[Review] Plan Your Money : ตัวช่วยวางแผนการเงินง่ายๆได้ด้วยตัวเอง

ถึงแม้.. โรเบิร์ต คิโยซากิ เคยกล่าวไว้ว่า “การเงินเป็นเรื่องสำคัญ แต่โรงเรียนกลับไม่เคยสอน” แต่ทุกวันนี้ @TAXBugnoms เชื่อเหลือเกินครับว่า หลายๆคนกำลังเห็นความสำคัญของความรู้ทางการเงินมากขึ้น ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดเจนว่าคนไทยให้ความสนใจในเรื่องการเงินมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนังสือต่างๆ และงานสัมมนาดีๆที่มีเพิ่มขึ้นราวกับดอกเห็ด ซึ่งส่วนหนึ่งคงต้องยอมรับครับว่า เทคโนโลยี เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เราทุกคนเข้าถึงข้อมูลและแหล่งความรู้ต่างๆได้ดียิ่งขึ้น

แต่ความรู้ที่มีมากมายหลากหลายนั้น อาจจะทำให้หลายคนสงสัยว่า เอ๊ะ..แล้วมันมีเครื่องมือดีๆที่ช่วยให้เราวางแผนจัดการบริหารการเงินได้ง่ายขึ้น หรือทำให้เรื่องการเงินกลายเป็นเรื่องง่าย เพื่อประหยัดเวลาในการศึกษาและสร้างโอกาสในการลงทุนที่ดี แถมยังได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม ในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และที่สำคัญที่สุด จะมีใครใจดีให้เราใช้งานฟรีๆบ้างไหมเนี่ยยยยยยย (เอ่อ.. เยอะไปหน่อย  = =”)

ดังนั้น.. บทความในตอนนี้จึงขอนำเสนอ เครื่องมือวางแผนการเงินดีๆ ทีมีชื่อว่า Plan Your Money ซึ่งเป็นบริการดีๆ (และฟรี!!) จากทางธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือในการวางแผนการเงินและการลงทุนของเราในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การจัดพอร์ทลงทุน คำนวณภาษี วางแผนจัดการเงินออม และตรวจสอบสุขภาพทางการเงินไปพร้อมๆกัน ฮั่นแน่.. ฟังดูแล้วน่าสนใจใช่ไหมครับ เรามาดูกันต่อเลยดีกว่าว่าบริการนี้มีรายละเอียดอะไรบ้าง

เมื่อเข้าสู่หน้าเวปไซด์ Plan Your Money เวปไซด์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เราจะพบกับหน้าหลักคือหน้านี้ครับ ซึ่งจะเห็นว่ามีเมนูให้เลือกมากมายทั้งเป้าหมายการเงิน ข่าวสารกิจกรรม โปรโมชั่น การเรียนรู้การเงิน บริการ Plan Your money บริหารเงินตามช่วยวัย รวมถึง คำถามที่พบบ่อย ติดต่อสอบถาม และในส่วนของ เครื่องมือคำนวณ โดยบทความนี้จะทดลองการใช้งานในส่วนของ เครื่องมือคำนวณ ที่เป็นตัวช่วยในการวางแผนการเงินแบบง่ายๆ ซึ่งมีเครื่องมือทั้งหมด 9 ตัวให้เลือกใช้ตามความต้องการดังนี้ครับ

เครื่องมือจัดพอร์ทการลงทุน

1. จัดพอร์ทตามช่วงวัย

เป็นบริการจัดพอร์ทการลงทุน (Portfolio Management) ตามช่วงอายุต่างๆ เนื่องจากในแต่ละช่วงอายุนั้น สามารถยอมรับความเสี่ยงได้แตกต่างกัน ครับ ดังนั้นถ้าอยากเริ่มต้นลงทุนตามวัย ก็ลองใช้่เครื่องมือตัวนีช่วยจัดการให้ได้ครับ

ผมลองทดสอบโดยการกรอกข้อมูลลงไป พบว่าผลการคำนวณเป็นที่น่าพอใจครับ เพราะเครื่องมือตัวนี้บอกชัดเจนเลยว่า ในอายุช่วงนี้ เราควรจะลงทุนสินทรัพย์แต่ละประเภทในสัดส่วนเท่าไรบ้าง พร้อมทั้งประมาณการผลตอบแทนมาให้เรียบร้อยเลยครับ

2. จัดพอร์ทตามใจคุณ

ในส่วนนี้จะเป็นบริการจัดพอร์ทตามใจเรา โดยเราสามารถเลือกสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆตามที่ต้องการ เพื่อตรวจสอบว่ามีความเสี่ยงมากแค่ไหนและมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจำนวนเท่าไร ซึ่งทาง Plan Your Money จะเปรียบเทียบกับข้อมูลการ จัดพอร์ทตามช่วงวัย ให้เราไปพร้อมๆกันด้วยครับ

โดยข้อดีของเมนู จัดพอร์ทตามใจคุณ นั่นคือทำให้เรารู้ว่าการลงทุนที่เราเลือกนั้นจะมีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนเท่าไรและเมื่อเปรียบเทียบกับหลักการของการจัดพอร์ทตามวัยแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

อย่างข้อมูลการลงทุนของตัวผมเองนั้น พบว่าตัวเองสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมากกว่าคนวัยเดียวกัน ซึ่งมีข้อดีคือมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ก็มีโอกาสขาดทุนมากกว่าเช่นเดียวกันครับ ถือเป็นการพิจารณาแนวทางของตัวเอง ณ ขณะนั้นด้วยว่าเหมาะสมหรือไม่

3. ค้นหาความเสี่ยงที่รับได้

สำหรับตรวจสอบความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนของตัวเรา เพื่อให้รู้ว่าเราเหมาะกับการลงทุนในสินทรัพย์แบบไหน เพราะบางคนนั้นรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากันครับ ซึ่งตัวนี้เหมาะมากๆในการประเมินความเสี่ยงเริ่มต้นก่อนลงทุนครับ

4. พอร์ทลงทุนตามความเสี่ยง

เมื่อกรอกความเสี่ยงที่เรารับได้กับจำนวนเงินที่เราต้องการลงทุน เครื่องมือตัวนี้จะช่วยจัดการแบ่งสัดส่วนการลงทุนและจำนวนเงิน พร้อมทั้งประมาณการผลตอบแทนที่ได้รับให้เรียบร้อยในขั้นตอนเดียวเลยครับ สำหรับตัวพอร์ทการลงทุนตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้นั้น เหมาะสำหรับผู้ที่รู้ความเสี่ยงของตัวเองและจำนวนเงินลงทุนทีมีอยู่แล้วครับ

สำหรับเครื่องมือทั้งสี่ตัวแรกนี้ เหมาะสำหรับคนที่มีเงินก้อนจำนวนหนึ่ง และต้องการวางแผนบริหารเงินของตัวเอง (จัดพอร์ท) เพือที่จะได้รู้ว่าควรจะลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น เงินฝาก ตราสารหนี้ ประกันภัย ตราสารทุน ในสัดส่วนเท่าไร พร้อมทั้งประมาณผลตอบแทนที่คาดหวังไปพร้อมๆกันในครั้งเดียวครับ

โดยมือใหม่ที่เริ่มต้นใช้งานเครื่องมือกลุ่มนี้ ขอแนะนำให้เริ่มต้นจากการค้นหาความเสี่ยงที่รับได้ของตัวเราเองเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นถ้าต้องการประหยัดเวลาก็เลือกใช้วิธีจัด พอร์ทลงทุนตามความเสี่ยง ในขั้นตอนต่อไปครับ

แต่สำหรับคนที่มีการลงทุนอยู่แล้ว อยากจะทดลองการจัดพอร์ทด้วยตัวเองว่าเหมาะสมไหม ขอแนะนำให้ใช้บริการ จัดพอร์ทตามใจคุณ เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูล การจัดพอร์ทตามช่วงวัย เพื่อวิเคราะห์พอร์ทการลงทุนที่ดีที่สุดของตัวเองครับ

เครื่องมือวางแผนภาษี

นอกจากการจัดการพอร์ทลงทุนแล้ว Plan Your Money ยังมีเครื่องมือช่วยคำนวณภาษีเบื้องต้น สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ยังไม่ได้วางแผนบริหารจัดการภาษีของตัวเอง ให้สามารถวางแผนบริหารจัดการภาษีด้วยการออมอย่างเบี้ยประกันชีวิต, LTF และ RMF ให้สามารถวางแผน

วิเคราะห์เศรษฐกิจ ส่งท้ายปี 2014 ที่นักลงทุนกองทุนต้องรู้(ต่อ)

หลายคนบ่นกันเมื่อวานครับ ว่าอยากอ่านให้จบ แต่เนื่องจากว่ามันยาวมากจริงๆครับ เลยต้องขอแบ่งเป็น 2 ตอน อย่ามัวเสียเวลา เรามาดูกันเลยดีกว่า

ต่อมาเรามาดูญี่ปุ่นกับครับ

จากเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2014 ที่ประเทศญี่ปุ่นได้มีการปรับเพิ่ม VAT หรือเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มขึ้นนั่นเองครับ ที่ผ่านมาญี่ปุ่นได้มีการปรับขึ้น VAT จาก 5 % เป็น 8% ซึ่งผลจากการขึ้น VAT นี้ในครั้งนี้ นอกจากจะทำให้สินค้าต่าง ๆ ในประเทศต้องปรับราคาขึ้นมาทำให้นักท่องเที่ยวของไทย ที่ไปญี่ปุ่นในช่วงหลังเดือนเมษายน เป็นต้นมา ต้องเผชิญกับข้าวของที่แพงขึ้นแล้ว ก็ยังมีประเด็นที่น่าสนใจโดยตรงต่อเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นในญี่ปุ่นค่อนข้างมากครับ

ช่วง 15 ปีที่ผ่านมานั้นประเทศญี่ปุ่นมีการขาดดุลการค้าที่ค่อนข้างมาก รวมมีหนี้สูงถึง 212% เกินกว่า GDP ของตนเอง แต่ส่วนใหญ่เจ้าหนี้จะเป็นประชาชนญี่ปุ่นเอง จึงไม่ค่อยมีปัญหาในการจ่ายหนี้ แต่ก็ยังอยู่ในภาวะเงินฝืด เพราะประชาชนส่วนใหญ่จะเก็บเงินไว้ค่อนข้างมาก

ดังนั้นหลังจากมีการใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงินขึ้น ทำให้ประเทศที่มีภาวะถดถอยเป็นเวลานานเริ่มที่จะฟื้นตัวได้ และหลุดพ้นจากการถดถอยได้เป็นผลสำเร็จ ต่อมาจึงมีแนวคิดที่จะลดภาระหนี้สินที่เกิดขึ้น โดยดึงเม็ดเงินจากประชาชนออกมา ด้วยการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น จึงเป็นผลให้สินค้าที่ใช้บริโภคภายในประเทศทั้งหมดนั้นมีราคาเพิ่มขึ้น ถ้ามองในมุมของผู้บริโภคนั้นดูเหมือนจะเป็นการกดดันให้คนไม่กล้าใช้เงินมาก แต่ทางการญี่ปุ่นเองก็ได้ใช้มาตราการต่างๆ เช่น ให้บริษัททยอยขึ้นเงินเดือนพนักงานไว้ก่อนหน้านี้แล้ว และทำต่อเนื่องหลังการขึ้น VAT ครั้งนี้ ถ้าหากการชะลอตัวของการซื้อสินค้ามากเกินกว่าที่รัฐบาลญี่ปุ่นคาดการณ์ไว้ รัฐบาลก็มีความพร้อมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ดังนั้นจึงมีหลายฝ่ายได้คาดการณ์ว่าการปรับเพิ่ม VAT ในครั้งนี้คงจะกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นแค่เพียงช่วงสั้น ๆ เท่านั้น แต่จุดสำคัญคือ การปรับ VAT ขึ้นนั้นจะกระทบต่อผลประกอบการ และ ราคาของหุ้นในตลาดหุ้นญี่ปุ่นในรูปแบบไหนกันแน่ ซึ่งการเพิ่ม VAT ในช่วงแรกนั้นจะทำให้บริษัทที่ขายสินค้าอุปโภค-บริโภค มีรายได้ที่ลดลงเนื่องจากประชาชนอาจจะมีการชะลอการซื้อสินค้าฟุ่มเฟื่อยต่าง ๆ ออกไป เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยไปแล้วก่อนที่ VAT จะขึ้นไปก่อนหน้านี้ และมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ ครับ เศรษฐกิจญี่ปุ่นเองยังคงมีปัญหาจากที่การบริโภคลดลงครับ แต่ก็ต้องดูกันต่อนะครับ

ข้อสำคัญอีกประการที่เราคาดว่าที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ใช้วิธีการเพิ่ม VAT ในครั้งนี้ เพราะประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีการผลิตเพื่อการส่งออกค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนักอย่างรถยนต์ และเครื่องจักร ต่าง ๆ ดังนั้นการขึ้น VAT ในครั้งนี้คงจะส่งผลต่อบริษัทที่ส่งออกค่อนข้างจะน้อยกว่าบริษัทในกลุ่มที่เป็นการค้าปลีกภายในประเทศ รวมถึงก่อนหน้านี้ ได้มีการผ่อนคลายนโยบายการเงินค่อนข้างมาก ทำให้ค่าเงินอ่อนลงเหมาะสมกับการส่งออกสินค้าไปยังนอกประเทศอีกด้วย

ประเด็นที่สำคัญก็คือ การลงทุนในกองทุนญี่ปุ่นที่มีอยู่ในขณะนี้ ที่ลงทุนในหุ้นที่มีขนาดเล็กนั้นอาจจะได้รับผลกระทบมากกว่า การลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่เน้นการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบต่อการปรับขึ้นของ VAT ในครั้งนี้ น้อยกว่าการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่ไม่ได้เน้นการส่งออกนั่นเอง

ถึงแม้ช่วงนี้ญี่ปุ่นจะดูน่าสนใจ เพราะว่าญี่ปุ่นนั้นเริ่มที่จะ “กลับมา” ผมหมายถึง เศรษฐกิจโดยรวมของทั้งประเทศญี่ปุ่นที่กำลังดูดีขึ้น จากนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการ เพิ่มการลงทุนซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐาน และพยายามทำให้ค่าเงินอ่อนตัวลง เพื่อให้ส่งออกได้ดีขึ้น เนื่องจากญี่ปุ่นเองนั้น เศรษฐกิจขึ้นกับอุตสาหกรรมหนัก และ การส่งออก นั่นเอง

ข้อดีอีกประการคือ ทำให้ค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวนั้นถูกลงครับ แต่ทว่า เรื่องที่น่ากังวลเรื่องสุดท้าย คือ การเพิ่ม VAT อีกครั้งในปีหน้าครับ !! คือ ในช่วงประมาณเดือนตุลาคม หรือ อีกประมาณ 1 ปีข้างหน้านี้ จะมีการขึ้นจาก 8% ไปเป็น 10 % ครับ (โอ้ว!!) ซึ่งผมมองแล้วว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นถึงจะดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้ดีขึ้นมาก จนเราวางใจได้ว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่น หรือ เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะฟื้นได้จริง ๆ ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อครับ ว่า นายก อาเบะ จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร หรือ จะเลื่อนการขึ้น VAT ออกไปจนทุกอย่างดีขึ้น ?? คงต้องเอาใจช่วยกันนะครับ สู้ต่อไป ทาเคชิ !!! ไม่ใช่สิ นายก อาเบะ !!! สรุป ญี่ปุ่นต้องรอดูทีท่าของรัฐบาล และ แนวโน้มการบริโภคว่าจะเติบโตได้หรือไม่ครับ

สุดท้ายเรามาดูกันที่ประเทศไทยของเรากันนะครับ

บ้านเราหลังจากที่ คสช. ได้เข้ามาควบคุมสถานการณ์ และได้มีการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงมีการปฏิรูปหลายด้าน ก็ดูเหมือนว่ากำลังจะไปได้ด้วยดีครับ แต่เราก็ต้องติดตามกันต่อครับ ว่าการบริหารงานของรัฐบาลนี้ จะออกมาเป็นอย่างไรครับ ส่วนการปฏิรูป ภาษี และ พลังงานก็ดูแล้ว น่าสนใจมาก ๆ ครับ แต่ก็ยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนยังไม่ได้

แต่ปลายปีนี้ – กลางปีหน้า เราอาจจะได้เห็นอะไร ๆ ใหม่ ๆ ในประเทศไทยเราอย่างแน่นอนครับ แต่เนื่องจากว่าตลาดหุ้นบ้านเรามันขึ้นกับตลาดต่างประเทศด้วยครับ ดังนั้น เรามาดูกันครับ ว่าถ้า ประเทศต่าง ๆ ที่ดูแล้วปีนี้มีเศรษฐกิจที่ดูดีขึ้น เกือบทั้งหมดจะส่งผลต่อบ้านเราอย่างไรกันครับ ดังนั้นปัจจัยภายในบ้านเราผมยังมองว่าไม่บวก ไม่ลบครับ และไม่น่าที่จะมีปัญหาอะไรในระยะ 1-2 ปีนี้ครับ

ผลกระทบจากการที่สหรัฐขึ้นอัตราดอกเบี้ย  ?? โอ้เป็นคำถามที่ดีครับ (ใครถามอีกละ ?)

ผลกระทบคือ ตลาดหุ้นบ้านเราอาจจะปรับตัวลดลงได้ครับ แต่ผมเชื่อว่าไม่มาก เนื่องจากการปรับดอกเบี้ยขึ้นของสหรัฐ คงไม่ได้ขึ้นแบบ พรวดพราด ดังนั้นไม่ต้องกังวลไปครับ ถ้าเรามั่นใจว่าพื้นฐานเศรษฐกิจในบ้านเราดี ต่างชาติก็ต้องมาลงทุ&

ขายตรง ทำจริง เจ็บจริง ไม่ใช้สลิงค์ ไม่ใช้สตั้น

จากบทความต่อต้านพวกขายตรงแบบผิดๆของกรุ “เหตุผลที่คนขายตรง ไม่มีวันประสบความสำเร็จ” ก็มีแควนเพจหลายคนมาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง และนี่คือประสบการณ์จริงชนิดที่เรียกว่า ทำจริง เจ็บจริง ไม่ใช่สลิงค์ ไม่ใช้สตั้น จากแควนนเพจหนึ่งคนที่แม่มยิ่งกว่านิยายน้ำเน่าเสียอีกสัส กรุเลยเอามาแชร์ให้พวกมรุงลองอ่านกันดู….

มาตอบให้ ด้วยเหตุที่เคยง่าวหลงกลไปทำอยู่ 2 ปี เสียการเรียน เสียเพื่อน เสียเงิน เสียแม่งทุกอย่างแหล่ะเอาจริงๆ และคาดว่าที่เจอมาในบทความน่าจะอันเดียวกัน เหตุผลที่คนขายตรง ไม่มีวันประสบความสำเร็จ และดูจากวิธีที่มันใช้นะ

1. แม่มง่าวไม่บอกว่าตัวเองทำอะไร

แควนเพจ : มันถูกเสี้ยมมาแบบนี้กันเป็นทอดๆ ตั้งแต่ก้าวเข้าไปในระบบเลย อัพไลน์ ยันอัพไลน์ของอัพไลน์อีกที และตัวหลักจะบอกเลยว่า “ไม่ควรบอกเพราะบอกไปคนทั่วไปไม่มีใครอยากมาหรอก” ประมาณว่า “คนมันคิดกันแคบๆ” ถ้ามันตัดสินใจไม่มามันก้อไม่มีทางได้รู้จักสิ่งดีๆนี่หรอกพวกคุณอยากเห็นเพื่อนคุณจนไปตลอดชีวิตหรอ อย่างน้อยให้เค้ามาได้รู้เค้าก็จะเปิดใจเอง คือประมาณว่าให้มั่นใจในตัวหัวหลักๆว่ามาแล้วโนมน้าวได้แหล่ะน่า แล้วพูดบอกเราในแนวหวังดีกับเพื่อนชวนเพื่อนมารวยไง ประมาณนั้น

คอมเม้นเตเตอร์เกรย์ : กรุบอกเลยสัส คำว่าไม่ควรบอกเพราะบอกไปไม่มีใครอยากมาหรอก แม่มเป็นคำแก้ตัวของคนที่ไม่จริงใจไงสัส ถ้ามรุงมั่นใจในสินค้าและศักยภาพของมรุง ทำไมมรุงไม่กล้าบอกว่าตัวเองทำอะไร คนส่วนใหญ่ทั่วไปทั้งหลาย แม่มกล้าบอกว่าเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ขายของออนไลน์ ทำธุรกิจอะไร แต่สิ่งที่มรุงกำลังทำนั้น มรุงลองถามตัวเองชัดๆสิว่า มรุงกำลังหลอกคนอื่นอยู่หรือไม่?

ส่วนไอ้พวกที่ดิ้นว่า โอ้ยผมกล้าบอก คนนั้นคนนี้กล้าบอก ผมจริงใจบอกตรงๆ ไม่เคยปิดบัง คือมรุงต้องเข้าใจก่อนนะว่ากรุไม่ได้ด่ามรุง อย่าเอาประเด็นตัวเองมาดิ้นไปดิ้นมา กรุเห็นแล้วจะพาลนึกว่าเป็นไส้เดือนโดนน้ำร้อนลวก หรือไม่ก็พวกสัมเวสี ที่พอได้ยินคำว่า “ขายตรง” แล้วดิ้นซะผับแม่มจะแตก

2. ข้อสอง แม่มเอามิตรภาพมาแลกเงิน

แควนเพจ : คือบอกเลยมันถูกบีบ รอบตัวแม่งตอนก่อนทำนะมันบอกไม่ต้องไปยุ่งกะคนรู้จักเลยมีรายชื่อจากอินเตอร์เนตให้เอาไปโทรหาเค้าคือพวกที่กรอกข้อมูลมาต้องการอยู่แล้ว พอจ่ายเงินสมัครปุ๊บ จะเอารายชื่อหรอ ค่าลงโฆษณา 15,000 ต่อเดือน ห่ารากก และรายชื่อมันจากไหนไม่รู้จริงๆ โทรไปมีแต่คนด่า หรือวางหูใส่ทั้งนั้น เห็ดสด หมื่นห้า และ “มือใหม่จะไปคุยกะใครได้นอกจากคนรู้จัก” และมันจะมีการนัดฟังอบรมแบบนี้อาทิตย์ละสองครั้ง

แบบกล่อมสเตปแรกก่อน อิอัพไลน์แม่มก้อจะบีบด้วยวลีนุ่มว่า ถ้าไม่กล้าเริ่มต้นแล้วจะสำเร็จได้ยังไง ยังไงอาทิตย์นี้ต้องมีคนมางานอบรมนะ ไม่งั้นเราลงทุนมาคือหมดกันเพราะแค่นี้ยังทำไม่ได้เลย

ถามว่าแล้วจะเอาคนมาจากไหนล่ะ ก้อคนรู้จักไงคะ โทรเลย เพื่อนกันคุยง่าย และมันจะมีระบบบิ้วเลยนะ ทำเสียงดังๆดีใจๆให้เราโทรหาเพื่อนคึกๆประมาณว่าตรูเจอขุมทรัพย์อยู่อยากให้มาเจอด้วยกันประมาณนั้น พอโทรเสร็จแล้วยังไงโคตระกังวลเลย แม่งมา แม่งจะทำมั้ย แล้วแม่งจะด่ามั้ย แม่งจะเข้าใจกรูมั้ย นอนไม่หลับเลยตรู

คอมเม้นเตเตอร์เกรย์ : มีเพื่อนกรุคนหนึ่งโทรมา ถามว่ากรุสบายดีไหม อยากจะนัดเจอ กรุบอกตรงๆนะสัส กรุดีใจมากที่เพื่อนเก่าคิดถึง แต่พอกรุไปเจอมันแล้ว มันชวนกรุคุยแต่เรื่องธุรกิจ เรื่องความฝัน เรื่องสรรหาความร่ำรวย แต่มันคงลืมไปนะสัสว่า ณ วันแรกที่เรารู้จักกัน

เราไม่ได้รู้จักกันด้วยธุรกิจ แต่เรารู้จักกันด้วยมิตรภาพ แต่วันนี้่มรุงเอามิตรภาพที่มรุงเคยได้จากกรุ ที่เคยโดดเรียนด้วยกัน ที่เคยคุยกันสนุกสนาน แปรเปลี่ยนมาเป็นธุรกิจ

กรุไม่ได้บอกว่า “มรุงไม่ควรทำธุรกิจกับเพื่อน” แต่ถ้ามรุงหวังดีกับเพื่อนมรุงจริงๆ “มรุงทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จก่อนสิ แล้วค่อยมาชวนเพื่อน” หรือไม่มรุงก็ชวนเพื่อนมรุงไปเป็นอัพไลน์มรุงเลยสิสัสสสส

3. แม่มกระจอกไม่มีสังคมที่ดีกว่า

แควนเพจ : อันนี้จริง และอาจได้มีคนที่ไม่รู้จักมาบ้างจากการที่แม่งสุ่มโทรไปหาใครไม่รู้จับพลัดจับผลู ดันมาสมัครทำ หรือจากรายชื่อหมื่นห้าในข้อสอง นั่นแหละ และเพิ่มให้อีกอย่างคือ สังคมจอมปลอมด้วยว่ะ เพราะมองหน้าใครนี้ต้องมีผลประโยชน์อย่างเดียวเลยนะ มีผลประโยชน์ต่อกันช่วยได้ทุกอย่างจริงๆ ถ้าไม่มีบ่ายเบี่ยงไปเหอะ ถ้าทำให้เสียผลประโยชน์อย่าพูดถึงเลย

คอมเม้นเตเตอร์เกรย์ : ตามนั้น มรุงใช้สังคมรอบตัวมรุง แต่มรุงไม่เคยไขว่คว้าหาสังคมที่ดีกว่าเพื่อนำเสนอความสามารถ ส่วนหนึ่งมันมาจากมรุงมันกระจอกเป็นแค่กบในกะลา กับอีกอย่างมรุงรู้อยู่ลึกๆในใจไงสัสว่ากำลังหลอกแดรกส์ชาวบ้านอยู่

4. แม่มไม่มีความรู้ในสินค้าที่ตัวเองขาย

แควนเพจ : อันนี้สำหรับพวกเพิ่งทำแหล่ะ พวกอัพไลน์มันบีบให้หาแต่ดาวน์ไลน์ไง เรื่องขายของไว้ทีหลังเดี๋ยวพี่คุยกะลูกค้าให้แล้วน้องก้อเข้าเวิร์กช้อปไปเรียนรู้อีกทีนึงก้อได้แต่ตอนนี้ต้องมีลูกทีมก่อนสำคัญมาก เป่าหูไป บลาๆ ทั้งหมดทั้งสิ้นแม่งตัวอัพไลน์มันจะได้ส่วนเปอร์เซ็นเพิ่มเพราะว่าลูกทีมเราหรือดาวน์ไลน์เราเค้าก็กินถึงไง แต่ถ้าพวกอยู่นานๆแล้วโอ้ยยเป๊ะทุกข้อมูลรู้ทุกอย่าง

คอมเม้นเตเตอร์เกรย์ : ถ้าอยู่นานๆแล้วมีความรู้ คำถามต่อมาคือ ยิ่งมรุงรู้มรุงยิ่งสร้างรายได้ได้ไหม หรือมรุงรู้ไปก็เท่านั้น เพราะสุดท้ายต่อให้มรุงจำส่วนประกอบทุกประเภทของสินค้าได้ แต่มรุงขายไม่ได้มันก็จบไงสัส แต่สำหรับกรุที่เจอมา กรุบอกตรงๆเลยว่า ส่วนใหญ่แม่มไม่มีความรู้ว่ะ เพราะ…. แม่มมัวแต่อยากรวยจนลืมไปว่าระบบขายตรงจริงๆเค้าให้อะไรไงดวกส์

5. แม่มบ้าอิสรภาพทางการเงิน

แควนเพจ : ก้อนี่แหล่ะคือเหตุผลที่ง่าวสมัครทำ เพราะ แม่งพูดทุกวันว่าถ้าสำเร็จ ย้ำนะว่าถ้าทำสำเร็จ คุณจะมีอิสระภาพทั้งเวลา และการเงิน และก้อจะมีค

เหตุผลที่คนดีอย่างคุณ ไม่ควรจ่ายภาษี!

เมื่อวันก่อนกรุได้ไปนั่งคุยกับไอ้แท็กบรักหนอม กรุไปปรึกษาเรื่องของการวางแผนภาษี พอดีเมียกรุแม่มมีรายได้เยอะแยะ กรุเลยจะหาทางวางแผนภาษีแบบถูกต้องตามกฎหมายโดยที่ไม่ต้องมีปัญหา ทีนี้คุยไปคุยมา กรุก็ถามมันว่า เฮ้ย มรุงคิดยังไงกับคนที่ไม่จ่ายภาษี ทีนี้มันก็บอกว่า “เรื่องพวกนี้มันแล้วแต่คน” แถมยังส่ายหน้าไปมา #กรุนึกว่ามันเป็นพัดลม #เห็นหน้ามันบาน

วันนี้กรุเลยนั่งคิดถึงเรื่องนี้ พอดีเมื่อวันก่อนกรุเขียนลงเพจเรื่อง “คอรัปชั่น” เลยคิดว่าเรื่องของภาษีนี่มันก็น่าสนใจเหมือนกัน เลยจะเอามาวิเคราะห์ให้พวกมรุงฟังตามสไตล์กูรูการเงินแบบดิบเถื่อนถ่อย ว่าทำไมคน (ที่คิดว่า) ดีทั้งหลายมันไม่ยอมจ่ายภาษี #รับไม่ได้ก็อย่าอ่าน #ผมเตือนคุณละนะ

ข้ออ้างแรก จ่ายไปไม่รู้เอาเงินไปทำอะไร

บอกตรงๆเลยนะสัส ภาษีแม่มคือสิ่งที่ไม่ได้รับผลตอบแทนกลับมาโดยตรง ส่วนสิ่งที่ได้รับผลตอบแทนกลับมาโดยตรงเมื่อจ่ายให้ราชการนั้นคือ “ค่าธรรมเนียม” ดังนั้นจงแยกให้ออกเสียก่อนว่า วัตถุประสงค์ของการจ่ายคืออะไร ไม่มีใครจ่ายแล้วรู้หรอกว่าเงินของมรุงจะไปอยู่ที่ไหนทำอะไรอย่างไร นั่นมันเป็นหน้าที่บริหารของผู้มีหน้าที่ต่างหากล่ะดวกส์ แต่ก่อนที่พวกมรุงจะอ้าปากเถียง จงเหลือบตาไปอ่านข้อสองก่อนนะจ๊ะ

ข้ออ้างสอง คือ คนบริหารนั้นโกงกิน

ต่อมาคือข้ออ้างสอง คนบริหารทั้งหลายนั้นมันช่างโกงกิน คนชั่วต้องออกไปจากประเทศนี้ เย้ๆๆๆๆ สัสกรุขรรมเป็นภาษาอาหรับเอมิเรต พวกมรุงด่าคนอื่นโกงกิน คนอื่นชั่วช้า แต่สุดท้ายตัวเองนั่นแหละหนาที่ทำหน้าแมวผิดกฏหมายเหมือนกัน

บอกอีกทีนะสัส สำหรับคนที่ไม่รู้
คนโกง คือ คนทำผิดกฎหมาย คนไม่จ่ายภาษี คือ คนทำผิดกฎหมาย เหมือนกัน

ข้ออ้างสาม คือ คนนู้นนั้นนี้เค้าก็ไม่จ่าย

อันนี้สั้นๆ ขอตรงๆชัดๆนะ เรื่องเลวๆไม่ต้องแข่งกันก็ได้นะดวกส์ กรุณาหยุดความเลวที่ไล่ล่ามรุงบ้างอะไรบ้างนะจ๊ะ ส่วนใครจะแถว่าโกงแค่นิดเดียว โกงมากโกงน้อย โกงแต่ได้ประโยชน์ ขอโทษนะ การโกงมันก็คือโกงไม่ใช่หรือสัส !!

เอาล่ะสัส เดี๋ยวกรุเขียนมากไปยาวไป ก็จะต้องโดนด่าเรื่องภาษา เรื่องวาจา เรื่องคำพูด อีกหลายชุด เฮ้อ เอาเป็นว่า พวกมรุงแยกแยะคำว่า “สิทธิ” และ “หน้าที่” ออกจากกันได้หรือยังวะ เพราะ การเสียภาษีตามกฎหมายมันคือ “หน้าที่”  บางคนไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเองแล้วยังทำหน้าทำตามาเรียกร้อง “สิทธิ” กรุว่าชีวิตมรุงมีปัญหาแล้วล่ะดวกส์

ก่อนจากกัน… ขอฝากข้อคิดเตือนใจสไตล์พี่เกรย์ให้พวกมรุงฟัง

ลองถามตัวเองก่อนสัส
การที่มรุงชอบต่อต้านคนโกง
ต่อต้านคนขี้ขโมยสันดานชั่ว
รังเกียจคนที่ชอบฮั้วกันทั้งหลาย

เหม็นบูดการเมืองเลียแข้งขาในบริษัท
อยากเตะสกัดพวกนายว่าขี้ข้าพลอย
อยากรุมต่อยคนโฉดให้ตายคากำปั้น

ใช่เลยสัส…
เราทุกคนนั้นต่อต้านความโกง
เราทุกคนนั้นต่อต้านความเลว
เราทุกคนนั้นต่อต้านความชั่ว

แต่ทว่า…
พวกมรุงกลับลอกการบ้านและข้อสอบเพื่อน
พวกมรุงกลับจ้างคนทำวิทยานิพนธ์ให้
พวกมรุงกลับยื่นแบงค์ร้อยให้ตำรวจ
พวกมรุงกลับวิ่งเต้นให้ลูกหลานเข้าโรงเรียน
พวกมรุงกลับพร้อมเพียงกันหลบเลี่ยงภาษี
พวกมรุงกลับจ่ายค่าคอมให้ฝ่ายจัดซื้อ
พวกมรุงกลับใส่ซองค่าน้ำร้อนน้ำชาให้ข้าราชการ

พวกมรุงทำสิ่งเดียวกับสิ่งที่มรุงเกลียด
โดยไม่เคยตั้งคำถามว่าสิ่งที่มรุงทำระยำแค่ไหน

กรุพูดอยู่เสมอสัส
ถ้ามรุงอยากเปลี่ยนแปลงโลก
จงเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียก่อน

โลกนี้อยู่ไม่ยากถ้ามีคนชั่วเยอะ
แต่มันจะอยู่ยากสัสถ้ามีคนชั่วที่คิดว่าตัวเองดีเยอะแบบนี้ไงล่ะดวกส์

BANPU – ออมหุ้น DCA มาหลายปีก็มีดอย

สำหรับวันนี้จะยก Case การทำ DCA หุ้น BANPU ให้ดูนะครับ ผมเคยบอกมาเสมอว่าการออมหุ้นนั้น “ไม่สามารถทำได้ทุกตัว” ถ้าใครเคยอ่านในหนังสือ ออมหุ้น ออมความสุข ที่ผมแต่งขึ้น ผมจะตั้งคำถามในหน้าหนึ่งว่า คุณชอบลงทุนในหุ้นแบบไหน หุ้นที่มีการเติบโตเรื่อยๆ หุ้นที่มีความผันผวนเอาแน่เอานอนไม่ได้ หรือ ชอบหุ้นที่มันไม่ได้มีการเติบโตอะไรเลยตกต่ำลงเรื่อยๆ และแน่นอนว่าประเภทหุ้นอย่างหนึ่งที่ผมจะไม่ชอบออมอย่างมากก็คือ หุ้นที่มีลักษณะเป็นวัฎจักรตามรอบเศรษฐกิจและความต้องการสินค้านั้นๆในตลาดโลกเป็นช่วงๆ ก็คือสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลายนั่นล่ะ ไม่ว่าจะเป็น น้ำมัน ถ่านหิน ยางพารา ทอง ค่าระวางเรือ มันมีหลายอย่างที่มีความเสี่ยงในเรื่องการขึ้นลงของตลาดโลก บริษัทที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้ผมก็มักจะไม่ได้สนใจอะไรต่อให้ค่า P/E ต่ำขนาดไหนก็ตาม

P/E ต่ำ น่าลงทุนไม่ใช่หรอ?

ถ้าเราดู P/E BANPU แล้วจะตกใจมากว่าเมื่อปีก่อนหน้า 2553-2555 P/E อยู่ในระดับเพียง 7-10 เท่า ส่วนราคาก็แถวๆ เกือบ 800 บาท ลงมาเหลือ 400 บาท (ซื้อราคาตอนนี้คิดเป็นเงินหลังแตก Par ก็ถูกกว่า แต่ถ้าไปดู P/E ตอนนี้ก็ 18-20 เท่าได้) แน่นอนว่า ถ้าใครดู P/E แล้วซื้อเลยนั่นคือจบชีวิตในการลงทุนอย่างง่ายๆ การลงทุนถ้ามันง่ายแค่ดูค่า P/E นี่ก็คงจะรวยกันเต็มไปหมดแล้วครับ มันยังมีเรื่องที่เกี่ยวเนื่องในมิติอื่นๆอีกมากมาย ยิ่งเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโภคภัณฑ์แล้วยิ่งมันส์เลยล่ะ

BANPU 1 ปี 2014

ระยะ 1 ปีมันมีความผันผวนเป็นปกติอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใดๆนะครับ แต่อะไรที่ sensitive จากการถูกกำหนดในราคาตลาดโลกก็ยิ่งผันผวนเลย การใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ DCA แม้มันจะฝ่าฟันไปได้แต่ผมก็ไม่คิดว่ามันจะทำให้เราสามารถลดความเสี่ยงในเรื่องของการผันผวนได้ตลอดไป ถ้าอธิบายให้ชัดเจนก็คือ ธุรกิจที่พวกวัตถุดิบและ/หรือราคาขายมันผันผวน เอาแน่เอานอนไม่ได้ อัตราการทำกำไรมันก็จะผันผวนตาม ระยะยาวก็ตัวใครตัวมันนะครับ ฮาๆ แต่ถ้าเปป็นธุรกิจที่วสามารถควบคุมหลายๆอย่างได้ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนและราคาขายเนี่ยผมว่ามันอยู่ในเกมส์ของบริษัทนั้นๆเลย โอกาสเติบโตน่าจะสูงกว่าได้

BANPU 5 ปี 2009-2014 (ช่วงขาลงครับ ตรงที่ลงเยอะๆคือช่วงแตก Par)

ช่วงเส้นแดงๆหักลงคือต้นทุน DCA ลดจากการแตก Par นะครับ (รวมถึงราคาเส้นสีฟ้าด้วยนะครับ)

ช่วงที่ BANPU ราคาไปแตะ 800 บาท เป็นช่วงที่หลายๆคนดีใจและคิดว่ามันจะไปต่อ (ใครๆก็คิดว่าจะไปต่อในเวลานั้นนะแหล่ะ) หลังจากนั้นราคาก็ลงมาฮวบๆเลย ก็อย่างว่านะครับเท่าที่สังเกตกันก็คือหุ้น BANPU มันก็มีทิศทางเดียวกันกับราคาถ่านหิน และในช่วงที่ผ่านมาอยู่ๆความต้องการถ่านหินในตลาดโลกมันก็น้อยลง พวกถ่านหินที่มีอยู่ในท้องตลาดก็แห่กันลดราคาทันที หากเราลงทุนมา 5 ปีย้อนหลังเนี่ยก็จะขาดทุนกันอย่างรุนแรงเลยนะครับ ราคาหุ้น 29.75 แต่ต้นทุน DCA 42.87 น่ากลัวไหมล่ะ

BANPU 10 ปี 2004-2014

ช่วงเส้นแดงๆหักลงคือต้นทุน DCA ลดจากการแตก Par นะครับ (รวมถึงราคาเส้นสีฟ้าด้วยนะครับ) ช่อง 109

ช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นขาขึ้นของ BANPU เลยครับ ใครที่ลงทุนกับหุ้นตัวนี้ในรอบ 10 ปี ด้วยการลงทุนแบบ DCA จะมีกำไรอยู่ติ๊ดนึง ตอนนั้นถ้าผมจำไม่ผิดมันมีประเด็นเรื่องน้ำมันแพง พอน้ำมันแพงถ่านหินก็จะถูกเอามาใช้ เรียกได้ว่าราคามาทั้งคู่เลยนะครับ แล้วตอนจบพอเขาไม่เอาสินค้าพวกนี้แล้วก็ บ๊ายบาย อย่างที่บอกแหระ เมื่อมันล้นตลาดราคาก็จะตกลงมา

BANPU 15 ปี 1999-2014

ช่วงเส้นแดงๆหักลงคือต้นทุน DCA ลดจากการแตก Par นะครับ  (รวมถึงราคาเส้นสีฟ้าด้วยนะครับ) ช่อง 169

ถ้าเป็นช่วงเวลา 15 ปีนี่กำไรอยู่นะครับ พวกราคาโภคภัณฑ์เนี่ยมันก็จะมีช่วงที่ขึ้นเยอะๆ และมีช่วงที่ตกเยอะๆ (รุนแรงเนอะ) แต่ถามว่าภาพใหญ่ต่อไปเป็นอย่างไรนะ อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับ ผมไม่เชี่ยวเลย อะไรที่ไม่เชี่ยวก็จะไม่กล้าลงทุน แต่อย่างว่านะครับ… ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เนี่ยเมื่อของมันมีอยู่ในตลาดมากๆ ของมันล้น การผลิตลดลง พอมันเกิดสมดุล มีคนต้องการมันใหม่ ก็ผลิตกันขึ้นมา หากคนต้องการมากๆๆ ราคามันก็ค่อยวิ่งไปใหม่ ค่อยไปเก็งกำไรโหดๆกันอีกรอบนึง แต่เมื่อไหร่-และจะเป็นอย่างไรในอนาคต มันอาจจะดีในเร็ววันก็ได้ อันนี้ผมไม่ทราบนะครับ แต่อาจจะเหมือนบรรดาทรัพย์กรในโลกนี้ก็ได้ อาจจะมีวันหมดได้ซักวัน ตราบใดที่ยังไม่มีของทดแทนราคาก็จะขึ้นต่อไป แต่ถ้าหมดความสำคัญแล้วก็คงราคาล่วงวั๊บอีกที (เดาเอานะครับ) ฮ่าๆ เท่าที่พอเห็นในอดีตก็พบว่า หากจะออมยาวๆเนี่ย ผมคงไม่แนะนำหุ้นในลักษณะแบบนี้เลย แต่ถ้าอยากลงทุนกับธุรกิจลักษณะนี้นะ ผมแนะนำให้กำหนดกรอบการลงทุนโดยมีระยะเวลาของ Cycle กำหนดดีกว่า

หมายเหตุ หุ้นที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์แนวๆพลังงานนะ PTT PTTEP TOP IRPC IVL PTTGC อะไรพวกนี้ ไว้ผมจะเอา Back Test การออมหุ้นแบบ DCA มาให้ดู

ข้อมูลราคา : www.panphol.com

เขียนวันที่ : 13 ตุลาคม 2557

เงินด่วนทันใจที่อัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อเดือน

หากเกิดเหตุฉุกเฉินต้องการใช้ เงินด่วนทันใจ เราจะคิดถึงอะไรบ้าง บางคนอาจจะคิดถึงกระดาษแผ่นเล็กๆที่โฆษณาให้บริการเงินด่วนติดบริเวณเสาไฟฟ้าที่ดอกเบี้ยสูงปรี๊ด บัตรกดเงินสดที่ดอกเบี้ยสุดโหด หรือแหล่งเงินกู้นอกระบบที่ย้ายจากเสาไฟฟ้ามาอยู่ในอินเตอร์เน็ตที่มีผู้ให้บริการเยอะจนเลือกไม่ถูกเลยว่าจะโทรเบอร์ไหนก่อนดี เราอ่านคอมเม้นท์ข้างล่างป้ายโฆษณาก็มีผู้ให้ความสนใจกู้เยอะมาก(ไม่รู้ว่าของจริงหรือหน้าม้า) อืม…การกู้เงินด่วนทันใจแบบนี้สมควรเป็นด่านแรกที่เราต้องนึกถึงเวลาไม่มีเงินจริงๆหรือ??

“วิธีหาเงิน” นอกจากทำงานด้วยความสามารถตนเองบวกกับการหารายได้เสริมทางอื่น เพื่อสะสมเงินออม บางคนเพิ่มเรื่องของการประหยัดเพื่อให้มีเงินเหลือมากขึ้น  ซึ่งการกู้เงินจะเป็นหนทางสุดท้ายของคนที่เงินไม่พอใช้หรือต้องการใช้เงินไปลงทุนในธุรกิจ

การกู้ = สร้างหนี้

การสร้างหนี้ที่ถูกต้องนั้นจะต้องเป็นหนี้ที่สร้างรายได้กลับมาให้เรา

ไม่ใช่เป็นภาระที่จ่ายเพื่อการบริโภคใช้แล้วหมดไป

และไม่เกิดประโยชน์ในรูปตัวเงินกลับมาให้เรา

การใช้จ่ายเพื่อความสุขระยะสั้นมากเกินไปจะนำแต่เรื่องเลวร้ายกลับมาในระยะยาว เราควรรู้ตัวเองว่าไม่ควรสร้างหนี้เกิน 45%ของรายได้ หากมากกว่านี้จะทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันของเรายากลำบากมาก (อ่านบทความเพิ่มเติมชีวิตนี้ห้ามสร้างหนี้เกิน 45% ได้ที่ https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=5326

จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่หลายคนก็รู้อยู่แล้วว่า “ควรคิดทุกครั้งก่อนจ่าย” การคิดในที่นี้มันคืออะไร?? ทุกคนคิดทุกครั้งก่อนจ่าย แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าเราคิดถูกหรือคิดไม่ถูก สมมติว่าเราได้รับเงินมาก้อนหนึ่งอาจจะเป็นโบนัสหรือค่าคอมมิชชั่น ลองมาดูวิธีคิดของ 2 คนนี้ที่ “คิดก่อนจ่าย…” แต่ผลลัพธ์สุดท้ายต่างกัน

คนที่ 1 ที่รักความสบาย

คิดว่า…ทำงานหนักแล้วต้องใช้เงินซื้อความสบาย

เงินก้อนนี้ทำให้เขามีความสุขมากและคิดว่าต้องใช้เงินให้คุ้มกับการทำงานหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยการซื้อความสะดวกสบายให้ตัวเอง กิน เที่ยว ช้อปปิ้งอย่างสนุกสนาน มารู้ตัวอีกที อ้าว!! เงินมันหายไปไหนหมดอ่ะ ยังไม่ค่อยได้ใช้อะไรเลยนะ แล้วก็ต้องกลับไปเหนื่อยทำงานหนักอีกครั้ง ถ้าอยากให้เงิน “ซื้อความสุข” ได้จริงมันต้องเป็นความสุขระยะยาวถึงจะถูกต้อง ถ้าลองคิดให้มากขึ้นอีกนิดชีวิตก็จะดีขึ้นอีกเยอะ

คิดแบบนี้…สุดท้ายไม่เหลืออะไรเลย

คนที่ 2 ที่รักการออม

คิดว่า…แบ่งเงินลั้นลาบางส่วน

เงินก้อนนี้ทำให้เขามีความสุขมาก คิดว่าต้องแบ่งเงินออกมาบางส่วนเพื่อไปออม 40% ซื้อเครื่องประดับมีค่าเก็บไว้ 40% ส่วนที่เหลือก็นำไปใช้จ่ายลั้นลา 20% ใช้ไปกับการกิน เที่ยว ช้อปให้จุใจ แม้ว่าจะใช้เงินลั้นลาไป 20% หมดแล้วก็ยังเหลืออีก 80% ที่อยู่ในรูปทรัพย์สินที่เป็นชิ้นเป็นอันกลับมาบ้าง และถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงินจริงๆ ทรัพย์สินส่วนนี้แหละที่สามารถช่วยเหลือเราได้

คิดแบบนี้…สุดท้ายมีเงินเหลือเก็บ

แต่ว่า…

ถ้าเราจำเป็นต้องใช้เงินสดฉุกเฉิน เช่น จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้บุพการี ลูกป่วยเข้าโรงพยาบาล น้ำท่วมกระทันหัน ฯลฯ ซึ่งต้องใช้เงินสดมาใช้จ่ายกับเรื่องเหล่านี้ เราจะมีทางออกอย่างไรบ้าง ถ้าเป็นกรณีของคนที่ 2 ก็อาจจะถอนเงินออมออกมาใช้จ่าย ถ้ายังไม่เพียงพอก็อาจจะต้องตัดขายสมบัตินอกกายออกมาบ้างเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ เช่น ขายเครื่องประดับที่เคยซื้อเก็บไว้ หากสุดท้ายยังไม่พออีกก็คิดถึงเรื่องการกู้เงิน ถ้าถึงจุดนี้ก็ต้องคิดให้รอบคอบโดยเฉพาะภาระดอกเบี้ยที่จะเบ่งบานตามมา ควรเขียนเปรียบเทียบทางเลือกทุกอย่างออกมาก่อนตัดสินใจกู้ว่าทางไหนที่คุ้มค่ามากที่สุด

การใช้เงินสดด่วนทันใจควรเป็นหนทางสุดท้าย

การเปรียบเทียบทางเลือก “เงินด่วนทันใจ”

ถ้าจำเป็นต้องใช้เงินสดด่วนทันใจระยะเวลา 30 วัน เริ่มจากเขียนเปรียบเทียบดอกเบี้ยที่ต้องเสียในแต่ละทางเลือก คือ โรงรับจำนำ บัตรกดเงินสดและเงินกู้นอกระบบ แล้วจึงเลือกว่าทางไหนเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด

อัตราดอกเบี้ย

1. โรงรับจำนำมีอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 0.25% ต่อเดือน

อัพเดทอัตราดอกเบี้ยได้ที่ http://www.pawn.co.th

2. บัตรกดเงินสดที่อัตราดอกเบี้ย 28% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทกำหนด มีการอธิบายวิธีคิดที่หมายเหตุ)

3. เงินกู้นอกระบบอัตราดอกเบี้ย 10% ต่อเดือน (บางแห่งอาจจะคิดมากกว่านี้)

สรุปว่า

ถ้าเราต้องการใช้เงินสด 5,000 บาทระยะเวลา 1 เดือน

  • โรงรับจำนำเสียดอกเบี้ย 12.50 บาท
  • บัตรกดเงินสดจะเสียดอกเบี้ย 115.07 บาท
  • เงินกู้นอกระบบเสียดอกเบี้ย 500 บาท

หลังจากได้ผลลัพธ์ที่เป็นดอกเบี้ยของทุกทางเลือกมาแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเลือกการจ่ายดอกเบี้ยเท่าไหร่

หมายเหตุ : บทความนี้ต้องการชี้ประเด็นของ “การคิดให้ถี่ถ้วนก่อนจ่าย” หากจำเป็นต้องใช้เงินสดด่วนทันใจจริงๆควรใช้แหล่งใดเพื่อประหยัดดอกเบี้ยที่สุด และไม่ต้องการสนับสนุนให้เกิดการสร้างหนี้เพื่อการบริโภค

ความรู้เพิ่มเติม : วิธีคิดดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด

วันที่ 1 เรากดเงินสดออกมาใช้ 20,000 บาท แล้วชำระคืนในวันที่ 30 รวมระยะเวลา 30 วัน จะมีวิธีคิดดังนี้

  • คิดดอกเบี้ยต่อวัน (20,000 x 28%)/365 = 15.3425 บาท
  • ดอกเบี้ยระยะเวลา 30 วัน = 15.3425 x 30 = 460.274 บาท
  • ชำระคืนภายใน 30 วันจะเสียเงินต้น + ดอกเบี้ย = 20,000 + 460.274
  • รวมทั้งสิ้น 20,460.274 บาท

4 กองทุนน่าสะสม RMF ส่งท้ายปี 2014 (ภาคต่อจาก LTF)

หลังจากห่างหายไปนานกับการเขียนบทความ เนื่องจากงานช่วงนี้ที่ถาโถมเข้ามาใส่อย่างต่อเนื่องครับ ไม่มีเวลาแม้จะกินข้าว ปัจจุบันต้องต่อสายน้ำเกลือและ สารอาหาร เข้าหลอดเลือดเลยทีเดียว(เว่อร์มาก) นอกเรื่องไปตั้งไกลครับ (ไหนบอกไม่มีเวลา ยังจะนอกเรื่องอีก) เรามาต่อกันกับ กองทุน RMF ที่น่าสะสมกันนะครับ

กองทุนที่น่าสะสมในครั้งนี้ผมขอแบ่งเป็น 4 ประเภทละกันนะครับ

1. กองทุนหุ้น RMF

กองทุนหุ้นสไตล์ Active Fund

กองทุนที่เข้ารอบ เข้าตา ผมในครั้งนี้คือ 3 กองทุนนี้ครับ

1.1 UOBEQRMF (UOBAM)

เน้นการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ ที่มีการเติบโตสูง กองทุนปรับเปลี่ยนหุ้นค่อนข้างไว สไตล์ซื้อมา-ขายไปเพื่อผลกำไร ผลตอบแทนระยะสั้นผันผวนมาก แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่สูงมากเช่นเดียวกัน

1.2 ABSC-RMF (Aberdeen)

เน้นการลงทุนในหุ้นแบบพื้นฐาน ในหุ้นขนาดกลาง-ใหญ่ที่ราคายังถูก สไตล์ Buy and Hold ผลตอบแทนไม่ผันผวน แต่ผลตอบแทนระยะยาวยังดีและน่าสนใจ

1.3 BERMF (BBLAM)

เน้นการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ ที่มีการเติบโตสูง จะมีการคัดเลือกและสลับเปลี่ยนหัุ้นในกองทุนบ้าง ตามสถานการณ์ ทำให้มีผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ

ที่ผมเลือกกองทุน 3 กองทุนนี้ก็ เนื่องจากผลตอบแทนที่ “สม่ำเสมอ” และให้ผลตอบแทนที่ดีด้วยครับ

อย่างที่ผมเขียนบอกทุกครั้ง และ เสมอ ๆ ว่า เรากองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดี แต่อาจจะไม่สม่ำเสมอก็ได้ ซึ่งอันนั้นผมจะไม่เอามาอยู่ในกองทุนคัดเลือกเด็ดขาด

กองทุนสไตล์ Passive fund (กองทุนอ้างอิงดัชนี) (อ่านเรื่องกองทุน passive vs active ที่นี่)

ก่อนจะจบในส่วนของกองทุนหุ้น ผมอยากบอกว่าอย่าลืมกองทุนประเภท Passive Fund ด้วยนะครับ เนื่องจากกองทุนแบบนี้ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีเช่นกันครับ และที่สำคัญต่อให้ผู้จัดการกองทุนลาออกไป ก็ไม่กระทบต่อตัวกองทุนแบบนี้ด้วยครับ

SCBRMS50 (SCBAM) – เหมาะกับคนที่ชอบลงทุนแบบ Passive ที่ระยะยาวแล้วให้ผลตอบแทนที่ดี ซึ่งตามทฤษฎีแล้วในระยะยาวไม่มีใครเอาชนะตลาดหุ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นการลงทุนแบบนี้จึงยังน่าสนใจ ที่สำคัญค่าธรรมเนียมถูกมากเมื่อเทียบกับกองทุนแบบ Active

2. RMF (ตราสารหนี้ในประเทศไทย)

จริง ๆ กองทุน RMF ตราสารหนี้นั้นเป็นสิ่งที่หลายท่าน”ลืม”ไปในการลงทุนครับ เพราะว่าอะไรน่ะหรือครับ เพราะว่าเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นนั้นมันน่าดึงดูดมากกว่า แต่ผมขอแนะนำว่าในการซื้อ RMF นั้น เราควรที่จะมองหากองทุน RMF ตราสารหนี้ก่อน กองทุนหุ้น LTF เสียด้วยซ้ำครับ เพราะจะเป็นตัวช่วยในการลดความเสี่ยงจากการลงทุน LTF นั้นเองครับ เนื่องจากว่า LTF นั้นจะเน้นการลงทุนในหุ้นเสียมากกว่าครับ ถ้าเป็นคนที่รับความเสียงได้ต่ำ เราก็ควรที่จะมี กองทนตราสารหนี้ RMF ดี ๆ ซักกอง เพื่อที่จะทำให้ความเสี่ยงในการลงทุนระยะยาวของเรานั้นลดลงจนอยู่ในระดับที่เรารับได้ครับ

แต่วันใดไม่พอใจ หรือ เป็นช่วงขาขึ้นของตลาดหุ้นอย่างชัดเจนแล้วละก็ เราเองก็สามารถที่จะ “สับเปลี่ยน” กองทุน RMF ตราสารหนี้เหล่านี้ไปยังกองทุนหุ้นได้เช่นกันครับ โดยไม่จำกัดเฉพาะ กองทุนของ บลจ. เดียวกันนะครับ สามารถเปลี่ยนไปยังบลจ. อื่น ก็ได้ครับ และก็ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นกองทุนหุ้นอย่างเดียว จะเป็นกองทุนทองคำ หรือ กองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ ก็ได้ครับ แต่ขออย่างเดียวคือ ยังคงเป็น RMF เหมือนเดิมครับ

ปล. ไม่ผิดกฏเกณฑ์การถือครองในการลดหย่อนภาษีด้วยกองทุน RMF ด้วยนะครับ !!

กองทุนที่น่าสนใจในการลงทุนด้วยก็คือ

2.1. NFRMF (Thanachart)

กองทุนเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน แต่มีสัดส่วนของพันธบัตรผสมอยู่ด้วย

2.2. KFGOVRMF (KSAM)

กองทุนเน้นลงทุนในพันธบัตรเป็นส่วนมากจึงมีความเสี่ยงด้านการผิดชำระหนี้ต่ำ

2.3. BFRMF (BBLAM)

กองทุนเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ แต่มีสัดส่วนของตราสารหนี้เอกชนผสมออยู่ด้วย

ถึง 3 กองทุนนี้จะแตกต่างกันในเชิงนโยบายการลงทุนแต่ก็ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี และใกล้เคียงกันครับ ชอบกองทุนไหน ก็เลือกกันได้เลยครับ

 ผลตอบแทนย้อนหลัง1 Year3 Years5 Years10 Years
Nasset General Fixed Income RMF3.893.742.783.48
Bualuang Fixed-Income RMF3.913.222.662.87
Krungsri Government Bond RMF4.373.942.723.10
ข้อมูลจาก Morningstar Direct ณ วันที่ 30/9/14

3. RMF (ตราสารหนี้ต่างประเทศ)

ลงทุนในกองทุนหลัก( Master Fund)คือ กองทุน Templeton Global Bond Fund ที่เป็นกองทุนที่เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐทั่วโลกที่ให้ผลตอบแทนที่ดี และใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ ในการบริหารกองทุนเช่น การซื้อ-ขายค่าเงิน, มองหาโอกาสลงทุนในตลาดเกิดใหม่ จึงเหมาะกับการลงทุนระยะยาว 2-3 ปีขึ้นไป และแน่นอนว่า การลงทุนในกองทุนต่างประเทศนั้นเป็นการกระจายความเสี่ยงในระดับภูมิภาคไปด้วยนั่นเอง และเป็นการเพิ่มผลตอบแทนได้ดีในระยะยาวด้วยครับ

3.1. TMBGRMF (TMBAM)

3.2. T-GlobalBondRM

อยากลงทุนในตัวเอง จะเริ่มต้นกันยังไง

เหวยๆๆๆ วันนี้วันดีกรุมาสวัสดีพวกมรุงกันอีกครั้ง
วันก่อนแม่มมียัยหนูคนหนึ่งถามกรุมาทางหน้าเพจ @Mr.Grayman V2 ว่า

“หนูกำลังหาอยู่ว่าคุณค่าของตัวเองคือะไร พี่เกรย์ช่วยอธิบายเพิ่มได้มั๊ยคะ ว่าทำตัวเองให้ต้องการตัวเองเป็นยังไง แบบประมาณว่า จะทำอะไรก็ต้องพึ่งร่างกายพึ่งสมองตัวเองก่อน อะไรอย่างงี้หรอคะ”

กรุอ่านแล้วอึ้งไปเลยครับ ยัยหนูนี่เป็นเด็กที่คิดล้ำลึกมากๆ กรุบอกตรงๆว่ากรุประทับใจกับคำถามแบบนี้สุดๆ วันนี้กรุเลยจะมาบอกพร้อมกับตอบคำถามยัยหนูนี่ว่า สิ่งที่ทำให้พวกมรุงรู้คุณค่าในตัวเอง หรือการค้นหาคุณค่าในตัวเองนั้น มันคือ “การลงทุนในตัวเอง” ต่างหากล่ะดวกส์

พวกมรุงคงได้ยินกูรูหลายๆคนแนะนำมาว่า “จงลงทุนในตัวเองก่อน” แล้วก็รู้สึกขนลุกซู่ว่า โอ้วพระเจ้าเจ็ดมันคมทุกเม็ดจริงๆครับพี่ใช่ไหมล่ะสัส แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น กรุอยากให้พวกมรุงเริ่มต้นจากการตั้งคำถามก่อนว่า “การลงทุนในตัวเองคืออะไร”

เอาล่ะ… โดยนิยามของการลงทุนตามสไตล์ชาวกำแพงเมืองเกรย์ที่กรุดูแลอยู่ เค้าบอกไว้ว่า “การลงทุน” นั้นคือ “การนำเงินไปสะสมให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าการออมโดยมีความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามมา” แต่นั่นมันคือการลงทุนโดยใช้เงิน ถูกไหมครับเด็กๆ

ในทางกลับกัน การลงทุนในตัวเองนั้นไซร้ มันคือการหาหนทางที่ว่า เราจะทำอย่างไรเพื่อให้ตัวเองนั้นสร้างผลตอบแทนกลับมามากกว่าการใช้ชีวิตแบบหายใจเอาอากาศทิ้งไปวันๆ และนั่นคือคำตอบของการลงทุนในตัวเองที่หลายคนค้นหา อันจะทำไปสู่การสร้างคุณค่าในตัวมรุงที่แท้จริง

ตอนนี้หลายๆคนแม่มมีคำตอบในใจ โถ่ไอ้เกรย์ การลงทุนในตัวเองแม่มก็คือ การที่มรุงไปเรียนให้มากขึ้น ไปอบรมสัมมนา ไปพัฒนาภาษา ไปทำบ้าบออะไรก็ได้ที่ทำให้กรุมีความรู้มากขึ้น จะได้สร้างผลตอบแทน (เงินเดือน) ที่มากขึ้นกลับมาไงจ๊ะ

พี่เกรย์จะบอกว่า คำตอบนี้ถูกแค่ครึ่งเดียวครับสัส ตราบใดที่มรุงเริ่มต้นลงทุนในตัวเอง มรุงต้องทำอีกสิ่งหนึ่งตามมา นั่นคือการวัดคุณค่าที่มรุงได้รับด้วยต่างหาก

  • ถ้ามรุงลงทุนไปเรียนต่อปริญญาโท เพื่อที่มรุงจะได้เงินเดือนขึ้นมาเดือนละ 2,000 บาท มรุงตอบคำถามได้หรือยังว่านั่นคือผลตอบแทนการลงทุนที่มรุงต้องการ
  • มรุงไปลงทุนคอร์สหุ้นหลักแสน เพื่อให้ได้หุ้นเด็ดมาเทรดกันแบบเผ็ดมันส์ นั่นคือคำตอบของความรู้ของมรุงหรือเปล่า
  • มรุงไปเรียนพัฒนาตัวเอง แต่พอกลับมาบ้าน มรุงยังไม่สามารถพัฒนาครอบครัวตัวเองให้อยู่ดีกินดีได้ อันนี้คือสิ่งที่มรุงโหยหาหรือไม่

เห็นไหมว่า คำตอบของการลงทุนในตัวเองนั้น
มันไม่มีคำตอบที่ตายตัว วัดผลไม่ได้ แล้วทีนี้จะทำอย่างไรดีละ??

พี่เกรย์ก็บอกตรงๆครับว่า มรุงควรย้อนกลับไปถามตัวเองอีกครั้งว่า “เป้าหมาย” ของชีวิตมรุงคืออะไร
และทุกๆวันนี้มรุงกำลังเดินทางเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายนั้นหรือเปล่า หรือแค่ง่าววิ่งตามกระแสชาวบ้านไปวันๆ

พริตตี้บางคนแม่มทำศัลยกรรมสวยงามทั่วเรือนร่าง
แต่สิ่งที่แม่มได้กลับมาคือการสร้างรายได้หลักสิบล้าน
แบบนี้กรุมองว่ามันคือการลงทุน เพราะมันคุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไป
และที่สำคัญ มันคือเสียงหัวใจที่เค้าต้องการทำมันอย่างใจจริง

เอางี้นะสัส…
มรุงลองเดินไปนอกถนน #ระวังรถชนด้วยนะ แล้วสังเกตสิว่า
คนที่ประสบความสำเร็จทุกวันนี้ ล้วนมาจากการขวนขวายหาโอกาส และความรู้ใส่ตัวเองทั้งนั้น ใช่ไหม?

ถ้าตอนนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไร
จงสร้างตัวของมรุงให้ดีก่อนที่จะไปทำอย่างอื่น รับผิดชอบหน้าที่ตัวเองให้ได้เสียก่อน
หาความรู้ใส่หัวให้มากที่สุด หาประสบการณ์ในทุกๆลมหายใจ

ไอ้นักบุญมันเยคบอกกรุตอนกินเหล้าด้วยกันว่า..
โอ้ววว พี่เกรย์ครับ ผมเซอร์ไพรส์เหลือเกิน
พี่รู้ไหมคนสมัยนี้โชคดีแค่ไหน
เทคโนโลยีก้าวไกลทำให้หาความรู้ได้ตลอด

ดังนั้น พวกมรุงทุกคน จงขยันอ่าน
ขยันใช้สมาร์ทโฟน เทคโนโลยี อินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์

อย่ามัวแต่เอามือเขี่ยๆ แต่ Facebook Twitter
อย่าสนุกกับการ Tweet Share Like

ถ้ามรุงทำได้อย่างที่กรุแนะนำ
ขอให้มรุงลองสังเกตความเปลี่ยนแปลงตัวเองที่ตามมา
ทั้งทัศนคติ ทั้งแนวคิด และการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไหม

จงทำตัวเองให้เป็นอย่างที่มรุงต้องการ
ตั้งคำถามในทุกวันของชีวิตว่ามรุงกำลังเดินทางสู่เป้าหมายหรือไม่?

ถ้ามันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี…
กรุเชื่อว่าหลังจากนั้นมรุงจะมองเห็นคุณค่านั้นผ่านทางสายตาคนรอบข้าง
นั่นแหละแม่มคือคำตอบของคำว่า “คุณค่า” ที่มรุงมองหา
และ… กรุเชื่อว่ามรุงทำได้แน่นอนครับ

ชีวิตจริง ยิ่งกว่าเกมส์

เมื่อวานกรุได้ไปเล่นเกมส์กระแสเงินสดมาสัส (Cash Flow Game หรือ เกมส์สนามแข่งหนู) ไอ้แว่นหมอนัทมันเชิญกรุกับนังเลขาไป บอกว่ามีสิ่งดีๆจะนำเสนอเกี่ยวกับอิสรภาพการเงิน ตอนแรกกรุตกใจจนตัวสั่น นึกว่าโดนแน่ๆแล้วสัส #เตรียมกู่ร้องและปรบมือรัวๆแล้วดวกส์ แต่ไปๆมาๆไม่ใช่เลยสัส มันคือกิจกรรมที่ดีอีกกิจกรรมหนึ่งเลยว่ะ ถ้าพวกมรุงชอบเล่นเกมเศรษฐี กรุว่ามรุงลองเล่นเกมส์นี้ก็ดีนะ

เอาล่ะ.. กรุจะอธิบายวิธีเล่นคร่าวๆให้พวกมรุงฟัง เกมส์นี้แม่มคือเกมส์กระดานคล้ายๆกับเกมส์เศรษฐี แต่สิ่งที่ดีกว่านั้นคือมันจะสอนให้มรุงรู้จักการลงทุนเพื่อตัวเองอย่างแท้จริง

การเริ่มต้นเกมส์มันจะมีวงทางเดินอยู่ตรงกลาง เรียกว่า สนามแข่งหนู อีกวงคือ วงนอก (วงใหญ่) ที่มรุงมีอิสรภาพการเงินแล้ว มรุงจะเลือกความฝันที่อยู่วงนอก เลือกสีตัวหนูใช้เดิน จะต้องจับสลากอาชีพ อาชีพที่มีรายได้สูง แม่มจะมีรายจ่ายอื่นๆสูงไปด้วย เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ โดยมรุงต้องจ่ายค่าใช้จ่ายต่อเดือนไปเรื่อยๆ และรับเงินเดือนทุกครั้งที่ผ่านช่องรับเงินเดือน บางครั้งมรุงซวยก็ตกงาน แม่มเหมือนกับชีวิตจริงสัสๆ

พวกมรุงจะได้กระดาษคำนวณรายรับรายจ่าย เงินคงเหลือในมือ สินทรัพย์ หนี้สิน เหมือนกับการทำงบการเงินส่วนตัว เพื่อให้รู้สถานะของตัวเอง แต่เป้าหมายที่แท้จริงของเกมส์แม่มคือมรุงต้องมี รายได้จากทรัพย์สิน มากกว่า รายจ่ายให้ได้ นั่นคือมรุงต้องหารายได้จากการสร้างทรัพย์สิน เช่น ปล่อยบ้านเช่า เงินปันผลหุ้น และอื่นๆ จนหลุดจากสนามแข่งหนูมาวงใหญ่ หลังจากนั้นก็หาทางไปสู่ความฝันของมรุง

กรุไม่ลงรายละเอียดของเกมส์นะ เพราะผลสุดท้ายกรุแม่มเก่งสัสๆ หลุดจากวงใหญ่แถมยังไปถึงความฝันอีกด้วยดวกส์ แต่แม่มเป็นแค่เกมส์ไง ชีวิตจริงกรุแม่มยังต้องไปอีกเยอะ เอาล่ะ กรุจะสรุปข้อคิดที่ได้จากเกมส์นี้ให้พวกมรุงฟัง

1. มรุงต้องรู้ว่าความฝันมรุงคืออะไร ข้อนี้สำคัญสุดเลยนะสัส มรุงต้องมีเป้าหมายในชีวิตว่ามรุงจะไปที่ไหน อย่างไร ทางไหน ไม่ใช่มองหาทางมีชีวิตรอดไปวันๆ แต่มรุงจงมีความฝันที่ยิ่งใหญ่ให้สมกับที่เกิดมาหนึ่งครั้งต่างหาก

2. ดังนั้น “เงิน” คือสิ่งที่สำคัญตามมา เพราะความฝันเกือบทั้งหมดนั้นมรุงต้องใช้เงินซื้อไงสัส มรุงอย่ามาโอดครวญง่าวๆ ว่าเงินไม่สำคัญต่อชีวิต เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆมรุงเอาเงินทั้งหมดที่มรุงมีมาให้กรุซะสิดวกส์
แต่ปัญหาคือ “เงิน” ของมรุงแม่มไม่พอหรอก ถ้ามีแต่เงินเดือน หรือรายได้จากการทำงานไปวันๆ หรือ Active Income ที่มรุงไม่ทำก็อดตาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่มรุงต้องทำคือสร้างรายได้จาก “ระบบ” หรือ “สินทรัพย์” ที่แม่มจะทำงานให้มรุงต่างหาก หรือที่คนฉลาดทั้งหลายเค้าเรียกว่า Passive Income เรื่องนี้อ่านในเงิน 4 ด้านของโรเบิรต์ เรดฟอร์ด ได้สัส #คิโยซากิโว้ย

3. ถึงแม้ว่าสองข้อแรกมันจะสำคัญ แต่ข้อที่สามนี้มันคือ “ตัวแปร” ที่จะสร้างให้ชีวิตมรุงดีขึ้นรวดเร็วสัสๆ นั่นคือมรุงต้องมีสายตากว้างไกล รู้จักมองหา “โอกาส” ที่เข้ามาในชีวิต ในเกมส์แข่งหนูนี้แม่มมีโอกาสทั้งเล็กและใหญ่ แต่ในตอนแรกของชีวิต ถ้ามรุงยังมีเงินไม่มาก มรุงจะไม่สามารถเลือกโอกาสใหญ่ได้ เพราะมันเกินตัวมรุงไงสัส ดังนั้นฝึกสายตาของมรุงให้มองเห็นโอกาสเล็กๆที่ผ่านเข้ามา แล้วคว้ามันไว้
แต่ “โอกาส” แม่มสร้างได้ โดยการดิ้นรนหาหนทางของชีวิตมรุง ทั้งการหาเพื่อนดีๆ หนังสือดีๆ สัมมนาดีๆ หรือแม้แต่สังคมใหม่ๆที่มรุงต้องเปิดใจที่จะเข้าไปไงสัส #เหมือนกรุจะขายตรงเลยว่ะ แต่เหตุผลที่มรุงต้องทำเช่นนั้น เพราะมรุงแม่มต้องทำตัวให้พร้อมกับ “โอกาส” ที่เข้ามาโดยที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวต่างหากสัส

4. สุดท้ายคือ “จังหวะ” เพราะโอกาสที่เข้ามา แม่มไม่ใช่ว่าจะสร้างความร่ำรวยได้ มันคือออฟพอจูนนิตี้ ซึ่งแน่นอนล่ะว่ามันมีทั้งโอกาสที่ดีและเลว โอกาสที่เราเลือกผิดและถูก แต่สิ่งที่จะเอาชนะโอกาสพวกนั้นไปสู่ความสำเร็จได้ คือ “ความคิด”ของมรุงนั่นเองสัส ทำให้ถูกที่ถูกเวลาและถูกใจ เมื่อไรที่มรุงทำได้ นั่นแหละมรุงจะไปสู่ “เป้าหมาย” ที่มรุงต้องการ
กรุจะเม้าท์ให้ฟังสัส ประสบการณ์จากเกมส์นี้ แม่มทำให้กรุรู้เลยว่ามันไม่แปลกหรอกนะที่ “คนรวย” มันจะคิดต่างจาก “คนจน” เพราะเกมส์เมื่อวานเนี่ย ไอ้หมอแว่นแม่มเป็นตัวแทนของคนรวย หลังจากที่มันออกจากวงกลมเล็กได้ไปสู่วงใหญ่ มันก็ใช้เงินได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องคิด อยากทำไรก็ทำ #ไอสัสแม่มซื้อเรือยอร์ชขับลำละเป็นล้าน

แต่ในทางกลับกันนะสัส ตัวแทนคนจนอย่างนังเลขาที่แม่มเล่นจนจบเกมส์แล้วก็ยังไม่มีโอกาสออกจากสนามแข่งหนู ชีวิตแม่มต้องวนเวียนอยู่กับ จ่ายหนี้ มีลูก ซื้อหุ้นผิด มีโอกาสแต่ไม่มีเงิน วนๆเวียนๆอยู่แบบนั้นตลอดทั้งชีวิตไปจนแก่จนตาย

สุดท้ายคำถามที่กรุถามก็คือ มรุงอยากมีชีวิตแบบไหน ลองคิดดูให้ดีก่อนนะสัส เพราะชีวิตมันเป็นของมรุง สนามแข่งหนูในเกมส์มันก็เหมือนกับชีวิต ตราบใดที่มรุงไม่สร้างสินทรัพย์เพื่อรายได้ มรุงก็ต้องทำงานจนตัวตายแล้วตายไปทั้งๆที่ไม่รู้จักความสบายไงละดวกส์

4 วิธีคิดและลงทุนแบบเศรษฐีเงินล้าน ผ่านกองทุน

ในช่วงก่อนหน้านี้ผม ได้โอกาสไปร่วมงานสัมมนาแห่งหนึ่ง และได้พูดคุยกับเจ้าของกิจการใหญ่ ๆ อยู่หลายท่านพอสมควร จึงได้รับการแบ่งปันประสบการณ์ในการทำงาน และการทำธุรกิจที่แต่ละท่านถนัด รวมถึงแนวคิดการลงทุนในฐานะเจ้าของธุรกิจจากแต่ละท่านอีกด้วย พอกลับมาถึงบ้านก็รวบรวมแนวคิดจากที่ได้พูดคุยเรื่องต่าง ๆ ทำให้ผมเห็นว่าเศรษฐี หรือ เจ้าของกิจการแต่ละท่านนั้นมีความคิดที่คล้ายคลึงกัน และเหมือนกันอยู่ค่อนข้างมากครับ

ผมจึงเริ่มที่จะจับจุดและรวมรวบข้อมูลที่น่าสนใจ และคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ให้กับหลาย ๆ ท่านได้ครับ รวมถึงจากการที่ผมเป็นผู้ลงทุนกับกองทุนรวมอยู่แล้ว จึงได้เกิดการผสมผสานแนวคิดในการลงทุนผ่านกองทุนเข้าไปด้วยครับ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของบทความวันนี้ครับ คือ

“4 วิธีคิดและลงทุนแบบเศรษฐีเงินล้าน ผ่านกองทุน” 

1. ให้ความสำคัญกับการทำงาน และ การลงทุน เท่า ๆ กัน

เจ้าของกิจการเกือบทุกท่านที่ผมได้คุยด้วย พูดเป็นเสียงเดียวกันเลยครับว่า คนเราต้องขยันทำงาน และตั้งใจทำงานให้ดี ก่อนที่จะเริ่มต้นลงทุน เพราะว่าการทำงานจะทำให้เราเชี่ยวชาญ และเข้าใจ ถึงธุรกิจต่าง ๆ ได้อย่างดี ดังนั้นเวลาลงทุนจึงจะมองอะไรได้รอบด้านมากกว่าคนอื่น ๆ สามารถมองไปถึงจุดสำคัญในแต่ละธุรกิจได้ลึกซึ้งมากขึ้น แต่คนสมัยนี้มักจะข้ามขั้นไปถึงลงทุนเลย โดยไม่ศึกษาพื้นฐานด้านธุรกิจไว้บ้าง ระยะยาวแล้วคงประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ยาก ดังนั้นเราควรที่จะตั้งใจทำงานของเราให้ดีเสียก่อน เมื่อเราทำงานได้ดี รายได้ก็จะมากขึ้น เข้าใจธุรกิจมากขึ้น จากนั้นก็เก็บเงิน แล้วจึงเริ่มลงทุน

**ในแง่มุมการลงทุน ก็คือ เราต้องตั้งใจทำงานเก็บเงิน หาความรู้ เมื่อพร้อม ก็ค่อยเริ่มลงทุน โดยให้ความสำคัญกับทั้งสองอย่างเท่า ๆ กัน เนื่องจากถึงแม้การลงทุนจะทำให้เรามีความมั่งคั่งในอนาคต แต่งานปัจจุบันก็เป็นแหล่งรายได้ของเราในการลงทุนเช่นกัน ยิ่งเงินทุนมากโอกาสในความมั่งคั่งในอนาคตก็เพิ่มสูงขึ้นไปด้วย

2. อย่าทำงานที่เราไม่ถนัด

แม้ว่าบางครั้งเราจะรู้ว่างานบางอย่างเราสามารถทำได้เอง แต่ผมบอกได้เลยว่าบางงานก็เป็นเรื่องของมืออาชีพครับ เช่นเราอาจจะเก่งเรื่องการตลาดก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเก่งในการทำโฆษณาไปด้วยครับ หรือ ถึงแม้เราจะพอรู้ขั้นตอนในการทำอาหารหรือ ว่าเรารู้สูตรทำอาหารมา ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำได้อร่อยนะครับ ดังนั้นงานบางอย่างเราก็ไม่ควรที่จะทำเอง(มีเจ้ากิจการท่านนึงเคยบอกว่าเกือบเจ๊งเพราะว่าทำโฆษณาเอง เขียนบทเอง กำกับเองเลยทีเดียว) เนื่องจากคนเราไม่สามารถที่จะรู้ และเก่งได้ทุกอย่าง ผมจึงแนะนำว่าบางงาน เราควรที่จะหามืออาชีพเข้ามาช่วยน่าจะเหมาะสมกว่าครับ

**ในแง่มุมการลงทุน ก็คือ กองทุนรวมอาจจะน่าสนใจมากกว่าการลงทุนในหุ้นเอง เนื่องจากผู้จัดการกองทุนมีความเชี่ยวชาญในการลงทุนมากกว่าเรา และที่สำคัญถ้าเราไม่มีเวลาในการลงทุนเอง ก็ควรที่จะให้มืออาชีพเป็นคนจัดการดูแลแทน

3. สินค้าที่แก้ไขปัญหาคนหมู่มากได้ = สุดยอดธุรกิจ

ข้อสังเกตอย่างนึงของเจ้าของธุรกิจใหญ่ๆ ที่ผมเห็นในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่มีจุดเริ่มต้นจากการแก้ไขปัญหาเล็กๆ ให้กับผู้บริโภค หรือ ลูกค้านั่นเองครับ และถ้าบริการของเราได้แก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้จริง ๆ และเป็นวงกว้างมากพอ ก็จะทำให้ธุรกิจของเราขยายใหญ่ได้อย่างรวดเร็วครับ ที่สำคัญเวลาที่ต้องเลือกธุรกิจก็ต้องมองถึงอนาคตด้วยครับว่าธุรกิจแบบนี้จะอยู่ไปได้อีกนานแค่ไหน ผมแนะนำว่าท่านผู้อ่านลองหาวิธี หรือ หาสินค้าที่จะแก้ไขปัญหาเล็กๆ น้อยๆของคนรอบข้างได้ดูสิครับ อาจจะค้นพบธุรกิจดี ๆ และทำให้ท่านกลายเป็นเศรษฐีก็ได้นะครับ

**ในแง่มุมการลงทุน ก็คือ เราต้องลงทุนกับบริษัทที่ดีพื้นฐานกิจการดูแล้วมีสินค้าที่เข้าใจได้ง่าย และแก้ไขปัญหาคนหมู่มากได้จริง อนาคตยังคงต้องใช้ และเป็นบริษัทที่อยู่มานาน เช่น ร้านค้าสะดวกซื้อ โรงพยาบาล ธนาคาร ฯลฯ

4. การลงทุนหรือ ทำธุรกิจต้องเรียบง่าย ไม่จำเป็นต้องมีวิธีแปลกๆ เสมอไป

เจ้าของกิจการและเศรษฐีหลายท่านได้บอกกับผมว่า เวลาทำธุรกิจ อย่าซับซ้อนมาก ให้ทำธุรกิจอย่างเรียบง่าย เช่นซื้อของมา  ขายของไป ได้กำไรก็พอแล้ว ไม่ต้องคิดซับซ้อนจนเกินไป ตัวอย่างที่ดีอีกท่านในการทำธุรกิจและลงทุนก็คือ ปู่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ครับ โดยปู่แกได้แนะนำว่า “เมื่อลงทุน ทำให้เรียบง่าย ชัดเจน อย่าพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน จากคำถามที่ซับซ้อน”

**ในแง่มุมการลงทุน ก็คือ ใช้วิธีการลงทุนอย่างง่าย ๆ ไม่ต้องซับซ้อนมาก และทำให้เหมาะกับตนเอง เช่น การจับจังหวะการลงทุนอาจจะทำให้เราต้องคิดมาก ว่าจะซื้อเมื่อไหร่ ขายเมื่อไหร่ ซึ่งการลงทุนแบบนี้จะมีความซับซ้อนมากขึ้น เมื่อตลาดมีความผันผวน ทางที่ดีเราควรที่จะลงทุนแบบง่าย ๆ ด้วยการสะสม หรือ ถัวเฉลีย อย่างที่เราใช้กันบ่อย ๆ คือ DCA (Dollar Cost Averaging) โดยการซื้อกองทุนทุกเดือน เดือนละเท่า ๆ กันไปเรื่อย ๆ จะทำให้เราได้ราคาเฉลี่ยของกองทุนที่ถูกลงในระยะยาว และโอกาสขาดทุนก็จะน้อยลงไปนั้นเองครับ

คราวนี้เรามาดูวิธีการสร้างเงินล้านกันจากแนวคิดข้างต้นนะครับ

  • นำเงินจากการทำงานมาลงทุน เช่น เหลือเงินต่อเดือนสำหรับลงทุน 3,000 บาท หรือ 5,000 บาท
  • เน้นลงทุนผ่านกองทุนรวม โดยให้ผู้จัดการกองทุนเป็นคนดูแลเนื่องจากมีความชำนาญและเป็นมืออาชีพกว่าที่เราจะลงทุนเอง ส่วนเราเอาเวลาไปทำงานหาเงินเพิ่ม เพื่อมาลงทุนต่อยอดไปเรื่อย ๆ
  • เนื่องจากผมเคยทำงานในบริษัทยา และรู้ว่าปัญหาที่คนทุกคนบนโลกใบนี้ต้องเจอแน่ๆ และเป็นปัญหาแบบระยะยาวก็คือ ปัญหาสุขภาพ แต่ผมไม่ได้มีความชำนาญในการผลิต

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save