถูกกลั่นกรองมาจากประสบการณ์ของเขาแล้วไงสัส

อ้อ… ถ้าจะแย้งว่าคนจนอย่างมรุงฉลาดกว่าคนรวย แล้วทำไมคนฉลาดอย่างมรุงแม่มถึงหาเงินได้ไม่เท่าเค้าสักทีวะสัส อันนี้กรุคิดมานานแล้วนะ เลยไปถามเด็กแถวบ้าน มันบอกว่า แหม…พี่เกรย์ก็ คนบางคนมันก็ฉลาดแต่เรืองโง่ๆไงครับ #สงสัยมันด่ากรุแน่ๆเลยแต่ทำไมกรุขรรม

2. คนรวยมีสังคมที่ดีกว่า

เดี๋ยวๆๆๆ พวกมรุงหยุดคิดคำว่า “สังคมที่ดีมันจะมีความสุขได้ไงวะ” ก่อนเลยนะ เพราะกรุกำลังจะบอกว่า สังคมที่ดี หมายถึง สังคมที่สร้างโอกาสในหน้าที่การงานในอนาคตได้ไงดวกส์ แน่นอนถ้ามรุงอยากมีชีวิตที่ดี อยากรวย อยากมีเงินใช้ไม่ขัดสน มรุงต้องหาสังคมที่สร้างมรุงขึ้นไปในระดับที่สูงกว่า

กรุถามคำหนึ่ง

ถ้ามรุงฝันอยากมี Passive Income มรุงจะไปนั่งหาที่สลัมไหมละดวกส์

3. (แถม) คนรวยกับคนดีต่างกัน

ข้อสุดท้ายนี้คือปัญหาหลักของพวกมรุงเลย มรุงเอาความรวยไปผูกติดกับความชั่ว เอาความจนไปผูกกับความดี ทุกวันนี้มรุงเลยกลายเป็นคนจนแถมยังชั่วที่คิดแต่เรื่องเพ้อเจ้อแบบนี้ไงสัส

เพราะ “ความรวยตรงข้ามความจน” ส่วน “ความดีตรงข้ามความชั่ว” ดังนั้นคนมันต้องมีทั้งหมดสี่ประเภท คือ คนรวยที่ดี คนรวยที่เลว คนจนที่ดี คนจนที่เลว มรุงก็เลือกเอาเองละกันว่ามรุงจะเป็นคนแบบไหน

สิ่งหนึ่งที่กรุอยากจะฝากไว้ คือ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราทุกคนแม่มอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้ แต่มรุงอย่าปฎิเสธโอกาสที่เข้ามา ปัญหาที่เข้าใส่ ด้วยการปลอบใจตัวเองแบบง่าวๆ ด้วยการดูถูกคนรวยว่าไม่มีความสุข เพราะนั่นแม่มคือความทุกข์ของคนรอบข้างที่มีเพื่อนจนๆที่น่ารำคาญอย่างมรุงไงดวกส์

รายรับสม่ำเสมอ-รายรับครั้งคราว [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน 4/27]

หลายๆครั้งที่ผมเห็นมนุษย์เงินเดือนท้อใจนะครับว่า ไม่ได้มีรายได้มากเหมือนการทำงานอิสระ ได้รับเงินเป็นเดือนๆไปแต่ต้องมาทำงานทั้งเดือน ในขณะที่คนทำงานอิสระสามารถหาเงินได้จากการรับจ้างทำงานแค่ไม่กี่วันก็สามารถได้รับรายได้เท่าๆกับเขาแล้ว แต่ลึกๆแล้วผมว่ามันก็ไม่ใช่ทุกคนนะครับ สิ่งที่เรามีมากกว่าหลายๆอาชีพที่ต้องเป็นเจ้านายตัวเองก็คือ การมีเงินเข้าทุกเดือนตามเงื่อนไขของบริษัท หากเราทำงานปกติไม่ได้มีการขาดงานบ่อยๆ สายๆบ่อยๆ ส่งมอบผลงานได้ ยังไงบริษัทก็จะจ่ายเงินเดือนให้ทุกเดือนอยู่แล้ว ในช่วงที่เกิดวิกฤตต่างๆ เช่น วิกฤตการเมือง น้ำท่วม ที่ทำให้ธุรกิจเดินต่อไม่ได้ คนทำอาชีพอิสระงานไม่เข้า รายได้หายไปหมดแต่คนที่ได้เงินเดือนประจำยังสามารถได้รับเงินเดือนต่อนะครับ

รายรับสม่ำเสมอ (เงินเดือน) = สามารถวางแผนการเงินเป็นประจำได้

เงินเดือนเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถวางแผนการเงินของตัวเองได้มากกว่าการรับเงินในรูปแบบอื่นๆ อันนี้ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ดีนะ เพราะคุณสามารถกำหนดได้เลยว่า คุณจะนำไปออมเท่าไหร่ จะเอาไปใช้จ่ายเท่าไหร่ตามแบบแผนของตัวเอง และแน่นอนว่า หลายๆคนก็อาจจะมีรายได้อื่นๆที่มาไม่ประจำ อาจจะมาแบบไม่รู้ตัวบ้าง เป็นการทำงานพิเศษ ค่าคอมมิชชั่น มรดก สร้างรายได้ตามเป้าหมาย ก็ทำให้มีรายได้อีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นรายได้ที่เป็นครั้งคราว

รายรับไม่ประจำ = สามารถนำมาการวางแผนการเงินเพิ่มเติมได้

หากคุณไม่แยกเงินสองส่วนนี้ออกมานะ บางครั้งเราอาจจะสับสนได้ว่า รายได้ของเราจริงๆแล้วมันเท่าไหร่กันแน่ และหากเราวางแผนทางการเงินผิดพลาดก็อาจจะทำให้เราเกิดปัญหาได้ ผมขอยกตัวอย่างเช่น ยอดมนุษย์เงินเดือนท่านหนึ่ง

  • มีเงินเดือน 20,000 บาท (รายรับสม่ำเสมอ)
  • ในเดือนนี้ถูกรางวัลล็อตเตอรี่ 10,000 บาท (รายรับครั้งคราว)
  • ในเดือนนี้ได้เบี้ยเลี้ยงจากการทำงาน 15,000 บาท (รายรับครั้งคราว)

หากเรามองเผินๆก็จะพบว่า เขามีรายได้ถึง 45,000 บาทเชียวนะ และมีอำนาจซื้อที่มากขึ้น เขาจะใช้เงินไปทั้งหมดเพื่อความสุขก็ได้ แต่หลายๆครั้งที่บางคนอาจจะพบกับภาพลวงตาว่า เขามีรายได้มากพอที่สามารถนำเงินไปก่อหนี้สินเพิ่มได้ จึงไปผ่อนโน้นผ่อนนี่ และเมื่อเขาเดินตามสิ่งที่เขาคิดโดยที่ไม่ได้ตรวจสอบและวางแผนให้ดี สุดท้ายแล้วมันจะจบที่การเกิดหนี้สินที่ไม่สามารถชำระได้ เพราะรายได้ในเดือนต่อๆมาจากรายรับที่ไม่ประจำมันไม่ครอบคลุมซะแล้ว นี่ล่ะเป็นความเสี่ยงของหลายๆคนที่จะต้องระวัง ฉะนั้นแล้วต้องอย่าลืมว่า รายรับที่มาเป็นครั้งคราวมันอาจจะมากมายแต่ก็เป็นไปได้ที่ว่ามันจะมาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น   ในแต่ละเดือนควรวางแผนรายรับอย่างไรบ้าง?

  • นำรายได้มาแจกแจงเลยครับว่าในแต่ละเดือนคุณมีรายรับประเภทไหนเท่าไหร่บ้าง
  • ส่วนที่เป็นรายได้ประจำ คุณเอามาวางแผนการเงิน กำหนดเงินออมและค่าใช้จ่าย อย่าสร้างภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายจากเงินก้อนนี้เกิน 80% ต่อเดือน
  • ส่วนที่เป็นรายได้ไม่ประจำ สามารถเอามาวางแผนการเงินเพิ่มเติมได้ โดยจำกัดค่าใช้จ่ายเป็นครั้งคราว ไม่ก่อหนี้สินระยะยาว และเก็บเงินในส่วนนี้เป็นทุนสำรองไว้เผื่ออนาคตเรามีเหตุต้องใช้เงินมากขึ้น ใช้เป็นทุนสำรอง หรือมีแผนการลงทุนที่จะสร้างความมั่งคั่งในอนาคตเพิ่มเติม

หากเราสามารถวางแผนทางการเงินในส่วนของรายรับได้แล้วว่า เราควรจะบริหารอย่างไร ใช้จ่ายสิ่งที่เป็นภาระผูกพันได้จากเงินก้อนไหน ไม่เกินเท่าไหร่ และส่วนที่เหลือถ้าเราได้เงินเพิ่มเติมมาเรื่อยๆ รับรองว่าคุณจะเก็บออมได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดเลยครับ

อ่านซีรี่ย์การเงิน ชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน ย้อนหลัง >> ที่นี่ 

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล

ผู้แต่งหนังสือ รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

5 วิธีบริหารเวลาให้เพิ่มเป็นสองเท่า

มีหลายคนถามกรุมาว่า กรุมีเวลาว่างขนาดนี้ได้ยังไง วันๆไม่ทำอะไรบ้างหรอ เอาแต่ปากหมาด่าคนไปวันๆ ทำไมถึงมีเวลาขนาดนี้ #พ่อรวยสินะ อ่านความเห็นพวกนี้ไปๆมาๆกรุเริ่มจะรำคาญ เลยคิดว่าควรจะบอกวิธีบริหารเวลาในสไตล์ของพี่เกรย์ Hey 1-2-3 ไม่ได้เป็นคนเกเร แค่อยากจะบอกไม่ได้เจ้าชู้ถ้าเธอเข้าใจก็โอเค #ไม่ใช่สัส

คนเราทุกคนแม่มมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่สิ่งที่ไม่เท่ากันมันคือการจัดการชีวิตของมรุง ดังนั้นกรุจะบอกให้ว่าในแต่ละวันสิ่งที่มรุงต้องทำมันคืออะไรบ้าง

1. นอนให้ได้วันละ 7 ชั่วโมง

เวลานอนที่เหมาะสมของคนปกติคือ 6 – 8 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้นพวกมรุงจงนอนในแต่ละวันให้ได้ประมาณ 7 ชั่วโมง แต่ถ้าวันไหนขี้เกียจมรุงจะนอน 8 ชั่วโมงกรุก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่มรุงต้องจัดการบริหารเวลาส่วนที่เหลือให้ดีที่สุดเท่าที่คนอย่างมรุงจะทำได้

2. เวลาที่เหลืออีก 17 ชั่วโมง มีสิ่งที่มรุงต้องทำดังต่อไปนี้

– ทำงาน
– แดรกส์
– ออกกำลังกาย
– ให้เวลากับสิ่งที่มรุงรัก
– ให้เวลากับคนที่มรุงรัก

มันแปลว่า ถ้ามรุงทำพวกนี้ได้ทั้งหมด นั่นคือสิ่งที่มรุงต้องทำในแต่ละวันมันหมดแล้วไงดวกส์ แต่กรุอยากจะเน้นอย่างละนิดละหน่อยให้พวกมรุงฟังละกันสัส ว่ามันต้องเพิ่มอะไรเข้าไปบ้าง

ทำงาน

มรุงจงทำงานอย่างตั้งใจ อย่าเสียเวลาไปเปล่าๆกับการเล่น Facebook, Twitter, Instagram หรือ Social Network ให้มันมากนัก คือถ้าจะเล่นมรุงก็เล่นได้ แต่ถ้ามรุงอยากเล่นจนทนไม่ไหวกรุว่ามรุงลาออกจากงานไปนั่งเล่นอยู่บ้านเหอะดวกส์ แม่มเปลืองค่าไฟ ค่าแอร์ แถมยังเงินเดือนที่เค้ามาจ่ายให้กับคนแย่ๆแบบมรุงอีกต่างหาก อ้อ และที่สำคัญ ถ้ามรุงแบ่งเวลาที่ชอบเสือกเรื่องชาวบ้านมาทำงาน หรือขยันเสือกทำงานให้เหมือนกับเสือกเรื่องชาวบ้าน กรุรับประกันเลยสัส มรุงแม่มจะทำงานได้เก่งสัส

แดรกส์

แดรกส์ของที่มีประโยชน์บ้างสัส แล้วก็ไม่ต้องแดรกส์ของแพงตลอดเวลา เก็บเงินไว้บ้างละกัน กรุรับประกันว่าถ้าวันๆมรุงเอาตังค์แดรกส์กาแฟสปาตักส์ไปลงทุนนะสัส รับประกันว่ามรุงแม่มอาจจะมีเงินล้านโดยที่ไม่รู้ตัว ถ้าไม่เชื่อมรุงลองถามไอ้แว่น คลินิกกองทุน เพื่อนกรุก็ได้สัส มันเคยเอาตารางเงินล้านมาโชว์ให้ดู แค่มรุงเก็บเงินเดือนละพันสองพันที่ต้องมาแดรกส์กาแฟไปลงทุนในกองทุน มรุงแม่มจะมีเงินล้านโดยที่ไม่อยากเชื่อตัวเองเลยดวกส์ แต่กรุไม่เชื่อว่ามรุงจะทำได้หรอกนะ หึ

ออกกำลังกาย

กรุบอกเลยสัส กรุนี่แม่มเป็นไอ้ลุงแก่ๆลงพุง สูง 160 หนัก 80 แต่กรุออกกำลังกายเป็นประจำครับสัส เวทเทรนนิ่ง คาร์ดิโอ โยคะ ฯลฯ กรุลองมาหมดแล้วดวกส์ กรุใช้วิธีแบ่งเวลาวันละประมาณ 30 นาทีมาออกกำลังกายให้ได้อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆกรุก็ทำงานบ้านแทนเมียทุกวัน แค่นั้นกรุก็ได้ออกกำลังกายแล้วไง

ให้เวลากับสิ่งที่มรุงรัก

มรุงรักอะไร มรุงมีความฝันอะไร มรุงแบ่งเวลาให้กับมันบ้าง ถ้าทำงานแล้วมันไม่สามารถทำให้มรุงไปถึงเป้าหมายชีวิต มรุงก็เปลี่ยนมาโดยใช้เวลาส่วนนี้พิชิตเป้าหมายแทนไงสัส แต่อย่าถามกรุนะว่าเป้าหมายที่มรุงต้องการคืออะไร เพราะถ้ามรุงตอบไม่ได้ มรุงแม่มก็เป็นได้แค่คนที่หายใจทิ้งไปวันๆ

ให้เวลากับคนที่มรุงรัก

ครอบครัว คนรัก เพื่อนฝูง ฯลฯ แบ่งเวลาเข้าสังคมบ้างสัส อย่ามัวแต่จมปลักอยู่กับงาน มรุงตายวันนี้เจ้านายเค้าหาคนใหม่ แต่เพื่อน พี่ น้อง ลูก พ่อ แม่ มรุงเค้ามีมรุงคนเดียวไงสัส แบ่งเวลามาให้เค้าบ้าง อย่างน้อยก็ให้รู้ว่าเราต่างต้องการกันและกันไงดวกส์

มรุงอาจจะไม่เชื่อว่าวิธีง่ายๆแค่นี้คือการบริหารเวลาให้มากขึ้นเป็นสองเท่าได้ แต่การบริหารเวลาที่ดีไม่ใช่แปลว่ามรุงต้องไปทำทุกสิ่งให้ได้ภายใน 1 วัน แต่มันคือการที่มรุงมีเวลาทุ่มเทให้กับสิ่งที่มันสำคัญในแต่ละวันต่างหากไง และถ้ามรุงทำได้ มรุงจะรู้เลยสัสว่าเวลามันมีจริงๆ แต่มรุงไม่เคยเห็นมันมีค่า เพราะมรุงไม่เคยรู้จักวางแผนในการจัดการเวลาต่างหาก

ก่อนจากกัน กรุมีเคล็ดลับจะฝากให้มรุงจำอยู่ 2 เรื่อง

1. เรื่องแรก มรุงจัดสรรความสำคัญของงานให้เป็น อย่าคลั่ง Multitasking (การทำงานหลายๆอย่างพร้อมกัน) ให้มันมากนัก

กรุเห็นหลายคนแม่มชอบเปิดซีรีย์ดูไปพร้อมๆกับทำงาน อาบน้ำก็ต้องดูละคร นอนก็ต้องฟังเพลง กรุบอกเลยสัสมรุงเอาสักอย่าง ชีวิตมรุงมันถูกลิขิตให้ใช้สมาธิเพียงอย่างเดียวเป็นหลัก ดังนั้นมรุงจงจัดลำดับความสำคัญของงาน ถ้างานไหนสำคัญ กรุบอกเลยสัส “ห้าม” เปิดอย่างอื่นทำไปด้วย ยกเว้นหายใจ ไม่งั้นมรุงตายไงดวกส์ #แม่มเคยมีคนง่าวมาถามกรุว่าหายใจตอนทำงานได้ไหมกรุเลยแนะนำให้มันตายๆไปเหอะสัส

2. เรื่องสอง เน้น Multitasking ในสิ่งที่ไม่สำคัญหรือไม่ต้องใช้ความสนใจทำไปพร้อมๆก้นได้

เช่น ระหว่างการเดินทาง พวกมรุงสามารถทำสิ่งที่มรุงอยากทำไปด้วยได้ เช่น มรุงจะเล่น Facebook บนรถไฟฟ้า อ่านอีบุ๊ก หนังสือพิมพ์ หรือทำอะไรก็ได้สัส ตราบใดที่มันไม่เกะกะใคร ไม่ระรานใคร ไม่แย่งชิงพื้นที่การยืนของใคร มรุงเล่นไปเลยสัส เต็มที่ #กรุรับผิดชอบเอง ไม่ต้องไปสนใจไอ้พวกประสาทที่แม่มชอบด่าว่า โอ้ยมาเล่นโซเชี่ยลบนรถไฟฟ้า เอาแต่สังคมก้มหน้า กรุถามหน่อยเหอะสัส ถ้ากรุไม่เล่นมรุงจะชวนกรุคุยหรือไงวะดวกส์ แต่ถ้ามรุงไปกับคนรู้จักหรือเพือนฝูง ญาติสนิทมิตรสหาย มรุงจะเล่นก้ได้ แต่มรุงต้องไม่ทำให้เค้ารู้สึกว่าเค้าหมดความสำคัญ แค่นั้นแหละ จัดการให้พอดีๆ ไม่ต้องกระแดะตึงไปถึงขั้นเล่นอะไรไม่ได้ และไม่ต้องจัญไรเป็นตัวของตัวเองขนาดหนัก มันน่ารำคาญ เครนะ

สุดท้าย… กรุบอกเลยสัส เคล็ดลับที่กรุพูดนี่แม่มโคตรธรรมดา คือ ใครๆแม่มก็ทำได้ แต่ที่มรุงทำไม่ได้เพราะมรุงไม่ทำไงสัส มันทำให้กรุรู้ไงว่า มรุงไม่ได้บริหารเวลาไม่เป็นหรอกนะ แต่มรุงแม่มบริหารความคิดของตัวเองไม่ได้ต่างหากไงสัส แล้วคนแบบนี้จะประสบความสำเร็จได้ไงวะ เอาแต่บอกตัวเองว่าทำไม่ได้ หรือไม่ก็ต้องตั้งคำถามว่าคนอื่นทำได้หรือเปล่า ถ้าคนอื่นทำไม่ได้มรุงก็ทำไม่ได้

จะรวยได้ยังไง ถ้าไม่รู้ใจตัวเอง

ยาวสัส แต่มรุงต้องอ่าน

ค้นหาตัวเอง ผ่านการบรรเลงของพี่เกรย์

หลายๆคนบ่นว่ากรุเขียนบทความวิงเวียนปวดหัวด้วยกรุมรุงสัส วันนี้กรุเลยขอจัดบทความชุดใหญ่สุดๆยิ่งกว่าดาวล้านดวง และกรุกล้าบอกเลยสัส บทความอันนี้แม่มจะเป็นบทความที่ดีที่สุดของกรุตั้งแต่เขียนมา เพราะมันคือแนวคิดและประสบการณ์ทั้งชีวิตของกรุที่กลั่นกรองผ่านมาเป็นตัวอักษรจำนวน 568 คำ และมันคือคำถามที่กรุได้รับบ่อยที่สุดตั้งแต่ทำเพจ Mr.Grayman V2 มา

หลายคนแม่มชอบมาถามกรุว่า “ค้นหาตัวเองยังไง” จะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่เราทำนั้นมันคือสิ่งที่ใช่ จะเชื่อได้ยังไงว่านั่นแม่มคึอโอกาสที่ไขว่คว้า และจะรู้ได้ยังไงว่ามันคือเป้าหมายของชีวิต อยากรู้ว่าตัวเองเหมาะกับงานอะไร อยากรู้ว่าอนาคตจะเป็นแบบไหน เราเลือกถูกทางหรือยัง เรากำลังทำลายฝันตัวเองหรือเปล่า เราอยากได้สิ่งที่เกินเอื้อมไปไหม เราจะทำอย่างไรต่อไปดี บลาๆๆๆๆๆ

กรุบอกเลยนะ…

กรุไม่รู้หรอกสัสสสสสสสสสส!!!!

ใครมันจะตอบคำถามนี้ได้วะดวกส์!!!!!!

แต่กรุขอถามมรุงหนึ่งประโยคว่า

มรุงลองย้อนคิดไปสิว่าที่ผ่านมาในชีวิต มีเรื่องไหนที่มรุงคิดถูกทั้งหมด 100% หรือเปล่า

คำตอบคือ “ไม่มีหรอกสัส” ไม่มีเรื่องไหนที่มรุงแม่มจะคิดถุกทั้งหมด แต่ทุกๆเรื่องที่มรุงทำมันจะมีทั้งผิดและถูก ผสมปนเปคละเคล้ากันไปเหมือนกาแฟ 3 in 1 มันผสมจนมรุงไม่รู้หรอกว่าส่วนไหนคือน้ำตาล ครีมเทียม หรือกาแฟอาราบิก้า แต่มรุงรู้แค่เพียงว่า “มันแดรกส์แล้วอร่อย”

ชีวิตของเราแม่มก็เป็นอย่างนั้น มีความจริงหนึ่งเดียวที่มรุงควรรู้ไว้ก็คือ “การกระทำของมรุงแม่มส่งผลในอนาคต” ดังนั้นสิ่งที่มรุงทำในวันนี้ มันจะส่งผลต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นตัวมรุงทั้งหมดแหละสัส เพียงแต่มรุงจะจับอะไรมาเชื่อมต่อกันเป็นสะพานแห่งความสำเร็จได้หรือเปล่า

มรุงเคยได้ยินคำว่า Connect the dots ไหมสัส

มันเป็นสุนทรพจน์ที่ศาสดาจ็อบ (Steve Jobs)

กล่าวไว้ในงานรับปริญญาของมหาลัยแสตนฟอร์ท

ป.ล. ตอนนั้นกรุไปเป็นช่างภาพรับปริญญาอยู่ที่นั่นไง กรุเลยได้ยินมา

ศาสดาจ็อบบอกไว้ว่า มรุงไม่สามารถที่จะเชื่อมต่อจุดไปข้างหน้าได้หรอกสัส แต่มรุงต้องเชื่อมต่อจากการมองย้อนจุดที่ผ่านมาแล้วว่ามันจะไปทิศทางไหนต่างหากไงดวกส์ เช่นเดียวกัน กรุเลยจะบอกว่ามรุงไม่มีวันรู้หรอกว่าทางข้างหน้าของชีวิตมรุงมันเป็นอย่างไร มรุงรู้อย่างเดียวคือประสบการณ์ที่ผ่านมาของพวกมรุงน่ะ มันจะช่วยอะไรมรุงได้ในวันนี้ที่มรุงกำลังมีชีวิตอยู่และไปสู่อนาคต

ทุกๆสิ่งที่มรุงทำ มันก็เหมือนจุดหนึ่งจุดที่จะเชื่อมโยงมรุงไปสู่อนาคต มรุงไม่รู้หรอกว่าวันนี้งานที่มรุงกำลังทำอยู่มันจะพามรุงไปสู่อนาคตได้หรือไม่ มรุงอาจจะบอกว่านี่คืองานที่รัก แต่อนาคตมรุงอาจจะอกหักเพราะความรักง่าวๆของมรุงก็ได้ ดังนั้น สิ่งที่มรุงเลือกทำในวันนี้ กรุขออย่างเดียวคือ มรุงต้องเชื่อมั่นมันอย่างสุดใจว่ามันคือสิ่งที่ดีที่สุดของชีวิตมรุงแล้ว

กรุเห็นหลายๆคนบ่นพร่ำเพร้อว่าอยาก จะมีชีวิตที่ดี แต่ทุกวันนี้ที่มรุงทำคือ เล่นเฟส เสพดราม่า พากันเสือกเรื่องชาวบ้าน ผลาญเงินพ่อเงินแม่ กินกระแช่และสาโทไปวันๆ กรุบอกเลยสัส มีจุดเดียวที่มรุงกำลังเชื่อมต่อ แม่มคือ จุดจบในชีวิตไงล่ะดวกส์

เอาล่ะสัส .. ย้อนกลับไปที่อดีตอีกครั้ง มรุงเคยตั้งคำถามไหมว่า ผ่านมาจนถึงวันนี้สิ่งที่มรุงลงมือทำไปทั้งหลาย มรุงได้เอามันมาเชื่อมต่อเป็นเส้นชีวิตของมรุงแล้วหรือยัง หรือมันแค่เป็นการฆ่าเวลาไปวันๆเพื่อให้มรุงนั้นเดินทางไปสู่ความตายเฉยๆ

ถ้ามรุงคิดว่าสิ่งที่มรุงทำในวันนี้ไม่ทำให้มรุงมีความสุข แล้วมรุงจะทนทำไปทำไมวะสัส ถ้าคำตอบมรุงคือ “เพื่อเงิน” หรือ “ภาระ” ดังนั้นมรุงต้องแบ่งส่วนหนึ่งของชีวิตมาเติมเต็มสิ่งที่ทำให้มรุงมีความสุขจงได้ บางทีมันอาจจะไม่ใช่ความสุขในวันนี้ แต่มันคือความสุขที่แท้จริงของมรุงในอนาคต

กรุไม่เคยแนะนำให้ใครทำตามความฝัน ลาออกจากงานมาตามหาสิ่งที่รัก แต่กรุขอให้มรุงอดทนทำสิ่งที่มรุงรักไปพร้อมๆกับภาระที่มรุงต้องแบก เพราะการทำงานที่ไม่รัก แม้มันจะทุกข์ แต่มันจะไม่ทำให้่มรุงอดตาย เพียงแต่มันจะทรมานแบบสัสๆ เพราะความฝันที่ไม่เป็นจริง มันเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งกว่าฝันร้ายอีกนะสัส

ความสนุก ความท้าทาย ความสุข ความเปลี่ยนแปลง

ทุกอย่างนั้นมันเป็นไปได้ด้วยสิ่งเดียว คือ “การมองของมรุง”

มรุงมองตัวเองในวันนี้ว่าเป็นอย่างไร มรุงก็จะเป็นอย่างนั้น

มรุงมองตัวเองว่ามรุงมีความสุข

มรุงก็จะมองหาความสุข

มรุงมองตัวเองว่ามรุงมีความทุกข์

มรุงก็จะยิ่งทุกข์สัสสัสสัส

การเปลี่ยนแปลงแม่มเกิดกับตัวของเราทุกเมื่อเชื่อวัน แต่การยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้นมันจะทำให้มรุงแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม และการที่มรุงจะเป็นคนที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้นั้น มรุงต้องเจอกับปัญหา เจอกับอุปสรรค เจอกับชีวิตที่ทำให้มรุงแทบล้มชักน้ำลายฟูมปาก แล้วมรุงจะรู้เลยสัสว่า ไม่มีอะไรยากในชีวิตมรุงอีกแล้ว

ยิ่งมรุงต้องการความสำเร็จมากแค่ไหน

มรุงยิ่งต้องการความเจ็บปวดมาเป็นแรงผลักดันมากเท่านั้น

ดังเช่นพี่บอยโกโบริเคยบอกกรุว่า

หากไม่รู้ถึงความเจ็บปวด ก็คงไม่ซึ่งถึงความสุขใจ

สุดท้ายนะสัส

มรุงไม่ต้องค้นหาตัวเอง มรุงจงค้นหาตัวตนจากสิ่งที่มรุงทำ

มรุงไม่ต้องถามหาความสนุกในสิ่งที่มรุงทำ แต่มรุงจงสนุกกับมันด้วยหัวใจ

รูปหนึ่งรูปเกิดจากเส้นนับร้อยนับพันเส้น

เส้นหนึ่งเส้นเกิดจากจุดนับร้อยนับพันจุด

ดังนั้นประสบการณ์และความสำเร็จในชีวิตมรุงก็เช่นเดียวกัน

มันไม่มีวันเกิดขึ้นด้วยความพยายามเพียงชั่วโมงเดียว

แต่มันต้องเคี่ยวกรำด้วยความสำเร็จเล็กๆนับร้อยนับพัน

จำไว้ท์

สนับสนุนโดย

ปากกาลูกลื่น Lancer Spiral

จุดหรือเส้น ลากได้ดี ไม่มีติดขัด ยกเว้นหมึกหมด

20 สถิติน่ารู้ของ”กองทุน”

เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีคนมาถามผมใน FB ว่า กองทุนกองแรกของไทยเรา เป็นกองทุนอะไร ผมเองก็อึ้งไปเหมือนกันครับ เพราะจำได้แค่ว่าเป็นชื่อแบบไทย มาก ๆ (ประมาณว่า สุพรรณหงษ์ ทรงภู่ห้อย ประมาณนั้นเลย) ประกอบกับพี่ท่านนึงได้บอกว่าอยากให้ผมรวบรวมสถิติต่าง ๆ ของกองทุนมาให้ดูแบบง่าย ๆ (มันง่ายคนอ่าน แตลำบากผู้เขียนนะครับ 55+ )

วันนี้ผมเลยพยายามเอาสถิตถที่น่าสนใจมาเป็นบทความแบบที่อ่านแล้วไม่ต้องเครียดกันบ้างครับ เรามาดูกันดีกว่าครับ ว่ามีสถิติ หรือ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอะไรที่น่าสนใจเกี่ยวกับกองทุนกันบ้างครับ

1. กองทุนกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ปีพ.ศ.  2423 ในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ไม่ได้เป็นรูปแบบกองทุนโดยตรง แต่มีลักษณะเป็นการระดมเงินทุนจากคนกลุ่มหนึ่งเพื่อไปลงทุนในหุ้นของกิจการที่เพิ่งเปิดดำเนินการ นั่นเองครับ  ต่อมาในปี พ.ศ. 2443 นายโรเบิร์ต เฟลมมิ่ง (Robert Fleming)  นักธุรกิจชาวสก็อตได้รวบรวมเงินทุนจากคนใกล้ชิดและเดินทาง ข้ามไปลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่าประสบความ สำเร็จเป็นอย่างมากจนเป็นที่นิยมแพร่หลาย จึงมีการจัดตั้งเป็น บริษัทจัดการลงทุนขึ้นเป็นแห่งแรกในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ (อ้าว เกิดที่สก๊อต ดันไปโตที่อเมริกาลูกครึ่งนี่หว่า !!) ใช้ชื่อว่า Robert Fleming & Co. (ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย http://www.set.or.th/setlearningcenter/files/example/ana_fund_edition3.pdf)

2. กองทุนกองแรกของสยามประเทศนั้นจัดตั้งในปี 2520 คือ กองทุน “กองทุนสินภิญโญ” ของ บลจ. MFC ครับ ด้วยขนาดกองทุน 100 ล้านบาท และอายุโครงการอยู่ที่ 10 ปี (โห 100 ล้าน เมื่อ 37 ปีที่แล้ว !!)

3. สุดยอดผู้จัดการกองทุนตลอดกาลคือ ปีเตอร์ ลินช์ เขาเป็นผู้จัดการกองทุนที่ Fidelity Magellan fund ระหว่างปี 1977 ถึง 1990   และะระหว่าง ที่เขาบริหารกองทุนนั้น เขาสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 29%ทบต้นต่อปีเป็นระยะเวลา 13 ปีติต่อกัน ที่น่าสนใจคือ เขาเคยเป็น “แค็ดดี้” มาก่อน !! (เห้ย !) (ที่มา : http://www.doctorwe.com/variety/20120427/734)

4. สุดยอดผู้จัดการกองทุนที่อีกท่านที่เก่งไม่แพ้กันก็คือ แอนโธนี่ โบลตัน โดยท่านนี้ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ถึง 19.5% ในระยะเวลา 28 ปี ระหว่างปี 1980-2007 (ที่มา : http://clubvi.com/2012/10/08/anthonybolton/) ถึงแม้จะได้ผลตอบแทนไม่เท่า ปีเตอร์ ลินช์ แต่ว่าทำผลตอบแทนได้ดีนานกว่านะคับ !

5. บลจ. ในไทยมีทั้งหมด 22 บลจ. ที่ไหนบ้าง เราไปดูกันครับ

http://oldweb.aimc.or.th/14_about_member_index.php?fund=FUA

และมีกองทุนทั้งหมดกว่า 1540 กองทุน ในปี 2015 (ข้อมูลจาก AIMC)

6. Bill Gross or “Bond King ” ชื่อของ Bill Gross นั้น  ในแวดวงนักลงทุนของไทยคงมีคนรู้จักน้อย   แต่ในสหรัฐนั้น  เขาเป็น “มือหนึ่ง” ในด้านการลงทุนในตลาดเงินและตราสารหนี้   กองทุน PIMCO หรือ Pacific Investment Management Co. ที่เขาช่วยก่อตั้งขึ้นกลายเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก   Bill Gross เองต้องดูแลรับผิดชอบบริหารเงินกว่า 200 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 6 ล้านล้านบาทซึ่งมากกว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลไทยหลายเท่า  มีการทำโพลเมื่อเร็ว ๆ  นี้ในแวดวงของนักการเงินพบว่า  Bill  Gross เป็นรองเพียง  วอเร็น บัฟเฟตต์  เท่านั้นในฐานะที่เป็นคนที่สามารถคาดการณ์และวิเคราะห์ภาวะตลาดการเงินในโลกได้แม่นยำที่สุด (http://clubvi.com) แต่ปัจจุบันแกลาออกแล้วนะครับ (-_-“)

7. มูลค่ารวมของ LTF และ RMF รวมกันประมาณ 3.5 แสนล้านบาท !!! ที่มา : AIMC

8. เรามาดู สถิติของกองทุน Trigger fundกันนะครับ ซึ่งยังคงออกมาเป็นทางเลือกให้ผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง เป็นแม้กระแสจะไม่แรงเหมือนปี 2556 ที่ผ่านมาก็ตาม และส่วนที่ต่างจากเมื่อปีที่แล้วก็คือ Trigger fund ส่วนใหญ่นั้นจะเน้นไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศรวมทั้งมีประเทศใหม่ๆอาทิ เกาหลีใต้ เยอรมัน และยุโรป เป็นต้น โดยตั้งแต่ต้นปี มี Trigger Fund ออกสู่ตลาด 34 กองทุน แบ่งเป็นที่เน้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศ 22 กองทุน และลงทุนในหุ้นไทย 12 กองทุน มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมกว่า 14,000 ล้านบาท โดยมีส่วนแบ่งเท่าๆกันทั้ง 2 ประเภท ส่วนผลการดำเนินการนั้น Trigger Fund ที่เน้นลงทุนในหุ้นไทยสามารถลงทุนและทำผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายจำนวน 7 กองทุน และ 5 กองทุนสำหรับกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังคงมี Trigger Fund ที่เหลือค้างมาจากปีที่แล้วและไม่สามารถทำผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายจึงต้องเปลี่ยนไปเป็นกองทุนหุ้นแบบปกติจำนวน 27 กองทุน ซึ่งโดยเฉลี่ยผลตอบแทนนั้นติดลบที่ -10% ซึ่งนี้คือสิ่งที่ยืนยันว่าการลงทุนใน Trigger Fund นั้นขึ้นอยู่กับจังหวะและเวลาในการลงทุนเป็นสำคัญ (ที่มา : http://www.morningstarthailand.com/)

9. คุณรู้ไหมว่า มูลค่าการซื้อ-ขายกองทุนตราสารหนี้มีมากกว่ากองทุนหุ้นอยู่ประมาณ 10 เท่า !! ที่มา : AIMC
(http://oldweb.aimc.or.th/21_overview_detail.php?nid=42&subid=0&ntype=2)

10. กองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ กองทุนบำนาญของประเทศญี่ปุ่นอาจจะนึกภาพไม่ออกกันว่าเยอะขนาดไหน เอาเป็นว่ามากกว่า GDP ประเทศไทยประมาณ 3-4 เท่าครับ (กองทุนบำนาญญี่ปุ่น:1.3 ล้านล้านดอลลาร์, GDP ไทย 3 แสนล้านดอลลาร์)
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/foreign

11. ไทยเป็นประเทศเดียวในโลกนี้ที่มีกองทุน LTFเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดหุ้น และกระตุ้นให้คนรู้จักการลงทุน โดยลดหย่อนภาษีให้กับบุคคลที่ซื้อกองทุนที่ถือครองครบตามข้อกำหนด

12. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด ถือครองสัดส่วน หรือ Market share ในตลาดกองทุนสูงสุด โดยมีสินทรัพย์ที่บริหารอยู่ประมาณ 873,114,079,902 บาท คิดเป็น 22.93% ของทั้งประเทศ (http://oldweb.aimc.or.th/21_infostats_nav.php)

13. กองทุนมีทั้งหมด 10 ประเภท แบ่งตามนโยบายการลงทุน แบ่งตามลักษณะโครงการได้ 2 ประเภท และ กองทุนแบบพิเศษอีก 6 แบบ (นี่มันค่ายกล หรือ กองทุน) (http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=1834)

14. กองทุนน้ำมัน และ กองทุนสินค้าเกษตร ไม่ได้เป็นการเข้าซื้อสินทรัพย์โดยตรง แต่เป็นการลงทุนกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับการลงทุนในระยะยาว(เหมาะกับการเก็งกำไรมากกว่า)

15. มูลค่าการลงทุนในกองทุนรวมต่อเงินฝากอยู่ที่ประมาณ 27% (ปี 2556)
(http://oldweb.aimc.or.th/21_overview_detail.php?nid=8&subid=0&ntype=2)

16. นักลงทุนเริ่มสนใจในกองทุนที่ลงทุนในหน่วยลงทุนต่างประเทศ(FIF) มากขึ้น ในปี 2556 คิด

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save